คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5140/2550
#410659
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยกระทำการแทนจำเลยได้ แม้ ส. ไม่ได้ประทับตราของจำเลย แต่หนังสือรับสภาพหนี้มีชื่อของจำเลยที่ด้านบนของกระดาษประกอบพฤติการณ์ของ ส. จึงถือว่า ส. เป็นตัวแทนเชิดของจำเลย การที่ ส. ทำหนังสือรับสภาพหนี้ถึงโจทก์ ถือเป็นการกระทำของจำเลย หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอความกรุณาจากท่านช่วยลดราคาลงให้อีกบ้างตามควร พร้อมทั้งขอผ่อนผันชำระค่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรายเดือนต่อไป" จึงเป็นการกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า ยอมรับตามสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการยอมรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ระบุในหนังสือรับสภาพหนี้ถึงวันฟ้องไม่เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 613,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 481,355.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 481,355.60 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 132,372.39 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือหมาย จ.5 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลย และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความทั้งโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายธนิต ภู่ทอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความ มีใจความว่า โจทก์ติดตั้งอะไหล่ที่จำเลยรับมอบโดยไม่ได้ส่งคืนแล้ว จำเลยมีนายสนอง เพ็ชรวิจิตร กรรมการของจำเลย เบิกความมีใจความว่า โจทก์ไม่ได้ติดตั้งบันไดเลื่อน 2 ชุดใช้การได้ นายสนองมีหนังสือหมาย จ.5 ถึงโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวของนายสนองโดยไม่ได้ประทับตราของจำเลย เห็นว่า นายสนองเป็นกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยแล้วมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย แม้นายสนองไม่ได้ประทับตราของจำเลย แต่หนังสือหมาย จ.5 มีชื่อของจำเลยที่ด้านบนของกระดาษประกอบพฤติการณ์ของนายสนองจึงถือว่า นายสนองเป็นตัวแทนเชิดของจำเลย จึงเป็นการกระทำของจำเลย ตามหนังสือหมาย จ.5 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอความกรุณาจากท่านช่วยลดราคาลงให้อีกบ้างตามสมควรพร้อมทั้งขอผ่อนผันการชำระค่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรายเดือนต่อไป" จึงเป็นการกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า ยอมรับตามสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ระบุในหนังสือหมาย จ.5 ถึงวันฟ้องไม่เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34 (1) ม. 797 ม. 821
ชื่อคู่ความ
บริษัทบางกอกฮิตาชิ
โจทก์ — เอลลิเวเตอร์เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทสรรพสินค้าตรังพลาซ่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5139/2550
#379578
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ร้องสอดเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะหน้าที่ดินของโจทก์ โดยกั้นรั้วระหว่างที่ดินของโจทก์กับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการใช้สิทธิให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายอื่นได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 การเปิดประตูรั้วและมีทางสาธารณะเล็กๆ ให้โจทก์เดินลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ย่อมทำให้ความสะดวกในการใช้ที่ดินของโจทก์ลดน้อยลงกว่าปกติ ทั้งยังบดบังทัศนียภาพทำลายสิ่งแวดล้อมหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเป็นกรณีพิเศษเกินกว่าปกติที่ควรได้รับ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อให้โจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ทรัพย์ตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17554 และ 17555 ได้มาโดยการซื้อมาจากจำเลย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534 ก่อนที่โจทก์จะตกลงซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลย ที่ดินดังกล่าวจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์และอยู่ระหว่างการดำเนินการออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดิน ทางด้านทิศใต้ของที่ดินติดกับทางสาธารณประโยชน์ หาดทรายและแม่น้ำเจ้าพระยา ในการตกลงซื้อขายที่ดิน จำเลยตกลงที่จะส่งมอบที่ดินทั้งในส่วนที่ออกเอกสารสิทธิได้และในส่วนที่ครอบครองซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ หาดทรายและที่ดินบริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเมื่อจำเลยออกเอกสารสิทธิประเภทโฉนดได้ จำเลยได้จดทะเบียนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ หาดทรายและที่ดินบริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ที่จำเลยส่งมอบดังกล่าว ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2537 จำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของที่ดินสองแปลงที่จำเลยได้โอนขายให้แก่โจทก์ซึ่งจำเลยได้ส่งมอบที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โดยจำเลยได้ยกคันดินทำรั้วล้อมรอบที่ดินปิดกั้นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดทางด้านทิศใต้ ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตามปกติ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมแต่เพิกเฉย โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับให้จำเลยอพยพขนย้ายทรัพย์สินบริวารออกไปจากทางสาธารณประโยชน์หาดทราย และที่ดินบริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศใต้ของที่ดินของโจทก์ และทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เสารั้วลวดหนามปรับสภาพทางสาธารณประโยชน์ในส่วนที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ให้มีสภาพเดิม

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา นางเผ่า โมกไธสงค์ ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้เป็นที่ดินของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหาใช่เป็นที่ดินของโจทก์หรือของจำเลยไม่ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท โดยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ผู้ร้องสอดอาจได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้เต็มเนื้อที่ 3 ไร่ เป็นเวลาเกินกว่า 25 ปีแล้ว ผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันโดยไม่ขาดตอนด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อทางราชการมาโดยตลอด บุคคลทั่วไปทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด โจทก์ยังไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ที่ซื้อไว้จากจำเลย และหากโจทก์จะใช้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โจทก์ก็ไปตามทางสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านได้หาจำเป็นต้องผ่านที่ดินของผู้ร้องสอดไม่ โจทก์จึงไม่มีความเสียหาย จึงขอให้ยกฟ้องของโจทก์ และขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ร้องสอดไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด เมื่อกลางปี 2537 ผู้ร้องสอดเพิ่งบุกรุกทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเป็นบริวารของจำเลยซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านไว้แล้ว และโจทก์ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้วผู้ร้องสอดจึงไม่อาจครอบครองในฐานะเจ้าของ ทั้งการครอบครองของผู้ร้องสอดก็เป็นการครอบครองในฐานะบริวารของจำเลย ผู้ร้องสอดไม่อาจอ้างสิทธิการเป็นเจ้าของใดๆ ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้ การที่ผู้ร้องสอดทำคันดิน ปลูกพืชยืนต้น ขุดบ่อ เลี้ยงปลาปิดบังกีดขวางระหว่างที่ดินของโจทก์กับหาดทรายซึ่งเป็นทางผ่านสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกริดรอนความสะดวก ถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ การกระทำของผู้ร้องสอดเป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคำขอของผู้ร้องสอดที่ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดนั้น เป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้รื้อรั้วและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป กับให้ปรับที่ดินพิพาทให้มีสภาพดังเดิมนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ร้องสอดเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะหน้าที่ดินของโจทก์ โดยกั้นรั้วระหว่างที่ดินของโจทก์กับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเปิดประตูรั้วเป็นช่องให้โจทก์เดินลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดว่า จำเลยและผู้ร้องสอดต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและปรับที่ดินพิพาทให้มีสภาพคงเดิมหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องสอดจะอ้างว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ก็ตาม ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีสิทธิจะกระทำการใดๆ เป็นการใช้สิทธิให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายอื่นได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เกี่ยวกับกรณีผู้ร้องสอดไม่สร้างรั้วกั้นและเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ ระหว่างที่ดินของโจทก์กับแม่น้ำเจ้าพระยา แม้จะเปิดประตูรั้วและมีทางสาธารณะเล็กๆ ให้โจทก์เดินลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ก็ตาม การกระทำของผู้ร้องสอดก็ย่อมทำให้ความสะดวกในการใช้ที่ดินของโจทก์ลดน้อยลงกว่าปกติ อีกทั้งยังบดบังทัศนียภาพทำลายสิ่งแวดล้อมหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเป็นกรณีพิเศษเกินกว่าปกติที่ควรได้รับ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายเป็นกรณีที่ผิดปกติ เพื่อให้โจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ทรัพย์ตามปกติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล
ผู้ร้องสอด — นางเผ่า โมกไธสงค์
จำเลย — นายแฉล้ม สุขม่วง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5138/2550
#602542
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ค่าเสียหายย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกเดือนและยังไม่แน่นอนว่าจะมีจำนวนเท่าใด การบังคับคดีจึงอาจต้องรวมค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยและประเมินราคาที่ดินไว้ก็เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น ยังมิใช่เป็นราคาที่แน่นอนเพราะการขายทอดตลาดอาจขายได้ราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาประเมินก็ได้ การที่มีบ้านของจำเลยสามหลังปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ด้วยนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำยึดบ้านทั้งสามหลังด้วยหรือไม่ ท้ายที่สุดเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินและบุคคลภายนอกเป็นผู้ซื้อที่ดินได้ จำเลยก็จะต้องออกจากบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ การที่โจทก์นำยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าว จึงมิใช่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือกดดันจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านทั้งสามหลังมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่ยึดไว้ จึงมิใช่กระทำไปโดยมีเจตนามุ่งเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมการยึดแก่จำเลย นอกจากนี้หากโจทก์มิได้นำยึดบ้าน กรณีอาจเป็นปัญหาแก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่จะต้องดำเนินการให้มีการรื้อถอนขนย้ายบ้านดังกล่าวออกไปในภายหลัง อันมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจซื้อทอดตลาดหรือขายได้ราคาต่ำไป อันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยยิ่งกว่าการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านไปในคราวเดียวกันอันเป็นการสะดวกแก่การบังคับคดีขายทอดตลาด และน่าจะเป็นผลให้ขายทอดตลาดได้ในราคาที่ดีกว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านทั้งสามหลังที่ปลูกอยู่บนที่ดินมาในคราวเดียวกันโดยบ้านทั้งสามหลังมีราคาไม่สูงมาก จึงมีเหตุผลอันสมควร ไม่อาจถือว่าโจทก์ยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง

การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะวางเงินหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนหรืองดการบังคับคดีนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องวางเงินหรือหาประกันมาให้เป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (1) คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ในการคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำต้องรู้วันเวลาที่จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ จึงจะคิดคำนวณจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ แต่เมื่อจำเลยยังมิได้ส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จำนวนค่าเสียหายย่อมจะต้องทวีเพิ่มขึ้นทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถคำนวณยอดหนี้ให้เป็นการแน่นอนได้ และเมื่อไม่รู้จำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาก็ย่อมไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะให้จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือพิจารณาประกันที่จำเลยจะหามาให้ไว้ต่อศาลว่าเป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือไม่เพื่อที่จะมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปฏิเสธที่จะกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยประสงค์จะขอวางต่อศาลเพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดี จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจตามฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 68,750บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ 29 คูหา พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 94636 แขวงลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) เขตบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวคือบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 3 หลัง เลขที่ 101, 101/1 และ 103 จำเลยยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9487/2539 เรื่อง ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 747,926,031 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 733,124,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือจำเลยในคดีนี้ หากจำเลยชนะคดีดังกล่าวก็สามารถหักกลบลบหนี้กันได้โดยไม่จำต้องยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดและไม่ทำให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด ขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์จะขอบังคับคดี หรือให้งดการบังคับคดี หรืองดการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์มีสิทธิคำนวณค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงิน 9,556,250 บาท แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยซึ่งมีราคาเป็นเงิน 29,025,000 บาท เพียงพอชำระหนี้แล้ว แต่โจทก์กลับนำยึดบ้านพักอาศัยของจำเลยคือบ้านเลขที่ 101, 101/1 และ 103 รวม 3 หลัง ราคา 700,000 บาท ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่พอชำระหนี้โดยไม่สุจริต ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าว และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการถอนการยึดโดยมิชอบ จำเลยประสงค์จะวางเงินต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินดังกล่าวโดยจำเลยจะหาหลักประกันมาวางศาลให้เพียงพอชำระหนี้จำนวน 9,556,250 บาท ขอให้มีคำสั่งกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับเพื่อจำเลยหาหลักประกันมาให้จนพอใจศาล และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์จะนำยึดทรัพย์สินเพื่อให้เพียงพอชำระหนี้ แต่ถ้าหากยึดเกินความจำเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเอง แต่ในชั้นนี้เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึด จึงไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเพียงพอต่อหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถอนการยึดได้ เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะใช้ดุลพินิจเอง ส่วนที่จำเลยจะหาหลักประกันมาวางต่อศาลแล้วให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้น ไม่อาจทำได้เพราะเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์แล้ว ศาลจึงไม่อาจถอนการยึดได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 68,750 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ค่าเสียหายย่อมเพิ่มพูนขึ้นทุกเดือน และยังไม่แน่นอนว่าหนี้ค่าเสียหายจะมีจำนวนเท่าใด การบังคับคดีจึงอาจต้องรวมค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยและประเมินราคาที่ดินไว้เป็นเงิน 29,025,000 บาท ราคาดังกล่าวก็เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น ยังมิใช่เป็นราคาที่แน่นอนเพราะการขายทอดตลาดอาจขายได้ราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาประเมินก็ได้ การที่มีบ้านของจำเลยทั้งสามหลังปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ด้วย อันเป็นส่วนควบของที่ดินที่ยึดไว้นั้น จึงมีข้อพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรที่จะยึดบ้านทั้งสามหลังนี้มาในคราวเดียวกันด้วยหรือไม่ เห็นว่า ไม่ว่าโจทก์จะนำยึดบ้านทั้งสามหลังดังกล่าวด้วยหรือไม่ ท้ายที่สุดเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินและบุคคลภายนอกเป็นผู้ซื้อที่ดินได้ จำเลยก็จะต้องออกจากบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ยึดไว้ ดังนี้ การที่โจทก์นำยึดบ้านทั้งสามหลังไว้ด้วย จึงมิใช่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือกดดันจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านทั้งสามหลังมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่ยึดไว้ การที่โจทก์ยึดบ้านทั้งสามหลังจึงมิใช่กระทำไปโดยมีเจตนามุ่งเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมการยึดแก่จำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำร้อง นอกจากนี้หากโจทก์มิได้นำยึดบ้าน กรณีอาจเป็นปัญหาแก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่จะต้องดำเนินการให้มีการรื้อถอนขนย้ายบ้านดังกล่าวออกไปในภายหลัง อันมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจซื้อทอดตลาดหรือขายได้ราคาต่ำไป อันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยยิ่งกว่าการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านไปในคราวเดียวกันอันเป็นการสะดวกแก่การบังคับคดีขายทอดตลาด และน่าจะเป็นผลให้ขายทอดตลาดได้ในราคาที่ดีกว่า ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านทั้งสามหลังที่ปลูกอยู่บนที่ดินมาในคราวเดียวกันโดยบ้านทั้งสามหลังมีราคาไม่สูงมาก จึงมีเหตุผลอันสมควร ไม่อาจถือว่าโจทก์ยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ปฏิเสธการขอให้กำหนดยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์เพื่อที่จำเลยจะได้วางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีไว้ก่อนว่าเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะวางเงินหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งถอนหรืองดการบังคับคดีนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องวางเงินหรือหาประกันมาให้เป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (1) คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2527 จนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ในการคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำต้องรู้วันเวลาที่จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ จึงจะคิดคำนวณจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ แต่เมื่อจำเลยยังมิได้ส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จำนวนค่าเสียหายย่อมจะต้องทวีเพิ่มขึ้นทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถคำนวณยอดหนี้ให้เป็นการแน่นอนได้ และเมื่อไม่รู้จำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาก็ย่อมไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะให้จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือพิจารณาประกันที่จำเลยจะหามาให้ไว้ต่อศาลว่าเป็นจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือไม่เพื่อที่จะมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปฏิเสธที่จะกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยประสงค์จะขอวางต่อศาลเพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์หรืองดการบังคับคดีและมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 284 วรรคหนึ่ง ม. 292 (2) ม. 295 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านและอาคารชุด จำกัด
จำเลย — นายสุรสีห์ บุณยตุลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5137/2550
#271884
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีมูลมาจากเหตุหรือการกระทำอันเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษายกฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดี และโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง, มาตรา 74 ประกอบมาตรา 27, มาตรา 31, 15, 8, 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้สินค้าของจำเลยที่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้ค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งตกเป็นโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพราะการกระทำของจำเลยทั้งหกในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาแยกต่างหากจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าว หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องคดีนี้กับคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วมีสาระสำคัญเหมือนกัน กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์โดยนำเอาคำแปลคำศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 คำไปทำซ้ำ ดัดแปลงจากรูปแบบเอกสารเป็นข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน และยังได้บรรยายฟ้องข้อ 4 และข้อ 5 ว่า ได้เคยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งหกในคดีนี้มาก่อนแล้วและพนักงานสอบสวนมีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้งหก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งหกเหมือนกัน แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะได้บรรยายวันเวลากระทำผิดในฟ้องข้อ 2 ว่า "เมื่อประมาณต้นปี 2536 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบัน..." เพิ่มเติมจากคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งไม่ได้ระบุวันเวลากระทำความผิดก็ตาม ก็ยังไม่อาจฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาต่างหากจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้บันทึกไว้ว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่า เนื้อหาในการฟ้องร้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันและขอนำคำให้การพยานโจทก์ 2 ปาก ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ คดีจึงฟังได้ว่า โจทก์ยังคงนำการกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยทั้งหกในคดีเดิมมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ได้นำสืบวัตถุพยาน ว.จ.1 ถึง ว.จ.3 ว่า เป็นการละเมิดคนละวันเวลากับการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ก็เป็นเพียงการนำสืบวัตถุพยานที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำความผิดตามฟ้อง มิอาจรับฟังว่าการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นการกระทำคนละวันเวลากับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

เมื่อคดีฟังได้ว่า ข้อกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีมูลมาจากเหตุหรือการกระทำอันเดียวกันและคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งถือว่าได้วินิจฉัยเนื้อหาข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้ว และโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทย์ เที่ยงบูรณธรรม
จำเลย — บริษัทยูเนี่ยน เซ้นซ์ เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5137/2550
#379570
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาเรื่องก่อนของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีมูลมาจากเหตุหรือการกระทำอันเดียวกันและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งถือว่าได้วินิจฉัยเนื้อหาข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้ว และโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์พจนานุกรมอังกฤษ - ไทย (ฉบับห้องสมุด) โดยเริ่มรวบรวมตั้งแต่ปี 2516 และพิมพ์เผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยทำเป็นรูปเล่มของหนังสือเมื่อประมาณปี 2525 โดยบริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย ฉบับอื่นๆ อีกหลายฉบับ ต่อมาประมาณปี 2542 โจทก์อนุญาตให้บริษัทโอเพ่นเทค จำกัด นำคำศัพท์ที่รวบรวมเอาไว้ในพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย (ฉบับห้องสมุด) ไปดัดแปลงเพื่อทำเป็นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วใช้ชื่อสินค้าว่า "ด๊อกเตอร์วิท 8000" จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 และมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อประมาณต้นปี 2536 เวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบันจำเลยที่ 1 ด้วยความรู้เห็นและสั่งการของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้นำเอาคำศัพท์ที่ได้รับการสร้างสรรค์ของโจทก์ด้วยการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ด้วยสำนวนและแนวความคิดของโจทก์ที่มีลักษณะเฉพาะจำนวนประมาณ 4,000 คำเป็นอย่างน้อย ไปแปลงสภาพจากข้อมูลอันเป็นตัวหนังสือที่จัดพิมพ์ในชื่อพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย (ฉบับห้องสมุด) ไปเป็นข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และบันทึกลงในอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นสินค้าประเภทพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นสินค้าที่จำหน่ายในชื่อของจำเลยที่ 1 โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในคำศัพท์ทั้งหมดในสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการทำซ้ำและดัดแปลงข้อมูลคำแปลคำศัพท์ที่สำคัญของโจทก์ในสาระสำคัญ จำนวนประมาณไม่ต่ำกว่า 4,000 คำ จำเลยที่ 1 เริ่มจำหน่ายสินค้าพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ต่อสาธารณชนหลายรุ่น เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลามากกว่า 10 ปี ปราะมาณปลายเดือนเมษายน 2545 โจทก์ได้รับทราบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงได้ตรวจสอบจนพบการกระทำผิดต่อมาประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2545 โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้งหมด แต่พนักงานอัยการมีความเห็นในทางตรงกันข้ามและอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง, มาตรา 74 ประกอบมาตรา 27, มาตรา 31, 15, 8, 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้สินค้าของจำเลยที่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้ค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งตกเป็นของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพราะการกระทำของจำเลยทั้งหกในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาแยกต่างหากจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องคดีนี้กับคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วมีสาระสำคัญเหมือนกัน กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์โดยนำเอาคำแปลคำศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของโจทก์จำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 คำไปทำซ้ำ ดัดแปลงจากรูปแบบเอกสารเป็นข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน และยังได้บรรยายฟ้องข้อ 4 และข้อ 5 ว่า ได้เคยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งหกในคดีนี้มาก่อนแล้วและพนักงานสอบสวนมีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้งหก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งหกเหมือนกัน แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะได้บรรยายวันเวลากระทำผิดในฟ้องข้อ 2 ว่า "เมื่อประมาณต้นปี 2536 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบัน..." เพิ่มเติมจากคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งไม่ได้ระบุวันเวลากระทำความผิดก็ตาม ก็ยังไม่อาจฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาต่างหากจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้บันทึกไว้ว่า คู่ความร่วมกันแถลงว่า เนื้อหาในการฟ้องร้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันและขอนำคำให้การพยานโจทก์ 2 ปาก ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ คดีจึงฟังได้ว่า โจทก์ยังคงนำการกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยทั้งหกในคดีเดิมมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ได้นำสืบวัตถุพยาน ว.จ.1 ถึง ว.จ.3 ว่าเป็นการละเมิดคนละวันเวลากับการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ก็เป็นเพียงการนำสืบพยานวัตถุที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำความผิดตามฟ้อง มิอาจรับฟังได้ว่าการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นการกระทำคนละวันเวลากับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

เมื่อคดีฟังได้ว่า ข้อกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีมูลมาจากเหตุหรือการกระทำอันเดียวกันและคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งถือว่าได้วินิจฉัยเนื้อหาข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้ว และโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1142/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทย์ เที่ยงบูรณธรรม
จำเลย — บริษัทยูเนี่ยน เซ้นซ์ เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5136/2550
#271835
เปิดฉบับเต็ม

การรับขนของทางอากาศเป็นการขนส่งประเภทหนึ่ง จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 625 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 625 บัญญัติว่า "ใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดี ซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใด ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น" ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งจะต้องรับผิดเพียงใด จึงต้องวินิจฉัยตามบทกฎหมายดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของบริษัท ฮ. ผู้ส่งสินค้าได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการขนส่งสินค้าตามใบรับขนทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 ดังนั้น บริษัท ฮ. ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นตัวการย่อมมีความผูกพัน ต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนได้กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ส่วนผู้รับตราส่งแม้ไม่ได้แสดงความตกลงในการจำกัดความรับผิดตามใบรับขนทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 แต่เมื่อสิทธิทั้งหลายของผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนนั้นตกไปได้แก่ผู้รับตราส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 627 ดังนั้น ข้อตกลงการจำกัดความรับผิดดังกล่าวนอกจากใช้ยัน บริษัท ฮ. ผู้ส่งได้แล้วยังใช้ยันผู้รับตราส่งตลอดจนผู้รับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งได้ด้วย

จำเลยทั้งสองต่างเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศและต่างยอมผูกพันตนตามข้อกำหนดของสมาคมดังกล่าวเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิด กล่าวคือ ในเรื่องความรับผิดต่อความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าหรือทรัพย์สินที่ขนส่งจะมีข้อกำหนดให้บรรดาสมาชิกปฏิบัติไปในทางเดียวกัน คือ หากไม่แจ้งราคาสินค้าและไม่ชำระค่าระวางตามราคาสินค้าที่แจ้งแล้วเกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อสินค้าดังกล่าวซึ่งผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบ ความรับผิดชอบจะถูกจำกัดไว้เพียงไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม โดยคำนวณจากน้ำหนักสุทธิของสินค้าที่สูญหาย การขนส่งที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น จึงอยู่ภายใต้การจำกัดความรับผิดดังกล่าว เมื่อผู้ส่งสินค้าไม่แจ้งราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ทำให้ผู้ส่งสินค้าไม่ต้องเสียค่าระวางพาหนะเพิ่มเท่ากับเป็นการเลือกที่จะยอมรับการจำกัดความรับผิดที่ระบุอยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศนั้นเอง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง เป็นเงิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม การจัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 625

ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองยอมรับกันรับฟังเป็นยุติได้ว่าเลนส์แว่นตาพิพาทได้สูญหายไปในระหว่างที่เลนส์แว่นตาพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเลนส์แว่นตาพิพาทไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเพื่อการสูญหายของเลนส์แว่นตาพิพาทเท่านั้น โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเลนส์แว่นตาพิพาทคืนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดตามสัญญาขนส่งสินค้าโดยส่งมอบเลนส์แว่นตาคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยสมบูรณ์และใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินจำนวน 1,256,702.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,206,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเลนส์แว่นตาสินค้าพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เป็นเงิน 1,256,702.97 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,206,263 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญารับประกันภัยสินค้าเลนส์แว่นตาหลายชั้นไร้รอยต่อ หรือเลนส์แว่นตา จำนวน 2,863 ชิ้น ไว้ให้แก่บริษัท โฮย่า เลนส์ จำกัด ที่จะขนส่งมากับสายการบินของจำเลยที่ 2 จากท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ถึงกรุงเทพมหานคร ในวงเงิน 1,206,263 บาท โดยรับประกันภัยในความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างขนส่ง และโจทก์จะชดใช้ความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยตามความเสียหายจริงแต่ไม่เกินวงเงินที่โจทก์รับประกันไว้ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 1 ได้นำสินค้าของผู้ส่งส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง เพื่อให้ขนส่งไปยังกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.3 ให้ไว้แก่ผู้ส่ง จำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าโดยสายการบินของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบรับขนของทางอากาศตามเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.3 ให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นหลักฐาน แต่ปรากฏว่าเมื่อเครื่องบินมาถึงกรุงเทพมหานคร ผู้รับตราส่งไม่สามารถรับสินค้าได้ เพราะสินค้าได้สูญหายไปทั้งหมด ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาสินค้าที่สูญหายไปเป็นเงิน 1,206,263 บาท จำเลยทั้งสองไม่ยอมใช้ให้เต็มจำนวน ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องจากโจทก์ โจทก์เห็นว่าความเสียหายอยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย จึงได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 1,206,263 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ตามใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.15 ...

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพียงใด ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เมื่อประเทศไทยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการรับขนของทางอากาศระหว่างประเทศ กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่ต้องนำมาปรับใช้ในคดีนี้คือพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งนั้น เห็นว่า การรับขนของทางอากาศเป็นการขนส่งประเภทหนึ่ง จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 625 บัญญัติว่า "ใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดี ซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใด ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น" ดังนั้น กรณีนี้จึงต้องวินิจฉัยตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาประการต่อมามีว่า ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ในการขนส่งสินค้าครั้งนี้มีข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งว่าผู้ขนส่งรับผิดไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม เว้นแต่จะแจ้งราคาสินค้าที่ให้ขนส่งและได้ชำระค่าระวางพาหนะที่คำนวณจากราคาสินค้าที่แจ้งนั้นตามที่ปรากฏในใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.3 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงจำกัดตามข้อตกลงดังกล่าว พิเคราะห์แล้ว ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีแต่นางสุนีให้ถ้อยคำเพียงว่าผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งไม่เคยตกลงทั้งโดยชัดแจ้งและโดยปริยายกับจำเลยทั้งสองในเรื่องการจำกัดความรับผิดตามใบรับขนทางอากาศ และผู้รับตราส่งในประเทศไทยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยทั้งสองก่อนที่จำเลยทั้งสองจะรับขนส่งว่าหากสินค้าที่รับขนส่งเกิดสูญหายหรือเสียหายระหว่างการขนส่งจะจำกัดความรับผิดเพียง 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ทั้งตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ไม่มีผู้ใดลงลายมือชื่อรับทราบเงื่อนไขและการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจำเลยทั้งสองทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว การจำกัดความรับผิดนั้นจึงไม่อาจใช้บังคับได้ และสินค้าพิพาทเป็นเลนส์แว่นตาไม่ใช่ของมีค่าที่ผู้ส่งจะต้องแจ้งราคา เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าได้มาว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการขนส่งสินค้า โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของบริษัทโฮย่า เลนส์ (ยูเค) จำกัด ผู้ส่งสินค้าได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการขนส่งสินค้าตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ดังนั้นบริษัทโฮย่า เลนส์ (ยูเค) จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นตัวการย่อมมีความผูกพัน ต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนได้กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ส่วนผู้รับตราส่งแม้ไม่ได้แสดงความตกลงในการจำกัดความรับผิดตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 แต่เมื่อสิทธิทั้งหลายของผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนนั้นย่อมตกไปได้แก่ผู้รับตราส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ดังนั้น ข้อตกลงการจำกัดความรับผิดดังกล่าวนอกจากใช้ยันบริษัทโฮย่า เลนส์ (ยูเค) จำกัด ผู้ส่งได้แล้ว ยังใช้ยันผู้รับตราส่งตลอดจนผู้รับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งได้ด้วย

สำหรับปัญหาที่ว่าการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งสินค้าที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.3 ดังกล่าวใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ตามถ้อยคำของนายชาญวิทย์พยานจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศและต่างยอมผูกพันตนตามข้อกำหนดของสมาคมดังกล่าวเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิด กล่าวคือ ในเรื่องความรับผิดต่อความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าหรือทรัพย์สินที่ขนส่งจะมีข้อกำหนดให้บรรดาสมาชิกปฏิบัติไปในทางเดียวกัน คือหากไม่แจ้งราคาสินค้า และไม่ชำระค่าระวางตามราคาสินค้าที่แจ้งแล้วเกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อสินค้าดังกล่าวซึ่งผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบ ความรับผิดจะถูกจำกัดไว้เพียงไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม โดยคำนวณจากน้ำหนักสุทธิของสินค้าที่สูญหาย การขนส่งที่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น จึงอยู่ภายใต้การจำกัดความรับผิดดังกล่าว และนายทอมซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ออกเอกสารใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 แทนจำเลยที่ 2 ด้วย จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่ตกลงด้วยในการจำกัดความรับผิดที่ระบุในเอกสารที่ตนเป็นผู้ออก โดยในข้อนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ยังได้ความตามถ้อยคำของนายชาญวิทย์ประกอบใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ว่า ในการว่าจ้างให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวไม่มีการแจ้งราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ทั้งไม่ได้เสียค่าระวางพาหนะในอัตราพิเศษที่คำนวณจากราคาสินค้าที่ขนส่งโดยมีการแจ้งน้ำหนักสินค้าจึงมีการคิดค่าระวางพาหนะตามน้ำหนักสินค้าที่แจ้งเท่านั้น การที่ผู้ส่งสินค้าไม่แจ้งราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ทำให้ผู้ส่งสินค้าไม่ต้องเสียค่าระวางพาหนะเพิ่มดังกล่าวเท่ากับเป็นการเลือกที่จะยอมรับการจำกัดความรับผิดที่ระบุอยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศนั้นเอง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งเป็นเงิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม การจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625

อนึ่ง ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเลนส์แว่นตาพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองยอมรับกันรับฟังเป็นยุติได้ว่าเลนส์แว่นตาพิพาทได้สูญหายไป ในระหว่างที่เลนส์แว่นตาพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเลนส์แว่นตาพิพาทไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเพื่อการสูญหายของเลนส์แว่นตาพิพาทเท่านั้น โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเลนส์แว่นตาพิพาทคืนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 3,720 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเลนส์แว่นตาพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625 ม. 627
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 246 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
บริษัทเอ็นเอ็นอาร์ แอร์คาร์โก้
จำเลย — เซอร์วิส (ยูเค) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2550
#410551
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า ตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้นอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ หนี้จึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าและเก็บเงินค่าสินค้ามาส่งโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายในการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 14 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 นำน้ำอัดลมของโจทก์ไปขายแก่ลูกค้าและให้ลูกค้า 9 ราย ยืมภาชนะบรรจุน้ำอัดลม เมื่อครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องเก็บคืนภาชนะนั้นจากลูกค้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำคืนโจทก์จนล่วงเลยเวลามานาน โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงพบว่าลูกค้าทั้ง 9 ราย ได้คืนภาชนะแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ทำให้โจทก์เสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 717,276 บาท โจทก์นำเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ที่โจทก์จำนวน 9,820บาท มาหักชำระหนี้คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้จำนวน 707,455.06 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2547 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 แต่จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์วันที่ 1 มิถุนายน 2543 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันก่อนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2548) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายและเก็บเงินจากลูกค้าส่งมอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามใบยืมสินค้าเอกสารหมาย จ.9 ของโจทก์ไปทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 707,455.06 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ตามข้อ 2 ข. ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเข้าเป็นลูกจ้างโจทก์ และมิใช่เป็นการประกันหนี้ในอนาคตนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 โดยมีข้อความระบุสรุปได้ว่าตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ขอรับผิดชอบยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและรับผิดเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย และปรากฏตามสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ.4 ว่าเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า "หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้" ดังนั้นแม้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 จะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้นอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามสรุปรายการให้ยืมภาชนะ เอกสารหมาย จ.8 และตามสำเนาหนังสือยืนยันการชำระภาชนะหนี้พนักงาน เอกสารหมาย จ.9 หนี้นั้นจึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด
จำเลย — นายศุภชัย รัตนอำภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550
#267798
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานตามสัญญาจ้างทดลองงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงานจึงต้องนับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจนถึงวันเลิกจ้างเป็นระยะเวลาทำงานเพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 7,000 บาท และค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เป็นเงิน 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,000 บาท และค่าชดเชย 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วจำเลยที่ 1 เห็นว่าการทำงานของโจทก์มีข้อผิดพลาดผลการประเมินโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงการทำงานแล้วจะประเมินผลการทดลองงานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 มีหนังสือยกเลิกการทดลองงานและให้โจทก์พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องบอกเลิกสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทดลองการจ้างแรงงานเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 17 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของโรงเรียนวิชัยวิทยา เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 (เป็นเวลา 3 เดือน) ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 7,000.00 บาท (เจ็ดพันบาทถ้วน)" และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหนังสือสังเกตการณ์ผลงานของโจทก์ โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือดังกล่าวระบุว่า "คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุงการทำงาน ทางโรงเรียนจะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สอง และแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน" จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน ข้อ 1 ไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใดดังเช่นที่ระบุในสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่แน่ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน (สัญญาจ้างทดลองงาน) เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการบอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาทดลองการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2548 ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ต้องนับระยะเวลาทดลองงานรวมเข้าเป็นระยะเวลาการทำงานของโจทก์เพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง โดยลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงาน จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีหนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งตามหนังสือแจ้งผลการทดลองงานไม่ได้ระบุเหตุผลว่าเป็นการเลิกจ้างกรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายจึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชดา เลาหเพ็ญแสง
จำเลย — โรงเรียนวิชัยวิทยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวีระชาติ กุลอัศยศิริ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550
#410549
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงาน ซึ่งตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงานข้อ 1 ระบุว่า ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงาน โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือดังกล่าวระบุว่า คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุงการทำงาน ทางโรงเรียนจะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สองและแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงานไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใด การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงาน จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีหนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ อัตราเงินเดือนเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อพ้นกำหนดทดลองงานระยะเวลา 3 เดือน จำเลยทั้งสองให้โจทก์ปรับปรุงการทำงานแล้วจะพิจารณาประเมินผลทดลองการทำงานใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยกำหนดให้พ้นจากการทำงานตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสองทั้งสิ้น 6 เดือนเศษ โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 7,000 บาท และค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เป็นเงิน 7,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เข้าทดลองงานจริงตามฟ้อง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานผลปรากฏว่าโจทก์ทำงานผิดพลาดหลายประการ โจทก์จึงไม่ผ่านการประเมินในการทดลองงาน จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ปรับปรุงการทำงานใหม่แล้วจะแจ้งผลการประเมินอีกครั้งในภายหลัง ต่อมาการทำงานของโจทก์ยังมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,000 บาท และค่าชดเชย 7,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้ว จำเลยที่ 1 เห็นว่าการทำงานของโจทก์มีข้อผิดพลาดผลการประเมินโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงการทำงานแล้วจะประเมินผลการทดลองงานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 มีหนังสือยกเลิกการทดลองงานและให้โจทก์พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องบอกเลิกสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทดลองการจ้างแรงงานเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างเป็นประชาสัมพันธ์ทดลองงานของโรงเรียนวิชัยวิทยา เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2547 (เป็นเวลา 3 เดือน) ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 7,000.00 (เจ็ดพันบาทถ้วน)" และตามหนังสือการสังเกตการณ์ผลงานของเจ้าหน้าที่ เอกสารหมาย ล.8 ซึ่งเป็นหนังสือสังเกตการณ์ผลงานของโจทก์ โจทก์ได้คะแนนรวมจากการประเมินผลงาน 11 คะแนน จาก 35 คะแนน หนังสือดังกล่าวระบุว่า "คุณมีการผิดพลาดในงานเอกสารและทำงานล่าช้า คุณควรมีการปรับปรุงการทำงาน ทางโรงเรียนจะพิจารณาการผ่านงานของคุณในครั้งที่สองและแจ้งให้คุณทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน" จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดลองงานต่อไปหลังจากที่ครบกำหนดตามสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 ไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ให้ชัดเจนว่าจะสิ้นสุดการทดลองงานวันใดดังเช่นที่ระบุในสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 1 การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อมาจึงไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาทดลองการจ้างแรงงาน (สัญญาจ้างทดลองงาน) เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาทดลองการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2548 ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ต้องนับระยะเวลาทดลองงานรวมเข้าเป็นระยะเวลาการทำงานของโจทก์เพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (1) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง โดยลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงานจึงต้องนับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างไม่ว่าจะมีการทดลองงานหรือไม่จนถึงวันเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้าง หากลูกจ้างโดยทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแล้วถูกเลิกจ้างมิใช่กรณีหนึ่งกรณีใดที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งตามหนังสือแจ้งผลการทดลองงานเอกสารหมาย ล.9 ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าเป็นการเลิกจ้างกรณีหนึ่งใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชดา เลาหเพ็ญแสง
จำเลย — โรงเรียนวิชัยวิทยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2550
#267781
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้ยื่นขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของ ว. สามีโจทก์ พร้อมแนบหลักฐานภายในเวลาตามระเบียบ แต่จำเลยตัดสิทธิโจทก์ หรือทำให้สิทธิโจทก์ลดลงอ้างว่า การเจ็บป่วยของ ว. สามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ธ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และครั้งที่ 13/2546 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อบังคับ ระเบียบคำสั่งของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ได้ความชัดแจ้งว่า โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ โจทก์ก็มิได้บรรยายมาในคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเท่าใด ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา กับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในส่วนที่ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2534 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 11,930 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของนายวิโรจน์สามีโจทก์ต่อกองสวัสดิการของจำเลย ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ครั้งที่ 4/2546 ว่า การเจ็บป่วยของนายวิโรจน์สามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ เนื่องจากขัดต่อระเบียบกองทุนสงเคราะห์ว่าด้วยการรักษาพยาบาล พ.ศ.2526 ข้อ 12 โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งผลการพิจารณาว่ายกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และมติที่ประชุมครั้งที่ 13/2546 วาระที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ได้มอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงให้นางอุราวดีดำเนินคดีแทนจำเลย โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิตามประกาศสำนักงานประกันสังคมจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้ระบุว่าจะให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์เท่าใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และมติที่ประชุมครั้งที่ 13/2546 วาระที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบกองทุนสงเคราะห์ว่าด้วยการรักษาพยาบาล พ.ศ.2526 ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้แล้วว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้ยื่นขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของนายวิโรจน์สามีโจทก์ พร้อมแนบหลักฐานภายในเวลาตามระเบียบ แต่จำเลยตัดสิทธิโจทก์ หรือทำให้สิทธิโจทก์ลดลง อ้างว่าการเจ็บป่วยของนายวิโรจน์สามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และครั้งที่ 13/2546 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อบังคับ ระเบียบคำสั่งของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ได้ความชัดแจ้งว่า โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ โจทก์ก็มิได้บรรยายมาในคำขอท้ายฟ้องว่าขอให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเท่าใด ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา กับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในส่วนที่ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 4/2546 และครั้งที่ 13/2546 ชอบหรือไม่ และมีเหตุต้องเพิกถอนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยประการอื่น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณีต ธรรมวาทะกุล
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2550
#411179
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ได้ความชัดแจ้งว่า โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์จำนวนเท่าใด และที่ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ โจทก์ก็มิได้บรรยายมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่าขอให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนเท่าใด จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้กล่าวแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในส่วนที่ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของนายวิโรจน์ ธรรมวาทะกุล สามีโจทก์ต่อกองสวัสดิการของจำเลย ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ครั้งที่ 4/2546 ว่าการเจ็บป่วยของนายวิโรจน์ ธรรมวาทะกุล สามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ เนื่องจากขัดต่อระเบียบกองทุนสงเคราะห์ว่าด้วยการรักษาพยาบาล พ.ศ.2526 ข้อ 12 โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งผลการพิจารณาว่ายกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และมติที่ประชุมครั้งที่ 13/2546 วาระที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อบังคับระเบียบ คำสั่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

จำเลยให้การว่า ระเบียบกองทุนสงเคราะห์ว่าด้วยการรักษาพยาบาล พ.ศ.2526 ข้อ 12 กำหนดว่า "ผู้ปฏิบัติงานไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุคคลในครอบครัวของตนในเมื่อบุคคลในครอบครัวผู้นั้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการหรือหน่วยงานอื่นอยู่แล้ว ทั้งนี้เว้นแต่สิทธิที่บุคคลในครอบครัวได้รับการช่วยเหลือต่ำกว่าที่จะพึงได้รับตามระเบียบนี้ ในกรณีเช่นนี้ ให้มีสิทธิเบิกเพิ่มเติมได้เท่าที่จำนวนที่ยังขาดอยู่" โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของนายวิโรจน์ที่เข้ารักษาที่โรงพยาบาลพญาไทย 1 ซึ่งนายวิโรจน์เข้ารับบริการทางการแพทย์ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 รวม 10 วัน เป็นเงิน 368,189 บาท โดยไม่ได้แจ้งโรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิตามประกาศสำนักงานประกันสังคมจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้ระบุว่าจะให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์เท่าใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และมติที่ประชุมครั้งที่ 13/2546 วาระที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบกองทุนสงเคราะห์ว่าด้วยการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2526 ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่...เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้ยื่นขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของนายวิโรจน์ ธรรมวาทะกุล สามีโจทก์พร้อมแนบหลักฐานภายในเวลาตามระเบียบ แต่จำเลยตัดสิทธิโจทก์ หรือทำให้สิทธิโจทก์ลดลง อ้างว่าการเจ็บป่วยของนายวิโรจน์สามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และครั้งที่ 13/2546 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ได้ความชัดแจ้งว่า โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ โจทก์ก็มิได้บรรยายมาในคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเท่าใด ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา กับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในส่วนที่ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น..."

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณีต ธรรมวาทะกุล
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5103/2550
#272642
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ข้อ 4 ทวิ ซึ่งกำหนดให้พนักงานที่ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใดๆ ซึ่งมีโทษไล่ออก แต่มีเหตุพิจารณาให้ไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนให้เปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้ และกรณีที่พนักงานถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งปลดออกจากงานได้เพราะมีมลทินมัวหมองและอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยหากคงทำงานอยู่ต่อไปนั้น ตามข้อ 4 ทวิ วรรคสาม ให้สิทธิเพียงแต่ถือว่ามีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดเพื่อประโยชน์ในการได้รับการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 เท่านั้น มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำของบุคคลแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์เมาสุราหรือเสพสุราในเวลาปฏิบัติงานหน้าที่พนักงานกั้นถนนอันเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงมีโทษไล่ออกจากงาน แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ให้การรับสารภาพและผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดี จึงลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับเป็นปลดออกจากงานแล้ว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงซึ่งจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ (ข้อ 46 (3))

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของจำเลย ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเนื่องจากเสพสุรามึนเมาและจำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน ในระหว่างคณะกรรมการทำงานสอบสวนอยู่นั้น โจทก์มีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ต้องเกษียณอายุ จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานไว้ก่อนเพื่อฟังผลการสอบสวน เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จและมีมติว่าโจทก์เมาหรือเสพสุราเมรัยในเวลาปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามประมวลการลงโทษฯ พ.ศ.2517 ข้อ 1.31 ในทางวินัยถือเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงาน แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี ขยั่นหมั่นเพียรในหน้าที่การงานอยู่ในเงื่อนไขลดโทษตามประมวลการลงโทษฯ ข้อ 3.1.7 จำเลยจึงลดโทษให้โจทก์ลง 1 ระดับ เป็นปลดออก ซึ่งการลดโทษดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว (บำเหน็จ) หรือเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ตามแต่จะเลือก และการลดโทษนั้นยังทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 อีกด้วย โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยคำนวณจากเงินเดือนอัตราสุดท้ายจำนวน 180 วัน เป็นเงิน 83,040 บาท แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธ จำเลยต้องใช้ค่าชดเชยดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 18,393.92 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 101,433.92 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 101,433.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 83,040 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานกั้นถนนสังกัดแขวงงานเดินรถนครราชสีมา ฝ่ายการเดินรถ มีหน้าที่ปิดเปิดเครื่องกั้นถนนเพื่อเกิดความปลอดภัยแก่ยวดยานที่สัญจรบนถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 คณะกรรมการการตรวจระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจของพนักงานของจำเลยตรวจพบว่าโจทก์เสพสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ของจำเลยมีโทษถึงไล่ออก จำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนก็ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการของจำเลยจึงได้ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก แม้โจทก์จะได้รับการลดหย่อนโทษดังกล่าว แต่การกระทำก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะเหตุเลิกจ้างดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณา คู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า ในขณะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น จำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนวินัยโจทก์เนื่องจากโจทก์ถูกกล่าวหาว่าดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังจากคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ได้ข้อเท็จจริงว่าโจทก์ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่จริงอันเป็นการกระทำความผิดทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามระเบียบของจำเลย มีโทษถึงไล่ออก แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน จำเลยจึงลดโทษให้เหลือเพียงปลดออกและให้ได้รับเงินบำนาญ โจทก์ยื่นขอรับค่าชดเชยแต่จำเลยไม่จ่ายให้เนื่องจากโจทก์กระทำผิดระเบียบฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานเนื่องจากข้อเท็จจริงแห่งคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานกั้นถนนเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยกรณีร้ายแรง ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) หรือไม่... เห็นว่า ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ระเบียบวินัยและการลงโทษพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ปรับปรุงใหม่) ข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การลงโทษปลดออกจะกระทำได้ เมื่อพนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน" วรรคสองระบุว่า "เมื่อพนักงานผู้ใดถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และการสอบสวนไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่ากระทำผิดที่จะถูกไล่ออก แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งถ้าจะให้คงทำงานอยู่ต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งปลดออกจากงานได้" และวรรคสามระบุว่า "การสั่งปลดออกจากงานตาม ข้อ 4 ทวิ นี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดตามความหมายแห่งข้อบังคับว่าด้วยกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทย และมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ" ตามระเบียบ ข้อ 4 ทวิ ดังกล่าวจึงเป็นสองกรณี คือ กรณีตามข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่พนักงานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใดๆ ตามข้อ 4 (ก) ถึง (ฉ) ซึ่งมีโทษไล่ออกเพียงแต่มีเหตุพิจารณาให้ไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษให้ ผู้มีอำนาจตามข้อ 10 จึงเปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นลงโทษปลดออกได้ และกรณีตามข้อ 4 ทวิ วรรคสอง เป็นเรื่องที่พนักงานเพียงแต่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อ 4 (ก) ถึง (ฉ) กรณีนี้ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งปลดออกจากงานได้เพราะมีมลทินมัวหมองและอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยหากคงทำงานอยู่ต่อไป ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวตามข้อ 4 ทวิ วรรคสาม ให้สิทธิเพียงแต่ถือว่ามีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดเพื่อประโยชน์ในการได้รับการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยและเงินบำเหน็จบำนาญเท่านั้น มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำของบุคคลแต่อย่างใด ตามข้อเท็จจริงซึ่งยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางซึ่งปรากฎตามบันทึกรายงานการประชุมผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสำนักงาน (ด้านการปกครอง) ครั้งที่ 1/2547 ระบุผลการสอบสวนและพิจารณากรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าเมาหรือเสพสุราเมรัยในขณะปฏิบัติหน้าที่ว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2545 ได้ตรวจพบว่าโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานกั้นถนนสถานีโนนพะยอม มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกณฑ์การตัดสินระดับแอลกอฮอล์ตามคำสั่งทั่วไปที่ ก.55/1015 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 ให้ถือว่าเมา ฝ่านการเดินรถจึงได้มีคำสั่งที่ พ.1/นท.1/3234/2545 ลงวันที่ 9 กันยายน 2545 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าตำแหน่งของโจทก์เป็นตำแหน่งเกี่ยวกับการเดินรถ การเมาหรือเสพสุราเมรัยในเวลาปฏิบัติงานเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงาน แต่เห็นว่าโจทก์ให้การรับสารภาพและผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดีจึงลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับเป็นปลดออกจากงาน แล้วมีความเห็นเพิ่มเติมว่าเมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิ วัยวุฒิ ตำแหน่งหน้าที่ ลักษณะการทำงานและสภาพแวดล้อมของสังคมชนบทห่างไกลประกอบกับความเสียหายที่จำเลยจะได้รับแล้ว มีพฤติการณ์พิเศษสมควรได้รับความปรานีให้ลดโทษลงไปกว่าปกติเหลือเป็นลดขั้นเงินเดือน แต่สำนักอาณาบาลเห็นว่าไม่มีเหตุผลพิเศษที่จะลดโทษเป็นลดขั้นเงินเดือน ฝ่ายการเดินรถเห็นว่าควรลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับจากไล่ออกเป็นปลดออก ซึ่งที่ประชุมผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสำนักงาน (ด้านการปกครอง) เห็นว่าโจทก์มีผู้บังคับบัญชารับรองว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันเพียรในหน้าที่การงาน ลดโทษลงหนึ่งระดับ จากโทษไล่ออกเป็นปลดออก ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเฉพาะที่ พ.1/นท.1/701/2547 เรื่องยกเลิกคำสั่งให้นายวิเชียร เขียนสันเทียะ (โจทก์) พ.กั้นถนนฯ (พ.การเดินรถ 2) สถานี พอ. ออกจากงานไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา และปลดออกจากงานฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระบุว่าโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามขัอบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงานผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การทำงาน อยู่ในเงื่อนไขการลดหย่อนโทษตามประมวลการลงโทษฯ พ.ศ.2517 ข้อ 3.1.7 ลง 1 ระดับเป็นปลดออก ดังนั้นการลงโทษโจทก์จึงเนื่องมาจากโจทก์กระทำผิดร้ายแรงตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ระเบียบวินัยและการลงโทษพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ปรับปรุงใหม่) ข้อ 4 (ฉ) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษไล่ออกเพียงแต่มีเหตุลดหย่อนโทษถึงเปลี่ยนโทษเป็นปลดออกตาม ข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงซึ่งจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร เขียนสันเทียะ
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5102/2550
#411061
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับปี 2517 เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับปี 2528 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอีก 3 ครั้ง ซึ่งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนับแต่ฉบับปี 2528 เป็นต้นมาได้มีการกำหนดเรื่องการเกษียณอายุที่ 55 ปีบริบูรณ์ไว้ทุกฉบับและปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อยินยอมปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเงื่อนไขเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานไว้ตั้งแต่ปี 2535 และนับแต่ปี 2533 เป็นต้นมาก็ได้มีพนักงานของจำเลยที่ 1 เกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเมื่ออายุ 55 ปี ซึ่งโจทก์รับทราบมาโดยตลอดโดยไม่ได้โต้แย้งใด ๆ จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ตกลงยินยอมปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนของการเกษียณอายุเมื่อ 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กำหนดเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจากฉบับปี 2517 เป็นฉบับปี 2528 โดยเปลี่ยนแปลงและเพิ่มการเกษียณอายุเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ และฉบับต่อมาซึ่งกำหนดไว้เช่นเดียวกัน จึงมีผลผูกพันโจทก์ การเลิกจ้างโจทก์เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 จนกว่าจะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หากไม่รับกลับเข้าทำงานให้จำเลยชดใช้เงินซึ่งเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 2,573,930 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2516 และพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2547 เพราะเหตุเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2516 จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในเรื่องการพ้นสภาพพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุไว้ ต่อมาได้มีการกำหนดเหตุแห่งการพ้นสภาพของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุไว้ ถือว่าเป็นการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยมีเหตุผล การเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุ ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมจำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2517 โดยกำหนดการพ้นสภาพเนื่องจากเกษียณอายุไว้ แต่มิได้กำหนดอายุไว้เท่าใดย่อมหมายถึงมีอายุครบ 60 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบังคับดังกล่าวเมื่อปี 2528 กำหนดให้เกษียณอายุเมื่อมีอายุ 55 ปี จึงเป็นการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับปี 2517 เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับปี 2528 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานมาอีก 3 ครั้ง ซึ่งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนับแต่ฉบับปี 2528 เป็นต้นมาได้มีการกำหนดเรื่องการเกษียณอายุที่ 55 ปีบริบูรณ์ไว้ทุกฉบับและปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อยินยอมปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเงื่อนไขเกี่ยวกับสัญญาจ้างจ้างแรงงานไว้ตั้งแต่ปี 2535 และปรากฏว่านับแต่ปี 2533 เป็นต้นมาก็ได้มีพนักงานของจำเลยที่ 1 เกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเมื่ออายุ 55 ปี ซึ่งโจทก์รับทราบมาโดยตลอดโดยไม่ได้โต้แย้งใดๆ จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ตกลงยินยอมปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนของการเกษียณอายุเมื่อ 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กำหนดเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจากฉบับปี 2517 เป็นฉบับปี 2528 โดยเปลี่ยนแปลงและเพิ่มการเกษียณอายุเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ และฉบับต่อมาซึ่งกำหนดไว้เช่นเดียวกันจึงมีผลผูกพันโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกมลวรรณ บุญยุภู
จำเลย — บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2550
#272628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะโจทก์ไม่เคยทำงานและรับค่าจ้างจากจำเลย สัญญาจ้างของโจทก์ไม่มีข้อความใดระบุว่าจำเลยตกลงจ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยโดยจะจ่ายค่าจ้างให้ และในสัญญาดังกล่าวไม่มีตราประทับของจำเลยเท่านั้น โดยมิได้ให้การต่อสู้ว่า ตามสัญญาจ้างระบุให้เริ่มต้นในทันทีที่โจทก์ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย แต่โจทก์ไม่เคยได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย การทำงานของโจทก์ขัดต่อ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวฯ สัญญาจ้างแรงงานตกเป็นโมฆะตามประเด็นที่อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 328,000 บาท ค่าสวัสดิการบ้านพักเดือนละ 55,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเต็มตามจำนวน ค่าเดินทางหรือสวัสดิการรถยนต์ค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมันรถยนต์ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ซื้อรถยนต์ให้โจทก์เดือนละ 35,000 บาท ค่าเดินทางภายในและต่างประเทศซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว ค่าโบนัสเท่ากับเงินเดือน 2 เดือนทุกปี โดยจ่ายให้ในเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมของทุกปี ต่อมาโจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และโทรสารแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อขอลาออกจากจำเลยที่ 2 โดยให้มีผลสิ้นเดือนกรกฎาคม 2547 ตามเงื่อนไขในสัญญา แต่ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ และให้มีผลในวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าว โดยโจทก์ได้ลงนามรับทราบและส่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ระหว่างทำงานจำเลยทั้งสองค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าสวัสดิการค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนตามสัญญาแก่โจทก์เป็นเงิน 760,253.87 บาท การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยทั้งสองเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 418,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้าง ค่าสวัสดิการและค่าตอบแทนจำนวน 760,253.87 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,164,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ไม่เคยทำงานให้จำเลยที่ 1 และรับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 สัญญาจ้างของโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 2 โดยจะจ่ายค่าจ้างให้และในสัญญาดังกล่าวไม่มีตราประทับของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงการลาออก โจทก์ลาออกเองไม่ใช่กรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใดๆ ค่าจ้าง ค่าสวัสดิการ ค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนตามที่โจทก์ฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่มีหลักฐานมาแสดง และเงินเดือนก็สูงกว่าความเป็นจริงเพราะต้องถือตามจำนวนที่แจ้งต่อกรมสรรพากรคือเดือนละ 90,000 บาท โจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าจ้าง ค่าสวัสดิการและค่าตอบแทนของเดือนเมษายน 2547 จำนวน 364,840 บาท และของเดือนพฤษภาคม 2547 จำนวน 323,813.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2547 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปตามลำดับจนกว่าจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จให้โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 7,523.56 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 557,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยสรุปได้ว่า ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ข้อ 3 ระบุให้สัญญาจ้างจะเริ่มต้นในทันทีที่โจทก์ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย แต่โจทก์ไม่เคยได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย การทำงานของโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 สัญญาจ้างแรงงานตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองไม่ต้องจ่ายเงินเดือนค่าสวัสดิการ ค่าตอบแทนและค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ไม่เคยทำงานให้จำเลยที่ 1 และรับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 สัญญาจ้างของโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 2 โดยจะจ่ายค่าจ้างให้ และในสัญญาดังกล่าวไม่มีตราประทับของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยมิได้ให้การต่อสู้ตามประเด็นที่อุทธรณ์มาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเคนเนธ หว่อง ชี ฮุง
จำเลย — นายแกรี่ เมสัน สติ๊คเคิลส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2550
#410813
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนทำสัญญาจ้าง ฝ่ายจำเลยทั้งสองจะทำสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อโจทก์คัดค้านจึงต้องทำสัญญาจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่ในสัญญาจ้างก็มีข้อความระบุเงื่อนไขของการจ้างว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาจากการเป็นพนักงานแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด หรือกระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อสัญญาที่โจทก์ไม่สามารถระมัดระวังมิให้โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาได้ ทั้งมิใช่ข้อตกลงที่มีผลทำให้โจทก์ต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร เนื่องจากโจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการมาก่อน แม้ในสัญญาจ้างจะไม่ระบุข้อความห้ามให้โจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อมีข้อความห้ามไม่ให้โจทก์กระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท การที่โจทก์ไปเป็นลูกจ้างผู้อื่นในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาในโรงเรียนที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการขัดต่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ข้ออ้างที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์เป็นข้ออ้างที่มีเหตุสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,968,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงเรียนสอนภาษา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการ ทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 17.30 นาฬิกา หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2548 ในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บริหารได้รับค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้าง จ.ล.1 พร้อมคำแปล ตามสัญญาจ้างดังกล่าวข้อ 7 ระบุว่า โจทก์จะต้องพร้อมทำงานตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ โดยก่อนทำสัญญาจ้างฉบับนี้ จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาจ้างที่มีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น เมื่อโจทก์โต้แย้งสัญญาในข้อนี้จึงทำสัญญาว่าจ้างหมาย จ.ล.1 นับแต่ทำสัญญาว่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องไปทำงานจำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ไปให้คำปรึกษาเป็นเวลา 30 นาที เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เพียงครั้งเดียว ต่อมาเมื่อต้นเดือนเมษายน 2547 โจทก์ไปเป็นลูกจ้างบริษัทสุวรรณภูมิพัฒนาการศึกษา จำกัด ซึ่งเประกอบกิจการประเภทเดียวกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาของโรงเรียนสอนภาษาไทย-อเมริกัน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ประมาณ 8 กิโลเมตร โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 85,000 บาท ต้องไปทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 17.30 นาฬิกา หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ มีหน้าที่พิจารณาจ้างอาจารย์ เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา วางแผนการศึกษา ทำตารางการเรียน โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ วันที่ 30 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไปเป็นลูกจ้างบุคคลอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนทำสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ฝ่ายจำเลยทั้งสองจะทำสัญญาที่มีเงื่อนไขว่า ห้ามโจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อโจทก์คัดค้านจึงต้องทำสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ก็ตาม แต่ในสัญญาจ้างก็มีข้อความระบุเงื่อนไขของการจ้างว่า โจทก์จะต้องไม่ใช้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาจากการเป็นพนักงานแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาดหรือกระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อสัญญาที่โจทก์ไม่สามารถระมัดระวังมิให้โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาได้ ทั้งมิใช่ข้อตกลงที่มีผลทำให้โจทก์ต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร เนื่องจากโจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการมาก่อนแม้ในสัญญาจ้างจะไม่ระบุข้อความห้ามมิให้โจทก์ไปทำงานกับผู้อื่น แต่เมื่อมีข้อความห้ามไม่ให้โจทก์กระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท การที่โจทก์ไปเป็นลูกจ้างผู้อื่นในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการศึกษาในโรงเรียนที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ข้ออ้างที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์เป็นข้ออ้างที่มีเหตุสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรอน คีท แอนด์เดอร์สัน
บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — เอ็ดยูเคชั่น (2002) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5098/2550
#410557
เปิดฉบับเต็ม

คดีมโนสาเร่กฎหมายได้กำหนดกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะสำหรับกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลแตกต่างไปจากคดีแพ่งสามัญโดยให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ทวิ จึงนำมาตรา 202 ว่าด้วยการที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาบังคับไม่ได้ แม้จำเลยจะยื่นคำให้การและแจ้งต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งให้มีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้ทำละเมิดชำระค่าเสียหายจำนวน 18,691 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดพิจารณาในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันพิจารณาโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลแล้วไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุที่ไม่มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยมาศาล จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือโดยทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปและขอนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ในคดีมโนสาเร่เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งให้มาศาลในวันนัดพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีได้เฉพาะกรณีที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การ หรือจำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แต่เมื่อจำเลยได้ยื่นคำให้การและแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 คำสั่งศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบและจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ในคดีมโนสาเร่นั้นกฎหมายได้กำหนดกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะสำหรับกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลแตกต่างไปจากคดีแพ่งสามัญ การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีนี้ตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาคดีว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ดังนั้น จึงนำมาตรา 202 ว่าด้วยการที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาบังคับแก่คดีนี้หาได้ไม่ เพราะในคดีมโนสาเร่กฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์ของการดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อโจทก์ไม่มาศาลไว้เป็นพิเศษแล้ว แม้จำเลยจะยื่นคำให้การและแจ้งต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งให้มีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปมิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์เป็นเงิน 467.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินจำนวน 267.50 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายจรัญ ชั้นกลาง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5098/2550
#410657
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีมโนสาเร่นั้นกฎหมายได้กำหนดกระบวนพิจารณาสำหรับกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลแตกต่างไปจากคดีแพ่งสามัญ การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง กรณีนี้ตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ดังนั้น จึงนำมาตรา 202 ว่าด้วยการที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาบังคับแก่คดีนี้หาได้ไม่ เพราะในคดีมโนสาเร่กฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์ของการดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อโจทก์ไม่มาศาลไว้เป็นพิเศษแล้ว แม้จำเลยจะยื่นคำให้การและแจ้งต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งให้มีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้ทำละเมิดชำระค่าเสียหายจำนวน 18,691 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดพิจารณา ครั้งถึงวันนัดพิจารณาโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลแล้วไม่มาศาล โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุที่ไม่มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยมาศาล จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือโดยทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปและขอนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ในคดีมโนสาเร่เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งให้มาศาลในวันนัดพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มาศาล ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีได้เฉพาะกรณีที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การ หรือจำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แต่เมื่อจำเลยได้ยื่นคำให้การและแถลงต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบและจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ในคดีมโนสาเร่นั้นกฎหมายได้กำหนดกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะสำหรับกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลแตกต่างไปจากคดีแพ่งสามัญ การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีนี้ตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาคดีว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ดังนั้น จึงนำมาตรา 202 ว่าด้วยการที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาบังคับแก่คดีนี้หาได้ไม่ เพราะในคดีมโนสาเร่กฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์ของการดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อโจทก์ไม่มาศาลไว้เป็นพิเศษแล้ว แม้จำเลยจะยื่นคำให้การและแจ้งต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งให้มีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปมิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์เป็นเงิน 467.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินจำนวน 267.50 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ม. 193 ทวิ ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายจรัญ ชั้นกลาง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5096/2550
#412215
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เรื่องจ้างทำของโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้โจทก์พิมพ์งาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โดยบรรยายฟ้องในเรื่องมูลหนี้ที่เกิดจากการพิมพ์งานของโจทก์เช่นเดียวกับในคดีเดิม โดยบรรยายอีกว่าเป็นการว่าจ้างจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเป็นเรื่องละเมิดก็เพียงเพื่อให้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองอยู่ในรูปแบบของนายจ้างลูกจ้างเท่านั้น การกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 กรอกรายการในใบเสร็จรับเงินให้เป็นของบริษัท ด. เป็นการประทุษร้ายต่อสิทธิในการรับเงินค่าจ้างของโจทก์ก็มีผลเท่ากับโจทก์ยังคงกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้โจทก์พิมพ์งานเช่นในคดีเดิม จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำงานพิมพ์ของจำเลยที่ 1 มาจ้างโจทก์ให้พิมพ์สิ่งพิมพ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ในการส่งมอบงานโจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ณ. ที่ทำการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบแทนจำเลยที่ 1 ส่วนการชำระค่าจ้างจำเลยที่ 1 จะนัดให้โจทก์ไปรับภายหลังเมื่อจำเลยที่ 2 ขออนุมัติจากจำเลยที่ 1 แล้วเสร็จ ภายหลังจำเลยที่ 1 ค้างชำระเงินค่าจ้าง โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน ต่อมาภายหลังโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 2 นำงานที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ไปกรอกรายการในใบเสร็จรับเงินของบริษัทเดอะ แคมเพน จำกัด แสดงให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อว่าเป็นบริษัทที่พิมพ์สิ่งพิมพ์ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์ทวงถามในฐานะที่เป็นผู้พิมพ์สิ่งพิมพ์ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน จำเลยที่ 1 จึงทราบและให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับผิดรับใช้ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการประทุษร้ายต่อสิทธิในการรับเงินค่าจ้างของโจทก์เป็นการละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นราคาทรัพย์สิน (สิ่งพิมพ์) เป็นต้นเงินจำนวน 81,427 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 54,963 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 136,390 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ทำไปในทางการที่จ้าง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 136,390 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 81,427 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14318/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 8726/2544 ของศาลแพ่งหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14318/2541 ของศาลแพ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14318/2541 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เรื่องจ้างทำของ ในคดีหมายเลขแดงที่ 14318/2541 ของศาลแพ่ง โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้โจทก์พิมพ์งานพิพาท โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย คดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวเทนของจำเลยที่ 1 ในการว่าจ้างโจทก์พิมพ์งานตามฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2544 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14318/2541 ของศาลแพ่ง และโจทก์ยังเคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจัดการงานนอกสั่งซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14318/2541 ของศาลแพ่ง รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หมายเลขแดงที่ 7685/2546 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 8726/2544 ของศาลแพ่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้โดยบรรยายฟ้องในเรื่องมูลหนี้ที่เกิดจากการพิมพ์งานของโจทก์เช่นเดียวกับในคดีเดิมทั้งสอง โดยบรรยายอีกว่าเป็นการว่าจ้างจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเป็นเรื่องละเมิดก็เพียงเพื่อให้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองอยู่ในรูปแบบของนายจ้างลูกจ้างเท่านั้น การกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 กรอกรายการในใบเสร็จรับเงินให้เป็นของบริษัทเดอะ แคมเพน จำกัด เป็นการประทุษร้ายต่อสิทธิในการรับเงินค่าจ้างของโจทก์จึงมีผลเท่ากับโจทก์ยังคงกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้โจทก์พิมพ์งาน เช่นในคดีเดิมซึ่งมีคำพิพากษาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแท่นทองปริ้นติ้งเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2550
#410842
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด ซึ่งคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 53.274 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายไป 2,000 เม็ด แต่ก็จะลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกา คงลงโทษจำเลยได้ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น

นอกจากนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด มีน้ำหนัก 258.110 กรัม และคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 53.274 กรัม แต่เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ดก็ดี หรือ 690 เม็ดก็ดี โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าสามารถคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงต้องสันนิษฐานให้เป็นคุณแก่จำเลยว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนมีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 375 มิลลิกรัม การกระทำของจำเลยทั้งสองกรรมจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่กล่าวมาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทกฎหมายและกำหนดโทษให้ใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 102 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อาศัยอำนาจตามมาตรา 100/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 150,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี และปรับ 150,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็น 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 33 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 100,000 บาท รวมจำคุก 45 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีที่มีการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจครองศักดิ์กับพวกจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 2,690 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 53.274 กรัม และพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาดังกล่าวก็มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด ซึ่งคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 53.274 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่จำเลยอุทธรณ์และฎีกา เฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาจะฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายไป 2,000 เม็ด แต่ก็จะลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 690 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น

นอกจากนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,690 เม็ด มีน้ำหนัก 258.110 กรัม และคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 53.274 กรัม แต่เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ดก็ดี หรือ 690 เม็ดก็ดี โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าสามารถคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงต้องสันนิษฐานให้เป็นคุณแก่จำเลยว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนมีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 375 มิลลิกรัม การกระทำของจำเลยทั้งสองกรรมจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่กล่าวมาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทกฎหมาย และกำหนดโทษใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 90,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี และปรับ 90,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 60,000 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 60,000 บาท รวมจำคุก 16 ปี และปรับ 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางสุนันท์ ดิษสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวนิดพา กนกพากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5064/2550
#272625
เปิดฉบับเต็ม

แม้เงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 25 วรรคสอง ก็ตาม แต่ในการทำคำพิพากษา ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดโดยมิได้วินิจฉัยถึงเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาโดยรวมถึงเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเข้าไว้ด้วย ดังนั้น เงินจำนวน 55,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจึงไม่รวมถึงเงินจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาเพียง 49,338.50 บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองสำหรับทั้งสองสำหรับจำนวนเงินที่ขาดอยู่ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย วันที่ 17 กันยายน 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงขอวางเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมเป็นเงินจำนวน 49,338.50 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยแล้ว วันที่ 8 ตุลาคม 2546 โจทก์แถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสองนำมาวางชำระหนี้โดยขอสงวนสิทธิที่จะบังคับคดีในส่วนที่ขาดอยู่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์รับเงินดังกล่าวได้

วันที่ 21 ตุลาคม 2546 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองยังคงต้องรับผิดใช้เงินตามคำพิพากษาให้โจทก์อีก 16,299 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวน วันที่ 22 ตุลาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวน 15,000 บาท จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 และจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยไปแล้ว ซึ่งเงินจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยทั้งสองไว้เป็นคำคัดค้านคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์

ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ได้รับเงินจำนวน 15,000 บาท จากกรณีที่บุตรของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดคดีนี้จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งเงินเพิ่มให้แก่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 23 (6) ได้บัญญัติให้กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากเงินกองทุนซึ่งรวมถึงกรณีที่ความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ประสบภัยนั้นเกิดจากรถที่ไม่ได้เอาประกันภัยไว้ และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองโดยที่โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมาส่วนหนึ่งแล้วและตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายนอกเหนือจากส่วนที่ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยไป ทั้งเงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่ใช่ประเด็นที่มีการว่ากล่าวกันไว้ในชั้นพิจารณา ดังนั้น ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้ตามคำพิพากษาย่อมถือเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากเหตุละเมิดครั้งนี้ ซึ่งเงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด และเมื่อโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจึงไม่อาจเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้อีกจึงมีคำสั่งให้ยกคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 55,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษารวมถึงเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 25 วรรคสอง ก็ตาม แต่ในการทำคำพิพากษา ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดโดยมิได้วินิจฉัยถึงเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาโดยรวมถึงเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเข้าไว้ด้วย ดังนั้น เงินจำนวน 55,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจึงไม่รวมถึงเงินจำนวน 15,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาเพียง 49,338.50 บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองสำหรับจำนวนเงินที่ขาดอยู่ต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 25 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำรวย ทองผึ้ง
จำเลย — นายชะออม กันอ่ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ