คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2550
#267538
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อจะกำหนดให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ ให้โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อการชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน แสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 198 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนลิน หริตวร
จำเลย — บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2550
#272716
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำพิพากษากำหนดให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือโจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน แสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ-7890 กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยเป็นฝ่ายกำหนดให้โจทก์ชำระราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้ว การชำระหนี้โดยการส่งมอบรถยนต์คืนจึงระงับสิ้นไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7955/2543 ของศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน แสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนลิน หริตวร
จำเลย — บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2550
#273657
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่กำหนดให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ร่วมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้านแสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยฟ้องโจทก์กับผู้ค้ำประกันโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับผู้ค้ำประกันโจทก์ร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร ที่เช่าซื้อคืนจำเลย หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7955/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 17,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทนเสร็จสิ้นแต่ทั้งนี้ไม่เกิน 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกัน ครั้นวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาและขอถอนการยึด เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ โดยต้องจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่สามารถใช้รถยนต์ได้เป็นเงินวันละ 200 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 48,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับพวกส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นการกำหนดให้โจทก์กระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ มิใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้พึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 โจทก์จะต้องนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนจำเลยก่อน หากไม่สามารถคืนได้ก็ต้องใช้ราคาแทน การที่โจทก์ใช้ราคาแทนโดยไม่คืนรถยนต์ถือว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วน และถือว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยเป็นฝ่ายกำหนดให้โจทก์ชำระราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้ว การชำระหนี้โดยการส่งมอบรถยนต์คืนจึงระงับสิ้นไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7955/2543 ของศาลชั้นต้นกำหนด ให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้านตามเอกสารหมาย จ.1 แสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนลิน หริตวร
จำเลย — บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2667/2550
#273656
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่อ้างว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยหลงผิดในสาระสำคัญแห่งสัญญาเนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจถึงข้อความที่ระบุในสัญญาให้โจทก์บังคับจำเลยให้ออกจากอาคารพิพาท คำพิพากษาของศาลจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้สิ้นสุดลงก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาตามยอมเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นเพียงเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ที่จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้เท่านั้น แต่มิใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการมาแล้วเสียทั้งหมดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความสำคัญว่า โจทก์ทั้ง 11 คน และโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาทมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญานี้ ซึ่งบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ร่วม โจทก์ทั้ง 11 คน ได้ทำสัญญาเช่าไว้กับโจทก์ร่วมและจำเลยจะอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวโดยไม่ต้องชำระค่าเช่าหรือค่าตอบแทนอื่นใดตลอดระยะเวลาดังกล่าว การอยู่อาศัยของจำเลยจะไม่ทำความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด และหากครบกำหนดแล้ว โจทก์ทั้ง 11 คน หรือคนใดคนหนึ่งต้องการที่พิพาทเพื่อรื้อถอน ปรับปรุง หรือซ่อมแซมเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์หรือทายาท โจทก์จะต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน เพื่อให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปโดยการบอกกล่าวต้องทำเป็นหนังสือส่งให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ตอบรับหรือปิดประกาศไว้ ณ สถานที่พิพาท การรื้อถอนหรือปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยดังกล่าว โจทก์จะต้องขออนุญาตดำเนินการต่อโจทก์ร่วม และได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมแล้ว แต่หากโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการ โจทก์ย่อมให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไปจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมแล้ว โดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ยอมให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไปเดือนละ 2,000 บาท

ครั้นต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์ทำสัญญาช่าที่ดินและอาคารพิพาทจากโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ครบกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ดังนั้น ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขให้บังคับจำเลยต่างๆ จึงไม่มีผลผูกพัน จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยหลงผิดในสาระสำคัญแห่งสัญญา เนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจถึงข้อความที่ระบุในสัญญาให้โจทก์บังคับจำเลยให้ออกจากอาคารพิพาท กรณีที่โจทก์หรือทายาทของโจทก์ต้องการอาคารพิพาทเพื่ออยู่อาศัย คำพิพากษาของศาลจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้สิ้นสุดลงก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ในสัญญาดังกล่าวกลับระบุข้อความในสัญญาให้โจทก์ได้สิทธิดำเนินการบังคับจำเลย ทั้งที่โจทก์ไม่มีสิทธิหน้าที่อันใดที่จะกำหนดสิทธิและลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ อีกทั้งโจทก์มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยที่ดินและอาคารพิพาทเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแต่ประการใด จำเลยต่างหากที่อยู่อาศัยในอาคารพิพาท จำเลยเพิ่งทราบถึงเหตุที่คำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ภายหลังที่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจำเลยชอบที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่าคำพิพากษาของศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ในทันที ขอให้ทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยและสั่งว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้วในคดีนี้เสียทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำร้องแล้ว หากจำเลยเห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่โจทก์และจำเลยตกลงกัน ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 กรณีไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคำร้องของจำเลยได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ตามคำร้องของจำเลยมีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาและทำการไต่สวนพิจารณาสั่งตามรูปความแห่งคดีหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติถึงผลของคำพิพากษาตามยอมว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้น ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้น ถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ"

เหตุตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารพิพาทจากโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ดังนั้น ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่ลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขให้บังคับจำเลยต่างๆ จึงไม่มีผลผูกพัน จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยหลงผิดในสาระสำคัญแห่งสัญญา เนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจถึงข้อความที่ระบุในสัญญาให้โจทก์บังคับจำเลยให้ออกจากอาคารพิพาท กรณีที่โจทก์หรือทายาทของโจทก์ต้องการอาคารพิพาทเพื่ออยู่อาศัย คำพิพากษาของศาลจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้สิ้นสุดลงก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าว เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาตามยอมนั้น เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นเพียงเหตุตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ที่จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้เท่านั้น แต่หาใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการมาแล้วเสียทั้งหมดได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยก่อนนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 27 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเอื้อมพร สรวิสูตร กับพวก
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — นายสุรชัย หน้าหยก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2550
#268105
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อรวม 6 คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359

ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หากรังวัดได้เกิน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360

โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 57 (1) แต่โจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองโจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตามมาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ร่วมกับผู้มีชื่อรวม 6 คน จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 202 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนแนวรั้ว สิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่างๆ ของจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากมีที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่ากั้นอยู่และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมานานเกิน 1 ปีแล้ว จึงได้สิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับห้ามโจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้การครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้ามาโดยไม่สุจริตเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2542 และถูกโจทก์ทั้งสองโต้แย้ง จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา หลังจากคู่ความท้ากันแล้ว ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท โดยผู้ร้องสอดทั้งสี่ไม่ทราบเรื่อง ผู้ร้องสอดทั้งสี่อาจได้รับความเสียหาย ผู้ร้องสอดทั้งสี่มีความประสงค์จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท และถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสี่ด้วย จึงขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องสอดทั้งสี่ใช้สิทธิร้องสอดในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง ชอบที่จะเป็นโจทก์ร่วม มิใช่คู่ความฝ่ายที่สาม

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งคำร้องสอดเช่นเดียวกับให้การและฟ้องแย้งโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีไปตามคำท้าโดยให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา ภายในกรอบสีเขียวตามแผนที่วิวาทตกเป็นของจำเลยทั้งสองห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสี่อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม แต่อนุญาตให้เป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างผู้ร้องสอดทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อรวม 6 คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกคือจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 และการที่ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้และค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความให้เป็นพับ หากรังวัดได้เกิน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 เพราะไม่ว่าผลการรังวัดที่ดินพิพาทจะเป็นเช่นใด ที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองครอบครองร่วมกับโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ยังคงมีเนื้อที่ตามเดิมคือ 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยอ้างว่าเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่การร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวโจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองโจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสองตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม มาตรา 57 (2) จึงต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) และมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (3) และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำนงค์ ฮวดมา กับพวก
โจทก์ร่วม — นางสนอง คำอ้อย กับพวก
จำเลย — นางวัลภา มากไมตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2550
#410509
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับโจทก์ร่วมทั้งสี่ การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกคือจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 และการที่ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้และค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ หากรังวัดได้เกินเนื้อที่ดังกล่าว ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีต่อไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 เพราะไม่ว่าผลการรังวัดที่ดินพิพาทจะเป็นเช่นใด ที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองครอบครองร่วมกับโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ยังคงมีเนื้อที่ตามเดิม

โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ กรณีตามคำร้องไม่ใช่การร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แต่ตามคำร้องตอนหนึ่งระบุว่า โจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากกระทำของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนแนวรั้ว สิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับห้ามโจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา หลังจากคู่ความท้ากันแล้ว ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง จึงขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2)

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งคำร้องสอดเช่นเดียวกับให้การและฟ้องแย้งโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีไปตามคำท้าโดยให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ภายในกรอบสีเขียวตามแผนที่วิวาทตกเป็นของจำเลยทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ร่วมทั้งสี่อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม แต่อนุญาตให้เป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างผู้ร้องสอดทั้งสี่กับจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อ รวม 6 คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกคือจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 และการที่ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้และค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ หากรังวัดได้เกิน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีต่อไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 เพราะไม่ว่าผลการรังวัดที่ดินพิพาทจะเป็นเช่นใด ที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองครอบครองร่วมกับโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ยังคงมีเนื้อที่ตามเดิมคือ 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยอ้างว่าเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่การร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวโจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) จึงต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) และมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (3) และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำนงค์ ฮวดมา กับพวก
โจทก์ร่วม — นางสนอง คำเอื้อย กับพวก
จำเลย — นางวัลภา มากไมตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2550
#267389
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 จะบัญญัติว่าเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน แต่การฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยมิได้เรียกร้องค่าเสียหายอื่น เป็นการขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนเป็นหนี้ที่มิอาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกรณีจึงเป็นไปตามมาตรา 15 และ 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติว่า "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้" เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คืน แต่จำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อติดตามทรัพย์สินของโจทก์คืนได้แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 จะบัญญัติว่าเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็บัญญัติว่า "ตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จะฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้..." ดังนี้ จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นคดีเฉพาะหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คืน โดยมิได้เรียกร้องค่าเสียหายอื่นจากจำเลย เป็นการขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งและเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนเป็นหนี้ที่มิอาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอีแคปปิตอลออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทินวัต เขียวอิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาติ สารธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2550
#273695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแต่จำเลยไม่ส่งมอบคืน ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อติดตามทรัพย์สินของโจทก์คืนได้ แม้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่มาตรา 26 ก็บัญญัติว่าตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จะฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยมิได้เรียกร้องค่าเสียหายอื่นจากจำเลย เป็นการขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งและเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนเป็นหนี้ที่มิอาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กย - 6886 เชียงใหม่ ไปจากโจทก์ในราคา 482,714.04 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 12 งวด งวดละเดือน รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงินเดือนละ 43,042 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบถ้วน และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11.3 ให้เจ้าของมีสิทธิบอกสัญญาเช่าซื้อได้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้เช่าซื้อ นับจากวันทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 2 งวด เป็นเงิน 80,591.34 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและแจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่าก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา 15 และ 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติว่า "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้" เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คืนแต่จำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อติดตามทรัพย์สินของโจทก์คืนได้แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 จะบัญญัติว่าเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า "ตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จะฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ ตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้....." ดังนี้ จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นคดีเฉพาะหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คืน โดยมิได้เรียกร้องค่าเสียหายอื่นจากจำเลย เป็นการขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งและเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนเป็นหนี้ที่มิอาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอีแคปปิตอลออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทินวัต เขียวอิ่ม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2550
#267495
เปิดฉบับเต็ม

การชะลอการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทั่วไปที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมายและมีเหตุอันสมควร เพราะระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จหากเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์แล้วต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดจริง จะทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายยากที่จะเรียกร้องเงินคืนจากโจทก์ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีความผิดวินัย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลัง ได้รับบำเหน็จความชอบตามสมควรแก่กรณี

ในระหว่างที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจำเลยทั้งสองชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนได้แก่โจทก์ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าโจทก์กระทำความผิดระเบียบหรือไม่ ไม่มีผลทำให้สภาพการจ้างของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ ได้รับค่าจ้างตามปกติ คำสั่งชะลอการเลื่อนขึ้นเงินเดือนดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ จากอัตรา 46,950 บาท เป็นอัตรา 49,910 บาท และให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินเดือนในขั้นที่เพิ่มขึ้น จำนวน 2,960 บาท ในแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า การชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนในระหว่างที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเป็นระเบียบปฏิบัติที่จำเลยทั้งสองได้ถือปฏิบัติตลอดมา เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่า การชะลอการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทั่วไปที่จำเลยสามารถกระทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายและมีเหตุอันสมควรเพราะระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จหากเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์แล้วต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดจริงจะทำให้จำเลยเสียหายยากที่จะเรียกร้องเงินคืนจากโจทก์ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีความผิดวินัย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลัง ได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณี ดังนี้คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำให้การในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสองให้ชะลอการขึ้นเงินเดือนแก่โจทก์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจำเลยทั้งสองชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์นั้นอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบหรือไม่ ไม่มีผลทำให้สภาพการจ้างของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ ได้รับค่าจ้างตามปกติ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนย้อนหลังและยังอาจได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณีอีก จึงไม่ทำให้สิทธิอันควรได้ของโจทก์เสียไปหรือได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 3 ก็ยังคงใช้บังคับแก่โจทก์เหมือนเดิม จึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพล โหบาง
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ
จำเลย — สวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พิชิต คำแฝง
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2643/2550
#272564
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 1 มิใช่ผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด คงมีแต่โจทก์ร่วมที่ 2 เท่านั้น ที่ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ด้วย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายธีรพร จิตต์ตระกูล ผู้เสียหายที่ 1 และนายนิวัฒน์ นกเขา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายธีรพร จิตต์ตระกูล โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถยนต์ไปตามซอยหมู่บ้านบางปูนคร นายนิวัฒน์ นกเขา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แซงรถยนต์โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนจำเลยขับรถยนต์กระบะในทางเดินรถสวน ต่อมาเกิดการชนกันระหว่างรถจักรยานยนต์โจทก์ร่วมที่ 2 กับรถยนต์กระบะจำเลย และรถยนต์กระบะจำเลยชนรถยนต์โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วชนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำดับหรือไม่...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้รถโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย และจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลโจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขาขวาท่อนบนและขาขวาท่อนล่างกระดูกขาขวาท่อนบนและท่อนล่างหักทั้งสองอันกระดูกมือขวาหัก ใช้เวลารักษาประมาณ 4 เดือนหายถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ได้ความจากรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ามีความประสงค์เจรจาชดใช้ค่าเสียหาย และทนายจำเลยนำแคชเชียร์เช็คสองฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน 35,000 บาท ฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน 65,000 บาท มาวางศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย ต่อมานายดนัย ตั้งธรรมนิยม ทนายโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางที่ศาลชั้นต้น แสดงว่าเมื่อจำเลยประสงค์จะชดใช้ค่าเสียหาย ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 ก็ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินดังกล่าวไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ร่วมที่ 2 บางส่วนแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้เสียด้วย

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายธีรพร จิตต์ตระกูล และนายนิวัฒน์ นกเขา ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในคำพิพากษา เฉพาะกรณีนายนิวัฒน์ว่าอนุญาตให้นายนิวัฒน์เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก นายนิวัฒน์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยกรณีนายธีรพรนั้น เห็นว่า นายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 มิใช่ผู้เสียหายในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด คงมีแต่นายนิวัฒน์โจทก์ร่วมที่ 2 เท่านั้นที่ได้รับอันตรายสาหัส นายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ด้วย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่งสำหรับโทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายธีรพร จิตต์ตระกูล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายธีรพร จิตต์ตระกูล กับพวก
จำเลย — นายมานิตย์ เพชรน้ำทอง
ชื่อองค์คณะ
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2641/2550
#273692
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองที่ดินโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ แม้จะเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง ก็ถือเป็นการครอบครองที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ มิใช่นับแต่ที่จำเลยรู้ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองนั้นเป็นที่ดินของโจทก์เพราะถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4659 เนื้อที่ 25 ไร่ 40 ตารางวา โดยโจทก์และนางมาลี สุสัณพลูทอง ภริยาโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2515 ส่วนจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 41 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยยื่นคำคัดค้านว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2539 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมเรียกโจทก์และจำเลยไปไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย เป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2498 นางพวง แซ่ลี้ มารดาจำเลย นายประเสริฐ เบ็ญจลักษณ์ และนางลูกจันทร์ เชาวสกู ร่วมกันยื่นแบบการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 36 เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2522 นางพวงกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าทำประโยชน์ในที่ดินโดยทำไร่ทั้งแปลงเพื่อขอให้นายอำเภอเมืองนครปฐมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ นายอำเภอเมืองนครปฐมหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 36 ให้แก่นางพวงกับพวก ซึ่งความจริงแล้วนางพวงกับพวกไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังกล่าว ต่อมานางพวงกับพวกได้ขอแบ่งแยกที่ดิน โดยด้านทิศตะวันออกเป็นของนายประเสริฐ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา แปลงที่ 2 เป็นของนางพวง เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 41 และแปลงคงเหลือด้านทิศตะวันตกเป็นของนางลูกจันทร์เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา ต่อมาเมื่อนางพวงถึงแก่ความตายจำเลยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 41 ในฐานะผู้จัดการมรดกและฐานะทายาทโดยธรรมของนางพวง แต่จำเลยก็มิได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การที่นางพวงกับพวกแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 41 ทับที่ดินบางส่วนของโจทก์ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4659 เลขที่ 114 ตำบลมาบแค อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม ส่วนที่ถูกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 41 ตำบลมาบแค อำเภอเมืองนครฐม จังหวัดนครปฐม ออกทับเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 41 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมให้ถูกต้องตามคำขอ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยรับว่าเป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 41 โดยรับมรดกมาจากนางพวง เบ็ญจลักษณ์ หรือแซ่ลี้ ผู้เป็นมารดา โดยเดิมที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2495 มารดาจำเลยนายประเสริฐ เบ็ญจลักษณ์ และนางลูกจันทร์ เชาวสกู ได้ร่วมกันยื่นคำขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 36/2498 และต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2522 มารดาจำเลยกับพวกก็ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวและแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 3 แปลง มารดาจำเลยกับพวกไม่เคยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่จริง ทั้งโจทก์เองก็เป็นพยานในการไต่สวนการทำประโยชน์และมาระวังแนวเขตที่ดินให้มารดาจำเลยกับพวกด้วย ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2538 โจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 4659 โจทก์และจำเลยจึงทราบว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 41 ทางด้านทิศเหนือคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ความจริงแล้วเป็นที่ดินในโฉนดเลขที่ 4659 ของโจทก์บางส่วนทางด้านทิศตะวันตก การที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองมาโดยตลอด โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา เฉพาะส่วนที่จำเลยครอบครองตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทำนองเดียวกับคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4659 เลขที่ดิน 114 ตำบลมาบแค อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกที่จำเลยครอบครองอยู่เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยนำสืบพยานยืนยันได้ความว่า จำเลยเกิดและโตในที่ดินพิพาทและช่วยนางพวงทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นางพวงทำประโยชน์โดยมีการปลูกต้นมะพร้าว มะม่วงและขนุน ซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในเรื่องการทำประโยชน์ในที่ดินไว้หลายประการ คือ ประการแรก โจทก์รับว่าได้ให้นางช้าน้องสาวของโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นชะอมไว้ตามภาพถ่ายหมาย ล.17 ซึ่งแนวต้นมะพร้าวตามภาพถ่ายดังกล่าวคือที่ดินของนางพวง นายประเสริฐ และนางลูกจันทร์ ประการต่อมาโจทก์รับว่าบริเวณที่ดินพิพาทที่นางลูกจันทร์และจำเลยรุกล้ำเขตโฉนดของโจทก์นั้นมีต้นมะพร้าวและต้นมะม่วงขึ้นอยู่ไม่ทราบว่าฝ่ายจำเลยหรือนายชุ้น นิระปัณณาหรือแซ่เอี้ยว เป็นผู้ปลูกไว้ ประการต่อมาโจทก์รับว่าเขตที่ดินของนางลูกจันทร์และจำเลยรุกล้ำเขตโฉนดของโจทก์นั้น บริเวณแนวต้นมะพร้าวตามภาพถ่ายหมาย ล.17 คือเส้นแบ่งระหว่างที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 4659 ทางด้านทิศตะวันตกกับที่ดินของนางลูกจันทร์และจำเลย ประการต่อมาโจทก์รับว่าในการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์จึงทราบว่าที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 41 ซึ่งเป็นของจำเลยทับที่ดินของโจทก์บางส่วน ประการต่อมาโจทก์รับว่า ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4659 นั้น บุตรชายของนายซุ้นอายุประมาณ 10 ปี เป็นผู้นำโจทก์ไปดูแนวเขตของที่ดิน โดยทางทิศตะวันตกของที่ดินติดกับที่ดินของนายเลี้ยงและนางบ๊วย โดยขณะนั้นจะมีร่องน้ำเล็ก ๆ กั้นเป็นแนวเขต ซึ่งนางช้าไปปลูกต้นชะอมจนชนร่องน้ำดังกล่าว ดังนี้ เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์เจือสมพยานจำเลยหลายประการ น่าเชื่อว่านางพวงและจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาเป็นเวลานานมากแล้ว จนกระทั่งเมื่อโจทก์ไปทำการรังวัดเข้าไปในที่ดินพิพาท จำเลยจึงได้คัดค้านว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นการครอบครองทับที่ดินในเขตโฉนดของโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ขอให้ศาลเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาทก็ดีจำเลยเพิ่งจะเข้าไปปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทก็ดี ไม่มีน้ำหนักที่หักล้างพยานจำเลยได้ และที่โจทก์ฎีกาเรื่องการรับรองแนวเขตที่ดินก็ไม่มีสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะในชั้นนี้ไม่ได้มีการโต้แย้งเรื่องแนวเขตแล้วเพราะจำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์ โดยสรุปแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่า นางพวงและจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนปี 2522 แล้ว และการนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินของจำเลยก็สามารถนับต่อจากนางพวงได้ การครอบครองของโจทก์จึงมีระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่จำเลยครอบครองที่ดินโดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเอง ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การครอบครองที่ดินโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ แม้จะเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง ก็ถือเป็นการครอบครองที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ มิใช่นับแต่ปี 2538 ที่จำเลยรู้ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองนั้นเป็นที่ดินของโจทก์เพราะถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอยู่ สุสัณพลูทอง
จำเลย — นางฉลวย แสนทวี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2550
#410507
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงว่า แม้คำให้การของจำเลยที่ให้ไว้แก่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้อยตำรวจตรี ส. จะขัดแย้งกับคำให้การที่เคยให้ไว้แก่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่ก็ตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยในคดีที่จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ จึงไม่เป็นการให้การเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคแรก ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ฟ้องโจทก์บรรยายแยกออกได้เป็นสองตอน ตอนแรกบรรยายข้อเท็จจริงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยเคยให้การต่อพันตำรวจโท จ. และร้อยตำรวจเอก ย. คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าร้อยตำรวจตรี ส. นำเลื่อยยนต์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ส่วนในตอนที่สองบรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอก บ. กับพวกคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการว่าร้อยตำรวจตรี ส. มิได้นำเลื่อยยนต์ให้กับจำเลยและผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ซึ่งไม่ตรงกัน แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอก บ. กับพวก ดังนั้น จึงเป็นอันเข้าใจว่าโจทก์ถือว่าความจริงเป็นไปตามข้อความที่จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโท จ. และร้อยตำรวจเอก ย. คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าร้อยตำรวจตรี ส. นำเลื่อยยนต์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่พอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโทจรัล อังสนั่น และร้อยตำรวจเอกยงยุทธ นิ่มปานพยุงวงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงความผิดทางวินัยว่า ร้อยตำรวจตรีสนวน แสนพวง รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธร อำเภอห้วยผึ้ง มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ และให้พันตำรวจโทจรัล และร้อยตำรวจเอกยงยุทธจดข้อความดังกล่าวลงในบันทึกถ้อยคำพยาน อันเป็นเอกสารทางราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้พยานหลักฐาน ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง วงศ์อนันต์ กับพวกในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำพยานอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนมิได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์มอบให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พันตำรวจโทจรัล ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ผู้อื่นหรือประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งแล้วนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงว่า แม้คำให้การของจำเลยที่ให้ไว้แก่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้อยตำรวจตรีสนวนจะขัดแย้งกับคำให้การที่เคยให้ไว้แก่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่ก็ตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยในคดีที่จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ จึงไม่เป็นการให้การเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคแรก ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า ข้อความที่จำเลยแจ้งแก่เจ้าพนักงานข้อความใดเป็นเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ฟ้องโจทก์ข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องแล้วโจทก์บรรยายฟ้องแยกออกได้เป็นสองตอน ตอนแรกบรรยายข้อเท็จจริงการกระทำของจำเลยว่าจำเลยเคยให้การต่อพันตำรวจโทจรัล และร้อยตำรวจเอกยงยุทธ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าร้อยตำรวจตรีสนวนนำเลื่อยยนต์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ส่วนในตอนที่สองบรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุงกับพวกคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนมิได้นำเลื่อยยนต์ให้กับจำเลยและผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ซึ่งไม่ตรงกัน แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุงกับพวก ดังนั้น จึงเป็นอันเข้าใจว่าโจทก์ถือว่าความจริงเป็นไปตามข้อความที่จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโทจรัลและร้อยตำรวจเอกยงยุทธคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนนำเลื่อยยนต์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่พอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายจด ร่วมจิตร
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2592 -ที่ 2593/2550
#267541
เปิดฉบับเต็ม

คำบรรยายฟ้องของโจทก์ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) และ (3) ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 จะมิได้บรรยายว่า จำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามมาตรา 4 (5) ด้วยก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์ซึ่งบรรยายครบองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 4 (1) และ (3) แล้ว ต้องขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใดไม่

แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยรับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าในนามบริษัทโจทก์ร่วมตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 66 อันมีผลให้การกระทำของโจทก์ร่วมและจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก่โจทก์ร่วมและจำเลย แต่ในระหว่างตัวแทนกับตัวการด้วยกัน ตัวแทนจะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิดคืนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับไว้จากลูกค้าของโจทก์ร่วมหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนนี้ต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (3) (5) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 36 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติถึงการกระทำที่เป็นความผิดไว้รวม 5 อนุมาตราด้วยกันการสั่งจ่ายเช็คหรือการออกเช็คที่เข้าลักษณะในแต่ละอนุมาตราเป็นความผิดด้วยกันทั้งสิ้น ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 สรุปได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินที่จำเลยในฐานะตัวแทนของโจทก์ร่วมรับมาจากผู้เอาประกันภัยของโจทก์ร่วม แต่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ทั้งนี้ จำเลยออกเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น จำเลยออกเช็คพิพาท ฉบับที่ 4 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต และจำเลยออกเช็คพิพาทฉบับที่ 6 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) และ (3) ส่วนเช็คพิพาทฉบับที่ 4 กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) และ (5) และเช็คพิพาทฉบับที่ 6 กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) (3) และ (5) ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 จะมิได้บรรยายว่า จำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามมาตรา 4 (5) ด้วยก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์ซึ่งบรรยายครบองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 4 (1) และ (3) แล้ว ต้องขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 66
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
โจทก์ร่วม — บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายครรชิต คำลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายวิทยา เอี่ยมกล่ำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2550
#272538
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 4 (2) มิได้บัญญัติว่าเครื่องกระสุนปืนมีความหมายรวมถึงพลุแต่ประการใด ฉะนั้น พลุสดุดส่องแสงแบบเอ็ม .49 เอ 1 ของกลาง จึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยมีพลุดังกล่าวไว้ในครอบครองย่อมไม่เป็นความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพสำหรับความผิดในข้อหานี้ก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแล้ว ก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ และต้องคืนพลุสดุดส่องแสงของกลางแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 38, 47, 55, 72, 74, 77, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 15, 42, 52 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และให้ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่อาวุธปืนขนาด .32 พร้อมซองกระสุน ขนาด .32 อาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมซองกระสุนขนาด 9 มม. อาวุธปืนขนาด 6.35 มม. พร้อมซองกระสุนขนาด 6.35 มม. อาวุธปืนขนาด .22 พร้อมซองกระสุนขนาด .22 และอาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 410 ใช้กับกระสุนปืนขนาด .22 ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 38 วรรคหนึ่ง, 47, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม, 74, 77, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 22, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน ส่วนของอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานทำวัตถุระเบิด จำคุก 2 ปี ฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานทำดอกไม้เพลิงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,000 บาท ฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเฉพาะในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ และพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม ส่วนข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 14 เดือน และปรับ 20,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางเว้นแต่อาวุธปืนขนาด .32 พร้อมซองกระสุนขนาด .32 อาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมซองกระสุนขนาด 9 มม. อาวุธปืนขนาด 6.35 มม. พร้อมซองกระสุนขนาด 6.35 มม. อาวุธปืนขนาด .22 พร้อมซองกระสุนปืนขนาด .22 และอาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 410 ใช้กับกระสุนปืนขนาด .22 ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียวกัน จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกรวม 2 ปี 14 เดือน และปรับ 20,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ และพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม ตามฟ้องมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กระทำความผิดข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีร้อยโทบุญยิ่ง คงเกตุ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่ไปจับกุมจำเลยที่บ้านของจำเลยพบจำเลยอยู่ในอาการมึนเมาพูดจาวกวนและพบกระดาษตะกั่วที่ถูกไฟลนจึงส่งปัสสาวะของจำเลยไปตรวจ ปรากฏว่าพบสารเมทแอมเฟตามีนอยู่ในปัสสาวะของจำเลย เห็นว่า ร้อยโทบุญยิ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและพฤติการณ์ที่จำเลยอยู่ในลักษณะอาการมึนเมา จึงเชื่อว่าจำเลยได้เสพเมทแอมเฟตามีนจริง ที่จำเลยอ้างว่าได้รับประทานยาแก้หวัดและยาแก้ไอหลายชนิดนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งโจทก์ยังมีนายแพทย์โสฬส ธนิกกุล เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าหากเป็นการรับประทานยาแก้ไอจริงต้องรับประทานจำนวน 10 ขวด ต่อครั้ง จึงจะตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะรับประทานยาแก้ไอปริมาณมากขนาดนั้น นอกจากนี้ขณะจับกุมจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาการไอและไม่มีขวดยาแก้ไอมาแสดง พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนจริง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ของกลางตามฟ้องที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีเป็นจำนวนมาก ทั้งอาวุธปืน กระสุนปืนขนาดต่าง ๆ และวัตถุระเบิดซึ่งล้วนมีอานุภาพร้ายแรง และจำเลยยังเสพเมทแอมเฟตามีนจนอยู่ในอาการมึนเมาอีก ถือว่าเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชนส่วนรวม การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเป็นโทษสถานเบานับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดและเคยรับราชการมาก่อนก็ตามก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 พ.ศ.2490 มาตรา 4 (2) บัญญัติว่า "เครื่องกระสุนปืน" หมายความรวบตลอดถึง กระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิดและจรวด ทั้งชนิดที่มีหรือไม่มีกรด แก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ไอพิษ หมอกหรือควัน หรือกระสุน ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิด และจรวดที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันหรือเครื่องหรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน โดยมิได้บัญญัติว่าเครื่องกระสุนปืนมีความหมายรวมถึงพลุแต่ประการใด ฉะนั้น พลุสดุดส่องแสงแบบเอ็ม .49 เอ 1 ของกลาง จึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยมีพลุดังกล่าวไว้ในครอบครองย่อมไม่เป็นความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพสำหรับความผิดในข้อหานี้ก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแล้ว ก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ ส่วนพลุสดุดส่องแสงของกลางนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จึงต้องคืนพลุสดุดส่องแสงของกลางแก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพลุสดุดส่องแสงแบบเอ็ม .49 เอ 1 เป็นเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนที่มีพลุสดุดส่องแสงเอ็ม .49 เอ 1 ไว้ในครอบครอง และให้คืนพลุสดุดส่องแสงเอ็ม .49 เอ 1 ของกลางให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — จ่าสิบเอกณรงค์ พวงมาลี
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2589/2550
#272381
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิยฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์สละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆ ในเช็คพิพาทอีกต่อไป จึงเป็นการยอมความในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยพิเคราะห์ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แม้โจทก์จะยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่การอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ซึ่งผู้พิพากษาดังกล่าวจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษานั้นอนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์สละสิทธิ์หรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆ ในเช็คพิพาทต่อไป จึงเป็นการยอมความในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยพิเคราะห์ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แม้โจทก์จะยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่การอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งผู้พิพากษาดังกล่าวจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษานั้นอนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 218 ม. 219 ม. 220 ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววราทิพย์ เจริญศิริวัฒน์
จำเลย — นางสาวอรชรหรือชาลิสา พัฒนรัตน์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2550
#267724
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างอาคารตึกชั้นเดียวและคำสั่งห้ามจำเลยหรือบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคแรก และคณะกรรมการดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า บริษัท สหถกลก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ก่อสร้างอาคารมูลกรณี และเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ (จำเลย) ซึ่งมิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารมูลกรณีให้ระงับการก่อสร้างอาคารตามมาตรา 40 (1) (แบบ ค.3) ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารตาม มาตรา 40 (2) (แบบ ค.4) ฉะนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ดำเนินการออกคำสั่งกับเจ้าของอาคารมูลกรณีให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งมีผลให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องปฏิบัติตาม ตามมาตรา 52 วรรคห้า จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น สำหรับข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ต้องปฏิบัติความคำวินิจฉัย การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย ต่อพนักงานสอบสวน และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก่อนที่จะมีคำสั่งวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 65, 66, ทวิ 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และขอให้ปรับจำเลยเป็นรายวันนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามจำเลยใช้หรือเข้าไปในอาคารและที่ให้รื้อถอนอาคารด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40 (2), 65 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามเข้าไปและใช้อาคาร จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้ปรับจำเลยเป็นรายวันวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2546 รวม 436 วัน เป็นเงิน 43,600 บาท รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 63,600 บาท จำเลยไม่เคยถูกจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมิได้รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างอาคารตึกชั้นเดียวและคำสั่งห้ามจำเลยหรือบุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคแรก และคณะกรรมการดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า บริษัทสหถกลก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ก่อสร้างอาคารมูลกรณีและเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ (จำเลย) ซึ่งมิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารมูลกรณีให้ระงับการก่อสร้างอาคารตามมาตรา 40 (1) (แบบ ค.3) ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารตามมาตรา 40 (2) (แบบ ค.4) ฉะนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้ดำเนินการออกคำสั่งกับเจ้าของอาคารมูลกรณีให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งมีผลให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามนั้น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคห้า ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม มาตรา 40 ประกอบมาตรา 67 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น สำหรับข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารนั้นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างอาคารชนิดตึกชั้นเดียวบนพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างอาคารเลขที่ 26 กับเลขที่ 24 เพื่อเชื่อมต่อจากอาคารที่ 26 อันเป็นการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า บริษัทสหถกลก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ก่อสร้างอาคารมูลกรณี คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมผูกพันเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคห้า การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยต่อพนักงานสอบสวนและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (1) ม. 40 (2) ม. 52 วรรคแรก ม. 52 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวิไลวรรณ อาจาริยานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายฉันชาย โรจนสโรช
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2562/2550
#268100
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นที่จะต้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ใช่กรณีที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ซึ่งหมายถึง การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าวมาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่โจทก์ยังไม่ได้ขอให้ออกหมายบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1163/2541 ของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวกับพวกร่วมกันชำระเงิน 1,809,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้วแต่โจทก์ไม่มีทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นใดให้ผู้ร้องบังคับคดีได้ คงมีแต่สิทธิการบังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ จึงขออนุญาตเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม แล้วนำเงินที่ได้ชำระหนี้ผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องจึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำฟ้องฎีกาของผู้ใช้เป็นแบบพิมพ์คำร้องแทนที่จะใช้แบบพิมพ์ฎีกาเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับมาโดยมิได้สั่งให้ทำใหม่ ทั้งผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลมาครบถ้วนแล้ว จึงชอบที่จะอนุโลมให้ถือเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้นที่จะต้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ใช่กรณีที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ซึ่งหมายถึง การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าวมาแล้ว เมื่อไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้อำนาจผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี.ที. คอนสตรัคชั่น ดีไซน์ กรุ๊ฟ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทสระบุรีศุภภัณฑ์ (1984) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กังจั๊งฮวด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2550
#267514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาซื้อยางแอสฟัลต์ซีเมนต์จากจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้ถูกต้องตามสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาริบหลักประกันและในระหว่างที่ยังไม่บอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสินค้าที่ยังไม่ส่งมอบนับแต่วันครบกำหนดส่งมอบถึงวันบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามกำหนดในสัญญา โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในทันที แต่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าและแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับ จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบรับยินยอมชำระค่าปรับตามสัญญา พฤติการณ์ถือได้ว่าความเสียหายพิเศษของโจทก์ในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันต้องชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นรายวัน

โจทก์เป็นส่วนราชการจะได้รับความเสียหายจากงานของราชการไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการซึ่งเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่คู่ความได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง และคู่กรณีจะต้องรับข้อเท็จจริงกันหรือนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เสียหายเป็นพิเศษอย่างไร จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,803,525.32 บาท โดยจำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 94,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 629,781.50 บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยในต้นเงินจำนวน 94,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายยางแอสฟัลต์ ซีเมนต์ กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบยางแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ขายให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2531 มีจำเลยที่ 3 ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาในวงเงิน 94,300 บาท ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบยางแอสฟัลต์ซีเมนต์ดังกล่าวให้ถูกต้องตามสัญญาแก่โจทก์ผู้ซื้อ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันโดยเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันจากจำเลยที่ 3 และในระหว่างที่ยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคายางแอสฟัลต์ ซีเมนต์ ที่ยังไม่ส่งมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบในสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งยางแอสฟัลต์ซีเมนต์ให้โจทก์ตามกำหนดในสัญญา โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทันที โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าและแจ้งสงวนสิทธิการปรับ จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตอบรับยินยอมชำระค่าปรับตามสัญญาแล้วพฤติการณ์จึงถือได้ว่าความเสียหายพิเศษของโจทก์ส่วนนี้จำเลยที่ 1 ได้คาดเห็นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ประกอบกับหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันต้องรับผิดชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสินค้าให้โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์จึงมีว่า โจทก์ได้เสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษหรือไม่ และการกำหนดค่าปรับไว้ในสัญญาเป็นการบังคับโดยเด็ดขาดหรือไม่ว่าค่าปรับจะต้องให้เป็นไปตามนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งสินค้ายางแอสฟัลต์ซีเมนต์ให้โจทก์ตามกำหนดซึ่งโจทก์จะเรียกค่าเสียหายใดๆ เช่น โจทก์เป็นส่วนราชการจะได้รับความเสียหายจากงานของราชการไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่คู่ความได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง บัญญัติไว้ พร้อมทั้งพฤติการณ์พิเศษนั้นคู่กรณีจะต้องรับข้อเท็จจริงกันหรือนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏ แต่กรณีนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้เสียหายเป็นพิเศษอย่างใด ส่วนค่าปรับตามสัญญานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าเบี้ยปรับแม้จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญาก็ตาม แต่ก็มิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าจะต้องปรับให้เป็นไปตามนั้น ดังนั้น ศาลย่อมใช้ดุลยพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้ สำหรับกรณีนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วน โดยลดลงเหลือ 283,000 บาท นั้น เหมาะสมแก่ความเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสมสมัยการค้ากับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2550
#273687
เปิดฉบับเต็ม

บ. พบกองไม้กระยาเลย อันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้าน ว. และ ว. รับว่ามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทำของ ว. ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) บ. จึงไม่มีอำนาจที่จะจับ ว. โดยไม่มีหมายจับ การที่ ว. ตาม บ. มาที่หน่วยคุ้มครองป่าจึงไม่ใช่เป็นการถูกจับตัวมา แม้ต่อมาจำเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่าและรับ ว. ขึ้นรถยนต์ของจำเลยขับออกไป บ. ติดตามจำเลยไปจนทันและเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างจำเลยและ บ. ก็ยังไม่เป็นการต่อสู้หรือขัดขวาง บ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ฐานช่วยเหลือผู้อื่นให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องนอกฟ้องและโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษจึงลงโทษตามมาตรา 189 ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 และ 191 เนื่องจากโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยหลังจับกุมก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ได้อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน นายบุญสืบ สมัครราช ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ได้ร่วมกันจับนางวิน หนานเสน ภริยาของจำเลยในข้อหามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ได้ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 ม.ม. จี้บังคับและขู่ว่าจะยิงประทุษร้ายนายบุญสืบเพื่อไม่ให้จับกุมนางวิน การกระทำของจำเลยเป็นการต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของนายบุญสืบ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกระทำผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีและใช้อาวุธปืนเข้าลักษณะฉกรรจ์ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะฉกรรจ์และพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้น ปัญหาว่า จำเลยมีหรือใช้อาวุธปืนในการขู่เข็ญเจ้าพนักงานอันเป็นเหตุลักษณะฉกรรจ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อนายบุญสืบพบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้านนางวิน และนางวินรับว่ามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทำของนางวินไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะไม่ใช่ความผิดที่เห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) ดังนั้น นายบุญสืบไม่มีอำนาจที่จะจับนางวินโดยไม่มีหมายจับได้ การที่นางวินตามนายบุญสืบมาที่หน่วยคุ้มครองป่าจึงไม่ใช่เป็นการถูกจับตัวมา แม้ในเวลาต่อมาจำเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่าและรับนางวินขึ้นรถยนต์ของจำเลยขับออกจากหน่วยคุ้มครองป่าไป นายบุญสืบติดตามจำเลยไปจนทันและเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างจำเลยและนายบุญสืบ ยังไม่เป็นการที่จำเลยต่อสู้หรือขัดขวางนายบุญสืบซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3743/2529 คดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายบุญสอน ประมาพันธ์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 และพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว โจทก์ฎีกาต่อมาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหลังจับกุม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 ศาลอาจลงโทษจำเลยไปได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ฐานช่วยเหลือผู้อื่นให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องนอกฟ้องและโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษจึงลงโทษตามมาตรา 189 ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 และ 191 เนื่องจากโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยหลังจับกุมก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ได้ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 80 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายประทุม ดีปานแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2550
#410506
เปิดฉบับเต็ม

บ. พบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้าน ว. และ ว. รับว่ามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทำของ ว. ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะไม่ใช่ความผิดที่เห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้าย ป.วิ.อ. หรือเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) ดังนั้น บ. ไม่มีอำนาจที่จะจับ ว. โดยไม่มีหมายจับได้ การที่ ว. ตาม บ. มาที่หน่วยคุ้มครองป่าจึงไม่ใช่เป็นการถูกจับตัวมา แม้ในเวลาต่อมาจำเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่าและรับ ว. ขึ้นรถยนต์ของจำเลยขับออกจากหน่วยคุ้มครองป่าไป บ. ติดตามจำเลยไปจนทันและเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างจำเลยและ บ. ยังไม่เป็นการที่จำเลยต่อสู้หรือขัดขวาง บ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 189 ฐานช่วยเหลือผู้อื่นให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องนอกฟ้องและโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษจึงลงโทษตามมาตรา 189 ไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 189 และ 191 เนื่องจากโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยหลังจับกุมก็เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 ได้ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกระทำผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีและใช้อาวุธปืนเข้าลักษณะฉกรรจ์ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะฉกรรจ์และพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้น ปัญหาว่า จำเลยมีหรือใช้อาวุธปืนในการขู่เข็ญเจ้าพนักงานอันเป็นเหตุลักษณะฉกรรจ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อนายบุญสืบพบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย อันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้านนางวิน และนางวินรับว่ามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทำของนางวินไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะไม่ใช่ความผิดที่เห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) ดังนั้น นายบุญสืบไม่มีอำนาจที่จะจับนางวินโดยไม่มีหมายจับได้ การที่นางวินตามนายบุญสืบมาที่หน่วยคุ้มครองป่าจึงไม่ใช่เป็นการถูกจับตัวมา แม้ในเวลาต่อมาจำเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่าไม้และรับนางวินขึ้นรถยนต์ของจำเลยขับออกจากหน่วยคุ้มครองป่าไป นายบุญสืบติดตามจำเลยไปจนทันและเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างจำเลยและนายบุญสืบ ยังไม่เป็นการที่จำเลยต่อสู้หรือขัดขวางนายบุญสืบซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3743/2529 คดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายบุญสอน ประมาพันธ์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 และพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้น ชอบด้วยเหตุและผลแล้ว โจทก์ฎีกาต่อมาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหลังจับกุม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 ศาลอาจลงโทษจำเลยไปได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ฐานช่วยเหลือผู้อื่นให้ไม่ต้องรับโทษซึ่งเป็นเรื่องนอกฟ้องและโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษจึงลงโทษตามมาตรา 189 ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 และ 191 เนื่องจากโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยหลังจับกุมก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ได้ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 ม. 189 ม. 191
ป.วิ.อ. ม. 80 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายประทุม ดีปานแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ