คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4873/2550
#410563
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล

โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ โจทก์ย่อมได้สิทธิในทรัพย์ดังกล่าวโดยบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 แม้ภายหลังจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 และ 309 ทวิ และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขาดทอดตลาดของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11794, 11785 และ 11786 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในราคา 3,000,000 บาท ซึ่งเดิมจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการนำทรัพย์สินออกให้เช่าเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนการได้มาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 เดือน รวมเป็นเงิน 28,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 28,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกไปจากทรัพย์สินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องยังเป็นของจำเลย โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยได้ร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริเวณขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11784, 11785 และ 11786 ตำบลหมื่นไวย์ (ในเมือง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารเลขที่ 873 ถนนช้างเผือก 3 (ที่ถูก ซอย 3) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ทั้งส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุธรณ์ 800 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทนั้น จะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4153/2542 ของศาลชั้นต้น และได้จดทะเบียนรับโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเรียบร้อยแล้ว จำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว และในการขายทอดตลาดนั้น จำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดอ้างว่าขายในราคาต่ำเกินสมควรขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก่อนฟังคดีนี้โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแล้ว แต่จำเลยและบริวารไม่ยอมออก ดังนี้เห็นว่า การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ โจทก์ย่อมได้สิทธิในทรัพย์พิพาทโดยบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ แม้ภายหลังจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และ 309 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม แต่ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีสบัญญัติของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทแล้ว จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากทรัพย์พิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 800 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุม กู้โรจน์วงศ์หรือกู้โรจนวงค์
จำเลย — นายจริยา อมรวิทวัส
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2550
#272610
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินจากผู้ร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนของศาลชั้นต้นให้แก่บริษัท ท. โดยบริษัทดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง และหากการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ยังไม่มีการยกเลิกกันโดยชอบ สิทธิของจำเลยที่จะได้รับชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนนั้นย่อมตกเป็นของบริษัท ท. จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 โดยจำเลยตกลงชำระเงินจำนวน 1,105,846 บาท แก่โจทก์ ผ่อนชำระเดือนละ 184,307 บาท รวม 6 งวด งวดแรกชำระวันที่ 10 มกราคม 2544 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของโจทก์ และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องส่งเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 15446/2542 (ที่ถูก 15466/2542) ของศาลชั้นต้นที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 จำเลยคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องในคดีดังกล่าวให้แก่บริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 8350/2543 หมายเลขแดงที่ 5221/2544 ของศาลชั้นต้น บริษัทดังกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องมายังผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ด้วย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ขณะที่โจทก์ขออายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีอยู่กับผู้ร้องนั้น ผู้ร้องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงไม่มีสิทธินำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปโอนให้แก่เจ้าหนี้อื่น การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์บังคับคดีถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ถูกบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่ ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายในการบังคับคดี จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดได้ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเพื่อประวิงการบังคับคดี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งไปยังผู้ร้องตามหนังสือแจ้งการอายัด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินจากผู้ร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 15466/2542 ของศาลชั้นต้นให้แก่บริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่งและหากการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ยังไม่มีการยกเลิกกันโดยชอบ สิทธิของจำเลยที่จะได้รับชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นย่อมตกเป็นของบริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้อง เมื่อจำเลยสิ้นสิทธิที่จะได้รับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรพแพค เทรดดิ้ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทสลิลธารา จำกัด
จำเลย — บริษัทสยาม ซินเท็คเทรดดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4870/2550
#267909
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยได้รับการยกให้จากมารดาของผู้ร้อง แต่เนื่องจากสามีของผู้ร้องเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทแทนผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ทราบเรื่องที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่สามีของโจทก์กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าวถึงหากจะเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยผู้เป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่สามีของโจทก์และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสามีของโจทก์ได้ทราบเรื่องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าว ผู้ร้องจึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียแก่สิทธิของสามีของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยผู้เป็นตัวแทนและขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องได้ไม่ ตามป.พ.พ. มาตรา 806 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของสามีย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาทได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ปัญหาว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสุทธิ์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 835 ซึ่งจำเลยนำมาจำนองแก่นายพิสุทธิ์สามีของโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมชำระเงินจำนวน 5,750,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ทุกวันที่ 7 ของเดือน เริ่มชำระเดือนแรกวันที่ 7 ธันวาคม 2543 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีจากต้นเงินจำนวน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องโดยนางนะมารดาของผู้ร้องยกให้เมื่อปี 2527 แต่เนื่องจากสามีของผู้ร้องเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ทราบเรื่องที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่นายพิสุทธิ์ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า นางนะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคือที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยได้รับการยกให้จากมารดาของผู้ร้องแต่เนื่องจากสามีของผู้ร้องเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทแทนผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ทราบเรื่องที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่สามีของโจทก์ กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าวถึงหากจะเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยผู้เป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่สามีของโจทก์และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสามีของโจทก์ได้ทราบเรื่องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าว ผู้ร้องจึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียแก่สิทธิของสามีของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยผู้เป็นตัวแทนและขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของสามีย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาทได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 288
ชื่อคู่ความ
นางวัลภา สุทธิเมธากร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายพิสุทธิ์ สุทธิเมธากร
ผู้ร้อง — นางกานดา คาลเคน
จำเลย — นางสาวหรือนางฉัตติมา คาลเคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวินัย เกิดด้วยทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4868/2550
#412656
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมกับเรียกค่าเสียหายเนื่องจากขาดประโยชน์จากการนำที่ดินพิพาทออกให้เช่า แม้จำเลยทั้งสี่จะให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ แต่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 300 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสี่ตามลำดับ เนื่องจากเป็นอุทธรณ์และฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับแก่บริวารของจำเลยทั้งสี่ผู้ถูกฟ้องขับไล่และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่ผู้ร้องในฐานะบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสาม ผู้ร้องฎีกาว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง ม. 248 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ ถนอมพิชัย
ผู้ร้อง — นายสันทัด จนะอินทร์
จำเลย — นางนำ มีสมบัติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวิมล คำนวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4866/2550
#268267
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลา โจทก์ยอมรับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วงแสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยกำหนดเวลาพอสมควรก่อน ตาม ป.พ.พ มาตรา 387 แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้ออีก เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เพราะเหตุดังกล่าว ชำระค่าเช่าซื้อโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ยึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน แต่ภายในเดือนเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 ได้ไปติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย ค่าปรับ รวมค่าใช้จ่ายให้โจทก์ แล้วโจทก์คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 นำไปใช้ต่อ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ทั้งผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 152,323 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน 36,000 บาท กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อยังมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยทั้งสามนำสืบรับกันว่า หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ยอมรับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วงแสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้ออีก เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เพราะเหตุผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ดังนี้ การที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ไปติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย ค่าปรับรวมค่าใช้จ่ายให้โจทก์ แล้วโจทก์คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 นำไปใช้ต่อ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที และโจทก์จำเลยที่ 1 ยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์จำเลยที่ 1 ยังคงบังคับกันตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายธรรมนูญ แซ่ซี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4866/2550
#413135
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ยอมรับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วง แสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แม้จำเลยจะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้ออีก เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยเพราะเหตุผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ดังนี้ การที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แต่หลังจากนั้นจำเลยได้ไปติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยค่าปรับรวมค่าใช้จ่ายให้โจทก์ แล้วโจทก์คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยนำไปใช้ต่อ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยโดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โจทก์และจำเลยยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์และจำเลยยังคงบังคับกันตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ท - 9667 สงขลา ไปจากโจทก์ในราคา 425,424 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 8,863 บาท รวม 48 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมสัญญาเช่าซื้อทำที่บริษัทโจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดที่ 31 โดยชำระบางส่วน หลังจากนั้นไม่ชำระอีกรวมเป็นเงินที่ชำระแล้วทั้งสิ้น 273,101 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงิน 36,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 152,323 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน 36,000 บาท กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า สัญญาเช่าซื้อทำที่สำนักงานสาขาของโจทก์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มูลคดีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดแต่โจทก์ยอมรับไว้โดยมิได้ถือเอาระยะเวลาการชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ โจทก์ติดตามรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2541 ซึ่งถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว การที่รถยนต์มาอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อีกครั้ง โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไปเป็นการเช่าซื้อโดยมิได้ทำสัญญาต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หลังจากโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้ตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนดและโจทก์ยอมรับไว้โดยมิไม่อิดเอื้อนจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกให้เช่าในอัตราเดือนละ 6,000 บาท ได้ทุกเดือนเป็นเวลา 6 เดือน รถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาเงินสดในวันทำสัญญา 280,000 บาท โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี จำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 จึงคุ้มกับราคารถยนต์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ราคารถยนต์อีก จำเลยทั้งสามไม่เคยตกลงยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 ท - 9667 สงขลา ไปจากโจทก์ในราคา 425,424 บาท ตกลงชำระงวดละ 8,863 บาท รวม 48 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาโจทก์รับชำระค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วง ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีก โจทก์จึงให้พนักงานไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระรวมดอกเบี้ยค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 66,252 บาท แล้วรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจากโจทก์ โดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ และชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ต่อมาอีก และต่อมาโจทก์ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อยังมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยทั้งสามนำสืบรับกันว่า หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ยอมรับค่าเช่าซื้อไว้โดยไม่ทักท้วงแสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้ออีก เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควร โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เพราะเหตุผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ดังนี้ การที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ไปติดต่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยค่าปรับรวมค่าใช้จ่ายให้โจทก์ แล้วโจทก์คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 นำไปใช้ต่อ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที และโจทก์จำเลยที่ 1 ยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์จำเลยที่ 1 ยังคงบังคับกันตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า หลักจากจำเลยที่ 1 รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาใช้แล้วได้ชำระค่าเช่าซื้อต่อมาจนถึงงวดที่ 31 แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 32 ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 ถึงงวดประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 และโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ และบอกเลิกสัญญาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระไม่ครบตามจำนวนหนี้ที่ค้างชำระสัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน กับหลังฟ้องเป็นเวลาไม่เกิน 10 เดือน เดือนละ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 เป็นเงิน 32,000 บาท และภายหลังฟ้องอีก 25,000 บาท จึงให้นำมาหักทอนออกจากหนี้ค่าขาดประโยชน์ที่กำหนดให้จนหมด คงให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่ และค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์รวมทั้งราคารถยนต์ใช้แทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไป และต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายธรรมนูญ แซ่ชี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4865/2550
#268179
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ข้อ (41) ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ซึ่งทรัพย์สินใด ๆ ตามหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ ธุรกิจของโจทก์มิใช่การจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความหมายของ "ธุรกิจเงินทุน" ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4(1) ถึง (5) ทั้งการประกอบธุรกิจเงินทุนจะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ เท่านั้น ดังนั้นการดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์บางประเภทของบริษัทเงินทุนในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภคที่ออกตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ข้อ 3 (7) ก. ที่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อที่ผิดนัดไม่ใช้เงินรายงวดสองงวดติด ๆ กันให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชำระภายในเวลาอย่างน้อย 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือก่อน เมื่อไม่ปฏิบัติตามจึงจะริบเงินที่ชำระแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันทีตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 10 โจทก์ไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาอีก โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,700,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,271,028.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเดือนละ 126,168.23 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขเครื่อง 104944-22-014717 หมายเลขตัวถัง 140028-2 เอ-300533 คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากใช้คืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 2,800,000 บาท และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 702,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 39,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขเครื่อง 104944-22-014717 หมายเลขตัวถัง 140028-2 เอ-300533 จากโจทก์ราคา 4,542,056.28 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 36 งวด งวดละ 126,168.23 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มิถุนายน 2539 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม 12 งวด ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2540 เป็นต้นมา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โจทก์มีหนังสือแจ้งยืนยันการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินเป็นรายงวดที่ค้างชำระภายในเวลาอย่างน้อย 30 วันก่อน ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย สัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ขัดต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า บริษัทโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ข้อ (41) ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ซึ่งทรัพย์สินใด ๆ ตามหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจของโจทก์ก็ไม่ใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้ (1) กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ (2) กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา (3) กิจการลงทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค (4) กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ (5) กิจการลงทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามความหมายของ "ธุรกิจเงินทุน" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 นอกจากนี้การประกอบธุรกิจเงินทุนจะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการกระกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์บางประเภทของบริษัทเงินทุนในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภคที่ออกตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ข้อ 3(7) ก. กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินรายงวดสองงวดติด ๆ กัน บริษัทเงินทุนจะเลิกสัญญาเช่าซื้อริบเงินที่ได้ชำระแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ต่อเมื่อบริษัทเงินทุนมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชำระภายในเวลาอย่างน้อย 30 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและไม่ปฏิบัติตามดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันทีตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 10 โจทก์ไม่จำต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์คันพิพาทเป็นรถยนต์ใหม่ มีราคาสูง จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ ให้โจทก์เพียง 12 งวด ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 39,000 บาท เป็นเวลา 18 เดือน เป็นเงิน 702,000 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องเดือนละ 39,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อแต่ไม่เกิน 12 เดือน นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 8 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายดารจันทร์ โกโรวารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประมวล สุขสมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4858/2550
#412833
เปิดฉบับเต็ม

การะกระทำความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองนั้น ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ ทั้งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปกับไม้หวงห้ามแปรรูปของกลางเป็นคนละชนิดและคนละจำนวนกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ 4 จะกระทำความผิดในคราวเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามดังกล่าว ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกร่วมกันมีไม้นนทรี ไม้ติ้ว ไม้โมง อันยังมิได้แปรรูป รวมจำนวน 21 ท่อน ซึ่งเกินกว่า 20 ท่อน ไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเกิน 20 ท่อน ดังที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 69 วรรคสอง (2) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 69 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดอัตราโทษได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 6 จะมิได้ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 6 ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกกับพวกอีกหนึ่งคนเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำไม้ในป่าโสกชัน โดยการเลื่อย ตัด โค่น ไม้ติ้ว ไม้นนทรี ไม้พลวง ไม้โมง จำนวนหลายต้น ไม่ปรากฏจำนวนและปริมาตร ซึ่งไม้ดังกล่าวเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และขึ้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันแปรรูปไม้พลวงภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยการเลื่อยผ่าไม้พลวงจำนวนหนึ่งออกเป็นแผ่น/เหลี่ยม ได้ไม้พลวงแปรรูปจำนวน 17 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 0.34 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิม จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันมีไม้นนทรี ไม้ติ้ว ไม้โมงอันยังมิได้แปรรูป โดยมีไม้นนทรีจำนวน 13 ท่อน ไม้ติ้ว จำนวน 3 ท่อน ไม้โมง จำนวน 5 ท่อน รวมจำนวน 21 ท่อน ซึ่งเกินกว่า 20 ท่อน ปริมาตรรวม 0.487 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายประทับไว้ และจำเลยกับพวกพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม้ดังกล่าวได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันมีไม้พลวงแปรรูป จำนวน 17 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 0.34 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย และจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลอันเป็นเลื่อยโซ่ยนต์ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีไม้แปรรูปในครอบครองจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 32 เดือน จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 16 เดือน ริบของกลาง ศาลลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่มีการปรับ จึงไม่อาจสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 5

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 6 เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 3 เดือน ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 3 เดือน และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต รวมจำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 21 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก (ที่ถูก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6) คนละ 10 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาข้อกฎหมายว่า การกระทำความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท นั้น เห็นว่า ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ ทั้งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปกับไม้หวงห้ามแปรรูปของกลางเป็นคนละชนิดและคนละจำนวนกัน แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะกระทำความผิดในคราวเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกร่วมกันมีไม้นนทรี ไม้ติ้ว ไม้โมง อันยังมิได้แปรรูป รวมจำนวน 21 ท่อน ซึ่งเกินกว่า 20 ท่อน ไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเกิน 20 ท่อน ดังที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 69 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดอัตราโทษได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 6 จะมิได้ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 6 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายอมร พุ่มสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4857/2550
#269470
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร มีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และการพิจารณาว่ากฎหมายบทใดมีโทษหนักกว่ากันให้ถือตามบทที่มีอัตราโทษขั้นสูงกว่าเป็นเกณฑ์ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,030 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 12,120 บาท แต่ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14), 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับคนละ 12,120 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 14 ปี และปรับคนละ 12,120 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 6,060 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้างและบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางซึ่งเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ แล้วบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการแปรรูปไม้ได้จำนวนมากภายในเวลาที่รวดเร็ว ทำการก่นสร้าง แผ้วถางป่า และโค่นล้มไม้พื้นล่าง ไม้ไผ่ ไม้ขนาดเล็ก และไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรงและเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ซึ่งมีค่ายิ่งต่อประเทศชาติ จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากการรับไว้โดยประการใด ๆ และการมีไว้ในความครอบครอง ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสองฐานความผิดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และการพิจารณาว่ากฎหมายบทใดมีโทษหนักกว่ากันให้ถือตามบทที่มีอัตราโทษขั้นสูงกว่าเป็นเกณฑ์ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,030 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 12,120 บาท แต่ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเวลาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ชัดแจ้งว่าเป็นการกระทำความผิดฐานใดในวันเวลาใด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14, 30 วรรคสอง (1) มิใช่เป็นการกระทำความผิดคนละคราวอันจะเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและมีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง บทหนึ่ง มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) บทหนึ่ง และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง บทหนึ่ง และ 31 วรรคสอง (1) อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนกำหนดโทษฐานอื่นซึ่งลดโทษให้แล้ว คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมแล้วจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายศุภชัย ชารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสุชาติ สุทธิปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4857/2550
#410806
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และการพิจารณาว่ากฎหมายบทใดมีโทษหนักกว่ากันให้ถือตามบทที่มีอัตราโทษขั้นสูงกว่าเป็นเกณฑ์ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,030 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 12,120 บาท แต่ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า

ความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเวลาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ชัดแจ้งว่าเป็นการกระทำความผิดฐานใดในวันเวลาใด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) มิใช่เป็นการกระทำความผิดคนละคราวอันจะเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำการเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่รถยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับคนละ 12,120 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 14 ปี และปรับคนละ 12,120 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 6,060 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสี่คนงาน ผู้รับจ้างและบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเลื่อยโซ่รถยนต์ของกลางซึ่งเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่รถยนต์ แล้วบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันใช้เลื่อยโซ่รถยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการแปรรูปไม้ได้จำนวนมากภายในเวลาที่รวดเร็ว ทำการก่นสร้าง แผ้วถางป่าและโค่นล้มไม้พื้นล่าง ไม้ไผ่ ไม้ขนาดเล็ก และไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม้ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและมีค่ายิ่งต่อประเทศชาติ จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุมีศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่รถยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการรับไว้โดยประการใดๆ และการมีไว้ในความครอบครอง ซึ่งเลื่อยโซ่รถยนต์ของกลางมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการกระทำเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสองฐานความผิดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่รถยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือทั้งจำทั้งปรับ และการพิจารณาว่ากฎหมายบทใดมีโทษหนักกว่ากันให้ถือตามบทที่มีอัตราโทษขั้นสูงกว่าเป็นเกณฑ์ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,030 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 12,120 บาท แต่ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่านอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเวลาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ชัดแจ้งว่าเป็นการกระทำความผิดฐานใดในวันเวลาใด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) มิใช่เป็นการกระทำความผิดคนละคราวอันจะเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและมีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง บทหนึ่ง มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) บทหนึ่ง และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง บทหนึ่ง และ 31 วรรคสอง (1) อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนกำหนดโทษฐานอื่นซึ่งลดโทษให้แล้ว คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมแล้วจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฏร์ธานี
จำเลย — นายศุภชัย ชารัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4856/2550
#410994
เปิดฉบับเต็ม

"เลื่อยโซ่ยนต์" ตามคำนิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ หมายความว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อนติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง แต่เลื่อยวงเดือน ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายความว่า เลื่อยชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม มีฟันอยู่โดยรอบจึงเป็นเลื่อยคนละชนิดกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์ระบุชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเลื่อยวงเดือนพร้อมใบเลื่อย มิใช่มีเลื่อยโซ่ยนต์ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพก็ตาม เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดศาลฎีกาต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 3 เดือน และฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คดีนี้ ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ (ค) ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเลื่อยวงเดือน ยี่ห้อมาร์ดีต้า รุ่น 51031 สีเทา พร้อมใบเลื่อยขนาด 12 นิ้ว จำนวน 1 วง อันเป็นเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ตามกฎหมาย และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4, 17 โดยตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีการบรรยายฟ้องว่า ฟันเลื่อยติดกับโซ่ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เห็นว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ตามคำนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 หมายความว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง แต่เลื่อยวงเดือน ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายความว่า เลื่อยชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม มีฟันอยู่โดยรอบ จึงเป็นเลื่อยคนละชนิดกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเลื่อยวงเดือนพร้อมใบเลื่อย มิใช่มีเลื่อยโซ่ยนต์ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพก็ตาม เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดศาลฎีกาต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกา ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งต้นน้ำลำธารและปัจจัยพื้นฐานสำหรับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต หากป่าไม้ถูกทำลายลงย่อมส่งผลกระทบต่อความสมดุลทางธรรมชาติเป็นเหตุให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยหรือความแห้งแล้ง อันนำมาซึ่งความเสียหายสู่มนุษย์และสัตว์อย่างใหญ่หลวง แต่การที่จำเลยทั้งสองกลับเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้งและกระทำความผิดโดยการตั้งโรงงานแปรรูปไม้แล้วทำการแปรรูปไม้แดงซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะได้ไม้แดงแปรรูปเป็นจำนวนเท่าใด ก็นับว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ เป็นผลให้ป่าไม้เสื่อมสภาพลงและยากที่จะทำการฟื้นฟูให้กลับคืนดีได้ดังเดิมนับเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้อย่างหนึ่ง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรงสมควรลงโทษอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันและปราบปรามมิให้มีการกระทำความผิดเช่นนี้อีก แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะไม่เคยทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกโดไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสมพงษ์ ด้วงนี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2550
#272601
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่โจทก์รับจ้างจำเลยทั้งสามว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของนั้นมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (16) ส่วนการเริ่มนับอายุความในการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าว่าความนั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/12 บัญญัติไว้ว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ตกลงกำหนดเวลาชำระค่าจ้างว่าความไว้ ก็ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างว่าความไว้ ก็ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างว่าความถึงกำหนดเมื่อจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งการส่งมอบและรับมอบการงานการที่ทำนั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสามพอใจและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามประสงค์ที่จะให้โจทก์ดำเนินคดีเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีให้แก่จำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้นซึ่งคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จนศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ต้องถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบและจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความแล้ว สิทธิที่โจทก์จะเรียกเอาสินจ้างย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา หาใช่เมื่อคดีถึงที่สุดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์นั้นก็น่าเชื่อว่าโจทก์ทำไปโดยพลการ โจทก์จึงหาอาจยกข้อดังกล่าวขึ้นอ้างได้ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความดำเนินคดีแทนในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1341/2538 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพอากาศกับพวกเป็นจำเลยต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้กองทัพอากาศชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสาม กองทัพอากาศยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2547 ครั้นวันที่ 4 มกราคม 2548 จำเลยทั้งสามในคดีนี้ได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่กองทัพอากาศวางไว้ต่อศาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาค่าว่าความได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามได้รับเงินตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นการส่งมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความอย่างสมบูรณ์ และถือเป็นวันที่คดีถึงที่สุด โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า สัญญาที่โจทก์รับจ้างจำเลยทั้งสามว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของนั้นมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) ส่วนการเริ่มนับอายุความในการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าว่าความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติไว้ว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ตกลงกำหนดเวลาชำระค่าจ้างว่าความไว้ ก็ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างความถึงกำหนดเมื่อจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งการส่งมอบและรับมอบการงานการที่ทำนั้นปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า หลังจากที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสามไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามที่นำสืบว่า ภายหลังจากศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาจำเลยทั้งสามพอใจและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามประสงค์ที่จะให้โจทก์ดำเนินคดีเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีให้แก่จำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้นซึ่งคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จนศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ต้องถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบและจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความแล้ว สิทธิที่โจทก์จะเรียกเอาสินจ้างย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา หาใช่เมื่อคดีถึงที่สุดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์นั้นก็น่าเชื่อว่าโจทก์ทำไปโดยพลการโจทก์จึงหาอาจยกข้อดังกล่าวขึ้นอ้างได้ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (16) ม. 602 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ รัตนผ่องไพ
จำเลย — นายอินทร์สอน พรหมกันธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2550
#410559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (16) โจทก์กับจำเลยไม่ได้ตกลงกำหนดเวลาชำระค่าจ้างว่าความไว้ ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างว่าความถึงกำหนดเมื่อจำเลยได้รับมอบการงานที่ทำแล้วตามป.พ.พ.มาตรา 602 วรรคหนึ่ง จำเลยประสงค์ให้โจทก์ดำเนินคดีเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น เมื่อโจทก์ดำเนินคดีให้แก่จำเลยและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาอันถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบและจำเลยได้รับมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความแล้ว สิทธิที่โจทก์จะเรียกเอาค่าจ้างย่อมเกิดขึ้นทันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2544 จำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งสามในคดีแพ่งหมายเลยดำที่ 1341/2538 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพอากาศกับพวกเป็นจำเลยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 150,000 บาท โดยชำระเมื่อคดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้กองทัพอากาศชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสามในคดีนี้ กองทัพอากาศได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์จึงได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2547 จำเลยทั้งสามในคดีนี้ได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่กองทัพอากาศชดใช้ค่าเสียหายให้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 จึงทำให้คดีถึงที่สุด โจทก์ได้ทวงถามค่าจ้างว่าความตามที่ตกลงไว้กับจำเลยทั้งสามหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสามก็ขอผัดผ่อนเรื่อยมา โจทก์ได้ทำหนังสือทวงถามไปถึงจำเลยทั้งสามอีกครั้ง จำเลยทั้งสามจึงได้จ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ชำระ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามแต่งตั้งให้โจทก์เป็นทนายความในคดีหมายเลขดำที่ 1341/2538 เพื่อดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งสามต่อจากทนายความเดิมจนกว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา ตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 20,000 บาท โดยตกลงจะชำระเมื่อศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา ซึ่งต่อมาเมื่อศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาจำเลยทั้งสามได้จ่ายค่าจ้างจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ทั้งฟ้องโจทก์ก็ขายอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความดำเนินคดีแทนในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1341/2538 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพอากาศกับพวกเป็นจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้กองทัพอากาศชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสามในคดีนี้ กองทัพอากาศยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2547 ครั้นวันที่ 4 มกราคม 2548 จำเลยทั้งสามในคดีนี้ได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่กองทัพอากาศวางไว้ต่อศาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาค่าว่าความได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามได้รับเงินตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นการส่งมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความอย่างสมบูรณ์ และถือเป็นวันที่คดีถึงที่สุด โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า สัญญาที่โจทก์รับจ้างจำเลยทั้งสามว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของนั้นมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) ส่วนการเริ่มนับอายุความในการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าว่าความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192/12 บัญญัติ ไว้ว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ตกลงกำหนดเวลาชำระค่าจ้างว่าความไว้ ก็ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างว่าความถึงกำหนดเมื่อจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งการส่งมอบและรับมอบการงานที่ทำนั้นปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า หลังจากที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสามไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามที่นำสืบว่าภายหลังจากศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาจำเลยทั้งสามพอใจและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามประสงค์ที่จะให้โจทก์ดำเนินคดีเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีให้แก่จำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้นซึ่งคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จนศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ต้องถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบและจำเลยทั้งสามได้รับมอบการงานที่ทำตามสัญญาจ้างว่าความแล้ว สิทธิที่โจทก์จะเรียกเอาสินจ้างย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา หาใช่เมื่อคดีถึงที่สุดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์นั้นก็น่าเชื่อว่าโจทก์ทำไปโดยพลการ โจทก์จึงหาอาจยกข้อดังกล่าวขึ้นอ้างได้ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 อันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/12 ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ รัตนผ่องไพ
จำเลย — นายอินทร์สอน พรหมกับธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4845/2550
#410923
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ และวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ จำเลยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินของจำเลย เมื่อที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลย แม้จะมีการจดทะเบียนให้โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินของจำเลย ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ในการใช้ที่ดินบางส่วนของจำเลยระงับหรือสิ้นสุดไป จำเลยไม่มีสิทธิปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท เป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิใช้ที่ดินของจำเลยฐานเป็นทางจำเป็นซึ่งไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หาได้วินิจฉัยว่าการจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในการชี้สองสถานไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ภาระจำยอมรายพิพาทได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาบันทึกข้อตำลงเรื่องภาระจำยอม จึงมีผลบริบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาผูกพันตามสำเนาบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทตามคำขอของโจทก์ที่แจ้งแก่จำเลยว่าเพื่อให้บริษัทเงินทุนผู้รับจำนองยอมรับจำนองที่ดินของโจทก์เป็นประกันการขอกู้ยืมเงินของโจทก์นั้นวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งจำเลยยังยืนยันว่าบริษัทเงินทุนผู้รับจำนองจะรับจำนองต่อเมื่อที่ดินของโจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมเรื่องทางเดินแล้วเท่านั้น และหลังจากจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทโจทก์ได้จำนองที่ดินไว้แก่บริษัทเงินทุนผู้รับจำนอง แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงวัตถุประสงค์และผลของการจดทะเบียนทางภาระจำยอมว่าเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ที่จะใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม การจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทของจำเลยเป็นการกระทำด้วยใจสมัครและไม่ได้สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงไม่เป็นโมฆะ แม้ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนดังกล่าว ก็หาทำให้ภาระจำยอมที่มีผลบริบูรณ์ตามกฎหมายมาแต่ต้นกลับกลายเป็นโมฆะไม่

เมื่อบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระบุว่าเป็น "ภาระจำยอมเรื่องทางเดิน" ย่อมไม่จำเป็นต้องมีความกว้างถึง 3 เมตร ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ทางภาระจำยอมรายพิพาทกว้าง 3 เมตร โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องใช้รถยนต์ผ่านทางภาระจำยอมรายพิพาท เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นภารยทรัพย์จากที่จดทะเบียนระบุว่าเป็นทางเดิน ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา 1388 และ 1389

ในการชี้สองสถาน เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าสิทธิใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทของโจทก์สิ้นไป เพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นเวลาสิบปีหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็นคำให้การที่ขัดกับคำให้การส่วนอื่น ทนายจำเลยซึ่งมาศาลในวันนั้นไม่ได้แถลงด้วยวาจาคัดค้านการไม่กำหนดประเด็นข้อนี้ ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ทนายจำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลความว่า คำให้การของจำเลยไม่ขัดกัน คดีต้องมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นเวลาสิบปีหรือไม่ด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยขอคัดค้านเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ว่า "คำแถลงของจำเลยเป็นการแถลงคัดค้านเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา มิใช่คำร้องคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนด เพื่อให้ศาลมีคำชี้ขาดใหม่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 183 วรรคท้าย เมื่อทนายจำเลยมาศาลในวันชี้สองสถานด้วยตนเอง แต่เพิ่งยื่นคำแถลงคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดเพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหลังจากศาลทำการชี้สองสถานไปแล้วนานถึง 7 วัน จึงไม่ถือเป็นการแถลงคัดค้านคำสั่งภายในเวลาอันสมควรตาม ป.วิ.พ.มาตรา 226 (2) ยกคำแถลง" วันที่ 22 ตุลาคม 2542 ทนายจำเลยยื่นคำแถลงเพิ่มเติมคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลความว่าจำเลยขอเพิ่มเติมข้อความในคำแถลงคัดค้านของจำเลยฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยขัดกันแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสอบถามจำเลยว่าจำเลยจะเลือกเอาข้อต่อสู้ใดเป็นประเด็น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นโดยไม่สอบถามจำเลยเพื่อให้จำเลยเลือกประเด็นข้อต่อสู้เป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เห็นว่า คำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลยไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 183 วรรคสาม คือไม่ได้ทำเป็นคำร้องและไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดประเด็นเพิ่มเติมตามความเห็นของจำเลย ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งให้จำเลยทำมาใหม่ให้ถูกต้อง หรือมีคำสั่งยกคำแถลงของจำเลยด้วยสาเหตุดังกล่าวได้แต่ศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งเช่นว่านั้นไม่ ทั้งเหตุที่ศาลชั้นต้นอ้างเป็นเหตุยกคำแถลงของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านหลังการชี้สองสถาน 7 วัน ไม่ถือเป็นการคัดค้านคำสั่งศาลในเวลาอันสมควรตาม ป.วิ.พ.มาตรา 226 (2) ก็ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุน เพราะจำเลยอาจยื่นคำร้องคัดค้านได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันชี้สองสถานตาม ป.วิ.พ.มาตรา 183 วรรคสาม และศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นคำแถลงกับไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยยื่นคำแถลงขอเพิ่มเติมคำคัดค้านในภายหลัง ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้ยกคำแถลงของจำเลยเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งเดิมที่ให้ยกคำแถลงฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลยไปแล้ว กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นส่วนนี้เป็นการไม่ถูกต้อง กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลย โดยที่จำเลยยื่นคำแถลงดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันชี้สองสถานซึ่งเป็นวันที่จำเลยอาจยื่นคำร้องคัดค้านได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคสาม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาส่วนนี้ไม่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยปัญหานี้โดยถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยถูกต้องแล้ว

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท จึงขอบังคับจำเลยให้เปิดทางภาระจำยอมรายพิพาทจำเลยให้การตอนแรกว่า จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทให้แก่โจทก์จริง แต่ปฏิเสธว่าโจทก์อ้างสิทธิทางภาระจำยอมรายพิพาทไม่ได้เพราะการจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นโมฆะ คำให้การของจำเลยตอนหลังที่ว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ภาระจำยอมรายพิพาทจึงสิ้นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 1399 หาได้ขัดกับคำให้การก่อนหน้านั้นไม่ เพราะข้อเท็จจริงอาจเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือนอกจากการจดทะเบียนทางภาระจำยอมจะตกเป็นโมฆะแล้ว ภายหลังต่อมาโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมเป็นเวลาสิบปี ภาระจำยอมดังกล่าวย่อมสิ้นไป ผลแห่งคำให้การของจำเลยดังกล่าวคงมีแต่เพียงว่า หากศาลฟังว่าการจดทะเบียนทางภาระจำยอมเป็นโมฆะตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีในตอนแรกแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอ้างภาระจำยอมมาบังคับจำเลย ปัญหาว่าภาระจำยอมสิ้นไปเพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นเวลาสิบปีหรือไม่ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจดทะเบียนยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4953 ของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวจากด้านทิศเหนือจดทิศใต้ตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินของที่ดินโฉนดเลขที่ 16016 ของโจทก์ เนื่องจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16016 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยทำรั้วปิดกั้นทางภาระจำยอมอันเป็นทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยไม่ให้โจทก์ใช้สอย โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอม จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4953 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวทางด้านทิศเหนือจดทิศใต้และให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกจากทางภาระจำยอม หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สมัครใจหรือมีเจตนาทำบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม ความจริงโจทก์แจ้งแก่จำเลยว่าโจทก์ประสงค์จะจำนองที่ดินของโจทก์ตามฟ้องเป็นประกันการกู้ยืมเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกพาณิชย์ทรัสท์ จำกัด เพื่อนำเงินมาก่อสร้างบ้าน บริษัทเงินทุนดังกล่าวจะรับจำนองต่อเมื่อจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ โจทก์จึงขอให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมแก่โจทก์ หากโจทก์ไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนดังกล่าวแล้วก็จะจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอม โจทก์และจำเลยต่างไม่มีเจตนาผูกพันตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมดังกล่าว เพียงแต่ต้องการให้บริษัทเงินทุนดังกล่าวรับจำนองที่ดินของโจทก์เท่านั้น โจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 การจดทะเบียนภาระจำยอมจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม และไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมตั้งแต่วันทำบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปี 6 เดือน คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ที่บัญญัติว่า ภาระจำยอมนั้นถ้ามิได้ใช้สิบปี ท่านว่าย่อมสิ้นไป อนึ่งโจทก์จำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมกว้าง 1 เมตร โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมกว้าง 3 เมตร เป็นการไม่ชอบขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายจตุรงค์ ปราณีต ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4953 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวจากทิศเหนือจดทิศใต้ของที่ดินและให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกจากทางภาระจำยอมเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16016 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี สู่ทางสาธารณะ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในประเด็นว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมรายพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ ชอบด้วยกำหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมเรื่องการเดินแก่ที่ดินของโจทก์จำเลยปิดทางภาระจำยอม จึงขอบังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอม จำเลยให้การว่าบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมเป็นโมฆะเพราะจำเลยไม่สมัครใจหรือมีเจตนาทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่และวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ จำเลยอุทธรณ์คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินของจำเลย เมื่อที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลย ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ในการใช้ที่ดินบางส่วนของจำเลยระงับหรือสิ้นสุดไป จำเลยไม่มีสิทธิปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท เป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิใช้ที่ดินของจำเลยฐานเป็นทางจำเป็นซึ่งไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หาได้วินิจฉัยว่าการจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในการชี้สองสถานไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี ฎีกาของจำเลยไม่ได้มีคำขอใด ๆ ในข้อนี้ และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทนี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยใหม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ภาระจำยอมรายพิพาทได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม จึงมีผลบริบูรณ์ตามกฎหมาย ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาผูกพันตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม แต่จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทตามคำขอของโจทก์ที่แจ้งแก่จำเลยว่าเพื่อให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกพาณิชย์ทรัสท์ จำกัด ยอมรับจำนองที่ดินของโจทก์เป็นประกันการขอกู้ยืมเงินของโจทก์นั้น วัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งจำเลยยังยืนยันว่าบริษัทเงินทุนผู้รับจำนองจะรับจำนองที่ดินของโจทก์ต่อเมื่อที่ดินของโจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมเรื่องทางเดินแล้วเท่านั้น และหลังจากจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทโจทก์ได้จำนองที่ดินไว้แก่บริษัทเงินทุนดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงวัตถุประสงค์และผลของการจดทะเบียนทางภาระจำยอมว่าเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ที่จะใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม การจดทะเบียนภาระจำยอมรายพิพาทของจำเลยเป็นการกระทำด้วยใจสมัคร และไม่ได้สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆะ ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าต่อมาภายหลังโจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนดังกล่าวก็หาทำให้ภาระจำยอมที่มีผลบริบูรณ์ตามกฎหมายมาแต่ต้นกลับกลายเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิใช้ที่ดินของจำเลยเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ทางภาระจำยอมรายพิพาทมีความกว้าง 1 เมตร ตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีหรือไม่ ประเด็นปัญหาข้อนี้โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าทางภาระจำยอมรายพิพาทมีความกว้าง 3 เมตร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง พยานโจทก์มีตัวโจทก์ปากเดียวที่เบิกความว่าจำเลยตกลงจดทะเบียนทางภาระจำยอมกว้าง 3 เมตร ให้โจทก์เป็นทางเข้าออกแต่โจทก์เบิกความรับว่าในการจดทะเบียนทางภาระจำยอมไม่ได้ระบุความกว้างของทางภาระจำยอม โดยบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมที่จดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ระบุความว่า ที่ดินของจำเลย "ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดินของที่ดิน" ของโจทก์ ไม่ได้ระบุเกี่ยวกับความว้างของทางเดินภาระจำยอมแต่อย่างใด กับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ด้วยว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยบอกกล่าวให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท หนังสือดังกล่าวระบุว่าทางภาระจำยอมรายพิพาทมีความก้าง 4 เมตร ต่างกับที่โจทก์เบิกความอ้างว่า จำเลยตกลงให้ทางภาระจำยอมกว้าง 3 เมตร พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้จึงรับฟังเป็นมั่นคงไม่ได้ เมื่อบันทึกข้อตกลงเรื่องภารจำยอม ระบุว่าเป็น "ภาระจำยอมเรื่องทางเดิน" ย่อมไม่จำเป็นต้องมีความกว้างถึง 3 เมตร ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าทางภาระจำยอมรายพิพาทมีความกว้าง 1 เมตร มีเหตุผลมากกว่าข้ออ้างและพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ทางภาระจำยอมรายพิพาทกว้าง 3 เมตร โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องใช้รถยนต์ผ่านทางภาระจำยอมรายพิพาท เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นภารยทรัพย์จากที่จดทะเบียนระบุว่าเป็นทางเดิน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และ 1389 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าสิทธิใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทของโจทก์สิ้นไปเพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นเวลาสิบปีหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกจากจะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งคู่ความจะอุทธรณ์ฎีกาได้ต่อเมื่อได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม ยังบัญญัติว่า "คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้องโดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226" ซึ่งหมายความว่าคู่ความต้องคัดค้านด้วยวาจาต่อศาลในขณะชี้สองสถานหรือคัดค้านด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทและศาลชั้นต้นต้องชี้ขาดการแถลงคัดค้านด้วยวาจาหรือคำร้องคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดเป็นประการใดแล้ว จึงให้คู่ความคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดเป็นประการใดแล้ว จึงให้คู่ความคัดค้านคำชี้ขาดนั้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไป ตามมาตรา 226 คู่ความที่จะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 183 วรรคสาม ก่อนด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการชี้สองสถานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าสิทธิใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทของโจทก์สิ้นไปเพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นเวลาสิบปีหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็นคำให้การที่ขัดกับคำให้การส่วนอื่น ทนายจำเลยซึ่งมาศาลในวันนั้นไม่ได้แถลงด้วยวาจาคัดค้านการไม่กำหนดประเด็นข้อนี้ ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ทนายจำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลความว่า คำให้การของจำเลยไม่ขัดกัน คดีต้องมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นเวลาสิบปีหรือไม่ด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยขอคัดค้านเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ว่า "คำแถลงของจำเลยเป็นการแถลงคัดค้านเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา มิใช่คำร้องคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนด เพื่อให้ศาลมีคำชี้ขาดใหม่ตาม ป.วิ.พ.183 วรรคท้าย เมื่อทนายจำเลยมาศาลในวันชี้สองสถานด้วยตนเอง แต่เพิ่งยื่นคำแถลงคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดเพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหลังจากศาลทำการชี้สองสถานไปแล้วนานถึง 7 วัน จึงไม่ถือเป็นการแถลงคัดค้านคำสั่งศาลภายในเวลาอันสมควรตาม ป.วิ.พ.226 (2) ยกคำแถลง" วันที่ 22 ตุลาคม 2542 ทนายจำเลยยื่นคำแถลงเพิ่มเติมคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลความว่า จำเลยขอเพิ่มเติมข้อความในคำแถลงคัดค้านของจำเลยฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยขัดกันแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสอบถามจำเลยว่าจำเลยจะเลือกเอาข้อต่อสู้ใดเป็นประเด็น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นโดยไม่สอบถามจำเลยเพื่อให้จำเลยเลือกประเด็นข้อต่อสู้เป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เห็นว่า คำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลยไม่เป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 183 วรรคสาม คือไม่ได้ทำเป็นคำร้องและไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดประเด็นเพิ่มเติมตามความเห็นของจำเลย ศาลชั้นต้นอาจมีคำส่งให้จำเลยทำมาใหม่ให้ถูกต้องหรือมีคำสั่งยกคำแถลงของจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวได้ แต่ศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งเช่นว่านั้นไม่ ทั้งเหตุที่ศาลชั้นต้นอ้างเป็นเหตุยกคำแถลงของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านหลังการชี้สองสถาน 7 วัน ไม่ถือเป็นการคัดค้านคำสั่งศาลในเวลาอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 (2) ก็ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุน เพราะจำเลยอาจยื่นคำร้องคัดค้านได้ภายใน 7 วันนับแต่วันชี้สองสถาน ตามมาตรา 183 วรรคสาม และศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นคำแถลงกับไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยยื่นคำแถลงขอเพิ่มเติมคำคัดค้านในภายหลัง ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้ยกคำแถลงของจำเลยเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งเดิมที่ให้ยกคำแถลงฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลยไปแล้ว กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นส่วนนี้เป็นการไม่ถูกต้อง กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำแถลงคัดค้านำคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ของจำเลยโดยที่จำเลยยื่นคำแถลงดังกล่าวภายใน 7 วันนับแต่วันชี้สองสถานซึ่งเป็นวันที่จำเลยอาจยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามมาตรา 183 วรรคสาม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาส่วนนี้ไม่ถูกต้องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยปัญหานี้โดยถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยถูกต้องแล้ว

พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท จึงขอบังคับจำเลยให้เปิดทางภาระจำยอมรายพิพาท จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทให้แก่โจทก์จริง แต่ปฏิเสธว่าโจทก์อ้างสิทธิทางภาระจำยอมรายพิพาทไม่ได้เพราะการจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทเป็นโมฆะ คำให้การของจำเลยตอนหลังที่ว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีภาระจำยอมรายพิพาทจึงสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 หาได้ขัดกับคำให้การก่อนหน้านั้นไม่ เพราะข้อเท็จจริงอาจเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือนอกจากการจดทะเบียนทางภาระจำยอมจะตกเป็นโมฆะแล้ว ภายหลังต่อมาโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมเป็นเวลาสิบปี ภาระจำยอมดังกล่าวย่อมสิ้นไป ผลแห่งคำให้การของจำเลยดังกล่าวคงมีแต่เพียงว่าหากศาลฟังว่าการจดทะเบียนทางภาระจำยอมเป็นโมฆะตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีในตอนแรกแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิอ้างภาระจำยอมมาบังคับจำเลย ปัญหาว่าภาระจำยอมสิ้นไปเพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นเวลาสิบปีหรือไม่ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี คำให้การจำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทแก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะนำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่บริษัทเงินทุน หากโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองแล้ว โจทก์จะจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอม หลังจากจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทแล้วโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์แก่บริษัทเงินทุน และโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 ดังนี้ เห็นได้ว่า โจทก์ใช้ทางภาระจำยอมตามที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ตกลงกับจำเลยตลอดมาหลังจากมีการจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาท หาใช่ว่าโจทก์ไม่ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทนับแต่วันจดทะเบียนทางภาระจำยอมรายพิพาทมาตลอดมาดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไม่ และหากรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่าหลังจากโจทก์ไถ่ถอนจำนองจากบริษัทเงินทุนแล้วโจทก์ไม่ได้ใช้ทางภาระจำยอมรายพิพาทตลอดมาดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดี นับถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ถึงสิบปีสิทธิในทางภาระจำยอมรายพิพาทของโจทก์จึงยังไม่สิ้นไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางภาระจำยอมรายพิพาทกว้าง 1 เมตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 156 ม. 1388 ม. 1389 ม. 1399
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีสุข คุ้มทรัพย์หรือจิตพัฒนกุล
จำเลย — นางนิด คุ้มทรัพย์หรือปราณีต
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ไพโรจน์ วายุภาพ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4832/2550
#410517
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยถมดินและปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยขอเช่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า และจะยอมรื้อถอนออกไปเมื่อโจทก์ต้องใช้ประโยชน์ แต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนโรงเรือนออกไปภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด ขอให้ศาลบังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่เป็นการเช่าที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้าน ที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านมีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางเมตร อยู่นอกเขตที่ดินที่เช่าและนอกเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินที่จำเลยครอบครองจึงไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกับเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่มีผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

จำเลยให้การตอนแรกว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่เป็นการเช่าที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านและเป็นการเช่าที่ดินเนื้อที่เพียง 5 ตารางวา มิใช่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาทางราชการได้ขยายเขตถนนสาธารณะครอบที่ดินที่เช่าทั้งหมด สัญญาประนีประนอมยอมความจึงสิ้นผลบังคับไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านมีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา อยู่นอกเขตที่ดินที่เช่าและนอกเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยให้การในตอนหลังว่า ถึงอย่างไรจำเลยก็ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี หากศาลจะฟังว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คำให้การของจำเลยในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขัดแย็งกันไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ ศาลจำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม 2536 จำเลยถมดินลูกรังและปลูกโรงเรือนเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 5317 ของโจทก์ทางด้านทิศใต้เป็นเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยขอเช่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวในอัตราค่าเช่าปีละ 300 บาท โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า หากโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยจะรื้อถอนโรงเรือนที่รุกล้ำออกไปและให้ถือว่าสัญญาเป็นอันระงับ ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ต่อมาโจทก์ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์สามารถนำที่ดินดังกล่าวออกให้บุคคลอื่นเช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 จริง แต่เป็นการเช่าที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 และเป็นการเช่าที่ดินเนื้อที่เพียง 5 ตารางวา มิใช่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาปี 2543 ทางราชการได้ขยายเขตถนนสาธารณะครอบที่ดินที่เช่าทั้งหมด ทำให้ที่ดินที่เช่าสิ้นสภาพที่จำเลยจะใช้ประโยชน์จากการเช่าต่อไป สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับจำเลยตามสัญญาดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 มีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา ราคาประมาณ 60,000 บาท อยู่นอกเขตที่ดินที่เช่าและนอกเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้หากศาลจะฟังว่าเป็นที่ดินที่อยู่ในโฉนดที่ดินตามฟ้องของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับจำเลยตามฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นที่จะให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบ จึงให้งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5317 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายกของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยถมดินลูกรังและปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 5317 ตำบลดงลคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยจำเลยขอเช่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวในอัตราค่าเช่าปีละ 300 บาท โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า และจะยอมรื้อถอนโรงเรือนที่รุกล้ำออกไปเมื่อโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนโรงเรือนออกไปภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจริง แต่เป็นการเช่าที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา อยู่นอกเขตที่ดินที่เช่าและนอกเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินที่จำเลยครอบครองดังที่ให้การต่อสู้จึงหาได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องไม่ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินดังกล่าวมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากินกว่า 10 ปี ก็หามีผลทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" จำเลยให้การตอนแรกว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 จริง แต่เป็นการเช่าที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 และเป็นการเช่าที่ดินเนื้อที่เพียง 5 ตารางวา มิใช่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาปี 2543 ทางราชการได้ขยายเขตถนนสาธารณะครอบที่ดินที่เช่าทั้งหมด ทำให้ที่ดินที่เช่าสิ้นสภาพที่จำเลยจะใช้ประโยชน์จากการเช่าต่อไป สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับจำเลยตามสัญญาดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินที่จำเลยครอบครองและปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา อยู่นอกเขตที่ดินที่เช่าและนอกเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การในตอนหลังว่า ถึงอย่างไรจำเลยก็ครอบครองที่ดินที่ปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 อันเป็นที่ดินพิพาทด้วยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี หากศาลจะฟังว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คำให้การของจำเลยในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขัดแย้งกันเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่คำให้การของจำเลยดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิงว่า ที่ดินที่เช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีเนื้อที่เพียง 5 ตารางวา มิใช่ประมาณ 80 ตารางวา ที่ดินที่ปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นผลผูกพันแล้ว คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์มีเนื้อที่เพียงใด ที่ดินที่ปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 อยู่ในที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวยังมีผลผูกพันคู่กรณีหรือไม่ ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่าที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์มีเนื้อที่เพียงใด ที่ดินที่ปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 อยู่ในที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวยังมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่หรือไม่ ศาลจำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องนำสืบ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานใหม่เฉพาะในประเด็นที่ว่า ที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์มีเนื้อที่เพียงใด ที่ดินที่ปลูกบ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 อยู่ในที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามสำเนาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ยังมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่หรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำรวย ศรีประยูร
จำเลย — นายสมบัติ นาคมมงคล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4827/2550
#268095
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอตามมาตรา 90 ได้ หากการจับไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลตามกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ต่อไป

ทรัพย์สินซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องนั้น ก็มิใช่กรณีที่จะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 เช่นกัน ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2550)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 ร้อยตำรวจโทไตรรัตน์ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน จับกุมนางรุ่งทิวา ผู้ร้อง ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และยึดเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์จำนวน 8 ชุด และต่อมาพันตำรวจโทสุรวุฒิ พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวผู้ร้องไว้ทำการสอบสวน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ร้องโดยไม่มีหมายจับโดยอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายเพื่อยอมความ 150,000 บาท และยอมลดลงเหลือ 30,000 บาท ผู้ร้องไม่ยอมชำระจึงถูกควบคุม แต่ผู้ร้องได้ขอปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวน ขณะผู้ร้องถูกจับยังไม่มีผู้ใดเล่นเกมของผู้เสียหาย จึงมิใช่ความผิดซึ่งหน้าที่จะจับโดยมิต้องขอหมายจับจากศาล การจับไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจควบคุมและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยผู้ร้องและมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนคืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยผู้ร้องจากการควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจและปล่อยทรัพย์ของกลางที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตามมาตรา 90 ได้อีกต่อไป หากการจับเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้อง ด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ต่อไป สำหรับทรัพย์สินซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องนั้น ก็มิใช่กรณีที่จะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางรุ่งทิวา รุจิปิยนนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4827/2550
#410867
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะยาวเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้วโดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะยื่นคำร้องแล้วผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตามมาตรา 90 ได้อีกต่อไป หากการจับเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ต่อไป สำหรับทรัพย์สินซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกำหมายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องนั้น ก็มิใช่กรณีที่จะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 90 ได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง

(ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากร้อยตำรวจโทไตรรัตน์ เพ็งนู กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน จับกุมนางรุ่งทิวา รุจิปิยนนท์ ผู้ร้อง ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และยึดเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์จำนวน 8 ชุด และต่อมาพันตำรวจโทสุรวุฒิ บุญเกิด พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวผู้ร้องไว้ทำการสอบสวน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ร้องโดยไม่มีหมายจับโดยอ้างว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายเพื่อยอมความ 150,000 บาท และยอมลดลงเหลือ 30,000 บาท ผู้ร้องไม่ยอมชำระจึงถูกควบคุม แต่ผู้ร้องได้ขอปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวน ขณะผู้ร้องถูกจับยังไม่มีผู้ใดเล่นเกมของผู้เสียหาย จึงมิใช่ความผิดซึ่งหน้าที่จะจับโดยมิต้องขอหมายจับจากศาล การจับไม่ชอบด้วยกฎหมายพนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจควบคุมและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยผู้ร้องและมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนคืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยผู้ร้องจากการควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจและปล่อยทรัพย์ของกลางที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตามมาตรา 90 ได้อีกต่อไป หากการจับเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ต่อไป สำหรับทรัพย์สินซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องนั้น ก็มิใช่กรณีที่จะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางรุ่งทิวา รุจิปิยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4826/2550
#268060
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในบันทึกประจำวันผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายจะแจ้งเฉพาะชื่อและที่อยู่ของตน รวมทั้งการที่ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายได้แจ้งด้วยวาจาเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ถึงสถานที่ที่ความผิดเกิด และเมื่อจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว ผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายได้ให้การเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด ความเสียหายที่ได้รับ และชื่อผู้กระทำผิด ถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายที่มีรายละเอียดครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบด้วยมาตรา 123 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 69, 75, 76 ริบของกลางทั้งหมด และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนเจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า บริษัท อาร์ เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ไว้โดยชอบแล้วหรือไม่ คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้มีการร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 120 เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีสมควรพนักงานสอบสวนและนายชาญชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 นายชาญชัยมาแจ้งความร้องทุกข์ว่า มีการละเมิดลิขสิทธิ์ พันตำรวจตรีสมควรจึงลงบันทึกประจำวันไว้ตามบันทึกประจำวัน เมื่อพิเคราะห์ข้อความบันทึกประจำวันระบุว่า "นายชาญชัย อายุ 40 ปี ที่อยู่ 369 ซอยอ่อนนุช 49 แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท อาร์ เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ให้มาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในเขตพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางให้ถึงที่สุด" และลงชื่อนายชาญชัยผู้แจ้งพันตำรวจตรีสมควร พนักงานสอบสวนผู้บันทึกประจำวันดังกล่าวได้ระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์แล้ว ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่า ตามบันทึกประจำวันดังกล่าวพันตำรวจตรีสมควรได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการทำบันทึกคำร้องทุกข์เกี่ยวกับลักษณะแห่งพฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 และไม่ปรากฏว่าต่อมาพนักงานสอบสวนได้จัดให้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 125 จึงไม่พอฟังว่ามีการร้องทุกข์ไว้แล้วนั้น เห็นว่า นอกจากบันทึกประจำที่ระบุว่าผู้เสียหายมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในเขตพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางแล้ว นายชาญชัยยังได้แจ้งด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้พันตำรวจตรีสมควรทราบว่า เหตุละเมิดลิขสิทธิ์เกิดที่ร้านไม่มีชื่อ หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อแฮ้ว อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อจับกุมจำเลยพร้อมด้วยของกลาง พันตำรวจตรีสมควรได้สอบปากคำนายชาญชัยผู้ร้องทุกข์ไว้โดยละเอียดตามคำให้การนายชาญชัยที่บันทึกไว้ว่า "ผู้เสียหายสืบทราบว่า ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าล้อ ตำบลบ่อแฮ้ว อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ลักลอบนำแผ่นวีดีโอซีดีคาราโอเกะซึ่งผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ออกเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายชาญชัยได้ไปที่ร้านเกิดเหตุซึ่งมีนางกฤติกาเป็นเจ้าของร้านและทางร้านได้เปิดเพลง "ขอเลวแค่นี้" นายชาญชัยจึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางกฤติกา (จำเลย) พร้อมด้วยของกลางแผ่นวีดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเป็นของกลาง" บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนนายชาญชัยได้กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดตลอดจนชื่อผู้กระทำผิดแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายที่มีรายละเอียดครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ประกอบด้วยมาตรา 123 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อฟังว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ไว้โดยชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้พิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่เสียก่อน

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางกฤติกา กิณีศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2550
#412993
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็ฟ้องขอให้บังคับอีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชำระหนี้โดยอ้างสัญญากู้ยืมเงิน และบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันก็ตาม แต่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26197/2541 นั้น โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ผิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันทำให้โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ไม่สามารถนำโฉนดที่ดินไปให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบประทับตราอนุญาตให้จัดสรรที่ดินและโอนให้แก่ผู้ซื้อได้ ส่วนในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 กับพวก รับผิดชำระเงินที่กู้ยืมคืนโจทก์โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ชำระเงินที่กู้ยืมคืนภายในกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26197/2541 กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 128,576,091.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 109,121,671.95 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างและยึดหุ้นสามัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 14 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 12 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาต่างๆ ดังกล่าวตลอดมาแต่โจทก์กลับเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ที่ 10 ที่ 13 และที่ 14 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2540 ลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 8 ที่ 10 ที่ 13 และที่ 14 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำหุ้น ลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม การบังคับจำนำก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การว่า สัญญาจำนำหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 11 ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 11 แต่หากต้องรับผิดก็รับผิดเฉพาะในฐานะผู้จำนำเท่านั้น หาต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดไม่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 9 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องว่าได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาผิดสัญญาปรากฏตามคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26197/2541 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2540 ขอให้บังคับจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระเงิน 70,148,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้ดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 246313 ถึง 246332, 246334 ถึง 246351 และ 246352 ถึง 246387 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว เพื่อตรวจสอบและประทับตราอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน เมื่อดำเนินการแล้วก็ให้เป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ กับให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) รับชำระเงินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นรายแปลงรวมเป็นเงิน 131,229,000 บาท เมื่อชำระเงินครบ 109,121,671.95 บาท แล้ว ให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) คืนโฉนดที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ให้การในทำนองว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินในส่วนที่ 3 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 246313 ถึง 246332 และ 246334 ถึง 246351 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เมื่อโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ได้ออกเช็คตามจำนวนเงินและเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันให้แก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) แล้ว และให้ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินในส่วนที่ 4 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 246352 ถึง 246387 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เมื่อโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันแล้ว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เมื่อดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองแล้วให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เพื่อดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบและประทับตราอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อดำเนินการแล้วให้โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ยึดถือไว้ และเมื่อโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ชำระเงินตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินอันเป็นหลักประกันสำหรับที่ดินตามโฉนดแปลงใดก็ให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) อุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามลำดับ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็ฟ้องขอให้บังคับอีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชำระหนี้โดยอ้างสัญญากู้ยืมเงิน และบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันก็ตาม แต่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26197/2541 นั้น โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ผิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงปลอดจำนองที่ดินหลักประกันทำให้โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ไม่สามารถนำโฉนดที่ดินไปให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบประทับตราอนุญาตให้จัดสรรที่ดินและโอนให้แก่ผู้ซื้อได้ ส่วนในคดีโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดชำระเงินที่กู้ยืมคืนโจทก์โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 กับพวกไม่ชำระเงินที่กู้ยืมคืนภายในกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26197/2541 กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกันนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่า ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาที่คู่ความทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกันให้ครบถ้วน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นอื่นซึ่งยังไม่ได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน)
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท 101 ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4814/2550
#410859
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ดังนั้นการที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จึงมีผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ที่โจทก์อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการ แต่คงมีผลเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่โจทก์หมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ และหนี้นั้นหาได้ระงับหมดสิ้นไปไม่ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งอาจต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในมูลละเมิดต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย และบทบัญญัติใน ป.พ.พ.ว่าด้วยเรื่องประกันภัยค้ำจุน การที่จำเลยที่ 1 หลุดพ้น ไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้

ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 113,450 บาท เกินไป 113,250 บาทและจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 113,451 บาท เกินไป 113,251 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,538,043.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,197,034.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ บริษัทผู้เอาประกันภัยทั้งสามไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุเกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทผู้เอาประกันภัยทั้งสามไม่เกี่ยวพันกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 มีผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 จะร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยในทรัพย์สินของบริษัทผู้เอาประกันภัยทั้งสาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบุคคลภายนอกมีระยะเวลาคุ้มครองความเสียหายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2543 ระหว่างอายุสัญญาการรับประกันภัยของโจทก์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2542 โรงกลั่นน้ำมันของจำเลยที่ 1 เกิดเพลิงไหม้และระเบิด ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และตั้งบริษัทวิภาวดี แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 4 พ.ศ. 2541 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ดังนั้น การที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จึงมีผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ที่โจทก์อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการ แต่คงมีผลเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่โจทก์หมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ และหนี้นั้นหาได้ระงับหมดสิ้นไปไม่ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งอาจต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในมูลละเมิดต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย และบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องประกันภัยค้ำจุน การที่จำเลยที่ 1 หลุดพ้นไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อพิพาทในชั้นนี้เป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 113,450 บาท เกินไป 113,250 บาท และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 113,451 บาท เกินไป 113,251 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยออยส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สุรพล เจียมจูไร
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ