คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1102/2550
#268414
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 88 (2) ประกอบมาตรา 88/2 (4) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ในเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีแสดงภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดมูลค่าที่ควรได้รับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการหรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการเอง หรือของผู้ประกอบการที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงมูลค่าที่ได้รับได้โดยสมควร โจทก์เป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานซึ่งมีการให้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟท์ กับการรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งการประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 81 (1) (ต) ส่วนการประกอบกิจการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการทั้งกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น โจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน ส่วนกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโดยมิได้มีการแยกค่าบริการนั้น โจทก์ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโจทก์คิดค่าตอบแทนเท่ากับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน และผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทได้เช่นเดียวกับผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีเช่นนี้ เห็นได้ว่า แม้มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวแต่เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จึงเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือการให้บริการนั้นโจทก์มิได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 88 (2) ที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้ลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บลงคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของอาคารรอยัลอินเตอร์เนชั่นแนล เลขที่ 149 ถนนเสียป่า แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรพ่าย กรุงเทพมหานคร โจทก์นำอาคารออกให้เช่าพื้นที่ โดยทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าใน 2 ลักษณะ คือ ทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวกันทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการเป็น 2 ฉบับ แยกต่างหากจากกัน ทั้งนี้แล้วแต่ข้อตกลงกับผู้เช่าแต่ละราย ในกรณีที่ทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกันเมื่อรวมค่าเช่ากับค่าบริการแล้วจะมีจำนวนเท่ากับค่าเช่าตามสัญญาเช่าฉบับเดียวคืออัตราตารางเมตรละ 240 บาท ต่อเดือนผู้ทำสัญญาเช่าฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทในอาคารของโจทก์ได้เช่นเดียวกับผู้ทำสัญญาเช่า และสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีที่โจทก์ทำสัญญาให้บริการแยกออกมาต่างหาก โจทก์นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าบริการที่เรียกเก็บแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2544 ถึงธันวาคม 2545 จำนวน 24 ฉบับ แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) ประกอบมาตรา 88/2 (4) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ในเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดมูลค่าที่ควรได้รับ โดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการหรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการเอง หรือของผู้ประกอบการที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงมูลค่าที่ได้รับได้โดยสมควร โจทก์เป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานซึ่งมีการให้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟท์ กับการรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งการประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ส่วนการประกอบกิจการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการทั้งกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน ส่วนกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโดยมิได้มีการแยกค่าบริการนั้น โจทก์ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโจทก์คิดค่าตอบแทนในอัตราตารางเมตรละ 240 บาท ต่อเดือน เท่ากับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน และผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทได้เช่นเดียวกับผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีเช่นนี้เห็นได้ว่าแม้มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียว แต่เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านไฟฟ้า ประปาและสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยจึงเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวดังกล่าวโจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพราะการประกอบกิจการใดจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ย่อมต้องขึ้นอยู่กับลักษณะแห่งการประกอบกิจการนั้นเป็นสำคัญ มิใช่กรณีที่เปิดโอกาสให้การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของโจทก์กับผู้เช่า โดยหากโจทก์กับผู้เช่าประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำเป็นสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน แต่ถ้าโจทก์กับผู้เช่าไม่ประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำเป็นสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียว อันจะทำให้การเก็บภาษีของรัฐได้หรือไม่จึงมิได้เป็นไปตามกฎหมายแต่เป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์กับผู้เช่า เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือการให้บริการนั้นโจทก์มิได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) ที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ และการที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดมูลค่าค่าบริการที่โจทก์ควรได้รับในอัตราค่าเช่าร้อยละ 42.85 และค่าบริการร้อยละ 57.15 ตามอัตราส่วนในกรณีการประกอบกิจการของโจทก์ ซึ่งมีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน ก็เป็นการกำหนดมูลค่าที่โจทก์ควรได้รับจากการประกอบกิจการให้บริการตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 88/2 (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรร์ข้อสุดท้ายของโจทก์มีว่า มีเหตุงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้โจทก์ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามกฎหมายขอบหรือไม่ เห็นว่า เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ต) ม. 88 (2) ม. 88/2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ คอมเพล็กซ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1102/2550
#272134
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานซึ่งมีการให้บริการสาธารณูปโภค ซึ่งการประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ส่วนการประกอบกิจการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน แต่เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโจทก์คิดค่าตอบแทนในอัตราเท่ากับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน และผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทได้เช่นเดียวกับผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกันโจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2544 ถึงธันวาคม 2545 จำนวน 24 ฉบับ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2546 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 164,517.62 บาท คิดเงินเพิ่มถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 172,517.62 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าว จึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ และแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์รับทราบแล้วเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำรายได้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าอาคารทุกฉบับที่โจทก์ทำไว้กับผู้เช่ามาแยกเป็นค่าเช่าและค่าบริการ โดยกำหนดอัตราส่วนค่าเช่าร้อยละ 42.85 และค่าบริการร้อยละ 57.15 แล้วจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่เป็นค่าบริการ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการประเมินดังกล่าว เนื่องจากในกรณีที่โจทก์ทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการกับผู้เช่ารายใด โจทก์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าที่ได้รับตามสัญญาให้บริการ แต่หากโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าเพียงฉบับเดียว โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เช่าได้ ตามรายชื่อผู้เช่าที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาประเมินค่าบริการ โจทก์ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าเพียงฉบับเดียว และเมื่อผู้เช่าชำระเงินค่าเช่าโจทก์จะออกใบเสร็จรับเงินและผู้เช่าจะหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากรจากโจทก์เพื่อนำส่งจำเลยตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อโจทก์มีรายได้จากค่าเช่าเพียงอย่างเดียวตามที่ระบุในสัญญาเช่า โจทก์ย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจกำหนดค่าบริการโดยพลการเพื่อจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์

2. การทำสัญญาเช่าอาคารจะทำสัญญาเช่าอย่างเดียวหรือจะทำสัญญาแยกเป็นสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการย่อมเป็นสิทธิของผู้เสียภาษีที่จะเลือกได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจบังคับผู้เสียภาษีให้แยกทำสัญญาให้บริการ ทั้งการทำสัญญาเช่าเพียงอย่างเดียวก็หาได้เป็นนิติกรรมอำพรางแต่อย่างใดไม่ โจทก์และผู้เช่าแต่ละรายได้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรในการชำระภาษีถูกต้องตามสัญญาที่ทำกันไว้ทุกประการ

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามหลักฐานและสัญญาที่ทำไว้กับผู้เช่า โดยโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี สมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งประเมิน (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1002071/5/103373 ถึง 103396 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2546 รวม 24 ฉบับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/205/2546 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารรอยัลอินเตอร์ เนชั่นแนล ซึ่งเป็นอาคารสูง 9 ชั้น เลขที่ 149 ถนนเสือป่า แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 22 พฤภาคม 2539 ประเภทกิจการให้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าอำนวยความสะดวก เป็นต้น อาคารดังกล่าวโจทก์ประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน โดยแยกการทำสัญญาเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกทำสัญญาเช่าเพียงอย่างเดียว โดยคิดอัตราค่าเช่าตารางเมตรละ 240 บาท ลักษณะที่สองแยกทำสัญญา 2 ฉบับ เป็นสัญญาเช่ากับสัญญาให้บริการโดยเมื่อรวมค่าเช่ากับค่าบริการแล้วจะมีอัตราเท่ากับกรณีที่ทำสัญญาเช่าเพียงสัญญาเดียวคืออัตราตารางเมตรละ 240 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบพบว่า ผู้เช่าที่ทำเฉพาะสัญญาเช่าเพียงอย่างเดียวจะได้รับการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอาการ ลิฟท์ น้ำประปา พนักงานรักษาความปลอดภัยและการรักษาความสะอาดเช่นเดียวกับผู้ที่ทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่งหากจากกัน จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีการให้บริการส่วนกลางในด้านเครื่องปรับอากาศ ลิฟท์ น้ำประปา พนักงานรักษาความปลอดภัยและการรักษาความสะอาด แต่มิได้แยกสัญญาให้บริการดังกล่าวออกจากสัญญาเช่าอย่างชัดเจน แต่คิดรวมกันในสัญญาเช่าฉบับเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยโจทก์จะทำการแยกสัญญาให้บริการให้แก่ผู้เช่าเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าต้องการที่จะนำใบกำกับภาษีไปใช้เท่านั้น การทำสัญญาเช่าดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้บริการเฉพาะเช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่มีลักษณะเป็นการให้บริการรวมอยู่ด้วย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) รายรับจากส่วนที่ให้บริการดังกล่าวจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และการให้บริการดังกล่าวไม่ใช่การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการประเมินเจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ทำกับผู้เช่าทุกฉบับมาเปรียบเทียบกัน พบว่าอัตราส่วนระหว่างสัญญาเช่าพื้นที่กับสัญญาให้บริการในกรณีที่มีการแยกสัญญาออกจากกันจะได้อัตราส่วนระหว่างสัญญาเช่าคิดเป็นร้อยละ 42.85 และค่าบริการคิดเป็นร้อยละ 57.15 จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่เป็นค่าบริการ การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงชอบแล้ว โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยการทำสัญญากับผู้เช่าเฉพาะสัญญาเช่าแต่ได้รวมค่าบริการไว้ด้วย จึงไม่มีเหตุให้ลดหรืองดเบี้ยปรับแต่อย่างใด การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1002071/5/103373 ถึง 103396 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2546 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/250/2546 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 โดยให้ลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บลงคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของอาคารรอยัลอินเตอร์เนชั่นแนล เลขที่ 149 ถนนเสือป่า แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โจทก์นำอาคารออกให้เช่าพื้นที่ โดยทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าใน 2 ลักษณะ คือ ทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวหรือทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการเป็น 2 ฉบับ แยกต่างหากจากกัน ทั้งนี้แล้วแต่ข้อตกลงกับผู้เช่าแต่ละราย ในกรณีที่ทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกันเมื่อรวมค่าเช่ากับค่าบริการแล้วจะมีจำนวนเท่ากับค่าเช่าตามสัญญาเช่าฉบับเดียวคืออัตราตารางเมตรละ 240 บาท ต่อเดือน ผู้ทำสัญญาเช่าฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทในอาคารของโจทก์ได้เช่นเดียวกับผู้ทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีที่โจทก์ทำสัญญาให้บริการแยกออกมาต่างหาก โจทก์นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าบริการที่เรียกเก็บแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2544 ถึงธันวาคม 2545 จำนวน 24 ฉบับ แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 392 ถึง 415 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึง 24) โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 25 ถึง 37 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.5 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 434) ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์กับผู้เช่ามีสิทธิที่จะเลือกทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวหรือทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกันเป็นคนละฉบับได้ การกระทำดังกล่าวเป็นวางแผนภาษีอากรมิใช่การหลีกเลี่ยงภาษีอากร การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดอัตราส่วนค่าเช่าร้อยละ 42.85 และค่าบริการร้อยละ 57.15 ในกรณีทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวนั้นไม่ชอบ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) ประกอบมาตรา 88/2 (4) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มในเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดมูลค่าที่ควรได้รับ โดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการหรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการเอง หรือของผู้ประกอบการที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงมูลค่าที่ได้รับได้โดยสมควร โจทก์เป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานซึ่งมีการให้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟท์ กับการรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งการประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ส่วนการประกอบกิจการให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการทั้งกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น โจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน ส่วนกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโดยมิได้มีการแยกค่าบริการนั้น โจทก์ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวโจทก์คิดค่าตอบแทนในอัตราตารางเมตรละ 240 บาท ต่อเดือน เท่ากับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน และผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวมีสิทธิใช้บริการทุกประเภทได้เช่นเดียวกับผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีเช่นนี้ เห็นได้ว่าแม้มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวแต่เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านไฟฟ้า ประปา และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จึงเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน กรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวดังกล่าวโจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพราะการประกอบกิจการใดจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพราะการประกอบกิจการใดจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ย่อมต้องขึ้นอยู่กับลักษณะแห่งการประกอบกิจการนั้นเป็นสำคัญ มิใช่กรณีที่เปิดโอกาสให้การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของโจทก์กับผู้เช่า โดยหากโจทก์กับผู้เช่าประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำเป็นสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน แต่ถ้าโจทก์กับผู้เช่าไม่ประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำเป็นสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียว อันจะทำให้การเก็บภาษีของรัฐได้หรือไม่จึงมิได้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์กับผู้เช่า เมื่อกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าเพียงฉบับเดียวเป็นการประกอบกิจการทั้งที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือการให้บริการนั้น โจทก์มิได้เสียภาษีมูลค่าเพิม การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) ที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ และการที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดมูลค่าค่าบริการที่โจทก์ควรได้รับในอัตราค่าเช่าร้อยละ 42.85 และค่าบริการร้อยละ 57.15 ตามอัตราส่วนในกรณีการประกอบกิจการของโจทก์ ซึ่งมีการทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการแยกต่างหากจากกัน ก็เป็นการกำหนดมูลค่าที่โจทก์ควรได้รับจากการประกอบกิจการให้บริการตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 88/2 (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์มีว่า มีเหตุงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้โจทก์ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามกฎหมายชอบหรือไม่ เห็นว่า เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 ม. 88 ม. 88/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ คอมเพล็กซ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1099/2550
#267416
เปิดฉบับเต็ม

ถ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.4 ว. ซึ่งเป็นบุตรของ ถ. จึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง ว. ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียของ ถ. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ มาตรา 1713 แต่เมื่อศาลมีคำสั่งตั้ง ว. เป็นผู้จัดการมรดกของ ถ. แล้ว ว. ย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1719 และจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและต่อผู้ร้องซึ่งตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่หาได้ไม่ การที่ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ถ. และเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้ร้องไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของ ถ. ซึ่งตกทอดแก่ผู้ร้องมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว ย่อมไม่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่เป็นการทำนิติกรรม ให้ ว. มีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของ ถ. อันเป็นการต้องห้ามโดยแจ้งชัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเป็นกิจการที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงเป็นมรดกของ ถ. ซึ่งตกทอดได้แก่ผู้ร้องตามเดิมหาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. ไม่ เมื่อ ว. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างแล้วก็ไม่มีสิทธินำไปจำนองแก่ผู้ใด การที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้จาก ว. ย่อมไม่เกิดผลให้โจทก์มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้โจทก์จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็หามีผลให้โจทก์กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองจึงไม่ผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวรพรรณ์ชำระเงินแก่โจทก์ 4,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,173,550 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12106 ตำบลตลาดขวัญ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยกับนายวรพรรณ์ นายวรพรรณ์เป็นบุตรของจ่าสิบตำรวจถาวรกับนางลำไย เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจ่าสิบตำรวจถาวร ซึ่งทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.4 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 จ่าสิบตำรวจถาวรถึงแก่ความตายนายวรพรรณ์ร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกจ่าสิบตำรวจถาวร วันที่ 26 พฤษภาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวรพรรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรตามคดีหมายเลขแดงที่ 797/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2538 นายวรพรรณ์จึงนำคำสั่งศาลชั้นต้นไปจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นของตน ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2538 นายวรพรรณ์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์ นายวรพรรณ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2539 วันที่ 15 ธันวาคม 2540 นางสาวไมตรียื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวร จำเลยในฐานะส่วนตัว ผู้ร้องและเด็กหญิงพิมพ์มณี โดยนางปิยะนุช ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ยื่นคำคัดค้าน และมีการส่งพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.4 ไปตรวจพิสูจน์ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.4 เป็นพินัยกรรมที่แท้จริง จึงพิพากษาคำร้องขอของนางสาวไมตรีและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 496/2544 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจถาวรทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.4 นายวรพรรณ์จึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง นายวรพรรณ์ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียของจ่าสิบตำรวจถาวร ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 แต่นายวรพรรณ์ไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรต่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นายวรพรรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 797/2537 ของศาลชั้นต้น แสดงว่าการร้องขอและการนำสืบหมายพยานหลักฐานของนายวรพรรณ์เป็นไปโดยไม่สุจริตปกปิดข้อเท็จจริงทำให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวรพรรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรโดยหลงผิด แต่เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งนายวรพรรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยจ่าสิบตำรวจถาวร นายวรพรรณ์ย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และจะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและต่อผู้ร้องซึ่งตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่หาได้ไม่ การที่นายวรพรรณ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้ร้องไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรซึ่งตกทอดได้แก่ผู้ร้องมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวโดยนายวรพรรณ์เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก แต่อาศัยคำสั่งศาลที่สั่งโดยหลงผิดเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่เป็นการทำนิติกรรมให้นายวรพรรณ์มีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรอันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเป็นกิจการที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบจึงยังคงเป็นมรดกของจ่าสิบตำรวจถาวรซึ่งตกทอดได้แก่ผู้ร้องอยู่ตามเดิม หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวรพรรณ์ไม่ เมื่อนายวรพรรณ์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนควบเสียแล้ว นายวรพรรณ์ ก็ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้ใด การที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้จากนายวรพรรณ์ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะจำนองได้ย่อมไม่เกิดผลให้โจทก์มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้โจทก์จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็หามีผลให้โจทก์กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองจึงไม่ผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 702 ม. 705 ม. 1575 ม. 1608 วรรคสอง ม. 1713 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนพรัตน์ จริงจิตร
เด็กหญิงพิมพ์ชนก สุขกลัด
โดยนางปิยะนุช สุขกลัด
ผู้ร้อง — มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม
นางปิยะนุช สุขกลัด ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายวรพรรณ์ สุขกลัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางนุชนารถ เกษตรสาระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2550
#268413
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น... วรรคสอง บัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น... วรรคสอง บัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดใน พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการของกรมหรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้น จากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,040,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โรงเรียนบ้านหนองนกเขาเป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากจำเลย สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มิใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 หมวด 11 กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น...วรรคสองบัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรม หรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้นจากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักและพายุพัดแรงผู้ตายได้วิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เนื่องจากพายุพัดแรงเป็นเหตุให้โป๊ะไฟหล่นจากเพดาน ไฟฟ้าจึงช็อตผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย ...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าได้หล่นลงมาก่อนวันเกิดเหตุ นายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขา และมีหน้าที่ดูแลมิได้ใช้ความระมัดระวังซ่อมแซมดูแลแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า บิดามารดาของผู้ตายประกอบอาชีพทำไร่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ตายจะได้รับการส่งเสียให้เล่าเรียนสูงขึ้นและน่าเชื่อว่าผู้ตายหากโตขึ้นคงต้องประกอบอาชีพเช่นเดียวกับบิดามารดา คือทำไร่ เห็นว่า ข้อฎีกาของจำเลยเช่นนี้เป็นข้อที่จำเลยคาดเดาไปเองอาชีพทำไร่มิใช่ว่าจะเป็นอาชีพที่ไม่สามารถที่จะมีเงินพอส่งเสียบุตรให้เล่าเรียนได้ทั้งเป็นเรื่องในอนาคต แต่ที่ไม่อาจโต้เถียงได้ก็คือผู้ตายจะต้องเติบโตขึ้นมาและมีอาชีพการงานถึงแม้จะจบมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องมีเงินส่งเสียบิดามารดาบ้าง การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์เป็นเงิน 540,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ม. 25 ม. 26
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลี วิลาศ
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2550
#272122
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นนิติบุคคลเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อกระทรวงศึกษาธิการจำเลยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในการกระทำละเมิดของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้ โดยไม่จำต้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายสุทธิพงษ์ แซ่ตัง ผู้ตาย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวงมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน และจำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนบ้านหนองนกเขา ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอห้วยแถลง สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และจำเลยตามลำดับ ก่อนวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด สายไฟฟ้าในตัวอาคารเยนของโรงเรียนบ้านหนองนกเขาหล่นลงมากองที่พื้นชั้นล่าง แต่ไม่ได้ขาดออกจากสายไฟฟ้าหลักของโรงเรียนจึงยังมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ข้าราชการในโรงเรียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลย ได้แก่ นายไสว ตลับไธสง อาจารย์ใหญ่ ครูและนักการภารโรงทุกคนมีหน้าที่ดูแลรักษาอาคารเรียน ต่างเห็นและทราบถึงความชำรุดบกพร่องของสายไฟฟ้าแล้ว แต่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่จัดการซ่อมแซมบำรุงรักษาสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม หรือตัดกระแสไฟฟ้าออกจากสายไฟฟ้าที่ชำรุดคงปล่อยให้สายไฟฟ้ากองอยู่ที่พื้นอาคารเรียน ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ถึง 11 นาฬิกา ขณะโรงเรียนเปิดทำการสอนตามปกติเกิดฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขังพื้นอาคารเรียนชั้นล่างและท่วมสายไฟฟ้าดังกล่าว นายศักดิ์ระพี ศรีภิรมย์ ครูประจำชั้นของผู้ตายใช้ให้ผู้ตายกับเพื่อนนักเรียนหลายคนออกไปช่วยกันทำความสะอาดโอ่งน้ำที่ตั้งอยู่ใต้อาคารเรียนใกล้บริเวณสายไฟฟ้าที่ชำรุด ขณะผู้ตายเดินไปเอาถังน้ำผ่านบริเวณน้ำท่วมขังซึ่งมีสายไฟฟ้าชำรุดและมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ดังกล่าว ได้ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตายทันที อันเป็นเพราะอาคารเรียนของโรงเรียนชำรุดบกพร่อง หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยคือ อาจารย์ใหญ่ ครู และนักการภารโรงของโรงเรียน จำเลยในฐานะเจ้าของอาคารเรียนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์เสียค่าใช้จ่ายปลงศพผู้ตายจำนวน 40,000 บาท ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อีกประมาณ 11 ปี จะเรียนจบปริญญาตรีสามารถทำงานหาเงินมาอุปการะโจทก์ได้ ซึ่งอีก 11 ปี โจทก์จะมีอายุ 47 ปี ผู้ตายต้องอุปการะโจทก์เรื่อยไปจนกว่าจะถึงแก่ความตาย ซึ่งอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยในปัจจุบันคือประมาณ 69 ปี ผู้ตายต้องอุปการะโจทก์ต่อไปอีกกว่า 20 ปี โจทก์ขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท รวม 20 ปี เป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่ขอเรียกร้องเพียง 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,040,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในวันเกิดเหตุไม่มีสายไฟฟ้าหล่นลงมาที่พื้นอาคารเรียนชั้นล่าง โดยขณะเกิดเหตุมีการประชุมครูของโรงเรียน ครูสั่งให้เด็กนักเรียนอ่านหนังสือในห้องเรียนห้ามออกไปนอกห้อง ต่อมาเกิดฝนตกหนัก ลมพัดแรงผิดปกติ พื้นอาคารเรียนชั้นล่างมีน้ำฝนไหลนอง ผู้ตายหนีออกจากห้องเรียนโดยพลการ ถอดเสื้อ กางเกงออกเหลือเพียงกางเกงชั้นใน วิ่งออกไปเล่นน้ำฝนที่พื้นอาคารเรียนชั้นล่างในลักษณะล้มนอนลื่นไถลไปมา แต่เพราะลมฝนพัดแรงผิดปกติทำให้โครงเหล็กยึดหลอดไฟฟ้าที่เพดานชั้นล่างถูกลมพัดแกว่งไปมา แล้วหลุดหล่นลงที่พื้น สายไฟพาดทับตัวผู้ตายซึ่งกำลังเล่นน้ำฝน ทำให้ผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ไม่มีครูคนใดใช้ให้ผู้ตายออกไปทำความสะอาดโอ่งน้ำของโรงเรียนเพื่อรองน้ำฝน เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยที่คณะครูของโรงเรียนไม่อาจป้องกันได้ ไม่ใช่เหตุชำรุดบกพร่องของอาคารเรียนหรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของคณะครูและนักการภารโรง สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติที่โรงเรียนบ้านหนองนกเขาสังกัดนั้นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 โดยเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีฐานะเป็นกรมในสังกัดของจำเลยตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2538 จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีผู้บริหารและมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายของตนเอง สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นผู้บริหาร ส่วนจำเลยมีรัฐมนตรีว่าการเป็นผู้บริหาร แต่โจทก์กลับฟ้องจำเลยเพียงผู้เดียว ไม่ได้ฟ้องสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการปฏิบัติราชการของโรงเรียนบ้านหนองนกเขาอันถือเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรงเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โรงเรียนบ้านหนองนกเขาเป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากจำเลย สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ มิใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 หมวด 11 กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น... วรรคสอง บัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรม หรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้น จากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักและพายุพัดแรง ผู้ตายได้วิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เนื่องจากพายุพัดแรงเป็นเหตุให้โป๊ะไฟหล่นจากเพดาน ไฟฟ้าจึงช็อตผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย ปัญหาดังกล่าว โจทก์มีนายเดี่ยว สุระศรี มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานเคยเล่นกีฬาฟุตบอลกับเพื่อนและเคยเตะลูกฟุตบอลไปโดนแผงหลอดไฟฟ้านีออนตกลงมารวมทั้งสายไฟฟ้า ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพแรก ทางโรงเรียนบ้านหนองนกเขาให้พยานชดใช้เงิน 75 บาท พยานได้ชดใช้เงินให้แก่ทางโรงเรียนไปแล้ว แต่เห็นว่ายังไม่มีการซ่อมแซม และมีเด็กชายสังเวียน สัตย์รัมย์ มาเบิกความสนับสนุนอีกว่า ในวันเกิดเหตุฝนตกหนัก พยานพร้อมเพื่อนนักเรียนอีก 13 คน ออกไปรองน้ำฝนข้างอาคารโรงเรียน เห็นแผงไฟฟ้าหล่นอยู่ที่พื้นเนื่องจากมีคนเตะลูกฟุตบอลไปถูก แผงไฟฟ้านี้ ก็คือแผงไฟฟ้าที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังมีนายวัฒนา พานไธสง และนายพรภิรมย์ แสงจันทึก ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเด็กชายสังเวียนและผู้ตาย เบิกความสนับสนุน นายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขาพยานจำเลย เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า เคยมีเหตุการณ์นักเรียนเตะลูกฟุตบอลถูงแผงไฟฟ้าหลุดจากเพดาน และนายไสวถูกศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีอาญาว่า มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้คนตายเนื่องจากไม่ดูแลแผงไฟฟ้าที่หลุดจากเพดาน คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์มีนายเดี่ยวที่เตะลูกฟุตบอลถูกโคมไฟฟ้าและสายไฟฟ้าตกลงมาเป็นพยาน แม้ว่าพยานปากนี้ไม่ระบุว่า เป็นโคมไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ แต่ก็มีพยานปากอื่นอีก 3 ปาก คือเด็กชายสังเวียน นายวัฒนา และนายพรภิรมย์ มาเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่าโคมไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายก็คือ โคมไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่มีนักเรียนเตะลูกฟุตบอลไปถูกแล้วตกลงมา แม้ว่าพยาน 3 ปากดังกล่าวจะเคยให้การต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า ไม่เคยเห็นแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าตกลงมา แต่พยานทั้งสามปากก็เบิกความถึงเหตุผลที่ให้การดังกล่าวว่าเกิดจากการข่มขู่ของครูในโรงเรยน แต่ขณะเบิกความที่กล้าเบิกความตามความจริงก็เพราะพยานเหล่านั้นได้จบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านหนองนกเขาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง ส่วนพยานจำเลยนั้น มีนายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขาเบิกความยืนยันว่าแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าเพิ่งตกลงมาในวันเกิดเหตุ แต่พยานปากนี้ก็ได้ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษว่ามีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเนื่องจากไม่ดูแลซ่อมแซมแผงไฟฟ้าและสายไฟที่ตกลงมา ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.5 และมีพยานอื่นอีก 6 ปาก ซึ่งเบิกความลอย ๆ ว่า แผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าตกลงมาในวันเกิดเหตุ และอ้างบันทึกการสอบสวนนายสังเวียน สัตย์รัมย์ นายวัฒนา พานไธสง และนายพรภิรมย์ แสงจันทึก ที่พยาน 2 ปากแรกเคยให้การว่า แผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าไม่เคยตกลงมา ส่วนพยานปากหลังเบิกความว่าไม่เคยให้การดังกล่าว ซึ่งพยาน 2 ปากแรกก็เบิกความว่า ถูกบังคับให้ให้การดังกล่าว เมื่อจำเลยนำนายธีรพงศ์ ปุ๊กสันเทียะ ซึ่งเป็นประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงและเป็นผู้สอบพยานดังกล่าวมาเบิกความ นายธีรพงศ์ก็ไม่ได้ยืนยันว่านายธีรพงศ์ไม่ได้ข่มขู่ หรือบอกให้พยานให้การด้วยความสัตย์จริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าได้หล่นลงมาก่อนวันเกิดเหตุ นายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขา และมีหน้าที่ดูแลมิได้ใช้ความระมัดระวัง ซ่อมแซมดูแลแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อ และเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ม. 25 ม. 26
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 18 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลี วิลาศ
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2550
#272883
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ที่กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" มีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมาโดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรีจะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของ พ. ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้ พ. เปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทน พ. กับ ส. ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิดไม่สามารถจัดการกิจการงานของตนเองได้ มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 และอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาล จำเลยที่ 2 เป็นกรมหนึ่งในกระทรวงจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองมีหน้าที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 จำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลยที่ 2 มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางสาวพัชชา เภกานนท์ เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสถาบันราชภัฏ จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2507 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2538 ได้พ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุ มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ จำนวน 33 ปี อัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายขั้น 24,170 บาท ได้รับบำนาญเหตุสูงอายุเดือนละ 15,952.20 บาท โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวพัชชาและเป็นผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสาวพัชชาในฐานะนางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์และเป็นพี่สาวนางสาวพัชชาได้ให้สิ่งจำเป็นอันเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตแก่โจทก์ตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจล้มเหลว การถึงแก่ความตายของนางสาวพัชชาทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน ขาดผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดู และขาดสิ่งจำเป็นในชีวิตตามปกติของคนเสมือนไร้ความสามารถ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 โจทก์ได้แจ้งให้สถาบันราชภัฏขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ อ้างว่าโจทก์ไม่เข้าข่ายผู้อยู่ในอุปการะและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด โจทก์โดยนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 สภาสถาบันราชภัฏและสถาบันราชภัฏพิจารณาทบทวนและจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่โจทก์ ตามหนังสือของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วยืนยันตามหลักการเดิม ตามหนังสือของกรมบัญชีกลาง ฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชา เมื่อนางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทใด โจทก์เป็นบุคคลที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้เป็นจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือนที่นางสาวพัชชาได้รับ คิดเป็นเงินจำนวน 478,566 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับความยินยอมจากนางสาวพัชรินทร์ผู้พิทักษ์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 478,566 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2530 ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะที่นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 38 ผู้ได้รับบำนาญปกติ.....หรือผู้รับบำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพตาย ให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้แก่บุคคลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 เป็นจำนวนสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับนั้น และให้จ่ายตามส่วนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรานั้น...." ทั้งนี้มาตรา 44 บัญญัติว่า "บำนาญพิเศษที่บัญญัติในลักษณะนี้ให้จ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ดังนี้ (1) บุตร ให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้ได้รับสามส่วน (2) สามีหรือภรรยา ให้ได้รับหนึ่งส่วน (3) บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ ให้ได้รับหนึ่งส่วน....." โดยมาตรา 44 วรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษดังกล่าวทั้ง 3 อนุมาตรา ให้บุคคลซึ่งเจ้ากระทรวงพิจารณาเห็นว่า มีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตายอยู่ หรือเป็นผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย เป็นผู้รับบำนาญพิเศษตามส่วนที่เจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้..." เนื่องจากนางสาวพัชชาไม่มีบุตร ไม่มีสามี ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้น นางสาวพัชชาจึงไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมายและตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดความหมายของ "ผู้อยู่ในอุปการะ" ไว้ว่า "หมายความว่า ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะและความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ" ในกรณีของโจทก์บิดาและมารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ โจทก์สามารถดำรงตนอยู่ได้ตลอดมา เพิ่งมีการขอให้ศาลตั้งผู้พิทักษ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 หลังจากที่มารดาถึงแก่ความตายแล้วถึง 8 ปีเศษ ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ ในระหว่างที่นางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์นั้นได้รับราชการอยู่ที่สถาบันราชภัฏฉะเชิงเทราและพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพี่น้องอยู่ร่วมกันและช่วยกันดูแลโจทก์ตลอดมา อีกทั้งโจทก์มีบัญชีเงินฝากของตนเองที่จะเบิกมาใช้จ่ายนางสาวพัชชาผู้พิทักษ์เพียงซื้อของมาฝากและให้เงินใช้จ่ายเป็นครั้งคราว มิได้ให้การอุปการะเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมิได้ให้การอุปการะอยู่เป็นประจำ และหลังจากที่นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพี่สาวอีกคนหนึ่งเป็นผู้พิทักษ์โจทก์แทน ดังนั้น การถึงแก่ความตายของนางสาวพัชชาจึงมิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่านางสาวพัชชาไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดและโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะ สิทธิในบำเหน็จตกทอดของนางสาวพัชชาจึงเป็นอันยุติตามกฎหมายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 23,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายชิตและนางบุญเรือน เภกานนท์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องเป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิด ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดามาโดยตลอด จนกระทั่งบิดามารดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ พี่สาว ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารหมาย จ.3 นางสาวพัชชารับราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาย้ายไปประจำอยู่ที่วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาเกษียณอายุราชการได้รับบำนาญเหตุสูงอายุรายเดือน เดือนละ 15,952.20 บาท ต่อมาวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย ตามสำเนาใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ.7 นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ พี่สาวโจทก์อีกคนหนึ่งได้ขอเบิกบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชาต่อสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นางสาวพัชชาไม่ได้เป็นผู้อุปการะโจทก์อยู่เป็นประจำ และความตายของนางสาวพัชชาไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ตามเอกสารหมาย จ.13 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดของนางสาวพัชชาตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมีบิดามารดาเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูตลอดมาจนกระทั่งบิดามารดาถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์ยังมีพี่ ๆ หลายคนรวมทั้งนางสาวพัชชาเป็นผู้ดูแล จนกระทั่งมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ จึงจำเป็นต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา นางสาวพัชชาไม่ได้มอบเงินให้โจทก์ใช้จ่ายเป็นประจำ ไม่ได้เป็นผู้อุปการะตลอดมาจึงไม่ใช่ผู้อุปการะโจทก์แต่อย่างใด เมื่อนางสาวพัชชาถึงแก่ความตายแล้ว ก็ยังมีพวกพี่ ๆ คนอื่นของโจทก์รวมทั้งนางสาวพัชรินทร์ ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญช่วยเหลือดูแลโจทก์อยู่ อีกทั้งโจทก์มีเงินฝากในธนาคารและยังมีสิทธิได้รับมรดกจากบิดามารดาและนางสาวพัชชา โจทก์ไม่ได้ขาดไร้อุปการะและไม่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากความตายของนางสาวพัชชา จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ได้กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่าให้หมายความว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ สำหรับกรณีของโจทก์นั้น ได้ความจากตัวโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในช่วงที่นางสาวพัชชารับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์พักอาศัยอยู่กับนางสาวพัชรินทร์และนางสาคร (ไม่ปรากฏนามสกุล) พี่สาวกับพวกหลาน ๆ มีนางสาวพัชรินทร์เป็นหลักในการดูแลโจทก์ พี่น้องคนอื่น ๆ มาช่วยดูแลเป็นครั้งคราว กับได้ความจากนายวิชัย เภกานนท์ พี่ชายโจทก์ ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ระหว่างที่นางสาวพัชชาไปรับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาจะเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพมหานครในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เวลาโจทก์ไปพบแพทย์นางสาครจะเป็นผู้พาไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์พี่น้องจะช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมาโดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ อีกหลายคน หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวร่วมกับนางสาวพัชรินทร์ และนางสาคร กับบุตรของนางสาคร ผู้ที่เป็นหลักดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตลอดมาคือนางสาวพัชรินทร์ แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรี จะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้นางสาวพัชชาเปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อนางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรินทร์ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทนนางสาวพัชชากับนางสาครซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ขาดความช่วยเหลือในส่วนของนางสาวพัชชาไปบ้างเท่านั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 4 ม. 44 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชำเรือง เภกานนท์ฯ
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2550
#273646
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการฯ มาตรา 4 ได้กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะให้หมายความว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมาโดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ที่เป็นหลักดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตลอดมาคือ ร. แม้ต่อมาศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของ พ. ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลให้ พ. เปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ร. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทน พ. กับ ส. ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ขาดความช่วยเหลือในส่วนของ พ. ไปบ้างเท่านั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของ พ. ผู้ตาย ตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 478,566 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายชิตและนางบุญเรือน เภกานนท์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องเป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิด ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดามาโดยตลอด จนกระทั่งบิดามารดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ พี่สาว ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารหมาย จ.3 นางสาวพัชชารับราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาย้ายไปประจำอยู่ที่วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาเกษียณอายุราชการได้รับบำนาญเหตุสูงอายุรายเดือนเดือนละ 15,952.20 บาท ต่อมาวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย ตามสำเนาใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ.7 นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ พี่สาวโจทก์อีกคนหนึ่งได้ขอเบิกบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชาต่อสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นางสาวพัชชาไม่ได้เป็นผู้อุปการะโจทก์อยู่เป็นประจำ และความตายของนางสาวพัชชาไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ตามเอกสารหมาย จ.13 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดของนางสาวพัชชาตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ได้กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่าให้หมายความว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ สำหรับกรณีของโจทก์นั้น ได้ความจากตัวโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในช่วงที่นางสาวพัชชารับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์พักอาศัยอยู่กับนางสาวพัชรินทร์และนางสาคร (ไม่ปรากฏนามสกุล) พี่สาวกับพวกหลาน ๆ มีนางสาวพัชรินทร์เป็นหลักในการดูแลโจทก์ พี่น้องคนอื่น ๆ มาช่วยดูแลเป็นครั้งคราว กับได้ความจากนายวิชัย เภกานนท์ พี่ชายโจทก์ ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าระหว่างที่นางสาวพัชชาไปรับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาจะเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพมหานครในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เวลาโจทก์ไปพบแพทย์นางสาครจะเป็นผู้พาไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์พี่น้องจะช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมา โดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ อีกหลายคน หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวร่วมกับนางสาวพัชรินทร์และนางสาคร กับบุตรของนางสาคร ผู้ที่เป็นหลักดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตลอดมาคือนางสาวพัชรินทร์ แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรีจะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้นางสาวพัชชาเปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อนางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรินทร์ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทนนางสาวพัชชากับนางสาครซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ขาดความช่วยเหลือในส่วนของนางสาวพัชชาไปบ้างเท่านั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 4
ชื่อคู่ความ
นางสาวชำเรือง เภกานนท์ โดยนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2550
#268412
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 964/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาอยู่ แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษจำคุกต่อไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 358, 364, 365 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 964/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 364 ประกอบมาตรา 365 (2) (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364), 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (2) (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 964/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 964/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 964/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาอยู่ แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษจำเลยต่อไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองนับโทษจำเลยคดีนี้ของต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายทศพล รื่นสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2550
#268490
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2532 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกับนายจำรัส มุ่งสวนกลางร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่นายมาลัย ชำรัมย์ นายจำลอง วิชัยรัมย์ และนายบุญมี ชุ่มสูงเนิน ผู้เสียหายเพื่อไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามว่า สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินจากผู้เสียหายคนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายทั้งสามขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้จึงระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนพอใจสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อ ข. ตอนหลังบรรยายว่า ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งสาม คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษไม่ได้ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงเป็นอันระงับไป และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอโดยมิได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว แม้จะมิได้ระบุมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้คำพิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยก็มิได้เป็นเรื่องของการรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายศราวุธหรือสราวุฒิ ชินนะภาหรือชินภา
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2550
#269043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและผู้เสียหายทั้งสามขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้จึงระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนพอใจ สมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อ ข. ตอนหลังบรรยายว่าความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งสาม คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษไม่ได้ ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงเป็นอันระงับไป และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอโดยมิได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว แม้จะมิได้ระบุมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดและความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยก็มิได้เป็นเรื่องของการรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายศราวุธหรือสราวุติ ชินนะภาหรือชินภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์
เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2550
#268042
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยโดยเห็นว่าจำเลยมิใช่คนยากจนไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลและไม่อนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 17,931,569.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 12,890,022.51 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินรวม 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินรวม 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8953 เลขที่ดิน 25 ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 744 และ 1273 ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 2 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามส่วนความรับผิดของจำเลยแต่ละคนแก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในกรณีนี้จะต้องยื่นภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นเกินกำหนด จึงไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นยังคงเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่คนยากจนไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลและไม่อนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาตามคำขอ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 149 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ค่าคำร้องเป็นพับ จึงไม่ชอบ และที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามารวม 200 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จึงต้องคืนให้"

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษาศาลฎีกา คืนค่าคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ในศาลชั้นต้นและคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 200 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวอนเพียร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070 -ที่ 1071/2550
#268039
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีเงินสดและเงินฝากธนาคาร 12,585.10 บาท ทั้งยังมีสินทรัพย์เป็นสินค้าคงเหลือจำนวน 38,124,414.13 บาท จำเลยที่ 1 ยังมีเครดิตขอกู้ยืมเงินได้อีกและมีทรัพย์จำนองในคดีนี้เป็นหลักประกันจึงไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สิน การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่อ้างว่าสินทรัพย์ที่เป็นสินค้าคงเหลือ เป็นมูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ติดจำนองไว้กับโจทก์ ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลภายนอกจึงไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินมาวางศาลเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้ และทรัพย์จำนองมีมูลค่าต่ำกว่าหนี้เงินกู้ จำเลยที่ 1 พยายามติดต่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินอยู่ เป็นการคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยโดยคำสั่งหลังเสร็จการไต่สวนแล้ว หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะคัดค้านโดยการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น มิใช่โดยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในวันที่ 6 มกราคม 2547 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของตนได้ คือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระเสียภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดกรณีหนึ่ง หรือยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา156 วรรคสี่ อีกกรณีหนึ่ง แม้กฎหมายมาตราดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะในการยื่นคำร้องขอไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิดำเนินการในกรณีแรกคือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต้องนำมาชำระภายในวันที่ 6 มกราคม 2547 การใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลัง ก็ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ภายในวันที่ 6 มกราคม 2547 เช่นเดียวกัน เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เหมือนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 31,802,074.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 และ 2 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 6 มกราคม 2547

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง และยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และเมื่อได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอดำเนินคดีอย่างอนาถาแล้ว อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมจึงไม่จำต้องพิจารณาอีก

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่ามีเหตุสมควรไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่เลิกกิจการ จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีเงินสดและเงินฝากธนาคาร 12,585.10 บาท ทั้งยังมีสินทรัพย์เป็นสินค้าคงเหลือจำนวน 38,124,414.13 บาท จำเลยที่ 1 ยังมีเครดิตขอกู้ยืมเงินได้อีกและมีทรัพย์จำนองในคดีนี้เป็นหลักประกัน จึงไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่อ้างว่าสินทรัพย์ที่เป็นสินค้าคงเหลือจำนวน 38,124,414.13 บาท นั้น เป็นมูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ติดจำนองไว้แก่โจทก์ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลภายนอกจึงไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินมาวางศาลเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้ และทรัพย์จำนองมีมูลค่าต่ำกว่าหนี้เงินกู้ จำเลยที่ 1 พยายามติดต่อขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอยู่เห็นได้ว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยโดยคำสั่งหลังเสร็จการไต่สวนแล้ว ข้อวินิจฉัยดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะคัดค้าน ก็ชอบที่จะคัดค้านโดยการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น มิใช่โดยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ คำร้องขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำร้องขอที่ไม่พึงรับไว้ไต่สวน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2547 ในกรณีดังกล่าวจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของตนได้ คือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระเสียภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด กรณีหนึ่ง หรือยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกกรณีหนึ่ง แม้กฎหมายมาตราดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะในการยื่นคำร้องขอไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิดำเนินการในกรณีแรกคือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต้องนำมาชำระเสียภายในวันที่ 6 มกราคม 2547 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น การใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลัง จำเลยที่ 2 ก็ต้องดำเนินการคือยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ภายในวันที่ 6 มกราคม 2547 เช่นเดียวกัน เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เหมือนกันแต่จำเลยที่ 2 เพิ่งมายื่นคำร้องขอในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว คำร้องขอของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย"

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียมานับแต่ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาถึงชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเซียรีคอฟเวอรี่ 3
จำเลย — บริษัทเมืองใหม่พนาขวัญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2550
#268400
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในส่วนนี้มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะคดีอาญาที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อลงโทษประหารชีวิตกระทงหนึ่งแล้ว ย่อมลงโทษปรับในความผิดกระทงอื่นอีกได้เนื่องจากเป็นโทษคนละสถานกัน และแยกบังคับโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ศาลฎีกาก็ไม่อาจรวมโทษจำเลยใหม่ให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) และมาตรา 288, 80, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานฆ่าผู้อื่นลงโทษประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง ยกเว้นรถกระบะ คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 60 และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 60 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาและคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ในการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 52 (1) คงให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบหรือกระทำโดยบันดาลโทสะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและนางมาลีต่างยืนยันว่าจำเลยเข้ามายิงผู้เสียหายโดยไม่มีการโต้เถียงกัน ทั้งผู้เสียหายกับจำเลยต่างรู้จักสนิทสนมกันมานาน จำเลยเคยเลี้ยงดูผู้เสียหายตั้งแต่ผู้เสียหายมีอายุ 10 ปี ผู้เสียหายเคยเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถให้กับจำเลยและจำเลยสอนผู้เสียหายขับรถยนต์ ส่วนนางมาลีก็รู้จักกับจำเลยมาประมาณ 30 ปี และนับถือเป็นญาติกัน ผู้ตายซึ่งเป็นสามีของนางมาลีก็เคยเลี้ยงดูจำเลยมา แม้นางมาลีจะเป็นภริยาผู้ตายและผู้เสียหายเป็นบุตรผู้ตาย ก็ไม่ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยถึงขนาดจะต้องเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษหนักขึ้น จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนจำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่หน้าบ้านผู้ตายนั้น จำเลยและผู้เสียหายไม่ได้ทะเลาะโต้เถียงกันอีก ทั้งขณะถูกยิงผู้เสียหายนั่งหันหลังให้จำเลยไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด หากจำเลยและผู้เสียหายทะเลาะโต้เถียงกัน ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นชุมชนมีบ้านปลูกสร้างชิดกันหลายหลังจะต้องรู้เห็น โดยเฉพาะนางประนอม บานเย็น พยานโจทก์ซึ่งมีบ้านเยื้องกับบ้านเกิดเหตุเล็กน้อย ก็ไม่ได้เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุมีการโต้เถียงหรือทำร้ายกันก่อนแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจะถูกผู้เสียหายใช้ไม้ตีทำร้าย จึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัวก็ขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายใช้อาวุธมีดแทงถูกจำเลยที่แขนซ้าย ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ การที่จำเลยไปที่บ้านผู้ตายแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทันทีโดยไม่มีการทะเลาะโต้เถียงหรือถูกผู้เสียหายทำร้าย เมื่อผู้เสียหายเซถลาเข้าไปในห้องโถงที่ผู้ตายนอนอยู่ จำเลยก็ตามเข้าไปในห้องโถงแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก เป็นเหตุให้กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้ตายและเด็กหญิงกชกรซึ่งนอนอยู่ข้างผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะดังที่จำเลยฎีกา จำเลยกับผู้เสียหายมีเรื่องวิวาทชกต่อยทำร้ายร่างกายกันที่คิวรถบางบ่อตั้งแต่เวลา 7.30 นาฬิกา แต่มีคนที่คิวรถเข้าห้ามปรามจำเลยและผู้เสียหายจึงแยกย้ายกันไป โดยผู้เสียหายกลับไปที่บ้านผู้ตาย ส่วนจำเลยกลับไปทำบาดแผลที่บ้านของตน เหตุแห่งการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายได้ยุติขาดตอนลงแล้ว ทั้งได้วินิจฉัยมาแล้วว่าไม่มีภัยที่จำเลยจะต้องป้องกันและไม่มีการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะทำให้จำเลยบันดาลโทสะ ทั้งผู้เสียหายก็ได้กลับถึงบ้านพูดคุยกับผู้ตายและนางมาลีอีกประมาณครึ่งชั่วโมง การที่จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางมาที่บ้านผู้ตายแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทันที และยังตามเข้าไปยิงผู้เสียหายในห้องโถงอีก โดยโจทก์มีนางประนอมและนางฮับ ศรีเกิด ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้บ้านที่เกิดเหตุต่างเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าหลังเกิดเหตุเห็นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งไปขึ้นรถยนต์ที่ติดเครื่องยนต์รออยู่ โดยขณะที่วิ่งไปขึ้นรถยนต์คันดังกล่าวรถแล่นอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าก่อนยิงผู้เสียหายจำเลยได้คิดไตร่ตรองทบทวนมาแล้ว จึงตกลงใจกระทำความผิดโดยมีการเตรียมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและยานพาหนะที่จะใช้ในการกระทำครั้งนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่าขณะจำเลยตามผู้เสียหายเข้าไปในห้องโถงและใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนั้น ผู้ตายได้เข้ามาขวางเป็นเหตุให้กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แม้จำเลยจะมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเฉพาะผู้เสียหาย แต่เมื่อผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นแก่ผู้ตายโดยพลาดไป ก็ต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 บัญญัติไว้ด้วย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย ส่วนผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 289 (4) ประกอบด้วยมาตรา 60 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในส่วนนี้มานั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะคดีอาญาที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อลงโทษประหารชีวิตกระทงหนึ่งแล้ว ย่อมลงโทษปรับในความผิดกระทงอื่นอีกได้ เนื่องจากเป็นโทษคนละสถานกัน และแยกบังคับโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรวมโทษจำเลยใหม่ให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสงัด สะระกุดิง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2550
#272882
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามมาตรา 234 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 22,019,139.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,708,008.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 179152 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 33870 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอุทธรณ์คำสั่งอันมีผลให้ยกเลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่วาง จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 อันเป็นวันเดียวกันกับที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมให้จำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2547 ของจำเลยทั้งสอง การพิจารณาสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้น แต่เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับนี้เสียเองจึงไม่ชอบ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและเมื่อสำนวนคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2547 ของจำเลยทั้งสองไปเสียเลย เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสองเพิ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 แล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ แต่อย่างใดก็ตามเมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสองยื่นเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ได้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเชียริคอฟเวอร์รี่ 3
จำเลย — นางสาววราภรณ์ สร้างสมวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2550
#273644
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ แต่อย่างใดก็ตามเมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้องจึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 22,019,139.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,708,008.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 179152 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 33870 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอุทธรณ์คำสั่งอันมีผลให้ยกเลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่วาง จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 อันเป็นวันเดียวกันกับที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมให้จำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ และยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 แล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ แต่อย่างใดก็ตามเมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นได้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสองยื่นเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ได้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอร์รี่ 3
จำเลย — นางสาววราภรณ์ สร้างสมวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1013/2550
#272101
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาขายห้องชุดระหว่างผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อระบุข้อความว่าขาย (ห้องชุด) พร้อมที่จอดรถ หมายเลข 538 - 540, 547 - 549 ของอาคารจอดรถจำนวน 5 คัน ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,014,333 บาท ถือได้ว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดพร้อมที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 ซึ่งโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1336

ที่จอดรถยนต์ในอาคารชุดโดยสภาพย่อมถือเป็นทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 แต่เมื่อสัญญาขายห้องชุดที่โจทก์ซื้อกรรมสิทธิ์มาระบุว่าขาย (ห้องชุด) พร้อมที่จอดรถ ที่จอดรถยนต์ตามที่ระบุไว้ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์พร้อมห้องชุดและไม่ถือเป็น "ทรัพย์ส่วนกลาง" ของอาคารชุดอีกต่อไป แต่ถือเป็น "ทรัพย์ส่วนบุคคล" ของโจทก์แล้ว จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดจึงไม่อาจออกระเบียบหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่จอดรถยนต์ดังกล่าวในภายหลังให้เป็นที่เสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แม้โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกินกว่า 6 เดือน จำเลยก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก เมื่อจำเลยออกระเบียบห้ามมิให้โจทก์นำรถยนต์เข้ามาจอดในที่จอดรถยนต์ตามสัญญาขาย กระทั่งโจทก์ต้องนำรถยนต์ไปจอดในสถานที่อื่น จนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น อันถือเป็นการขัดขวางสิทธิใช้สอยทรัพย์สินตามสัญญาขายห้องชุดของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 บัญญัติว่านิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว การที่จำเลยออกระเบียบกำหนดให้รถยนต์ที่จะเข้ามาจอดในอาคารจอดรถยนต์ของจำเลยจะต้องได้รับสติกเกอร์จากจำเลยเพื่อติดรถยนต์ก่อนอันเป็นการจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางคือสถานที่จอดรถให้อยู่ในระเบียบเดียวกัน จำเลยย่อมสามารถกระทำได้ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการขอรับสติกเกอร์จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถยนต์ ข้อ 1 แต่การที่จำเลยกำหนดในข้อ 2 ว่าเจ้าของร่วมผู้มีสิทธิในการขอรับสติกเกอร์ตามข้อ 1 จะต้องไม่ค้างชำระค่าส่วนกลางเกิน 6 เดือนนั้น ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องการค้างชำระค่าส่วนกลางถือเป็นหนี้ที่จะต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย การออกระเบียบเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องให้ถูกต้อง มีเจตนาที่จะบีบบังคับเอากับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยกำหนดจึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 65/155 และ 65/158 ในอาคารชุด ชำนาญเพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ พร้อมกับที่จอดรถ 5 ที่ หมายเลข 538, 539, 540, 547 และ 548 ซึ่งอยู่ที่ชั้น 6 และชั้น 7 ของอาคารจอดรถ ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2544 จำเลยออกระเบียบว่ารถยนต์ทุกคันที่จะขึ้นไปยังที่จอดรถซึ่งรวมทั้งที่จอดรถของโจทก์จะต้องมี "สติกเกอร์" ที่จำเลยออกให้ มิฉะนั้นต้องจอดรถในที่ที่จำเลยกำหนดและต้องเสียค่าจอดในอัตราชั่วโมงละ 20 บาท หลังจากนั้นพนักงานลูกค้าและแขกของโจทก์ไม่สามารถขึ้นไปจอดรถในที่จอดรถของโจทก์ได้ และต้องเสียค่าจอดรถ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายต่อที่จอดรถ 1 ที่ เป็นเงิน 3,000 บาทต่อเดือน ถึงวันฟ้องค่าเสียหายสำหรับที่จอดรถ 5 ที่ เป็นเงิน 14,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราที่จอดรถที่ละ 3,000 บาทต่อเดือน รวมที่จอดรถ 5 ที่ เป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะยุติการละเมิดต่อโจทก์ และให้จำเลยกับบริวารยุติการขัดขวางโจทก์ พนักงาน ลูกค้าและแขกของโจทก์เข้าไปจอดรถในที่จอดรถของโจทก์

จำเลยให้การว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของจำเลยได้กำหนดให้อำนาจจำเลยโดยนายอำนาจ เกิดผล ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่บริหารงานและมีอำนาจในการที่จะออกกฎระเบียบใด ๆ ให้เจ้าของร่วมพึงปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดทุกคน อาคารจอดรถเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง ซึ่งจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดูแลรับผิดชอบจัดการให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วม จำเลยออกระเบียบการใช้พื้นที่จอดรถในอาคารจอดรถ ตั้งแต่ปี 2537 กำหนดให้ลูกค้าหรือเจ้าของร่วม หรือโจทก์รับสติกเกอร์จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถได้ แต่จะต้องไม่ค้างชำระค่าใช้จ่ายร่วมหรือส่วนกลางเกิน 6 เดือน ส่วนรถยนต์ที่ไม่มีสติกเกอร์หรือรถยนต์ที่เป็นผู้มาติดต่อโจทก์หรือเจ้าของร่วม จำเลยได้จัดหาช่องหรือชั้นที่จอดรถให้ โดยให้จอดฟรี 1 ชั่วโมง และต้องประทับตราจอดรถจากบริษัทหรือเจ้าของร่วม ถ้าเกินกำหนดเวลาจะต้องเสียค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท ซึ่งจำเลยได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว และจำเลยกำหนดให้เจ้าของร่วมทุกคนและโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายร่วมหรือส่วนกลางในส่วนอาคาร ราคาตารางเมตรละ 40 บาทต่อเดือน แต่โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายร่วมเป็นเวลาร่วม 6 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ จำเลยจึงไม่ให้สติกเกอร์จอดรถแก่โจทก์ จำเลยมิได้ละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดสองห้องในอาคารชุดชำนาญเพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ห้องเลขที่ 65/155 และ 65/158 พร้อมที่จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถยนต์ชั้นที่ 6 ช่องหมายเลข 538 ถึง 540 และชั้นที่ 7 ช่องหมายเลข 547 และ 548 ปรากฏตามสำเนาสัญญาขาย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แผ่นที่ 5 จำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยออกประกาศกำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่จะเข้าจอดในอาคารจอดรถยนต์ต้องติดสติกเกอร์ที่จำเลยออกให้ มิฉะนั้นต้องจอดในที่ที่จำเลยจัดให้และเสียค่าจอดเป็นรายชั่วโมง จากนั้นจำเลยออกระเบียบว่าด้วยการขอรับสติกเกอร์จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถยนต์ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ขึ้นใช้บังคับ กำหนดให้เจ้าของห้องชุดที่จะมีสิทธิขอรับสติกเกอร์ดังกล่าว จะต้องค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางไม่เกิน 6 เดือน มิฉะนั้นไม่มีสิทธิเรียกร้องขอรับสติกเกอร์เพื่อนำรถยนต์เข้าจอดในที่จอดรถยนต์โดยเด็ดขาด ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.9 โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกินกว่า 6 เดือน จำเลยจึงไม่ออกสติกเกอร์ให้ โจทก์ต้องเช่าที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคลของบริษัทคอนโดวิลล์ จำกัด จำนวน 2 ช่อง ในอาคารจอดรถยนต์เดียวกัน เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ของลูกค้า พนักงาน และแขกของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีอำนาจออกระเบียบในการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อบังคับเอาแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายห้องชุด ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 ระหว่างบริษัท ยู.เอ็ม.ไอ. พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อ ข้อ 4 ระบุข้อความไว้ชัดเจนว่าขาย (ห้องชุด) พร้อมที่จอดรถ หมายเลข 538 - 540, 547 - 548 จำนวน 5 คัน ชั้นที่ 6 และ 7 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,014,333 บาท ปรากฏตามสำเนาสัญญาขายห้องชุด เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แผ่นที่ 5 ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดพร้อมที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ซึ่งภายในบังคับแห่งกฎหมายโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ปัญหาว่าที่จอดรถยนต์ตามที่จำเลยออกระเบียบมานั้น ถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม และให้ความหมายคำว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย ซึ่งโดยปกติแล้วที่จอดรถยนต์ในอาคารชุดโดยสภาพย่อมถือเป็นทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ข้างต้น แต่เมื่อกรณีตามสัญญาขายห้องชุดที่โจทก์ซื้อกรรมสิทธิ์มาจากบริษัท ยู.เอ็ม.ไอ. พรอพเพอร์ตี้ ผู้ขาย ระบุข้อความไว้ชัดเจนแล้วว่าขาย (ห้องชุด) พร้อมที่จอดรถ จึงฟังได้ว่าที่จอดรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์พร้อมห้องชุดและไม่ถือเป็น "ทรัพย์ส่วนกลาง" ของอาคารชุดอีกต่อไป แต่ถือเป็น "ทรัพย์ส่วนบุคคล" ของโจทก์ผู้ซื้อห้องชุดนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจออกระเบียบหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่จอดรถยนต์ดังกล่าวในภายหลังให้เป็นที่เสื่อมความสะดวกแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดและที่จอดรถยนต์ตามสัญญาขายดังกล่าวอีก แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกินกว่า 6 เดือน จำเลยก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อมาบังคับแก่โจทก์ในเรื่องนี้ให้เป็นที่เสื่อมสิทธิแก่โจทก์ เมื่อจำเลยออกระเบียบห้ามมิให้โจทก์นำรถยนต์เข้ามาจอดในที่จอดรถยนต์ตามสัญญาขาย กระทั่งโจทก์ต้องนำรถยนต์ไปจอดในสถานที่อื่น จนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น อันถือเป็นการขัดขวางสิทธิใช้สอยทรัพย์สินตามสำเนาสัญญาขายห้องชุดของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งการละเมิดที่ตนกระทำไปนั้น

ส่วนปัญหาว่า การที่จำเลยออกระเบียบกำหนดให้รถยนต์ที่จะเข้ามาจอดในอาคารจอดรถยนต์ของจำเลยจะต้องได้รับสติกเกอร์ของจำเลยก่อนจะสามารถกระทำได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 บัญญัติความไว้ชัดเจนว่านิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ การที่จำเลยออกระเบียบกำหนดให้รถยนต์ที่จะเข้ามาจอดในอาคารจอดรถยนต์ของจำเลยจะต้องได้รับสติกเกอร์จากจำเลยเพื่อติดรถยนต์ก่อนเพื่อเป็นการแยกแยะให้เห็นว่ารถยนต์คันใดอยู่ในความครอบครองดูแลของอาคารชุด เท่ากับเป็นการจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางคือสถานที่จอดรถของอาคารชุดให้อยู่ในระเบียบเดียวกัน โดยทั่วไปจำเลยย่อมสามารถกระทำได้ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการขอรับสติกเกอร์จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถยนต์ เอกสารหมาย ล.9 ข้อ 1 แต่การที่จำเลยกำหนดระเบียบดังกล่าวในข้อ 2 ว่าเจ้าของร่วมผู้มีสิทธิในการขอรับสติกเกอร์ในช่องจอดรถยนต์ตามข้อ 1 จะต้องไม่ค้างชำระค่าส่วนกลางเกิน 6 เดือนนั้น เห็นว่า ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องการค้างชำระค่าส่วนกลางถือเป็นหนี้ที่จะต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย การออกระเบียบในกรณีเช่นนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องให้ถูกต้อง แต่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาแอบแฝงที่จะหาทางบีบบังคับเอากับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยกำหนด การออกระเบียบในข้อ 2 ดังกล่าว จึงไม่น่าจะชอบด้วยเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ คดีนี้ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการมิได้ใช้ที่จอดรถยนต์ตามสัญญาขาย และต้องนำรถยนต์ไปจอดในสถานที่อื่น เป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท ต่อที่จอดรถยนต์ 1 ที่ เท่ากับจำนวนค่าเช่าที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 ถือเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายในการมิได้ใช้ที่จอดรถยนต์รวม 5 ที่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ที่จอดรถยนต์ 1 ที่ โจทก์จึงมิได้ใช้ที่จอดรถยนต์เพียง 4 ที่ และปรากฏข้อเท็จจริงตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 ด้วยว่า โจทก์เช่าที่จอดรถยนต์ของบุคคลอื่นเพื่อใช้แทนที่จอดรถยนต์ของโจทก์เพียง 2 ที่ โจทก์จึงเสียหายจริงเป็นเงิน 6,000 บาท ต่อเดือน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ระเบียบว่าด้วยการขอรับสติกเกอร์จอดรถยนต์ในอาคารจอดรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.2 มีผลใช้บังคับ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,600 บาท ส่วนที่จอดรถยนต์อีก 2 ที่ ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายมาในอัตราเดียวกันทำนองว่าเป็นผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับหากนำออกให้บุคคลอื่นเช่านั้น เห็นว่า เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ ซึ่งไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตามนั้นจริงหรือไม่ จึงเห็นควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้จำเลยงดการขัดขวางการใช้สิทธิในที่จอดรถยนต์ของโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาขาย ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการกระทำละเมิดต่อโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 458 ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชำนาญ พิเชษฐพันธ์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ชำนาญเพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2550
#267924
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน การที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นมาแม้จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและไม่ปรากฏว่ามีการยึดอาวุธปืนได้จากจำเลยเป็นของกลาง ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกฟ้องในความผิดฐานนี้ได้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ทั้งตามมาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด .38 (ซุปเปอร์) 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของนายทะเบียนและกระสุนปืนขนาดเดียวกันหลายนัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปได้ และไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แล้วจำเลยได้ใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายองอาจ สุวรรณรัตน์ ผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอย ศีรษะ ปาก และแขนของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันที ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 288, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจรัญ สุวรรณรัตน์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แล้วจำคุก 7 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อยู่ในขณะเกิดเหตุมีนางสาวพรรณาเพียงผู้เดียว แต่คำเบิกความของนางสาวพรรณามิได้ยืนยันว่าผู้ใดเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีแต่คำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 ว่าผู้ตายกอดปล้ำนางสาวพรรณาจึงร้องตะโกนเสียงดังให้คนช่วยว่า ช่วยด้วย ช่วยด้วย แต่ผู้ตายก็ยังไม่ปล่อย ทันใดก็ได้ยินเสียงคล้ายบิดาของนางสาวพรรณาถามว่าอะไร ผู้ตายจึงปล่อยตัวแล้ววิ่งไปดูที่หน้าต่าง ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด นางสาวพรรณาตกใจและวิ่งลงไปข้างล่างแล้วไปแอบอยู่ข้างโอ่งน้ำหลังบ้าน หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัด พอเรื่องเงียบจึงออกมาจากที่ซ่อนวิ่งไปบ้านเพื่อนและบอกเพื่อนให้ไปส่งที่บ้านป้า ซึ่งในชั้นพิจารณานางสาวพรรณาคงเบิกความทำนองเดียวกัน แตกต่างเฉพาะเสียงตะโกนร้องถามมาจากนอกบ้านว่าไม่ทราบว่าเสียงนั้นเป็นเสียงใคร แต่จำได้ว่าเป็นเสียงผู้ชาย ได้ยินเสียงนั้นไม่ชัด จึงไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าเป็นเสียงของใคร พิจารณาแล้วขณะเกิดเหตุในบ้านจำเลยที่เกิดเหตุมีผู้ตายและนางสาวพรรณาอยู่เพียง 2 คน รอบ ๆ บ้านจำเลยมีญาติ ๆ อยู่ห่างประมาณ 30 เมตร หากนางสาวพรรณาชอบพอกับผู้ตายหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกันมาก่อนทั้งสองคนก็น่าจะอยู่กันเงียบ ๆ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เห็น กรณีน่าจะเป็นตามคำให้การและคำเบิกความของนางสาวพรรณาว่านางสาวพรรณาถูกผู้ตายปลุกปล้ำจึงตะโกนร้องเรียกให้คนช่วย และเนื่องจากมีบ้านญาติของนางสาวพรรณาอยู่ใกล้ ๆ จึงมีเสียงคนร้องถาม และด้วยเหตุดังกล่าวผู้ตายจึงได้เดินไปที่หน้าต่าง ผู้ที่ร้องถามเห็นผู้ตายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านตามที่ปรากฏว่ามีรอยกระสุนปืนบริเวณบานหน้าต่าง และมีหัวกระสุนปืนตกอยู่ภายในบ้าน เชื่อว่านางสาวพรรณาจะต้องขอความช่วยเหลือ มีผู้ได้ยินจึงมาที่บ้านจำเลยและร้องถาม เสียที่ร้องถามนั้น หากเป็นเสียงจำเลยนางสาวพรรณาและผู้ตายควรจะจำได้ เมื่อจำได้ ผู้ตายก็ควรจะรีบหลบหนี ไม่น่าที่จะเดินไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่าเป็นเสียงผู้ใด และเมื่อมีการยิงเข้าไปในบ้านนางสาวพรรณาซึ่งอยู่ในภาวะที่ถูกผู้ตายปลุกปล้ำและตกใจก็ย่อมจะต้องวิ่งหลบหนีไปซุกซ่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะไม่เห็นเหตุการณ์หลังจากนั้น และจากคำเบิกความของนายมนัส สงค์แก้ว เพื่อนผู้ตายว่าหลังเกิดเหตุนางสาวพรรณาไม่เชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงได้ขับรถพานางสาวพรรณาไปที่งานศพ นางสาวพรรณาจึงเชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายจริง อาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายก็เป็นอาวุธปืนคนละชนิดกับที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง ดังนั้นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจึงไม่ใช่อาวุธปืนของจำเลย บุคคลที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของนางสาวพรรณาแล้วไปยังที่เกิดเหตุและร้องถามกับเมื่อเห็นผู้ตายที่หน้าต่างชั้นบนของบ้านจึงใช้อาวุธปืนยิงนั้น อาจจะเป็นญาติซึ่งมีบ้านอยู่ข้าง ๆ บ้านของนางสาวพรรณาก็ได้ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนายไข่ แก้วนวล ญาติของจำเลยซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กันและในวันเกิดเหตุนายไข่ทำไร่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร เบิกความว่า ในเวลา 17.30 นาฬิกา ขณะที่กำลังดายหญ้าอยู่ในไร่ มีชายคนหนึ่งใส่หมวกดำ ซึ่งนายไข่ไม่รู้จักมาบอกว่ามีการยิงกันตายที่บ้านของจำเลย ชายคนนั้นโยนกุญแจบ้านซึ่งนายไข่ไม่ทราบว่าเป็นบ้านของใครให้ และบอกให้ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน เสร็จแล้วก็หันหลังกลับโดยที่ยังไม่ทันเห็นหน้าชายคนนั้น แต่ในคำให้การชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4 นายไข่ได้ให้การว่า ขณะที่กำลังทำไร่ขิงอยู่เพียงคนเดียว จำเลยเดินไปหานำพวงกุญแจบ้านของจำเลยไปมอบให้แล้วบอกว่า "กูยิงคนตาย ศพอยู่ในบ้าน มึงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านด้วย" แล้วส่งกุญแจให้ ซึ่งแตกต่างกับที่นายไข่ได้เบิกความในชั้นพิจารณาที่อ้างว่าในชั้นสอบสวนไม่ได้ให้การระบุว่าเป็นจำเลย พยานปากนี้จึงยังหาข้อยุติมิได้ ส่วนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนายเปลื้อง สงค์แก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 และดาบตำรวจวิโรจน์ กองลั่น ซึ่งไปในที่เกิดเหตุ ต่างเป็นพยานแวดล้อม มิได้เห็นเหตุการณ์ทั้งสิ้น หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วยังมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่ เห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน การที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นมาแม้จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและไม่ปรากฏว่ามีการยึดอาวุธปืนได้จากจำเลยเป็นของกลาง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะยกฟ้องในความผิดฐานนี้ได้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกายังมิเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น สำหรับของกลางเป็นทรัพย์ที่คนร้ายใช้กระทำความผิด จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ริบของกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นายจรัญ สุวรรณรัตน์
จำเลย — นายประกวด แก้วนวล
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2550
#268397
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนพกออโตเมติกของกลาง ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้นั้นเป็นของบิดาจำเลยโดยถูกต้อง ความผิดของจำเลยอยู่ที่การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบ ทั้งไม่ปรากฎว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม (พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ริบ (อาวุธปืน) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ซึ่งเป็นของผู้มีชื่อที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 6 นัด กับอาวุธปืนลูกซองสั้นชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนลูกซองขนาด 20 จำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวติดตัวไปในเมือง และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยยอมรับว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 และกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 6 นัด ซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย แต่ให้การปฏิเสธข้อหาอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพจนาจ งบพิมาย และสิบตำรวจเอกสมพงษ์ ชาโพธิ์ ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เวลา 15.40 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกพจนาจ กับพวก ประมาณ 10 คน ได้ออกตรวจท้องที่บริเวณตลาดบางซ่อน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากได้รับแจ้งว่าบริเวณดังกล่าวมีการลักลับจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ เจ้าพนักงานตำรวจทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ ได้แบ่งกำลังกันชุดละ 2 ถึง 3 คน แล้วแยกย้ายกันตรวจตามทางเข้าออกตลาดซึ่งมีหลายทาง ร้อยตำรวจเอกพจนาจพบจำเลยกำลังเดินบริเวณท้ายตลาด มีท่าทางพิรุธไม่ยอมสบตา และพยายามเดินหนี ร้อยตำรวจเอกพจนาจจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวจำเลยพบอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท. 204407 พร้อมกระสุนปืน 6 นัด ที่บริเวณเอวด้านหน้า อาวุธปืนลูกซองสั้นพร้อมกระสุนปืน 1 นัด ที่เอวด้านหลัง กระสุนปืนลูกซองอีก 1 นัด ที่กระเป๋าคาดเอว ร้อยตำรวจเอกพจนาจแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เห็นว่าร้อยตำรวจเอกพจนาจและสิบตำรวจเอกสมพงษ์ต่างไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน การจับกุมจำเลยมิใช่เกิดจากวัตถุประสงค์ที่จะไปจับกุมจำเลยแต่แรก แต่เจ้าพนักงานตำรวจต้องการไปตรวจบริเวณนั้นตามที่ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษและจับกุมจำเลยพร้อมอาวุธปืนได้โดยบังเอิญ จึงไม่มีพฤติการณ์ให้น่าสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย จำเลยเบิกความรับว่าจบการศึกษาระดับอนุปริญญา และเป็นผู้จัดการตลาดดังกล่าวมา 2 ปี และชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การปฏิเสธโดยไม่อธิบายเหตุผล ตามรูปเรื่องไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยมิได้อ่านข้อความก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกพจนาจเบิกความว่าพบจำเลยที่บริเวณท้ายตลาด ส่วนสิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่าพบจำเลยภายในตลาด อันเป็นการเบิกความแตกต่างกันนั้น เห็นว่า สิบตำรวจเอกสมพงษ์ได้เบิกความตอบโจทก์ว่า ขณะเห็นจำเลย จำเลยกำลังยืนอยู่ภายในตลาดท่าทางพิรุธ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การจับกุมผู้ต้องหาคดีอาวุธปืนฯ สามารถจับกุมได้บริเวณท้ายตลาดบางซ่อน ดังนั้น ที่สิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่า ภายในตลาดจึงหมายถึงบริเวณท้ายตลาดดังที่ได้เบิกความตอบคำถามค้านคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสมพงษ์มิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพจนาจดังที่จำเลยฎีกา ที่จำเลยฎีกาว่า ก่อนจับกุมจำเลย 20 นาที เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายอิสระในที่เดียวกันมาแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะพาอาวุธปืนติดตัวไปทั้งที่รู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจอยู่นับสิบภายในบริเวณนั้น และบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 มีเครื่องหมายให้จำเลยลงลายมือชื่อตรงด้านหน้าและที่ด้านหลังยังให้จำเลยลงลายมือชื่อตรงริมขอบกระดาษทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อความใดผิด น่าเชื่อว่าผู้จัดทำบันทึกดังกล่าวให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้โดยไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟัง เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจท้องที่บริเวณตลาดบางซ่อนเนื่องจากได้รับแจ้งว่าบริเวณดังกล่าวมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ เจ้าพนักงานตำรวจทุกคนแต่งกายนอกเครื่องแบบและเดินตรวจโดยจัดกำลังเป็นชุด ชุดละ 2 ถึง 3 คน แยกย้ายกันเดินตรวจตามทางออกซึ่งมีหลายทาง การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้จำหน่ายยาเสพติดให้โทษได้ก่อนแล้วจึงจับจำเลยในเวลาต่อมาห่างกันประมาณ 20 นาที ภายในบริเวณเดียวกันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจแยกย้ายกันตรวจจากทางออกซึ่งมีหลายทาง การที่จำเลยจะหลบหนีไปทางใด ก็ต้องพบเจ้าพนักงานตำรวจ ที่ร้อยตำรวจเอกพจนาจและสิบตำรวจเอกสมพงษ์เบิกความว่า จำเลยมีท่าทางพิรุธโดยพยายามหลบสายตาและมีท่าทางจะเดินหนีจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง จำเลยรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาก็สืบเนื่องจากมีการจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น หากจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปก็เป็นการกระทำก่อนที่จำเลยจะรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ตลาด มิใช่จำเลยรู้ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาแล้วยังพกอาวุธปืนติดตัวไปดังที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีและพาอาวุธปืน 2 กระบอก ติดตัวไปในบริเวณตลาดซึ่งเป็นที่สาธารณะมีบุคคลพลุกพล่าน แต่อาวุธปืนของกลางกระบอกหนึ่งคืออาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 เป็นของบิดาจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จึงสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองกระทงให้เบาลงกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดและจำเลยนำสืบรับว่าจำเลยได้ครอบครองอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ของกลางดังกล่าวจริง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วนสำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท.204407 ของกลาง ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้นั้นเป็นของบิดาจำเลยโดยถูกต้องความผิดของจำเลยอยู่ที่การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบ ทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 สมควรคืนอาวุธปืนพกกระบอกดังกล่าวแก่เจ้าของ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมโทษทุกระทงแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้คืนอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 หมายเลขทะเบียน กท. 204407 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรังสรรค์ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 990/2550
#267923
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปี 11 เดือน ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นคุณตาม ป.อ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 จึงไม่ต้องห้ามมิให้นำโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมาบังคับใช้แก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุ 13 ปีเศษ ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งห้า โดยจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายดึงแขน จับตัวผู้เสียหายนอนลงกับพื้นใช้มือปิดปากจับแขนและขา ถอดเสื้อและกางเกงออก จับหน้าอกและจูบปากของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม แต่ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งห้าผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1978/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 83 จำคุกตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุไม่ถึง 18 ปี ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในลักษณะเดียวกับผู้ใหญ่เป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย สมควรใช้กฎหมายที่เป็นคุณในการลงโทษจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่แนบท้ายฎีกาของจำเลยที่ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2526 ส่วนคดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จึงมีอายุ 18 ปี 11 เดือน หาใช่อายุ 17 ปีเศษดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ที่บัญญัติมิให้นำโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมาบังคับใช้แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี อีกทั้งตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองและเป็นภัยต่อสังคม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่ลดมาตราส่วนโทษและกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 1 มานั้น จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายสมปองหรือเอก ศรีเกตุงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2550
#272353
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีก่อนจำเลยเบิกความโดยเชื่อและสงสัยว่าโจทก์เป็นผู้ลักเอาทรัพย์ไป เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีโจทก์และจำเลยอยู่ในบ้านพักจำเลยเพียง 2 คน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยหลงลืมสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองที่อ้างว่าได้หายไปไว้ที่บ้าน ร. โดยในวันรุ่งขึ้นจำเลยทราบทางโทรศัพท์จาก บ. และจำเลยไปรับทรัพย์ของจำเลยที่อ้างว่าได้หายไปคืนจาก บ. จากนั้นจำเลยก็ไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนบันทึกเรื่องการได้รับทรัพย์คืนไว้เป็นหลักฐานในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังไปขอโทษโจทก์และเป็นผู้ประกันตัวโจทก์ในระหว่างสอบสวน ต่อมาจำเลยก็พยายามบรรเทาผลร้ายดังกล่าวด้วยการเสนอชดใช้ค่าทำขวัญเป็นเงิน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เรียกร้องเป็นเงินถึง 600,000 บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเท่ากับเป็นการยอมรับว่าจำเลยเข้าใจโจทก์คลาดเคลื่อนไปจากความจริง จึงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ของจำเลยไป แม้หลังจากจำเลยรู้ความจริงแล้ว จำเลยมิได้ถอนคำร้องทุกข์ดังที่โจทก์ฎีกา ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยรู้ว่าคดีนั้นเป็นความผิดต่อแผ่นดินไม่อาจถอนคำร้องทุกข์ได้จึงไม่เป็นข้อพิรุธ ทั้งในคดีก่อนศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยว่าจำเลยปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำกล่าวหาโจทก์และคำเบิกความของจำเลยไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนเป็นข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอด่านซ้ายว่า โจทก์ลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ 2 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทอง 4 องค์ รวมราคาทั้งสิ้น 150,000 บาท ของจำเลยที่วางไว้ที่ชั้นวางของหน้าห้องน้ำชั้นบนในบ้านพักจำเลยภายในบริเวณแขวงการทางเลย ที่ 2 ด่านซ้าย ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยลืมทรัพย์ดังกล่าวไว้ที่บ้านพักผู้มีชื่อที่ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์มิได้ลักทรัพย์ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษฐานลักทรัพย์ ต่อมาโจทก์ถูกพนักงานอัยการจังหวัดเลยฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 1097/2541 จำเลยเบิกความเป็นพยานพนักงานอัยการโจทก์ ยืนยันตามคำร้องทุกข์ดังกล่าวว่า โจทก์ลักทรัพย์ของจำเลย ซึ่งความเท็จที่เบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ในที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 4994/2541 และคดีถึงที่สุดแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 172, 174 วรรคสอง, 177 และ 181 (1)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายวินัย ทิพย์โสด ผู้สืบสันดาน ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (1) จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (1) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีก่อนจำเลยเบิกความตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์ยืนยันว่า วันเกิดเหตุจำเลยถอดสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ กับสร้อยคอทองคำหนัก 6 บาท อีก 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทอง 3 องค์ วางไว้ที่ชั้นวางของหน้าห้องน้ำชั้นบนบ้านพักจำเลย แล้วจำเลยเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ระหว่างนั้นจำเลยได้ยินเสียงก๊อกแก๊กบริเวณชั้นวางของหน้าห้องน้ำดังกล่าว หลังจากจำเลยอาบน้ำเสร็จและออกจากห้องน้ำแล้ว ไม่พบโจทก์ แต่พบว่าทรัพย์ของจำเลยดังกล่าวได้หายไป จำเลยจึงเชื่อและสงสัยว่าโจทก์เป็นผู้ลักเอาไป เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีโจทก์และจำเลยอยู่ในบ้านพักจำเลยเพียง 2 คน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยหลงลืมสร้อยคอทางคำพร้อมพระเลี่ยมทองที่อ้างว่าได้หายไปไว้ที่บ้านนางสาวรัตนาหรือรัชตนาภาหรือรัตนาภา น้อยดา อยู่ที่ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย โดยในวันรุ่งขึ้นจำเลยทราบทางโทรศัพท์จากนางสาวบังอร ษรจันทร์ ลูกจ้างชั่วคราวหมวดการทางนาแห้ว และจำเลยไปรับทรัพย์ของจำเลยที่อ้างว่าได้หายไปคืนจากนางสาวบังอรจากนั้นจำเลยก็ไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนบันทึกเรื่องการได้รับทรัพย์คืนไว้เป็นหลักฐานในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังไปขอโทษโจทก์และเป็นผู้ประกันตัวโจทก์ในระหว่างสอบสวน ต่อมาจำเลยก็พยายามบรรเทาผลร้ายดังกล่าวด้วยการเสนอชดใช้ค่าทำขวัญเป็นเงิน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เรียกร้องเป็นเงินถึง 600,000 บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเท่ากับเป็นการยอมรับว่าจำเลยเข้าใจโจทก์คลาดเคลื่อนไปจากความจริง จึงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ของจำเลยไป แม้หลังจากจำเลยรู้ความจริงแล้ว จำเลยมิได้ถอนคำร้องทุกข์ดังที่โจทก์ฎีกา ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยรู้ว่าคดีนั้นเป็นความผิดต่อแผ่นดินไม่อาจถอนคำร้องทุกข์ได้จึงไม่เป็นข้อพิรุธ ทั้งในคดีก่อนศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยว่าจำเลยปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำกล่าวหาโจทก์และคำเบิกความของจำเลยไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนเป็นข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 181
ชื่อคู่ความ
นายสนิท ทิพย์โสด โดยนายวินัย ทิพย์โสด
โจทก์ — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายสำเนียง เสือเปรม
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ