คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1661/2550
#273674
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจะมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้แล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ยังได้บัญญัติให้บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ ยกเว้นเฉพาะสิทธิที่จะได้เงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และในที่สุดตกแก่ผู้บริหารแผนตามลำดับด้วย ที่โจทก์อ้างว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะขอตรวจดูเอกสารบันทึกรายงานการประชุม สิทธิที่จะได้รับสำเนางบดุลบัญชีของบริษัท สิทธิในการขอรับสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น สิทธิในการเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207, 1197, 1140 และ 1176 เป็นสิทธิที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผู้ถือหุ้นคนนั้น ๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับสิทธิในการรับเงินปันผลตามมาตรา 1201 ซึ่งต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้ นั้น ป.พ.พ. ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้เลยว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องในส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละคนเท่านั้น จึงเป็นสิทธิที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะเข้าควบคุมกำกับดูแลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ในลักษณะเดียวกับสิทธิที่จะฟ้องกรรมการตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าสิทธิอื่น ๆ ข้างต้นนั้นเป็นการดำเนินการกันอยู่ภายในบริษัท ส่วนสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้ถือหุ้นใช้สิทธิควบคุมดูแลโดยผ่านทางศาลได้ ดังนั้นจึงมิใช่สิทธิเป็นการเฉพาะส่วนของตัวและต้องอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25 และ 90/59 เช่นเดียวกัน

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/67 ได้บัญญัติกระบวนการควบคุมตรวจสอบการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีการจัดการไม่เป็นไปตามแผนหรือโดยทุจริต หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ตรวจสอบ สามารถรายงานหรือมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องโดยตรงขอให้ศาลที่กำกับการจัดการอยู่อีกชั้นหนึ่งมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมและกำกับดูแลที่กว้างขวาง รวดเร็วและรัดกุมมากยิ่งกว่าที่ ป.พ.พ. บัญญัติถึงสิทธิการตรวจสอบครอบงำการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทเสียอีก นอกจากนี้ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเข้ามาจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยความยินยอมของที่ประชุมเจ้าหนี้ และด้วยความเห็นชอบของศาล โดยให้ดำเนินการไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ อยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรรมการเจ้าหนี้และผู้บริหารของลูกหนี้ภายใต้การกำกับดูแลของศาลตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25, 90/59 และ 90/67 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษ แต่กรรมการบริษัทแต่งตั้งได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นและต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1144 และมาตรา 1151 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทและในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ โจทก์ผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้ว และอีกทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่งได้

ที่ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นให้โจทก์ เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องเฉพาะกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายเท่านั้น หากบุคคลภายนอกก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทก็เป็นเรื่องของบริษัทจะฟ้องร้องบุคคลภายนอกเสียเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการแทนบริษัทได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลภายนอก มิใช่กรรมการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด หากจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องแทนบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ก็ตาม อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามฟ้องฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ลูกหนี้ เมื่อปี 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.5/2543 ของศาลล้มละลายกลางเป็นผลให้อำนาจหน้าที่ของกรรมการในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้สิ้นสุดลงตามมาตรา 90/20 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนแล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกอยู่แก่จำเลยที่ 2 ผู้ทำแผน และเมื่อในที่สุดที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วเป็นผลให้อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้บริหารแผน ตั้งแต่ได้รับทราบคำสั่งศาลตามมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในระหว่างดำเนินการฟื้นฟูกิจการโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากอำนาจการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้แล้วตามบทบัญญัติมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ยังได้บัญญัติให้บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ยกเว้นเฉพาะสิทธิที่จะได้เงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และในที่สุดตกแก่ผู้บริหารแผน คือจำเลยที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับด้วย ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะขอตรวจดูเอกสารบันทึกรายงานการประชุม สิทธิที่จะได้รับสำเนางบดุลบัญชีของบริษัท สิทธิในการขอรับสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น สิทธิในการเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207, 1197, 1140 และ 1176 เป็นสิทธิที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผู้ถือหุ้นคนนั้น ๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับสิทธิในการรับเงินปันผลตามมาตรา 1201 ซึ่งต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้เลยว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องในส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละคนเท่านั้น จึงเป็นสิทธิที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะเข้าควบคุม กำกับ ดูแล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ในลักษณะเดียวกับสิทธิที่จะฟ้องกรรมการตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าสิทธิอื่น ๆ ข้างต้นนั้น เป็นการดำเนินการกันอยู่ภายในบริษัท ส่วนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้ถือหุ้นใช้สิทธิควบคุมดูแลโดยผ่านทางศาลได้ ดังนั้นจึงมิใช่สิทธิเป็นการเฉพาะส่วนของตัว และต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 และ 90/59 เช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับผิดทางแพ่งในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/67 ได้บัญญัติกระบวนการควบคุมตรวจสอบการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีการจัดการไม่เป็นไปตามแผนหรือโดยทุจริต หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ตรวจสอบ สามารถรายงานหรือมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องโดยตรงขอให้ศาลที่กำกับการจัดการอยู่อีกชั้นหนึ่งมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมและกำกับดูแลที่กว้างขวาง รวดเร็วและรัดกุมมากยิ่งกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถึงสิทธิการตรวจสอบครอบงำการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทเสียอีก นอกจากนี้ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเข้ามาจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยความยินยอมของที่ประชุมเจ้าหนี้และด้วยความเห็นชอบของศาล โดยให้ดำเนินการไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรรมการเจ้าหนี้และผู้บริหารของลูกหนี้ภายใต้การกำกับดูแลของศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25, 90/59 และ 90/67 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษ แต่กรรมการบริษัทแต่งตั้งได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นและต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1151 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นเป็นผลให้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ โจทก์ผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้ว และอีกทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นต้นให้โจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ไม่ ที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 131 (2) ม. 151 ม. 172
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/25 ม. 90/59 ม. 90/67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวิศน์ เตชะไพบูลย์
จำเลย — บริษัทธรรมนิติและทรูธ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1661/2550
#410548
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 มาตรา 90/59 และมาตรา 90/69 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้วทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริหารแผน ผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ตามลำดับขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการร่วมกันทำให้บริษัทลูกหนี้เสียหายให้แก่บริษัทลูกหนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามมาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามมาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธรรมนิติและทรูธ จำกัด จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทไพร้ซ์ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เป็นบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการในการรับจ้างผลิตสินค้าจำพวกเบียร์ชนิดต่างๆ ตามแต่ว่าผู้ว่าจ้างจะจ้างให้ผลิต ซึ่งมีสูตรการผลิตแตกต่างกันไป เดิมทีมีสำนักงานและโรงงานตั้งอยู่ที่บางโพ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร และต่อมาในปี 2526 บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้มีการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตตามการเจริญเติบโตของธุรกิจผลิตเบียร์ของบริษัทจึงได้สร้างโรงงานใหม่ขึ้นตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ภายใต้การบริหารงานโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหารได้มีการขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 ประมาณ 1,000,000,000 บาท แต่ด้วยมูลเหตุจูงใจบางประการไม่ปรากฏชัด ซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้ให้กู้ได้ให้เงินกู้เกินสินเชื่อที่กำหนดไว้เบื้องต้น โดยให้เงินกู้เกินกว่าวงเงินเบื้องต้นเป็นจำนวนถึง 3,000,000,000 บาท ซึ่งเกินกว่าความต้องการถึง 2 เท่าตัวทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีภาระการชำระคืนเงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ยในปริมาณที่สูงมากตามจำนวนของต้นเงินกู้เป็นเหตุให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ไม่สามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลาตามสัญญากู้แก่จำเลยที่ 3 ได้จนในที่สุดเมื่อปี 2542 จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ว่าให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.5/2543 และจำเลยที่ 3 ในฐานะฝ่ายเจ้าหนี้เสียงข้างมากได้เสนอให้บริษัทไพร้ซ์ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผน และในเดือนตุลาคม 2543 จำเลยที่ 3 ได้เสนอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ตั้งจำเลยที่ 3 (ที่ถูกเป็นจำเลยที่ 1) เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และเป็นผู้ควบคุมและกำกับการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ร่วมกันกระทำละเมิด โดยร่วมกันจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวคือ เมื่อระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2543 อันเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ในการดำเนินกิจการบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ของจำเลยที่ 1 ผู้บริหารแผน และจำเลยที่ 2 ผู้ทำแผน บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ว่าจ้างให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์แบล็กไทยเกอร์ (Black Tiger) และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) หลังจากที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับจ้างผลิตเบียร์ตามที่บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งจ้างผลิตอย่างต่อเนื่องในชื่อเบียร์แบล็กไทเกอร์ (Black Tiger) และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) และบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ลงมือทำการผลิตเบียร์อันเป็นสูตรเฉพาะของเบียร์แบล็กไทเกอร์ (Black Tiger) จำนวนประมาณ 1,500,000 บาท ลิตร และเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) จำนวน 200,000 ลิตร เพื่อการบรรจุใส่ภาชนะตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดต่อมาจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันวางแผน โดยจำเลยที่ 3 สั่งการให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาว่าจ้างการผลิตเบียร์จากบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ดังกล่าวโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 บอกเลิกสัญญาจ้างไปยังบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยไม่ได้เตรียมแผนการด้านการตลาดที่ดีไว้รองรับทั้งๆ ที่ได้มีการผลิตเบียร์เอาไว้แล้วเพียงแต่รอบรรจุขวดก่อนส่งมอบสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงด้วยเพื่อไม่ให้บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสินค้าเบียร์ขายในช่วงเทศบาลเบียร์ประจำปี 2543 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างเดือนธันวาคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2544 ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหาย เพราะน้ำเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) จำนวน 1,496 เฮกโตลิตร และเบียร์แบล็กไทเกอร์(Black Tiger) จำนวน 10,989 เฮกโตลิตร ที่ผลิตไว้แล้ว ต้องได้รับความเสียหายทั้งหมด กล่าวคือไม่ได้บรรจุขวดตามกำหนด (ระยะเวลาการหมักเบียร์ก่อนบรรจุขวดไม่เกิน 2 เดือน) ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าของสินค้าเบียร์บรูแม็ก (Brew Max) เป็นจำนวนเงิน 8,916,210 บาท และเบียร์แบล็กไทเกอร์(Black Tiger) เป็นจำนวนเงิน 46,070,468.92 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 54,986,678.92 บาท (คิดคำนวณตามราคาหน้าโรงงาน) นอกจากนี้ยังมีเบียร์บรูแม็กและเบียร์แบล็กไทเกอร์ที่ได้บรรจุในภาชนะแล้วทั้งขวดใหญ่และขวดเล็กและบรรจุกระป๋องอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมจำหน่ายให้แก่บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ว่าจ้าง จึงทำให้เบียร์ทั้งสองชนิดดังกล่าวต้องได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้จัดจำหน่ายไปภายในเวลาที่กำหนด (เบียร์บรรจุขวดแล้วเก็บไม่ได้เกิน 6 เดือน) ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ขาดรายได้ที่พึงจะได้รับเงิน 54,986,678.92 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถนำเงินรายได้ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ และทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังได้ร่วมกันทำละเมิดต่อบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และโจทก์อีก กล่าวคือ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมาภายหลังจากที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้บอกเลิกสิทธิการจัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) ของบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้วได้จัดตั้งบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์เสียเอง บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการทั้งปวงของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ทำแผนและกำกับดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสูตรหรือกรรมวิธีการผลิตเบียร์คลอสเตอร์ด้วยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จนเป็นเหตุให้น้ำเบียร์ที่บรรจุขวดเป็นเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) แล้วเสียหายเกิดตะกอนขุ่นขึ้นมา ความเสียหายได้เกิดขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนภายใต้การบริหารจัดการของจำเลยที่ 1 และการควบคุมดูแลของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ้งต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยทั้งสองอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่จนกระทั่งสินค้าเบียร์คลอสเตอร์ (Kloster) ที่ผลิตออกมาในภายหลังซึ่งได้ขายให้แก่บรรดาตัวแทนขาย (ยี่ปั๊ว) ไปแล้วได้ถูกทยอยส่งกลับคืนโรงงานเป็นจำนวน 102,500 กล่อง ราคากล่องละ 450 บาท (1 กล่องบรรจุได้ 12 ขวด) คิดเป็นค่าเสียหาย 46,125,000 บาท ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้รับความเสียหายในจำนวนเงินซึ่งควรจะเป็นรายได้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เพื่อใช้ในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ที่จะพึงได้รับในปัจจุบันและในอนาคต การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว ทำให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยทั้งสาม ที่มีฐานะลำบากอยู่แล้วต้องได้รับความเสียหายมากขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลผู้ประกอบอาชีพพิเศษ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำแผนและบริหารแผนทางธุรกิจการค้า การดำเนินงานจำต้องใช้วิจารณญาณที่สูงกว่าวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามส่งผลกระทบถึงโจทก์และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ได้เช่นกัน ทำให้โอกาสที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ฟื้นฟูตัวยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โดยตรงและกรรมการของบริษัทหรือผู้บริหารกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ไม่จัดการฟ้องร้องตัวผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จึงขอใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องร้องต่อจำเลยทั้งสามเรียกให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ตามความเสียหายที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันก่อให้เกิดขึ้น รวมเป็นเงินจำนวน 101,111,673.92 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องเฉพาะกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายเท่านั้นหากบุคคลภายนอกก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทก็เป็นเรื่องของบริษัทจะฟ้องร้องบุคคลภายนอกเสียเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการแทนบริษัทได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลภายนอก มิใช่กรรมการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด หากจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเอง โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องแทนบริษัทอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ก็ตาม อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามฟ้องฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ลูกหนี้ เมื่อปี 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.5/2543 ของศาลล้มละลายกลางเป็นผลให้มีอำนาจหน้าที่ของกรรมการในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้สิ้นสุดลงตามมาตรา 90/20 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนเล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกอยู่แก่จำเลยที่ 2 ผู้ทำแผน และเมื่อในที่สุดที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วเป็นผลให้อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้บริหารแผนตั้งแต่ได้รับทราบคำสั่งศาลตามมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในระหว่างดำเนินการฟื้นฟูกิจการโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้แล้วตามบทบัญญัติมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ยังได้บัญญัติให้บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ ยกเว้นเฉพาะสิทธิที่จะได้เงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และในที่สุดตกแก่ผู้บริหารแผนคือจำเลยที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับด้วย ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะขอตรวจดูเอกสารบันทึกรายงานการประชุม สิทธิที่จะได้รับสำเนางบดุลบัญชีของบริษัท สิทธิในการขอรับสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น สิทธิในการเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207, 1197, 1140 และ 1176 เป็นสิทธิที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผู้ถือหุ้นคนนั้นๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับสิทธิในการรับเงินปันผลตามมาตรา 1201 ซึ่งต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้เลยว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องในส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละคนเท่านั้น จึงเป็นสิทธิที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะเข้าควบคุมกำกับดูแลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ในลักษณะเดียวกับสิทธิที่จะฟ้องกรรมการตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าสิทธิอื่นๆ ข้างต้นนั้นเป็นการดำเนินการกันอยู่ภายในบริษัท ส่วนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้ถือหุ้นใช้สิทธิควบคุมดูแลโดยผ่านทางศาลได้ ดังนั้นจึงมิใช่สิทธิเป็นการเฉพาะส่วนของตัวและต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 และ 90/59 เช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับผิดทางแพ่งในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/67 ได้บัญญัติกระบวนการควบคุมตรวจสอบการจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีการจัดการไม่เป็นไปตามแผนหรือโดยสุจริต หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ตรวจสอบ สามารถรายงานหรือมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องโดยตรงขอให้ศาลที่กำกับการจัดการอยู่อีกชั้นหนึ่งมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมและกำกับดูแลที่กว้างขวาง รวดเร็ว และรัดกุมมากยิ่งกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถึงสิทธิการตรวจสอบครอบงำการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทเสียอีก นอกจากนี้ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเข้ามาจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยความยินยอมของที่ประชุมเจ้าหนี้และด้วยความเห็นชอบของศาล โดยให้ดำเนินการไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรรมการเจ้าหนี้และผู้บริหารของลูกหนี้ภายใต้การกำกับดูแลของศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25, 90/59 และ 90/67 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษ แต่กรรมการบริษัทแต่งตั้งได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นและต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1151 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัท ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นเป็นผลให้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ โจทก์ผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้วและอีกทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นต้นให้โจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ไม่ ที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 172
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/25 ม. 90/59 ม. 90/67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวิศน์ เตชะไพบูลย์
จำเลย — บริษัทธรรมนิติและทรูธ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1657/2550
#272662
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อน..." มิได้บัญญัติว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ ฉะนั้นการที่โจทก์มอบอำนาจให้ ว. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การตั้งตัวแทนต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อ ว. ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องคดี แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ ว. เป็นการบอกกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ถือว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 775,768.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 662,739.73 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยครบรอบระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ให้นำดอกเบี้ยดังกล่าวทบเป็นต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จและหากจำเลยไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 595,780.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1124 ตำบลทุ่งสมอ (แคมป์สน) อำเภอเขาค้อ (หล่มสัก) จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน และหากไม่พอชำระให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยต้องชดใช้เงินจำนวนตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.11 แก่โจทก์หรือไม่ และจำเลยจำนองที่ดินตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ไว้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจีรวุฒิ ปาลกะวงศ์ และนายถนอม ชาบำเหน็จ เบิกความยืนยันว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท และได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 1496085 สัญญาจะใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ในวันที่ 26 มีนาคม 2540 โดยจำเลยได้จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1124 ตำบลทุ่งสมอ (แคมป์สน) อำเภอเขาค้อ (หล่มสัก) จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันโดยเฉพาะนายถนอมลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกประกอบตั๋วสัญญาใช้เงิน เอกสารหมาย จ.7 สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.9 และหนังสือขอรับเงินกู้เอกสารหมาย จ.10 นายถนอมจึงรู้เห็นในการทำพยานเอกสารดังกล่าว จึงต้องฟังว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับว่าในการรับฟังพยานเอกสารจำต้องมีพยานบุคคลมาประกอบ ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้นำบุคคลผู้รู้เห็นในการทำเอกสารดังกล่าวมาเบิกความ ศาลก็รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นความจริงได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ตามจำนวนค่าแห่งตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.11 โดยจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อน..." มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ ฉะนั้น การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายวิรัตน์ คำบุญมา มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การตั้งตัวแทนต้องทำเป็นหนังสือ นายวิรัตน์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องคดี แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของนายวิรัตน์เป็นการบอกกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ถือว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 798 วรรคหนึ่ง ม. 823 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรเทพหรือสุรเทพ วัดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2550
#272181
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนละคนกันแต่จำเลยมีเจตนาเดียวกันเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่เคยแจ้งข้อความไว้ต่อพนักงานสอบสวน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีมีชัย ใยจันอัด พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงว่า นายจวน ดวงศรี เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช - 3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2533 ในเขตถนนเพชรเกษม ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าว การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยทำให้พันตำรวจตรีมีชัยได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและนายจวนได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญา ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ ลิ่วไธสงค์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายจวนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญาว่า นายจวนเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช - 3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2533 ในเขตถนนเพชรเกษม ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าว การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยทำให้ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีมีชัย ใยจันอัด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงว่า นายจวน ดวงศรี เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช - 3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2543 จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ ลิ่วไธสงค์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายจวนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญาว่า นายจวนเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช - 3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีมีชัย นายจวน และร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีมีชัยในฐานะพนักงานสอบสวน และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายจวนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า นายจวนเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายนั้นเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนละคนกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกันคือเจตนาเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่เคยแจ้งข้อความไว้ต่อพนักงานสอบสวน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางกัลยา ควนสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2550
#273672
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรี ม. ในฐานะพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอก ส. ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 24ตุลาคม 2543 กรณี จ. ร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า จ. เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนละคนกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกันคือเจตนาเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่เคยแจ้งข้อความไว้ต่อพนักงานสอบสวน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีมีชัย ใยจันอัด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงว่า นายจวน ดวงศรี เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 70-1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช-3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2543 จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ ลิ่วไธสงค์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายจวนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญาว่า นายจวนเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-1482 กาญจนบุรี เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ราชบุรี ช-3710 เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีมีชัย นายจวน และร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่าการที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีมีชัยในฐานะพนักงานสอบสวน และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ในฐานะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายจวนร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า นายจวนเป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตายนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนละคนกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกันคือเจตนาเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่เคยแจ้งข้อความไว้ต่อพนักงานสอบสวน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 137
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางกัลยา ควนสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2550
#271238
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า ว. ผู้ขับรถยนต์มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของ ว. ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่เกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้นายวอง อันดริว จงยิน เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุประเภท และได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในอายุสัญญาประกันภัย นายเทพ นพพิทักษ์ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี โดยมีนางสมพิศ นพพิทักษ์ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์นั่งมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณป้ายรับส่งผู้โดยสารหน้าชุมชนนายเทพชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้ชนสุนัข ระหว่างนั้นนายวองขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมมหานคร ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงโดยปราศจากความระมัดระวัง นายวองห้ามล้ออย่างกระชั้นชิดจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี ได้รับความเสียหาย นางสมพิศได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ในลักษณะใด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อใคร เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรหากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดแทนและรับผิดในนามผู้ใดค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินสมควร ค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 10,000 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร มีการทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไว้แก่บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โดยมีวงเงินคุ้มครองในกรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยไว้สูงสุดจำนวน 50,000 บาท ต่อเมื่อจำนวนเงินความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงจะรับผิดในส่วนที่เกิน โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาจำนวน 39,219 บาท โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่านายวอง อันดริว จงยิน ผู้ขับรถยนต์มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของนายวองด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจกท์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก กลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นางสาวหรือนางดวงสมร บุศยารัศมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2550
#268069
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ยังพอมีฐานะ มิได้ยากจนจริง ยกคำร้องโจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนโดยอ้างว่าโจทก์มีฐานะยากจนลงกว่าเดิมเนื่องจากไม่อาจขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมศาลจากบุตรคนโตได้ และโจทก์มีภาระเพิ่มมากขึ้นจากการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งพยานหลักฐานที่จะนำมาแสดงเพิ่มเติมเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ยังไม่ได้นำมาสืบและข้อเท็จจริงบางส่วนเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไว้เดิม ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดและเป็นยุติแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ไม่ได้บังคับว่าเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ผู้ร้องนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนศาลจะต้องอนุญาตและทำการไต่สวน จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้แล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดี ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลได้ก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่จำต้องมีคำสั่งรับคำร้องของโจทก์ไว้ดำเนินการไต่สวนก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและหรือการประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการรังวัดแนวเขตทำเลเลี้ยงสัตว์ ป่าหนองพลวง หนองโกดดง หนองโดนสุด หมู่ที่ 1 และ 7 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่จำเลยที่ 1 ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ให้จำเลยที่ 1 ทำการรังวัดทำเลเลี้ยงสัตว์ ป่าหนองพลวง หนองโกดดง หนองโดนสุด หมู่ที่ 1 และที่ 7 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ตามประกาศแนวเขตที่ดินของอำเภอเมืองสุรินทร์ ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2467 และตามหนังสือของผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ถึงนายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ 1235 (1259)/2483 ลงวันที่ 10 มกราคม 2467 ให้ถูกต้องเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินดังกล่าวกับแนวเขตที่ดินโจทก์โดยให้จำเลยทั้งห้าร่วมกับโจทก์นำชี้การรังวัดสอบเขต หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์และขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งห้าให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่า เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในราคาประเมิน 825,000 บาท ภายในกำหนด 20 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้ยากจนจริงและยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ให้ยกคำร้องของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 ขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ เพื่อให้โจทก์แสดงหลักฐานเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่อให้โจทก์แสดงหลักฐานเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจนตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ยังพอมีฐานะ มิได้ยากจนจริงและยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ แล้วยกคำร้องของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนโดยอ้างว่า โจทก์มีฐานะยากจนลงกว่าเดิมเนื่องจากไม่อาจขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมศาลจากบุตรคนโตได้ และโจทก์มีภาระเพิ่มมากขึ้นจากการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งพยานหลักฐานที่จะนำมาแสดงเพิ่มเติมเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ยังไม่ได้นำมาสืบและข้อเท็จจริงบางส่วนเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไว้เดิมซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดและเป็นยุติแล้วจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบตามคำร้องขอได้ โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ดำเนินการไต่สวนก่อนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ไม่ได้บังคับว่าเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ผู้ร้องนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนดังกล่าวศาลจะต้องอนุญาตและทำการไต่สวน จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้แล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดี ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลได้ก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่จำต้องมีคำสั่งรับคำร้องของโจทก์ไว้ดำเนินการไต่สวนก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา อนึ่งการฎีกาคำสั่งกรณีนี้ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา จึงให้คืนเงินค่าคำร้องฎีกาคำสั่ง 40 บาท แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนอง โพธิ์คำ
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1625/2550
#267370
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย และไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนมีการบังคับใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 ซึ่งใช้บังคับโดย พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับรองแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ก็ตาม แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าผู้ตายซึ่งเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ด้วยไม่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่อาจฎีกาโต้แย้งว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่มีผลบังคับได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ต. ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตายและไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงใช้บังคับไม่ได้ การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมในขณะที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นโต้เถียงเป็นประเด็นไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พินัยกรรมของผู้ตายมีข้อกำหนดให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก และ ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคท้าย ก็บัญญัติให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามเจตนาของผู้ตาย แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเป็นมารดาและทายาทของผู้ตายก็ไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันโดยขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้ง ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุเมธ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายต่อศักดิ์ ผู้ตาย เป็นบุตรของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ผู้ตายมีบุตร 2 คน คือ นางสาวแสงระวี และนายชัยฤทธิ์ ผู้ร้องเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2541 ที่โรงพยาบาลศรีสยาม มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินมีโฉนด 1 แปลง เงินฝากในธนาคาร 2 แห่ง แห่งละ 1 บัญชี นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่น

ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า พินัยกรรมที่พิพาทซึ่งทำขึ้นเป็น 2 ฉบับ ระบุว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินมีโฉนด 1 แปลง และเงินฝากในธนาคาร 2 แห่ง แห่งละ 1 บัญชี ให้แก่นางสาวแสงระวีแต่ผู้เดียว ส่วนทรัพย์สินอื่นให้ตกแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตาย และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เป็นพินัยกรรมปลอมและไม่มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุสมควรตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย และผู้คัดค้านที่ 1 มิได้อ้างหรือนำสืบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 จึงต้องฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะแสดงออกโดยเปิดเผยว่าผู้ตายเป็นบุตร ยอมให้ผู้ตายใช้ชื่อสกุล และมีพฤติการณ์อื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ก็ตาม แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่อาจฎีกาโต้แย้งว่าพินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่มีผลบังคับได้

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมในขณะที่ไม่มีสติสัมปัชญญะนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ยกขึ้นโต้เถียงเป็นประเด็นไว้ในคำคัดค้าน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

เมื่อพินัยกรรมของผู้ตายมีข้อกำหนดให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคท้าย ก็บัญญัติให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม จึงสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามเจตนาของผู้ตายที่ได้แสดงไว้ในพินัยกรรม รูปคดีไม่มีเหตุสมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1629 ม. 1713 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุเมธ ตันติเวชกุล
ผู้คัดค้าน — นายศรีศักดิ์ นทิคามิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนิรุทธ์ อุทธังกร
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580 -ที่ 1585/2550
#268066
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 วรรคสาม บัญญัติเพียงว่าให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไปเท่านั้น มิได้บังคับว่าการกระทำกิจการแทนวัดจะต้องประทับตราสำคัญของวัดด้วย ดังนั้นแม้หนังสือมอบอำนาจที่พระราชสุธรรมาภรณ์มอบอำนาจให้ ป. มีอำนาจฟ้องคดีและทำ นิติกรรมสัญญาใดๆ แทนวัดโจทก์ที่ 1 จะมีพระราชสุธรรมาภรณ์ลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ไว้ด้วย ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจาก ป. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 1 ได้

การทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินที่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมมีผลฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 จึงเป็นการเช่าที่ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตาม ข้อ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีหกสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 318/2545 ของศาลชั้นต้นรวมสิบเอ็ดสำนวน โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยหกสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ตามลำดับ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คดียุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 10 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีหกสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีพระราช สุธรรมาภรณ์เป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทน ในการฟ้องคดีโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นายประกอบ ถนอมพิชัย ไวยาวัจกร เป็นผู้ฟ้องคดีแทน และนายประกอบได้มอบอำนาจช่วงให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 904 เลขที่ดิน 65 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 41 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 905 เลขที่ดิน 20 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 47 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา ซึ่งเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน โจทก์ที่ 2 กับนายอมฤทธิ์ แซ่จิว เป็นผู้ร่วมกันเช่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้บุกรุกเข้ามาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารเข้ามาพักอาศัยในที่ดินของโจทก์ที่ 1 โดยปราศจากสิทธิใดๆ และไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 หลังจากโจทก์ที่ 2 และนายอมฤทธิ์ร่วมกันเช่าที่ดินแล้วโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดบุกรุกได้ จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดรื้อถอนบ้านเลขที่ 51/2, 44/3, 67, 66/3, 52, 67/1, 70/5, 59/2, 59/5, 52/4, และ 67/5 หมู่ที่ 13 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 904 เลขที่ดิน 65 และโฉนดเลขที่ 905 เลขที่ดิน 20 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และห้ามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ประทับตราของวัดโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการมอบอำนาจโดยมิชอบ โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่มีอำนาจนำที่ดินออกให้โจทก์ที่ 2 และนายอมฤทธิ์เช่า สัญญาเช่าผิดแบบที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ และโจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้เช่าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสิบเอ็ดครอบครองที่ดินพิพาทมานานโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จำเลยทั้งสิบเอ็ดจึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4 โจทก์ที่ 1 ปล่อยที่ดินให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าเกิน 10 ปี ถือได้ว่าเจตนาสละสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 6 และที่ดินที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดปลูกบ้านอยู่นั้นอยู่แนวเขตคลองหลวงแพ่งในเขตของกรมชลประทาน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและบ้านเลขที่ 51/2, 44/3, 67, 66/3, 52, 67/1, 70/5, 59/2, 59/5, 52/4, และ 67/5 หมู่ที่ 13 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 904 เลขที่ดิน 65 และโฉนดเลขที่ 905 เลขที่ดิน 20 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา กับทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 7 และที่ 11 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายอำนาจ เกตุกะทึก ทายาทจำเลยที่ 7 และนางสาวขาว เฟื่องแก้ว ทายาทของจำเลยที่ 11 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทุกสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจำต้องประทับตราของโจทก์ที่ 1 จึงจะสมบูรณ์และโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งหกในประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ได้หยิบยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาการกระทำใดๆ ในรูปแบบของนิติบุคคลที่จะมีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 จึงต้องประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ทั้งในตราสารจัดตั้งก็ระบุว่าต้องมีการประทับตราสำคัญ แต่พระราชสุธรรมาภรณ์ ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายประกอบมีอำนาจฟ้องคดีและทำนิติกรรมสัญญาใดๆ แทนโจทก์ที่ 1 โดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 การมอบอำนาจจึงไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนั้นเห็นว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 วรรคสาม บัญญัติเพียงว่าให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไปเท่านั้นหาได้บังคับว่าการกระทำกิจการแทนวัดจะต้องประทับตราสำคัญของวัดด้วยไม่ ทั้งในกรณีของโจทก์ที่ 1 นี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีตราสารจัดตั้งที่จำกัดอำนาจของพระราชสุธรรมาภรณ์ให้ต้องประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ยกขึ้นมาอ้างในฎีกา ดังนั้นแม้หนังสือมอบอำนาจที่พระราชสุธรรมาภรณ์มอบอำนาจให้นายประกอบมีอำนาจฟ้องคดีและทำนิติกรรมสัญญาใดๆ แทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ทั้งสองแนบสำเนาภาพถ่ายมาท้ายฟ้องจะปรากฏว่าพระราชสุธรรมาภรณ์เพียงแต่ลงลายมือชื่อโดยมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ไว้ด้วยก็ตาม หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ประกอบกับโจทก์ที่ 2 เบิกความยืนยันว่า ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นายประกอบเป็นผู้ฟ้องคดีแทน นายประกอบมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1,จ.3 เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายประกอบจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ที่ 1 ได้ ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ฎีกาเป็นทำนองว่า นายประกอบทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 แทนโจทก์ที่ 1 โดยขณะทำหนังสือสัญญาไม่มีหลักฐานการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2540 ไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 นายประกอบจึงไม่มีอำนาจทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องแทนโจทก์ที่ 1 ได้เท่านั้น หาได้ให้การถึงปัญหาที่ยกขึ้นอ้างในฎีกาไว้ด้วยไม่ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ในปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 11 ฎีกาว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 ตกเป็นโมฆะเพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาเสียก่อนเนื่องจากมีข้อสัญญาระบุว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปีแรกแล้ว โจทก์ที่ 1 ต้องต่อสัญญาเช่าออกไปอีกจนกว่าจะครบ 30 ปี เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ไม่ว่าการทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฏหมายหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ย่อมมีผลฟ้องร้องบังคับคดีได้แต่เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 จึงเป็นการเช่าที่ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตาม ข้อ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหกสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดทองธรรมชาติ กับพวก
จำเลย — นายสมเจตน์ ตุลานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2550
#267879
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น เป็นการหยิบยกพยานและเหตุต่างๆ ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของมารดาและจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2 งาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และบ้านเลขที่ 19 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้นางและอะ จงรัก มารดาของโจทก์ไปแจ้งชื่อเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมานางและอะถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้ยินยอม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางและอะ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เดิมของที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952 และแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 แปลงเป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 1952, 1953 และ 1954 จากนั้นได้โอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1954 ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952, 1953 และ 1954 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินตามฟ้องเป็นที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) ของนายมะเต จงรัก และนายมะเงาะ ปูเงิน นายมะเตและนางและอะซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว เมื่อนายมะเตถึงแก่กรรมนางและอะ และนายมะเงาะได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าว โดยในส่วนของนางและอะได้ออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 137 สารบบเล่ม 3 หน้า 11 หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่ 2 งาน 75 ตารางวา นางและอะได้สั่งบุตรไว้ว่าเมื่อนางและอะถึงแก่กรรมให้แบ่งที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสามคนคือ นางสมิอะ บุญญา จำเลยที่ 1 และโจทก์ เมื่อนางและอะถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำที่ดินมรดกของนางและอะไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใหม่เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952 และแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 3 แปลง ตามที่นางและอะสั่งไว้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นทรัพย์มรดกของนางและอะ จำเลยที่ 1 มีหนังสือไปถึงโจทก์ให้มารับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1952 ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่ดินมรดก และจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1954 ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นการหยิบยกพยานและเหตุต่างๆ ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง หาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่โจทก์อ้างไม่จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสะหนิ จงรัก
จำเลย — นายสะมา จงรัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1576/2550
#272179
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะขายที่ดินและสัญญาซื้อขายหุ้นมีข้อความเกี่ยวพันต้องปฏิบัติไปด้วยกัน โดยคู่สัญญาตกลงกันนำที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมไปขายเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้นไม่มีลักษณะที่จะถือว่าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะที่จะให้เป็นเจ้าของรวมกันอย่างถาวร หากแต่มีผลให้ยังเรียกให้แบ่งที่ดินไม่ได้ตราบเท่าที่ข้อตกลงนั้นยังมีผลผูกพันอยู่ เมื่อสัญญาไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด หากจะให้คู่สัญญาต้องผูกพันกันตลอดไปจนกว่าจะขายที่ดินได้ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเป็นระยะเวลาอีกกี่ปีคงไม่ใช่เจตนาของคู่สัญญา เมื่อนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันฟ้องคดีเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ก็ยังขายที่ดินไม่ได้ จึงมีเหตุผลสมควรที่โจทก์ทั้งสองจะบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วความผูกพันตามสัญญาย่อมสิ้นสุดลง นิติกรรมที่เป็นเหตุขัดข้องไม่ให้ขอแบ่งที่ดินจึงไม่มีแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1363

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 47377 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามทำข้อตกลงจะขายที่ดินโดยทำเป็นหนังสือว่า จะขายที่ดินตามราคาที่กำหนดนำเงินมาแบ่งกัน แต่จนบัดนี้ยังขายไม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงมอบให้ทนายความมีหนังสือยกเลิกข้อตกลงและขอให้แบ่งที่ดินตามส่วน โดยให้ด้านหน้าที่ดินทุกแปลงติดถนน หากไม่สามารถแบ่งที่ดินได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินเอาเงินแบ่งกัน จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์คนละ 1 ใน 5 ส่วน โดยให้ด้านหน้าที่ดินติดถนนซอย หากไม่สามารถแบ่งแยกดังกล่าวได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินนำเงินแบ่งตามส่วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทุกคนมีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานพลาสติกเชียงฮวด และบริษัทโซโก้ - เอซ จำกัด และยังมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 15240 และ 47377 วันที่ 26 ธันวาคม 2534 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายหุ้นแก่จำเลยทั้งสามและทำสัญญาว่าจะขายที่ดินเพื่อจำเลยทั้งสามจะนำเงินชำระค่าหุ้นแก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2537 สามารถขายที่ดินแปลงแรกและจำเลยทั้งสามนำเงินชำระค่าหุ้นแก่โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่งของราคาซื้อขาย 5,000,000 บาท โดยชำระ 2,500,000 บาท ยังคงค้าง 2,500,000 บาท วันที่ 6 มิถุนายน 2537 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามทำสัญญาซื้อขายหุ้นและทำสัญญาว่าจะขายที่ดินแปลงหลังเป็นเงื่อนไขในการชำระเงินค่าหุ้น โดยจำเลยทั้งสามจะชำระค่าหุ้นที่ค้างแก่โจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อได้ขายที่ดินแปลงหลังแล้ว จึงต้องผูกพันตามสัญญาจนกว่าจะขายที่ดินได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะขายที่ดินและขอแบ่งแยกที่ดิน ที่ดินแปลงหลังอันเป็นที่ดินพิพาทตามฟ้องตกอยู่ในภาระจำยอมเรื่องทางเดินและทางน้ำของที่ดินโฉนดเลขที่ 43447 มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวด้านทิศใต้ทำให้มีเนื้อที่น้อยกว่าในสารบัญจดทะเบียน จึงไม่สามารถแบ่งที่ดินตามเนื้อที่ในสารบัญจดทะเบียน เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 1 ถมดินสร้างอาคารโรงงานพลาสติกบริเวณกลางที่ดินสิ้นเงิน 3,000,000 บาทเศษ โดยสุจริตด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน แต่ยังไม่ได้เปิดประกอบกิจการเนื่องจากไม่มีเงินที่จะดำเนินกิจการ หากมีการแบ่งที่ดินจำเลยที่ 1 ต้องเสียสิ่งปลูกสร้างให้เจ้าของรวมคนอื่น และไม่สามารถกำหนดได้ว่าเจ้าของรวมคนใดจะได้ที่ดินส่วนใด นอกจากนี้ที่ดินแต่ละส่วนจะมีด้านหน้ากว้าง 12 เมตรเศษ ยาว 150 เมตรเศษ แคบแต่ยาวไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ ขายไม่ได้ราคาและไม่มีผู้ซื้อ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47377 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเอาเงินสุทธิแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 5 ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 47377 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน และแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน โดยให้ด้านหน้าของที่ดินแต่ละส่วนนั้นอยู่ติดถนนซอยตลอดแนว หากการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดีให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการแบ่งให้ออกคนละส่วนเท่า ๆ กัน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ข้อสัญญาในเอกสารหมาย จ.2 และเอกสารหมาย จ.3 เป็นนิติกรรมที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามตกลงกันโดยมีวัตถุประสงค์ที่มีลักษณะถาวรที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอให้แบ่งแยกที่ดินหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรก็เรียกให้แบ่งไม่ได้" ซึ่งข้อความในสัญญาจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความเกี่ยวพันกันในลักษณะที่จะต้องปฏิบัติไปด้วยกัน กล่าวคือ คู่สัญญาตกลงกันนำที่ดินไปขายเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้น จากลักษณะของข้อความที่ตกลงกันจะนำที่ดินพิพาทไปขายเช่นนี้ เห็นได้ว่าไม่มีลักษณะที่จะถือว่าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะที่จะให้เป็นเจ้าของรวมกันอย่างถาวรแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงการทำนิติกรรมที่มีผลให้ยังเรียกให้แบ่งที่ดินไม่ได้ตราบเท่าที่ข้อตกลงนั้นยังมีผลผูกพันอยู่เพราะคู่สัญญาต้องผูกพันที่จะถือกรรมสิทธิ์รวมกันไว้เพื่อนำไปขายเอาเงินมาชำระค่าหุ้นตามสัญญาขายหุ้น ปัญหาต่อไปมีว่าคู่สัญญาสามารถบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ลักษณะของการทำข้อตกลงเช่นนี้มีผลเพียงว่า คู่สัญญาตกลงจะขายที่ดินพร้อมกัน ต่างก็ไม่มีสิทธิหรือหน้าที่อย่างใดที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน เมื่อสัญญาไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด หากจะให้คู่สัญญาต้องผูกพันกันตลอดไปโดยไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะขายที่ดินได้ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเป็นระยะเวลาอีกกี่ปีคงไม่ใช่เจตนาของคู่สัญญา เมื่อปรากฏว่านับแต่วันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.2 จนถึงวันฟ้องคดีเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ก็ยังขายที่ดินไม่ได้นับว่าเวลาล่วงเลยไปเกินสมควรแล้ว มีเหตุผลสมควรที่โจทก์ทั้งสองจะบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วความผูกพันตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ย่อมสิ้นสุดลง นิติกรรมที่เป็นเหตุขัดข้องไม่ให้ขอแบ่งที่ดินจึงไม่มีแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินได้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรัตน์ ธาราสายทอง กับพวก
จำเลย — นายสุวิทย์ ธาราสายทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1571/2550
#273655
เปิดฉบับเต็ม

ชั้นบังคับคดีในคดีก่อนเป็นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ในฐานะผู้ร้องยื่นคำร้องว่าไม่ใช่บริวาร โจทก์กับจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ทั้งคดีก่อนและคดีนี้ต่างมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน ซึ่งคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอีก ในประเด็นเดียวกันย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 259 ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ (มะขาม) จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา จากนายเพิ่ม แก้วเขียว แต่หลังจากนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ โจทก์จึงฟ้องนายเพิ่มเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับนายเพิ่มและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ในคดีดังกล่าวโจทก์กับนายเพิ่มทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน แล้วนายเพิ่มผิดนัด โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีแก่นายเพิ่ม จำเลยและบริวาร จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 349 ตำบลตะเคียนทอง (คลองพลู) อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 39 ไร่ 60 ตารางวา มาจากนางฉอ้อน สุภาพเพชร นางฉอ้อนชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์รวมเข้าไปด้วย จำเลยเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีเจตนาและโดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของนางฉอ้อน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์เสียหายและขาดรายได้จากการใช้ที่ดินทำการเกษตรกรรมไม่น้อยกว่าปีละ 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 259 ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ (มะขาม) จังหวัดจันทบุรี และชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท กับอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1059/2538 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้กับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1059/2538 ของศาลชั้นต้นเป็นที่ดินแปลงเดียวกันได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 259 โดยคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายเพิ่ม แก้วเขียว กับบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยนายเพิ่มยอมขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความคดีถึงที่สุดแล้ว นายเพิ่มไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนายเพิ่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จำเลยในคดีนี้ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ใช่บริวารของนายเพิ่มและอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของ หาได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิของนายเพิ่มไม่ เมื่อได้ความว่าจำเลยซื้อที่ดินจากผู้อื่นและรุกล้ำเข้าครอบครองทำประโยชน์กับปลูกบ้านในที่ดินพิพาทซึ่งเคยเป็นของนายเพิ่มตลอดมา นายเพิ่มมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครองก็แต่โดยต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เมื่อปรากฏว่านายเพิ่มไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากนายเพิ่มไม่มีสิทธิดีไปกว่านายเพิ่ม ก่อนคดีในชั้นบังคับคดีดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงที่สุด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยตั้งรูปคดีเช่นเดียวกับที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในชั้นบังคับคดีว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อจากนายเพิ่ม ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องและข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าโจทก์จำเลยในคดีก่อนกับในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนเป็นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ในฐานะผู้ร้อง โจทก์กับจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแล้ว ทั้งคดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่ามีประเด็นอย่างเดียวกัน ซึ่งประเด็นในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอีกในประเด็นเดียวกันย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัคร เจียมบุรเศรษฐ์
จำเลย — นางมีนา จิตรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1565/2550
#268443
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติม ศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้องไม่ แม้จำเลยและผู้ร้องสอดจะไม่ได้ลงชื่อรับรองแผนที่พิพาท แต่จำเลยและผู้ร้องสอดก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับระวางโฉนดที่ดินแต่อย่างไร ศาลจึงรับฟังแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 26 ไร่ จำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความและแก้ไขคำร้องกับฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่ดินจำนวน 4 ไร่ ต่อมา โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายเสรี ก่อนยื่นคำร้อง ผู้ร้องสอดได้บอกกล่าวให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้ผู้ร้องสอดได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และรับฟ้องแย้งเฉพาะที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความดำเนินการทำแผนที่พิพาทโดยเจ้าพนักงานที่ดิน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดง แต่ไม่รวมถึงที่ดินเลขที่ 22 ยกคำร้องสอด

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยและผู้ร้องสอดว่า การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 เป็นพยานหลักฐานในคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุแผนที่ดังกล่าวไว้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แผนที่พิพาทแตกต่างกับแผนที่พิพาทโดยสังเขปเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น นอกคำฟ้อง ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย และมาตรา 87 (2) มาปรับใช้ในคดีโดยให้เหตุผลว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้องไม่ สำหรับแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 นั้น แม้จำเลยและผู้ร้องสอดจะมิได้ลงชื่อรับรองแต่จำเลยและผู้ร้องสอดก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับระวางโฉนดที่ดินแต่อย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคท้าย ม. 87 (2) ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกิด หมั่นสิงห์หรือหมั้นสิงห์ หรือมั่นสิงห์
นายมานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้องสอด — นายเสรี สุชาตะประคัลภ์
จำเลย — นายมานพ พลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1565/2550
#272177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง โดยตั้งราคาที่ดินเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดงเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ซึ่งคิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็รับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามมาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน มิใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเดือนตุลาคม 2538 จำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซึ่งมีจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสรีเป็นผู้ครอบครอง โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของแต่เป็นการครอบครองแทนนายเสรี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เดิมที่ดินพิพาทแบ่งเป็น 4 แปลง และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นของกองมรดกของนายเสรี นอกจากนี้ที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่ ทางทิศใต้ของที่ดินแปลงที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทเป็นกองมรดกของนายเสรีเช่นกัน นายเสรีซื้อที่ดินแปลงนี้มาจากนายโสม บุสภาค แล้วให้ผู้อื่นเช่าตลอดมาจนนายเสรีถึงแก่ความตายเมื่อปี 2528 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่ดินต่อมา โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายเสรี ก่อนยื่นคำร้อง ผู้ร้องสอดได้บอกกล่าวให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้ผู้ร้องสอดได้รับความเสียหาย หากให้ผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจะได้ค่าเช่าเดือนละ 11,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และรับฟ้องแย้งเฉพาะที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความดำเนินการทำแผนที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานที่ดิน ตามแผนที่ที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 เฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดง แต่ไม่รวมถึงที่ดินเลขที่ 22 หน้าสำรวจ 1644 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกคำร้องสอด

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องสอดในชั้นศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 26 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง โดยตั้งราคาที่ดินเป็นเงิน 300,000 บาท ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความทำแผนที่พิพาทปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมีที่ตั้งตามรูปแผนที่ครอบในระวางแผนที่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 เฉพาะส่วนที่โจทก์นำชี้ตามเส้นสีแดงแต่ไม่รวมถึงที่ดินเลขที่ 22 หน้าสำรวจ 1644 เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่เอกสารหมาย ล.27 หนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.31 และสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย ล.32 แล้วที่ดินพิพาทกันในชั้นฎีกาคงมีเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยและผู้ร้องสอดรับฟังได้ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องสอดนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยและผู้ร้องสอดข้อแรกว่า การที่ศาลทั้งสองรับฟังแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 เป็นพยานหลักฐานในคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุแผนที่ดังกล่าวไว้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แผนที่พิพาทแตกต่างกับแผนที่พิพาทโดยสังเขปเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น นอกคำฟ้อง ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย และมาตรา 87 (2) มาปรับใช้ในคดีโดยให้เหตุผลว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาใช่เรื่องนอกประเด็นนอกคำฟ้องไม่ สำหรับแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 นั้น แม้จำเลยและผู้ร้องสอดจะมิได้ลงชื่อรับรอง แต่จำเลยและผู้ร้องสอดก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับระวางโฉนดที่ดินแต่อย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวมาประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

ที่จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาข้อต่อไปโดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนเนื้อที่ 4 ไร่ โดยอาศัยสิทธิของนางโกสุม สุชาตะประคัลภ์ ภรรยาของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ที่ดินพิพาทส่วนนี้จึงเป็นสินสมรสระหว่างนายเสรีกับนางโกสุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เป็นเรื่องนอกคำร้องสอดไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การและผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือผู้ร้องสอด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องนอกคำร้องสอดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของผู้ร้องสอด ซึ่งที่ดินพิพาทกันในชั้นฎีกามีเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คิดเป็นจำนวนทุนทรัพย์ 137,600 บาท จำเลยและผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาในส่วนของฟ้องโจทก์เป็นเงินคนละ 3,440 บาท และผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาในส่วนของฟ้องแย้งเป็นเงิน 1,250 บาท แต่จำเลยและผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาคนละ 7,500 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยเป็นเงิน 4,060 บาท และผู้ร้องสอดเป็นเงิน 2,810 บาท"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยเป็นเงิน 4,060 บาท และผู้ร้องสอดเป็นเงิน 2,810 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 87 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกิด หมั่นสิงห์หรือหมั้นสิงห์หรือมั่นสิงห์
นายมานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้องสอด — นายเสรี สุชาตะประคัลภ์
จำเลย — นายมานพ พลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2550
#494294
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง และประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำและลำรางสาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและผู้เช่ารายอื่นๆ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 60/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ตามแผนที่สังเขปแสดงการครองครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินพื้นที่สีเหลือง และให้จำเลยกับบริวารร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้นในอัตราเดือนละ 2,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในแนวเขตเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทของเจ้าพนักงานที่ดินและให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 15,500 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณานายเรียมผู้จัดการมรดกของนายบางถึงแก่กรรมโดยมีนางหล่ำผู้จัดการมรดกคนใหม่เข้าดำเนินคดีต่อไปและจำเลยถึงแก่กรรม นายชาติ นายวิชัย นายวันชัย และนางเชื่อม ทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาต้องกันให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน (ลำรางสาธารณประโยชน์และทางน้ำ) และในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้แต่ประการใด เพราะจำเลยให้การแต่เพียงว่าบิดามารดาของจำเลยบุกเบิกจับจองที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ได้หมดสภาพการใช้เป็นสาธารณประโยชน์แล้ว หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็แสดงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และโดยที่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่นั้นเป็นที่หลวงด้านหลังบ้านติดคลองบางน้ำจืด ขณะที่อยู่อาศัยไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีนายชัยวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยอาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1 มา 20 ปีเศษแล้ว โดยบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเดิมเป็นลำราง เรียกว่า คลองบางด้วนใช้เป็นทางสัญจรของเรือ ต่อมาคลองดังกล่าวตื้นเขิน จึงได้มีการทำนาข้าวในบริเวณคลอง และพยานได้ตรวจดูระวางแผนที่ของกรมที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินส่วนที่จำเลยอยู่อาศัยในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนที่ดินข้างเคียงปัจจุบันได้มีการออกโฉนดเรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2540 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ช่างรังวัดของกรมที่ดินมาทำการรังวัดเพื่อออกหลักฐานบริเวณที่ดินซึ่งเป็นลำรางและหนองน้ำ ซึ่งรวมถึงบริเวณบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วย กับมีนายวิชัยเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยเนื่องจากอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลองบางด้วนเดิมใช้เป็นทางระบายน้ำหรือเป็นทางสัญจรทางเรือ ลำรางดังกล่าวประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน บ้านของบิดาโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกของลำรางสาธารณะ ส่วนบ้านของจำเลยอยู่ในเขตลำรางสาธารณะใกล้เคียงกับเครื่องหมายดอกจันในแผนที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเคยเรียกพยานไปสอบถามเรื่องลำรางสาธารณะ และที่ดินจังหวัดชี้แจงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเป็นบริเวณลำรางสาธารณะ แต่ยังรังวัดไม่เสร็จเนื่องจากโจทก์คัดค้าน ซึ่งพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวต่างเบิกความยืนยันว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัย อยู่ในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ แม้ว่าโจทก์จะมีนายเต๋อ นายพงษ์เพชร นายสถิตย์ และตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีผู้อื่นทำสัญญาเช่าที่ดินในบริเวณนี้อีก 7 ถึง 8 ราย แต่โจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เพียงแต่โจทก์ได้รับมรดกตกทอดมาจากบิดา มารดา และตากับยาย และในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทโดยเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำซึ่งคู่ความลงลายมือชื่อรับรองไว้แล้ว โดยโจทก์นำชี้ว่าเป็นที่ดินของโจทก์ 10 ไร่เศษ และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ ไม่เคยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3 แต่ที่ดินรอบ ๆ ที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดได้สอดคล้องกับแผนที่สังเขปแสดงที่ดินพิพาทของโจทก์เองว่าที่ดินบริเวณรอบ ๆ ที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดแล้วทุกแปลงเป็นเวลานานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 84 ปี พฤติการณ์ของโจทก์เท่ากับยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำและลำรางสาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่า โดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและผู้เช่ารายอื่น ๆ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรียม จุ้ยไทยในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายบาง จุ้ยไทย
นางชุมหรือชุบ จาดฉา โดยนายชาติ จาดฉา
นายวิชัย จาดฉา นายวันชัย จาดฉา
นายเชื่อม แดงภิรมย์หรือจาดฉา
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายนพรัตน์ ชลวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563/2550
#268064
เปิดฉบับเต็ม

การอยู่ร่วมกันของคนในชนบทตามปกติจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้โดยถือวิสาสะ อันเป็นการเอื้อเฟื้ออาทรต่อกัน การใช้ทางพิพาทของโจทก์ในลักษณะเช่นว่านี้ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จะใช้นานกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่โจทก์โดยอายุความตามมาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11305 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5414 ที่ดินโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะโจทก์ใช้ทางคันดินกว้างประมาณ 2 ศอก สูงประมาณ 1 ศอก ยาวประมาณ 4.5 เส้น ซึ่งเป็นคันกั้นเขตที่ดินของจำเลยกับนายทองคำ ธรรมปัญญา โดยอยู่ในที่ดินของจำเลย 1 ศอก อยู่ในที่ดินของนายทองคำ 1 ศอก เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเป็นเวลา 18 ปีแล้ว ทางดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โดยอายุความ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยและบริวารทำลายคันดินในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายใช้เส้นทางไม่สะดวก ขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องตกเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยซ่อมแซมคันดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแล้วให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า คันดินพิพาทมีความกว้างเพียง 1 ศอก ยาวตลอดแนวเพียง 3.18 เส้น บางส่วนอยู่ในที่ดินของนายทองคำทั้งหมด โจทก์และบริวารอาศัยคันดินพิพาทเดินเข้าออกในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย มิใช่โดยปรปักษ์ ทางพิพาทจึงไม่ใช่ภาระจำยอมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามเส้นสีฟ้าในแผนที่วิวาทหมาย จ.1 ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5414 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11305 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของโจทก์ ให้จำเลยซ่อมแซมทางพิพาทที่จำเลยขุดออกให้ทางมีความกว้าง 80 เซนติเมตร ตามสภาพเดิมตลอดทางตั้งแต่ทางสาธารณะไปจนถึงที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11305 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยซื้อมาตั้งแต่ปี 2513 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5414 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยซื้อมาตั้งแต่ปี 2534 ที่ดินของโจทก์และที่ดินของจำเลยอยู่ติดต่อกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นคันนาแบ่งเขตที่ดินของจำเลยกับที่ดินของนายทองคำ ธรรมปัญญา เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โดยอายุความหรือไม่ โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ตามปกติประเพณีของท้องถิ่นสามารถใช้คันนาเป็นทางเดินได้ทั่วถึงกันโดยไม่มีการหวงห้าม เห็นว่า การได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือจะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามายทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แต่จากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันของคนในชนบทตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้โดยถือวิสาสะ อันเป็นการเอื้อเฟื้ออาทรต่อกันของคนในสังคม การใช้ทางพิพาทของโจทก์ก็เข้าอยู่ในลักษณะเช่นว่านี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยนานกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่โจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชั้น สาระสุข
จำเลย — นายทัศนัย จินดาวนิช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563/2550
#273671
เปิดฉบับเต็ม

การได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือจะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผยและด้วยเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แต่การอยู่ร่วมกันของคนในชนบทตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้โดยถือวิสาสะ อันเป็นการเอื้อเฟื้ออาทรต่อกันของคนในสังคม การใช้ทางพิพาทของโจทก์ก็เข้าอยู่ในลักษณะเช่นว่านี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยนานกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องตกเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยซ่อมแซมคันดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแล้วให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามเส้นสีฟ้าในแผนที่วิวาทหมาย จ.1 ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5414 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11305 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของโจทก์ ให้จำเลยซ่อมแซมทางพิพาทที่จำเลยขุดออกให้ทางมีความกว้าง 80 เซนติเมตร ตามสภาพเดิมตลอดทาง ตั้งแต่ทางสาธารณะไปจนถึงที่ดินโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11305 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยซื้อมาตั้งแต่ปี 2513 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5414 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยซื้อมาตั้งแต่ปี 2534 ที่ดินของโจทก์และที่ดินของจำเลยอยู่ติดต่อกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นคันนาแบ่งเขตที่ดินของจำเลยกับที่ดินของนายทองคำ ธรรมปัญญา เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โดยอายุความหรือไม่ โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ตามปกติประเพณีของท้องถิ่นสามารถใช้คันนาเป็นทางเดินได้ทั่วถึงกันโดยไม่มีการหวงห้าม เห็นว่า การได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือจะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แต่จากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันของคนในชนบทตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้โดยถือวิสาสะ อันเป็นการเอื้อเฟื้ออาทรต่อกันของคนในสังคม การใช้ทางพิพาทของโจทก์ก็เข้าอยู่ในลักษณะเช่นว่านี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยนานกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชั้น สาระสุข
จำเลย — นายทัศนัย จินดาวนิช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2550
#266952
เปิดฉบับเต็ม

ใบสมัครงานระบุว่า "ในการขาย ให้เช่า เช่าซื้อหรือการขายสัญญาบริการหรือการก่อหนี้ใด ๆ ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ (ลูกค้า) พนักงานขายและพนักงานช่างและหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าของการขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการนั้น ๆ ทุกคนจะต้องเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจรับผิดชอบเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการโดยตรง บริษัทฯ ไม่มีส่วนตัดสินใจแต่ประการใด ฉะนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้านั้น ๆ ได้ พนักงานทุกคนที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าจะต้องรับผิดชอบชดใช้ต่อค่าสินค้าตามใบเสร็จที่ระบุราคาขายให้แก่บริษัทฯ ตามอัตราส่วนของการได้รับค่านายหน้าให้แก่บริษัท" การกำหนดดังกล่าวมิใช่กรณีบุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เพราะในขณะทำสัญญามีเพียงบุคคลสองฝ่ายคือเจ้าหนี้หรือนายจ้าง กับผู้เข้าประกันหรือลูกจ้างจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันผู้ซื้อสินค้า แต่เป็นการตกลงประกันการก่อให้เกิดความเสียหายไว้ล่วงหน้าว่าผู้เข้าประกันหรือลูกจ้างที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าจะต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายจากการตัดสินใจรับผิดชอบเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการ ซึ่งความผูกพันระหว่างโจทก์กับบุคคลภายนอกผู้ซื้อ ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ซื้อสัญญาบริการจะเป็นไปตามสัญญาภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ แต่ความผูกพันระหว่างโจทก์ในฐานะนายจ้างกับพนักงานขาย พนักงานช่างและหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าของการขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการยังคงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน ดังนั้น จึงมิได้หมายความว่าลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยชอบและสุจริตแล้วยังจะต้องชดใช้ความเสียหายที่ตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด เว้นแต่จะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกต้องและสุจริตอันเป็นผลให้ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้าให้แก่นายจ้างตามที่ระบุในใบสมัครงาน และเมื่อเงื่อนไขในใบสมัครงานมิได้กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขาย พนักงานช่าง และหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าต้องทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันผู้อื่น ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ซื้อสัญญาบริการแล้ว เงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชนจึงใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 17,893.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าหน่วยความจำเครื่องพิมพ์เอกสารที่จำเลยเบิกไปจากโจทก์แล้วไม่นำมาคืนเป็นเงิน 1,947.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วนฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า สัญญาจ้างแรงงานตามใบสมัครงาน ที่กำหนดให้พนักงานทุกคนที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้าได้ โดยจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินค้าตามใบเสร็จที่ระบุราคาขายให้แก่บริษัทตามอัตราส่วนของการได้รับค่านายหน้าให้แก่บริษัทนั้น เป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ และจำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า ตามใบสมัครงานระบุว่า "ในการขาย ให้เช่า เช่าซื้อหรือการขายสัญญาบริการหรือการก่อหนี้ใดๆ ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ (ลูกค้า) พนักงานขายและพนักงานช่างและหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าของการขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการนั้นๆ ทุกคนจะต้องเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจรับผิดชอบเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการโดยตรง บริษัทฯ ไม่มีส่วนตัดสินใจแต่ประการใด ฉะนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้านั้นๆ ได้ พนักงานทุกคนที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าจะต้องรับผิดชอบชดใช้ต่อค่าสินค้าตามใบเสร็จที่ระบุราคาขายให้แก่บริษัทฯ ตามอัตราส่วนของการได้รับค่านายหน้าให้แก่บริษัท" การกำหนดดังกล่าวมิใช่กรณีบุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เพราะในขณะทำสัญญามีเพียงบุคคลสองฝ่ายคือเจ้าหนี้หรือนายจ้าง กับผู้เข้าประกันหรือลูกจ้างจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันผู้ซื้อสินค้า แต่เป็นการตกลงประกันการก่อให้เกิดความเสียหายไว้ล่วงหน้าว่าผู้เข้าประกันหรือลูกจ้างที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าจะต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายจากการตัดสินใจรับผิดชอบเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการ ซึ่งความผูกพันระหว่างโจทก์กับบุคคลภายนอกผู้ซื้อ ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ซื้อสัญญาบริการจะเป็นไปตามสัญญาภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องนั้นๆ แต่ความผูกพันระหว่างโจทก์ในฐานะนายจ้างกับพนักงานขาย พนักงานช่างและหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าของการขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการยังคงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน ดังนั้น จึงมิได้หมายความว่าลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยชอบและสุจริตแล้วยังจะต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่ตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นอีก แต่หากลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ของตนในการพิจารณาตัดสินใจเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการหรือการก่อหนี้ใดๆ ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ (ลูกค้า) โดยไม่ถูกต้องและสุจริต อันเป็นผลให้ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ก็สามารถเรียกร้องให้ลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าสินค้าตามใบเสร็จที่ระบุราคาขายให้แก่โจทก์ตามอัตราส่วนของการได้รับค่านายหน้าตามเงื่อนไขในใบสมัครงาน ดังกล่าวได้ และเมื่อเงื่อนไขในใบสมัครงาน มิได้กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขาย พนักงานช่าง และหรือพนักงานผู้ที่มีส่วนได้รับค่านายหน้าต้องทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันผู้อื่น ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ซื้อสัญญาบริการแล้ว เงื่อนไขในใบสมัครงานดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลบังคับตามความหมายที่กล่าวมา แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ตัดสินใจเป็นผู้อนุมัติให้ขาย ให้เช่า เช่าซื้อ หรือการขายสัญญาบริการ หรือการก่อหนี้ใดๆ ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ (ลูกค้า) โดยไม่ถูกต้องและสุจริตอันเป็นผลให้ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ประกอบดุลพินิจว่าจะกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่ขายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายในประเด็นนี้ เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาในประเด็นนี้ใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เฉพาะส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ไม่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้ ให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังที่กล่าวมา แล้วพิพากษาในประเด็นนี้ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 575 ม. 680
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียวเซร่ามิต้า (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสถิตย์ ชูรัชฎินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
นายพิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540 -ที่ 1541/2550
#272168
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือมีอายุความเกินกว่า 1 ปี ที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตอกเสาเข็มจึงเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ การที่โจทก์ยกประเด็นเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงขึ้นฎีกาจึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนคดีหลังว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีแรกว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3194 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1042/84 เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ดำเนินการตอกเสาเข็มเสร็จวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 การตอกเสาเข็มดังกล่าวทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ทรุดได้รับความเสียหายร้าวทั้งหลัง โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ระงับการตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2539 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 381,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงให้ดำเนินการตอกเสาเข็ม โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้เลือกหาหรือมีส่วนในการงานที่สั่งให้ทำ และผู้รับเหมาช่วงตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้าน จำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ดำเนินการตอกเสาเข็ม บริษัทดังกล่าวตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โดยไม่ได้เกิดความเสียหายแก่บ้านของโจทก์แต่อย่างใด หากเกิดความเสียหายจำเลยที่ 2 ก็หาต้องรับผิดชอบไม่ ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 125,567 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างโดยว่าจ้างช่วงให้นายประกอบ ตั้งสัจจพงศ์ ตอกเสาเข็ม 8 ต้น ในที่ดินดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า หลังจากบ้านของโจทก์แตกร้าวเสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงจะซ่อมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม ใช้การได้และได้นำช่างไปซ่อมให้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ซ่อมบ้านตามที่ได้รับสภาพหนี้กันไว้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาจากจากจำเลยที่ 1 จึงมีอายุความ 10 ปี เห็นว่า ตามคำฟ้องที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลย (จำเลยที่ 1) ว่าจ้างช่างผู้รับเหมา (จำเลยที่ 2) ให้ดำเนินการ เจาะอัด ดึง ตอกเสาเข็ม และทำเสาเข็ม เพื่อก่อสร้างบ้านซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ การตอกเสาเข็มของผู้รับเหมาทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างแรงเป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ร้าวและทรุด การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิด ซึ่งสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดนั้นมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คำฟ้องมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือมีอายุความเกินกว่า 1 ปี แต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้อีกต่อไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เหตุในคดีนี้เกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2539 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง โจทก์นำสืบโดยมีเพียงตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่าจำเลยที่ 2 ทำการตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 ใช้เวลาวันเดียวก็ตอกเสร็จ การตอกเสาเข็มดังกล่าวทำให้บ้านของโจทก์เสียหายและโจทก์ทราบเหตุในวันเดียวกัน คำเบิกความของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดมาสนับสนุนทั้งที่โจทก์เองก็นำสืบอ้างว่า ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างบ้านของจำเลยที่ 1 ต่อผู้อำนายการกองช่างของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และหลักฐานดังกล่าวยังอยู่ที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำหนังสือคัดค้านการก่อสร้างซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ทำขึ้นใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุมาแสดงต่อศาลเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน ส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากจะอ้างตนเองเบิกความยืนยันว่า นายประกอบซึ่งรับจ้างจำเลยที่ 2 ตอกเสาเข็มได้ดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 6 มีนาคม 2539 ใช้เวลาตอก 2 วัน จึงแล้วเสร็จ จำเลยที่ 2 ยังมีนายประกอบมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างนายประกอบตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2539 ซึ่งข้อเท็จจริงที่นายประกอบเบิกความดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ยังมีหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ล.10 และบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย ล.11 มาแสดง ซึ่งตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย ล.10 ระบุว่า ทำขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม 2539 มีข้อสัญญาเรื่องการจ่ายสินจ้างระบุไว้ในข้อ 2 ความว่า ผู้ว่าจ้างจะจ่ายสินจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง 3 งวด งวดที่ 1 จ่าย 200,000 บาท เมื่อผู้รับจ้างตีผังบริเวณก่อสร้างตอกเสาเข็ม ขุดดินผูกเหล็กและเทคอนกรีตฐานรากแล้วเสร็จ ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวสอดคล้องกับข้ออ้างเรื่องวันเวลาที่มีการตอกเสาเข็มของจำเลยที่ 2 และยังสอดคล้องกับรายการโอนเงินตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย ล.11 แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบในเรื่องวันเวลาที่มีการตอกเสาเข็มแตกต่างกับที่ให้การไว้ไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เป็นพิรุธ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำมาสืบมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า นายประกอบซึ่งรับจ้างจำเลยที่ 2 ตอกเสาเข็มได้ดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 6 มีนาคม 2539 และแล้วเสร็จหลังจากนั้น 2 วัน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ซึ่งเกินกว่ากำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ตกลงที่จะซ่อมแซมบ้านให้โจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้ซ่อมไปแล้วบางส่วน ถือได้ว่าเป็นการยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ อายุความจึงสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตอกเสาเข็มจึงเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์โจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด การที่โจทก์ยกประเด็นเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงขึ้นฎีกาจึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยินดี สมจิตต์
จำเลย — นายเกษม สาลีพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1538/2550
#272656
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทซึ่งเป็นลูกหนี้ถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ทำให้ผู้ร้องซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าวได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทลูกหนี้ถูกขีดชื่อจากนายทะเบียน แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นฟ้องกรรมการของบริษัทดังกล่าวในฐานะผู้ชำระบัญชีให้ชำระหนี้ของบริษัทได้ เพราะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 ก็ตาม ก็หาเป็นการตัดสิทธิของเจ้าหนี้ของบริษัทที่รู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทลูกหนี้ถูกขีดชื่อจากทะเบียน จะยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้บริษัทดังกล่าวกลับจดชื่อคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อดำเนินการเรียกร้องหนี้สินจากบริษัทโดยตรงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า บริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด เป็นลูกหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) โดยมีทรัพย์สินมาจำนองเป็นหลักประกัน ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในบรรดาสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจและหลักประกันแห่งหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) มาจากการจำหน่ายสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งกระทำโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่นำออกจำหน่ายเพื่อชำระบัญชีของสถาบันการเงินที่ถูกกระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการผู้ร้องได้ทวงถามให้บริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่ยังไม่ได้รับการชำระหนี้ ผู้ร้องประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองแก่บริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด แต่ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากบริษัทดังกล่าวถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อออกจากนายทะเบียนเป็นบริษัทร้าง เป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนสู่ทะเบียน

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว มีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด ให้คืนสถานะเป็นนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในบรรดาสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจและหลักประกันแห่งหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด มาจำนวน 131,320,148.75 บาท ผู้ร้องทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่บริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด แล้ว ต่อมาผู้ร้องได้ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าวได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทลูกหนี้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน และเมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้บริษัทดังกล่าวได้กลับคืนขึ้นทะเบียนเพื่อให้ผู้ร้องดำเนินการเรียกร้องหนี้สินจากบริษัทดังกล่าวได้โดยตรง แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นฟ้องกรรมการของบริษัทดังกล่าวในฐานะผู้ชำระบัญชีให้ชำระหนี้ของบริษัทได้เพราะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทเสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 ก็ตาม ก็หาเป็นการตัดสิทธิของเจ้าหนี้ของบริษัทที่รู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทลูกหนี้ถูกขีดชื่อจากทะเบียน จะยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้บริษัทดังกล่าวกลับจดชื่อคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อดำเนินการเรียกร้องหนี้สินจากบริษัทโดยตรงไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทแค็ปปิตอล เพาเวอร์ จำกัด ให้คืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 ม. 1250
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กองทุนรวม วี แคปปิตอล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ