คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4701/2550
#410487
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชำระเงินมัดจำค่าที่ดินแก่จำเลย แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีแพ่งซึ่งผู้ร้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพราะเหตุเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นอีกคดีหนึ่งจะถึงที่สุด ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตามขอ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293 วรรคท้าย แต่คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจึงมีสิทธิเข้าจัดการกับสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้ร้องดังกล่าวได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 311 แม้ผู้ร้องจะได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งซึ่งมีมูลมาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายเดียวกัน และสามารถนำหนี้ทั้งสองคดีมาหักกลบลบกันได้ โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยได้เพราะมาตรา 311 วรรคสาม บัญญัติว่า คำสั่งอายัดนั้น อาจออกให้ได้ไม่ว่าหนี้ของบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินมัดจำค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยซึ่งนางสาวสุภา ธนวิภารัตน์ ผู้ร้องจะต้องชำระให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดให้ตามขอแต่ผู้ร้องไม่ส่งเงินตามกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกผู้ร้องมาไต่สวนและบังคับให้ส่งเงินตามอายัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดมีนบุรีงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2910/2541 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งจะถึงที่สุดและศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตามที่ผู้ร้องขอ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเพิกถอนหนังสืออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ และ 311 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชำระเงินมัดจำค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2910/2541 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งผู้ร้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพราะเหตุเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นอีกคดีหนึ่งจะถึงที่สุด ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งให้งดการบังคับไว้ตามขอ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า โจทก์ขอให้อายัดเงินมัดจำค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้ร้องตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรีได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีจะมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2539 ให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำขอของผู้ร้องและคำสั่งศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นอันถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคท้าย ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวก็มีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีนั้นเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจึงมีสิทธิเข้าจัดการกับสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้ร้องดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 311 โดยวิธีขอให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีออกคำสั่งอายัดไว้ แล้วแต่กรณี และแม้ผู้ร้องจะได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2910/2541 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งข้อพิพาทในคดีดังกล่าวและในคดีแพ่งหมายแดงที่ 1565/2539 จะมีมูลมาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรายเดียวกัน และสามารถนำหนี้ทั้งสองคดีมาหักกลบลบกันได้ก็ตาม โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าวได้เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสาม บัญญัติว่า คำสั่งอายัดนั้น อาจออกให้ได้ไม่ว่าหนี้ของบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขหรือว่าได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293 ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง พันธ์รอด
ผู้ร้อง — นางสาวสุภา ธนวิภารัตน์
จำเลย — นายสมิทธิ์ ทิพย์ลือพร
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2550
#272557
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่าขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้ง ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

การที่จำเลยนำสืบว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และ ถ. มิใช่เป็นการนำสืบว่าจำเลยแย่งการครอบครอง และแม้ว่าคำให้การของจำเลยจะไม่มีประเด็นนำสืบว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และ ถ. เนื่องจากจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้อย่างไรก็ตาม แต่การที่จำเลยให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เท่ากับเป็นการให้การปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้อง โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงต้องฟังว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน และได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367

ฟ้องแย้งนอกจากจะต้องเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมอย่างไร รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อเช่นว่านั้นแล้ว ยังต้องมีคำขอบังคับ คือจะให้ศาลบังคับโจทก์ให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างไรในเรื่องที่ถูกโต้แย้งสิทธินั้นด้วยตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง และมาตรา 177 วรรคสาม คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งโดยเพียงแต่ขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท มิใช่คำขอให้บังคับโจทก์ทั้งเป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยได้ตามฟ้องเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาเมื่อช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดิน จำเลยคัดค้านว่าได้แย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์บางส่วน และปรากฏว่าจำเลยบุกรุกเข้ามาปรับพื้นที่เพื่อทำไร่ทำนาในที่ดินของโจทก์บางส่วนดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2502 และได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อความในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตามฟ้องไม่ตรงกับความจริงและเป็นเอกสารปลอม โจทก์ทราบและยอมรับตลอดมาว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สามีโจทก์กู้ยืมเงินจำนวนและให้จำเลยเข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย โจทก์ไม่เคยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยไม่ได้ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเอง แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตามฟ้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนพื้นที่สีเขียวตามแผนที่วิวาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายบางเขน พารา ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้แจ้งการครอบครองที่ดิน แต่จำเลยคัดค้านว่าที่ดินที่โจทก์นำรังวัดบางส่วนเป็นของจำเลย คือที่ดินพิพาทที่เป็นพื้นที่สีเขียวในแผนที่วิวาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) มิใช่รับฟังไม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เห็นว่า ตามแผนที่วิวาทที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จัดทำขึ้นโดยให้โจทก์และจำเลยนำชี้ ปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตและเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งว่าแผนที่วิวาทที่ได้นำชี้ให้จัดทำขึ้นนั้นไม่ถูกต้อง ทั้งจำเลยก็เบิกความรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมี ส.ค.1 เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่าขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้ง ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าเมื่อ 30 ถึง 40 ปีก่อน นายถึง พารา สามีโจทก์กู้ยืมเงินจำเลย 3,000 บาท และมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าทำกินต่างดอกเบี้ย พยานโจทก์คงมีแต่จ่าสิบตำรวจบุญชื่น พารา บุตรโจทก์เบิกความลอยๆ ปากเดียว โดยอ้างว่าทราบเรื่องมาจากโจทก์ แต่ตัวโจทก์เองกลับมิได้เบิกความถึงข้ออ้างดังกล่าว ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานก็ปรากฏว่าจ่าสิบตำรวจบุญชื่นเพิ่งไปเจรจาเสนอใช้เงินให้แก่ฝ่ายจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านไผ่ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 อันเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์แล้ว โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมานำสืบว่าก่อนหน้านั้นโจทก์เคยอ้างว่าจำเลยเข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย และหากจำเลยเพียงแต่เข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยจริง ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งที่โจทก์ซึ่งเจ้าของที่ดินจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานาน 30 ถึง 40 ปี โดยไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่าเป็นเพราะความเป็นญาติยังไม่เป็นเหตุผลที่พอรับฟัง โดยเฉพาะข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยเข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยนี้ก็ขัดกับคำฟ้องของโจทก์ที่ตั้งเรื่องฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จึงไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ แต่กลับเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมานานหลายสิบปี ส่วนที่โจทก์นำสืบถึงการเสียภาษีบำรุงท้องที่นั้น ลำพังใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ที่โจทก์อ้างส่งเป็นหลักฐานยังไม่พอรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักพอหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่เป็นคุณอยู่แก่จำเลยดังกล่าวข้างต้นได้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยนำสืบนอกประเด็น เพราะคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องการซื้อขายหรือการแย่งการครอบครองที่ดินนั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำสืบว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และนายถึงมิใช่เป็นการนำสืบว่าจำเลยแย่งการครอบครองดังที่โจทก์ฎีกา และแม้ว่าคำให้การของจำเลยจะไม่มีประเด็นนำสืบว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์และนายถึง เนื่องจากจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้อย่างไรก็ตาม แต่การที่จำเลยให้การว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เท่ากับเป็นการให้การปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้อง โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงต้องฟังว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน และได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่ว่าจำเลยนำสืบเรื่องการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นพิรุธหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฟ้องแย้งนอกจากจะต้องเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมอย่างไรรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ยังต้องมีคำขอบังคับ คือจะให้ศาลบังคับโจทก์ให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างไรในเรื่องที่ถูกโต้แย้งสิทธินั้นด้วย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง และมาตรา 177 วรรคสาม คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งโดยเพียงแต่ขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท มิใช่คำขอให้บังคับโจทก์ ทั้งเป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยได้ตามฟ้องเดิมอยู่แล้วจึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1369 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญจันทร์ พารา
นายจันทร์ พารา โดย นายบางเขน พารา
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4597/2550
#272681
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 78 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ทั้งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแต่อย่างใดว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ เพราะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแต่เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยซื้อจากชาวม้งในเขตจังหวัดตากแล้วจะนำลักลอบเข้าไปยังกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าชาวเขาที่อยู่ในเขตหลายจังหวัดบริเวณภาคเหนือของประเทศรวมทั้งจังหวัดตากเป็นแหล่งค้าส่งยาเสพติดให้โทษรายใหญ่และจำนวนมาก คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย), 66 วรรคสอง (เดิม) จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีน 19,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 606.653 กรัม แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้า 100 ถุง มัดห่อกระดาษสีน้ำตาลมีพลาสติกหุ้มทับรวม 10 มัด เป็นของกลาง โดยของกลางดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในช่องกระเป๋าด้านข้างของถุงกอล์ฟข้างละ 5 มัด วางอยู่ภายในที่เก็บของท้ายรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน วค 7163 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและขับมา และจำเลยที่ 2 นั่งคู่กับคนขับ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญฤทธิ์ สิงห์เถื่อน และสิบตำรวจโทวิชาญ มหาพันธ์ ผู้ร่วมตรวจค้นและจับกุมเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวไปถึงด่านตรวจและถูกพยานทั้งสองกับพวกเรียกให้หยุดขอทำการตรวจค้นนั้น จำเลยที่ 1 ตัวสั่นแสดงอาการเป็นพิรุธ เมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ที่ถุงกอล์ฟซึ่งวางอยู่ภายในที่เก็บของท้ายรถแล้ว จำเลยทั้งสองได้ให้การยอมรับว่าร่วมกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากชาวเขาเผ่าม้งในเขตจังหวัดตากในราคา 190,000 บาท และกำลังจะนำเข้าไปจำหน่ายที่กรุงเทพมหานคร พยานทั้งสองกับพวกจึงทำบันทึกการจับกุมขึ้นทันทีที่ด่านตรวจนั้นเอง ต่อจากนั้นได้นำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและของกลางอื่น ๆ ทั้งหมดตามบัญชีของกลางคดีอาญา ส่งมอบแก่ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์เบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย และแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นพนักงานขับรถของบริษัทโทเรไฟเบอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถประจำตัวให้นายคาซิฮิโร โตเกะ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของกลางคันเกิดเหตุให้นายคาซิฮิโรอยู่ ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์จึงได้สอบปากคำนายคาซิฮิโรไว้ในฐานะพยาน ได้ความว่าปกติจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากนายคาซิฮิโรให้เป็นผู้ขับรถยนต์และดูแลรักษารถยนต์คันเกิดเหตุ หลังจากเลิกงานในแต่ละวันให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์กลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แล้วนำไปรับนายคาซิฮิโรในตอนเช้า ก่อนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ไปขออนุญาตลาป่วยต่อนายคาซิฮิโรอ้างว่าจะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้วได้นำรถยนต์คันเกิดเหตุออกไปโดยนายคาซิฮิโรก็ไม่ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวอีกดังปรากฏในรายละเอียดตามบันทึกคำให้การของนายคาซิฮิโร นอกจากนั้น ร้อยตำรวจเอกปฏิกรณ์ยังได้ทำการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของจำเลยทั้งสองปรากฏว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันบ่อยมาในช่วง 3 เดือนก่อนถูกจับกุมตามหนังสืงแจ้งรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากจำเลยที่ 2 ที่อยู่จังหวัดตากให้ไปช่วยขนย้ายสิ่งของให้เนื่องจากจำเลยที่ 2 จะย้ายไปอยู่กับบุตรสาวที่แต่งงานกับหลานของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดตาก ไปถึงเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่รู้จักบ้านของจำเลยที่ 2 จึงไปจอดรถรอในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแล้วโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเวลา 3 ถึง 4 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้ไปเคาะกระจกรถคันเกิดเหตุ ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังนอนคอยอยู่ในรถบอกว่าจะย้ายของไปไว้ที่รถของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดฝากระโปรงท้ายรถ จำเลยที่ 1 จึงเปิดฝากระโปรงท้ายรถให้จำเลยที่ 2 นำสิ่งของใส่โดยไม่ได้ลงไปดู แล้วจำเลยที่ 2 ได้เข้าไปนั่งในรถ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์เก๋งออกไปเพื่อเดินทางกลับตามเส้นทางสายเก่าตามที่จำเลยที่ 2 บอก เป็นทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้าไปใส่ไว้ในช่องกระเป๋าด้านข้างของถุงกอล์ฟซึ่งวางอยู่ในที่เก็บของท้ายรถ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้กลับปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า ก่อนถูกจับกุมจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่กับบุตรเขยและบุตรสาวที่จังหวัดสมุทรปราการและประกอบอาชีพมีรถบรรทุกสิบล้อคอยรับจ้างขนของ ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เดินทางไปยังจังหวัดตากเพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้สหกรณ์และได้ไปพักที่บ้านเพื่อน ระหว่างนั้นได้รับการติดต่อให้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 ไปรับ นอกจากเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วจำเลยที่ 2 ยังมีลังผ้า กระเป๋าผ้า และพัดลมใส่ไว้ในรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับไปรับด้วย จำเลยที่ 2 ไปทำงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่ปี 2542 ในช่วงนั้นจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จากข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพและพักอาศัยประจำอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าขับรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุไปช่วยจำเลยที่ 2 ขนย้ายสิ่งของก็ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งของมากมายหรือมีเหตุจำเป็นอันใดถึงขนาดต้องให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งจากกรุงเทพมหานครไปรับถึงจังหวัดตากในยามวิกาลเช่นนั้น ลำพังสิ่งของที่จำเลยที่ 2 นำใส่ไว้ในรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุก็เป็นสิ่งของที่จำเลยที่ 2 สามารถขนย้ายได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดายอยู่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าสิ่งของตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมีอยู่จริงขณะถูกตรวจค้นจับกุม จะว่าจำเลยที่ 2 หลอกให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับเพื่อจำเลยที่ 2 จะได้นำเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนเข้าไปยังกรุงเทพมหานครก็เป็นการผิดปกติวิสัยและไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจำเลยทั้งสองเกี่ยวดองกันเนื่องจากบุตรสาวของจำเลยที่ 2 อยู่กินเป็นสามีภริยากับหลานของจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้มีรถยนต์ใช้เองเป็นการส่วนตัวซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ย่อมจะทราบดีเช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านอนอยู่ในรถขณะที่จำเลยที่ 2 ไปเคาะกระจกรถเรียกและให้เปิดฝากระโปรงท้ายรถเพื่อนำสิ่งของไปใส่ ก็เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ และไม่สมเหตุผลเพราะเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 ถึงจังหวัดตาก แต่กลับไม่สนใจตรวจดูว่าจำเลยที่ 2 นำสิ่งของใดติดตัวมาด้วยถึงขนาดจำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำรถยนต์เก๋งของนายจ้างขับไปรับจำเลยที่ 2 ถึงจังหวัดตากซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนั้น นอกจากนี้ โจทก์ยังมีรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกันบ่อยมากในช่วง 3 เดือนก่อนถูกจับกุมตามหนังสือแจ้งรายละเอียดการใช้โทรศัพท์มาส่งอ้างยืนยัน ซึ่งตามเอกสารดังกล่าว ปรากฏว่าระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2545 ถึง 9 กรกฎาคม 2545 มีรายการใช้โทรศัพท์หมายเลข 01-4098419 ของจำเลยที่ 1 ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 09-6144370 ของจำเลยที่ 2 ประมาณ 300 ครั้ง และมีรายการใช้โทรศัพท์หมายเลข 09-6144370 ของจำเลยที่ 2 ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลข 01-4098419 ของจำเลยที่ 1 ประมาณ 70 ครั้ง อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพ และแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ความเป็นไปในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตทั่วไปของแต่ละคนเป็นอย่างดี มิใช่ไม่คอยได้ติดต่อกันและไม่มีความสนิทสนมกันดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ พยานจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นเป็นใจและร่วมมือกับจำเลยที่ 2 ในการลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนของกลางครั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1 จะได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมจริงหรือไม่เพียงใด ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 2 มากกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้หญิงและเป็นโรคหัวใจเรื้อรัง ทั้งคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นเหตุสมควรให้ศาลฎีกาลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 มากกว่ากึ่งหนึ่ง เป็นลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 สองในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ทั้งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแต่อย่างใดว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ เพราะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแต่เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยซื้อจากชาวม้งในเขตจังหวัดตากแล้วจะนำลักลอบเข้าไปยังกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าชาวเขาที่อยู่ในเขตหลายจังหวัดบริเวณภาคเหนือของประเทศรวมทั้งจังหวัดตากเป็นแหล่งค้าส่งยาเสพติดให้โทษรายใหญ่และจำนวนมาก คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายใด ๆ ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ได้มากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองปรานีลดโทษให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายประจิตร โพธิ์หิรัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4541/2550
#272535
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินตามมูลหนี้ตามเช็คพิพาทสี่ฉบับต่อมาโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ร่วมที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามมูลหนี้ใช้เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์ร่วมคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นโจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ถึงแม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ข้อ 3 จะระบุเป็นข้อยกเว้นว่า การตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไม่มีผลในคดีอาญาคดีนี้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และข้อตกลงดังกล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้ออื่นได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมด ทั้งนี้ตามนัยมาตรา 173 แห่ง ป.พ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทยูนิ-ซัน นันวูเว่น จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบี้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ โจทก์ร่วมได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4743/2546 ของศาลแพ่งธนบุรี โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป ขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีอาญาเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินตามมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับคดีนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4743/2546 ของศาลแพ่งธนบุรี ต่อมาโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินตามมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับคดีนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4743/2546 ของศาลแพ่งธนบุรีแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ร่วมที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ร่วมคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นโจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับได้อีก ดังนั้น หนี้จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ถึงแม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ข้อ 3 จะระบุเป็นข้อยกเว้นว่า การตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไม่มีผลในคดีอาญาคดีนี้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และข้อตกลงดังกล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้ออื่นได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมด ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173 ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทยูนิ-ซัน นันวูเว่น จำกัด
จำเลย — บริษัทซันนี่คลีนนิ่งแวร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2550
#410648
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ชำระ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ ย่อมตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้โอนเงินดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าคลาสสิคของโจทก์ จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,420.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 122,216.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระเงินจำนวน 2,000 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้แก่โจทก์ แต่ได้ชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2541 จำนวน 6,600 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองแถลงว่า ติดใจต่อสู้ในเรื่องอายุความ สละประเด็นในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ วีซ่า ของโจทก์และได้นำบัตรดังกล่าวไปใช้ตามข้อบังคับและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตหลายครั้ง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยทั้งสองแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด เมื่อคำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ต้นเงิน 122,216.20 บาท เบี้ยปรับ 6,200 บาท และดอกเบี้ย 18,178.08 บาท รวมเป็นเงิน 146,594.29 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับข้อเท็จจริงว่า วันที่ 22 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,600 บาท และโจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท จำเลยทั้งสองนำสืบว่าไม่ได้ชำระ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ย่อมตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 แต่นายนัสธกานต์ กาญจนวงศ์ พยานโจทก์เบิกความว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ชำระเงินดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้โอนเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่เชื่อว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท และฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายศิริพัฒน์ สินสุขพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2550
#410484
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 563 หมายถึง การฟ้องคดีในกรณีที่ผู้เช่าปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้เช่าโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 552 ถึงมาตรา 562 แต่กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระและค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าจากจำเลยครบถ้วนตามสัญญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าโรงน้ำแข็งพร้อมด้วยตัวอาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ของโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ค่าเช่าปีแรกเดือนละ 100,000 บาท ปีที่สองเดือนละ 140,000 บาท ปีที่สามเดือนละ 155,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ในกรณีที่โจทก์ได้ทดรองชำระค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดแทนจำเลยไปก่อน จำเลยชำระคืนให้โจทก์ภายใน 15 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังโจทก์โดยขอเลิกสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 เป็นต้นไป การที่จำเลยบอกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดอายุสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและในระหว่างที่จำเลยเช่านั้นจำเลยได้ค้างชำระค่าเช่า ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปาอยู่เป็นจำนวนมาก โจทก์จึงไม่ยอมให้จำเลยเลิกสัญญา เว้นแต่จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าทั้งหมดจนครบระยะเวลาการเช่า 3 ปี และชำระหนี้ที่ค้างโดยได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยได้รับหนังสือของโจทก์แล้ว ยังคงเพิกเฉยและได้หยุดกิจการโรงน้ำแข็งรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากโรงน้ำแข็ง โจทก์จึงหาผู้เช่ารายใหม่ และมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยพร้อมกับทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่ยังคงเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,621,818.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,424,472.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 และโจทก์ตอบตกลงเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อล่วงเลยกำหนด 6 เดือน นับแต่วันรู้ว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและโจทก์ตอบตกลง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 768,082.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 758,263.85 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542 และต้นเงิน 9,818.64 บาท นับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 478,082.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าโรงน้ำแข็งซึ่งอยู่ในท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราชพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์มีกำหนด 3 ปี ตกลงชำระค่าเช่าปีแรก เดือนละ 100,000 บาท ปีที่สองเดือนละ 140,000 บาท ปีที่สามเดือนละ 155,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2541 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 หลังจากสิ้นเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยหยุดดำเนินกิจการโรงน้ำแข็งและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากโรงน้ำแข็ง ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 และโจทก์สงวนสินธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์เปิดประมูลเพื่อหาผู้เช่าโรงน้ำแข็งรายใหม่ ปรากฏว่านายพรชัย ฮวดวัฒนา ยื่นซองประมูลเพียงรายเดียวโดยเสนอค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท โจทก์ตกลงให้นายพรชัยเช่าโรงน้ำแข็งมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าโรงน้ำแข็งตามเอกสารหมาย จ.6 ได้เลิกกันตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 จำเลยกับบริวารออกจากโรงน้ำแข็งของโจทก์ก่อนสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเกิน 6 เดือน นับแต่วันที่จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นค่าไฟฟ้า และค่าขาดประโยชน์จากทรัพย์สินที่ให้เช่าเนื่องจากจำเลยขอเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนด ซึ่งคดีที่ผู้ให้เช่าจะต้องฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 หมายถึง การฟ้องคดีในกรณีที่ผู้เช่าปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้เช่าโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 552 ถึงมาตรา 562 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระและค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าจากจำเลยครบถ้วนตามสัญญา ค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ คดีจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อสัญญาเช่าโรงน้ำแข็งระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันในวันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสะพานปลา
จำเลย — นายคมสันต์ กิจรัษฎากุล
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4522/2550
#272676
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ต่ำไป ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำชี้แจงว่า ได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เฉพาะที่ให้ผู้คัดค้าน (เจ้าพนักงานบังคับคดี) ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ และยกฎีกาของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (14) ม. 296 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานบังคับคดี
จำเลย — นายเอกชัย สิทธิมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4522/2550
#379561
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 และมาตรา 302 ให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นตามมาตรา 1 (14) เป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้นไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,407,995.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 25,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2539 และชำระให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2540 หากผิดนัดยอมให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 233 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดไปในราคา 410,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ต่ำเกินไป เพราะราคาตามสภาพความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านพฤติการณ์ส่อว่าเป็นการสมรู้กันกดราคา ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำชี้แจงว่า ได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ราคาไม่เกิน 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไม่คัดค้านการขาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะที่ให้ผู้คัดค้าน (เจ้าพนักงานบังคับคดี) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ และยกฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (14) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานบังคับคดี
จำเลย — นายเอกชัย สิทธิมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4518/2550
#410452
เปิดฉบับเต็ม

การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้นั้น พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ บัญญัติไว้ 2 อนุมาตรา รวมความว่า ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ ซึ่งปัญหาความใหม่นั้น เมื่อพิจารณามาตรา 65 ทศ ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 6 และอีกหลายมาตราในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาใช้บังคับกับหมวดว่าด้วยอนุสิทธิบัตรโดยอนุโลม โดยในมาตรา 6 วรรคแรก บัญญัติว่า การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว และในวรรคสองบัญญัติว่า งานที่ปรากฏอยู่แล้วให้หมายความถึงการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ด้วย (1) การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร (2) การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร และไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะกระทำโดยเอกสาร สิ่งพิมพ์ การนำออกแสดง หรือการเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วยประการใด ๆ นอกจากนี้ ในมาตรา 6 วรรคท้าย บัญญัติความตอนหนึ่งว่า การเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดโดยผู้ประดิษฐ์ภายในสิบสองเดือนก่อนที่จะมีการขอรับสิทธิบัตรมิให้ถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดตาม (2) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์จำหน่ายเทปโฟมกาวสองหน้ามาตั้งแต่ปี 2538 ก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 แล้ว การประดิษฐ์ดังกล่าวของโจทก์จึงมีหรือใช้อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตร และการที่โจทก์จำหน่ายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดย่อมเป็นการจำหน่ายแพร่หลายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 วรรคสอง อนุมาตรา (1) ดังกล่าว และถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดของการประดิษฐ์ต่อสาธารณชนด้วยประการใด ๆ ตามอนุมาตรา (2) ด้วย เพราะบุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าการประดิษฐ์ของโจทก์ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ไม่ยุ่งมาก การประดิษฐ์ของโจทก์จึงเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถึงแม้โจทก์จะเป็นผู้ทำให้เทปโฟมกาวสองหน้านั้นมีหรือใช้แพร่หลาย และเป็นผู้เปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดของการประดิษฐ์นั้นเองดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นการกระทำเกินกว่ากำหนดเวลาสิบสองเดือนก่อนโจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตร กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 6 วรรคท้าย ที่จะไม่ถือว่าเป็นการทำให้แพร่หลายและเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดการประดิษฐ์ก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตร เทปโฟมกาวสองหน้าซึ่งเป็นการประดิษฐ์ของโจทก์จึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ, 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 แม้โจทก์ได้รับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ก็เป็นอนุสิทธิบัตรที่ได้ออกให้โดยไม่ชอบด้วยมาตรา 65 ทวิ, 65 ทศ ถือว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิตามอนุสิทธิบัตร โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าจำเลยทั้งสามฝ่าฝืนสิทธิเด็ดขาดของโจทก์ผู้ทรงอนุสิทธิบัตร และไม่อาจใช้มาตรการบังคับจำเลยทั้งสามตามสิทธิของอนุสิทธิบัตรนั้น ซึ่งศาลมีอำนาจยกความไม่สมบูรณ์นี้ขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 65 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทศ, 36, 86, 88

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้คิดค้นเทปโฟมกาวสองหน้าตั้งแต่ปี 2537 และนำออกจำหน่ายในปีถัดไปคือ ปี 2538 ต่อมา ในปี 2539 มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอาคิเทคทูรอล เมททีเรียล จำกัด โดยมีตัวโจทก์เป็นกรรมการ ซึ่งบริษัทที่จัดตั้งขึ้นนี้ก็ได้นำผลิตภัณฑ์ที่โจทก์คิดค้นออกจำหน่าย กระทั่งปี 2547 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผลิตเทปโฟมกาวสองหน้าชนิดเดียวกันกับของโจทก์ออกจำหน่าย โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ยุติการทำละเมิดสินค้าของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามคงเพิกเฉย โจทก์จึงไปดำเนินการและได้รับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จากนั้นจึงได้มาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์มีความสมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้นั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ บัญญัติไว้ 2 อนุมาตรา รวมความว่า ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ ซึ่งปัญหาความใหม่นั้น เมื่อพิจารณามาตรา 65 ทศ ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 6 และอีกหลายมาตราในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาใช้บังคับกับหมวดว่าด้วยอนุสิทธิบัตรโดยอนุโลม โดยในมาตรา 6 วรรคแรก บัญญัติว่า การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว และในวรรคสองบัญญัติว่า งานที่ปรากฏอยู่แล้วให้หมายความถึงการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ (1) การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร (2) การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร และไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะกระทำโดยเอกสาร สิ่งพิมพ์ การนำออกแสดง หรือการเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วยประการใด ๆ นอกจากนี้ ในมาตรา 6 วรรคท้าย บัญญัติความตอนหนึ่งว่า การเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดโดยผู้ประดิษฐ์ภายในสิบสองเดือนก่อนที่จะมีการขอรับสิทธิบัตรมิให้ถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดตาม (2) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์จำหน่ายเทปโฟมกาวสองหน้ามาตั้งแต่ปี 2538 ก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 แล้ว การประดิษฐ์ดังกล่าวของโจทก์จึงมีหรือใช้อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตร และการที่โจทก์จำหน่ายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมทั้งจำหน่ายให้แก่บริษัทโปรไฟล์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัทสแตนดาร์ด อลูมิเนียม แอนด์ กลาส จำกัด และบริษัท เอ. ยู. เอ็ม. จำกัด ลูกค้าของโจทก์ ย่อมเป็นการจำหน่ายแพร่หลายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 วรรคสอง อนุมาตรา (1) ดังกล่าว และถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดของการประดิษฐ์ต่อสาธารณชนด้วยประการใด ๆ ตามอนุมาตรา (2) ด้วย เพราะบุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าการประดิษฐ์ของโจทก์ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ไม่ยุ่งมาก การประดิษฐ์ของโจทก์จึงเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ถึงแม้โจทก์จะเป็นผู้ทำให้เทปโฟมกาวสองหน้านั้นมีหรือใช้แพร่หลาย และเป็นผู้เปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดของการประดิษฐ์นั้นเองดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ก็เป็นการกระทำเกินกว่ากำหนดเวลาสิบสองเดือนก่อนโจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตร กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 6 วรรคท้าย ที่จะไม่ถือว่าเป็นการทำให้แพร่หลายและเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดการประดิษฐ์ก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตร เทปโฟมกาวสองหน้าซึ่งเป็นการประดิษฐ์ของโจทก์จึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ, 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 แม้โจทก์ได้รับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ก็เป็นอนุสิทธิบัตรที่ได้ออกให้โดยไม่ชอบด้วยมาตรา 65 ทวิ, 65 ทศ ถือว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิตามอนุสิทธิบัตร โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าจำเลยทั้งสามฝ่าฝืนสิทธิบัตรนั้น ซึ่งศาลมีอำนาจยกความไม่สมบูรณ์นี้ขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 65 ทวิ คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 65 ทวิ ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพันธ์ ทัศนิยม
จำเลย — บริษัทพีพีวายโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนันทน อินทนนท์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4516/2550
#272675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลย มีหน้าที่สอบสวนลงโทษลูกจ้างมีอำนาจออกหนังสือเตือนลูกจ้างที่กระทำความผิด อันเป็นอำนาจหน้าที่ในการลงโทษลูกจ้างของจำเลย อีกทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ลงนามแทนจำเลย โจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างเข้าทำงานกับจำเลยแทนจำเลย อันเป็นอำนาจหน้าที่ในการจ้างลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษ และจ้างลูกจ้างของจำเลยแทนจำเลย โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5 แม้ว่าโจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ฐานะนายจ้างและลูกจ้างนั้นมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงาน อ. แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 50 ที่บัญญัติให้นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง กำหนดข้อบังคับในการทำงาน พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง หาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการ ร้องขอให้ศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าการกระทำของนายจ้างจะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร การแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2546 เป็นโมฆะและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง ค่าจ้างและสภาพการจ้างเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่โจทก์เดือนละ 80,000 บาท ตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2547 ไปจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน จากต้นเงินค่าจ้างของแต่ละเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2547 ไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในการจ้าง ให้บำเหน็จและลงโทษลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน โจทก์เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์การประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล จ่ายค่าจ้างค้างชำระเดือนละ 80,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2547 จนกว่าจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างที่ค้างชำระนับแต่วันถึงกำหนดชำระแต่ละเดือนจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยตามความหมายของคำว่า "นายจ้าง" ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลย มีหน้าที่สอบสวนลงโทษลูกจ้าง มีอำนาจออกหนังสือเตือนลูกจ้างที่กระทำความผิด อันเป็นอำนาจหน้าที่ในการลงโทษลูกจ้างของจำเลย อีกทั้งปรากฏตามสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์เบิกความยอมรับว่าโจทก์ลงนามแทนจำเลย และคู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างเข้าทำงานกับจำเลยแทนจำเลย อันเป็นอำนาจหน้าที่ในการจ้างลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษและจ้างลูกจ้างของจำเลยแทนจำเลย โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างตามมาตรา 5 แม้ว่าโจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ฐานะนายจ้างและลูกจ้างนั้นมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 ที่บัญญัติให้นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง กำหนดข้อบังคับในการทำงานพิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง หาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการ ร้องขอให้ศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าการกระทำของนายจ้างจะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร การแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งโรจน์ อินตาพวง
จำเลย — บริษัทอเบโนการพิมพ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4516/2550
#410480
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยมีหน้าที่สอบสวนลงโทษลูกจ้าง มีอำนาจออกหนังสือเตือนลูกจ้างที่กระทำความผิด จึงเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยเกี่ยวกับการลงโทษและจ้างลูกจ้างของจำเลยแทนจำเลย โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 แม้ว่าโจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ฐานะนายจ้างและลูกจ้างนั้นมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล วันที่ 8 ตุลาคม 2546 สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง วันที่ 24 ตุลาคม 2546 จำเลยร้องขอเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานกลาง วันที่ 24 ธันวาคม 2546 จำเลยขอถอนคำร้องขอเลิกจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางอนุญาต วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลย ขอให้พิพากษาว่าหนังสือเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2546 เป็นโมฆะและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง ค่าจ้างและสภาพการจ้างเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่โจทก์เดือนละ 80,000 บาท ตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2547 ไปจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน จากต้นเงินค่าจ้างของแต่ละเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2547 ไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในการจ้าง ให้บำเหน็จและลงโทษลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน โจทก์เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างโดยขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์การประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์อยู่ในระยะเวลาทดลองงาน 119 วัน จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์แล้วไม่เป็นที่พอใจ โจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่สัมภาษณ์ลูกจ้าง สอบสวนลงโทษลูกจ้าง ดูแลความเรียบร้อย ฝึกอบรมลูกจ้าง ดูแลพนักงานขับรถยนต์ มีอำนาจออกหนังสือเตือนลูกจ้างที่กระทำความผิด โจทก์ทำงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนางนฤมล ไหลงาม ผู้จัดการฝ่ายบริหาร และนายเซนอิจิ มายด้า ประธานกรรมการจำเลย ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด วันที่ 8 ตุลาคม 2546 สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง วันที่ 13 ตุลาคม 2546 โจทก์เข้าประชุมคณะกรรมการลูกจ้างในฐานะผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ปรากฏตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างเอกสารหมาย ล.5 วันที่ 24 ตุลาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานกลาง วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จำเลยขอถอนคำร้องขอเลิกจ้างโจทก์ ในวันเดียวกันจำเลยเลิกจ้างโจทก์ วันที่ 17 มกราคม 2547 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยถอนคำร้องขอเลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือกรรมการและไม่ได้ถือหุ้นบริษัทเลย ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่มีข้อห้ามผู้จัดการฝ่ายบุคคลเป็นกรรมการลูกจ้าง การปฏิบัติงานของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้จัดการทั่วไปและกรรมการผู้จัดการอีกชั้นหนึ่ง ฐานะที่แท้จริงของโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ใช่นายจ้าง เมื่อสหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์จึงเป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบ จำเลยต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนจึงจะเลิกจ้างโจทก์ได้ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเป็นคำสั่งที่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ เมื่อไม่จ่ายจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่ชำระค่าจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควรจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม พิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล จ่ายค่าจ้างค้างชำระเดือนละ 80,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2547 จนกว่าจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างที่ค้างชำระนับแต่วันถึงกำหนดชำระแต่ละเดือนจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยตามความหมายของคำว่า "นายจ้าง" ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลย มีหน้าที่สอบสวนลงโทษลูกจ้าง มีอำนาจออกหนังสือเตือนลูกจ้างที่กระทำความผิด อันเป็นอำนาจหน้าที่ในการลงโทษลูกจ้างของจำเลย อีกทั้งปรากฏตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.4 ที่โจทก์เบิกความยอมรับว่าโจทก์ลงนามแทนจำเลย และคู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างเข้าทำงานกับจำเลยแทนจำเลยอันเป็นอำนาจหน้าที่ในการจ้างลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษและจ้างลูกจ้างของจำเลยแทนจำเลย โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างตามมาตรา 5 แม้ว่าโจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ฐานะนายจ้างและลูกจ้างนั้นมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานอเบโนการพิมพ์ 1998 แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 ที่บัญญัติให้นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง กำหนดข้อบังคับในการทำงาน พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง หาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการ ร้องขอให้ศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าการกระทำของนายจ้างจะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร การแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่าจำเลยจะต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดเวลาแน่นอนที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งโรจน์ อินตาพวง
จำเลย — บริษัทอเบโนการพิมพ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4493/2550
#410718
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 และท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า รอฟังคำสั่งอยู่ แต่ไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้เป็นที่สุดนั้น ไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์เท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจมาจากสาเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นอันถังที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาคำสั่งของจำเลยมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 32,804 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญญาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนดระยะ 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 และท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ถือได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 วรรคหนึ่งนั้น ไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์เท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจมาจากสาเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาคำสั่งของจำเลยมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภา กีรติวงศา
จำเลย — นางสมร วัดบุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2550
#379560
เปิดฉบับเต็ม

ในการรับจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ให้หักภาษีเงินได้ไว้และมาตรา 52 วรรคสอง ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้จ่ายเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมาจากจำเลย จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ดังกล่าวซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) และ 50 (5) ก่อนที่จะจ่ายให้โจทก์รับไปเมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาด แต่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะเรียกคืนเงินภาษีที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,591,613.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,287,435.98 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2541 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,287,435.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ยึดห้องชุดเลขที่ 80/117 ชั้นที่ 9 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด ป.ธนาทาวเวอร์ 1 ทะบียนอาคารชุด เลขที่ 9/2539 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 244972 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลย คือ ห้องชุดเลขที่ 80/117 โดยมีบริษัทซูเต็ก แอนด์ซันส์ จำกัด เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 560,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 โดยหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยดังกล่าวคืนเงินภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อชำระในการรับโอนทรัพย์สินให้แก่บริษัทซูเต็ก แอนด์ซันส์ จำกัด ผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนวน 37,858 บาท โจทก์คัดค้านการคืนเงินภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีสิทธินำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยไปคืนให้แก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจที่จะกำหนดเงื่อนไขให้หักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ไปจ่ายให้บุคคลอื่นที่มิใช่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มาร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจำเลย เพื่อนำไปคืนค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้ซื้อทอดตลาดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความในคดี และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินที่ขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทอดตลาดก่อนจ่ายเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและผู้รับจำนอง จึงไม่เป็นไปตามกฎหมายและตามลำดับแห่งสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ใหม่ โดยระงับการหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยคืนให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์เป็นค่าภาษีเงินได้ต่อไปด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินจากที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้นำไปคืนเป็นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการรับจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ให้หักภาษีเงินได้ไว้ และมาตรา 52 วรรคสอง บัญญัติว่า "......ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว...." ดังนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้จ่ายเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมาจากจำเลย จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ดังกล่าว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) และ 50 (5) ก่อนที่จะจ่ายให้โจทก์รับไป เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาด จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้จัดเก็บภาษีเงินได้ทันทีเมื่อมีการจดทะเบียนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะเรียกคืนเงินภาษีที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี การที่เจ้าพนักงานบังคับดีแสดงบัญชีรับ - จ่าย ครั้งที่ 1 โดยระบุให้จ่ายภาษีเงินได้ดังกล่าวโดยหักจากราคาทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้ ก่อนจ่ายให้โจทก์รับไปจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอริยา สุวาณิชย์กุล
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4483/2550
#410475
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 154 วรรคแรก กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการบังคับคดีไม่เกินร้อยบาท แต่ในวรรคสองให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งให้วางเงินได้อีกตามจำนวนที่เห็นสมควร ซึ่งโดยสภาพหรือตามภาวะเศรษฐกิจในขณะยื่นฟ้องหากให้โจทก์วางเงินจำนวน 100 บาท ย่อมเป็นการไม่เพียงพอ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในชั้นตั้งเรื่องยึดสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 1,500 บาท ตามคำสั่งของกรมบังคับคดีถือได้ว่าเป็นการกำหนดจำนวนเงินที่ไม่มากเกินไป เมื่อโจทก์ไม่วางเงินภายในเวลาอันสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะได้ยอมวางเงินเสียก่อนตามมาตรา 154 วรรคสาม กรณีมิใช่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำตามมาตรา 283

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 616.44 บาท ตามที่โจทก์ขอ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน นข 578 อ่างทอง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โดยได้วางเงินค่าตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 600 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้และมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,500 บาท ตามคำสั่งกรมบังคับคดีก่อนจึงจะดำเนินการให้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกเฉยไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตกอยู่ในความรับผิดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จะต้องวางเงินตามระเบียบของกรมบังคับคดี กรณีตามคำสั่งคำร้องมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ คือรถยนต์หมายเลขทะเบียน นข 578 อ่างทอง ของจำเลยต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวไปยังนายทะเบียนรถยนต์ขนส่งจังหวัดอ่างทอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งด้วยวาจาในเบื้องต้นให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนค่าใช้จ่ายในการตั้งเรื่องยึดสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปของเจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาคตามคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดี แต่โจทก์ไม่ยินยอมวางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,500 บาท และได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ขอวางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 600 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้มีคำสั่งแจ้งโจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 1,500 บาท ตามคำสั่งกรมบังคับคดีก่อน แล้วจึงจะดำเนินการสั่งในคำขอยึดทรัพย์ต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์นั้น ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกเฉยไม่ดำเนินการโดยเร็วตามสมควร และต้องตกอยู่ในความรับผิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 154 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติตามวิธีการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าใช้จ่ายนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินไม่เกินร้อยบาทได้โดยพลัน

ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าจำนวนเงินที่วางไว้นั้นจะไม่พอก็ชอบที่จะบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้วางเงินอีกตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าการวางเงินอีกนั้นไม่จำเป็นหรือมากเกินไป ก็อาจยื่นคำขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนดสองวันนับตั้งแต่ได้รับบอกกล่าวขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะวางอีกหรือส่วนของจำนวนเงินซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมเสียแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นได้

ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่วางเงินตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกแห่งมาตรานี้โดยพลัน หรือไม่ยื่นคำขอภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวแล้วจนกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการบังคับคดี แม้ในวรรคแรกของมาตราดังกล่าวจะกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้วางเงินไม่เกินร้อยบาท แต่ในวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับให้วางเงินได้อีกตามจำนวนที่เห็นสมควร ซึ่งโดยสภาพหรือตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากให้โจทก์วางเงินจำนวน 100 บาท ย่อมเป็นการไม่เพียงพอ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้โจทก์ในคดีนี้วางเงินค่าใช้จ่ายในชั้นตั้งเรื่องยึดสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 1,500 บาท ตามคำสั่งของกรมบังคับคดีนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดจำนวนเงินที่ไม่มากเกินไป ทั้งเงินที่วางดังกล่าวก็เป็นเพียงการทดรองค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีไว้ก่อน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ยึดไว้ได้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย โดยคืนเงินทดรองค่าใช้จ่ายให้โจทก์ก่อนหักชำระหนี้อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับภาระเองอยู่แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้โจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 1,500 บาท แล้วจึงจะดำเนินการสั่งในคำขอยึดทรัพย์ต่อไป โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวมาแล้ว แต่โจทก์ไม่วางเงินภายในเวลาอันควร เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะงดปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะได้ยอมวางเงินเสียก่อนตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 154 วรรคสาม กรณีจึงมิใช่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ตามที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์แต่ประการใด และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ตกอยู่ในความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 154 ม. 283
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนอง ตาดทอง
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ ภู่แพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4483/2550
#410689
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 154 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติตามวิธีการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าใช้จ่ายนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินไม่เกินร้อยบาทได้โดยพลัน

ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าจำนวนเงินที่วางไว้นั้นจะไม่พอ ก็ชอบที่จะบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้วางเงินอีกตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าการวางเงินอีกนั้นไม่จำเป็นหรือมากไป ก็อาจยื่นคำขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนดสองวันนับตั้งแต่ได้รับบอกกล่าว ขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะวางอีก หรือส่วนของจำนวนเงินซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมเสียแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นได้

ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่วางเงินตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกแห่งมาตรานี้โดยพลัน หรือไม่ยื่นคำขอภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวแล้วจนกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่ากฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการบังคับคดี แม้ในวรรคแรกของมาตราดังกล่าวจะกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้วางเงินไม่เกินร้อยบาทแต่ในวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีให้วางเงินได้อีกตามจำนวนที่เห็นสมควร ซึ่งโดยสภาพหรือตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากให้โจทก์วางเงินจำนวน 100 บาท ย่อมเป็นการไม่เพียงพอ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในชั้นตั้งเรื่องยึดสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 1,500 บาท ตามคำสั่งของกรมบังคับคดีนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดจำนวนเงินที่ไม่มากเกินไป ทั้งเงินที่วางดังกล่าวก็เป็นเพียงการทดรองค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีไว้ก่อน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ยึดไว้แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย โดยคืนเงินทดรองค่าใช้จ่ายให้โจทก์ก่อนหักชำระหนี้อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับภาระเองอยู่แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้โจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 1,500 บาท แล้วจึงจะดำเนินการสั่งในคำขอยึดทรัพย์ต่อไป โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่วางเงินภายในเวลาอันสมควรเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะงดปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะได้ยอมวางเงินเสียก่อนตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 154 วรรคสาม กรณีจึงมิใช่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 283 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ตกอยู่ในความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งหรืออายัดการจดทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยได้วางเงินค่าตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 600 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้และมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,500 บาท ตามคำสั่งกรมบังคับคดีก่อนจึงจะดำเนินการให้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับเพิกเฉยไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตกอยู่ในความรับผิดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จะต้องวางเงินตามระเบียบของกรมบังคับคดี กรณีตามคำร้องมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์นั้น ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกเฉยไม่ดำเนินการโดยเร็วตามสมควร และต้องตกอยู่ในความรับผิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 154 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติตามวิธีการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าใช้จ่ายนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินไม่เกินร้อยบาทได้โดยพลัน

ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าจำนวนเงินที่วางไว้นั้นจะไม่พอ ก็ชอบที่จะบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้วางเงินอีกตามจำนวนที่เห็นสมควร แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าการวางเงินอีกนั้นไม่จำเป็นหรือมากเกินไป ก็อาจยื่นคำขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนดสองวันนับตั้งแต่ได้รับบอกกล่าว ขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะวางอีก หรือส่วนของจำนวนเงินซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมเสียแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นได้

ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่วางเงินตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกแห่งมาตรานี้โดยพลัน หรือไม่ยื่นคำขอภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวแล้วจนกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเรียกให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการบังคับคดี แม้ในวรรคแรกของมาตราดังกล่าวจะกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้วางเงินไม่เกินร้อยบาท แต่ในวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีให้วางเงินได้อีกตามจำนวนที่เห็นสมควร ซึ่งโดยสภาพหรือตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากให้โจทก์วางเงินจำนวน 100 บาท ย่อมเป็นการไม่เพียงพอ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้โจทก์ในคดีนี้วางเงินค่าใช้จ่ายในชั้นตั้งเรื่องยึดสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 1,500 บาท ตามคำสั่งของกรมบังคับคดีนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดจำนวนเงินที่ไม่มากเกินไป ทั้งเงินที่วางดังกล่าวก็เป็นเพียงการทดรองค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีไว้ก่อน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ยึดไว้ได้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย โดยคืนเงินทดรองค่าใช้จ่ายให้โจทก์ก่อนหักชำระหนี้อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับภาระเองอยู่แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้โจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตั้งเรื่องยึดทรัพย์จำนวน 1,500 บาท แล้วจึงจะดำเนินการส่งในคำขอยึดทรัพย์ต่อไปโจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวแล้วแต่โจทก์ไม่วางเงินภายในเวลาอันสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะงดปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะได้ยอมวางเงินเสียก่อนตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 154 วรรคสาม กรณีจึงมิใช่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ตามที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์แต่ประการใด และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ตกอยู่ในความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 154 ม. 283
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนอง ตาดทอง
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ ภู่แพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4482/2550
#410655
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินครบถ้วนแล้ว และ ป.รัษฎากร มาตรา 117 ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ แต่การปิดแสตมป์นั้นโจทก์จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะนำสัญญากู้ยืมเงินมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาด เมื่อโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปปิดอากรแสตมป์หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้มิได้ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2,000,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยผิดสัญญาขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,425,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าสัญญากู้ยืมเงินรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้..." คดีนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเนื่องจากสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานมิได้ปิดอากรแสตมป์ วันที่ 9 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอปิดแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงิน ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 15 มีนาคม 2545 กรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ดำเนินการปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินครบถ้วนแล้ว และประมวลรัษฎากร มาตรา 117 ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ แต่การปิดแสตมป์นั้นโจทก์จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะนำสัญญากู้ยืมเงินมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาด เมื่อโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปปิดอากรแสตมป์หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้มิได้ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 117 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสร้างหรือบุญธานินทร์ นุตรทัศน์
จำเลย — นางอำนวย โสภาเวช
ชื่อองค์คณะ
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2550
#410473
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการวางทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อที่ลูกหนี้จะได้หลุดพ้นจากความรับผิดเป็นคนละเรื่องกับการที่ผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 701 โดยไม่ต้องมีการวางทรัพย์

การที่จำเลยที่ 3 นำแคชเชียรเช็คพร้อมเงินสดตามจำนวนที่ได้รับแจ้งจากพนักงานของธนาคารโจทก์ไปชำระ ณ สาขาของโจทก์ที่รับผิดชอบเรื่องหนี้สินรายพิพาท จึงเป็นการขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันถึงกำหนดโดยชอบ เมื่อพนักงานของโจทก์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยที่ 3 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 701 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 4,447,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 92,700 บาท และชำระดอกเบี้ยทุกเดือนเริ่มแต่เดือนมิถุนายน 2538 เป็นต้นไป กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 มีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดและให้ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ เพื่อประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 3 ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อประกันการชำระหนี้ดังกล่าวไว้แก่โจทก์โดยไม่จำต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 4,600,000 บาท ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วน คิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 4,246,879.86 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,246,879.86 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,876,782.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ถูกต้องตามสัญญาและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ 3 ออกเช็คลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 จำนวนเงิน 3,540,649.43 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ทวงถาม แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้ จำเลยที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,246,879.86 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,876,782.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 4,447,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 แล้วผิดนัดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นมา ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2541 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสำเนาหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.13 ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 3 ได้ออกแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 3,540,649.43 บาท สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ สาขาลานกระบือ เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งเป็นยอดหนี้ที่ติดต่อประสานงานกับโจทก์ สาขาลานกระบือแล้วและเตรียมเงินสดจำนวนเท่ากันมอบให้นายสมบัติ อิศรากำพต ผู้ช่วยผู้จัดการของจำเลยที่ 3 สาขาสามง่าม นำไปชำระให้แก่โจทก์ที่สาขาลานกระบือ ตามที่ระบุในหนังสือทวงถาม แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของโจทก์ไม่ยอมรับชำระอ้างว่าเงินที่จำเลยที่ 3 นำมาชำระหนี้นั้นยังไม่ครบถ้วนเพราะยังขาดค่าเสียหายที่เป็นค่าจ้างทนายความอีก 10,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายธนกร ลีลาวัชรมาศ ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการของโจทก์สาขาลานกระบือขณะเกิดเหตุมาเบิกความว่า การกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ครั้งนี้มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 3 ตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดนอกจากจำเลยที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์ในวงเงินไม่เกิน 4,600,000 บาทแล้ว ยังมีข้อตกลงกันให้โจทก์มีสิทธิริบหลักประกันและเรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดได้อีกตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 หลังจากจำเลยทั้งสามผิดนัดโจทก์มอบให้ทนายความท้องถิ่นมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.13 โดยทนายความท้องถิ่นผู้ออกหนังสือคิดค่าจ้างจากโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจ้างทนายความเอกสารหมาย จ.17 และนายธนกรเบิกความตอบคำถามค้านว่าการทำสัญญาจ้างทนายความเอกสารหมาย จ.17 นั้น จำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่อง ก่อนผิดนัดจำเลยที่ 1 เคยชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง แต่ละครั้งจะชำระผ่านเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์หรือบางครั้งก็ผ่านทางพนักงานบัญชี นายชัยวัฒน์ ตรีภูริฑัต เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อคนหนึ่งของโจทก์ สาขาลานกระบือ การชำระหนี้ผ่านพนักงานของโจทก์หากเป็นการกระทำโดยชอบก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายชัยวัฒน์ ตรีภูริทัต มาเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุนายชัยวัฒน์เป็นพนักงานของโจทก์ สาขาลานกระบือ และเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลลูกหนี้ในคดีนี้ ก่อนผิดนัดจำเลยที่ 1 เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง บางครั้งนายชัยวัฒน์ก็เป็นผู้รับชำระด้วยตนเอง ในการเจรจาติดต่อเกี่ยวกับการชำระหนี้กรณีของจำเลยที่ 3 นั้น นายชัยวัฒน์เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ การติดตามทวงถามหนี้สินจากจำเลยที่ 3 นั้น ผู้จัดการของโจทก์สาขาลานกระบือรับทราบมาตลอด เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 จะมีข้อตกลงระบุไว้ด้วยว่าหากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ผู้ค้ำประกันคือจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในค่าปรับและค่าเสียหายใดๆ ที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากจำเลยที่ 1 ได้แล้วจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดด้วยก็ตาม แต่ค่าจ้างทนายความในการทวงถามเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 นั้นก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับทนายความผู้รับจ้าง ไม่มีผลผูกพันไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มิได้ตกลงยินยอมด้วย อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทวงถามของทนายความดังกล่าวก็มิได้เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้ตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วดังเห็นเจตนาของโจทก์ได้จากการออกหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.8, จ.10, จ.13 และ ล.1 ที่ไม่มีการทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าทนายความในการออกหนังสือทวงถามจำนวน 10,000 บาท ดังกล่าวด้วย แม้กระทั่งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องหรือขอมาในคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าจ้างทนายความในการออกหนังสือทวงถามจำนวน 10,000 บาท เช่นเดียวกัน ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 3 ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า นายชัยวัตน์พนักงานสินเชื่อของโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะรับเงินที่จำเลยที่ 3 นำมาชำระให้ในวันนั้น โจทก์จึงมีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ของจำเลยที่ 3 ได้ ทำให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันยังหาหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ไม่นั้น ในข้อนี้ได้ความจากนายธนกรและนายชัยวัฒน์ อดีตผู้จัดการและอดีตเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์ สาขาลานกระบือที่เกิดเหตุว่า นายชัยวัฒน์เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีนี้ ในการเจรจาติดต่อเกี่ยวกับการชำระหนี้กรณีของจำเลยที่ 3 นั้น นายชัยวัฒน์ก็เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ก่อนผิดนัดจำเลยที่ 1 เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง บางครั้งจะชำระผ่านทางเจ้าหน้าที่สินเชื่อ บางครั้งก็ผ่านพนักงานบัญชีและนายชัยวัฒน์ก็เคยเป็นผู้รับชำระด้วยตนเอง ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับตลอดมาอันแสดงให้เห็นว่าการชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อธนาคารโจทก์นั้นไม่จำเป็นที่ผู้จัดการสาขาจะต้องเป็นผู้รับชำระด้วยตนเอง แต่สามารถชำระผ่านทางเจ้าหน้าที่สินเชื่อหรือพนักงานบัญชีได้โดยชอบซึ่งโจทก์ก็ยอมรับการปฏิบัติเช่นที่กล่าวมานี้ อย่างไรก็ตามยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และฎีกาของโจทก์ว่า นายธนกรผู้จัดการของโจทก์สาขาลานกระบือ ได้รับทราบและสั่งการให้นายชัยวัฒน์เจ้าหน้าที่สินเชื่อบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้จากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 โดยให้เรียกร้องค่าจ้างทนายความเพิ่มอีก 10,000 บาท จนเป็นเหตุให้ผู้จัดการของจำเลยที่ 3 สาขาสามง่าม มอบหมายให้นายสมบัติ อิศรากำพต ผู้ช่วยผู้จัดการไปดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามความรับผิดของจำเลยที่ 3 ต่อโจทก์แล้ว แต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรหรือข้ออ้างใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 สามารถนำเงินไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 3 กลับไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่ยอมรับชำระหนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาไม่สุจริตนั้น เห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการวางทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อที่ลูกหนี้จะได้หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มิได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันกับการที่ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรหรือข้ออ้างใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 ฎีกาของโจทก์ในเรื่องนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เช่นกัน ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 3 นำแคชเชียร์เช็คพร้อมเงินสดตามจำนวนที่ได้รับแจ้งจากพนักงานของโจทก์ไปชำระ ณ สาขาของโจทก์ที่รับผิดชอบเรื่องหนี้สินรายนี้ จึงเป็นการขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันถึงกำหนดโดยชอบ เมื่อพนักงานของโจทก์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 701
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เยาวเรศ พืชผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2550
#272673
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้ยาง โดยใช้เลื่อยโซ่รถยนต์ภายในบริเวณป่าทะเลน้อย ซึ่งเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ร่วมกันแปรรูปไม้ยางและร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 6, 7, 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 42, 54, 63 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง, 73 วรรคสอง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 42 วรรคสอง, 54 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี

จากคำพิพากษาศาลชั้นต้นปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมิได้ระบุความผิดฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและกำหนดโทษไว้ในคำพิพากษา คงระบุไว้เพียง 3 ฐานความผิด แต่รวมโทษจำคุกเป็นคนละ 8 ปี ซึ่งน่าจะเป็นความผิดหลงหรือความพลั้งเผลอของศาลชั้นต้นที่มิได้ระบุความผิดฐานดังกล่าวเอาไว้ในคำพิพากษา ทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสามคงอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษเท่านั้น และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้ เพียงแต่เติมข้อความไว้ในวงเล็บต่อท้ายความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางจำคุกคนละ 2 ปี ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า "ที่ถูกฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูป จำคุกคนละ 2 ปี ด้วย" ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทฐานความผิดให้ตรงตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามตามฟ้องและถูกต้องตรงตามโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นวางไว้ก่อนที่จะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสาม โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสามให้สูงขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้แก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสามลดลงจากโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามอีกด้วย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 และไม่เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบด้วยมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เครื่องเลื่อยยนต์ (ที่ถูกเป็น เลื่อยโซ่ยนต์) เลื่อยออกเป็นท่อนเหลี่ยมและแผ่นจำนวน 2 ท่อน 1 ซีก กับ 12 ชิ้น ภายในบริเวณป่าทะเลน้อยซึ่งเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองจำนวน 2 ท่อน ซึ่งไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายประทับ โดยจำเลยทั้งสามพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามร่วมกันแปรรูปไม้ยางดังกล่าวข้างต้น รวม 2 ชิ้น กับ 1 ซีก ปริมาตรรวม 2.50 ลูกบาศก์เมตร โดยใช้เลื่อยยนต์ 2 เครื่อง ขวาน 1 เล่ม ประแจ 6 ตัว ไขควง 4 ตัว โช่เลื่อยยนต์ 2 เส้น และตลับเมตร 1 อัน ทำการเลื่อยเจาะเซาะไม้ยางดังกล่าวออกเป็นท่อน เหลี่ยมหรือแผ่นอันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิม และจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปจำนวน 12 ชิ้น กับ 1 ซีก ปริมาตรรวม 2.50 ลูกบาศก์เมตร ดังกล่าวข้างต้นไว้ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามซึ่งเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องเลื่อยยนต์ 2 เครื่อง ขวาน 1 เล่ม ประแจ 6 ตัว ไขควง 4 ตัว โซ่เลื่อยยนต์ 2 เส้น ตลับเมตร 1 อัน ไม้ยางที่ยังมิได้แปรรูป 2 ท่อน และไม้ยางที่ได้แปรรูปแล้วจำนวน 12 ชิ้น กับ 1 ซีก อันเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสามใช้ในการกระทำความผิดและเป็นทรัพย์ที่มีไว้เนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง และต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 42, 54, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง, 73 วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 42 วรรคสอง, 54 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ยางในเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางมิได้แปรรูป จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยาง จำคุกคนละ 2 ปี (ที่ถูก ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูป จำคุกคนละ 2 ปี ด้วย) รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละคนละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เฉพาะข้อหามีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นมาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไม่ได้ คงจำคุกได้เฉพาะฐานร่วมกันทำไม้ยางในเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฐานร่วมกันมีไม้ยางมิได้แปรรูป และฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยาง จำคุกคนละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน มิใช่จำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละคนละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้ยาง อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ภายในบริเวณป่าทะเลน้อยซึ่งเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ร่วมกันแปรรูปไม้ยางและร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 6, 7, 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 42, 54, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง, 73 วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 42 วรรคสอง, 54 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จากคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้ระบุความผิดฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและกำหนดโทษไว้ในคำพิพากษา คงระบุไว้เพียง 3 ฐานความผิด แต่รวมโทษจำคุกเป็นคนละ 8 ปี ซึ่งน่าจะเป็นความผิดหลงหรือความพลั้งเผลอของศาลชั้นต้นที่มิได้ระบุความผิดฐานดังกล่าวเอาไว้ในคำพิพากษา ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามก็มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสามคงอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษเท่านั้น และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้ เพียงแต่เติมข้อความไว้ในวงเล็บต่อท้ายความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยาง จำคุกคนละ 2 ปี ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า "ที่ถูก ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูป จำคุกคนละ 2 ปี ด้วย" ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทฐานความผิดให้ตรงตามคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามตามฟ้องและถูกต้องตรงตามโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นวางไว้ก่อนที่จะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสาม โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสามให้สูงขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้แก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสามลดลงจากโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามอีกด้วย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และไม่เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบด้วยมาตรา 215 ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง ในการทำไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านับว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าของประเทศชาติ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสามจะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่ ม. 212 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเปรียมหรือเปียม หนูคง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4458/2550
#272810
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 90 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 3 เดือน แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลยถึง 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 654,480 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยกระทำความผิดรวม 90 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 540 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 270 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงิน 654,480 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 90 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 3 เดือน แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วลงโทษจำคุกจำเลยถึง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ก็ตาม แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจ การลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (1)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายยะยา แวมามะ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4444/2550
#272799
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปกับ ฉ. ผู้ตายฝ่ายหนึ่งกับ ส. อีกฝ่ายหนึ่ง สมัครใจเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยในการชุลมุนต่อสู้ดังกล่าว ฉ. ถูกอาวุธมีดที่จำเลยนำติดตัวไปแทงถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนในการชุลมุนต่อสู้กันจะมีผู้ร่วมชุลมุนกันอีกหลายคน และผู้ร่วมชุลมุนกลุ่มใดเป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำพยานมาสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีอาวุธมีดปลายแหลมขนาดด้ามและตัวมีดยาวประมาณ 50 เซนติเมตร 1 เล่ม ติดตัวไปกับนายเฉลิมชัยหรือหรั่ง ชูเชิด ผู้ตายฝ่ายหนึ่งกับนายสงัดหรือปุ๋ย สนแก้ว อีกฝ่ายหนึ่งได้สมัครใจเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยในการชุลมุนต่อสู้ดังกล่าวนายเฉลิมชัยถูกอาวุธมีดที่จำเลยนำติดตัวไปแทงบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าด้านขวา ปากแผลกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร เข้าปอด และถูกเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจ เป็นเหตุนายเฉลิมชัยถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดได้อาวุธมีดซึ่งจำเลยใช้กระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294, 33 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าผู้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กันมีอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง และกลุ่มใดเป็นฝ่ายก่อเหตุ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวกับนายเฉลิมชัยหรือหรั่ง ชูเชิด ผู้ตาย ฝ่ายหนึ่งกับนายสงัดหรือปุ๋ย สนแก้ว อีกฝ่ายหนึ่ง สมัครใจเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยในการชุลมุนต่อสู้ดังกล่าว นายเฉลิมชัยถูกอาวุธมีดที่จำเลยนำติดตัวไปแทงถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนในการชุลมุนต่อสู้กันจะมีผู้ร่วมชุลมุนกันอีกหลายคนและผู้ร่วมชุลมุนกลุ่มใดเป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำพยานมาสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายกิตติพงษ์หรือบาส ผลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ