คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 5/2550
#415688
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๐

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบึงกาฬ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบึงกาฬโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๘ นายอาภรณ์ โทณะวณิก โจทก์ ยื่นฟ้อง นางประเพ็ญ พิทูลทอง ที่ ๑ นายพงษ์เทพ พิทูลทอง ที่ ๒ นางกลีบเพชร อาแพงพันธ์ (พิทูลทอง) ที่ ๓ นายบุญเลิศ ชีพนุรัตน์ ที่ ๔ นางพรทิพย์ ชีพนุรัตน์ ที่ ๕ นางหฤทัย พิทูลทอง ที่ ๖ นายถาวร เหล่าชัย ที่ ๗ นายมนูญ จิตรธรรม ที่ ๘ นายบรรเฑิง หอมวุฒิวงศ์ ที่ ๙ นายไพศาล สุทธิแสวง ที่ ๑๐ นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช ที่ ๑๑ นายอนันต์ แจ้งกลีบ ที่ ๑๒ นายเขื่อน พรมพุฒ ที่ ๑๓ กรมที่ดิน ที่ ๑๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบึงกาฬ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐๙/๒๕๔๘ ความว่า คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๗๕ ถึงเลขที่ ๑๓๔ ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย รวม ๖๐ แปลง จากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งจังหวัดหนองคาย ที่ ๕๒๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๓ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเจ้าของที่ดินเดิมมิได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ และไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน (ส.ค. ๒ ) ตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีผลใช้บังคับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเพิกถอนคำสั่ง ต่อมามีการโอนคดีไปยังศาลปกครองกลางโดยมีโจทก์เป็นผู้ฟ้องคดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี เนื้อหาแห่งคำฟ้องอ้างว่าที่ดินที่ถูกเพิกถอนดังกล่าวเป็นของโจทก์ การเพิกถอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลปกครองกลางและศาลจังหวัดบึงกาฬเห็นพ้องต้องตรงกันว่า เป็นคดีที่จะต้องวินิจฉัยสิทธิครอบครองของโจทก์เสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นกระบวนการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงโอนคดีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดบึงกาฬเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๔/๒๕๔๘ ระหว่าง นายอาภรณ์ โทณะวนิก โจทก์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๒ จำเลย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าประสงค์ที่จะฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ กับพวก เนื่องจากได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วนำมาเสนอขายแก่โจทก์ จึงขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาตและจำหน่ายคดีจากสารบบความ

ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๔ เป็นคดีนี้ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่ถูกเพิกถอนรวม ๖๐ แปลง กับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และจำเลยที่ ๑๔ ซึ่งมีฐานะเป็นกรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับที่ดินทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายที่ดิน ๖๐ แปลงดังกล่าว โดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไม่มีการแจ้งการครอบครองที่ดิน ตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินและตัวแทนของจำเลยที่ ๑๔ โดยทุจริตร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ นำที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ และนายสุวัฒน์ อมรสุนทร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินยืนยันกับโจทก์ว่า น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้โจทก์หลงเชื่อจึงซื้อที่ดินดังกล่าว ต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ความว่า การออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และชี้มูลความผิดว่าจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ กระทำโดยจงใจ ส่วนจำเลยที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๓ กระทำโดยประมาท และจำเลยที่ ๑๔ ในฐานะตัวการของจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ต้องร่วมกับตัวแทนรับผิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เสียค่าซื้อที่ดิน ๑๓,๗๙๓,๖๒๗.๒๗ บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่ราคาที่ดินสูงขึ้นตามเวลาเป็นเงิน ๔๕,๑๖๑,๐๖๒ บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ที่ดิน ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นค่าเสียหาย ๑๑๘,๙๕๔,๖๘๙.๒๗ บาท ขอให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมและครอบครองโดยสงบเปิดเผยต่อเนื่อง ที่ดินไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หวงห้ามแต่เป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ขอออก น.ส. ๓ ก. แล้วมีการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าของจึงมีสิทธิขายที่ดินได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๘ และที่ ๙ ให้การว่า จำเลยที่ ๘ และที่ ๙ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและกฎหมาย โดยไม่ได้ประมาทเลินเล่อหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๐ ให้การว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ในการออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน์พิพาท จำเลยที่ ๑๐ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๔ ให้การว่า ทางราชการให้ตรวจสอบการออก น.ส. ๓ ก. พิพาทแล้ว ปรากฏว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีการแจ้งการครอบครองหรือแจ้งความประสงค์ในการครอบครองที่ดินมาก่อน และไม่มีการรังวัดสอบสวนสิทธิหรือประกาศให้คัดค้าน จึงเป็นการออกโดยมิชอบ ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑๓ เป็นพยานในการร่วมรังวัดตรวจแนวเขตที่สาธารณประโยชน์แทนนายอำเภอในฐานะผู้ปกครองท้องที่ ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๑๔ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งโจทก์อ้างว่าได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ยื่นคำชี้แจงคัดค้านว่า มูลแห่งคดีเกิดขึ้นก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดมีสิทธิในที่ดินพิพาท คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดบึงกาฬพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท จำนวน ๖๐ แปลง เพราะที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและกระบวนการในการออกไม่ถูกต้อง ถึงแม้ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากคดีเดิม ซึ่งอ้างว่าที่ดินเป็นของโจทก์และการเพิกถอนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาเป็นว่าโจทก์ยอมรับการเพิกถอนดังกล่าว แต่ได้รับความเสียหายจาก การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ หลอกลวงขายที่ดินดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ มีลักษณะของการฟ้องคดีละเมิดของเจ้าหน้าที่ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ให้การต่อสู้ในทำนองว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่ถูกเพิกถอนนั้น เป็นที่ดินที่มีการครอบครองโดยชอบและการออก น.ส. ๓ ก. ได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ไม่ได้กระทำละเมิด การวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ มีส่วนเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิครอบครองที่ดินอันเป็นพื้นฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ให้การโต้แย้งข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์และขัดกับคำให้การของจำเลยที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๔ นอกจากนี้คดีก่อนกับคดีนี้มีข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยคดีก่อนศาลจังหวัดบึงกาฬกับศาลปกครองกลางมีความเห็นตรงกันว่าคดีจะต้องวินิจฉัยกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเสียก่อน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แล้วศาลปกครองกลางได้โอนคดีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดบึงกาฬเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๔/๒๕๔๘ สำหรับคดีนี้ ถึงแม้ข้อที่โจทก์อ้างให้ฝ่ายจำเลยรับผิดและคำขอท้ายฟ้องจะแตกต่างจากคดีก่อน แต่เมื่อพิเคราะห์คำคู่ความทุกฝ่ายแล้ว คดีจะต้องวินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินเสียก่อน จึงจะพิจารณาปัญหาอื่นเช่นเดียวกับคดีก่อน ดังนั้นคดีสำหรับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ถึงแม้คดีหมายเลขดำที่ ๒๑๔/๒๕๔๘ ของศาลจังหวัดบึงกาฬ จะมีข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้ แต่ข้อพิพาทในคดีทั้งสองก็นับว่าแตกต่างกัน โดยข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๔/๒๕๔๘ นั้นเป็นกรณีของการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเทียบได้กับคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีนี้คู่กรณีพิพาทกันในเรื่องละเมิด โดยจะเป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองนั้น เห็นว่าเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งนับได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง (คำสั่งออก น.ส. ๓ ก.) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีสำหรับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินที่จำเลยทั้งหกอ้างว่าได้ครอบครอง จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ เป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑๔ ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตร่วมกันออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๗๕ ถึงเลขที่ ๑๓๔ ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย อันเป็นการออกเฉพาะรายจำนวน ๖๐ แปลง ให้แก่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ตามคำขอ โดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไม่มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แล้วจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ นำที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวมาหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ยืนยันกับโจทก์ว่า น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้โจทก์หลงเชื่อและซื้อที่ดินดังกล่าวไป ต่อมามีการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมและครอบครองโดยสงบเปิดเผยต่อเนื่อง ที่ดินไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หวงห้าม แต่เป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ขอออก น.ส. ๓ ก. แล้วมีการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ จึงมีสิทธิขายที่ดินได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๘ และที่ ๙ ให้การว่า จำเลยที่ ๘ และที่ ๙ ได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑๐ ให้การว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาท จำเลยที่ ๑๐ ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๔ ให้การว่า ทางราชการให้ตรวจสอบการออก น.ส. ๓ ก. พิพาทแล้ว ปรากฏว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีการแจ้งการครอบครองหรือแจ้งความประสงค์ในการครอบครองที่ดินมาก่อน และไม่มีการรังวัดสอบสวนสิทธิหรือประกาศให้คัดค้าน จึงเป็นการออกโดยมิชอบ ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑๓ เป็นพยานในการร่วมรังวัดตรวจแนวเขตที่สาธารณประโยชน์แทนนายอำเภอในฐานะผู้ปกครองท้องที่ ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน เห็นว่า คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชน จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๑๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ร่วมกันกระทำละเมิด เรียกค่าเสียหาย โดยคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ไม่มีการโต้แย้งและเป็นที่ยุติว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เมื่อโจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องให้เอกชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ การพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องพิจารณาประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหมดตามลำดับ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินที่ถูกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๖๐ แปลง ซึ่งสอดคล้องกับที่ จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๖๐ แปลงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ยังคงให้การว่าได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากเจ้าของเดิมและครอบครองโดยสงบเปิดเผยต่อเนื่อง ที่ดินดังกล่าวไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หวงห้าม แต่เป็นที่ดินมือเปล่าที่ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ขอออก น.ส. ๓ ก. แล้วมีการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ จึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิขายที่ดินดังกล่าวได้ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ยังโต้แย้งอยู่ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ มีสิทธิครอบครองที่ดินที่ถูกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ก่อนที่จะขายให้แก่โจทก์ ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๖๐ แปลง ก่อนที่จะขายให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ อ้างหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดเป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งมูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ ก็เป็นมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอาภรณ์ โทณะวณิก โจทก์ นางประเพ็ญ พิทูลทอง ที่ ๑ นายพงษ์เทพ พิทูลทอง ที่ ๒ นางกลีบเพชร อาแพงพันธ์ (พิทูลทอง) ที่ ๓ นายบุญเลิศ ชีพนุรัตน์ ที่ ๔ นางพรทิพย์ ชีพนุรัตน์ ที่ ๕ นางหฤทัย พิทูลทอง ที่ ๖ นายถาวร เหล่าชัย ที่ ๗ นายมนูญ จิตรธรรม ที่ ๘ นายบรรเฑิง หอมวุฒิวงศ์ ที่ ๙ นายไพศาล สุทธิแสวง ที่ ๑๐ นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช ที่ ๑๑ นายอนันต์ แจ้งกลีบ ที่ ๑๒ นายเขื่อน พรมพุฒ ที่ ๑๓ กรมที่ดิน ที่ ๑๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาภรณ์ โทณะวณิก
จำเลย — นางประเพ็ญ พิทูลทอง ที่ 1 กับพวกรวม 14 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 4/2550
#415687
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๔/๒๕๕๐

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๐

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลจังหวัดไชยา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดไชยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การและศาลทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจโดยศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙ นางสาวภัทรา แก้วมีศรี ที่ ๑ นางสาวฐิติพร แก้วมีศรี ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลท่าฉาง ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาถ่าน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดไชยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๑/๒๕๔๙ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าตามหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลเขาถ่าน อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ งาน ๗๐ ตารางวา โดยที่ดินแปลงดังกล่าว บิดามารดาของโจทก์ทั้งสองปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ จำนวน ๗๐๐ ต้นเศษ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ และโจทก์ทั้งสองครอบครองต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ เก็บและขนขยะมูลฝอยในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ นำไปทิ้งไว้ในที่สาธารณประโยชน์ทุ่งผีเล่นดิก ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลเขาถ่าน อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๒ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๒ ซึ่งพื้นที่ทิ้งขยะดังกล่าวเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ดินและบ้านเรือนของประชาชนโดยรวม ทั้งนี้ อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ ๒๐๐ เมตร และจำเลยที่ ๑ ได้มอบหมายและสั่งการให้ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ กำจัดขยะมูลฝอยโดยวิธีจุดไฟเผาในที่โล่งแจ้งปราศจากการป้องกันใดๆ ซึ่งการจุดไฟเผาขยะที่มีเป็นจำนวนมาก ทำให้กองขยะดังกล่าวติดไฟอยู่ตลอดเวลานานเป็นเดือน โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำการใดเพื่อเป็นการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จำเลยที่ ๒ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ผู้รับผิดชอบก็ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ จุดไฟเผากองขยะโดยไม่ห้ามปรามหรือทักท้วงแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่กระทำการใดๆ เพื่อเป็นการป้องกันสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่อันเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ ๒ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๘ ลมพัดเอาขยะที่ติดไฟไปตกในที่ดินของโจทก์ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้สวนยางพาราของโจทก์เป็นระยะเวลายาวนาน โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันสาธารณภัยไม่อาจกระทำการใดเพื่อเป็นการบรรเทาแก้ไขภัยที่เกิดขึ้น ทำให้ไฟลุกไหม้ต้นยางพาราของโจทก์ไปทั้งสิ้น ๖๘๐ ต้น โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองถือเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้นยางพาราอยู่ในสภาพที่ตายและไม่อาจให้ผลผลิตได้ สภาพดินมีลักษณะเสื่อมโทรม ทำให้โจทก์ต้องขาดรายได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำโดยประมาท จำเลยที่ ๑ นำขยะไปทิ้งในที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากอำเภอท่าฉาง และการทิ้งขยะของจำเลยที่ ๑ จะใช้วิธีฝังกลบเท่านั้น ไม่เคยจุดไฟเผา การที่เกิดเพลิงไหม้ตามที่โจทก์อ้างไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ แต่เกิดจากบุคคลภายนอกจุดคบเพลิงจับ (ตี) ผึ้ง แล้วทิ้งคบเพลิงที่ดับไม่สนิทลงบนพื้นดิน ซึ่งมีใบไม้และหญ้าแห้งเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปติดสวนยางพาราของโจทก์ นอกจากนั้น โจทก์ทั้งสองยังเรียกค่าเสียหายเกินส่วน ต้นยางพาราของโจทก์ทั้งสองเสียหายเพียง ๔๐ ต้น คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ใช้ทิ้งขยะนั้น เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน หากบุคคลใดจะเข้าไปใช้ประโยชน์ต้องได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การที่จำเลยที่ ๑ นำขยะไปทิ้งโดยไม่ได้ขออนุญาตจากจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ไม่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ทิ้งขยะในที่ดินแปลงดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ นำขยะไปทิ้งโดยได้รับอนุมัติจากอำเภอท่าฉาง ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นอกจากนั้น จำเลยที่ ๒ ได้มีการประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่ให้จำเลยที่ ๑ ทิ้งขยะในที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งได้มีหนังสือสอบถามไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการหรือไม่ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้รับแจ้งจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า การที่อำเภอท่าฉางอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ทิ้งขยะในที่เกิดเหตุเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง บริเวณทิ้งขยะของจำเลยที่ ๑ อยู่นอกเหนือความดูแลของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและมิได้กระทำโดยประมาท

อนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องผิดศาล เนื่องจากโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ละเว้นไม่ป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ จุดไฟเผากองขยะไม่ได้ห้ามปรามหรือทักท้วง เป็นเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดเนื่องจากคำสั่งและจากการละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ศาลนี้จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ต้องไปฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดไชยาเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีหน้าที่กำจัดขยะมูลฝอยและป้องกันบรรเทาสาธารณภัยตามกฎหมาย แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงปฏิบัติการทางปกครองที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาเพื่อให้กิจการของฝ่ายปกครองเกิดผลสำเร็จเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น คดีพิพาทจึงมิใช่เรื่องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ทั้งประเด็นพิพาทในคดีนี้แม้เป็นเรื่องการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ก็มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๒ นอกจากจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลในเขตปกครองของจำเลยที่ ๒ แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่กลับละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๙/๒๕๔๗ ที่ ๑๐/๒๕๔๘ และที่ ๓/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ..." และมาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม" ประกอบกับมาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้อำนาจคณะกรรมการในการออกข้อบังคับซึ่งตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยในข้อ ๒๘ บัญญัติว่า "หากคำร้องที่ยื่นไว้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ... คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียก็ได้" และข้อ ๒๙ บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ (๑) เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้อง (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ (๓) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการพิจารณาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป"

ข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นกรณีโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต่อศาลจังหวัดไชยา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ กำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการจุดไฟเผาในที่สาธารณประโยชน์ทุ่งผีเล่นดิกซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ ๒ โดยปราศจากการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จำเลยที่ ๒ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ จุดไฟเผาขยะโดยไม่ห้ามปรามหรือทักท้วง ทั้งยังไม่กระทำการใดๆ เพื่อเป็นการป้องกันสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่อันเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ ๒ การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ลมพัดขยะที่ติดไฟไปตกในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้เกิดไฟลุกไหม้สวนยางพาราของโจทก์เป็นระยะเวลายาวนาน โจทก์ทั้งสองได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันสาธารณภัยไม่อาจกระทำการใดเพื่อเป็นการบรรเทาแก้ไขภัยที่เกิดขึ้นได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ละเว้นไม่ป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ จุดไฟเผากองขยะโดยไม่ห้ามปรามหรือทักท้วง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดไชยาจึงมีคำสั่งให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งให้ศาลปกครองโดยศาลจังหวัดไชยาเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเพียงปฏิบัติการทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดไชยา เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม แต่การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยทั้งสองในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การโดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลตนเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า กรณีระหว่างศาลจังหวัดไชยาและศาลปกครองนครศรีธรรมราชที่เกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) เห็นควรให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรา แก้วมีศรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — เทศบาลตำบลท่าฉาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2550
#415686
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๐

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๗ ศาลปกครองพิษณุโลกได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๖/๒๕๔๗ ระหว่าง นายสุรชัย สิงห์เถื่อน ที่ ๑ นางพันธ์ คงคาอินทร์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดิน หัวหน้าส่วนแยกไพศาลี (นายอำเภอไพศาลี เดิม) ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๐ และเลขที่ ๒๗๕ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จนได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำขอจดทะเบียนการได้ที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยการครอบครองดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงดังกล่าวจากผู้มีชื่อเดิมเป็นชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มี น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นการได้สิทธิในที่ดินมาโดยการครอบครองและไม่ทราบว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับดังกล่าวอยู่ที่ใด สูญหาย หรือถูกทำลายไปแล้วผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแล้วเห็นว่า การจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามความในมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มี น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดง ก็เป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่จะต้องขวนขวายนำเอกสารดังกล่าวมาดำเนินการขอจดทะเบียนให้ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่า คำขอจดทะเบียนของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิใช่การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตามความในมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเพียงการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิในที่ดินจากชื่อเดิมเป็นชื่อของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เท่านั้น ไม่มีการทำนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ และไม่มีคู่กรณี จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่จะต้องนำ น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองจริง พนักงานเจ้าหน้าที่ก็สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเดิมเป็นชื่อของผู้ฟ้องคดีได้ และเมื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อใน น.ส. ๓ ก. แล้ว ก็สามารถออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา ๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ หากผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้สิทธิครอบครองจริง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามระเบียบต่อไป

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เมื่อได้รับคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับจากผู้มีชื่อเดิมเป็นชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และขอให้ออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วย โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิได้นำ น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อ้างว่าได้สูญหาย ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือหารือกรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินแจ้งผลการพิจารณาว่า การขอจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เป็นกรณีอย่างเดียวกันกับที่กรมที่ดินได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว๑๒๖๗๓ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ว่า ผู้ครอบครองย่อมไม่อาจมีคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าตนได้ที่ดินมาโดยการครอบครอง ดังนั้น ในการจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองจึงไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมาประกอบแต่อย่างใด เพียงแต่ปรากฏว่า ผู้ขอได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่จริง พนักงานเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ แต่การจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองดังกล่าว เป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามความในมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเจ้าของที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และการจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวต้องอยู่ในบังคับของมาตรา ๗๕ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยต้องจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งฉบับสำนักงานที่ดินและฉบับเจ้าของที่ดินให้ถูกต้องตรงกัน หากไม่ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นมา ก็เป็นหน้าที่ของผู้ขอที่จะต้องขวนขวายนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นมาดำเนินการขอจดทะเบียนให้ได้ ส่วนกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาอันถึงที่สุดเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น ๆ หรือเป็นกรณีที่ผู้ใดมีสิทธิจดทะเบียนตามคำพิพากษาของศาลและข้อเท็จจริงปรากฏตามคำพิพากษาว่าศาลได้พิเคราะห์และวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วรับฟังได้ว่าโจทก์หรือจำเลยซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ก็สามารถออกใบแทนเพื่อดำเนินการจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้ได้ ตามนัยกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๒ ประกอบข้อ ๑๗ (๓) จึงมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่า ไม่อาจดำเนินการรับจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองและออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่ขอได้ อันเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ก็เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำขอขัดกับแนวปฏิบัติของกรมที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านคำให้การว่า ไม่สามารถนำ น.ส. ๓ ก. มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการยื่นคำขอจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองได้ เนื่องจากเอกสารสูญหายไป ไม่ใช่กรณีที่เอกสารมีอยู่กับผู้อื่นที่จะขวนขวายหามาได้ จึงเป็นกรณีที่จะต้องดำเนินการออกใบแทนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๒ วรรคสอง ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปขวนขวายหา น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า การออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าสูญหายนั้น เนื่องจากมาตรา ๖๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๗ (๑) กำหนดให้เจ้าของที่ดินยื่นคำขอและปฏิญาณตนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดิน ผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถดำเนินการออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ตามมาตรา ๖๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงดังกล่าวได้

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ไม่จดทะเบียนสิทธิการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ และไม่ออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามคำร้องขอ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกโฉนดหรือหนังสือเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอื่นใดของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งปฏิบัติตามกฎหรือระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่จดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครอง รวมทั้งไม่ออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำ น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดง อีกทั้งยืนยันด้วยว่าเจ้าของที่ดินที่เป็นเจ้าของ น.ส. ๓ ก. เท่านั้นที่มีสิทธิขอออกใบแทน จึงมีผลเท่ากับผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยหลักฐานจากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว แต่การจะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างจากที่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกหนังสือแสดงสิทธิหรือใบแทนให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีมิใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยตรง แต่เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้โดยอาศัยข้อเท็จจริงว่ามีระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวปฏิบัติตามกฎกระทรวงหรือประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น สภาพแห่งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นกรณีที่มุ่งหมายให้การวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อปฏิเสธของผู้ถูกฟ้องคดีที่อ้างแนวปฏิบัติ ตามกฎกระทรวงประกอบประมวลกฎหมายที่ดินยิ่งกว่า เพราะผู้ถูกฟ้องคดีมิได้โต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน หรือครอบครองที่ดินมาไม่ถึง ๑ ปี หรือครอบครองที่ดินแทนเจ้าของเดิม ฉะนั้นเมื่อมีการจัดตั้งศาลปกครองอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมจึงถูกจำกัดขอบเขตในการวินิจฉัยข้อพิพาททางปกครอง และหลักการกระทำฝ่ายปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายเสมอ จึงจำต้องใช้ตรวจสอบในคดีนี้ว่าแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดินที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว. ๑๒๖๗๓ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ อันเป็นมูลเหตุสำคัญที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้วินิจฉัยเพื่อออกนิติกรรมทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น ข้อพิพาทคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมแต่เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพิพาทกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับกฎ ตามบทนิยาม ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและเพิ่มเติมคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๐ และเลขที่ ๒๗๕ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ จนได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำขอจดทะเบียนการได้ที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยการครอบครองต่อผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินใน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงดังกล่าวจากผู้มีชื่อเดิมเป็นชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วย โดยไม่มี น.ส. ๓ ก. ฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดง เพราะได้สิทธิในที่ดินมาโดยการครอบครองและไม่ทราบว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับดังกล่าวอยู่ที่ใด สูญหาย หรือถูกทำลาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้เพราะเห็นว่า การจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามความในมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา ๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ หากผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้สิทธิครอบครองจริง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับจดทะเบียนการได้ที่ดินมาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามระเบียบต่อไป ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การไม่รับ จดทะเบียนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำร้องขอนั้น ถือตามแนวปฏิบัติของกรมที่ดินที่ว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามความในมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเจ้าของที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และการจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวต้องอยู่ในบังคับของมาตรา ๗๕ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยต้องจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งฉบับสำนักงานที่ดินและฉบับเจ้าของที่ดินให้ถูกต้องตรงกัน หากไม่ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นมา ก็เป็นหน้าที่ของผู้ขอที่จะต้องขวนขวายนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นมาดำเนินการขอจดทะเบียนให้ได้ ส่วนกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ แต่เป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอันถึงที่สุดเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น ๆ หรือเป็นกรณีที่ผู้ใดมีสิทธิจดทะเบียนตามคำพิพากษาของศาลและข้อเท็จจริงปรากฏตามคำพิพากษาว่าศาลได้พิเคราะห์และวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วรับฟังได้ว่าโจทก์หรือจำเลยซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ก็สามารถออกใบแทนเพื่อดำเนินการจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้ได้ ตามนัยกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๒ ประกอบข้อ ๑๗ (๓) คำสั่งไม่รับจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองและไม่ออกใบแทน น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย จากข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวหากผู้ฟ้องคดีขวนขวายจนได้ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๐ และ ๒๗๕ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ฉบับที่อยู่กับเอกชนผู้มีชื่อเป็นเจ้าของ (ซึ่งไม่ใช่ชื่อของผู้ฟ้องคดี) มาแสดงได้ ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังอาจไม่จดทะเบียนให้ด้วยเหตุที่มีเพียงผู้ฟ้องคดีเพียงฝ่ายเดียวมากล่าวอ้างว่าครอบครองจนได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เพราะไม่มีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่าผู้มีชื่อในทะเบียนละเลยจนพ้นเวลาฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง สละหรือมีเจตนาส่งมอบหรือโอนสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีตามหนังสือที่ นว ๑๐๑๙.๑/๘๕๑ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๗ หน้า ๓ ข้อ ๕.๑ ที่กล่าวว่า การได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๖๗ นั้น ผู้ครอบครองย่อมไม่อาจมีคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าตนได้มาโดยการครอบครองได้ ซึ่งเป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริงที่ศาลเคยมีคำพิพากษา เช่นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๗๙/๒๕๔๐ และ ๑๐๒๑/๒๕๓๘ เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลว่าไม่อาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวในกรณีดังกล่าวได้ และกรมที่ดินก็พิจารณาออกแนวปฏิบัติไปในทำนองให้ต้องนำหนังสือแสดงสิทธิฉบับที่อยู่ที่เจ้าของที่ดินมาแสดง อาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่เป็นจริง แต่อย่างไรก็ตาม ตามแนวปฏิบัติของกรมที่ดินดังกล่าวก็เปิดโอกาสไว้ว่าหากมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดมาแสดงแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ก็สามารถออกใบแทนให้ได้ แนวปฏิบัติดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับบทสันนิษฐานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ที่ว่าถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่กฎหมายกำหนดบทสันนิษฐานดังกล่าวด้วยเหตุที่มีการสร้างระบบการออกเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินไว้อย่างเป็นระบบในประมวลกฎหมายที่ดินหรือบทบัญญัติที่ใช้บังคับก่อนหน้านี้ ซึ่งการออกเอกสารที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายนั้นเป็นการออกเพื่อรับรองสิทธิในที่ดินตามสิทธิที่แท้จริงตามความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๖ เอกสารที่แสดงสิทธิเป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งสำหรับแสดงความเป็นผู้มีสิทธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ และบทสันนิษฐานดังกล่าวนี้นำมาใช้กับกรณีสิทธิครอบครองด้วย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๖๕/๒๕๓๘ การที่ผู้ถูกฟ้องคดียืนยันว่าเจ้าของที่ดินที่มีชื่อระบุในโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้นที่มีสิทธิขอออกใบแทน โดยอ้างหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ฯ ข้อที่ ๑๒ วรรคสอง ประกอบข้อที่ ๑๗(๑) ประกอบแนวปฏิบัติตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๕๑๖.๒/ ว ๑๒๖๗๓ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ นั้น มีความหมายอยู่ในตัวว่าผู้ไม่มีชื่อในเอกสารแสดงสิทธิย่อมไม่มีสิทธิมาดำเนินการในฐานะที่เป็นสิทธิของตน ยิ่งเป็นกรณีไม่มีการทำนิติกรรมใด ๆ ระหว่างผู้มีชื่อในเอกสารแสดงสิทธิกับผู้ฟ้องคดี โดยเฉพาะกรณีแย่งการครอบครองย่อมเป็นการยากที่ผู้ฟ้องคดีจะสามารถนำเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินจากผู้มีชื่อในทะเบียนมาได้ดังที่แนวปฏิบัติของกรมที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องขวนขวาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการทางทะเบียนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และยังยืนยันในคำให้การเพิ่มเติม (ตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ นว ๑๐๑๙๑.๑/๑๘๕๖ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ) ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เจ้าของที่ดินผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทั้งยืนยันด้วยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของที่ดิน ตามคำให้การเพิ่มเติมดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า คำว่า "เจ้าของที่ดิน" ตามความหมายของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวย่อมไม่หมายความถึงผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีผลเท่ากับผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยหลักจากข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่การจะพิจารณาว่าจะต้องออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ข้อสันนิษฐานนั้นก็เป็นอันตกไป การที่กฎหมายให้อำนาจสอบสวนแก่เจ้าพนักงานในกรณีที่มีผู้มาขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็เพื่อให้ได้ความจริงว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าผลสรุปจากการสอบสวนของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายปกครองจะเป็นประการใด ผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจในการปกป้องสิทธิในที่ดินซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรมได้ และคำพิพากษาของศาล จะเป็นที่สุดทำให้ข้อเท็จจริงต้องยุติไปตามนั้น มีผลให้ฝ่ายปกครองต้องเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไปตามคำพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินที่มีเอกสารแสดงสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกใบแทนและเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิเป็นชื่อของผู้ฟ้องคดีแต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธ แม้ตามคำฟ้องจะมีลักษณะของข้อเท็จจริงที่ระบุทำให้ดูเสมือนว่าสืบเนื่องจากการที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง และไม่ปรากฏ ข้อโต้แย้งอย่างชัดแจ้งจากฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าครอบครอง หรือครอบครองไม่ครบ ๑ ปี หรือเป็นการครอบครองแทน เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีตามที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้อง ข้อแรกว่า ให้ศาลมีคำสั่งว่าคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของนายอำเภอไพศาลี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ไม่ชอบด้วยกฎหมายและตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๒ ขอให้มีคำสั่งให้นายอำเภอไพศาลีตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามมาตรา ๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จริงหรือไม่ หากครอบครองจริงให้นายอำเภอไพศาลีจดทะเบียนการครอบครองตามระเบียบต่อไป ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีในข้อ ๒ จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีมีวัตถุประสงค์มุ่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีรับรองความเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและออกเอกสารแสดงสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดีและดังที่ได้กล่าวแล้วว่าคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่มีผลให้การรับรองสิทธิในที่ดินยุติเป็นที่สุด การที่ผู้ถูกฟ้องคดียอมรับและยืนยันความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองโดยยึดถือตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมซึ่งเป็นเอกสารที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาก่อนแล้วนั้นย่อมเท่ากับปฏิเสธความมีสิทธิของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายสุรชัย สิงห์เถื่อน ที่ ๑ นางพันธ์ คงคาอินทร์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยกไพศาลี (นายอำเภอไพศาลี เดิม) ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๙
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุรชัย สิงห์เถื่อน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดิน หัวหน้าส่วนแยกไพศาลี
(นายอำเภอไพศาลี เดิม)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2550
#269529
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายจากการที่เจ้าหนี้ต้องลดกำลังการผลิตไฟฟ้าลงนั้น โดยลักษณะของความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับไม่ใช่ความเสียหายที่คนปกติทั่ว ๆ ไปจะรู้ได้จึงไม่ใช่ความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้น แต่เป็นความเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษ แม้ลูกหนี้จะประกอบวิชาชีพในการก่อสร้างเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า แต่ในระบบการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของเจ้าหนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเท่าใด ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่อาจทราบได้ และการที่จะใช้กำลังผลิตไฟฟ้าจากแหล่งใด ณ เวลาใด เจ้าหนี้น่าจะต้องมีแผนการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกำลังการผลิตไฟฟ้าในเวลานั้น ๆ อยู่แล้ว เมื่อพิจารณารายละเอียดของค่าเสียหายที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างแล้วจึงเห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็น ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทอิดรีโก เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงินค่าปรับ ค่าเสียหาย และหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 2,395,206,947.57 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว บริษัทฟอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 1 โต้แย้งว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่ไม่มีความแน่นอนไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในมูลหนี้ละเมิดก็ยังไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดเป็นผู้ทำละเมิด ทั้งจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ก็ยังไม่แน่นอน และเจ้าหนี้ได้หักเงินประกันผลงานไว้จำนวนมาก เมื่อระยะเวลาค้ำประกันผลงานได้พ้นไปแล้วโดยผลงานไม่เสียหาย เจ้าหนี้จึงต้องคืนเงินประกันผลงานแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ และเจ้าหนี้ได้เรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยยังไม่ปรากฏว่าลูกหนี้จะต้องรับผิดหรือไม่ บริษัทเฟ้ลปส์ ดอด์จ ไทยแลนด์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 3 และบริษัทคินซัน (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 10 โต้แย้งทำนองเดียวกันว่า มูลหนี้อันดับที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากำหนดค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินไม่ว่ากรณีใดรวมแล้วไม่เกินร้อยละ 20 ของราคารวมตามสัญญา และศาลอาจลดค่าปรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องและยังต้องอาศัยพฤติการณ์ว่าเจ้าหนี้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ จึงยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนและสูงเกินส่วน ตามสัญญากำหนดให้มีหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจึงถือว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกัน หากประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะต้องคืนหลักประกันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อน ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าหนี้ได้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ ข้อพิพาทยังไม่ยุติว่าฝ่ายใดผิดสัญญา และภาระแห่งหนี้ตกอยู่แก่ฝ่ายใด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ไม่มีข้อพิรุธสงสัย น่าเชื่อว่ามีมูลหนี้ต่อกันจริง ทั้งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มูลหนี้อันดับที่ 1 ตามสัญญาติดตั้งและก่อสร้างเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ข้อ 1 ค่าจ้างจ่ายล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 15,284,106.46 บาท ข้อ 2 ค่าปรับกรณีส่งแบบและเอกสารล่าช้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 32,276,767.76 บาท กับค่าปรับกรณีส่งมอบงานล่าช้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 489,137,265.74 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 667,383,885.77 บาท ข้อ 3 ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มจากสัญญาเดิมเป็นเงิน 768,176,083.27 บาท ข้อ 4 ดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างและค่าปรับซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวมสั่งให้ในหนี้แต่ละรายการแล้ว ข้อ 5 ค่าเสียหายเนื่องจากความล่าช้าของงานเป็นเงิน 827,376,727.34 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,278,220,802.84 บาท หักด้วยเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชำระตามหนังสือค้ำประกันจำนวน 65,840,499.52 บาท และ 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 238,894,674.09 บาท แล้ว คงเป็นเงินค่าเสียหายและค่าปรับ 2,039,326,128.75 บาท มูลหนี้อันดับที่ 2 ตามสัญญาติดตั้งและก่อสร้างระบบกรองน้ำโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ ค่าปรับกรณีส่งเอกสารทางวิศวกรรมล่าช้า ค่าปรับกรณีทำงานเสร็จล่าช้า ค่าปรับกรณีใช้สารเคมีสิ้นเปลืองเกินกว่าที่กำหนดในสัญญา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมถังทำน้ำใส ติดตั้งผนังด้านข้างและเพดานหลังคา ภายหลังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้เจ้าหนี้หักกลบลบหนี้กับเงินที่ลูกหนี้พึงได้รับตามสัญญา หักแล้วเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 12,664,370.47 บาท มูลหนี้อันดับที่ 3 หนี้ละเมิดกรณีลูกจ้างของลูกหนี้ขับรถเครนประมาทเลินเล่อชนท่อควบคุมของโรงงานไฟฟ้าเสียหาย เป็นค่าเสียหายและดอกเบี้ยจำนวน 922,969.02 บาท มูลหนี้อันดับที่ 4 หนี้ละเมิดกรณีพนักงานของลูกหนี้กระทำการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้น้ำท่วมห้องควบคุมปรับสภาพน้ำและอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าของเจ้าหนี้เสียหาย เป็นค่าเสียหายและดอกเบี้ยจำนวน 2,123,011.48 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,055,036,479.72 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (8) (ที่ถูกเป็น (7)) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โดยมีเงื่อนไขว่าในมูลหนี้อันดับที่ 1 หากเจ้าหนี้ไดรับชำระหนี้จากกิจการร่วมค้าอิดรีโก เอส.พี.เอ-โนเอล เคอาร์ซี อุมเวล เทคนิค จีเอมบีเอส-โนเอล อิงค์-อิดริโก อินเวส เอส.พี.เอ และหรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกันไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ลดลงเพียงนั้น ในมูลหนี้อันดับที่ 2 หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกิจการร่วมค้าอิดรีโก เอส.พี.เอ และหรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกันไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ลดลงเพียงนั้น ในมูลหนี้อันดับที่ 3 หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายสมบูรณ์ และหรือบริษัท ที.เอส.เค อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด และหรือบริษัทสยามอีเลเม็คกรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ร่วมในมูลหนี้ละเมิดไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เว้นแต่มูลหนี้อันดับที่ 1 ข้อ 2 อนุญาตให้รับชำระหนี้เพียง 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยวิธีคำนวณตามความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก มูลหนี้อันดับที่ 1 รายการที่ 5 (ข้อ 5) ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ทั้งหมด มูลหนี้อันดับที่ 2 ข้อ 1 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 1,250,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก และมูลหนี้อันดับที่ 2 ข้อ 2 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 5,000,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้มูลหนี้อันดับที่ 1 รายการที่ 5 ได้แก่ ค่าเสียหายจากการที่เจ้าหนี้ต้องลดกำลังการผลิตไฟฟ้าลงหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โดยลักษณะของความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับไม่ใช่ความเสียหายที่คนปกติทั่ว ๆ ไปจะรู้ได้ จึงไม่ใช่ความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้น แต่เป็นความเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษ ข้อพิจารณาต่อไปจึงมีว่าลูกหนี้ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าหรือไม่ ตามฎีกาของเจ้าหนี้อ้างว่า การที่ลูกหนี้ทำงานเสร็จล่าช้าเกินกว่ากำหนด ทำให้เจ้าหนี้ต้องลดกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 8 ถึง 11 เพื่อควบคุมมลภาวะ (ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์) ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบเพื่อการจำหน่ายน้อยลงและต้องอาศัยกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าอื่นมาทดแทน ทำให้เจ้าหนี้ต้องขาดรายได้ โดยเป็นค่าเสียโอกาสเท่ากับส่วนต่างของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและทำให้เจ้าหนี้ต้องหาถ่านหินหรือน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่ก่อให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มาใช้แทน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมเป็นเงินทั้งหมด 827,376,727.34 บาท ดังนี้ เห็นว่า แม้ลูกหนี้จะประกอบวิชาชีพในการก่อสร้างเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าดังที่เจ้าหนี้อ้างในฎีกา แต่ในระบบการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของเจ้าหนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเท่าใด ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่อาจทราบได้ และการที่จะใช้กำลังผลิตไฟฟ้าจากแหล่งใด ณ เวลาใด เจ้าหนี้น่าจะต้องมีแผนการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกำลังการผลิตไฟฟ้าในเวลานั้น ๆ อยู่แล้ว เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของค่าเสียหายที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างแล้วจึงเห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็น ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคินซัน (ประเทศไทย) จำกัด
เจ้าหนี้ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
บริษัทฟอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
เจ้าหนี้ผู้โต้แย้ง — กับพวก
จำเลย — บริษัทอิดรีโก เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2550
#415685
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๐

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลแขวงลำปาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นายทัน พรหมเถาว์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่๔๑/๒๕๔๙ ความว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ได้รับคำสั่งให้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน๕ ฌ ๓๒๐๓ กรุงเทพมหานคร ออกปฏิบัติงานให้การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในวันที่ ๑๖ ถึง ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ขณะผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์เดินทางกลับที่พักเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งจังหวัดลำปาง ที่ ๖๕๕/๒๕๔๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดสอบสวนแล้วเห็นว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงมิต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยให้หน่วยงานของรัฐนั้นเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คณะกรรมการดังกล่าวเสนอความเห็นไปยังผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือที่ ลป.๐๐๓๓/๒๔ ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๕ รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงปลัดกระทรวงการคลังว่า จังหวัดลำปางพิจารณาเห็นชอบตามผลสรุปรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีหนังสือที่ กค.๐๔๐๖.๔/๑๓๕๙๘ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ แจ้งผลการพิจารณาถึงผู้ถูกฟ้องคดีว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๕๕๐ บาท เป็นการเฉพาะตัว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน ๑๐๖,๕๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การพิจารณาสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีล่าช้ามาก ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย กล่าวคือ หลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางสอบราคาค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง ๒ แห่ง คือ อู่ อ.สุรินทร์ และอู่ชาตรีการช่าง เสนอราคาค่าซ่อม ๑๒๕,๔๑๙ บาท ๓๔ รายการ และ ๖๐,๐๐๐ บาท ๓๐ รายการ ตามลำดับ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้สั่งการหรืออนุมัติให้ซ่อมรถยนต์คันที่เกิดเหตุภายในระยะเวลาอันควร ปล่อยให้รถยนต์คันที่เกิดเหตุจอดตากแดดตากฝนทิ้งไว้เป็นเวลานาน ๒ ปีกว่า ทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพลง ชิ้นส่วนอะไหล่ถูกถอดขโมยไปหลายรายการการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินเป็นจำนวนถึง ๑๐๖,๕๕๐ บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีสอบสวนข้อเท็จจริงใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาแล้วยกคำขอโดยแจ้งว่าหากไม่เห็นด้วยให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีและกระทรวงการคลังมิได้พิจารณาวินิจฉัยสั่งการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑๗ กรณีการแจ้งผลการพิจารณาของกระทรวงการคลังล่าช้า และผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีคำสั่งตามที่เห็นสมควร และมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบแต่อย่างใด คำสั่งให้ชดใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๕๕๐ บาท จึงไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าว และคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจังหวัดลำปางที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ภายหลังเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางสอบราคาค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถยนต์ ๒ แห่ง แต่ทั้งสองอู่มีรายการซ่อมไม่ตรงกันทั้งหมด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางเห็นว่า รายการซ่อมและราคาแตกต่างกันมาก จึงขอความร่วมมือศูนย์ช่างบำรุงที่ ๑๐ (เชียงใหม่) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางราชการประมาณการราคาซ่อม ศูนย์ช่างบำรุงที่ ๑๐ (เชียงใหม่) ประมาณราคาซ่อมเป็นเงิน ๑๐๖,๕๕๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงใช้ประมาณการราคาซ่อมโดยศูนย์บำรุงที่ ๑๐ (เชียงใหม่) ดังกล่าวเป็นหลักในการเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้สั่งการให้ซ่อมปล่อยให้ตากแดดเป็นเวลา ๒ ปี ทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพ ชิ้นส่วนอะไหล่ถูกถอดขโมยไปหลายรายการเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีมูลความจริง ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถยืนยันได้ว่า อะไหล่ชิ้นไหนหาย การประเมินราคาซ่อมมีตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๔ มิใช่ประเมินในวันที่แจ้งให้ชดใช้เงิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายตามหนังสือจังหวัดลำปางที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่๙ กันยายน ๒๕๔๘ เป็นการกระทำในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรการบังคับทางปกครอง ในฐานะผู้บังคับบัญชาสั่งให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งแต่อย่างใด หนังสือที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจึงยังไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีเพิกเฉยไม่นำเงินมาชดใช้ภายในกำหนด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปางพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีแพ่งแก่ผู้ฟ้องคดี (ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดียื่นฟ้องนายทัน พรหมเถาว์ ผู้ฟ้องคดี เป็นจำเลยในคดีแพ่งของศาลแขวงลำปาง หมายเลขดำที่ ๘๐๙/๒๕๔๙)

นอกจากนี้ กรณีของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่กรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๗ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากเป็นกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ไม่ต้องรับผิด โดยผู้ถูกฟ้องคดีเห็นชอบด้วย จึงไม่มีกรณีที่ต้องเตรียมเรื่องฟ้องคดีหรือใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๕ ก่อนที่กระทรวงการคลังวินิจฉัย ซึ่งกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด มาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง กรณีนี้จึงใช้อายุความ ๑ ปี นับแต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง

เมื่อผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีสอบสวนใหม่แล้วผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งยกคำขอให้สอบสวนใหม่ และแจ้งว่าหากไม่เห็นด้วยให้ยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่แต่ตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกลับฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ในคดีแพ่ง จึงเป็นการฟ้องผิดศาลผิดข้อเท็จจริง นอกจากนี้ คดีนี้กระทรวงการคลังมีคำวินิจฉัยว่าอุบัติเหตุเกิดจากการขับรถของผู้ฟ้องคดีซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุให้พ้นความรับผิดชอบได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง และขณะนี้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้ฟ้องคดีส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นคดีแพ่งแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงต้องแก้ต่างในคดีแพ่ง มิใช่นำคดีมาฟ้องเป็นคดีปกครอง เพราะหนังสือที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินนั้น ไม่ได้ระบุว่าจะใช้มาตรการบังคับทางปกครองเช่นใด หากแต่ระบุว่า หากผู้ฟ้องคดีเพิกเฉยไม่ชดใช้ ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีต่อไป คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้องและจำหน่ายคดี

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๕๕๐ บาท เป็นการเฉพาะตัว และผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือที่ ลป ๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินจำนวน ๑๐๖,๕๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งข้อความตามหนังสือดังกล่าว มิได้มีข้อความตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน แต่หนังสือดังกล่าวเป็นการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่รถยนต์ของทางราชการได้รับความเสียหาย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและการที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่า หากผู้ฟ้องคดีละเลยเพิกเฉย เมื่อพ้นระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินคดีแก่ผู้ฟ้องคดีต่อไปนั้น เป็นการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้สิทธิทางศาลในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่จะทำได้แต่โดยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมส่วนแพ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหาใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในลักษณะหนึ่งลักษณะใดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิจารณาได้ความว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย หากแต่เป็นการใช้สิทธิทางศาลในฐานะที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้เสียหาย และยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการของผู้ถูกฟ้องคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด ยังไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงยังมิใช่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทในส่วนแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงลำปางเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดลำปางที่ ลป ๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ โดยอ้างว่าการพิจารณาสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีล่าช้าทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินเป็นคำสั่งที่มิชอบและไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า หนังสือดังกล่าวจะถือว่าเป็นการออกคำสั่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) หรือจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินควรของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเรื่องการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีจะต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ ในส่วนนี้เมื่อกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางเห็นว่า การกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีมิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ และสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลแขวงลำปางให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๐๙/๒๕๔๙ ศาลแขวงลำปางก็ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินควร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ ขณะเกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดลำปาง ที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ ที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ทางราชการเป็นการเฉพาะตัว อันเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดซึ่งมิใช่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีขับรถยนต์ราชการไปเกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย โดยอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีและกระทรวงการคลังมิได้พิจารณาวินิจฉัยสั่งการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑๗ กรณีการแจ้งผลการพิจารณาของกระทรวงการคลังล่าช้าและผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีคำสั่งตามที่เห็นสมควร และมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบแต่อย่างใด ทั้งการพิจารณาอนุมัติให้ซ่อมรถยนต์คันที่เกิดเหตุของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้รถยนต์ถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานและเกิดความเสียหายมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีสอบสวนข้อเท็จจริงใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ยกคำขอโดยแจ้งว่าหากไม่เห็นด้วยให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว ทั้งคำสั่งจังหวัดลำปาง ที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง แต่เป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายในฐานะที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหนี้ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่มิใช่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผู้ฟ้องคดีเพิกเฉยไม่นำเงินมาชดใช้ภายในกำหนด ผู้ถูกฟ้องคดี จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปางฟ้องคดีแพ่งกับผู้ฟ้องคดีซึ่งผู้ฟ้องคดีจะต้องแก้ต่างในคดีแพ่ง มิใช่นำคดีมาฟ้องเป็นคดีปกครอง สำหรับข้ออ้างที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีสั่งการให้ซ่อมรถยนต์ล่าช้า ทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพ ชิ้นส่วนอะไหล่ถูกถอดขโมย เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีมูลความจริง การประเมินราคาซ่อมมีตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๔ มิใช่ประเมินในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งให้ชดใช้เงิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งยกคำขอให้สอบสวนข้อเท็จจริงใหม่และแจ้งว่า หากไม่เห็นด้วย ให้ยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ แต่คำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีมิได้ฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งจังหวัดลำปางที่ไม่สอบสวนข้อเท็จจริงใหม่ แต่กลับฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ในคดีแพ่ง จึงเป็นการฟ้องผิดศาลผิดข้อเท็จจริง ดังนั้น แม้คดีนี้ เป็นกรณีผู้ฟ้องคดีซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติราชการของข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการ ในเขตจังหวัดลำปาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดลำปาง ที่ ลป.๐๐๒๗/๒๔๒๔๙ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ โดยกล่าวอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ผู้ฟ้องคดีนี้ ฟ้องคดีโดยมีมูลคดีจากการที่ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ของทางราชการเสียหาย ไม่ว่าการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวจะเกิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการดังที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งจังหวัดลำปางที่ ๖๕๕/๒๕๔๔ สรุปผลว่า ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ในวันเกิดเหตุเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความบกพร่องในหน้าที่ จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเจตนาจะละเมิดต่อทรัพย์สินของรัฐ อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอันสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ หรือจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมีลักษณะเป็นดังที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในบันทึกข้อความของผู้ฟ้องคดีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ฉบับลงวันที่ - กันยายน ๒๕๔๘ เรื่อง ขอให้สอบข้อเท็จจริงใหม่กรณีความรับผิดทางละเมิดของนายทัน พรหมเถาว์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างในบันทึกขอให้สอบสวนข้อเท็จจริงใหม่ดังกล่าวนี้ว่า ผู้ฟ้องคดีนอกจากมีหน้าที่ขับรถไปราชการตามคำสั่งแล้วยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลรถยนต์ที่ขับด้วย ในวันเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการและกลับมาส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สำนักงานสาธารณสุขเป็นเวลาค่ำแล้ว ผู้ฟ้องคดียังมีหน้าที่ต้องดูแลรถจึงขับรถยนต์ของทางราชการกลับเพื่อไปเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ขออนุญาตยามตามที่ให้การไว้กับคณะกรรมการสอบสวนชุดก่อน ไม่ใช่การนำรถยนต์ราชการไปใช้เป็นการส่วนตัวดังที่กรมบัญชีกลางมีความเห็น และการที่จังหวัดลำปางยกคำขอให้สอบสวนใหม่โดยเห็นว่าคณะกรรมการชุดก่อนสอบสวนชอบแล้ว และยืนยันว่ากรมบัญชีกลางพิจารณาถูกต้อง โดยจังหวัดลำปางระบุให้ผู้ฟ้องคดีสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ในกำหนด ๙๐ วัน แสดงว่า ข้อเท็จจริงอาจยุติตามความเห็นของฝ่ายใดก็ได้ตามแต่ข้อเท็จจริงที่จะปรากฏในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อการขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุของผู้ฟ้องคดีอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำละเมิดซึ่งโดยลักษณะมิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น คดีพิพาทจึงมิใช่กรณีการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายทัน พรหมเถาว์ ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายทัน พรหมเถาว์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2550
#415696
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๐

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ นายสรศักดิ์ ตั้งทวีสิน หรือตั้งบัณฑิต โจทก์ ได้ยื่นฟ้อง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๓๔/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐ และ๔๗๕๑ ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักรสรศักดิ์ ต่อมาธนาคารฯ ได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีหมายเลขแดงที่ ๑๙๘๐/๒๕๔๕ หนี้ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโอนให้จำเลยที่ ๑ บริหารโดยไม่ได้กระทำโดยคณะกรรมการของฝ่ายผู้โอนและผู้รับโอน ต่อมาศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยไม่มีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้และโจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว ทั้งไม่ได้ระบุว่าหากไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ ๑ จะบังคับชำระหนี้ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ การจำหน่ายสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน จำเลยที่ ๑ ต้องดำเนินการโดยวิธีขายทอดตลาด แต่ถ้าจำเลยที่ ๑ เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับจำเลยที่ ๑ และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าการจำหน่ายสินทรัพย์โดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดจะเป็นประโยชน์ต่อจำเลยที่ ๑ และลูกหนี้กว่าการขายทอดตลาดอย่างไรบ้าง ซึ่งขัดต่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อจำเลยที่ ๑ ขอสวมสิทธิแล้วจะต้องใช้สิทธิบังคับจำนองในคดีเดิม ไม่มีสิทธิบังคับจำนองตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐ และเลขที่ ๔๗๕๑ ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปเป็นของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวให้เสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันดังกล่าว โดยการนำออกขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ การรับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามคำขอรับโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันของจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงกำหนด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสาม จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามฟ้องไปเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวนั้น เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕ ถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยที่ ๑ ขอสวมสิทธิเป็นโจทก์แล้วจดทะเบียนโอนทรัพย์สินตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นนิติกรรมที่มิได้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้เอกสิทธิแก่จำเลยที่ ๑ เป็นพิเศษให้มีสถานะเหนือกว่าเอกชนโดยทั่วไปในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เพราะจำเลยที่ ๑ สามารถจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยวิธีอื่นนอกเหนือจากการขายทอดตลาดได้ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ร่วมกันจดทะเบียนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๐ และเลขที่ ๔๗๕๑ ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามกระทำการร่วมกันในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไปเป็นของจำเลยที่ ๑ แม้ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ทั้งนี้ เพื่อให้มีข้อมูลที่บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อเท็จจริงที่มีอยู่ การดำเนินการเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำที่ไม่ได้มีการใช้อำนาจทางปกครอง กรณีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐ และ๔๗๕๑ ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักรสรศักดิ์ ธนาคารฯ ฟ้องบังคับชำระหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีหมายเลขแดงที่ ๑๙๘๐/๒๕๔๕ หนี้ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โอนให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำเลยที่ ๑ บริหารโดยไม่ได้กระทำโดยคณะกรรมการของฝ่ายผู้โอนและผู้รับโอน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมตามคำร้อง จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยขัดต่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อจำเลยที่ ๑ ขอสวมสิทธิแล้วจะต้องใช้สิทธิบังคับจำนองในคดีเดิมไม่มีสิทธิบังคับจำนองตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปเป็นของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวให้เสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์มาโดยชอบด้วยกฎหมายและได้ดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันดังกล่าวโดยการนำออกขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ การรับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามคำขอรับโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันของจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำเลยที่ ๑ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ อันเป็นการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้น เพื่อให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดไว้ และในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น มาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บัญญัติว่า "ไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดนี้..." ทั้งพระราชกำหนดฉบับนี้ก็กำหนดให้การดำเนินการเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ถือเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔ ส่วนที่ ๓ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้มาจากสถาบันการเงิน แล้วดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวโดยการนำออกขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้ใดประมูลเข้าสู้ราคา จำเลยที่ ๑ จึงพิจารณารับโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันดังกล่าวไว้เอง อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔ ส่วนที่ ๓ ของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อเกิดข้อพิพาทอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวขึ้น ย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกันนี้ ทั้งการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น ก็เป็นการดำเนินการอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายสรศักดิ์ ตั้งทวีสิน หรือตั้งบัณฑิต โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสรศักดิ์ ตั้งทวีสินหรือตั้งบัณฑิต
จำเลย — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9145/2549
#269465
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ บัญญัติคำนิยามของคำว่า จำหน่าย หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการซื้อขายตาม ป.พ.พ. แม้เป็นการจ่าย แจก ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนก็ถือว่าเป็นการจำหน่าย แสดงว่าถือเอาการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นสำคัญ แม้จะมีการตกลงซื้อขายกัญชากันแล้ว แต่สายลับยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองเพียงเอากัญชาของกลางจากที่ซ่อนเพื่อให้สายลับดูยังไม่ทันได้ส่งมอบกัญชาของกลางให้แก่สายลับ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับจำเลยทั้งสองกับพวกเสียก่อน ทั้งกัญชาของกลางที่ยึดไว้มีเพียง 40 กิโลกรัม ไม่ครบจำนวน 50 กิโลกรัม ตามที่สายลับตกลงซื้อจากพวกของจำเลยทั้งสอง การที่สายลับเพียงแต่ได้ดูกัญชาของกลาง ยังถือไมได้ว่าเป็นการส่งมอบกัญชาของกลางโดยปริยาย การซื้อขายกัญชาของกลางระหว่างจำเลยทั้งสองและพวกกับสายลับจึงไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7 (5), 8, 26, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง (เดิม), 76 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 14 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง (เดิม), 76 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามที่โจทก์นำสืบโดยที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่า ก่อนจับกุมพวกของจำเลยทั้งสองมาตรวจนับเงินที่สายลับตกลงซื้อกัญชาจำนวน 50 กิโลกรัม ราคา 290,000 บาท ที่บ้านของสายลับแล้วนัดหมายจะส่งมอบกัญชาที่ซื้อขายที่บ้านจำเลยที่ 2 ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันนัดสายลับไปพบจำเลยที่ 2 ที่บ้านจำเลยที่ 2 แล้วมีจำเลยที่ 1 กับพวกตามมาสมทบนั่งคุยกันบนบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งสองเดินไปแบกกระสอบปุ๋ยคนละ 1 กระสอบ นำไปวางไว้ใต้กอไผ่หลังบ้าน ห่างจากบ้านประมาณ 20 เมตร จากนั้นจำเลยทั้งสองขึ้นไปนั่งคุยกับสายลับและพวกของจำเลยบนบ้านได้ 5 นาที คนทั้งสี่ลงมาจากบ้านเดินตรงไปดูที่กระสอบปุ๋ยดังกล่าว สายลับเดินไปยืนที่ข้างบ้านแล้วยกมือเกาศีรษะส่งสัญญาณให้ร้อยตำรวจเอกชาติชาย เพราะบุญ กับพวกจับจำเลยทั้งสองกับพวกได้ พร้อมกัญชาในกระสอบปุ๋ยกระสอบละ 20 แท่ง หนักแท่งละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมประมาณ 40 กิโลกรัม เป็นของกลาง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาสำเร็จแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกตกลงซื้อขายกัญชาของกลางกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 การซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ไม่จำเป็นต้องส่งมอบกัญชาให้ครอบครองและเป็นความผิดสำเร็จ มิใช่เพียงพยายามจำหน่ายกัญชานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 บัญญัติคำนิยามของคำว่า จำหน่าย หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ซึ่งมีความหมายกว้างการซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้เป็นการจ่าย แจก ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนก็ถือว่าเป็นการจำหน่าย แสดงว่าถือเอาการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นสำคัญ คดีนี้แม้จะฟังได้ว่ามีการตกลงซื้อขายกัญชาแล้ว แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าสายลับยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกและจำเลยทั้งสองกับพวกเพียงแต่เอากัญชาของกลางจากที่ซ่อนเพื่อให้สายลับดู ยังไม่ทันได้ส่งมอบกัญชาของกลางให้แก่สายลับแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับจำเลยทั้งสองกับพวกเสียก่อน ทั้งกัญชาของกลางที่ยึดไว้มีเพียงประมาณ 40 กิโลกรัม ตามที่สายลับตกลงซื้อจากพวกของจำเลยทั้งสอง การที่สายลับเพียงแต่ได้ดูกัญชาของกลางยังถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบกัญชาของกลางโดยปริยาย การซื้อขายกัญชาของกลางระหว่างจำเลยทั้งสองและพวกกับสายลับจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายหมาด มะหาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9109/2549
#269463
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 คือ การมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจะใช้ด้วยกันได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า แม้อาวุธปืนของกลางจะเป็นอาวุธปืนขนาด .357 แต่จะใช้ยิงได้หรือไม่ โจทก์ไม่ได้นำสืบประกอบคำรับสารภาพ และกระสุนปืนกับอาวุธปืนของกลางเป็นคนละชนิดกัน เป็นทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่สามารถใช้ยิงได้ ดังนั้น จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ให้การรับสารภาพแล้วเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นย่อมมิได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า อาวุธปืนกับกระสุนปืนของกลางเป็นคนละขนาดกันไม่อาจใช้ด้วยกันได้ จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 คือ การมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจะใช้ด้วยกันได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมา ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนให้แก่จำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 1 ปี เป็นการลงโทษในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษเบากว่านี้ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนก่อนลดโทษให้จำคุก 6 เดือน ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปใช้ก่ออาชญากรรมแล้วย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมเป็นจำนวนมากหลายรูปแบบ และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนกับกระสุนปืนกับกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะอาจเป็นภัยต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดโดยขาดความสำนึก ด้วยความคึกคะนอง ไม่ได้นำอาวุธปืนไปทำร้ายผู้ใด และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นเพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายวิวัฒน์ หมายเงา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9090/2549
#266890
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลางแล้วศาลจะสั่งคืนให้แก่เจ้าของซึ่งอ้างว่ามิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ แม้ฟังได้ว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็เป็นเรื่องการต่อสู้คดีของจำเลยว่าผลคดีถึงที่สุดจะเป็นประการใด หาได้เกี่ยวข้องกับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (8), 134, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ, 162 และริบรถยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภฉ 2832 กรุงเทพมหานคร ของกลาง จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลย แต่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติว่าจำเลยกระทำความผิดโดยใช้รถยนต์ของกลางแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ในคดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลางแล้วศาลจะสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งอ้างว่ามิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ แม้ฟังได้ว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็เป็นเรื่องการต่อสู้ของจำเลยว่าผลคดีถึงที่สุดจะเป็นประการใด หาได้เกี่ยวข้องกับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหาได้ไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
ผู้ร้อง — นายสำรอง ล่องลม
จำเลย — นายศุภชัย ล่องลม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราะห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9072 -ที่ 9074/2549
#269022
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรือละเว้นกระทำการตามหน้าที่มิให้มีการยกเลิกการใช้ชื่อของโจทก์ในเอกสารของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีมูลให้พอฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 และ 269 จึงเท่ากับศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมรู้เห็นกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และตามกฎหมายความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล การที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 โดยตรง อันเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 และ 269 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 ประกอบมาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 90, 91, 264, 268, 269 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 312

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 312 และคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 269 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีไม่มีมูลจึงให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ประกอบมาตรา 193 ทวิ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 269 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ประกอบมาตรา 193 ทวิ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 โดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรือละเว้นกระทำการตามหน้าที่มิให้มีการยกเลิกการใช้ชื่อของโจทก์ในเอกสาร พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีมูลให้พอฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 269 จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมรู้เห็นกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งการกระทำอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 อาจเกิดจากการสั่งการของบุคคลอื่นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย คือข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และตามกฎหมายความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล เมื่อศาลชั้นต้นประทับฟ้องจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 โดยตรง อันเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำรงพันธุ์ มนุญพร
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทหารไทย จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9016 -ที่ 9043/2549
#267915
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 จ้างบริษัท ค. ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนด เพื่อไปทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ และงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 รับจ้างจากบริษัท ช. ให้ดำเนินการเรื่องเรือเพื่อการผลิต การขนถ่าย และจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียมจำหน่าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้บริษัท ค. จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธรุกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และต่อมาเมื่อได้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นและจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการและพนักงานของบริษัท ค. รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาของบริษัท ค. ที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบแปดให้ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดด้วย

การทำงานบนเรือมีรอบการทำงานยี่สิบแปดวันและหยุดพักไม่ต้องทำงานยี่สิบแปดวัน เงินค่าพาหนะเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เหมาจ่ายให้เป็นค่าเดินทางจากภูมิลำเนาที่พักมายังท่าเรือจังหวัดระยองเพื่อไปขึ้นทำงานบนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จะให้ต่อเมื่อต้องเดินทางมาเพื่อขึ้นไปทำงานบนเรือเท่านั้น หากมิใช่รอบที่จะไปทำงานบนเรือก็จะไม่ได้รับเงินค่าพาหนะและโจทก์แต่ละคนได้รับไม่เท่ากัน การจ่ายค่าพาหนะดังกล่าว แม้จะจ่ายโดยเหมาจ่ายให้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบแปดมีกำหนดเวลาทำงานติดต่อกันเป็นช่วง ช่วงละยี่สิบแปดวันที่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและช่วงที่ไม่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งอีกยี่สิบแปดวันสลับกันไป เงินค่าพาหนะจะจ่ายให้เฉพาะช่วงที่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและได้รับจำนวนไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นการจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างสำหรับค่าเดินทางจากภูมิลำเนาไปยังท่าเรือจังหวัดระยอง มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดและมิได้ประสงค์จะจ่ายเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งยี่สิบแปดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 28 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งยี่สิบแปดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งยี่สิบแปดฟ้องโดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 12 แก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดแต่ละสำนวน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางอุไรวรรณผู้ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบแปด

โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานการสำรวจขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยได้จ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินงานในเรื่องเรือเพื่อการผลิต ขนถ่ายและจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียมจำหน่าย ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 จึงได้จ้างบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดเพื่อไปทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือชื่อทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ ในปี 2541 ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 และรับโอนกิจการและพนักงานของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด รวมทั้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยที่ 2 มาดำเนินการด้วย จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งยี่สิบแปด ซึ่งบางคนก็เป็นลูกจ้างของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด อยู่เดิม ไปทำงานให้จำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ต่อไป โดยเมื่อจะจ้างผู้ใดจำเลยที่ 1 จะส่งไปให้จำเลยที่ 1 (ที่ถูกจำเลยที่ 2) สัมภาษณ์ก่อนจนเป็นที่พอใจตกลงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะเป็นผู้ทำสัญญาจ้างและกำหนดค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง เมื่อจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแล้วก็จะไปเรียกเก็บค่าบริการจากจำเลยที่ 2 ตามตำแหน่งต่าง ๆ ของลูกจ้างที่จำเลยทั้งสองได้ตกลงกัน เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบแปด ข้อ 2.2 ก่อนว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง...(3) ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย การที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้เพื่อให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงมีหลักประกันในสิทธิต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มากยิ่งขึ้น โดยสามารถฟ้องเรียกร้องสิทธิแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงในฐานะนายจ้างได้ และผู้ประกอบกิจการซึ่งว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงก็จะต้องผูกพันตนในฐานะนายจ้างแก่ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรง นับแต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตนได้มอบให้รับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตนได้มอบหมายให้จัดหาลูกจ้างทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานนั้นได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้าง และปลดเปลื้องการผูกพันตนในฐานะนายจ้างนับแต่สัญญาจ้างลูกจ้างนั้นสิ้นสุดลง เว้นแต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานระหว่างตนกับลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงนั้นอยู่ไม่ว่าจะสิ้นสุดสัญญาจ้างกันแล้วหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จ้างบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนด เพื่อไปทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ และงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้รับจ้างจากบริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ดำเนินการเรื่องเรือเพื่อการผลิต ขนถ่ายและจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียมจำหน่าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้บริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และต่อมาเมื่อได้จัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นและจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการและพนักงานของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด รวมทั้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาของบริษัทดังกล่าวที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบแปดให้ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดด้วย โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ใน ข้อ 2.3 ต่อไปอีกว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดแล้ว การที่จำเลยที่ 2 จัดการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 ทำสัญญาจ้างกับบริษัทใหม่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำให้อายุงานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 ระงับไปและเริ่มนับอายุงานใหม่ ส่งผลเสียหายต่อการคำนวณค่าชดเชย เป็นการบีบบังคับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 โดยไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม ผู้รับเหมาค่าแรงจึงเป็นเพียงตัวแทนเชิดของผู้ประกอบกิจการนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 แต่ละสำนวนเพียงแต่กล่าวอ้างว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ยกเลิกสัญญาจัดหาลูกจ้างกับจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีภาระต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงหาเหตุเรื่องการมารายงานตัวเพื่อให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 และลูกจ้างอื่นขาดงาน จะได้เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การกระทำของจำเลยที่ 1 ในการหาเหตุเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 โดยไม่สุจริตเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่านั้น โดยมิได้กล่าวอ้างเหตุเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ตามอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งและค่าพาหนะเป็นค่าจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานฯ ดังนั้น ค่าจ้างจึงต้องเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายโดยการจ่ายนั้นเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง และเป็นการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งเป็นเงินที่คำนวณจากการทำงานล่วงเวลา ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "การทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี ดังนั้น เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ ที่โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ว่า การทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดในชั่วโมงที่เก้าถึงชั่วโมงที่สิบสองในช่วงที่ค้างคืนนอกฝั่งเป็นระยะเวลาการทำงานตามปกติของโจทก์ทั้งยี่สิบแปด จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนเงินค่าพาหนะนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า การทำงานบนเรือมีรอบการทำงานยี่สิบแปดวันและหยุดพักไม่ต้องทำงานยี่สิบแปดวัน เงินค่าพาหนะเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เหมาจ่ายให้เป็นค่าเดินทางจากภูมิลำเนาที่พักเดินทางมายังท่าเรือจังหวัดระยองเพื่อไปขึ้นทำงานบนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จะให้ต่อเมื่อต้องเดินทางมาเพื่อขึ้นไปทำงานบนเรือเท่านั้น หากมิใช่รอบที่จะไปทำงานบนเรือก็จะไม่ได้รับเงินค่าพาหนะ และโจทก์แต่ละคนได้รับไม่เท่ากัน เห็นว่า การจ่ายค่าพาหนะดังกล่าว แม้จะจ่ายโดยเหมาจ่ายให้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบแปดมีกำหนดเวลาทำงานติดต่อกันเป็นช่วง ช่วงละยี่สิบแปดวันที่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและช่วงที่ไม่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งอีกยี่สิบแปดวันสลับกันไป เงินค่าพาหนะจะจ่ายให้เฉพาะช่วงที่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและได้รับจำนวนไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นการจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างสำหรับค่าเดินทางจากภูมิลำเนาไปยังท่าเรือจังหวัดระยอง มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดและมิได้ประสงค์จะจ่ายเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าพาหนะนี้เป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งยี่สิบแปดในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัครินทร์ เฟื่องอาวรณ์
จำเลย — บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9015/2549
#269455
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 ให้นิยามของ "การทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า "การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี" และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการทำงานของลูกจ้างที่จะเป็นการทำงานล่วงเวลาจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นความประสงค์ของนายจ้างที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา โดยลูกจ้างให้ความยินยอมก่อนเป็นคราวๆ ไป และจะต้องเป็นการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุด เมื่อนายจ้างประสงค์ให้มีการทำงานล่วงเวลาในช่วงระยะใด นายจ้างจะต้องทำความตกลงกับลูกจ้างโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีสาระสำคัญครบถ้วนถึงกำหนดช่วงระยะการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากนั้นหากนายจ้างจะออกคำสั่งในเรื่องการทำงานล่วงเวลาอีกก็ต้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา จึงชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 29,656.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2546 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งพนักงานการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,750 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เวลาทำงานปกติของโจทก์คือเริ่มงานเวลา 8 นาฬิกา พัก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา เลิกงานเวลา 17 นาฬิกา ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2547 โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานโจทก์บันทึกเวลาออกจากงานหลังเวลาทำงานปกติไปบ้างแต่จำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่า กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยว่าการทำงานของโจทก์หลังเวลา 17 นาฬิกา ซึ่งเกินเวลาทำงานปกตินั้น เป็นการทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และศาลแรงงานกลางไม่ได้นำข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 576 มาพิจารณานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้นิยามของ "การทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า "การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตาม มาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี" และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการทำงานของลูกจ้างที่จะเป็นการทำงานล่วงเวลาจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นความประสงค์ของนายจ้างที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา โดยลูกจ้างให้ความยินยอมก่อนเป็นคราวๆ ไป และจะต้องเป็นการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุด เมื่อนายจ้างประสงค์ให้มีการทำงานล่วงเวลาในช่วงระยะใดนายจ้างจะต้องทำความตกลงกับลูกจ้างโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีสาระสำคัญครบถ้วนถึงกำหนดช่วงระยะการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากนั้นนายจ้างจะออกคำสั่งในเรื่องการทำงานล่วงเวลาอีกก็ต้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา จึงชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้นแล้ว ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่าการทำงานของโจทก์หลังเวลาทำงานปกติเป็นการทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และศาลแรงงานกลางจะต้องนำข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 576 มาพิจารณาหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองประการจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิลาวรรณ เอกรัชฤทธิ์
จำเลย — บริษัทฐิติกร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9009 -ที่ 9014/2549
#267795
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่เคยประสบภาวะขาดทุนและไม่ปรากฏว่าแนวโน้มในการประกอบกิจการของจำเลยในปีต่อๆไป จะประสบภาวะวิกฤติจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์เพื่อให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต มิใช่ให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกจากที่รับฟังไว้แล้ว จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกครบถ้วนแล้ว เมื่อคำนึงถึงอายุงานที่โจทก์ทั้งหกทำงานกับจำเลยมาคนละหลายปี แต่โจทก์ทั้งหกก็มีอายุไม่มากนักยังสามารถหางานทำใหม่ได้ และมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างมิได้เกิดจากการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหก จึงเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้ว มิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายตามจำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่ได้กระทำความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมิได้ฟ้องให้จำเลยชำระค่าจ้างหรือค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาจ้างจึงมิใช่ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 แต่เป็นกรณีที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งหกเข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือน รับค่าจ้างทุกวันที่ 1 ของเดือน ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยที่โจทก์ทั้งหกมิได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ทั้งหกกลายเป็นคนตกงาน ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 8,564,218.93 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,021,213.29 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 4,933,026 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 4,620,930.65 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,171,349 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และจำนวน 4,868,699.80 บาท แก่โจทก์ที่ 6

จำเลยให้การว่า ในช่วงปี 2544 ถึงปี 2545 การผลิตคอมพิวเตอร์หรือกิจการเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ประสบวิกฤติทางด้านการดำเนินธุรกิจเพื่อพยุงฐานะกิจการของจำเลยให้อยู่ได้ จำเลยจึงจำต้องยุบหน่วยงานและอัตราพนักงานลงบางส่วน โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อยู่ในหน่วยงานฝึกอบรมที่จำเลยต้องยกเลิกไปเนื่องจากจำเลยไม่มีการรับพนักงานเพื่อเข้ามาอบรมแต่อย่างใด การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดำเนินการอย่างเป็นระบบมีเหตุผลและเป็นธรรมโดยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหก การเลิกจ้างดังกล่าวเพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นการพยุงฐานะทางการเงินของบริษัทจำเลยให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและโจทก์ทั้งหกได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไปครบถ้วนแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2545 โจทก์ทั้งหกชอบที่จะฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลิกจ้าง ฟ้องโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 146,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 77,040 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 96,910 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 154,990 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 93,500 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และจำนวน 91,300 บาท แก่โจทก์ที่ 6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกพร้อมพนักงานคนอื่นรวมทั้งหมด 60 คน โดยโจทก์ทั้งหกได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยไปครบถ้วนแล้ว เหตุที่เลิกจ้างเนื่องจากยอดการสั่งซื้อสินค้าน้อยลง จึงต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวนพนักงานลง โดยจะลดพนักงานรายเดือนที่มีเงินเดือนสูงแต่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าพนักงานอื่น เมื่อกิจการของจำเลยมีกำไรมาตลอด ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าแนวโน้มในการประกอบกิจการของจำเลยในปีต่อๆ ไป จะประสบภาวะวิกฤติจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินการต่อไป เพียงแต่ยอดขายลดลงเท่านั้น โจทก์ทั้งหกมิได้มีหน้าที่ในการผลิตโดยตรง การเลิกจ้างเป็นการเลือกเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุงานมากและมีเงินเดือนสูง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างพนักงานที่มีความจำเป็นต่อการผลิต การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผลการดำเนินกิจการของจำเลยมีกำไรมาโดยตลอด ยังไม่เคยประสบการขาดทุนถึงขนาดจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ในปีต่อไปก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าจะประสบวิกฤติถึงขนาดประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ถ้าไม่เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกก็ดีหรือจำเลยเลิกจ้างเฉพาะพนักงานที่มีอายุงานมากเงินเดือนสูงและไม่เกี่ยวกับการผลิตก็ดี หรือโจทก์ที่ 2 อยู่ในหน่วยงานฝึกอบรมซึ่งมีพนักงานจำนวนไม่มากก็ดี เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงผิดจากที่จำเลยนำสืบ เพราะจำเลยไม่ถือเรื่องกำไรขาดทุนเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งหก เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเพราะจำเลยคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าอาจเกิดวิกฤติทำให้บริษัทจำเลยต้องรับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากมีการสั่งซื้อสินค้าลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราผันผวน การเลิกจ้างพนักงานจำเลยไม่ได้เลือกปฏิบัติการที่จะฟังว่าไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าจะเกิดวิกฤติจนจำเลยดำเนินกิจการต่อไปไม่ได้นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดจากความจริง เพราะความเป็นจริงอาจจะเกิดวิกฤติรุนแรงดังที่จำเลยคาดหมายก็ได้นั้นก็ดีและที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงบางข้อโดยหยิบยกเฉพาะที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย แต่ไม่หยิบยกข้อเท็จจริงทั้งหมดที่จำเลยสืบไว้มารับฟังก็ดี เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏจากพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ทั้งหกและจำเลย แล้ววินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏขณะเลิกจ้างว่า จำเลยไม่เคยประสบภาวะขาดทุน และไม่ปรากฏว่าแนวโน้มในการประกอบกิจการของจำเลยในปีต่อๆ ไปจะประสบภาวะวิกฤติจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์เพื่อให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต มิใช่ให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกจากที่รับฟังไว้แล้ว จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายในอัตราเงินเดือนครั้งสุดท้าย 1 เดือน ต่อระยะเวลาการทำงาน 1 ปี เป็นการวินิจฉัยว่าถ้าโจทก์แต่ละคนไม่ถูกเลิกจ้างจะทำงานอยู่กับจำเลยอีกตามจำนวนเวลาที่เคยทำงานให้จำเลยมาแล้ว เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าที่ไม่แน่นอนและไม่มีหลักเกณฑ์ชัดแจ้ง อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในอัตราดังกล่าว ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกครบถ้วนแล้ว เมื่อคำนึงถึงอายุงานที่โจทก์ทั้งหกทำงานกับจำเลยมาคนละหลายปี แต่โจทก์ทั้งหกก็มีอายุไม่มากนักยังสามารถหางานทำใหม่ได้ และมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างมิได้เกิดจากการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหก จึงเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้ว มิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายตามจำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหกเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างแรงงาน จึงมีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องอย่างชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่ได้กระทำความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มิได้ฟ้องให้จำเลยชำระค่าจ้างหรือค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาจ้างแต่อย่างใด จึงมิใช่ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 แต่เป็นกรณีที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกวันที่ 12 มกราคม 2545 โจทก์ทั้งหกอาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้นับแต่นั้น อายุความจึงเริ่มนับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 มีนาคม 2547 ยังอยู่ในกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความฟ้องคดี ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า คดีของโจทก์ทั้งหกไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
นางวิรัลพัชรหรือสุนีย์ ศักดิ์ศรีตนุวร
โจทก์ — หรือกันสิงห์ กับพวก
บริษัทแคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9008/2549
#269086
เปิดฉบับเต็ม

เนื่องจากมีพนักงานในแผนกที่ ว. สามีโจทก์เป็นหัวหน้ามาถามโจทก์ว่า ว. อยู่ที่ไหน มีงานให้เซ็นชื่อ โจทก์จึงไปตาม ว. ที่นอนอยู่มุมหลังห้องฉีดพลาสติกที่ติดตั้งเครื่องดูดอากาศให้ไปทำงาน ระหว่างที่โจทก์เดินผ่านเครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดอากาศได้ดูดแขนโจทก์เข้าไปเป็นเหตุให้มือซ้ายขาด แม้ว่า ว. หลบเข้าไปนอนจนถึงเวลาทำงานแล้วยังไม่ไปทำงาน แต่โจทก์มิได้ไปตามเนื่องจากกลัวว่า ว. จะถูกนายจ้างลงโทษหรือโจทก์จะไปกระทำเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างนั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนโดยให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เป็นเวลา 1 ปี และค่าทดแทนจากการสูญเสียอวัยวะจำนวน 284,731.20 บาท

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนกรณีที่โจทก์ไม่สามารถทำงานได้ตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้เดือนละ 2,636.40 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสามารถทำงานได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 1 ปี และจ่ายค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะเดือนละ 2,636.40 บาท เป็นระยะเวลา 108 เดือน เป็นเงินจำนวน 284,731.20 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อถึงเวลาทำงานมีพนักงานในแผนกปั๊มขึ้นรูปไปถามโจทก์ว่าเห็นนายวสันต์ ซึ่งเป็นสามีโจทก์และเป็นหัวหน้าแผนกดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากมีงานให้เซ็นชื่อ โจทก์ไปตามนายวสันต์ที่นอนอยู่มุมหลังห้องฉีดพลาสติกที่ติดตั้งเครื่องดูดอากาศให้ไปทำงาน ระหว่างที่โจทก์เดินผ่านเครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดอากาศได้ดูดแขนโจทก์เข้าไปเป็นเหตุให้มือซ้ายขาด (แขนซ้ายขาดต่ำกว่าข้อศอก) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงานหรือปกป้องผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากมีพนักงานในแผนกที่นายวสันต์เป็นหัวหน้ามาถามโจทก์ว่านายวสันต์อยู่ที่ไหน มีงานที่ให้นายวสันต์เซ็นชื่อ โจทก์จึงไปตามนายวสันต์ไปทำงาน แม้ว่านายวสันต์หลบเข้าไปนอนจนถึงเวลาทำงานแล้วยังไม่ไปทำงาน แต่โจทก์มิได้ไปตามเนื่องจากกลัวว่านายวสันต์จะถูกนายจ้างลงโทษ หรือโจทก์จะไปกระทำเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับอันตรายแก่กาย เนื่องจากป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยุวะเรศ โสวันทา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9006/2549
#269033
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างเหตุในคำร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสถานร้ายแรง การที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยต่อเนื่องกันไปว่าการกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แล้ว

การกระทำความผิดสถานร้ายแรงอันจะนำมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างของนายจ้างได้ต้องเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอันถือว่าร้ายแรงตามกฎหมาย ไม่ใช่ถือเอาตามที่เขียนไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

ผู้คัดค้านกับ อ. ปฏิบัติหน้าที่ในห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินซึ่งห้องดังกล่าวเป็นห้องกระจกสามารถมองจากภายนอกเข้าไปเห็นภายในห้องได้ มีโทรศัพท์สื่อสารภายนอกห้องควบคุมได้ตลอดเวลา และมีสัญญาณเตือนภัยให้รู้สึกตัวได้หากมีเหตุผิดปกติของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ การที่ผู้คัดค้านกับ อ. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาฟุบหลับไปด้วยกัน แม้จะผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่ไม่อาจเป็นเหตุขัดข้องหรือก่อความล่าช้าเมื่อมีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน จึงไม่ถึงกับเป็นความผิดในสถานร้ายแรงที่ผู้ร้องจะอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายบุญเศียรกรรมการลูกจ้าง

นายบุญเศียร กรรมการลูกจ้างยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมและผู้ร้องไม่มีเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้อง และผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากะช่างเทคนิค มีหน้าที่ควบคุมช่างเทคนิคดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์ และซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดยมีนายอรรถพรผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคู่กะ ปกติระหว่างเข้ากะบุคคลทั้งสองจะต้องทำงานอยู่ในห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือเหตุต้องแก้ไขซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรจากฝ่ายต่าง ๆ และตรวจตราการทำงานของเครื่องจักรทั้งหมดของโรงแรม รวมทั้งต้องจดรายงานเกี่ยวกับแรงดันของกระแสไฟฟ้า เครื่องทำความร้อนและเครื่องควบคุมระบบทำความเย็นในโรงแรมตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องจักร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2545 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ผู้คัดค้านนั่งฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะทำงาน เป็นการหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ และในขณะเดียวกันผู้คัดค้านได้ปล่อยให้นายอรรถพรหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านไม่ได้ห้ามปราม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 และข้อ 3 ของผู้ร้องว่า การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวแล้วไม่วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงาน ข้อ 22 เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 และข้อ 25 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องผู้ร้องอ้างเหตุขอเลิกจ้างผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงานอันเป็นความผิดสถานร้ายแรง ข้อ 22 และข้อ 25 ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยต่อเนื่องกันไปว่าการกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แล้ว และการกระทำความผิดจะถือว่าเป็นความผิดสถานร้ายแรงอันจะนำมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างของนายจ้างได้ย่อมต้องเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอันถือว่าร้ายแรงตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้ถือเอาตามที่เขียนไว้ในข้อบังคับของผู้ร้อง เพราะการกระทำอันไม่เป็นความผิดร้ายแรงแต่ผู้ร้องนำมาเขียนเป็นข้อบังคับไว้ว่าให้เป็นความผิดร้ายแรงย่อมขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นความผิดสถานร้ายแรงหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าขณะผู้คัดค้านนั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในห้องทำงานอันเป็นห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของผู้ร้องซึ่งห้องดังกล่าวมีโทรศัพท์สื่อสารภายนอกห้องควบคุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นห้องกระจกสามารถมองจากภายนอกเข้าไปเห็นภายในห้องได้ อีกทั้งมีสัญญาณเตือนภัยให้รู้สึกตัวได้หากมีเหตุผิดปกติของเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านเพียงนั่งฟุบหลับไปและปล่อยให้นายอรรถพรผู้ใต้บังคับบัญชานั่งฟุบหลับไปด้วยกันเช่นนี้ แม้เป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 และข้อ 25 แต่การฟุบหลับดังกล่าวย่อมไม่อาจก่อให้เกิดเหตุขัดข้องหรือความล่าช้าเมื่อมีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านก็มิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานรักษาความปลอดภัย การฟุบหลับไปบ้างของผู้คัดค้านและนายอรรถพรจึงไม่ถึงกับเป็นความผิดในสถานร้ายแรง จึงยังไม่เป็นเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายบุญเศียร อุทยารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9006/2549
#269460
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างอ้างเหตุขอเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างว่าผู้คัดค้านได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงานอันเป็นความผิดสถานร้ายแรง ข้อ 22 และข้อ 25 ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นความผิดสถานร้ายแรงหรือไม่ การที่ผู้คัดค้านนั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในห้องทำงานอันเป็นห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของผู้ร้อง ซึ่งห้องดังกล่าวมีโทรศัพท์สื่อสารภายนอกห้องควบคุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นห้องกระจกสามารถมองจากภายนอกเข้าไปเห็นภายในห้องได้ อีกทั้งมีสัญญาณเตือนภัยให้รู้สึกตัวได้หากมีเหตุผิดปกติของเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านเพียงนั่งฟุบหลับไปแล้วปล่อยให้ อ. ผู้ใต้บังคับบัญชานั่งฟุบหลับไปด้วยกันเช่นนี้ แม้เป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 และ ข้อ 25 แต่การฟุบหลับดังกล่าวย่อมไม่อาจก่อให้เกิดเหตุขัดข้องหรือความล่าช้าเมื่อมีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านก็มิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานรักษาความปลอดภัย การฟุบหลับไปบ้างของผู้คัดค้านและ อ. จึงไม่ถึงกับเป็นความผิดในสถานร้ายแรง จึงยังไม่เป็นเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า มีความประสงค์จะลงโทษด้วยการเลิกจ้างนายบุญเศียรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โดยถือว่าจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้าง ละทิ้งการงาน กระทำความผิดอย่างร้ายแรง แต่เนื่องจากนายบุญเศียรเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องไม่อาจบอกเลิกจ้างได้ จึงต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายบุญเศียรกรรมการลูกจ้าง

นายบุญเศียร อุทยารักษ์ กรรมการลูกจ้างยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมและผู้ร้องไม่มีเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้อง และผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากะช่างเทคนิค มีหน้าที่ควบคุมช่างเทคนิคดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์ และซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดยมีนายอรรถพร แพรกนก ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคู่กะ ปกติระหว่างเข้ากะบุคคลทั้งสองจะต้องทำงานอยู่ในห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือเหตุต้องแก้ไขซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรจากฝ่ายต่าง ๆ และตรวจตราการทำงานของเครื่องจักรทั้งหมดของโรงแรม รวมทั้งต้องจดรายงานเกี่ยวกับแรงดันของกระแสไฟฟ้า เครื่องทำความร้อนและเครื่องควบคุมระบบความเย็นในโรงแรมตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องจักรเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2545 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ผู้คัดค้านนั่งฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะทำงาน เป็นการหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ และในขณะเดียวกันผู้คัดค้านได้ปล่อยให้นายอรรถพรหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านไม่ได้ห้ามปราม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 และข้อ 3 ของผู้ร้องว่า การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวแล้วไม่วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงาน ข้อ 22 เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 และข้อ 25 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องผู้ร้องอ้างเหตุขอเลิกจ้างผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงานอันเป็นความผิดสถานร้ายแรง ข้อ 22 และข้อ 25 ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยต่อเนื่องกันไปว่าการกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แล้ว และการกระทำความผิดจะถือว่าเป็นความผิดสถานร้ายแรงอันจะนำมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างของนายจ้างได้ย่อมต้องเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอันถือว่าร้ายแรงตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้ถือเอาตามที่เขียนไว้ในข้อบังคับของผู้ร้องเพราะการกระทำอันไม่เป็นความผิดร้ายแรงต่อผู้ร้องนำมาเขียนเป็นข้อบังคับไว้ว่าให้เป็นความผิดร้ายแรงย่อมขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นความผิดสถานร้ายแรงหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าขณะผู้คัดค้านนั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในห้องทำงานอันเป็นห้องควบคุมเพื่อคอยรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของผู้ร้องซึ่งห้องดังกล่าวมีโทรศัพท์สื่อสารภายนอกห้องควบคุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นห้องกระจกสามารถมองจากภายนอกเข้าไปเห็นภายในห้องได้อีกทั้งมีสัญญาณเตือนภัยให้รู้สึกตัวได้หากมีเหตุผิดปกติของเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านเพียงนั่งฟุบหลับไปและปล่อยให้นายอรรถพรผู้ใต้บังคับบัญชานั่งฟุบหลับไปด้วยกันเช่นนี้ แม้เป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 และข้อ 25 แต่การฟุบหลับดังกล่าวย่อมไม่อาจก่อให้เกิดเหตุขัดข้องหรือความล่าช้า เมื่อมีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านก็มิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานรักษาความปลอดภัย การฟุบหลับไปบ้างของผู้คัดค้านและนายอรรถพรจึงไม่ถึงกับเป็นความผิดในสถานร้ายแรง จึงยังไม่เป็นเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงปรากฏว่าเหตุตามที่ผู้ร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างนั้นยังไม่เป็นเหตุสมควรแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายบุญเศียร อุทยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2549
#266980
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและตามคำบรรยายฟ้องโจทก์เป็นเรื่องจำเลยจอดรถโดยประมาท มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยขับรถโดยประมาท ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 อีกบทหนึ่งมาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ.2522 มาตรา 43, 60, 148, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 60, 148, 157 (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท) ตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีนี้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยจอดรถโดยประมาท มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 อีกบทหนึ่งมาด้วยนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 และให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายชาญฤทธิ์ สวิทเซอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสนาน พูลสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8979/2549
#266896
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 6 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลแก่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่ได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดี ซึ่งผลของการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกไปด้วย อันมิใช่เป็นกรณีที่จะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 อ้างว่า เงินค่าธรรมเนียมมีจำนวนสูง จำเลยที่ 1 และที่ 6 ได้พยายามติดต่อขอยืมเงินจากบุคคลภายนอกไว้แล้ว แต่บุคคลภายนอกซึ่งรับปากจะให้ยืมเงินประสบปัญหาธุรกิจไม่สามารถให้ยืมเงินได้ ประกอบกับปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้เงินแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 6 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่ไม่ยอมสาบานตนภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนและยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 และที่ 6 หากจำเลยที่ 1 และที่ 6 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 6 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นอนุญาตให้จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2547

วันที่ 22 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 6 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกโดยอ้างว่าเนื่องจากค่าธรรมเนียมมีเป็นจำนวนสูงถึง 400,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ได้พยายามติดต่อขอหยิบยืมเงินจากบุคคลภายนอกไว้แล้วแต่เนื่องจากบุคคลภายนอกซึ่งรับปากจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ยืมเงินประสบปัญหาธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนจึงไม่สามารถให้ยืมเงินได้ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่สามารถรวบรวมเงินค่าธรรมเนียมได้ครบตามกำหนดระยะเวลาที่ขอขยายไว้ประกอบกับปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีกมีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 6 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 6

จำเลยที่ 1 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่ได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดี แต่เป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลแก่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ซึ่งผลของการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกไปด้วย อันมิใช่เป็นกรณีที่จะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 6 ที่ว่า ค่าธรรมเนียมมีเป็นจำนวนสูงถึง 400,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ได้พยายามติดต่อขอหยิบยืมเงินจากบุคคลภายนอกไว้แล้ว แต่เนื่องจากบุคคลภายนอกซึ่งรับปากจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ยืมเงินประสบปัญหาธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถให้ยืมเงินได้ ประกอบกับปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจำเลยที่ 1 และที่ 6 จึงไม่สามารถรวบรวมเงินค่าธรรมเนียมศาลได้ครบตามกำหนดระยะเวลาที่ขอขยายไว้นั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 อ้างมานั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเสรีภัณฑ์ เอส. แพค. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวชิรวิทย์ พันธุ์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8969/2549
#269462
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดี แต่เป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลแก่จำเลย ซึ่งผลการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกไปด้วย จึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5 ) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

ข้ออ้างของจำเลยในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2547 ว่าจำเลยเพิ่งทราบคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ประกอบกับจำเลยมีฐานะยากจนมาก ไม่สามารถจะหาเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตไว้แล้วนั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยอ้างนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินยืมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2544) ต้องไม่เกิน 85,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12604 ตำบลกู่สวนแตง อำเภอ (พุทไธสง) บ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จำเลยมิได้ยากจนจริงให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายในวันที่ 23 มกราคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งนี้ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 วันที่ 8 มิถุนายน 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 90 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินออกไปเพียงครั้งเดียวถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2547 ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน อ้างว่า จำเลยเพิ่งทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ประกอบกับจำเลยมีฐานะยากจนมากไม่สามารถจะหาเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลาในการนำเงินมาชำระออกไปอีก 10 วัน (ที่ถูก 90 วัน) ซึ่งศาลก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการนำเงินมาชำระออกไปเพียงครั้งเดียวถึงวันนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาออกไปอีก จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดี แต่เป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลแก่จำเลย ซึ่งผลของการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกไปด้วย จึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรามเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ แต่เมื่อคดีเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2547 ว่า ตัวจำเลยเพิ่งทราบคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ประกอบกับจำเลยมีฐานะยากจนมาก ไม่สามารถจะหาเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตไว้แล้วนั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยอ้างนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมให้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ศิริวรรณพร
จำเลย — นางสมบูรณ์ ปรึกไธสง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549
#267793
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437

ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้

ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยทั้งสองร่วมกันขอหมั้นโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และมีการหมั้นระหว่างทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 โดยจำเลยทั้งสองนำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท ทองคำหนัก 40 บาท เป็นเงิน 280,000 บาท ตุ้มหูเพชร 1 คู่ ราคาประมาณ 10,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคาประมาณ 80,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นของหมั้น และได้นัดหมายแต่งงานพร้อมจดทะเบียนสมรสในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานหมั้นเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท ต่อมาในระหว่างพิธีแต่งงาน โจทก์ที่ 2 ได้ฝากเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำหนัก 40 บาท ของหมั้นไว้ในตู้นิรภัยของจำเลยที่ 1 และทำพิธีแต่งงานตามประเพณีต่อไปจนเสร็จสิ้น โดยในวันแต่งงานไม่มีการจดทะเบียนสมรสเนื่องจากจำเลยที่ 2 อ้างว่าต้องต้อนรับแขกที่มางาน เมื่อทำพิธีแต่งงานแล้วโจทก์ที่ 2 ย้ายเข้าพักอาศัยกับจำเลยที่ 2 และเคยชักชวนจำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งสองร่วมกันขับไล่โจทก์ที่ 2 ออกจากบ้าน โดยกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยไม่ยอมคืนเงินสด จำนวน 1,444,000 บาท และทองคำหนัก 40 บาท แก่โจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดสัญญาหมั้นโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการจัดงานหมั้นเป็นเงิน 150,000 บาท และต้องอับอายที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงและกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายเนื่องจากหลงเชื่อว่าจะมีการสมรสจริงจึงพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยอมร่วมประเวณีด้วยมาตลอด โจทก์ที่ 2 ขอคิดค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสด จำนวน 1,444,000 บาท พร้อมทองรูปพรรณหนัก 40 บาท หากคืนทองคำไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 สู่ขอโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เป็นภริยาจำเลยที่ 2 โดยมีการทำพิธีสมรสกันเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 จริง แต่เป็นการสู่ขอและสมรสตามประเพณีเพื่อให้โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยเท่านั้น ไม่ได้มุ่งประสงค์จะให้มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายต้องถูกติฉินนินทาและอับอายเนื่องจากโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ลักลอบได้เสียกันมาก่อน ในการจัดการทำพิธีสู่ขอตกลงกันว่าไม่มีค่าสินสอด โดยโจทก์จะคืนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาประกอบพิธีภายหลังแต่งงานแล้ว เพื่อให้สมกับฐานะความมีหน้าตาของทั้งสองฝ่าย ก่อนวันสู่ขอจำเลยที่ 1 จึงกู้เงินจากธนาคาร จำนวน 1,500,000 บาท แล้วนำเงินจำนวน 1,444,000 บาท และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาท จำนวน 4 เส้น รวมหนัก 20 บาท จากร้านของจำเลยที่ 1 ไปประกอบพิธีซึ่งภายหลังแต่งงานโจทก์ที่ 2 คืนให้จำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำชุดเครื่องเพชรประกอบด้วยแหวนเพชร น้ำหนัก 1.07 กะรัต ราคา 176,500 บาท สร้อยสังวาลเพชรราคา 25,000 บาท และตุ้มหูเพชรราคา 23,000 บาท รวมราคา 224,500 บาท ไปประกอบพิธีด้วย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงยกให้โจทก์ที่ 2 เพื่อเป็นการตอบแทนที่มาอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ภายหลังแต่งงานโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรสและทะเลาะวิวาทกันอยู่เนืองๆ ด้วยสาเหตุที่โจทก์ที่ 2 แอบคบหากับชายคนรักเก่า และโจทก์ที่ 2 ได้ขนย้ายทรัพย์สินส่วนตัวออกจากบ้านไป ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่มีสัญญาหมั้นต่อกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ใส่ความกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้โดยมุ่งหมายจะให้โจทก์ที่ 1 เสียหายแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลแต่เพื่อประสงค์อบรมตักเตือนและห้ามปรามในฐานะมารดาของสามี จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาหมั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ได้สู่ขอโจทก์ที่ 2 จากโจทก์ที่ 1 เพื่อให้สมรสกับจำเลยที่ 2 มีการประกอบพิธีหมั้นและพิธีสมรสตามประเพณีจีน จำเลยทั้งสองนำเครื่องเพชร 1 ชุด เป็นแหวนเพชร 1 วง สร้อยสังวาล 1 เส้น และตุ้มหูอีก 1 คู่ เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณมอบให้โจทก์ทั้งสองในวันประกอบพิธีหมั้น และมีการประกอบพิธีสมรสในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ในวันสมรสดังกล่าวโจทก์ที่ 2 นำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท พร้อมทองคำรูปพรรณทั้งหมดที่รับมอบจากจำเลยทั้งสองในวันหมั้นติดตัวไปด้วย และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 2 มอบเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 อยู่กินกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโรงกลึงเป็นเวลาประมาณ 8 เดือน โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 ทะเลาะกันเนื่องจากจำเลยที่ 2 หาว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ โจทก์ที่ 2 จึงออกจากบ้านของจำเลยที่ 2 กลับไปอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ต่อมาประมาณ 1 เดือน โจทก์ที่ 1 และญาติผู้ใหญ่ของโจทก์ที่ 2 หลายคนพาโจทก์ที่ 2 กลับไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าบ้าน จำเลยที่ 1 ไม่ยอมโดยอ้างว่าโจทก์ที่ 2 มีชู้ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 นั้นยังคลาดเคลื่อนต่อบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสองเป็นพยานโดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อทำพิธีหมั้นแล้วมีการนัดหมายทำการแต่งงานกันในวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าในวันที่ฝ่ายจำเลยมาสู่ขอโจทก์ที่ 2 ไม่มีการพูดเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ในวันทำพิธีหมั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ที่ 2 ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าก่อนจัดงานแต่งงานทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส แล้วเมื่อถึงวันแต่งงานโจทก์ที่ 1 ได้ถามโจทก์ที่ 2 ว่า ทำไมฝ่ายจำเลยถึงไม่จดทะเบียนสมรสภายในวันแต่งงานเสียเลย โจทก์ที่ 2 จึงไปถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสเพราะคนเรารักกัน ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสก็ได้ แสดงว่าทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการพูดกันเรื่องการจดทะเบียนสมรส และฝ่ายจำเลยได้แจ้งให้ฝ่ายโจทก์ทราบว่า ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรส โจทก์ที่ 2 ยังตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าโจทก์ที่ 2 ไม่เคยตั้งเงื่อนไขกับจำเลยที่ 2 ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรส โจทก์ที่ 2 จะไม่ยอมแต่งงานกับจำเลยที่ 2 และเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ทะเลาะกับจำเลยที่ 2 จนออกจากบ้านไม่ได้พูดเรื่องจดทะเบียนสมรส เมื่อโจทก์ที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 ไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับโจทก์ที่ 2 กลับเข้าบ้านก็ไม่ได้มีการพูดถึงการจดทะเบียนสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ฉะนั้นทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้ แต่การที่ฝ่ายจำเลยมอบเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์เป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 มาอยู่กินเป็นภริยากับจำเลยที่ 2 หากฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนายกให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 ฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 จริง โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะเรียกร้องคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาว่า เงินสดและทองรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้โจทก์ทั้งสองในวันหมั้นนั้น จำเลยที่ 1 มีเจตนายกให้โจทก์ที่ 2 หรือเพียงแต่นำมาจัดแสดงในพิธีหมั้นแล้วฝ่ายโจทก์ต้องคืนให้จำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 1 นายปวิช สายวิวัฒน์ น้องชายจำเลยที่ 2 และนายโฮ่ เลย์ลอย บิดาจำเลยที่ 2 เบิกความทำนองเดียวกันว่า วันที่ไปทาบทามสู่ขอโจทก์ที่ 2 นั้น พยานทั้งสามไปด้วยกัน ฝ่ายโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1 ป้าของโจทก์ที่ 2 พี่สาวของโจทก์ที่ 2 และบุคคลอื่นรวมประมาณ 6 ถึง 8 คน ทางฝ่ายโจทก์พูดว่า ไม่เอาอะไรทั้งนั้น แต่ขอให้จัดมาให้ดูดีหน่อยเอามาเท่าใดก็จะคืนให้ จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากธนาคาร 1,500,000 บาท เพื่อนำเงินสดจำนวน 1,444,000 บาท ไปใช้ในพิธีหมั้น และนำทองคำรูปพรรณ 4 เส้น หนัก 20 บาท ในร้านขายทองของจำเลยที่ 1 ไปใช้ในพิธีหมั้น และจำเลยที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า จำเลยที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 ไปสั่งทำเครื่องเพชร 1 ชุด โดยบอกโจทก์ที่ 2 ว่า เครื่องเพชรยกให้โจทก์ที่ 2 ส่วนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นพยานขอคืนเพราะเป็นเงินที่กู้ยืมจากธนาคาร เงินสดและทองคำทั้งหมดฝ่ายจำเลยนำไปแสดงในพิธีหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะและเพื่อความมีหน้ามีตาของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เห็นว่า หากฝ่ายจำเลยได้มอบเงินสดและทองรูปพรรณให้แก่ฝ่ายโจทก์ในวันทำพิธีหมั้นโดยมีเจตนายกให้แก่ฝ่ายโจทก์แล้วและโจทก์ที่ 2 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าฝากธนาคาร ซึ่งโจทก์ที่ 2 สามารถเบิกถอนมาใช้ได้สะดวกกว่าที่จะนำไปฝากกับจำเลยที่ 1 ก่อนถึงวันแต่งงานโจทก์ที่ 2 ได้เบิกเงินดังกล่าวไปใช้บางส่วน ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่โจทก์ที่ 2 จะต้องนำเงินไปฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 แต่อย่างไร เมื่อเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะใช้เงินตามความพอใจของโจทก์ที่ 2 หรือหากเหลือเงินเพียงใด ก็ฝากไว้ที่จำเลยที่ 2 เพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นว่าในวันแต่งงานโจทก์ทั้งสองต้องขวนขวายถอนเงินจากบัญชีอื่นของโจทก์ที่ 2 และนำเงินสดจากพี่สาวของโจทก์ที่ 2 มารวมให้ครบจำนวน 1,444,000 บาท นำติดตัวไปในวันแต่งงาน เพื่อนำไปฝากไว้ที่จำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งเมื่อโจทก์ที่ 2 ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทวงเงินและทองรูปพรรณจากจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 2 ออกจากบ้านจำเลยทั้งสองก็ไม่นำพาที่จะขอเงินและทองรูปพรรณคืนเมื่อโจทก์ที่ 1 พาโจทก์ที่ 2 มาส่งเพื่อให้อยู่กินกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับนางสุภาพร บุญพยัคฆ์ พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งไปที่บ้านจำเลยทั้งสองก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าหลังจากโจทก์ที่ 2 ออกจากบ้านจำเลยทั้งสองได้ประมาณ 1 เดือนโจทก์ที่ 1 ถึงพาโจทก์ที่ 2 กลับไปบ้านจำเลยทั้งสอง เมื่อไปถึงบ้านจำเลยทั้งสองมีการทะเลาะกัน โจทก์ที่ 1 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับโจทก์ที่ 2 เข้าบ้าน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเป็นค่าเสียหายแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่เคยพูดทวงเงินและทองรูปพรรณจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่โจทก์ทั้งสองไม่ทวงเงินและทองรูปพรรณ ซึ่งรวมแล้วมูลค่าเป็นล้าน แต่กลับขอค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ได้เอาไปพูดให้ชาวจังหวัดศรีสะเกษและชาวอำเภออุทุมพิสัยทราบว่า โจทก์ที่ 2 มีชู้ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานอื่นที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำเรื่องของโจทก์ที่ 2 ไปพูดให้ฟัง แม้แต่นางสุภาพร พยานโจทก์ทั้งสองยังตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เคยเล่าให้พยานฟังว่า เหตุทะเลาะวิวาทระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นเพราะบุคคลที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 นำเรื่องโจทก์ที่ 2 ไปพูดให้โจทก์ทั้งสองได้รับความอับอายเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672 ม. 1437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเซียมเตี๋ยว แซ่จิว กับพวก
จำเลย — นางจันทร์จิรา สุพรรณโสภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิชา มหาคุณ
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา