คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2550
#267869
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ร้องทั้งสอง แม้จะเนื่องมาจากเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวง การคุมขังในขั้นตอนของการฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลก็ได้สิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถที่จะสั่งตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องที่ 1 ตามหมายปล่อยชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนของศาลชั้นต้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 90

สิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังอยู่ถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น เมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ปัญหาการควบคุมตัวหรือขังผู้ร้องที่ 1 ไว้ในสถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาอีกต่อไป ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ร้องทั้งสองโดยพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสองไว้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 เวลา 20.00 นาฬิกา ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมใช้เอกสารสิทธิ (หนังสือเดินทาง) ปลอมและเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ขอหมายศาลเข้าทำการตรวจค้นห้องพักเลขที่ 212, 208 ไดมอนบูลส์ อพาร์ตเม้นต์ ที่ได้รับรายงานว่า มีบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการปลอมหนังสือเดินทาง ผลการตรวจค้นพบหนังสือเดินทางประเทศอุรุกวัย จำนวน 2 ฉบับ ตราประทับ (รูปรอยตราประจำประเทศรัสเซีย) จำนวน 2 อัน เป็นของกลาง การควบคุมตัวจะครบกำหนดจึงขอฝากขังผู้ร้องทั้งสองไว้ในระหว่างสอบสวนต่อไปตามคดีหมายเลขดำที่ พ.1406/2546 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 11 ธันวาคม 2546 ว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ได้กล่าวหาผู้ร้องทั้งสองว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาต ปลอมและใช้เอกสารปลอม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยผู้ร้องทั้งสองชั่วคราวระหว่างสอบสวน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 แต่พนักงานสอบสวนไม่ยินยอมปล่อยผู้ร้องทั้งสองตามคำสั่งศาล และส่งตัวผู้ร้องทั้งสองให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมายตลอดมาแล้วแม้หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546 (ที่ถูกวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ทั้งๆ ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อแล้ว การควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสองไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ขอให้มีคำสั่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกักตัวผู้ร้องทั้งสองเพื่อรอการส่งตัวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสาม ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวไว้ ณ สถานที่ใดเป็นเวลานานเท่าใดตามความจำเป็น และการกักขังดังกล่าวก็มิใช่การคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (12) จึงถือไม่ได้ว่าการกักตัวผู้ร้องทั้งสองเป็นการคุมขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 240 หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ร้องทั้งสองโดยระบุในคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า ได้ควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสองไว้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 เวลา 20.00 นาฬิกา ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมและใช้เอกสารสิทธิ (หนังสือเดินทาง) ปลอมและเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ การควบคุมจะครบกำหนด 48 ชั่วโมง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 จึงขอฝากขังผู้ร้องทั้งสองไว้ในระหว่างสอบสวนต่อไป ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.1406/2546 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยผู้ร้องทั้งสองชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยมีหมายปล่อยลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสอง แต่ผู้ร้องทั้งสองถูกส่งต่อไปที่สถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และถูกกักตัวไว้ ณ สถานที่ดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปล่อยตัวผู้ร้องที่ 1 หรือไม่ สำหรับกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 อนุญาตให้ปล่อยผู้ร้องทั้งสองชั่วคราวในระหว่างสอบสวนนั้น ปรากฏตามคำร้องลงวันที่ 21 มกราคม 2547 ของผู้ร้องที่ 1 และตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ว่า พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อแล้ว เพราะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ผู้ร้องทั้งสองได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้งโดยทันทีและในครั้งที่สองนี้ผู้ร้องที่ 1 ออกไปได้โดยอิสระโดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่กล้าจับตัวผู้ร้องที่ 1 อีกเป็นครั้งที่สองทั้งที่เรื่องการปล่อยชั่วคราวทั้งสองครั้งเป็นคดีหนังสือเดินทางปลอมเหมือนกัน เห็นว่า เมื่อการขอฝากขังของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อต่อศาลชั้นต้นได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ร้องทั้งสองแม้จะเนื่องมาจากเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวง การคุมขังในขั้นตอนของการฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อได้สิ้นสุดไปแล้วจึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถที่จะสั่งตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องที่ 1 ตามหมายปล่อยชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ที่ผู้ร้องที่ 1 อ้างได้ ส่วนการกักตัวผู้ร้องที่ 1 ไว้ที่สถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 เองว่า ผู้ร้องที่ 1 ได้รับการปล่อยตัวแล้ว สิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังอยู่ถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นเมื่อผู้ร้องที่ 1 ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ปัญหาการควบคุมตัวหรือขังผู้ร้องที่ 1 ไว้ในสถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วที่ผู้ร้องที่ 1 ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาโดยเปิดเผยตามคำร้องลงวันที่ 10 ตุลาคม 2549 และปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอเล็กซิส ดิมิตริ โคลิซอพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2550
#272290
เปิดฉบับเต็ม

นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดจากผู้ตาย จนกระทั่งผู้ตายถูกจำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นเข้าทำร้ายผู้ตายอีก บาดแผลของผู้ตายที่เกิดจากการถูกแทงด้วยของมีคมจึงต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 5 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายก่อนที่จำเลยที่ 6 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รีบพากันหลบหนีไปด้วยกันโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ทำให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ยิ่งกว่าจะเป็นไปตามคำเบิกความหลังเกิดเหตุนานถึง 3 ปี การที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วรีบพากันหลบหนีไปด้วยกัน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ฆ่าผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ไปฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังน้อย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นรับฟังประกอบบันทึกคำให้การดังกล่าวกรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับจ้างจากผู้อื่นให้ไปฆ่าผู้ตายและพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมวางแผนฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น

ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 6 พาอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยที่ 5 เพียงแต่ร่วมฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพฉันนั้นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมกับการมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 6 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืน ส่วนฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 6 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและเหตุบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธาณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 6 กระทงละ 3 เดือน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคนละตลอดชีวิตแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษในคดีอื่น (ที่ถูก ความผิดฐานอื่น) มารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 กับนายบุญรัตน์ คำเมือง ผู้ตายดื่มสุราอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 6 ได้ใช้อาวุธปืนพกของกลางยิงฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้พร้อมยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 6 ใช้ยิงผู้ตายเป็นของกลาง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุปืน จำเลยที่ 6 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดดังกล่าว จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเชาวฤกษ์ ศรีประยูร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย และได้ทำรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายไว้ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 นั่งดื่มสุราอยู่กับผู้ตายในบ้านผู้ตาย จำเลยที่ 5 ได้แกล้งชวนผู้ตายลุกขึ้นดูภาพถ่ายที่ติดอยู่ข้างฝาผนังจากนั้นจำเลยที่ 6 บอกให้ผู้ตายไปเปิดโทรทัศน์ ขณะผู้ตายเดินไปเปิดโทรทัศน์จำเลยที่ 6 ได้ชักอาวุธปืนที่พกติดตัวไปออกมายิงผู้ตาย 2 นัด ผู้ตายได้ชักมีดปลายแหลมออกมาพุ่งเข้าหาจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 5 จึงเข้าแย่งมีดจากผู้ตายทำให้จำเลยที่ 5 ถูกคมมีดบาดที่ฝ่ามือข้างขวา เมื่อจำเลยที่ 5 แย่งมีดจากผู้ตายได้แล้วก็ใช้มีดแทงไปที่ผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีลงบันไดบ้าน จำเลยที่ 6 จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้ตายอีก 1 นัด ทำให้ผู้ตายล้มลงที่พื้น จำเลยที่ 6 ยิงผู้ตายซ้ำอีก 1 นัดและใช้ด้ามปืนตีที่ใบหน้าของผู้ตาย 2 ครั้ง จากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 5 ลืมใส่รองเท้าผ้าใบสีดำยี่ห้อแพนที่ถอดไว้ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 1 กลับไปด้วย แต่จำเลยที่ 5 นำสืบปฏิเสธว่า เหตุที่จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเนื่องจากในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 1 และพูดคุยกันถึงเรื่องของผู้ตายที่ชอบลักขโมยสิ่งของผู้อื่น มีนิสัยเกเร ติดยาเสพติดให้โทษและทำร้ายบิดามารดา จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปช่วยว่ากล่าวตักเตือนผู้ตาย แล้วทั้งสามคนจึงพากันไปที่บ้านผู้ตาย พบผู้ตายกำสังนั่งดื่มสุราอยู่จึงร่วมดื่มสุรากับผู้ตาย ระหว่างดื่มสุราอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ตายเกี่ยวกับเรื่องลักขโมยสิ่งของของผู้อื่น และเรื่องทำร้ายมารดา ผู้ตายตอบว่าไม่ใช่พ่อไม่ต้องมาสอน จากนั้นผู้ตายได้เดินเข้าไปหยิบมีดปลายแหลมในครัวแล้วเดินมาจะแทงทำร้ายจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 5 ตรงเข้าแย่งมีดจากผู้ตาย ทำให้มีดหักและคมมีดบาดมือจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 จึงวิ่งหนีลงจากบ้าน จำเลยที่ 6 เห็นดังนั้นจึงได้ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย ผู้ตายวิ่งลงมาล้มลงนอนตายอยู่ชั้นล่างหลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้พากันกลับบ้าน วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตายซึ่งจำเลยที่ 5 แถลงยอมรับว่า คดีนี้ได้มีการจัดทำรายงานการชันสูตรพลิกศพไว้ตามเอกสารดังกล่าวจริง ปรากฏว่าแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายระบุถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายว่า ถูกอาวุธปืนยิงและถูกของมีคมแทงโดยผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบ 6 แผล คือ ที่ใบหน้าหูซ้าย ใบหน้าหูขวา โหนกแก้มซ้าย หน้าผากเหนือคิ้วขวา และบริเวณกลางหลัง 2 แผล ห่างกัน 7 เซนติเมตร มีบาดแผลกลมคล้ายรอยกระสุนปืนบริเวณหัวไหล่ซ้าย มีหัวกระสุนปืนฝังอยู่ บาดแผลคล้ายรอยกระสุนปืน 2 แผล บริเวณต้นแขนขวาด้านหน้าและด้านหลังทะลุถึงกัน บาดแผลคล้ายรอยกระสุนปืน 2 แผล บริเวณสะโพกขวาด้านหน้าและด้านข้างทะลุถึงกัน จากบาดแผลดังกล่าวเชื่อได้ว่าผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืน มีกระสุนปืนเข้า 3 นัด ถูกแทงด้วยมีดหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่จำเลยที่ 5 ต่อสู้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดกับผู้ตายจนมีดหัก คมมีดบาดมือจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 ได้วิ่งหนีลงจากบ้านมาได้ประมาณ 10 เมตร หลังจากนั้นจำเลยที่ 6 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ใช้มีดแทงผู้ตายแต่ประการใดนั้น เห็นว่า นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดจากผู้ตายจนกระทั่งผู้ตายถูกจำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นเข้าทำร้ายผู้ตายอีก บาดแผลของผู้ตายที่เกิดจากการถูกแทงด้วยของมีคมจึงต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 5 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ระบุว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายก่อนที่จำเลยที่ 6 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รีบพากันหลบหนีไปด้วยกันโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ทำให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ยิ่งกว่าจะเป็นไปตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งเบิกความหลังเกิดเหตุนานถึง 3 ปี การที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วรีบพากันหลบหนีไปด้วยกันแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดดังกล่าว ข้อต่อสู้และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ฆ่าผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ไปฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังน้อย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นรับฟังประกอบบันทึกคำให้การดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับจ้างจากผู้อื่นให้ไปฆ่าผู้ตาย และพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมวางแผนฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 6 พกอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยที่ 5 เพียงแต่ร่วมฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพลันนั้นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมกับการมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 6 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 288 ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายบุญวาทย์ หรือบุญส่ง เรือนออน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2550
#267868
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาจำนำข้าวระหว่างกันโดยโจทก์ร่วมยอมให้ข้าวอยู่ในความครอบครองของจำเลย ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมอบข้าวไว้เป็นประกันการชำระหนี้ตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะจำนำ เมื่อไม่มีการจำนำจึงขาดองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดข้อหาโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 349

โจทก์ร่วมเช่าโกดังเก็บข้าวซึ่งเป็นโกดังที่จำเลยใช้ประกอบกิจการโรงสีของจำเลย เมื่อทำสัญญาเช่าแล้วจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจโกดังเพียงฝ่ายเดียว จำเลยเป็นผู้ครอบครองโกดังอยู่เช่นเดิม สัญญาเช่าที่ทำไว้มีค่าเช่าเพียงปีละ 100 บาท นับว่าน้อยมาก จึงเป็นการทำสัญญาเช่าเป็นแบบพิธีเท่านั้น คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการเช่าตามกฎหมายอย่างแท้จริง กรณีถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ครอบครองโกดังที่เช่าอยู่ตลอดเวลา จำเลยจึงไม่อาจรบกวนการครอบครองของตนเองได้ ไม่มีความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกอีกหลายคนร่วมกันบุกรุกเข้าไปในโกดังเก็บสินค้าข้าวเปลือกและข้าวสาร อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขายโสธร ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันขนข้าวเปลือกมะลิเก่า 700,000 กิโลกรัม และข้าวเปลือกมะลิใหม่ 200,000 กิโลกรัม รวม 900,000 กิโลกรัม ราคา 7,460,000 บาท ข้าวสารมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ 7,500 กระสอบ ราคา 13,650,000 บาท และข้าวสารหักมะลิ 700 กระสอบ ราคา 504,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,614,000 บาท ซึ่งจำเลยจำนำไว้กับผู้เสียหายไปจำหน่ายเสียทั้งหมดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย จำเลยกระทำไปเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้รับจำนำสินค้าดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองโกดังสินค้าอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 349, 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 และวันที่ 3 กันยายน 2540 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ร่วม 5,000,000 บาท และ 10,000,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำสัญญาจำนำข้าวเปลือกและข้าวสารราคา 21,614,000 บาท ไว้กับโจทก์ร่วมเป็นประกันหนี้ดังกล่าวพร้อมกับให้โจทก์ร่วมเช่าโกดังซึ่งเป็นที่เก็บรักษาข้าว ตามสัญญาจำนำใบรายการสินค้า ใบรับสินค้าและสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 และ จ.ร.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดข้อหาโกงเจ้าหนี้นั้น พยานโจทก์มีนายอำนาจ วัชรอำไพวัณย์ เบิกความว่า โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลข้าวที่จำนำไว้กับโจทก์ร่วมซึ่งในระยะแรกจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจเปิดปิดโกดังส่วนการนำข้าวสารออกไปจากโกดังนั้น แม้ว่าตามสัญญาจำนำเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 จะระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมก่อนแต่นายอำนาจ นายมานิต ผดาเวช และนายศักดิ์ชาย วิเศษแก้ว พนักงานโจทก์ร่วมสาขายโสธรเบิกความทำนองเดียวกันว่า ทางปฏิบัติจำเลยสามารถนำข้าวสารดังกล่าวออกไปขายได้โดยไม่ต้องแจ้งโจทก์ร่วมทราบแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้าวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พิเคราะห์จากพฤติการณ์ของการติดต่อระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่า ในการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น หลังจากทำสัญญาจำนำข้าวแล้ว โจทก์ร่วมยอมให้ข้าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมอบข้าวไว้เป็นประกันการชำระหนี้ตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะจำนำ เมื่อไม่มีการจำนำจึงขาดองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดข้อหาโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349 และสำหรับความผิดข้อหาบุกรุกนั้น ได้ความว่าทรัพย์สินที่เช่าได้แก่โกดังเก็บข้าวซึ่งเป็นโกดังที่จำเลยใช้ประกอบกิจการโรงสีของจำเลย เมื่อทำสัญญาเช่าโกดังแล้วจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจโกดังเพียงฝ่ายเดียว โจทก์ร่วมไม่ได้ถือกุญแจ จำเลยเป็นผู้ครอบครองโกดังอยู่เช่นเดิม สัญญาเช่าที่ทำไว้มีค่าเช่าเพียงปีละ 100 บาท รายละเอียดปรากฏตามสัญญาเช่าโรงเก็บสินค้าเอกสารหมาย จ.3 นับว่าค่าเช่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาโกดัง จึงเชื่อว่าเป็นการทำสัญญาเช่าเป็นแบบพิธีเท่านั้น คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการเช่าตามกฎหมายอย่างแท้จริง กรณีถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ครอบครองโกดังที่เช่าอยู่ตลอดเวลา จำเลยจึงไม่อาจรบกวนการครอบครองของตนเองได้ ไม่อาจเป็นความผิดข้อหาบุกรุกได้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 349 ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประเวช เวชกามา
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2550
#268059
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด มีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์โจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 ให้ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปกับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 17,391,500 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปพร้อมทั้งขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสองถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนจำเลย จำเลยประกอบกิจการสถานพักตากอากาศโดยใช้ชื่อว่า แพนแซนด์ รีสอร์ท โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยและเคยได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการของจำเลยด้วยโดยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อาจเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากสารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้โอนสิทธิครอบครองคืนให้แก่จำเลย หากโจทก์ทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนให้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ราคาที่ดินแก่จำเลย และห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไป

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนาศิลป์ และนายสิน พันธุ์พัฒนาศิลป์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบกิจการแต่เพียงทางเดียวไม่มีรายได้ทางอื่นอีก จำเลยทำบัญชีไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของจำเลยขาดหายไป จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์ทั้งสองจะบังคับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยด้วย แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่ทราบกิจการและรายได้ของจำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์สินหลบซ่อนปิดบังยักย้าย ถ่ายเท หรือทำบัญชีไม่ถูกต้อง การที่จำเลยต้องนำเงินที่มีอยู่มาวางศาลเท่ากับจำเลยต้องหยุดกิจการไปโดยปริยายเพราะเงินที่มีอยู่ต้องใช้จ่ายเป็นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการประกอบกิจการ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันอื่นมาวางศาลในอัตราเดือนละ 15,000 บาท โดยให้เริ่มวางเงินในวันที่ 1 มีนาคม 2548 และต่อไปทุกเดือนจนกว่าคดีถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น มีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วยเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ สฤษดิสุข กับพวก
บริษัทเฟิร์สอันดามัน เทรเวล
จำเลย — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลยร่วม — นายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนศิลป์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2550
#268425
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วย มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ให้ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 17,391,500 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปพร้อมทั้งขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสองถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนจำเลย จำเลยประกอบกิจการสถานพักตากอากาศโดยใช้ชื่อว่า แพนแซนด์ รีสอร์ท โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยและเคยได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการของจำเลยด้วยโดยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อาจเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากสารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้โอนสิทธิครอบครองคืนให้แก่จำเลยหากโจทก์ทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนให้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ราคาที่ดินแก่จำเลย และห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนการครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไป

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนาศิลป์ และนายสิน พันธุ์พัฒนาศิลป์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีรายได้ทางอื่นอีก จำเลยทำบัญชีไม่ถูกต้องทำให้รายได้ของจำเลยขาดหายไป จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์ทั้งสองจะบังคับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยด้วย แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่ทราบกิจการและรายได้ของจำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์สินหลบซ่อน ปิดบังยักย้ายถ่ายเท หรือทำบัญชีไม่ถูกต้อง การที่จำเลยต้องนำเงินที่มีอยู่มาวางศาลเท่ากับจำเลยต้องหยุดกิจการไปโดยปริยายเพราะเงินที่มีอยู่ต้องใช้จ่ายเป็นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการประกอบกิจการ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันอื่นมาวางศาลในอัตราเดือนละ 15,000 บาท โดยให้เริ่มวางเงินในวันที่ 1 มีนาคม 2548 และต่อไปทุกเดือนจนกว่าคดีถึงที่สุดหรือมีคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการ โดยให้จำเลยส่งเงินทั้งหมดดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น มีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แต่การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มาด้วยเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางตามมาตรานี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ สฤษดิสุข กับพวก
บริษัทเฟิร์สอันดามัน เทรเวล
จำเลย — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1359/2550
#273621
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 กรณีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินที่ฝากขายคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่ใหม่ยังไม่เคยใช้งานมาก่อนและสามารถนำมาใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 2,173,803.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,802,116.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยเป็นไข้หวัด ต้องพักรักษาตัวในวันที่ 16 และ 17 ธันวาคม 2546 จึงมีเหตุจำเป็นไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาที่ศาลกำหนดได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองมีโอกาสยื่นคำให้การเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การตามที่ศาลอนุญาตดังกล่าว แต่กลับมายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตดังกล่าวแล้ว กรณีเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุอันสมควร ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 แล้วพิจารณาคดีต่อไป ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2547 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสองอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 กรณีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองมา ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องยกเสียไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไทโย จำกัด
จำเลย — บริษัทบีพี เจนเนอเรเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1359/2550
#273669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสองอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 กรณีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองมา ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินที่ฝากขายคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่ใหม่ยังไม่เคยใช้งานมาก่อนและสามารถนำมาใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 2,173,803.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,802,116.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยเป็นไข้หวัด ต้องพักรักษาตัวในวันที่ 16 และ 17 ธันวาคม 2546 จึงมีเหตุจำเป็นไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาที่ศาลกำหนดได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2546 จำเลยทั้งสองมีโอกาสยื่นคำให้การเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การตามที่ศาลอนุญาตดังกล่าว แต่กลับมายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตดังกล่าวแล้ว กรณีเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุอันสมควร ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 แล้วพิพากษาคดีต่อไป ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2547 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้วก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสองอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 กรณีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองมา ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องยกเสียไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 226 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไทโย จำกัด
จำเลย — บริษัทบีพี เจนเนอเรเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2550
#267865
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจังหวัดชลบุรีได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน จึงมีอำนาจสั่งไต่สวนเพื่อมีคำสั่งคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ สำหรับการยื่นอุทธรณ์นั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นศาลที่ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่ไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องได้ ศาลจังหวัดชลบุรีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ร้องขอให้บังคับคดี ศาลแพ่งจึงออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลจังหวัดชลบุรีบังคับคดีแทน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี จังหวัดชลบุรี ขายทอดตลาดที่ดินตราจองเลขที่ 652 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 8,600,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 มีราคาประเมินสูงถึง 12,120,000 บาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีเคยบอกปัดไม่ขายแก่ผู้เสนอราคาสูงสุด 11,000,000 บาท ในการขายทอดตลาดคราวก่อน เมื่อกลับมาขายในราคาที่ต่ำเกินสมควรจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลจังหวัดราชบุรี มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลจังหวัดชลบุรีไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งบังคับคดีแทนศาลแพ่งขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้ โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดในราคาต่ำไม่เหมาะสม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัดชลบุรีไต่สวนแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำพยานเข้าสืบตามนัด ศาลจังหวัดชลบุรีเห็นว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ประวิงคดี ถือว่าจำเลยที่ 2 ทิ้งคำร้องจึงจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งโดยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การบังคับคดีนี้ศาลแพ่งมอบหมายให้ศาลจังหวัดชลบุรีเป็นผู้บังคับคดีแทน การดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับการบังคับคดีตั้งแต่การยึดทรัพย์การขายทอดตลาด รวมถึงการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์รายนี้ล้วนแต่เป็นการที่ศาลจังหวัดชลบุรีกระทำหน้าที่แทนศาลแพ่งซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลจังหวัดชลบุรีกระทำในนามศาลแพ่ง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความเดิมในคดีนี้อยู่แล้วจะต้องยื่นต่อศาลแพ่ง มิใช่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรี การที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าศาลจังหวัดชลบุรีรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงมีว่า การที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงมีว่า การที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลจังหวัดชลบุรีได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลจังหวัดชลบุรีจึงมีอำนาจสั่งไต่สวนเพื่อมีคำสั่งคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามกฎหมาย สำหรับการยื่นอุทธรณ์นั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนั้นเมื่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นศาลที่ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ประสงค์จะอุทธรณ์จึงยื่นต่อศาลจังหวัดชลบุรีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี ศรีกรารมณ์
นายถิรพงษ์ นวังคสัตถุศาสน์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวสุภานันท์ แซ่ซือ
จำเลย — บริษัทไทยอาษาพัฒนาการก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1349/2550
#267160
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์แยกเป็นต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 187,093 บาท และโจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระรวม 10 งวด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้คิดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม การที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว กรณีจึงเป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งโจทก์จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 เมื่อจำเลยที่ 2 ยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น โจทก์จึงนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 3534/2547 จริง โดยคงให้การและนำสืบโต้แย้งเฉพาะในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขแดงที่ 3534/2547 ที่พิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 โดยจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์แยกเป็นต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 187,093 บาทและโจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระรวม 10 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้คิดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวสามารถแบ่งแยกจากกันได้โดยจำเลยทั้งสองต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้โจทก์เพียง 608,442.29 บาท นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว กรณีจึงเป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งโจทก์จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นโจทก์จึงนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
นางนุชนาถ ครุสัตยานนท์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายอุทัย ครุสัตยานนท์
จำเลย — นายอุดมชาติหรือธราชศักดิ์ มิตรารมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1348/2550
#268055
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ยกคำร้องขอปฏิบัติตามสัญญาเช่าช่วงที่ดิน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 6588 (ที่ถูก 658) และ 13353 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นายบรรจง ธรรมเสริมวาที เช่า ต่อมานายบรรจง นำทรัพย์ดังกล่าวให้ผู้ร้องเช่าช่วงมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้ร้องเช่าทรัพย์ต่อไปอีกครั้งละ 3 ปี แต่ผู้ร้องต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบภายในกำหนด 1 เดือน ก่อนครบระยะเวลาเช่า ท้ายสัญญาเช่าช่วงจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ให้คำมั่นแก่ผู้ร้องว่า หากนายบรรจงไม่ทำสัญญาเช่าทรัพย์ดังกล่าวต่อไป จำเลยที่ 2 ยอมให้ผู้ร้องเช่าทรัพย์ดังกล่าวต่อไปครั้งละ 3 ปี แต่ผู้ร้องจะต้องแสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 2 ภายใน 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าช่วงผู้ร้องใช้ทรัพย์ที่เช่าประกอบกิจการโรงเรียนมงกุฎเอเชีย เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่อมาปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2545 นายบรรจง และจำเลยที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องต่อเติมอาคารที่เช่าบางส่วนเพื่อใช้ในกิจการของโรงเรียนได้โดยมีข้อตกลงว่า หากผู้ร้องไม่ประสงค์จะเช่าทรัพย์ดังกล่าวต่อไปให้ทรัพย์สินที่ได้ต่อเติมและปลูกสร้างในที่ดินตกเป็นของจำเลยที่ 2 ทันที ผู้ร้องได้สร้างโรงอาหาร ต่อเติมอาคารเป็นห้องสมุดและห้องเรียนอนุบาลอีก 1 ห้อง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ผู้ร้องย่อมได้สิทธิตามกฎหมายและมีความประสงค์จะเช่าทรัพย์ดังกล่าวตามคำมั่นของจำเลยที่ 2 ต่อไป วันที่ 27 กันยายน 2547 นายบรรจงทำหนังสือยื่นต่อผู้คัดค้านขอปฏิบัติตามสัญญาเช่าต่อไปอีก 3 ปี ผู้คัดค้านปฏิเสธการเช่าและสั่งยกคำร้องนายบรรจงไม่คัดค้าน สัญญาเช่าเดิมระงับลง แต่ความผูกพันระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ตามบันทึกท้ายสัญญาเช่าช่วงเปิดโอกาสให้ผู้ร้องสามารถเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 2 ได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อผู้คัดค้านขอปฏิบัติตามสัญญาเช่าช่วงต่อไปอีก 3 ปี ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยอ้างเหตุผลประการที่ 1 ว่าผู้ร้องเคยยื่นขอปฏิบัติตามสัญญาผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง คดีอยู่ระหว่างผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลาง เหตุผลประการที่ 2 เจ้าหนี้รายที่ 8 ในฐานะผู้รับจำนองแถลงต่อผู้คัดค้านว่าไม่ควรต่อสัญญาเช่าที่ดินต่อไป เหตุผลประการที่ 3 คือปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนมงกุฎเอเชีย ผู้ร้องเห็นว่าเหตุผลของผู้คัดค้านไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง กล่าวคือ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางนั้น ศาลนัดไต่สวนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 เวลา 13.30 นาฬิกา แต่ผู้ร้องสำคัญผิดไม่ได้ไปศาลตามกำหนด ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องไปศาลวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 เวลา 13.30 นาฬิกา และยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคดีใหม่โดยให้เหตุผลว่าการที่ผู้ร้องไม่ไปศาลในวันนัดเพราะได้รับรายงานวันนัดผิดพลาด ผู้ร้องมิได้ถูกศาลสั่งยกคำร้องเพราะเหตุของการไม่ยอมรับการปฏิบัติตามสัญญาเช่า ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องใหม่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับเหตุผลของผู้คัดค้านประการที่ 2 นั้น การเช่าทรัพย์ได้ดำเนินไปตามสัญญาทุกประการ หากได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่า ผู้ร้องยินดีจ่ายค่าเช่าตามเงื่อนไข เจ้าหนี้จะได้รับประโยชน์ ไม่เป็นภาระเกินควรแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด ส่วนเหตุของผู้คัดค้านประการที่ 3 ผู้ร้องในฐานะผู้บริหารโรงเรียนมีความประสงค์จะดำเนินการเรียนการสอนเพื่อประโยชน์ของเยาวชนต่อไป การที่คณะกรรมการควบคุมโรงเรียนเข้ามาควบคุมการดำเนินงานของโรงเรียนเป็นเพียงการเข้ามาแก้ปัญหาชั่วคราวเพื่อให้โรงเรียนดำเนินการไปตามปกติหลังจากจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องประสงค์จะขอปฏิบัติตามสัญญาเช่าซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา ผู้ร้องควรได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการควบคุมเข้ามารับผิดชอบดำเนินการชั่วคราวจึงไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องที่จะดำเนินการตามเจตนาเดิม ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านโดยให้ผู้ร้องได้รับสิทธิปฏิบัติตามสัญญาเช่าช่วงต่อไปอีก 3 ปี ตามเงื่อนไขเดิม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาเช่าช่วงระหว่างนายบรรจง ธรรมเสริมวาที กับผู้ร้องนั้น จำเลยที่ 2 เพียงแต่ให้ความยินยอมเท่านั้น คำมั่นที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้แก่ผู้ร้องตามบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าช่วงมิใช่สัญญาที่ผู้คัดค้านจะต้องพิจารณาว่ามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้หรือไม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 การขอเช่าต่อไปเป็นเรื่องที่ผู้ขอเช่าต้องร้องขอต่อผู้คัดค้านซึ่งจะต้องพิจารณาว่าสามารถนำทรัพย์ออกใช้เช่าได้หรือไม่ ในกรณีเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้แถลงคัดค้านการขอเช่าต่อไปเมื่อที่ดินทั้งสองแปลงถูกยึดไว้และจะต้องนำออกขายทอดตลาดต่อไป จึงชอบที่ผู้คัดค้านจะยกคำร้องของผู้ร้อง ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่านายบรรจงและจำเลยที่ 2 ยอมให้ผู้ร้องต่อเติมอาคารที่เช่าเพื่อประโยชน์แก่กิจการของโรงเรียน จึงเป็นข้อตกลงที่เกิดเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น จากการสอบสวนได้ความว่า การต่อเติมอาคารที่เช่ามิได้มีการขออนุญาตผู้ใดปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนมงกุฎเอเชียซึ่งออกให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2546 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องขอปฏิบัติตามสัญญาเช่าช่วงที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง และศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนแล้ว ไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตาม มาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นเป็นการมิชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่ผู้ร้องค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเบิลลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นายประเทือง แดงงาม
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1345/2550
#267546
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ข้อเสนอขอแก้ไขแผนจึงกำหนดให้ลดจำนวนหนี้ของผู้คัดค้านลงโดยให้งดการเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หนี้ภาษีอากรมีสถานะแตกต่างจากหนี้ระหว่างเอกชนด้วยกัน เพราะภาษีอากรเป็นรายได้ที่รัฐจัดเก็บรวบรวมไปใช้ในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งหลาย การปรับลดหนี้ส่วนนี้จึงต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ได้กำหนดกระบวนการหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนไว้ว่า แผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ คดีนี้ข้อเสนอขอแก้ไขแผนได้กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 9 งดเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจากลูกหนี้ เฉพาะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 หนี้ส่วนที่งดเว้นการเรียกเก็บมีจำนวนมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ชำระให้แก่เจ้าหนี้รายนี้ สำหรับผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 9 ข้อเสนอขอแก้ไขแผนได้กำหนดให้ผู้คัดค้านงดเว้นการเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งจำนวน คิดเป็นร้อยละ 49.55 ของหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระผู้คัดค้าน แม้ตามกฎหมายแผนสามารถจัดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ต่างกลุ่มกันได้รับการชำระหนี้แตกต่างกันได้ แต่ก็ต้องจัดทำแผนโดยมีเหตุผลอันสมควรหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ทำแผนได้จัดทำแผนโดยปรับโครงสร้างหนี้ลดจำนวนหนี้และขยายเวลาชำระหนี้มาครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลได้ให้ความเห็นชอบและลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 4 ครบถ้วนตามแผน คงเหลือหนี้ค้างชำระในส่วนของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 ผู้บริหารแผนได้จัดทำข้อเสนอข้อแก้ไขแผนขึ้นมาในครั้งนี้ซึ่งมีการปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้บางกลุ่มลงเป็นจำนวนมากโดยเจ้าหนี้ที่ถูกปรับลดหนี้ไม่ได้ให้ความยินยอม และผู้บริหารแผนก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างใดที่ต้องแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสำเร็จลุล่วงไปได้ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/63 ข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้โดยไม่มีเหตุผลและไม่เท่าเทียมกันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้บางราย ทำให้แผนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอแก้ไขแผน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทเควิน แอนด์ เคิร์ท จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 โดยมีนายพรชัย เป็นผู้บริหาร

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้บริหารแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56 ประกอบมาตรา 90/63

ผู้คัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งเป็นหนี้ภาษีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของผู้คัดค้านจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ข้อเสนอขอแก้ไขแผนจึงกำหนดให้ลดจำนวนหนี้ของผู้คัดค้านลงโดยให้งดการเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หนี้ภาษีอากรมีสถานะแตกต่างจากหนี้ระหว่างเอกชนด้วยกัน เพราะภาษีอากรเป็นรายได้ที่รัฐจัดเก็บรวบรวมไปใช้ในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งหลาย การปรับลดหนี้ส่วนนี้จึงต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้กำหนดกระบวนการหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนไว้ว่า แผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนต้องได้รับความชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ คดีนี้ข้อเสนอขอแก้ไขแผนได้กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 9 งดเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจากลูกหนี้เฉพาะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 หนี้ส่วนที่งดเว้นการเรียกเก็บมีจำนวนมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ชำระให้แก่เจ้าหนี้รายนี้ สำหรับผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 9 นั้นลูกหนี้ค้างชำระหนี้เงินต้น 32,340,000 บาท ค้างชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 49.55 ของหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระผู้คัดค้าน ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์รัตนสิน จำกัด และผู้คัดค้านได้ลงมติไม่ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าว แม้ตามกฎหมายแผนสามารถจัดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ต่างกลุ่มกันได้รับการชำระหนี้แตกต่างกันได้ แต่ก็ต้องจัดทำแผนโดยมีเหตุผลอันสมควรหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ คดีนี้ผู้ทำแผนได้จัดทำแผนโดยปรับโครงสร้างหนี้ลดจำนวนหนี้และขยายเวลาชำระหนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งศาลได้ให้ความเห็นชอบและลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 4 ครบถ้วนตามแผน คงเหลือหนี้ค้างชำระในส่วนของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 9 ผู้บริหารแผนได้จัดทำข้อเสนอขอแก้ไขแผนขึ้นมาในครั้งนี้ซึ่งมีการปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้บางกลุ่มลงเป็นจำนวนมากโดยเจ้าหนี้ที่ถูกปรับลดหนี้ไม่ได้ให้ความยินยอม และผู้บริหารแผนก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างใดที่ต้องแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสำเร็จลุล่วงไปได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 ข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อปรับลดหนี้ของเจ้าหนี้โดยไม่มีเหตุผลและไม่เท่าเทียมกันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้บางราย ทำให้แผนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับว่ามีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/42 ม. 90/58 ม. 90/60 ม. 90/63 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทหลานหลวงคอนสตรัคชั่น จำกัด
เจ้าหนี้ผู้คัดค้าน — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1342/2550
#268516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 950 เม็ด น้ำหนัก 93.35 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.06 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายในฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายแอมเฟตามีนดังกล่าวเท่านั้น แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 3.06 กรัม ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายจึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้เพราะเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 950 เม็ด น้ำหนัก 93.35 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.06 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังจากนั้นจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 40,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลคลองหาด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เจ้าพนักงานจับจำเลยกับพวกได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อดังกล่าว และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ธนบัตรของกลางได้คืนให้เจ้าของแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมโทษจำเลยทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กักขังแทนค่าปรับ ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทษศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 650 เม็ด น้ำหนัก 93.35 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.06 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายในฟ้องข้อ 1 ข. ว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเท่านั้นแม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 3.06 กรัม ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้ เพราะเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง จึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยปรับบทลงโทษที่ถูกต้องและกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียใหม่ให้สอดคล้องกับบทลงโทษที่แก้ไขใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่กลับให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา เช่นนี้ แม้คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ก็สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 65 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายเลือม บุญ
ชื่อองค์คณะ
เกียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2550
#267864
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 287 หมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น เมื่อตามป.พ.พ. มาตรา 1300 ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่น ๆ ตามมาตรา 287 ดังกล่าว และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนอง การบังคับคดีของโจทก์จึงไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 2,391,396.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปีของต้นเงิน 2,154,876.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ดังกล่าวจากการซื้อ แต่ผู้โอนได้แจ้งชื่อผู้รับโอนสลับชื่อกันเนื่องจากเป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายแปลง ผู้ร้องและจำเลยจึงได้ร่วมกันเป็นโจทก์กับผู้รับโอนรายอื่นอีกรวมสิบสามคนฟ้องผู้โอนให้แก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1815/2547 หมายเลขแดงที่ 2172/2547 ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 ว่า โจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งสามยอมรับว่านิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ้องจำนวน 16 แปลง เป็นการจดทะเบียนผิดแปลงตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งสามตกลงจะไปดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนในที่ดินดังกล่าวให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หากฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ที่ดินในคดีดังกล่าวทั้งหมดมีการนำไปดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเกือบทั้งหมดแล้วคงมีเหตุขัดข้องเฉพาะในส่วนของผู้ร้องเพราะโจทก์ในคดีนี้ไม่ถอนการยึดและส่งมอบโฉนดที่ดินที่ยึดให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อนำไปแก้ไขรายการจดทะเบียนใหม่ให้เป็นของผู้ร้อง ส่วนจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 11 ในคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งตามโฉนดที่ดินเลขที่ 102130 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยจำนองเป็นประกันไว้กับโจทก์ในคดีนี้ที่แท้จริง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ โดยผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ที่ 12 ในคดีดังกล่าว ศาลได้มีคำพิพากษาให้แก้ไขเพิ่มเติมรายการจดทะเบียนในที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 (ที่โจทก์ยึดไว้ในคดีนี้) ให้โอนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ถือว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งอาจร้องขอให้บังคับในทรัพย์สินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 โจทก์ในคดีนี้จึงไม่มีสิทธิบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับยึดที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อแก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพื่อเป็นประกันการกู้เงินของจำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลย ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันได้ ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอบังคับคดี คดีที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์และโจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนรู้เห็นกับคดีที่ผู้ร้องอ้าง การจดทะเบียนที่ดินแปลงพิพาทผิดแปลงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมบังคับคดีเรียบร้อย หากให้มีการเพิกถอน โจทก์ต้องเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้จดทะเบียนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 102129 ตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในขณะที่โจทก์จดทะเบียนรับจำนองไว้นั้น มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2172/2547 ของศาลชั้นต้นว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทผิดแปลงให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนระหว่าง นายบุญส่ง พาณิชย์รุ่งเรือง กับนางเวหา กลึงวิจิตร เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 กับรายการหลังจากนั้น และให้แก้ไขใหม่เป็นวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 นายบุญส่งโอนขายที่ดินพิพาทให้กับผู้ร้องและศาลพิพากษาให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 102130 เป็นของจำเลย วันที่ 16 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดีรายละเอียดตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 คำพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความและคำขอท้ายคำฟ้อง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2172/2547 และหนังสือสำนักงานบังคับคดี จังหวัดขอนแก่น ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2548 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2172/2547 ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 ให้แก่ผู้ร้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แต่โจทก์ในคดีนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้ฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองเพื่อนำออกขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏว่าขั้นตอนบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด ต่อมาภายหลังผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเข้ามาในคดีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2548 ว่า ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ขอให้เพิกถอนการยึดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าวบุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้นผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่น ๆ ตามมาตรา 287 ดังกล่าว และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนอง การบังคับคดีของโจทก์จึงไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใดเมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่น ๆ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้นคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นายอภิวัฒน์ ม่วงสนิท
จำเลย — นางนุชยาน ปรีชาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2550
#268511
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าว บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่นๆ และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่นๆ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 2,391,396.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 2,154,876.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ดังกล่าวจากการซื้อ แต่ผู้โอนได้แจ้งชื่อผู้รับโอนสลับชื่อกันเนื่องจากเป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายแปลง ผู้ร้องและจำเลยจึงได้ร่วมกันเป็นโจทก์กับผู้รับโอนรายอื่นอีกรวมสิบสามคน ฟ้องผู้โอนให้แก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1815/2547 หมายเลขแดงที่ 2172/2547 ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 ว่า โจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งสามยอมรับว่านิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ้องจำนวน 16 แปลง เป็นการจดทะเบียนผิดแปลงตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งสามตกลงจะไปดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนในที่ดินดังกล่าวให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หากฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ที่ดินในคดีดังกล่าวทั้งหมดมีการนำไปดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเกือบทั้งหมดแล้ว คงมีเหตุขัดข้องเฉพาะในส่วนของผู้ร้องเพราะโจทก์ในคดีนี้ไม่ถอนการยึดและส่งมอบโฉนดที่ดินที่ยึดให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อนำไปแก้ไขรายการจดทะเบียนใหม่ให้เป็นของผู้ร้อง ส่วนจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 11 ในคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งตามโฉนดที่ดินเลขที่ 102130 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยจำนองเป็นประกันไว้กับโจทก์ ในคดีนี้ที่แท้จริงผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้โดยผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ที่ 12 ในคดีดังกล่าว ศาลได้มีคำพิพากษาให้แก้ไขเพิ่มเติมรายการจดทะเบียนในที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 (ที่โจทก์ยึดไว้ในคดีนี้) ให้โอนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ถือว่าเป็นสิทธิอื่นๆ ซึ่งอาจร้องขอให้บังคับในทรัพย์สินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 โจทก์ในคดีนี้จึงไม่มีสิทธิบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับยึดที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อแก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพื่อเป็นประกันการกู้เงินของจำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันได้ ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอบังคับคดี คดีที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์และโจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนรู้เห็นกับคดีที่ผู้ร้องอ้าง การจดทะเบียนที่ดินแปลงพิพาทผิดแปลงไม่ใช่ความผิดของโจทก์โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมบังคับคดีเรียบร้อย หากให้มีการเพิกถอน โจทก์ต้องเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้จดทะเบียนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 102129 ตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในขณะที่โจทก์จดทะเบียนรับจำนองไว้นั้น มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อมาได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2172/2547 ของศาลชั้นต้นว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทผิดแปลงให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนระหว่าง นายบุญส่ง พาณิชย์รุ่งเรือง กับนางเวหา กลึงวิจิตร เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 กับรายการหลังจากนั้น และให้แก้ไขใหม่เป็นวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 นายบุญส่งโอนขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง และศาลพิพากษาให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 102130 เป็นของจำเลย วันที่ 16 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดี คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2172/2547 ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 102129 ให้แก่ผู้ร้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แต่โจทก์ในคดีนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้ฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนอง เพื่อนำออกขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏว่าขั้นตอนบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนอง เพื่อนำออกขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏว่าขั้นตอนบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยประการใด ต่อมาภายหลังผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเข้ามาในคดีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2548 ว่า ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ขอให้เพิกถอนการยึดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าว บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่นๆ ตามมาตรา 287 ดังกล่าว และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนอง การบังคับคดีของโจทก์จึงไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่นๆ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 285 ม. 286 ม. 287 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นายอภิวัฒน์ ม่วงสนิท
จำเลย — นางนุชยาน ปรีชาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1332/2550
#272887
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 133,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและคำบังคับ จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย จำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทั้งคดีจำเลยก็มีโอกาสชนะโจทก์ได้ ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากสำนวนว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำเลยได้ชำระหนี้ซึ่งต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 142,561 บาท ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเรื่องการถอนการบังคับคดีไปยังศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าโจทก์สามารถตกลงชำระหนี้ภายนอกกับจำเลยได้ จึงไม่ติดใจที่จะบังคับคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นเกษียณสั่งรับทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 เห็นว่า เมื่อจำเลยชำระหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการยื่นอุทธรณ์ของจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษารวมทั้งสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขนิษฐา บุญสนอง
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1322/2550
#267862
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่ง ป.วิ.พ. แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับดคีไม่ กลับอ้างวิกฤติเศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจของโลกเป็นเหตุที่อ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ และของดการบังคับคดีอ้างว่าตนยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ โดยอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีไว้ จึงไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,160,858.89 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อการบังคับคดี เนื่องจากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจำเลยไม่ต้องรับผิดจนกว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่สภาวะปกติและจำเลยยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และ 219 จึงขอศาลงดการบังคับคดีไว้ก่อนนั้น เห็นว่า กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยมาตรา 292 เป็นบทบัญญัติที่วางหลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้เมื่อมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้เกิดขึ้นสำหรับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ เมื่อศาลได้ส่งคำสั่งให้งดการบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทราบแล้ว ส่วนมาตรา 293 เป็นบทบัญญัติที่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอทำเป็นคำร้องต่อศาลให้งดการบังคับคดีไว้ได้ โดยเหตุที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฝ่ายชนะจะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของตนโดยวิธีอื่น เพราะสามารถจะหักกลบลบหนี้กันได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้ และถ้างดการบังคับไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอาจมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ กลับอ้างวิกฤติเศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจของโลกเป็นเหตุที่อ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ และของดการบังคับคดีโดยอ้างว่าตนยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนะชาติหรือเสริมชาติ ยามะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1297/2550
#412820
เปิดฉบับเต็ม

แม้การเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงอย่างเดียวจะเป็นความผิดสำเร็จในทันทีที่เสพก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพเมทแอมเฟตามีนก็เป็นการกระทำที่ยังอาศัยองค์ประกอบความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับการเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ด้วยจึงจะเป็นความผิด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำหลายอย่างประกอบกัน ซึ่งการเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นองค์ประกอบความผิดส่วนหนึ่ง การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและความผิดตามฟ้องเป็นความผิดตามกฎหมายคนละฉบับกัน ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด หลังจากที่จำเลยได้เสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวได้ขับขี่รถยนต์กระบะบรรทุกสินค้าไปตามถนน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ 157 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 14 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน และปรับ 15,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์จำเลยมีกำหนด 1 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานะเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียวจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ในฟ้องโจทก์ข้อ 1 ข. ระบุว่าหลังจากที่จำเลยได้เสพเมทแอมเฟตามีนตามข้อ 1 ก. เข้าสู่ร่างกายแล้ว จำเลยได้ขับขี่รถยนต์ในขณะที่มีสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกายจำเลย แม้การเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงอย่างเดียวจะเป็นความผิดสำเร็จในทันทีที่จำเลยเสพดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพเมทแอมเฟตามีนก็เป็นการกระทำที่ยังอาศัยองค์ประกอบความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนประกอบกับการเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ด้วยจึงจะเป็นความผิด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำหลายอย่างประกอบกันซึ่งการเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นองค์ประกอบความผิดส่วนหนึ่ง การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและความผิดตามฟ้องเป็นความผิดตามกฎหมายคนละฉบับกัน ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายศรศักดิ์ ชื่นบางบ้า
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2550
#273668
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์" ส่วนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดมีเลื่อยโซ่ยนต์อยู่ในวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ถ้ามาขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา 4 และให้นายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ออกใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตนั้น เว้นแต่จะขาดคุณสมบัติที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ. นี้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามวรรคหนึ่งไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า" โดย พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2545 มีเจตนารมณ์ให้ผู้ที่มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย นำมาขอรับใบอนุญาต เพื่อควบคุมการมีไว้ในครอบครองและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการเพิ่มมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และในขณะเดียวกันไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพที่ต้องใช้เลื่อยโซ่ยนต์โดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 มีเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 อาจยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา 14 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและขอสินบนนำจับ

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูป จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 เดือน ปรับคนละ 15,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 เดือน ปรับคนละ 7,500 บาท ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ให้ยกฟ้องโจทก์ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และ 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่มีผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 52,000 บาท ฐานแปรรูปไม้จำคุก จำเลยทั้งสามคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 68,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 11,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 34,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่จ่ายเงินสินบนนำจับเฉพาะความผิดฐานทำไม้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติร่วมกันแปรรูปไม้และมีไม้แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำเลยที่ 1 มีเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดต่อพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง และต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อนโซ่ยนต์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์" ส่วนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดมีเลื่อยโซ่ยนต์อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ามาขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา 4 และให้นายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ออกใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตนั้น เว้นแต่จะขาดคุณสมบัติที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้" และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามวรรคหนึ่งไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า" โดยพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2545 มีเจตนารมณ์ให้ผู้ที่มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย นำมาขอรับใบอนุญาต เพื่อควบคุมการมีไว้ในครอบครองและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นการเพิ่มมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และในขณะเดียวกันไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพที่ต้องใช้เลื่อยโซ่ยนต์โดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 มีเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน นับแต่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 อาจยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา 14 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 14 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายบุญจันทร์ คำบาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อภิชาต สุขัคคานนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2550
#268052
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้ออกทุนรอนหรือยุยงส่งเสริมให้ จ. เป็นความกับ ม. กับพวก ข้อกำหนดตามสัญญาจะซึ้อขาย ข้อ 4 ที่ว่าจะโอนที่ดินเมื่อผู้ขายชนะคดีความไม่มีภาระผูกพันต่อคดีนั้น มีลักษณะเป็นเงื่อนไขในสัญญาประการหนึ่งและเป็นข้อความที่คัดลอกมาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยกับ จ. ไม่ถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยใช้บังคับกันได้ไม่เป็นโมฆะ เงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยจึงไม่ใช่เงินที่ชำระโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411

จำเลยได้ฟ้อง จ. ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ แล้วต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงให้ทายาทของ จ. นำที่ดินแปลงที่ จ. ทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยไปขายให้แก่ผู้อื่นได้โดยทายาทของ จ. ยินยอมชำระเงินให้จำเลย 1,000,000 บาท จึงเป็นผลให้จำเลยไม่มีที่ดินโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป ถือว่าการโอนที่ดินตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องคืนมัดจำที่รับไปแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) จึงฟังได้ว่าหนี้เงินมัดจำที่รับไว้จากโจทก์จำนวน 2,450,000 บาท เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 กับโจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากจำเลยชนะความไม่มีภาระผูกพันต่อคดีเฉพาะที่ดินที่ขายตามสัญญาและเมื่อเสร็จสิ้นคดีแล้วจำเลยจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้าภายใน 60 วัน หากโจทก์ผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำ ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องร้องและยอมใช้ค่าเสียหาย 3 เท่า มีรายละเอียดคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยตกลงขายที่ดิน 2 ไร่ ราคา 1,400,000 บาท โจทก์ชำระราคาบางส่วน 600,000 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2533 จำเลยตกลงขายที่ดิน 1 ไร่ ราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคาบางส่วน 650,000 บาท วันที่ 22 สิงหาคม 2533 จำเลยตกลงขายที่ดิน 1 ไร่ ราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคาบางส่วน 600,000 บาท วันที่ 23 มกราคม 2534 จำเลยตกลงขายที่ดิน 1 ไร่ ราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคาบางส่วน 600,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,450,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ต่อมาคดีระหว่างจำเลยกับ นางจำลอง สุวรรณเจริญ เจ้าของที่ดินแปลงที่จำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ดังกล่าวศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 245/2547 มีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยยอมให้นางจำลองหรือทายาทขายที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ดินที่จำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ทั้งสี่ครั้งรวมอยู่ด้วย เท่ากับจำเลยไม่มีวัตถุแห่งหนี้ที่จะโอนให้แก่โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน โจทก์ทวงถามหลายครั้งแต่จำเลยหลบหนีไม่ยอมพบโจทก์บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมด จำเลยไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานหรือหลบไปหรือวิธีอื่น เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จำเลยได้แถลงต่อศาลในคดีใดๆ หรือได้แจ้งให้เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งของตนทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ตามฟ้องขณะทำสัญญาที่ดินที่จะซื้อขายกันยังไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและยังไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลใดการที่โจทก์กำหนดให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยชนะคดี เป็นการทำสัญญาหวังผลจากการดำเนินคดีของจำเลย มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยเข้าเป็นความกับบุคคลอื่นและหวังผลของสัญญาจากการแพ้หรือชนะคดีของบุคคลอื่นมีลักษณะเป็นการพนันขันต่อ หนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้งสี่ฉบับ เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโฆฆะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาดังกล่าว โจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนในฐานะลาภมิควรได้ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นคดีของโจทก์ขาดอายุความ โจทก์เคยนำสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามฟ้องไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ได้ถอนฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ของโจทก์ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า แต่เดิมจำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ตำบลบ้านระกาศ (ระกาศ) อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ กับนางจำลอง สุวรรณเจริญ เนื้อที่ 5 ไร่ แล้วจำเลยนำที่ดินดังกล่าวมาทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์รวม 4 ฉบับ โจทก์วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 2,450,000 บาท เงินที่เหลือจะชำระในวันโอน ณ สำนักงานทะเบียนที่ดินถ้าจำเลยชนะความไม่มีภาระผูกพันต่อคดีเฉพาะที่ดินที่ขาย โดยเมื่อเสร็จสิ้นคดีแล้วจำเลยจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้าภายใน 60 วัน หนังสือสัญญาดังกล่าวทำเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2533 วันที่ 21 มิถุนายน 2533 วันที่ 22 สิงหาคม 2533 และวันที่ 23 มกราคม 2534 ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้ง 4 ฉบับ ตกเป็นโมฆะทำให้หนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าขณะทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยนั้น นางจำลอง สุวรรณเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 กำลังจะเป็นความกับนายเหมือน ลำไย กับพวก โดยนายเหมือนฟ้องนางจำลองเรื่องแบ่งมรดกต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2534 ตามคดีหมายเลขดำที่ 539/2534 โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ไม่มีส่วนได้เสียในมูลคดีถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการที่นางจำลองเป็นความกับบุคคลอื่นเป็นการแสวงหาประโยชน์จากที่ผู้อื่นเป็นความกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เงินที่โจทก์ชำระเป็นการชำระโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายจึงฟ้องเรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 เมื่อหนี้ตามฟ้องเป็นโฆฆะจึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายไม่ได้ เห็นว่า ผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะทำสัญญาก็ได้ หากผู้ขายสามารถจัดการให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาจะซื้อขายนั้นก็ใช้ได้แล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ออกทุนรอนหรือยุยงส่งเสริมให้นางจำลองเป็นความกับนายเหมือนกับพวก ข้อกำหนดตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ข้อ 4 ที่ว่าจะโอนที่ดินเมื่อผู้ขายชนะคดีความไม่มีภาระผูกพันต่อคดีนั้น มีลักษณะเป็นเงื่อนไขในสัญญาประการหนึ่งและเป็นข้อความที่คัดลอกมาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยกับนางจำลอง ไม่ถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันแต่อย่างใด ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยใช้บังคับกันได้ไม่เป็นโฆฆะ เงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยไม่ใช่เงินที่ชำระโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างนั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า ในภายหลังจำเลยได้ฟ้องนางจำลองต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ แล้วต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารหมาย จ.13 โดยจำเลยตกลงให้ทายาทของนางจำลองนำที่ดินแปลงที่นางจำลองทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยไปขายให้แก่ผู้อื่นได้โดยทายาทของนางจำลองยินยอมชำระเงินให้จำเลย 1,000,000 บาท จึงเป็นผลให้จำเลยไม่มีที่ดินโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป ถือว่าการโอนที่ดินตามฟ้องตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนมัดจำที่รับไปแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) ดังนี้ จึงฟังได้ว่าหนี้เงินมัดจำที่รับไว้จากโจทก์จำนวน 2,450,000 บาท เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แม้โจทก์จะเคยยื่นฟ้องจำเลยเรียกเงินมัดจำคืนต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย ก็ได้ความจากคำร้องขอถอนฟ้องเอกสารหมาย จ.28 ว่า โจทก์ถอนฟ้องเนื่องจากได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่ระงับ โจทก์จึงนำหนี้จำนวนดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ สำหรับปัญหาที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นต้วนั้นจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ขึ้นมา จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 378
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอกวิบูลย์ วิชยานนท์
จำเลย — นางสมบูรณ์ ฉิมแฉ่ง
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2550
#272164
เปิดฉบับเต็ม

หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานการบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์จำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม การไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งถือเป็นหนี้ประธานจึงเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังวันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์นำมาฟ้องเจ้าหนี้จึงคิดดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดระยอง คดีหมายเลขแดงที่ 105/2542 เป็นเงิน 2,180,920.22 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามมาตรา 96 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจำนวน 1,010,861.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 970,448.40 บาท นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 (วันถัดจากวันฟ้อง) ถึงวันที่ 23 มกราคม 2547 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 2,632.50 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5069 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ก่อนภายในวงเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2542 (วันที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม) ถึงวันที่ 23 มกราคม 2547 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) ส่วนที่เกินวงเงินจำนองและหรือขาดอยู่เป็นจำนวนเท่าใดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองโดยส่วนเฉลี่ยตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งนี้โดยให้ได้รับชำระหนี้ทั้งสิ้นไม่เกินจำนวน 2,180,920.22 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอมา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 ศาลจังหวัดระยองได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 105/2542 ซึ่งพิพากษาว่า ลูกหนี้ทั้งสองตกลงชำระหนี้จำนวน 1,010,861.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 970,448.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยชำระให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม 2542 ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 ผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ภายในเดือนกรกฎาคม 2542 ผ่อนชำระให้อีก 100,000 บาท เดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนธันวาคม 2542 ผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 17,000 บาท และตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 ผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2544 หากลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดยินยอมให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5069 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมาธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาโอนสินทรัพย์ให้กับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้รับโอนทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ อันธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) มีต่อลูกหนี้ทั้งสองและเจ้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมปรากฏว่าลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้แต่อย่างใด อยู่ระหว่างเจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ที่ศาลล้มละลายกลางให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เพียงภายในวงเงินจำนอง 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นไม่ถูกต้อง มีผลทำให้สิทธิในการบังคับทรัพย์จำนองของเจ้าหนี้ลดลงเพราะหนี้จำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธาน เมื่อหนี้ประธานผิดนัดชำระหนี้ลูกหนี้ผู้จำนองต้องรับผิดในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น เห็นว่า ในชั้นของรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนและทำความเห็นในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 โดยเจ้าหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อทำการสอบสวนให้เห็นถึงการมีหนี้สินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ในชั้นสอบสวนคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายพิสิทธ์ ธาราพัฒน์ เป็นพยานและขอผัดส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้บางรายการไปในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ครั้งถึงวันนัดเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอผัดส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวอีกหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงขอส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมและแถลงหมดพยาน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงทำความเห็นเสนอศาลจากพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวน ซึ่งเมื่อศาลตรวจดูสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสำเนาสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่เจ้าหนี้อ้างส่งท้ายคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายเป็นเอกสารหมาย จ.10 นั้น ก็ปรากฏว่าตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุว่าอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง แต่เมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันปรากฏว่าหน้าที่ 2 และที่ 3 ขาดหายไปอ่านไม่ได้ความครบถ้วน ส่วนในหน้าที่ 1 และที่ 4 ก็ไม่ปรากฏอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โอกาสเจ้าหนี้ในการส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้หลายครั้ง แต่เจ้าหนี้กลับละเลยไม่ตรวจสอบว่ามีการนำส่งหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ในสำนวนคงมีเพียงสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสำเนาสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ไม่มีเจ้าพนักงานรับรองความถูกต้อง ทั้งสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหน้าที่ 2 และที่ 3 ขาดหายไป เมื่อไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานใดในสำนวนว่าเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองได้ในอัตราใด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว แม้เจ้าหนี้จะนำส่งสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสำเนาสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าวที่มีข้อความครบถ้วนมาท้ายอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ก็ไม่อาจนำมาพิจารณาได้เพราะล่วงเลยเวลาแล้ว ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับหนี้จำนองตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นหนี้ประธานเป็นต้นไปจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น เห็นว่า หนี้จำนองโดยสภาพเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานเสียก่อนการบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์จำนองจึงจะกระทำได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วต่อมาลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ การไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งถือเป็นหนี้ประธานจึงเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังวันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี เจ้าหนี้จึงคิดดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีหาได้ไม่ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายในวงเงินจำนอง 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาตามยอมและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
นางสาวลำไยหรือนางอภิมณี บุญอนันต์ปัญหา
จำเลย — หรือศิริลพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา