คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5504/2550
#410679
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในวันเดียวกันนั้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามข้อความในคำร้องที่ว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้นได้ประทับข้อความไว้ในด้านหน้าคำร้องว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้วและให้ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงชื่อไว้นั้น ย่อมหมายความถึง การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์

2549 จึงเกินกำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยทั้งห้าเสียค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ค่าคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกรณีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งห้าไต่สวนพยานเพิ่มเติม ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มา จึงต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งห้าทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,254,374.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,489,933.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 45221 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 48963 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้ายากจนไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าขึ้นศาล ให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งห้าประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้ายังติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มายื่นคำร้องเช่นนี้อีกจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นพ้นกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 เนื่องจากเจ้าหน้าที่นำสำนวนลงมาจากห้องผู้พิพากษาในวันดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีข้อกำหนดให้มาตรวจคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 และได้ระบุไว้ในอุทธรณ์ว่าเพิ่งทราบคำสั่งในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นศาลชั้นต้นผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีโดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในวันเดียวกันนั้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามข้อความในคำร้องที่ว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้นได้ประทับข้อความไว้ในด้านหน้าคำร้องว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และให้ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงชื่อไว้นั้น ย่อมหมายความถึง การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องเท่านั้นแต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้อง จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นั่นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่า เจ้าหน้าที่นำสำนวนลงมาจากห้องผู้พิพากษาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงทราบคำสั่งศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนั้นเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้ และการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ขวนขวายเพื่อติดตามทราบคำสั่งศาลในเวลาอันสมควรทั้งที่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใส่ใจในคดีของตนข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 จึงเกินกำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์และภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังจึงเป็นการไม่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยทั้งห้าเสียค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ค่าคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกรณีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งห้าไต่สวนพยานเพิ่มเติม ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาจึงต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งห้าทั้งหมด"

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ ให้คืนค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ค่าคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่จำเลยทั้งห้า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 155 (เดิม) ม. 156 (เดิม) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสลาภาคี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550
#410564
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องการที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,528,711.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 และอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 3,720,445.75 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2594, 2595 และ 2596 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และทรัพย์มรดกของนางธนัชพร ชีวะธรรมานนท์ ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต พิเคราะห์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษา จึงเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลซึ่งต้องทำเป็นอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จำเลยที่ 1 ทำเป็นอุทธรณ์คำสั่งจึงไม่รับ ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1

วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอย่างอุทธรณ์คำพิพากษาคดีมีทุนทรัพย์ ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใดๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้ไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุนัย ถาวรธวัช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550
#410677
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,528,711.08 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2594, 2595 และ 2596 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และทรัพย์มรดกของนางธนัชพร ชีวะธรรมานนท์ ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตพิเคราะห์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษา จึงเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลซึ่งต้องทำเป็นอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จำเลยที่ 1 ทำเป็นอุทธรณ์คำสั่งจึงไม่รับ ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1

วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอย่างอุทธรณ์คำพิพากษาคดีมีทุนทรัพย์ ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้ไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 232 ม. 234 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุนัย ถาวรธวัช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2550
#410837
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนองไว้แก่โจทก์และได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 398,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์นั้น น่าเชื่อว่าเป็นการกู้ยืมเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และตามพฤติการณ์ที่โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กู้ยืมเงินจำนวน 398,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ทั้งยังยอมให้ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการแสดงว่าโจทก์มีเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 4 นำเงินที่โจทก์มอบให้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 550,452.37 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 395,657.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังไม่ได้ผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำไว้กับโจทก์ โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้ จึงยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 398,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 395,657.80 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 398,000 บาท เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 39903 ตำบลคูคต (คลองหกวาสสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบสรุปความได้ว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ให้นายศักดิ์ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 398,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ และต่อมาในวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 โจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม พร้อมกันนั้นโจทก์ได้มอบแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 398,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ขอกู้ยืมไว้ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินและนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ระหว่างที่ยังชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์ไม่ครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองแก่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 4 จะต้องผ่อนชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังค้างชำระอยู่ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้งแรกจำเลยที่ 4 มอบหมายให้นายศักดิ์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยที่ 4 ไปขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 398,000 บาท โจทก์อนุมัติและมีการนัดหมายไปไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำสัญญาจำนองใหม่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี เมื่อถึงวันนัดมีเหตุขัดข้องอันเกิดจากตัวนายศักดิ์จึงไม่สามารถทำนิติกรรมกันได้ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 4 ทำเรื่องขอกู้ยืมเงินใหม่ โดยให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมกู้ยืมด้วย เมื่อถึงวันนัดทำนิติกรรมครั้งใหม่คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 ไปที่สำนักงานที่ดินและลงลายมือชื่อในเอกสารตามที่พนักงานโจทก์ทำเครื่องหมายดอกจันไว้โดยไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งตกลงซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนองไว้แก่โจทก์และได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 398,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไปจากโจทก์นั้น น่าเชื่อว่าเป็นการกู้ยืมเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งประเด็นนี้นายสุพจน์ ทองเย็น พยานโจทก์ก็เบิกความรับว่า หลังจากนายศักดิ์ไม่สามารถรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะต้องนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ชำระหนี้ให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว กรณีจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบจริง และตามพฤติการณ์ที่โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กู้ยืมเงินจำนวน 398,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไปจากโจทก์ ทั้งยังยอมให้ผู้รับมอบอำนาจของตนไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการแสดงว่าโจทก์มีเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 4 นำเงินที่โจทก์มอบให้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นอื่นอีกต่อไป

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมอันเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ไม่ได้แก้ไขศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นาวาอากาศตรีหรือ
จำเลย — เรืออากาศเอกณัฐพงษ์ วิริยะคุปต์กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5491/2550
#410673
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสี่ข้อ ได้แก่ 1) ข้อที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเดิมเป็นว่า ลายมือชื่อโจทก์ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม และตราประทับไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ 2) ข้อที่เกี่ยวกับอาคารพิพาทที่อ้างว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนและจำเลยมีสิทธิอยู่ได้ตลอดชีวิตเป็นว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารที่จำเลยเช่า 3) ข้อที่เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาและการบอกกล่าวของโจทก์ที่อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นว่า ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยยังคงครอบครองอาคารที่เช่าโดยโจทก์ไม่เคยทักท้วงจึงเป็นการเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา การเลิกสัญญาเช่าจะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 566 ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและหนังสือบอกกล่าวของโจทก์มิใช่หนังสือบอกเลิกสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และ 4) ข้อที่เกี่ยวกับเหตุที่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมทั้งหมดเป็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยเข้ามาอยู่บนที่ดินแปลงใดบ้านพิพาทตั้งอยู่บนถนนตรอกซอยอะไร ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงและเหตุแห่งการปฏิเสธขึ้นใหม่เปลี่ยนแปลงข้อต่อสู้เดิมที่จำเลยได้ให้การไว้ตั้งแต่แรก รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลย ทั้งจำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้ไขได้ก่อนวันสืบพยาน มิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นที่จำเลยอาจยื่นคำร้องได้ภายหลังวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันสืบพยานแล้วจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ การที่จำเลยฎีกาในข้อ 3) และ ข้อ 4) ยังเป็นการยกข้อต่อสู้ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้และจำเลยฎีกาต่อมา ก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 468 และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจนขนย้ายและออกไปจากอาคารดังกล่าว และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า นายพีรพล เสรฐภักดี และนายสุรชาติ วรกิจกาญจนกุล ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้เนื่องจากหนังสือรับรองเป็นสำเนาเอกสารที่คัดถ่ายมาแล้วเกินกว่าหนึ่งเดือน โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายประพลฟ้องและดำเนินคดีลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นลายมือชื่อปลอม และผู้มอบอำนาจสามารถเพิกถอนการมอบอำนาจได้ โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ขณะฟ้องไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้มอบอำนาจยังมอบอำนาจให้ฟ้องคดีหรือไม่ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำเลยเช่าอาคารพิพาทจากบริษัทร่วมกิจพาณิชย์และก่อสร้าง จำกัด โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าก่อสร้างอาคารพิพาทและตกลงให้จำเลยอยู่ตลอดชีวิตของผู้เช่า การเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทร่วมกิจพาณิชย์และก่อสร้าง จำกัด จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โจทก์ไม่มีอำนาจขับไล่จำเลย โจทก์ไม่บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่าจำเลยละเมิดที่ดินของโจทก์อย่างไร ที่ดินที่จำเลยละเมิดอยู่บริเวณใด เนื้อที่เท่าไร โจทก์มีสิทธิอย่างไรเหนือที่ดินและอาคารพิพาท ทั้งไม่มีพยานเอกสารใด ๆ ในฟ้องมาแสดง ค่าเสียหายในอัตราค่าเช่าโจทก์คาดคะเนขึ้นเองเพื่อขู่บังคับให้จำเลยต้องย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์และไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิได้บรรยายว่าได้รับความเสียหายอย่างไร จำเลยไม่เข้าใจฟ้องโจทก์ ทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์หรือขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่า การบอกกล่าวจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 468 ของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารพาณิชย์พิพาทของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับมาในข้อกฎหมายตามข้อ 2.1) ที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การดังกล่าว ข้อ 1) เป็นการขอแก้ไขคำให้การในส่วนที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเดิมทั้งหมดเป็นว่า ลายมือชื่อกรรมการโจทก์ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมและตราประทับไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่ได้มอบให้นายประพลฟ้องและดำเนินคดี ข้อ 2) เป็นการขอแก้ไขคำให้การเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับอาคารพิพาทที่อ้างว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนและจำเลยมีสิทธิอยู่ได้ตลอดชีวิตของผู้เช่าเป็นว่า อาคารพิพาทที่จำเลยเช่าอาศัยอยู่มิได้ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1062 และเลขที่ 1076 ของโจทก์ แต่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1078 โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารที่จำเลยเช่า ข้อ 3) เป็นการขอแก้ไขคำให้การเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาและการบอกกล่าวของโจทก์ที่อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นว่า หากศาลฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารที่จำเลยเช่า ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วจำเลยยังคงครอบครองอาคารที่เช่าโดยโจทก์ไม่เคยทักท้วงจึงเป็นการเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา การเลิกสัญญาเช่าจะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและหนังสือบอกกล่าวของโจทก์มิใช่หนังสือบอกเลิกสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และข้อ 4) เป็นการขอแก้ไขคำให้การเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุที่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมทั้งหมดเป็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตอนต้นว่าจำเลยเข้ามาอยู่อาศัยโดยมิชอบเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์แต่ตามหนังสือบอกกล่าวระบุว่าจำเลยเข้ามาอยู่โดยสัญญาเช่า และมิได้บรรยายว่าจำเลยเข้ามาอยู่บนที่ดินแปลงใดระหว่างโฉนดเลขที่ 1062 และเลขที่ 1076 บ้านพิพาทตั้งอยู่บนถนนตรอกซอยอะไร เพราะบริเวณท่าดินแดงมีที่ดินจำนวนหลายแปลง มีซอยแยกจากถนนใหญ่หลายซอย มีเลขบ้านซ้ำซ้อนกันหลายหลังฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสี่ข้อตามคำร้องดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงและเหตุแห่งการปฏิเสธขึ้นใหม่เปลี่ยนแปลงข้อต่อสู้เดิมที่จำเลยได้ให้การไว้ตั้งแต่แรกรวมทั้งที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งจำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้ไขได้ก่อนวันสืบพยาน มิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นที่จำเลยอาจยื่นคำร้องได้ภายหลังวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันสืบพยานแล้วจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นรับมาตามข้อ 2.4) ที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์มีกี่คูหาและเลขที่เท่าไรที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1062 และเลขที่ 1076 โดยเฉพาะอาคารที่จำเลยอาศัยปลูกอยู่บนที่ดินแปลงใดในจำนวนสองแปลงดังกล่าว และโจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่าจำเลยเข้ามาอยู่อาศัยโดยมิชอบเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์แต่ในหนังสือบอกกล่าวของทนายโจทก์กลับระบุว่าจำเลยเข้ามาอยู่โดยการเช่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบก็ดี และตามข้อ 2.7) ที่ว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินและเอกสารพิพาทจากผู้โอนซึ่งได้ให้จำเลยเช่า โจทก์จะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอน การที่จำเลยยังครอบครองอาคารพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดแล้วโดยโจทก์ไม่เคยทักท้วง ต้องถือว่าคู่กรณีได้ตกลงทำสัญญาเช่ากันใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลาเช่า การบอกเลิกสัญญาเช่าจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 ก็ดี ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นการยกข้อต่อสู้ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้และจำเลยฎีกาต่อมาก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 566 ม. 570
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอรุณเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นางเฮี้ยงไฮ้ แซ่เล้า
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5488/2550
#410463
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันว่าให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ถ้าปรากฏว่าบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านออกไปและยอมชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ หากบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานโจทก์จะถอนฟ้อง คู่ความตกลงกันด้วยว่าให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นยุติ คำท้าดังกล่าวมีความหมายว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบ้านของจำเลยแม้เพียงบางส่วนปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยจะต้องรื้อถอนบ้านเฉพาะส่วนที่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไปซึ่งเท่ากับว่าจำเลยชนะคดีบางส่วนคือไม่ต้องรื้อถอนออกไปทั้งหมดทั้งหลังตามคำขอของโจทก์ เมื่อตามแผนที่พิพาทปรากฏว่าบ้านของจำเลยส่วนใหญ่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าตรงกับคำท้าของโจทก์และจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาคดีไปได้เลยโดยไม่จำต้องสืบพยานคู่ความอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 74 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ปี 2518 จำเลยเช่าที่ดินกว้าง 6 วา ยาว 8 วา ของที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านสองชั้นเลขที่ 139 และได้ต่อสัญญาเช่าเรื่อยมาจนถึงปี 2539 แล้วจำเลยไม่ต่อสัญญาเช่า โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณะซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินดังกล่าว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 3 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน น.ส.3 ก. ของโจทก์ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ปลูกบ้านจริง โดยเข้าใจว่าที่ดินของโจทก์ ต่อมาทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของกรมชลประทาน (โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท) ซึ่งบิดาโจทก์ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านจึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน โจทก์และจำเลยท้ากันว่า หากเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าจำเลยปลูกบ้านเลขที่ 139 อยู่ในที่ดินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้ แต่หากบ้านดังกล่าวปลูกอยู่ในที่ดินของกรมชลประทาน โจทก์ยอมแพ้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นยุติ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งศาล จำเลยแถลงว่าแผนที่พิพาทไม่มีเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเป็นผู้ระวังแนวเขต จำเลยจะขอสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คู่ความตกลงกันว่าให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินโดยให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นยุติ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทมาแล้ว และโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย จึงไม่ต้องสืบพยานต่อไป ให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 3 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลย พร้อมให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 74 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยทั้งหลังออกจากที่ดินของโจทก์เป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากตามแผนที่พิพาทบ้านของจำเลยปลูกรุกล้ำอยู่ในที่ดินของโจทก์เพียงบางส่วนเท่านั้น สำหรับบ้านอีกส่วนหนึ่งปลูกอยู่ในเขตที่ดินของกรมชลประทาน แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 74 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท คำพิพากษาดังกล่าวบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านเฉพาะส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์เท่านั้น มิได้บังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านทั้งหลัง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามแผนที่พิพาทตรงกับคำท้าของคู่ความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแผนที่พิพาทบ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกส่วนหนึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของกรมชลประทาน ตามคำท้าไม่ได้ตกลงกันว่าแม้บ้านของจำเลยไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งหลัง จำเลยจะต้องแพ้คดียินยอมรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์ คำท้าของโจทก์และจำเลยจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับคู่ความได้นั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ถ้าปรากฏว่าบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านออกไปและยอมชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ หากบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานโจทก์จะถอนฟ้อง คู่ความตกลงกันด้วยว่าให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นที่ยุติคำท้าดังกล่าวมีความหมายว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบ้านของจำเลยแม้เพียงบางส่วนปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยจะต้องรื้อถอนบ้านเฉพาะส่วนที่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไปซึ่งเท่ากับว่าจำเลยชนะคดีบางส่วนคือไม่ต้องรื้อถอนออกไปหมดทั้งหลังตามคำขอของโจทก์ เมื่อตามแผนที่พิพาทปรากฏว่าบ้านของจำเลยส่วนใหญ่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าตรงกับคำท้าของโจทก์และจำเลยดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาคดีไปได้เลยโดยไม่จำต้องสืบพยานคู่ความอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีย์ สีวิชาสร้อย
จำเลย — นางประนอม พรหมายนต์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2550
#410672
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น มีโจทก์ 3 คน คือ โจทก์ในคดีนี้ ห. และ ส. ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ พ. โดยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในโฉนดที่ดินพิพาทที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการเรียกเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยเพื่อมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่มีการบรรยายความเป็นมาว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตอย่างไรเพื่อตัดสิทธิจำเลยมิให้รับมรดกด้วย สถานะของโจทก์ในคดีทั้งสองจึงแตกต่างกัน และประเด็นแห่งคดีทั้งสองก็แตกต่างกันด้วยฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น

แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินพิพาทจะเป็นเอกสารมหาชนก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะให้รับฟังตามนั้น โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความจริงเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ พ. นั้นจึงหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาล ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 เป็นทรัพย์มรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียน โดยปลอดจากการจดทะเบียนขายฝากกับอำแดงเม้า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์กับให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียนในที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 (หมายเลขแดงที่ 423/2537) ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 77/2537 ของศาลชั้นต้น นางเพียนหรืออำแดงเพียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 ไว้กับอำแดงเม้าแล้วไม่ได้ไถ่ถอนขายฝาก จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของอำแดงเม้า ต่อมาอำแดงเม้าขายให้นางศิริ กล่อมจิตร์ ไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้นางศิริ นางศิริครอบครองโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ก่อนนางศิริถึงแก่กรรมในปี 2525 นางศิริยกที่ดินพร้อมมอบโฉนดที่ดินให้จำเลย จำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยยื่นคำร้องขอและศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 1084 จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียน จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความยินยอมหรือให้การเป็นพยานสนับสนุนในคดีระหว่างนางจำเริญกับโจทก์ และผลคดีไม่ผูกพันจำเลย จำเลยไม่ได้ยักย้ายและปิดบังทรัพย์มรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่กรรม นายณรงค์ พรรณสาลี ในฐานะผู้จัดการมรดกคนใหม่ของนางเพียนหรืออำแดงเพียน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองของจำเลยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1084 และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1084 ดังกล่าวแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมนางเพียนหรืออำแดงเพียนมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1084 นางเพียนหรืออำแดงเพียนได้ขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับอำแดงเม้า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมานางเพียนหรืออำแดงเพียนถึงแก่กรรม โจทก์และนางหยวก เอี่ยมสะอาด เป็นหลานของนางเพียนหรืออำแดงเพียน ส่วนจำเลย นางจำเริญ ภู่สิน และนายสมัย เจริญมาก เป็นเหลนของนางเพียนหรืออำแดงเพียน และต่างเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียน ตามบัญชีเครือญาติ นางจำเริญซึ่งเป็นน้องสาวจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ นายสมัย และนางหยวกได้ยื่นคัดค้าน ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ยกคำร้องของนางจำเริญในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2531 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำร้อง คำคัดค้านและคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียน ตามคำสั่งศาล ส่วนจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและศาลมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 442/2536 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำสั่ง จำเลยจึงไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมาเป็นของตนเอง โจทก์และนายสมัยจึงได้ฟ้องจำเลยกับพวกข้อหาเบิกความเท็จเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยไปยื่นขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อศาล ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 982/2539 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้อง และโจทก์ นายสมัยและนางหยวกได้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่จำเลยอ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแพ่งดังกล่าวชั่วคราว เพื่อรอฟังผลคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จ หลังจากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียนได้ยื่นฟ้องคดีนี้ และศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีข้อหาเบิกความเท็จ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 423/2537 ออกจากสารบบความเนื่องจากโจทก์กับพวกทิ้งฟ้อง ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้นมีโจทก์ 3 คน คือโจทก์ นางหยวก เอี่ยมสะอาดและนายสมัย เจริญมาก ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียนโดยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในโฉนดที่ดินพิพาทที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกเรียกเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยเพื่อมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่มีการบรรยายความเป็นมาว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตอย่างไรเพื่อตัดสิทธิจำเลยมิให้รับมรดกด้วยสถานะของโจทก์ในคดีทั้งสองจึงแตกต่างกันและประเด็นแห่งคดีทั้งสองก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 423/2537 ของศาลชั้นต้น นั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่าเมื่อหลักฐานทางทะเบียนปรากฏว่านางเพียนหรืออำแดงเพียนได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับอำแดงเม้าแล้วไม่ปรากฏว่าได้มีการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากจากอำแดงเม้าแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่านางเพียนหรืออำแดงเพียนได้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วแต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนและที่ดินพิพาทกลับตกมาเป็นของนางเพียนหรืออำแดงเพียนอีกเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลมาหักล้าง เห็นว่า แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินพิพาทจะเป็นเอกสารมหาชนก็ตามแต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะให้รับฟังตามนั้น โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความจริงเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางเพียนหรืออำแดงเพียนนั้นจึงหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังข้ออ้างของจำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันมีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทแล้วนั้นจะมีผลผูกพันโจทก์เพียงใด เห็นว่า เมื่อครั้งที่นางจำเริญ ภู่สิน น้องสาวจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยมีโจทก์ นางหยวก และนายสมัยยื่นคำคัดค้านตามสำเนาคำร้องและคำคัดค้าน ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้คดีกันมาประมาณ 4 ปี จำเลยทราบเรื่องมาตลอด เนื่องจากจำเลยเคยเบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 77/2537 หมายเลขแดงที่ 982/2539 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำเบิกความว่าในคดีที่นางจำเริญร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจำเลยได้ไปศาลแต่ไม่ได้เบิกความ ทั้ง ๆ ที่ข้อพิพาทคดีดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นคดีที่นางจำเริญยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและคดีที่โจทก์กับพวกฟ้องจำเลยกับพวกในข้อหาเบิกความเท็จนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่าตนเองมีสิทธิในที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิกับฝ่ายจำเลยแล้ว แต่จำเลยก็เพิกเฉยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือร้องขอเข้ามาในคดีทั้งยังยอมรับว่าเดิมโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับนางจำเริญ เมื่อศาลพิพากษาในคดีที่นางจำเริญร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทถึงที่สุดให้ยกคำร้อง จำเลยจึงได้รับโฉนดที่ดินพิพาทมาตามสำเนาคำให้การ แล้วจึงมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในภายหลัง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่ามิได้กระทำการโดยสุจริต ดังนั้น จึงหาใช้ยันโจทก์ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีที่จำเลยร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์หาได้ไม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้กำหนดค่าขึ้นศาลและค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์นั้นสูงเกินควรหรือไม่ เห็นว่า การกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีชำระแทนนั้น ต้องคำนึงถึงความสุจริตในการต่อสู้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวมกัน 2 ศาล เป็นจำนวน 50,000 บาท และค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์นั้น เมื่ออัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 5 และในศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 3 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่นำมาฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดอัตราค่าทนายความเป็นจำนวน 50,000 บาท จึงไม่เกินสมควร ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
นายเล็ก พรรณสาลี
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเพียน
หรืออำแดงเพียน
โดยนายณรงค์ พรรณสาลี
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเพียน
โจทก์ — หรืออำแดงเพียน ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวิรัช กล่อมจิตร์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5480/2550
#272686
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ในการคิดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โจทก์จึงได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดมาใช้บังคับ กรณีของจำเลยอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อชฎาทองเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งโจทก์เรียกเก็บได้เพียงร้อยละ 13.75 ต่อปี ตามประกาศของธนาคารโจทก์ข้อ 2.1.1 เท่านั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 2 นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ระบุไว้ตอนท้ายของเอกสารต่างหาก และยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏว่าโจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งหลายอัตราตามตารางรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์คิดจากจำเลยมีบางรายการในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีบ้าง ร้อยละ 19.50 ต่อปีบ้าง และร้อยละ 24 ต่อปีก็มี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอีกต่างหาก จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของธนาคารโจทก์เอง อันเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ดังนั้นเงินส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ ประกอบกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ทำให้โจทก์จำเป็นต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ โดยสภาพและตามสำนวนไม่ปรากฏเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยจะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพราะตนเป็นหนี้แล้วโจทก์นำไปจัดการหักชำระหนี้ต่างๆ ตามจำนวนหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเอง ประกอบกับโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ประกอบการธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชนย่อมมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นโดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์นั้นคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ฉะนั้นเมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะแล้วก็เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 13,220.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 9,571.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ผู้บอกกล่าวบังคับจำนองไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนอง หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ได้ให้ระยะเวลาแก่จำเลยชำระหนี้ในเวลาอันควรไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง และคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 13,220.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,571.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 41/235 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุด "เค.ลาย แมนชั่น" บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17000 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีพร้อมอุปกรณ์ตรึงตราติดตั้งกับอาคารชุดดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องของเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจำนวน 13,220.98 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์สาขาวงเวียนใหญ่ จำนวน 275,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจำเลยได้จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 41/235 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชด "เค.ลาย แมนชั่น" ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2535 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17000 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 จำนวน 3,500 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องของโจทก์ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามฟ้องไม่เป็นโมฆะ เพราะโจทก์เป็นสถาบันการเงินจึงต้องใช้พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาใช้บังคับซึ่งให้สิทธิสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่ไม่ให้เกินกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงหาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 แต่อย่างใดไม่ เห็นว่า แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ในการคิดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โจทก์จึงได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดมาใช้บังคับ กรณีของจำเลยอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อชฎาทองเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งโจทก์เรียกเก็บได้เพียงร้อยละ 13.75 ต่อปี ตามประกาศของธนาคารโจทก์ ข้อ 2.1.1 เท่านั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 2 นั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ระบุไว้ตอนท้ายของเอกสารต่างหาก และยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏว่าโจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งหลายอัตราตามตารางรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์คิดจากจำเลยมีบางรายการในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีบ้าง ร้อยละ 19.50 ต่อปีบ้างและร้อยละ 24 ต่อปีก็มี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอีกต่างหาก จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของธนาคารโจทก์เอง อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ดังนั้น เงินส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ในวันดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป โจทก์ก็มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยชำระหนี้ไปในมูลหนี้ที่ไม่ต้องชำระหรือไม่ต้องรับผิดนั้น จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกอบกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ทำให้โจทก์จำเป็นต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ โดยสภาพและตามสำนวนไม่ปรากฏเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยจะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพราะตนเป็นหนี้แล้วโจทก์นำไปจัดการหักชำระหนี้ต่างๆ ตามจำนวนหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเอง ประกอบกับโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ประกอบการธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นโดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์นั้นคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ฉะนั้น เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะแล้วก็เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ แต่เมื่อคดีนี้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่า โจทก์ได้โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดดังกล่าวมีหนี้ของจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วทั้งหมดตามบัญชีเงินให้กู้นับตั้งแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน (5 กุมภาพันธ์ 2536) ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 275,000 บาท เสียก่อน เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 407 ม. 654
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด
(มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสมถวิล สุริยามาศ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5478/2550
#410562
เปิดฉบับเต็ม

การสละมรดกนั้นกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 1672 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไว้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2481 ข้อ 14, 15 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 มาตรา 40 กำหนดให้ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ เจ้าพนักงานที่ดินจึงมิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612

ต. ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนทายาทของ ค. ทุกคนรวมทั้ง ส. มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วย ต. ในฐานะทายาทคนหนึ่งของ ค. คงมีฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินเฉพาะส่วนของ ต. ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 และมาตรา 1646 แต่ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของทายาทอื่นของ ส. ย่อมไม่เป็นทรัพย์มรดกของ ต. ที่จะทำพินัยกรรมยกให้จำเลยทั้งสองได้ เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่แบ่งกรรมสิทธิ์รวม จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของ ส. ทายาท ค. รื้อบ้านทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทหรือเรียกค่าเสียหายได้

ต. ลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนทายาทของ ค. ซึ่งรวมถึง ส. มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าว โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ เพราะการครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางสัมฤทธิ์ นิ่งสมบูรณ์ นางสัมฤทธิ์ จำเลยทั้งสองและนางสาวตุ๊ กระแสร์โฉม เป็นบุตรของนางสาคร กระแสร์โฉม นางสาครมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 258 ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อนางสาครถึงแก่ความตาย บุตรของนางสาครที่มีชีวิตอยู่รวม 6 คน ได้ให้นางสาวตุ๊ ใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวแทน นางสัมฤทธิ์ปลูกบ้านและอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 3 งาน ต่อมาปี 2528 นางสัมฤทธิ์ได้ยกที่ดินเนื้อที่ 3 งาน พร้อมบ้านให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 งาน โดยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเกินกว่าสิบปี ปัจจุบันนางสาวตุ๊ถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนตายนางสาวตุ๊ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งสองให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออกในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมาย 2 เนื้อที่ 3 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนเนื้อที่ 3 งาน ดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าบุตรของนางสาครทุกคนได้สละสิทธิรับมรดกโดยให้นางสาวตุ๊รับมรดกที่ดินของนางสาครแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ทั้งสองไม่เคยครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 3 งาน ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่ได้ขอนางสาวตุ๊อาศัยอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ปี 2539 นางสาวตุ๊ถึงแก่ความตาย ก่อนตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองและบริวารรื้อย้ายเรือนเลขที่ 125/1 และเรือนไม่มีเลขที่ หมู่ 6 ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 258 ของจำเลยทั้งสอง ตามแนวเส้นสีแดง แผนที่สังเขปท้ายคำให้การ ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสองในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินจำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 3 งาน โดยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันนานกว่าสิบปีไม่เคยขออาศัยผู้ใดอยู่ในที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองรื้อบ้านเลขที่ 125/1 และบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 6 ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกจากที่ดินพิพาทตามเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 258 ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของจำเลยทั้งสอง พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 คำขออื่นของจำเลยทั้งสองให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 258 ตำบลหัวไผ่ (บ้านศีศะไผ่) อำเภอมหาราช (นครใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เป็นของนางสาคร กระแสร์โฉม นางสาครมีบุตร 7 คน ถึงแก่ความตายก่อนนางสาคร 1 คน นางสาวตุ๊ กระแสร์โฉม เป็นบุตรคนโต จำเลยทั้งสองกับนางสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสองต่างเป็นบุตรของนางสาคร เมื่อนางสาครตายนางสาวตุ๊เป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 258 ต่อมานางสาวตุ๊ได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 258 เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน ให้นางสาวสุกัญญา ศรีสกุล ซึ่งเป็นบุตรของที่ 2 นางสาวตุ๊ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อนางสาวตุ๊ตาย จำเลยทั้งสองรับโอนมรดกตามพินัยกรรม ที่ดินตามพินัยกรรมบางส่วนเป็นที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองครอบครองมีเนื้อที่ 2 งาน 48 7/10 ตารางวา ตามเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 3 โดยมีที่ดินพิพาทมีบ้านเลขที่ 125/1 ของนางสัมฤทธิ์ปลูกไว้ตั้งแต่นางสาครยังมีชีวิต เมื่อนางสัมฤทธิ์ตายบ้านเลขที่ 125/1 ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 กับมีบ้านไม่มีเลขที่ของโจทก์ที่ 1 ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท

ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่านางสัมฤทธิ์ นิ่งสมบูรณ์ ตกลงให้นางสาวตุ๊ กระแสร์โฉม ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้แทนตนดังที่โจทก์อ้างหรือนางสาวตุ๊ได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 258 แต่เพียงผู้เดียว เพราะทายาทอื่นสละสิทธิในการรับมรดกดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหานี้จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อนางสาครถึงแก่ความตาย นางสาวตุ๊จึงเข้ารับโอนมรดกตามคำสั่งของนางสาครและพี่น้องของนางสาวตุ๊ยินยอมสละมรดกไม่ขอรับมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวทุกคนรวมทั้งนางสัมฤทธิ์มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วย การรับมรดกของนางสาวตุ๊ไม่ใช่เป็นการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนทายาทตามคำฟ้องโจทก์แต่ประการใด เห็นว่า การสละมรดกนั้นกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 1672 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไว้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2481 ข้อ 14, 15 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 มาตรา 40 กำหนดให้ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ แต่ตามบันทึกถ้อยคำเอกสาร จ.5 และ จ.8 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ทายาทของนางสาครคือจำเลยทั้งสอง นางทองขาว คนึงเหตุ นายสำราญ กระแสร์โฉม นางสัมฤทธิ์หรือสำริด นายฉอ้อน กระแสร์โฉม ทำไว้นั้นได้ทำไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมิใช่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 บันทึกถ้อยคำนั้นจึงมิใช่เอกสารสละมรดกตามที่จำเลยทั้งสองให้การ โจทก์ทั้งสองนำสืบถึงมูลเหตุแห่งการทำเอกสารหมาย จ.5 และ จ.8 โดยนำนายสำราญ กระแสร์โฉม บุตรของนางสาครมาเบิกความว่าตอนแรกทายาททุกคนต้องการลงชื่อในโฉนด แต่ชื่อของนางทองขาวไม่ตรงกับสำเนาทะเบียนบ้านไม่สามารถใส่ชื่อทุกคนได้ เจ้าพนักงานที่ดินแนะนำให้ลงชื่อคนใดคนหนึ่งไว้ก่อนก็ได้จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากันอีก ทายาทจึงตกลงกันให้ลงชื่อนางสาวตุ๊ไว้ในโฉนดที่ดิน เนื่องจากนางสาวตุ๊ไม่มีบุตรไม่มีสามี เมื่อนางสาวตุ๊ตายแล้วพยานกับพวกซึ่งเป็นทายาทก็สามารถรับมรดกของนางสาวตุ๊ได้ พยานโจทก์ทั้งสองอีกปากหนึ่งคือนายฉอ้อน กระแสร์โฉม ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 แต่นายชุ่ม กระแสร์โฉม กับนางสาครจดทะเบียนแจ้งเกิดให้เป็นบุตรของนายชุ่มกับนางสาครเบิกความทำนองเดียวกับนายสำราญว่า เมื่อนางสาครตาย ทายาทของนางสาครทั้งหมด เว้นแต่บุตรคนที่ 2 ซึ่งหายออกจากบ้านไปเป็นสิบปีแล้วได้ไปที่สำนักงานที่ดินปรากฏว่าสำเนาทะเบียนบ้านของนางทองขาว มีชื่อคนอื่นเป็นบิดามารดาไม่ใช่นายชุ่มกับนางสาคร เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ จึงแนะนำให้โอนที่ดินเป็นชื่อของนางสาวตุ๊ไปก่อนเพราะนางสาวตุ๊ไม่มีสามีและบุตร ทายาทคนอื่นๆ ก็ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ในเอกสาร ความจริงพี่น้องทุกคนมีความประสงค์จะแบ่งที่ดินของผู้ตายแปลงนี้เท่าๆ กัน นางสาวตุ๊เองก็บอกว่าจะแบ่งที่ดินให้เท่าๆ กันทุกคน นางทองขาว คนึงเหตุ บุตรนางสาครก็เบิกความเป็นพยานโจทก์รับว่าหลังจากนางสาครถึงแก่ความตายแล้ว บรรดาทายาทของนางสาครทุกคนได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อที่จะไปลงชื่อรับโอนที่ดินทุกคน แต่ปรากฏว่าชื่อบิดาในสำเนาทะเบียนบ้านของพยานไม่ถูกต้อง ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีตัวจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเบิกความเป็นพยานว่า ทายาททุกคนของนางสาครสละสิทธิการรับมรดกโดยตกลงยกให้นางสาวตุ๊คนเดียว เนื่องจากนางสาวตุ๊เป็นคนเลี้ยงดูนางสาครและยังเป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 มีการไถ่ถอนจำนองตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2509 ก่อนนางสาวตุ๊จดทะเบียนรับโอนที่ดินวันที่ 4 พฤศจิกายน 2525 นานมาก เมื่อนำข้อเท็จจริงที่ว่านางสัมฤทธิ์มีบ้านเลขที่ 125/1 ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.2 เป็นการถาวรอยู่ริมแม่น้ำลพบุรีตามแผนที่พิพาทวิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 จึงไม่น่าเชื่อว่านางสัมฤทธิ์จะตกลงไม่รับมรดกของนางสาครดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าบรรดาทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยให้นางสาวตุ๊ได้รับมรดกเพียงผู้เดียว แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าการที่ทายาทนางสาครทำเอกสารหมาย จ.5 และ จ.8 ซึ่ง ตรงกับเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ไม่ได้กระทำเพื่อตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จไปโดยสละมรดก แต่ทายาทนางสาครกระทำเพื่อให้นางสาวตุ๊ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 258 แทนทายาทของนางสาครทุกคนรวมทั้งนางสัมฤทธิ์มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นางสาวตุ๊ได้รับมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 258 แต่เพียงผู้เดียวเพราะทายาทอื่นสละสิทธิในการรับมรดก ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า นางสาวตุ๊มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีฟังได้ว่านางสาวตุ๊ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 258 แทนทายาททุกคนรวมทั้งนางสัมฤทธิ์มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วยดังได้วินิจฉัยมาแล้ว นางสาวตุ๊ในฐานะทายาทคนหนึ่งของนางสาครคงมีฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 258 เฉพาะส่วนของนางตุ๊ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 และมาตรา 1646 แต่ที่ดินส่วนที่ตกเป็นของทายาทอื่นของนางสาครย่อมไม่เป็นทรัพย์มรดกของนางสาวตุ๊ที่จะทำพินัยกรรมยกให้จำเลยทั้งสองได้ เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของนายสัมฤทธิ์ทายาทนางสาครรื้อบ้านเลขที่ 125/1 และบ้านไม่มีเลขที่ทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทหรือเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนบ้าน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง โดยนางสัมฤทธิ์มารดาของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรและเป็นทายาทของนางสาครยกให้ เมื่อคดีฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 258 มีนางสาวตุ๊ลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนทายาทของนางสาคร ซึ่งรวมถึงนางสัมฤทธิ์มารดาของโจทก์ทั้งสองด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 258 โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์เองได้ เพราะการครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว จะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครองครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์ในการครองครองไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ชอบแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361 ม. 1646 ม. 1612
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมลี้ ขันถม กับพวก
จำเลย — นางบุญเรือน กระแสร์โฉม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550
#410560
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายอินทรีย์ ผูกเกสร ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยเป็นเงิน 140,000 บาท ต่อมาจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 30 เมษายน 2535 จำนวน 140,000 บาท ระบุชื่อนายอินทรีย์เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่รวมลงทุนให้แก่นายอินทรีย์ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินนายอินทรีย์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ในวันเดียวกันนายอินทรีย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์โดยสลักหลังและส่งมอบให้แก่โจทก์และรับเงินจำนวน 140,000 บาท ไปจากโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรง โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค แต่จำเลยไม่ชำระ จึงขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คเป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 105,000 บาท รวมเป็นเงิน 245,000 บาท เนื่องจากธนาคารตามเช็คตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงขออนุญาตฟ้องที่ศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมิใช่สถานที่ที่มูลคดีเกิด เมื่อจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในศาลชั้นต้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ไม่รับฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและธนาคารดังกล่าวปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องตามมูลคดีที่เกิดจากการที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลล่างทั้งสองชอบที่จะรับฟ้องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อนายอินทรีย์เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่นายอินทรีย์ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่นายอินทรีย์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย นายอินทรีย์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่านายอินทรีย์เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านายอินทรีย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับนายอินทรีย์ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้จำเลยชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติพงษ์ นิมิตรดี
จำเลย — นายวสันต์ ธุลีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550
#410832
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อ อ. เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่ อ. ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่ อ. เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย อ. นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่า อ. เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า อ. ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับ อ. ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมิใช่สถานที่ที่มูลคดีเกิด เมื่อจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในศาลชั้นต้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและธนาคารดังกล่าวได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องตามมูลคดีที่เกิดจากการที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลล่างทั้งสองชอบที่จะรับฟ้องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวคำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อนายอินทรีย์เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่นายอินทรีย์ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่นายอินทรีย์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย นายอินทรีย์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่านายอินทรีย์เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านายอินทรีย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับนายอินทรีย์ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 917 ม. 920 ม. 967 วรรคสาม ม. 989 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติพงษ์ นิมิตรดี
จำเลย — นายวสันต์ ธุลีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5474/2550
#413173
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเป็นไข้ มีอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนที่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าป่วยเป็นไข้หวัดนั้น โดยไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวประกอบกับการขอเลื่อนคดีหลายครั้งเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีก่อนเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้ว และคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกไปซื้อยามารับประทานแล้วนอนพักผ่อน แสดงว่าอาการเจ็บป่วยของทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 เป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และไม่มีความจำเป็นต้องตั้งเจ้าพนักงานหรือแพทย์ไปตรวจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 และมาตรา 41

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ไม่ถูกต้องเพราะความจริงแล้ว อ. ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการในนามโจทก์ อีกทั้งหนังสือรับรองดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ อ. จึงไม่มีอำนาจกระทำการในนามโจทก์เท่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้แต่เพียงว่า อ. ไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และหนังสือดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ หรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว ประกอบกับขณะที่โจทก์นำสืบเอกสารดังกล่าว พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มี อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามหนังสือรับรองพร้อมสำเนาหมาย จ.13 แสดงว่าโจทก์ได้นำเอาต้นฉบับเอกสารมาแสดงให้ศาลชั้นต้นดูด้วย แล้วขอส่งสำเนาเอกสารไว้แทนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับของเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1) และมาตรา 125 ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ระบุว่า กรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัทโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทโจทก์และผูกพันบริษัทโจทก์ได้ อ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแทนบริษัทโจทก์ได้ ไม่จำต้องประทับตราของบริษัทโจทก์ ส่วนการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจนั้นไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับว่าการลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจต้องระบุฐานะของผู้มอบอำนาจด้วย ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจ่าหน้าซองตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้องปรากฏว่าส่งไม่ได้ พนักงานไปรษณีย์ได้ระบุข้อขัดข้องไว้ที่หน้าซองจดหมายว่าไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า และได้ออกใบแจ้งความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรับจดหมาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ แสดงว่าพนักงานไปรษณีย์พบบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ส่งจดหมายไม่ได้เพราะไม่มีบุคคลใดลงชื่อรับจดหมาย โจทก์จึงได้ประกาศบอกกล่าวบังคับจำนองทางหนังสือพิมพ์ ถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งคำบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 แล้ว

สัญญาขายลดตั๋วเงิน ข้อ 2 ที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลด และโจทก์เรียกเก็บเงินตามตั๋วเงินนั้นไม่ได้เมื่อถึงวันกำหนดใช้เงินนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราส่วนลดเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในกรณีลูกหนี้ผิดนัด ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้ยึดทรัพย์ที่จำนองทั้ง 3 รายการมาชำระหนี้โจทก์โดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนองในวันก่อนทำสัญญาและวันทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะดอกเบี้ยหนี้จำนองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คซึ่งเป็นหนี้ประธาน

เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยลดลงผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมจะต้องรับผิดลดลงด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วมและเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,067,886.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,461,516 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,461,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 606,370.12 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดเครื่องจักรของจำเลยที่ 1 มาชำระในวงเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป กับให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99123, 99124 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดบังคับจำนองในวงเงิน 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป กับให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99125, 99126 พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,067,886.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 3,461,516 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเลื่อนคดีหลายครั้ง ในวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรกวันที่ 29 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นกำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาศาลให้พร้อม นัดหน้าศาลจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดวันที่ 20 เมษายน 2542 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างลอยๆ ว่า จำเลยที่ 2 ไปส่งสินค้าต่างจังหวัดไม่สามารถมาเบิกความได้ ซึ่งไม่มีเหตุผลสมควร แต่ศาลชั้นต้นก็ยังยินยอมอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มากอยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลื่อนคดีมาอีกถึง 2 เดือน และทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงว่า หากนัดหน้าจำเลยที่ 2 ไม่มาถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน ปรากฏว่าเมื่อถึงนัดหน้าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 ก็ไม่มาศาลอีกโดยทนายความอ้างลอยๆ เช่นเดิมอีกว่า จำเลยที่ 2 ป่วยเป็นไขหวัด ส่วนทนายความเป็นไข้ไม่สามารถมาศาลได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และทนายความไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเจ็บถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีก่อนเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยก่อนหรือไม่ว่า จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยจริงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเป็นไข้ มีอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนจำเลยที่ 2 แจ้งว่าป่วยเป็นไข้หวัดเท่านั้น โดยไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ประกอบกับตามคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกไปซื้อยามารับประทานแล้วนอนพักผ่อน แสดงว่าอาการเจ็บป่วยของทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 เป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และไม่มีความจำเป็นต้องตั้งเจ้าพนักงานหรือแพทย์ไปตรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และมาตรา 41 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่าศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.13 เป็นพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การโต้แย้งคัดค้านไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โต้แย้งคัดค้านการนำสำเนาเอกสารหมาย จ.13 มาสืบ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.13 เป็นสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า หนังสือรับรองตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไม่ถูกต้องเพราะความจริงแล้วนายอมรไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการในนามโจทก์ อีกทั้งหนังสือรับรองดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ นายอมรจึงไม่มีอำนาจกระทำการในนามโจทก์ เท่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้แต่เพียงว่านายอมรไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และหนังสือดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ หรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ใปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว ประกอบกับขณะที่โจทก์นำสืบเอกสารดังกล่าวนางพัชนีรัตน์พยานโจทก์เบิกความว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มีนายอมรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามหนังสือรับรองพร้อมสำเนาหมาย จ.13 แสดงว่าโจทก์ได้นำเอาต้นฉบับเอกสารมาแสดงให้ศาลชั้นต้นดูด้วย แล้วขอส่งสำเนาเอกสารคือเอกสารหมาย จ.13 ไว้แทนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งคัดค้านถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับของเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.13 เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) และมาตรา 125 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจให้นายชนินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจและไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.13 ระบุว่า กรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัทโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทโจทก์และผูกพันบริษัทโจทก์ได้ นายอมรเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแทนบริษัทโจทก์ได้ ไม่จำต้องประทับตราของบริษัทโจทก์ ส่วนการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจนั้นไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับว่าการลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจต้องระบุฐานะของผู้มอบอำนาจด้วย ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจ่าหน้าซองตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง ปรากฏว่าส่งไม่ได้ พนักงานไปรษณีย์ได้ระบุข้อขัดข้องไว้ที่หน้าซองจดหมายว่า ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า และได้ออกใบแจ้งความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรับจดหมาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ แสดงว่าพนักงานไปรษณีย์พบบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ส่งจดหมายไม่ได้เพราะไม่มีบุคคลใดลงชื่อรับจดหมาย โจทก์จึงได้ประกาศบอกกล่าวบังคับจำนองทางหนังสือพิมพ์สายกลาง หลักจากนั้นอีก 1 เดือนเศษโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ เจ้าพนักงานศาลได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังภูมิลำเนาเช่นเดิม ปรากฏว่าส่งได้โดยวิธีปิดหมายและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จริงโดยวิธีปิดหมาย การที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ ณ ภูมิลำเนาที่แท้จริงของจำเลย แต่ไม่มีบุคคลใดยอมรับ โจทก์จึงใช้วิธีประกาศคำบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบทางหนังสือพิมพ์ถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งคำบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจำนองกับโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า นางพัชนีรัตน์ไม่ใช่ประจักษ์พยานในการทำสัญญาและไม่เกี่ยวข้องกับสัญญา คำเบิกความของนางพัชนีรัตน์จึงรับฟังไม่ได้ เห็นว่า ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องนี้ ศาลต้องวินิจฉัยชั่งน้ำหนักจากพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่ดูแต่คำเบิกความของนางพัชนีรัตน์อย่างเดียว นางพัชนีรัตน์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยสินเชื่อของธนาคารโจทก์ สาขาบางซื่อ แม้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง แต่นางพัชนีรัตน์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เป็นผู้ดูแลลูกหนี้รายนี้ หมายถึง ดูแลหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 มาขอวงเงินขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ และนำตั๋วเงินมาขายลดหลายครั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเครื่องจักรต่อโจทก์ โดยนางพัชนีรัตน์เบิกความเป็นพยานโจทก์และมีเอกสารมาแสดง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบต่อสู้คดีแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินข้อ 2 ที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลด และโจทก์เรียกเก็บเงินตามตั๋วเงินนั้นไม่ได้ เมื่อถึงวันกำหนดใช้เงินนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราส่วนลดเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในกรณีลูกหนี้ผิดนัด ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ศาลฎีกาเห็นสมควรลดดอกเบี้ยในส่วนที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดลงเหลืออัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้ยึดทรัพย์ที่จำนองทั้ง 3 รายการ มาชำระหนี้โจทก์โดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนอง นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 วันที่ 28 ธันวาคม 2538 และวันที่ 28 ตุลาคม 2538 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะในวันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์และก่อนทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ดอกเบี้ยหนี้จำนองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คซึ่งเป็นหนี้ประธานจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยลดลง ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมจะต้องรับผิดลดลงด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วมและเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,461,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จากต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540) ต้องไม่เกิน 606,370.12 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หนี้จำนองให้เป็นไปตามหนี้ประธานโดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนองได้นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ส่วนดอกเบี้ยเป็นไปตามสัญญาจำนอง แต่อัตราดอกเบี้ยของหนี้จำนองและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 41 ม. 93 (1) ม. 125 ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทประยูร อินเตอร์ฟู้ด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5467 -ที่ 5468/2550
#410462
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือนในอนาคตและกำหนดวิธีการชำระเงินไว้ถูกต้องตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/40 แล้ว เพียงแต่มีเงื่อนไขเป็นบทบังคับในกรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญาว่าหากโจทก์ผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาทั้งหมดยอมให้จำเลยบังคับคดีเต็มตามจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที อันเป็นความประสงค์ของโจทก์จำเลยในการทำนิติกรรมสัญญาโดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายมณฑลเป็นรายเดือนจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ทั้งนี้จะส่งเสียจนกว่าเด็กชายมณฑลอายุไม่เกิน 23 ปี

โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำหรับการบังคับคดีตามสัญญายอมข้อ 4. เรื่องค่าเลี้ยงดูเด็กชายมณฑลนั้น เมื่อฝ่ายโจทก์ผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดก็ให้ฝ่ายจำเลยบังคับคดีได้เฉพาะงวดนั้น กรณียังไม่อาจจะบังคับเป็นเงินทั้งก้อนได้เพราะงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเป็นหนี้ในอนาคต

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเต็มตามจำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนทุกอย่างและค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริงของเด็กชายมณฑลจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและจะจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือนดังต่อไปนี้ ข้อ 4.1 ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ข้อ 4.2 ในอัตราเดือนล่ะ 8,000 บาท ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อ 4.3 ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ตั้วแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และข้อ 4.4 ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ตั้งแต่เริ่มศึกษาในชั้นอุดมศึกษาจนกว่าจะจบระดับปริญญาตรี แต่ทั้งนี้จะส่งเสียจนกว่าเด็กชายมณฑลอายุไม่เกิน 23 ปี กับสัญญาข้อ 6 ระบุว่า หากโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาแม้ข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดสัญญาทั้งหมดยินยอมให้จำเลยบังคับคดีเต็มตามจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที เห็นได้ว่า ตามสัญญาข้อ 4 เป็นกรณีโจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและกำหนดวิธีการให้ชำระเป็นเงินโดยวิธีชำระเป็นครั้งคราวตามกำหนดเวลาถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 แล้ว เพียงแต่มีเงื่อนไขเป็นบทบังคับในกรณีโจทก์ผิดนัดผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 4 จึงได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาข้อ 6 ว่า หากโจทก์ผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาทั้งหมดยอมให้จำเลยบังคับคดีเต็มตามจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที อันเป็นความประสงค์ของโจทก์จำเลยในการทำนิติกรรมสัญญาโดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้มิใช่กรณีบังคับเอาจากหนี้ในอนาคตซึ่งยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ดังที่โจทก์เข้าใจ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1598/40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี ศิริรัศมีวงศา
จำเลย — นางสุนีย์ ศิริรัศมีวงศา
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5419/2550
#272781
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

หากโจทก์เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จริง โจทก์อาจให้ภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลโจทก์ในขณะเจ็บป่วยตามที่โจทก์อ้างในฎีกาเป็นผู้ติดต่อทนายความของโจทก์ซึ่งมีอำนาจอุทธรณ์เพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ได้ เพราะระยะเวลาดังกล่าวมีเวลาถึง 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟัง ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอสมควรที่โจทก์จะดำเนินการได้ทันทีตามกำหนด ข้ออ้างในฎีกาของโจทก์จึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ส่วนข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ถูกฟ้องขับไล่และทนายความของโจทก์อยู่ต่างจังหวัดก็มิใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548

วันที่ 16 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาการเพิ่งทุเลา ทนายความของโจทก์อยู่ต่างจังหวัดและโจทก์ต้องย้ายที่อยู่เพราะถูกฟ้องขับไล่ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งโจทก์มาศาลได้ ความเจ็บป่วยมิใช่เหตุที่จะยื่นอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งเหตุอื่นที่อ้างก็มิใช่พฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่จะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลา ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2548 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เป็นเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่า หากโจทก์เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จริง โจทก์อาจให้ภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลโจทก์ในขณะเจ็บป่วยตามที่โจทก์อ้างในฎีกาเป็นผู้ติดต่อทนายความของโจทก์ซึ่งมีอำนาจอุทธรณ์เพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ได้ เพราะระยะเวลาดังกล่าวมีเวลาถึง 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟัง ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอสมควรที่โจทก์จะดำเนินการได้ทันทีตามกำหนด ข้ออ้างในฎีกาของโจทก์จึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ส่วนข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ถูกฟ้องขับไล่และทนายความของโจทก์อยู่ต่างจังหวัด ก็มิใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษฎา ชาญอุไร
จำเลย — นายบัณฑูร ล่ำซำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2550
#267906
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรวมโทษจำคุกของจำเลยรวม 16 คดีมิให้เกินกว่า 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยยื่นคำร้องครั้งใหม่อ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการร้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2538, 2289/2538, 2290/2538, 3047/2538, 3083/2538, 3150/2538, 3166/2538, 3243/2538, 3342/2538, 3349/2538 (ที่ถูก 3439/2548) ,3487/2538, 50/2539, และ 1793/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3105/2542, 4010/2542 และ 943/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โดยให้นับโทษจำคุกต่อกัน คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมโทษจำคุกของจำเลยตามคำพิพากษาทั้ง 16 สำนวน มิให้เกินกว่า 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191, 192 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้แก้ไขหมายเลขคดีแดงที่ 3349/2538 ของศาลชั้นต้น เป็นหมายเลขคดีแดงที่ 3439/2538 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด

วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมคดี 16 คดี ขอให้รวมโทษจำคุกให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีของจำเลยไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่อาจปรับโทษจำคุกของจำเลยรวมกันได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรวมโทษจำคุกของจำเลยทุกคดีมิให้เกินกว่า 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยชี้ขาดและถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการร้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบุญธรรม คำทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2550
#272780
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรวมโทษจำคุกของจำเลยทุกคดีมิให้เกินกว่า 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยชี้ขาดและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2141/2538, 2289/2538, 2290/2538, 3047/2538, 3083/2538, 3150/2538, 3166/2538, 3243/2538, 3342/2538, 3349/2538 (ที่ถูก 3439/2538), 3487/2538, 50/2538 และ 1793/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3105/2542, 4010/2542 และ 943/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โดยให้นับโทษจำคุกต่อกัน คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมโทษจำคุกของจำเลยตามคำพิพากษาทั้ง 16 สำนวน มิให้เกินกว่า 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191, 192 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้แก้ไขหมายเลขคดีแดงที่ 3349/2538 ของศาลชั้นต้น เป็นหมายเลขคดีแดงที่ 3439/2538 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด

วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมคดี 16 คดี ขอให้รวมโทษจำคุกให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีของจำเลยไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่อาจปรับโทษจำคุกของจำเลยรวมกันได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรวมโทษจำคุกของจำเลยทุกคดีมิให้เกินกว่า 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยชี้ขาดและถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการร้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบุญธรรม คำทา
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5404/2550
#272768
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามเป็นการกระทำที่สามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งหกออกจากความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อจำเลยทั้งหกร่วมกันตัด โค่น ทำลายต้นไม้และเก็บหาของป่าหวงห้ามแล้วย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองทันทีโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งหกจะได้ครอบครองของป่าหวงห้ามหรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้าม ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จำคุกคนละ 3 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งหก เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นคดีที่จำเลยทั้งหกฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม หากศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งหกหนักเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับพวกอีกหลายคนซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันเข้าไปในบริเวณป่าห้วยโป่งบงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และร่วมกันตัดโค่นไม้กฤษณาแล้วใช้ขวาน สิ่ว และมีด สับ เจาะและแซะลอกตัดชิ้นไม้ออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นไม้และเป็นของป่าหวงห้าม อันเป็นการตัดโค่น ทำลายต้นไม้และพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันครอบครองชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้าม น้ำหนัก 40 กิโลกรัม เกินปริมาณของป่าหวงห้ามที่ให้มีไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตนตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหกได้พร้อมยึดชิ้นไม้กฤษณาจำนวน 40 กิโลกรัม ขวาน 4 เล่ม มีด 4 เล่ม สิ่ว 10 เล่ม และหินลับมีด 2 ก้อน อันเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันมีไว้เพื่อใช้กระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 27, 29, 29 ทวิ, 54, 71 ทวิ, 72 ตรี, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 33, 35, 37, 38, 54, 57, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง, 29 ทวิ, 54 วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ, 72 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ และฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้าม ตัดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่ขอให้จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายนั้นเมื่อศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดและพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายสินบนนำจับ จึงไม่จ่ายสินบนนำจับให้ ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง, 29 ทวิ วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้าม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยทั้งหกฎีกาว่าความผิดฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้าม เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันตัด โค่นหรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามเป็นการกระทำที่สามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งหกออกจากความผิดฐานร่วมกันไม้ไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดได้อย่างชัดเจนเพราะเมื่อจำเลยทั้งหกร่วมกันตัด โค่น ทำลายต้นไม้และเก็บหาของป่าหวงห้ามแล้วย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองทันทีโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งหกจะได้ครอบครองของป่าหวงห้ามหรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้าม ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษฐานร่วมกันตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 จำคุกคนละ 3 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยทั้งหกเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นคดีที่จำเลยทั้งหกฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม หากศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งหกหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เห็นว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันตัด โค่น แล้วแซะลอกตัดชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามได้ชิ้นไม้กฤษณารวม 40 กิโลกรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกคนละ 3 ปีนั้นหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษในความผิดฐานนี้เสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานร่วมกันตัด โค่น หรือทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดหลังจากลดโทษให้แล้ว รวมจำคุกคนละ 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสังคม วังคีรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2550
#410670
เปิดฉบับเต็ม

การโอนทรัพย์พิพาทเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนอันเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 113 ประกอบมาตรา 114 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 ผู้โอนและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนอันเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว

พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์พิพาทแม้จะมีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเป็นเวลาอีกกว่า 10 ปี ทรัพย์พิพาทก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ แต่จำเลยที่ 2 กลับโอนให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่มีค่าตอบแทนในขณะที่คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 86,908,418.05 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน โดยจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าเป็นทางที่ทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

ข้อที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้ดำเนินการเพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทเกินระยะเวลาที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้นั้น เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำคัดค้านจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาทรัพย์สินตามราคาประเมินเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เป็นเงิน 2,152,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ยอมให้ปฏิบัติให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน ในกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาที่ดินทั้งแปลงตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นเงิน 2,152,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และได้จดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 และ 19 ตุลาคม 2544 ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การโอนทรัพย์พิพาทดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบและไม่เข้าหลักเกณฑ์การเพิกถอนการฉ้อฉล เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้น จำเลยที่ 2 จดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวม 2 แปลง อันเป็นทรัพย์พิพาทแก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 17 และ 19 ตุลาคม 2544 ส่วนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 การโอนทรัพย์พิพาทดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนอันเป็นการให้โดยเสน่หาซึ่งตามมาตรา 113 ประกอบมาตรา 114 ดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 ผู้โอนและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนอันเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว จากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ความว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาให้ทรัพย์พิพาทแก่ผู้คัดค้านเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้คัดค้านได้ดูแลจำเลยที่ 2 และสามี คือจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเจตนาฉ้อฉลหรือเพื่อให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียเปรียบเพราะทรัพย์พิพาทยังมีภาระตามสัญญาเช่ากับบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 และได้มีการชำระค่าเช่าในวันทำสัญญาแล้ว ผู้คัดค้านไม่สามารถนำที่ดินไปหาประโยชน์อื่นใดได้ โจทก์เคยยื่นฟ้องผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ขอให้เพิกถอนการยกให้ทรัพย์พิพาท แต่ต่อมาได้ถอนฟ้อง โจทก์ทราบเรื่องมาโดยตลอดแล้ว แต่ไม่ติดใจการยกให้ที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้น เห็นได้ว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 นำสืบดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์พิพาทดังกล่าวแม้จะมีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเป็นเวลาอีกกว่า 10 ปี แต่ทรัพย์พิพาทก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ แต่จำเลยที่ 2 กลับโอนให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่มีค่าตอบแทนในขณะที่คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 86,908,418.05 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน โดยจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าเป็นทางที่ทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ส่วนที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เคยฟ้องผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน แต่ต่อมาได้ถอนฟ้องไปเมื่อโจทก์มายื่นคำร้องต่อผู้ร้องในวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ขอให้ดำเนินการเพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท จึงเกินระยะเวลาที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้นั้น เห็นว่า ข้อที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสถียร มามุข
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางสาววิสาขา พจนา
จำเลย — นายจันทสมุทร์ พจนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5399/2550
#413171
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเรื่อยมา แต่หาไม่พบ เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนจำนวน 1,600,000 บาท ตามคำพิพากษาดังกล่าว หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนที่โจทก์อาจนำมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ติดตามสืบหารถยนต์ที่เช่าซื้อและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเรื่อยมา แต่ไม่พบเพราะจำเลยทั้งสองยักย้าย ซ่อนเร้นรถยนต์ที่เช่าซื้อมาโดยตลอด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ หนี้ตามคำพิพากษาส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีการุณย์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นได้ความว่า ภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเรื่อยมา แต่หาไม่พบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนจำนวน 1,600,000 บาท ตามคำพิพากษาดังกล่าว หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์อีกจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับและประกาศหนังสือพิมพ์ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสมควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3) ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสุรพงษ์ แซ่น้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5397/2550
#410458
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างส่งสำเนาเอกสารของราชการที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้อง แต่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าสำเนาโฉนดที่ดินเป็นของจำเลยที่ 2 เอกสารแสดงรายการที่จำเลยทั้งสองกับพวกถูกฟ้องคดีต่อศาล จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าถูกฟ้องคดีดังกล่าวจริง ดังนี้ถือได้ว่าเป็นการตกลงรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องส่งต้นฉบับเอกสารที่มีคำรับรองอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 7253/2544 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 5,070,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ขอให้ศาลแพ่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะยึดมาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวคิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 6,478,112 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามฟ้องจริง แต่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวรวมทั้งไม่มีพฤติการณ์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินได้แก่ อาคารที่ก่อสร้างเสร็จบริบูรณ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7192 กับอาคารที่ก่อสร้างเสร็จบางส่วนเกินกว่าร้อยละ 80 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7186 แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รวมราคา 33,800,000 บาท ซึ่งจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังมีอาคารและที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่นอีก ราคาทรัพย์ดังกล่าวเกินกว่าหนี้สินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเฉพาะค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 7253/2544 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 5,070,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 6,478,112 บาท เป็นหนี้อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 และไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์นำสืบว่าสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กับจำเลยที่ 1 ได้ปิดกิจการแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ปิดกิจการแล้ว ดังนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (4) (5) ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์นำสืบว่าได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 9 แปลง ตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 แต่ที่ดินดังกล่าวติดจำนองกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลและบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน ซึ่งกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกและศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระเงินจำนวน 113,852, 328.70 บาท แก่กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 และที่ดินแปลงอื่นของพวกจำเลยพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ดังนี้ เฉพาะที่ดินของจำเลยที่ 2 จำนวน 9 แปลงดังกล่าวซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา กับอาคารที่ปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวตามโครงการชื่อบางลำพูโฮมทาวน์เพียง 15 แปลง ที่ปลูกสร้างอาคารแล้วซึ่งก็ได้ความว่ามีเพียงบางส่วนที่ก่อสร้างไปได้ประมาณร้อยละ 80 แต่รวมความแล้วอาคารยังก่อสร้างไม่เสร็จไม่น่าจะมีราคาพอชำระหนี้จำนองแก่กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลและหนี้ของโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ได้มีการเจรจาขอซื้อหนี้รายนี้ในราคา 41,000,000 บาท มีการวางมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท แล้วนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.14 เป็นเพียงคำขอเสนอซื้อหนี้คืนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าฝ่ายกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลเจ้าหนี้ได้ตอบตกลงยอมรับข้อเสนอนี้ การวางเงินจำนวน 2,000,000 บาท ก็เป็นการวางเงินตามข้อเสนอของฝ่ายจำเลยทั้งสองเองตามที่ระบุในคำขอ ทั้งตามคำขอเสนอซื้อหนี้คืนก็ระบุว่าจะชำระหนี้ 39,000,000 บาท ให้เสร็จภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2545 แต่ขณะที่จำเลยที่ 2 มาให้ถ้อยคำในวันที่ 27 มีนาคม 2546 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้แสดงหลักฐานว่ามีการชำระหนี้ตามข้อเสนอดังกล่าวกลับปรากฏว่าในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ภายหลังครบกำหนดตามหนังสือขอเสนอซื้อหนี้คืน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้แก่กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลตามเอกสารหมาย จ.40 ดังนี้แสดงว่ากองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลมิได้ตกลงตามข้อเสนอขอซื้อหนี้คืนดังกล่าว ส่วนที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5820 และ 5821 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 งาน 74 ตารางวา และ 1 งาน 67 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 และที่ดินโฉนดเลขที่ 8683 ตำบลบุคคโล อำเภอธนบุรี กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 96 ตารางวา ที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน ตามเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเท่าใด กลับปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลง ติดจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) อีกด้วย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่ามีราคาพอชำระหนี้แก่โจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน จำเลยที่ 2 จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานเอกสารทางราชการที่โจทก์อ้างส่งโดยไม่มีเจ้าพนักงานรับรองเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ประกอบมาตรา 86 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างส่งสำเนาเอกสารของราชการที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้อง แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว โดยเฉพาะสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าเป็นสำเนาโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 เอกสารแสดงรายการที่จำเลยทั้งสองกับพวกถูกฟ้องคดีต่อศาล จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าถูกฟ้องคดีดังกล่าวจริง ดังนี้ถือได้ว่าเป็นการตกลงรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องส่งต้นฉบับเอกสารที่มีคำรับรองอีกตามมาตรา 93 (1) ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารดังกล่าวจึงชอบแล้ว ประกอบกับศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย สุวัฒนวงศ์ชัย
จำเลย — บริษัทวีแอนด์ซัน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา