คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2974/2550
#267744
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต 2 รายการ แม้จะเรียกชื่อต่างกัน แต่ก็เป็นหนี้ประเภทเดียวกันคือหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต มูลหนี้ตามฟ้องจึงเกี่ยวข้องเป็นอย่างเดียวกันสามารถรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ คดีจึงมีทุนทรัพย์ 34,666.57 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้อย่างคดีมโนสาเร่ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 200 บาท ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยข้อหาในคำฟ้องเกี่ยวกับหนี้ค่าใช้บัตรเครดิต มาสเตอร์การ์ด หมายเลข 5425 - 5380 - 1022 - 0008 และพิพากษายกคำขอบังคับในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

แต่ที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บัตรเครดิต มาสเตอร์การ์ด หมายเลข 5425 - 5380 - 1022 - 0008 ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนนี้หรือไม่เพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาในข้อนี้ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้พิจารณาพิพากษาข้อนี้ใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ 34,666.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 29,348.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าใช้บริการบัตรเครดิตหมายเลข 4599 - 4070 - 2413 - 8006 จำนวน 17,351.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นให้ยก ส่วนหนี้ค่าใช้บัตรเครดิตหมายเลข 5424 - 5380 - 1022 - 0008 แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นบุคคลเดียวกัน แต่เป็นหนี้คนละมูลหนี้กัน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องรวมโดยเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเดียวกันได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต 2 รายการ แม้จะเรียกชื่อต่างกัน แต่ก็เป็นหนี้ประเภทเดียวกัน คือหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต มูลหนี้ตามฟ้องจึงเกี่ยวข้องเป็นอย่างเดียวกันสามารถรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ คดีจึงมีทุนทรัพย์ 34,666.57 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท ศาลช้นต้นพิจารณาคดีนี้อย่างคดีมโนสาเร่ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง แล้ว การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยข้อหาในคำฟ้องเกี่ยวกับหนี้ค่าใช้บัตรเครดิต มาสเตอร์การ์ด หมายเลข 5424 - 5380 - 1022 - 0008 และพิพากษายกคำขอบังคับในส่วนนี้โดยวินิจฉัยว่าเป็นคนละมูลหนี้กับค่าใช้บัตรเครดิต วีซ่า หมายเลข 4599 - 4070 - 2413 - 8006 โจทก์ไม่อาจฟ้องรวมโดยเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บัตรเครดิต มาสเตอร์การ์ด หมายเลข 5424 - 5380 - 1022 - 0008 ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนนี้หรือไม่เพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ได้เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาในข้อนี้ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้พิจารณาพิพากษาในข้อนี้ใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ค่าใช้บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด หมายเลข 5424 - 5380 - 1022 - 0008 แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 190 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุวาที เพ็ชรวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเพ็ญศรี สินธุเสน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2550
#267147
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด น้ำหนัก 38.54 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แม้โจทก์นำสืบถึงรายงานการตรวจพิสูจน์ตามเอกสารหมาย จ.1 ในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ปรากฏในชั้นพิจารณานั้นก็มิใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จะนำมาประกอบคำฟ้องเป็นองค์ประกอบความผิดที่จะทำให้จำเลยที่ 1 รับโทษหนักขึ้นหาไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางสมหมาย แก้วบุตรวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายวิรัตน์ กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2550
#267390
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน" จำเลยฎีกาว่า นาง ด. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ร่วมกันแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า อาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 มีนาง ล. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ความจริงอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 เป็นกรรมสิทธิ์ของนาง พ. ทำให้การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยโจทก์เป็นผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ของโจทก์กับนาง ด. เป็นการฉ้อฉลจำเลย เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ของพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับคดี หาใช่เรื่องที่โจทก์หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะทำให้เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเกิดโดยการฉ้อฉลของโจทก์แต่อย่างใดไม่ และข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นก็มิได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยจึงมิได้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขสันต์ จันทร์เวียงชัย
จำเลย — นายทรงพล ไชยะเดชะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2550
#379583
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยยกข้ออ้างเป็นเรื่องที่ว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับคดี มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะทำให้เห็นว่าสัญญาประนีประยอมความนั้นเกิดโดยการฉ้อฉลของโจทก์ และข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นก็มิได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่งเลขที่ 233/3 ซึ่งซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าวโดยละเมิด โจทก์แจ้งให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ดังกล่าว แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการนำอาคารพาณิชย์ออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 7,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 21,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ถนนพิบูลละเอียด ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 21,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยให้ผู้อื่นเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ค่าเสียหายตามฟ้องจึงสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ลดค่าเสียหายลงเป็นเดือนละ 3,000 บาท

ก่อนสืบพยาน โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า ข้อ 1. จำเลยยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน (ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2546) ทั้งนี้จำเลยและบริวารจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและไม่เข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนสิทธิในอาคารดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป ข้อ 2. หากครบกำหนดตามข้อ 1. จำเลยและบริวารเพิกเฉยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องและค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันผิดสัญญาจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปเสร็จสิ้น กับให้โจทก์บังคับคดีกับจำเลยและบริวารได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกอุทธรณ์จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน" จำเลยฎีกาว่า นางดาหวัน คุณอมรเลิศ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 771/2545 ของศาลชั้นต้นและโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ร่วมกันแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11593 เลขที่ดิน 9 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีนางลาวัลน์ ประจันตะเศษ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ความจริงอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ตั้งอยู่บนที่ดินเลขที่ 9 (ปัจจุบันเลขที่ดิน 748) ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเพลิน ไชยะเดชะ ทำให้การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยโจทก์เป็นผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้นั้นมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ของโจทก์กับนางดาหวันเป็นการฉ้อฉลจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับคดี หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะทำให้เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเกิดโดยการฉ้อฉลของโจทก์แต่อย่างใดไม่ และข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นก็มิได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยจึงมิได้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขสันต์ จันทร์เวียงชัย
จำเลย — นายทรงพล ไชยะเดชะ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2912/2550
#410519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายโดยกล่าวอ้างแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และขู่ว่าจะยัดยาบ้าให้เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ขู่เข็ญผู้เสียหายไม่เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย อันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 แต่เข้าลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญ อันเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่การชิงทรัพย์และกรรโชกก็เป็นการขู่เข็ญเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยไม่หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกรรโชกตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบวรรคสอง และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 334, 335, 339, 340 ตรี บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1412/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 วรรคแรก, 340 ตรี จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 141/2545 (ที่ถูก 1412/2545) ของศาลชั้นต้น คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืน โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย และแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติ คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาสู่ศาลฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องประการหนึ่ง และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาอีกประการหนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องนั้น... พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสองได้ขู่เข็ญผู้เสียหายโดยพูดข่มขู่ว่าจะฆ่าจริงหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ขู่เข็ญผู้เสียหายโดยกล่าวอ้างแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขู่ว่าจะยัดยาบ้าให้เท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ขู่เข็ญผู้เสียหายจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย อันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแต่เข้าลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญ อันเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่การชิงทรัพย์และกรรโชกก็เป็นการขู่เข็ญเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้องเมื่อจำเลยทั้งสองไม่หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันกรรโชกตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบวรรคสอง และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง การที่พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เพียงเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชก และศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแตกต่างจากฟ้องได้เช่นนี้ ถือเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาให้ได้ลดโทษด้วยดุจจำเลยที่ 2 ผู้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชก ซึ่งศาลฎีกาจำต้องปรับบทและกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามความผิดฐานใหม่ที่พิจารณาได้ความ คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์หนักเกินไป ขอให้ลงโทษในสถานเบาอีกแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1412/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 วรรคหนึ่ง ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอภิชาติ เชื่อเล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2550
#272688
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธปืนทั้งสองกระบอกในคราวเดียวกันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 กับริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 4,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงปรับ 3,000 บาท ริบอาวุธปืนคาร์บินและเครื่องกระสุนปืนคาร์บินที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 (ที่ถูกไม่ต้องปรับมาตรา 7). 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และไม่ปรับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจเฉลิมชัย เอี่ยมสะอาด กับพวก ขับรถยนต์ออกตรวจท้องที่ถึงจุดเกิดเหตุเยื้องกับบ้านของจำเลย มีรถกระบะซึ่งมีตราของอาสาสมัครป้องกันภัยจอดอยู่ เห็นจำเลยนำอาวุธปืนคาร์บินของกลางโยนเข้าไปในรถกระบะคันดังกล่าว แล้วเดินข้ามถนนกลับไปที่บ้านจำเลย ดาบตำรวจเฉลิมชัยขับรถไปจอดข้างตัวจำเลยและควบคุมจำเลยไว้ สิบตำรวจเอกกิติศักดิ์ วงษ์พะยอมไปที่รถกระบะ พบอาวุธปืนคาร์บินภายในบรรจุกระสุนปืนคาร์บิน 1 นัด จึงยึดไว้เป็นของกลาง ดาบตำรวจเฉลิมชัยค้นตัวจำเลย พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ซองกระสุนปืน 2 นัด และกระสุนปืนขนาด 11 มม. 13 นัด อาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ซึ่งเป็นของจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีอาวุธปืนคาร์บินและกระสุนปืนคาร์บิน 1 นัด ของกลางซึ่งเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจเฉลิมชัยและสิบตำรวจเอกกิติศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองเห็นจำเลยสะพายอาวุธปืนคาร์บินอยู่ข้างรถกระบะแล้วจำเลยโยนอาวุธปืนคาร์บินเข้าไปในรถ จากนั้นจำเลยเดินข้ามถนนจะกลับเข้าบ้านของจำเลย ดาบตำรวจเฉลิมชัยจึงเข้าควบคุมตัวจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจออกตรวจท้องที่ไปตามหน้าที่แล้วพบเห็นเหตุการณ์โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความจริง อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสองจับกุมจำเลยพร้อมของกลางและจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกจับกุมเอกสารหมาย จ.3 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยรับสารภาพเพราะถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยมีอาวุธปืนคาร์บินและกระสุนปืน 1 นัด ของกลางไว้ในครอบครอง ที่จำเลยอ้างว่าอาวุธปืนคาร์บินเป็นของชายคนหนึ่งนำมามอบให้จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปมอบแก่ทางราชการ โดยมีนายมณเฑียร ถวิล นายสุพรรณ อุ้ยคำตรง และนายหลงมา จันทร์แย้ม รู้เห็นเหตุการณ์และอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะที่ดาบตำรวจเฉลิมชัยควบคุมตัวจำเลยและค้นรถกระบะกับตัวจำเลยจนพบอาวุธปืนของกลางหลายรายการ พยานดังกล่าวซึ่งจำเลยอ้างว่ารู้เห็นและอยู่ในที่เกิดเหตุได้เข้าให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเพื่อชี้แจงเรื่องราวที่มีชายคนหนึ่งนำอาวุธปืนคาร์บินของกลางมาให้จำเลยนำไปมอบแก่ทางราชการแต่ประการใด และขณะที่ดาบตำรวจเฉลิมชัย และสิบตำรวจเอกกิติศักดิ์เบิกความเป็นพยานโจทก์ จำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ว่านายมณเฑียร นายสุพรรณ และนายหลงมาอยู่ในที่เกิดเหตุและได้แจ้งว่าจำเลยมิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาวุธปืนคาร์บิน แต่อาวุธปืนคาร์บินเป็นของชายคนหนึ่งนำมามอบให้จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปมอบแก่ทางราชการจริงหรือไม่ ดังนั้น ข้อนำสืบของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่พอหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยให้เบาลงกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 2 ปี เป็นอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่อาจกำหนดโทษให้เบาลงกว่านี้ได้อีก และข้อหาพาอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 6 เดือน ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนดังกล่าวกับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปตามทางสาธารณะนั้นนับว่าเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องทั้งสองกระบอกในคราวเดียวกันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เพียงบทเดียว ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสัญชัย มุ่งช่วย
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2903/2550
#272580
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ซึ่งราคาที่ประเมินไว้เป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินออกไป ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลทรัพย์สินใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 8 แปลง ของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นชอบในราคาประเมินที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,000,000 บาท ตามที่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ไว้เพียง 10,000,000 บาท ทั้งที่ตกลงตั้งราคาประเมินไว้ที่ 13,000,000 บาท อีกทั้งทางราชการประกาศขึ้นราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่ 10,000,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประมูลทรัพย์สินดังกล่าวใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ซึ่งราคาประเมินไว้เป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินออกไป ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้อขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งราคาประเมินทรัพย์สินใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.ที. แทรคเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2900/2550
#379563
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้บังคับจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในการบังคับจำนองหากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีปัญหาข้อใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้

จำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ เพื่อประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และทำสัญญากู้ยืมเงินโดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย สอดคล้องกับสัญญาจำนองที่ดินข้อ 1 ซึ่งมีข้อความระบุว่า คู่สัญญาให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 กู้ยืมเงินโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สามารถใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ได้สิ้นเชิงอย่างหนี้สามัญ การทำข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 อันเป็นการตกลงกันเป็นพิเศษนอกเหนือจากที่ ป.พ.พ. มาตรา 733 บัญญัติไว้ เพื่อให้มีผลบังคับกันว่าจำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิง จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ 350,000 บาท มีกำหนด 1 ปี ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมกับมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 404,833.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนายธนะ ธนะกิจธรรม น้องโจทก์ 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานายธนะให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ฉบับใหม่ตามฟ้องเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับแรก แต่โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้กู้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เคยได้รับเงินจำนวน 350,000 บาท สัญญากู้ตามฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ และไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายธนะนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้นายธนะครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ทั้งไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เข้าตกลงทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดิน โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 มกราคม 2546) ต้องไม่เป็น 54,833.33 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้จนครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในการบังคับจำนองหากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีปัญหาข้อใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 350,000 บาท มีกำหนด 1 ปี ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 เลขที่ดิน 579 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 จึงทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ ตามสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.3 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 ที่ตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยที่ 3 ยอมรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบ มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฎีกาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาโดยคำแก้ฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14171 เลขที่ดิน 579 ตำบลโพสะ (บางแก้ว) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ไว้แก่โจทก์ ในวงเงิน 350,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และทำสัญญากู้ยืมเงินโดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 3 นอกจากจะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินเป็นประกันแล้ว ยังมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย สอดคล้องกับสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ซึ่งมีข้อความระบุชัดแจ้งว่า คู่สัญญาให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 กู้ยืมเงินโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สามารถใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ได้สิ้นเชิงอย่างหนี้สามัญ การทำข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 อันเป็นการตกลงกันเป็นพิเศษนอกเหนือจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติไว้ เพื่อให้มีผลบังคับกันว่าจำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิง จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน เพราะหากไม่มีสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง โจทก์ก็คงไม่ทำสัญญาจำนองกับจำเลยที่ 3 ดังนี้ สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 733 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโสสุดา ธนะกิจธรรม
จำเลย — นายปิ่นภพ ช่วงโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897/2550
#379555
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้หักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 วันที่ 7 สิงหาคม 2540 วันที่ 10 กันยายน 2540 วันที่ 26 ธันวาคม 2540 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 วันที่ 15 มิถุนายน 2541 และวันที่ 9 กันยายน 2541 ครั้งละ 6,000 บาท ออกจากยอดเงินที่ต้องชำระ โดยหักใช้เป็นค่าดอกเบี้ยก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยหักด้วยเงินที่จำเลยชำระแล้วตามวิธีคำนวณที่กำหนดในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งคำนวณต้นเงินรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงิน 194,052.11 บาท คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างถึงความไม่สุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีและว่าจำเลยไม่ควรต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการกำหนดความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 150,000 บาท แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การ ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องชี้ขาดตัดสินให้จำเลยรับผิดในจำนวนหนี้เท่าที่มีอยู่จริง และสิทธิของโจทก์ที่จะบังคับตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมมีอยู่เพียงเท่าที่จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้เงิน สัญญาจำนองไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2540 จำเลยกู้เงินโจทก์ 186,000 บาท ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายใน 6 เดือน โดยจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1936 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันและให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้เงิน จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืน และค้างชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 116,250 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามพร้อมบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 186,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 150,000 บาท และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1936 พร้อมเอกสารที่จำเลยลงชื่อเป็นผู้จำนองให้โจทก์ไปจดทะเบียนจำนองเอง จำเลยมาทราบภายหลังว่าจำนวนเงินตามสัญญาจำนองไม่ถูกต้อง โจทก์รับว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องแล้วไม่แก้ไข จำเลยจึงขอปฏิเสธว่าสัญญาจำนองตามฟ้องไม่ใช่ฉบับที่จำเลยลงชื่อ จำเลยชำระเงินหลายเงินครั้งโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และชำระด้วยเงินสดรวม 72,000 บาท ถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระต้นเงินเพียง 78,000 บาท การจดทะเบียนจำนองภริยาจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมทั้งไม่มีลายมือชื่อของจำเลยเป็นผู้จำนอง สัญญาจำนองตามฟ้องจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ การคิดคำนวณให้หักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 วันที่ 7 สิงหาคม 2540 วันที่ 10 กันยายน 2540 วันที่ 26 ธันวาคม 2540 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 วันที่ 15 มิถุนายน 2541 และวันที่ 9 กันยายน 2541 ครั้งละ 6,000 บาท ออกจากยอดเงินที่จำเลยต้องชำระ โดยหักใช้เป็นค่าดอกเบี้ยก่อนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่ชำระหากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1936 ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ให้หักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 วันที่ 7 สิงหาคม 2540 วันที่ 10 กันยายน 2540 วันที่ 26 ธันวาคม 2540 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 วันที่ 15 มิถุนายน 2541 และวันที่ 9 กันยายน 2541 ครั้งละ 6,000 บาท ออกจากยอดเงินที่ต้องชำระ โดยแต่ละครั้งให้หักใช้เป็นค่าดอกเบี้ยก่อนที่เหลือให้หักชำระต้นเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยหักด้วยเงินที่จำเลยชำระแล้วตามวิธีคำนวณที่กำหนดในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งคำนวณต้นเงินรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงิน 194,052.11 บาท คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างถึงความไม่สุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีและว่าจำเลยไม่ควรต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการกำหนดความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสของจำเลยกับภริยา การจำนองไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวม ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 ซึ่งเป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนสัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าภริยาจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินจำนองหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ทั้งจำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสหรือภริยาจำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ คงให้การลอย ๆ ว่าภริยาจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมในการจำนองที่ดิน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญาจำนองตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้นอกจากเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า สัญญาจำนองระบุจำนวนเงิน 186,000 บาท แต่จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 150,000 บาท มีผลทำให้สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาจำนองจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มิได้ฟังว่าเป็นสัญญาปลอม เห็นว่า การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 150,000 บาท แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องชี้ขาดตัดสินให้จำเลยรับผิดในจำนวนหนี้เท่าที่มีอยู่จริง และสิทธิของโจทก์ที่จะบังคับตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมมีอยู่เพียงเท่าที่จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินสัญญาจำนองหาได้ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาชั้นละ 2,705 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยเสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาล ส่วนที่เสียเกินมาทั้งหมดแก่จำเลย"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นละ 2,705 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี บุญประสงค์
จำเลย — นายจินหยง คลังตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2550
#379554
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยโดยออกใบสั่งจ่ายสินค้าแก่ลูกค้าเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้าในการมารับปุ๋ย ใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวเป็นเอกสารที่อาศัยความไว้วางใจกันในประเพณีในการค้าขายปุ๋ยว่า จำเลยที่ 1 สัญญาจะส่งมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามารับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และลูกค้าที่มาซื้อปุ๋ยมีข้อตกลงโดยปริยายแต่ต้นว่า ผู้ซื้อสามารถโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่บุคคลใดก็ได้และจำเลยที่ 1 จะมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาแสดงในการส่งมอบใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าไม่ต้องสลักหลังและลงลายมือชื่อในใบสั่งจ่ายสินค้าเพียงแต่ส่งมอบให้เท่านั้น แสดงว่าผู้ซื้อที่ได้รับใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 สามารถโอนใบสั่งจ่ายสินค้านั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และผู้โอนไม่จำต้องสลักหลังการโอนใบสั่งจ่ายสินค้า การโอนสิทธิในการรับปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโอนหนี้อันพึงจะต้องชำระแก่ผู้ถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 312 ประกอบมาตรา 313 โจทก์ผู้ครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าว สามารถนำไปรับหรือเบิกปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จะยกเหตุส่วนตัวระหว่างลูกค้าที่รับใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มาปฏิเสธไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่โจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรประเภทปุ๋ยระหว่างเดือนมกราคม 2536 ถึงเดือนพฤษภาคม 2536 โจทก์ซื้อหรือรับโอนสิทธิการซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยจากจำเลยที่ 2 น้ำหนัก 245 ตัน คิดราคาขณะฟ้องเป็นเงิน 1,333,400 บาท ปุ๋ยดังกล่าว จำเลยที่ 2 ซื้อจากลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบสั่งจ่ายสินค้าแก่ลูกค้าของตนรวม 73 ฉบับ และลูกค้านั้นได้มอบใบสั่งจ่ายสินค้าแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้มอบใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อนำไปรับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 หรือนำไปจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกต่อไปตามประเพณีทางการค้าหรือตามพิธีการซื้อขายปุ๋ยทั่วไป ต่อมาโจทก์นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปขอรับปุ๋ยเองและได้จำหน่ายสินค้าตามใบสั่งจ่ายปุ๋ยดังกล่าวออกไปบางส่วนแก่ลูกค้ารายย่อยเพื่อให้ไปรับปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายปุ๋ยให้โจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่น ๆ อ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ชำระราคา ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะอ้างเช่นนั้น ทั้งอยู่นอกเหนือที่โจทก์และบุคคลภายนอกผู้ซื้อสินค้าโดยสุจริตจะพึงรู้ได้ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองส่งมอบปุ๋ยหรือชำระราคาปุ๋ยแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบปุ๋ยสูตร 21 - 0 - 0 น้ำหนัก 26 ตัน ปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 น้ำหนัก 22 ตัน และปุ๋ยสูตร 16 - 20 - โอเค น้ำหนัก 245 ตัน ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้หรือไม่ส่งมอบให้ชำระราคาแทนเป็นเงิน 1,333,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบหรือชำระราคาแทนเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์หรือติดต่อค้าขายกับโจทก์ การซื้อขายปุ๋ยพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีราคากว่าห้าร้อยบาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 มาแสดง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยให้แก่นางยุพา เอกอำนวย เจ้าของร้านอำนวยการเกษตร ต่อมานางยุพามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้า จำเลยที่ 1 จึงไม่จ่ายปุ๋ยให้แก่โจทก์ประเพณีหรือวิธีการซื้อขายปุ๋ยเป็นวิธีการที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยให้ร้านอำนวยการเกษตรแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ยอมรับวิธีการดังกล่าว โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องการซื้อปุ๋ย โดยไม่มีการทำเป็นหนังสือหรือแจ้งการโอนให้จำเลยที่ 1 ทราบการโอนสิทธิเรียกร้องจึงไม่สมบูรณ์ และไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี นับแต่วันซื้อสินค้า ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความ เนื่องจากศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบปุ๋ยสูตร 21 - 0 - 0 น้ำหนัก 26 ตัน ปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 น้ำหนัก 22 ตัน และปุ๋ยสูตร 16 - 20 - โอเค น้ำหนัก 245 ตัน แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,333,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กรกฎาคม 2538) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยสูตร 21 - 0 - 0 น้ำหนัก 26 ตัน ปุ๋ยสูตร 46 - 0 - 0 น้ำหนัก 22 ตัน และปุ๋ยสูตร 16 - 20 - โอเค น้ำหนัก 245 ตัน แก่ร้านเสรีการเกษตรและร้านเอกอำนวยยศและออกใบสั่งจ่ายสินค้าระบุชื่อผู้รับสินค้าว่าเสรีการเกษตร จำนวน 6 ฉบับ และเอกอำนวยยศ จำนวน 67 ฉบับ ตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.6 เพื่อนำไปขอรับปุ๋ยภายหลัง หลังจากนั้นร้านเสรีการเกษตรและร้านเอกอำนวยยศได้นำใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งจากร้านเสรีการเกษตรและร้านเอกอำนวยยศให้ระงับการจ่ายปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวอ้างว่าถูกจำเลยที่ 2 ฉ้อโกง เมื่อโจทก์นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปขอรับปุ๋ยจำเลยที่ 1 จึงไม่จ่ายให้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีราคาเกินกว่าห้าร้อยบาท แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายและที่อ้างว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ก็นำสืบเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อ ทั้งการซื้อขายปุ๋ยของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็ไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การติดต่อซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิใช่ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบปุ๋ยให้แก่โจทก์ แต่ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบใบสั่งจ่ายสินค้าซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้นำไปรับปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 ในภายหลัง หรือนำสิทธิที่จะได้รับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ก็นำสืบเจือสมในข้อนี้ว่า ปุ๋ยยังเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกค้าเพียงมีสิทธิมาขอรับปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าเท่านั้น จึงเป็นการซื้อขายสิทธิในการรับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการซื้อขายปุ๋ยดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าได้ชำระราคาให้จำเลยที่ 2 แล้ว ตามเช็คเอกสารหมาย ป.จ.4 โดยมีนางอัจฉรา ปิยะกุลเกียรติ สมุห์บัญชีธนาคารตามเช็คเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เช็คของโจทก์ทุกฉบับสามารถเรียกเก็บเงินได้ แม้โจทก์จะเบิกความว่าเป็นการชำระหนี้ค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงรวมกันโดยไม่ได้ระบุว่าชำระค่าปุ๋ยเท่าใด ค่ายาฆ่าแมลงเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงวันที่ออกเช็คแล้วปรากฏว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์อ้างว่าได้ติดต่อซื้อขายปุ๋ยและรับโอนใบสั่งจ่ายสินค้ามาจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่สุจริตเพราะโจทก์น่าจะซื้อปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 โดยตรงซึ่งได้ราคาถูกกว่านั้น โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า แม้โจทก์จะซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยตรงราคาก็จะใกล้เคียงกับที่ซื้อจากจำเลยที่ 2 โจทก์เลือกซื้อจากจำเลยที่ 2 เพราะสะดวกกว่าและราคาใกล้เคียงกัน จึงมิใช่ข้อที่แสดงว่าโจทก์ไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า นางยุพา เอกอำนวย และ นายปิติ เสรีเจริญกิจ ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จำหน่ายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ยกเลิกการซื้อขายสินค้าและยกเลิกใบสั่งจ่ายสินค้ากับจำเลยที่ 1 แล้ว มีผลทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อและโจทก์ผู้รับโอนไม่มีสิทธิในใบสั่งจ่ายสินค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า การซื้อขายหรือการโอนสิทธิในการรับปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการโอนหนี้อันพึงชำระแก่ผู้ถือหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยโดยออกใบสั่งจ่ายสินค้าแก่ลูกค้าเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้าในการมารับปุ๋ย มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ลูกค้านำใบสั่งจ่ายสินค้าไปหากำไรขายต่อให้บุคคลอื่น การที่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 นำสินค้าหรือใบสั่งจ่ายสินค้าไปขายต่อให้บุคคลอื่นได้กำไรมา จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีส่วนได้เสียไปด้วย โดยจำเลยที่ 1 ถือว่าผู้มารับเป็นเพียงตัวแทนของลูกค้า ประเพณีการโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้กำหนดและไม่ได้รู้เห็นด้วย เห็นว่า ได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบรับว่า เมื่อมีผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.6 ของจำเลยที่ 1 มาขอรับปุ๋ย ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบปุ๋ยให้ จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลักสำคัญว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ และไม่ได้ถูกอายัดแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ตรวจสอบไปถึงรายละเอียดว่าผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาขอรับปุ๋ยเป็นใคร มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไรหรือไม่ ใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่อาศัยความไว้วางใจกันในประเพณีในการค้าขายปุ๋ยว่า จำเลยที่ 1 สัญญาจะส่งมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามารับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ทั้งด้านหลังของใบสั่งจ่ายสินค้ามีข้อความระบุคำเตือนข้อ 4 ว่า "เพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบสั่งจ่ายสินค้านี้ ควรรับโอนจากผู้ที่เชื่อถือได้หรือผู้ที่เคยค้าประจำเท่านั้น และต้องให้ผู้โอนลงลายมือชื่อรับรองพร้อมประทับตรา (ถ้ามี)" แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และลูกค้าที่มาซื้อปุ๋ยมีข้อตกลงโดยปริยายแต่ต้นว่า ผู้ซื้อสามารถโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่บุคคลใดก็ได้และจำเลยที่ 1 จะมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาแสดง จึงได้มีคำเตือนผู้รับโอนให้ระมัดระวังในเรื่องใบสั่งจ่ายสินค้าปลอมเท่านั้น และได้ความจากนายสุธี ชัยสกุลสุรินทร์ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพขายปุ๋ยและรับใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 ไปขายต่อว่า ในการส่งมอบใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าไม่ต้องสลักหลังและลงลายมือชื่อในใบสั่งจ่ายสินค้าเพียงแต่ส่งมอบให้เท่านั้น แสดงว่าผู้ซื้อที่ได้รับใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 สามารถโอนใบสั่งจ่ายสินค้านั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และผู้โอนไม่จำต้องสลักหลังการโอนใบสั่งจ่ายสินค้าตามคำเตือนที่ระบุไว้ด้านหลังใบสั่งจ่ายสินค้าแต่อย่างใด การโอนสิทธิในการรับปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโอนหนี้อันพึงจะต้องชำระแก่ผู้ถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 312 ประกอบมาตรา 313 โจทก์ผู้ครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าว สามารถนำไปรับหรือเบิกปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จะยกเหตุส่วนตัวระหว่างลูกค้าที่รับใบสั่งจ่ายสินค้าจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มาปฏิเสธไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่โจทก์ไม่ได้"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 313
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ทองบัวศิริไล
จำเลย — บริษัทสยามเฆมี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2550
#410518
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก แต่สาเหตุเนื่องจากผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องวิวาทกันก่อน จำเลยสู้ไม่ได้จึงพาพรรคพวกคือ ส. และ ท. มารุมทำร้ายผู้เสียหายในภายหลัง ที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปน่าจะเป็นผลพลอยได้จากการที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บแล้วมากกว่า มิฉะนั้นจำเลยคงไม่พูดประโยคว่า "มึงทำกูเจ็บ ก็ต้องเอาของมึง" ซึ่งมีลักษณะเป็นการแก้แค้นจากการถูกผู้เสียหายทำร้ายมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ของผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 297, 339 และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2487/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ กับขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน คือสร้อยคอทองคำ โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 335 (1) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2487/2544 รวมจำคุก 15 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 23,300 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมโทษจำคุกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นที่ศาลชั้นต้นลงโทษอีก 3 เดือน และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้อีก 6 เดือนแล้ว รวมจำคุก 7 ปี 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่จำเลยจะพาพรรคพวกมาทำร้ายผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องวิวาทกันมาก่อนแล้ว แต่จำเลยสู้ไม่ได้จึงวิ่งหนีไปตามพรรคพวกของจำเลยคือ นายสุรพงษ์ บุญมี และนายทรงกรต บุญมี มารุมทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยใช้เหล็กแป๊บตีผู้เสียหายที่ศีรษะจนล้มลง จากนั้นจำเลย นายสุรพงษ์ และนายทรงกรตก็ร่วมกันรุมทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ แล้วนายสุรพงษ์และนายทรงกรตขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป จำเลยคงอยู่ในที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว จำเลยเข้าไปเตะที่ใบหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง พร้อมกับพูดว่า "มึงทำกูเจ็บ ก็ต้องเอาของมึง" แล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พระเครื่องเลี่ยมทองคำ 1 องค์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงินสดอีก 300 บาท ของผู้เสียหายหลบหนีไป เห็นว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก แต่สาเหตุเนื่องจากผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องวิวาทกันก่อน จำเลยสู้ไม่ได้จึงพาพรรคพวกคือนายสุรพงษ์และนายทรงกรตมารุมทำร้ายผู้เสียหายในภายหลัง ที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป น่าจะเป็นผลพลอยได้จากการที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บแล้วมากกว่า มิฉะนั้นจำเลยคงไม่พูดประโยคว่า "มึงทำกูเจ็บ ก็ต้องเอาของมึง" ซึ่งมีลักษณะเป็นการแก้แค้นจากการถูกผู้เสียหายทำร้ายมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทรงเกียรติหรือหนุ่ม เรืองกิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2874/2550
#379553
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ปรากฏข้อความที่กล่าวถึงการที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในข้อ 3 ว่า "ด้วยผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวในข้อ 2 ทำให้โจทก์และบุตรอีก 3 คน ต้องได้รับความเสียหายและขาดผู้อุปการะ..." โดยคำฟ้องของโจทก์ข้ออื่นตลอดจนเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าโจทก์และบุตรทั้งสามของโจทก์เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับผู้ตาย ในฐานะใด อันมีผลทำให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ในฐานะส่วนตัวหรือฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรทั้งสามได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการบรรยายฟ้องโดยไม่แจ้งชัดว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิใดในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพ และโจทก์อาศัยสิทธิใดในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับเรื่องการต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่เข้าใจและไม่สามารถต่อสู้คดีปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ได้ตามสมควร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แม้จะได้ความในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาจทราบฐานะของโจทก์ว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมาก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนายจ้างผู้มีอำนาจบังคับบัญชา จำเลยที่ 1 หรือเป็นตัวการผู้มีอำนาจสั่งการ วาน ใช้ หรือมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในกิจการของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 เวลาประมาณ 6 ถึง 7 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน สกลนคร ฌ - 5003 ออกจากโรงงานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความเร็วสูงประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยประมาทชนนายวีระ เฮงษฎีกุล ซึ่งกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ข้างทาง เป็นเหตุให้นายวีระได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในวันต่อมา การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว ทำให้โจทก์และบุตรอีก 3 คน ต้องได้รับความเสียหายและขาดผู้อุปการะโจทก์ขอเรียกร้องค่าปลงศพนายวีระกับค่าใช้จ่ายอื่นตามฐานานุรูป 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเลี้ยงดูบุตร 3 คน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะปีละ 1,020,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 10,120,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,000 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์เพิ่งทราบในวันที่ 13 กันยายน 2540 ว่าจำเลยที่ 1 คือผู้ขับรถจักรยานยนต์ชนนายวีระขณะจำเลยที่ 1 ทำงานในโรงงานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,204,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความสัมพันธ์กันอย่างไร กระทำการในทางการที่จ้างอย่างไร จำเลยที่ 2 ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายให้ปรากฏว่าโจทก์มีความเกี่ยวข้องกับผู้ตายอย่างไร อาศัยสิทธิตามกฎหมายใดฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ทำคำให้การแก้คดี โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาทำนองว่าคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายสภาพแห่งข้อหาโดยชัดเจน และมีการบรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยละเอียดครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง พอที่จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจคำฟ้องได้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การแก้คดีว่า โจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบถึงฐานะของโจทก์ว่าเป็นภริยาของผู้ตายอยู่แล้ว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์คงปรากฏข้อความที่กล่าวถึงการที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในข้อ 3 ว่า "ด้วยผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวในข้อ 2 ทำให้โจทก์และบุตรอีก 3 คน ต้องได้รับความเสียหายและขาดผู้อุปการะ...." โดยคำฟ้องของโจทก์ข้ออื่นตลอดจนเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าโจทก์และบุตรทั้งสามของโจทก์เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับนายวีระ เฮงษฎีกุล ผู้ตาย ในฐานะใด อันมีผลทำให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดคดีนี้ ในฐานะส่วนตัวหรือฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรทั้งสามได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น โดยไม่แจ้งชัดว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิใดในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพ และโจทก์อาศัยสิทธิใดในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับเรื่องการต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่เข้าใจและไม่สามารถต่อสู้คดีปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ได้ตามสมควรคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้จะได้ความในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาจทราบฐานะของโจทก์ว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวีระ ผู้ตายมาก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีดังที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาณี เฮงษฎีกุล
จำเลย — นายพุทธศิลป์ ครุฑตำคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2550
#379552
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมโดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยและได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยว่ารับลงบัญชีแล้ว จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คไว้แทนโจทก์ เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2541 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมชำระเงินจำนวน 31,916 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำยอม โดยให้จำเลยที่ 2 นำมาวางศาล หากจำเลยที่ 2 ผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในจำนวนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอวางเงินจำนวน 31,916 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนอีก 700 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินค้างจ่ายในสำนวนภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลงของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน และได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยที่ 2 ว่ารับลงบัญชีแล้วพร้อมกับลงลายมือชื่อของหัวหน้าฝ่ายการเงินบัญชีและพัสดุแทนจ่าศาลแพ่ง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยที่ 2 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไว้แทนโจทก์ เงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายโชคชัย ธรรมจารี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2550
#379551
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติให้นายทะเบียนกลางเป็นนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าโจทก์ได้ทำสัญญานำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารประจำทางกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับสัมปทานกับรัฐโดยตรงหรือมีอำนาจใด ๆ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก หรือได้รับมอบอำนาจจากนายทะเบียนกลางให้ฟ้องหรือดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าได้กระทำการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก

โจทก์เป็นเพียงผู้หนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้นำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น สิทธิในการเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทยังคงเป็นขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แม้การที่จำเลยนำรถยนต์ที่สี่ล้อเล็กออกแล่นรับผู้โดยสารทับเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจะเป็นการกระทำละเมิดก็เป็นการละเมิดต่อสิทธิขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์ ส่วนสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพอย่างไรก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมีอำนาจในการจัดรถโดยสารรับจ้างให้บริการขนส่งผู้โดยสารตามเส้นทางต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งฝั่งพระนครและธนบุรีรวมตลอดถึงจังหวัดใกล้เคียงตามที่กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำหนดขึ้น นอกจากนี้ยังมีอำนาจอนุญาตให้เอกชนนำรถเข้าร่วมบริการรับส่งผู้โดยสารในเส้นทางต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย โจทก์ได้ทำสัญญานำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารประจำทางในเส้นทางราษฎร์บูรณะ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยการนำรถยนต์สี่ล้อเล็ก ยอมให้ หรือยุยงส่งเสริมให้สมาชิกของจำเลยทั้งสองนำรถยนต์สี่ล้อเล็กที่มีตราสัญลักษณ์ของจำเลยทั้งสองติดข้างรถออกแล่นรับส่งผู้โดยสารในเส้นทางที่โจทก์มีสิทธิให้บริการรับส่งผู้โดยสารตามสัญญาที่ทำไว้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองมิให้นำรถที่มีตราสัญลักษณ์ของจำเลยทั้งสองออกแล่นรับส่งผู้โดยสารทับเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือใช้ จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นกระทำในลักษณะเช่นนั้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของสัมปทานเส้นทางเดินรถสายราษฎร์บูรณะ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่เส้นทางดังกล่าวองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งจากทางราชการ โจทก์เป็นเพียงผู้นำรถโดยสารเข้าร่วมบริการเดินรถรับส่งผู้โดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นผู้กำหนดเส้นทางและมีสิทธิให้เจ้าของรถร่วมบริการเดินรถในเส้นทางใด รวมทั้งเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินรถได้ด้วย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง ได้บัญญัติให้นายทะเบียนกลางเป็นนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวภายในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า โจทก์ได้ทำสัญญานำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารประจำทางกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบการขนส่งผู้โดยสารตามเส้นทางต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับสัมปทานกับรัฐโดยตรงหรือมีอำนาจใด ๆ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก หรือได้รับมอบอำนาจจากนายทะเบียนกลาง ให้ฟ้องหรือดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างว่าได้กระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้จากการเดินรถนั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นการละเมิดและถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอื่นจะต้องเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจงใจหรือโดยประมาทเลินเล่อ และจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกกระทำ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง แต่โจทก์เป็นเพียงผู้หนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้นำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น สิทธิในการเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทยังคงเป็นขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ย่อมเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาร่วมเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทด้วย และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้ล่วงละเมิดสิทธิดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นละเมิดก็ละเมิดต่อสิทธิขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์ ส่วนสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพอย่างไรก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำไหล ปาทานนท์
จำเลย — สหกรณ์เอราวัณสี่ล้อเล็ก จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2550
#272579
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์อ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นพยานโดยไม่ได้ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์นำสืบพยานบุคคล 1 ปาก และอ้างส่งเอกสาร 2 ฉบับ รวมทั้งสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารด้วย แล้วโจทก์แถลงหมดพยาน แสดงว่าโจทก์สืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จในวันดังกล่าว แต่จำเลยซึ่งถูกโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตนก็มิได้คัดค้านการที่โจทก์นำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบว่า สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องกับต้นฉบับภายในระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 แม้ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการที่โจทก์อ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ จำเลยก็กล่าวอ้างเพียงว่าศาลจะรับฟังเอกสารเป็นพยานได้แต่ต้นฉบับ เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสารรับฟังไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้คัดค้านโดยตรงว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ทั้งไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่จำเลยไม่อาจคัดค้านได้ก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่ได้คัดค้านการอ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้โดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง จึงห้ามมิให้จำเลยคัดค้านความถูกต้องของสำเนาเอกสารนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสาม ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 ที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงหาขัดต่อกฎหมายดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามบันทึกหลักฐานแห่งการกู้เงินจำนวน 137,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมิได้กู้ยืมและมิได้รับเงินจากโจทก์ จำเลยลงลายมือชื่อในหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามฟ้องเพราะถูกหลอกลวงและฉ้อฉล โดยโจทก์ขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้จะถูกยึดบ้านที่จำเลยอาศัยอยู่ และบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ตามฟ้องมิได้ปิดอากร จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 137,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักยอดเงินที่จำเลยผ่อนชำระแล้ว 6,000 บาท ออกก่อน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า บันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า บันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงไม่เข้าลักษณะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นพยานหลักฐานขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์อ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นพยานโดยไม่ได้ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์นำสืบพยานบุคคล 1 ปาก และอ้างส่งเอกสาร 2 ฉบับ รวมทั้งสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารด้วย แล้วโจทก์แถลงหมดพยานแสดงว่าโจทก์สืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จในวันดังกล่าว แต่จำเลยซึ่งถูกโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตนก็มิได้คัดค้านการที่โจทก์นำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบว่า สำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องกับต้นฉบับภายในระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 แม้ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการที่โจทก์อ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้ จำเลยก็กล่าวอ้างเพียงว่าศาลจะรับฟังเอกสารเป็นพยานได้แต่ต้นฉบับ เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสารรับฟังไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้คัดค้านโดยตรงว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ทั้งไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่จำเลยไม่อาจคัดค้านได้ก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสอง จึงถือว่าจำเลยไม่ได้คัดค้านการอ้างสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง จึงห้ามมิให้จำเลยคัดค้านความถูกต้องของสำเนาเอกสารนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสาม ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังสำเนาบันทึกการเจรจาชดใช้หนี้เป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงหาขัดต่อกฎหมายดังกล่าวไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนกวรรณ ราชสมบูรณ์
จำเลย — นางสุนทร สีทอง
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2866/2550
#273702
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลชั้นต้นในเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินนั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเดิม จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกคำร้อง อันมีผลเป็นการยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกเลิกการแต่งตั้งจำเลยที่ 3 จากการเป็นผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และห้ามแต่งตั้งบุคคลอื่นใดเป็นผู้แทนจำหน่ายในเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่อีกต่อไป ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ สินค้า ผลิตภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 หรือบุคคลอื่นใดจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่อีกต่อไป แต่ส่งมอบให้โจทก์จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่เพียงผู้เดียวตามสัญญาตลอดไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ส่งมอบรถยนต์และผลิตภัณฑ์ให้โจทก์จำหน่ายตามสัญญาเดือนละ 2,500,000 บาท ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ในการให้บริการลูกค้า เดือนละ 2,000,000 บาท และค่าปรับจากการละเมิดสำหรับรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่นับแต่เดือนมีนาคม 2546 เป็นต้นไปคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 39,820,000 บาท และดอกเบี้ยในค่าเสียหายดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉิน โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์จำหน่ายภายในวันที่ 11 กันยายน 2546 และตลอดไปจนกว่าคดีถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยที่ 3 จำหน่ายแล้ว ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบค่าปรับในการจำหน่ายรถยนต์คันละ 70,000 บาท ตามจำนวนที่จำหน่ายได้มาวางศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ร่วมกันส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา ตามความจำเป็นและเหมาะสม ภายในระยะเวลาตามสมควรจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉิน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเดิม โดยให้โจทก์นำเงินสดหรือหลักประกันที่เทียบเท่าเงินสดมาวางต่อศาลให้ครบจำนวนราคารถยนต์ที่โจทก์จะสั่งซื้อจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่ได้รับคำสั่งซื้อจากโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์แล้วจึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับเงินจากศาล

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลชั้นต้นในเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินนั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเดิม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์ อันมีผลเป็นการยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์มาเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 267
ชื่อคู่ความ
บริษัทโตโยต้ากระบี่ (1988)
โจทก์ — ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
จำเลย — บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2865/2550
#273701
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้ว เชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้และได้ดำเนินการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสมบูรณ์แล้ว เมื่อโจทก์ประสงค์จะถอนการยึดจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ทรัพย์ที่ยึดไม่ใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะนำยึด โจทก์จึงยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 250,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30248 ตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพราะชื่อและนามสกุลของผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวตรงกับชื่อและนามสกุลของจำเลยแต่ความจริงเป็นคนละคนกัน จึงขอถอนการยึดโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า การยึดทรัพย์ดังกล่าวสมบูรณ์แล้วและแจ้งยืนยันให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การยึดทรัพย์ที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่แท้จริงเป็นการยึดทรัพย์ที่ไม่มีอำนาจยึดมาตั้งแต่ต้นเป็นการยึดทรัพย์ที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดทรัพย์กับมีคำสั่งให้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ก่อนนำยึดโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนนำยึด ความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง ดังนั้นโจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดที่ดินเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2548 พร้อมส่งสำเนาโฉนดที่ดินและเอกสารประกอบคำขอยึดทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้ว สารบัญจดทะเบียนมีชื่อและชื่อสกุลตรงกับจำเลย เชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้และได้ดำเนินการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสมบูรณ์แล้ว เมื่อโจทก์ประสงค์จะถอนการยึดจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าทรัพย์ที่ยึดไม่ใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ชอบมาแต่แรก โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เห็นว่า ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะนำยึด โจทก์จึงจะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอถอนการยึดโดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสรวงสุดา ถิ่นพังงา
จำเลย — นายพร้อม พรหมอินทร์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2861/2550
#496011
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกรถคืนโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หรือเรียกคืนรถโดยใช้สิทธิในฐานะเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความเรียกคืนทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แล้วแต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเลือกฟ้อง โดยอาศัยมูลหนี้ใดที่เป็นประโยชน์แก่ตน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองคืนรถที่เช่าซื้อหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 1,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,130,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์มาว่าการฟ้องเรียกรถคืนเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความเรียกคืนทรัพย์ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกรถคืนโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หรือเรียกคืนรถโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความเรียกคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แล้วแต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเลือกฟ้อง โดยอาศัยมูลหนี้ใดที่เป็นประโยชน์แก่ตน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองคืนรถที่เช่าซื้อหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การฟ้องเรียกให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ตามสัญญาเช่าซื้อที่เลิกกันแล้วนั้นคืนแก่โจทก์และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือทรัพย์สินอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิติดตามเอารถคืนจากจำเลยได้อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีขึ้นนับแต่วันดังกล่าว โจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 7 มีนาคม 2546 เกินกว่า 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจรัสเมือง มอเตอร์ส จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิสัณห์ก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางภัทรา พุทธสถิตย์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2550
#272687
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 เท่านั้น การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 583,488.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 542,780 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1985 ระนอง เหตุเกิดจากความประมาทของนายวรวิทย์ ชัยณรงค์ ผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายผิดเนื่องจากพนักงานสอบสวนจะยึดรถกระบะของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายของโจทก์เป็นค่าซ่อมไม่เกิน 30,000 บาท และใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 10 วัน ค่าเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถมีไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาประกันภัยไม่เกิน 250,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน (ที่ถูก ให้จำเลยที่ 1) ชำระเงิน 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1985 ระนอง ตามสำเนารายการจดทะเบียน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 2ฎ-9068 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุอยู่ในอายุสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ตามวันเวลาเกิดเหตุ รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันที่ถนนเพชรเกษมบริเวณศาลพ่อตาหินช้าง หมู่ที่ 3 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกรายละเอียดไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จึงแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ 400 บาท ในคดีอาญาข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 เท่านั้น การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้คู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานในประเด็นนี้ไว้ครบถ้วนแล้ว หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหานี้ใหม่ก็จะทำให้คดีต้องล่าช้าโดยใช่เหตุ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียว

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับ 250,000 บาท กับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวก่อนฟ้องเท่านั้น ที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาสำหรับทุนทรัพย์ 325,000 บาท จึงเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระ และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ทั้งที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เพียง 250,000 บาท เป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลสูงเกินส่วนไป เมื่อคำนึงถึงเหตุอันสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระไว้เกินแก่จำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 37 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประภัสสร จีระพิวัฒน์
จำเลย — นางอำพันธุ์ รุ่นพระแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2849 -ที่ 2850/2550
#410516
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามนั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำต่อบิดาของผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาผู้เสียหายเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าว ส่วนความผิดฐานพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 284, 317, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 371 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี 5 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 29 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดและไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จำเลยทั้งสองได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญาในความผิดดังกล่าวมาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โดยนางสาวสุภาภรณ์ ผูกเหมาะ ผู้เสียหายซึ่งขณะนั้นมีอายุ 16 ปี ได้ยื่นคำร้องเข้ามาพร้อมกับฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นที่พอใจแล้ว และขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับไว้เป็นคำแถลงของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดและไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิง ไม่ปรากฏเหตุที่ยกขึ้นคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่รับฟังพยานหลักฐานมานั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรเป็นฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และแม้ตามคำร้องของผู้เสียหายที่ว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นที่พอใจแล้ว และขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองและพอแปลได้ว่าเป็นคำแถลงของผู้เสียหายว่าได้ตกลงยอมความในความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายตามฟ้อง และไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษต่อไปแต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดมิใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญาในความผิดดังกล่าวมาฟ้องระงับไป สิทธิฟ้องร้องคดีอาญาของโจทก์คงระงับไปเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำต่อบิดาของผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาผู้เสียหายเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าว ส่วนความผิดฐานพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม และมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ออกจากสารบบความ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 วรรคสาม ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายรุจิณรงค์หรือก้อย สำเนียงใหม่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ