คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2550
#410503
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 93, 288, 289, 371 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 601/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษและขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (7), 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุธรรม จิยาเพชร ผู้ตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณท้ายทอยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางจงจิต จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 1 ถูกที่บริเวณหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และคนร้ายยังได้ใช้อาวุธปืนยิงอีก 2 นัด กระสุนปืนถูกเด็กชายจิราวุธ จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือกับถูกเด็กชายนฤนาถ ไชยปลอด ผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณนิ้วมือ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่... เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากข้อพิรุธใด ๆ ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เห็นและจดจำใบหน้าตลอดจนลักษณะรูปพรรณของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามได้จริงว่าคือจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาสั่งซื้อถ่านแก๊ส เมื่อจำเลยที่ 1 รับถ่านแก๊สจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายดึงคอเสื้อผู้ตายทางด้านหลังและใช้มือขวาซึ่งถืออาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 ก็ต้องวางถุงถ่านแก๊สไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีถุงถ่านแก๊สที่คนร้ายทิ้งไว้ จึงขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดซักถามผู้เสียหายที่ 1 ให้แน่ชัดว่าขณะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นคนร้ายนำถุงถ่านแก๊สไปไว้ที่ไหน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงข้อนี้ให้ชัดเจน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความขัดต่อพยานหลักฐานหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่าร้อยตำรวจเอกกระจ่าง รักษ์ณรงค์ ผู้ชำนาญในการตรวจอาวุธปืน กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า การยิงห่างจากปากกระบอกปืนถึงจุดเป้าหมายที่ยิงไม่เกิน 90 เซนติเมตร จะพบเขม่าดินปืนที่จุดถูกยิง แต่แพทย์หญิงจุฑานุช กาญจนศร พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายเบิกความว่า ไม่พบเขม่าดินปืนและรอยไหม้ที่บาดแผลของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ถูกยิงในลักษณะประชิดตัวดังที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 แต่คนร้ายน่าจะนั่งยิงอยู่บนรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้ลงมาจ่อยิงผู้ตายในระยะประชิดนั้น เห็นว่า แพทย์หญิงจุฑานุชเบิกความระบุว่าจากการตรวจชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่ท้ายทอยเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นบาดแผลกระสุนปืนเข้าโดยไม่พบบาดแผลรอยกระสุนปืนออก แสดงว่ากระสุนปืนฝังอยู่ภายในร่างกายของผู้ตาย และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ในการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้ตายมีแต่รอยเลือด ไม่พบเขม่าดินปืนและไม่พบรอยไหม้เนื่องจากมีเลือดอยู่รอบ ๆ บริเวณคอและบาดแผล และพยานเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ว่า ที่พยานลงความเห็นในรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพว่าไม่พบเขม่าดินปืนนั้นเนื่องจากมีรอยเลือดเปื้อนบริเวณบาดแผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายผู้ตายภาพที่ 1 และที่ 2 ก็จะเห็นได้ว่าสภาพศพของผู้ตายนอนหงายอยู่โดยมีเลือดออกจากบาดแผลจำนวนมาก และมีผ้าลักษณะคล้ายผ้าขาวม้าหนุนต้นคอและศีรษะของผู้ตายอยู่ด้วย แต่เมื่อพลิกศพผู้ตายดูที่ต้นคอด้านหลังก็จะเห็นแผลถูกกระสุนปืนได้ชัดเจนโดยมีรอยเลือดตกค้างอยู่รอบ ๆ แผลเพียงเล็กน้อย แสดงว่าหลังเกิดเหตุน่าจะมีคนนำผ้าไปหนุนต้นคอและศีรษะผู้ตายตรงบริเวณแผลถูกยิงซึ่งมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่เลือดจะชะล้างเขม่าดินปืนออกไปบางส่วน และผ้าที่นำมารองบริเวณต้นคอของผู้ตายก็อาจเช็ดถูเอาเขม่าดินปืนออกไปอีกส่วนหนึ่ง จึงทำให้ตรวจไม่พบเขม่าดินปืนรอบ ๆ บาดแผลของผู้ตาย จึงถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ขัดกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องหยิบยกขึ้นวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามจริง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะฟังได้ว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ส่วนในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กำหนดให้โทษคงเดิม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 8 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
จำเลย — นายสาโรช แก้วศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2550
#272685
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 12 บัญญัติว่า "ผู้ใดจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือรับอนุญาตแล้วแต่เล่นพลิกแพลง...ผู้นั้นมีความผิด..." ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านและร่วมเล่นด้วย โดยมิได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่น ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นด้วยนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่สิบสี่ร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. หมายเลข 23 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสี่สิบสี่เป็นผู้ร่วมเล่นพนัน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้าน และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ มีผู้แจ้งความขอรับสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหมดได้พร้อมด้วยเงินสด 3,740 บาท อุปกรณ์การเล่นไฮโลว์ 1 ชุด โต๊ะพร้อมแผงแสดงการเล่น 2 แผ่น ซึ่งเป็นอุปกรณ์และทรัพย์สินที่จำเลยทั้งหมดใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง ในส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเยาวชนได้แยกสำนวนฟ้องแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่สิบสี่ให้การรับสารภาพ (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 44 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเยาวชนได้ถูกแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่สิบสี่ (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 44) มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 10, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้มีการเล่น จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นผู้เล่น จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 3 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 2 เดือน จำเลยนอกนั้นปรับคนละ 2,000 บาท ไม่ลดโทษให้จำเลยทั้งหมด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 44) จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 15 วัน ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านและร่วมเล่นการพนันไฮโลว์ด้วยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ผู้ใดจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือรับอนุญาตแล้วแต่เล่นพลิกแพลง...ผู้นั้นมีความผิด..." ดังนี้ คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านและร่วมเล่นด้วย โดยมิได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่น ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป แต่เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงฐานเป็นผู้ร่วมเล่น พฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปในทางเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น ส่วนความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ร่วมเล่น ให้ลงโทษปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับด้วย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายลักษณ์ แซ่เฮ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2550
#272680
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยแยกเป็น 2 ข้อ คือ ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 การกระทำตามที่บรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง โดยโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า จำเลยได้ลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ก. ที่ออกให้แก่ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและประชาชน ความผิดดังกล่าวย่อมสำเร็จเมื่อจำเลยลักเอาบัตรดังกล่าวไป และโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อ 1.2 ว่าภายหลังการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 แล้ว จำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริต ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและประชาชน ดังนี้ การกระทำของจำเลยในข้อ 1.2 จึงเป็นคนละวาระกันกับการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 คือเงินจำนวน 92,640 บาท เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่กรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/7, 334 และให้จำเลยคืนบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคา 150 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5 ประกอบด้วยมาตรา 269/7, 334 การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการได้เงินของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคา 150 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม แต่ไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษเป็น 2 กรรม และเรียงกระทงลงโทษให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และมาตรา 334 กระทงหนึ่ง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นบทหนัก และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 กับมาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทหนัก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยแยกเป็น 2 ข้อ คือ ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 การกระทำตามที่บรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง โดยโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า จำเลยได้ลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ออกให้แก่ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ความผิดดังกล่าวย่อมสำเร็จเมื่อจำเลยลักเอาบัตรดังกล่าวไป และโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อ 1.2 ว่า ภายหลังการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 แล้ว จำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริตในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ดังนี้ การกระทำของจำเลยในข้อ 1.2 จึงเป็นคนละวาระกันกับการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 คือ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 คือเงินจำนวน 92,640 บาท เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดหลายกรรมหาใช่กรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยลักเอาไปจากผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติเป็นจำนวนถึง 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 92,640 บาท นับเป็นเงินจำนวนมาก กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ปรากฏจากคำร้องของผู้เสียหาย และฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่นได้ความว่า เหตุเกิดจากผู้เสียหายนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติแล้วลืมรับบัตรจากเครื่องกลับไป จำเลยกระทำความผิดคดีนี้โดยมิได้มีลักษณะเป็นการวางแผนไตร่ตรองไว้ก่อนหรือมีลักษณะการกระทำเป็นขบวนการเพื่อลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นไปใช้เบิกถอนเงินหรือนำไปฉ้อโกงผู้อื่น อันจะเป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของชาติ ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้เงินจำนวน 92,640 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ก่อนลดโทษนั้นจึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 188 ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวินัยหรือจั๊ว เจริญฉัตรสิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2550
#268099
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่ลงชื่อรับรองตัวบุคคลโดยที่มิได้ร่วมกับพวกแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันจำเลยกับนายบุญเส็ง คุ้มบุญ ร่วมกันแจ้งให้นางคมคาย พรหมอินทร์ และนายธนาคม ไหลเจริญกิจ เจ้าหน้าที่ปกครองประจำที่ว่าการอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การรับรองบุคคลซึ่งเป็นเอกสารใช้ประกอบในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า บุคคลผู้มีชื่อที่แอบอ้างและขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่เป็นนายนิคม คุ้มบุญ บุตรของนายบุญเส็ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 8 ตำบลศรีแก้ว อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อันเป็นความเท็จ ความจริงนายนิคมได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคมคาย และนายธนาคมและประชาชน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายบุญเส็ง คุ้มบุญ กับชายคนหนึ่งร่วมกันแจ้งต่อนางคมคาย พรหมอินทร์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 สำนักงานทะเบียนอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรว่า ชายดังกล่าวชื่อนายนิคม คุ้มบุญ เป็นบุตรของนายบุญเส็งขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่เนื่องจากบัตรเดิมสูญหาย นางคมคายจึงให้บุคคลทั้งสองไปพบนายธนาคม ไหลเจริญกิจ ปลัดอำเภอเลิงนกทา เพื่อทำการสอบสวน นายธนาคมสอบสวนแล้วแจ้งให้นายบุญเส็งไปหาบุคคลมารับรองตัวชายดังกล่าว นายบุญเส็งจึงไปตามจำเลยมาลงชื่อรับรองในบันทึกคำให้การรับรองบุคคลด้านหลังคำขอมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาความปรากฎว่านายนิคมถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนวันเกิดเหตุ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายธนาคม ไหลเจริญกิจ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่พยานจะให้จำเลยลงชื่อเป็นผู้รับรอง พยานได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าการรับรองบุคคลครั้งนี้เป็นการรับรองเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรหาย และได้สอบถามถึงความเกี่ยวพัน จำเลยแจ้งว่าเป็นญาติกับนายนิคม เมื่อจำเลยลงชื่อเป็นผู้รับรองแล้ว พยานจึงอนุมัติให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ขอ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นการเบิกความเนื่องจากการปฏิบัติราชการในหน้าที่ อันเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการไม่ปรากฏเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง จำเลยก็รับว่ารู้จักนายนิคม ที่จำเลยนำสืบทำนองว่าจำเลยลงชื่อรับรองโดยมิได้พบเห็นตัวบุคคลที่ตนรับรอง จึงขัดต่อเหตุผลไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ได้ความว่าจำเลยเพียงแต่ลงชื่อรับรองตัวบุคคลโดยที่มิได้ร่วมกับพวกแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, ประกอบมาตรา 86 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสมัย พารุสุข
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2550
#268097
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 เมื่อจำเลยได้ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกแก่โจทก์ การที่จำเลยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์จึงเป็นการละเมิด จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ หากจำเลยไถ่ถอนภายในกำหนดระยะเวลาแล้วโจทก์มิให้ไถ่ถอนก็ชอบที่จำเลยจะฟ้องร้องขอให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาต่อไป ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10831 พร้อมบ้านเลขที่ 61 ให้แก่โจทก์ในราคา 140,000 บาท มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก จำเลยได้เช่าบ้านและที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ตกลงค่าเช่าเดือนละ 4,200 บาท จำเลยชำระค่าเช่าในเดือนแรกแล้วไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์อีก คิดถึงเป็นวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงินค่าเช่า 33,600 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 3,360 บาท รวม 36,960 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้จำเลยชำระเงิน 36,960 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 33,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและบริวารขนทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องอีกจนกว่าจะชำระค่าเช่าทั้งหมดและไถ่ถอนการขายฝากแล้ว กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือจนกว่าจะไถ่ถอนการขายฝาก

จำเลยให้การว่า จำเลยขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10831 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท กำหนด 3 ปี แต่ไม่ได้ขายฝากบ้านเลขที่ 61 จำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าบ้านหรือที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยและไม่มีสิทธิให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านและที่ดินเนื่องจากยังไม่ครบกำหนดตามสัญญาขายฝาก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10831 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินขายฝากเสียนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยได้ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 โดยมิได้ขายฝากบ้านเรือนซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทด้วยและการอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการอยู่โดยละเมิด ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2544 โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า "อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อโดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการละเมิด จำเลยจึงย่อมไม่มีสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่ายังไม่ครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า หากจำเลยไถ่ถอนภายในกำหนดระยะเวลาแล้วโจทก์มิให้ไถ่ถอนก็ชอบที่จำเลยจะฟ้องร้องขอให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาต่อไป หาได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบุญ ก๋ำรามัญ
จำเลย — นายอาซันหรืออาชัน เหมหมาด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2550
#272520
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 3 และยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 3 ที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาให้ดู เป็นเหตุให้จับกุมจำเลยที่ 3 มาดำเนินคดีได้ นับว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 แต่สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ในชั้นสอบสวนนอกจากจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังให้การด้วยว่า ไม่เห็นการส่งมอบและผู้ที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 และไม่ทราบว่ามีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันอย่างไร ทั้งไม่รู้จักจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 เป็นชาวเขาเผ่าม้ง มีความรู้เพียงเขียนชื่อตนเองได้ แต่อ่านหนังสือไม่ออก และไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ตอบคำถามของพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาเข้าใจภาษาไทยได้ดีกว่าจะเป็นคนตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ปรึกษากันเป็นภาษาม้งก่อนแล้วนั้น จำเลยที่ 1 มิได้มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ทั้งยังขัดกับคำให้การปฏิเสธของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1140/2548 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1148/2548 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีใหม่และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1140/2548 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 คงจำคุก 30 ปี และปรับ 600,000 บาท (ที่ถูก สำหรับจำเลยที่ 2 ลงโทษประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 100/2 จำคุก 30 ปี และปรับ 600,000 บาท) ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 2 ให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 3 และยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 3 ที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาให้ดู เป็นเหตุให้จับกุมจำเลยที่ 3 มาดำเนินคดีได้ นับว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นสอบสวนนอกจากจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังให้การด้วยว่า ไม่เห็นการส่งมอบและผู้ที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 และไม่ทราบว่ามีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันอย่างไร ทั้งไม่รู้จักจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด ปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นชาวเขาเผ่าม้ง มีความรู้เพียงเขียนชื่อตนเองได้ แต่อ่านหนังสือไม่ออก และไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ตอบคำถามของพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาเข้าใจภาษาไทยได้ดีกว่าจะเป็นคนตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ปรึกษากันเป็นภาษาม้งก่อนแล้วนั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาลอย ๆ ในฎีกา โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ทั้งยังขัดกับคำให้การปฏิเสธของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายจูหรือปา แซ่โซ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2480/2550
#273678
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2498 ข้อ 26 ทวิ มิใช่กฎหมาย หากมีการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40,000 เม็ด น้ำหนัก 4,132.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 432.070 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้อีก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม) 66 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและสะพายกระเป๋าเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถสถานีรถไฟนครราชสีมา แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและตรวจค้นในกระเป๋าสะพายพบเมทแอมเฟตามีนห่อด้วยกระดาษสา 20 มัด รวมเมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด น้ำหนัก 4,132.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 432.070 กรัม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกรัฐพล ป้องกัน และจ่าสิบตำรวจทวี โชติช่วง เบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า นายอ๋อยซึ่งพยานสืบทราบมาว่าเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายไปจำหน่ายในจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับนายทหารชื่อหมวดเปาได้ตกลงกับสายลับว่าจะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ 20 มัด รวม 40,000 เม็ด ในราคามัดละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท โดยนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและรับเงินกันในวันที่ 19 มิถุนายน 2543 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ที่บริเวณลานจอดรถสถานีรถไฟนครราชสีมาโดยนายอ๋อยจะให้หมวดเปาเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่ง พยานทั้งสองกับพวกจึงไปซุ่มรออยู่ที่บริเวณลานจอดรถดังกล่าว เมื่อถึงเวลานัดจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายสะพายกระเป๋าเข้าไปยังที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกรัฐพลเห็นลักษณะรูปพรรณของจำเลยที่ 1 และลักษณะของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ตรงกับที่สายลับแจ้งให้ทราบ จึงทำการจับกุมและตรวจค้นในกระเป๋าสะพายพบเมทแอมเฟตามีน 20 มัด รวม 40,000 เม็ด ตรงตามที่นายอ๋อยตกลงกับสายลับไว้ทุกประการ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 40,000 เม็ด และมีราคาซื้อขายถึง 1,300,000 บาท นับว่ามีปริมาณและมูลค่ามากมายเกินกว่าที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเสาะแสวงหามาเพื่อใช้เป็นหลักฐานยัดเยียดความผิดแก่จำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตรมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและนายทหารพระธรรมนูญรับรู้ตั้งแต่ถูกจับกุมจนถึงชั้นสอบสวน จึงยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองโดยปราศจากมูลความจริง ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อจะไปซ่อมรถให้นายอ๋อยซึ่งจอดเสียอยู่บริเวณนั้น และนางพิมพาหรือหนุ่ย พันธุ์ดี ภรรยาของนายอ๋อยฝากกระเป๋าสะพายไปให้นายอ๋อยด้วย โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกระเป๋าดูจึงไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจึงทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่เช่นนี้คงจะไม่มอบหมายให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากและมีมูลค่าสูงเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นในที่สาธารณะซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งที่ความลับจะรั่วไหลจนอาจล่วงรู้ไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจได้ หรือมิฉะนั้นเมทแอมเฟตามีนจำนวนนั้นอาจสูญหายไปก็ได้ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ซึ่งต้องกระทำการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังรอบคอบและเป็นความลับอย่างยิ่งยวด ทั้งปรากฏว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีรถยนต์ของนายอ๋อยจอดเสียอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เตรียมเครื่องมือในการซ่อมรถไปด้วย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พันตรีวิษณุ ณ บางช้าง มิได้ไปร่วมฟังการสอบสวนตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2498 ข้อ 26 ทวิ แต่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกร่วมฟังการสอบสวนภายหลัง การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่กฎหมาย แม้หากมีการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นช่างซ่อมรถจะไปตรวจดูรถของนายอ๋อยคันที่เสียก่อน จึงไม่ได้นำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการตรวจหรือซ่อมรถติดตัวไปนั้น เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้เชื่อถือได้ และไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่านั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นบทกำหนดโทษ กรณีจึงไม่มีทางที่ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตได้ จึงนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เท่านั้น จึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — ร้อยตรีศิริชัย หรือหมวดเปา เปาวรางกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2480/2550
#410501
เปิดฉบับเต็ม

พันตรี ว. มิได้ไปร่วมฟังการสอบสวนตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 26 ทวิ แต่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกร่วมฟังการสอบสวนภายหลัง เมื่อข้อตกลงดังกล่าวมิใช่กฎหมายแม้หากมีการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป

ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นบทกำหนดโทษ ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีทางที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตได้ จึงนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้อีก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและสะพายกระเป๋าเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถสถานีรถไฟนครราชสีมา แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและตรวจค้นในกระเป๋าสะพายพบเมทแอมเฟตามีนห่อด้วยกระดาษสา 20 มัด รวมเมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด น้ำหนัก 4,132.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 432.070 กรัม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฟ้องโจทก์หรือไม่... เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 40,000 เม็ด และมีราคาซื้อขายถึง 1,300,000 บาท นับว่ามีปริมาณและมูลค่ามากมายเกินกว่าที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเสาะแสวงหามาเพื่อใช้เป็นหลักฐานยัดเยียดความผิดแก่จำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตรมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและนายทหารพระธรรมนูญรับรู้ตั้งแต่ถูกจับกุมจนถึงชั้นสอบสวน จึงยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองโดยปราศจากมูลความจริง ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อจะไปซ่อมรถให้นายอ๋อยซึ่งจอดเสียอยู่บริเวณนั้น และนางพิมพาหรือหนุ่ย พันธุ์ดี ภรรยาของนายอ๋อยฝากกระเป๋าสะพายไปให้นายอ๋อมด้วย โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกระเป๋าดูจึงไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่ในกระเป๋าดังกล่าว จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจึงทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่เช่นนี้คงจะไม่มอบหมายให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากและมีมูลค่าสูงเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นในที่สาธารณะซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งที่ความลับจะรั่วไหลจนอาจล่วงรู้ไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจได้ หรือมิฉะนั้นเมทแอมเฟตามีนจำนวนนั้นอาจสูญหายไปก็ได้ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ซึ่งต้องกระทำการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังรอบคอบและเป็นความลับอย่างยิ่งยวด ทั้งปรากฏว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีรถยนต์ของนายอ๋อยจอดเสียอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เตรียมเครื่องมือในการซ่อมรถไปด้วย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พันตรีวิษณุ ณ บางช้าง มิได้ไปร่วมฟังการสอบสวนตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2498 ข้อ 26 ทวิ แต่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกร่วมฟังการสอบสวนภายหลัง การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่กฎหมาย แม้หากมีการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นช่างซ่อมรถจะไปตรวจดูรถของนายอ๋อยคันที่เสียก่อน จึงไม่ได้นำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการตรวจหรือซ่อมรถติดตัวไปนั้น เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสอนจำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้เชื่อถือได้ และไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่านั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นบทกำหนดโทษ กรณีจึงไม่มีทางที่ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตได้ จึงนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เท่านั้น จึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม). 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — ร้อยตรีศิริชัยหรือหมวดเปา เปาวรางกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2550
#272348
เปิดฉบับเต็ม

ส. พยานโจทก์เบิกความว่า พยานพบกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยลักสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายไป ขอให้พยานช่วยทวงคืนให้พยานไปหาจำเลยและสอบถาม จำเลยรับว่าได้นำสิ่งของของผู้เสียหายไปจำนำไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นพยานสอบถามจำเลยอีก จำเลยบอกว่าตั๋วจำนำอยู่ที่เพื่อน ประกอบกับ ช. และ น. พยานโจทก์อีกสองปากเบิกความตรงกันว่า ตอนเช้าวันที่ผู้เสียหายทราบว่าทรัพย์ของตนถูกลักไป จำเลยนำสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายมาให้พยานทั้งสองดู และบอกว่าเก็บได้จากห้องน้ำหลังบ้าน พยานทั้งสองเป็นญาติสนิทกับผู้เสียหายและจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน กับทั้งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ ง. และ ว. พยานอีกสองปากที่เบิกความว่าจำเลยเคยเล่าให้ฟังว่าเก็บสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายได้ แต่ยังไม่คืนให้เพราะจะแกล้งผู้เสียหาย หากจำเลยไม่ได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยก็น่าจะปฏิเสธกับ ส. ตั้งแต่แรก แต่จำเลยกลับรับว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย มีเพียงแต่พยานแวดล้อม แต่พยานโจทก์ทุกปากเบิกความไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัย ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนล่าช้าก็คงเป็นเพราะผู้เสียหายเป็นญาติสนิทกับจำเลย ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยหากได้ทรัพย์ที่ถูกลักไปคืน หาเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ผู้เสียหายตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำ 1 เส้น พระเลี่ยมทอง 1 องค์ รวมเป็นเงิน 23,000 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวนดังกล่าว ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (ที่ถูกมาตรา 335 (1) วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 23,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2545 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้เสียหายเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำหลังบ้านที่ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่แล้วถอดสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท 1 เส้น กับพระเลี่ยมทอง 1 องค์ รวมราคา 23,000 บาท แขวนไว้ที่ผนังห้องน้ำ เช้าวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายกลับมาดูไม่พบสร้อยคอและพระเลี่ยมทองที่ลืมไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายจริงหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำหลังบ้านพัก ก่อนอ่านน้ำได้ถอดสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท และพระเลี่ยมทอง 1 องค์ แขวนไว้ที่ผนังห้องน้ำอาบน้ำเสร็จก็ออกไปเฝ้าบ่อกุ้ง ส่วนสร้อยคอทองคำไม่เอาติดตัวไปด้วย แต่จะกลับมาเอาวันรุ่งขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้นพยานกลับมาที่ห้องน้ำแต่ไม่พบสร้อยคอทองคำที่แขวนทิ้งไว้ สอบถามนายแชวง จรัลพงษ์ ญาติที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันทราบว่า วันเกิดเหตุมีนายแชวงกับจำเลยอยู่ที่บ้าน พยานไปสอบถามจำเลยที่ห้องนอน จำเลยบอกว่าไม่มี ต่อมาพยานจึงให้นายสำราญ จรัลพงษ์ อาของพยานไปสอบถามจำเลย นายสำราญบอกว่าจำเลยรับว่านำสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของพยานไปจำนำไว้ นายสำราญบอกให้จำเลยนำตั๋วจำนำมาให้เพื่อไปไถ่คืน แต่จำเลยไม่นำมาให้และย้ายออกจากบ้านไป ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2545 พยานจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน นอกจากนี้โจทก์มีนายแชวง จรัลพงษ์ และนางนาตยา จรัลพงษ์ เบิกความว่าพยานทั้งสองเป็นสามีภรรยากันและพักอยู่บ้านเดียวกับผู้เสียหายและจำเลย เช้าวันที่ 3 มกราคม 2545 หลังจากพยานทั้งสองตื่นนอนเดินผ่านห้องจำเลยที่อยู่ติดกันได้พบกับจำเลย จำเลยนำสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองมาให้พยานทั้งสองดูและบอกว่าเป็นของผู้เสียหายที่ลืมไว้ในห้องน้ำหลังบ้าน และมีนายสังข์ นิยมบุตร กับนายเชาวลิตร อ่ำอยู่ คนงานที่บ่อกุ้ง เบิกความว่า จำเลยเคยบอกว่าเก็บสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายได้ ส่วนนายสำราญ จรัลพงษ์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พยานพบกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยลักสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายไป ขอให้พยานช่วยทวงคืนให้ พยานไปหาจำเลยที่ห้องนอนและสอบถามแล้ว จำเลยรับว่าได้นำสิ่งของของผู้เสียหายไปจำนำไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นพยานสอบถามจำเลยอีกจำเลยบอกว่าตั๋วจำนำอยู่ที่เพื่อน พยานบอกให้จำเลยไปเอาตั๋วจำนำมาให้ จำเลยจึงขนของออกจากบ้านไปพักอาศัยที่อื่น พยานจึงแนะนำให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า โจทก์มีนายแชวงและนางนาตยาที่เบิกความตรงกันว่าตอนเช้าวันที่ผู้เสียหายทราบว่าทรัพย์ของตนถูกลักไป จำเลยนำสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายมาให้พยานทั้งสองดู และบอกว่าเก็บได้จากห้องน้ำหลังบ้านพยานทั้งสองเป็นญาติสนิทกับผู้เสียหายและจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน กับทั้งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความตามจริงที่รู้เห็นมา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายว่า เมื่อสอบถามนายแชวงแล้วก็ไปสอบถามจำเลยทันที นอกจากนี้นายสังข์ นิยมบุตร และนายเชาวลิตร อ่ำอยู่ เพื่อนผู้เสียหายที่ทำงานเป็นคนงานในบ่อกุ้งก็เบิกความว่า จำเลยเคยเล่าให้ฟังว่าเก็บสร้อยคอและพระเสี่ยมทองของผู้เสียหายได้แต่ยังไม่คืนให้เพราะจะแกล้งผู้เสียหาย คำพยานทั้งสองปากนี้สอดคล้องกับคำเบิกความของนายแชวงและนางนาตยา ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โจทก์ยังมีนายสำราญซึ่งเป็นอาของผู้เสียหายและเป็นน้าของจำเลยเบิกความประกอบอีกว่าเมื่อจำเลยไม่ยอมคืนสร้อยคอและพระเลี่ยมทองให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายขอให้พยานทวงคืนจากจำเลย พยานสอบถามแล้วจำเลยบอกว่าเอาสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายไปจำนำไว้ พยานบอกให้จำเลยเอาตั๋วจำนำมาคืนให้จำเลยก็บอกว่าอยู่ที่เพื่อน หากจำเลยไม่ได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยก็น่าจะปฏิเสธกับนายสำราญตั้งแต่แรก แต่จำเลยกลับยอมรับว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย มีเพียงแต่พยานแวดล้อม แต่พยานโจทก์ทุกปากก็เบิกความไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัย ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนล่าช้าหลังจากเกิดเหตุนานเกือบ 4 เดือน ก็คงเป็นเพราะผู้เสียหายเป็นญาติสนิทกับจำเลย ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยหากได้ทรัพย์ที่ถูกลักไปคืน หาเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่ จำเลยเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลักสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นางประนอม โสภาวงศ์ หรือกล้ารอด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550
#272678
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กัน คือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน คือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกัน โดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้และผู้รับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 (1) ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจาก ท. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ บ. ลักรถจักรยานยนต์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จาก บ. ที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายสมศักดิ์ ศรีสำราญ บิดาของนายภาณุวัฒน์ ศรีสำราญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 นายภาณุวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ไปหาพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันที่ตำบลบ้านโป่ง นายใบชาหรือดำ เกตุแก้ว ได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์ที่นายภาณุวัฒน์ใช้ขับขี่ขับไปที่บ้านนายใบชา เพื่อไปขอเงินมารดา โดยให้นายภาณุวัฒน์รอรับรถจักรยานยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันอีกแห่งหนึ่งที่หลังบ้านมารดาตนเนื่องจากเกรงว่ามารดาจะดุด่าตนที่มาขอเงินต่อหน้านายภาณุวัฒน์ แต่นายใบชาก็ไม่ได้กลับมา นายภาณุวัฒน์จึงต้องกลับไปแจ้งนายสมศักดิ์บิดาเรื่องรถจักรยานยนต์หายไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 จ่าสิบตำรวจสัญญา ลิบไพรวัลย์ จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่หายไปดังกล่าว และต่อมาจับกุมนายใบชาได้ จึงแจ้งให้นายสมศักดิ์และนายภาณุวัฒน์ทราบ คนทั้งสองยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ และนายภาณุวัฒน์ยืนยันว่า นายใบชาเป็นคนลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายใบชาในข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปที่จังหวัดราชบุรี จ่าสิบตำรวจสัญญาจับกุมจำเลยพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ที่จังหวัดนครปฐม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กันคือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกันคือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกันโดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้ และผู้รับของโจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 (1) ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายทองสุข รักภิรมย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นายใบชาลักรถจักรยานยนต์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายใบชาที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา

สำหรับปัญหาเรื่องการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น...ฯลฯ... กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์โดยการซื้อมาจากคนร้ายในราคาที่ต่ำมากแสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยว่า จำเลยน่าจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางนั้นเป็นของคนร้าย คดีมีปัญหาต่อไปว่า ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการลักทรัพย์อย่างแพร่หลาย ทำให้คนร้ายสามารถทำลายหลักฐานในการลักทรัพย์ออกไปให้พ้นตนเอง ทั้งยังได้เงินทองหรือผลประโยชน์จากการลักทรัพย์ดังกล่าวอีก การรับของโจรของจำเลยจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้จำเลย แม้จำเลยประกอบอาชีพสุจริตไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัวต้องอุปการะเลี้ยงดู หรือการถูกจำคุกทำให้บุตรมีปมด้อย และถูกสังคมเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 24 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายทองใบ มีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2550
#267264
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 87,500 ดอลลาร์สหรัฐ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 87,500 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงิน 14,580 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2544 และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินแต่ไม่เกินกว่า 43.94 บาท ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐเท่าที่โจทก์ขอ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการวิจัยต่างประเทศ มีหน้าที่ในการทำรายงานวิจัยเกี่ยวกับหลักทรัพย์ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาคออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าและประชาชน ในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ จำเลยได้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดรายชื่อหลักทรัพย์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายและรายชื่อหลักทรัพย์ที่ห้ามทำการซื้อขาย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จำเลยได้รับแจ้งว่าในปี 2543 โจทก์ได้จัดทำรายงานวิจัยหลักทรัพย์ของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 และโจทก์ซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวรวม 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 5,000 หุ้น และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 10,000 หุ้น โดยในการซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวโจทก์ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาให้ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวได้ แต่ในการซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวนี้ โจทก์ได้ออกรายงานวิจัยเกี่ยวกับหลักทรัพย์ของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งตามบัญชีรายชื่อหลักทรัพย์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการซื้อขาย ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ใส่ชื่อหลักทรัพย์ของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เป็นหลักทรัพย์ที่ต้องระมัดระวังในการซื้อขายในระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2543 ส่วนเวลาก่อนหน้านี้โจทก์มิได้ใส่ชื่อหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ที่ต้องระมัดระวังในการซื้อขาย จำเลยเห็นว่าโจทก์ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวในขณะที่โจทก์ทราบข้อมูลของหลักทรัพย์ดังกล่าวแล้ว และจากวันที่โจทก์ไปพบผู้บริหารของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ถึงวันที่โจทก์จัดทำรายงาน ในระหว่างจัดทำรายงานโจทก์ไม่ได้แจ้งรายชื่อหลักทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในบัญชีรายชื่อหลักทรัพย์ที่ต้องระมัดระวังในการซื้อขายซึ่งหากโจทก์แจ้ง ผู้บังคับบัญชาก็จะไม่อนุมัติเนื่องจากผิดระเบียบ จำเลยจึงถือว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของจำเลย ซึ่งจำเลยได้กำหนดห้ามเจ้าหน้าที่ในฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ต่างประเทศและฝ่ายบริการหลักทรัพย์สถาบันซื้อหลักทรัพย์ Restricted List นี้ เป็นเวลา 5 วัน นับแต่วันที่มีการเผยแพร่รายงานผลการวิจัยหลักทรัพย์นั้นเพื่อควบคุมไม่ให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของพนักงานเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือมีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อเอาเปรียบลูกค้า ดังนั้น โจทก์ซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ก่อนวันที่มีการเผยแพร่รายงานการวิจัยดังกล่าว แล้วจึงจัดทำรายงานการวิจัยเชิญชวนให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์นั้น เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่เชื่อถือในความซื่อสัตย์ของโจทก์ ทั้งการกระทำดังกล่าวของโจทก์อาจนำมาซึ่งความเสียหายแก่นายจ้างได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าการเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสสำหรับการทำงานปี 2543 ถึงปี 2544 หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 เป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.2 เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างบางประการให้แตกต่างไปจากสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.1 แต่ในส่วนที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงยังคงเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขเดิม ซึ่งตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 7 ได้ระบุเหตุที่โจทก์อาจถูกเลิกจ้างได้หลายประการรวมทั้ง การที่สามารถพิสูจน์ได้โดยมีเหตุผลสมควรเป็นที่พอใจแก่บริษัทจำเลยว่าโจทก์ทุจริตหรือขาดความซื่อสัตย์ หรือที่เป็นปัญหาต่อชื่อเสียงของโจทก์ หรือมีเหตุการณ์ใด ๆ ภายใต้การควบคุมหรือรับผิดชอบของโจทก์เกิดขึ้นซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย ซึ่งตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.2 ได้กำหนดเงื่อนไขของการจ่ายเงินโบนัสในเวลาที่จ่ายเงินโบนัสนั้นโจทก์จะต้องยังคงอยู่ภายใต้การจ้างงานของจำเลย หากโจทก์ลาออกหรือถูกเลิกจ้างเพราะเหตุทำความผิดก่อนวันจ่ายเงินจะไม่มีการจ่ายเงินโบนัสจากการสิ้นสุดการทำงานดังกล่าวเว้นแต่ในกรณีเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างบริษัท ควบรวมกิจการหรือครอบงำกิจการบริษัทหรือในกรณีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยบริษัทจากสาเหตุอื่นนอกจากเหตุดังที่กำหนดจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสที่รับรองการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างวันที่ 12 มีนาคม 2544 โดยเหตุตามที่กำหนดในสัญญาจ้างแรงงาน เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 7 ก่อนวันจ่ายเงินโบนัส ทั้งการเลิกจ้างดังกล่าวมิได้เกิดจากการปรับโครงสร้างบริษัท ควบรวมกิจการหรือครอบงำบริษัทหรือเหตุอื่นทำนองเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสสำหรับการทำงานปี 2543 ถึงปี 2544 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดัม คลาร์ค
จำเลย — บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2426/2550
#272493
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยาน ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหกลงในสัญญาจำนองอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยอื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว กับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการแล้ว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ละเอียดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีใด อย่างใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมกับความผิดได้ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจนโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 อีก เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาแต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ 2 แปลง โดยบอกโจทก์ว่าจะนำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรแบ่งออกเป็นแปลงย่อยเพื่อเลี่ยงภาษี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยานให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและจำเลยที่ 1 ยังให้โจทก์ลงลายมือชื่อในกระดาษอีก 2 แผ่น ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยกที่ดิน ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เพื่อที่จะให้โจทก์หลงเชื่อจึงไปขอร้องให้ ส. สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ บันทึกเป็นหลักฐานไว้ว่า จำเลยที่ 1 จะนำเอาโฉนดที่ดินที่ทำการแบ่งแยกทุกฉบับไปมอบให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2538 โดยจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นเป็นพยาน เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2539 โจทก์ให้สามีไปตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง พบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขอแบ่งแยกที่ดิน แต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวข้างบนนี้เป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 16 กันยายน 2537 ต่อหน้าพยานอันเป็นเท็จ ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทนจำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่หลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหกลงในสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 36118 ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 267, 268, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้ยกฟ้อง

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการอย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมกับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อเป็นพยาน ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำนองที่ดินเป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตลอดจนให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันป่าตอง ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแทนและจำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนรับจำนองที่ดินแทน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่หลงเชื่อ จึงจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำบอกกล่าวของจำเลยทั้งหก ลงในสัญญาจำนองอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยอื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว กับแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการแล้ว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ละเอียดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและหรือกระทำการใด ๆ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีใด อย่างใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมกับความผิดได้ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อปลดจำนองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์แล้ว และโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 25 กันยายน 2546 และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจนโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 อีก เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 สักครั้งหนึ่งเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 และสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยที่ 2 ไปเสียทีเดียว เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และเพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลาบจำกับป้องกันมิให้กระทำความผิดอีกเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟัง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78 ม. 83 ม. 90 ม. 264 วรรคสอง ม. 267 ม. 268 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 213 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบูรณ์ วุฒิวงศา
จำเลย — นางศิริพรรณ บุญธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2550
#273675
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทมีแต่กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อในนามของโจทก์โดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ จึงถือไม่ได้ว่ากรรมการ 2 คนนั้นได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ด. ฟ้องคดีได้โดยชอบ ด. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีแทนโจทก์ ส่งผลให้ทนายความไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องในฐานะทนายโจทก์แทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 534,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 490,488 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด รายชื่อกรรมการและอำนาจกรรมการปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 คดีนี้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ เป็นผู้มาฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ ลงลายมือชื่อร่วมกับนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ หรือนายวีรเดช เกียรติศรีชาติ รวมกันเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท แต่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 คงมีแต่นายชาคริต เฉลิมวัฒน์ และนายวีระศักดิ์ เกียรติศรีชาติ ลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ จึงถือไม่ได้ว่านายชาคริต และนายวีระศักดิ์ ได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายดนัย ลี้ทรงศักดิ์ ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นายดนัยจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายวีรจักรให้เป็นทนายความฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ซึ่งส่งผลให้นายวีรจักรไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องในฐานะทนายโจทก์แทนโจทก์ได้ การที่นายวีรจักรได้ลงชื่อในฐานะเป็นโจทก์ในคำฟ้องโดยปราศจากอำนาจเช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความบกพร่องของการไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ลงในใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงความบกพร่องเล็กน้อยอีกทั้งบริษัทโจทก์ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาล มีผลเท่ากับโจทก์ได้ให้สัตยาบันในการฟ้องร้องและดำเนินคดีนี้กับจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรรมการของบริษัทเมื่อจะลงชื่อในนามของนิติบุคคลได้จะต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย จึงจะมีผลผูกพันโจทก์ การประทับตามสำคัญดังกล่าวย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลภายนอกสามารถแยกแยะได้ว่ากรณีใดกรรมการลงนามในนามส่วนตัวหรือกรณีใดกรรมการลงนามในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล การประทับตราสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือข้อบกพร่องเล็กน้อยอย่างที่โจทก์ได้อ้างมาในอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องดำเนินคดีนั้น ก็เป็นเพียงการเสียค่าขึ้นศาล แต่โจทก์มิได้ขอแก้ไขความบกพร่องของใบมอบอำนาจเดิมให้บริบูรณ์หรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มาใช้แทนที่ใบมอบอำนาจฉบับเดิมโดยสามารถร้องขอได้ตลอดเวลาในขณะที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษา แต่โจทก์ก็หาได้ดำเนินการขอแก้ไขหรือทำใบมอบอำนาจฉบับใหม่มายื่นต่อศาลไม่ การที่โจทก์เพียงแต่เสียค่าขึ้นศาลย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ไม่มีอำนาจฟ้องให้กลายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องไปได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนหลายคดีที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์นั้น ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยาม ออยล์ โปรดักส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส พี ไอ แคนนิ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2423/2550
#412815
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าว จึงเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงจึงสามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงไม่ใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐาน ทั้งสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร จึงไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายสัมภาระและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 407 ตำบลหนองอ้อ และเลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้างโป่ง จังหวัดราชบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไร่ละ 500 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่วนที่ทับที่ดินของจำเลยกับพวก ให้โจทก์ไปดำเนินการยกเลิกต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายสัมภาระและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีน้ำตาลและสีส้มตามแผนที่วิวาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 407 ตำบลหนองอ้อ และเลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางหยุงฟ้า นางสาวปรียาภรณ์ นางสาวอมนพรรณ นางสาวสุวภัทร และนายศักดิ์ชัย ทายาทเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งเรียกนางสาวปรียาภรณ์ นางสาวอมนพรรณ นางสาวสุวภัทร และนายศักดิ์ชัย เป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงที่มุขนายกมนัสผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นายมนัสหรือนายอำพลหรือนายไพรัชฟ้องจำเลยจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจช่วง ผู้รับมอบอำนาจช่วง 3 คน ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันโจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงเพียง 30 บาท จึงไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด รับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมามาสืบแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าว จึงเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงจึงสามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยอ้างไม่ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2) (เดิม)
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร
นายซักหลิน โชติพนิชเศรษฐ์
โดยนางสาวปรียาภรณ์ โชติพนิชเศรษฐ์
นางสาวอมนพรรณ โชติพนิชเศรษฐ์
นางสาวสุวภัทร โชติพนิชเศรษฐ์
และนายศักดิ์ชัย โชติพนิชเศรษฐ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2550
#272715
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลซึ่งในระหว่างเกิดเหตุมี ส. เป็นผู้ว่าการ ส. จึงเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์แต่เพียงผู้เดียว การที่ น. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองกฎหมายอันเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของโจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จะถือว่าโจทก์รู้ด้วยหาได้ไม่ เพราะ น. ไม่ใช่ผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ ส่วนคำสั่งของโจทก์เรื่องกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของกองอำนวยการและกองกฎหมายนั้น เป็นเพียงคำสั่งกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานภายในองค์กรของโจทก์เท่านั้น การที่ น. มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่วางตามปกติ ไม่ใช่เป็นการกระทำแทนผู้ว่าการของโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายในลักษณะของตัวการตัวแทนอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ว่าการ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ส. ผู้ว่าการของโจทก์ได้ทราบเรื่องตามที่เจ้าหน้าที่เสนอมาตามลำดับชั้นและลงนามอนุมัติให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 จึงต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 175,237.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 154,060 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 175,237.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 154,060 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายฤทธิ์รงค์ บุญจำนง ตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 71-7300 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 154,060 บาท วันที่ 19 เมษายน 1542 นางกรรณิกา กระบวนรัตน์ ผู้อำนวยการกองกฎหมายของโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าเสียหาย วันที่ 8 กรกฎาคม 2542 นางกรรณิกามีหนังสือเตือนและยืนยันให้จำเลยชำระค่าเสียหาย วันที่ 6 สิงหาคม 2542 นางกรรณิกาทำบันทึกถึงผู้อำนวยการฝ่ายธุรการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่โจทก์ได้รับและขอดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ฝ่ายธุรการเสนอเรื่องดังกล่าวไปตามลำดับและผู้ว่าการลงนามอนุมัติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาเรื่องอายุความว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามคำสั่งของโจทก์เรื่องกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของกองอำนวยการและกองกฎหมาย กำหนดไว้ชัดเจนว่ากองอำนวยการและกองกฎหมายมีอำนาจทวงถามและเร่งรัดหนี้ที่กองการเงินหรือหน่วยงานอื่นๆ ขอให้ดำเนินการ รวมทั้งดำเนินการฟ้องร้องสำหรับหนี้ที่มีปัญหา การที่นางกรรณิกาในฐานะผู้อำนวยการกองกฎหมายมีหนังสือทวงถามและยืนยันให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นการกระทำในนามของโจทก์ถึงบุคคลภายนอกคือเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำสั่งของโจทก์เท่ากับเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าการและแทนผู้ว่าการ ถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วอย่างช้าตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันทวงถาม เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2543 จึงเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลซึ่งในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้มีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการ นายสุนทรจึงเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์แต่เพียงผู้เดียว การที่นางกรรณิกาซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองกฎหมายอันเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จะถือว่าโจทก์รู้ด้วยหาได้ไม่ เพราะนางกรรณิกาไม่ใช่ผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ ส่วนคำสั่งของโจทก์เรื่องกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของกองอำนวยการและกองกฎหมายให้ผู้อำนวยการกองกฎหมายมีอำนาจทวงถามหรือเร่งรัดหนี้นั้นเป็นเพียงคำสั่งกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานภายในองค์กรของโจทก์เท่านั้น การที่นางกรรณิกามีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียนที่วางไว้ตามปกติ ไม่ใช่เป็นการกระทำแทนผู้ว่าการของโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายในลักษณะของตัวการตัวแทนอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ว่าการ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายสุนทร ผู้ว่าการของโจทก์ได้ทราบเรื่องตามที่เจ้าหน้าที่เสนอตามลำดับชั้นและลงนามอนุมัติให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้ต้องรับผิดในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคแรก ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2550
#272698
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแจ้งต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่า อ. พวกของจำเลยคือ ส. ทำบัตรประจำตัวประชาชนเดิมสูญหาย และวันเวลาเดียวกันนั้นจำเลยแจ้งให้ผู้เสียหายจดข้อความลงในคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนว่า บัตรประจำตัวประชาชนของ ส. สูญหาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ โดยจำเลยมีเจตนาเดียวก็เพื่อที่จะขอให้ผู้เสียหายออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ โดยจำเลยมีเจตนาเดียวก็เพื่อที่จะขอให้ผู้เสียหายออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ อ. ในชื่อของ ส. ให้ใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 (1) เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และ 267 ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น ชอบแล้ว

จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อช่วยเหลือพวกของจำเลยด้วยการแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่ทางราชการจะออกให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการแล้ว ยังส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยกับพวกที่มีเจตนาจะนำเอาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งปรากฏชื่อของผู้อื่นไปใช้ในทางมิชอบ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษและใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งความเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่า นายเอกรินทร์ สายอินต๊ะ พวกของจำเลยคือนายสายชล วงศ์จักร ทำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับเดิมสูญหายและวันเวลาเดียวกันนั้นจำเลยแจ้งให้ผู้เสียหายจดข้อความลงในคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนว่า บัตรประจำตัวประชาชนของนายสายชลสูญหาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ โดยจำเลยมีเจตนาเดียวก็เพื่อที่จะขอให้ผู้เสียหายออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเอกรินทร์ในชื่อของนายสายชลให้ใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อช่วยเหลือพวกของจำเลยด้วยการแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่ทางราชการจะออกให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการแล้ว ยังส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยกับพวกที่มีเจตนาจะนำเอาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งปรากฏชื่อของผู้อื่นไปใช้ในทางมิชอบ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษและใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 90
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายสมหมาย เครือยศ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2331/2550
#410499
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งรถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางซ้ำอีก รถยนต์กระบะของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 และคดีดังกล่าวถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 102 และริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บต 3886 กาญจนบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บต 3886 กาญจนบุรี ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่คำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลย นายสัมพันธ์ มุราชวงษ์ และนายสมศักดิ์ มณีแสง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 และให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง นายสัมพันธ์และนายสมศักดิ์ในการรับสารภาพ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายสัมพันธ์กับนายสมศักดิ์ตามฟ้อง และริบรถยนต์กระบะของกลางตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีใหม่ โดยขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์กระบะของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามฟ้องและสั่งริบรถยนต์กระบะของกลางตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4784/2546 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 วันที่ 21 กันยายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางภายใน 1 ปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น คำว่า "วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ย่อมหมายความถึงคำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ ตามข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งรถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางซ้ำอีก รถยนต์กระบะของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 และคดีดังกล่าวถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — นายปราโมทย์ ท้วมทองดี
จำเลย — นายสามาตรหรือสมมาตร ท้วมทองดี
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2550
#272696
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 90, 91, 157, 310

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 171 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมาน แย้มปั้น
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกรักพงษ์ วังใน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2316/2550
#268094
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือรับรองว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่โดยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกำหนดวีธีชำระหนี้โดยผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้แต่ละงวดได้ตั้งแต่เมื่อครบกำหนดที่จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้เป็นงวดนั้นๆ สิทธิเรียกร้องในหนี้งวดใดที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ

หนังสือรับสภาพหนี้ไม่ได้มีข้อตกลงว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดหรือหนี้ทั้งหมดนั้นถึงกำหนดชำระอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที หมายถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดในงวดนั้นๆ แล้วเท่านั้น ส่วนงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์จำนวน 52,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระหนี้คืนเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาท เริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 และทุกวันที่ 19 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้แล้วจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน 14 วัน คิดเป็นเงิน 41,244 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 93,244 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 93,244 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.50 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 1 ปี เป็นเงิน 12,000 บาท สัญญารับสภาพหนี้จำนวน 52,000 บาท จึงรวมดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 5 ปี สัญญารับสภาพหนี้เป็นข้อตกลงให้มีการผ่อนทุนคืนเป็นงวด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้ชำระหนี้ตามสัญญามีกำหนด 5 ปี เมื่อนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 ถึงวันฟ้องเกิน 5 ปี คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 46,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2546 นับย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ดอกเบี้ยคำนวนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2546) ต้องไม่เกิน 41,244 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงเป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้โจทก์จำนวน 52,000 บาท ตกลงชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 19 มกราคม 2541 งวดถัดไปจะชำระภายในวันที่ 19 ของทุกๆ เดือนจนกว่าจะชำระเสร็จและยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมสละสิทธิตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689, 690 ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ภายหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่เคยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 เป็นหนังสือรับรองว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่โดยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกำหนดวิธีชำระหนี้โดยผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 (2) เมื่อปรากฏว่า หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกที่ต้องชำระภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แต่ละงวดได้ตั้งแต่เมื่อครบกำหนดที่จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้เป็นงวดนั้นๆ สิทธิเรียกร้องในหนี้งวดใดที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 มีข้อตกลงกันว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดได้นับแต่จำเลยทั้งสองผิดนัดงวดแรกการนับอายุความเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องจึงมีระยะเวลาเกินกว่า 5 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้มีข้อตกลงว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดหรือหนี้ทั้งหมดนั้นถึงกำหนดชำระอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที น่าจะหมายถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดในงวดนั้นๆ แล้วเท่านั้น ส่วนงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต จันทร์พิทักษ์ชัย
จำเลย — นางสาวสุกัญญา ชำนาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2312/2550
#272331
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือมีหลักประกันใดๆ ให้ไว้ต่อโจทก์ และเบิกเงินเกินบัญชีหลังจากยื่นคำขอเปิดบัญชีเพียง 3 วัน การที่ธนาคารโจทก์ยอมให้จำเลยใช้เช็คถอนเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักกันเป็นอย่างดีหรือจำเลยเป็นบุคคลพิเศษ แสดงว่าจำเลยมีความผูกพันกับ ช. ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรง ที่เป็นคนเซ็นอนุมัติให้จำเลยถอนเงินเกินบัญชีได้ เจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยว่าจำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างบ้านให้ ช. หลังจากเปิดบัญชีแล้วจำเลยสั่งจ่ายเช็ครับเงินไม่เกินจำนวนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านให้ ช. หลังจากนั้นจำเลยก็หยุดใช้เช็คเบิกถอนเงินอีก และน่าเชื่อว่า ช. เป็นคนนำเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลยเป็นการชำระหนี้ค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวก็เพื่อให้ ช. ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงนำเงินค่างวดในการจ้างเหมาก่อสร้างบ้านชำระหนี้แก่จำเลยโดยนำเงินเข้าบัญชีให้ และจำเลยจะใช้เช็คเบิกถอนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านตามงวด จำเลยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ ดังนั้น หาก ช. ไม่นำเงินเข้าบัญชีให้จำเลยเพื่อชำระหนี้ แสดงว่า ช. ผิดนัดชำระหนี้จำเลยย่อมจะใช้เช็คถอนเงินไม่ได้โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยแทน ช. แต่อย่างใด แต่การที่ ช. ยอมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นการรับเงินค่างวดที่ ช. นำเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเข้าบัญชีให้เพื่อชำระหนี้ จำเลยไม่มีเจตนาที่จะเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ หาก ช. ไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรง จำเลยก็ย่อมไม่สามารถจะใช้เช็คถอนเงินตามที่ปรากฏในคดีนี้ได้ และหากเงินในบัญชีไม่มี ธนาคารก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจำเลยจะได้รีบดำเนินการทวงถามหรือระงับการก่อสร้างบ้านตามสัญญาให้แก่ ช. ทันท่วงที หรือดำเนินการฟ้องร้องเรียกเงินค่าจ้างเหมาก่อสร้างจาก ช. โดยเร็ว ในขณะที่พยานหลักฐานยังอยู่ครบถ้วน การกระทำของ ช. ถือได้ว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงโดยไม่ชอบ โจทก์ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนของตน การที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นเงินค่างวดที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จำเลยจึงไม่มีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ทำนิติกรรมเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยในฐานะเป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด จำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีเกินกว่าจำนวนเงินที่มีในบัญชี และโจทก์ผ่อนผันการจ่ายให้ อันถือเป็นการเบิกเงินเกินบัญชี โจทก์จึงคำนวณและลงรายการบัญชีของจำเลยตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ โจทก์หักทอนบัญชีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ปรากฏว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 52,340.47 บาท หลังจากนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นปรับเปลี่ยนหลายช่วงหลายอัตรา โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 91,565.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,340.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างบ้านพักอาศัยกับนายชาญระวี ประภัสสร ผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง นายชาญระวีให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร เพื่อให้จำเลยใช้เช็คในการเบิกเงินค่าก่อสร้าง จำเลยไม่มีวัตถุประสงค์จะใช้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด จำเลยไม่เคยเดินสะพัดทางบัญชีและไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสนทยา น้อยเจริญ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 91,565.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,340.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นลูกหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกค้าชั้นดีหรือเป็นลูกค้าพิเศษของโจทก์ จำเลยเพียงแต่ทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ตามธรรมดาของลูกค้าธนาคารโดยทั่วไป ดังนั้น หากจำเลยจะเบิกเงินเกินกว่าที่จำเลยมีอยู่ในบัญชี จำเลยควรจะต้องทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ระบุวงเงินให้ชัดเจนว่าจะกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินเท่าใด เสียดอกเบี้ยอย่างไร จะชำระหนี้เมื่อใด และมีหลักประกันอะไรให้ไว้ต่อธนาคารโจทก์บ้าง แต่ตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลย จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันเพียงอย่างเดียว เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 จากนั้นจำเลยสามารถถอนเงินเกินกว่าที่มีอยู่ในบัญชีตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2537 ถึง 99,000 บาท และจำเลยยังถอนเงินเกินบัญชีเพิ่มอีก 1 ครั้ง ในเดือนมกราคม 2537 รวมแล้วจำเลยเบิกถอนเงินเกินบัญชีในเดือนมกราคม 2537 รวมเป็นเงิน 253,435.84 บาท โดยไม่มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือมีหลักประกันใดๆ ให้ไว้ต่อโจทก์ ปรากฏว่าตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยดังกล่าว จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีหลังจากยื่นคำขอเปิดบัญชีเพียง 3 วัน โดยไม่มีเงินอยู่ในธนาคารเลยนอกจากเงินเปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท และจำเลยเป็นหนี้ธนาคารโจทก์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยจำเลยเบิกถอนเงินโดยใช้เช็คอีกหลายครั้งจนถึงวันที่ 26 เมษายน 2537 เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจำเลยก็ไม่ได้ถอนเงินจากโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวของธนาคารโจทก์ที่ยอมให้จำเลยใช้เช็คถอนเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักกันเป็นอย่างดีหรือจำเลยเป็นบุคคลพิเศษ แสดงว่าจำเลยมีความผูกพันกับนายชาญระวี ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงในขณะนั้น ที่เป็นคนเซ็นอนุมัติให้จำเลยถอนเงินเกินบัญชีได้ จึงเจือสมกับพยานหลักฐานและข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยที่ว่าจำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่นายชาญระวี จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างเป็นรายงวด โดยนายชาญระวีบอกให้จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารโจทก์สาขาสำโรงที่นายชาญระวีเป็นผู้จัดการสาขาอยู่ หลังจากเปิดบัญชีแล้ว จำเลยก็ได้สั่งจ่ายเช็ครับเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเรื่อยมา จนกระทั่งฉบับสุดท้ายลงวันที่ 22 เมษายน 2537 รวมทั้งสิ้น 11 ฉบับ เป็นเงิน 723,821 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านให้นายชาญระวี หลังจากนั้นจำเลยก็หยุดใช้เช็คเบิกถอนเงินอีกต่อไป การที่บัญชีกระแสรายวันของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีด้วย และในที่สุดเมื่อหักทอนบัญชีแล้วตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยถอนเกินจากบัญชีเพียง 34,805.88 บาท เท่านั้น น่าเชื่อว่านายชาญระวีเป็นคนนำเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลยเป็นการชำระหนี้ค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้าน พยานหลักฐานจำเลยมีเหตุผลและมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อให้นายชาญระวีนำเงินค่างวดในการจ้างเหมาก่อสร้างบ้านชำระหนี้แก่จำเลยโดยนำเงินเข้าบัญชีให้ และจำเลยจะใช้เช็คเบิกถอนเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างบ้านตามงวด จำเลยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ ดังนั้น หากนายชาญระวีไม่นำเงินเข้าบัญชีให้จำเลยเพื่อชำระหนี้ แสดงว่านายชาญระวีผิดนัดชำระหนี้จำเลยย่อมจะใช้เช็คถอนเงินไม่ได้ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยแทนนายชาญระวีแต่อย่างใด แต่การที่นายชาญระวียอมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลย จึงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นการรับเงินค่างวดที่นายชาญระวีนำเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้านเข้าบัญชีให้เพื่อชำระหนี้ จำเลยไม่มีเจตนาที่จะเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์หากนายชาญระวีไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรง จำเลยก็ย่อมไม่สามารถจะใช้เช็คถอนเงินตามที่ปรากฏในคดีนี้ได้ และหากเงินในบัญชีไม่มี ธนาคารก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจะได้รีบดำเนินการทวงถามหรือระงับการก่อสร้างบ้านตามสัญญาให้แก่นายชาญระวีทันท่วงที หรือดำเนินการฟ้องร้องเรียกเงินค่าจ้างเหมาก่อสร้างจากนายชาญระวีโดยเร็วในขณะที่พยานหลักฐานยังอยู่ครบถ้วน การกระทำของนายชาญระวีถือได้ว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาสำโรงโดยไม่ชอบ โจทก์ในฐานะเป็นตัวการจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนของตน การที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นเงินค่างวดของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จำเลยจึงไม่มีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ทำนิติกรรมเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยในฐานะเป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 156 ม. 820 ม. 856
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดย บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
นายบุญส่ง น้อยเจริญ โดย นายสนทยา น้อยเจริญ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ