คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2550
#267920
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2548 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเอกสาร ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสามมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 เนื่องจากจำเลยทั้งสามมีความจำเป็นต้องลดรายจ่ายหรือตัดทอนรายจ่ายลง โดยอ้างว่าการเลิกจ้างเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาจ้างดังกล่าว คือ สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.7 ที่ระบุว่า "การสิ้นสุดสัญญาจ้างอาจจะเกิดขึ้นได้ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาตามข้อตกลงเนื่องจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ก) การตัดทอนรายจ่าย - การเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะของลูกจ้าง" ดังนั้น การเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าจำเลยทั้งสามไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะในการทำงานของโจทก์ อีกทั้งจะต้องปรากฏว่ากรณีการเลิกจ้างดังกล่าวมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างด้วย ซึ่งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินจึงต้องลดค่าใช้จ่ายและไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างให้โจทก์ต่อไปได้ การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่กรณีที่ขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับทักษะการทำงานของโจทก์ เป็นแต่เพียงขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างของโจทก์ และการเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินนั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าประสบปัญหาเพียงใด ถึงขนาดมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ และตามหนังสือเลิกจ้างให้เหตุผลในการเลิกจ้างโจทก์ คือ ตามแผนการตัดทอนค่าใช้จ่าย ดังนั้น การจะพิจารณาว่าที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องให้ได้ข้อเท็จริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินเพียงใด มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ มีแผนการตัดทอนค่าใช้จ่ายอย่างไร ได้ดำเนินการตามแผนการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และจำเลยทั้งสามขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่ทักษะการทำงานของโจทก์หรือไม่ อย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว แล้วดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 5,360,294.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินคืนจำนวน 9,218.08 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 374,585.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งเคลือบคลุมและแถลงรับกันว่า จำเลยทั้งสามได้ชำระค่าชดเชยให้โจทก์จำนวน 11,250.41 ดอลลาร์สหรัฐ แล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประกอบธุรกิจร่วมกันเป็นกิจการร่วมค้าใช้ชื่อว่า กิจการร่วมค้าไอดีเอส มีวัตถุประสงค์รับติดตั้งระบบไฟฟ้าสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสาม โดยทำสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545 ตกลงให้โจทก์ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2548 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเอกสาร ทำหน้าที่ควบคุมงานด้านเอกสาร ได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,700 ดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นค่าแรง 7,200 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าที่พัก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเดินทาง 500 ดอลลาร์สหรัฐ จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนหรือภายในวันที่ 10 ของเดือน ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสามมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยทั้งสามให้โจทก์ทำบัญชีเงินค่าตอบแทนจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้าง และจำเลยทั้งสามจ่ายเงินตามบัญชีดังกล่าวแก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.5 โดยอ้างถึงการแปลความสัญญาจ้างข้อ 10.1 (ก) ว่า หมายถึง หากลูกจ้างมีความสามารถน้อยลงโดยนายจ้างไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถที่น้อยลงของลูกจ้างนายจ้างจึงจะเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนดได้ และการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวนและขัดต่อกฎหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังมีความสามารถในการทำงานและจำเลยทั้งสามยังให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งอื่นได้ จำเลยทั้งสามไม่เคยมีแผนตัดทอนรายจ่ายโดยการลดกำลังคน กิจการของจำเลยทั้งสามเพียงแต่ขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ไม่ได้ขาดทุน เงินเดือนโจทก์เมื่อเทียบกับสภาพงานที่โจทก์ต้องรับผิดชอบ ความสามารถและประสบการณ์ของโจทก์แล้วไม่ถือว่าสูงเกินไป และเมื่อจำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์แล้วได้จ้างบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนโจทก์และจ้างลูกจ้างเพิ่มในส่วนวิศวกร จึงไม่ได้ตัดทอนรายจ่ายโดยลดลูกจ้างและแสดงว่าตำแหน่งของโจทก์มีความสำคัญจึงต้องมีการจ้างลูกจ้างเพิ่ม เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมีความจำเป็นต้องลดรายจ่ายหรือตัดทอนรายจ่ายลง แม้มิได้เป็นความผิดของโจทก์ แต่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลสมควรตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาจ้างดังกล่าวมีความว่า "ข้อ 10.0 การเลิกสัญญา 10.1 เหตุผลของการเลิกจ้าง ตามเงื่อนไขที่กำหนดต่อไปนี้ การสิ้นสุดสัญญาจ้างอาจจะเกิดขึ้นได้ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาตามข้อตกลงเนื่องจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ก.) การตัดทอนรายจ่าย - การเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะของลูกจ้าง" ดังนั้น ในการเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าจำเลยทั้งสามไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะในการทำงานของโจทก์ อีกทั้งจะต้องปรากฏว่ากรณีการเลิกจ้างดังกล่าวมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างด้วย ซึ่งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินจึงต้องลดค่าใช้จ่ายและไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างให้โจทก์ต่อไปได้ การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่กรณีที่ขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับทักษะการทำงานของโจทก์ เป็นแต่เพียงขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างของโจทก์ และการเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่าประสบปัญหาเพียงใด ถึงขนาดมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ และตามสำเนาหนังสือเลิกจ้างให้เหตุผลในการเลิกจ้างโจทก์คือตามแผนการตัดทอนค่าใช้จ่าย ดังนั้น การจะพิจารณาว่าที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินเพียงใด มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ มีแผนการตัดทอนค่าใช้จ่ายอย่างไร ได้ดำเนินการตามแผนการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และจำเลยทั้งสามขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่ทักษะการทำงานของโจทก์หรือไม่ อย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นควรให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นให้ครบถ้วนเสียก่อน

จึงให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรแฮม โฟการ์ตี
บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2550
#410773
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาจ้างระบุเงื่อนไขของการสิ้นสุดสัญญาจ้างที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนวันสิ้นสุดสัญญาตามข้อตกลงว่า เนื่องจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ก) การตัดทอนรายจ่าย-การเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะของลูกจ้าง การเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเลิกจ้างนั้นมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์และจำเลยไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะในการทำงานของโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยอ้างเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ว่าประสบปัญหาด้านการเงินจึงต้องลดค่าใช้จ่ายและไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างให้โจทก์ต่อไปได้ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องให้ได้ข้อเท็จจริงว่าจำเลยประสบปัญหาด้านการเงินเพียงใด มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ มีแผนการตัดทอนค่าใช้จ่ายอย่างไร ได้ดำเนินการตามแผนการดังกล่าวหรือไม่อย่างไร และจำเลยขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่ทักษะการทำงานของโจทก์หรือไม่อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจร่วมกันเป็นกิจการร่วมค้า ใช้ชื่อในทางการค้าว่า กิจการร่วมค้าไอดีเอสเพื่อประกอบกิจการโครงการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545 จำเลยทั้งสามทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเอกสาร ระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2548 ได้รับค่าจ้างเงินเดือนงวดสุดท้าย 8,700 ดอลลาร์สหรัฐ ตกลงจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าเป็นโครงการลดทอนรายจ่ายซึ่งไม่เป็นความจริงและโจทก์ไม่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับรายจ่ายของจำเลยทั้งสาม ทั้งงานที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำมีความสำคัญสำหรับโครงการก่อสร้างระบบไฟฟ้าและโจทก์ไม่มีความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้จากค่าจ้างถึงวันสิ้นสุดสัญญาเป็นเงิน 125,715 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินบาทเท่ากับ 5,108,554 บาท และเสียค่าใช้จ่ายในการขนสัมภาระกลับประเทศออสเตรเลียจำนวน 695.50 ตอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 28,262.38 บาท ค่าทนายความก่อนฟ้องคดีเป็นเงิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 121,908 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเบิกความและค่าที่พักเป็นเงิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 101,590 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 131,910 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 5,360,294.80 บาท ทั้งนี้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง อัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 40.6360 บาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสามแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 5,360,294.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 เนื่องจากต้องลดค่าใช้จ่ายของโครงการเพื่อความอยู่รอดเพราะประสบปัญหาด้านการเงินและหมดความจำเป็นในการว่าจ้างตามสัญญาจ้างข้อ 10.1 (ก) โจทก์ทราบความจำเป็นดังกล่าวทั้งต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ได้จ้างผู้อื่นทำงานแทน โจทก์ได้คำนวณรายการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเลิกจ้างและค่าจ้างค้างจ่ายแจ้งแก่จำเลยทั้งสามเพื่อขออนุมัติจ่ายตามความเป็นจริงเป็นเงิน 39,778.31 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 1,616,431 บาท โดยการโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีโจทก์ไปยังต่างประเทศ โจทก์ทราบและได้รับเงินครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ การเลิกจ้างโจทก์ตามแผนตัดทอนรายจ่ายลดกำลังคน มิใช่เลิกจ้างด้วยสาเหตุอื่น ทั้งไม่มีตำแหน่งอื่นว่างและเหมาะสมกับโจทก์ และไม่ได้มีการว่าจ้างบุคลากรใหม่หรือเพิ่มเติมตำแหน่งอื่น ส่วนปัญหาด้านการเงินก็เป็นเรื่องปกติของธุรกิจที่มีผลประกอบการเป็นกำไรหรือขาดทุน การเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสาม ส่วนค่าขนส่งสัมภาระจำเลยทั้งสามได้ชำระแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสามถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 เท่านั้น จึงไม่มีสิทธิคิดว่าค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนรวมผลประโยชน์และวันหยุดพักผ่อนประจำปีถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยทั้งสามจ่ายเงินตามรายการที่โจทก์คำนวณเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 โดยเข้าใจว่าโจทก์ต้องทำงานถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 จึงเป็นการจ่ายเงินเกินกว่าสิทธิที่โจทก์จะได้รับเป็นเวลา 1 เดือน และเป็นลาภมิควรได้ จำเลยทั้งสามมีสิทธิเรียกคืนได้ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินคืนจำนวน 9,218.08 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 374,585.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้รับแจ้งโดยวาจาจากผู้จัดการฝ่ายการจัดการ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจัดการโครงการว่าหากถ่ายโอนงานที่ได้รับมอบหมายหรือรับผิดชอบปังพนักงานของจำเลยทั้งสามเรียบร้อยแล้ว โจทก์สามารถออกจากงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 และหลังจากออกจากงานจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 ก็ไม่เคยได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งสามให้มาทำงาน ทั้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 โจทก์ออกใบเรียกเก็บเงินงวดสุดท้ายจากผู้จัดการฝ่ายการจัดการเพื่อชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่เห็นด้วยก็ชอบจะปฏิเสธการชำระเงินแก่โจทก์และเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่ทราบว่าโจทก์หยุดงาน โจทก์ได้รับเงินตามรายการที่โจทก์คำนวณแล้ว ขาดเฉพาะค่าขนส่งของใช้ส่วนตัวกลับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยตกลงสละสิทธิเรียกร้องใด ๆ รวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.5 โดยอ้างถึงการแปลความสัญญาจ้างข้อ 10.1 (ก) ว่า หมายถึงหากลูกจ้างมีความสามารถน้อยลง โดยนายจ้างไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถที่น้อยลงของลูกจ้าง นายจ้างจึงจะเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนดได้ และการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวนและขัดต่อกฎหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังมีความสามารถในการทำงานและจำเลยทั้งสามยังให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งอื่นได้ จำเลยทั้งสามไม่เคยมีแผนตัดทอนรายจ่ายโดยการลดกำลังคน กิจการของจำเลยทั้งสามเพียงแต่ขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ไม่ได้ขาดทุน เงินเดือนโจทก์เมื่อเทียบกับสภาพงานที่โจทก์ต้องรบผิดชอบ ความสามารถและประสบการณ์ของโจทก์แล้วไม่ถือว่าสูงเกินไป และเมื่อจำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์แล้วได้จ้างบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนโจทก์และจ้างลูกจ้างเพิ่มในส่วนวิศวกร จึงไม่ได้ตัดทอนรายจ่ายโดยลดลูกจ้างและแสดงว่าตำแหน่งของโจทก์มีความสำคัญจึงต้องมีการจ้างลูกจ้างเพิ่ม เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมีความจำเป็นต้องลดรายจ่ายหรือตัดทอนรายจ่ายลง แม้มิได้เป็นความผิดของโจทก์ แต่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลสมควรตามข้อตกลงในสัญญาจ้างถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาจ้างดังกล่าวมีความว่า "ข้อ 10.0 การเลิกสัญญา 10.1 เหตุผลของการเลิกจ้างตามเงื่อนไขที่กำหนดต่อไปนี้ การสิ้นสุดสัญญาจ้างอาจจะเกิดขึ้นได้ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาตามข้อตกลงเนื่องจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ก.) การตัดทอนรายจ่าย-การเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะของลูกจ้าง" ดังนั้น ในการเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า จำเลยทั้งสามไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การใช้ทักษะในการทำงานของโจทก์ อีกทั้งจะต้องปรากฏว่า กรณีการเลิกจ้างดังกล่าวมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างด้วยซึ่งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินจึงต้องลดค่าใช้จ่ายและไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างให้โจทก์ต่อไปได้ การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่กรณีที่ขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับทักษะการทำงานของโจทก์ เป็นแต่เพียงขาดตำแหน่งที่เหมาะสมกับค่าจ้างของโจทก์ และการเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่าประสบปัญหาเพียงใด ถึงขนาดมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ และตามหนังสือเลิกจ้างให้เหตุผลในการเลิกจ้างโจทก์คือตามแผนการตัดทอนค่าใช้จ่าย ดังนั้น การจะพิจารณาว่าที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามประสบปัญหาด้านการเงินเพียงใด มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ มีแผนการตัดทอนค่าใช้จ่ายอย่างไร ได้ดำเนินการตามแผนการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และจำเลยทั้งสามขาดตำแหน่งที่เหมาะสมแก่ทักษะการทำงานของโจทก์หรือไม่ อย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นควรให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นให้ครบถ้วนเสียก่อน"

จึงให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรแฮม โฟการ์ตี
บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4800/2550
#411359
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนระบุอ้างแต่ ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น โดยมิได้อ้างมาตรา 340 อันเป็นบทบัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็ระบุไว้ที่หน้าคำฟ้องในช่องฐานความผิดว่าปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นการจับกุมประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 340 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ แสดงว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และมีผลเท่ากับโจทก์อ้างมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) แล้ว เพียงแต่โจทก์ระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษขาดตกบกพร่องเท่านั้นคำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 92, 288, 340 ตรี, 357, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กับให้บวกโทษของจำเลยที่ 4 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4394/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสี่ (ที่ถูก มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสี่), 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 24 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 26 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 4 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ให้บวกโทษของจำเลยที่ 4

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การที่นำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไม่พร้อมกัน แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ซึ่งหากไม่เป็นความจริงย่อมเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชี้และแสดงท่าทางประกอบเช่นนั้นได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น โดยมิได้อ้างมาตรา 340 อันเป็นบทบัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็ระบุไว้ที่หน้าคำฟ้องในช่องฐานความผิดว่าปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นการจับกุม ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 340 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ แสดงว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และมีผลเท่ากับโจทก์อ้างมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) แล้ว เพียงแต่โจทก์ระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษขาดตกบกพร่องเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนยิง และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตามที่พิจารณาได้ความได้ ส่วนจำเลยที่ 4 โจทก์มีนางสมควรเป็นพยานเบิกความว่า วันเดือนปีใดซึ่งพยานจำไม่ได้แล้วเวลาประมาณ 15 นาฬิกา พยานเดินทางกลับจากที่ทำงาน ขณะเดินตามทางถนนเพื่อเข้าบ้านจะต้องผ่านบ้านของนายประดิษฐ์ซึ่งเป็นลุงของสามีพยาน เห็นนายประดิษฐ์ยืนคุยอยู่กับนายเพ็ชรเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายรถจักรยานยนต์ป๊อป และเห็นรถจักรยานยนต์ป๊อปจอดอยู่ที่บ้านของนายประดิษฐ์ ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมตัวนายประดิษฐ์และยึดรถจักรยานยนต์ป๊อปจำนวน 3 คันไป แม้จะไม่ได้เบิกความว่ามีจำเลยที่ 4 ด้วยหรือไม่ แต่พยานให้การในชั้นสอบสวนไว้ด้วยตามบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งมีรายละเอียดว่านายประดิษฐ์เรียกให้พยานเข้าไปช่วยดูรถจักรยานยนต์ป๊อปคันหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 4 นำไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ในราคา 5,000 บาท พยานบอกว่าราคาไม่ถูกและไม่แพงเกินไป นายประดิษฐ์จึงรับซื้อไว้ ประกอบกับโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวีระชีพกับร้อยตำรวจโทสุรพงศ์เป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ พยานจึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นเพื่อไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 4 ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่จำเลยที่ 4 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ พยานจึงติดตามไปที่บ้านของนายประดิษฐ์ พบนายประดิษฐ์และรถจักรยานยนต์ทั้งสามคัน นายประดิษฐ์รับว่ารับซื้อมาจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 4 ว่ารับของโจร จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ก็ยังคงให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา การที่จำเลยที่ 4 นำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการปล้นทรัพย์ไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ดังกล่าว จึงเป็นการช่วยจำหน่ายและรับไว้ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า จำเลยทั้งสี่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับขู่เข็ญและหลอกลวงให้รับสารภาพนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้โต้แย้งตั้งแต่ชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หรือญาติพี่น้องของจำเลยทั้งสี่ได้ร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานอื่นใดที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน คงเป็นแต่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยทั้งสี่ในชั้นพิจารณาเท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายครรชิต หาสุนหะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเรืองชัย จันทร์แก้วแร่
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790/2550
#272814
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์นั้นมีความหมายว่าเหตุลักทรัพย์เกิดระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงของวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงเวลากลางวันของวันเดียวกัน โดยมีคำขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334 และมาตรา 335 มาด้วย ตามคำฟ้องโจทก์เวลาเกิดเหตุลักทรัพย์นั้นจึงอาจเป็นเวลากลางคืนก่อนเที่ยง หรือเวลากลางวันก็ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องโดยมิได้ระบุว่าลักทรัพย์ในเวลากลางวันหรือในเวลากลางคืนจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ในเวลาใดแน่ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 22 มกราคม 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าโนวา คันหมายเลขทะเบียน กงล สตูล 556 ราคาประมาณ 20,000 บาท ของนายเจ๊ะอุเส็น ก๊ะสังโรย ผู้เสียหาย ซึ่งจอดไว้ที่บริเวณหน้าคิวรถรับจ้างสายสตูล-ตำมะลัง หมู่ที่ 2 ตำบลตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2545 เวลากลางวัน หลังเกิดเหตุลักทรัพย์แล้วเจ้าพนักงานตรวจยึดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้ จำเลยเป็นคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นจำเลยได้ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ซึ่งได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลตำมะลังและตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน รถจักรยานยนต์ของกลางผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ข้อหารับของโจรให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ถือได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์นั้น มีความหมายว่าเหตุลักทรัพย์เกิดระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงของวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงเวลากลางวันของวันเดียวกันโดยมีคำขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และมาตรา 335 มาด้วย เช่นนี้ ตามคำฟ้องโจทก์เวลาเกิดเหตุลักทรัพย์นั้นจึงอาจเป็นเวลากลางคืนก่อนเที่ยงหรือเวลากลางวันก็ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องโดยมิได้ระบุว่าลักทรัพย์ในเวลากลางวันหรือในเวลากลางคืน จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ในเวลาใดแน่ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (1)
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายอัสมาน หมันส๊ะ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4785/2550
#272723
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 77 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ท้องที่ใดมีอาคารก่อสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ และมีสภาพหรืออาจทำให้เกิดสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย การป้องกันอัคคีภัย การสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง และการอำนวยความสะดวกแก่การจราจร เมื่อมี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่นั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (4) มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราค่าเช่าที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "สัญญาเช่าที่ดินที่ทำขึ้นตามวรรคหนึ่ง (4) ให้มีระยะเวลาเช่าตามที่ตกลงกันแต่ต้องไม่เกินสิบปี การต่อระยะเวลาเช่าจะกระทำมิได้ เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ดินแล้ว เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารผู้ใดไม่รื้อถอนขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากบริเวณที่กำหนดใน พ.ร.ฎ.ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าผู้นั้นยินยอมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นเอง ในกรณีหลังนี้ให้นำมาตรา 42 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 เทศบาลตำบลหัวหินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ฯ มีกำหนด 10 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันที่สิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมารวม 852 วัน จำเลยไม่รื้อถอน ขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินบริเวณดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารมีกำหนด 10 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่รื้อถอนขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 77 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำต้องให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารก่อนดังที่จำเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2522 กำหนดให้ท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นเขตปรับปรุงอาคาร ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2534 ภายหลังพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับแล้ว เทศบาลตำบลหัวหินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีกำหนด 10 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน อันเป็นวันที่สิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมารวม 852 วัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารสิ่งก่อสร้าง ที่ก่อสร้างในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติที่เช่าจากเทศบาลตำบลหัวหิน ไม่รื้อถอน ขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินบริเวณเขตปรับปรุงอาคารที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ดินแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ปรับเป็นรายวันอีกด้วยนั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่เมื่อใด จึงไม่อาจปรับเป็นรายวันตามที่โจทก์ขอ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรีปฏิบัติราชการในหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคสี่ ปรับ 6,000 บาท และปรับเป็นรายวันอีกวันละ 1,000 บาท รวม 852 วัน เป็นเงิน 852,000 บาท รวมปรับ 858,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 429,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคสี่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ท้องที่ใดมีอาคารก่อสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีสภาพหรืออาจทำให้เกิดสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย การป้องกันอัคคีภัย การสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง และการอำนวยความสะดวกแก่การจราจร เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่นั้นแล้วให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (4) มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราค่าเช่าที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "สัญญาเช่าที่ดินที่ทำขึ้นตามวรรคหนึ่ง (4) ให้มีระยะเวลาเช่าตามที่ตกลงกันแต่ต้องไม่เกินสิบปี การต่อระยะเวลาเช่าจะกระทำมิได้ เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ดินแล้วเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารผู้ใดไม่รื้อถอนขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากบริเวณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าผู้นั้นยินยอมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นเอง ในกรณีหลังนี้ให้นำมาตรา 42 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 เทศบาลตำบลหัวหินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2522 มีกำหนด 10 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันที่สิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมารวม 852 วัน จำเลยไม่รื้อถอน ขนย้ายอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินบริเวณดังกล่าวเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารมีกำหนด 10 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่รื้อถอน ขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 77 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำต้องให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารก่อนดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 77 วรรคหนึ่ง ม. 77 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ จันทมณี
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4785/2550
#410510
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าที่ดินสาธารณสมบัติซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารมีกำหนด 10 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่รื้อถอนขนย้ายอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคสี่ กรณีไม่จำต้องให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2522 กำหนดให้ท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาตามฉบับนี้เป็นเขตปรับปรุงอาคาร ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2534 ภายหลังพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับแล้ว เทศบาลตำบลหัวหินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีกำหนด 10 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน อันเป็นวันที่สิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมารวม 852 วัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารสิ่งก่อสร้างในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติที่เช่าจากเทศบาลตำบลหัวหิน ไม่รื้อถอนขนย้ายอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินบริเวณเขตปรับปรุงอาคารที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ดินแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดำเนินการรื้อถอดอาคารนั้นด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ปรับเป็นรายวันอีกด้วยนั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่เมื่อใด จึงไม่อาจปรับเป็นรายวันตามที่โจทก์ขอ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรีปฏิบัติราชการในหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคสี่ ปรับ 60,000 บาท และปรับเป็นรายวันอีกวันละ 1,000 บาท รวม 852 วัน เป็นเงิน 852,000 บาท รวมเป็น 858,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 429,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคสี่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ท้องที่ใดมีอาคารก่อสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากในที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมีสภาพหรืออาจทำให้เกิดสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย การป้องกันอัคคีภัย การสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง และการอำนวยความสะดวกแก่การจราจร เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่นั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (4) มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราค่าเช่าที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "สัญญาเช่าที่ดินที่ทำขึ้นตามวรรคหนึ่ง (4) ให้มีระยะเวลาเช่าตามที่ตกลงกันแต่ต้องไม่เกินสิบปี การต่อระยะเวลาเช่าจะกระทำมิได้ เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ดินแล้ว เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารผู้ใดไม่รื้อถอนขนย้ายอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากบริเวณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าผู้นั้นยินยอมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นเองในกรณีหลังนี้ให้นำมาตรา 42 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 เทศบาลตำบลหัวหินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปรับปรุงอาคารในท้องที่ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2522 มีกำหนด 10 ปี ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันที่สิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมารวม 852 วัน จำเลยไม่รื้อถอน ขนย้ายอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินบริเวณดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติเนื้อที่ 26.80 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณเขตปรับปรุงอาคารมีกำหนด 10 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่รื้อถอนขนย้ายอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 77 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำต้องให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารก่อนดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ จัทมณี
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4784/2550
#410771
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาหนึ่งแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีความผิดในอีกข้อหาหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองให้การว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ จึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาใด โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 335 (1) และจำเลยทั้งสองยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำฟ้องอุทธรณ์มิใช่คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ได้ให้การไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนเริ่มพิจารณา ถึงแม้จะมีถ้อยคำหรือข้อความที่อาจแสดงว่ารับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ เมื่อคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงมีคนร้ายหลายคนลักรถจักรยานยนต์ของนายคำพูน พินโสดา ขณะอยู่ในความครอบครองของนายนพดล พินโสดา ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวเป็นของกลาง ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวจำเลยทั้งสองร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นตามวันเวลาดังกล่าวถึงวันเวลาจับกุมจำเลยทั้งสองร่วมกันรับเอารถจักรยานยนต์ดังกล่าวไว้โดยช่วยกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาไว้ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335, 357

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว จำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกันหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อายุไม่เกิน 17 ปี จึงเห็นสมควรส่งตัวจำเลยทั้งสองไปเข้ารับการศึกษา และฝึกอบรม ณ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดขอนแก่น เป็นเวลาคนละ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของดจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีความผิดในข้อหารับของโจร หรือหากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหารับของโจรย่อมไมมีความผิดในข้อหาลักทรัพย์ การที่จำเลยทั้งสองให้การว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ จึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาใด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่งแต่โจทก์มิได้นำสืบพยานให้ได้ความเช่นว่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 มิได้พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ แสดงว่าในการสอบคำให้การจำเลยทั้งสองความปรากฏแก่ศาล โจทก์ จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลจึงพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันลักทรัพย์ได้ โจทก์จึงไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไปนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) และจำเลยทั้งสองยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์เพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้มอบตัวจำเลยทั้งสองให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแลก็ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำฟ้องอุทธรณ์มิใช่คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ได้ให้การไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนเริ่มพิจารณาถึงแม้จะมีถ้อยคำหรือข้อความที่อาจแสดงว่ารับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับฟังได้โดยปริยายว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ เมื่อคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่สามารถรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายธวัชชัย ทีจันทร์มาตย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2550
#410651
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง และศาลชั้นต้นส่งหมายนัดแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงถือว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. 132 (1) นั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับอุทธรณ์แล้วโจทก์จะร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์อีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23565 เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ผู้อุทธรณ์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท แต่โจทก์ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเพียง 200 บาท จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกโจทก์ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ผู้อุทธรณ์เสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยส่งหมายให้แก่โจทก์ได้โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ครบกำหนดที่จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มในวันที่ 8 ธันวาคม 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ศาลชั้นต้นรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์และทนายโจทก์ได้รับหมายแจ้งคำสั่งให้เสียค่าขึ้นศาลเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 จึงครบกำหนดเวลาที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในวันที่ 8 ธันวาคม 2548 แต่โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ล่วงเลยกำหนดเวลาชำระค่าขึ้นศาลแล้ว โจทก์ไม่อาจขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เรียกให้ชำระภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดเวลาที่โจทก์จะต้องชำระค่าขึ้นศาลภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2548 ซึ่งเกินกำหนดเวลาที่โจทก์อาจชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ได้แล้ว คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์นั้นชอบแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการนำค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลา จึงถือว่า เป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง และศาลชั้นต้นส่งหมายนัดแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว โดยวิธีรับหมายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จึงถือว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) นั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับอุทธรณ์แล้ว โจทก์จะร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์อีกไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งในชั้นไต่สวนอนาถานี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่โจทก์เสียค่าคำร้องและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งในชั้นไต่สวนอนาถานี้โดยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาที่โจทก์เสียมาเป็นพับแก่โจทก์นั้นยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและเห็นสมควรคืนค่าคำร้องฎีกาคำสั่งที่โจทก์เสียมาให้แก่โจทก์ด้วย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 156 (เดิม) ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพันธ์ ดวงแก้ว
จำเลย — นางหนูอาจ แสนทวีสุข
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2550
#410508
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเป็นเรื่องที่โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์เป็นผลอันสืบเนื่อง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องโอนคดีไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6925 และ 6926 ที่ดินทั้งสองแปลงมีเขตติดต่อด้านทิศเหนือของที่ดินทั้งสองแปลงได้แบ่งขายให้แก่กรมชลประทานจำเลยที่ 2 และได้มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินไปแล้วโดยลงหลักเขตที่ดินไว้ 5 หลัก ต่อมาโจทก์ได้ยื่นเรื่องขอสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตัวแทนจำเลยที่ 1 มาระวังแนวเขตที่ดินแต่ไม่ลงนามและได้คัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์โดยแจ้งว่าที่ดินของโจทก์รุกล้ำเขตชลประทาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์และหากจำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนการนำชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 113,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6925, 6926 ตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมชลประทานจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสอบแนวเขตที่ดินและนำชี้ให้ช่างรังวัดปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตคลองชลประทาน คลองระบายน้ำ 4 ซ้ายสุพรรณ 3 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยคู่ความตีราคาที่ดินเนื้อที่พิพาทประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งราคาทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้และถือว่าจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยุ่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือตามราคาที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 ม. 16 ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีวารินทร์ ฉายา
จำเลย — หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2550
#410753
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์และหากจำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 113,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมชลประทานจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสอบแนวเขตที่ดินและนำชี้ให้ช่างรังวัดปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตคลองชลประทาน คลองระบายน้ำ 4 ซ้ายสุพรรณ 3 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคู่ความตีราคาที่ดินเนื้อที่พิพาทประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งราคาทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้และถือว่าจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีวารินทร์ ฉายา
จำเลย — หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4776/2550
#410505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยจำเลยมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทได้ไม่ต้องรื้อถอนบ้านที่ปลูกรุกล้ำที่ดินพิพาท คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะได้กล้าวอ้างเป็นประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท แต่เมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมามิได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยมิได้อุทธรณ์ ประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์จึงยุติถึงที่สุดแล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์อยู่ เพียงแต่จำเลยคงมีสิทธิใช้ได้ต่อไปโดยไม่ต้องรื้อถอนบ้านออกไปเท่านั้น การที่จำเลยครอบครองบ้านดังกล่าวย่อมเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ แม้จะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้ค่าใช้ที่ดินจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13878 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 38 ตารางวา อาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 13877 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในที่ดินของจำเลยมีบ้านเลขที่ 243 ซอยเดชอุดม 6 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางทิศเหนือเนื้อที่ 28 ตารางวา โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยเกี่ยวกับบ้านที่รุกล้ำที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมาวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว แต่ต้องใช้เงินค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3016/2542 ที่ดินโจทก์มีราคาประเมินตารางวาละ 7,000 บาท โจทก์สามารถนำที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำออกให้บุคคลอื่นเช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,500 บาท บ้านของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 ตลอดมา จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 ปี 10 เดือนเศษ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้ที่ดินต่อไปเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบ้านหลังดังกล่าวจะสลายไปทั้งหมด เมื่อจำเลยชำระเงินดังกล่าวครบถ้วน โจทก์ยอมจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมไว้แก่ที่ดินของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่ที่โจทก์ได้สละการครอบครองมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์และสามีโจทก์เป็นคนปลูกบ้านเลขที่ 243 ตามฟ้องในที่ดินของโจทก์เอง จำเลยไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์เรียกค่าใช้ที่ดินสูงเกินควร ค่าใช้ที่ดินไม่ควรเกินจำนวน 20,000 บาท โจทก์ใช่สิทธิเรียกร้องเกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะใช้เงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น เมื่อจำเลยใช้เงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วให้โจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลย ถ้าโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้เถียงกันฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 28 ตารางวา เป็นที่ดินในโฉนดเลขที่ 13878 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13877 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อยู่ติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13787 บนที่ดินของจำเลยมีบ้านเลขที่ 243 ซอยเดชอุดม 6 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา ปลูกอยู่โดยส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวอยู่บนที่ดินพิพาท เดิมที่ดินของจำเลยดังกล่าวเป็นของโจทก์มาก่อน โจทก์และสามีเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 243 ดังกล่าว แต่ต่อมาโจทก์ได้ขายฝากที่ดินและบ้านดังกล่าวแล้วไม่ไถ่คืน นางสาวจินตนา สิขรีไพศาล ผู้รับซื้อฝากจึงขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่นายมงคล พัฒนจิตวิไล หลังจากนั้นนายมงคลขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่นางอัมพร ประยงค์ แล้วนางอัมพรขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 592/2539 ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3016/2542 โดยวินิจฉัยว่าบ้านของจำเลยดังกล่าวปลูกในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต จำเลยมีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ของโจกท์เฉพาะส่วนที่บ้านดังกล่าวรุกล้ำได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนบ้าน (ส่วนที่รุกล้ำ) และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่มีสิทธิจะเรียกเงินเป็นค่าที่จำเลยใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ต่อไป ตลอดจนการที่จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม ส่วนเงินค่าใช้ที่ดินนั้นกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่าให้ใช้กันเป็นเงินก้อนหรือกำหนดใช้เป็นระยะเวลาอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องตกลงกันแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับค่าใช้ที่ดิน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้วตามหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเอกสารหมาย จ.7 ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้ที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3016/2542 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจกท์โดยจำเลยมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ ไม่ต้องรื้อถอนบ้านที่ปลูกรุกล้ำที่ดินพิพาท คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้ในคดีดังกล่าวจำเลยจะได้กล่าวอ้างเป็นประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท แต่เมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาโดยมิได้หยิบยกประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นวินิจฉัยจำเลยก็มิได้อุทธรณ์แต่อย่างใด ประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงยุติถึงที่สุดแล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของโจทก์อยู่หาใช้ตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่จำเลยคงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทได้ต่อไป โดยไม่ต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทออกไปเท่านั้น ดังนั้นการที่จำเลยครอบครองบ้านดังกล่าวโดยเฉพาะส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดมาก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์นั่นเอง แม้จะครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้ค่าใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์ศรี สุทธิธรรม
จำเลย — นายอนิวรรต ติรวีรขจร
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4742/2550
#410476
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง ใช้บังคับกับกรณีชำระหนี้ด้วยการใช้เงินเท่านั้น การนำสืบว่ามีการชำระเงินโดยยอมให้โจทก์ตักหน้าดินไปขายและนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นตาม ป.พ.พ. 321 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว และการนำสืบพยานบุคคลในกรณีเช่นนี้ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยจึงนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 190,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2533 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ชำระเงินคืนแก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องโดยขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นเงิน 71,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวม 261,250 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 190,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริงแต่จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ตักหน้าดินในที่ดินของจำเลยไปขายตีชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ยินยอมรับดินของจำเลยชำระหนี้แทนเงิน และโจทก์ได้นำดินส่วนของจำเลยไปขายได้เงินเกินกว่าหนี้กู้ยืม โจทก์กับจำเลยไม่มีหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 190,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 21 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มีนาคม 2541) ไม่ให้เกิน 71,250 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ รวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 190,000 บาท ไม่คิดดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2533 ตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยชำระเงินกู้คืนโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยยังไม่ชำระเงินกู้คืน ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระเงินกู้คืนแล้วโดยโจทก์ตักหน้าดินในที่ดินที่จำเลยกับโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันไปขายโดยจำเลยไม่ได้รับส่วนแบ่ง ซึ่งความในข้อนี้โจทก์เบิกความยอมรับว่ามีการตักหน้าดินในที่ดินส่วนของจำเลยและของโจทก์ และต่างฝ่ายต่างได้รับเงิน โจทก์ได้รับเงินมาจริงแต่อ้างว่าได้แบ่งให้แก่จำเลย แต่ฝ่ายจำเลยมีนางแวว เคลือบสำราญ พี่สาวของจำเลยเบิกความเป็นพยานว่าไม่มีการใช้เงิน โดยในปี 2533 จำเลยยินยอมให้โจทก์ตักดินในที่ดินซึ่งอยู่แปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลโพธิ์หัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นที่นาออกขาย โดยโจทก์เป็นผู้ขายดิน และนายใบ บุญเกิด บิดาของจำเลยและเป็นบิดาของนายสำราญ บุญเกิด ซึ่งเป็นสามีของโจทก์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า หลังจากกู้เงินได้มีการใช้หนี้โดยมีการตักดินบนที่ดินของจำเลยใช้หนี้แทน โจทก์ได้ตักดินบนที่ดินของจำเลยรวมทั้งที่ดินของโจทก์ไปขายพร้อมกัน โจทก์และนายสำราญเป็นผู้ดูแลการตักดินและเป็นผู้รับเงินค่าดิน หลังจากนั้นจำเลยได้ขอสัญญากู้คืนแต่หาสัญญาไม่พบ โดยโจทก์บอกให้จำเลยมารับวันหลัง ทั้งพยานได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พยานเป็นผู้บอกให้จำเลยให้ตักดินใช้หนี้แทน พยานได้เบิกความตอบคำถามติงทนายจำเลยว่า พยานสอบถามจำเลยแล้วจำเลยเล่าว่าไม่เคยได้รับเงินค่าดินจากโจทก์ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันคำกันว่าโจทก์ได้จ่ายเงินค่าตักดินให้แก่จำเลยหรือไม่แต่จำเลยมีนางแววพี่สาวจำเลยซึ่งก็เป็นญาติกับโจทก์ด้วย และที่สำคัญคือนายใบบิดาของจำเลยและเป็นบิดาของนายสำราญสามีโจทก์ด้วยมาเบิกความสนับสนุนจำเลย ประกอบกับโจทก์ยอมรับว่าโจทก์และสามีโจทก์เป็นผู้จัดการตักหน้าดินและรับเงินจากผู้ซื้อ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีหนี้ที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์น่าจะต้องหักเงินไว้ก่อนอีกทั้งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ครบกำหนดชำระคืนเงินภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2533 แต่ปรากฏว่าโจทก์มิได้ดำเนินการทวงถามและฟ้องร้องคดี ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานถึง 7 ปีเศษ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ในเดือนมีนาคม 2541 นับว่าเป็นข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง ดังนี้ พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ เชื่อว่า จำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์แล้วโดยการยอมให้โจทก์ตักหน้าดินของจำเลยไปขายชำระหนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การรับฟังพยานบุคคลว่า มีการชำระหนี้โดยขุดหน้าดินไปขายไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321, 653 วรรค 2 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว" นั้น หมายถึง กรณีชำระหนี้ด้วยการใช้เงินเท่านั้น สำหรับคดีนี้การนำสืบว่ามีการชำระเงินโดยยอมให้โจทก์ตักหน้าดินไปขายและนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว และการนำสืบเช่นนี้ก็ไม่ใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เช่นกัน จำเลยนำสืบได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเรียง บุญเกิด
จำเลย — นายสมจิตหรือณัฐพล บุญเกิด
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2550
#410650
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนจำเลยไปสำหรับขนสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยซึ่งอยู่ในต่างประเทศอันเป็นการเรียกค่าการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง จึงอยู่ในข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่มีกำหนดอายุความสองปี แต่มีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 595,823.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 518,107.40 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 595,823.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 518,107.40 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประการหลังที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เสียก่อน พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาผู้รับขนส่งสินค้า (จัดหาเรือ) และดำเนินการด้านพิธีการศุลกากรให้แก่จำเลยเพื่อให้มีการขนส่งสินค้าตามฟ้องแล้วส่งมอบให้ผู้รับ ณ ประเทศเยอรมัน โดยจำเลยตกลงชำระค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการของโจทก์ในการดำเนินพิธีศุลกากรขาออก (ส่งออก) ค่าธรรมเนียมศุลกากรตามจำนวนที่โจทก์ทดรองจ่ายให้แก่จำเลย ค่าออกเอกสาร ค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเล ค่าธรรมเนียมท่าเรือ และค่าขนส่ง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้เฉพาะประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยมิได้ให้การถึงข้อเท็จจริง ดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนจำเลยไปสำหรับขนสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยซึ่งอยู่ในต่างประเทศอันเป็นการเรียกค่าการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง จึงอยู่ในข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่มีกำหนดอายุความสองปีแต่มีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ดังนั้น แม้หากจะเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2541 วันที่ 24 ธันวาคม 2541 และวันที่ 10 ธันวาคม 2541 ตามที่จำเลยให้การยกเป็นข้อต่อสู้ แต่เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องในวันที่ 2 เมษายน 2544 สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในประการที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับซึ่งมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องตามกันมาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
บริษัทแหลมฉบังบริการขนส่ง
โจทก์ — และชิปปิ้ง จำกัด
บริษัทแม็คคอนเนล ดูเวล
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2550
#410500
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มีความหมายว่า กำหนดระยะเวลา 60 วัน เริ่มนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นซึ่งได้รับคำฟ้องไว้แต่แรกมีคำสั่งไม่รับฟ้องถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 พร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 กำหนดระยะเวลา 60 วัน ย่อมนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 มิใช่นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ให้จัดการขนส่งสินค้าทางอากาศจากกรุงเทพมหานครถึงนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา สินค้าของจำเลยทั้งสองไปถึงผู้รับปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2546 โจทก์เรียกเก็บค่าระวางและค่าบริการจัดส่งสินค้า 155,739 บาท จากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 182,363.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 155,739 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลจังหวัดธัญบุรี แต่ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยที่ ทก. 31/2548 ลงวันที่ 4 เมษายน 2548 ว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัย แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เกิน 60 วัน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 155,739 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 26,624.96 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อเดือนมีนาคม 2546 โจทก์รับจัดการขนส่งสินค้าเสื้อผ้าเด็กทางอากาศจากกรุงเทพมหานครถึงนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ติอต่อจองระวางเครื่องบิน และสินค้าได้ขนส่งโดยเครื่องบินของสายการปินไชน่า แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ซีโอ 388/02 ไปถึงผู้รับปลายทางเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสินค้าตามใบกำกับสินค้า เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 โจทก์ได้จ่ายค่าระวางไปเป็นเงิน 126,237.50 บาท ตามใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับสินค้า สำเนาเช็ค เอกสาร จ.7 ถึง จ.9 ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2546 โจทก์เรียกเก็บค่าระวางและค่าบริการจัดการส่งขนส่งสินค้าจำนวน 155,739 บาท จากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ทวงถามอีกหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามหนังสือทวงถามพร้อมไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารหมาย จ.11 คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลจังหวัดธัญบุรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาหมายนัดและคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกินกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลคือ วันที่ 4 เมษายน 2548 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ได้บัญญัติถึงกรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ย่อมมีความหมายว่ากำหนดระยะเวลา 60 วัน เริ่มนับแต่วันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีซึ่งได้รับคำฟ้องไว้แต่แรกมีคำสั่งไม่รับฟัองถึงที่สุดนั่นเอง เมื่อปรากฏว่าศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 พร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 กำหนดระยะเวลา 60 วัน ตามบทบัญญัติข้างต้นย่อมนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 หาใช่นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลจังหวัดธัญบุรีถึงที่สุด โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีใหม่ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซาวีโน่ เดล เบเน (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแฟชั่นมาร์ท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4724/2550
#379562
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการขายอัตราร้อยละ 5 จากงานซ่อมและร้อยละ 15 จากค่าอะไหล่ คำนวณจากผลกำไรแล้วในเดือนมิถุนายน 2548 จำเลยค้างจ่ายค่าตอบแทนการขายจำนวน 16,384 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าตอบแทนการขายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้หยุดงานไปตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เป็นการละทิ้งหน้าที่ ทำให้จำเลยขาดรายได้จากการเสนองานซ่อมรถยกและขายอะไหล่จำนวน 40,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำใหม่ของโจทก์ ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ตามที่จำเลยฟ้องแย้งหรือไม่ และเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายหรือไม่และเพียงใด ดังนั้น แม้ว่าตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานด้วยกัน แต่เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,200 บาท และค่าตอบแทนการขายร้อยละ 5 จากงานซ่อมแซมและค่าตอบแทนการขายร้อยละ 15 จากค่าอะไหล่คำนวณจากผลกำไรที่ได้ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างทำงานในเดือนมิถุนายน 2548 จำเลยค้างจ่ายค่าตอบแทนการขายจำนวน 16,384 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนการขายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงจ่ายค่าตอบแทนการขายร้อยละ 5 ของราคาค่าซ่อมรถยกก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและร้อยละ 3 จากค่าอะไหล่คำนวณจากผลกำไรที่ได้เท่านั้น ในเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายเพียง 9,897 บาท และจำเลยชำระแก่โจทก์แล้วในวันที่ 30 มิถุนายน 2548 แต่โจทก์หยุดงานไปตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ไปทำให้จำเลยขาดรายได้จากการเสนองานซ่อมรถยกและขายอะไหล่ให้แก่ลูกค้าวันละประมาณ 10,000 บาท จำนวน 4 วัน รวมเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนการขายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายที่โจทก์หยุดงานเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันให้การและฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางสั่งคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยว่า รับเป็นคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการขายอัตราร้อยละ 5 จากงานซ่อมและร้อยละ 15 จากค่าอะไหล่ คำนวณจากผลกำไรแล้ว ในเดือนมิถุนายน 2548 จำเลยค้างจ่ายค่าตอบแทนการขายจำนวน 16,384 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าตอบแทนการขายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยให้การว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าตอบแทนการขายเพียงอัตราร้อยละ 5 จากงานซ่อมและร้อยละ 3 จากค่าอะไหล่ คำนวณจากผลกำไรแล้ว ในเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายจำนวน 9,897 บาท และจำเลยชำระแก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้นประเด็นโดยตรงที่พิพาทกันจึงมีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายในอัตราใด ในเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายจำนวนเท่าใด และจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนการขายให้โจทก์แล้วหรือไม่ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้หยุดงานไปตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เป็นการละทิ้งหน้าที่ ทำให้จำเลยขาดรายได้จากการเสนองานซ่อมรถยกและขายอะไหล่จำนวน 40,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวนั้นเป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำใหม่ของโจทก์ ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ตามที่จำเลยฟ้องแย้งหรือไม่ และเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายหรือไม่และเพียงใด ดังนั้นแม้ว่าตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานด้วยกันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานที่จะนำสืบเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณาตยา ทับแก้ว
จำเลย — บริษัท เค.เอ็ม.ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4722/2550
#410649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญตาม ป.อ. มาตรา 392 ด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรานี้แต่กลับกำหนดโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง เพียงแต่วงเล็บข้อความไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูกมาตรา 392 ด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 392 อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 ให้ลงโทษฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลับโดยการขู่เข็ญ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2549 เวลากลางวัน จำเลยมีอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ใช้ยิงได้ มีเครื่องหมายเลขทะเบียนอาวุธปืนของนายทะเบียน หมายเลขทะเบียน กท 39110712 ซึ่งเป็นอาวุธปืนของบุคคลอื่นที่ได้รับใบอนุญาต และเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปบริเวณวัดดอนโม่ ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และจำเลยได้กระทำให้นายปริญญา หรือเด็กซ์ พะกาวัลย์ ผู้เสียหาย เกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญด้วยการใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวเล็งไปทางผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่ภายในบริเวณงานสรงน้ำพระวัดดอนโม่แล้วยิงปืน 1 นัด ให้กระสุนปืนเฉี่ยวไปไม่ถูกผู้เสียหาย อันเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน และในที่ชุมนุมชน เพื่อข่มขู่ผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวจ้องเล็งส่ายไปมาทางผู้เสียหาย พร้อมทั้งขู่เข็ญให้ผู้เสียหายลุกเดินออกไปทางด้านหน้า ห้ามไม่ให้หันหน้าไปมองทางจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371, 376, 392

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 (ที่ถูก มาตรา 392 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ จำคุก 10 วัน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน 5 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย แม้อาวุธปืนดังกล่าวจะเป็นอาวุธปืนของบุคคลอื่นที่ได้รับใบอนุญาต แต่การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในที่เกิดเหตุและยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวเล็งไปทางผู้เสียหายแล้วยิงปืน 1 นัด ให้กระสุนปืนเฉี่ยวไปไม่ถูกผู้เสียหาย เพื่อข่มขู่ผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวจ้องเล็งส่ายไปมาทางผู้เสียหาย พร้อมทั้งขู่เข็ญให้ผู้เสียหายลุกเดินออกไป ไม่ให้หันหน้าไปมองทางจำเลยอีกด้วย นับว่าจำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองอันเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้องด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรานี้ แต่กลับกำหนดโทษจำเลยฐานกระทำให้ผู้อื่นตกใจแล้วโดยการขู่เข็ญ จึงเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้องโดยเพียงแต่วงเล็บข้อความไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่กล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ถูก มาตรา 392 ด้วย และที่ถูก ฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไว้เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ให้ลงโทษฐานกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 371 ม. 376 ม. 392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสรรเสริญ คันธัพ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4708/2550
#272572
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 24 กรุงเทพมหานคร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครแต่ไม่ได้รับเลือกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัคร โดยต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ และตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครภายในกำหนด 90 วัน หลังจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง คือวันที่ 23 เมษายน 2544 จำเลยอ้างว่า ไปยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 แต่เจ้าหนี้ที่ไม่รับเอกสารอ้างว่าจำเลยไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร จำเลยก็มิได้ดำเนินการแก้ไขหรือขอให้เจ้าหน้าที่รับเอกสารไว้ก่อนแล้วจะดำเนินการแก้ไขในภายหลัง แต่จำเลยกลับไปยื่นใหม่อีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเช่นเดิมซึ่งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งหรือให้เจ้าหน้าที่บันทึกเหตุผลที่ไม่รับเอกสารของจำเลยดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ไปดำเนินการยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแล้ว การที่จำเลยไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 นั้น เมื่อนับจากวันที่ 23 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ก็เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไป 3 วัน แม้เจ้าหน้าที่ลงวันรับหนังสือไว้เก็เป็นการปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณเท่านั้น หาใช่เป็นการผ่อนผันให้แก่จำเลยแต่อย่างใดไม่ และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่รับเอกสารของจำเลย เพราะไม่เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นและจำเลยได้รับรองความถูกต้องภายในกำหนด 90 วัน หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 วรรคหนึ่ง

ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้ง ข้อ 20 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในแบบแบ่งเขตแต่ละคนยื่นรายงานการรับจ่ายเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำตามข้อ 19 รวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 90 วันนับจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง และลงนามโดยประธานกรรมการการเลือกตั้ง แม้ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ จะบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม แต่ข้อความตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 20 ดังกล่าวพอแปลได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้คณะกรรมการการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทำการแทน จึงกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นต่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ ดังนี้ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 20 จึงหาได้ขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 43 แต่อย่างใดไม่

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ มาตรา 10 (2) ได้บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 42 ได้บัญญัติให้ผู้สมัครแต่งตั้งบุคคลเป็นสมุห์บัญชีเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สมัคร โดยการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพิจารณาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 (2) และ 42 แล้ว ข้อความในประกาศดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอ้างมา ทั้งยังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเช่นนี้ ประกาศดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบกับพยานอื่นได้ แม้ประกาศดังกล่าวไม่ได้อ้างมาตรา 43 ไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามข้อ 20 ของประกาศฉบับนี้ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องยื่นรายงานการรับจ่ายเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีจัดทำรวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาสาระทำนองเดียวกับมาตรา 43 ดังนี้ แม้ประกาศดังกล่าวจะไม่ได้อ้างมาตรา 43 ไว้ก็ตาม ก็หาได้ทำให้ประกาศดังกล่าวไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองพรรคไท ในเขตเลือกตั้งที่ 24 กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง จำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นและผู้สมัครได้รับรองความถูกต้องภายในกำหนด 90 วัน หลังจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง แต่จำเลยไม่ยื่นบัญชีดังกล่าวภายในกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและมิได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43, 104 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 5 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 43, 104 (ที่ถูกมาตรา 43 วรรคหนึ่ง, 104 วรรคหนึ่ง) จำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ได้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 จำเลยยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 24 กรุงเทพมหานคร ในนามพรรคไท ได้รับหมายเลข 19 มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครแต่ไม่ได้รับเลือกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัคร โดยต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ และตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครภายในกำหนด 90 วัน หลังจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง คือวันที่ 23 เมษายน 2544 แต่จำเลยยื่นเอกสารที่อ้างว่าเป็นบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 ซึ่งเกินกำหนด 90 วัน แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครถึง 2 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับโดยอ้างว่า บัญชีรายรับและรายจ่ายดังกล่าวไม่ได้ทำตามแบบฟอร์มที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดและไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำใบรับให้จำเลยไว้ จำเลยจึงต้องไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ลงรับไว้ นั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์มีนายสุพจน์ ไพบูลย์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เคยมายื่นรายการค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครที่บ้านมนังคศิลาแล้ว ยังได้ความจากนายราชันย์ เพ็ชรณรงค์ เจ้าพนักงานการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับเอกสารค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครว่า ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2544 มีผู้มายื่นเอกสารค่าใช้จ่ายจำนวน 316 ราย ไม่ยื่น 12 ราย จำเลยเป็น 1 ใน 12 รายด้วย พยานโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรงและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลย จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไปยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 โดยไปกับนางชุติกานต์ ชูติกมลธรรม แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับเอกสารอ้างว่า จำเลยไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 ไปกับนายชูศักดิ์ แนวพาณิชย์ แต่ก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยจึงไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ลงรับไว้ เห็นว่า แม้จำเลยมีนางชุติกานต์กับนายชูศักดิ์มาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็ตาม แต่พยานทั้งสองล้วนแต่เป็นผู้ใกล้ชิดกับจำเลยโดยนางชุติกานต์เป็นเพื่อนจำเลย ส่วนนายชูศักดิ์ก็เป็นกรรมการบริหารพรรคไท ซึ่งจำเลยสังกัดอยู่ ดังนี้ อาจเบิกความช่วยเหลือจำเลยได้ ยิ่งกว่านั้นตอนที่จำเลยอ้างว่า ไปยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายครั้งแรกและเจ้าหน้าที่ไม่รับเอกสารอ้างว่าจำเลยไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารจำเลยก็มิได้ดำเนินการแก้ไขหรือขอให้เจ้าหน้าที่รับเอกสารไว้ก่อนแล้วจะดำเนินการแก้ไขภายหลัง แต่จำเลยกลับไปยื่นใหม่อีกเป็นครั้งที่สอง เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับเช่นเดิมซึ่งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งหรือให้เจ้าหน้าที่บันทึกเหตุผลที่ไม่รับเอกสารของจำเลยดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ไปดำเนินการยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแล้ว ส่วนการที่จำเลยนำเอกสารหมาย จ.14 ไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 นั้น เมื่อนับจากวันที่ 23 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งก็เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไป 3 วัน แม้เจ้าหน้าที่ลงวันรับหนังสือไว้ก็เป็นการปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณเท่านั้น หาใช่เป็นการผ่อนผันให้แก่จำเลยแต่อย่างใดไม่ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ส่งเอกสารดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามประกาศคณะกรรมการเลือกตั้ง ข้อ 20 และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่รับเอกสารของจำเลยเพราะไม่เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว พยานจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นและจำเลยได้รับรองความถูกต้องภายในกำหนด 90 วัน หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตามฟ้องจริง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า การทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งตามเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 20 ที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นรายงานการจ่ายเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง นั้น ขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เพราะมาตรา 43 ดังกล่าวกำหนดให้ผู้สมัครต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง ไม่ใช่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.7 ดังกล่าว เป็นประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้ง ซึ่งในข้อ 20 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในแบบแบ่งเขตแต่ละคนยื่นรายงานการรับจ่ายเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำตามข้อ 19 รวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง และลงนามโดยประธานกรรมการการเลือกตั้ง แม้ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จะบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีเลือกตั้งจัดทำขึ้นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม แต่ข้อความตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 20 ดังกล่าว พอแปลได้ว่า คณะกรรมการเลือกตั้งมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทำการแทน จึงกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ ดังนี้ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งข้อ 20 จึงหาได้ขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 43 แต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 โดยมิได้อ้างบทบัญญัติมาตรา 43 ไว้จึงไม่อาจนำมาเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 10 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ส่วนมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ได้บัญญัติให้ผู้สมัครแต่งตั้งบุคคลเป็นสมุห์บัญชีเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครโดยการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพิจารณาประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการจัดทำบัญชีเลือกตั้งแล้ว ข้อความในประกาศดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอ้างมา ทั้งยังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เช่นนี้ ประกาศดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบกับพยานอื่นได้ แม้ประกาศดังกล่าวไม่ได้อ้างมาตรา 43 ไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามข้อ 20 ของประกาศฉบับนี้ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องยื่นรายงานการรับจ่ายเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายที่สมุห์บัญชีจัดทำรวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาสาระทำนองเดียวกับมาตรา 43 ดังนี้ แม้ประกาศดังกล่าวจะไม่ได้อ้างมาตรา 43 ไว้ก็ตาม ก็หาได้ทำให้ประกาศดังกล่าวไม่ชอบดังที่จำเลยอ้างมาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 42 ม. 43 วรรคหนึ่ง ม. 104 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 10 (2)
ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจิตติพร อภิบาลภูวนารถ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4707/2550
#272569
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคำสั่งที่ออกตามคำสั่งที่ได้รับมอบอำนาจจากนายรัฐมนตรีตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ทั้งสองคำสั่งมีใจความสำคัญสอดคล้องต้องกันว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ เป็นเหตุให้เกิดภาวะมลพิษทั้งทางน้ำและในดิน...ฯลฯ เกิดภาวะขาดความสมดุลตามธรรมชาติผลตอบแทนที่ได้รับจากการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดไม่คุ้มกับความเสียหายต่อทรัพยากร จึงให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืด และผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ตามคำสั่งดังกล่าวแม้ไม่ได้ให้คำนิยามหรือให้ความหมายว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ คือ ความเค็มอัตราส่วนเท่าใด แต่ตามข้อเท็จจริงย่อมเป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่า คือ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในน้ำซึ่งนำน้ำทะเลพอประมาณมาเติมผสมลงในน้ำจืดโดยกุ้งกุลาดำมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ ซึ่งจำเลยก็เข้าใจความหมายดังกล่าวดี จึงนำสืบต่อสู้ไว้ตรงประเด็นว่า ช่วงวันเวลาเกิดเหตุตามคำฟ้องจำเลยไม่ได้นำน้ำทะเลมาเติมผสมลงในน้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำของจำเลยแต่อย่างใด คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย มาตรา 50 วรรคสอง และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจออกคำสั่งตามความในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ครั้นต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2541 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดภายในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งนี้หากผู้ประกอบการรายใดอยู่ระหว่างช่วงของการเพาะเลี้ยงก็ให้ดำเนินการได้แต่ละช่วงและจัดกุ้งให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่งเป็นต้นไปซึ่งคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 แล้ว เมื่อระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 2541 เวลากลางวันถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันมาตลอด จำเลยได้ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 2 บ่อ บนเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีดังกล่าวและยังเป็นผู้ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายจากภาวะมลพิษและเป็นการเพิ่มความรุนแรงแก่สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงด้วยการกระทำของจำเลยดังกล่าวอีกด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 9, 98 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 37 ให้ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องและสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 9, 98 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 เดือน และปรับ 60,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 40,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดมีอำนาจออกคำสั่งตามความในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 วันที่ 6 สิงหาคม 2541 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดภายในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี และจำเลยทราบประกาศคำสั่งทั้งสองฉบับแล้ว ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ว่าที่ร้อยตรีอุดม วงษ์ศิลป์ ปลัดอำเภอสองพี่น้อง และนายสุวิทย์ชาติ ขยันการนาวี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกันออกตรวจสอบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าจำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 2 บ่อ ในพื้นที่ 7 ไร่ และมีอุปกรณ์การเลี้ยงกุ้ง ตามบัญชีทรัพย์ จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรี และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีดังกล่าวไม่มีคำนิยามหรือให้ความหมายของคำว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำคือความเค็มเท่าใด จึงไม่ชัดเจน ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคำสั่งที่ออกตามคำสั่งที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งนายรัฐมนตรีที่ 2/2541 ทั้งสองคำสั่งมีใจความสำคัญสอดคล้องต้องกันว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเป็นเหตุให้เกิดภาวะมลพิษทั้งทางน้ำและในดิน... ฯลฯ เกิดภาวะขาดความสมดุลตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เกิดความเสียหายต่อทรัทย์สินของรัฐและประชาชน ผลตอบแทนที่ได้รับจากการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดไม่คุ้มกับความเสียหายต่อทรัพยากร จึงให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืด และผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ตามคำสั่งดังกล่าวแม้ไม่ได้ให้คำนิยามหรือให้ความหมายว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ คือ ความเค็มอัตราส่วนเท่าใด แต่ตามข้อเท็จจริงย่อมเป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่า คือ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในน้ำซึ่งนำน้ำทะเลพอประมาณมาเติมผสมลงในน้ำจืดโดยกุ้งกุลาดำมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ ซึ่งจำเลยก็เข้าใจความหมายดังกล่าวดี จึงนำสืบต่อสู้ไว้ตรงประเด็นว่า ช่วงวันเวลาเกิดเหตุตามคำฟ้องจำเลยไม่ได้นำน้ำทะเลมาเติมผสมลงในน้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำของจำเลยแต่อย่างใด คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาทำนองว่า จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบว่าจำเลยเติมน้ำเค็มลงในบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดเหตุหรือไม่ เพียงใด เป็นการสืบพยานไม่ครบองค์ประกอบความผิด เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยข้อนี้ไว้วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายจรูญ ฟ้าหวั่น
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4703/2550
#268167
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" จากบทบัญญัติดังกล่าวยังมีกำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วย ตามมาตรา 290 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่อายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้"

คดีนี้โจทก์ชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีโดยยึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ได้ เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดไปยังศาลแพ่งนั้น เป็นเงินที่บุคคลภายนอกนำส่งไว้เนื่องจากมีคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาอันเป็นวิธีการชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) ประกอบมาตรา 266 มิใช่ทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้จากการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้อยู่ในขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัด การอายัดทรัพย์ในคดีนี้จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีต่อมหาวิทยาลัย อ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั่นเอง ส่วนศาลแพ่งนั้นเป็นเพียงสถานที่ที่เก็บรักษาทรัพย์ที่ขออายัดไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามที่อายัดไว้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งถือได้ว่ามีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 จึงล่วงระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องจึงไม่สามารถร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากจำนวนเงินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 370,166 บาท แบ่งชำระ 12 งวด งวดละ 30,847.16 บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 29 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน กับให้ชำระเงินค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามและค่าทนายความจำนวน 18,508.30 บาท แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป หากผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันที และจำเลยตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดเงินจำนวน 412,095 บาท ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ 2832/2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ 2832/2541 หมายเลขแดงที่ 22788/2541 ของศาลแพ่ง โดยศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,834,626.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,734,872.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินของจำเลยในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์จำนวน 412,095 บาท จำเลยไม่มีทรัพย์สินที่จะยึดหรืออายัดนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ผู้ร้อง จึงขอเข้าเฉลี่ยเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้

โจทก์และจำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 2832/2541 และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกรณีฉุกเฉิน ขอให้อายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยจะได้รับจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้อายัดชั่วคราวเงินค่าจ้างตามคำร้องของผู้ร้อง โดยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ส่งเงินค่าจ้างดังกล่าวต่อศาลแพ่งแล้วรวมเป็นเงินที่ส่งไว้จากการอายัดชั่วคราว 2,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้ขอออกหมายบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินจำนวน 412,095 บาท จากเงินที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราวดังกล่าวไปยังศาลแพ่ง ศาลแพ่งได้ส่งเงินตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดไว้ดังกล่าวโดยจ่ายเป็นเช็คธนาคารออมสินสาขายุติธรรม ไปยังกรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2541 ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากเงินอายัดที่ศาลแพ่งส่งมาดังกล่าว ตามคำร้องลงวันที่ 11 มีนาคม 2542 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีกแต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" จากบทบัญญัติดังกล่าวยังมีกำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วยตามมาตรา 290 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่อายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้" คดีนี้โจทก์ชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีโดยยึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ได้ เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดไปยังศาลแพ่งนั้น เป็นเงินที่บุคคลภายนอกนำส่งไว้เนื่องจากมีคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเป็นวิธีการชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) ประกอบมาตรา 266 มิใช่ทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้จากการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้อยู่ในขณะที่เจ้าพนักงานขออายัด การอายัดทรัพย์ในคดีนี้จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีต่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั่นเอง ส่วนศาลแพ่งนั้นเป็นเพียงสถานที่ที่เก็บรักษาทรัพย์ที่ขออายัดไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามที่อายัดไว้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งถือได้ว่า มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 จึงล่วงระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องจึงไม่สามารถร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากจำนวนเงินดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคหนึ่ง ม. 290 วรรคห้า ม. 254 (1) ม. 266
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอ. เอส. เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทสหพีร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทดิ ออลเทอร์เนทีฟ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2550
#410723
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หรือ (2) นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดบ้างหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงต้องแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ดังนั้น แม้โจทก์มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว หนี้ของโจทก์ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 899,787.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลายและคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยศาลมีคำสั่งภายหลังจากศาลพิพากษาคดีนี้ แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว จำเลยจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้แก่โจทก์และหลุดพ้นจากการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดและห้ามโจทก์บังคับคดีแก่จำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้สินตามมาตรา 136 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยต่อไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าหลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้แล้ว จำเลยซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายอีกคดีหนึ่งถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 2 ราย ส่วนโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย หลังจากนั้นศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเนื่องจากเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายเพราะเจ้าหนี้ดังกล่าวขอถอนคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หรือ (2) นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดบ้างหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงต้องแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ดังนั้น แม้โจทก์มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว หนี้ของโจทก์ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 135 (2) ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสทีซี ฟิด จำกัด
จำเลย — นายสุเนตร ฟูตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ