คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 19/2550
#415689
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ นางวินงคราญ เรือนคำ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖๐/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีได้ประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาด ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี สังกัดผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีแพ่งศาลจังหวัดมีนบุรี หมายเลขแดงที่ ๒๙๑/๒๕๔๒ ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทแอสต้าอิเล็คทริคอล จำกัด ที่ ๑ นายธนะนันท์ แซ่ลิ้ม ที่ ๒ นางเกษรา แซ่ลิ้ม ที่ ๓ จำเลย โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๗๐๔๘ แขวงออเงิน (ท่าแร้ง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารโรงงาน ๔ ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐถือปูนฉาบเรียบ (สภาพเก่า) รั้วเหล็กดัดล้อเลื่อน จำนวน ๒ หลัง และบ้านตึก ๒ ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคากระเบื้อง ผนังก่ออิฐถือปูนฉาบเรียบ (สภาพเก่า) รั้วเหล็กดัดล้อเลื่อน จำนวน ๑ หลัง ราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และผู้ฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายกับผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้วางเงินมัดจำไว้ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบทรัพย์ที่ซื้อจากการขายทอดตลาดดังกล่าวว่าก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ตามคำแนะนำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อประกอบการขอสินเชื่อในการซื้อทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาสำนักงานเขตสายไหมซึ่งทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ในบริเวณที่ดินแปลงนี้ มีอาคารตึก ๔ ชั้น จำนวน ๑ หลัง ก่อสร้างถูกต้องตามแบบ แต่มีอาคารตึก ๔ ชั้น จำนวน ๑ หลัง และตึก ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง ไม่พบหลักฐานการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าทรัพย์ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีขายให้แก่ผู้ฟ้องคดีขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อสัญญาในประกาศขายทอดตลาดของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเงื่อนไขคลุมเครือ ขัดต่อกฎหมายไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอออกหนังสือรับรองความถูกต้องของอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารของกรุงเทพมหานครที่กำหนดให้ผู้ขอต้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จริง หรือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในตัวทรัพย์เท่านั้น ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าซื้อทรัพย์ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ของเงื่อนไขดังกล่าว และไม่อาจขอออกหนังสือรับรองความถูกต้องได้ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปทราบ จึงเป็นการผิดพลาดในสาระสำคัญในทรัพย์สินที่จะขาย เป็นการหลอกลวงประชาชน โดยหวังจะริบเงินมัดจำบางส่วนของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริต และเป็นการกระทำละเมิด ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาซื้อทรัพย์ดังกล่าวและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำแก่ผู้ฟ้องคดี และมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความเป็นธรรม แต่ยังมิได้มีหนังสือแจ้งกลับมา นอกจากนั้นเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดียังได้ออกประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใหม่ โดยจะมีการขายทอดตลาดในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีถูกริบเงินมัดจำที่วางไว้ และหากการขายทอดตลาดครั้งต่อไป ได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชอบให้เต็มจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีประมูลไว้ในครั้งก่อนและต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการขายทอดตลาดครั้งหลังนี้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗ จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขอให้ไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีและสำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายนี้ ลำดับที่ ๓๕ ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเกินกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี การดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยชอบตามคำสั่งศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดมีนบุรีได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามหมายยึดทรัพย์ของศาลจังหวัดมีนบุรี ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๙๑/๒๕๔๒ ตามคำสั่งของศาลจังหวัดมีนบุรี อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลจังหวัดมีนบุรี ผู้ฟ้องคดีเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินตามประกาศดังกล่าวในราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และวางเงินมัดจำเป็นเงิน จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะต้องชำระภายใน ๑๕ วัน และศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งอนุญาตตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามระเบียบในการบังคับคดีและนิติกรรมในทางยุติธรรม คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีถูกผู้ถูกฟ้องคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี กระทำละเมิดโดยนำทรัพย์ที่ขัดต่อกฎหมาย คือพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกประกาศขายทอดตลาดโดยมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทราบอย่างชัดแจ้งในประกาศขายทอดตลาด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย แม้การขายทอดตลาดดังกล่าวจะเป็นผลจากคำพิพากษาของศาล แต่ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดระเบียบและวิธีการในการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำตามสัญญาซื้อขายที่ดินจากการขายทอดตลาดทรัพย์พร้อมดอกเบี้ยและงดการขายทรัพย์รายนี้ชั่วคราว โดยมิได้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการขายทอดตลาดทรัพย์ตามคำสั่งศาล วัตถุแห่งหนี้ในคดีนี้คือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้คืนเงินมัดจำแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า สัญญาดังกล่าวมีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด และฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาขายทอดตลาดทรัพย์ตามคำสั่งศาลในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการนี้ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เพิกถอนหรือแก้ไขวิธีการบังคับคดีทั้งปวง ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีตามคำฟ้องนี้ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาด ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในคดีแพ่งศาลจังหวัดมีนบุรี หมายเลขแดงที่ ๒๙๑/๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๗๐๔๘ แขวงออเงิน (ท่าแร้ง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารโรงงาน ๔ ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐถือปูนฉาบเรียบ (สภาพเก่า) รั้วเหล็กดัดล้อเลื่อน จำนวน ๒ หลัง และบ้านตึก ๒ ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคากระเบื้อง ผนังก่ออิฐถือปูนฉาบเรียบ (สภาพเก่า) รั้วเหล็กดัดล้อเลื่อน จำนวน ๑ หลัง ราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และผู้ฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยผู้ฟ้องคดีวางเงินมัดจำไว้ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอตรวจทรัพย์ดังกล่าวเพื่อขอสินเชื่อ สำนักงานเขตสายไหมแจ้งว่า ในบริเวณที่ดินแปลงนี้มีอาคารตึก ๔ ชั้น จำนวน ๑ หลัง ก่อสร้างถูกต้องตามแบบ แต่มีอาคารตึก ๔ ชั้น จำนวน ๑ หลัง และตึก ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง ไม่พบหลักฐานการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารแต่อย่างใด ทรัพย์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีขายให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อสัญญาในประกาศขายทอดตลาดของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเงื่อนไขคลุมเครือ ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปทราบ เป็นการผิดพลาดในสาระสำคัญในทรัพย์สินที่จะขาย หลอกลวงประชาชน หวังจะริบเงินมัดจำบางส่วนของผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริต และเป็นการกระทำละเมิด ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาซื้อทรัพย์ดังกล่าวและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ขอให้คืนเงินมัดจำ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้งดการขายทอดตลาด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเกินกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี การดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยชอบตามคำสั่งศาลและตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัด ประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางปกครอง โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยวางเงินมัดจำ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ไว้เป็นประกัน แต่จากการตรวจสอบ ปรากฏว่า ไม่พบหลักฐานการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร จำนวน ๒ หลัง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างก็มิได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปทราบ เป็นการผิดพลาดในสาระสำคัญในทรัพย์สินที่จะขาย และเป็นการกระทำละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดีถูกริบเงินมัดจำที่วางไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การจัดทำสัญญาซื้อขายทรัพย์ที่ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ประมูลได้จากการขายทอดตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรี สังกัดผู้ถูกฟ้องคดี เรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในคดีแพ่งศาลจังหวัดมีนบุรี หมายเลขแดงที่ ๒๙๑/๒๕๔๒ นั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป ดังนั้น แม้ข้อพิพาทในคดีนี้ จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตามแต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางวินงคราญ เรือนคำ ผู้ฟ้องคดี กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค หนึ่ง (3)
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางวินงคราญ เรือนคำ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมบังคับคดี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2550
#415710
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ กองทัพเรือ โจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด เครื่องเดินป่า ที่ ๑ นายยอด แสงสว่างวัฒนะ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๗๕/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ โจทก์ตกลงซื้อและจำเลยที่ ๑ ตกลงขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่แบบเอ็มซี ๑-๑ บี พร้อมร่มช่วยที-๑๐ อาร์ และอุปกรณ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทไพโอเนียร์ แอโรสเปส คอร์ปอเรชัน (Pioneer Aerospace Corporation) ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดจำหน่ายโดยบริษัท Aerazur ประเทศฝรั่งเศส จำนวน ๖๖ ชุด ชุดละ ๗๔,๗๖๕ บาท รวมราคาสินค้า ๔,๙๓๔,๔๙๐ บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๓๔๕,๔๑๔.๓๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๕,๒๗๙,๙๐๔.๓๐ บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่โจทก์ ณ อาคารตรวจรับพัสดุ กรมสรรพาวุธทหารเรือ แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๑ เมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าปรับตามที่ตกลงไว้ในสัญญา จำนวน ๖๔๕,๗๐๘.๑๓ บาท จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไม่จำกัดจำนวน จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๑,๐๐๖,๕๐๑.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๕๔,๗๐๘.๑๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะรัฐบาลประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเป็นระบบลอยตัวทำให้สินค้าที่ซื้อขายซึ่งตกลงชำระราคาเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐต้องใช้เงินบาท เพิ่มมากขึ้นเกือบหนึ่งเท่าของราคาสินค้าตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ไม่ได้และหลุดพ้นจากการชำระหนี้ไม่ต้องรับผิดตามสัญญา โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยรับหนังสือแจ้งหรือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ใด ๆ จากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามคำฟ้อง จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวและไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ที่แก้ไขแล้ว มาตรา ๑๗ และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพเรือและป้องกันราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีหน้าที่ป้องกันราชอาณาจักร อันเป็นการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ภารกิจนี้ถือว่าเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐเป็นผู้จัดทำขึ้น โดยโจทก์จะต้องจัดให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับกิจการของกองทัพเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ร่มโดดบุคคลแบบสายดึงประจำที่เป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารที่มีความจำเป็นสำหรับการฝึกและการรบ ในการส่งกำลังทหารเข้าสู่พื้นที่การรบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อภารกิจของโจทก์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล เมื่อโจทก์เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายร่มโดดบุคคลแบบ สายดึงประจำที่พิพาทกับจำเลยที่ ๑ สัญญาพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒๑/๒๕๔๖

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะเตรียมกำลังกองทัพเรือและป้องกันราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งแม้สัญญาซื้อขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่จะมีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อ แต่ไม่ปรากฏว่าร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ ๑ นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่โจทก์ใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงอุปกรณ์ส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาซื้อขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่จึงเป็นเพียงสัญญาที่สนับสนุน การจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น ทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่หน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า กองทัพเรือ โจทก์ตกลงซื้อและจำเลยที่ ๑ ตกลงขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่แบบเอ็มซี ๑-๑ บี พร้อมร่มช่วย ที-๑๐ อาร์ และอุปกรณ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทไพโอเนียร์ แอโรสเปส คอร์ปอเรชัน (Pioneer Aerospace Corporation) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเงินจำนวน ๕,๒๗๙,๙๐๔.๓๐ บาท จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จึงบอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าปรับตามที่ตกลงไว้ในสัญญา จำนวน ๖๔๕,๗๐๘.๑๓ บาท จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไม่จำกัดจำนวน จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๑,๐๐๖,๕๐๑.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๕๔,๗๐๘.๑๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะรัฐบาลประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเป็นระบบลอยตัวทำให้สินค้าที่ซื้อขาย ซึ่งตกลงชำระราคาเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐต้องใช้เงินบาทเพิ่มมากขึ้นเกือบหนึ่งเท่าของราคาสินค้าตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ไม่ได้และหลุดพ้นจากการชำระหนี้ไม่ต้องรับผิดตามสัญญา โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยรับหนังสือแจ้งหรือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ใด ๆ จากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามคำฟ้อง จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวและไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่แบบเอ็มซี ๑-๑ บี พร้อมร่มช่วยที-๑๐ อาร์ และอุปกรณ์ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่มาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้โจทก์มีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพเรือและป้องกันราชอาณาจักร อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งที่รัฐเป็นผู้จัดทำ โดยโจทก์ต้องจัดให้มีอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น ต่อการจัดทำบริการสาธารณะนั้น เมื่อร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่แบบเอ็มซี ๑-๑ บี พร้อมร่มช่วยที-๑๐ อาร์ และอุปกรณ์ เป็นยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการฝึกและการรบ จึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายร่มบุคคลโดดแบบสายดึงประจำที่แบบเอ็มซี ๑-๑ บี พร้อมร่มช่วยที-๑๐ อาร์ และอุปกรณ์ ระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กองทัพเรือ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเครื่องเดินป่า ที่ ๑ นายยอด แสงสว่างวัฒนะ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเครื่องเดินป่า ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2550
#269119
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ส. โดยยอมร่วมรับผิดกับ ส. จำเลยที่ 4 ในฐานะสามีของจำเลยที่ 3 ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 ส. ลูกจ้างโจทก์ได้ยักยอกเงินของโจทก์ และทำหนังสือรับสภาพหนี้กำหนดว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์งวดแรกในวันที่ 5 สิงหาคม 2537 ดังนี้ ความรับผิดของ ส. เป็นความรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 กำหนดเวลานี้เริ่มนับแต่วันเกิดเหตุทุจริตยักยอกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 แต่เมื่อ ส. ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ขอผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์ งวดแรก 200,000 บาท ในวันที่ 5 สิงหาคม 2537 การรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 และอายุความที่สะดุดหยุดลงนี้ย่อมมีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 กรณีหาใช่การรับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ไม่ เมื่อต่อมาปรากฏว่า ส. ไม่ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2537 ตามที่รับสภาพหนี้ไว้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 9 เมษายน 2537 เมื่อนับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มนับอายุความใหม่ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 1,415,529 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 1,415,529 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนางสุพรรณีไว้แก่โจทก์ โดยยอมร่วมรับผิดกับนางสุพรรณี และจำเลยที่ 4 ในฐานะสามีของจำเลยที่ 3 ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 นางสุพรรณีลูกจ้างโจทก์ได้ยักยอกเงินของโจทก์และทำหนังสือรับสภาพหนี้กำหนดว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์งวดแรกในวันที่ 5 สิงหาคม 2537

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดของนางสุพรรณีเป็นความรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 กำหนดเวลานี้เริ่มนับแต่วันเกิดเหตุทุจริตยักยอกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 แต่เมื่อนางสุพรรณีทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ขอผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์ งวดแรกจำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 5 สิงหาคม 2537 การรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 และอายุความที่สะดุดหยุดลงนี้ย่อมมีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 กรณีหาใช่การรับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์มาไม่ เมื่อต่อมาปรากฏว่านางสุพรรณีไม่ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2537 ตามที่รับสภาพหนี้ไว้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 9 เมษายน 2547 เมื่อนับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มนับอายุความใหม่ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/35 ม. 692
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายสมคิด ท่าประทับ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 17/2550
#415707
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โจทก์ ยื่นฟ้องธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๑๐/๒๕๔๘ ต่อมาศาลแพ่งหมายเรียกบริษัท ปุ๋ยเอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เดิมเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ความว่า โจทก์จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ โจทก์ประกาศประกวดราคาซื้อปุ๋ยสูตรต่ำคือ สูตร ๑-๔ จำนวน ๔๙,๐๐๐ ตัน และปุ๋ยสูตรสูง คือ สูตร ๒๐-๘-๒๐ จำนวน ๒๗,๑๒๗ ตัน และสูตร ๒๐-๑๐-๑๒ จำนวน ๒,๘๗๓ ตัน เพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกร จำเลยร่วมยื่นใบเสนอราคาต่อโจทก์และได้รับการพิจารณาจากโจทก์ให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ยบำรุงสูตรสูงคือ สูตร ๒๐-๘-๒๐ และสูตร ๒๐-๑๐-๑๒ โดยในใบเสนอราคาทั้งสองฉบับระบุว่า ในกรณีที่จำเลยร่วมได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคา จำเลยร่วมรับรองที่จะทำสัญญาตามแบบสัญญาซื้อขายแนบท้ายเอกสารประกวดราคาภายใน ๗ วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปทำสัญญา หากจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ข้างต้น จำเลยร่วมยอมให้โจทก์ริบหลักประกันซอง หรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกัน รวมทั้งชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ที่อาจมีแก่โจทก์ โดยมอบหนังสือค้ำประกันของจำเลยเลขที่ ๐๗๐/๒๕๔๔ เพื่อเป็นหลักประกันซอง จำนวนเงิน ๑๕,๐๖๖,๔๒๐ บาท สำหรับการยื่นใบเสนอราคาปุ๋ยสูตร ๒๐-๘-๒๐ และหนังสือค้ำประกันของจำเลย เลขที่ ๐๖๗/๒๕๔๔ เพื่อเป็นหลักประกันซอง จำนวนเงิน ๑,๕๙๓,๕๘๐ บาท สำหรับการยื่นใบเสนอราคาปุ๋ยสูตร ๒๐-๑๐-๑๒ และจำเลยยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่เกินจำนวนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาสินค้าที่จำเลยร่วมเสนอยังมีราคาสูงกว่าราคากลาง โจทก์จึงต่อรองราคา จำเลยร่วมยินยอมลดราคาให้ โดยปุ๋ยสูตร ๒๐-๘-๒๐ จากเดิมราคาตันละ ๑๕,๑๗๐ บาท เป็นตันละ ๘,๐๗๐ บาท และปุ๋ยสูตร ๒๐-๑๐-๑๒ จากเดิมราคาตันละ ๑๓,๕๐๕ บาท เป็นตันละ ๗,๕๒๐ บาท โจทก์ตกลงสนองรับราคาเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๔ และแจ้งให้จำเลยร่วมไปทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ภายใน ๗ วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยร่วมกลับไม่ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยร่วมทำสัญญากับโจทก์ภายในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จำเลยร่วมมีหนังสือขอขยายระยะเวลาในการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์ยินยอมตามข้อเสนอดังกล่าวและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยร่วมขอขยายระยะเวลาทำสัญญาซื้อขายออกไปถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ จำเลยจึงยังไม่พ้นภาระผูกพันตามหนังสือค้ำประกัน ต่อมาจำเลยร่วมมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จำเลยร่วมได้รับหนังสือค้ำประกันของจำเลยทั้งสองฉบับคืนจากโจทก์ จำเลยร่วมจึงขอยกเลิกการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยครั้งนี้กับโจทก์ แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยร่วมว่าหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับยังไม่พ้นข้อผูกพัน เพราะจำเลยร่วมต้องทำสัญญากับโจทก์ก่อน ผู้แทนของจำเลยร่วมได้รับหนังสือค้ำประกันดังกล่าวไปพร้อมกับหนังสือค้ำประกันฉบับอื่นที่เป็นหลักประกันซองในการเสนอราคาปุ๋ยบำรุงสูตรต่ำ โดยสำคัญผิด จึงขอให้ส่งหนังสือค้ำประกันดังกล่าวคืน ก่อนครบกำหนดที่ให้จำเลยร่วมเข้าทำสัญญา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเชิญผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและจำเลยร่วมไปหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่จำเลยร่วมไม่สามารถดำเนินการตามที่เสนอราคาในการประกวดราคาซื้อปุ๋ยบำรุงดังกล่าว จากการหารือสรุปได้ว่าจำเลยร่วมเสนอขอเปลี่ยนการส่งมอบปุ๋ยบำรุงจากสูตรสูงเดิมเป็นสูตรต่ำจำนวน ๔๐,๐๐๐ ตัน ทดแทนให้แก่โจทก์ตามราคาที่โจทก์ทำสัญญากับบริษัทอื่น และขอขยายเวลาในการทำสัญญาออกไปจนถึงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือค้ำประกันซองทั้งสองฉบับดังกล่าวคืนจากสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในตามที่จำเลยร่วมนำไปมอบไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางมีมติในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๔๔ ไม่รับข้อเสนอของจำเลยร่วมและให้โจทก์ยกเลิกการจัดซื้อปุ๋ยสูตรสูงจำนวน ๓๐,๐๐๐ ตัน จากจำเลยร่วม เมื่อโจทก์มิได้ตกลงหรือให้ความยินยอมตามข้อเสนอของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงมีภาระผูกพันที่จะต้องทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยบำรุงสูตรสูงจำนวน ๓๐,๐๐๐ ตัน ราคา ๒๖๑,๑๓๒,๐๒๕ บาท ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ ตามเงื่อนไขเอกสารประกวดราคาซื้อ หลังจากนั้นโจทก์แจ้งจำเลยร่วมว่า โจทก์ไม่อาจพิจารณาตามข้อเสนอของจำเลยร่วม เมื่อจำเลยร่วมผิดเงื่อนไขการประกวดราคาไม่ทำสัญญากับโจทก์ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ ตามที่โจทก์กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือซึ่งจำเลยได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจำนวน ๒๑,๐๖๒,๓๔๗.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ เพราะหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ มีเงื่อนไขว่า หากจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการประกวดราคาจำเลยจะชำระเงินแทน โดยหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๔ จำเลยจะไม่เพิกถอนการค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการจำกัดความรับผิดของจำเลยให้อยู่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือค้ำประกัน เมื่อโจทก์อนุญาตให้จำเลยร่วมขยายเวลาการทำสัญญาดังกล่าวไปถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบหรือจำเลยให้ความยินยอมภายในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ และโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมผิดเงื่อนไขการประกวดราคาไม่ทำสัญญากับโจทก์ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ ก็เป็นวันหลังจากพ้นกำหนดเวลาความรับผิดของจำเลย หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ทั้งจำเลยร่วมไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไขการประกวดราคา โจทก์ตกลงยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าวโดยให้จำเลยร่วมส่งมอบปุ๋ยสูตรต่ำแทน จำเลยร่วมแจ้งให้จำเลยระงับการจ่ายเงินตามภาระค้ำประกันแก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ทราบว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยร่วมเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๗/๒๕๔๖ โจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว แต่กลับนำมูลหนี้ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมลูกหนี้ชั้นต้นเป็นฝ่ายผิดสัญญามาฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันในคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หลังจากที่โจทก์พิจารณาให้จำเลยร่วมชนะการประกวดราคาซื้อปุ๋ยบำรุงสูตรสูงจำนวน ๓๐,๐๐๐ ตัน มีหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลย ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๔ รวม ๙๐ วัน ภายในเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด จำเลยร่วมเป็นผู้เสนอราคาได้ต่ำสุดจึงต้องยืนราคาไว้ ๙๐ วัน โจทก์ขอต่อรองราคาและจำเลยร่วมยอมลดราคาให้ดังที่โจทก์อ้างจริง โดยมีเงื่อนไขว่า การลดราคาดังกล่าวโจทก์ต้องตอบสนองรับภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ และจำเลยร่วมจะส่งมอบปุ๋ยครั้งเดียวภายใน ๗๕ วัน นับจากวันทำสัญญา แต่ปรากฏว่าโจทก์มิได้สนองรับราคาดังกล่าว จำเลยร่วมขอให้โจทก์ยืนยันการสั่งซื้อในราคาส่วนลดดังกล่าวหลายครั้ง โจทก์ก็ยังไม่สั่งซื้อ จำเลยร่วมจึงยกเลิกราคาส่วนลดดังกล่าวพร้อมทั้งให้กลับไปใช้ราคาที่จำเลยร่วมประมูลได้ แต่โจทก์กลับมีหนังสือตอบสนองรับราคาส่วนลดที่ได้ยกเลิกกันแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๔ จำเลยร่วมจึงยืนยันที่จะทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ตามที่ประกวดราคาได้เท่านั้น หลังจากที่จำเลยร่วมยืนยันราคาตามที่ประกวดราคาได้ โจทก์ก็ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยร่วมแต่กลับคืนหลักประกันที่เป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยร่วมทั้งหมดที่ใช้เป็นหลักประกันซองในวันประกวดราคาให้จำเลยร่วมโดยไม่ยึดถือเป็นหลักประกันอีกต่อไป จำเลยร่วมมีหนังสือลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ ถึงโจทก์แจ้งขอยกเลิกการทำสัญญาการซื้อขายปุ๋ยบำรุงกับโจทก์ การประกวดราคาดังกล่าวจึงระงับไปแล้ว ต่อมาจำเลยร่วมปฏิเสธการทำสัญญากับโจทก์ตามที่โจทก์อ้างถึงในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์และจำเลยร่วมตกลงกันให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า โจทก์ยอมรับแนวทางแก้ไขโดยให้จำเลยร่วมเปลี่ยนแปลงการส่งมอบปุ๋ยจากสูตรสูงจำนวน ๓๐,๐๐๐ ตัน เป็นปุ๋ยสูตรต่ำจำนวน ๔๐,๐๐๐ ตันแทน ตามราคาที่โจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทอื่น พร้อมทั้งขยายระยะเวลาไปถึงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และจำเลยร่วมมอบหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับของจำเลยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเก็บรักษา เพื่อมอบให้แก่โจทก์ก็ต่อเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ปรากฏว่าโจทก์ขอรับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวไปก่อน ต่อมาโจทก์ได้ยกเลิกการจัดซื้อปุ๋ยจากจำเลยร่วมโดยความสมัครใจของโจทก์ ไม่รับข้อเสนอที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นปุ๋ยสูตรต่ำแทน และริบหลักประกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุอันจะกระทำได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้น เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยร่วม เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๗/๒๕๔๖ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากจำเลยร่วมดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ แต่ในระหว่างที่จำเลยร่วมได้เข้าฟื้นฟูกิจการนั้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยร่วม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งเห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยางและมีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นหรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าว โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้โจทก์ประกาศประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ยบำรุงต้นยางเพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกร ประกาศประกวดราคาของโจทก์เป็นคำเชื้อเชิญให้เข้ามาทำสัญญา การที่จำเลยร่วมยื่นใบเสนอราคา จึงเป็นคำเสนอ เมื่อโจทก์พิจารณาคัดเลือกให้จำเลยร่วมชนะการประกวดราคาจึงเป็นคำสนองรับใบเสนอราคาของจำเลยร่วม เกิดเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง อันเป็นสัญญาเพื่อจะดำเนินการให้มีการทำสัญญาหลักได้แก่สัญญาซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมตามเงื่อนไขในการประกวดราคาต่อไป สัญญาซื้อขายปุ๋ยที่จะจัดทำขึ้นดังกล่าว เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่ให้จัดซื้อปุ๋ยบำรุงต้นยางเพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโจทก์อันเป็นการดำเนินบริการสาธารณะของโจทก์ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่เกิดจากการยื่นใบเสนอราคาของจำเลยร่วมและโจทก์สนองรับราคาดังกล่าว ซึ่งคู่สัญญาจะต้องจัดทำสัญญาหลักคือสัญญาซื้อขายปุ๋ยกันต่อไปตามเงื่อนไขในประกาศประกวดราคาและใบเสนอราคา จึงเป็นสัญญาทางปกครองเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมผิดเงื่อนไขไม่เข้าทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ ขอให้จำเลยผู้ค้ำประกันชดใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ประกาศประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ยเป็นคำเชื้อเชิญให้ทำคำเสนอ เมื่อจำเลยร่วมได้มีคำเสนอเป็นใบเสนอราคาและโจทก์ได้มีคำสนองแจ้งให้จำเลยร่วมเข้ามาทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยแล้ว ซึ่งคำสนองดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามข้อ ๑ (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีผลก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์เป็นสัญญานับแต่คำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ เว้นแต่จะมีข้อตกลงว่าจะต้องไปทำสัญญาเป็นหนังสือ หากกรณีเป็นที่สงสัย นับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำเป็นหนังสือ ทั้งนี้ตามมาตรา ๓๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๖๖ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยร่วมไม่เข้าทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยตามข้อตกลง จึงเห็นได้ว่ายังไม่เกิดสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยร่วม อีกทั้งยังไม่มีข้อพิพาทว่าการประกวดราคาครั้งนี้เกิดจากการปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาหรือให้สิทธิประโยชน์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงตามประกาศประกวดราคาอาจบังคับกันได้ หากได้มีคำเสนอและคำสนองตรงกันจะก่อให้เกิดการทำสัญญาจัดซื้อขายปุ๋ยซึ่งเป็นสัญญาหลักต่อไป จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า สัญญาซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมซึ่งเป็นสัญญาหลักเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์และจำเลยร่วม อีกทั้งตามประกาศประกวดราคาที่โจทก์ต้องการจัดซื้อปุ๋ยบำรุงต้นยางเพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกรเป็นการดำเนินการในหน้าที่รับผิดชอบของโจทก์ด้วยตัวเอง ผู้เสนอราคาเพียงแต่จัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพตามสูตรที่เสนอต้องส่งมอบปุ๋ยตามเวลาและสถานที่ที่โจทก์กำหนด โดยผู้เสนอราคาไม่ได้เข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการหรือได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้กระทำการแทนโจทก์ในการมอบปุ๋ยให้แก่เกษตรกรแต่อย่างใด นอกจากนั้น สัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองบรรลุผล ดังนั้น สัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคและความสมัครใจในการทำสัญญาจึงเป็นสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้น ข้อตกลงว่าจะต้องเข้าทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยอันเป็นสัญญาหลัก จึงเป็นข้อตกลงจะไปทำสัญญาซื้อขายทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมผิดข้อตกลงและฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันซองประกวดราคา กรณีที่จำเลยร่วมผิดข้อตกลงจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ประกาศประกวดราคาซื้อปุ๋ยบำรุงสูตรต่ำคือ สูตร ๑-๔ และปุ๋ยสูตรสูงคือ สูตร ๒๐-๘-๒๐ และสูตร ๒๐-๑๐-๑๒ เพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกร จำเลยร่วมยื่นใบเสนอราคาและได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ยบำรุงสูตรสูงในใบเสนอราคาทั้งสองฉบับระบุว่า กรณีจำเลยร่วมได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคา จำเลยร่วมรับรองที่จะทำสัญญาตามแบบสัญญาซื้อขายแนบท้ายเอกสารประกวดราคาภายใน ๗ วันนับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปทำสัญญา หากจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ข้างต้น จำเลยร่วมยอมให้โจทก์ริบหลักประกันซองหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกัน รวมทั้งชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ที่อาจมีแก่โจทก์ โดยมอบหนังสือค้ำประกันของจำเลยเพื่อเป็นหลักประกันซอง ต่อมาโจทก์ขอปรับลดราคา เนื่องจากราคาสินค้าที่จำเลยร่วมเสนอยังมีราคาสูงกว่าราคากลาง จำเลยร่วมตกลงลดราคาให้ โจทก์ตกลงสนองรับราคาดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๔ และแจ้งให้จำเลยร่วมเข้าทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ภายใน ๗ วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยร่วมกลับไม่ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยร่วมทำสัญญาภายในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จำเลยร่วมมีหนังสือขอขยายเวลาในการทำสัญญาออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์ยินยอมตามข้อเสนอดังกล่าวและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่า จำเลยร่วมขอขยายเวลาทำสัญญาซื้อขายออกไปถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ จำเลยจึงยังไม่พ้นภาระผูกพันตามหนังสือค้ำประกัน ต่อมาจำเลยร่วมมีหนังสือแจ้งขอยกเลิกการทำสัญญา เนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ โจทก์คืนหลักประกันซองทั้งหมดให้จำเลยร่วมแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยร่วมทราบว่าหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับยังไม่พ้นข้อผูกพัน จำเลยร่วมต้องทำสัญญากับโจทก์ก่อนเพราะโจทก์คืนหลักประกันซองไปโดยสำคัญผิด ก่อนครบกำหนดที่ให้จำเลยร่วมเข้าทำสัญญากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเชิญผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและจำเลยร่วมไปหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่จำเลยร่วมไม่สามารถดำเนินการตามที่เสนอราคาในการประกวดราคาซื้อปุ๋ยดังกล่าว จากการหารือสรุปได้ว่าจำเลยร่วมเสนอขอเปลี่ยนการส่งมอบปุ๋ยจากสูตรสูงเป็นสูตรต่ำทดแทนให้แก่โจทก์ และขอขยายเวลาทำสัญญาออกไปจนถึงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือค้ำประกันซองทั้งสองฉบับคืนจากสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในตามที่จำเลยร่วมนำไปมอบไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางการมีมติไม่รับข้อเสนอของจำเลยร่วมและให้โจทก์ยกเลิกการจัดซื้อปุ๋ยสูตรสูงจากจำเลยร่วม โจทก์มิได้ตกลงหรือให้ความยินยอมตามข้อเสนอของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงมีภาระผูกพันที่จะต้องทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยบำรุงสูตรสูงภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ ตามเงื่อนไขเอกสารประกวดราคา เมื่อจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการประกวดราคาและเงื่อนไขตามใบเสนอราคาของจำเลยร่วม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ เพราะโจทก์อนุญาตให้จำเลยร่วมขยายเวลาการทำสัญญาดังกล่าวไปถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบหรือจำเลยให้ความยินยอมภายในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ และโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมผิดเงื่อนไขการประกวดราคาไม่ทำสัญญากับโจทก์ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ ซึ่งพ้นกำหนดเวลาความรับผิดตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันแล้ว หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยร่วมแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๗/๒๕๔๖ และโจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยร่วมให้การว่า หลังจากที่โจทก์พิจารณาให้จำเลยร่วมชนะการประกวดราคา โจทก์ขอต่อรองราคาและจำเลยร่วมยอมลดราคาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าการลดราคาดังกล่าวโจทก์ต้องตอบสนองรับภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ แต่โจทก์มิได้สนองรับราคาดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด จำเลยร่วมจึงยกเลิกราคาส่วนลดดังกล่าวพร้อมทั้งให้กลับไปใช้ราคาที่จำเลยร่วมประมูลได้ โจทก์กลับมีหนังสือตอบสนองรับราคาส่วนลดที่ได้ยกเลิกกันแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๔ จำเลยร่วมยืนยันที่จะทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ตามที่ประกวดราคาได้เท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์ได้คืนหลักประกันที่เป็นหนังสือค้ำประกันทั้งหมดให้จำเลยร่วมโดยไม่ยึดถือเป็นหลักประกันอีกต่อไป จำเลยร่วมจึงขอยกเลิกการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยบำรุงกับโจทก์ การประกวดราคาดังกล่าวระงับไปแล้ว จำเลยร่วมจึงปฏิเสธการทำสัญญากับโจทก์ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์และจำเลยร่วมตกลงกันให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งได้ข้อสรุปว่า โจทก์ยอมรับแนวทางแก้ไขโดยให้จำเลยร่วมเปลี่ยนแปลงการส่งมอบปุ๋ยจากสูตรสูงเดิมเป็นปุ๋ยสูตรต่ำแทน พร้อมทั้งขยายระยะเวลาทำสัญญาไปถึงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และจำเลยร่วมมอบหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับของจำเลยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเก็บรักษาเพื่อมอบให้แก่โจทก์ก็ต่อเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลง แต่โจทก์ขอรับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปก่อน ต่อมาโจทก์ได้ยกเลิกการจัดซื้อปุ๋ยจากจำเลยร่วม ไม่รับข้อเสนอที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นปุ๋ยสูตรต่ำแทนและริบหลักประกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุอันจะกระทำได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยร่วม เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๗/๒๕๔๖ และต่อมาเมื่อวันที่๑๓ กันยายน ๒๕๔๗ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากจำเลยร่วมดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ แต่ในระหว่างที่จำเลยร่วมได้เข้าฟื้นฟูกิจการนั้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยร่วม ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กับจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นเอกชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงในการประกวดราคาซื้อปุ๋ยบำรุงที่จำเลยร่วมเป็นผู้ชนะการประกวดราคาของโจทก์และจำเลยออกหนังสือค้ำประกัน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้มีการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเพื่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ผูกพันกันตามสัญญา จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แม้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง มีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นหรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นได้ก็ตาม แต่การจัดซื้อปุ๋ยของโจทก์จะเป็นไปเพื่อนำไปจ่ายสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เอง และจำเลยร่วมมีหน้าที่ส่งมอบปุ๋ยตามปริมาณและคุณภาพที่กำหนดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์จะให้จำเลยร่วมมีส่วนร่วมในการดำเนินการหรือได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้จัดจำหน่ายปุ๋ยแก่เกษตรกรแต่อย่างใด การจัดซื้อปุ๋ยเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาซื้อขายปุ๋ยจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์เท่านั้น ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครองตามความหมายในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง ดังนั้น ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยร่วมในการที่จะทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยตามเอกสารประกวดราคา จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการเข้าทำสัญญาซื้อขายทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมผิดข้อตกลงและฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมให้การต่อสู้ว่า เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยร่วมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๘๗/๒๕๔๖ และมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗ เนื่องจากจำเลยร่วมดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ แต่ในระหว่างที่จำเลยร่วมเข้าฟื้นฟูกิจการนั้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยร่วมอีกต่อไปโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงมีประเด็นเกี่ยวพันกับคดีล้มละลายที่ได้เข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง อันเป็นศาลชำนัญพิเศษศาลหนึ่งในระบบศาลยุติธรรมซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย บริษัท ปุ๋ยเอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๑๐
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2550
#267631
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสั่งพักงานตามที่อุทธรณ์มา อุทธรณ์โจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง การเลิกจ้างจะต้องเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย ซึ่งทำให้สภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างสิ้นสุดลง ไม่ใช่เรื่องการให้ลูกจ้างหยุดงานเพียงชั่วคราว ซึ่งสภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างยังไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์จึงเป็นการให้โจทก์หยุดงานชั่วคราว มิใช่จำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปโดยเด็ดขาด จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งงานสุดท้ายเป็นเสมียนขนส่ง มีหน้าที่จ่ายใบสั่งงานพนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยนายฉลอง เนตรลือชา ผู้จัดการของจำเลยพูดกับโจทก์ว่า "ในวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ทำไมไม่มาทำงาน ไม่มาทำงานพักงานในวันนี้เลยและไม่จ่ายค่าจ้างให้" โจทก์จึงไม่ได้ทำงาน อีกประมาณ 7 วัน โจทก์ได้มาที่บริษัทจำเลยอีกครั้งหนึ่งพบกับนายฉลอง นายฉลองพูดกับโจทก์ว่า "พักงานไม่ใช่พักร้อน" ต่อมาอีกประมาณ 1 เดือน โจทก์โทรศัพท์ไปที่บริษัทจำเลยและได้พูดโทรศัพท์กับนายฉลอง นายฉลองพูดทางโทรศัพท์ว่าให้โจทก์ไปทำงานกับนายบรรจง ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับบริษัทจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ไปพบพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดสมุทรปราการและแจ้งเรื่องที่ถูกเลิกจ้าง ได้มีการพูดคุยกับนายฉลองทางโทรศัพท์ ต่อมาโจทก์จึงไปที่บริษัทจำเลยแล้วพบกับนายสมชาย นาคเวช ผู้บริหารของบริษัทจำเลย นายสมชายได้นำเงินใส่ซองให้โจทก์จำนวน 9,000 บาท โดยบอกว่าเป็นเงินโบนัส การกระทำของจำเลยข้างต้นจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ นอกจากนั้นจำเลยได้หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างเป็นเงินสะสมโดยจำเลยสมทบให้อีกส่วนหนึ่งและมีดอกเบี้ยจากเงินข้างต้น ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 17,666 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 79,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายเงินสมทบ เงินสะสม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีความประพฤติไม่เหมาะสมโดยไม่สนใจในการทำงานและทำผิดระเบียบคำสั่งของจำเลยอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการละทิ้งหน้าที่ไปโดยพลการและนำเงินสำรองจ่ายของบริษัทจำเลยที่สำรองไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายพนักงานขับรถไปเล่นการพนัน ในเรื่องดังกล่าวผู้จัดการทั่วไปของจำเลยจับผิดได้และได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้ง ในแต่ละครั้งโจทก์ก็รับปากกับผู้จัดการทั่วไปว่าจะประพฤติตนใหม่และเอาใจใส่ในการงานและไม่เล่นการพนันอีก พร้อมทั้งให้สัญญาว่าหากทำผิดและถูกจับได้อีกจะพิจารณาตัวเองไม่อยู่ให้เป็นภาระของบริษัทจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2547 โจทก์ได้ร่วมกับพวกลักลอบเล่นการพนันจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางพลีจับกุมและนำตัวส่งฟ้องที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ในวันที่โจทก์ไปศาลนั้น โจทก์ไม่ได้มาทำงานที่บริษัทจำเลย วันรุ่งขึ้นโจทก์มาทำงานผู้จัดการทั่วไปจึงสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลา 7 วัน และให้โจทก์กลับไปนอนคิดทบทวนถึงพฤติกรรมของตนเองและให้ชี้แจงกรณีถูกดำเนินคดีให้บริษัทจำเลยทราบด้วย โดยไม่ได้เลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกแต่อย่างใด และผู้จัดการทั่วไปได้สำทับไปด้วยว่า "สั่งพักงานไม่ใช่ให้พักร้อน" ซึ่งหมายความว่าเป็นการลงโทษโจทก์โดยสั่งพักงาน หลังจากโจทก์กลับไปแล้วโจทก์ก็ไม่กลับมาทำงานอีกเลย แม้ครบกำหนดพักงานแล้วก็ตาม แต่กลับไปสมัครทำงานอยู่ที่อื่น อีกทั้งโจทก์แอบมาขนข้าวของเครื่องใช้ออกจากบริษัทจำเลยไปในยามวิกาล จึงถือได้ว่าโจทก์ประสงค์เลิกสัญญาจ้างโดยการลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลย อนึ่ง เงินสะสมตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมานั้น จำเลยหักจากโจทก์ไว้ตามระเบียบราชการว่าด้วยเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยกระทำผิดวินัยหลายครั้งและจำเลยได้สั่งพักงานโจทก์โดยในระหว่างที่พักงานนั้นจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์มาโดยตลอด ต่อมาโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการในข้อหาเล่นการพนัน ในวันพิจารณาคดีโจทก์ไม่ได้มาทำงาน แต่เพื่อน ๆ ของโจทก์ซึ่งถูกฟ้องในคดีเดียวกันหลังจากศาลพิจารณาคดีแล้วได้กลับมาทำงาน วันรุ่งขึ้นโจทก์มาทำงาน ได้พบนายฉลอง เนตรลือชา ผู้จัดการทั่วไปของจำเลย นายฉลองจึงได้สั่งพักงานโจทก์ เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดบางประการเท่านั้น โดยสั่งในลักษณะเดียวกันกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดอื่นมาก่อนทุกครั้ง โดยไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสั่งพักงานตามที่อุทธรณ์มาแต่อย่างใด อุทธรณ์โจทก์ประการนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เมื่อโจทก์ได้เสียค่าปรับแล้ววันรุ่งขึ้นโจทก์ไปทำงาน แต่จำเลยปฏิเสธที่จะให้โจทก์เข้าทำงานโดยสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลานานหลายวันโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ระบุว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด..." นั้น มีความหมายว่า เป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย ซึ่งสภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างสิ้นสุดลง ไม่ใช่เรื่องการให้ลูกจ้างหยุดงานเพียงชั่วคราว ซึ่งสภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างยังไม่สิ้นสุดลง และลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับค่าจ้าง ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ระหว่างให้หยุดงานชั่วคราว ลูกจ้างก็มีสิทธิเรียกเอาได้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายฉลองเพียงแต่สั่งพักงานโจทก์โดยสั่งในลักษณะเดียวกันกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดอื่น ๆ มาก่อนทุกครั้ง ดังนั้น การสั่งพักงานโจทก์จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดและถูกพักงานมาก่อนหน้านี้แล้ว แม้การพักงานครั้งก่อนหน้านี้โจทก์ได้รับค่าจ้างระหว่างการพักงาน และในการสั่งพักงานครั้งนี้โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยทวงถามค่าจ้างระหว่างพักงานแล้วจำเลยปฏิเสธไม่จ่ายให้แต่อย่างใด กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์แอบมาขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ทำงานในเวลากลางคืน ซึ่งศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นเจตนาของโจทก์ที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป ดังนี้ การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยจึงเป็นการให้โจทก์หยุดงานชั่วคราว สภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างในระหว่างพักงานยังคงมีอยู่ ไม่ใช่เป็นกรณีจำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปโดยเด็ดขาด การสั่งพักงานโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ตามที่อุทธรณ์มา ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น.

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหมาย บุญเกิด
จำเลย — บริษัทไทเกอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2550
#268276
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยกระทำผิดวินัยหลายครั้งและจำเลยได้สั่งพักงานโจทก์โดยในระหว่างที่พักงานนั้นจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์มาโดยตลอด ต่อมาโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการในข้อหาเล่นการพนันในวันพิจารณาคดีโจทก์ไม่ได้มาทำงาน วันรุ่งขึ้นโจทก์มาทำงาน ฉ. ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยจึงได้สั่งพักงานโจทก์ โดยสั่งในลักษณะเดียวกันกับโจทก์เคยกระทำความผิดอื่นมาก่อนทุกครั้ง โดยไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ว่าคุ้มครองแรงงานฯ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เพียงแต่การกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสั่งพักงานตามที่อุทธรณ์มาแต่อย่างใด อุทธรณ์โจทก์ประการนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

โจทก์ไปทำงานในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยปฏิเสธที่จะให้โจทก์เข้าทำงาน โดยสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลานานหลายวันโดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง ระบุว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด..." นั้น มีความหมายว่า เป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย ซึ่งสภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างสิ้นสุดลงไม่ใช่เรื่องการให้ลูกจ้างหยุดงานเพียงชั่วคราวซึ่งสภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างยังไม่สิ้นสุดลง และลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ระหว่างให้หยุดงานชั่วคราว ลูกจ้างก็มีสิทธิเรียกเอาได้ แม้การพักงานครั้งก่อนหน้านี้โจทก์ได้รับค่าจ้างระหว่างการพักงาน และในการสั่งพักงานครั้งนี้โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยทวงถามค่าจ้างระหว่างการพักงานแล้วจำเลยปฏิเสธไม่จ่ายค่าจ้างแต่อย่างใด กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์แอบมาขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ทำงานในเวลากลางคืน ถือว่าเป็นเจตนาของโจทก์ที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป ดังนี้ การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยจึงเป็นการให้โจทก์หยุดงานชั่วคราว สภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างในระหว่างพักงานยังคงมีอยู่ ไม่ใช่เป็นกรณีจำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปโดยเด็ดขาด การสั่งพักงานโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งงานครั้งสุดท้ายเป็นเสมียนขนส่ง มีหน้าที่จ่ายใบสั่งพนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยนายฉลอง เนตรลือชา ผู้จัดการของจำเลยพูดกับโจทก์ว่า "ในวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ทำไมไม่มาทำงาน ไม่มาทำงานพักงานในวันนี้เลยและไม่จ่ายค่าจ้างให้" โจทก์จึงไม่ได้ทำงาน อีกประมาณ 7 วัน โจทก์ได้มาที่บริษัทจำเลยอีกครั้งหนึ่งพบกับนายฉลอง นายฉลองพูดกับโจทก์ว่า "พนักงาน ไม่ใช่พักร้อน" ต่อมาอีกประมาณ 1 เดือน โจทก์โทรศัพท์ไปที่บริษัทจำเลยและได้พูดโทรศัพท์กับนายฉลอง นายฉลองพูดทางโทรศัพท์ว่าให้โจทก์ไปทำงานกับนายบรรจง ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับบริษัทจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ไปพบพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดสมุทรปราการและแจ้งเรื่องที่ถูกเลิกจ้าง ได้มีการพูดคุยกับนายฉลองทางโทรศัพท์ ต่อมาโจทก์จึงไปที่บริษัทจำเลยแล้วพบกับนายสมชาย นาคเวช ผู้บริหารของบริษัทจำเลย นายสมชาย ได้นำเงินใส่ซองให้โจทก์จำนวน 9,000 บาท โดยบอกว่าเป็นเงินโบนัส การกระทำของจำเลยข้างต้นจึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ นอกจากนั้น จำเลยได้หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างเป็นเงินสะสมโดยจำเลยสมทบให้อีกส่วนหนึ่งและมีดอกเบี้ยจากเงินข้างต้น ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 17,666 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 79,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายเงินสมทบเงินสะสม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีความประพฤติไม่เหมาะสมโดยไม่สนใจในการทำงานและทำผิดระเบียบคำสั่งของจำเลยอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการละทิ้งหน้าที่ไปโดยพลการและนำเงินสำรองจ่ายของบริษัทจำเลยที่สำรองไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายพนักงานขับรถไปเล่นการพนัน ในเรื่องดังกล่าวผู้จัดการทั่วไปของจำเลยจับผิดได้และได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้ง ในแต่ละครั้งโจทก์ก็รับปากกับผู้จัดการทั่วไปว่าจะประพฤติตนใหม่และเอาใจใส่ในการงานและไม่เล่นการพนันอีกพร้อมทั้งให้สัญญาว่าหากทำผิดและถูกจับได้อีกจะพิจารณาตัวเองไม่อยู่ให้เป็นภาระของบริษัทจำเลย ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2547 โจทก์ได้ร่วมกับพวกลักลอบเล่นการพนันจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางพลีจับกุมและนำตัวส่งฟ้องที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ในวันที่โจทก์ไปศาลนั้น โจทก์ไม่ได้มาทำงานที่บริษัทจำเลย วันรุ่งขึ้นโจทก์มาทำงาน ผู้จัดการทั่วไปจึงสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลา 7 วัน และให้โจทก์กลับไปนอนคิดทบทวนถึงพฤติกรรมของตนเองและให้ชี้แจงกรณีถูกดำเนินคดีให้บริษัทจำเลยทราบด้วย โดยไม่ได้เลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกแต่อย่างใดและผู้จัดการทั่วไปได้สำทับไปด้วยว่า "สั่งพักงานไม่ใช่พักร้อน" ซึ่งหมายความว่าเป็นการลงโทษโจทก์โดยสั่งพักงาน หลังจากโจทก์กลับไปแล้วโจทก์ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย แม้ครบกำหนดพักงานแล้วก็ตาม แต่กลับไปสมัครทำงานอยู่ที่อื่นอีกทั้งโจทก์แอบมาขนข้าวของเครื่องใช้ออกจากบริษัทจำเลยไปในยามวิกาล จึงถือได้ว่าโจทก์ประสงค์เลิกสัญญาจ้างโดยการลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยเองโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลย อนึ่งเงินสะสมตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมานั้น จำเลยหักจากโจทก์ไว้ตามระเบียบราชการว่าด้วยเงินสมทบกองทุนเงินสดทดแทนและกองทุนประกันสังคม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เคยกระทำผิดวินัยหลายครั้งและจำเลยได้สั่งพักงานโจทก์โดยในระหว่างที่พักงานนั้นจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์มาโดยตลอด ต่อมาโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการในข้อหาเล่นการพนัน ในวันพิจารณาคดีโจทก์ไม่ได้มาทำงาน แต่เพื่อนๆ ของโจทก์ซึ่งถูกฟ้องในคดีเดียวกันหลังจากศาลพิจารณาคดีแล้วได้กลับมาทำงาน วันรุ่งขึ้นโจทก์มาทำงานได้พบนายฉลอง เนตรลือชา ผู้จัดการทั่วไปของจำเลย นายฉลองจึงได้สั่งพักงานโจทก์ เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดบางประการเท่านั้นโดยสั่งในลักษณะเดียวกันกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดอื่นมาก่อนทุกครั้ง โดยไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสั่งพักงานตามที่อุทธรณ์มาแต่อย่างใด อุทธรณ์โจทก์ประการนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เมื่อโจทก์ได้เสียค่าปรับแล้ว วันรุ่งขึ้นโจทก์ไปทำงาน แต่จำเลยปฏิเสธที่จะให้โจทก์เข้าทำงาน โดยสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลานานหลายวันโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ระบุว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด..." นั้น มีความหมายว่า เป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย ซึ่งสภาพความเป็นนายจ้างและลูกจ้างยังไม่สิ้นสุดลง ไม่ใช่เรื่องการให้ลูกจ้างหยุดงานเพียงชั่วคราว ซึ่งสภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างยังไม่สิ้นสุดลง และลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับค่าจ้าง ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ระหว่างให้หยุดงานชั่วคราวลูกจ้างก็มีสิทธิเรียกเอาได้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายฉลองเพียงแต่สั่งพักงานโจทก์โดยสั่งในลักษณะเดียวกันกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดอื่น ๆ มาก่อนทุกครั้ง ดังนั้น การสั่งพักงานโจทก์จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกระทำความผิดและถูกพักงานมาก่อนหน้านี้แล้ว แม้การพักงานครั้งก่อนหน้านี้โจทก์ได้รับค่าจ้างระหว่างการพักงาน และในการสั่งพักงานครั้งนี้ โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยทวงถามค่าจ้างระหว่างพักงานแล้วจำเลยปฏิเสธไม่จ่ายให้แต่อย่างใด กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์แอบมาขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ทำงานในเวลากลางคืน ซึ่งศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นเจตนาของโจทก์ที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป ดังนี้ การที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยจึงเป็นการให้โจทก์หยุดงานชั่วคราว สภาพการเป็นนายจ้างและลูกจ้างในระหว่างพักงานยังคงมีอยู่ ไม่ใช่เป็นกรณีจำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปโดยเด็ดขาด การสั่งพักงานโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ตามที่อุทธรณ์มา ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหมาย บุญเกิด
จำเลย — บริษัทไทเกอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 16/2550
#415690
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพะเยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๙ นายพิรุฬห์ ผลมาก ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทอง ผลมาก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘/๒๕๔๙ ความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๕๖๙ ตำบลดงเจน อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ ๒ ไร่ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ต่อมามีพระราชกฤษฏีกากำหนดเขตที่ดินตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลงถูกกำหนดให้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ต่อมาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวคือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงที่ ๓๙ กลุ่มที่ ๙๕๗ เนื้อที่ ๑-๑-๖๘ ไร่ ให้แก่นายสมชาติ ชุมคำลือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงที่ ๔ กลุ่มที่ ๑๓๙๘ เนื้อที่ ๐-๒-๓๘ ไร่ ให้แก่นายเลิศ คำไหว และ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงที่ ๕ กลุ่มที่ ๑๓๙๘ เนื้อที่ ๐-๓-๙๙ ไร่ ให้แก่นายประยุทธ สุทธิกุลบุตร รวม ๓ แปลง การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามฉบับทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่มีการสอบสวนสิทธิ พิสูจน์การทำประโยชน์และการได้มาซึ่ง น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาและหัวหน้าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาขอให้เพิกถอนหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามฉบับดังกล่าว ต่อมาปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยามีหนังสือลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ แจ้งผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งตรงกับที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามฉบับ เมื่อผู้ฟ้องคดีพิสูจน์ไม่ได้ ประกอบกับจังหวัดพะเยาตรวจสอบแล้วเชื่อได้ว่าเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทั้งสามรายได้ถือครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้รับคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยถูกต้อง จึงไม่มีเหตุจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาพิจารณายกเลิกการจัดที่ดิน และเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามฉบับ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจาก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีเป็นเอกสารสิทธิที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งออกให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสมคบกับผู้ได้รับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามราย จนทำให้ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง แต่เป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องพิสูจน์ว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้ออกทับที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี เพราะ น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีออกมาก่อนพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาและให้ยกเลิกการจัดที่ดิน รวมทั้งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามแปลง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนถึงวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑

ก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ได้รับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสามรายต่อศาลจังหวัดพะเยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๖๓/๒๕๔๗ แต่ศาลจังหวัดพะเยามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง โจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและศาลจังหวัดพะเยามีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลจังหวัดพะเยาตรวจอุทธรณ์แล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ (ผู้ฟ้องคดี)

ศาลจังหวัดพะเยามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เคยมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลาตามมาตรา ๔๙ และ ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๗๖๖/๒๕๔๙ ว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ อนุญาตให้เอกชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี กรณีตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีนี้ ศาลจำต้องพิจารณาวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม น.ส. ๓ ก. โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเอกชนดังกล่าวเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ จึงมีเนื้อหาแห่งคดีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมมิใช่ศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖๓/๒๕๔๗, ๕/๒๕๔๘ และ ๒๐/๒๕๔๘ การที่ศาลปกครองเชียงใหม่ฟังข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและนำประเด็นแห่งคดีขึ้นพิจารณาตามรูปคดีโดยมิได้ปฏิบัติตามนัยมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ด้วยการรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวพร้อมทั้งจัดทำความเห็นในเรื่องของเขตอำนาจศาลส่งไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัย ข้อ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงมีคำสั่งยกคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่และให้ศาลปกครองเชียงใหม่ดำเนินการตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อไปศาลปกครองเชียงใหม่มีความเห็นพ้องตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ รวม ๓ ฉบับ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี และจัดที่ดินดังกล่าวให้กับเกษตรกรรายอื่นเข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการสอบสวนสิทธิ พิสูจน์การทำประโยชน์และการได้มาซึ่ง น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีเหตุจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาพิจารณายกเลิกการจัดที่ดินและเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เพราะผู้ฟ้องคดีพิสูจน์ไม่ได้ว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งตรงกับที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว และเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ได้ถือครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดและได้รับคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยถูกต้องแล้ว อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสมคบกับผู้ได้รับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ จนทำให้ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีไม่มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง แต่เป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องพิสูจน์ว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้ออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี เพราะ น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีออกมาก่อนพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่สามารถเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยา ให้ยกเลิกการจัดที่ดินและเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ดำเนินการให้มีการออกคำสั่งเพิกถอนส.ป.ก. ๔-๐๑ รวม ๓ ฉบับ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี และจัดที่ดินดังกล่าวให้กับเกษตรกรรายอื่นเข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการสอบสวนสิทธิ พิสูจน์การทำประโยชน์และการได้มาซึ่ง น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยา ให้ยกเลิกการจัดที่ดินและเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพิรุฬห์ ผลมาก ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทอง ผลมาก ผู้ฟ้องคดี สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1),(3)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพิรุฬห์ ผลมาก ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทอง ผลมาก
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2550
#415701
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๙ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท จี.วี.คอน จำกัด จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๘ โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงานตัวอย่าง ณ บริเวณเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในราคาค่าจ้าง ๑๓๑,๔๖๔,๔๘๐ บาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ เดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ผู้ว่าจ้างให้ทำงานตามสัญญาโดยชอบหรือตามวันที่กำหนดไว้ แล้วแต่กรณี ถ้าจำเลยมิได้ลงมือทำงานภายในกำหนดเวลาหรือไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาหรือล่าช้าเกินกว่ากำหนด ฯลฯ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและมีสิทธิจ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานของจำเลยให้ลุล่วงไปได้ โดยจำเลยมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.๐๐๑-๙๕-๕๔๙๘-๐ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๘ เป็นเงินจำนวน ๖,๕๗๓,๒๒๔ บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยเข้าทำงานก่อสร้างอาคารตามสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๘ และส่งมอบงานให้แก่โจทก์จำนวน ๒๐ งวด โดยจำเลยเบิกค่าจ้างไปแล้วจำนวน ๑๕ งวด ส่วนงวดที่ ๑๖-๒๐ ซึ่งจำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยยังไม่ได้เบิก ต่อมาโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน ๑๓,๑๔๖,๔๔๘ บาท ซึ่งเท่ากับร้อยละ ๑๐ ของราคาค่าจ้างตามสัญญา โดยจำเลยวางหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ เลขที่ ค.๐๐๑-๙๕-๘๓๑๓-๓ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นเงินจำนวน ๑๓,๑๔๖,๔๔๘ บาท ต่อมา โจทก์ได้รับรายงานจากกลุ่มบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวว่าในช่วงวันที่ ๑-๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๐ ไม่มีผลงานของผู้ว่าจ้างเพิ่มเติม โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยก่อสร้างอาคารตามสัญญา และเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ โจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขงานตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสินจ้าง และตกลงขยายเวลาส่งมอบงานแล้วเสร็จตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเดิมนับถัดจากวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๐ จนถึงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ นอกจากงานที่ตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงและกำหนดเวลางานแล้วเสร็จให้เป็นไปตามเงื่อนไขตามที่ระบุในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเดิมทุกประการ ต่อมาโจทก์ได้รับรายงานจากกลุ่มบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาว่า การก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนงานที่ตกลงไว้ ดังนั้น เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยเข้าปฏิบัติงานก่อสร้างตามสัญญาภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมา วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๑ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยรับผิดตามสัญญาดังกล่าว โดยแจ้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ รับผิดตามหนังสือค้ำประกันฯ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงินจำนวน ๖,๕๗๓,๒๒๔ บาท และ ๙,๕๙๔,๗๖๗.๒๗ บาท ตามลำดับ นอกจากนี้โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท ยูเนี่ยน วี พี อี จำกัด เข้าก่อสร้างอาคารดังกล่าวแทนจำเลยสำหรับงานส่วนที่เหลือ โดยตกลงสินจ้างเป็นเงินจำนวน ๑๑๔,๑๙๑,๑๘๗ บาท โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระค่างานที่โจทก์ต้องชำระแก่ผู้รับจ้างรายใหม่รวมถึงค่าควบคุมงานเพิ่มเติมเกินจากที่ตกลงกันไว้ จำเลยต้องชำระเงินเป็นค่าเสียหาย ค่าปรับ เงินล่วงหน้าที่จำเลยรับจากโจทก์ไปแล้ว ฯลฯ แก่โจทก์ โดยหักเงินประกันและเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับแล้ว คิดเป็นเงินจำนวน ๑๘,๕๗๑,๑๕๕.๙๔ บาท คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๒๗,๕๗๓,๐๘๐.๑๔ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๗,๕๗๓,๐๘๐.๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน ๑๘,๕๗๑,๑๕๕.๙๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายในส่วนของค่างานที่โจทก์ต้องชำระแก่ผู้รับจ้างรายใหม่รวมถึงค่าควบคุมงานที่เพิ่มเติมขึ้น จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาในข้อที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา การบอกเลิกสัญญาเกิดจากความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปรับเพราะโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว สัญญาว่าจ้างก่อสร้างย่อมระงับลง นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินล่วงหน้าคืนเพราะผลงานที่จำเลยดำเนินการไปแล้วตามสัญญามีค่าของผลงานเท่ากับเงินที่จำเลยได้รับมาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารพลังงานตัวอย่าง ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง เพราะในการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว โดยโจทก์จะสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อตกลงหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาอย่างใดๆ ก็ได้ ถึงแม้จำเลยจะไม่ตกลงด้วย ซึ่งข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงานตัวอย่างล่าช้ากว่าแผนที่ตกลงไว้จึงแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉยจึงบอกเลิกสัญญา โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาจากจำเลย เพราะมีข้อโต้แย้งสิทธิตามสัญญาทางแพ่งกัน ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาจ้างทำของและหนี้ สัญญาพิพาทมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่างๆ อันจะเข้าลักษณะสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๕

ศาลปกครองกลางเห็นว่า โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงพลังงานตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่พระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๖ กำหนดให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) สำรวจรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และตรวจสอบเกี่ยวกับพลังงานในด้านแหล่งพลังงานการผลิต การแปรรูป การส่ง และการใช้ (๒) ศึกษา วางแผน และวางโครงการเกี่ยวกับพลังงานและกิจการที่เกี่ยวข้อง (๓) ค้นคว้าและพัฒนา สาธิต และก่อให้เกิดโครงการริเริ่มเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การส่ง การใช้ และการอนุรักษ์แหล่งพลังงาน (๔) ออกแบบ สร้าง และบำรุงรักษาแหล่งผลิต แหล่งแปรรูป ระบบส่งและระบบใช้พลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานชนิดใหม่ การผลิตเชื้อเพลิงจากชีวมวล และการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (๕) กำหนดระเบียบและมาตรฐานเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การส่ง การใช้ และการอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนควบคุมและกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบและมาตรฐานนั้น (๖) กำหนดอัตราค่าตอบแทนสำหรับการใช้พลังงานที่ดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (๗) จัดให้มี ควบคุม สร้าง ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า โอน หรือรับโอนแหล่งผลิต แหล่งแปรรูป ระบบส่งและระบบจำหน่ายพลังงานและออกใบอนุญาตผลิตหรือขยายการผลิตพลังงาน (๘) ถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมฝึกอบรม เผยแพร่เกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การส่ง การใช้และการอนุรักษ์แหล่งพลังงานตลอดจนเป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือในกิจการที่เกี่ยวข้อง คดีนี้โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงานตัวอย่าง ซึ่งอาคารดังกล่าวมีขึ้นเพื่อประโยชน์และเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะด้านการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานของโจทก์ สัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อให้ดำเนินงานบริการสาธารณะบรรลุผล เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โจทก์ ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท จี.วี.คอน จำกัด จำเลย ก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงานตัวอย่าง ณ บริเวณเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำเลยก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนงานที่ตกลงไว้ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยเข้าปฏิบัติงานก่อสร้างตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยรับผิดตามสัญญาดังกล่าว และ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้ว และต่อมา โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท ยูเนี่ยน วี พี อี จำกัด เข้าก่อสร้างอาคารดังกล่าวแทนจำเลยสำหรับงานส่วนที่เหลือ ซึ่งโจทก์เห็นว่า การที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าปรับ และคืนเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับจากการเบิกเงินล่วงหน้า ฯลฯ แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายทั้งในส่วนของค่างานที่โจทก์ต้องชำระแก่ผู้รับจ้างรายใหม่และค่าควบคุมงานที่เพิ่มเติมขึ้น จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาในข้อที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา การบอกเลิกสัญญาเกิดจากความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปรับเพราะโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว สัญญาว่าจ้างก่อสร้างย่อมระงับ นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินล่วงหน้าคืนเพราะผลงานที่จำเลยดำเนินการไปแล้วตามสัญญามีค่าของผลงานเท่ากับเงินที่จำเลยได้รับมาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยผูกพันเป็นคู่สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลย สาระสำคัญของข้อโต้แย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญา จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงพลังงานตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอำนาจหน้าที่ในการค้นคว้า พัฒนา กำกับดูแลและปฏิบัติการเกี่ยวกับการผลิต การส่งและการจำหน่ายพลังงานของประเทศตามพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการด้านการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานซึ่งเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารอนุรักษ์พลังงานตัวอย่างจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะด้านการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้เงินจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โจทก์ บริษัท จี.วี.คอน จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.การพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
จำเลย — บริษัท จี.วี.คอน จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2550
#415691
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๐

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลแขวงนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นกับศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ นายถวิล ทองเซ่ง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง วิทยาลัยศรีโสภณ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๔๘ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ จ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๒ แต่ไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงหลักฐานการสมัครเข้าทำงาน ผู้ถูกฟ้องคดีมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีสอนทั้งสิ้น ๕ วิชา เป็นที่ปรึกษา และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีโดยเฉพาะงานสอน ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนหรือเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นรายเดือนประจำทุกเดือนเรื่อยมาไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เปิดภาคเรียนหรือปิดภาคเรียน ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้งดจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ฟ้องคดีจึงสอบถามเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีและได้รับคำตอบว่าเนื่องจากไม่มีการเรียนการสอนในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์พิเศษจึงไม่จ่ายเงินเดือนให้ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีเชิญผู้ฟ้องคดีไปพบเพื่อปรึกษาหารือในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ผลการหารือเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีรับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำ ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการจ่ายเงินเดือนให้และจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพอสมควรผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือทวงถามอีกครั้งหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือ ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ยืนยันไม่จ่ายค่าจ้าง ตามระเบียบวิทยาลัยศรีโสภณ พ.ศ.๒๕๔๗ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดข้อตกลงด้วยวาจากับอธิการบดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ให้นักศึกษาได้ปรึกษาหารือเมื่อมีปัญหาการเรียนการสอนอย่างน้อย ๓ วันต่อสัปดาห์ และมีนักศึกษาร้องเรียนว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดจรรยาบรรณของการเป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นความผิดวินัยที่ร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงอธิการบดี พร้อมทั้งชี้แจงข้อกล่าวหาและโต้แย้งเรื่องการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษที่นอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดให้ผู้ฟ้องคดีสอนเกินชั่วโมงที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังคงเพิกเฉย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนที่ค้างจ่ายตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๔๘ จนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและจัดการเรียนการสอนพร้อมทั้งจ่ายเงินเดือนประจำและสิทธิประโยชน์ที่อาจารย์ประจำควรจะได้รับตามกฎหมายจนกว่าจะสิ้นสภาพความเป็นพนักงาน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนพิเศษที่ผู้ฟ้องคดีสอนเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานพร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้จ่ายค่าชดเชยในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราตามมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมทั้งค่าทดแทนการว่างงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ด้วยวาจาเนื่องจากผู้ฟ้องคดีกับอธิการบดีเป็นเพื่อนกัน โดยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ก็ต่อเมื่อมีวิชาสอนเท่านั้น ถือเป็นการว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์สอนพิเศษ การว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๒ ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีระเบียบวิทยาลัยศรีโสภณว่าด้วยการเลือกสรร การคัดเลือก และการทำสัญญาจ้างทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่เมื่อระเบียบดังกล่าวใช้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดี เพราะผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาในเรื่องความประพฤติของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่จัดชั่วโมงสอนให้และไม่จ่ายค่าตอบแทน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของวิทยาลัยศรีโสภณว่าด้วยการเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ การฟ้องคดีตลอดจนการคุ้มครองและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ฟ้องคดีก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีเป็นการพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดียื่นคำชี้แจงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทำหน้าที่บริการให้การศึกษาในลักษณะบริการสาธารณะแทนรัฐ และตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่า กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นสถานศึกษาและวิจัยมีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และมาตรา ๓๔ บัญญัติให้สภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบันรวมถึงการให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญาหรือประกาศนียบัตรบัณฑิต ทั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้กำกับดูแล การบริหารและการจัดการของสถาบันตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทั้งสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มิได้มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทั้งตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี กับทั้งมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าจ้างที่ค้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีอันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ศาลปกครองนครศรีธรรมราชจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) บัญญัติให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ จ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ถูกฟ้องคดีมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีสอนทั้งสิ้น ๕ วิชา เป็นที่ปรึกษา และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีโดยเฉพาะงานสอน และจ่ายค่าตอบแทนหรือเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นรายเดือนประจำทุกเดือนไม่ว่าจะเป็นช่วงที่วิทยาลัยเปิดภาคเรียนหรือปิดภาคเรียน ต่อมาประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีงดจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ฟ้องคดีจึงติดตามทวงถาม ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือยืนยันไม่จ่ายค่าจ้างโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดข้อตกลงด้วยวาจากับอธิการบดีของผู้ถูกฟ้องคดีและมีนักศึกษาร้องเรียนว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดจรรยาบรรณของการเป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นความผิดวินัยที่ร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาถึงอธิการบดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังเพิกเฉย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย ให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและจัดการเรียนการสอน พร้อมทั้งจ่ายเงินเดือนประจำและสิทธิประโยชน์ที่อาจารย์ประจำควรจะได้รับตามกฎหมายจนกว่าจะสิ้นสภาพความเป็นพนักงาน และให้จ่ายค่าตอบแทนพิเศษที่ผู้ฟ้องคดีสอนเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ด้วยวาจาโดยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ก็ต่อเมื่อมีวิชาสอนเท่านั้น ถือเป็นการว่าจ้างให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษ การว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๒ ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีระเบียบวิทยาลัยศรีโสภณว่าด้วยการเลือกสรร การคัดเลือก และการทำสัญญาจ้างทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่เมื่อระเบียบดังกล่าวใช้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดี เพราะผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาในเรื่องความประพฤติของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่จัดชั่วโมงสอนให้และไม่จ่ายค่าตอบแทน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของวิทยาลัยศรีโสภณว่าด้วยการเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ทำหน้าที่หลักด้านการสอนภายใต้ระเบียบข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดี โดยจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตลอดเวลาที่ทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดี สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งจัดวิชาให้ผู้ฟ้องคดีสอน หากไม่ปฏิบัติขอให้จ่ายค่าชดเชยและค่าทดแทน จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาจ้างแรงงาน แม้ตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่า กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ก็เป็นเพียงการกำหนดมิให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับเท่านั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายถวิล ทองเซ่ง ผู้ฟ้องคดี วิทยาลัยศรีโสภณ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายถวิล ทองเซ่ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — วิทยาลัยศรีโสภณ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2550
#415694
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๐

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๗๑/๒๕๔๕ ระหว่าง นางเล็ก กาฬภักดี ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีตำบลเขาพระ ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๕๔๖ ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมอาคารพักอาศัย ๒ ชั้น เลขที่ ๙๒๙ อาคารดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารตามใบอนุญาตเลขที่ ๒๙/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โดยหลักฐานโฉนดที่ดินตามที่ยื่นขออนุญาตนั้นมีพื้นที่เต็ม ๔๓ ตารางวา และใช้เนื้อที่ในการก่อสร้าง ๔๒.๘ ตารางวา ต่อมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินปรากฏว่า การรังวัดสอบเขตที่ดินคลาดเคลื่อน เนื้อที่ที่ดินขาดหายไป ๑ ตารางวา ทำให้อาคารที่ก่อสร้างตามแบบแปลนเดิมไม่ตรงกัน โดยมีส่วนของอาคารคือเสาโชว์ และแท่นวางเสาโชว์หน้าอาคารชั้นสองแถบตะวันออกเหลื่อมล้ำกับหลักหมุด และจุดที่เหลื่อมล้ำกันนั้นไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ แต่เป็นส่วนของที่ดิน ๔๓ ตารางวา ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่ก่อนรังวัดสอบเขตที่ดิน ผู้ฟ้องคดีสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินทราบว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิจะขอแก้ไขรูปแผนที่ให้ตรงกับที่ครอบครองก่อสร้างอาคารภายหลังได้ โดยต้องยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินและนำชี้แนวเขตที่ดินใหม่อีกครั้ง แต่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับใช้อำนาจตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกคำสั่งเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนส่วนที่เหลื่อมล้ำดังกล่าว และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามแบบ ข ๑ ภายใน ๓๕ วัน หลังจากดำเนินการรื้อถอนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งดังกล่าวโดยไม่สอบถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงและโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน และเมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดเพื่อพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ พร้อมยื่นอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือรอการวินิจฉัยไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติในเรื่องแนวเขตที่ดินดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการขอแก้ไขแนวเขตที่ดินให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายที่ดินแล้วจนได้รูปแผนที่ตรงตามแผนผังที่ก่อสร้างอาคารโดยมิให้หลักหมุดหรือแนวเขตที่ดินอยู่เหลื่อมล้ำเสาโชว์ และแท่นวางเสาหน้าอาคาร แต่เจ้าพนักงานที่ดินยังแก้ไขรูปแผนที่ให้ไม่ได้ เพราะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการนำชี้รังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี แทนที่จะเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้คัดค้าน ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๔๕ เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้ หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือที่ สพ ๐๐๒๓/๑๕๕๖๘ ลงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ แจ้งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยให้เหตุผลว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้มีการไกล่เกลี่ยกรณีที่ดินพิพาท ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ไม่สามารถตกลงแนวเขตกันได้ โดยไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๕ มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนแผนผังที่ขออนุญาตและมีบางส่วนรุกล้ำทางสาธารณะ คำสั่งเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เนื้อที่ ๔๓ ตารางวา และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินโดยการเดินสำรวจทั้งตำบล ที่ดินดังกล่าวจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินโดยละเอียดจึงมีเนื้อที่เพียง ๔๒ ตารางวา และมีความชัดเจนในส่วนของทางสาธารณะ และผู้ฟ้องคดียินยอมให้แก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดตามที่รังวัดได้ จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ ๔๒ ตารางวา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๕ ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยเห็นว่า ผู้ฟ้องคดียอมรับแนวเขตที่ดินโดยผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินข้างเคียงเป็นผู้นำชี้ยืนยันแนวเขตโดยสมัครใจ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ทำการรังวัดแก้ไขแผนที่เนื้อที่ให้ตรงกับการนำชี้รังวัด และตรงตามสภาพความเป็นจริงแล้ว และการรังวัดดังกล่าวไม่ใช่การสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่อาจโต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวยื่นล้ำแนวหลักเขตหมายเลข ณ ๑ - ๕๔๒๒ เพื่อเป็นเหตุให้อาคารของผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างไม่รุกล้ำทางสาธารณะได้ การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าอาคารของผู้ฟ้องคดีก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนแผนผังที่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืน มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นกรณีที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีอำนาจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขได้ตามมาตรา ๔๑ และเฉพาะในส่วนที่รุกล้ำที่สาธารณะเป็นกรณีไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนส่วนที่รุกล้ำได้ ตามมาตรา ๔๒ โดยการออกคำสั่งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามลำดับตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจแต่อย่างใด การยกอุทธรณ์จึงเป็นไปโดยชอบ

ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนและแผนผังบริเวณที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องขออนุญาต แต่เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารที่ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนและแผนผังบริเวณที่ได้รับอนุญาต และให้รื้ออาคารส่วนที่ยื่นล้ำที่สาธารณะ รวมทั้งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับฟังข้อเท็จจริงจากคำอุทธรณ์และพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณ์โดยรับฟังความทุกฝ่ายและเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งมีเหตุผลในการวินิจฉัยครบถ้วนทุกประเด็นตามที่คู่กรณียกขึ้นอ้างแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง โดยเห็นว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณะ ประเด็นหลักของคดีนี้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า คำชี้แจงของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาเดิมบางนางบวช ถือได้ว่ามีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่น่ารับฟังกว่าผู้ฟ้องคดี ประกอบกับศาลจังหวัดสุพรรณบุรีได้มี คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๘๖๗/๒๕๔๖ ยกฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินถูกต้องแล้ว แสดงว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อ ศาลปกครองกลางก่อนจะมีคำพิพากษาแล้วว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางชอบที่จะรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ศาลปกครองกลางไม่ดำเนินการตามนัยดังกล่าว แต่กลับดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนมีคำพิพากษา จึงไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และให้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไปตามรูปคดี

ศาลปกครองกลางได้ทำความเห็นว่า ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้แล้ว ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๓๐/๒๕๔๙ โดยเห็นว่า การที่จะวินิจฉัยได้ว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทกันนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณะ ประเด็นหลักของคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะหรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงให้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ดังนั้น ศาลปกครองกลาง จึงให้คู่กรณีทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาลในคดีนี้เพื่อประกอบการทำความเห็นของศาลตามข้อ ๑๕ ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่คดีเริ่มที่คำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ คดีจึงต้องได้รับคำวินิจฉัยชี้ขาดแนวเขตที่ดินจากศาลยุติธรรมเสียก่อน เมื่อได้ข้อยุติเรื่องแนวเขตที่ดินโดยคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว ข้อเท็จจริงในกรณีอาคารรุกล้ำที่ดินสาธารณะหรือไม่ก็ปรากฏชัดโดยศาลปกครองไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้อีก จึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดโดยให้รอการพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคดีที่ฟ้องนั้นเป็นคดีประเภทใดอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอในคดีนั้นเป็นหลัก การฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนและรื้อถอนส่วนของอาคารที่รุกล้ำที่สาธารณะ รวมทั้งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใหม่ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรณีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้การที่จะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณะก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีนำเรื่องที่ดินพิพาทที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกคำสั่งและคำวินิจฉัยโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณะนั้นไปฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอให้เพิกถอนโฉนดในที่พิพาทและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วตามคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๘๖๗/๒๕๔๖ อันเป็นการที่ผู้ฟ้องคดีได้แยกประเด็นฟ้องแล้วว่าในเรื่องโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินฟ้องยังศาลยุติธรรม ส่วนเรื่องเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฟ้องยังศาลปกครอง ดังนั้น ประเด็นหลักของคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในประเด็นนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและศาลปกครองกลางต่างไม่มีข้อขัดแย้งในเรื่องเขตอำนาจแต่อย่างใด การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ศาลปกครองกลางทำความเห็นในเรื่องเขตอำนาจระหว่างศาลใหม่นั้น จึงเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่มุ่งหมายให้ข้อขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจศาลจะต้องเกิดขึ้นในระหว่างพิจารณาของศาลที่รับฟ้องและต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลให้เป็นที่ยุติก่อนที่ศาลที่รับฟ้องคดีนั้น จะมีคำพิพากษา การที่ศาลปกครองกลางรับฟ้องคดีไว้โดยไม่ได้เห็นเองว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น และมีคำพิพากษาในคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว แม้ศาลปกครองสูงสุดจะให้ศาลปกครองกลางทำความเห็นในเรื่องนี้มาใหม่ กรณีก็ยังถือว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยโต้แย้งว่าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคดีนี้ศาลปกครองได้ส่งความเห็นมาเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๕๔๖ ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๔๓ ตารางวา พร้อมอาคารพักอาศัย ๒ ชั้น เลขที่ ๙๒๙ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุญาตให้ก่อสร้างในพื้นที่ ๔๒.๘ ตารางวา ต่อมาเมื่อผู้ฟ้องคดีรังวัดสอบเขตที่ดินปรากฏว่า การรังวัดสอบเขตที่ดินคลาดเคลื่อน เนื้อที่ที่ดินขาดหายไป ๑ ตารางวา ทำให้อาคารที่ก่อสร้างตามแบบแปลนเดิมไม่ตรงกัน โดยมีส่วนของอาคารชั้นสองแถบตะวันออกเหลื่อมล้ำกับหลักหมุด และจุดที่เหลื่อมล้ำกันนั้นไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ แต่เป็นส่วนของที่ดิน ๔๓ ตารางวา ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่ก่อนรังวัดสอบเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนส่วนที่เหลื่อมล้ำดังกล่าว และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามแบบ ข ๑ ภายใน ๓๕ วัน หลังจากดำเนินการรื้อถอนแล้ว โดยไม่สอบถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงและโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือรอการวินิจฉัยไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติในเรื่องแนวเขตที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๕ให้ยกอุทธรณ์โดยไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานแต่อย่างใด จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๕ มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการขอแก้ไขแนวเขตที่ดินให้ถูกต้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินยังแก้ไขรูปแผนที่ให้ไม่ได้ เพราะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการนำชี้วัดสอบเขตที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๔๕ เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนแผนผังที่ขออนุญาตและมีบางส่วนรุกล้ำทางสาธารณะ คำสั่งเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เนื้อที่ ๔๓ ตารางวา และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินโดยการเดินสำรวจทั้งตำบล ที่ดินดังกล่าวจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินโดยละเอียดจึงมีเนื้อที่เพียง ๔๒ ตารางวา และมีความชัดเจนในส่วนของทางสาธารณะ และผู้ฟ้องคดียินยอมให้แก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดตามที่รังวัดได้ จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ ๔๒ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์นั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่เหลื่อมล้ำและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามแบบ ข ๑ ภายใน ๓๕ วัน หลังจากดำเนินการรื้อถอนก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทกันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณะตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งเป็นสำคัญ การจะพิจารณาว่าคดีมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือไม่ ต้องพิจารณาตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๗/๒๕๔๘ แม้ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับโฉนดที่ดินพิพาท โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินถูกต้องซึ่งมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นรับรองสิทธิในที่ดินแปลงที่พิพาทในคดีนี้ของผู้ฟ้องคดีว่ามีเพียง ๔๒ ตารางวาแล้วก็ตาม แต่ขณะยื่นฟ้องคดีนี้ยังมีปัญหาที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และแม้จะมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งยังไม่แน่ว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ฟ้องคดีเช่นไรคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเล็ก กาฬภักดี ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีตำบลเขาพระ ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเล็ก กาฬภักดี
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลเขาพระ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12/2550
#267621
เปิดฉบับเต็ม

รูปแบบการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามสิทธิบัตรทั้ง 2 คำขอคล้ายกับรูปแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศรับสัญญาณที่มีผู้อื่นเปิดเผยและเผยแพร่มาก่อน แม้รูปแบบปีกของจำเลยทำให้การรับสัญญาณดีขึ้นก็เป็นเรื่องของประสิทธิภาพ มิใช่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 57 (1) (2) (3) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบบของจำเลยจึงไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 64

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านซ่อมแซมวิทยุโทรทัศน์มากว่า 10 ปี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุเหลือใช้นำมาประยุกต์ใช้กับวัสดุอื่นเพื่อปรับรับคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ทำการผลิตและจำหน่ายเรื่อยมา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2535 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โจทก์คิดค้นดังกล่าวเป็นคำขอเลขที่ 15192 พร้อมระบุข้อถือสิทธิในรูปร่าง ลักษณะของแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งแบบผลิตภัณฑ์มีเส้นยาว ตรง สั้น-ยาว 2 ขนาด และดัดงอคล้ายรูปตัว S สลับกัน ประกอบอยู่รอบโครงรูปวงกลม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งยกคำขอ วันที่ 11 ตุลาคม 2539 จำเลยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 2 ฉบับ เป็นคำขอเลขที่ 033669 และ 033670 พร้อมกับได้มีข้อถือสิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ได้แก่รูปร่าง ลักษณะของเสาอากาศโทรทัศน์และวิทยุต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11854 และ 11855 ให้แก่จำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ แบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของโจทก์ มีลักษณะรูปร่างเหมือนกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรมาก่อน จำเลยดัดแปลงเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยโดยเพิ่มเสาอากาศโทรทัศน์และวิทยุด้านบนขึ้นไปประกอบเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่โจทก์เป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นและวางจำหน่ายเผยแพร่อยู่ทั่วไปในราชอาณาจักรแล้วเป็นเวลาหลายปี และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11855 นั้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของโจทก์ที่คิดค้นและออกแบบขึ้นและคล้ายกับสิทธิบัตรของผู้อื่นตามคำขอเลขที่ 008051 014747 และ 015505 ที่ได้ประกาศโฆษณาแล้ว จำเลยเพียงแต่ดัดแปลงเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยโดยเพิ่มเสาอากาศโทรทัศน์และวิทยุด้านบนขึ้นไปประกอบเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่โจทก์และผู้อื่นเป็นผู้คิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้น การที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11854 และ 11855 จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11854 (คำขอที่ 033669) และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11855 (คำขอที่ 033670) ออกจากสารบบทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และห้ามจำเลยใช้สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อไป หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11854 และ 11855 โจทก์มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือถูกโต้แย้งหรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้สิทธิศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์ถูกพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.666/2547 ในข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตรคือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11855 เป็นฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนในคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สิทธิบัตรเลขที่ 11854 เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเลยได้คิดค้นและออกแบบสร้างสรรค์เอง มีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ไม่เคยมีวางจำหน่ายตามท้องตลาดก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ส่วนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11855 นั้น จำเลยเป็นผู้คิดค้นและออกแบบสร้างสรรค์ด้วยตนเองมิได้ทำตามความคิดของโจทก์หรือของบุคคลใด ๆ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 11854 และ 11855 ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาววรรณา ศิริมาตร์พรชัย ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อปี 2535 โจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศวิทยุและโทรทัศน์ตามรูป (เครื่องหมายการค้า) เอกสารหมาย จ.2 กรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแล้วไม่อนุมัติโดยอ้างเหตุคล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่เคยมีประกาศโฆษณาอันเป็นงานของพันตรีอรุณ สายปิ่น ที่ปัจจุบันหมดอายุการคุ้มครองแล้วมาก่อนตามเอกสารหมาย จ.3 ครั้นปี 2539 จำเลยไปยื่นขอจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศโทรทัศน์และวิทยุรวม 2 คำขอ กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดให้ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาจำเลยแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหาผลิตสินค้าละเมิดสิทธิบัตรฯ เอกสารหมาย จ.6 ของจำเลย มีปัญหาที่เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยรับอยู่ในบันทึกถ้อยคำว่าได้มอบอำนาจให้นายวทัญญู ภูริพงษ์ชัย พยานจำเลยไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานทำละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 11855 ตามเอกสารหมาย จ.6 และพนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.666/2547 หมายเลขแดงที่ อ.235/2548 ซึ่งเมื่อพิจารณาสิทธิบัตรของจำเลยตามคำขอตามเอกสารหมาย จ.5 ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นคดีนี้ที่มีความแตกต่างจากแบบตามเอกสารหมาย จ.6 เพียงรัศมีที่เป็นเส้นยาวมีการดัดงอเป็นรูปคล้ายตัว S แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงมีอำนาจมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า แบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้ง 2 คำขอตามสิทธิบัตรที่ได้รับคือเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ในประการนี้โจทก์มีตัวโจทก์และผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์มานำสืบประกอบเอกสารว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้ง 2 คำขอเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่เคยยื่นคำขอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแล้วไม่รับจดสิทธิบัตรให้โดยอ้างว่าคล้ายแบบผลิตภัณฑ์และงานที่ปรากฏอยู่แล้วของบุคคลอื่นตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 นอกจากนี้ยังคล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ของบุคคลอื่นที่เปิดเผยแล้ว คือของพันตรีอรุณ สายปิ่น ตามเอกสารหมาย จ.4 (เครื่องหมายการค้า) และของนายสันทัด พหลทัพ ตามเอกสารหมาย จ.7 (เครื่องหมายการค้า) กับคล้ายของนางสาวจุฬารัตน์ วังชัยสุนทร ตามเอกสารหมาย จ.8 (เครื่องหมายการค้า) จำเลยมีตัวจำเลยและนายวทัญญู ภูริพงษ์ชัย มานำสืบต่อสู้ว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยเป็นความคิดสร้างสรรค์ของจำเลยกับทีมงานซึ่งไม่คล้ายกับของโจทก์ ทั้งโจทก์ก็มิได้ไปคัดค้านในการที่จำเลยไปยื่นขอสิทธิบัตร นอกจากนี้สิทธิบัตรตามรูปแบบเอกสารหมาย จ.6 ยังเป็นการนำเอาสิทธิบัตรรูปแบบของจำเลยอีกหนึ่งสิทธิบัตรตามเอกสารหมาย จ.12 (เครื่องหมายการค้า) ไปติดตั้งบนรูปแบบเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งจะทำให้การรับสัญญาณดีขึ้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ สำหรับรูปแบบตามเอกสารหมาย จ.6 ก็ไม่เหมือนกับรูปแบบตามเอกสารหมาย จ.4 เพราะปีกตัวล่างไม่เหมือนกัน เห็นว่า สิทธิบัตรตามคำขอของจำเลยทั้ง 2 คำขอเป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 แล้ว จำเลยยังได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เฉพาะปีกส่วนบนอีกหนึ่งคำขอตามเอกสารหมาย จ.12 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 โดยมีรูปร่างคล้ายบุมเบอแรง ในการตอบคำถามค้านทนายโจทก์ พยานจำเลยทั้งสองต่างรับอยู่ว่ารูปแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศของจำเลยเป็นการนำชิ้นส่วน 2 ชิ้น มาประกอบกัน ชิ้นแรกคือส่วนฐานที่เป็นวงกลมนั้น โจทก์มีเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเป็นคำเบิกความของตัวจำเลยในฐานะพยานที่โจทก์ในคดีที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบผลิตภัณฑ์เอกสารหมาย จ.6 ของจำเลย โดยจำเลยรับว่าแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นฐานส่วนวงกลมของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นการนำมาจากแบบผลิตภัณฑ์ของพันตรีอรุณ สายปิ่น ตามเอกสารหมาย จ.4 ที่หมดอายุความคุ้มครองและตกเป็นสาธารณะแล้ว จึงคงเหลือปัญหาแต่เฉพาะรูปแบบส่วนล่างตามเอกสารหมาย จ.5 และส่วนบนที่มีรูปแบบเป็นปีกคล้ายบุมเบอแรงที่จำเลยอ้างว่าทำให้การรับสัญญาณดีขึ้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ ซึ่งจำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.12 เท่านั้น ซึ่งเฉพาะรูปแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.5 หากนำมาเปรียบเทียบกับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่โจทก์เคยยื่นขอจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้เช่นกัน โดยเป็นการยื่นก่อนจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 แล้ว จะเห็นได้ว่าคล้ายกันมาก ต่างกันเพียงรัศมีที่เป็นรูป S มีจำนวนมากน้อยกว่ากันเท่านั้น สำหรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ในส่วนที่เป็นปีกช่วงบนก็เช่นกัน เมื่อพิจารณาเอกสารในประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศที่นับว่ามีการเปิดเผยและเผยแพร่ต่อสาธารณะตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ระบุชื่อผู้ออกแบบและขอสิทธิบัตรว่าเป็นนางสาวจุฬารัตน์ วังชัยสุนทร ที่ส่วนบนมีรูปลักษณะเป็นปีกเช่นกัน แต่คล้ายไม้แขวนเสื้อคว่ำแล้ว นับว่ามีความคล้ายกันกับรูปแบบผลิตภัณฑ์ช่วงบนตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 อยู่มาก เพราะมีรูปลักษณะเป็นปีกเหมือนกัน เพียงแต่ปีกตามผลิตภัณฑ์ของจำเลยเชิดขึ้นเป็นรูปบุมเบอแรงเท่านั้น เมื่อปรากฏว่ารูปแบบตามเอกสารหมาย จ.8 ระบุยื่นคำขอเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 และประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2536 อันเป็นวันก่อนที่จำเลยจะขอจดสิทธิบัตรตามเอกสารหมาย จ.5 จ.6 และ จ.12 รูปแบบการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามสิทธิบัตรทั้ง 2 คำขอจึงนับว่าคล้ายกับรูปแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศรับสัญญาณตามเอกสารหมาย จ.8 ที่มีการเปิดเผยและเผยแพร่มาก่อน แม้จำเลยจะอ้างว่ารูปแบบปีกของจำเลยทำให้การรับสัญญาณดีขึ้นก็ตาม เพราะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จึงหาเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 57 (1) (2) (3) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบบของจำเลยจึงไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 64 อันมีผลให้ถูกเพิกถอนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามสิทธิบัตรเลขที่ 11854 และ 11855 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริชัย ศิริมาตร์พรชัยฯ
จำเลย — นางสาวปนัดดา แย้มศรวล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำวินิจฉัยที่ 12/2550
#415693
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๐

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘

ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ โดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๖ อัยการศาลทหารมณฑลทหารบกที่ ๑๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง พลทหาร เอกชัย เลือดไทย จำเลย ต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ เป็นคดีดำที่ ๘/๒๕๔๖ ความว่า จำเลยเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองร้อยกองบัญชาการ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสงวน พูลแก้ว โดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยพาอาวุธ มีดดาบ ๑ เล่ม ยาวประมาณศอกเศษ ไปตามทางสาธารณะในหมู่บ้านข้างโรงแรมโซเฟีย ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายนางสงวน พูลแก้ว โดยใช้เท้าเตะใบหน้าอย่างแรงจนหมดสติ มีรอยบวมช้ำบริเวณใบหน้า เป็นเหตุให้นางสงวน พูลแก้ว ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยใช้อาวุธมีดที่พาติดตัวมาเป็นอาวุธฟันประทุษร้ายนายสมหมาย รสดี ถูกบริเวณมือขวามีบาดแผลฉีกขาด และฟันประทุษร้ายนางอำพัน รสดี ถูกที่บริเวณต้นแขนขวามีบาดแผลฉีกขาด จนเป็นเหตุให้นายสมหมาย รสดี และนางอำพัน รสดี ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ , ๓๖๔ , ๓๖๕ , ๓๗๑ , ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ ว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๗๙/๒๕๔๖ ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี เหตุเกิดในเวลาเดียวกัน เป็นเหตุและมูลคดีเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างแจ้งความดำเนินคดีเป็นผู้เสียหายทั้งสองฝ่าย คดีทั้งสองมีข้าราชการทหารกระทำผิดร่วมกับพลเรือน ควรพิจารณาคดีทั้งสองในศาลจังหวัดปราจีนบุรี

โจทก์มีความเห็นว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๗๙/๒๕๔๖ ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี มีมูลคดีเดียวกัน และเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่อำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะพิจารณา

ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ ฟ้องพลทหารเอกชัย เลือดไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นจำเลยต่อศาลทหาร กับคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี ฟ้องนายสมหมาย รสดี กับ นางอำพัน รสดี ผู้เสียหายในคดีนี้เป็นบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี มีมูลเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างกระทำผิดและต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันและเกี่ยวพันกันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของ ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ ตามมาตรา ๑๔ (๑) (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดปราจีนบุรี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๕

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า พลทหารเอกชัย เลือดไทย จำเลย ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ เป็นโจทก์ ฟ้องว่า กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ รวม ๓ กระทง คือ ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ที่อยู่อาศัยของนางสงวน พูลแก้ว โดยมี นางสงวน พูลแก้ว เป็นผู้เสียหาย ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ความผิดต่อร่างกายโดยใช้กำลังประทุษร้ายและใช้มีดเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนางสงวน พูลแก้ว นายสมหมาย รสดี และ นางอำพัน รสดี ซึ่งบุคคลทั้งสามเป็นผู้เสียหาย ส่วนในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๗๙/๒๕๔๖ พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์ ฟ้อง นายสมหมายหรือเบิ้ม รสดี นางอำพันหรือจ้อย รสดี นายพัวหรือติ๋ม พูลแก้ว นายอังกูรหรือบุ๋ม รสดี ในความผิดต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังกายเตะ และใช้มีดไม่ทราบชนิดและขนาด ไม้ไม่ทราบความยาวและขนาดเป็นอาวุธตีและฟันทำร้ายร่างกาย นายเอกชัย เลือดไทย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ ในความผิดต่อร่างกาย พลทหารเอกชัย เลือดไทย หรือนายเอกชัย เลือดไทย กับนายสมหมายหรือเบิ้ม รสดี และนางอำพันหรือจ้อย รสดี ต่างถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเข้าทำร้ายซึ่งกันและกัน และมีนายพัวหรือติ๋ม พูลแก้ว นายอังกูรหรือบุ๋ม รสดี พวกของนายสมหมายเข้าร่วมทำร้ายพลทหารเอกชัยด้วย ซึ่งต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีอีกฝ่ายในข้อหาทำร้ายร่างกาย ดังนี้ในความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ส่วนความผิดฐานบุกรุก และความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ , ๓๖๕ , ๓๗๑ ปรากฏตามคำฟ้องของอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ บรรยายการกระทำของพลทหารเอกชัย เลือดไทย เป็นอีกสองข้อหา แยกต่างหากออกจากข้อหาทำร้ายร่างกาย ทั้งสองข้อหานี้มีพลทหารเอกชัย เป็นผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว โดยมีนางสงวน พูลแก้ว เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกและเป็นการกระทำผิดต่อรัฐ ทั้งเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน ดังนี้ข้อหาฐานบุกรุกเคหสถาน และฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ จึงไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา ๑๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ดังนั้น คดีระหว่าง อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ โจทก์ พลทหารเอกชัย เลือดไทย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เว้นแต่ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลย กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ รวม ๓ กระทง คือ ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ที่อยู่อาศัยของนางสงวน พูลแก้ว ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ความผิดต่อร่างกายโดยใช้กำลังประทุษร้ายและใช้มีดเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนางสงวน พูลแก้ว นายสมหมาย รสดี และ นางอำพัน รสดี ซึ่งบุคคลทั้งสามเป็นผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ , ๓๖๔ , ๓๖๕ , ๓๗๑ , ๙๑ ต่อมา นายสมหมาย รสดี นางอำพัน รสดี ผู้เสียหายในคดีที่พลทหารเอกชัย เลือดไทย ถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลทหาร และนายพัว พูลแก้ว นายอังกูร รสดี ถูกพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรียื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีในความผิดต่อร่างกายหรือจิตใจ โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังกายเตะ และใช้มีดไม่ทราบชนิดและขนาด ไม้ไม่ทราบความยาวและขนาดเป็นอาวุธฟันและตีทำร้ายร่างกายนายเอกชัย เลือดไทย (พลทหารเอกชัย เลือดไทย) เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ ทั้งสองศาลเห็นพ้องต้องตรงกันว่า ในความผิดต่อร่างกาย พลทหารเอกชัย เลือดไทย กับนายสมหมาย รสดี และนางอำพัน รสดี ต่างถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเข้าทำร้ายซึ่งกันและกัน และมีนายพัว พูลแก้ว นายอังกูร รสดี พวกของนายสมหมายเข้าร่วมทำร้ายพลทหารเอกชัยด้วย ซึ่งต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีอีกฝ่ายในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นคดีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ คงเหลือข้อหาความผิดฐานบุกรุก และความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ , ๓๖๕ , ๓๗๑ ว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารคือ

(๑) คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน

(๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน

มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในคดีนี้โจทก์ฟ้องพลทหารเอกชัย เลือดไทย ซึ่งเป็นบุคคล ที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารว่า กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ รวม ๓ กระทง คือ ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ที่อยู่อาศัยของนางสงวน พูลแก้ว โดยมีนางสงวน พูลแก้ว เป็นผู้เสียหาย ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ความผิดต่อร่างกายโดยใช้กำลังประทุษร้ายและใช้มีดเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนางสงวน พูลแก้ว นายสมหมาย รสดี และนางอำพัน รสดี ซึ่งบุคคลทั้งสามเป็นผู้เสียหาย กับข้อเท็จจริงในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีฟ้องนายสมหมาย รสดี กับนางอำพัน รสดี ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และเป็นบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลทหารโดยกล่าวหาว่าร่วมกับนายพัว พูลแก้ว นายอังกูร รสดี ใช้กำลังกายเตะ และใช้มีดไม่ทราบชนิดและขนาด ไม้ไม่ทราบความยาวและขนาดเป็นอาวุธฟันและตีทำร้ายร่างกายนายเอกชัย เลือดไทย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ แต่เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ บรรยายฟ้องพลทหารเอกชัย เลือดไทย โดยระบุชื่อนายสมหมาย รสดี และนางอำพัน รสดี เป็นผู้เสียหาย ปรากฏว่า ผู้เสียหายในคดีที่ศาลทหารนี้กลับตกเป็นจำเลยในคดีที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพลทหารเอกชัย เลือดไทยเป็นผู้เสียหาย และแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้เสียหายในคดีที่พลทหารเอกชัย เลือดไทย ตกเป็นจำเลยที่ศาลทหาร ตามบรรยายฟ้องของทั้งสองคดีปรากฏว่า เป็นเหตุที่เกิดในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน โดยต่างฝ่ายต่างกระทำผิดและต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย แม้ข้อหาบุกรุก และข้อหาฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของพลทหารเอกชัย เลือดไทย จำเลย ว่ากระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ แยกต่างหากออกจากข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยมีพลทหาร เอกชัย เลือดไทย จำเลย เป็นผู้กระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว และพลเรือนหรือรัฐเป็นผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อคดีทั้งสองเป็นคดีที่เหตุเกิดในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน และเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ตามคำฟ้องของทั้งสองคดี จำเลยในแต่ละคดีต่างมีมีดและไม้เป็นอาวุธ และต่างทำร้ายกันและกันจนได้รับอันตรายแก่กายทั้งสองฝ่าย ทั้งสองคดีนี้จึงมีมูลคดีเดียวกัน พฤติการณ์ที่มีการพกพาอาวุธและการบุกรุก จึงมีความผิดเกี่ยวพันกัน ประกอบกับคดีมีบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารต่างฝ่ายต่างกระทำผิดและต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันและเกี่ยวพันกันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ทั้งสามข้อหาในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๕ ดังนั้น ข้อหาบุกรุก และข้อหาฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง อัยการศาลทหารมณฑลทหารบกที่ ๑๒ โจทก์ พลทหาร เอกชัย เลือดไทย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 14 (1) , (2) ม. 15
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 12
จำเลย — พลทหาร เอกชัย เลือดไทย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2550
#271830
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้กำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลไว้ การจะนำคดีมาสู่ศาลจึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการตามขั้นตอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำขอรับสิทธิบัตร

ซองสำหรับบรรจุหลอดตามสิทธิบัตรเกาหลีซึ่งเป็นแบบผลิตภัณฑ์เดียวกับสิทธิบัตรพิพาทได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรพิพาทจึงไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (2) ซึ่งต้องเพิกถอนตามมาตรา 64 ประกอบด้วยมาตรา 56

จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดพิพาทย่อมมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นเจ้าของสิทธิบัตรซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ส่วนคำขอรับสิทธิบัตรหลอดดูดพลาสติกพิพาทอีก 6 คำขอ แม้ยังอยู่ระหว่างประกาศโฆษณา แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขอรับสิทธิบัตรก็มีสิทธิบอกกล่าวแก่บุคคลทั่วไปให้รู้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรไว้แล้ว อันเป็นการบอกกล่าวตามข้อเท็จจริง เมื่อลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ยังซื้อสินค้าของโจทก์อยู่ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องจักรใช้ในการผลิตสินค้าหลอดดูดพลาสติกต่าง ๆ เช่น เครื่องเกลียวฉีดสีหลอดดูดพลาสติก เครื่องทำหลอดดูดพลาสติก เครื่องทำโค้งงอหลอดดูดพลาสติก และเครื่องห่อเป็นซ่องบรรจุหลอดดูดพลาสติก เดิมประเทศเยอรมนีเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรและสินค้าดังกล่าวนับถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว ต่อมาได้มีการผลิตเครื่องจักรและขายสินค้าดังกล่าวในประเทศเกาหลีโดยนำต้นแบบมาจากเยอรมนี บริษัทในประเทศเกาหลีได้ผลิตเครื่องจักรและขายสินค้าดังกล่าวนับถึงปัจจุบันมากว่า 20 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ ในปี 2542 และปี 2545 จำเลยทั้งสองได้นำแบบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเครื่องจักรดังกล่าวไปขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จากกระทรวงพาณิชย์ โดยอ้างว่าเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 นำแบบหลอดดูดพลาสติกโค้งงอไปขอรับสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 050563 และ 050565 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 นำแบบซองสำหรับบรรจุหลอดดูดพลาสติกไปขอรับสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 072707 และเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 นำแบบหลอดดูดฉีดสีและลวดลายพลาสติกไปขอรับสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 072740, 072741, 072742 และ 072743 ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สิทธิบัตรกระทรวงพาณิชย์ให้สิทธิบัตรแก่จำเลยทั้งสองโดยผิดหลง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการนำสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเครื่องจักรในต่างประเทศ มีเอกสารเผยแพร่เครื่องจักรและผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี ไปขอรับสิทธิบัตรโดยไม่สุจริต แอบอ้างว่าเป็นการออกแบบของตนเอง จำเลยทั้งสองได้นำสิทธิบัตรดังกล่าวไปแสดงต่อลูกค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสีย อีกทั้งลูกค้าของโจทก์เกรงกลัวไม่กล้าซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการขายสินค้าและค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเพิกถอนสิทธิบัตรตามฟ้อง ให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 050563, 050565, 072707, 072740 ถึง 072743

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ขอรับสิทธิบัตรตามฟ้องจริง แต่ก่อนวันที่จำเลยทั้งสองขอรับสิทธิบัตรดังกล่าว ไม่มีเอกสารเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ใดตรงกับข้อถือสิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยทั้งสองขอ เอกสารเผยแพร่ที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นเอกสารเผยแพร่การคิดค้นเครื่องจักรซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์หลอดดูด ไม่ตรงกับการขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสอง ไม่ขอรับรองว่าเอกสารดังกล่าวมีการเผยแพร่มาก่อนวันที่จำเลยขอรับสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า การที่จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิบัตรมาโดยไม่สุจริตทำให้ลูกค้าโจทก์เกรงกลัวไม่กล้าซื้อสินค้าจากโจทก์ เป็นเรื่องการกล่าวอ้างในภายหน้าและยังไม่แน่นอน โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าลูกค้าเกรงกลัวไม่กล้าซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นจำนวนโดยประมาณเท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้ขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามฟ้อง การที่จำเลยได้นำการขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แสดงต่อลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปเป็นการบอกกล่าวที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์รวม 7 คำขอ คือ คำขอเลขที่ 050563, 050565, 072707 และ 072740 ถึง 072743 โดยอ้างเหตุว่ามิใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดตามคำขอเลขที่ 072707 เลขที่สิทธิบัตร 17676 ให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนคำขอรับสิทธิบัตรอีก 6 คำขอที่เหลืออยู่ระหว่างประกาศโฆษณาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 28

มีปัญหาที่เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนคำขอรับสิทธิบัตร 6 คำขอ คือ คำขอเลขที่ 050563, 050565 และ 072740 ถึง 072743 ที่อยู่ระหว่างประกาศโฆษณาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 31, 34, 72, 74 ได้กำหนดขั้นตอนให้บุคคลที่เห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ขอรับสิทธิบัตร หรือเห็นว่าคำขอรับสิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมายคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรและให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านแล้วให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้วินิจฉัยและมีคำสั่ง หากผู้มีส่วนได้เสียไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของอธิบดีก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยและมีคำสั่งแล้ว คู่กรณีที่ไม่เห็นด้วยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการต่อศาล ดังนั้น การที่โจทก์จะนำคดีมาสู่ศาลจึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนแห่งบทบัญญัติ เมื่อไม่ปรากฏตามคำฟ้องหรือทางนำสืบของโจทก์ว่าโจทก์ได้ดำเนินการอย่างไรตามขั้นตอนดังที่กล่าวข้างต้น และนายทะเบียนหรือคณะกรรมการมีคำสั่งโต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนคำขอรับสิทธิบัตรทั้ง 6 คำขอดังกล่าว ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยอ่มมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรทั้ง 6 คำขอเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า แบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดตามคำขอเลขที่ 072707 เลขที่สิทธิบัตร 17676 ไม่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 อันถือเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ที่ต้องเพิกถอนตามมาตรา 64 ประกอบด้วยมาตรา 56 ตามอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่ ประเด็นนี้แม้โจทก์จะมีพยานบุคคลมานำสืบเพียงว่าจำเลยทั้งสองนำแบบซองสำหรับบรรจุหลอดดูดพลาสติกไปขอรับสิทธิบัตรตามคำขอเลขที่ 072707 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 เอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต่อมาได้รับสิทธิบัตรเลขที่ 17676 ในนามของจำเลยที่ 1 โดยมิได้แสดงภาพผลิตภัณฑ์ หากแสดงแต่ภาพที่ตั้งของโรงงานและเครื่องจักรระบุว่าประกอบธุรกิจเครื่องจักรผลิตหลอดดูด (STRAW MACHINERY) และหลอดดูดเครื่องดื่ม (DRINKING STRAWS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อปี 2522 และในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเมื่อปี 2532 รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ทำให้ไม่ชัดเจนว่า มีการเปิดเผยภาพแบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดดูดก่อนหรือหลังที่จำเลยทั้งสองจะไปยื่นคำขอรับสิทธิบัตร แต่เมื่อพิจารณาถึงคำฟ้อง คำให้การและข้อนำสืบที่ตรงกันว่าหมายถึงแบบซองสำหรับบรรจุหลอดดูดพลาสติกตามสิทธิบัตรเลขที่ 17676 ประกอบข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าแบบผลิตภัณฑ์ซองบรรจุหลอดดูดตามสิทธิบัตรเลขที่ 17676 เดิมจดทะเบียนไว้ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ตามเอกสารหมาย ล.4 และต่อมาได้โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 17676 เมื่อพิเคราะห์สัญญาโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเอกสารหมาย ล.4 แล้ว สัญญาระบุว่า นายชาง ซุง ยุน เจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ประเภทวิธีผลิตซองบรรจุหลอด ตามสิทธิบัตรเกาหลีเลขที่ 0218879 ซึ่งยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 และได้รับสิทธิบัตร วันที่ 19 มกราคม 2544 ขอโอนสิทธิตามสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิในประเทศไทย และปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า ซองสำหรับบรรจุหลอดตามสิทธิบัตรเกาหลีเลขที่ 0218879 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดเดียวกับสิทธิบัตรเลขที่ 17676 ในคดีนี้ แสดงว่าสิทธิบัตรเกาหลีเลขที่ 0218879 ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่ 29 มีนาคม 2545 ซึ่งเป็นวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 17676 จึงไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (2) ซึ่งต้องเพิกถอนตามมาตรา 64 ประกอบด้วยมาตรา 56 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ข้อนี้โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเอกสารการขอรับสิทธิบัตรไปแสดงต่อลูกค้าทำให้ลูกค้าโจทก์เกรงกลัวไม่กล้าซื้อหลอดดูดพลาสติกจากโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ตามเอกสารหมาย จ.9 โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเดือนละ 300,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ซองสำหรับบรรจุหลอดเลขที่ 17676 ย่อมมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นเจ้าของสิทธิบัตรซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ขณะนั้น ส่วนคำขอรับสิทธิบัตรหลอดดูดพลาสติกอีก 6 คำขอ แม้ว่าคำขอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างประกาศโฆษณา แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขอรับสิทธิบัตรก็มีสิทธิบอกกล่าวแก่บุคคลทั่วไปให้รู้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรไว้แล้ว อันเป็นการบอกกล่าวตามข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรกาฏจากข้อนำสืบของโจทก์ว่าการบอกกล่าวข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์เสียหาย กอปรกับนายสุชาติ เพชรดาษดา กรรมการโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองโดยรับว่า ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 ปัจจุบันก็ยังซื้อสินค้าของบริษัทโจทก์อยู่ แสดงว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจริง ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอเลขที่ 072707 เลขที่สิทธิบัตร 17676 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บี แอนด์ บี สตรอว์แพค จำกัด
จำเลย — บริษัท บี.ดี.สตรอว์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 11/2550
#415692
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๐

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดบึงกาฬ

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบึงกาฬโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นางวิภาพรรณ์ หรือปาริยา มิ่งสอน หรือ ลิ้มศรีมณีรัตน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมบังคับคดี ที่ ๑ นางสาวทรงพร วิไลลักษณ์ ที่ ๒ นายเกียรติศักดิ์ สิงห์สาย ที่ ๓ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ นายสุกรรณ์ วงศ์จันทร์ชมภู ที่ ๕ นายพระเนตร โพธิ์ศรีน้อย ที่ ๖ นายอานนท์ วงษ์สุทโธ ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบึงกาฬ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๖/๒๕๔๘ ความว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๑ ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ก เลขที่ ๒๕๑๙ ตำบลศรีวิไล (ชุมภูพร) อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งยังมิได้มีการกรอกข้อความ แล้วนำรายงานดังกล่าวไปเติมข้อความว่าโจทก์คัดค้านราคาขั้นต่ำไว้ที่ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง และเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวให้กับจำเลยที่ ๗ ไปในราคา ๙๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินสมควร โดยไม่ได้สอบถามโจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ และไม่ได้สอบถามผู้เข้าสู้ราคารายอื่นว่าจะเสนอราคาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งๆ ที่นางวิยะดา จารุวงศ์กุล ผู้เข้าสู้ราคายังยกป้ายสู้ราคาอยู่และสามารถ สู้ราคาได้ถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ ทราบ อยู่แล้วว่าราคาที่จำเลยที่ ๗ เสนอดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๔ ได้ แต่จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เพิกเฉยไม่ยอมคัดค้านราคา ต่อมาโจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวและศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว แต่ระหว่างไต่สวนคำร้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านของโจทก์ให้จำเลยที่ ๗ และจำเลยที่ ๗ ได้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ถึงที่ ๗ เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ในฐานะตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ จึงต้องร่วมรับผิดกับบุคคลดังกล่าว ในการปลูกสร้างบ้านโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายอันเป็นค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงรวมกันเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๗ เป็นผู้รื้อถอนบ้านพิพาท จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่มีส่วนรู้เห็น ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การว่า คำสั่งศาลให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จำเลยที่ ๗ เป็นผู้รื้อถอนบ้านโดยตรง จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากซื้อและรับโอนทรัพย์มาโดยสุจริตจากการขายทอดตลาด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดบึงกาฬพิจารณาแล้วเห็นว่า กรมบังคับคดี จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนกลาง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในทางละเมิดจากการที่สิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกรื้อถอนสืบเนื่องจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยไม่ได้สอบถามโจทก์ว่าจะคัดค้านราคาหรือไม่ และไม่ได้สอบถามผู้เข้าสู้ราคารายอื่นว่าจะเสนอราคาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ยังมีผู้เข้าสู้ราคารายอื่นยกป้ายสู้ราคาอยู่และสามารถสู้ราคาได้ถึง ๑๔๐,๐๐๐ บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท) และรีบดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินให้จำเลยที่ ๗ ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งที่ทราบว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์โดยละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และได้ความว่ากรณีการขายทอดตลาด รายนี้ ศาลจังหวัดบึงกาฬได้มีคำสั่งให้เพิกถอนแล้วเพราะเหตุเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องขั้นตอนการร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอีก อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ต้องดำเนินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในมูลละเมิดอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองนั้น จะต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีลักษณะการใช้อำนาจทางปกครองที่มีกฎหมายปกครองบัญญัติให้อำนาจกระทำการไว้ แต่กรณีข้อเท็จจริงในคดีนี้มูลละเมิดดังกล่าวเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลในคดีแพ่งโดยการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลจังหวัดบึงกาฬ ได้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนั้นแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามูลละเมิดอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าพนักงานบังคับคดีในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์จึงเป็นการเรียกค่าเสียหาย อันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว สำหรับคดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชน เป็นจำเลยว่า ทำละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยข้อที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนทำละเมิด เรียกค่าเสียหายนั้น ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาล จึงเป็นอันยุติว่าข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงเหลือข้อที่โจทก์ฟ้องว่า กรมบังคับคดี จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใน คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น เมื่อคดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๑ ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ก เลขที่ ๒๕๑๙ ตำบลศรีวิไล (ชุมภูพร) อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ของโจทก์ให้จำเลยที่ ๗ ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร และจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ยอมคัดค้านราคา ทั้งที่ทราบว่าราคาที่ขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๔ ได้ จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่โจทก์ร้องขอ แต่ระหว่างนั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ยังจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้จำเลยที่ ๗ และจำเลยที่ ๗ ได้รื้อถอนบ้านออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่ง ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ออกหนังสือโอนทรัพย์ที่ขายให้แก่จำเลยที่ ๗ เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๗ แม้จะเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่มีการฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ยังเป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องจากการบังคับคดีทางแพ่งที่ดำเนินการก่อนศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทอันสืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งดังกล่าวขึ้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางวิภาพรรณ์ หรือปาริยา มิ่งสอน หรือลิ้มศรีมณีรัตน์ โจทก์ กรมบังคับคดี ที่ ๑ นางสาวทรงพร วิไลลักษณ์ ที่ ๒ นายเกียรติศักดิ์ สิงห์สาย ที่ ๓ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ นายสุกรรณ์ วงศ์จันทร์ชมภู ที่ ๕ นายพระเนตร โพธิ์ศรีน้อย ที่ ๖ นายอานนท์ วงษ์สุทโธ ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค หนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภาพรรณ์ หรือปาริยา มิ่งสอน หรือลิ้มศรีมณีรัตน์
จำเลย — กรมบังคับคดี ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 10/2550
#415705
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๐/๒๕๕๐

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด

ระหว่าง

คำพิพากษาศาลแพ่ง

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

บริษัท พี.ที.ฟูดส์ แสตนดาร์ดอินดัสทรี จำกัด ที่ ๑ นายไพบูลย์ ก่อเกียรติตระกูล ที่ ๒ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

บริษัท พี.ที.ฟูดส์ แสตนดาร์ดอินดัสทรี จำกัด ที่ ๑ นายไพบูลย์ ก่อเกียรติตระกูล ที่ ๒ ผู้ร้อง โดยนายภานุ สุขวัลลิ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ องค์การคลังสินค้า โจทก์ ได้ยื่นฟ้องผู้ร้องที่ ๑ เป็นจำเลยที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ เป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ย. ๑๐๓๔/๒๕๔๖ กรณีที่ผู้ร้องที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำนวน ๑๔,๙๑๐,๐๐๐ บาท ตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรดปี ๒๕๔๒ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่สับปะรดให้สามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม และผู้ร้องที่ ๑ ทำสัญญาจำนำผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้นเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมให้ไว้แก่โจทก์ และโจทก์ทำสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำกับผู้ร้องที่ ๒ ให้เป็นผู้ดูแลและรักษาทรัพย์ที่จำนำให้ปลอดภัย ผู้ร้องที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระเงินคืน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนำ ผู้ร้องที่ ๑ เพิกเฉย และสับปะรดที่จำนำเป็นประกันสูญหายไปจากสถานที่เก็บรักษาทั้งหมด จึงฟ้องให้ผู้ร้องที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนำ และให้ผู้ร้องที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ย. ๘๓๓/๒๕๔๘ ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๕,๖๔๙,๙๘๙.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ผู้ร้องที่ ๑ อุทธรณ์คำพิพากษาอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ ๑ นำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลภายใน ๑๕ วัน ผู้ร้องที่ ๑ เพิกเฉยไม่ชำระเงินภายในกำหนด ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๗ องค์การคลังสินค้า โจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัท สับปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ ๑ นางอัจฉรา อุ่นอนุโลม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ย. ๑๙๘/๒๕๔๗ ให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนำ และให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำ ตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรด ปี ๒๕๔๓ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกันกับสัญญาระหว่างโจทก์กับผู้ร้องทั้งสอง ระหว่างพิจารณาศาลแพ่ง เห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงดำเนินการจัดทำความเห็นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ศาลปกครองกลางเห็นพ้องกับศาลแพ่งว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งจึงโอนคดีดังกล่าวไปยังศาลปกครองกลาง ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีและคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่น โจทก์หรือผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ผู้ร้องทั้งสองเห็นว่า คำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ย. ๘๓๓/๒๕๔๘ ที่ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ดังกล่าวขัดแย้งกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ โดยทั้งสองคดีมีมูลความแห่งคดีและประเด็นพิพาท ไม่แตกต่างกันในข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน สำหรับสัญญากู้ยืมเงินตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรดทั้งของผู้ร้องที่ ๑ และบริษัท สับปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ยืม และมีโจทก์รายเดียวกันเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้กู้ยืมเช่นเดียวกัน ทั้งวงเงินที่ให้กู้ยืมก็เป็นไปตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรดฤดูกาลผลิตปี ๒๕๔๒ - ๒๕๔๓ ตามมติคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ส่วนสัญญาจำนำผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้นระหว่างโจทก์กับผู้ร้องที่ ๑ กับสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท สับปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด และสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำระหว่างโจทก์กับผู้ร้องที่ ๒ กับสัญญาระหว่างโจทก์กับนางอัจฉรา อุ่นอนุโลม ก็มีลักษณะไม่แตกต่างกัน ดังนั้นมูลคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกับคดีระหว่างโจทก์กับบริษัท สับปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด และนางอัจฉรา อุ่นอนุโลม คำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้ ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จึงขัดแย้งกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าว จึงขอให้คณะกรรมการมีคำสั่งเรียกสำนวนคดีของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ย.๘๓๓/๒๕๔๘ และสำนวนคดีของศาลปกครองสูงสุดคำสั่งที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้อง โดยขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีดังกล่าว ขอให้โอนคดีของผู้ร้องทั้งสองไปยังศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป และขอให้มีคำสั่งให้ศาลแพ่งรอการวินิจฉัยตามคำร้องเสียก่อน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า องค์การคลังสินค้า โจทก์ ให้ผู้ร้องที่ ๑ กู้ยืมเงินตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรดปี ๒๕๔๒ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่สับปะรดให้สามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม โดยผู้ร้องที่ ๑ จำนำผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้นเป็นประกัน และโจทก์ทำสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำกับผู้ร้องที่ ๒ ให้เป็นผู้ดูแลและรักษาทรัพย์ที่จำนำให้ปลอดภัย ผู้ร้องที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระเงินคืน และสับปะรดที่จำนำเป็นประกันสูญหาย โจทก์จึงยื่นฟ้องผู้ร้องทั้งสองต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ย. ๑๐๓๔/๒๕๔๖ และศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ย. ๘๓๓/๒๕๔๘ ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๕,๖๔๙,๙๘๙.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ผู้ร้องที่ ๑ อุทธรณ์คำพิพากษาอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ ๑ นำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลภายใน ๑๕ วัน ผู้ร้องที่ ๑ เพิกเฉย ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในขณะเดียวกัน องค์การคลังสินค้า โจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัท สับปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ ๑ นางอัจฉรา อุ่นอนุโลม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนำ และให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับดูแลรักษาทรัพย์จำนำ ตามโครงการแทรกแซงตลาดสับปะรดปี ๒๕๔๓ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกันกับสัญญาระหว่างโจทก์กับผู้ร้องทั้งสอง ศาลแพ่งกับศาลปกครองกลางเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งจึงโอนคดีไปยังศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีและคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่น โจทก์หรือผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าว จึงขอให้คณะกรรมการ มีคำสั่งเรียกสำนวนคดีของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ย.๘๓๓/๒๕๔๘ และสำนวนคดีของศาลปกครองสูงสุดคำสั่งที่ ๒๖๔/๒๕๔๙ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้อง โดยขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีดังกล่าว ขอให้โอนคดีของผู้ร้องทั้งสองไปยังศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป และขอให้มีคำสั่งให้ศาลแพ่งรอให้มีการวินิจฉัยตามคำร้องเสียก่อน

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความหรือบุคคล ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." ดังนั้น คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาล ต่างระบบและศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันหมายความรวมถึงจะต้องเป็นคู่ความ หรือคู่กรณีเดียวกันด้วย เช่น โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลหนึ่งและจำเลยฟ้องโจทก์ต่ออีกศาลหนึ่งโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันและศาลสองศาลตัดสินแตกต่างกันโดยศาลหนึ่งให้โจทก์ชนะคดี แต่อีกศาลหนึ่งให้จำเลยชนะคดี ดังนี้จะเห็นได้ว่าคู่ความ หรือคู่กรณีเดียวกันไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลใดศาลหนึ่งได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายและไม่เป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า คำพิพากษาของศาลแพ่ง และคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าขัดแย้งกัน มีเพียงโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีเป็นรายเดียวกัน แต่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นรายเดียวกัน คู่ความหรือคู่กรณีจึงมิใช่เป็นรายเดียวกัน ทั้งสัญญาซึ่งเป็นมูลความแห่งคดีก็เป็นสัญญาคนละฉบับกัน จึงมิใช่คดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาได้ คำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท พี.ที.ฟูดส์ แสตนดาร์ดอินดัสทรี จำกัด ที่ 1
นายไพบูลย์ ก่อเกียรติตระกูล ที่ 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2550
#415682
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๐

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดมีนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดมีนบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานคร โจทก์ ยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด ที่ ๑ นางสาวกนกวรรณ ประจวบสุข ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ม. ๑๔๗๕/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๔ ให้ดูแลทรัพย์สินของโจทก์ในสำนักงานเขตสายไหม และบริเวณโดยรอบ และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินดังกล่าว ระหว่างวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ งดเว้นหรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ตรวจดูแลทรัพย์สินของโจทก์ จนเป็นเหตุให้มีผู้ลักลอบถอดอุปกรณ์เพลาล้อหลังด้านขวาของรถบรรทุกสิ่งปฏิกูลหมายเลขทะเบียน ๙๓-๙๗๖๖ กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒ อัน ซึ่งจอดไว้บริเวณรอบสำนักงานเขตสายไหม ต่อมาโจทก์ซ่อมแซมเพลาล้อหลังดังกล่าวเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๕๗,๙๔๐.๕๐ บาท จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้รับจ้างต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๗๔,๙๖๐.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๗,๙๔๐.๕๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญา พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของโจทก์อย่างเช่นวิญญูชนในฐานะผู้รับจ้างทั่วไป และเสมือนเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เอง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้งดเว้นกระทำการหรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ แต่พนักงานขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเอง โดยนำรถบรรทุกสิ่งปฏิกูลคันพิพาทไปจอดห่างจากสำนักงานเขตสายไหมประมาณ ๘๐ เมตร ซึ่งอยู่นอกบริเวณพื้นที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น คดีโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายที่แท้จริง ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท และเป็นเรื่องฟ้องตามสัญญาทางปกครองไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องต่าง ๆ อาทิเช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทะเบียน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การดูแลรักษาที่สาธารณะ และการสาธารณูปโภค เป็นต้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ และข้อบังคับกรุงเทพมหานคร โดยมีสำนักงานเขตสายไหมเป็นส่วนราชการแห่งหนึ่งในหน่วยงานของโจทก์ที่ประชาชนทั่วไปต้องเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อติดต่อราชการของโจทก์โดยตรง นอกจากสัญญาจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยอาคารสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้รับจ้างดูแลทรัพย์สินของโจทก์ภายในอาคารสำนักงานแล้ว ยังกำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้ที่เข้ามาติดต่อราชการในสำนักงานเขต ตรวจห้าม ว่ากล่าว ตักเตือน และจับกุมผู้ฝ่าฝืนเข้าออกในบริเวณสำนักงานเขต ผู้ฝ่าฝืนทำลาย ลักทรัพย์ หรือประกอบคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ตลอดจนกิจการอื่น ๆ ตามที่โจทก์หรือผู้แทนแจ้งให้ทราบ ซึ่งถือเป็นภารกิจ อย่างหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้มีมูลเหตุอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างเลขที่ ๑/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นฉบับพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักให้จำเลยที่ ๑ ดูแลรักษาความปลอดภัยตัวอาคารสำนักงานเขตสายไหม ดูแลทรัพย์สินของโจทก์ทั้งที่มีที่ตั้งภายในสำนักงานเขตสายไหมและบริเวณโดยรอบซึ่งรวมถึงบริเวณที่ใช้เป็นที่จอดรถโดยปกติของโจทก์ และรวมถึงการตรวจตราเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่เข้ามาในสำนักงานเขตสายไหม และป้องกันเหตุภยันตรายต่าง ๆ ตลอดจนทำหน้าที่ในการตรวจ ห้ามปราม ว่ากล่าวตักเตือน จับกุมผู้ฝ่าฝืนตามความจำเป็นและความเหมาะสมแก่ผู้ที่เข้าออกบริเวณสำนักงานเขตสายไหม โดยโจทก์ให้ผลตอบแทนแก่จำเลยที่ ๑ เป็นค่าจ้างเป็นเงินจำนวนหนึ่งและกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเพื่อทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จและโจทก์ตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น อันเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หามีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุประสงค์หลักแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าในข้อ ๔ ของสัญญาจะกำหนดให้จำเลยที่ ๑ จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่เข้ามาในสำนักงานเขตสายไหม และป้องกันภยันตรายต่าง ๆ และในข้อ ๑๕ ของสัญญาให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ ตรวจ ห้ามปราม ว่ากล่าวตักเตือน จับกุมผู้ฝ่าฝืนตามความจำเป็นและความเหมาะสม รวมถึงข้อ ๘ ของรายละเอียดและเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเขตสายไหมแนบท้ายสัญญาจ้างเหมาเลขที่ ๑/๒๕๔๔ จะกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ตรวจสอบบุคคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในบริเวณอาคารสำนักงาน โดยสอบถามและอาจปฏิบัติหน้าที่ด้านการตรวจค้นด้วย ในกรณีที่บุคคลนั้นมีพฤติกรรมน่าสงสัย ตลอดจนกีดกันบุคคลไม่พึงประสงค์ไม่ให้เข้ามาในบริเวณสำนักงานของโจทก์ก็ตาม ข้อตกลงในสัญญาและเงื่อนไขดังกล่าวก็เป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยตัวอาคารสำนักงานเขตสายไหมและดูแลทรัพย์สินของโจทก์ตลอดจนของประชาชนที่มาติดต่องานกับสำนักงานเขตสายไหมเป็นหลักเท่านั้น มิได้ให้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไปแต่อย่างใดซึ่งหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว หาใช่การมอบอำนาจทางปกครองของโจทก์ที่มีตามกฎหมายให้จำเลยที่ ๑ ทำแทนไม่ และหาใช่เป็นการให้จำเลยที่ ๑ มีส่วนร่วมจัดทำบริการสาธารณะซึ่งอยู่ในหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายด้วยไม่ ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๔ ให้ดูแลทรัพย์สินของโจทก์ในสำนักงานเขตสายไหม และบริเวณโดยรอบ และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ งดเว้นหรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้อุปกรณ์เพลาล้อหลังด้านขวาของรถบรรทุกสิ่งปฏิกูลคันหมายเลขทะเบียน ๙๓-๙๗๖๖ กรุงเทพมหานคร ที่จอดไว้บริเวณรอบสำนักงานเขตสายไหมถูกถอดออกไป โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ๕๗,๙๔๐.๕๐ บาท จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าซ่อมแซมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญา พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของโจทก์อย่างเช่นวิญญูชนในฐานะ ผู้รับจ้างทั่วไป และเสมือนเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เอง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้งดเว้นกระทำการหรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเองเพราะนำรถคันพิพาทไปจอดห่างจากสำนักงานเขตสายไหมประมาณ ๘๐ เมตร ซึ่งอยู่นอกบริเวณพื้นที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ดูแลทรัพย์สินของโจทก์ในสำนักงานเขตสายไหม และบริเวณโดยรอบ ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑/๒๕๔๔ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า กรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทะเบียน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การผังเมือง การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ การวิศวกรรมจราจร การขนส่ง การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้ามและที่จอดรถ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ การพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสาธารณูปโภค ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" สัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยอาคารสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เลขที่ ๑/๒๕๔๔ จึงเป็นสัญญาที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยฯ ฉบับพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยตัวอาคารสำนักงานเขตสายไหม และดูแลทรัพย์สินของโจทก์ทั้งที่มีที่ตั้งภายในสำนักงานเขตสายไหมและบริเวณโดยรอบซึ่งรวมถึงบริเวณที่ใช้เป็นที่จอดรถโดยปกติของโจทก์ โดยกำหนดไว้เฉพาะความรับผิดและข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับความเสียหายในทรัพย์สินของโจทก์ แต่มิได้กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่เข้าไปในสำนักงานเขตสายไหม จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของโจทก์เป็นหลัก มิใช่เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ อันเป็นบริการสาธารณะของโจทก์ ดังนั้น สัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยฯ ฉบับพิพาทนี้ จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรุงเทพมหานคร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด ที่ ๑ นางสาวกนกวรรณ ประจวบสุข ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค หนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2550
#415683
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๐

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ นาวาตรีปรารมภ์ โมกขะเวส โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่ ๑ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ ๒ นายสมภพ บัณฑรวิพากษ์ ที่ ๓ นายสุพจน์ คำภีระ ที่ ๔ นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ ที่ ๕ พลตำรวจเอก ชาญชิต เพียรเลิศ ที่ ๖ พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ ๗ นายเตชะ บุณยะชัย ที่ ๘ นายพิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์ ที่ ๙ นายสมพร แก้วงาม ที่ ๑๐ นายจิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร ที่ ๑๑ นายนพพร เทพสิทธา ที่ ๑๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๑๖๔/๒๕๔๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มีวัตถุประสงค์ในการเดินเรือและดำเนินการพาณิชย์ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ และในต่างประเทศ ฯลฯ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีการสรรหาผู้บริหารของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งผู้อำนวยการตามกระบวนการของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจการเดินเรือได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว สัญญาจ้างมีกำหนดเวลา ๔ ปี นับแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นอกจากโจทก์จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์ยังมีฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ โดยตำแหน่งด้วย โจทก์มีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ และมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานของจำเลยที่ ๑ ทุกตำแหน่ง ภายใต้นโยบายและการควบคุมดูแลของคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๒ มีหนังสือความเห็นและคำถามตรวจสอบงบการเงินของจำเลยที่ ๑ งวดปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗ เกี่ยวกับการดำเนินการในโครงการประกอบธุรกิจเดินเรือขนส่งสินค้าชายฝั่งโรลล์ออนโรลล์ออฟ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ริเริ่มโครงการเพื่อให้บริการขนส่งรถบรรทุกรถยนต์ทั่วไปจากท่าเรือแหลมฉบังข้ามอ่าวไทยไปยังท่าเรือสงขลา ต่อมาคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้พักงานโจทก์ โดยอ้างว่าเนื่องจากโจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวและโครงการขยายเส้นทางเดินเรือขนส่งตู้สินค้าไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ ได้ โดยโจทก์ยังไม่ได้ตอบคำถามของจำเลยที่ ๒ รวมถึงยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวต่อคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว เพราะเห็นว่าคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างดี และเห็นว่าหนังสือความเห็นและคำถามของจำเลยที่ ๒ เป็นเรื่องการตรวจสอบทั่วๆ ไป มิใช่การกล่าวหาหรือการสรุปว่ามีความไม่โปร่งใส ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ มีหนังสือตรวจสอบงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗ และ ๒๕๔๖ ของจำเลยที่ ๑ ถึงจำเลยที่ ๑ อีกครั้ง ซึ่งหลังจากจำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้เรียกให้โจทก์ไปชี้แจงหรือมีการสอบสวนใดๆ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ ซึ่งเป็นคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ ในขณะนั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้าง โดยให้ย้อนไปมีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เป็นต้นมา โดยการเลิกจ้างเป็นไปโดยไม่โปร่งใสและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง นอกจากนี้ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ ให้ข่าวทางหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า คณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ ได้กระทำผิดระเบียบวินัยของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งกระทำผิดตามกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๘ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการเลิกสัญญาจ้างจากจำเลยที่ ๑ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๘ ระบุว่า เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ อยู่นั้น จำเลยที่ ๒ ทำการตรวจสอบพบว่า โจทก์มิได้ดำเนินการต่างๆ ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำ ไม่โปร่งใส และทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหายอันถือได้ว่าเป็นการผิดวินัยของจำเลยที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจ้างข้อ ๑๐.๒ และ ๑๐.๓ โจทก์ไม่ได้กระทำการอันถือได้ว่าเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง และไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสิบสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์กลับไปทำงานได้ตามเดิม ให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินรายได้ที่โจทก์พึงได้รับตามสัญญา ตลอดจนชดใช้ค่าเสียหาย และให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และแจ้งข่าวแก่บุคคลที่เป็นคู่ค้าของจำเลยที่ ๑ รวมถึงบุคคลเกี่ยวข้องกับวงการธุรกิจเดินเรือให้ชื่อเสียงของโจทก์และวงศ์ตระกูลกลับมาดีดังเดิม

จำเลยทั้งสิบสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ ๑ ทั้งนี้ เป็นไปตามสัญญาจ้างข้อ ๕ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๒ เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้าง โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ และสัญญาจ้างหลายประการ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือถึงโจทก์และรองประธานสภากรรมการจำเลยที่ ๑ เพื่อพิจารณาหยุดยั้งการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๑ โจทก์มีหนังสือถึงสภากรรมการฯ ชี้แจงข้อร้องเรียนและเข้าชี้แจงต่อสภากรรมการฯ ในการประชุมสามัญ ครั้งที่ ๘/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ต่อมาในการประชุมวิสามัญครั้งที่ ๒/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ สภากรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พักงานโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ตรวจสอบงบการเงินของจำเลยที่ ๑ งวดปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๒ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อให้ชี้แจงรวม ๒ ฉบับ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวและมีหนังสือชี้แจงไปยังจำเลยที่ ๒ แล้ว แต่คำชี้แจงของโจทก์ไม่ชัดเจน จำเลยที่ ๒ จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ ๑ แจ้งการตรวจสอบงบการเงินและข้อสังเกต ทั้งนี้ ก่อนมีคำสั่งพักงานและเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงปัญหาต่างๆ และตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ และได้มีการประชุมสภากรรมการ ฯ หลายครั้งและครั้งสุดท้ายในการประชุมวิสามัญครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ได้พิจารณาข้อร้องเรียน ข้อสังเกตของจำเลยที่ ๒ และให้โอกาสโจทก์ชี้แจงแล้ว การพิจารณาเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบตามอำนาจหน้าที่ของสภากรรมการแล้วเห็นว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส ไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ กระทำการอันถือได้ว่าเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการของสภากรรมการจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์เนื่องจากพิจารณาตามเอกสารหลักฐานที่มีอยู่อย่างชัดเจน และโจทก์ไม่สามารถชี้แจงหักล้างได้ การตรวจสอบงบการเงินของจำเลยที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ หนังสือที่จำเลยที่ ๒ แจ้งไปยังกรรมการจำเลยที่ ๑ มิใช่เป็นการกล่าวโทษโจทก์หรือเป็นการโต้แย้งสิทธิใดๆ ของโจทก์ เป็นเพียงการแจ้งผลการตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ ไม่เคยให้ข่าวที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด และหนังสือแจ้งเลิกการจ้างโจทก์ได้ระบุสาเหตุที่เลิกจ้างไว้ชัดเจนแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นความเสียหายที่เลื่อนลอยปราศจากเหตุผล ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ จำเลยทั้งสิบสองมิได้กระทำละเมิดโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ในคดีนี้ยื่นฟ้องบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) คณะสภากรรมการบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่ ๒ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๑/๒๕๔๘ แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็มีวัตถุประสงค์ในการเดินเรือและดำเนินการพาณิชย์ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการมีอำนาจสั่งการต่างๆ ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผู้แสดงเจตนาใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองแทนจำเลยที่ ๑ ด้วย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าจ้างให้โจทก์เข้าเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ เพื่อดำเนินกิจการในการเดินเรือและดำเนินการพาณิชย์ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอันเป็นบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาที่พิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) เป็นรัฐวิสาหกิจตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มิใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) จึงมิได้เป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) กับผู้ฟ้องคดี (โจทก์) จึงมิได้เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ (คดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๘๓๗/๒๕๔๘)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มีวัตถุประสงค์ในการเดินเรือและดำเนินการพาณิชย์ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ และในต่างประเทศ ฯลฯ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ มีกำหนดเวลา ๔ ปี นับแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ แต่ก่อนครบกำหนดสัญญา โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการเลิกสัญญาจ้างจากจำเลยที่ ๑ ระบุว่า เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลยที่ ๑ อยู่นั้น จำเลยที่ ๒ ตรวจสอบพบว่า โจทก์มิได้ดำเนินการต่างๆ ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำ ไม่โปร่งใส และทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหายอันถือได้ว่าเป็นการผิดวินัยของจำเลยที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจ้างข้อ ๑๐.๒ และ ๑๐.๓ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๒ ซึ่งเป็นคณะสภากรรมการของจำเลยที่ ๑ ในขณะนั้น จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้าง โดยให้ย้อนไปมีผลตั้งแต่วันที่๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เป็นต้นไป โจทก์เห็นว่า การเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์กลับไปทำงานได้ตามเดิมให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินรายได้ที่โจทก์พึงได้รับตามสัญญา ตลอดจนชดใช้ค่าเสียหาย และให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และแจ้งข่าวแก่บุคคลที่เป็นคู่ค้าของจำเลยที่ ๑ รวมถึงบุคคลเกี่ยวข้องกับวงการธุรกิจเดินเรือให้ชื่อเสียงของโจทก์และวงศ์ตระกูลกลับมาดีดังเดิม ส่วนจำเลยทั้งสิบสองให้การว่า การเลิกจ้างชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ และสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง" และ "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการเดินเรือและดำเนินการพาณิชย์ บริการขนส่งทางทะเล และให้บริการด้านคลังสินค้าและท่าเรือ ให้เช่าเรือ เพื่อประกอบกิจการขนส่งทางทะเล ฯลฯ วัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการมุ่งแสวงหากำไรอันเป็นไปในเชิงธุรกิจ ทั้งการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ก็มิได้มีการใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่หน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ มิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ สัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารที่พิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นาวาตรีปรารมภ์ โมกขะเวส โจทก์ บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่ ๑ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ ๒ นายสมภพ บัณฑรวิพากษ์ ที่ ๓ นายสุพจน์ คำภีระ ที่ ๔ นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ ที่ ๕ พลตำรวจเอก ชาญชิต เพียรเลิศ ที่ ๖ พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ ๗ นายเตชะ บุณยะชัย ที่ ๘ นายพิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์ ที่ ๙ นายสมพร แก้วงาม ที่ ๑๐ นายจิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร ที่ ๑๑ นายนพพร เทพสิทธา ที่ ๑๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรีปรารมภ์ โมกขะเวส
จำเลย — บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 12 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2550
#415695
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๐

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเทิง

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเทิงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นกับศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๘ นายสมบูรณ์ ไชยชนะ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นายสมเดช เหล่ากาวี ที่ ๒ และนายก๋วงเมี๋ยว แซ่เฉิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเทิง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๔/๒๕๔๘ ความว่า เดิมนายจันทร์ ไชยชนะ เป็นเจ้าของที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๑๐ และ เลขที่ ๑๖๗ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ดินทั้งสองแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน แปลงเลขที่ ๑๑๐ มีเนื้อที่ ประมาณ ๔๓ ไร่ เศษ อยู่ด้านทิศตะวันออก ส่วนแปลงเลขที่ ๑๖๗ มีเนื้อที่ประมาณ ๒๔ ไร่ เศษ อยู่ทางด้านทิศตะวันตก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นายจันทร์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเชียงของ ดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยประสงค์ให้เจ้าพนักงานที่ดินออก น.ส. ๓ ก. ตามหลักฐาน น.ส. ๓ เดิมในแต่ละฉบับ ไม่มีเจตนาจะให้รวมที่ดินทั้งสองแปลงเข้าด้วยกันแล้วรังวัดแบ่งแยกใหม่แต่อย่างใด แต่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานที่ดิน ปรากฏว่า ในการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับนั้น เจ้าพนักงานที่ดินออกสลับแปลงกัน กล่าวคือ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ซึ่งออกแทน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๗ ไปอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ส่วน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓ ซึ่งออกแทน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ ไปอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ดังนั้น น.ส. ๓ ก. ที่เจ้าพนักงานที่ดินออกให้ทั้งสองฉบับ จึงเป็นเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ นายจันทร์ยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ เนื้อที่จำนวน ๔๓ ไร่ เศษ ให้โจทก์ และยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๗ เนื้อที่จำนวน ๒๔ ไร่ เศษ ให้นายสุธรรม ไชยชนะ โจทก์และนายสุธรรมครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน โดยโจทก์ครอบครองปลูกต้นสัก และทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ ที่นายจันทร์ยกให้โจทก์ตลอดมาโดยเปิดเผยและมีเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๑๖ ปีแล้ว โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ซึ่งออกผิดแปลงดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่จะเข้าประมูลราคาในการขายทอดตลาด ไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์ครอบครองและเป็นเจ้าของ เพราะตามประกาศขายทอดตลาดระบุว่า ที่ดินมีสภาพเป็นที่นาเก่า มีบ้านไม้ชั้นเดียว โดยไม่ได้ระบุว่ามีต้นสักแต่อย่างใด และเป็นที่ดินที่ติดกับสี่แยก ที่ดินที่ประกาศขายและจำเลยที่ ๓ มีเจตนาซื้อนั้น เป็นที่ดินของนายสมเพ็ชร ไชยชนะ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ สมคบกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของจำเลยที่ ๑ โดยมีเจตนาทุจริต จงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ไปรังวัดเพื่อเปลี่ยนเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ เป็นโฉนดที่ดิน โดยไปชี้แนวเขตที่ดินบางส่วนของโจทก์ซึ่งปลูกต้นสักไว้ จำนวน ๒๑ ไร่ โจทก์จึงคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว และที่ดินที่จำเลยที่ ๓ ชี้นั้นไม่ตรงกับที่ดินที่ประกาศขายทอดตลาด จำเลยที่ ๓ ไม่มีเจตนาซื้อที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาอำเภอเชียงของ ยอมรับว่า มีการออกหลักฐาน น.ส. ๓ ก. สลับตำแหน่งที่ดินกันจริง แต่ก็ยังยืนยันที่จะออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิและตำแหน่งหน้าที่ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอร้องให้จำเลยทั้งสามหยุดการกระทำดังกล่าวและขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลง แต่จำเลยทั้งสามยังคงเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ และเลขที่ ๓ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีคำสั่งให้ที่ดินตามที่ระบุในระวางแผนที่เอกสารสิทธิประเภท น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จำนวน ๔๓ ไร่ ๑ งาน ๗๖ ตารางวา พร้อมด้วยต้นสักเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เพิกถอนการรังวัดที่ดินและการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสามที่จะออกโฉนดตามที่ระบุในเอกสารสิทธิ ประเภท น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จำนวน ๒๑ ไร่ และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่จะให้ออกโฉนดที่ดินตามคำสั่งที่ ๓๒/๒๕๔๘

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์นั้นจำเลยที่ ๒ ตรวจสอบแล้วได้ข้อเท็จจริงว่าเดิมที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงเป็นของนายจันทร์ ไชยชนะ ซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ต่อมานายจันทร์ขอเปลี่ยนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็น น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๒ ตรวจสอบในภายหลังจึงทราบว่ามีการออก น.ส. ๓ ก. สลับตำแหน่งกัน จำเลยที่ ๒ หารือผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายแล้ว และทางจังหวัดเชียงรายเห็นด้วยกับแนวทางของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาอำเภอเชียงของ (จำเลยที่ ๒) โดยเห็นว่า น.ส. ๓ เดิมเป็นของเจ้าของเดียวกัน และขอเปลี่ยนเป็น น.ส. ๓ ก. พร้อมกัน เข้าทำนองรวม น.ส. ๓ ทั้งสองแปลงแล้วออก น.ส. ๓ ก. ใหม่ ๒ แปลง น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงจึงออกไปโดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล จำเลยที่ ๒ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ออกคำสั่งที่ ๓๒/๒๕๔๘ สั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๒ มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินออกคำสั่งให้ออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงมีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๙ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กรณีที่มีการโอนโฉนดไขว้กันและโจทก์เข้าครอบครองมาตามที่ตั้งใจโอนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งสิทธิของโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนไว้ ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก คือ จำเลยที่ ๓ ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ ๒ จึงชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดโจทก์แต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ตามฟ้อง ขณะที่รับโอนจำเลยที่ ๓ ทราบแต่เพียงว่าที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายสุธรรม ไชยชนะ น้องชายโจทก์เป็นเจ้าของและที่ดินตั้งอยู่ตามที่ระบุในประกาศขายทอดตลาด การขอออกโฉนดเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ในการรังวัดโจทก์มาระวังชี้แนวเขตและคัดค้านว่าโจทก์ครอบครองที่ดินทำประโยชน์เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา และลงนามรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงแล้ว แต่โจทก์กลับมาโต้แย้งว่าตนครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ทั้งแปลง เมื่อทราบว่ามีการออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงสลับกัน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การดำเนินการออกโฉนดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดเทิงพิจารณาแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง ประกอบกับคำขอท้ายฟ้องข้อ ๑ และ ข้อ ๓ ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลง และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ที่ ๓๒/๒๕๔๘ นั้น มีมูลเหตุอันเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ให้ออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงสลับกันและคำสั่งของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ที่สั่งการให้ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๓ นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ข้อพิพาทดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่า กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙(๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคำขอท้ายฟ้องในข้อ ๒ ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์นั้น แม้การที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามคำขอดังกล่าวได้ จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร แต่ก่อนที่ศาลจะพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ ก็ต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า การออก น.ส. ๓ ก. ของเจ้าพนักงานที่ดินทั้งสองแปลงเป็นการออกโดยชอบหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่เห็นควรให้ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๓ นั้น เป็นคำสั่งโดยชอบหรือไม่ อย่างไร ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำโดยไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นประเด็นหลักในคดี จึงเห็นว่า คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ ซึ่งชี้เขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้ว แต่โจทก์กับจำเลยที่ ๓ ตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งที่ ๓๒/๒๕๔๘ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ ตามที่ขอ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปฟ้องศาลยุติธรรมภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดเทิง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ เนื้อที่ ๔๓-๑-๗๖ ไร่ พร้อมต้นสักเป็นของโจทก์ และขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ และเลขที่ ๓ ตลอดจนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ให้ออกโฉนดแก่จำเลยที่ ๓ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลรับรองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง แม้จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งสั่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ และขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่การจะพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ และระหว่างโจทก์กับนายสุธรรม ไชยชนะ ใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่าในที่ดินแปลงพิพาท ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔๑/๒๕๔๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า เดิมนายจันทร์ ไชยชนะเป็นเจ้าของที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ และเลขที่ ๑๖๗ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ดินทั้งสองแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน ต่อมานายจันทร์ได้ยื่นคำร้องขอให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยไม่มีเจตนาจะให้รวมที่ดินทั้งสองแปลงเข้าด้วยกันแล้วรังวัดแบ่งแยกใหม่ แต่เจ้าพนักงานที่ดินออก น.ส. ๓ ก. ให้สลับแปลงกัน เป็นการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจันทร์ยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ เนื้อที่ ๔๓ ไร่ เศษ ให้โจทก์ และยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๗ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ เศษ ให้นายสุธรรม ไชยชนะ แต่เนื่องจากมีการออก น.ส. ๓ ก. สลับกัน ที่ดินที่โจทก์ได้รับซึ่งควรเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็นน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓ จึงกลายเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ของ น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๑๖ ปี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้ และดำเนินการให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อเปลี่ยนเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ เป็นโฉนดที่ดิน โดยชี้เขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงคัดค้านการรังวัด ต่อมาจำเลยที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้ว อาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินมีคำสั่งที่ ๓๒/๒๕๔๘ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ และให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปฟ้องศาลยุติธรรมภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนการนำชี้เขตและการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสาม เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ และเลขที่ ๓ และขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๐ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมต้นสักเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ และเลขที่ ๓ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งที่ ๓๒/๒๕๔๘ ที่สั่งให้ออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๓ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาล และเป็นผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่าซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาล จึงเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ และในการรังวัดขอออกโฉนด โจทก์มาระวังชี้แนวเขตและคัดค้านว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา และลงนามรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงแล้ว แต่โจทก์กลับมาโต้แย้งว่าครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒ ทั้งแปลง เมื่อทราบว่ามีการออก น.ส. ๓ ก. สลับแปลงกัน โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การออกโฉนดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้ออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ทั้งการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีว่า การออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงชอบด้วยกฎหมายและคำสั่งให้ออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และในส่วนของจำเลยที่ ๓ ก็ให้การต่อสู้คดีว่าเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาท เนื่องจากซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลนั้น ก็เป็นกรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและเพิกถอนคำสั่งให้ออกโฉนดแก่จำเลยที่ ๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลง และเพิกถอนการนำชี้เขตและการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมบูรณ์ ไชยชนะ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายสมเดช เหล่ากาวี ที่ ๒ และนายก๋วงเมี๋ยว แซ่เฉิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ ไชยชนะ
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2550
#272576
เปิดฉบับเต็ม

หากจำเลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบที่ จ. ภริยาของจำเลยหนีออกจากบ้านจึงเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ไว้เพื่อจะฆ่าตัวตาย แต่ผู้ตายและ อ. มาพบน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงนั้นและดื่มไปเองเสียก่อน จำเลยจึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายและ อ. ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จำเลยก็น่าจะใส่สารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ลงในเบียร์ที่จำเลยกำลังดื่มอยู่ในขณะนั้น และดื่มฆ่าตัวตายไปในทันที หรือเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงไว้เพียงที่เดียวมากกว่าการที่จำเลยใส่สารกำจัดแมลงลงในน้ำอัดลม ซึ่งตามคำให้การชั้นสอบของจำเลยก็ได้ความว่าจำเลยให้ผู้ตาย อ. ว. กับเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามที่มาเล่นวีดีโอเกมส์อยู่ด้วยกันนำเงินไปซื้อน้ำอัดลมมา 4 กระป๋อง แล้วจำเลยบอกให้นำน้ำอัดลมไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อน เมื่อแช่น้ำอัดลมไว้ในตู้เย็นแล้ว พวกเด็กๆ พากันไปเล่นวีดีโอเกมส์ต่อ ต่อมาจำเลยจึงให้ อ. ไปซื้อสารกำจัดแมลงมา 1 ขวด แล้วจำเลยแอบเอาน้ำอัดลมที่แช่ไว้ดังกล่าวมารินใส่แก้ว 3 ใบ แล้วเทสารกำจัดแมลงที่ อ. ไปซื้อมาใส่ลงในแก้วน้ำอัดลมเหล่านั้น จากนั้นจำเลยเรียกผู้ตาย อ. และ ว. ให้ลงจากบนบ้านมาดื่มน้ำอัดลม ส่วนเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามจำเลยให้กลับบ้านไป จำเลยได้ยื่นแก้วน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงให้ผู้ตาย อ. และ ว. ดื่มคนละแก้ว ผู้ตายดื่มจนหมดแก้ว อ. ดื่มไปครึ่งแก้ว ส่วน ว. ดื่มไปเพียงเล็กน้อย จำเลยให้การดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนทันทีที่ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุยังไม่ทันได้คิดเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า แต่เนื่องจากจำเลยมีอาชีพเกษตรกรรมและเคยให้ อ. ไปซื้อสารกำจัดแมลงมาเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมของจำเลยตามปกติโดยยังมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายและ อ. รวมทั้งฆ่าตัวตายในขณะนั้น แต่เนื่องจากจำเลยและ ท. ได้ร่วมกันดื่มเบียร์หมดไปหลายขวดอาจเกิดการมึนเมา รวมทั้งเกิดความกลัดกลุ้มและเสียใจประกอบกับความเครียดที่ จ. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทิ้งจำเลยและบุตรไปทำงานที่กรุงเทพมหานครโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยทราบก่อน จำเลยจึงคิดฆ่าตัวตายพร้อมๆ กับผู้ตายและ อ. เพื่อเป็นการประชด จ. จึงได้นำสารกำจัดแมลงใส่ในน้ำอัดลมให้ผู้ตายและ อ. ดื่มอันเป็นอารมณ์ชั่ววูบซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะนั้นก็อาจเป็นได้ จึงยังไม่พอให้ฟังว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายและ อ. โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเนื่องจากจำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการให้ผู้ตาย อ. และจำเลยถึงแก่ความตายพร้อมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 33, 80, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 289 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิตฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้วจึงไม่สามารถนำโทษอื่นมารวมเข้ากับโทษดังกล่าวได้ ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 390 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใส่สารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ลงในน้ำอัดลม ต่อมาเด็กชายสุทัศน์ อังคะสี ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ สุการะกิจ ดื่มน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงดังกล่าว เป็นเหตุใหผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานชันสูตรพลิกศพ และเด็กชายเอกพงศ์ได้รับอันตรายแก่กายตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กหญิงวารุณี สุการะกิจ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า หากจำเลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบที่นางทองจันทร์ สุการะกิจ ภริยาของจำเลยหนีออกจากบ้าน จึงเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ไว้เพื่อจะฆ่าตัวตาย แต่ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์มาพบน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงนั้นและดื่มไปเองเสียก่อน จำเลยจึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จำเลยก็น่าจะใส่สารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ลงในเบียร์ที่จำเลยกำลังดื่มอยู่ในขณะนั้นและดื่มฆ่าตัวตายไปทันที หรือเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงไว้เพียงที่เดียวมากกว่า การที่จำเลยใส่สารกำจัดแมลงลงในน้ำอัดลม ซึ่งตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย ก็ได้ความว่า จำเลยให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์ เด็กหญิงวารุณี กับเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามที่มาเล่นวีดีโอเกมส์อยู่ด้วยกันนำเงินไปซื้อน้ำอัดลมมา 4 กระป๋อง แล้วจำเลยบอกให้นำน้ำอัดลมนั้นไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อนเมื่อแช่น้ำอัดลมไว้ในตู้เย็นแล้วพวกเด็กๆ พากันไปเล่นวีดีโอเกมส์ต่อ ต่อมาจำเลยจึงให้เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อสารกำจัดแมลงมา 1 ขวด แล้วจำเลยแอบเอาน้ำอัดลมที่แช่ไว้ดังกล่าวมารินใส่แก้ว 3 ใบ แล้วเทสารกำจัดแมลงที่เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อมาใส่ลงในแก้วน้ำอัดลมเหล่านั้น จากนั้นจำเลยเรียกผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และเด็กหญิงวารุณีให้ลงจากบนบ้านมาดื่มน้ำอัดลม ส่วนเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามจำเลยให้กลับบ้านไปจำเลยได้ยื่นแก้วน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และเด็กหญิงวารุณีดื่มคนละแก้ว ผู้ตายดื่มจนหมดแก้ว เด็กชายเอกพงศ์ดื่มไปครึ่งแก้ว ส่วนเด็กหญิงวารุณีดื่มไปเพียงเล็กน้อย จำเลยให้การดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนทันทีที่ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุ ยังไม่ทันได้คิดเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า แต่เนื่องจากจำเลยมีอาชีพเกษตรกรรมและเคยให้เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อสารกำจัดแมลงมาใช้กับต้นพืชของจำเลยเป็นประจำ ดังนั้น จำเลยจึงอาจให้บุตรของจำเลยไปซื้อน้ำอัดลมมาเพื่อดื่มและซื้อสารกำจัดแมลงมาเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมของจำเลยตามปกติ โดยยังมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์รวมทั้งฆ่าตัวตายในขณะนั้น แต่เนื่องจากจำเลยและนายทาได้ร่วมกันดื่มเบียร์หมดไปหลายขวดอาจเกิดการทึนเมารวมทั้งเกิดความกลัดกลุ้มและเสียใจประกอบกับความเครียดที่นางทองจันทร์ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทิ้งจำเลยและบุตรไปทำงานที่กรุงเทพมหานครโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยทราบก่อน จำเลยจึงคิดฆ่าตัวตายพร้อมๆ กับผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์เพื่อเป็นการประชดนางทองจันทร์ จึงได้นำสารกำจัดแมลงใส่ในน้ำอัดลมให้ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ดื่มอันเป็นอารมณ์ชั่ววูบซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะนั้นก็อาจเป็นได้ จึงยังไม่พอให้ฟังว่า จำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเนื่องจากจำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และจำเลยถึงแก่ความตายพร้อมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90 ม. 288 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายไชยยศ สุการะกิจ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 6/2550
#415684
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๐

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดลำปาง

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลำปางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๙ นางทับ ทิศรีชัย โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ ที่ ๑ นายปิยะ พินิจผล ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดลำปาง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๒๐/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๖๕๐ เลขที่ดิน ๕๙๕ ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๒ งาน ๙๑ ตารางวา ระหว่างวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จนถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ โดยความรับผิดชอบดูแลควบคุมของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ ดำเนินการก่อสร้างดาดลำเหมืองตามโครงการก่อสร้างดาดลำเหมืองพร้อมวางท่อ (หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๕) ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง โดยก่อสร้างดาดลำเหมืองมีความสูงประมาณ ๑ เมตร ซึ่งสูงเกินกว่าระดับถนนและที่ดินของโจทก์มากและไม่มีสะพานข้ามลำเหมือง ขวางกั้นปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์และเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียง ทำให้ได้รับความลำบากในการสัญจร ขนส่ง และเดินทางเข้าออกที่ดินเพื่อเก็บเกี่ยวขนย้ายพืชไร่ทางการเกษตร ทั้งการก่อสร้างดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๒๐ ตารางวา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นไปด้วยความประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองอาจใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ และให้รื้อถอนดาดลำเหมืองดังกล่าวในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดดังกล่าวเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก้ไขปรับปรุงสร้างสะพานข้ามดาดลำเหมืองเปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ และดำเนินการรื้อถอนดาดลำเหมืองในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การดำเนินการก่อสร้างดาดลำเหมืองเป็นโครงการของจำเลยที่ ๑ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำและระบบขนส่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่รับผิดชอบ ก่อนที่จะก่อสร้างจำเลยทั้งสองจัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ดาดลำเหมืองจะพาดผ่าน และแจ้งให้เจ้าของที่ดินที่ดาดลำเหมืองผ่านทราบว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินโดยการสละที่ดินเป็นหนังสือ ต่อมากลุ่มผู้ใช้น้ำและเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินมีหนังสือยินยอมไว้เป็นหลักฐาน โจทก์มอบหมายให้นายมงคล คำปิ๋ว ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสองดำเนินการก่อสร้างดาดลำเหมืองตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายจนแล้วเสร็จ โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านหรือกล่าวอ้างแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ก่อสร้างดาดลำเหมือง ต่อมาจำเลยทั้งสองจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงผลกระทบและความเดือดร้อนที่ได้รับจากโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมและร่วมกันแสดงความคิดเห็น นายสิน ทิศรีชัย สามีโจทก์เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ความยินยอมและสมัครใจให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน และขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขปัญหาทางเข้าออกเนื่องจากดาดลำเหมืองสูง จำเลยทั้งสองจึงดำเนินการแก้ไขตามมติที่ประชุมวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ โดยเปิดลำเหมืองเป็นทางสำหรับประชาชนเข้าออกเพื่อขนผลิตผลการเกษตรจำนวน ๒ จุดคือ ที่บริเวณกลางเหมืองและหัวเหมืองและดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและความเดือดร้อนตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำนวน ๒๐ ตารางวา เนื่องจากที่ดินที่ดาดลำเหมืองผ่านเป็นที่สาธารณะมีลักษณะเป็นลำเหมืองเก่า และอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง การดำเนินการก่อสร้าง จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ การก่อสร้างดาดลำเหมืองรุกล้ำที่ดินของโจทก์และโจทก์มีแนวเขตจำนวนเท่าใดยังเป็นปัญหาที่จะต้องมีการรังวัดแนวเขตอย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้มีการรังวัดแนวเขตกันแต่อย่างใด อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องว่ากล่าวกันอีกชั้นหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

อนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โจทก์เป็นผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลยขอให้รับผิดร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำอื่นใดโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ในทางปกครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดลำปางเห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำทางบก อันเป็นการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ การที่จำเลยทั้งสองดำเนินการตามโครงการพิพาทด้วยการสร้างดาดลำเหมืองเพื่อประโยชน์แก่การเกษตร การอุปโภค การป้องกันอุทกภัย ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวในการจัดระบบบริการสาธารณะ ดังนั้น เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างดาดลำเหมืองซึ่งสูงกว่าระดับถนนและที่ดินของโจทก์ ไม่มีสะพานข้ามลำเหมืองและขวางกั้นปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์และที่ดินข้างเคียง ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย อีกทั้งการก่อสร้างดังกล่าวได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยทั้งสองโต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื่องจากที่ดินที่ดาดลำเหมืองผ่านเป็นที่สาธารณะมีลักษณะเป็นลำเหมืองเก่า และที่ดินดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองยังมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณะ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือให้จำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามคำขอ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ หรือที่ดินพิพาทเป็นลำเหมืองสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกันเพียงใด และต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๙ และที่ ๑๑/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นราษฎรยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๖๕๐ เลขที่ดิน ๕๙๕ ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง อันเนื่องมาจากการก่อสร้างดาดลำเหมืองเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดทำระบบขนส่งน้ำเพื่อการเกษตรตามโครงการก่อสร้างดาดลำเหมือง ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างดาดลำเหมืองสูงเกินกว่าระดับถนนและที่ดินของโจทก์มาก และขวางกั้นปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์และเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียง ทำให้ได้รับความลำบากในการสัญจร ขนส่ง และเดินทางเข้าออกที่ดิน และการก่อสร้างดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย แก้ไขปรับปรุงสร้างสะพานข้ามดาดลำเหมือง เปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ และดำเนินการรื้อถอนดาดลำเหมืองในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า การก่อสร้างดาดลำเหมืองได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินที่ดาดลำเหมืองผ่าน นายมงคล คำปิ๋ว ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านหรือกล่าวอ้างแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ก่อสร้างดาดลำเหมืองตั้งแต่ก่อนก่อสร้างจนกระทั่งการก่อสร้างแล้วเสร็จ และหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จมีการประชุมร่วมกันเพื่อรับฟังความคิดเห็น สามีโจทก์ยังคงให้ความยินยอมและสมัครใจให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขปัญหาทางเข้าออกเนื่องจากดาดลำเหมืองสูงซึ่งจำเลยทั้งสองดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เนื่องจากที่ดินที่ดาดลำเหมืองผ่านเป็นที่สาธารณะ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นลำเหมืองสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ดังนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางทับ ทิศรีชัย โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ ที่ ๑ นายปิยะ พินิจผล ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทับ ทิศรีชัย
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโจ้ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ