คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2840/2550
#267415
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ ข้อ 11 ระบุว่า "บัตรเครดิตนี้ธนาคารได้ออกให้และสงวนไว้เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ถือบัตรยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตไปให้บุคคลอื่นใช้" ดังนั้น กรณีที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ที่ออกให้แก่จำเลยไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าเป็นการใช้บัตรเครดิตซึ่งมิได้เป็นไปโดยถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติและ/หรือเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ต่อเมื่อจำเลยได้ยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ การที่บัตรเครดิตของจำเลยถูกคนร้ายลักไปย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ที่บุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้

การจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ คู่ความจะร้องขึ้นมาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 102,677.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ ข้อ 11 ระบุว่า บัตรเครดิตนี้ธนาคารได้ออกให้และสงวนไว้เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ถือบัตรยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตไปให้บุคคลอื่นใช้ ดังนั้น ในกรณีที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ที่ออกให้แก่จำเลยไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าเป็นการใช้บัตรเครดิตซึ่งมิได้เป็นไปโดยถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติและหรือเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ต่อเมื่อจำเลยได้ยินยอม อนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น การที่บัตรเครดิตของจำเลยถูกคนร้ายลักไปย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยมิได้ยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ที่บุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยมิได้ขอยกเลิกการใช้บัตรเครดิตและมิได้แจ้งให้ธนาคารทราบทันทีเมื่อบัตรเครดิตสูญหายนั้นเป็นการกระทำคนละกรณีกับการกระทำที่โจทก์ฟ้องและตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ก็มิได้ระบุให้จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 วรรคสอง การจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ คู่ความจะร้องขึ้นมาหาได้ไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุรักษ์ เดชตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวเสมอแข เสนเนียม
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2840/2550
#412824
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ระบุว่า บัตรเครดิตนี้ธนาคารได้ออกให้และสงวนไว้เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ถือบัตรยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตไปให้บุคคลอื่นใช้ ดังนั้น ในกรณีที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ที่ออกให้แก่จำเลยไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าเป็นการใช้บัตรเครดิตซึ่งมิได้เป็นไปโดยถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติและ/หรือเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ ต่อเมื่อจำเลยได้ยินยอม อนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น การที่บัตรเครดิตของจำเลยถูกคนร้ายลักไปย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยมิได้ยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ที่บุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้

การวินิจฉัยปัญหาใดโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เป็นดุลพินิจของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ คู่ความจึงร้องขึ้นมาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตเอเชียวีซ่าของโจทก์ ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2544 จำเลยนำบัตรเครดิตเอเชียวีซ่าที่โจทก์ออกให้ไปใช้เบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ ชำระค่าสินค้าและบริการและโจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินดังกล่าวแทนจำเลยไปแล้ว จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ได้บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 102,677.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตเอเชียวีซ่ากับโจทก์ จำเลยไม่เคยค้างชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 จำเลยเดินทางไปต่างประเทศ โดยบัตรเครดิตของจำเลยได้ถูกโจรกรรมไปและคนร้ายได้นำบัตรเครดิตไปใช้ ลายมือชื่อที่ปรากฏในใบบันทึกการใช้บัตรไม่เหมือนหรือคล้ายกับลายมือชื่อของจำเลยที่ปรากฏอยู่ด้านหลังบัตรเครดิต จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคงฎีกาได้เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตเอเชียวีซ่าของโจทก์โดยตกลงยินยอมผูกพันปฏิบัติตามเงื่อนไขผู้ถือบัตร บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยได้ถูกคนร้ายลักเอาไปและนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าต่างๆ รวม 5 รายการ เป็นเงิน 90,460 บาท โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าและค่าบริการให้แก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าดังกล่าวและส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ทั้งห้ารายการดังกล่าวแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ข้อ 12 ระบุว่าผู้ถือบัตรรับทราบว่าหากการใช้บัตรเครดิตมิได้เป็นไปโดยถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติและ/หรือเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ผู้ถือบัตรยินยอมชำระหนี้ให้แก่ธนาคารทันทีที่ได้รับการทวงถามจากธนาคาร หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดจากมีการนำบัตรเครดิตของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยไปชำระค่าสินค้าและค่าบริการโดยจำเลยมิได้ขอยกเลิกการใช้บัตรเครดิตและมิได้แจ้งให้ธนาคารทราบทันทีเมื่อบัตรเครดิตสูญหาย เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการดังกล่าวให้แก่สถานประกอบกิจการหรือร้านค้าไปแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ข้อ 11 ระบุว่า บัตรเครดิตนี้ธนาคารได้ออกให้และสงวนไว้เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ถือบัตรยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตไปให้บุคคลอื่นใช้ ดังนั้น ในกรณีมีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ที่ออกให้แก่จำเลยไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแก่สถานประกอบกิจการและร้านค้าเป็นการใช้บัตรเครดิตซึ่งมิได้เป็นไปโดยถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติและ/หรือเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ต่อเมื่อจำเลยได้ยินยอม อนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น การที่บัตรเครดิตของจำเลยถูกคนร้ายลักไปย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยมิได้ยินยอมอนุญาตหรือนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้ตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ที่บุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยมิได้ขอยกเลิกการใช้บัตรเครดิตและมิได้แจ้งให้ธนาคารทราบทันทีเมื่อบัตรเครดิตสูญหายนั้นเป็นการกระทำคนละกรณีกับการกระทำที่โจทก์ฟ้องและตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ก็มิได้ระบุให้จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 วรรคสอง การจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ คู่ความจะร้องขึ้นมาหาได้ไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 140 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุรักษ์ เดชตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2834/2550
#272387
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ตรี เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้เด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายชี้ตัวนั้น แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่างอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้และเห็นว่า มาตรา 133 ตรี หาใช่บทบัญญัติที่บังคับให้พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีการชี้ตัวทุกคดีไม่ กรณีเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะจัดให้มีการชี้ตัวหรือไม่ก็ได้ เพียงแต่ว่าหากจัดให้มีการชี้ตัวต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้มีการชี้ตัวจึงไม่มีกรณีที่จะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารต้องห้ามฎีกา จึงให้รับฎีกาข้อ 3 เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและรับฎีกาข้อ 4 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ดังนั้น ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี จึงถึงที่สุดแล้ว และฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารนั้น ปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยไม่ได้พรากเด็กไปแต่อย่างใด คงโต้แย้งแต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำอนาจาร ฉะนั้น เมื่อฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี จึงฟังได้ต่อไปว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ตรี เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้เด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายชี้ตัวนั้น แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาในชั้นฎีกาได้และเห็นว่ามาตรา 133 ตรี บัญญัติว่า "ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องจัดให้เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานชี้ตัวผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาในสถานที่ที่เหมาะสมและสามารถจะป้องกันมิให้ผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยาน การชี้ตัวผู้ต้องหาดังกล่าวให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ย่อมหมายความว่าในกรณีพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีความจำเป็นต้องชี้ตัว จึงต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หาใช่บทบัญญัติที่บังคับให้พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีการชี้ตัวทุกคดีไม่ กรณีเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะจัดให้มีการชี้ตัวหรือไม่ก็ได้ เพียงแต่ว่าหากจัดให้มีการชี้ตัวต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้มีการชี้ตัวจึงไม่มีกรณีที่จะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ตรี ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอุทัย ตุ้มนาคหรือตุ้มทอง
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2550
#410514
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 92 ในคำพิพากษาจึงเป็นกรณีศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลยดังที่โจทก์ขอมาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยอีกจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยในแต่ละฐานความผิดเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยแต่ละฐานความผิดหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 54

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิ่มเติมโทษจำเลยอีกหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 279, 310, 317 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 92 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า รวมโทษทุกกระทงความผิดก่อนลดโทษแล้ว คงจำคุกจำเลย 9 ปี 4 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน 40 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ในคำพิพากษาจึงเป็นกรณีศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลยดังที่โจทก์ขอมาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยอีกจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยในแต่ละฐานความผิดเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยแต่ละฐานความผิดหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิ่มเติมโทษจำเลยอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 9 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายราม กาพุแค
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2807/2550
#273673
เปิดฉบับเต็ม

คำว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง นั้น หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อนของศาลชั้นต้นโดยโต้แย้งเรื่องศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา จำเลยจึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ทั้งสองไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากโจทก์ทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ความว่า คดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขดำที่ 187/2546 และหมายเลขแดงที่ 1214/2546 ของศาลชั้นต้น อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 187/2546 และหมายเลขแดงที่1214/2546 ของศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งเป็นไม่รับฟ้องแย้ง และเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การแก้ฟ้องแย้งเป็นไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทในคดีนี้ตามคดีหมายเลขดำที่ 187/2546 และหมายเลขแดงที่ 1214/2546 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีก่อนเพราะเห็นว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเนื่องจากคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดธัญบุรี คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ผูกพันคู่ความ คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นชอบที่จะรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนที่จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งจำเลยในคดีนี้ เห็นว่า คำว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง นั้น หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อนของศาลชั้นต้นโดยโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล แต่เมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาเช่นเดียวกัน จำเลยจึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) นับตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองดี พลอยสมบูรณ์ฯ กับพวก
จำเลย — นางทองคำ สังวาลย์เงิน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2550
#272578
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร ตามหลังรถยนต์กระบะไปตามถนน ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้ายิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวาเมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากบรรทุกของหนักเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูงทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 และ ป.อ. มาตรา 291 แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ก็หามีผลให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดและการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกาย ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น ก็ถือว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาพันตำรวจโทสมชาย พงษ์ธานี บิดาของนายอมรชัย พงษ์ธานี ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำคุก 2 เดือน ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุ จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), (8), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำคุก 2 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 4 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุ คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 2 เดือน 20 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 4 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 1 เดือน 10 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ตาย (เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง) คงลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 4 ปี 1 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81-1956 พระนครศรีอยุธยา บรรทุกทรายไปตามถนนสายบางกรวย-ไทยน้อย จากสี่แยกบางพลูมุ่งหน้าไปตลาดบางบัวทอง โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-6372 นครปฐม บรรทุกทรายแล่นตามรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ เมื่อไปถึงซอยแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร ก่อนถึงทางแยกปั๊มน้ำมันบางจาก ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ขณะนั้นผู้ตายขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร สวนทางมาจากตลาดบางบัวทองมุ่งหน้าไปสี่แยกบางพลู ได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และปรากฏว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับตามรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ได้ชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับด้วย เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันและรถยนต์ที่ผู้ตายขับได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จากการตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ตายตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติเวชวิทยา หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกพันธมิตร จ้างประเสริฐ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ ได้จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 เข้ามอบตัว ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าขับขี่รถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถผู้อื่นเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แล้วหลบหนีไม่แจ้งเหตุแก่เจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีพยานคือสิบตำรวจโทกิตติพัฒน์ เชือดเกียรติ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรกเห็นคนขับรถยนต์บรรทุกคันหลังคือจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในรถเนื่องจากขายังติดอยู่ จึงได้วิทยุแจ้งศูนย์วิทยุและเรียกรถยนต์รับจ้างนำคนขับรถยนต์เก๋งไปส่งโรงพยาบาล กับช่วยอำนวยการจราจร จนร้อยตำรวจเอกพันธมิตร จ้างประเสริฐ พนักงานสอบสวนกับดาบตำรวจชาติชาย เสียงสมใจ มาถึงที่เกิดเหตุ ขณะที่รถยนต์ที่เกิดเหตุทั้งสามคันยังอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่หลังจากเกิดเหตุชนกัน พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างเบิกความยืนยันว่าสภาพของรถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นไปตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสามต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 และผู้ตายมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสังสัยว่าจะเบิกความใส่ร้ายให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษ จำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรพนักงานสอบสวนทำขึ้นถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยังลงชื่อไว้ในแผนที่ดังกล่าว จึงเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกพันธมิตรทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุถูกต้องตามความจริง ตามแผนที่ดังกล่าวรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับไปทางทิศเหนือ แต่ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน โดยล้อหน้าด้านซ้ายห่างจากเส้นกึ่งกลางถนน 0.5 เมตร แต่ล้อหลังด้านซ้ายอยู่ห่างเส้นกึ่งกลางถนนไปทางทิศตะวันตก 1.50 เมตร ส่วนรถยนต์ที่ผู้ตายขับไปทางทิศใต้คงอยู่ในช่องเดินรถของผู้ตายตัวรถขนานกับเส้นกึ่งกลางถนน ล้อหน้าด้านขวาห่างจากเส้นกึ่งกลางถนนไปทางทิศตะวันออก 0.5 เมตร ส่วนรถที่จำเลยที่ 2 ขับมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือคงอยู่ในช่องเดินรถที่ขับมา ล้อหน้าห่างจากเส้นกลางถนน 1 เมตร ล้อหลังห่าง 0.5 เมตร ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ไม่พบรอยห้ามล้อหรือรอยยาง พบเศษกระจกตกอยู่ในเส้นทางเดินรถทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร ห่างจากจุดกึ่งกลางถนนประมาณ 0.5 เมตร ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรสันนิษฐานว่า ผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-1956 พระนครศรีอยุธยาได้หยุดรถ ทำให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-6372 นครปฐม ซึ่งขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหน้า และด้านหน้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหน้าได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับสวนทางมา ซึ่งความเห็นของพนักงานสอบสวนนี้สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ให้การไว้ขณะเข้ามอบตัวกับร้อยตำรวจเอกพันธมิตรในวันที่ 1 กันยายน 2541 ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และยังสอดคล้องกับบันทึกการขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่นายนพดล ชิราพร นายจ้างของจำเลยที่ 1 มีถึงพนักงานสอบสวนว่าได้นำตัวจำเลยที่ 1 มามอบให้พนักงานสอบสวนซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ผู้อื่นเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตายหลบหนีไม่แจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานทราบ นายนพดลเบิกความเป็นพยานโจทก์รับว่าเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แสดงว่าการรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 อยู่ในความรู้เห็นของนายนพดลผู้เป็นนายจ้าง จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าเหตุเกิดจากถนนบริเวณที่เกิดเหตุแบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน ขณะนั้นมีฝนตก มีรถยนต์ 1 คันขับออกมาจากปั๊มน้ำมันบางจากเลี้ยวซ้ายขึ้นถนนทำให้รถยนต์กระบะที่อยู่ข้างหน้ารถของจำเลยที่ 1 หยุด จำเลยที่ 1 จึงต้องหยุดรถ แต่กลัวว่ารถจะไม่สามารถหยุดได้เนื่องจากบรรทุกของหนักคือทรายเต็มคันรถ จำเลยที่ 1 จึงได้หักพวงมาลัยไปทางด้านขวามือ รถยนต์เก๋งที่แล่นสวนทางมาจึงพุ่งเข้าชน จากนั้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามมาก็ชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร โครงการ 11 ตามหลังรถยนต์กระบะไปตามถนนที่แบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้ายิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวา เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมันบางจาก ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากรถที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกของหนัก การหักหลบไปทางขวาเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูงมิใช่ขับมาด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างที่กล่าวอ้าง ทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 หักพวงมาลัยไปทางขวา รถยนต์ที่ผู้ตายขับสวนทางก็พุ่งเข้าชนทางด้านหน้าของรถจำเลยที่ 1 จากนั้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามมาก็เข้าชนท้ายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ทำให้รถของจำเลยที่ 1 ลื่นไถลไปอยู่ในฝั่งของช่องเดินรถที่สวนมาโดยล้ำเส้นแบ่งกลางถนนประมาณ 50 เซนติเมตรนั้น ขัดต่อเหตุผลเพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์ที่ผู้ตายขับคงอยู่ในช่องเดินรถของตนในลักษณะขนานกับเส้นแบ่งกลางถนน กับพบเศษกระจกตกอยู่ในเส้นทางเดินรถของรถผู้ตายห่างจากกึ่งกลางถนน 0.5 เมตร หากรถยนต์ที่ผู้ตายขับเข้าไปชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 สภาพของรถยนต์ที่ผู้ตายขับหลังเกิดเหตุและเศษกระจกจะไม่อยู่ในลักษณะดังกล่าว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถไปตามถนนที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงในเวลาค่ำคืนและมีฝนตกในเขตชุมชนโดยไม่เว้นระยะให้ห่างจากรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับตามหลังมาให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดกะทันหันเพราะมีรถยนต์ขับออกจากปั๊มน้ำมันบางจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกทรายเต็มคันรถไม่อาจหยุดรถได้ทันที รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เมื่อจำเลยที่ 1 หยุดรถกะทันหันได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่พลตำรวจตรีวิชิต สมาธิวัฒน์ แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ศพผู้ตาย เบิกความว่า ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจศพ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกายทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหักหลบรถยนต์กระบะที่ต้องหยุดรถกะทันหันเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนมาจึงเกิดชนกันในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับมา จึงเห็นได้ว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตามปริมาณที่ตรวจพบหรือไม่ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองขอให้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษ เพื่อลงโทษให้เหมาะสมและขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระที่จะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 59 วรรคสี่ ม. 63 ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — พันตำรวจโทสมชาย พงษ์ธานี
จำเลย — นายสมยศ คำหงษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2787/2550
#412382
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายยินยอมให้นำมูลหนี้ที่จำเลยทำละเมิดโดยการยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดอาญาซึ่งยอมความได้มาเปลี่ยนเป็นมูลหนี้กู้ยืมระหว่างสามีจำเลยกับกรรมการผู้จัดการของผู้เสียหาย ถือว่าคู่กรณีได้ตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนมูลหนี้จากละเมิดเป็นหนี้กู้ยืม เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยสามีจำเลยเป็นลูกหนี้ซึ่งต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมแทนจำเลย และเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากบริษัทผู้เสียหายเป็นกรรมการผู้จัดการของผู้เสียหาย สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายที่มีอยู่เดิมจึงต้องระงับสิ้นไป แม้จะปรากฏว่าไม่เคยมีการชำระเงินตามสัญญากู้ยืมดังกล่าว ก็ไม่มีผลทำให้การแปลงหนี้ใหม่ดังกล่าวเสียไปเพราะสิทธิเรียกร้องยังคงอยู่ กรณีฟังได้ว่าจำเลยและผู้เสียหายได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีต่อกันในทางอาญาโดยการแปลงหนี้ใหม่ จึงถือว่าได้มีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 28,530.55 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดสามกระทงแรก จำคุกกระทงละ 1 เดือน กระทงที่ 4 จำคุก 3 เดือน กระทงที่ 5 จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน กับให้จำเลยคืนเงิน 28,530.55 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้เสียหายยินยอมให้นำมูลหนี้ที่จำเลยทำละเมิดโดยการยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดอาญาซึ่งยอมความได้มาเปลี่ยนเป็นมูลหนี้กู้ยืมระหว่างสามีจำเลยกับกรรมการผู้จัดการของผู้เสียหาย ถือว่าคู่กรณีได้ตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ โดยการเปลี่ยนมูลหนี้จากละเมิดเป็นหนี้กู้ยืม เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยสามีจำเลยเป็นลูกหนี้ซึ่งต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมแทนจำเลย และเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากบริษัทผู้เสียหายเป็นกรรมการผู้จัดการของผู้เสียหาย สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายที่มีอยู่เดิมจึงต้องระงับสิ้นไป แม้จะปรากฏว่าไม่เคยมีการชำระเงินตามสัญญากู้ยืมดังกล่าว ก็ไม่มีผลทำให้การแปลงหนี้ใหม่ดังกล่าวเสียไปเพราะสิทธิเรียกร้องยังคงอยู่ กรณีฟังได้ว่าจำเลยและผู้เสียหายได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีต่อกันในทางอาญาโดยการแปลงหนี้ใหม่ จึงถือว่าได้มีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรี
จำเลย — นางจันทร์จิรา คงอุดร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2550
#272311
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นบุตรของเจ้ามรดก ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนแบ่งให้แก่ทายาททั้งห้าจึงไม่ใช่ของจำเลย โจทก์ที่ 2 เป็นทายาทคนหนึ่งและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาท จึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท และมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นบุตรนายปล้องและนางผัน เปาเล้ง นายปล้องและนางผันถึงแก่กรรมแล้วมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 2490 และ 2740 ซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทางยาท เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสี่ให้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกข้อความคนละ 2 ฉบับ อ้างว่าจะนำไปใช้ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกและคัดชื่อคนตายออกจากโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งสี่ทราบภายหลังว่ากระดาษที่ลงลายมือชื่อไปเป็นหนังสือที่ทายาทแจ้งเป็นหลักฐานการไม่รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีเจตนาสละมรดกแต่อย่างใดจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและยื่นคัดค้านการขอรับมรดกของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้โอนที่ดินมรดกตามโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 ให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสี่ได้ติดต่อขอให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีที่ 7 ถึงที่ 11/2542 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 เรื่องการสอบสวนเปรียบเทียบการโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนายปล้อง นางผัน นายเอี่ยม นางงิ้ว และนางผัน เปาเล้ง เจ้ามรดกตามลำดับ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นายปล้องได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 2490 และ 2740 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นบุตร สำหรับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงตามโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 มิใช่ทรัพย์มรดกของนายเอี่ยม นางงิ้ว นายปล้องและนางผัน เปาเล้ง แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยนายปล้องยกที่ดินพาททั้ง 2 แปลงให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาประมาณปลายปี 2541 จำเลยประสงค์จะแก้ชื่อเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นชื่อจำเลย เจ้าพนักงานที่ดินแนะนำให้นำหนังสือทายาทแจ้งเป็นหลักฐานไม่รับมรดกไปให้โจทก์ทั้งสี่ลงลายมือชื่อ โจทก์ทั้งสี่อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้วและลงลายมือชื่อด้วยความสมัครใจเนื่องจากทราบดีว่าที่ดินเป็นของจำเลยเมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว โจทก์ที่ 2 มาขออาศัยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4160 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ จำเลยเห็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นน้องจึงยอมให้อยู่อาศัย ต่อมาโจทก์ที่ 2 แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ที่ 2 รื้อถอนบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของจำเลย แต่โจทก์ที่ 2 เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5160 ตำบลคลองแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของนายปล้อง อำแดงผัน กับที่ดินโฉนดเลขที่ 4197 ตำบลคลองแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของนายเอี่ยม อำแดงงิ้ว และอำแดงผัน เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยห้ามโจทก์ทั้งสี่เกี่ยวข้อง กับขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 255 หมู่ที่ 2 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 ของจำเลย ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

โจทก์ที่ 2 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 มิใช่ของจำเลย หากแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาทโดยธรรมของนายปล้องและนางผัน เปาเล้ง และยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับมรดกเช่นเดียวกับจำเลย จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางสาวลำจวน เปาเล้ง บุตรของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 ตำบลคลองแพงพวย (ตำบลแพงพวย) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของนายปล้อง อำแดงผัน กับที่ดินโฉนดเลขที่ 4197 ตำบลคลองแพงพวย (ตำบลแพงพวย) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของนายเอี่ยม อำแดงงิ้ว และอำแดงผัน เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสี่เกี่ยวข้อง และให้โจทก์ที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 255 หมู่ที่ 2 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 ของจำเลย ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ กับให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นมรดกของนายปล้องและนางผัน แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจเพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบุญรักษา โตชู บุตรของโจทก์ที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ตามศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ไม่ยื่นฎีกา คดีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จึงยุติถึงที่สุดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าว ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยจำเลยไม่โต้แย้งฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นบุตรของนายปล้องและนางผัน เปาเล้ง นายปล้องและนางผันถึงแก่กรรมแล้ว โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนแบ่งให้แก่ทายาททั้งห้า (หมายถึงโจทก์ทั้งสี่และจำเลย) จำนวน 4 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 2490 และ 2740 ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี กับที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงตามโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 ตำบลคลองแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โจทก์ที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในดินที่พิพาทโฉนดเลขที่ 4160 ซึ่งตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4160 และ 4197 ดังกล่าว เป็นมรดกของนายปล้องและนางผันจริง เช่นนี้ ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงจึงไม่ใช่ที่ดินของจำเลย แต่ยังเป็นมรดกของนายปล้องและนางผัน ที่ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท โจทก์ที่ 2 เป็นทายาทคนหนึ่งและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงดังกล่าว จึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง และมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4160 นั้นได้ด้วย จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสง่า เป้าเล้งหรือเปาเล้ง กับพวก
จำเลย — นายสังวาล เปาเล้งฯ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2550
#272573
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 5 (2) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ บัญญัติว่า "การกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน" ในข้อนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำนวนเงิน 710,000 บาท ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบเงินจำนวนดังกล่าวบรรจุอยู่ในกล่องสุราที่จำเลยที่ 1 ถืออยู่ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาของเงินจำนวนนี้ในลักษณะที่เป็นการฟอกเงิน กล่าวคือ ทำให้เงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแปรสภาพเป็นเงินที่ได้มาโดยเสมือนหนึ่งถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสุนปืน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1238/2546 ของศาลจังหวัดอ่างทอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2) ด้วย), 97, 101/1, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 60 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต และปรับอีกสถานหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยทั้งสองและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว เห็นสมควรปรับคนละ 100,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000 บาท ฐานฟอกเงิน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี เนื่องจากลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษและนำโทษจำคุกฐานฟอกเงินมารวมอีกได้ คำรับสารภาพชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 68,666 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสุนปืน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1238/2546 ของศาลจังหวัดอ่างทอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 44,444 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกพีระพงษ์ ชูเกียรติชาติ กับพวก จับกุมจำเลยทั้งสองโดยยึดได้เมทแอมเฟตามีน 1,983 เม็ด น้ำหนัก 208.38 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 52.37 กรัม กระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 50 นัด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสด 710,000 บาท เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา การกระทำของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 710,000 บาท ซึ่งได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้ในกล่องสุรานั้นเป็นการกระทำอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2) แล้ว เห็นว่า ตามมาตรา 5 (2) ดังกล่าวบัญญัติว่า "การกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน" ในข้อนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำนวนเงิน 710,000 บาท ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบเงินจำนวนดังกล่าวบรรจุอยู่ในกล่องสุราที่จำเลยที่ 1 ถืออยู่และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาของเงินจำนวนนี้ในลักษณะที่เป็นการฟอกเงิน กล่าวคือ ทำให้เงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแปรสภาพเป็นเงินที่ได้มาโดยเสมือนหนึ่งถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับจำเลยที่ 1 หรือไม่...ฯลฯ...พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มั่นคงพอให้รับฟังได้โดยสนิทใจ คดียังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 ...ฯลฯ..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางประคอง สวยอยู่หรือทิพเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2769/2550
#412821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพพร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก ณ. และ พ. เป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุม ณ. และ พ. มาดำเนินคดีพร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด ดังนั้น จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ลงโทษโดยทั่วไปสำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 371 เพิ่มโทษตามกฎหมาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนฯ และพาอาวุธปืนฯ ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 30 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสาม คงจำคุก 20 ปี ลดโทษให้สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กระทงละกึ่งหนึ่ง รวม 2 กระทง จำคุก 9 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 3 กระทง จำคุก 20 ปี 9 เดือน ริบอาวุธปืนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงิน 28,000 บาท กระเป๋า 1 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำ 2 เส้น และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกปรีชาและจ่าสิบตำรวจออมสินกับพวกได้ร่วมกันจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 8 นัด ซองบรรจุกระสุนปืน 1 อัน ซองปืน 1 ซอง กับเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 29.65 กรัม เป็นของกลาง ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีชา และจ่าสิบตำรวจออมสินเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกปรีชาได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ซื้อบริเวณหน้าห้องแถวเลขที่ 46/4 หมู่ 11 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ร้อยตำรวจเอกปรีชากับพวกจึงวางแผนจับกุมจำเลย โดยนำกำลังไปล้อมบริเวณห้องแถวที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองได้แอบซุ่มอยู่ห่างจากห้องแถวที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ต่อมาประมาณ 15 นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์ถึงหน้าห้องแถวที่เกิดเหตุแล้วยืนหันหลังให้พยานโจทก์ทั้งสองเนื่องจากสายลับแจ้งว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วย ร้อยตำรวจเอกปรีชาเข้าล็อกคอจำเลยพร้อมกับแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จ่าสิบตำรวจออมสินตรวจค้นตัวจำเลยพบอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนพร้อมกระสุนปืน 8 นัด เหน็บอยู่ที่เอว จากนั้นจำเลยล้วงสิ่งของออกจากกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาพบถุงพลาสติกชนิดมีหูรูดสีฟ้า 5 ถุง แต่ละถุงมีเมทแอมเฟตามีนถุงละ 200 เม็ด รวม 1,000 เม็ด และตรวจค้นกระเป๋ากางเกงด้านหลังข้างขวา พบกระเป๋าเงินมีธนบัตรชนิดต่างๆ รวมเป็นเงิน 28,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย นอกจากนี้ยังพบว่าจำเลยสวมสร้อยคอทองคำ 2 เส้น เส้นหนึ่งหนัก 10 บาท อีกเส้นหนึ่งเป็นสร้อยคอทองคำสลับอัญมณีและมีพระเลี่ยมทองคำแขวนอยู่ และรถจักรยานยนต์ 1 คัน จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยยอมรับว่า จำเลยรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ซึ่งเป็นสามีภริยากันในราคาถุงละ 10,000 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายในราคาเม็ดละ 60 บาท เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาตามที่ฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การ ต่อมาได้มีการขยายผลและติดตามจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ได้ที่หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้ร้ายแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษ การจับกุมจำเลยได้มีการวางแผนมาก่อน และทราบว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัว เมื่อจับกุมจำเลยได้ก็ตรวจพบอาวุธปืนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตรงกับที่สายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกปรีชา จึงเชื่อว่าการจับกุมจำเลยสืบเนื่องจากมีสายลับมาแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกปรีชา แม้โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความก็ไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในชั้นจับกุมนอกจากจำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังได้ให้รายละเอียดต่อร้อยตำรวจเอกปรีชาถึงเมทแอมเฟตามีนของกลางว่ารับมาจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ จนสามารถจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวหากจำเลยไม่ได้เป็นผู้ให้การแล้ว ร้อยตำรวจเอกปรีชาก็คงไม่อาจทราบได้ ในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรีอัฐพูลพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาแก่จำเลยเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยเบิกความยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยไม่มีเจ้านักงานตำรวจทำร้ายจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าในวันเกิดเหตุจำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปขายให้นายต้อมที่ห้องแถวที่เกิดเหตุเมื่อตกลงราคากันแล้ว นายต้อมขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาได้กลับมาพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจ 5 คน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและตรวจค้นห้องของนายต้อมพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกับบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่จำเลยยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานผู้จับกุมทั้งสองเบิกความถึงจุดที่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแตกต่างกับที่ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจค้นได้เป็นของจำเลยแล้ว ข้อแตกต่างดังที่จำเลยอ้างย่อมไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีพิรุธ พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครองครอบเพื่อจำหน่ายตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่ามีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 24 ปี เกินกว่า 20 ปี จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อถูกจึบกุมแล้วจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์เป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุมนายณัฐวุฒิและนางสาวพรทิพย์มาดำเนินคดีพร้อมเมทแอมเฟตามีนประมาณ 2,000 เม็ด ดังนั้น จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ลงโทษโดยทั่วไปสำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 100/2 จำคุก 12 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 18 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 12 ปี รวมโทษฐานอื่นด้วยแล้วเป็นจำคุก 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายปิยะหรือกิ๊ก รื่นเปี่ยม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2550
#272761
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้ไม้ตีแล้วกอดปล้ำผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแต่งเครื่องแบบตำรวจออกตรวจท้องที่ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัด ไม่ว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวจะมีมูลเหตุมาโดยประการใด ก็เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจผู้กระทำการตามหน้าที่ เพราะการที่ผู้เสียหายกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่สิบตำรวจโทบัญชา โพธิ์ทอง ผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองขาวกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานที่วัดอินทราราม จำเลยใช้ไม้หนา 1 นิ้วครึ่ง กว้างประมาณ 3 นิ้ว ยาวประมาณ 1 เมตร ตีไปที่ศีรษะผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลบได้ทันจึงพลาดถูกที่ไหล่ข้างซ้าย จากนั้นจำเลยเข้ากอดปล้ำแย่งอาวุธปืนพกพนาด .38 ของทางราชการจากเอวของผู้เสียหายไปได้ แล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวจ่อยิงผู้เสียหายที่หน้าอก 2 นัด โดยเจตนาฆ่า จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายปัดปากกระบอกปืนไปทางอื่น กระสุนปืนที่ยิงออกไปจึงไม่ถูกผู้เสียหาย และขณะเดียวกันมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าช่วยเหลือ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนดังกล่าว ไม้ และปลอกกระสุนปืน 2 ปลอก เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 289 (2) ริบไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ริบไม้ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 52 (1) จำคุกตลอดชีวิต คำให้การรับสภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแต่งเครื่องแบบตำรวจออกตรวจท้องที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัดอินทราราม จำเลยใช้ไม้ของกลางตีผู้เสียหายถูกที่ไหล่ข้างซ้าย จากนั้นจำเลยทิ้งไม้แล้วเข้ากอดปล้ำแย่งอาวุธปืนไปจากเอวของผู้เสียหายขณะกอดปล้ำกันอยู่นั้นปืนของผู้เสียหายที่จำเลยแย่งไปได้ดังขึ้น 2 นัด หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเข้ากอดปล้ำแย่งอาวุธปืนไปจากเอวของผู้เสียหาย จำเลยล้มลงนอนหงายอยู่ด้านล่างส่วยผู้เสียหายอยู่ด้านบน จำเลยเหนี่ยวไกปืน ผู้เสียหายใช้มือปัด จำเลยเล็งปากกระบอกปืนที่หน้าอกของผู้เสียหายแล้วยิง 2 นัด ผู้เสียหายใช้มือปัดปากกระบอกปืนไปทางอื่น กระสุนปืนจึงไม่ถูกผู้เสียหาย จำเลยลุกขึ้นถืออาวุธปืนวิ่งหนี แต่ในที่สุดถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวและแย่งอาวุธปืนกลับคืนมาได้ เห็นว่า ก่อนเสียงปืนดัง ผู้เสียหายกับจำเลยเข้ากอดปล้ำแย่งอาวุธปืนกันจนจำเลยล้มลงนอนอยู่ด้านล่างส่วนผู้เสียหายอยู่ด้านบน แสดงว่าร่างของผู้เสียหายทับอยู่บนร่างของจำเลย ดังนั้น โอกาสที่จำเลยจะเล็งปากกระบอกปืนไปที่หน้าอกของผู้เสียหายย่อมเป็นไปได้ยาก และกระสุนปืนที่ลั่นขึ้นอาจเกิดจากอุบัติเหตุในขณะที่ยื้อแย่งอาวุธปืนกันก็เป็นได้ แม้โจทก์จะมีสิบตำรวจเอกวิจารณ์ เจนวิทยาอมรเวช กับนายนิคม กมลวิบูลย์นันท เป็นพยานเบิกความอีก 2 ปาก โดยสิบตำรวจเอกวิจารณ์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยใช้ไม้ตีหัวไหล่ข้างซ้ายของผู้เสียหาย ผู้เสียหายล้มลง แล้วจำเลยกับผู้เสียหายต่อสู้กัน พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด หันไปเห็นจำเลยนอนอยู่ที่พื้นในมือถืออาวุธปืนและผู้เสียหายนอนทับอยู่ด้านบน คำเบิกความของพยานปากนี้แสดงว่าพยานไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะที่เสียงปืนดัง ส่วนที่นายนิคมเบิกความว่า ผู้เสียหายกับจำเลยกอดปล้ำกันจนล้มลงทั้งคู่ จำเลยแย่งอาวุธปืนจากเอวผู้เสียหายไปได้แล้วยิงขึ้นฟ้า 2 นัด เฉียดศีรษะของผู้เสียหายนั้น นายนิคมกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยนอนอยู่ที่พื้นแล้วยิงปืนขึ้นฟ้าอีก 1 นัด ไปทางศีรษะผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยลุกขึ้นแล้วยิงปืนขึ้นฟ้าอีก 1 นัด คำเบิกความของนายนิคมที่ตอบโจทก์ได้ข้อเท็จจริงไปอย่างหนึ่ง แต่กลับตอบทนายจำเลยได้ข้อเท็จจริงไปอีกอย่างหนึ่งในเหตุการณ์เดียวกันจึงไม่อยู่กับร่องกับรอย คำเบิกความของสิบตำรวจเอกวิจารณ์ และนายนิคมดังกล่าวไม่อาจรับฟังประกอบการวินิจฉัยคดีได้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยลำพัง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นศาล พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร ว่าเหตุที่กระสุนปืนลั่นขึ้นเกิดจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือเกิดจากอุบัติเหตุในขณะที่ผู้เสียหายกับจำเลยยื้อแย่งอาวุธปืนกัน จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และการที่จำเลยใช้ไม้ตีแล้วกอดปล้ำผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแต่งเครื่องแบบตำรวจออกตรวจท้องที่ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัด ไม่ว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวจะมีมูลเหตุมาโดยประการใดก็เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจผู้กระทำการตามหน้าที่ เพราะการที่ผู้เสียหายกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในงานวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อต่อไปของจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายเซฟ กำเนิดรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2550
#267895
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับกับบุคคลนอกคดีได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ เพราะโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามเช็ค 11 ฉบับ เป็นเงิน 11,771,855 บาท ต่อมาศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1885/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีขอให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,000,000 บาท ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และไม่เคยมีหนี้สินต่อกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย 4,745,959 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 เป็นโมฆะ และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1885/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีจริง จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จริง จำเลยทั้งสองไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่อยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท มีหลักฐานการกู้ยืมเงินถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีโอนเข้าบัญชี จำเลยที่ 2 จึงใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้เงินกู้ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถูกต้องตามกฎหมาย คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

โจทก์ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโมฆะ แต่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั่นเอง การเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลนอกคดีได้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยคดีให้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คงเห็นพ้องด้วยในผลของคดีที่ให้ยกฟ้อง"

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรวัฒน์ ศุทธยาลัย
จำเลย — นายกอบกิจหรือวรกิจ ทองใย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชัช ชลวร
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2550
#410513
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลนอกคดีได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทำไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 เป็นโมฆะ และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่างให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

โจทก์ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโมฆะ แต่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั่นเอง การเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลนอกคดีได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยคดีให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คงเห็นพ้องด้วยในผลของคดีที่ให้ยกฟ้อง"

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรวัฒน์ ศุทธยาลัย
จำเลย — นายกอบกิจหรือวรกิจ ทองใย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชัช ชลวร
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2724/2550
#410512
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานประจำวันธุรการไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าฝ่ายผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติต่อฝ่ายผู้เสียหายก่อน โดยต้องชำระเงินค่าเสียหายตามข้อตกลง เมื่อครบกำหนดสัญญาที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้ ผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าจำเลยไม่ชำระเงินให้ตามที่ตกลง ฝ่ายผู้เสียหายก็ยังติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่ แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลและฝ่ายผู้เสียหายรับไปแล้ว ก็ไม่มีผลผูกพันฝ่ายผู้เสียหายให้เลิกคดีอาญากัน กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

การที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น แม้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิดได้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่งเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (3) ประกอบมาตรา 362 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของนายชอบ รัตนพันธ์ ผู้เสียหายที่ 1 และกระทำอนาจาร อ. ผู้เสียหายที่ 2 คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อตกลงตามรายงานประจำวันธุรการเป็นการยอมความ อันมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานกระทำอนาจารระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามรายงานประจำวันธุรการ มีใจความว่า นายชอบ รัตนพันธ์ มาแจ้งว่า จำเลยได้เข้าไปปลุกปล้ำ อ. บุตรของผู้แจ้งและได้เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท โดยตกลงกันว่าจะชดใช้ให้ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2545 ได้สอบถามจำเลย นางพร้อม ใหม่จุ้ย ภริยาจำเลย และนายชอบได้ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ตามรายงานประจำวันธุรการดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าฝ่ายผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติต่อฝ่ายผู้เสียหายก่อนโดยต้องชำระเงินค่าเสียหายตามข้อตกลง และผู้เสียหายที่ 1 บิดาผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้ จึงไปร้องทุกข์ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าจำเลยไม่ชำระเงินให้ตามที่ตกลง ฝ่ายผู้เสียหายก็ยังติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้ แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลและฝ่ายผู้เสียหายรับไปแล้ว ก็ไม่มีผลผูกพันฝ่ายผู้เสียหายให้เลิกคดีอาญากัน กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารยังไม่ระงับไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น แม้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิดได้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่งเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันมิให้กระทำความผิดอีกเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลย และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสาธิตหรือแมว ใหม่จุ้ย
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2719/2550
#272736
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยตั้งสถานบริการประเภทสถานที่ที่มีสุรา น้ำชาและเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนให้แก่ลูกค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ฉบับเดิมก็ตาม แต่เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มี พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 4)ฯ ออกมาใช้บังคับ ซึ่งตามพ.ร.บ.ฉบับหลังนี้ มาตรา 3 ได้บัญญัติให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สถานบริการฯ เดิม และได้บัญญัติข้อความใหม่ไว้ในมาตรา 3 ว่า "สถานบริการ" หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้าดังต่อไปนี้...(2) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า ดังนี้ เมื่อฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างเพียงว่า สถานที่ที่จำเลยตั้งขึ้นเพื่อให้บริการนั้น เป็นสถานที่ที่มีสุรา น้ำชาและเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนให้แก่ลูกค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้าด้วย กรณีจึงไม่เข้าบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 4)ฯ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดตาม พ.ร.บ.สถานบริการดังกล่าว ระบุไว้ว่าการตั้งสถานที่เพื่อให้บริการตามฟ้องจะต้องได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีบทกำหนดโทษในกรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนไว้เช่น พ.ร.บ.สถานบริการฉบับเดิม ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตั้งสถานบริการประเภทสถานที่ที่มีสุรา น้ำชา และเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนให้แก่ลูกค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (2), 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7097/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น คดีนี้ศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยจึงบวกโทษไม่ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547 ออกมาแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เข้าบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชบัญญัติฉบับหลัง จำเลยจึงไม่มีความผิดอีกต่อไป เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุ การที่จำเลยตั้งสถานบริการประเภทสถานที่ที่มีสุรา น้ำชา และเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนให้แก่ลูกค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 26 วรรคหนึ่งฉบับเดิมก็ตาม แต่เนื่องจากในขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547 ออกมาใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติฉบับหลังนี้ มาตรา 3 ได้บัญญัติให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 เดิม และได้บัญญัติข้อความใหม่ไว้ในมาตรา 3 ว่า "สถานบริการ" หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้าดังต่อไปนี้...(2) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชาหรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า ดังนี้ เมื่อฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างเพียงว่า สถานที่ที่จำเลยตั้งขึ้นเพื่อให้บริการนั้นเป็นสถานที่ที่มีสุรา น้ำชาและเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนให้แก่ลูกค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้าด้วย กรณีจึงไม่เข้าบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดตามพระราชบัญญัติสถานบริการดังกล่าว ระบุไว้ว่าการตั้งสถานที่เพื่อให้บริการตามฟ้องจะต้องได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีบทกำหนดโทษในกรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนไว้เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการฉบับเดิม ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 26 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สถานบริการ ( ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2547 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบุญทนุ ศุภพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2706/2550
#272735
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่า คดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองเป็นอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10, 11 และ 12 คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้องศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกและศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน และศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีปกครองและมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันที โดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองมาแล้ว และศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยที่มิได้ดำเนินการแก้ไขให้มีการสอบถามโจทก์เสียก่อนดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ห้ามนำที่ดินของโจทก์ไปขายแก่บุคคลใดๆ ให้ยกเลิกเพิกถอนการรังวัดออกโฉนดที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิใดๆ ในที่ดินของโจทก์แก่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2500) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2515) กับโจทก์ก่อนคนอื่น

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ในการพิจารณาว่าคดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เป็นอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีปกครองซึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมก่อนมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อนและศาลต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีปกครองและมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่าโจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว และศาลปกครองไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยที่มิได้ดำเนินการแก้ไขให้มีการสอบถามโจทก์เสียก่อนดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้น แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 ม. 11 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยชุมพล อาบทิพย์
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2705/2550
#273698
เปิดฉบับเต็ม

ในคำฟ้องโจทก์ระบุชื่อจำเลยโดยมิได้ระบุว่าฟ้องนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี แต่ฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยดำรงตำแหน่งนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งได้รับการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มีหน้าที่ดำเนินการรับจดทะเบียน โอนทางทะเบียน และจดแจ้งการโอนทางทะเบียนลงในใบคู่มือจดทะเบียน ทั้งโจทก์ยังมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยกเลิกการจดแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ของจำเลย และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อของโจทก์ กับให้จำเลยคืนใบคู่มือจดทะเบียนแก่โจทก์ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องตัวเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งได้โดยไม่จำต้องฟ้องหน่วยงานต้นสังกัด

ในวันที่โจทก์ไปขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาท โจทก์มิได้นำรถยนต์พิพาทไปด้วย จึงไม่มีการตรวจรถตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531 การโอนชื่อทางทะเบียนรถยนต์มาเป็นชื่อของโจทก์จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 49 และ 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7344 อุบลราชธานี จากนางสาวธนิสรา จันทร์พิทักษ์ชัย จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี มีหน้าที่รับจดทะเบียน โอนทางทะเบียน และจดแจ้งการโอนทางทะเบียนลงในใบคู่มือจดทะเบียนรถ ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2540 โจทก์นำรถคันดังกล่าวไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อโจทก์ จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ แต่เมื่อถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 จำเลยกลับมีคำสั่งให้ยกเลิกการจดทะเบียนดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ขอจดทะเบียนโอนโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบ คือ ยังไม่มีการตรวจสอบรถ ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 โจทก์นำใบคู่มือจดทะเบียนรถคันดังกล่าวไปยื่นเพื่อเสียภาษีประจำปี จำเลยมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานยึดใบคู่มือจดทะเบียนรถไว้ โดยอ้างว่าการโอนกรรมสิทธิ์มีปัญหาขัดข้อง การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนโอนดังกล่าวของจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถคันดังกล่าวเป็นของโจทก์ และคืนใบคู่มือจดทะเบียนรถคันดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ซื้อรถคันดังกล่าวมาจากนางสาวธนิสรา จันทร์พิทักษ์ชัย แต่รถคันดังกล่าวเป็นของพันตำรวจโทอิทธิพร ปัญญาสาร ซึ่งกู้เงินจากนายบัณฑิต จันทร์พิทักษ์ชัย โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และพันตำรวจโทอิทธิพรมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ สำเนาทะเบียนบ้านและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจใบคำขอโอนรถ ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความให้แก่นายบัณฑิตไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์ชำระหนี้แทนพันตำรวจโทอิทธิพร และขอรับเอกสารดังกล่าวไปจากนายบัณฑิต หลังจากนั้นมีผู้กรอกข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าพันตำรวจโทอิทธิพรได้โอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้โจทก์และโจทก์นำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอจดแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้เป็นชื่อโจทก์ ทำให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อจึงรับดำเนินการให้และจ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถให้โจทก์ไป เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7344 อุบลราชธานี โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอโอนกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าวและแม้ว่าจำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและเมื่อจำเลยตรวจพบว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ถูกต้องเพราะดำเนินการไม่ครบขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2531 ข้อ 35 กล่าวคือ การโอนรถโดยการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับคำขอโอนรถแล้วจะต้องตรวจสอบรถ โดยตรวจสอบความถูกต้องของเลขตัวรถ เลขเครื่องรถยนต์และสีของรถให้ถูกต้องตรงกับใบคู่มือจดทะเบียนรถ แต่โจทก์ไม่ได้นำรถคันดังกล่าวมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ครบถ้วนตามระเบียบ จำเลยในฐานะนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องแต่งตั้งนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ลงวันที่ 17 มกราคม 2540 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับจดทะเบียน โอนทางทะเบียน และจดแจ้งการโอนทางทะเบียน ลงในใบคู่มือจดทะเบียนรถ จึงมีอำนาจสั่งยกเลิกการจดแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในสังกัดกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม มีหน้าที่ดำเนินการรับจดทะเบียน โอนทางทะเบียนและจดแจ้งการโอนทางทะเบียนรถยนต์ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีลงในใบคู่มือจดทะเบียนรถ ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2540 โจทก์นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7344 อุบลราชธานี ไปขอโอนทางทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรถและจำเลยดำเนินการให้ตามคำขอของโจทก์แล้วตามภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ เอกสารหมาย จ.8 ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2540 จำเลยมีคำสั่งให้ยกเลิกการจดแจ้งการโอนทางทะเบียนดังกล่าวโดยอ้างว่ามีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531 และวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 โจทก์นำใบคู่มือจดทะเบียนรถดังกล่าวไปดำเนินการเสียภาษี จำเลยมีคำสั่งให้ยึดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวไว้ ข้อที่ยังโต้แย้งเถียงกันตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ในคำฟ้องโจทก์จะระบุชื่อจำเลยโดยมิได้ระบุว่าฟ้องนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี แต่ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยดำรงตำแหน่งนายทะเบียนขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มีหน้าที่ดำเนินการรับจดทะเบียนโอนทางทะเบียนและจดแจ้งการโอนทางทะเบียนลงในใบคู่มือจดทะเบียน ทั้งโจทก์ยังมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยกเลิกการจดแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ของจำเลย และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อของโจทก์ กับให้จำเลยคืนใบคู่มือจดทะเบียนแก่โจทก์ จึงเห็นได้ชัดว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องตัวเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งได้โดยไม่จำต้องฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ข้อที่ยังโต้เถียงกันตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองมีว่า ได้มีการดำเนินการตรวจรถครบถ้วนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโอนตามระเบียบพร้อมทั้งได้นำรถไปตรวจด้วยบันทึกการตรวจสอบรถเอกสารหมาย จ.6 ก็มีนายศรีเชาวน์ จันทะแจ่ม ลงลายมือชื่อระบุชัดเจนว่ามีการตรวจรถแล้ว เห็นว่า แม้ตามแบบคำขอโอนและรับโอนด้านหลังจะระบุว่ามีการตรวจรถแล้วก็ตาม แต่เมื่อนายศรีเชาวน์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจรถมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่า เนื่องจากเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรจึงไม่ได้ตรวจสอบและลงชื่อในเอกสารดังกล่าว ทั้งนายศรีเชาวน์ก็ได้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย จึงเห็นได้ว่าหากไม่เป็นความจริงนายศรีเชาวน์คงไม่กล้าเบิกความดังกล่าวให้เป็นผลร้ายแก่ตนเอง และไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความเข้าข้างฝ่ายใด นอกจากนั้นจำเลยยังมีนางสดใส ปัญญาสาร (เดิมชื่อนางดวงกมล ปัญญาสาร) มาเบิกความว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ไปขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาท โจทก์และดาบตำรวจสมนึกมาที่บ้านนางสดใสในช่วงบ่ายโดยนำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทมาแสดงว่า ได้มีการโอนมาเป็นของโจทก์แล้วจะขอยึดรถพิพาทของนางสดใส แต่นางสดใสไม่ยินยอม ยิ่งเพิ่มน้ำหนักพยานของจำเลยให้มั่นคงยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าในวันที่โจทก์ไปขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทนั้น โจทก์มิได้นำรถยนต์พิพาทไปด้วย จึงไม่มีการตรวจรถตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531 การโอนชื่อทางทะเบียนรถยนต์มาเป็นชื่อของโจทก์จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 49 และ 50 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูเกียรติ สุวรรณพิมพ์
จำเลย — นายปกรณ์ นิลศิริ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2701/2550
#267556
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1524/2547 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2547 แก่โจทก์ แม้คดีนี้กับคดีก่อนจะเป็นการฟ้องตามสัญญาจ้างแรงงานเหมือนกันก็ตามแต่ก็เป็นคำฟ้องเรียกเงินคนละประเภทกัน มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่วินิจฉัยต่างกัน จึงไม่ใช่เป็นการยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1524/2547 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ปรากฏตามคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1524/2547 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2547 แก่โจทก์ แม้คดีนี้กับคดีก่อนจะเป็นการฟ้องตามสัญญาจ้างแรงงานเหมือนกันก็ตามแต่ก็เป็นคำฟ้องเรียกเงินคนละประเภทกัน มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและประเด็นที่วินิจฉัยต่างกัน จึงหาใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมณธิชา ทองกูล
จำเลย — บริษัทยัวร์สบางกอกอิน (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2550
#272571
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว แล้วจึงลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) เป็นจำคุกคนละตลอดชีวิตนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยทั้งสองเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ก็เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขการเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 371 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3996/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคสอง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับฐานพาอาวุธปืนมาเรียงกระทงลงโทษได้ คงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ยกคำขอให้นับโทษต่อ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้ตายขับรถยนต์กระบะโดยมีนางนงค์ลักษ์ จันทร์ไสย์ นั่งคู่มาด้านหน้าข้างซ้าย เด็กชายวรายุทธ จันทร์โสย์ นั่งตรงกลาง ส่วนนายชาญวิทย์ มูลยศ นั่งที่กระบะท้าย สำหรับนายวุฒิพงษ์ จันทร์ไสย์ ขับรถจักรยานยนต์นำหน้า ออกจากบ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ มูลยศ จะกลับบ้าน เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ มีคนร้ายสองคนขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันตามมาและเร่งแซงรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับขึ้นมาทางด้านขวาคนที่นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 2 นัด รถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับเสียหลักลงไปในสวนลำไยข้างถนนด้านขวามือ คนร้ายตามไปยิงผู้ตายซ้ำอีก 4 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วคนร้ายพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน หลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 8 เดือน และ 4 เดือนตามลำดับ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ความผิดดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในชั้นนี้คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายชาญวิทย์เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งอยู่ที่กระบะท้ายรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับ เมื่อผ่านศาลาพักร้อนริมถนนด้านซ้ายมือพยานเห็นจำเลยทั้งสองกับนายสวัสดิ์ แสนสม ยืนอยู่ด้วยกันที่ศาลาดังกล่าว เมื่อรถยนต์กระบะแล่นผ่านศาลาพักร้อนไปแล้ว พยานเห็นมีรถจักรยานยนต์แล่นตามมา 1 คัน มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ และจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์แล่นแซงขึ้นทางด้านขวาห่างจากพยานประมาณครึ่งเมตร และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 2 นัด รถยนต์กระบะเสียหลักลงไปในสวนลำไยทางด้านขวาเบียดรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองล้มลง จำเลยที่ 1 ตามไปยิงผู้ตายอีก 4 นัด และจำเลยทั้งสองนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไปด้วยกัน พยานเห็นจำเลยทั้งสองในระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมา โดยอาศัยแสงสว่างจากไฟกิ่งข้างถนน และที่พยานจำจำเลยทั้งสองได้ เพราะพยานเห็นจำเลยทั้งสองในงานปอยหลวงที่บ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ถึง 2 ครั้ง และก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานยังเห็นจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่ที่หน้าบ้านผู้ตายด้วย เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุพยานปากนี้เห็นจำเลยทั้งสองมาก่อนแล้วหลายครั้ง และขณะเกิดเหตุพยานอยู่ห่างจากคนร้ายที่ยิงผู้ตายเพียงประมาณครึ่งเมตร มีแสงสว่างจากแสงไฟที่กระทบกระบะรถยนต์กระบะ ประกอบกับขณะที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมาในระยะห่างกันประมาณ 2 ถึง 5 เมตร ได้ผ่านไฟกิ่งข้างถนนขณะที่อยู่ในหมู่บ้านด้วย เชื่อว่ามีแสงสว่างเพียงพอที่พยานจะมองเห็นและจำจำเลยทั้งสองได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายวุฒิพงษ์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์นำหน้าและนางนงค์ลักษ์ซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์กระบะขณะเกิดเหตุเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองเห็นจำเลยทั้งสองกับนายสวัสดิ์ที่บ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ และเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ที่ศาลาพักร้อนริมถนนก่อนเกิดเหตุโดยนายวุฒิพงษ์เบิกความด้วยว่า เมื่อพยานขับรถจักรยานยนต์ผ่านเลยศาลาพักร้อนมาแล้ว พยานหันกลับไปดูทางรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับ พยานเห็นมีรถจักรยานยนต์ออกมาจากศาลาพักร้อนดังกล่าวแล่นตามรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมาด้วย และหลังเกิดเหตุขณะที่พยานขับรถจักรยานยนต์พานายอ้ายกลับมาในที่เกิดเหตุได้สวนกับรถจักรยานยนต์คนร้ายที่กำลังจะแล่นหลบหนีและเห็นหน้าคนร้ายโดยอาศัยแสงสว่างจากดวงไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของพยาน พยานจำได้ว่าคนขับรถจักรยานยนต์คือจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย แต่พยานไม่ทราบชื่อของจำเลยทั้งสอง แม้พยานปากนี้จะไม่เห็นขณะที่คนร้ายยิงผู้ตาย แต่พยานเห็นจำเลยทั้งสองขณะอยู่ในที่เกิดเหตุในช่วงระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์โดยมีพันตำรวจโทนิรันท์ ฉัตรยาลักษณ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานได้ทราบจากนายวุฒิพงษ์และนายชาญวิทย์ในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุว่า พยานทั้งสองจำคนร้ายทั้งสองได้ว่าเป็นบุคคลที่พยานเห็นที่บ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์และที่ศาลาพักร้อนริมถนน กับพยานทั้งสองเคยเห็นคนร้ายทั้งสองไปขับรถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่หน้าบ้านของผู้ตาย พยานจึงให้นายวุฒิพงษ์และนายชาญวิทย์ดูสมุดภาพบุคคลผู้มีประวัติอาชญากรรมของทางราชการ บุคคลทั้งสองชี้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย กับโจทก์มีจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่าจำเลยทั้งสองกับนายสวัสดิ์มาที่บ้านของพยาน เห็นว่า นายวุฒิพงษ์ นายชาญวิทย์ นางนงค์ลักษ์ จ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ และพันตำรวจโทนิรันท์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 2 อันจะทำให้สงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะพันตำรวจโทนิรันท์เบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตน จึงเชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวน กับชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้ด้วย พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกาว่า พยานโจทก์ที่เบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสองกับนายสวัสดิ์ไปรับประทานอาหารในงานปอยหลวงที่บ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์นั้นอาจจดจำบุคคลผิดตัวได้นั้น เห็นว่า นอกจากนางนงค์ลักษ์ นายชาญวิทย์จะเบิกความว่าพยานได้ไปบริการอาหารที่โต๊ะจำเลยทั้งสอง นายสวัสดิ์และจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์แล้ว จ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ได้เบิกความยืนยันตรงกันด้วยจึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการจดจำบุคคลผิดพลาด และที่จำลยที่ 2 อ้างในฎีกาประการต่อไปว่าไม่มีแสงสว่างที่ศาลาพักร้อนริมถนนเพียงพอที่จะทำให้มองเห็นได้ชัดเจนและจำบุคคลได้แม่นยำนั้น เห็นว่าขณะรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับแล่นผ่านศาลาพักร้อนมีแสงสว่างจากดวงไฟหน้ารถจักรยานยนต์ที่นายวุฒิพงษ์ขับนำหน้าเสริมด้วยแสงสว่างจากดวงไฟหน้ารถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับและดวงไฟร้านค้าฝั่งตรงข้ามประกอบกับถนนบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้งเลี้ยวอ้อมศาลาพักร้อนไปทางด้านซ้ายเชื่อว่ามีรัศมีความสว่างของดวงไฟหน้ารถจักรยานยนต์และรถยนต์กระบะส่องไปที่ศาลาพักร้อนดังกล่าว มองเห็นบุคคลในศาลาพักร้อนได้ชัด โดยเฉพาะหากเป็นบุคคลที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนก็สามารถจดจำได้ด้วย จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ได้เห็นและจดจำบุคคลในศาลาพักร้อนดังกล่าวได้ไม่ผิดพลาด และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า นายชาญวิทย์มองเห็นและจำคนร้ายว่าเป็นจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า นายชาญวิทย์เบิกความว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล่นตามรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมาในระยะห่างกันประมาณ 2 ถึง 5 เมตร เป็นเวลานานถึงประมาณ 20 นาที เมื่อผ่านถนนช่วงที่มีไฟกิ่งก็สามารถมองเห็นและจำจำเลยทั้งสองได้แล้ว เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แซงขึ้นมาทางขวามือ พยานได้หันไปมองดู ขณะนั้นอยู่ห่างกันเพียงประมาณครึ่งเมตร ซึ่งพิจารณาประกอบกับโครงกระบะท้ายรถยนต์กระบะที่พยานนั่งอยู่ที่เป็นเพียงโครงเหล็กโปร่งมองทะลุผ่านได้โดยตลอดตามภาพถ่ายประกอบการตรวจสภาพที่เกิดเหตุแล้ว เชื่อว่านายชาญวิทย์เห็นและจำจำเลยทั้งสองได้ว่าเป็นคนร้าย สำหรับเอกสารชั้นจับกุมและสอบสวนตลอดจนการชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้กระทำไปโดยไม่สมัครใจนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ และไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาหรือฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าพนักงานตำรวจผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใด ประกอบกับตามภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ มีประชาชนมุงดูจำนวนมาก และไม่ปรากฏว่ามีลักษณะในการข่มขู่บังคับแต่อย่างใด เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ และชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ สำหรับข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระแก่การที่จะต้องวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว แล้วจึงลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) เป็นจำคุกคนละตลอดชีวิต นั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยทั้งสองเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องก็เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขการเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ก่อนรวมโทษ เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองเป็นรายกระทงกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 78 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสำเริง ต่างคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2684/2550
#272724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองก็ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 25 เม็ด น้ำหนัก 2.32 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8240/2544 ของศาลชั้นต้น ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 67 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8240/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 14 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 67 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการพิจารณา เป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองไม่ได้รับอนุญาตด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองก็ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8240/2544 ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยกลับตนโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก ภายหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนเพียง 3 เดือนเศษ แสดงว่าจำเลยมิได้เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมาย แม้ว่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่จะบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับก็ได้ แต่การปรานีจำเลยโดยลงโทษปรับสถานเดียว หรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกไม่น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลย ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 25 เม็ด ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยมานั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ สำหรับกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดโทษให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษ ซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทกฎหมายดังกล่าวให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายเอกชัย ชาญมนตรีศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ