คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1259/2550
#273666
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคาร ก. สาขาสี่มุมเมือง-รังสิต ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 152,479.53 บาท มอบให้แก่บริษัท ห. ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบถ้วนเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ไม่จำต้องบรรยายว่ามูลหนี้ซื้อขายระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยได้มีหลักฐานการซื้อขายต่อกัน หรือผู้เสียหายได้ส่งสินค้าทุกรายการให้ครบถ้วนแล้ว และโจทก์ก็ไม่จำต้องแนบหลักฐานการซื้อขายมาพร้อมกับฟ้องดังที่จำเลยฎีกา เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่มุมเมือง-รังสิต ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 152,479.53 บาท มอบให้แก่บริษัทหนองแคคอนกรีต จำกัด ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" โดยจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ เหตุเกิดที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3973/2541 และ 3974/2541 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3973/2541 และ 3974/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2)) จำคุก 2 เดือน ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นนั้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่มุมเมือง-รังสิต ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 152,479.53 บาท มอบให้แก่บริษัทหนองแคคอนกรีต จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบถ้วนเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ไม่จำต้องบรรยายว่ามูลหนี้ซื้อขายระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยได้มีหลักฐานการซื้อขายต่อกัน หรือผู้เสียหายได้ส่งสินค้าทุกรายการให้ครบถ้วนแล้ว และโจทก์ก็ไม่จำต้องแนบหลักฐานการซื้อขายมาพร้อมกับฟ้องดังที่จำเลยฎีกา เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสำอางค์ โสภา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1206/2550
#268498
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีวิทยุคมนาคมไว้ก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้ และการที่จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่มีอยู่นั้นมาตั้งเป็นสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้เช่นกัน แล้วจำเลยก็ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมตามรายการเดียวกัน การกระทำของจำเลยในสองฐานความผิดที่กล่าว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีเจตนาเดียว เพื่อที่จะสามารถติดต่อด้วยเครื่องวิทยุคมนาคม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงต้องลงโทษจำเลยฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต กับความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดคนละกรรมกัน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 37 ตรี พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 4, 11, 25, 38, 49, 50 พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 มาตรา 4, 25, 30, 70 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2535 มาตรา 49 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2481 มาตรา 4, 7, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2498 (ที่ถูก พ.ศ.2489) มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง โดยเครื่องวิทยุคมนาคมขอริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับไว้ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และรับสารภาพข้อหาอื่นตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 37 ตรี (ที่ถูก 37 ตรี วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 11, 25 วรรคสาม, 38, 49 (ที่ถูก 11 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 38, 49 วรรคสอง) พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 70 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 23 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2481 มาตรา 7, 9 วรรคหนึ่ง, 282 (ที่ถูก พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2481 มาตรา 7, 9 วรรคหนึ่ง) การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 2 ปี ฐานขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศในทะเลเขตต่อเนื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานมีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีกำหนด (ที่ถูก ฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย) จำคุก 2 ปี ฐานมีเครื่องวัดปริมาตรน้ำมัน โดยไม่มีตราเครื่องหมายคำรับรองของเจ้าพนักงาน จำคุก 1 เดือน ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้ควบคุมเรือ โดยไม่มีประกาศนียบัตร จำคุก 2 เดือน ฐานใช้เรือโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 24 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000 บาท ริบของกลาง โดยเครื่องวิทยุคมนาคมริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โดยให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบของราคาของกลางหรือค่าปรับและจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า ความเห็นของพนักงานคุมประพฤติเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ว่ากระทำเป็นขบวนการไม่อาจรับฟังเป็นโทษต่อจำเลยก็ดี จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางเป็นเรือที่ไม่มีการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมายและใช้ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงก็ดี และมีการขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตน่านน้ำสากลหรือประเทศมาเลเซียก็ดี เห็นว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยแถลงไม่ค้านและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2547 ประกอบกับคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะมาโต้แย้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในชั้นฎีกาหรือจำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดหาได้ไม่เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามคำฟ้อง นอกจากเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่ควบคุมเกี่ยวกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะไม่เหมาะสมกับสภาพการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ยังเป็นการประกอบการค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่สุจริตอันก่อให้เกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจของชาติ ทั้งการลักลอบขนถ่ายสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายในลักษณะนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลอีกด้วย การกระทำของจำเลยนับได้ว่าเป็นอันตรายต่อสาธารณชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยมีวิทยุคมนาคมไว้ก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้ และการที่จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่มีอยู่นั้นมาตั้งเป็นสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้เช่นกัน แล้วจำเลยก็ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมตามรายการเดียวกัน การกระทำของจำเลยในสองฐานความผิดที่กล่าว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีเจตนาเดียว เพื่อที่จะสามารถติดต่อด้วยเครื่องวิทยุคมนาคม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงต้องลงโทษจำเลยฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดคนละกรรมกัน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 และสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดทั้งสองฐานนี้มีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงบทเดียว ส่วนกำหนดโทษซึ่งลดโทษให้แล้วคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมกับโทษฐานอื่นที่ไม่ได้มีการแก้ไขแล้ว จำคุก 2 ปี 9 เดือน และปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมศักดิ์ อินทร์สำราญ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1205/2550
#267930
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยนำแผ่นวีซีดีเกมส์ที่บันทึกข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าโดยให้เล่นผ่านเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ให้ปรากฏเป็นภาพและเสียงทางจอโทรทัศน์เครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์และโทรทัศน์จึงเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทอิเลคโทรนิค อาร์ต อิงค์ จำกัด ผู้เสียหาย โดยการนำแผ่นวีซีดีเกมส์ ที่บันทึกข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำนวน 4 แผ่น ออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไปโดยให้เล่นผ่านเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ให้ปรากฏเป็นภาพและเสียงทางจอโทรทัศน์ให้บริการแก่ลูกค้าที่เช่าและใช้บริการเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีซีดีเกมส์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นวีซีดีเกมส์ จำนวน 4 แผ่น เครื่องเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1 เครื่อง และโทรทัศน์ จำนวน 1 เครื่อง อันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ให้แผ่นวีซีดีเกมส์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องจำนวน 4 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนของกลางอื่นขอให้ริบ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), มาตรา 70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นวีซีดีเกมส์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ 1 เครื่อง กับเครื่องรับโทรทัศน์ 1 เครื่อง ของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยนำแผ่นวีซีดีเกมส์ที่บันทึกข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าโดยให้เล่นผ่านเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ให้ปรากฏเป็นภาพและเสียงทางจอโทรทัศน์ และบรรยายฟ้องข้อ 3 ว่า เจ้าพนักงานยึดได้แผ่นวีซีดีเกมส์ 4 แผ่น เครื่องเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ 1 เครื่อง โทรทัศน์ 1 เครื่อง อันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้เครื่องเล่นเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์และโทรทัศน์ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ริบของกลางในส่วนนี้ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเครื่องเพลย์สเตชั่นพร้อมอุปกรณ์ 1 เครื่อง และโทรทัศน์ 1 เครื่อง ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางศิโรรัตน์ ศิริทหาร
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1204/2550
#273654
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าสองยี่ห้อซึ่งปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายที่จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 แต่โจทก์อ้างบทมาตรา 111 มาในคำขอท้ายฟ้องอันเป็นการอ้างบทมาตราผิด และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวตามมาตรา 111 ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นบทมาตราผิดไปตามที่โจทก์ขอ

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาสูบฯ ไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า, 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ กรองทิพย์ 90 จำนวน 1,000 ซอง และบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ สายฝน จำนวน 1,000 ซอง น้ำหนักรวม 40,000 กรัม ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบซึ่งจะต้องปิดซองละ 26.25 บาท รวมเป็นค่าแสตมป์ยาสูบทั้งสิ้น 52,500 บาท โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรต อันเป็นยาสูบที่มีเครื่องหมายการค้าทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวปลอม รวมจำนวน 2,000 ซอง ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหาย ที่มีผู้ปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายปรากฏอยู่ที่ตัวสินค้าและหีบห่อวัตถุกระดาษที่ใช้ห่อหุ้ม โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 111, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 90, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 49, 50 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 24, 50 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 111 ประกอบมาตรา 108 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบเกินกว่าห้าร้อยกรัมที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบปรับ 787,500 บาท ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมปรับ 500 บาท รวมโทษปรับทุกกระทงเป็นเงิน 788,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 394,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยซื้อบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวมาโดยไม่ทราบว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ปิดแสตมป์ยาสูบและเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอันเป็นอุทธรณ์ทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ จำเลยอ้างว่าบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อกรองทิพย์และยี่ห้อสายฝนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขาย และที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันมีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นสินค้าจำนวนเดียวกันและถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท นั้น เห็นว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกัน มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน กล่าวคือ การมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ส่วนการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ประกอบกับโจทก์บรรยายความผิดข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม และข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบในฟ้อง ข้อ 2.1 และบรรยายความผิดข้อหามีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมแยกมาในฟ้องข้อ 2.2 โดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 50 มีระวางโทษปรับสิบห้าเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิด ค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดในคดีนี้คือ 52,500 บาท จึงต้องลงโทษปรับ 787,500 บาท ตามอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับเพียง 500 บาท นั้นนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว แม้จำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่มีเหตุที่จะลงโทษให้ต่ำกว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าสองยี่ห้อดังกล่าวซึ่งปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายที่จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 แต่โจทก์อ้างบทมาตรา 111 มาในคำขอท้ายฟ้องอันเป็นการอ้างบทมาตราผิดและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวตามมาตรา 111 ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นบทมาตราผิดไปตามที่โจทก์ขอ นอกจากนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า, 195 วรรคสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49, 50 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1) ม. 111
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายพัฒนพงษ์ เลี้ยงวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2550
#268419
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 284 วรรคแรก จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมเป็น 2 กระทง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 6 และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 284, 317, 58, 91 และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 454/2547 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ล. ผู้เสียหาย โดย ว. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 (ที่ถูกมาตรา 277 วรรคแรก), 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี ให้บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 454/2547 เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมแล้วจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารให้จำคุกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี เมื่อรวมความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุเพียง 13 ปีเศษ ยังอยู่ในวัยเด็ก การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายและพรากผู้เสียหายไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขื่นกระทำชำเราผู้เสียหายจนจำเลยสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม เป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้เสียหาย สร้างความอัอายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของผู้เสียหายพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดโทษจำเลยก่อนลดโทษให้ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี และความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ให้จำคุกกระทงละ 8 ปี นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และเมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว โทษแต่ละกระทงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 284 วรรคแรก จำเลยมีเจนาเดียวกันคือ พาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมเป็น 2 กระทง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 6 และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และมาตรา 284 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 วรรคแรก ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ล. โดย ว. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายนพปฎลหรือเกมส์ สมบุญโภชน์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2550
#267927
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก ผู้เสียหายที่ 2 ยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุด้วย แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ร่วมมากับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกแต่แรก โดยเพิ่งเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุภายหลัง และยืนอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่ใช้ไม้ตีทำร้ายจำเลยประมาณ 10 เมตร การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงครั้งแรกด้วยประสงค์ยิงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก เนื่องจากพวกของผู้เสียหายที่ 1 ที่มาพร้อมกับผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้ไม้ตีจำเลยก่อน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในภายหลังห่างจากที่เกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกถูกยิงครั้งแรกถึง 200 เมตร ต่างสถานที่กัน แม้จะเป็นการกระทำในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาแยกการกระทำเป็นรายบุคคล การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก และกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 6 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านชินลาภและตามถนนภายในหมู่บ้าน ตำบลสมอแข อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายจิรายุ พุฒิเพ็ญ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3 นัด โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกบริเวณด้านข้างเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาทันท่วงที ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ภายหลังที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายปิยวัฒน์หรือบีม พุทธรักษ์ ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3 นัด โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกบริเวณแขนขวาและแขนซ้ายท่อนปลายของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญและผู้เสียหายที่ 2 รับการรักษาได้ทันท่วงที ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกแขนหักต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1529/2546 และ 1589/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดสองกระทงต่างกัน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกกระทงละ 5 ปี จำนวน 2 กระทง รวมจำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร (ที่ถูกโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 9 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1592/2546 และ 1589/2546 ของศาลชั้นต้น คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียว และให้ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง จำคุก 5 ปี รวมสามกระทงเป็นจำคุก 5 ปี 9 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อีกกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับพวกใช้ไม้ตีทำร้ายจำเลยก่อน ผู้เสียหายที่ 2 เดินเข้ามาในบริเวณที่เกิดเหตุในภายหลัง โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 15 เมตร หลังจากจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 กับพวกตี จำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวยิงไปทางกลุ่มผู้เสียหายที่ 1 กับพวก 3 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณเท้าขวา 1 นัด ผู้เสียหายที่ 2 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หนีไปบริเวณหน้าหมู่บ้านชินลาภห่างจากบริเวณซอย 4 ประมาณ 200 เมตร จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ พวกของจำเลยขับตามทันแล้ว จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด ผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีไปบริเวณตู้โทรศัพท์หน้าหมู่บ้าน แต่จำเลยตามไปใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 อีก 1 นัด จากนั้นจำเลยได้หลบหนีไป ในชั้นนี้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความว่าขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก ผู้เสียหายที่ 2 จะยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุด้วย แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ร่วมมากับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกแต่แรก โดยผู้เสียหายที่ 2 เพิ่งเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุภายหลัง และยืนอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่ใช้ไม้ตีทำร้ายจำเลยประมาณ 10 เมตร การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงครั้งแรกน่าจะประสงค์ยิงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก เนื่องจากพวกของผู้เสียหายที่ 1 ที่มาพร้อมกับผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ใช้ไม้ตีจำเลยก่อน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในภายหลังที่บริเวณหน้าหมู่บ้านชินลาภซึ่งเป็นสถานที่ห่างจากที่เกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกถูกยิงครั้งแรกถึง 200 เมตร ต่างสถานที่กัน แม้จะเป็นการกระทำในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาแยกการกระทำเป็นรายบุคคล การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม มิใช่กรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้จำเลยอีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายธนสารหรือจุ๊บ พงษ์พานทอง
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2550
#272354
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายในคดีก่อน แต่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์แล้วโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

นอกจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เดิมที่มีต่อจำเลยโดยทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โดยชอบแล้ว จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่วินิจฉัยว่า ปรส. มีอำนาจในการขายสินทรัพย์จนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวและเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว แม้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กรณีก็ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9334/2544 และที่ 10359/2545 รวม 2 คดี ให้จำเลยกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์ ยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 431,246,765.20 บาท โจทก์ตีราคาหุ้นที่จำเลยจำนำเป็นหลักประกันเป็นเงิน 21,000,000 บาท เมื่อนำไปหักจากยอดหนี้ถึงวันฟ้อง คงเหลือหนี้ซึ่งอาจกำหนดได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยต้องข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) โจทก์เคยฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 504/2546 หมายเลขแดงที่ 1907/2546 ซึ่งศาลกำหนดวันนั่งพิจารณาในวันที่ 28 ตุลาคม 2546 โจทก์ทราบนัดโดยชอบแต่ไม่ไปศาลในวันนัด ศาลบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาและไม่มีพยานมาสืบให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1907/2546 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 1907/2546 โจทก์ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ เป็นการขาดนัดพิจารณา และไม่ปรากฏว่าจำเลยติดใจดำเนินคดีต่อไป แม้ศาลล้มละลายกลางจะได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ แต่ศาลก็มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีโดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความจริงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในฐานะผู้ซื้อแทนเอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี. ผู้ชนะการเสนอราคาในการขายของ ปรส. การซื้อขายดังกล่าวขัดต่อพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เพราะโจทก์มิได้เข้าประมูลโดยเปิดเผยหรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด สัญญาซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า สำหรับคดีนี้ที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ทั้งสองคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย นอกจากจำเลยจะไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน ยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนางศิริพร วงศ์ชะอุ่ม ว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อจำเลยโดยทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามติงได้ความว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนตามระเบียบของ ปรส. ที่ระบุว่าหากผู้ประมูลต้องการให้บุคคลอื่นซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แทนให้ออกหนังสือค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ให้ ปรส. ซึ่งผู้ประมูลได้ คือ เอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี. ได้ทำหนังสือค้ำประกันยื่นต่อ ปรส. แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เข้าซื้อหนี้สินตามสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. แทนผู้ประมูลได้ ดังนี้ นอกจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจะรับฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. โดยชอบแล้ว จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทั้งสองคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยว่า ปรส. มีอำนาจในการขายสินทรัพย์จนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียอีกด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้นว่า จำนวนหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ทั้งสองคดีคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 431,246,765.20 บาท และโจทก์ตีราคาหุ้นที่จำเลยจำนำเป็นหลักประกันเป็นเงิน 21,000,000 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความจริงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาหนี้ดังกล่าวและเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 9334/2544 เอกสารหมาย จ.19 ขาดอายุความแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กรณีถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย เห็นว่า คำพิพากษาของศาลคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยด้วยว่าคดีไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งจำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ยังไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายชนัฎ เรืองกฤตยา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2550
#267734
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดตามเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำข้อเท็จจริงตามบันทึกที่ระบุว่าในกรณีที่เช็คถึงกำหนดชำระแล้วไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอยอมรับผิดชอบค่าเสียหายต่อผู้ทรงเช็คในฐานะส่วนตัวมาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,609,062 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้โจทก์จริง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัว โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารโดยเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิยึดหน่วงที่จะไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารโจทก์จำเลยที่ 1 ยกเลิกแล้ว เช็คพิพาทไม่ใช่เช็คที่จำเลยที่ 1 ออกชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,609,062 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ค่าธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,609,062 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดตามเช็คพิพาท และข้อเท็จจริงก็รับฟังยุติว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายในนามจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์เองก็นำสืบว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าก่อสร้างทาวน์เฮาส์ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่จำต้องรับผิดตามเช็คเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำข้อเท็จจริงตามบันทึกการมอบเช็คที่ระบุว่าในกรณีที่เช็คถึงกำหนดชำระแล้วไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอยอมรับผิดชอบค่าเสียหายต่อผู้ทรงเช็คในฐานะส่วนตัวมาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 901 ม. 987
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเหรียญทอง วงค์ทิพย์
จำเลย — บริษัท เจ็ดริน โปรเจ็ค แพลน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปิยะสันต์ กาววิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2550
#268495
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องตอนแรกว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกหรือรับเงินค่าบริการจากคนหางานเป็นการตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่โจทก์บรรยายฟ้องตอนหลังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานและส่งคนหางานรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ต่างประเทศโดยจะได้รับค่าจ้างสูงอันเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ต่างประเทศได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อและจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลยกับพวก เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง เพียงแต่อ้างการประกอบธุรกิจการจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยมิได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2109/2541 และ 1916/2542 ถึง 1918/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 52 (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) จำคุก 3 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1916/2542 ถึง 1918/2542 (ที่ถูก 2109/2541 ด้วย) ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 150,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายาอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากจะกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยมิได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และ 82 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตอนแรกว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกหรือรับเงินค่าบริการจากคนหางานเป็นการตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่โจทก์บรรยายฟ้องตอนหลังว่า จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานและส่งคนหางานรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลี ในตำแหน่งงานเลี้ยงปลา โดยจะได้รับค่าจ้างสูงอันเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลีได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อและจ่ายเงินคนละ 75,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวก เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง เพียงแต่อ้างการประกอบธุรกิจการจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยมิได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และ 82 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นางไข่แก้ว ธรรมสอน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1159/2550
#267535
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบรวม 3 รายการ จำนวน 40,499,000 บาท ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท ตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้วโดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์ กำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ ซึ่งขณะนั้นกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 353) พ.ศ.2542 ปรับปรุงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ลดลงเป็นอัตราร้อยละ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไป โจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยเป็นงวดๆ จำเลยได้รับมอบงานและชำระค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนกระทั่งรับมอบงานเรียบร้อยโดยคำนวณหักภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 และจำเลยไม่ได้ชำระค่าส่วนต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ร้อยละ 3 เป็นเงิน 366,838.65 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่า สัญญาว่าจ้างที่โจทก์และจำเลยตกลงกันมีข้อความว่า "ค่าจ้างและการจ่ายเงิน (สำหรับสัญญาที่เป็นราคาเหมารวม) ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายและผู้รับจ้างตกลงรับเงินค่าจ้างจำนวน 40,499,000 บาท (สี่สิบล้านสี่แสนเก้าหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท (สามล้านหกแสนแปดหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยยี่สิบเจ็ดบาทยี่สิบเจ็ดสตางค์) ตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว โดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์และกำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ ดังนี้...ฯลฯ...เห็นได้ชัดว่าโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาได้ตกลงให้การจ้างครั้งนี้เป็นสัญญาที่เป็นราคาเหมารวมซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนั้นจำนวน 3,681,727.27 บาท ตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว หาได้มีข้อความให้แยกคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหากจากจำนวนเงินค่ารับเหมาทั้งหมดไม่ การที่สัญญามีข้อความระบุค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท ไว้ด้วยเป็นเพียงกำหนดรายละเอียดไว้เท่านั้น หามีผลทำให้สัญญาจ้างเหมาราคารวมดังกล่าวกลับกลายเป็นสัญญาที่แยกความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปต่างหากไม่ นอกจากนั้นข้อความในข้อ 4 ยังได้กำหนดให้ถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์และกำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ อีกด้วย อันเป็นการแสดงชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะทำสัญญาให้เป็นสัญญาจ้างเหมารวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วย หากโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแยกภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากราคาเหมารวมก็ชอบที่จะระบุไว้ในสัญญาให้ชัดแจ้งว่าไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จำเลยจึงต้องชำระเงินส่วนต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 366,838.65 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 366,834.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบรวม 3 รายการ จำนวนเงิน 40,499,000 บาท ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท ตลอดจนภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้วโดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์ กำหนดการจ่ายเงินเป็นงวด ๆ ซึ่งขณะนั้นกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 353) พ.ศ.2542 ปรับปรุงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ลดลงเป็นอัตราร้อยละ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไป โจทก์ได้ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยเป็นงวด ๆ จำเลยได้รับมอบงานและชำระค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนกระทั่งรับมอบงานเรียบร้อยโดยคำนวณหักภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 และจำเลยไม่ได้ชำระส่วนต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนร้อยละ 3 เป็นเงิน 366,834.65 บาท ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินส่วนต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 3 คิดเป็นเงิน 366,834.65 บาท ตามฟ้องจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบในราคาเหมารวมเป็นเงิน 40,499,000 บาท เมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยและส่งมอบให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์เต็มจำนวน 40,499,000 บาท ตามสัญญา แม้ภายหลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้วจะมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 353) พ.ศ.2542 ปรับปรุงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมซึ่งจัดเก็บอัตราร้อยละ 10 ลดลงเป็นอัตราร้อยละ 7 ก็ตาม จำเลยไม่อาจยกเหตุที่มีการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างปฏิเสธไม่ยอมชำระเงินส่วนต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 3 ซึ่งคิดเป็นเงินจำนวน 366,834.65 บาท ให้แก่โจทก์ เห็นว่า สัญญาจ้างเลขที่ 19/2541 ข้อ 4 ซึ่งโจทก์และจำเลยตกลงกันมีข้อความว่า "ค่าจ้างและการจ่ายเงิน (สำหรับสัญญาที่เป็นราคาเหมารวม) ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายและผู้รับจ้างตกลงรับเงินค่าจ้างจำนวน 40,499,000 บาท (สี่สิบล้านสี่แสนเก้าหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท (สามล้านหกแสนแปดหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยยี่สิบเจ็ดบาทยี่สิบเจ็ดสตางค์) ตลอดจนภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว โดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์และกำหนดการจ่ายเงินเป็นงวด ๆ ดังนี้...ฯลฯ...จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาได้ตกลงให้การจ้างครั้งนี้เป็นสัญญาที่เป็นราคาเหมารวมซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนั้นจำนวน 3,681,727.27 บาท ตลอดจนภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว หาได้มีข้อความให้แยกคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหากจากจำนวนเงินค่ารับเหมาทั้งหมดไม่ การที่สัญญามีข้อความระบุค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,681,727.27 บาท ไว้ด้วยเป็นเพียงกำหนดรายละเอียดไว้เท่านั้น หามีผลทำให้สัญญาจ้างเหมาราคารวมดังกล่าวกลับกลายเป็นสัญญาที่แยกความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปต่างหากดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ นอกจากนั้นข้อความในข้อ 4 ยังได้กำหนดให้ถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์และกำหนดการจ่ายเงินเป็นงวด ๆ อีกด้วย อันเป็นการแสดงชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะทำสัญญานี้ให้เป็นสัญญาจ้างเหมารวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดจนภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วย หากโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแยกภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากราคาเหมารวมก็ชอบที่จะระบุไว้ในสัญญาให้ชัดแจ้งว่าไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 366,834.65 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ศิวนนท์
จำเลย — กรมอาชีวศึกษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย วิวิตเสวี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2550
#268493
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องจะระบุว่า ช. เป็นผู้เสียหาย แต่ในคำฟ้องก็มีข้อความต่อไปว่าลิขสิทธิ์ตามฟ้องเป็นของ ม. สำหรับดนตรีกรรม เพลง "พี่ชาย" และ ค. สำหรับดนตรีกรรมเพลง "ลมเพ ลมพัด, โมรา และรอยทาง" ส่วนในความตอนท้ายของคำฟ้องก็มีข้อความว่าผู้เสียหายซึ่งคือ ช. ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยท้ายคำฟ้องโจทก์ได้อ้างสัญญาซื้อขายสิทธิมาด้วย ซึ่งถือว่าสัญญาซื้อขายสิทธิดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และในข้อ 7 ของสัญญาซื้อขายสิทธิระบุว่า เจ้าของลิขสิทธิ์คือ ม. และ ค. ได้ตกลงให้ ช. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งความทุกข์ รวมทั้งมีสิทธิมอบอำนาจช่วง ดังนี้การร้องทุกข์โดยผู้เสียหายคือ ช. ต่อพนักงานสอบสวนตามคำบรรยายฟ้องจึงถือได้ว่าคดีมีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 6, 15, 27, 28, 69, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และสั่งจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องว่านายชัยวุทธิ์หรือชัยสิรัตน์ ตรึกตรอง เป็นเพียงผู้ได้รับสิทธิในการเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บค่าเผยแพร่ลิขสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น นายชัยวุทธิ์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงมิได้ร้องทุกข์โดยชอบต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องจะระบุว่า นายชัยวุทธิ์หรือชัยสิรัตน์ ตรึกตรอง เป็นผู้เสียหายแต่ในคำฟ้องก็มีข้อความต่อไปว่าลิขสิทธิ์ตามฟ้องเป็นของนายมณเฑียร แสงสุวรรณสำหรับดนตรีกรรม เพลง "พี่ชาย" และนายคฑาวุธ ทองไทย สำหรับดนตรีกรรมเพลง "ลมเพ ลมพัด, โมรา และรอยทาง" ส่วนในความตอนท้ายของคำฟ้องก็มีข้อความว่า ผู้เสียหายซึ่งคือนายชัยวุทธิ์หรือชัยสิรัตน์ ตรึกตรอง ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยท้ายคำฟ้องโจทก์ได้อ้างสัญญาซื้อขายสิทธิมาด้วย ซึ่งถือว่าสัญญาซื้อขายสิทธิดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และในข้อ 7 ของสัญญาซื้อขายสิทธิระบุว่า เจ้าของลิขสิทธิ์คือนายมณเฑียร แสงสุวรรณ และนายคฑาวุธ ทองไทย ได้ตกลงให้นายชัยวุทธิ์หรือชัยสิรัตน์ ตรึกตรอง เป็นผู้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์รวมทั้งมีสิทธิมอบอำนาจช่วง ดังนี้ การร้องทุกข์โดยผู้เสียหายคือ นายชัยวุทธิ์หรือชัยสิรัตน์ ตรึกตรอง ต่อพนักงานสอบสวนตามคำบรรยายฟ้องจึงถือได้ว่าคดีมีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์โดยชอบ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้พิจารณาการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้อง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาเสียก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 123
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นางชนัดดา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2550
#495871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า สินค้าที่รับประกันภัยไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิง สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้โดยเสียค่าซ่อมไม่เกิน 1,297,375 บาท โดยจำเลยไม่ได้ให้การว่า ซากสินค้าเป็นของโจทก์และต้องหักค่าซากสินค้าออกจากค่าเสียหาย คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยเรื่องการหักค่าซากสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,060,252.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 7,454,568.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องหักราคาซากอุปกรณ์ที่เสียหาย ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงินจำนวน 2,454,568.62 บาท ออกจากค่าเสียหายจำนวน 7,454,568.62 บาท ที่เรียกร้องจากจำเลยและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นส่วนของต้นเงินจำนวน 5,000,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยตกลงรับประกันภัยสินค้าจากโจทก์ เมื่อสินค้าที่เอาประกันภัยไว้เสียหาย จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยและเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สินค้าที่เอาประกันภัยเสียหายถึงขนาดที่โจทก์ต้องซื้อใหม่มาใช้แทน เท่ากับว่า สินค้าที่เอาประกันภัยเสมือนเสียหายโดยสิ้นเชิงนั่นเอง ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนราคาสินค้าเป็นเงิน 7,454,568.62 บาท ส่วนซากสินค้าที่เสียหายนั้น จะมีราคาเท่าใดหรือเมื่อจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วจำเลยมีสิทธิรับซากสินค้าจากโจทก์ไปขายเพื่อนำเงินมาชดเชยได้เพียงใดหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากการคิดมูลค่าความเสียหายของสินค้าที่เอาประกันภัย ซึ่งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าสินค้าที่รับประกันภัยจากโจทก์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงแต่ยังสามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้ดีโดยเสียค่าซ่อมแซมไม่เกิน 1,297,375 บาท เท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การว่า ซากสินค้าต้องเป็นของโจทก์และต้องหักค่าซากสินค้าออกจากค่าเสียหายแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยในเรื่องการหักค่าซากสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยกำหนดราคาซากสินค้าแล้วนำมาหักออกจากค่าเสียหายจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องนั้น จำเลยต้องทำเป็นฟ้องอุทธรณ์ จะทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,060,252.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,454,568.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ที่เสียเกินมาแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 868
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141/2550
#267187
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ กระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจึงเป็นคู่กรณีกับผู้ร้องผู้ให้เช่าโดยตรง โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คัดค้านในการดำเนินการต่อสู้คดีตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 155 แม้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากเป็นผู้รับสิทธิตามสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหนี้ก็ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเนื่องจากมีผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่แทนตามกฎหมาย แต่โจทก์มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านหากเห็นว่าบกพร่องก็ร้องขอต่อศาลให้สั่งแก้ไขตามมาตรา 146 เมื่อผู้คัดค้านแถลงหมดพยาน ทนายโจทก์แถลงขอสืบพยานโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำมาสืบแล้วนั้นยังบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ส่วนใดจึงขอสืบพยานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ คดีนี้พิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องสิทธิตามสัญญาและผลของกฎหมายเมื่อสัญญาสิ้นสุดโดยการบอกเลิก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารแทบทั้งสิ้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำเสนอเอกสารเป็นพยานครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นมีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาเพียงพอแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์ขอสืบย่อมเป็นพยานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควร จึงไม่อนุญาตให้โจทก์นำเข้าสืบได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง

ผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ที่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นหลักทั่วไปของนิติกรรมสัญญา กฎหมายไม่ได้ห้ามคู่สัญญาที่จะทำนิติกรรมตกลงกันให้ผลของการเลิกสัญญาเป็นประการอื่น หากข้อตกลงนั้นไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลบังคับได้ตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา หนังสือสัญญาเช่าที่ดินข้อ 4 ที่ว่า "...เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือเมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามสัญญานี้ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้น รวมทั้งส่วนควบและอุปกรณ์ทั้งหมด..." ข้อ 11 ที่ว่า "ถ้าผู้เช่า...ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที" และข้อ 12 ที่ว่า "เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือสัญญาเช่านี้สิ้นสุดตามสัญญาข้อ 11... ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เช่าตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง" นั้น เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลใช้บังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ผู้คัดค้านเข้าจัดการเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองและได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มีนาคม 2540 แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า เมื่อผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนายพิสิฏฐ์ กับจำเลยที่ 1 ผู้ร้องต้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารอาณารักษ์เลขที่ 15, 15/1 ถึง 15/17 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่าจำนวนเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2539 เป็นต้นไป ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารพิพาทดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งให้สัญญาเช่าที่ดินมีผลใช้บังคับต่อไปและให้ผู้คัดค้านชำระค่าเช่าที่ดินในนามของจำเลยที่ 1 แก่ผู้ร้องตามสัญญา เมื่อครบกำหนดอายุการเช่าตามสัญญาให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยหรือส่งมอบที่ดินและอาคารดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยโดยผู้ร้องไม่ต้องชดใช้ราคาค่าก่อสร้าง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่และขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของที่ดินกับจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันบังคับได้ต่อไป การบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2573 ดังกล่าว พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ ผู้ร้อง และผู้คัดค้าน ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ดังกล่าว จากนายพิสิฏฐ์ อัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท เพิ่มค่าเช่า 25% ทุก 3 ปี มีกำหนดเวลาเช่า 22 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป โดยจดทะเบียนการเช่า ตามสัญญาเช่าและสัญญาต่อท้าย ตามสัญญาต่อท้ายข้อ 2 และข้อ 4 มีข้อตกลงว่า ผู้เช่าจะปลูกสร้างอาคารคอนกรีต 5 ชั้น เพื่อหาผลประโยชน์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการค่าเช่าหรือเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า และสัญญาข้อ 11 ข้อ 12 มีข้อตกลงว่า หากผู้เช่าถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้ให้เช่าภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง เมื่อทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 นำสิทธิตามสัญญาเช่าไปเป็นประกันหนี้โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 สร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 5 ชั้น ขึ้น 18 ห้องอันได้แก่อาคารพิพาท แล้วนำออกให้บุคคลอื่นเช่าหาผลประโยชน์ วันที่ 10 กันยายน 2537 นายพิสิฏฐ์ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด วันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสิฏฐ์ผู้ให้เช่ายื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาเช่าต่อผู้คัดค้าน วันที่ 5 มีนาคม 2540 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือลงวันที่ 18 มีนาคม 2540 แจ้งผู้ร้องว่า การแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญามีผลผูกพันกองมรดกของนายพิสิฏฐ์ไม่อาจเพิกถอนได้ ผลของการเลิกสัญญาทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้ผู้ร้องชำระค่าก่อสร้าง 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาเป็นต้นไป และรับมอบทรัพย์ที่เช่าคืน โจทก์เข้ามาในคดีโดยคัดค้านคำร้องของผู้ร้องและแถลงขอสืบพยานหลังจากที่ผู้คัดค้านนำพยานเข้าสืบและแถลงหมดพยานแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานหลักฐานนั้นชอบหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 โจทก์มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวมจำหน่าย ทรัพย์สินของลูกหนี้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 นั้น เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ กระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่า สัญญาต่อท้าย เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของลูกหนี้ ผู้คัดค้านจึงเป็นคู่กรณีกับผู้ร้องโดยตรง โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คัดค้านในการดำเนินการต่อสู้คดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 แม้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากเป็นผู้รับสิทธิตามสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหนี้ แต่ก็ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเนื่องจากมีผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่แทนตามกฎหมาย แต่มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านหากเห็นว่าบกพร่องก็ร้องขอต่อศาลให้สั่งแก้ไขได้ตามมาตรา 146 ของบทกฎหมายดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เมื่อผู้คัดค้านแถลงหมดพยาน ทนายโจทก์แถลงขอสืบพยานโดยไม่ได้ให้เหตุผลให้ปรากฏว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำมาสืบแล้วนั้นยังบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ส่วนใดจึงขอสืบพยานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสัญญาและผลของกฎหมาย เมื่อสัญญาสิ้นสุดโดยการบอกเลิก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารแทบทั้งสิ้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำเสนอเอกสารเป็นพยานครบถ้วนแล้ว ประกอบกับศาลชั้นต้นมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา 86 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาเพียงพอแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์ขอสืบย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควร จึงไม่อนุญาตให้โจทก์นำเข้าสืบได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานหลักฐานนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่าผู้ร้องต้องชำระเงินค่าก่อสร้างจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นหลักทั่วไปของนิติกรรมสัญญา กฎหมายไม่ได้ห้ามคู่สัญาที่จะทำนิติกรรมตกลงกันให้ผลของการเลิกสัญญาเป็นประการอื่น หากข้อตกลงนั้นไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ข้อตกลงข้อนั้นย่อมมีผลบังคับได้ตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 4 ที่ว่า "...เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือเมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามสัญญานี้ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้น รวมทั้งส่วนควบและอุปกรณ์ทั้งหมด..." ข้อ 11 ที่ว่า "ถ้าผู้เช่า... ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที" และข้อ 12 ที่ว่า "เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเช่าตามสัญญาข้อ 3 หรือสัญญาเช่านี้สิ้นสุดตามสัญญาข้อ 11... ผู้เช่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เช่าตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง" นั้น เป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลใช้บังคับกันได้ การที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสิฏฐ์ผู้ให้เช่าทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้คัดค้าน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับผู้ให้เช่า ผู้ร้องมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใด คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอให้ผู้คัดค้านนำอาคารพิพาทออกหาผลประโยชน์หรือดำเนินการใด ๆ ตามอำนาจเพื่อจัดทำให้ได้รับประโยชน์สูงกว่าเดิมต่อไป ถือได้ว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะให้ผู้คัดค้านส่งมอบอาคารพิพาทและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง แต่ต้องการให้ผู้คัดค้านดำเนินการหาผลประโยชน์จากอาคารพิพาทตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ให้เช่ามีสิทธิกระทำได้ การกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำให้กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 หรือผู้ให้เช่าได้รับความเสียหาย ทั้งผู้ร้องก็ระบุในเอกสารว่าผู้ร้องไม่เกิดความเสียหายใด ๆ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องชำระราคาสิ่งปลูกสร้างอาคารจำนวน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 2573 ดังกล่าว พร้อมอาคารพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อยเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 391
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 146 ม. 155
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด (มหาชน)
นางเฉลียว สัณฑ์พิทักษ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
ผู้ร้อง — ของนายพิสิฏฐ์ สัณฑ์พิทักษ์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทซิลเวอร์ไทม์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
นายสมชาย พงษธา
นายประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2550
#267925
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่มิได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้วต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลย เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยได้ตามกฎหมายเดิม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกการจับกุมเกิดจากการขู่เข็ญของเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสามนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจขู่เข็ญหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัดโดยวิธีสูบควันระเหยเข้าสู่ร่างกาย จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.466 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับเป็นเงิน 120 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเงินสด 1,150 บาท ของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 91 (ที่ถูก มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสี่ตามลำดับ คงจำคุก 6 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อ 2.4 ของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้วต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยได้ตามกฎหมายเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาในข้อดังกล่าวต่อมาว่า ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 เกิดจากการขู่เข็ญของเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสามนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจขู่เข็ญหรือไม่ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับเงินสด 1,150 บาท ของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่ริบแต่ศาลล่างทั้งสองยังไม่สั่งคืน นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนเสียด้วย"

พิพากษายืน คืนเงินสด 1,150 บาท ของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 158 ม. 226
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายทองปาน วงษ์จันแดง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2550
#268045
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ถึงแม้มิได้สั่งให้โจทก์เป็นผู้นำส่ง แต่เมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องติดตามผลการส่งหมายเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2546 และต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ซึ่งหากโจทก์ตรวจสำนวนย่อมจะทราบผลการส่งหมายและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี การที่โจทก์ไม่ติดตามขวนขวายตรวจสำนวนเพื่อทราบผลการส่งหมายอันเป็นความบกพร่องไม่ใส่ใจในคดี จึงเป็นการปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกสารบบความจึงชอบแล้ว

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง เป็นคำสั่งที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 132 (2) ด้วย แม้มาตรา 132 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยการกำหนดเงี่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรแต่บทบัญญัติที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะสั่งกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่ หากศาลจะมีคำสั่งดังกล่าวคำสั่งนั้นก็ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรา 151 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ซึ่งบัญญัติถึงเงื่อนไขในการคืนค่าธรรมเนียมศาลไว้โดยเฉพาะ ดังนี้ เมื่อมาตรา 151 ไม่ได้กำหนดให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 198 วรรคสอง จึงสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,419,579.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,415,609.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้อง โดยให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีและให้โจทก์วางเงินค่านำส่งหมายภายใน 7 วัน ในวันยื่นคำฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ขอ วันที่ 31 สิงหาคม 2546 เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมาย ครบกำหนดแล้วจำเลยมิได้ยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานศาลว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพราะเหตุโจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง กำหนดว่าถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งจำหน่ายคดีในกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อมิให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่นั้น ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลโดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายๆ ไป สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีและให้โจทก์วางเงินค่านำส่งหมายภายใน 7 วัน ในวันยื่นคำฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ขอ และถึงแม้มิได้สั่งให้โจทก์เป็นผู้นำส่งก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องติดตามผลการส่งหมายจากเจ้าหน้าที่ศาลเอง เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2546 และต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลและศาลได้มีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ ซึ่งในวันดังกล่าวหากโจทก์ตรวจสำนวนและติดตามผลการส่งหมายจากเจ้าหน้าที่ศาลโจทก์ย่อมจะต้องทราบผลการส่งหมายและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ทันก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่ทราบผลการส่งหมายและศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้โจทก์ทราบนั้นเห็นว่า เมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องติดตามผลการส่งหมายจากเจ้าหน้าที่ศาลเอง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมาย จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการส่งหมายที่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ดำเนินการแต่อย่างใดการที่โจทก์ไม่ติดตามขวนขวายตรวจสำนวนเพื่อทราบผลการส่งหมายหรือความคืบหน้าของคดีอันเป็นความบกพร่องไม่ใส่ใจในคดีของโจทก์จึงเป็นการปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์นั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง นั้น เป็นคำสั่งที่อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (2) ด้วย แม้มาตราดังกล่าววรรคหนึ่งจะบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยการกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรแต่บทบัญญัติที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะสั่งกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่ หากศาลจะมีคำสั่งดังกล่าวคำสั่งนั้นก็ต้องไม่ขัดแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งบัญญัติถึงเงื่อนไขในการคืนค่าธรรมเนียมศาลไว้โดยเฉพาะ ดังนี้ เมื่อมาตรา 151 ไม่ได้กำหนดให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 132 (2) การที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเพียง แซ่จิ๋ว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมคักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2550
#271069
เปิดฉบับเต็ม

สัญญามีข้อความโดยสรุปว่า จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนในการติดต่อและจัดหาผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และให้มีการต่อรองราคากันได้ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ได้รับค่าบำเหน็จในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้ จำเลยยินยอมให้โจทก์โฆษณาเผยแพร่ข่าวสารด้านการตลาดเพื่อจัดหาผู้ซื้อทรัพย์สินและจำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธิรับเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากผู้เสนอซื้อและถือไว้แทนจำเลย เมื่อจำเลยตกลงคำเสนอซื้อแล้ว เงินดังกล่าวให้โจทก์ชำระให้จำเลยและถือเป็นเงินค่ามัดจำส่วนหนึ่ง หากต่อมาผู้เสนอซื้อไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในคำเสนอซื้อ จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำเลยจะแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และตามสัญญาข้อ 10 ยังระบุว่าในระหว่างข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับ หากมีบุคคลอื่นติดต่อขอซื้อทรัพย์สินตามสัญญา จำเลยตกลงมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้การซื้อขายเสร็จสิ้นและตกลงชำระค่าบำเหน็จตามข้อ 2 เห็นได้ว่า ตามสัญญาดังกล่าวนอกจากจำเลยจะตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าจัดหาผู้ซื้อทรัพย์สินของจำเลยแล้วยังมีข้อตกลงแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยในการจัดการซื้อขาย และดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์ของจำเลยกับบุคคลภายนอกโดยให้บำเหน็จด้วย ดังนั้น แม้ตอนท้ายของสัญญาข้อ 10 ที่ระบุว่า ส่วนในกรณีจำเลยได้ขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นการขายด้วยตัวเอง หรือให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนติดต่อขายให้ก็ตาม จำเลยยังมีหน้าที่จะต้องชำระค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามที่ระบุในข้อ 2 ซึ่งข้อตกลงนี้คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใดย่อมบังคับระหว่างคู่สัญญาได้ และหลังจากทำสัญญา โจทก์ได้ดำเนินการประกาศขายทรัพย์สินของจำเลยตามสื่อต่าง ๆ อันเป็นหน้าที่ของตัวแทนตามข้อตกลงแล้วเมื่อจำเลยายสินทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกในระหว่างอายุสัญญายังมีผลใช้บังคับอยู่จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบไม่เป็นธรรม หรือโจทก์ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามกฎหมายไม่ สัญญาจึงบังคับได้ตามกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 27,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาของให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 27,000 บาท รวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก 693.49 บาท รวมเป็น 27,693.49 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 692.50 บาท แต่จำเลยเสียมาเป็นเงิน 2,380 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เกินไป 1,687.50 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าขายที่ดินพร้อมบ้านตกลงให้ค่าบำเหน็จในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้โดยจะชำระวันโอนกรรมสิทธิ์ มิฉะนั้นยอมชดใช้ค่าเสียหายอีก 1 เท่า ของเงินบำเหน็จที่โจกท์จะได้รับ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ระหว่างข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับอยู่หากจำเลยขายทรัพย์สินได้เองหรือบุคคลอื่นขายให้ก็ต้องชำระบำเหน็จแก่โจทก์เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์จำเลยต่อสัญญาไปอีก 270 วัน และตกลงลดราคาขายเหลือเพียง 1,550,000 บาท และในระหว่างอายุสัญญา จำเลยนำทรัพย์สินไปขายแก่บุคคลภายนอกโดยไม่ชำระบำเหน็จให้โจทก์ จำแลยต้องรับผิดชำระค่าบำเหน็จเป็นเงิน 46,500 บาท และค่าเสียหายอีก 1 เท่า พร้อมดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 95,197 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อครบกำหนดการแต่งตั้งให้โจทก์เป็นนายหน้า โจทก์ไม่สามารถชี้ช่องหรือจัดการให้จำเลยขายทรัพย์สินได้ ต่อมาจำเลยหาบุคคลมาซื้อทรัพย์สินได้เองในราคา 900,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ สัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นนายหน้าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นธรรม เช่น ข้อตกลงที่ว่าภายใน 1 ปี นับแต่สัญญาสิ้นสุดลง หากจำเลยขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินที่ระบุไว้กับบุคคลอื่น ยังต้องจ่ายบำเหน็จค่านายหน้าให้โจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายได้เพียงฝ่ายเดียว จำเลยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 27,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นนายหน้าติดต่อและจัดหาผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเดี่ยวสองชั้นโดยตกลงให้ค่าบำเหน็จในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้และทำการชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สัญญามีกำหนด 180 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยต่อสัญญากับโจทก์อีก 270 วัน ในระหว่างอายุสัญญาจำเลยขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 900,000 บาท มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สัญญามีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อกฎหมายเรื่องนายหน้าเป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบหรือเป็นสัญญาที่โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย เห็นว่าตามสัญญามีข้อความโดยสรุปว่า จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนในการติดต่อและจัดหาผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และให้มีการต่อรองราคากันได้ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ได้รับค่าบำเหน็จในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้จำเลยยินยอมให้โจทก์โฆษณาเผยแพร่ข่าวสารด้านการตลาดเพื่อจัดหาผู้ซื้อทรัพย์สิน และจำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธิรับเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากผู้เสนอซื้อและถือไว้แทนจำเลย เมื่อจำเลยตกลงคำเสนอซื้อแล้ว เงินดังกล่าวให้โจทก์ชำระให้จำเลยและถือเป็นเงินค่ามัดจำส่วนหนึ่ง หากต่อมาผู้เสนอซื้อไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในคำเสนอซื้อ จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยจะแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และตามสัญญาข้อ 10 ยังระบุว่าในระหว่างข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับหากมีบุคคลอื่นติดต่อขอซื้อทรัพย์สินตามสัญญาจำเลยตกลงมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้การซื้อขายเสร็จสิ้นและตกลงชำระค่าบำเหน็จตามข้อ 2 เห็นได้ว่า ตามสัญญาดังกล่าวนอกจากจำเลยจะตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าจัดหาผู้ซื้อทรัพย์สินของจำเลยแล้ว ยังมีข้อตกลงแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยในการจัดการติดต่อซื้อขาย และดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์ของจำเลยกับบุคคลภายนอกโดยให้บำเหน็จด้วย ดังนั้นแม้ตอนท้ายของสัญญาข้อ 10 ที่ระบุว่า ส่วนในกรณีจำเลยได้ขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นการขายด้วยตัวเองหรือบุคคลอื่นเป็นตัวแทนติดต่อขายให้ก็ตาม จำเลยยังมีหน้าที่จะต้องชำระค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามที่ระบุในข้อ 2 ซึ่งข้อตกลงนี้คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ย่อมบังคับระหว่างคู่สัญญาได้ และข้อเท็จจริงยังได้ความว่าหลังจากทำสัญญาโจทก์ได้ดำเนินการประกาศขายทรัพย์สินของจำเลยตามสื่อต่างๆ อันเป็นหน้าที่ของตัวแทนตามข้อตกลงแล้ว เมื่อจำเลยขายทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกในระหว่างอายุสัญญายังมีผลใช้บังคับอยู่ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบไม่เป็นธรรม หรือโจทก์ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามกฏหมายดังที่จำเลยฎีกาไป ดังนี้สัญญาดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 27,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 27,000 บาท รวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก 693.49 บาท รวมเป็น 27,693.49 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 692.50 บาท แต่จำเลยเสียมาเป็นเงิน 2,380 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เกินไป 1,687.50 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 1,687.50 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยทาวน์เรียลตี้ จำกัด
จำเลย — นางสาวอัญชลี ทงก๊ก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2550
#267860
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึง ส. ผู้จัดการธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัยว่า โจทก์ที่ 2 ขอรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 2 เพียงผู้เดียว ขอให้ผู้จัดการอย่าได้ลงโทษ ร. ถึงขั้นรุนแรง โจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญา เป็นเพียงคำรับรองว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจเรียกร้องทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลย โดยจำเลยมิได้เข้าเป็นคู่สัญญาตกลงด้วยในอันที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ในการประกอบกิจการค้าขายผ้าไหมไทย โจทก์ทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัยได้แก่บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 304-1-09541-6 และบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 304-6-00092-8 ต่อมาระหว่างปี 2534 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 นางรัชนีพร ปัญญาพิชย์ พนักงานและหรือตัวแทนของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัย ตำแหน่งพนักงานจ่ายเงินถอนเงินในบัญชีทั้งสองจำนวนหลายครั้งโดยมิชอบ แล้วนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว รวมเป็นเงินที่หายไปจากบัญชีทั้งสอง 18,680,421.06 บาท ต่อมาจำเลยมอบอำนาจให้นายสถิตศักดิ์ อินทรสูตร ผู้จัดการธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัยไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางรัชนีพรในข้อหายักยอกเงินในบัญชีของโจทก์ทั้งสอง การกระทำของนางรัชนีพรทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยในฐานะตัวการและหรือนายจ้างต้องรับผิดชอบดังต่อไปนี้ โจทก์ทั้งสองสูญเสียเงินที่ถูกนางรัชนีพรถอนไปจากบัญชีของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 18,670,421.06 บาทและหากเงินดังกล่าวยังคงฝากอยู่ในบัญชี โจทก์ที่ 2 ควรได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยในส่วนนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,035,553 บาท หากเงินดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชี โจทก์ทั้งสองก็ไม่จำต้องขอทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารจำเลย จึงขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในกรณีที่โจทก์ทั้งสองจ่ายดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 94,798.40 บาท โจทก์ทั้งสองต้องสูญเสียโอกาสในการขยายกิจการ และนำเงินไปหาประโยชน์จำนวน 5,000,000 บาท โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2534 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2541 ตามจำนวนเงินที่ถอนจากบัญชีรวม 312 ครั้ง ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวมเป็นเงินดอกเบี้ย 7,701,157 บาท ขอให้จำเลยใช้เงิน 34,511,929.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 18,680,421.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นญาติกับนางรัชนีพร ปัญญาพิชญ์ พนักงานจำเลยย่อมต้องรู้ถึงการที่เงินฝากได้ขาดหายไปจากทั้งสองบัญชีนานแล้ว และโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางรัชนีพรและจำเลย โดยตกลงที่จะไม่เรียกร้องและดำเนินคดีแก่จำเลยไม่ว่าทางแพ่งและทางอาญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 18,775,219.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,680,421.06 บาท นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันร่วมกันประกอบกิจการค้าขายผ้าไหมไทยในการประกอบกิจการโจทก์ที่ 2 ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัย ได้แก่บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 304-1-09541-6 และบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 304-6-0092-8 โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อถอนเงินและสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว เมื่อระหว่างปี 2534 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 นางรัชนีพร ปัญญาพิชญ์ พนักงานของจำเลยยักยอกเงินจากบัญชีทั้งสองไปรวม 312 ครั้ง เป็นเงิน 18,680,421.06 บาท เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2541 โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงผู้จัดการธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัย โจทก์ที่ 2 ขอให้ความยินยอมและให้สัตยาบันต่อการกระทำของนางรัชนีพร ขอรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวเอง โดยไม่เรียกร้องเงินรวมทั้งค่าเสียหายต่าง ๆ คืนจากจำเลยไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา โดยโจทก์ที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้ให้คำยินยอม และนายสถิตศักดิ์ อินทรสูตร ลงชื่อในช่องพยานท้ายหนังสือ ตามสำเนาและบันทึกคำยินยอม และไม่เรียกร้องเงินค่าเสียหายจากธนาคารในกรณีเกิดความเสียหายเอกสารหมาย จ.8 และ ล.3 เมื่อวันที่ 22 เดือนเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้จัดทำบันทึกใจความว่า โจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลย และนางรัชนีพรกับสามียินยอมชดใช้เงิน 8,000,000 บาทเศษ แก่โจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 และนายสถิตศักดิ์ลงชื่อในช่องผู้เสียหาย ตามบันทึกยินยอมรับสารภาพเอกสารหมาย ล.4 และพนักงานสอบสวนได้นำรายละเอียดดังกล่าวไปบันทึกลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไว้ด้วยตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.5 ต่อมาวันที่ 31 เดือนเดียวกัน โจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือถึงผู้จัดการธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัย อีกฉบับหนึ่งใจความว่า โจทก์ที่ 2 ขอรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 2 เพียงผู้เดียว ขอผู้จัดการอย่าได้ลงโทษนางรัชนีพรถึงขั้นรุนแรง โจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.6 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ข้อความที่ว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจเรียกร้องทางแพ่งแก่จำเลยที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.3 และ ล.4 ถึง ล.6 มีผลเป็นการสละสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ทั้งสองมีต่อจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงคำรับรองว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ติดใจเรียกร้องทางแพ่งแก่จำเลย สำหรับเอกสารหมาย ล.3 และ ล.6 เป็นหนังสือที่โจทก์ที่ 2 มีไปถึงนายสถิตศักดิ์ผู้จัดการธนาคารจำเลย สาขาปักธงชัย ส่วนเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 เป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นแล้วให้โจทก์ที่ 2 กับนายสถิตศักดิ์ลงชื่อในเอกสารหมาย ล.4 ในฐานะผู้เสียหาย และนายสถิตศักดิ์ลงชื่อในเอกสารหมาย ล.5 ในช่องผู้แจ้ง ข้อความดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 2 เพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายจำเลยมิได้เข้าเป็นคู่สัญญาตกลงด้วยในอันที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันอย่างใดเลย ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ นวลศรี กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2550
#272140
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาร่วมลงทุนและแบ่งผลประโยชน์กำหนดหน้าที่ของโจทก์ว่า โจทก์รับจะดูแลจัดการเกี่ยวกับการเงินบัญชี การขาย การติดต่อลูกค้า และกิจการอื่น ๆ ที่กี่ยวกับงานของโครงการจัดสรรที่ดินที่ดำเนินการอยู่ ส่วนหน้าที่ของจำเลยได้กำหนดไว้ว่า รับจะดูแลในการพัฒนาที่ดิน การขอรังวัด แบ่งแยก ออกโฉนดใหม่ ตลอดจนถึงงานด้านสาธารณูปโภค ด้านการขายและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานของโครงการ ตั้งแต่ลงทุนเป็นหุ้นส่วนกันมายังไม่ได้มีการสะสางบัญชีกันเลยว่าจะมีรายรับและรายจ่ายเพียงใด ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองก็ไม่ปรองดองกัน เหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) หากปล่อยให้ห้างหุ้นส่วนดำรงคงอยู่ต่อไป ผู้เป็นหุ้นส่วนต่างก็มุ่งจะขายที่ดินส่วนที่เหลือและรับเงินจากลูกค้าของตนโดยไม่นำพาต่อหุ้นส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเป็นผลเสียต่อหุ้นส่วนอีกฝ่ายหนึ่งและต่อลูกค้าอันจะเป็นมูลเหตุให้เกิดคดีฟ้องร้องกันต่อไปอีก จึงมีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 โจทก์และจำเลยตกลงกันตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อทำการค้าที่ดิน โดยระหว่างปี 2538 ถึง 2539 โจทก์และจำเลยได้ลงหุ้นเป็นเงินคนละเท่ากันและนำไปซื้อที่ดินมาจัดสรรขาย ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2540 โจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาร่วมทุนและแบ่งผลประโยชน์กัน วิธีการจัดสรรที่ดินเมื่อห้างชำระราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินแล้ว ก็จะรับโฉนดที่ดินมาแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยโดยออกโฉนดในนามลูกค้าที่สั่งจองที่ดิน แต่ทางห้างจะยึดถือโฉนดไว้ก่อนจนกว่าลูกค้าจะได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วจึงส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่ลูกค้า การขอรับโฉนดที่ดินจากสำนักงานที่ดินมามอบให้ลูกค้าเป็นหน้าที่ของจำเลย เมื่อต้นปี 2541 โจทก์และจำเลยตกลงกันกู้ยืมเงินจากนางวีณา ภัทรประสิทธิ์ จำนวน 2,000,000 บาท มาใช้จ่ายในกิจการของห้าง แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินจำเลยกลับไม่ยอมร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ นอกจานี้จำเลยยังไม่ยอมมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายคมสัน ภูริเวโรจน์ ผู้ซื้อ ตามหน้าที่ของจำเลย ทั้งจำเลยได้รับเงินจากลูกค้าที่ผ่อนชำระหลายราย แต่ไม่นำเงินเข้าบัญชีของห้าง โจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อปรึกษาหารือแก้ปัญหาของห้างหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ยอมให้พบ อันถือว่าจำเลยไม่ปรองดองกับโจทก์ และจำเลยผู้เป็นหุ้นส่วนล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาหุ้นส่วนโดยจงใจ เป็นเหตุให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ขอให้มีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซึ่งโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน เพื่อทำการสะสางหนี้สินแบ่งทรัพย์สินคือหุ้นและแบ่งกำไร

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาหุ้นส่วนอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่ในกิจการของโครงการตามสัญญาอยู่ แต่โจทก์ไม่จัดทำบัญชีตามระบบบัญชีทั่วไป ไม่ส่งบัญชีให้จำเลยทราบ ไม่นำเงินรายได้เข้าบัญชีของห้าง กู้ยืมเงินโดยไม่แจ้งและไม่แสดงหลักฐานให้จำเลยทราบ จำเลยได้จัดให้มีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้หลายรายเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนมาก แต่โจทก์กลับกู้ยืมเงินเพิ่มและต้องชำระดอกเบี้ยตลอดทั้งที่มีรายได้เพียงพอ จำเลยไม่ได้ตกลงกับโจทก์ในการกู้ยืมเงินจากนางวีณา ภัทรประสิทธิ์ แต่โจทก์ได้ฉ้อฉลให้จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คเพื่อค้ำประกันและนำไปใช้โดยไม่สุจริต จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่ลูกค้า เหตุที่จำเลยมิได้ส่งมอบโฉนดที่ดินเนื่องจากลูกค้าดังกล่าวไม่ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้ครบถ้วน จำเลยไม่ได้จงใจล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาหุ้นส่วน ปัจจุบันโครงการของห้างยังคงดำเนินการอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการในด้านการพัฒนา ดูแล และจัดการเรื่องสาธารณูปโภคซึ่งเป็นการจำเป็นจนกว่าจะปิดโครงการ หากเลิกห้างโดยโครงการยังไม่เสร็จ จะเกิดความเสียหายต่อลูกค้าจำนวนมาก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกัน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2534 โจทก์และจำเลยตกลงตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อซื้อที่ดินมาแบ่งเป็นแปลงย่อยจัดสรรขาย ต่อมาทั้งสองได้ลงหุ้นเป็นเงินคนละเท่า ๆ กันไปวางมัดจำและซื้อที่ดินแปลงใหญ่ที่อำเภอพรหมบุรี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก รวม 4 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 เพื่อมาจัดสรรขาย และได้ทำสัญญาร่วมทุนและแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.5 ไว้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2540 ปัจจุบันมีลูกค้าซื้อที่ดินแปลงย่อยไปหลายแปลงและได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้วบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า กรณีมีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ โจทก์อ้างเหตุที่ต้องเลิกห้างหุ้นส่วนว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินจากนางวีณา ภัทรประสิทธิ์ จำนวน 2,000,000 บาท มาใช้ในกิจการห้างโดยโจทก์นำสืบว่า โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าตามเอกสารหมาย จ.7 ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นางวีณา จำนวน 2,000,000 บาท และสามีโจทก์ได้โอนเงินที่ได้รับดังกล่าวจำนวน 1,400,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครนายก ตามสำเนาใบคำขอโอนเงินและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบปฏิเสธหรืออธิบายถึงหลักฐานดังกล่าวว่าจำเลยไม่ได้รับเงินหรือเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินที่กู้ยืมมาจากนางวีณาแต่ประการใด เพียงแต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามติงลอย ๆ ว่าเงินที่สามีโจทก์ส่งมาให้จำเลย 1,400,000 บาท เป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.32 ซึ่งเมื่อพิเคราะห์เอกสารดังกล่าวแล้วได้ความว่าเงินที่โจทก์ได้รับเป็นจำนวน 1,587,000 บาท มิใช่ 1,400,000 บาท ตามที่จำเลยได้รับ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ต่อมาจำเลยได้ปฏิเสธหนี้ดังกล่าวต่อนางวีณา ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.10 และแจ้งอายัดเช็คดังกล่าว เป็นเหตุให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามสำเนาใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.7 นางวีณาจึงฟ้องโจทก์และจำเลยที่ศาลแขวงตลิ่งชัน ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.11 ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยไม่ยอมมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายคมสัน ภูริเวโรจน์ ผู้ซื้อ ก็ได้ความจากนายคมสันพยานโจทก์ว่า นายคมสันทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำตามเอกสารหมาย จ.21 กับโจทก์ และได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินและหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย จ.23 แต่นายคมสันก็ยังไม่ได้รับโฉนดที่ดินทั้งที่โฉนดที่ดินออกเป็นชื่อนายคมสันแล้ว ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.22 ในข้อนี้จำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายคมสันเนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำเงินค่าที่ดินของนายคมสันเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วน แต่กลับนำไปเข้าบัญชีส่วนตัวของโจทก์ โดยโจทก์อ้างว่าต้องนำเงินดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่าย อันแสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันในการดำเนินงานระหว่างโจทก์และจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่า จำเลยได้รับเงินจากลูกค้าที่ผ่อนชำระหลายราย แต่ไม่นำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วน ในข้อนี้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับเงินค่าที่ดินจากลูกค้าหลายรายแต่นำเงินไปเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน เห็นว่า ตามสัญญาร่วมลงทุนและแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.5 ได้กำหนดหน้าที่ของโจทก์ไว้ว่า โจทก์รับจะดูแลจัดการเกี่ยวกับการเงินบัญชี การขาย การติดต่อลูกค้าและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานของโครงการที่ดำเนินการอยู่ ส่วนหน้าที่ของจำเลยได้กำหนดไว้ว่า รับจะดูแลในการพัฒนาที่ดิน การขอรังวัด แบ่งแยก ออกโฉนดใหม่ ตลอดจนถึงงานด้านสาธารณูปโภคด้านการขายและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานของโครงการ จึงเป็นที่เห็นได้ว่า ในด้านการขายที่ดินและรับเงินจากลูกค้า โจทก์และจำเลยต่างก็มีหน้าที่ดังกล่าวด้วยกัน ซึ่งในสัญญาข้อ 5 ได้กำหนดข้อตกลงไว้ว่า ในการจัดการเกี่ยวกับการเงินให้จัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย ไว้ตามระบบบัญชีทั่วไปเพื่อแสดงให้คู่สัญญาผู้ร่วมลงทุนได้ทราบและตรวจสอบได้ตลอดเวลา และจัดทำสำเนาบัญชีรับจ่ายให้คู่สัญญาทุกฝ่ายทราบทุกเดือนตลอดไป โดยคู่สัญญาได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันร่วมกันไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครนายก ในนามของโจทก์และจำเลยโดยตกลงกันว่าเงินที่รับจากลูกค้า และเงินรายได้อื่นทั้งหมดให้จัดการนำฝากเข้าบัญชีดังกล่าวทั้งหมดทุกครั้งที่ได้รับโดยทันที ซึ่งได้ความจากโจทก์และจำเลยว่า เพื่อความสะดวกของลูกค้าที่อยู่กรุงเทพมหานคร ต่อมาโจทก์และจำเลยจึงร่วมกันเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน อีกบัญชีหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชี แต่กลับได้ความว่าโจทก์และจำเลยต่างไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมุทนและแบ่งผลประโยชน์ดังกล่าว โดยต่างไม่นำเงินที่รับจากลูกค้าและเงินรายได้อื่นทั้งหมดฝากเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วนทุกครั้งที่ได้รับโดยทันที ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเงินที่ไม่ได้นำฝากเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วนเนื่องจากได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายของห้าง นอกจากนี้ฝ่ายที่รับเงินค่าที่ดินจากลูกค้าก็ไม่ได้จัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย ไว้ตามระบบบัญชีทั่วไป เพื่อแสดงให้คู่สัญญาผู้ร่วมทุนได้ทราบและตรวจสอบได้ตลอดเวลา และมิได้จัดทำสำเนาบัญชีรับจ่ายให้คู่สัญญาทุกฝ่ายทราบทุกเดือนตลอดไปตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ทำให้โจทก์และจำเลยต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันในการดำเนินงานเป็นต้นเหตุให้ถูกบุคคลภายนอกดำเนินคดีฟ้องร้อง นางวาสนา เขียวสด เลขานุการส่วนตัวของจำเลยเป็นพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในปัจจุบันโครงการไม่มีเงินสดในมือที่จะนำมาใช้พัฒนาที่ดิน โจทก์และจำเลยไม่ได้ประชุมปรึกษาเพื่อจะปรองดองกัน จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ตั้งแต่ลงทุนเป็นหุ้นส่วนกันมายังไม่ได้มีการสะสางบัญชีกันเลยว่าจะมีรายรับและรายจ่ายเพียงใด จำเลยเคยได้รับหนังสือจากทนายความโจทก์ให้จำเลยไปพบ แต่จำเลยมีหนังสือตอบไปว่าให้โจทก์ไปพบจำเลยที่จังหวัดนครนายก ตามพฤติการณ์ถือได้ว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองไม่ปรองดองกัน เหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) หากปล่อยให้ห้างหุ้นส่วนดำรงคงอยู่ต่อไป ผู้เป็นหุ้นส่วนต่างก็มุ่งจะขายที่ดินส่วนที่เหลือและรับเงินจากลูกค้าของตนโดยไม่นำพาต่อหุ้นส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเป็นผลเสียต่อหุ้นส่วนอีกฝ่ายหนึ่งและต่อลูกค้าอันจะเป็นมูลเหตุให้เกิดคดีฟ้องร้องกันต่อไปอีก กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะสั่งให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเลิกกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญ ซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (1) นั้น เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองไม่ปรองดองกัน เหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) กรณีมิได้ต้องด้วยมาตรา 1057 (1) ฎีกาดังกล่าวของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งคดีไม่มีเหตุที่จะให้ศาลชั้นต้นนำคำตกเติมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้ไขมาพิจารณาพิพากษาใหม่ตามฎีกาของจำเลย เพราะคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนีวรรณ อร่ามรัชนี
จำเลย — นางวีระวรรณ กิตติธเนศวร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2550
#266965
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องแย้งจะมีข้อความระบุว่า หากศาลให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีและบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่า เหตุหย่ามิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้าน ละทิ้งไม่ดูแล ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่าไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ ทั้งย่อมเป็นเหตุผลอันสมควรให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่แก่จำเลยผู้เป็นมารดาฝ่ายเดียวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันหรือไม่เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินขอ

แม้จำเลยให้การและบรรยายคำฟ้องแย้งตอนแรกว่า โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยเป็นทำนองว่าโจทก์ในฐานะสามีไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยา เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสามีตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำฟ้องแย้งของจำเลยแต่แรกจนถึงคำขอท้ายฟ้องแย้งโดยตลอดทั้งหมดแล้ว ได้ใจความตามที่บรรยายว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นสามีฝ่ายเดียว การฟ้องหย่าของโจทก์ทำให้จำเลยยากจนลง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยเป็นรายเดือน ซึ่งตรงตามหลักเกณฑ์เรื่องค่าเลี้ยงชีพที่ ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่มีการหย่าแล้วจะทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง ถือไม่ได้ว่าจำเลยฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จึงไม่อาจบังคับให้โจทก์รับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยตามคำขอท้ายฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องพร้อมฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ต่อคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองนางสาววิลิปดาของโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผูเยาว์เพียงแต่ผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาววิชุดา เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 จนถึงเดือนเมษายน 2546 ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาววิลิปดาผู้เยาว์ เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 จนกว่านางสาววิลิปดาจะบรรลุนิติภาวะและให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนโตนับแต่วันฟ้องแย้งเดือนละ 8,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และชำระแก่บุตรคนเล็กเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนครบอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ หลังจากนั้นให้ชำระเดือนละ 8,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คำขอค่าเลี้ยงชีพให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเป็นคำพิพากษาเกินคำขอตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องแย้งจะมีข้อความระบุว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีและบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่า เหตุหย่ามิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านละทิ้งไม่ดูแลไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่าไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดกันแล้วหรือไม่ ทั้งย่อมเป็นเหตุผลอันสมควรให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แก่จำเลยผู้เป็นมารดาฝ่ายเดียวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดกันหรือไม่เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจการปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำขอที่ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยให้การและบรรยายคำฟ้องแย้งตอนแรกว่า โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยเป็นทำนองว่า โจทก์ในฐานะสามีไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยา เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสามีตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำฟ้องแย้งของจำเลยแต่แรกจนถึงคำขอท้ายฟ้องแย้งโดยตลอดทั้งหมดแล้ว ได้ใจความตามที่บรรยายว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นสามีฝ่ายเดียว การฟ้องหย่าของโจทก์ทำให้จำเลยยากจนลง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยเป็นรายเดือน ซึ่งตรงตามหลักเกณฑ์เรื่องค่าเลี้ยงชีพที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่มีการหย่าแล้วจะทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง ถือไม่ได้ว่าจำเลยฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จึงไม่อาจบังคับให้โจทก์รับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยตามคำขอท้ายฟ้องแย้งได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในส่วนนี้ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1564 วรรคหนึ่ง ม. 1566 (5)
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสัณห์ พานิชสมบัติ
จำเลย — นางชุติมา พานิชสมบัติหรือพลอยสำราญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัยแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางวรรณา พัฒนาศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2550
#272243
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องแย้งจะมีข้อความระบุว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีและบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่า เหตุหย่ามิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านละทิ้งไม่ดูแลไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียนขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่าไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าบิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดกันแล้วหรือไม่ ทั้งย่อมเป็นเหตุผลอันสมควรให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่แก่จำเลยผู้เป็นมารดาฝ่ายเดียวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดกันหรือไม่เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

แม้จำเลยให้การและบรรยายคำฟ้องแย้งตอนแรกว่า โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยเป็นทำนองว่า โจทก์ในฐานะสามีไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสามีตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำฟ้องแย้งของจำเลยแต่แรกจนถึงคำขอท้ายฟ้องแย้งโดยตลอดทั้งหมดแล้ว ได้ใจความตามที่บรรยายว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นสามีฝ่ายเดียว การฟ้องหย่าของโจทก์ทำให้จำเลยยากจนลง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยเป็นรายเดือน ซึ่งตรงตามหลักเกณฑ์เรื่องค่าเลี้ยงชีพที่ ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่มีการหย่าแล้ว จะทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง ถือไม่ได้ว่าจำเลยฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกัน จึงไม่อาจบังคับให้โจทก์รับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยตามคำขอท้ายฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 2 คน คือ ว. และ ล. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2544 โจทก์และจำเลยมีปากเสียงกันรุนแรง จำเลยใช้มีดกรรไกรข่มขู่จะฆ่าโจทก์ และไม่ให้โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านของโจทก์ โจทก์จึงออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หลังจากนั้นโจทก์จำเลยไม่เคยติดต่อกันและไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันอีก และในระหว่างเป็นสามีภริยากันจำเลยไม่เคยส่งเสียอุปการะซึ่งกันและกันตามสมควร ไม่เคยช่วยเหลือในการประกอบอาชีพ และไม่ยอมให้โจทก์ร่วมหลับนอนด้วยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมอันและประเพณีนิยม และจงใจละทิ้งร้างกับโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปี ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การพร้อมฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุหย่ามิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านไปโดยละทิ้งจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปไม่เคยดูแล ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียนจำเลยไม่เคยไม่ให้โจทก์อาศัยอยู่ในบ้าน หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงและไม่เคยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปี การฟ้องหย่าทำให้จำเลยยากจนลง ขอให้ยกฟ้อง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ต่อคน นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเกียจคร้านไม่ยอมทำงานเป็นเหตุให้ครอบครัวยากจน โจทก์มีอาชีพเป็นช่างซ่อมวิทยุ โทรทัศน์ ไม่มีรายได้เพียงพอจะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฟ้องแย้งได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครอง ล. ของโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ว. เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 จนถึงเดือนเมษายน 2546 ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ล. ผู้เยาว์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 จนกว่า ล. จะบรรลุนิติภาวะและให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนโตนับแต่วันฟ้องแย้งเดือนละ 8,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และชำระแก่บุตรคนเล็กเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ หลังจากนั้นให้ชำระเดือนละ 8,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คำขอค่าเลี้ยงชีพให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นคำพิพากษาเกินไปจากคำขอตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องแย้งจะมีข้อความระบุว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีและบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่า เหตุหย่ามิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านละทิ้งไม่ดูแลไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่าไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าบิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภรรยาหรือหย่าขาดกันแล้วหรือไม่ ทั้งย่อมเป็นเหตุผลอันสมควรให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่แก่จำเลยผู้เป็นมารดาฝ่ายเดียวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดกันหรือไม่เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำขอที่ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยให้การและบรรยายคำฟ้องแย้งตอนแรกว่า โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยเป็นทำนองว่า โจทก์ในฐานะสามีไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยา เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสามีตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำฟ้องแย้งของจำเลยแต่แรกจนถึงคำขอท้ายฟ้องแย้งโดยตลอดทั้งหมดแล้วได้ใจความตามที่บรรยายว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นสามีฝ่ายเดียว การฟ้องหย่าของโจทก์ทำให้จำเลยยากจนลง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนซึ่งตรงตามหลักเกณฑ์เรื่องค่าเลี้ยงชีพที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่มีการหย่าแล้ว จะทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง ถือไม่ได้ว่าจำเลยฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกัน จึงไม่อาจบังคับให้โจทก์รับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยตามคำขอท้ายฟ้องแย้งได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว กำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยว่าขณะอยู่กินกันฉันสามีภริยาโจทก์มีรายได้จากร้านค้าของครอบครัวหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงินวันละ 300 บาท ถึง 3,000 บาท แต่ก็เป็นธุรกิจการค้าซึ่งไม่แน่ว่าจะมีรายได้แน่นอนมั่นคงเช่นนั้นเสมอไปในภาวะปัจจุบัน ทั้งได้ความว่าโจทก์มีอาการป่วยต้องไปพบแพทย์ตามคำสั่งอยู่บ้าง จำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่อยู่กินร่วมกันมา โดยจำเลยยังดูแลกิจการร้านค้ามีสินค้าประเภทเครื่องเสียงและลำโพงเป็นทุนหมุนเวียนอยู่ในร้านมูลค่าประมาณ 800,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว กำหนดมาจึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 ม. 1526 ม. 1564 ม. 1566 (5)
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสัณห์ พานิชสมบัติ
จำเลย — นางชุติมา พานิชสมบัติ หรือพลอยสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ