คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 36 -ที่ 37/2550
#271836
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าพิพาทให้แก่จำเลยร่วมแล้ว จำเลยร่วมย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งยกเลิกการอนุญาตการโอนนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สิทธิที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมมีอยู่ต่อกันตามสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าเสียไป เพราะเหตุว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทยังไม่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง และยังคงถือว่าจำเลยร่วมเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี หากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ได้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปหัวสิงโตประดิษฐ์ ซึ่งการจดทะเบียนที่เมืองฮ่องกง โจทก์เป็นรายแรกที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์กับสินค้าบุหรี่หลังจากที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เมืองฮ่องกงแล้ว แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ถูกเพิกถอนก็เป็นแต่เพียงจำเลยที่ 1 ขาดจากการเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยนิตินัย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังคงใช้เครื่องหมายการค้าต่อมาในภายหลัง จำเลยที่ 1 ก็อาจเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยพฤตินัยเนื่องจากการใช้ได้

จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ในการจำหน่ายสินค้าบุหรี่ โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่ดังกล่าวของโจทก์ ย่อมไม่อาจทำให้โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารดังกล่าวในประเทศไทยมีสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะขาดการต่อทะเบียนเครื่องหมายการค้า และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายฮ่องกง จำเลยที่ 2 เป็นกรมมีฐานะเป็นนิติบุคคลในกระทรวงพาณิชย์ มีจำเลยที่ 3 เป็นอธิบดีและทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ประกอบกิจการผลิต จำหน่าย และส่งออกสินค้าบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ เป็นต้น ตั้งแต่ปี 2496 ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า FREE (อ่านว่า ฟรี แปลว่า อิสระ เสรี เป็นต้น) และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET (อ่านว่า เจ็ท หรือ เจท หรือเจ็ต แปลว่า ก๊าซที่พ่นออกมาเป็นลำ สิ่งที่พุ่งออกมาเป็นลำ หัวท่อก๊าซ เครื่องยนต์เจ็ต เครื่องบินเจ็ต เป็นต้น) และเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ โดยใช้กับและเกี่ยวเนื่องกับสินค้าบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบของโจทก์มานานกว่า 10 ปี จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชนทั่วโลก โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้แล้วกว่า 70 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยโดยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ที่มีคำบรรยายว่า MADE FROM A SPECIAL BLEND OF THE FINEST VIRGINIA TOBACCOS (แปลว่าทำจากส่วนผสมพิเศษของยาสูบเวอร์จิเนียที่ดีที่สุด) และคำว่า SPECIAL BLEND (แปลว่าส่วนผสมพิเศษ) อยู่เหนือรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ และคำว่า CIGARETTES (แปลว่า บุหรี่) อยู่ใต้คำว่า JET เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 34 รายการสินค้าบุหรี่ ซิการ์ ซิการ์ชนิดเล็กบาง ยาสูบ ที่เขี่ยบุหรี่ ไม้ขีดไฟ ไฟแช็ก ตามคำขอเลขที่ 286883 หลังจากที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริตได้ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีคำวินิจฉัยให้ระงับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะจำเลยที่ 3 ได้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้อง เพราะมิได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แต่อย่างใด ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 เรื่องการขาดต่อทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับฟังได้ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ โจทก์ไม่ใช่ตัวแทนในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่ของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET, เครื่องหมายการค้ารูปหัวสิงโตประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ ดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1090/2544 ให้จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 286883 ของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ เมื่อปี 2526 นางเท้ง บุญมา กรรมการของจำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นที่เมืองฮ่องกงเพื่อดำเนินธุรกิจค้าบุหรี่ และได้ร่วมกับนายเยียง ทิม ฮิง ผู้ร่วมก่อการบริษัทจำเลยที่ 1 จัดทำเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ขึ้นตามแนวความคิดของนายเท้ง บุญมา มีการว่าจ้างให้นายแฟรงกี้ เลียง ศิลปินชาวฮ่องกงเป็นผู้ออกแบบเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หลังจากนั้นนายเยียง ทิม ฮิง ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่เมืองฮ่องกง สำหรับสินค้าจำพวก 34 รายการสินค้าบุหรี่ ซิกาแรต อุปกรณ์การสูบบุหรี่ ต่อมานายเยียง ทิม ฮิง ได้โอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2528 ทะเบียนเลขที่ 96520 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 45 (จำพวกเก่า) รายการสินค้า บุหรี่ ซิกาแรต ในการประกอบธุรกิจบุหรี่ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีโรงงานผลิตบุหรี่เอง จำเลยที่ 1 จึงว่าจ้างบริษัทผลิตบุรี่ทำการผลิตบุหรี่ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษาโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่1 เคยว่าจ้างบริษัทฟิลิป มอริสเอเชีย จำกัด เป็นผู้ผลิตบุหรี่ให้กับจำเลยที่ 1 ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2526 ถึง 2527 ภายหลังนายธีระศักดิ์ ไพโรจน์สถาพร ผู้จัดการฝ่ายตลอดของสหกรณ์ผู้ผลิตใบยาสูบไทย จำกัด ได้แนะนำโรงงานบุหรี่ในแถบเอเชียตะหวันออกเฉียงใต้รวมถึงโรงงานของโจทก์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของสหกรณ์ผู้ผลิตใบยาสูบไทย จำกัด ให้นายเท้ง พิจารณา จำเลยที่ 1 จึงติดต่อโจทก์เพื่อว่าจ้างให้ผลิตบุหรี่ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 โดยมีนายธีระศักดิ์เป็นผู้ประสานงาน ก่อนหน้าที่โจทก์จะรู้จักกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยผลิตบุหรี่ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์มาก่อน โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของหรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อน จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียในนามของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งสิทธิในความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทำการผลิตสินค้าบุหรี่ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ และรูปแบบซองบุหรี่ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดตั้งแต่ปลายปี 2527 เป็นต้นมา เพื่อออกจำหน่ายในประเทศแถบอินโดจีนเป็นหลัก โดยจำเลยที่ 1 มีแผนการตลาดเข้ามายังประเทศไทยเพื่อส่งผ่านไปยังประเทศต่าง ๆ อีกทอดหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในปลายปี 2538 โจทก์ได้ผิดข้อตกลงโดยการเปลี่ยนรูปแบบของสินค้าบุหรี่ที่เคยผลิตให้แก่จำเลยที่ 1 ตามปกติ ด้วยการเพิ่มข้อความที่ซองบุหรี่ว่า "made under the authority of Wilson Tobacco Company, London, English" โดยมิได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้า จำเลยที่ 1 ได้ว่ากล่าวโจทก์และโจทก์ได้ขอโทษพร้อมยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นโจทก์ยังทำผิดข้อตกลงอีกด้วยการแย่งจำหน่ายบุหรี่ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ในประเทศแถบอินโดจีนและพยายามโฆษณาว่าบุหรี่ดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ อีกทั้งโจทก์ยังได้แอบนำเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ โดยไม่มีสิทธิ จนถึงต้นปี 2539 โจทก์ไม่ยอมผลิตบุหรี่ให้กับจำเลยที่ 1 อีก แต่โจทก์กลับทำการผลิตบุหรี่ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว และส่งออกจำหน่ายในประเทศแถบอินโดจีนเอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสินค้าจำหน่ายอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ได้ไปติดต่อกับโรงงานผลิตบุหรี่ที่ประเทศมาเลเซียแต่ถูกโจทก์ขัดขวาง การที่โจทก์นำเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย ถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การที่จำเลยที่ 1 ขาดการต่ออายุเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามทะเบียนเลขที่ 96520 เนื่องจากสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้บริษัทอื่นผลิตบุหรี่และยังคงใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องมาโดยตลอด นายเท้ง บุญมา มีสัญชาติไทย ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและไม่ได้มีอำนาจบังคับบัญชาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามมติของกรรมการมิได้เกิดจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นประธานกรรมการแต่เพียงลำพังผู้เดียว และจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้แทนของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น การเพิกถอนคำวินิจฉัยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า มิใช่อำนาจของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมในการออกคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ เพราะเป็นอำนาจโดยเฉพาะของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 57/2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 1090/2544 เป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องและสุจริต โจทก์ทราบเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แต่ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์นำเครื่องหมายการค้าที่เป็นของจำเลยที่ 1 ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสิงโตประดิษฐ์ หรือเครื่องหมายการค้าที่มีรูปหัวสิงโตเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายไว้ก่อนจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายสมบัท โคว ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้นายสมบัท โคว เข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ คำขอเลขที่ 286883 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ระงับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ 96520 ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2528 แต่ขาดการต่อทะเบียนเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 จึงยื่นขอจดทะเบียนใหม่เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2538 เป็นคำขอเลขที่ 288692 สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 286883 ทะเบียนเลขที่ 96520 และคำขอเลขที่ 288692 เป็นอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ในลักษณะเช่นเดียวกัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าจำเลยร่วมเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยร่วมยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 288692 ให้แก่จำเลยร่วมตามสัญญาฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 จำเลยร่วมจึงถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีนี้ โจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 8 กันยายน 2546 ขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยร่วมออกจากสารบบความเนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งยกเลิกการอนุญาตการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 อนุญาตให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และยกคำร้องของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนการโอนของจำเลยร่วมด้วยเหตุไม่มีโนตารีปับลิกรับรอง นอกจากนั้นคู่ความยังโต้เถียงกันอยู่ว่าคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบหรือไม่ การเพิกถอนการโอนดังกล่าวยังไม่เสร็จเด็ดขาดประกอบกับจำเลยร่วมได้เตรียมพยานมาพร้อมที่จะสืบแล้ว จึงให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอให้แสดงว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 288692 ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว จำเลยร่วมย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งคดีนี้ เพราะปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ประการหนึ่งคือ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์หรือไม่ สำหรับการที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งยกเลิกการอนุญาตการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สิทธิที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมมีอยู่ต่อกันตามสัญญาโอนเครื่องหมายการค้านั้นเสียไป เพราะเหตุว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 288692 ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าการโอนหรือการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับต่อกันได้และยังคงถือว่าจำเลยร่วมเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายโดยตรงในผลแห่งคดีนี้ เพราะหากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยร่วมก็ได้รับประโยชน์ด้วย จำเลยร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ได้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 298249 ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิที่จะโอนให้แก่จำเลยร่วม ถือเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญ มีผลให้สัญญาโอนตกเป็นโมฆะก็ดี จำเลยที่ 1 ถูกศาลสูงแห่งเมืองฮ่องกงมีคำสั่งให้เลิกกิจการและให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 แล้ว กรรมการหรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงดำเนินกิจการหรือทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อีกต่อไปไม่ได้ก็ดี ล้วนเป็นข้อที่โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นเป็นที่ยุติแล้วหรือไม่ ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายของเมืองฮ่องกงในเรื่องดังกล่าวมีอยู่เช่นใด จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนอุทธรณ์อื่น ๆ ของโจทก์ในประเด็นนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลในประเด็นนี้เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้นายสมบัท โคว เข้าเป็นจำเลยร่วม และยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งในทำนองว่า พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิดีกว่า และการรับฟังพยานปากนายเยียง ทิม ฮิง ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 113 เพราะพยานเบิกความด้วยการอ่านข้อความที่จัดเตรียมมา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและไม่ใช่พยานผู้เชี่ยวชาญ เห็นว่า ในบันทึกคำเบิกความของนายเยียง ทิม ฮิง ลงวันที่ 23 กันยายน 2546 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้บันทึกไว้ว่า "ทนายโจทก์คัดค้านว่า พยานเบิกความตามเอกสารภาษาจีนที่วางไว้ตรงหน้าพยาน ซึ่งทนายโจทก์เพิ่งสังเกตเห็น เป็นเอกสารรวม 4 แผ่น ซึ่งศาลเรียกจากพยานให้นำมารวมไว้ในสำนวนท้ายคำเบิกความพยานปากนี้ ทนายจำเลยร่วมถามว่า เอกสารที่วางตรงหน้าพยานที่ศาลเรียกมารวมสำนวนนั้น พยานได้เปิดอ่านดูขณะเบิกความหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้เปิดดู แต่เบิกความจากความทรงจำ" ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ชัดแจ้งว่านายเยียง ทิม ฮิง ได้เบิกความด้วยการอ่านจากเอกสารจริงหรือไม่ ทั้งปรากฏว่าทนายโจทก์คัดค้านหลังจากที่มีการบันทึกคำพยานปากนี้ไปเป็นจำนวนมากแล้ว ประกอบกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งให้นำเอกสารดังกล่าวรวมไว้ในสำนวนและให้นายเยียง ทิม ฮิง เบิกความต่อไป โดยทนายโจทก์มีโอกาสถามค้านพยานปากนี้อย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะเกิดความเสียเปรียบในเชิงคดีต่อฝ่ายโจทก์ นอกจากนั้นในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 28 ยังมีบทบัญญัติให้พยานเบิกความโดยดูจากบันทึกทบทวนความจำได้โดยได้รับอนุญาตจากศาล และให้ศาลรวมบันทึกดังกล่าวในสำนวน ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณารับฟังคำเบิกความของนายเยียง ทิม ฮิง จึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

สำหรับปัญหาเรื่องโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปหัวสิงโตประดิษฐ์ ซึ่งจดทะเบียนที่เมืองฮ่องกงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2526 ตามหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.11 ส่วนโจทก์มีนางสาวซินทา สุนาดี เบิกความว่า โจทก์เป็นรายแรกที่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์กับสินค้าบุหรี่เมื่อปี 2527 จึงเป็นเวลาหลังจากที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เมืองฮ่องกงข้างต้นแล้ว แม้จะมีข้อเท็จจริงต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกเพิกถอนตามหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.25 และ จ.26 แต่ก็คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ขาดจากการเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยนิตินัย แต่เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ยังคงใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อมาในภายหลัง จำเลยที่ 1 ก็อาจเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยพฤตินัยเนื่องจากการใช้ได้ จึงต้องพิจารณาต่อไปในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์กับสินค้าบุหรี่เพราะจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีพยานมาเบิกความจำนวน 3 ปาก คือ นายปรีดา สนธิเศวต นางสาวซินทา สุนาดี และนางสาวซง ทง เม้ง ซูซาน นายปรีดาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ที่พยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่นั้นเป็นการได้รับคำบอกเล่ามา ส่วนนางสาวซง ทง เม้ง ซูซาน เบิกความว่า พยานทำงานเป็นเลขานุการที่บริษัทยูนิโก้ เทรดดิ้ง พีทีอี จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่ และเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวให้โจทก์ บริษัทยูนิโก้ เทรดดิ้ง พีทีอี จำกัด แต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวเพื่อขายผลิตภัณฑ์บุหรี่ที่ผลิตโดยโจทก์ในบางประเทศ ตามหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.36 และ จ.37 แต่เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า พยานทำหน้าที่ช่วยผู้อำนวยการเรื่องต่าง ๆ และดูแลธุรการ เริ่มทำงานในปี ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) หนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.36 และ จ.37 เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นก่อนพยานเข้าทำงานพยานจึงไม่ทราบ ส่วนใหญ่พยานติดต่อกับโจทก์เรื่องการจองห้องพักโรงแรม พยานไม่เคยติดต่อกับจำเลยที่ 1 โดยตรง พยานโจทก์ทั้ง 2 ปากดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าและมีน้ำหนักน้อย สำหรับนางสาวซินทา สุนาดี เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่โดยอ้างหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.36 และ จ.37 ประกอบกับคำให้การของนายธีระศักดิ์ ไพโรจน์สถาพร เอกสารหมาย จ.38 ถึง จ.40 ซึ่งฝ่ายจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมมีนางเนลลี่ โคว เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อให้โจทก์ผลิตสินค้าบุหรี่ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่ โดยอ้างเทเล็กซ์ติดต่อเรื่องรสชาติของบุหรี่พร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.20 และ ล.21 เทเล็กซ์ติดต่อเรื่องการพิมพ์เครื่องหมายการค้าบนกล่องและแท่นพิมพ์พร้อมคำแปล เอกสารหมายเลข ล.3 ถึง ล.9 เทเล็กซ์ติดต่อเรื่องที่โจทก์ขอหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.13 ล.14 และ ล.42 เทเล็กซ์เรื่องแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.14/2 เทเล็กซ์เรื่องการชำระค่าเสียหายกรณีพิมพ์ข้อความอื่นพร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.19 และเทเล็กซ์การติดต่อโดยตรงกับโจทก์พร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.16 ถึง ล.18 นอกจากนี้ฝ่ายจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมยังมีนายธีระศักดิ์มาเบิกควายืนยันว่า พยานเป็นผู้ติดต่อแนะนำโจทก์ให้แก่นายเท้ง บุญมา กรรมการของจำเลยที่ 1 เห็นว่า หนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.36 และ จ.37 เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่ซึ่งฝ่ายจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมโต้แย้งว่าเป็นหลักฐานที่โจทก์กับบริษัทยูนิโก้ เทรดดิ้ง พีทีอี จำกัด จัดทำขึ้นเองเพื่อประโยชน์ทางการเงิน ส่วนคำให้การของนายธีระศักดิ์ตามหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.39 ข้อ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในการจำหน่ายบุหรี่ JET ของโจทก์นั้น นายธีระศักดิ์ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามถ้านอธิบายว่า พยานได้ให้การในเวลาต่อมาตามข้อความในหนังสือพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.40 ข้อ 3 ว่า ตามที่พยานได้ให้การไว้ในข้อ 4 นั้น คำว่า "Exclusive Agent" หมายความว่า โจทก์ในฐานะผู้ผลิตบุหรี่จะผลิตบุหรี่ JET ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีน้ำหนักน้อย ในขณะเดียวกัน นางสาวซินทา สุนาดี พยานโจทก์ เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า การจำหน่ายสินค้าบุหรี่ครั้งแรกที่เมืองฮ่องกงนั้น พยานได้รับแจ้งว่าเป็นการจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 พยานทราบในภายหลังว่า หลังจากวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) จำเลยที่ 1 กับบริษัทฟิลิปมอริส อินคอร์ปอเรเต็ด ทำธุรกิจบุหรี่ร่วมกัน เทเล็กซ์พร้อมคำแปล เอกสารหมาย ล.16 ในส่วนที่เกี่ยวกับปี ค.ศ.1984 ถึง ค.ศ.1994 (พ.ศ.2527 ถึง 2537) นั้น จำเลยที่ 1 จะสั่งซื้อบุหรี่จากโจทก์โดยตรง พยานไม่ได้ร่วมประชุมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปี ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) โจทก์เคยชำระค่าเสียหาย 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม และทำให้พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้เช่นนี้ คดีย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ในการจำหน่ายสินค้าบุหรี่ แต่ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทำให้โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยตามคำขอเลขที่ 286883 มีสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะขาดการต่อทะเบียนเครื่องหมายการค้า และปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยก็ตาม สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของโจทก์นั้นเป็นอุทธรณ์โต้แย้งพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยเพื่อคัดค้านการรับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ แต่เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า JET และรูปหัวสิงโตประดิษฐ์ดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้เช่นนี้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่น ๆ ดังกล่าวอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น. วี. สุมาตรา โทแบ็คโก เทรดดิ้ง ค้มปานี
จำเลย — บริษัทไทยบุญรุ่ง จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — นายสมบัท โคว
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 37/2550
#415714
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๗/๒๕๕๐

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงขอนแก่นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส แอนด์ ที เคเบิลเน็ทเวิร์ค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแขวงขอนแก่น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๐๒/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ จำเลยโดยสำนักงานการสื่อสารโทรคมนาคมเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้รับมอบอำนาจ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เทพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ของสถานีทวนสัญญาณ ๖ สถานี ได้แก่ สถานีทวนสัญญาณปักธงชัย สีคิ้ว บัวใหญ่ สีดา วังน้ำเขียว และห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา รวมเป็นค่าจ้าง ๖๙๖,๕๗๐ บาท กำหนดส่งมอบงานในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ๑๒๐ วัน ในระหว่างดำเนินการปรากฏว่า โจทก์ไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานในสถานีทวนสัญญาณบัวใหญ่ ปักธงชัย และสีคิ้วได้ เนื่องจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ได้ตามสัญญาเพราะการก่อสร้างเสา Self Support ที่อยู่ในหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยยังไม่แล้วเสร็จ โจทก์โต้แย้งจำเลยหลายครั้งและขอขยายระยะเวลาจ้างตลอดจนขอหยุดการเทพื้นคอนกรีต ซึ่งจำเลยอนุญาตให้โจทก์หยุดดำเนินการเทพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์สถานีทวนสัญญาณ ๓ แห่งดังกล่าว หลังจากครบกำหนดในสัญญา ในระหว่างนั้นจำเลยทำผิดสัญญาขอปรับลดราคาค่าจ้างตามสัญญาเป็นจำนวนเงิน ๖๘,๐๗๘.๔๓ บาท โดยอ้างว่าเนื้องานของจำเลยเองทับซ้อนกับงานของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ จำเลยส่งมอบพื้นที่ตามสัญญาในสถานีทั้งสามแห่งดังกล่าวให้โจทก์เข้าใช้พื้นที่ โจทก์ขอเลื่อนวันเข้าดำเนินการเพราะอยู่ระหว่างหน้าฝนซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามธรรมชาติ จำเลยมีคำสั่งอนุญาตโดยให้ดำเนินการตามสัญญาได้ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ แต่เมื่อโจทก์เข้าดำเนินการปรากฏว่า พื้นที่สถานีทวนสัญญาณสีคิ้วที่จำเลยส่งมอบอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์พอที่โจทก์จะดำเนินการได้ ทำให้โจทก์เสียเวลา และส่งมอบงานให้แก่จำเลยได้ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งกรรมการตรวจสอบงานของจำเลยได้ตรวจสอบงานที่รับมอบเรียบร้อยแล้วเห็นว่างานของโจทก์ดำเนินไปถูกต้องตามสัญญา แต่เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ จำเลยได้แจ้งสงวนสิทธิการเรียกเบี้ยปรับตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยทบทวนการเรียกเบี้ยปรับโดยเห็นว่าเบี้ยปรับที่จำเลยเรียกนั้นสูงเกินส่วน ประกอบกับการบริหารจัดการของจำเลยมีความบกพร่อง มีการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า มีการโต้แย้งเรื่องการปรับลดเนื้องานนอกเหนือจากสัญญาจ้าง แต่จำเลยยังคงยืนยันการเรียกเบี้ยปรับ และเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๐ จำเลยได้จ่ายค่าจ้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๐๔,๙๖๘.๑๖ บาท โดยปรับโจทก์เป็นเงิน ๑๑๘,๗๕๗.๙๒ บาท และปรับลดเนื้องานผู้รับจ้างเป็นเงิน ๖๘,๐๗๘.๔๓ บาท รวมเป็นค่าปรับทั้งสิ้น ๑๘๖,๘๓๖.๓๕ บาท ทั้งที่โจทก์ยังโต้แย้งและไม่ยินยอมในการกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าว ซึ่งโจทก์เห็นว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง การที่จำเลยปรับโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา ๔๗๘ วัน และปรับลดราคางานและเนื้องานโดยโจทก์ไม่ให้ความยินยอมเป็นการไม่ถูกต้องตามสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะปรับเงินโจทก์ได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากความเสียหายโดยตรงซึ่งเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างแล้ว โจทก์ยังได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ทำให้การชำระหนี้ของโจทก์เป็นการพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษจำเลยได้นับตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์เป็นเวลา ๔๐๓ วัน เป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ้างคนงาน ค่าเช่าเครื่องมือ ค่าดำเนินการ และดอกเบี้ยธนาคาร ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๙๙,๖๗๖.๓๕ บาทพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาแต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเกินกว่ากำหนดในสัญญาเป็นเวลา ๗๖๙ วัน (นับแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙) แต่งานจ้างดังกล่าวของโจทก์ได้ขอขยายระยะเวลาส่งมอบงานและขอหยุดการก่อสร้างชั่วคราวเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๗ รวมระยะเวลา ๑๙ วัน และโจทก์อ้างว่าสถานีทวนสัญญาณบัวใหญ่ ปักธงชัย และสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยังก่อสร้างเสา TOWER ไม่แล้วเสร็จจึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาได้ รวมระยะเวลา ๔๙๗ วัน จำเลยไม่ได้นำมาคิดค่าปรับแต่อย่างใดโดยคิดค่าปรับเพียง ๒๗๒ วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๘,๗๕๗.๙๒ บาท ซึ่งจำเลยสามารถใช้สิทธิเรียกค่าปรับได้ตามสัญญาจ้างข้อ ๑๙ ทั้งสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขแบบปรับราคาได้ ดังนั้น การที่จำเลยปรับลดค่าเนื้องานเป็นเงิน ๖๘,๐๗๘.๔๓ บาท จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาและโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างคนงาน ค่าเช่าเครื่องมือ ค่าดำเนินการ และดอกเบี้ยธนาคาร เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาและการชำระหนี้มิได้เป็นการพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษจำเลยได้

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากจำเลยจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ ประกอบกับมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังคงให้จำเลยมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจนกว่าจะสิ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณซึ่งปัจจุบัน จำเลยยังคงสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณอยู่เนื่องจากกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองและเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการก่อสร้างพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และสิ่งก่อสร้างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสถานีทวนสัญญาณทั้ง ๖ แห่งดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสถานีทวนสัญญาณฯ แม้จะเป็นทรัพย์สินของจำเลย แต่จำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สิ่งก่อสร้างและสถานีทวนสัญญาณฯ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีบริการสาธารณะเป็นสัญญาทางปกครองและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงขอนแก่นเห็นว่า สัญญาจ้างทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ หลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ บังคับใช้แล้ว สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน เป็นการโต้แย้งระหว่างเอกชนกับเอกชน ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคดีดังกล่าวได้แก่ ศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นเห็นว่า คดีนี้เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมและให้บริการทางด้านโทรคมนาคม แม้ต่อมาได้แปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดโดยเปลี่ยนทุนของการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นหุ้นมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และรวมทั้งพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่โดยที่จำเลยยังคงมีวัตถุประสงค์ อำนาจ สิทธิและประโยชน์เช่นเดียวกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจ้างโจทก์ก่อสร้างพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ของสถานีทวนสัญญาณจำนวน ๖ แห่ง สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากโจทก์ (ผู้รับจ้าง) เห็นว่าจำเลย (ผู้ว่าจ้าง) ปรับโจทก์ด้วยอาศัยเหตุที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า การปรับดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา กรณีเป็นการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส แอนด์ ที เคเบิล เน็ทเวิร์ค โจทก์ และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย ตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างพื้นคอนกรีตสำหรับติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์สถานีทวนสัญญาณของจำเลยจำนวน ๖ สถานี ได้แก่ สถานีทวนสัญญาณปักธงชัยสีคิ้ว บัวใหญ่ สีดา วังน้ำเขียว และห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา รวมเป็นเงินค่าจ้าง ๖๙๖,๕๗๐ บาท กำหนดส่งมอบงานในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ๑๒๐ วัน ในระหว่างดำเนินการปรากฏว่า โจทก์ไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานในสถานีทวนสัญญาณบัวใหญ่ ปักธงชัย และสีคิ้ว เนื่องจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ได้ตามสัญญา โจทก์โต้แย้งจำเลยหลายครั้งและขอขยายระยะเวลาจ้าง ตลอดจนขอหยุดการเทพื้นคอนกรีตในสถานีทั้งสามแห่ง จำเลยอนุญาตหลังจากครบกำหนดตามสัญญา ในระหว่างนั้น จำเลยขอปรับลดราคาค่าจ้างโดยอ้างว่าเนื้องานของจำเลยทับซ้อนกับงานของโจทก์ ต่อมาเมื่อจำเลยส่งมอบพื้นที่ในสถานีทั้งสามแห่งให้โจทก์เข้าใช้พื้นที่ โจทก์ขอเลื่อนวันเข้าดำเนินการเพราะอยู่ระหว่างหน้าฝนซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามธรรมชาติ จำเลยอนุญาต แต่เมื่อโจทก์เข้าดำเนินการปรากฏว่า พื้นที่สถานีทวนสัญญาณสีคิ้วที่จำเลยส่งมอบอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์พอที่โจทก์จะดำเนินการได้ ทำให้โจทก์เสียเวลา โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ กรรมการตรวจรับงานของจำเลยรับมอบงานโดยเห็นว่างานของโจทก์ดำเนินไปถูกต้องตามสัญญา แต่เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ จำเลยได้แจ้งสงวนสิทธิการเรียกเบี้ยปรับตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยทบทวนการเรียกเบี้ยปรับโดยเห็นว่าเบี้ยปรับที่จำเลยเรียกนั้นสูงเกินส่วน ประกอบกับการบริหารจัดการของจำเลยมีความบกพร่อง มีการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า มีการโต้แย้งเรื่องการปรับลดเนื้องานนอกเหนือจากสัญญาจ้าง แต่จำเลยยังคงยืนยันการเรียกเบี้ยปรับ และเมื่อวันที่๕ มกราคม ๒๕๕๐ จำเลยได้จ่ายค่าจ้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๐๔,๙๖๘.๑๖ บาท โดยปรับโจทก์เป็นเงิน ๑๑๘,๗๕๗.๙๒ บาท และปรับลดเนื้องานผู้รับจ้างเป็นเงิน ๖๘,๐๗๘.๔๓ บาท รวมเป็นค่าปรับ ๑๘๖,๘๓๖.๓๕ บาท ทั้งที่โจทก์ยังโต้แย้งและไม่ยินยอมในการกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าว ซึ่งโจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง การที่จำเลยปรับโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา ๔๗๘ วัน และปรับลดราคางานและเนื้องานโดยโจทก์ไม่ให้ความยินยอมเป็นการไม่ถูกต้องตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิที่จะปรับเงินโจทก์ได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากความเสียหายโดยตรงซึ่งเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างแล้ว โจทก์ยังได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ทำให้การชำระหนี้ของโจทก์เป็นการพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษจำเลยได้นับตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์เป็นเวลา ๔๐๓ วัน เป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ้างคนงาน ค่าเช่าเครื่องมือ ค่าดำเนินการ และดอกเบี้ยธนาคาร ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๙๙,๖๗๖.๓๕ บาทพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเกินกว่ากำหนดในสัญญา จำเลยสามารถใช้สิทธิเรียกค่าปรับได้ตามสัญญาและสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขแบบปรับราคาได้ การที่จำเลยปรับลดค่าเนื้องานเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาและโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างคนงาน ค่าเช่าเครื่องมือ ค่าดำเนินการ และดอกเบี้ยธนาคาร เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาและการชำระหนี้มิได้เป็นการพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษจำเลยได้ ดังนั้น กรณีจึงเป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยผูกพันเป็นคู่สัญญาจ้างดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย สาระสำคัญของข้อโต้แย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญา จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ จำเลยมีสถานะเป็นบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัด เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ โดยการเปลี่ยนทุนของการสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นทุนของบริษัทที่รัฐถือหุ้นทั้งหมดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้โดยผลของกฎหมายทำให้จำเลยมีสถานะเป็นบริษัทมหาชน แต่จำเลยยังคงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหนึ่งตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดิมที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและให้บริการทางด้านโทรคมนาคม จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองและมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างพื้นคอนกรีตระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นไปเพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่จำเป็นสำหรับการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ของสถานีทวนสัญญาณซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมของรัฐ สัญญาจ้างก่อสร้างพื้นคอนกรีตดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และเมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้เงินจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง หุ้นส่วนจำกัด เอส แอนด์ ที เคเบิลเน็ทเวิร์ค โจทก์ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส แอนด์ ที เคเบิล เน็ทเวิร์ค
จำเลย — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2550
#415716
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๖/๒๕๕๐

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ นางชลิดา ศาสตระรุจิ โจทก์ ยื่นฟ้องกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล ที่ ๑ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี ที่ ๒ กรมบังคับคดี ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.๑๓๗๙/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ทำการประมูลขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๗๐๕ เลขที่ ๕๘๒๗๓ และเลขที่ ๑๖๗๓๘๑ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งถูกยึดในคดีที่โจทก์เป็นจำเลยคนหนึ่งในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขแดงที่ ย.๖๘๕/๒๕๔๕ และออกหนังสือระงับจำนองและขายให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อ แล้วนำไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ การประมูลและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีไว้เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่ทำการประมูลและจำเลยที่ ๒ ได้รับหมายแจ้งให้ระงับการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการประมูลโดยฝ่าฝืนคำสั่งของศาลจังหวัดนนทบุรีและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๖ เนื่องจากเป็นการขายทอดตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งราคาที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคาจริงของทรัพย์มาก จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและจงใจทำผิดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขแดงที่ ย.๖๘๕/๒๕๔๕ นับแต่การประมูลขายทรัพย์ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ เพิกถอนหนังสือระงับจำนองและการขายทรัพย์ทอดตลาด เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมระงับจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ และมีคำสั่งระงับหรือห้ามบังคับคดีทรัพย์สินอื่นของจำเลยในคดีดังกล่าวจนกว่าจะทำการบังคับคดีในทรัพย์จำนองแล้วเสร็จก่อน หากไม่พอชำระหนี้จึงมีสิทธิบังคับคดีทรัพย์สินอื่น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ดำเนินการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริตและปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่จำเลยที่ ๓ ประกาศและกำหนดทุกประการ โจทก์ยื่นคำร้องขอระงับการบังคับคดีเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยวิธีปิดหมาย และนำส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยมีผู้รับแทน จำเลยทั้งสามจึงทราบคำสั่งดังกล่าวภายหลังจากที่มีการซื้อขายทอดตลาดแล้ว การประมูลทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อคำสั่งของศาล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การร่วมกันว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของจำเลยที่ ๓ โดยสุจริต การรับทราบคำสั่งของศาลมีวิธีปฏิบัติด้วยการทำเป็นหนังสือราชการสื่อสารกัน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้แจ้งการยึดและราคาประเมินให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๒ มีหนังสือขออนุญาตขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์และศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว แต่ไม่มีผู้เข้าสู้ราคาจึงต้องงดการขาย ผู้แทนของโจทก์ได้มาดูแลการขายแต่ก็ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทราบว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรืองดการขายทอดตลาดไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการขายทอดตลาดครั้งที่ ๒ โดยไม่ทราบว่าศาลมีคำสั่งให้ระงับหรืองดการขายทอดตลาด จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ไม่มาดูแลการขายและไม่มีผู้ใดคัดค้านราคา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงตกลงขายให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ เพิ่งได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องของโจทก์ให้ระงับการขายทอดตลาดไว้เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ หลังจากการขายทอดตลาดมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว นอกจากนั้น โจทก์ได้ขอถอนคำร้องให้ระงับการขายทอดตลาดไว้และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดี ทั้งจำเลยที่ ๒ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากโจทก์ฟ้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยที่ ๒ ได้รับหมายแจ้งให้ระงับการขายทอดตลาดจากศาลแล้วยังคงกระทำการประมูลขายและจดทะเบียนโดยผิดต่อกฎหมายให้แก่จำเลยที่ ๑ และราคาที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคาจริงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า มูลคดีพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ประมูลขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์และโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ โดยฝ่าฝืนคำสั่งของศาลและผิดกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้เกี่ยวข้องในการบังคับคดีโดยตรงมีหน้าที่ต้องตรวจสำนวนเพื่อทราบความเคลื่อนไหวทางคดีและต้องทราบผลคำสั่งของศาล แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ตรวจสำนวนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต่อหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า อำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีแพ่งจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในภาค ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจึงมิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในทางปกครอง กรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบ เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอันเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดและเพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดดังกล่าวนั้น มาตรา ๓๐๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมที่พิจารณาคดีดังกล่าวเพื่อมีคำสั่งได้ คำฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครองตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๓ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ทำการประมูลขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๗๐๕ เลขที่ ๕๘๒๗๓ และเลขที่ ๑๖๗๓๘๑ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งถูกยึดในคดีที่โจทก์เป็นจำเลยคนหนึ่งในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขแดงที่ ย.๖๘๕/๒๕๔๕ และออกหนังสือระงับจำนองและขายให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อ แล้วนำไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ การประมูลและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีไว้เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่ทำการประมูลและจำเลยที่ ๒ ได้รับหมายแจ้งให้ระงับการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการประมูลโดยฝ่าฝืนคำสั่งของศาลจังหวัดนนทบุรีและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๖ เนื่องจากเป็นการขายทอดตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งราคาที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคาจริงของทรัพย์มาก จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและจงใจทำผิดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขแดงที่ ย.๖๘๕/๒๕๔๕ นับแต่การประมูลขายทรัพย์ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ เพิกถอนหนังสือระงับจำนองและการขายทรัพย์ทอดตลาด เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมระงับจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ และมีคำสั่งระงับหรือห้ามบังคับคดีทรัพย์สินอื่นของจำเลยในคดีดังกล่าวจนกว่าจะทำการบังคับคดีในทรัพย์จำนองแล้วเสร็จก่อน หากไม่พอชำระหนี้จึงมีสิทธิบังคับคดีทรัพย์สินอื่น ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริตและปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่จำเลยที่ ๓ ประกาศและกำหนดทุกประการ การประมูลทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อคำสั่งของศาล จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การร่วมกันว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของจำเลยที่ ๓ โดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดี เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางปกครองโดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง เมื่อคดีนี้โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน ดังนั้น แม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางชลิดา ศาสตระรุจิ โจทก์ กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล ที่ ๑ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี ที่ ๒ กรมบังคับคดี ที่ ๓ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชลิดา ศาสตระรุจิ
จำเลย — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2550
#415715
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๕๐

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ นายสุธี กัสยากร โจทก์ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางประแดง จำเลย ต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๔๙/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์นำรถยนต์บรรทุกขนดินวิ่งผ่านถนนลูกรังสาธารณะที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเรียกให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจะคืนให้แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน หากโจทก์ซ่อมแซมถนนลูกรังสาธารณะให้อยู่ในสภาพเดิมแล้ว โจทก์ปรับพื้นถนนลูกรังให้อยู่ในสภาพที่ดีเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ พร้อมแจ้งให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางประแดง ผู้แทนจำเลยให้คืนเงินประกันดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ผู้แทนจำเลยผัดผ่อน และขอให้โจทก์ปรับพื้นถนนอีก เมื่อโจทก์ดำเนินการให้จำเลยก็ไม่ยอมคืนเงินประกันให้แก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีหนังสือแจ้งยกเลิกการใช้ถนนลูกรังสาธารณะที่พิพาท จำเลยไปตรวจสภาพถนนลูกรังดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าโจทก์มิได้ซ่อมแซมถนนลูกรังให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังเดิม จำเลยมิได้ผิดข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลง จำเลยยังไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีพิพาทเป็นกรณีที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า กระทำการผิดข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงไม่คืนเงินประกันที่โจทก์วางเป็นประกันการใช้ถนนลูกรังสาธารณะที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย ทั้งที่โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมถนนลูกรังดังกล่าวจนเรียบร้อยสามารถใช้การได้ดีแล้ว แต่จำเลยไม่คืนเงินประกันแก่โจทก์ ซึ่งประเด็นแห่งคดีนี้จำต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกก่อนว่า ถนนลูกรังดังกล่าวซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์นั้น โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยใช้การได้ดีแล้วหรือไม่อย่างไร การที่ถนนลูกรังดังกล่าวเป็นถนนสาธารณะอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้เส้นทางสัญจร เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเห็นได้ว่ามีวัตถุประสงค์ก็เพื่อการซ่อมแซมถนนลูกรังสาธารณะพิพาทอันเกิดจากการใช้งานให้สามารถกลับคืนสภาพการใช้งานได้ดีดังเดิม วัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงให้โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมถนนลูกรังที่พิพาทอันเกิดจากการใช้งานของโจทก์ถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยเพื่อเป็นประกันในกรณีถนนลูกรังสาธารณะที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยอาจได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์นำรถบรรทุกขนดินแล่นผ่านถนนลูกรังดังกล่าว แม้ว่าจำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ก็ตาม แต่บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์กับจำเลยแสดงเจตนาด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ดังนั้นบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์นำรถยนต์บรรทุกขนดินวิ่งผ่านถนนลูกรังสาธารณะที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเรียกให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจะคืนให้แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน หากโจทก์ซ่อมแซมถนนลูกรังสาธารณะให้อยู่ในสภาพเดิมแล้ว โจทก์ปรับพื้นถนนลูกรังให้อยู่ในสภาพที่ดีเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ พร้อมแจ้งให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางประแดง ผู้แทนจำเลยให้คืนเงินประกันดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ผู้แทนจำเลยผัดผ่อน และขอให้โจทก์ปรับพื้นถนนอีก เมื่อโจทก์ดำเนินการให้จำเลยก็ไม่ยอมคืนเงินประกันให้แก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีหนังสือแจ้งยกเลิกการใช้ถนนลูกรังสาธารณะที่พิพาท จำเลยไปตรวจสภาพถนนลูกรังดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าโจทก์มิได้ซ่อมแซมถนนลูกรังให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังเดิม จำเลยมิได้ผิดข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลง จำเลยยังไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงให้ผู้รับเหมาขุดหน้าดินใช้ถนนสาธารณะในการบรรทุกดินเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนได้ทำบันทึกข้อตกลงให้โจทก์บรรทุกดินผ่านถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยโดยตกลงให้โจทก์ทำการซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหายจากการบรรทุกดินดังกล่าวด้วย อันเป็นการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย และเป็นภารกิจอย่างหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผลบันทึกข้อตกลงให้ใช้ถนนสาธารณะในการบรรทุกดินดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้คืนเงินที่วางไว้เป็นประกันความเสียหายจากการใช้ถนนสาธารณะโดยอ้างว่าได้ทำการซ่อมแซมถนนสาธารณะตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้ถนนสาธารณะในการบรรทุกดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้ถนนสาธารณะในการบรรทุกดินดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยใน คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุธี กัสยากร โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบางประแดง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุธี กัสยากร
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบางประแดง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2550
#415712
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๔/๒๕๕๐

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกระบี่

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกระบี่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๐ นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกระบี่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๔๙/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๘ ไร่ จากนางหย้า หง้าฝา ซึ่งรับโอนมาจากนายทอง มีล่าม ผู้แจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยโจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัด สอบสวนและบันทึกถ้อยคำบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฏว่าสภาพและตำแหน่งที่ดินไม่ตรงตามหลักฐาน ส.ค. ๑ จำเลยที่ ๔ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต่อมามีการแก้ไขให้ถูกต้องเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ตั้งอยู่ที่หมู่ ๔ (๗) ตำบลคลองประสงค์ (ไสไทย) อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ และจำเลยที่ ๔ เสนอความเห็นต่อจำเลยที่ ๓ เห็นควรส่งเรื่องการออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินเห็นว่าสมควรออก น.ส. ๓ ก. ให้โจทก์ เนื่องจากตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้มาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยการสร้างเอง และพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าคลองกระบี่ใหญ่และป่าคลองเหนือคลอง ในท้องที่ตำบลไสไทย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลกระบี่น้อย ตำบลคลองเขม้า อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๕ (มีผลใช้บังคับภายหลังวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๖) จึงเป็นการครอบครองก่อนการกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง และจากผลการแปลภาพถ่ายทางอากาศของผู้เชี่ยวชาญรับรอง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ว่าถูกต้องตามทะเบียนการครอบครอง จึงไม่ทำให้เจ้าของที่ดินเสียสิทธิครอบครอง แต่นายสุกิจ มาศเมฆ กรรมการและเลขานุการตรวจพิสูจน์ที่ดินมีความเห็นแย้งว่าตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุการได้มาว่าสร้างเอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการจับจองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ การแจ้ง ส.ค. ๑ ในเขตป่าคุ้มครองไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งและไม่สามารถนำ ส.ค. ๑ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่) ในเรื่องหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ และการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมสมควรหารือกรมที่ดินก่อน จำเลยที่ ๔ มีความเห็นตามความเห็นดังกล่าวและเสนอความเห็นต่อจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้โจทก์ โดยสั่งการตามที่นายอำเภอเมืองกระบี่เสนอความเห็นว่า ข้อกฎหมายที่นายสุกิจฯ อ้างถูกยกเลิกแล้วโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ทั้งการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในเขตท้องที่อื่นๆ มีจำนวนมากราย ทุกแปลงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาอ้างให้ผู้ขอเสียสิทธิ แต่จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติมในประเด็นที่ผลการอ่าน แปล ตีความและวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ปรากฏว่าที่ดินที่ขอออก น.ส. ๓ ก. เป็นป่าชายเลนบางส่วน โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนายทองฯ จึงเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ และให้จำเลยที่ ๓ จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์และให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ซึ่งมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ มีคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ซึ่งผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายออกจากทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งจำเลยที่ ๓ ตามกฎหมาย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำสั่งใดๆ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคดีพิพาทเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขดำที่ ๑๒/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๒๕/๒๕๕๐)

ต่อมา โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดกระบี่เป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน และคำสั่งของจำเลยที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้โจทก์ตามคำขอด้วย หากศาลพิพากษาไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากโจทก์เห็นว่านายทองฯ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ถือว่าที่ดินที่นายทองฯ ครอบครองเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า และเป็นการครอบครองก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลองฯ จะมีผลใช้บังคับ ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ นายทองฯ ก็ได้แจ้งการครอบครองตามกฎหมาย ถือได้ว่านายทองฯ ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)ฯ ใช้บังคับ แต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ และก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้ที่ดินบริเวณที่พิพาทนั้นเป็นป่าคุ้มครอง เพียงแต่นายทองฯ ไม่ได้ดำเนินการขอจับจองเพื่อรับใบเหยียบย่ำหรือตราจองที่เป็นใบอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๖ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๔๙๗) ข้อ ๑ นายทองฯ มีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินได้ เมื่อมีการโอนการครอบครองต่อมาแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การที่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน และจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่โจทก์ โดยให้ยกเลิกคำขอของโจทก์และให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียนตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากการตรวจสอบที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง ในท้องที่ตำบลไสไทย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลกระบี่น้อย ตำบลคลองเขม้า อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๕ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง" ทั้งแปลง ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ระบุว่านายทองฯ ผู้แจ้งการครอบครองเข้าครอบครองที่ดินตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงเป็นการครอบครองทำประโยชน์ภายหลังวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ โดยไม่ปรากฏว่านายทองฯ ได้ขออนุญาตจับจองโดยมีหลักฐานตราจองหรือใบเหยียบย่ำให้ถูกต้องตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ นายทองฯ จึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้ปฏิบัติตามหนังสือของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๘ ตามแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและพิจารณาที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเคยเป็นป่าคุ้มครองมาก่อน ตามข้อ ๒๒.๒ ระบุว่าถ้าได้มีการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังการใช้บังคับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยมิได้ขอจับจองตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ครอบครองไม่ได้ที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลองฯ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้เป็นป่าคุ้มครอง ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงเป็นที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติย่อมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา ๑๓๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การครอบครองที่ดินที่มีประกาศให้เป็นป่าคุ้มครองของนายทองฯ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่นายทองฯ และเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้นายทองฯ จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งการครอบครอง ตามมาตรา ๕ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามนัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร ๐๖๐๑/๒๒๓ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายทองฯ จึงเป็นครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำหลักฐาน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การปฏิบัติการของจำเลยทั้งสี่เป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ นอกจากนั้น โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้รัฐมนตรีฯ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันรับแจ้งหรือทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดกระบี่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏทั้งจากเอกสารในสำนวนคดีและคำแถลงยอมรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดกระบี่ ฉบับลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดกระบี่ หมายเลขดำที่ ๒๔๙/๒๕๕๐ ว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๘ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ดังกล่าว ถูกต้องตามทะเบียนการครอบครองที่ดิน ทั้งมีร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดินทางด้านทิศเหนือเป็นร่องรอยการทำนา ดังนั้น ข้อพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินหรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้แย้งกัน หากแต่ต้องพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสี่มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ ของโจทก์ออกจากทะเบียน โดยอ้างเหตุผลซึ่งเป็นการตีความกฎหมายของจำเลยให้นำมาปรับใช้กับการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทั้งเป็นการนำกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาใช้กับโจทก์เพียงรายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ เคยนำมาเป็นเหตุผลดังกล่าวเพื่อยกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในรายอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงด้วย เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นข้อโต้เถียงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยซื้อมาจากนางหย้า หง้าฝา ซึ่งรับโอนมาจากนายทอง มีล่าม ผู้แจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์เห็นว่านายทองฯ ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)ฯ ใช้บังคับ แต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ และก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้ที่ดินบริเวณที่พิพาทนั้นเป็นป่าคุ้มครอง โดยนายทองฯ ได้แจ้งการครอบครองตามกฎหมาย เพียงแต่ไม่ได้ดำเนินการขอจับจองเพื่อรับใบเหยียบย่ำหรือตราจองที่เป็นใบอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นกรณีที่นายทองฯ มีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๖ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๔๙๗) ข้อ ๑ เมื่อมีการโอนการครอบครองต่อมาจนถึงโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ดังกล่าว มายื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ยอมออก น.ส. ๓ ก. ให้โดยมีคำสั่งว่าโจทก์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องมาจากนายทองฯ จึงเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ และให้จำเลยที่ ๓ จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์และให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒๘ ออกจากทะเบียน การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดิน ทั้งในการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ได้ยกข้อกฎหมายที่ไม่เคยใช้กับผู้ขอรายอื่นขึ้นอ้าง เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียน และคำสั่งยกเลิกคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้แก่โจทก์ หากศาลพิพากษาไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง ซึ่งต่อมามีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๕ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าคลองกระบี่ใหญ่ - คลองเหนือคลอง" ทั้งแปลง นายทองฯ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ โดยไม่ได้ขออนุญาตจับจองโดยมีหลักฐานตราจองหรือใบเหยียบย่ำให้ถูกต้องจึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติย่อมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน การครอบครองที่ดินที่มีประกาศให้เป็นป่าคุ้มครองของนายทองฯ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่นายทองฯ และเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้นายทองฯ จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งการครอบครอง การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายทองฯ จึงเป็นครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำหลักฐาน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๒๘ มาขอออก น.ส. ๓ ก. ได้ การปฏิบัติการของจำเลยทั้งสี่เป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่จำเลยทั้งสี่โต้แย้งว่าโจทก์ครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียน และยกเลิกคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แก่โจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (พลโท อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์พันธ์ สืบศิริวิริยะกุล
จำเลย — กรมที่ดิน ทื่ 1กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2550
#415711
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๕๐

วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ นายนิคม ประดุจชนม์ ที่ ๑ นายประวิทย์ ลักขษร ที่ ๒ โจทก์ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลสังขะ ที่ ๑ นางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ ที่ ๒ นางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ ในฐานะส่วนตัว ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแขวงสุรินทร์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๕๙/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์ทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายรองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูปและกระเป๋าอุปกรณ์นักเรียนโดยได้รับอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะในตลาดสดเทศบาลตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ใบอนุญาตของโจทก์ทั้งสองยังมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ ๒๘ และ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ตามลำดับ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปิดประกาศของจำเลยที่ ๑ ที่ตลาดสดเทศบาลตำบลสังขะให้โจทก์ทั้งสองและพ่อค้าแม่ค้ารายอื่น ๆ ย้ายแผงค้าขายออกไปค้าขายที่อื่นเนื่องจากจำเลยที่ ๑ จะก่อสร้างตลาดสด ๒ ชั้น ต่อมาวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เก็บสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่วางจำหน่ายอยู่ในแผงและรื้อถอนร้านค้าที่โจทก์ทั้งสองก่อสร้างทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จากนั้นจำเลยที่ ๒ กับพวกได้นำสินค้าของโจทก์ทั้งสองไปเก็บไว้ที่ทำการของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสองสูญเสียรายได้ขาดประโยชน์จากการค้าขาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๒๘๕,๗๔๙.๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๖๗,๒๖๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๒๖๖,๐๔๖.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๔๘,๘๓๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า มูลคดีเป็นเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เคยฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสุรินทร์เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ๙๖๘/๒๕๔๘ และจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ โดยโจทก์ทั้งสองยอมออกจากที่พิพาทด้วยความสมัครใจ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นไปตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ จำเลยทั้งสามจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองเคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๘๖๔/๒๕๔๙ และ ๘๖๕/๒๕๔๙ ในข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ อันเป็นการยื่นฟ้องโดยอาศัยมูลเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอให้ศาลที่มีหน้าที่พิจารณาคดีส่วนอาญามีคำพิพากษาศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาก็ตาม แต่เนื่องจากนอกจากจำเลยที่ ๓ แล้ว โจทก์ยังต้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองกับพวกรวม ๑๗ คน เป็นผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเทศบาลตำบลสังขะ ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๘/๒๕๔๘ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ได้ทำการก่อสร้างตลาดเทศบาลหลังใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ไม่ได้สอบถามความต้องการของผู้ที่ค้าขายอยู่เดิมแต่อย่างใด ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดและพ่อค้าแม่ค้าย้ายสถานที่ขายของไปขายยังสถานที่ขายของชั่วคราว ผู้ฟ้องคดีและพ่อค้าแม่ค้าบางรายยังไม่ได้ย้ายไปขายของยังที่ขายของชั่วคราว ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ก่อสร้างตลาดเทศบาลหลังใหม่และการที่ต้องย้ายไปขายของยังที่ขายของชั่วคราว ขอให้นางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ (จำเลยที่ ๒) พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ ให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) รับผิดชอบการกระทำของนางกิ่งกาญจน์ (จำเลยที่ ๒) โดยให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดรายได้ให้กับผู้ฟ้องคดีทั้งหมด และให้ยกเลิกการก่อสร้างตลาดเทศบาลขนาด ๒ ชั้น ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาผู้ฟ้องคดีบางคน (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) ได้ยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ นางกิ่งกาญจน์ (จำเลยที่ ๒) ปลัดเทศบาล เทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาลบางคนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณ ๓๐ คน รื้อถอนร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้าที่ยังขายของอยู่ที่เดิมและนำสินค้าไปที่เทศบาล ทำให้สินค้าชำรุดเสียหายและผู้ฟ้องคดีบางคน (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) ขาดรายได้ โดยในส่วนของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหาย รวม ๑๐๔,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ ได้รับความเสียหาย รวม ๘๒,๕๐๐ บาท ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้ ศาลปกครองนครราชสีมาไม่รับคำฟ้องเพิ่มเติมไว้พิจารณา

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีบางคน (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) ได้ยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ นางกิ่งกาญจน์ (จำเลยที่ ๒)ปลัดเทศบาล เทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาลบางคนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณ ๓๐ คน รื้อถอนร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้าที่ยังขายของอยู่ที่เดิมเอาสินค้าไปที่เทศบาลทำให้ทรัพย์สินชำรุดเสียหาย และผู้ฟ้องคดีบางคน (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) หมดอาชีพขาดรายได้ โดยในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๕ (โจทก์ที่ ๑) ได้รับความเสียหาย รวม ๑๐๔,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีที่ ๘ (โจทก์ที่ ๒ ) ได้รับความเสียหาย รวม ๘๒,๕๐๐ บาท ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๑) ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวนั้น ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) ได้รับนั้น เกิดจากการที่นายกเทศมนตรีตำบลสังขะ (จำเลยที่ ๒) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นและปลัดเทศบาลตำบลสังขะซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เข้าดำเนินการรื้อถอนร้านค้าหรือสินค้าของพ่อค้าแม่ค้ารวมทั้งผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๕ (โจทก์ที่ ๑) ที่ ๖ และที่ ๘ (โจทก์ที่ ๒) ที่ตั้งวางอยู่ในที่สาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการรื้อถอนดังกล่าวแล้วนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ (จำเลยที่ ๒)ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๕ (โจทก์ที่ ๑ ) ที่ ๖ และที่ ๘ (โจทก์ที่ ๒) ไปรับการเปรียบเทียบปรับแต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ (โจทก์ทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีอีก ๒ คน) ไม่ยินยอมไปเปรียบเทียบปรับซึ่งนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ (จำเลยที่ ๒) จะต้องดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป ตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ (จำเลยที่ ๒) และปลัดเทศบาลตำบลสังขะจึงเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การกระทำทางปกครองหรือเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง คำฟ้องเพิ่มเติมของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ จำเลยที่ ๑ จะทำการก่อสร้างตลาดสดหลังใหม่ ประกาศให้ผู้ขายขนย้ายสิ่งของและทำการรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่วางขายในตลาดสดเดิม เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องขอบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าทรัพย์สินเสียหายและค่าสูญเสียรายได้จากการขาดประโยชน์จากการค้าขายที่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายสินค้าตามที่ได้รับอนุญาตได้ ซึ่งค่าเสียหายในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการค้าขายนั้นเกิดขึ้นเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ นำแผงไม้มาปิดกั้นมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าไปขายสินค้าได้ คดีนี้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและควบคุมตลาด ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๔๘ เตรส , ๕๑ (๓) และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ (๓) การที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการตามโครงการพิพาทด้วยการดำเนินการปิดประกาศให้ผู้ค้าขายในตลาดสดเดิมย้ายที่ค้าขายและเข้าทำการปิดกั้นมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าไปขายสินค้าเพื่อก่อสร้างตลาดสดแห่งใหม่ ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดให้มีตลาดและควบคุมตลาดดังกล่าว ดังนั้น เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ในส่วนค่าเสียหายอันเนื่องมาจากทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เข้าทำการเก็บสินค้าและรื้อถอนแผงล็อคของโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น แม้การกระทำดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะและกระทำการดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการย้ายแผงค้าขายเนื่องจากจำเลยที่ ๑ จะก่อสร้างตลาดสด ๒ ชั้น แต่โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอม จึงเป็นมูลความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นค่าเสียหายในส่วนนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะพิจารณาเช่นเดียวกัน ซึ่งแม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะส่วนตัวต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ กระทำในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลสังขะและเป็นการกระทำอันเดียวกัน ดังนี้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะในตลาดสดเทศบาลตำบลสังขะ จำเลยที่ ๒ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปิดประกาศของจำเลยที่ ๑ ที่ตลาดสดเทศบาลตำบลสังขะให้โจทก์ทั้งสองและพ่อค้าแม่ค้ารายอื่น ๆ ย้ายแผงค้าขายออกไปค้าขายที่อื่นเนื่องจากจำเลยที่ ๑ จะก่อสร้างตลาดสด ๒ ชั้น ต่อมาจำเลยที่ ๒ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เก็บสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่วางจำหน่ายอยู่ในแผงและรื้อถอนร้านค้าที่โจทก์ทั้งสองก่อสร้างทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จากนั้นจำเลยที่ ๒ กับพวกได้นำสินค้าของโจทก์ทั้งสองไปเก็บไว้ที่ทำการของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสองขาดรายได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามให้การว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นไปตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปิดประกาศของจำเลยที่ ๑ ที่ตลาดสดให้โจทก์ทั้งสองและพ่อค้าแม่ค้ารายอื่น ๆ ย้ายแผงค้าขายออกไปค้าขายที่อื่นเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองกับผู้ค้ารายอื่นไม่ยอมย้ายออกไปค้าขายที่อื่น จำเลยที่ ๒ กับพวกจึงเก็บสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่วางจำหน่ายอยู่ในแผงและรื้อถอนร้านค้าที่โจทก์ทั้งสองก่อสร้าง และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองและพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นไปรับการเปรียบเทียบปรับ หากผู้กระทำผิดชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นไปตามที่มาตรา ๓๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่หากไม่ชำระค่าปรับตามที่จำเลยที่ ๑ เปรียบเทียบให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องผู้กระทำผิดต่อไป ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ ๒ กับพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกอบพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดอำนาจไว้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนิคม ประดุจชนม์ ที่ ๑ นายประวิทย์ ลักขษร ที่ ๒ โจทก์ เทศบาลตำบลสังขะ ที่ ๑ นางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ ที่ ๒ นางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ ในฐานะส่วนตัว ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิคม ประดุจชนม์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — เทศบาลตำบลสังขละ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2550
#415723
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๕๐

วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นายพงศ์สินธ์ วรวัฒนปรีชา โจทก์ ยื่นฟ้องนายณรงค์ จิตต์แก้ว ที่ ๑ นายสุรชัย บินสุมาลี ที่ ๒ นางสาวอนัญพร สนิทม่วง ที่ ๓ กรมการขนส่งทางบก ที่ ๔ นางสุธีวรรณ ศรีสุข ที่ ๕ นายนราวุธ ภิรมย์เชย ที่ ๖ นายปิยะนันท์ จิรวงศ์ ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๑๒/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์ประกอบอาชีพซื้อขายรถยนต์มือสอง จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่นเอส ๓๒๐ แอล ซึ่งไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ปลอมหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และหมายเลขทะเบียนของรถยนต์คันดังกล่าวให้เหมือนกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฐย ๔๘๒๔ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมียี่ห้อ รุ่น และสีเดียวกัน มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนไว้กับจำเลยที่ ๔ โดยถูกต้องตามกฎหมาย แล้วจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและดำเนินการขอคัดใบแทนคู่มือจดทะเบียนเล่มใหม่กับจำเลยที่ ๔ โดยอ้างว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันที่จดทะเบียนไว้ถูกต้องสูญหาย เพื่อจะนำไปใช้เป็นใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันที่จะขายให้โจทก์ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๗ นายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครมีหนังสือสอบถามจำเลยที่ ๑ ว่ามอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ขอคัดใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และได้รับใบแทนดังกล่าวแล้วหรือไม่ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้แจ้งให้นายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครทราบ ต่อมาวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ สมคบกันยื่นเรื่องขอโอนชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันที่จะขายให้โจทก์เป็นชื่อของจำเลยที่ ๓ การรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ สมคบกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการโอนและการตรวจสภาพรถยนต์ของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๕ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการเกี่ยวกับการโอนทะเบียนรถยนต์อนุมัติการโอน โดยมิได้ตรวจสอบเรื่องการสอบถามเกี่ยวกับใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์มิได้ตรวจสอบรถยนต์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบของจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๗ อนุมัติให้รถยนต์ผ่านการตรวจสอบโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ต่อมาวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๓ ให้นายหน้านำรถยนต์คันดังกล่าวไปขายให้โจทก์ โจทก์ตรวจสอบกับกองทะเบียนของจำเลยที่ ๔ แล้วว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกต้องตามเล่มใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์จึงหลงเชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และรับซื้อไว้จากจำเลยที่ ๓ แต่ในช่วงบ่ายวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ว่ามิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ไปขอออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แทนเล่มเดิมที่สูญหายไปและแจ้งอายัดการโอนรถยนต์คันที่โจทก์รับซื้อไว้ ต่อมาวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โจทก์นำรถยนต์คันที่รับซื้อไว้จากจำเลยที่ ๓ ไปโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของโจทก์ แต่โอนไม่ได้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ แจ้งอายัดไว้ โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ ๓ ไปตรวจพิสูจน์พบว่าบริเวณหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์มีการแก้ไขและมีการพ่นสีใหม่ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๔ จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มาก่อน จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ คันหมายเลขทะเบียน ฐย ๔๘๒๔ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ ไปพบเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ จึงทราบว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ ๑ ในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อนำไปดำเนินการขอออกใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนทะเบียนรถยนต์ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามระเบียบของจำเลยที่ ๔ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ให้รับผิดจากการกระทำประมาทไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องร่วมรับผิดด้วย เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ยื่นคำชี้แจงว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดร่วมกับบุคคลภายนอก คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแพ่งเห็นว่า มูลคดีพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นข้าราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ ๔ กระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดจากการใช้โอกาสที่ตนเองมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการออกใบแทนคู่มือจดทะเบียนและ

จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทโดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยที่ ๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่เนื้อหาแห่งประเด็นพิพาทเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่โจทก์อ้างว่าได้ดำเนินการปลอมหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่ซื้อขายมาตั้งแต่แรก และมีลักษณะเป็นการสมคบกันระหว่างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ จึงเป็นกรณีพิพาทที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ซึ่งในการวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ว่าได้กระทำละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ก่อนแล้วจึงจะพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับรวมถึงความประสงค์ที่จะได้รับการเยียวยาตามคำขอท้ายฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์มีความมุ่งหมายใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยไม่ได้มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นเพียงการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกกระทำละเมิดซึ่งในการพิจารณาถึงความรับผิดของจำเลยแต่ละคนสมควรต้องพิจารณาไปในคราวเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ของจำเลยที่ ๑ คันหนึ่งให้ตรงกับหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์อีกคันหนึ่งของจำเลยที่ ๑ และสมคบกันยื่นขอโอนทะเบียนรถยนต์คันที่จะขายให้โจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและดำเนินการขอคัดใบแทนคู่มือจดทะเบียนเล่มใหม่กับจำเลยที่ ๔ เพื่อจะนำไปใช้เป็นคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันที่จะขายโดยอ้างว่าคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันที่จดทะเบียนไว้ถูกต้องสูญหาย การรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ สมคบกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการโอนและการตรวจสภาพรถยนต์ของจำเลยที่ ๔ ทำให้จำเลยที่ ๓ นำรถยนต์คันที่ไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไปขายให้โจทก์ โจทก์ไม่สามารถโอนชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ แจ้งอายัดไว้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนรู้เห็นการหลอกลวงขายรถยนต์คันที่ไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามระเบียบของจำเลยที่ ๔ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังแล้วหลอกลวงขายรถยนต์คันที่ไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ สมคบกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์จากจำเลยที่ ๑ เป็นจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำที่สืบเนื่องจากการปลอมหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังรถยนต์คันที่ไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แล้วขายให้โจทก์ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงศ์สินธ์ วรวัฒนปรีชา โจทก์ นายณรงค์ จิตต์แก้ว ที่ ๑ นายสุรชัย บินสุมาลี ที่ ๒ นางสาวอนัญพร สนิทม่วง ที่ ๓ กรมการขนส่งทางบก ที่ ๔ นางสุธีวรรณ ศรีสุข ที่ ๕ นายนราวุธ ภิรมย์เชย ที่ ๖ นายปิยะนันท์ จิรวงศ์ ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์สินธ์ วรวัฒนปรีชา
จำเลย — นายณรงค์ จิตต์แก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2550
#415703
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๕๐

วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙ นายธนาพงศ์ ใจการุณย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของร้อยโท พรหมมา ใจการุณย์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชลบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๐๕/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยโท พรหมมาฯ เจ้ามรดกซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำนวน ๕ แปลง เนื้อที่ ๓๒๑ ไร่เศษ ทำประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๔๙๕ และตลอดมา จนเกิดเหตุคดีนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อเวนคืนที่ดินในการสร้างท่าเรือน้ำลึกและกิจการอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยปรากฏว่า ที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวของร้อยโท พรหมมาฯ อยู่ในเขตประกาศการเวนคืนดังกล่าว ซึ่งต่อมาการท่าเรือฯ ได้เข้าครอบครองที่พิพาทของร้อยโท พรหมมาฯ ทั้งห้าแปลง แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยที่ดิน ค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้าง ร้อยโท พรหมมาฯ จึงยื่นฟ้องการท่าเรือฯ ต่อศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรม (ศาลฎีกา) มีคำพิพากษาที่ ๔๐๘๙/๒๕๓๒ ให้ร้อยโท พรหมมาฯ (โจทก์) เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวและให้การท่าเรือฯ จ่ายค่าทดแทนค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้างให้ร้อยโท พรหมมาฯ การท่าเรือฯ จึงจ่ายค่าทดแทน ค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้าง แต่มิได้จ่ายค่าชดเชยที่ดินพิพาทให้ เพราะร้อยโท พรหมมาฯ ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ร้อยโท พรหมมาฯ จึงยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งห้าแปลง ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ส่งเรื่องการขอโฉนดที่ดินดังกล่าวไปยังคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดชลบุรี (กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรี) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าที่ดินของร้อยโท พรหมมาฯ อยู่ในเกณฑ์ที่จะออกโฉนดได้ แต่ที่ดินตั้งอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งต่อมา กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรีมีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๔๔ ว่า ร้อยโท พรหมมาฯ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนการสงวนหวงห้ามเป็นที่ดินของรัฐจึงมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่จำเลยที่ ๓ กลับมีหนังสือแจ้งต่อ กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรีว่า การครอบครองที่ดินของร้อยโท พรหมมาฯ เป็นการครอบครองภายหลังจากพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖ ) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับโดยมิได้ขอจับจอง ร้อยโท พรหมมาฯ จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินและที่ดินแปลงดังกล่าวยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามที่ดินของกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่ดินดังกล่าวจึงกลายเป็นที่หวงห้าม การครอบครองที่ดินต่อมาไม่ทำให้เกิดสิทธิแต่ประการใด อีกทั้ง เมื่อประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ร้อยโท พรหมมาฯ ก็มิได้แจ้งการครอบครอง (สค.๑) ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กรณีจึงต้องตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ปัญหาการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการแจ้งการครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล ที่วินิจฉัยว่าการครอบครองทำประโยชน์ภายหลังการใช้บังคับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยมิได้จับจอง ผู้ครอบครองไม่ได้ที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน การชี้แจงของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าวทำให้ กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรีเห็นชอบด้วย จำเลยที่ ๓ จึงมีหนังสือแจ้งร้อยโท พรหมมาฯ ว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ และมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดดังกล่าว ร้อยโท พรหมมาฯ จึงอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และต่อมาจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ถูกต้องแล้ว ร้อยโท พรหมมาฯ จึงฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลปกครองระยอง แต่ศาลปกครองระยองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ระหว่างเตรียมการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ร้อยโท พรหมมาฯ ถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมเห็นว่า คำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ และคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และเป็นการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ทางราชการมิได้เปิดโอกาสให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทมิได้กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าตามที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ วินิจฉัยไว้ การที่จำเลยทั้งสามปฏิเสธที่จะออกโฉนดที่ดินเป็นการโต้แย้งสิทธิของร้อยโท พรหมมาฯ ทำให้เสียสิทธิในที่ดินโดยไม่ได้รับค่าชดเชยจากการเวนคืนดังกล่าว ทั้งกรณีนี้จำเลยได้ออกโฉนดให้ราษฎรที่มีที่ดินอยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของกระทรวงมหาดไทยตามพระราชกฤษฎีกาฯ ไปแล้วหลายราย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ และกรณีพิพาทนี้ร้อยโท พรหมมาฯ จำต้องขอออกโฉนดที่ดินเพื่อนำไปเป็นหลักฐานขอรับค่าชดเชยจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของร้อยโท พรหมมาฯ จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดชลบุรี ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินพิพาทจำนวน ๓๒๑ ไร่ ๕๒ ตารางวา ให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ร้อยโท พรหมมาฯ ไม่ใช่เจ้าของและไม่ได้สิทธิครอบครอง ที่ดินทั้งห้าแปลงมีสภาพเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และปัจจุบันบริเวณดังกล่าวได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อประโยชน์ของรัฐ (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับท่าเรือน้ำลึกดังกล่าว ซึ่งอยู่ในที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ ๖๖๕ ตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ข้างต้น ที่ดินทั้งห้าแปลงจึงไม่อาจนำไปออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ใดได้ จำเลยทั้งสามในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ได้กระทำตามอำนาจหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตามกฎหมาย ที่ดินที่ร้อยโท พรหมมาฯ ขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติแผ่นดิน รัฐสามารถเวนคืนได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน กรณีไม่เป็นละเมิดต่อร้อยโท พรหมมาฯ และโจทก์ คดีขาดอายุความ

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการออกคำสั่งหรือการกระทำอื่นใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏว่าได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ และที่ดินพิพาทนี้อยู่ในเขตที่ดินในบริเวนที่ถูกเวนคืนดังกล่าว โจทก์ก็ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม เนื่องจากร้อยโท พรหมมาฯ เจ้าของมรดก ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทเพื่อนำไปเป็นหลักฐานรับเงินค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แต่ทางราชการปฏิเสธไม่ยอมออกโฉนดที่ดิน ทำให้ร้อยโท พรหมมาฯ เสียสิทธิในที่ดินของตนให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยมิได้รับค่าตอบแทน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันพิจารณาออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ กรณีเห็นได้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองระยองเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องและขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรับเงินทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แต่ประเด็นพิพาทแห่งคดีมิใช่กรณีที่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนการเวนคืนหรือเห็นว่าการเวนคืนที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นประเด็นที่ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ ซึ่งนำมาสู่การยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ในคดีนี้ ดังนั้น การที่ศาลจะวินิจฉัยหรือมีคำบังคับตามคำขอของโจทก์ อันเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของร้อยโท พรหมมาฯ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ที่ ๓ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่า เดิมร้อยโท พรหมมาฯ เป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำนวน ๕ แปลง เนื้อที่ ๓๒๑ ไร่เศษ ทำประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๔๙๕ ต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่ดินแปลงดังกล่าวของร้อยโท พรหมมาฯ อยู่ในเขตประกาศการเวนคืนซึ่งการท่าเรือฯ ได้เข้าครอบครองที่ดินของร้อยโท พรหมมาฯ ทั้งห้าแปลง แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยที่ดิน ค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้าง ร้อยโท พรหมมาฯ จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรม (ศาลฎีกา) มีคำพิพากษาที่ ๔๐๘๙/๒๕๓๒ ให้ร้อยโท พรหมมาฯ (โจทก์) เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งห้าแปลงและให้การท่าเรือฯ จ่ายค่าทดแทนค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้างให้ร้อยโท พรหมมาฯ การท่าเรือฯ จึงจ่ายค่าทดแทน ค่าพืชผลและค่าสิ่งปลูกสร้าง แต่มิได้จ่ายค่าชดเชยที่ดิน เนื่องจากเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ร้อยโท พรหมมาฯ จึงยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งห้าแปลง ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ส่งเรื่องการขอโฉนดที่ดินดังกล่าวไปยังคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดชลบุรี (กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรี) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่จำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้ง กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรีว่า การครอบครองที่ดินของร้อยโท พรหมมาฯ เป็นการครอบครองภายหลังจากพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖ ) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับโดยมิได้ขอจับจอง ร้อยโท พรหมมาฯ จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินและที่ดินแปลงดังกล่าวยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามที่ดินของกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่ดินดังกล่าวจึงกลายเป็นที่หวงห้าม การครอบครองที่ดินต่อมาไม่ทำให้เกิดสิทธิแต่ประการใด ทั้งเมื่อประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ร้อยโท พรหมมาฯ ก็มิได้แจ้งการครอบครอง (สค.๑) ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ครอบครองไม่ได้ที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน การชี้แจงของจำเลยที่ ๓ ทำให้ กบร.ส่วนจังหวัดชลบุรีเห็นชอบด้วย และจำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้งร้อยโท พรหมมาฯ ว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ และมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดดังกล่าว ร้อยโท พรหมมาฯ อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ถูกต้องแล้ว ระหว่างเตรียมการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม (ศาลจังหวัดชลบุรี) ร้อยโท พรหมมาฯ ถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของร้อยโท พรหมมาฯ เห็นว่า คำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ และคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และเป็นการเลือกปฏิบัติ ที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ทางราชการมิได้เปิดโอกาสให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทมิได้กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าตามที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ วินิจฉัยไว้ การที่จำเลยทั้งสามปฏิเสธที่จะออกโฉนดที่ดินเป็นการโต้แย้งสิทธิของร้อยโท พรหมมาฯ ทำให้เสียสิทธิในที่ดินโดยไม่ได้รับค่าชดเชยจากการเวนคืนดังกล่าว ทั้งกรณีนี้ได้มีการออกโฉนดให้ราษฎรที่มีที่ดินอยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของกระทรวงมหาดไทยตามพระราชกฤษฎีกาฯ ไปแล้วหลายรายจึงเป็นการเลือกปฏิบัติ และกรณีพิพาทนี้ร้อยโท พรหมมาฯ จำต้องขอออกโฉนดที่ดินเพื่อนำไปเป็นหลักฐานขอรับค่าชดเชยจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ร้อยโท พรหมมาฯ ไม่ใช่เจ้าของและไม่ได้สิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ร้อยโท พรหมมาฯ ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของร้อยโท พรหมมาฯ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งเป็นสำคัญ ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยอ้างว่าการเวนคืนที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายธนาพงศ์ ใจการุณย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของร้อยโท พรหมมา ใจการุณย์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาพงศ์ ใจการุณย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาท
โดยชอบธรรมของร้อยโท พรหมมา ใจการุณย์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18 -ที่ 30/2550
#267260
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับการประเมินผลงานเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกรด D ไม่อาจอ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมาเรียกร้องให้จำเลยปรับเพิ่มค่าจ้างตามฟ้องได้อยู่แล้ว ดังนี้สิทธิเรียกร้องค่าจ้างของโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 และเรียกจำเลยทั้งสิบสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสิบสามสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสิบสามเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยมีวันเริ่มจ้างและอัตราค่าจ้างของโจทก์ทั้งสิบสามในแต่ละปีปรากฏตามคำฟ้องและเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง โจทก์ทั้งสิบสามเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ ในระหว่างปี 2543 จนถึงปี 2546 จำเลยได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้กับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ 2 ฉบับ คือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 (ที่ถูกคือ 2543) ซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่าด้วยเรื่องการเงินค่าจ้างประจำปี โดยพนักงานของจำเลยทุกคนจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีตามเกรด A B C D โดยเกรด D จะได้รับการปรับอยู่ที่ร้อยละหก และถือว่าเป็นเกรดต่ำที่สุดและมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ไปจนถึงปี 2546 และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคาม 2546 ซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่าด้วยเรื่องการปรับเงินค่าจ้างประจำปี โดยพนักงานของจำเลยทุกคนจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีตามเกรด A B C D โดยเกรด D จะได้รับการปรับอยู่ที่ร้อยละหก และถือว่าเป็นเกรดที่ต่ำที่สุด และมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ไปจนถึงปี 2549 โจทก์ทั้งสิบสามมีสิทธิได้รับการปรับค่าจ้างประจำปีตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเพิ่มขึ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละหก ซึ่งเป็นอัตราขั้นต่ำสุดของข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบสามเป็นเวลา 1 ปีนั้นทำให้โจทก์ทั้งสิบสามเสียสิทธิอันพึงได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ 3 และทำให้ฐานการคำนวณค่าจ้างประจำปีของปีถัดๆ ไปต้องผิดพลาดขอให้บังคับจำเลยปรับค่าจ้างประจำปีและจ่ายค่าจ้างประจำปีที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องและตามเอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 ของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสิบสามไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งสิบสามไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเนื่องจากตามข้อตงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าพนักงานทุกคนจะต้องได้รับการปรับค่าจ้างประจำปี และไม่ได้ระบุว่าพนักงานที่ได้รับการประเมินต่ำกว่าเกรด D จะได้รับการปรับค่าจ้าง การที่มีพนักงานบางคนซึ่งมีผลการทำงานไม่ดี มีการป่วย สาย ลา ขาด มากในรอบปี จะได้คะแนนประเมินผลต่ำกว่า 51 คะแนน เป็นผลให้ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนนั้น เป็นระบบการประเมินที่เป็นที่ใช้กันทั่วไปในสากล เป็นสิทธิอำนาจของฝ่ายจัดการที่จะคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โจทก์ทั้งสิบสามได้รับการประเมินผลต่ำกว่า 51 คะแนน หรือต่ำกว่าเกรด D จึงเป็นผลให้โจทก์ทั้งสิบสามไม่ได้รับการขึ้นเงินประจำปี 2544 และโจทก์บางคนไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2545 ต่อมาเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2546 ถึงเดือนตุลาคม 2546 สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้แจ้งข้อเรียกร้องให้จำเลยปรับเปลี่ยนการขึ้นเงินเดือนประจำปีใหม่ โดยให้ระบุว่าพนักงานที่ได้เกรด D และต่ำกว่าเกรด D จะได้รับการปรับเงินเดือนร้อยละหกทุกคน ซึ่งจำเลยตกลงตามข้อเรียกร้อง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2546 จึงได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยการปรับค่าจ้างประจำปีให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2546 มีความแตกต่างจากข้อตกลงฉบับเดิม คือ ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 ในข้อ (4) ระบุว่า เกรด D ได้รับร้อยละหกในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ในข้อ (4) ระบุว่า เกรด D และต่ำกว่าได้รับร้อยละหกทุกคนเมื่อมีข้อตกลงฉบับใหม่เปลี่ยนไปจากข้อตกลงฉบับเดิม จำเลยและพนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสิบสามจึงต้องยึดถือตามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ ต่อมาจำเลยก็ได้ขึ้นเงินเดือนประจำปีแก่โจทก์ทั้งสิบสามซึ่งได้คะแนนการประเมินต่ำกว่า 51 คะแนนหรือต่ำกว่าเกรด D ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับหลังนี้ โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 เรียกค่าจ้างตามสำนวนที่ระบุไว้ในเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแต่ละคนนั้นมีอายุความ 2 ปี โจทก์ดังกล่าวฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547 จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยกับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จล.4 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 โดยข้อ 2 ระบุการขึ้นเงินประจำปีแต่ละปีแต่ละปีดังนี้ ปี 2541 ให้มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม 2541 โดยพนักงานเกรด A จะได้รับการขึ้นเงิน 7 เปอร์เซ็นต์ เกรด B จะได้รับการขึ้นเงิน 6 เปอร์เซ็นต์ เกรด C จะได้รับการขึ้นเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ เกรด D จะได้รับการขึ้นเงิน 4 เปอร์เซ็นต์ ปี 2542 ให้มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคา 2542 โดยพนักงานเกรด A จะได้รับการขึ้นเงิน 7 เปอร์เซ็นต์ เกรด B จะได้รับการขึ้นเงิน 6 เปอร์เซ็นต์เกรด C จะได้รับการขึ้นเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ เกรด D จะได้รับการขึ้นเงิน 4 เปอร์เซ็นต์ ปี 2543 ให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไปให้ใช้ระบบ "โครงสร้างจำแนกตำแหน่ง" ในบริษัทฯ ซึ่งกำหนดเงือนไขเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการตามข้อ 2.3.1 ถึงข้อ 2.3.8 ซึ่งข้อ 2.3.3 ระบุคะแนนประเมินผลสุทธิเพื่อเทียบเกรดสำหรับการขึ้นค่าจ้างประจำปีกำหนดให้คะแนน 81 ถึง 100 คะแนน คือเกรด A คะแนน 71 ถึง 80 คะแนน คือเกรด B คะแนน 61 ถึง 70 คะแนนคือเกรด C คะแนน 51 ถึง 60 คะแนน เกรด D ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 จำเลยกับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จล.5 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โดยข้อ 3 ระบุเรื่องเงินขึ้นประจำปี ว่า "บริษัทฯ ตกลงปรังเงินค่าจ้างประจำปีของพนักงานเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างพนักงาน ดังนี้ (1) เกรด A ได้รับ 10 เปอร์เซ็นต์ (2) เกรด B ได้รับ 8 เปอร์เซ็นต์ (3) เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ (4) เกรด D ได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ การปรับค่าจ้างประจำปี ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไป" ภายหลังจากมีการใช้บังคับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวแล้ว ได้มีการประชุมระหว่างฝ่ายบริหารของจำเลยและฝ่ายสหภาพแรงงาน เรื่องที่เกี่ยวกับการปรับเงินขึ้นตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยตามรายงานการประชุมวันที่ 13 มีนาคม 2546 เอกสารหมาย จล.6 ระบุว่า "2.4 การปรับเงินขึ้นประจำปี 2544 และปี 2545 สหภาพแรงงานฯ นำเสนอในกรณีที่พนักงานไม่ได้ปรับเงินขึ้นประจำปี 2544 และปี 2545 ขอให้บริษัทฯ ปรับเงินขึ้นประจำปี 2544 และปี 2545 สรุป ฝ่ายบริหารจะนำไปพิจารณาใน 3 เดือน" ตามรายงานการประชุมวันที่ 13 มิถุนายน 2546 เอกสารหมาย จล.7 ระบุว่า "2.4 การปรับเงินขึ้นประจำปี 2544, 2545 สหภาพแรงงานฯ เสนอให้บริษัทฯ ปรับเงินขึ้นประจำปี 2545 จำนวนทั้งสิ้น 26 คน และปี 2544 จำนวน 17 คน นายไพฑูรย์ แก้วมณี ชี้แจงว่าบริษัทฯ ได้พิจารณาให้มีการปรับเงินขึ้นประจำปี 2545 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 จำนวน 14 คน และจำนวน 12 คน ที่เหลือบริษัทฯ จะมีการพิจารณาหลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2546 โดยบริษัทฯ จะพิจารณาเงื่อนไขการลา" และตามรายงานการประชุมวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เอกสารหมาย จล.8 ระบุว่า "2.6 เรื่องการปรับเงินขึ้นประจำปี 2544 และปี 2545 สภาพแรงงานฯ ขอให้ดำเนินการปรับขึ้นประจำปี 2544 จำนวน 17 คน และปี 2545 จำนวน 12 คน ฝ่ายบริหารรับพิจารณา" ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2546 จำเลยกับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จล.9 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 โดยข้อ 3 ระบุเรื่องเงินขึ้นประจำปีของลูกจ้างว่า "บริษัทฯ ปรับเงินค่าจ้างประจำปีของลูกจ้างเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างดังนี้ (1) เกรด A ได้รับ 10 เปอร์เซ็นต์ (2) เกรด B ได้รับ 8 เปอร์เซ็นต์ (3) เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ (4) เกรด D และต่ำกว่าได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ ทุกคน การปรับค่าจ้างประจำปีให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป" ครั้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ผู้แทนบริษัทจำเลยและผู้แทนสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ประชุมร่วมกันและบันทึกผลการประชุม ตามเอกสารหมาย จล.10 โดยข้อ 4 ระบุว่า "เรื่องการปรับเงินขึ้นประจำปี 2544, 2545 ให้ลูกจ้าง บริษัทฯ ยืนยันที่จะไม่ปรับขึ้น" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 จำเลยกับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 โดยข้อ 5.2 ระบุว่า "บริษัทฯ ตกลงปรับเงินค่าจ้างประจำปีของพนักงานเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างของพนักงานแต่ละคน ดังนี้ เกรด A ได้รับ 11 เปอร์เซ็นต์ เกรด B ได้รับ 9 เปอร์เซ็นต์ เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ เกรด D ได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ การปรับเงินค่าจ้างประจำปีตามข้อนี้ ให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 นายพี.เอ็น.มาตู้ รองประธานฝ่ายเทคนิคของจำเลย ได้ออกประกาศ เรื่อง การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนตามเอกสารหมาย จ.1 ว่า "ข้อ 1 บริษัทฯ ตกลงปรับเงินค่าจ้างประจำปีของพนักงานซึ่งได้รับเกรดต่ำกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกรดดี (GRADE D) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ขอให้พนักงานดังกล่าวได้ปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะได้รับเกรดที่สูงขึ้นในปีต่อไปด้วย" โจทก์ทั้งสิบสามได้รับประเมินผลเป็นคะแนนต่ำกว่าเกรด D ในปีที่โจทก์ทั้งสิบสามเรียกร้องให้จำเลยปรับเพิ่มเงินตามคำฟ้อง

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสามประการแรกว่า การที่โจทก์ทั้งสิบสามได้รับประเมินผลเป็นคะแนน ต่ำกว่าเกรด D จำเลยต้องปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 ตามเอกสารหมาย จล.5 ให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จล.5 ข้อ 3 ระบุไว้ว่า "บริษัทฯ ตกลงปรับเงินค่าจ้างประจำปีของพนักงานเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างพนักงาน ดังนี้ (1) เกรด A ได้รับ 10 เปอร์เซ็นต์ (2) เกรด B ได้รับ 8 เปอร์เซ็นต์ (3) เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ (4) เกรด D ได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ การปรับค่าจ้างประจำปี ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไป" โดยในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าพนักงานที่ได้รับประเมินผลงานเป็นคะแนนต่ำกว่า เกรด D มีสิทธิได้ปรับเพิ่มค่าจ้างด้วย จึงต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์และจำเลยจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับก่อนๆ ประกอบ ซึ่งปรากฏว่าตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 5 ธันวาคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 5.2 ระบุว่า "บริษัทฯ ตกลงปรับเงินค่าจ้างประจำปีของพนักงานเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างของพนักงานแต่ละคน ดังนี้ เกรด A ได้รับ 11 เปอร์เซ็นต์ เกรด B ได้รับ 9 เปอร์เซ็นต์ เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ เกรด D ได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ การปรับเงินค่าจ้างประจำตามข้อนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไป" โดยปรากฏว่าในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.2 มีผลใช้บังคับ สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรีจนจำเลยได้ประกาศ ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งในข้อ 1 ของประกาศฉบับนี้ จำเลยระบุไว้ว่า "บริษัทฯ ตกลงประเมินค่าจ้างประจำปีของพนักงานซึ่งได้รับเกรดต่ำกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกรดดี (GRADE D) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามขอให้พนักงานดังกล่าวได้ปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้เพื่อจะได้รับเกรดที่สูงขึ้นในปีต่อไปด้วย" อันแสดงว่าในปี 2538 จำเลยกับสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์มีปัญหาเรื่องการปรับค่าจ้างให้พนักงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 5 ธันวาคม 2536 ข้อ 5.2 แล้วจำเลยจึงยอมปรับเกรดให้พนักงานที่ได้เกรดต่ำกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกรด D ซึ่งเดิมพนักงานที่ได้เกรดต่ำกว่าเกรด D ไม่ได้รับการปรับค่าจ้างให้ได้รับการปรับค่าจ้าง 6 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 5 ธันวาคม 2536 ข้อ 5.2 ดังนั้น ต่อมาหากสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ แจ้งข้อเรียกร้องก็น่าจะต้องตกลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่ปรากฏว่าตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 ตามเอกสารหมาย จล.4 ซึ่งฝ่ายสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์และจำเลยต่างยื่นข้อเรียกร้องต่อกันยังตกลงเรื่องการขึ้นเงินประจำปี 2541 และปี 2542 ไว้ว่า "พนักงานเกรด เอ จะได้รับการขึ้นเงิน 7 เปอร์เซ็นต์ พนักงานเกรดบี จะได้รับการขึ้นเงิน 6 เปอร์เซ็นต์ พนักงานเกรด ซี จะได้รับการขึ้นเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ และพนักงานเกรด ดี จะได้รับการขึ้นเงิน 4 เปอร์เซ็นต์" โดยมิได้ระบุว่า พนักงานที่ได้รับเกรดต่ำกว่า เกรด D มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มค่าจ้างด้วย ซึ่งสหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์กับจำเลยเพิ่งจะตกลงเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเงินประจำปีไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ตามเอกสารหมาย จล.9 ในข้อที่ 3 ว่า "บริษัทฯ ปรับเงินค่าจ้างประจำปีของลูกจ้างเป็นเป็นระบบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างลูกจ้าง ดังนี้ (1) เกรด A ได้รับ 10 เปอร์เซ็นต์ (2) เกรด B ได้รับ 8 เปอร์เซ็นต์ (3) เกรด C ได้รับ 7 เปอร์เซ็นต์ (4) เกรด D และต่ำกว่าได้รับ 6 เปอร์เซ็นต์ทุกคน การปรับค่าจ้างประจำปีให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป" อันแสดงว่าก่อนที่สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์กับจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จล.9 ทั้งสองฝ่ายมิได้มีเจตนาที่จะปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับการประเมินผลการทำงานเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกรด D โจทก์ทั้งสิบสามซึ่งได้รับการประเมินผลงานเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกรด D จึงไม่อาจอ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 มาเรียกร้องให้จำเลยปรับเพิ่มค่าจ้างตามฟ้องได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ประการที่สองของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ว่า ค่าจ้างที่โจทก์ดังกล่าวเรียกร้องขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปรับค่าจ้างให้โจทก์สิบสาม คดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลว่าจำเลยจะต้องปรับค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบสามหรือไม่ จึงยังไม่เกิดเป็นค่าจ้าง ต้องใช้อายุความ 10 ปีนั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสิบสามซึ่งได้รับการประเมินผลงานเป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกรด D จึงไม่อาจอ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 มาเรียกร้องให้จำเลยปรับเพิ่มค่าจ้างตามฟ้องได้แล้ว ดังนี้สิทธิเรียกร้องค่าจ้างของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ถึงที่ 13 จะขาดอายุความหรือไม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ถึงที่ 13 ดังกล่าว จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิญโญ ยิ่งบุญ กับพวก
โจทก์ร่วม — สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
จำเลย — บริษัทไทยอคริลิคไฟเบอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 30/2550
#415700
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๕๐

วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๗ นายประยูร อัครบวร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๒ นายทะเบียนส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักงานทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๐๘/๒๕๔๗ ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือหุ้นและมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ซึ่งมีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า บริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัท โดยอาศัยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการบริษัท หากผู้ฟ้องคดีมีข้อคัดค้านการจดทะเบียนให้ยื่นหนังสือคัดค้านพร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบคำคัดค้านภายในเวลา ๑๐ วัน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้รับหนังสือคัดค้านภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือคำคัดค้านไม่อาจรับฟังได้หรือหลักฐานประกอบคำคัดค้านไม่อาจเชื่อถือได้ตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนต่อไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระบุที่อยู่ทางไปรษณีย์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจนทำให้พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถนำส่งให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯ ไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านการจดทะเบียน ซึ่งต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงนามโดยผู้อำนวยการส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลางแจ้งว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอของบริษัทฯ ไว้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๙ เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัทและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ขอให้อุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งภายใน ๑๕ วันนับแต่วันได้รับหนังสือ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า คำสั่งรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๙ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยืนยันตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๐ เนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ เพราะหนังสือแจ้งการจดทะเบียนที่มีถึงผู้ฟ้องคดีระบุที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบถึงการพิจารณารับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังเร่งรัดการรับจดทะเบียนตามคำขอโดยไม่มีเหตุเร่งด่วนหรือเหตุอื่นที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย ทั้งที่ยังไม่ครบกำหนดเวลายื่นหนังสือคัดค้านของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้อำนาจที่ขาดความเป็นกลางและไม่รับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงก่อนพิจารณามีคำสั่งรับจดทะเบียน นอกจากนี้ การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทไม่เป็นไปตามขั้นตอนของข้อบังคับของบริษัท และระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. ๒๕๓๘ และเป็นการจดทะเบียนตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

๑. ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำร้องขอของบริษัทฯ

๒. ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยืนยันความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และ

๓. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากกรณีผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ ทำให้ฝ่ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อาศัยเป็นช่องทางเรียกประชุมกรรมการบริษัท และมีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีในฐานะลูกจ้างของบริษัทฯ เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหาคือ ข้อหาที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อหาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ ไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่ ๒ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีพิพาท อันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้าง กับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ฟ้องคดีมีคำร้องลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องบางข้อหา (ข้อหาที่ ๒ ) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๓๘๕/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องในข้อหาที่ ๒ ไว้พิจารณา โดยเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ในการรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการ อำนาจกรรมการของบริษัทฯ โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในการรับจดทะเบียนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าว จึงมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มิใช่กรณีผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้บริษัทฯ รับผิดตามสัญญาจ้าง เนื่องจากมีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด กรณีเป็นการฟ้องให้หน่วยงานทางปกครองรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคดีตามข้อหาดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวพันกับข้อหาที่ ๑ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งรับคดีในส่วนข้อหาที่ ๒ ไว้พิจารณา

ในส่วนข้อหาที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โต้แย้งว่า คดีนี้ (ข้อหาที่ ๑ ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา) เป็นคดีโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อดำเนินการส่งให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็น และมีคำสั่งให้รอการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายในข้อหาที่ ๒ ไว้จนกว่าจะทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ วินิจฉัยว่าคดีของศาลปกครองกลางหมายเลขดำที่ ๑๓๐๘/๒๕๔๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีข้อหาที่ ๑ ออกจากสารบบความ สำหรับข้อหาที่ ๒ ได้สั่งรับไว้พิจารณาไปส่วนหนึ่งตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด

อนึ่ง สำหรับคดีตามข้อหาที่ ๒ ซึ่งศาลปกครองกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำให้การลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ให้การว่า การดำเนินการของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในการพิจารณาและรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ เป็นการดำเนินการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นายทะเบียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และการมีมติแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ นายทะเบียนมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบตามที่กำหนดไว้เท่านั้น หากมีความเสียหายเกิดขึ้นดังที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ความเสียหายย่อมไม่ได้เกิดจากการที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนให้กับบริษัทฯ ผู้ฟ้องคดีต้องไปฟ้องร้องเอาจากผู้ถือหุ้น กรรมการหรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวเอง

ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีประเด็นที่มีมูลความผิดเกี่ยวเนื่องกับข้อหาที่คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว คดีนี้จึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้อำนาจตามกฎหมายรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ทำให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการของบริษัทฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฟ้องขอให้หน่วยงานทางปกครองรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งเห็นว่า ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่าคำฟ้องเรียกค่าเสียหายอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นนั้น ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับฟ้องในข้อหาที่มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการบริษัท และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยืนยันความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไว้แล้ว เมื่อต่อมาคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งและขอเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งประเด็นตามข้อหาดังกล่าวนั้นเป็นประเด็นหลักที่จะวินิจฉัยต่อไปว่าค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวมีเพียงใด ดังนั้น คำฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นมูลความที่เกี่ยวเนื่องกันย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน อีกทั้งการแยกดำเนินคดีในข้อหาอันเป็นหลักซึ่งอาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายที่ศาลยุติธรรม แต่ข้อหาเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำดังกล่าวอันเป็นข้อหารองกลับต้องไปดำเนินคดีที่ศาลปกครองกลาง ย่อมก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความโดยใช่เหตุ หากดำเนินคดีทุกข้อหาในศาลเดียวกันย่อมเป็นผลดีแก่ประชาชนยิ่งกว่า จึงเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บริษัทฯ ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการบริษัทโดยอาศัยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการบริษัท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดีและแจ้งว่าหากมีข้อคัดค้านการจดทะเบียนให้ยื่นหนังสือคัดค้านพร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบภายในเวลาที่กำหนด แต่ระบุที่อยู่ทางไปรษณีย์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ฟ้องคดีทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯ ไปแล้วและไม่อาจใช้สิทธิคัดค้าน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอของบริษัทฯ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ นั้นเป็นการเรียกประชุมโดยผู้ถือหุ้น มิใช่โดยผู้จัดการบริษัทฯ การประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๙ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนยันตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทไม่เป็นไปตามขั้นตอนของข้อบังคับบริษัทและระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. ๒๕๓๘ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำร้องขอของบริษัทฯ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ ทำให้ฝ่ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อาศัยเป็นช่องทางเรียกประชุมกรรมการบริษัท และมีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีในฐานะลูกจ้างของบริษัทฯ เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ ซึ่งในข้อหาส่วนแรกที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการบริษัท และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยืนยันความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ยกอุทธรณ์ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๙/๒๕๔๙ แล้วว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ จำหน่ายคดีในข้อหาดังกล่าวออกจากสารบบความเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องยังศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คดีนี้จึงมีประเด็นต้องพิจารณาเฉพาะในข้อหาที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ ทำให้ฝ่ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อาศัยเป็นช่องทางเรียกประชุมกรรมการบริษัทและมีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีในฐานะลูกจ้างของบริษัทฯ เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีในข้อหานี้สืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ทำให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการของบริษัทฯ และอ้างว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรับจดทะเบียนตามมติที่ประชุมดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การประชุมและมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ ดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการที่พิพาทซึ่งที่ประชุมกรรมการบริษัทนำไปใช้เป็นเหตุเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้ เมื่อบริษัทฯ เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รัฐจึงได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงสถานะ อำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง สถานภาพของผู้ฟ้องคดีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง มิใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้วข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประยูร อัครบวร ผู้ฟ้องคดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักงานทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายประยูร อัครบวร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2550
#415709
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๕๐

วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๒๒/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กจ ๕๕๘๑ นครราชสีมา ไว้จากนางศตนันท์ รุ่งเรือง ผู้เอาประกันภัย มีอายุสัญญา ๑ ปี เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ ๒

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ สิ้นสุดวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ นายรุ่งนิรันดร์ รุ่งเรือง ขับรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ไปตามถนนเพชรบุรี - หาดเจ้าสำราญ มุ่งหน้าสู่ชายทะเลหาดเจ้าสำราญ โดยมีนางศตนันท์ นายสมควร รุ่งเรืองและนางกรองแก้ว ชุนประเสริฐนั่งโดยสารไปด้วย ครั้นถึงบริเวณสี่แยกหาดเจ้าสำราญรถยนต์คันดังกล่าวถูกรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศช ๔๖๔๐ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายนพรัตน์ กายเพชร ลูกจ้างผู้กระทำการตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นผู้ขับโดยขับด้วยความเร็วสูงประมาทปราศจากความระมัดระวัง ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดงแล่นเข้าสู่สี่แยกหาดเจ้าสำราญตัดหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้อย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ทำให้นายสมควรและนางศตนันท์ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนนายสมควรและนางศตนันท์ เป็นเงินคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้ติดตามทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศช ๔๖๔๐ กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้าง ตัวการหรือเป็นผู้ออกคำสั่งให้นายนพรัตน์ขับรถคันดังกล่าวไปยังที่เกิดเหตุชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายนพรัตน์ กายเพชร ที่ ๑ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดี) จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ๒๒๖๐/๒๕๔๙ ระหว่างพิจารณาโจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อมาศาลจังหวัดเพชรบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ออกจากสารบบความ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) ต้องด้วยมาตรา ๕ ประกอบมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่โจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) อาจยื่นคำขอต่อจำเลยที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ตนได้ การที่โจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้องต่อศาลอาจข้ามขั้นตอนและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยอำนาจของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ออกจากสารบบความ

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าสาเหตุที่ทำให้รถคันหมายเลขทะเบียน กจ ๕๕๘๑ นครราชสีมา เฉี่ยวชนกับรถคันหมายเลขทะเบียน ศช ๔๖๔๐ กรุงเทพมหานคร จนทำให้นายสมควรและนางศตนันท์ที่โดยสารมาในรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับบาดเจ็บเสียค่ารักษาพยาบาลไปรวม ๓๐,๐๐๐ บาท นั้น เกิดจากการละเมิดซึ่งได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของนายนพรัตน์ลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ขับรถไปตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถคันดังกล่าวไปด้วยความเร็วสูงฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดงจนเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่และตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่สาเหตุที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของนายนพรัตน์ หาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของนายนพรัตน์ หรือของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ และแม้ผลแห่งละเมิดที่นายนพรัตน์เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จะทำให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับช่วงสิทธิเป็นผู้เสียหายสามารถยื่นคำขอต่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดทางเลือกแก่ผู้เสียหายว่าจะยังไม่ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาล โดยจะใช้วิธียื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก่อนก็ได้เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดให้ต้องปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวก่อน แต่อย่างใดไม่ และถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะเลือกดำเนินการตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ก่อนแล้ว แต่ต่อมาผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ และผู้เสียหายได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดแก่ตน ก็ไม่ทำให้คำฟ้องดังกล่าวเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า นายนพรัตน์ลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศช ๔๖๔๐ กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีด้วยความเร็วสูงโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดง ตัดหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดี รับประกันภัยไว้อย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ทำให้นายสมควรและนางศตนันท์ ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนบุคคลทั้งสองรวมเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมจึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามคำนิยามในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามคำนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นกรณีตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งการละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ กรณีจำต้องพิจารณาอำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาคดีเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่ เมื่อการขับรถยนต์ของลูกจ้างผู้ถูกฟ้องคดีและเกิดการเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำละเมิดอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป ซึ่งโดยลักษณะมิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น คดีพิพาท จึงมิใช่กรณีการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แม้มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้ผู้เสียหายที่ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ไปฟ้องยังศาลปกครองก็ตาม แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ บัญญัติให้สิทธิร้องทุกข์ ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทสินมั่นคนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 28/2550
#415697
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๘/๒๕๕๐

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คำสั่งศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

คำสั่งศาลปกครองสงขลา

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

นางชิต คงพันธุ์ โดยนายพิชญธร รอดบำรุง ผู้รับมอบอำนาจยื่นฟ้องคดีปกครองและดำเนินคดีปกครอง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย ชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

นางชิต คงพันธุ์ โดยนายพิชญธร รอดบำรุง ผู้รับมอบอำนาจยื่นฟ้องคดีปกครองและดำเนินคดีปกครองยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ความว่า นางชิต คงพันธุ์ ผู้ร้อง เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา (จำเลย) ของศาลจังหวัดสงขลา คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ โดยมีสหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์) จดทะเบียนจำนอง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๕ ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาผู้ร้อง ยื่นฟ้องคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๑ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๒ สหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด ที่ ๓ สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐ อ้างว่าผู้ร้องขึ้นทะเบียนหนี้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการตามกระบวนการจัดการหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์) ของศาลจังหวัดสงขลาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ บังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องใช้สิทธิคัดค้านและจะมีการขายทอดตลาดครั้งต่อไปในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านได้อีก ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ เข้าดำเนินการจัดการหนี้ของผู้ร้องตามกระบวนการจัดการหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ แก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ร้อง โดยผู้ร้องขอให้ศาลสั่งระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ของผู้ร้องจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ จะเข้ามาจัดการหนี้ของผู้ร้องให้แล้วเสร็จ ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองประโยชน์เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ ไว้ก่อน ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป และปลดเปลื้องความรับผิดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเห็นว่าศาลได้มีคำพิพากษาและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว การที่คู่ความยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองมิใช่เหตุในการทุเลาการบังคับคดีหรือเหตุในการงดการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ , ๒๙๒ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสงขลาแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจได้รับความคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งของศาลปกครองสงขลา ศาลปกครองสงขลาไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ แล้วเห็นว่า กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการเกี่ยวกับกรณีเป็นปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลให้ถูกต้อง และมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาให้ชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน ผู้ร้องเห็นว่ากรณีดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เนื่องจากเป็นคำสั่งถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ ไม่ได้รับการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้รับความคุ้มครองตามคำสั่งของศาลปกครองสงขลา เพราะการที่ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป ย่อมนำมาซึ่ง ความเสียหายต่อผู้ร้อง และเป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองในการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๔ และตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ โดยขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่ขัดแย้งกัน

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตรวจสอบคำร้องของผู้ร้องในเบื้องต้นแล้วปรากฏว่า เอกสารที่ผู้ร้องส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ในกรณีการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ หรือการยื่นคำร้องต่อเลขานุการและเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนนั้น ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๓ กำหนดให้เลขานุการแจ้งให้ผู้ร้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่เห็นสมควรกำหนด จึงแจ้งให้ผู้ร้องจัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง เพื่อประกอบการพิจารณารับคำร้องต่อไป

๑. สำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด พร้อมหนังสือรับรองที่แสดงว่าคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาที่สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไปนั้นถึงที่สุด

๒. สำเนาคำฟ้อง คำให้การ คำสั่งศาลปกครองสงขลาที่สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ และหนังสือรับรองคำสั่งถึงที่สุดของศาลปกครองสงขลา ในคดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐

ผู้ร้องส่งเอกสารดังกล่าวถึงสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ (นำส่งที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐) โดยไม่มีการร้องขอขยายเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใด ต่อมา ศาลปกครองสงขลามีหนังสือที่ ศป ๐๐๑๗/ธ ๑๔๖ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ถึงสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลแจ้งคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐ ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ให้ระงับการขายทอดตลาดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๕ ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอันสิ้นผล

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา (จำเลย) ของศาลจังหวัดสงขลาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ โดยมีสหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์) จดทะเบียนจำนอง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๕ ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๑ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๒ สหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด ที่ ๓ สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐ อ้างว่าผู้ร้องขึ้นทะเบียนหนี้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการตามกระบวนการจัดการหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ บังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องใช้สิทธิคัดค้านและจะมีการขายทอดตลาดครั้งต่อไปในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านได้อีก ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ เข้าดำเนินการจัดการหนี้ของผู้ร้องตามกระบวนการจัดการหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ แก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ร้อง โดยผู้ร้องขอให้ศาลสั่งระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ของผู้ร้องจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ จะเข้ามาจัดการหนี้ของผู้ร้องให้แล้วเสร็จ ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองประโยชน์เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ ไว้ก่อน ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป และปลดเปลื้องความรับผิดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเห็นว่าศาลได้มีคำพิพากษาและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว การที่คู่ความยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองมิใช่เหตุในการทุเลาการบังคับคดีหรือเหตุในการงดการบังคับคดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ , ๒๙๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสงขลา แจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจได้รับความคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งของศาลปกครองสงขลา ศาลปกครองสงขลาไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ แล้วเห็นว่า กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการเกี่ยวกับกรณีเป็นปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลให้ถูกต้อง และมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาให้ชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน ผู้ร้องเห็นว่ากรณีดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เนื่องจากเป็นคำสั่งถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยคดีแพ่งของศาลจังหวัดสงขลา หมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ ไม่ได้รับการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้รับความคุ้มครองตามคำสั่งของศาลปกครองสงขลา เพราะการที่ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายต่อผู้ร้อง และเป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองในการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๔ และตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ โดยขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่ขัดแย้งกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความหรือบุคคล ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." และมาตรา ๑๕ บัญญัติว่า "ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๔ ไปใช้กับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา การยื่นคำร้องต่อศาลก่อนการฟ้องคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การสืบพยานหลักฐานไว้ก่อนฟ้องคดี การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ประการอื่นของศาลโดยอนุโลม" ดังนั้น คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลต่างระบบขัดแย้งกัน โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแตกต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๑ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๒ สหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด ที่ ๓ สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐ อ้างว่าผู้ร้องขึ้นทะเบียนหนี้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการตามกระบวนการจัดการหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ บังคับคดีขายทอดตลาด น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๕ ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องที่จำนองไว้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ ศาลจังหวัดสงขลาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๘๗/๒๕๔๘ จนศาลปกครองสงขลามีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองประโยชน์เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อน ส่วนศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้ขายทอดตลาดทรัพย์นั้นต่อไป ดังนั้นมูลความแห่งคดีที่เป็นเหตุให้ทั้งสองศาลมีคำสั่งดังกล่าวจึงสืบเนื่องมาจากการบังคับคดี ขายทอดตลาดทรัพย์ของผู้ร้องตามคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลา จึงเป็นคำสั่งระหว่างศาลในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่ขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้ รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องเพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย แต่เมื่อต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลปกครองสงขลาได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๔๗/๒๕๕๐ ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ให้ระงับการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นอันสิ้นผลแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าไม่มีคำสั่งของศาลปกครองสงขลาให้ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาอีกต่อไป ดังนั้นคำร้องเรื่องนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะพิจารณาอีกต่อไป

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของนางชิต คงพันธุ์ โดยนายพิชญธร รอดบำรุง ผู้รับมอบอำนาจยื่นฟ้องคดีปกครองและดำเนินคดีปกครอง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาศัยข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๓) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 14 และ 15
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชิต คงพันธุ์ โดยนายพิชญธร รอดบำรุง ผู้รับมอบอำนาจ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2550
#415704
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นกับศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นายบุญช่วย เกียรติพลพจน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ บริษัท ชัวมาสเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ที่ ๒ นายไล อั่น ปิง ที่ ๓ นางอังคณา เนื่องอนงค์กุล ที่ ๔ และนายสกนธ์ เนื่องอนงค์กุล ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.๑๒๒๐/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการและเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้เริ่มก่อการ ผู้ถือหุ้น และหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำขอต่อจำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ โดยยังมิได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทอันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนของบริษัทได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ โจทก์มิได้รู้เห็นและให้ความยินยอมแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันดำเนินการอันเป็นการทุจริต โดยจำเลยที่ ๓ เข้าดำเนินการเป็นผู้เริ่มก่อการและถือหุ้นในบริษัทอื่น อันมีวัตถุประสงค์ขายสินค้าอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับบริษัทจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันยักยอกเงินของบริษัทจำเลยที่ ๒ อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทจำเลยที่ ๒ และโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ และห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ โอนขายหรือยักย้ายสินค้า หากมีการขายไปก็ให้นำเงินชำระให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ได้ตรวจสอบความถูกต้องอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยคำขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ ระบุว่า มีมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๒/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๙ คำสั่งและการจดทะเบียนของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเป็นคำสั่งและการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการและเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่มีเหตุอันควรเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัทอื่นอันมีวัตถุประสงค์ขายสินค้าอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่มีเจตนายักยอกเงินของจำเลยที่ ๒ และคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่กล่าวหาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

โจทก์ยื่นคำชี้แจงว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับมติการประชุมผู้ถือหุ้นว่าชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่เสียก่อน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนของบริษัท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอมอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิด้วย แต่การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. ๒๕๓๘ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ เมื่อได้ออกคำสั่งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับหนังสือบริคณห์สนธิอันอาจทำให้เกิดความเสียหาย กรณีในส่วนของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐว่ากระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ รับจดทะเบียนคำขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากยังมิได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งก่อน ประเด็นหลักแห่งคดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๑ จึงเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งรับจดทะเบียนดังกล่าว ซึ่งการวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทจำกัดชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ กล่าวคือ มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นโดยชอบหรือไม่ มติของที่ประชุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ ที่เป็นรายการในหนังสือบริคณห์สนธิต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัท ข้อพิพาทที่เป็นประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่งและศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญ หาได้อยู่ที่การรับจดทะเบียนของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครไม่ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๙/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ยังมีฐานะเป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำขอต่อจำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ โดยยังมิได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทอันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนของบริษัทได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ โจทก์มิได้รู้เห็นและให้ความยินยอม ถือเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๓ ยังเป็นผู้เริ่มก่อการและถือหุ้นในบริษัทอื่น อันมีวัตถุประสงค์ขายสินค้าอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับบริษัทจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้ยักยอกเงินของบริษัทจำเลยที่ ๒ ทำให้บริษัทจำเลยที่ ๒ เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ และห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ โอนขายหรือยักย้ายสินค้า หากมีการขายไปก็ให้นำเงินชำระให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยได้ตรวจสอบความถูกต้องอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยคำขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ ระบุว่า มีมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๒/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๙ คำสั่งและการจดทะเบียนของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเป็นคำสั่งและการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัทอื่นอันมีวัตถุประสงค์ขายสินค้าอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่มีเจตนายักยอกเงินของจำเลยที่ ๒

ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากยังมิได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง คดีนี้ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ ๒ ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนที่พิพาทได้ เมื่อบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รัฐจึงได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนการจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงอำนาจหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม นอกจากนี้ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายบุญช่วย เกียรติพลพจน์ โจทก์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ บริษัท ชัวมาสเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ที่ ๒ นายไล อั่น ปิง ที่ ๓ นางอังคณา เนื่องอนงค์กุล ที่ ๔ และนายสกนธ์ เนื่องอนงค์กุล ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญช่วย เกียรติพลพจน์
จำเลย — กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2550
#415698
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๗๑/๒๕๔๕ ระหว่าง นายสุพล จิตต์ใจฉ่ำ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีฟ้องและเพิ่มเติมฟ้อง ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๗๗๕ ตำบลโพหลวง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาผู้ฟ้องคดี ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๔ ซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับโฉนดเลขที่ ๕๗๗๕ ด้านทิศตะวันออก จากนายหนู ล้อไป เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๘๘ ตารางวา ราคา ๓,๐๐๐ บาท โดยผู้ขายทำหนังสือ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๐๖ มอบอำนาจให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดำเนินการขอรับรองการทำประโยชน์และโอนขายที่ดินแปลงนี้ และผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินข้างเคียงจากนายหีบ ล้อไป เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๗๗ ตารางวา โดยไม่มีหลักฐานการซื้อขายอีกส่วนหนึ่ง รวมที่ดินส่วนที่พิพาททั้งสองแปลงมีจำนวนเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ แต่ยกให้ใช้เป็นลานตากข้าวประมาณ ๑ ไร่ ส่วนที่เหลือผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์สำหรับทำนา ทำสวนมาโดยตลอด และเมื่อราว ๑๐ ปีที่ผ่านมากำนันตำบลดอนตาลแจ้งว่าที่ดินแปลงนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีลงนามยินยอมรับทราบเนื่องจากเอกสารการซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทหายไป จนกระทั่งราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๓ หลังจากค้นหาเอกสารต่าง ๆ พบแล้ว จึงนำไปแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จึงทราบว่าทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สพ.๐๒๒๒ ที่ดินเลขที่ ๒๕๘ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ แล้ว จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าที่ดินแปลงนี้ตนและบุตรได้ครอบครองใช้ประโยชน์มาโดยตลอด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ครอบครองที่ว่างประมาณ ๕ ไร่เศษ และทำประโยชน์มาเป็นเวลา ๔๐ กว่าปีนั้น เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่สันดอนสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ในการรังวัดได้เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๓๔.๘๐ ตารางวา ซึ่งแตกต่างจากเนื้อที่ตามทะเบียนเลขที่ ๑ ซึ่งระบุว่าที่สาธารณประโยชน์แปลงนี้มีจำนวน ๑๘๐ ไร่ มีการลงนามรับรองแนวเขตที่ดินทั้งสี่ด้านรวมทั้งผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อข้างเคียงด้านทิศตะวันตก และบันทึกให้ถ้อยคำว่า ผู้ฟ้องคดี ทราบดีว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์แต่ขออาศัยทำสวนไปก่อน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปิดประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งผลการสอบสวนของสภาตำบลดอนตาลว่าที่ดินสันดอนสาธารณประโยชน์แปลงนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสาธารณประโยชน์ เป็นคนละแปลงกับที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงที่มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๐ ไร่ และแจ้งมติสภาตำบลดอนตาลให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย และจากการตรวจรายชื่อผู้ถือหรือเคยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๒๐ เลขที่ ๖๘๑๙ และเลขที่ ๕๗๗๕ ซึ่งตั้งอยู่รอบแปลงที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาทปรากฏว่าไม่มีรายชื่อตรงกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามที่ได้ระบุไว้ใน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๔ จึงเชื่อได้ว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ ฉบับนี้เป็นคนละแปลงกับที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาท

ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สพ. ๐๒๒๒ ที่ดินเลขที่ ๒๕๘ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ทั้งแปลง โดยฟังว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงมิได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การที่กรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สพ. ๐๒๒๒ ที่ดินเลขที่ ๒๕๘ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำรังวัด เป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทบางส่วนจะกลายเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ใช้เป็นลานตากข้าวในภายหลังก็ตาม

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง โดยเห็นว่า เรื่องนี้มีปัญหาที่คู่กรณียังโต้เถียงกันว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสันดอนสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกันมาก่อน แต่การที่จะวินิจฉัยและสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่ศาลปกครองชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและนำประเด็นแห่งคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาตามรูปคดี โดยมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องหยุดการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว พร้อมจัดส่งความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลส่งไปยังศาลยุติธรรมพิจารณา ทั้ง ๆ ที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในประเด็นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับข้อพิพาทในคดีนี้มาก่อนที่ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษา จึงเป็นการทำคำพิพากษาโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามนัยข้อ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และให้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยและมีความเห็นแล้วว่า คดีนี้มีปัญหาที่คู่กรณียังโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่า คดีที่ฟ้องนั้นเป็นคดีประเภทใด และอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอบังคับในคดีนั้น เป็นหลักสำคัญ ในเมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นกรณีที่เป็นการโต้แย้งและพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำไป โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับกำหนดระยะเวลาในการโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น มุ่งหมายที่จะให้ข้อขัดแย้งในเรื่องเขตอำนาจศาลที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลให้เสร็จสิ้นและยุติลงไปเสียก่อนที่ศาลที่รับฟ้องไว้นั้นจะมีคำพิพากษาในคดี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่คู่ความและการพิจารณาพิพากษาของศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจหรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลปกครองกลางได้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาโดยที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเรื่องเขตอำนาจศาล และศาลก็ไม่ได้เห็นเองว่าคดีนี้ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น และได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยมีคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว ถึงแม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะได้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลางและให้ศาลปกครองกลางทำความเห็นในเรื่องนี้มาใหม่ก็ตาม กรณีดังกล่าวแล้วก็ยังถือได้ว่าศาลปกครองกลางได้มีความเห็นและได้ส่งความเห็นมาเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี และนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๗๗๕ ตำบลโพหลวง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ซื้อที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๔ มีแนวเขตติดต่อกับโฉนดที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๘๘ ตารางวา จากนายหนู ล้อไป โดยทำสัญญาซื้อขายและผู้ขาย ทำหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๐๖ ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดำเนินการขอรับรองการทำประโยชน์และโอนขายที่ดินแปลงนี้ นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินข้างเคียงจากนายหีบ ล้อไป เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๗๗ ตารางวา โดยไม่มีหลักฐานการซื้อขายอีกส่วนหนึ่ง รวมที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ แต่ยกให้ใช้เป็นลานตากข้าวประมาณ ๑ ไร่ ส่วนที่เหลือผู้ฟ้องคดีครอบครอง ทำประโยชน์สำหรับทำนาทำสวนมาโดยตลอด เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดเพื่อออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๓ จึงทราบว่าทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สพ.๐๒๒๒ ที่ดินเลขที่ ๒๕๘ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ แล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินแปลงนี้ตนและบุตรครอบครองใช้ประโยชน์มาโดยตลอด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ครอบครองที่ว่างประมาณ ๕ ไร่เศษ และทำประโยชน์มาเป็นเวลา ๔๐ กว่าปีนั้น เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่สันดอนสาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ในการรังวัดได้เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๓๔.๘๐ ตารางวา ซึ่งแตกต่างจากเนื้อที่ตามทะเบียนเลขที่ ๑ ซึ่งระบุว่าที่สาธารณประโยชน์แปลงนี้มีจำนวน ๑๘๐ ไร่ มีการลงนามรับรองแนวเขตที่ดินทั้งสี่ด้านรวมทั้งผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อข้างเคียงด้านทิศตะวันตก และบันทึกให้ถ้อยคำว่า ผู้ฟ้องคดีทราบดีว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์แต่ขออาศัยทำสวนไปก่อนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปิดประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งผลการสอบสวนของสภาตำบลดอนตาลว่าที่ดินสันดอนสาธารณประโยชน์แปลงนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสาธารณประโยชน์ เป็นคนละแปลงกับที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงที่มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๐ ไร่ และแจ้งมติสภาตำบลดอนตาลให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย และจากการตรวจรายชื่อผู้ถือหรือเคยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๒๐ เลขที่ ๖๘๑๙ และเลขที่ ๕๗๗๕ ซึ่งตั้งอยู่รอบแปลงที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาทปรากฏว่าไม่มีรายชื่อตรงกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามที่ได้ระบุไว้ใน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๔ จึงเชื่อได้ว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ ฉบับนี้เป็นคนละแปลงกับที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาท ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวง เลขที่ สพ.๐๒๒๒ ที่ดินเลขที่ ๒๕๘ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเป็นธรรมตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุพล จิตต์ใจฉ่ำ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุพล จิตต์ใจฉ่ำ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2550
#415713
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ นายสมพงษ์ ปรีชาธนพจน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิทยา เหรียญแก้ว ที่ ๑ นายบุญเรือน ทรัพย์สมบูรณ์ ที่ ๒ นายไพฑูรย์ พงษ์ประดิษฐ์ ที่ ๓ นายสมมิตร โสภณชีวิน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชลบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๕๒/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์เป็นข้าราชการเคยดำรงตำแหน่งปลัดสุขาภิบาลบ้านสวน ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ เคยดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองชลบุรี จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ และเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๓ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ถึงปี ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๔ เคยดำรงตำแหน่งกำนันตำบลบ้านสวนและเป็นกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีอำเภอเมืองชลบุรีรายงานว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๐ และสุขาภิบาลบ้านสวนได้จ่ายเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ จำนวน ๗๗๐,๕๐๐ บาท เพื่อซ่อมแซมถนนจำนวน ๒๘ โครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวน ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้สอบสวนข้อเท็จจริงและสรุปรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอความเห็นกล่าวหาว่าโจทก์เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่สุขาภิบาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ และกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๕ การสรุปผลสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความจริงและจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่า โจทก์มิได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด จำเลยที่ ๑ กระทำโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้โจทก์ต้องได้รับโทษทางอาญา ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนในขณะนั้นได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรีเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ตามข้อหาที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สรุปไว้ นอกจากนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๓ ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใด ๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตรู้เห็นเป็นใจในการสั่งการให้บันทึกเพิ่มเติมในรายงานการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ อันเป็นการเสียหายแก่สุขาภิบาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ และเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๔ ในฐานะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ในฐานะปลัดสุขาภิบาลบ้านสวนเป็นผู้ลงนามอนุมัติจ่ายเงินงบประมาณ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนครั้งที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ นั้น โจทก์ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและจะต้องทราบว่าไม่มีการอนุมัติการซ่อมแซมถนน ๒๘ โครงการดังกล่าว คำให้การของจำเลยที่ ๓ และ ที่ ๔ ต่อพนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยความจริงโจทก์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรายงานการประชุมและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสั่งอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณกลางดังกล่าว โจทก์มิได้กระทำความผิดอาญาตามที่จำเลยทั้งสี่กล่าวหาและแจ้งความร้องทุกข์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดชลบุรีข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ร่วมกับบุคคลอื่นใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและสุขาภิบาลและร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรีได้พิจารณาพยานหลักฐานที่นำสืบมาในคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาดังกล่าวจึงพิพากษายกฟ้องเฉพาะโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๐๘๘/๒๕๔๖ การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ทำให้เสียโอกาสในการพิจารณาความดีความชอบ เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งและต้องถูกคำสั่งโยกย้ายราชการจากตำแหน่งปลัดสุขาภิบาลบ้านสวนไปเป็นปลัดสุขาภิบาลหนองตำลึง จังหวัดชลบุรี และถูกย้ายไปเป็นรองปลัดเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนและมีเหตุการณ์ความไม่สงบ เสี่ยงต่ออันตราย ทำให้โจทก์ต้องเดินทางมาศาลระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดชลบุรีในคดีอาญาที่ถูกฟ้องเป็นเวลาประมาณ ๒ ปี โดยโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าว่าจ้างทนายความในการต่อสู้คดี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการและมอบหมายตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ไม่ได้กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีโจทก์แต่อย่างใด ความเสียหายที่โจทก์อ้างมิใช่ผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ การที่โจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัย และมีคำสั่งโยกย้ายมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งสี่โดยส่วนตัวการที่โจทก์ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาก็เป็นดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม จำเลยทั้งสี่ไม่เกี่ยวข้องด้วย จำเลยทั้งสี่มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสี่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งแยกประเด็นที่จะพิจารณาได้สองประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเดิมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีปลอมแปลงเอกสารการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๐ และการที่สุขาภิบาลบ้านสวนได้จ่ายเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ จำนวน ๗๗๐,๕๐๐ บาท เพื่อซ่อมแซมถนนจำนวน ๒๘ โครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวน โดยจำเลยที่ ๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยที่ ๑ มีความเห็นสรุปรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าโจทก์ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตและไม่จงใจปฏิบัติตามระเบียบทางราชการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงนั้น เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องและเป็นความเท็จทำให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีอาญาได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งและถูกสั่งย้ายไปรับราชการที่จังหวัดนราธิวาส ทำให้ต้องเดินทางไกลและเสี่ยงอันตรายอย่างร้ายแรง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ นั้น การที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับพิจารณาความดีความชอบ เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งและถูกโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงของจำเลยที่ ๑ นั้น ย่อมถือได้ว่ากรณีดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและการสรุปความเห็นการสอบสวนข้อเท็จจริงของกรรมการซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นที่สองนั้นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับโจทก์และฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ได้ให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว ว่าโจทก์กระทำการโดยทุจริต อันเป็นความเท็จทำให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำโดยละเมิดนั้น ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อโจทก์และให้การต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาจนเป็นเหตุทำให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดชลบุรีนั้น เป็นการกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา เป็นขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม คดีละเมิดนี้โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและปฏิบัติตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นการเฉพาะโดยตรง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ๕) สังกัดอำเภอเมืองชลบุรี และจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ขณะดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนและเบิกจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุญาตได้สรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่สุขาภิบาลและปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการเป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เสนอต่อผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เป็นเหตุให้โจทก์ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและถูกดำเนินคดีอาญา และกรณีที่จำเลยที่ ๒ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ รวมทั้งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานในการดำเนินคดีอาญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจนถูกดำเนินคดีอาญา ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งหรือได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่มิได้กระทำการในฐานะส่วนตัว และหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ขณะจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองชลบุรีได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีอำเภอเมืองชลบุรีรายงานว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๐ และสุขาภิบาลบ้านสวนได้จ่ายเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ จำนวน ๗๗๐,๕๐๐ บาท เพื่อซ่อมแซมถนนจำนวน ๒๘ โครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวน คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้สอบสวนและสรุปรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอความเห็นกล่าวหาว่าโจทก์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดสุขาภิบาลบ้านสวนกระทำผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ และกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าไม่เป็นความจริง จำเลยที่ ๑ กระทำโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้โจทก์ต้องได้รับโทษทางอาญา ต่อมาจำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนในขณะนั้นได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ และจำเลยที่ ๓ ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตรู้เห็นเป็นใจในการสั่งการให้บันทึกเพิ่มเติมในรายงานการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ และจำเลยที่ ๔ ในฐานะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนให้การต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหาว่า โจทก์เป็นผู้ลงนามอนุมัติจ่ายเงินงบประมาณ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาล บ้านสวนครั้งที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ นั้น โจทก์ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและจะต้องทราบว่าไม่มีการอนุมัติการซ่อมแซมถนน ๒๘ โครงการดังกล่าว คำให้การของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดชลบุรีข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ ศาลจังหวัดชลบุรีได้พิจารณาพยานหลักฐานที่นำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและพิพากษายกฟ้องเฉพาะโจทก์ เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๐๘๘/๒๕๔๖ โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ทำให้เสียโอกาสในการพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งและต้องถูกคำสั่งโยกย้ายราชการจากตำแหน่งปลัดสุขาภิบาลบ้านสวนไปเป็นปลัดสุขาภิบาลหนองตำลึง จังหวัดชลบุรี และถูกย้ายไปเป็นรองปลัดเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนและมีเหตุการณ์ความไม่สงบ เสี่ยงต่ออันตราย ทำให้โจทก์ต้อง เดินทางมาศาลระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดชลบุรีในคดีอาญาที่ถูกฟ้องเป็นเวลาประมาณ ๒ ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าว่าจ้างทนายความในการต่อสู้คดี จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็นเงิน จำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการและมอบหมายตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ไม่ได้กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีโจทก์แต่อย่างใด ความเสียหายที่โจทก์อ้างมิใช่ผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ การที่โจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัย และมีคำสั่งโยกย้ายมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งสี่โดยส่วนตัว การที่โจทก์ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาก็เป็นดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม จำเลยทั้งสี่ไม่เกี่ยวข้องด้วย จำเลยทั้งสี่มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันว่า กระทำละเมิดต่อโจทก์ เรียกค่าเสียหาย โดยคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งสองศาลเห็นพ้องต้องตรงกันว่าเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่า เหตุคดีนี้เกิดจากจำเลยที่ ๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับบุคคลอื่นปลอมแปลงเอกสารการประชุมคณะกรรมการสุขาภิบาลบ้านสวนและเบิกจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุญาต คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้สรุปผล การสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้โจทก์ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและถูกดำเนินคดีอาญา ต่อมาจำเลยที่ ๒ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ดำเนินคดีอาญากับโจทก์และบุคคลอื่นตามความเห็นที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอผู้บังคับบัญชา รวมทั้งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานในการดำเนินคดีอาญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจนถูกดำเนินคดีอาญา การดำเนินการของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดอาญาของคณะกรรมการซึ่งมีจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการและเลขานุการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชากระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวจนนำไปสู่การลงโทษทางวินัยและฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับโจทก์จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมีมูลความแห่งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ดังนั้นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมพงษ์ ปรีชาธนพจน์ โจทก์ นายวิทยา เหรียญแก้ว ที่ ๑ นายบุญเรือน ทรัพย์สมบูรณ์ ที่ ๒ นายไพฑูรย์ พงษ์ประดิษฐ์ ที่ ๓ นายสมมิตร โสภณชีวิน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ปรีชาธนพจน์
จำเลย — นายวิทยา เหรียญแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2550
#415657
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๘๐๙/๒๕๔๕ ระหว่าง นายศักดา บุณยรักษ์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๑๖๙ และ ๒๖๑๗๐ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๑-๐-๙๐ ไร่ และ ๒-๑-๕๓ ไร่ ตามลำดับ รวมเนื้อที่ ๓-๒-๔๓ ไร่ โดยซื้อจากนายแคล้ว คงหิรัญ ที่ดินดังกล่าวนายแคล้วยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครองเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีอนุมัติให้ออกโฉนดที่ดินได้ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงผ่านการพิจารณาโดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และคณะกรรมการสุขาภิบาลหาดเจ้าสำราญแล้วว่าเป็นที่มีการครอบครองของเอกชน ไม่ใช่เป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ นายชูชาติ พูลศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี มีคำสั่งให้ออกและลงนามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ ที่ดินเลขที่ ๑๖๙ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งอยู่ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๓-๒-๒๔ ไร่ ทับที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลที่ได้ผ่านการพิจารณา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นมาแล้วว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่ใช่และไม่เคยเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายชูชาติ พูลศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีในขณะนั้น ที่ไม่ได้ตรวจสอบระวางแผนที่ตามเขตระวางที่ของที่ดินดังกล่าวเสียก่อน เป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยรวบรัด จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ ที่ดินเลขที่ ๑๖๙ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งอยู่ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ส่วนที่ซ้อนทับกับที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแสดงความประสงค์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่เป็นผู้ออกหนังสือสำคัญแทน สำหรับข้อเท็จจริงที่พิพาทในคดีนี้อยู่ระหว่างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบและรายงานให้ทราบ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ นั้น ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตำบลหาดเจ้าสำราญ ลำดับที่ ๕ ตั้งแต่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ บริเวณดังกล่าวแต่เดิมมีสภาพเป็นที่ดินสาธารณะ ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ภายหลังประชาชนไม่ได้เข้าไปขุดน้ำใช้ แต่ก็ยังเป็นที่สำหรับใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นพักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบข้อบังคับ โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง โดยเห็นว่า เรื่องนี้ มีปัญหาที่คู่กรณียังโต้เถียงกันว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่หลวงหวงห้ามตามที่อำเภอเมืองเพชรบุรีนำขึ้นทะเบียนไว้ แม้รายละเอียดคู่กรณีจะมีการโต้แย้งกันในเรื่องกระบวนการของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่อยู่ด้วย แต่การที่จะวินิจฉัยและสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่ศาลปกครองชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและนำประเด็นแห่งคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาตามรูปคดี โดยมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องหยุดการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว พร้อมจัดส่งความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลส่งไปยังศาลยุติธรรมพิจารณา ทั้ง ๆ ที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในประเด็นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับข้อพิพาทในคดีนี้มาก่อนที่ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษา จึงเป็นการทำคำพิพากษาโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามนัยข้อ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และให้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยและมีความเห็นแล้วว่า คดีนี้มีปัญหาที่คู่กรณียังโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่หลวงหวงห้ามตามที่นายอำเภอเมืองเพชรบุรีได้นำขึ้นทะเบียนไว้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเนื่องจากทับซ้อนที่ดินโฉนดทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีนั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๑๖๙ และ ๒๖๑๗๐ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาในเนื้อหาและประเด็นแห่งคดีไปแล้ว จนผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลปกครองสูงสุด คดีนี้แม้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและย้อนให้ศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องก็ตาม คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีผลให้คดีตกมาที่ศาลปกครองชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง ย่อมไม่ก่อให้ศาลปกครองชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลอีก เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี หากมีการยกคำพิพากษาและย้อนสำนวนจากศาลปกครองสูงสุดหลายครั้งแล้วถือว่าคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นทำให้ศาลปกครองชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ทั้ง ๆ ที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีไปแล้วย่อมมีผลกระทบเสียหายต่อประชาชน หากมีการโอนคดีนี้มายังศาลยุติธรรมย่อมมีการจัดทำคำฟ้องให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกระทบข้อกฎหมายอื่นตามมาอีกอันทำให้ต้องเสียเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องการให้ปัญหาเรื่องอำนาจศาลยุติตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ผู้ฟ้องคดีย่อมได้รับผลกระทบจากความล่าช้าดังกล่าวโดยตรง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของตน ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๑๖๙ และ ๒๖๑๗๐ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๑-๐-๙๐ ไร่ และ ๒-๑-๕๓ ไร่ โดยซื้อจากนายแคล้ว ซึ่งเป็นผู้ขอออกโฉนด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีอนุมัติให้ออกโฉนดที่ดินได้ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงผ่านการพิจารณาโดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และคณะกรรมการสุขาภิบาลหาดเจ้าสำราญแล้วว่าเป็นที่มีการครอบครองของเอกชน ไม่ใช่เป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ต่อมานายชูชาติ พูลศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี มีคำสั่งให้ออกและลงนามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ ที่ดินเลขที่ ๑๖๙ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื้อที่ ๓-๒-๒๔ ไร่ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพราะใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยรวบรัดดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ได้ตรวจสอบระวางแผนที่ตามเขตระวางที่ของที่ดินดังกล่าวเสียก่อน จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ ที่ดินเลขที่ ๑๖๙ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งอยู่ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ส่วนที่ซ้อนทับกับที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแสดงความประสงค์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่เป็นผู้ออกหนังสือสำคัญแทน สำหรับข้อเท็จจริงที่พิพาทในคดีนี้อยู่ระหว่างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบและรายงานให้ทราบ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ นั้น ขึ้นทะเบียน ที่ดินสาธารณประโยชน์ตำบลหาดเจ้าสำราญ ลำดับที่ ๕ ตั้งแต่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ บริเวณดังกล่าวแต่เดิมมีสภาพเป็นที่ดินสาธารณะ ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ภายหลังประชาชนไม่ได้เข้าไปขุดน้ำใช้ แต่ก็ยังเป็นที่สำหรับใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นพักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบข้อบังคับโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พบ.๐๒๖๔ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายศักดา บุณยรักษ์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายศักดา บุณยรักษ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2550
#415699
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ นายสัมฤทธิ์ ดิษฐาพร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๙/๒๕๔๙ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๙ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ติดต่อกันประมาณ ๑๐ ไร่ โดยครอบครองต่อเนื่องมาจากนายเที่ยง ดิษฐาพร บิดา ซึ่งถึงแก่กรรมไปประมาณ ๑๐ ปีเศษ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ อำเภอลานสการ่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๙ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ โดยมอบหมายให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่ที่สาธารณประโยชน์ตั้งอยู่ทำการในฐานะผู้ปกครองท้องที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ตลอดจนร่วมกับผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสภาตำบล นำทำการรังวัดชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ที่ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวด้วย สำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชสอบสวนและรังวัดทำแผนที่ตามวิธีการรังวัดเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีหนังสือขอให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไประวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดิน เมื่อรังวัดเสร็จแล้วได้เนื้อที่ ๓๙ ไร่เศษ ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและปิดประกาศดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนทราบทั่วกันและให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน ผู้ฟ้องคดีจึงคัดค้านเนื่องจากมีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่ และรุกล้ำที่ดินของนางสาวจิราพร ดิษฐาพร จำนวนเนื้อที่ ๕ ไร่ รวมทั้งรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นที่อยู่ต่อเนื่องกัน ทั้งๆ ที่ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๑ นายอำเภอลานสกามีหนังสือรับรองว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีและที่ดินของนางสาวจิราพร รวมทั้งที่ดินของบุคคลอื่นๆ ไม่เป็นสถานที่หวงห้ามของทางราชการ และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว และเมื่อปี ๒๕๐๘ ก็ได้กันไว้เป็นที่หลวงทำเลเลี้ยงสัตว์เพียง ๒๗ ไร่ ซึ่งไม่ได้รุกล้ำที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี จึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ศาลยุติธรรม) เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๗๐/๒๕๔๕ แต่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คดีหมายเลขแดงที่ ๑๐๘๔/๒๕๔๕) โดยเห็นว่ากรณีตามฟ้องเป็นเรื่องโต้แย้งคำสั่งทางปกครองไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๘ และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เห็นว่า โจทก์ (ผู้ฟ้องคดี) ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องเสียก่อน หากศาลปกครองเห็นว่าจำต้องส่งเรื่องเขตอำนาจศาลขัดกันไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อวินิจฉัยแล้ว จึงเป็นขั้นตอนต่อไปที่ศาลชั้นต้นหรือศาลปกครองจะต้องรับคำฟ้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามนัยมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งตามมาตรา ๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเท่านั้นที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกอุทธรณ์ (คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๗๘/๒๕๔๖)

อนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๖ ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นศ ๑๑๔๖ เนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา และในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ องค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขุดคูเพื่อกั้นแนวเขตล้อมรอบที่ นสล. หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๙ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยตัดต้นเทียมของผู้ฟ้องคดี ๒๐ ต้น ราคา ๒๐,๐๐๐ บาท และแปลงหญ้าสำหรับเลี้ยงโคนมจำนวนเนื้อที่ ๘๑๖ ตารางเมตร ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท โดยองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเล ทำสัญญาตกลงชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้ไว้เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินแปลงที่พิพาทตามฟ้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นศ ๑๑๔๖ เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ และห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีหรือบริวารหรือบุคคลหรือองค์กรอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เลขที่ นศ ๑๑๔๖ รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์โดยไม่มีเอกสารสิทธิ จึงขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๐ ไร่เศษ และให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวและห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษ โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครอง การใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และพยานหลักฐานการได้มาซึ่งที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตลอดจนการใช้ประโยชน์ของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงกับผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓/๒๕๔๖, ๖/๒๕๔๖, ๗/๒๕๔๖ และ ๑๙/๒๕๔๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๙ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากกรณีผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นศ ๑๑๔๖ เนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและของบุคคลอื่นซึ่งที่ดินอยู่ต่อเนื่องกัน ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวแล้ว ประกอบกับนายอำเภอลานสกามีหนังสือรับรองไว้เป็นหลักฐานแล้วว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีและของบุคคลอื่นๆ ไม่เป็นสถานที่หวงห้ามของทางราชการ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว และเมื่อปี ๒๕๐๘ ได้กันที่ดินไว้เป็นที่หลวงทำเลเลี้ยงสัตว์เพียง ๒๗ ไร่ โดยไม่รุกล้ำที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง และระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ องค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขุดคูเพื่อกั้นแนวเขตล้อมรอบที่ นสล. หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๙ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตัดต้นเทียมและแปลงหญ้าสำหรับเลี้ยงโคนมของผู้ฟ้องคดี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเลทำสัญญาตกลงชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวไว้แล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินแปลงที่พิพาทตามฟ้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นศ ๑๑๔๖ เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ และห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีหรือบริวารหรือบุคคลหรือองค์กรอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสัมฤทธิ์ ดิษฐาพร ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสัมฤทธิ์ ดิษฐาพร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 22/2550
#415706
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๒/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คำสั่งศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

คำพิพากษาศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

นายเทียม แก้วกุย ที่ ๑ นางฉวีวรรณ แก้วกุย ที่ ๒ นายปภังกร แก้วกุย ที่ ๓ และนายเกรียงไกร แก้วกุย ที่ ๔ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

นายเทียม แก้วกุย นางฉวีวรรณ แก้วกุย นายปภังกร แก้วกุย และนายเกรียงไกร แก้วกุย ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๐ ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ และลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ คำร้องทั้งหมดมีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาให้เรียกนายเทียม แก้วกุย ว่า ผู้ร้องที่ ๑ นางฉวีวรรณ แก้วกุย ว่า ผู้ร้องที่ ๒ นายปภังกร แก้วกุย ว่า ผู้ร้องที่ ๓ และนายเกรียงไกร แก้วกุย ว่า ผู้ร้องที่ ๔ ผู้ร้องทั้งสี่ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งโอนและจำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๗/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ ระหว่างนายเทียม แก้วกุย ผู้ฟ้องคดี (ผู้ร้องที่ ๑) คณะกรรมการคดีพิเศษ ที่ ๑ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๒ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๓ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ เนื่องจากศาลปกครองกลางและศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีความเห็นพ้องกันว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี หมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ซึ่งผู้ร้องทั้งสี่เห็นว่า คำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองกลางที่ให้โอนและจำหน่ายคดีไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ทำให้ผู้ร้องทั้งสี่ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากคดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ ๓๕๗/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐เป็นกรณีที่ผู้ร้องที่ ๑ ยื่นฟ้องคณะกรรมการคดีพิเศษกับพวก รวม ๔ คน ขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการคดีพิเศษที่ไม่รับเรื่องร้องทุกข์กรณีขอให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และพยายามฆ่าผู้ร้องที่ ๑ กับพวก เป็นคดีพิเศษ อันสืบเนื่องมาจากผู้ร้องที่ ๑ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จับกุมกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ มีเครื่องกระสุนปืน (ระเบิด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้บุคคลมีไว้ในครอบครอง ซ่อนเร้นหรือช่วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าว (นายโฮ คิน ลอกหรืออีริค แซ่ฮ้อ และนายหมิง หวังหรือหวัง หมิง หรือหวัง ยุนไห่) เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พ้นการจับกุม และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรีเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องที่ ๑ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๙๔๕/๒๕๓๖ หมายเลขแดงที่ ๑๕๕๙/๒๕๔๔ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ร้องที่ ๑) ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำพิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ร้องที่ ๑) ๒๐ ปี ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ร้องที่ ๑ ได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาฉกรรจ์ไว้ตามสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๓๒๐/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ และมีหนังสือร้องทุกข์ถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ แต่คณะกรรมการคดีพิเศษกับพวกมีมติไม่รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวเป็นคดีพิเศษเพราะคดีของผู้ร้องที่ ๑ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสี่จึงเห็นว่า คำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๗/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ ให้โอนและจำหน่ายคดีที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะดังกล่าวไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคดีที่ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๖๙๙/๒๕๓๖ หมายเลขแดงที่ ๖๗๓/๒๕๓๖ ระหว่างพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ นายโฮ คิน ลอกหรืออีริค แซ่ฮ้อ ที่ ๑ นายหมิง หวัง หรือหวัง หมิง หรือหวัง ยุนไห่ ที่ ๒ จำเลย ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นคนต่างด้าวที่ผู้ร้องที่ ๑ ถูกฟ้องว่าช่วยพาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและหลบหนีให้พ้นการจับกุมในคดีอาญาของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และคำสั่งโอนคดีไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีจะทำให้การพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นซึ่งผู้ร้องที่ ๑ เคยยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองจำนวนมาก อาทิเช่น ประธานศาลฎีกา ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เลขานุการศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ฯลฯ ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) ภายหลังจากที่ผู้ร้องที่ ๑ มีหนังสือขอความเป็นธรรมในข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังหน่วยงานต่างๆ แต่ได้รับการเพิกเฉย คดีทั้งหมดศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ร้องที่ ๑ ไว้พิจารณา นอกจากนี้ การพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีจะเป็นการพิจารณาซ้ำกับการรับคำร้องทุกข์คดีอาญาในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๓๒๐/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ซึ่งหากมีการดำเนินการฟ้องคดีก็จะมีการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ผู้ร้องทั้งสี่จึงเห็นว่า ในขณะนี้ศาลยุติธรรมไม่ควรที่จะพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ เนื่องจากจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ร้องที่ ๑ ซึ่งมีกรณีพิพาทกับศาลยุติธรรมแล้ว ขอให้คณะกรรมการมีคำสั่งดังนี้

๑. ให้คดีของศาลปกครอง หมายเลขดำที่ ๓๕๗/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ พิจารณาที่ศาลปกครองต่อไป

๒. ให้ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีงดการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐

๓. ให้มีการไต่สวนคดีอย่างฉุกเฉิน

๔. อนุญาตให้คัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลปกครองและศาลยุติธรรมในเรื่องดังกล่าวทั้งหมด รวมถึงอนุญาตให้คัดถ่ายสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ ขัดแย้งกับคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๗๓/๒๕๓๖ โดยคดีของศาลปกครองกลางหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ เหตุเกิดจากผู้ร้องที่ ๑ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี จับกุมกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ มีเครื่องกระสุนปืน (ระเบิด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้บุคคลมีไว้ในครอบครอง ซ่อนเร้นหรือช่วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าว (นายโฮ คิน ลอกหรืออีริค แซ่ฮ้อ และนายหมิง หวัง หรือหวัง หมิง หรือหวัง ยุนไห่) เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พ้นการจับกุม และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรีเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องที่ ๑ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๕๙/๒๕๔๔ให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ร้องที่ ๑) ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ร้องที่ ๑) ๒๐ ปี ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ร้องที่ ๑ ได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาฉกรรจ์ไว้ตามสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๓๒๐/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ และมีหนังสือร้องทุกข์ถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ แต่คณะกรรมการคดีพิเศษกับพวกมีมติไม่รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวเป็นคดีพิเศษเพราะคดีของผู้ร้องที่ ๑ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องที่ ๑ จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่ ๑ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๒ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๓ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางและศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีความเห็นพ้องกันว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งให้โอนคดีดังกล่าวไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี หมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ส่วนคดีอาญาของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี หมายเลขแดงที่ ๖๗๓/๒๕๓๖ เป็นคดีที่พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ยื่นฟ้องนายโฮ คิน ลอกหรืออีริค แซ่ฮ้อ ที่ ๑ นายหมิง หวัง หรือหวัง หมิง หรือหวัง ยุนไห่ ที่ ๒ จำเลย ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นคนต่างด้าวที่ผู้ร้องที่ ๑ ถูกฟ้องว่าช่วยพาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและหลบหนีให้พ้นการจับกุมในคดีอาญาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ร้องทั้งสี่เห็นว่า คำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองกลางให้โอนและจำหน่ายคดีไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ จะทำให้การพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคดีที่ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๗๓/๒๕๓๖ และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องที่ ๑ กล่าวอ้างในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นในคดีอื่นๆ ซึ่งผู้ร้องที่ ๑ เคยยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) คดีทั้งหมดศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ร้องที่ ๑ ไว้พิจารณา นอกจากนี้ การพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีจะเป็นการพิจารณาซ้ำกับการรับคำร้องทุกข์คดีอาญาในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๓๒๐/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ซึ่งหากมีการดำเนินการฟ้องคดีก็จะมีการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ผู้ร้องทั้งสี่จึงเห็นว่า ศาลยุติธรรมไม่ควรที่จะพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ เนื่องจากจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ร้องที่ ๑ ซึ่งมีกรณีพิพาทกับศาลยุติธรรมแล้ว ขอให้คณะกรรมการมีคำสั่งให้คดีของศาลปกครองหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๕๐ พิจารณาที่ศาลปกครองต่อไป ให้ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีงดการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๕๐ ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ ให้มีการไต่สวนคดีอย่างฉุกเฉิน และอนุญาตให้คัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลปกครองและศาลยุติธรรมในเรื่องดังกล่าวทั้งหมด รวมถึงอนุญาตให้คัดถ่ายสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด ดังนั้นคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบ และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันหมายความรวมถึงจะต้องเป็นคู่ความหรือคู่กรณีเดียวกันด้วย สำหรับข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องที่ ๑ แม้ผู้ร้องที่ ๑ จะเป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่งในคดีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่ง และคดีของศาลปกครองกลางและคดีของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีที่ผู้ร้องที่ ๑ กล่าวอ้างว่าขัดแย้งกันเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ผู้ร้องที่ ๑ ไม่ได้เป็นคู่ความหรือเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในคดีที่ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาลงโทษคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ คู่กรณีในคดีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งและคู่ความในคดีที่ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีมีคำพิพากษาจึงมิใช่รายเดียวกัน ทั้งการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนและจำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ ๑ ไปยังศาลจังหวัดกบินทร์บุรีเป็นเพียงการดำเนินการเมื่อทั้งสองศาลมีความเห็นพ้องกัน และคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดเรื่องเขตอำนาจศาลตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) และวรรคสองกำหนดไว้ ซึ่งไม่ใช่การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ดังนั้น คดีนี้ยังไม่มีการพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นแห่งคดี คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองและศาลยุติธรรมที่ผู้ร้องที่ ๑ กล่าวอ้างจึงมิใช่คดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันและมิใช่กรณีที่ศาลสองศาลตัดสินแตกต่างกันจนทำให้คู่ความไม่อาจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลใดศาลหนึ่งได้ สำหรับผู้ร้องที่ ๒ ถึงที่ ๔ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิใช่คู่กรณีหรือคู่ความในคดีที่ผู้ร้องที่ ๒ ถึงที่ ๔ กล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน และมิใช่บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว ผู้ร้องที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมิใช่บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการไม่อาจรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ไว้พิจารณาได้

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 14
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเทียม แก้วกุย ที่ 1กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2550
#415708
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ นายนริศ กิจวรเมธา ที่ ๑ นายบุ้นหยู แซ่เซียว ที่ ๒ นายพิพิธ ลือชาทร ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิคม เพ็งไธสง ที่ ๑ นายสมาน เพ็งไธสง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๑๖๘/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อเดือนมีนาคมและเมษายน ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ โดยทุจริตร่วมกันออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน (น.ส. ๓) ตั้งอยู่ที่หมู่ ๒ และหมู่ ๒๓ ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ให้กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมจำนวน ๒๘ แปลง โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ออกเอกสารสิทธิโดยรู้อยู่ว่าไม่มีที่ดินอยู่จริงและออกเอกสารสิทธิทับที่ดินของผู้อื่น และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ นำเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองประกันการกู้ยืมเงินกับจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงิน และรับจดทะเบียนจำนองเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าไม่มีที่ดินอยู่จริง ต่อมาจำเลยที่ ๔ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพื่อให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังกล่าวต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๗/๒๕๒๓ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาด (ที่ถูกต้องคือ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์) วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๔ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมายึดที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาด ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีอยู่จริง และเอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒ โจทก์ทั้งสามได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา ๒,๐๖๘,๐๐๐ บาท โดยวางมัดจำไว้จำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวชอบแล้ว หลังจากนั้น โจทก์ทั้งสามได้ติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาเพื่อรับโอนที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่สามารถจดทะเบียนรับโอนที่ดินได้ เนื่องจากที่ดินทั้งหมดได้ออกเอกสารสิทธิโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย กล่าวคือ เอกสารสิทธิบางแปลงไม่มีในสารบบของสำนักงานที่ดิน และบางแปลงไม่ใช่ชื่อของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดิน แต่เป็นชื่อของผู้อื่น จากการสอบถามได้ความจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ผู้ออกเอกสารสิทธิดังกล่าวคือ นายพิน คำโพธิ์ ออกเอกสารสิทธิไปโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายและถูกสอบสวนและให้ออกจากราชการไปแล้ว โจทก์ทั้งสามเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส. ๓ จำนวน ๒๘ แปลง ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่โจทก์ทั้งสามซื้อได้มาจากการขายทอดตลาด ทำให้ขาดประโยชน์อันควรได้จากการขายที่ดินดังกล่าว จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสาม และกรณีไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาล ในทางแพ่งเป็นคดีนี้ กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โจทก์ทั้งสามเป็นเพียงบุคคลภายนอก ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ในที่ดินเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวจากจำเลยที่ ๓ ได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะอ้างมูลละเมิดดังกล่าวและจำเลยที่ ๓ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามมิได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กล่าวคือ เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าว ที่ออกโดยสำนักงานที่ดิน อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา (ปัจจุบันอยู่ในอำนาจของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาชุมพวง) เป็นการออกเอกสารที่แสดงสิทธิครอบครองการทำประโยชน์ที่ดิน ซึ่งการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ย่อมมีผลตามกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงถือว่าเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าวยังคงเป็นหนังสือแสดงสิทธิครองครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาชุมพวง หรือจำเลยที่ ๓ มิได้เคยมีคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายให้เพิกถอนเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับในการซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด โจทก์ทั้งสามทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยมีเงื่อนไขตามสัญญาข้อ ๕ กำหนดว่า หากโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อ เพราะที่ดินนั้นไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือเพราะเหตุอื่นๆ และศาลจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีได้ชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวแล้ว สัญญาซื้อขายดังกล่าวจะเป็นอันยกเลิกไป ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลจังหวัดนครราชสีมาที่มีอำนาจในการบังคับคดียังมิได้ชี้ขาดว่าที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าวไม่ใช่เป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังนั้น จึงถือว่าสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลย่อมต้องมีหน้าที่ยื่นเรื่องราวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดนครราชสีมา สาขาชุมพวง เพื่อขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการโอนสิทธิและเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้บริบูรณ์ตามมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๑๒๙๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่โจทก์ทั้งสามหาได้เคยยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาชุมพวง แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าว จึงถือว่ามีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้เอง หากโจทก์ทั้งสามไปดำเนินการยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวแล้ว ปรากฏภายหลังว่าไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ ก็ชอบที่โจทก์ทั้งสาม จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลอันเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองต่อไป จำเลยที่ ๓ จึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ ๓ เป็นคดีนี้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหายและไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ กล่าวคือ คดีนี้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครราชสีมา หมายเลขแดงที่ ๑๑๗/๒๕๒๓ ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายนิคม เพ็งไธสง ที่ ๑ กับพวก โดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทในราคา ๒,๐๖๘,๐๐๐ บาท แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้เนื่องจาก น.ส. ๓ ที่ดินแปลงพิพาทเป็นเอกสารปลอมโดยเจ้าพนักงานทุจริต ซึ่งโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งหมดและขอให้คืนเงินจากการซื้อทรัพย์พิพาท โดยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๓๒/๒๕๓๓ มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทรัพย์ที่ดินพิพาททั้งหมดและให้คืนเงินราคาที่ดินพิพาททั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเงินจากการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจำนวน ๒,๐๖๘,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสามได้รับคืนแล้วจึงไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการฟ้องซ้ำ อนึ่ง จำเลยที่ ๔ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม แต่อยู่ในฐานะผู้สุจริตและได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ได้ขอสินเชื่อและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ ๔ สาขานครราชสีมา ในวงเงินกู้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๗๓, ๔๖, ๗๘, ๙๓, ๑๒๕, ๑๖๐, ๑๗๔, ๒๘๒ ถึง ๒๙๑, ๒๙๓, ๒๙๔ ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘, ๕๕, ๑๐๓, ๑๑๙, ๑๒๔, ๑๓๖, ๑๔๐, ๑๕๙, ๑๗๓, ๒๔๘, ๒๕๗, ๒๗๓ ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ ๔ ได้พิจารณาสินเชื่อตามระเบียบและวิธีปฏิบัติของจำเลยที่ ๔ ตามขั้นตอนทุกประการและใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานในการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์โดยครบถ้วน จำเลยที่ ๔ ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินดังกล่าวทั้งหมดที่จำเลยที่ ๔ รับจำนองไว้นั้น เกิดจากการร่วมกันทุจริตระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ ๔ จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๔/๒๕๒๓ คดีถึงที่สุดเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๗/๒๕๒๓ โดยศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๔ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดโดยโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่า น.ส. ๓ ดังกล่าวทั้งหมดออกทับที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งต่อมาทางราชการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและจัดสรรให้ราษฎรทำกินแล้ว น.ส. ๓ ทั้งหมด จึงเป็นเอกสารปลอม ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนการขายทรัพย์พิพาทและโจทก์ทั้งสามได้รับเงินคืนตามราคาในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ ๔ เพิ่งทราบว่า น.ส. ๓ เป็นเอกสารสิทธิปลอมเมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทรัพย์พิพาท โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทคืนแล้ว จึงไม่มีความเสียหายอีก ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มูลคดีเกิดจากการกระทำทุจริตของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ออกเอกสารสิทธิและเอกสารราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบออก น.ส. ๓ ให้กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ ๔ แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ ๔ จึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้ชำระหนี้และบังคับจำนองตามฟ้อง จำเลยที่ ๔ จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต แต่ไม่อาจรับโอนที่ดินได้ ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ ๓ มูลคดีในส่วนนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่มูลคดีดังกล่าวนี้โจทก์ทั้งสามได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิที่ดินหรือ น.ส. ๓ ทั้งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินเพื่อขายทรัพย์แทนลูกหนี้จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้นำยึดที่ดินให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งดังกล่าวซึ่งจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยชอบหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๓ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายนั้น เจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการออก น.ส. ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และการออก น.ส. ๓ ของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้เป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ ว่า เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการออก น.ส. ๓ ดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การออก น.ส. ๓ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และในปัญหาว่าการออกคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการกระทำทางปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยไปถึงประเด็นในเรื่องสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ โจทก์ทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาล ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสี่ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ โดยทุจริตร่วมกันออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน(น.ส. ๓) ให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ แล้วนำเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองประกันการกู้ยืมเงินกับจำเลยที่ ๔ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ รู้ว่าไม่มีที่ดินอยู่จริง ต่อมาจำเลยที่ ๔ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพื่อให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินออกขายทอดตลาด (ที่ถูกต้องคือ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์) ต่อมาจำเลยที่ ๔ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมายึดที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาด ทั้งที่รู้ว่าไม่มีที่ดินอยู่จริงและเอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวชอบแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงดำเนินการขอจดทะเบียนรับโอนที่ดิน แต่ไม่สามารถจดทะเบียนรับโอนที่ดินได้ เนื่องจากที่ดินทั้งหมดออกเอกสารสิทธิ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย เอกสารสิทธิบางแปลงไม่มีในสารบบของสำนักงานที่ดินและบางแปลงไม่ใช่ชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดิน แต่เป็นชื่อของผู้อื่น โจทก์ทั้งสามเห็นว่า จำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทำให้ได้รับความเสียหายไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส. ๓ และขาดประโยชน์อันควรได้จากการขายที่ดิน ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหายและไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะอ้างมูลละเมิดเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาชุมพวง หรือจำเลยที่ ๓ ไม่เคยมีคำสั่งให้เพิกถอนเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. ๓ ทั้ง ๒๘ แปลงดังกล่าวจึงยังเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน สัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. ๓ ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิก โจทก์ทั้งสามไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ หากโจทก์ทั้งสามดำเนินการยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวแล้วปรากฏภายหลังว่า ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ ก็ชอบที่โจทก์ทั้งสามจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลอันเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองต่อไป จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหายและไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งหมดและขอให้คืนเงินจากการซื้อทรัพย์พิพาทแล้ว ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายที่ดินพิพาททั้งหมดและให้คืนเงินราคาที่ดินพิพาททั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามได้รับคืนแล้วจึงไม่มีความเสียหายการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการฟ้องซ้ำ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๔ ได้พิจารณาสินเชื่อตามระเบียบและวิธีปฏิบัติทุกประการ และใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานในการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์โดยครบถ้วน จำเลยที่ ๔ ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินดังกล่าวทั้งหมดที่จำเลยที่ ๔ รับจำนองไว้นั้นเกิดจากการร่วมกันทุจริตระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ ๔ จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่า น.ส. ๓ ดังกล่าวทั้งหมด เป็นการออกทับที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งต่อมาทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินและจัดสรรให้ราษฎรทำกินแล้ว น.ส. ๓ ทั้งหมดจึงเป็นเอกสารปลอม ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนการขายทรัพย์พิพาทและโจทก์ทั้งสามได้รับเงินคืนตามราคาในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ ๔ เพิ่งทราบว่า น.ส. ๓ เป็นเอกสารสิทธิปลอมเมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทรัพย์พิพาท โจทก์ทั้งสามได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทคืนแล้วจึงไม่มีความเสียหายอีก ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ โดยรู้อยู่ว่าไม่มีที่ดินอยู่จริงและออกเอกสารสิทธิทับที่ดินของผู้อื่น อันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินให้อำนาจไว้ และถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนริศ กิจวรเมธา ที่ ๑ นายบุ้นหยู แซ่เซียว ที่ ๒ นายพิพิธ ลือชาทร ที่ ๓ โจทก์ นายนิคม เพ็งไธสง ที่ ๑ นายสมาน เพ็งไธสง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนริศ กิจวรเมธา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — นายนิคม เพ็งไธสง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 20/2550
#415702
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๐/๒๕๕๐

วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลจังหวัดระยอง

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดระยองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๒ โต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การและศาลทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจโดยศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙ นางสอาด เกิดแสง ที่ ๑ นายเพลย เหลือถนอม ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านค่าย ที่ ๑ เทศบาลตำบลบ้านค่าย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดระยอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๓๘/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นางเปาว์ เหลือถนอม มารดาของโจทก์ที่ ๑ และเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต อันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองละเลยไม่ดูแลตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองนำมาติดตั้งไว้ ทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากโคมไฟฟ้าให้แสงสว่างส่องทางที่ติดตั้งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้าของจำเลยที่ ๑ และรั่วไหลลงมาตามลวดสลิงดึงรั้งเสาไฟฟ้าที่จำเลยที่ ๑ ติดตั้งไว้ โคมไฟฟ้าให้แสงสว่างดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๒ ที่ติดตั้งโดยความยินยอมและเห็นชอบของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จักต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบและความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยทั้งสองให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปอย่างเข้มงวด แต่จำเลยทั้งสองหาได้ทำเช่นนั้นไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นค่าปลงศพเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดไร้อุปการะและค่าขาดแรงงานในส่วนของโจทก์ที่ ๒ เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ปีละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นเงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองได้ติดตามทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย รวมเป็นเงิน ๑,๔๘๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโคมไฟฟ้าที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าต้นที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นของจำเลยที่ ๒ การติดตั้ง ตรวจสอบและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงและปลอดภัยนั้น จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบทั้งหมด อีกทั้งสายไฟฟ้าแรงต่ำที่จ่ายไฟให้กับชุดโคมไฟฟ้าก็เป็นของจำเลยที่ ๒ เช่นกัน ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงเจ้าของเสาไฟฟ้าที่ให้จำเลยที่ ๒ อาศัยติดตั้งโคมไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ได้คิดค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแต่อย่างใด ความตายของนางเปาว์ เหลือถนอม จึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า กระแสไฟฟ้าไม่ได้รั่วไหลจากโคมไฟฟ้าของจำเลยที่ ๒ เนื่องจากโคมไฟฟ้าดังกล่าวมีคุณภาพได้มาตรฐานและมีใช้กันทั่วไป จำเลยที่ ๒ ได้จัดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับรองคุณภาพตามระเบียบพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำไปติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งเขตเทศบาลบ้านค่ายย่อมมีคุณภาพและได้มาตรฐาน การติดตั้งโคมไฟฟ้าสาธารณะจำเลยที่ ๒ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินและลัดวงจรไว้ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้าสาธารณะ นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ ได้บำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยอยู่เป็นประจำ โดยมอบหมายให้พนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้าง และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องไฟฟ้าสาธารณะออกตรวจสอบ แก้ไข ซ่อมบำรุงไฟฟ้าสาธารณะภายในเขตเทศบาลอยู่เป็นประจำ โดยมีการทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับ เพื่อพิจารณาสั่งการให้แก้ไขความชำรุด จำเลยที่ ๒ ได้ใช้ความระมัดระวังโดยตรวจสอบระบบไฟฟ้าสาธารณะตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด การรั่วของกระแสไฟฟ้าจึงไม่ได้เกิดจากโคมไฟฟ้าที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ นอกจากนั้น ความรับผิดจากการละเมิดตามฟ้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาทนายจำเลยทั้งสองแถลงด้วยวาจาว่าคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดระยองจึงให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งให้ศาลปกครองระยองจัดทำความเห็น ต่อมาศาลจังหวัดระยองมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล การรับฟ้องไว้พิจารณาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗

ศาลจังหวัดระยองเห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจึงเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จำเลยที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่โดยตรงในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายไฟฟ้าซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำซึ่งรวมถึงการบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างบนทางบกหรือทางน้ำดังกล่าวด้วย อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ดังนั้น การจัดให้มีและบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดระบบและให้บริการสาธารณะ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมิได้ตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาให้สิ่งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะมีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๗, ๑๕/๒๕๔๗ และ ๑๐/๒๕๔๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ..." และมาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม" ประกอบกับมาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้อำนาจคณะกรรมการในการออกข้อบังคับซึ่งตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยในข้อ ๒๘ บัญญัติว่า "หากคำร้องที่ยื่นไว้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ... คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียก็ได้" และข้อ ๒๙ บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ (๑) เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้อง (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ (๓) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการพิจารณาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป"

ข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นกรณีโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดระยองว่าจำเลยทั้งสองละเลยไม่ดูแลตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองนำมาติดตั้งไว้ ทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากโคมไฟฟ้าให้แสงสว่างส่องทางที่ติดตั้งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้าของจำเลยที่ ๑ และรั่วไหลลงมาตามลวดสลิงดึงรั้งเสาไฟฟ้าที่จำเลยที่ ๑ ติดตั้งไว้ทำให้นางเปาว์ เหลือถนอม ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ ๑ และเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ เสียชีวิต จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จักต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบและความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยทั้งสองให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปอย่างเข้มงวด แต่จำเลยทั้งสองหาได้ทำเช่นนั้นไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ความรับผิดจากการละเมิดตามฟ้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ต่อมาทนายจำเลยทั้งสองแถลงด้วยวาจาต่อศาลจังหวัดระยองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดระยองจึงให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งให้ศาลปกครองโดยศาลจังหวัดระยองเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง จึงเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม แต่การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยทั้งสองในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การและแถลงด้วยวาจาต่อศาลโดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งก่อน ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลตนเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลจังหวัดระยองและศาลปกครองระยองที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองในคดีนี้ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสอาด เกิดแสง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านค่าย ที่ 1กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ