คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 196/2550
#267655
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและเป็นการเลิกจ้างโจทก์ที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) แล้ววินิจฉัยต่อมาว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวซึ่งนายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้โดยไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานฝ่ายผลิตทำหน้าที่ช่างพิมพ์ ได้รับค่าจ้างวันละ 610 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ด้วยเหตุโจทก์ทำงานกับจำเลยมานานและมีอัตราค่าจ้างสูง จำเลยให้โจทก์เขียนใบสมัครใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่มีความผิด ไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นเงิน 18,300 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 146,400 บาท ค่าเสียหาย 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 564,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 อัตราค่าจ้างวันละ 610 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ขาดงานติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2546 จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 รวมระยะเวลา 17 วัน ซึ่งมีวันทำงาน 14 วัน วันหยุด 3 วัน โดยโจทก์ไม่ได้ลาหยุดงานถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 นับแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ไม่ได้มาทำงานอีกเลย จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ การเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยกระทำถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งช่างพิมพ์ ได้รับค่าจ้างวันละ 610 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2546 (ที่ถูกเป็นวันที่ 26 ตุลาคม 2546) บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงได้เดินทางไปจัดการงานศพบิดาที่จังหวัดพัทลุง วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 โจทก์กลับมาทำงานแต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยกเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) โดยมิได้ยกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ประกอบวินิจฉัยเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและเป็นการเลิกจ้างโจทก์ที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) แล้ววินิจฉัยต่อมาว่าจำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า โจทก์กระทำความผิดดังกล่าวซึ่งนายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้โดยไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้ว อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรวัฒน์ การะนัด
จำเลย — บริษัทฟงซัน พริ้นติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 195/2550
#267652
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาโดยอ้างว่ากรมสรรพากรจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกที่จะนำมาขายหรือเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น ทำให้ไม่มีเงินที่จะนำมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์อ้างแม้ทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวยังเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ก็ไม่สามารถขายหรือนำไปเป็นหลักประกันเพื่อหาเงินมาเป็นค่าธรรมเนียมศาลจำนวนสูงอันอาจจะถือได้ว่าโจทก์เป็นคนยากจน การที่ศาลภาษีอากรกลางงดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยโดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ทำการไต่สวนคำร้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่แจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมด้วยเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยคัดค้านว่า โจทก์ยังมีทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบอาชีพสามารถหารายได้และยังมีพันธบัตรรวมมูลค่า 20,000,000 บาท ซึ่งไม่ถูกอายัด จึงไม่ใช่คนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล และคำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลพอที่จะชนะคดีได้

วันนัดไต่สวนคำร้องโจทก์แถลงรับว่าโจทก์มีทรัพย์สินหลายรายการ ประกอบด้วย บ้าน ที่ดิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์และพันธบัตร นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นตามที่ปรากฏในเอกสารท้ายคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหมายเลข 2 ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์แถลงรับต่อศาลดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์มีทรัพย์สินไม่ใช่คนยากจน จึงให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์เสีย หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาโดยอ้างว่าจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ตามเอกสารท้ายคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหมายเลข 2 ทำให้โจทก์ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกที่จะนำมาขายหรือเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น ทำให้ไม่มีเงินที่จะนำมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์อ้างแม้ทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวยังเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ก็ไม่สามารถขายหรือนำไปเป็นหลักประกันเพื่อหาเงินมาเป็นค่าธรรมเนียมศาลจำนวนสูงในคดีนี้อันอาจจะถือได้ว่าโจทก์เป็นคนยากจน การที่ศาลภาษีอากรกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2549 ว่า โจทก์แถลงรับว่าโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดเฉพาะที่มีชื่อโจทก์ร่วม 7 แปลง มีพันธบัตร 2 ฉบับ รวมมูลค่า 20,000,000 บาท รถยนต์ 5 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน บ้านและที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ และยังมีทรัพย์สินตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารท้ายคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหมายเลข 2 ก็รับฟังได้เพียงว่าโจทก์มีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจำเลยหรือหน่วยงานอื่นได้ยึดและอายัดไว้ทั้งหมดหรือไม่ ทั้งทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่จะนำไปหาประโยชน์ได้หรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีหนทางอื่นใดในการหาทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่ เมื่อเป็นดังนี้จะถือเอาเพียงข้อเท็จจริงที่โจทก์รับต่อศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่คนยากจนไม่ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางด่วนงดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งไปนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงถือว่าศาลภาษีอากรกลางไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางทำการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเพื่อฟังข้อเท็จจริงต่อไป

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียมา 200 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายกคำสั่งของศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางทำการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนั้นในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิตร์หรือบรรยง ลอก๊ะ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2550
#267963
เปิดฉบับเต็ม

การที่ภาวะเศรษฐกิจราคาน้ำมันแพงทำให้แหล่งเงินที่จำเลยขอกู้และหยิบยืมไม่มีเงินให้จำเลย จึงไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำมาวางเป็นค่าฤชาธรรมเนียมศาลได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาการค้าระหว่าประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีคำสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2547 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,134,247.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หรือปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยตามช่วงระยะเวลาตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ที่ออกตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยทีมีภายหลัง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 4,216,970.62 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินคนละ 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หรือปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นในต้นเงินตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนต้องร่วมรับผิดดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนของจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต วันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและขอเลื่อนการสาบานตัวรวม 3 ครั้ง จนวันที่ 14 มีนาคม 2548 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวละการวางเงินค่าธรรมเนียมออกไป 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ครั้นครบกำหนด จำเลยทั้งสามขอขยายเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมอีก 5 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน โดยครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำชับ และถือว่าไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมออกไปอีก 30 วัน โดยอ้างเหตุเช่นเดิมว่า เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจราคาน้ำมันแพงทำให้แหล่งเงินที่จำเลยขอกู้และหยิบยืมนั้นต่างได้รับผลกระทบ ทำให้เงินที่จำเลยจะได้รับไม่เพียงพอที่จะนำมาวางเป็นค่าธรรมเนียมศาลได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ตามคำร้องและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่เห็นควรอนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามอ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 โดยอ้างเหตุภาวะเศรษฐิกิจราคาน้ำมันแพงทำให้แหล่งเงินที่จะเลยขอกู้และหยิบยืมไม่มีเงินให้จำเลย จึงไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำมาวางเป็นค่าฤชาธรรมเนียมศาลได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมได้ และพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการประวิงคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสามชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท กิตติภัทอินเตอร์ คอมเมอเชียล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัตน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2550
#267650
เปิดฉบับเต็ม

คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า แต่ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง ศาลนำคำให้การดังกล่าวมาประกอบพยานโจทก์ผู้จับกุมที่ยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งเพื่อให้น้ำหนักพยานโจทก์มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,450 เม็ด น้ำหนัก 236.220 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 48.380 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเดินทางจากราชอาณาจักรไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรในวันเดียวกันจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,450 เม็ด ในกระเป๋าผ้าของจำเลยที่ถือติดตัวมา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาข้อแรกว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมกลั่นแกล้งเพื่อหวังสินบนการนำจับตามกฎหมาย เห็นว่า ในการจับกุมจำเลยสืบเนื่องจากมีสายลับไปแจ้งพฤติการณ์ของจำเลยให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ ร้อยตำรวจโทวีระ มงคลคลี สิบตำรวจเอกพินิจ จันขัน และร้อยตำรวจเอกนรินทร์ ปันยานะ ผู้ร่วมจับกุมยืนยันว่าเมื่อจำเลยเดินผ่านช่องตรวจคนเข้าเมือง เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าควบคุมตัวจำเลยและนำไปตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,450 เม็ด ในกระเป๋าผ้าที่จำเลยถือมา ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกณัฐพงษ์ ไชยชน พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ โดยในวันที่รับมอบตัวจำเลยได้ทำการสอบสวนจำเลย จำเลยรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้สอบถามข้อเท็จจริงจากจำเลย เมื่อจำเลยตอบคำถามแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจก็พิมพ์ข้อความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 มีรายละเอียดในการกระทำความผิดเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย ถ้าจำเลยไม่สมัครใจให้ถ้อยคำก็ยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะปรุงแต่งเรื่องขึ้นมาเอง นอกจากนี้ จำเลยยังเบิกความรับว่าก่อนถูกจับจำเลยเคยเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลายครั้ง เพียงแต่อ้างว่าไปขายรถซึ่งเป็นการอ้างลอย ๆ ดังนั้น ที่สายลับไปแจ้งพฤติการณ์ของจำเลยต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงมีมูล เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยเพื่อหวังเงินสินบนนำจับตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า คดีนี้โจทก์มิได้นำสายลับเข้าเบิกความทำให้พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง เห็นว่า การที่จะนำสายลับเข้ามาเบิกความหรือไม่ เป็นดุลพินิจในการพิสูจน์ความผิดของเจ้าพนักงานตำรวจและโจทก์ เมื่อโจทก์เห็นว่าพยานโจทก์มั่นคงดีแล้ว โจทก์ก็มิจำเป็นต้องนำสายลับเข้าเบิกความแต่อย่างใด คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน และรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน การที่โจทก์ไม่นำสายลับเข้าเบิกความไม่ทำให้น้ำหนักพยานโจทก์เสียไปแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า พยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมเบิกความต่างกันในข้อสาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ก่อนการจับกุมโดยร้อยตำรวจโทวีระและสิบตำรวจเอกพินิจเบิกความว่า เมื่อจำเลยเดินผ่านช่องตรวจที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ ร้อยตำรวจเอกนรินทร์ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นจำเลย ร้อยตำรวจเอกนรินทร์ได้ส่งสัญญาณโดยกวักมือเรียกร้อยตำรวจโทวีระกับพวกให้เข้าไปจับจำเลย แต่ร้อยตำรวจเอกนรินทร์กลับเบิกความเหตุการณ์ตอนนี้ว่าเมื่อจำเลยเดินผ่านช่องตรวจที่พยานปฏิบัติหน้าที่อยู่ เมื่อทราบว่าเป็นจำเลยพยานได้ใช้โทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจโทวีระและสิบตำรวจเอกพินิจจะเบิกความแตกต่างกับร้อยตำรวจเอกนรินทร์ในกรณีดังกล่าวก็ตาม แต่ความแตกต่างเป็นเพียงข้อปลีกย่อยแห่งคดีไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์เสียไป เพราะร้อยตำรวจโทวีระและสิบตำรวจเอกพินิจเบิกความตรงกันว่าร้อยตำรวจเอกนรินทร์ส่งสัญญาณด้วยการกวักมือเรียก ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 พยานโจทก์จึงไม่มีข้อตำหนิในส่วนนี้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่าศาลรับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า แม้คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง ศาลนำคำให้การดังกล่าวมาประกอบพยานโจทก์ผู้จับกุมที่ยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งเพื่อให้น้ำหนักพยานโจทก์มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายจรัล สมบุญ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
องอาจ โรจนสุพจน์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2550
#267644
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งให้ปิดหมาย การที่เจ้าหน้าที่ของศาลนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปส่งให้จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายจึงไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปในวันนัดจึงถือไม่ได้ว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังโดยชอบ ศาลฎีกาเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง และให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 337,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาเสร็จได้ส่งคำพิพากษาและสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบและขออนุญาตส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยและทนายจำเลยทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จัดการตามเสนอ ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสองฟังโดยถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษาโดยชอบแล้ว

วันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับหมายนัดจึงไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยมิได้จงใจที่จะไม่มาฟังคำพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาเสร็จได้ส่งคำพิพากษาและสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบและขออนุญาตส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยและทนายจำเลยทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จัดการตามเสนอ วันที่ 29 มิถุนายน 2545 เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดไปส่งให้แก่จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมาย วันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสองฟังโดยถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษาโดยชอบแล้ว วันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ก่อนจะวินิจฉัยในเนื้อหาของฎีกาของจำเลยสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยชอบหรือไม่ ซึ่งการส่งหมายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร..." การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวนี้จะต้องปรากฏว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 และศาลจะต้องมีคำสั่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าให้ส่งโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารได้ แต่คดีนี้ไม่ปรากฏชัดว่าการส่งหมายนัดโดยวิธีธรรมดาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 ไม่สามารถจะกระทำได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดเป็นกิจจะลักษณะแต่ประการใด การที่ในหมายนัดมีข้อความเป็นตรายางประทับว่าไม่มีผู้รับให้ปิดหมายนั้น ข้อความดังกล่าวอาจประทับในภายหลังจากที่ผู้พิพากษาได้ลงลายมือชื่อในหมายแล้วก็เป็นได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปส่งให้จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว และถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังโดยชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง และให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 และเมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง ให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ แป้นสุวรรณ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยแอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2550
#268313
เปิดฉบับเต็ม

การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 79 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 และศาลจะต้องมีคำสั่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าให้ส่งโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารได้ แต่คดีนี้ไม่ปรากฏชัดว่าการส่งหมายนัดโดยวิธีธรรมดาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 ไม่สามารถจะกระทำได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดเป็นกิจจะลักษณะแต่ประการใด การที่ในหมายนัดมีข้อความเป็นตรายางประทับว่าไม่มีผู้รับให้ปิดหมายนั้น ข้อความดังกล่าวอาจประทับในภายหลังจากที่ผู้พิพากษาได้ลงลายมือชื่อในหมายแล้วก็เป็นได้เมื่อเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปส่งให้จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว และถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังโดยชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง และให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 337,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาเสร็จได้ส่งคำพิพากษาและสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบและขออนุญาตส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยและทนายจำเลยทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จัดการตามเสนอ ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสองฟังโดยถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษาโดยชอบแล้ว

วันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับหมายนัดจึงไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยมิได้จงใจที่จะไม่มาฟังคำพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาเสร็จได้ส่งคำพิพากษาและสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้น เพื่ออ่านให้คู่ความฟัง เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบและขออนุญาตส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยและทนายจำเลยทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จัดการตามเสนอ วันที่ 29 มิถุนายน 2545 เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดไปส่งให้แก่จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ทั้งสองฟังโดยถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษาโดยชอบแล้ววันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ก่อนจะวินิจฉัยในเนื้อหาของฎีกาของจำเลยสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยชอบหรือไม่ ซึ่งการส่งหมายนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร..." การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวนี้จะต้องปรากฏว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 และศาลจะต้องมีคำสั่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าให้ส่งโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารได้ แต่คดีนี้ไม่ปรากฏชัดว่าการส่งหมายนัดโดยวิธีธรรมดาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 78 ไม่สามารถจะกระทำได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดเป็นกิจจะลักษณะแต่ประการใด การที่ในหมายนัดมีข้อความเป็นตรายางประทับว่าไม่มีผู้รับให้ปิดหมายนั้น ข้อความดังกล่าวอาจประทับในภายหลังจากที่ผู้พิพากษาได้ลงลายมือชื่อในหมายแล้วก็เป็นได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปส่งให้จำเลยและทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว และถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังโดยชอบศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง และให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 และเมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะในส่วนที่อ่านให้จำเลยฟัง ให้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ แป้นสุวรรณ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยแอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2550
#267958
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารภาษาต่างประเทศที่โจทก์ยื่นต่อศาลโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย แต่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสามหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำคำแปลก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,344,567.34 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นจำนวน 2,306,649,84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 4 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนได้ จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในสัญญจ้างแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ดำเนินการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายให้บริการสำหรับสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 ตามสัญญางานโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า โจทก์นำสืบเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยจะรับฟังข้อเท็จจริงให้เสียหายต่อจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารภาษาต่างประเทศที่โจทก์ยื่นต่อศาลโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม หรือไม่ เมื่อศาลไม่สั่งโจทก์ก็ไม่จำต้องทำคำแปล เอกสารดังกล่าวรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ก็ได้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็กซ์-ฟอร์ซ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทฟรานเชสโก โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิทยา บุญชู
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2550
#272565
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 ซึ่งความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มิใช่เกิดขึ้นในวันที่ลงในเช็คพิพาท ดังนี้ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 จึงถือว่าความผิดของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ฉะนั้น การเริ่มนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2538 อันเป็นวันที่ลงในเช็คพิพาท เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 20 ตุลาคม 2538 ภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทยูนิเวอร์แซลสตีล จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มิใช่เกิดขึ้นในวันที่ลงในเช็คพิพาท ดังนี้ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 จึงถือว่าความผิดของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ฉะนั้น การเริ่มนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2538 อันเป็นวันที่ลงในเช็คพิพาท เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ 20 ตุลาคม 2538 ภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 729,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นั้นยังหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษจำเลยทั้งสองให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทยูนิเวอร์แซลสตีล จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามโลมา อีมัลชั่นเพ้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2550
#267268
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีหรือปัญหาข้อกฎหมายว่ามีอยู่อย่างไร เพื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยคดีตามข้ออุทธรณ์ได้ถูกต้องตามประเด็นที่โต้เถียงกัน ซึ่งต้องพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การและประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบของคู่ความ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่แปลงหนี้มาจากราคาที่ดินที่จำเลยซื้อจากโจทก์และตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่เคยรับเงินจากโจทก์ โจทก์เคยขายที่ดินให้แก่จำเลยและโจทก์รับเงินไปจากจำเลยแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์และหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าหนี้เดิมระหว่างโจทก์และจำเลยระงับเพราะการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยเป็น อ. และ อ. ชำระหนี้ 100,000 บาท ให้โจทก์ไปแล้วนั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 793,000 บาท โดยการแปลงหนี้จากราคาที่ดินที่จำเลยซื้อจากโจทก์ในวันเดียวกันมาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ตกลงชำระให้เสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2540 แต่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วน ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2541 แต่ครบกำหนดแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 252,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 822,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 570,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่เคยรับเงินจากโจทก์ จำเลยเคยทำหนังสือที่มีข้อความจำนวนเงิน 320,000 บาท เนื่องจากโจทก์เคยขายที่ดินให้จำเลย แต่ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินจากจำเลยไปเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 กรกฎาคม 2544) ต้องไม่เกิน 252,000 บาทตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โดยไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีหรือปัญหาข้อกฎหมายมีอยู่อย่างไร เพื่อศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ได้วินิจฉัยคดีตามข้ออุทธรณ์ได้ถูกต้องตามประเด็นที่โต้เถียงกัน โดยพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การและประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่แปลงหนี้มาจากราคาที่ดินที่จำเลยซื้อจากโจทก์และตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่เคยรับเงินจากโจทก์ โจทก์เคยขายที่ดินให้แก่จำเลยและโจทก์รับเงินไปจากจำเลยแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์และหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยซื้อที่ดินจากโจทก์ การชำระราคาค่าที่ดินโจทก์ให้จำเลยทำเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงให้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าหนี้เดิมระหว่างโจทก์และจำเลยระงับเพราะการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยเป็นนางอรสา อู่อุดมยิ่ง และนางอรสาชำระหนี้ 100,000 บาท ให้โจทก์ไปแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องการแปลงหนี้ใหม่ไว้ในคำให้การอุทธรณ์ของจำเลยว่าหนี้เดิมระงับเพราะการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้โดยพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายก้าน วงศ์ภา
จำเลย — นายไพศาล วัฒนทรัพย์โสภณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2550
#267957
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐาน ข้าพเจ้าฯได้นำโฉนดที่ดินพร้อมหลักฐานต่างๆ มอบอำนาจในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อข้าฯ ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อครบสัญญาโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาลใดๆ" ตามข้อตกลงดังกล่าวหากโจทก์หากไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ ส. บิดาจำเลย เมื่อครบกำหนดตามสัญญาก็ให้สิทธิ ส. โอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ได้ทันทีโดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดินพิพาทว่าจะเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบคือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ จึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม ส. ไม่มีสิทธิบังคับให้โจทก์กำหนดการโอนที่ดินพิพาท

การที่จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยขัดต่อประมวบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงลเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

โจทก์มีคำขอให้ใส่ชื่อโจทกืเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิมและหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิม จึงไม่จำเป็นต้องพิพากษาบังคับตามคำขอดังกล่าวของโจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 เมื่อประมาณปี 2524 โจทก์นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปวางประกันเงินกู้ยืมแก่ผู้มีชื่อ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจมอบให้แก่ผู้ที่มีชื่อยึดถือไว้แต่เมื่อโจทย์ขอรับโฉนดที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเพื่อนำออกขายชำระหนี้ ผู้มีชื่อกลับไม่ยอมคืนให้ โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าจำเลยกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และโอนขายที่ดินของโจทก์เป็นกรรมสิทธ์ของจำเลยตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2539 โดยโจทก์มิได้ยินยอมรู้เห็น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้ใส่ชื่อโจทก์กลับเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามเดิม ด้วยทุนทรัพย์ของจำเลยเอง หากจำเลยไม่ฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพ ตั้งทวีสุข บิดาจำเลย จำนวน 4,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินสำหรับทิ่ดินพิพาทเลขที่ 10151 ให้นายสุเทพ ยึดถือไว้ และมีข้อสัญญาว่า ถ้าโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อครบกำหนดตามสัญาญายอมให้นายสุเทพนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดก็ได้ ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ นายสุเทพจึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพ ตั้งทวีสุโข บิดาจำเลยจำนวน 4,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.11 และหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อโดยไม่กรอกข้อความ ตามเอกสารหมาย จ.22 ให้นายสุเทพ ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือสัญญาซื้อขาย เอกสารหมาย จ.17 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าการที่จะเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า โจทก์เป็นเพื่อนนายสุเทพบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพจำนวน 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ภายใน 2 ปี โดยโจทก์มอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.11 พร้อมหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.22 และหลักฐานต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นายสุเทพยึดถือไว้โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์ไม่ชำระหนี้ยอมให้นายสุเทพโอนที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ได้ทันทีตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดและมีหนี้ค้างชำระแก่นายสุเทพรวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 6,780,928 บาท นายสุเทพจึงให้จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.22 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยในราคา 4,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.17 และทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ที่เหลืออีก 2,000,000 บาท ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.16 เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยนำสืบดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่นายสุเทพผู้ให้ยืมยอมรับเอาทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนายสุเทพได้มีการตกลงกันก่อนว่าที่ดินพิพาทที่ตีใช้หนี้เงินยืมมีราคาเท่าใด เท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบหรือไม่ โดยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 3. ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐาน ข้าพเจ้าฯ ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 10151 เนื้อที่ 1 ไร่ 28 วา ตั้งอยู่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมหลักฐานต่างๆ มอบอำนาจในการโอนกรรมสิทธิ์ทิ่ดินเมื่อข้าฯ ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อครบสัญญาโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาลใดๆ" จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าหากโจทก์ไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายสุเทพเมื่อครบกำหนดตามสัญญา ก็ให้สิทธินายสุเทพโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ได้ทันที โดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดินพิพาทว่าจะเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบคือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม นายสุเทพหามีสิทธิบังคับให้โจทก์ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทไม่ การที่จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยขัดต่อมาตรา 656 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งเพื่อป้องกันมิให้ผู้กู้ยืมถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ยืม ปัญหานี้จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามเดิมและหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิม โดยไม่จำเป็นต้องบังคับตามคำขอดังกล่าวของโจทก์อีก"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ สรวงศิริถาวร
จำเลย — นางวิมล ศิริมหาราช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2550
#268278
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงที่กำหนดว่า หากโจทก์ผู้กู้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ ส. ผู้ให้กู้ เมื่อครบกำหนดตามสัญญา ก็ให้สิทธิ ส. โอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ได้ทันทีตามหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยไม่กรอกข้อความให้ ส. ยึดถือไว้เป็นประกันโดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดินพิพาทว่าจะเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบคือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม ส. หามีสิทธิบังคับให้โจทก์ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทไม่ การที่จำเลยบุตรของ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยขัดต่อ มาตรา 656 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งเพื่อป้องกันมิให้ผู้กู้ยืมถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ยืม ปัญหานี้จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี 2524 โจทก์นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปวางประกันเงินกู้แก่ผู้มีชื่อ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจพร้อมกับรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของโจทก์ มอบให้แก่ผู้มีชื่อยึดถือไว้แต่เมื่อโจทก์ขอรับโฉนดที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเพื่อนำออกขายชำระหนี้ผู้มีชื่อกลับไม่ยอมคืนให้ โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าจำเลยกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และโอนขายที่ดินของโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2539 โดยโจทก์มิได้ยินยอมรู้เห็น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้ใส่ชื่อโจทก์กลับเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามเดิมด้วยทุนทรัพย์ของจำเลยเอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพ ตั้งทวีสุโข บิดาจำเลย จำนวน 4,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้นายสุเทพยึดถือเอาไว้ และมีข้อสัญญาว่า ถ้าโจทก์ผิดสัญาไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อครบกำหนดตามสัญญา ยอมให้นายสุเทพนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดก็ได้ ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ นายสุเทพจึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพ ตั้งทวีสุโข บิดาจำเลยจำนวน 4,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.11 และหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อโดยไม่กรอกข้อความ ตามเอกสารหมาย จ. 22 ให้นายสุเทพยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.17 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า โจทก์เป็นเพื่อนนายสุเทพบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์กู้ยืมเงินนายสุเทพจำนวน 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ภายใน 2 ปี โดยโจทก์มอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.11 พร้อมหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.22 และหลักฐานต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นายสุเทพยึดถือไว้โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์ไม่ชำระหนี้ยอมให้นายสุเทพโอนที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ได้ทันทีตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดและมีหนี้ค้างชำระแก่นายสุเทพ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 6,780,928 บาท นายสุเทพจึงให้จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.22 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยในราคา 4,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.17 และทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ที่เหลืออีก 2,000,000 บาท ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.16 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยนำสืบดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่นายสุเทพผู้ให้ยืมยอมรับเอาทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนายสุเทพได้มีการตกลงกันก่อนว่าที่ดินพิพาทที่ตีใช้หนี้เงินยืมมีราคาเท่าใด เท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบหรือไม่ โดยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 3. ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐาน ข้าพเจ้าฯ ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 10151 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ 28 วา ตั้งอยู่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมหลักฐานต่าง ๆ มอบอำนาจในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อข้าฯ ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อครบสัญญาโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาลใด ๆ" จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าหากโจทก์ไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายสุเทพเมื่อครบกำหนดตามสัญญา ก็ให้สิทธินายสุเทพโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ได้ทันที โดยไม่คำนึงถึงราคาที่ดินพิพาทว่าจะเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบคือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม นายสุเทพหามีสิทธิบังคับให้โจทก์ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทไม่ การที่จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยขัดต่อ มาตรา 656 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งเพื่อป้องกันมิให้ผู้กู้ยืมถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ยืม ปัญหานี้จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่ที่โจทก์มีคำขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามเดิมและหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิม โดยไม่จำต้องบังคับตามคำขอดังกล่าวของโจทก์อีก"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10151 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลย คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ สรวงศิริถาวร
จำเลย — นางวิมล ศิริมหาราช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2550
#267635
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่รู้ว่าตุ๊กตาของกลางเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การที่จำเลยขายหรือเสนอขายตุ๊กตาดังกล่าวจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ จำกัด ผู้เสียหาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่น และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้าและตุ๊กตาอุลตร้าแมนไดน่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ผู้เสียหายจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ของผู้เสียหาย โดยการนำตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้า และอุลตร้าแมนไดน่า ซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย แก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76, 78 ให้สินค้าของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา บริษัทซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้า และตุ๊กตาอุลตร้าแมนไดน่าของโจทก์ร่วม โดยการนำตุ๊กตาดังกล่าวซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมคงนำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้าและอุลตร้าแมนไดน่า โดยมีข้อพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมดังกล่าวกับนายสมโพธิ แสงเดือนฉาย ในทำนองอธิบายว่านายสมโพธิทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับตุ๊กตาอุลตร้าแมนดังกล่าวผิดไปจากข้อตกลงในสัญญา แต่มิได้นำสืบในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยให้เห็นว่าจำเลยขายตุ๊กตาอุลตร้าแมนดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสืออื่น ๆ ตามประกาศโฆษณาเอกสารหมาย จร.9 ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของตุ๊กตาอุลตร้าแมนทั้งสองตัวและอนุญาตให้บริษัทโพร-ลิงค์ จำกัด เป็นผู้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ก็ยังไม่พอฟังว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เพราะจำเลยอาจไม่ได้อ่านประกาศโฆษณาดังกล่าวก็ได้ ฉะนั้น ไม่ว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ก็ตาม เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเช่นนี้ การที่จำเลยขายหรือเสนอขายตุ๊กตาทั้งสองตัวในคดีนี้จึงไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นางฐิติรัตน์ มีกรงาม
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2550
#268311
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนฯ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ต้องเป็นพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีทั้งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 24, 55, 72, 73, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 คืนอาวุธปืนยาวลูกซองแฝดขนาด 12 เครื่องหมายทะเบียน อร. 5/32 แก่เจ้าของและริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและข้อหาทำ ประกอบ ซ่อมแซมอาวุธปืนสำหรับการค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 24, 55, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 73, 78 (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานทำ ประกอบ ซ่อมแซมอาวุธปืนสำหรับการค้า จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดบางข้อหา ส่วนข้อหาที่ให้การปฏิเสธทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 7 เดือน ริบของกลาง ยกเว้นอาวุธปืนลูกซองแฝดขนาด 12 เครื่องหมายทะเบียน อร. 5/32 ให้คืนเจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานทำ ประกอบ ซ่อมแซมอาวุธปืนสำหรับการค้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายของเจ้าพนักงานประทับถึง 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง และจำเลยได้ทำ ประกอบ ซ่อมแซมอาวุธปืนสำหรับการค้า นับว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดอยู่ในขั้นร้ายแรง แม้จำเลยจะมีเหตุผลความจำเป็นในครอบครัวดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนฯ ตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนฯ ตามมาตรา 7, 72 วรรคสอง ต้องเป็นเพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืนฯ เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีทั้งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสมชัย ทองเทพ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550
#267634
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาฐานร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าจำเลยไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เพราะการยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 248

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังยื่นฟ้องนายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปากพนังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2545 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดปากพนังออกนั่งพิจารณา อ่านอธิบายฟ้อง และสอบถามคำให้การของจำเลย มีนายศุภชัย ชุมวงศ์ แสดงตนรับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่าบุคคลที่มาศาลไม่ใช่จำเลย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 529/2545 และศาลได้ไต่สวนดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลแก่นายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ นายสุพจน์ ณ นคร และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น แล้วเห็นว่า นายศุภชัย นายนิคม นายสุพจน์ และนายถนอมศักดิ์ ร่วมกันเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล และมีคำสั่งให้จำคุกนายศุภชัยกับนายนิคมคนละ 6 เดือน จำคุกนายสุพจน์กับนายถนอมศักดิ์คนละ 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ล.1/2545 หมายเลขแดงที่ ล.1/2545 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไต่สวนหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวและเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีคำสั่งให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การที่พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าจำเลยไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนศาลและเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่ามีการเปลี่ยนตัวจำเลยในคดียาเสพติดโดยนายศุภชัย ชุมวงศ์ มาแสดงตัวต่อศาลชั้นต้นว่าเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นจึงทำการไต่สวนนายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ บิดาจำเลยและเป็นผู้ประกันจำเลยด้วย นายสุพจน์ ณ นคร บุตรเขยนายนิคม และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น หลานนายนิคม ได้ความว่ามีการเปลี่ยนตัวจำเลยจริง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวฐานละเมิดอำนาจศาลไปแล้ว หลังจากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษดังกล่าวแต่คำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวในชั้นไต่สวนในคดีที่บุคคลทั้งสี่เป็นผู้ถูกกล่าวหากับคำเบิกความของพยานอื่นอีกรวม 7 ปาก ในชั้นไต่สวนคดีนี้ มิได้มีผู้ใดเบิกความพาดพิงถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 33
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
ผู้ถูกกล่าวหา — ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่
จำเลย — นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550
#268290
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังยื่นฟ้องนายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปากพนัง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2545 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดปากพนังออกนั่งพิจารณา อ่านอธิบายฟ้อง และสอบถามคำให้การของจำเลย มีนายศุภชัย ชุมวงศ์ แสดงตนรับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่าบุคคลที่มาศาลไม่ใช่จำเลย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 529/2545 และศาลได้ไต่สวนดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลแก่นายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ นายสุพจน์ ณ นคร และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น แล้วเห็นว่านายศุภชัย นายนิคม นายสุพจน์ และนายถนอมศักดิ์ ร่วมกันเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล และมีคำสั่งให้จำคุกนายศุภชัยกับนายนิคมคนละ 6 เดือน จำคุกนายสุพจน์กับนายถนอมศักดิ์คนละ 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ล.1/2545 หมายเลขแดงที่ ล.1/2545 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไต่สวนหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวและ เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีคำสั่งให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การที่พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 249) ซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 8 ให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนศาลและเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยอันเป็นความผิดฐานร่วมกันและละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ...ฯลฯ... จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษดังกล่าว แต่คำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวในชั้นไต่สวนในคดีที่บุคคลทั้งสี่เป็นผู้ถูกกล่าวหากับคำเบิกความของพยานอื่นอีกรวม 7 ปาก ในชั้นไต่สวนคดีนี้ มิได้มีผู้ใดเบิกความพาดพิงถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
ผู้ถูกกล่าวหา — ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่
จำเลย — นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2550
#268281
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองบังคับจับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้า ซ. เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษจำคุกให้

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2540 แต่โจทก์นำสืบตรงตามข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 309, 310, 371, 391 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 391 เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ มีกำหนด 1 เดือน กับปรับจำเลยที่ 2 ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นเงิน 100 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองนำตัวนางสาวศศิประภา ฉลาด ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ษ - 8374 กรุงเทพมหานคร แล้วขับพาไปตามถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อไปถึงสี่แยกหลักสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม เหล็กแหลม 2 ง่าม 1 อัน กับรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง สำหรับข้อหาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายที่ 1 ยืนรอรถประจำทางที่หน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต จำเลยที่ 2 เข้ามาด้านหลัง ล๊อกคอและใช้อาวุธมีดจี้คอผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในรถยนต์ โดยจำเลยที่ 1 ถือเหล็กแหลมพูดข่มขู่ว่าหากขัดขืนจะแทงให้ตาบอด จำเลยที่ 1 นั่งในที่นั่งคนขับ ส่วนจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 1 นั่งด้านหลัง จำเลยที่ 1 ขับรถไปตามถนนวิภาวดีรังสิตมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร ขณะอยู่ในรถยนต์จำเลยที่ 2 ตบตีผู้เสียหายที่ 1 และพยายามใช้อาวุธมีดทำท่าจะแทง ผู้เสียหายที่ 1 ขัดขืนโดยจับมือของจำเลยที่ 2 ไว้ เมื่อรถยนต์แล่นมาถึงสี่แยกหลักสี่จำเลยที่ 1 ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งลงจากรถยนต์ไปที่ป้อมตำรวจ แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ที่ป้อมตำรวจว่าถูกจำเลยทั้งสองจับตัวมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิตและถูกทำร้ายร่างกาย สิบตำรวจโทอุทัย ศรีพุฒ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำหน้าที่ควบคุมสัญญาไฟจราจรที่สี่แยกหลักสี่ ในวันเวลาเกิดเหตุพยานได้รับแจ้งจากสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคตว่ามีการฉุดผู้หญิงมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิต มุ่งหน้ามาทางแยกหลักสี่ ให้พยานสกัดจับและแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์มาด้วย พยานพบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ตรงทางข้ามทางรถไฟ จึงไปจับกุมจำเลยทั้งสองในขณะนั้นจำเลยที่ 1 นั่งด้านหน้า ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งด้านหลังใช้เหล็กแหลมจี้ผู้เสียหายที่ 1 จากการตรวจค้นภายในรถยนต์พบอาวุธมีด 1 เล่ม กับเหล็กแหลมใช้ย่างเนื้อ 1 อัน อยู่ที่จำเลยที่ 2 นายแพทย์อดุลย์ ไชยพันธุ์ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพบพยานที่โรงพยาบาลบอกว่าถูกเหล็กเสียบเนื้อย่างแทงที่มือซ้าย พยานตรวจพบรอยแผลทะลุฝ่ามือไปถึงด้านหลังมืออยู่บริเวณอุ้งมือซ้ายและมีแผลถลอกที่เปลือกตาด้านขวา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกัน สิบตำรวจโทอุทัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง และคำเบิกความไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่สิบตำรวจโทอุทัยเข้าไปจับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยังคงใช้เหล็กแหลมจี้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ ประกอบกันคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ก็สอดคล้องกับบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองทำขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุนั่นเอง โดยจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวและไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็นำสืบเจือสมว่าร่วมกันพาตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต เพียงแต่ต่อสู้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้าย ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังกาย อาวุธมีด และเหล็กแหลมของกลางเป็นอาวุธบังคับเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์แล้วขับรถพาออกมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิต และในระหว่างที่อยู่ในรถยนต์จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธเหล็กแหลมขู่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และใช้มือตบผู้เสียหายที่ 1 ที่ใบหน้า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสองต้องการไปตามหานางสาวสุรวดี พูนชัย หลานของจำเลยทั้งสองที่เคยไปเที่ยวและพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แต่กลับถูกผู้เสียหายที่ 1 ด่าว่าและถูกเพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 ช่วยกันใช้ไม้และรองเท้าสเกตตีที่รถยนต์จนกระจกด้านหน้าและด้านหลังแตก จำเลยทั้งสองจึงเข้าไปหยิบมีดและเหล็กแหลมมาถือไว้เพื่อป้องกันตัวนั้น ปรากฏว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้าง นอกจากนี้หากจำเลยทั้งสองถูกพวกของผู้เสียหายที่ 1 รุมทำร้ายถึงขนาดใช้ไม้และรองเท้าสเกตตีที่กระจกรถยนต์จนได้รับความเสียหายกระจกแตกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จำเลยทั้งสองต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพราะจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความว่าขับรถไปที่สี่แยกหลักสี่เพื่อต้องการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้แจ้งความแต่อย่างใดจึงเป็นพิรุธนอกจากนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองที่บังคับข่มขืนใจพาตัวผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์มาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจะอ้างเหตุป้องกันมายกเว้นความผิดหาได้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองบังคับจับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุกให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี นั้น ปรากฏว่ารถยนต์ของจำเลยทั้งสองก็ได้รับความเสียหายกระจกหน้าและหลังแตก น่าเชื่อว่าเหตุเกิดจากฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 ด้วย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดโทษฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิด

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2540 แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์นำสืบตรงตามข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายภาวนา ขุนเณร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2550
#267376
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินกระบวนการพิจารณากับลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่ผู้ร้องรับโอนมาโดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ทั่วไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยทันทีแต่อย่างใด

เมื่อปรากฏตามสำเนาหนังสือและสำเนาใบตอบรับเอกสารท้ายคำร้องแล้วว่า ก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องส่งหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้มาเสนอแนวทางในการปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้จำนวน 2 ครั้ง มีเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยของอาคารเป็นผู้รับแทน ส่วนสำนักงานที่ทำการของลูกหนี้ตั้งอยู่เฉพาะชั้นที่ 6 กรณีจึงยังไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟังยุติเพื่อให้ได้ความแน่ชัดแล้วว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ การที่ศาลล้มละลายกลางตรวจพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดทันทีโดยมิได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องและส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสลูกหนี้ได้คัดค้านก่อนนั้น จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 58 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งงดการไต่สวนและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ กับให้ลูกหนี้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้มีว่าการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งงดการไต่สวนและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดทันทีโดยยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องและให้โอกาสลูกหนี้คัดค้านก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว" นั้น แม้กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณากับลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่ผู้ร้องรับโอนมาโดยยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ทั่วไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยทันทีแต่อย่างใด ทั้งปรากฏตามสำเนาหนังสือและสำเนาใบตอบรับเอกสารท้ายคำร้องแล้วว่า ก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องได้ส่งหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2546 และวันที่ 18 มีนาคม 2546 ไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้จำนวน 2 ครั้งเพื่อให้ลูกหนี้มาเสนอแนวทางในการปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ตามใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารท้ายคำร้อง ระบุเพียงว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยของอาคารเป็นผู้รับแทน ส่วนสำนักงานที่ทำการตามหนังสือรับรองบริษัทของลูกหนี้ตั้งอยู่เฉพาะชั้นที่ 6 กรณีจึงยังไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟังยุติเพื่อให้ได้ความแน่ชัดตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้องแล้วว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือหารือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของผู้ร้องแล้วเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางตรวจพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดทันทีโดยมิได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องและดำเนินการส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสลูกหนี้ได้คัดค้านก่อนนั้น จึงไม่ชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ อุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องและส่งสำเนาคำร้องให้ลูกหนี้คัดค้านภายในระยะเวลาที่ศาลล้มละลายกลางกำหนด และทำการไต่สวนคำร้องต่อไปจนสิ้นกระแสความแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทแฮนลิ่งเวย์ เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2550
#267805
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคารและศาลพิพากษาตามยอมว่าข้อ 1 ตกลงชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ตกลงชำระค่าธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 5,000 บาท ภายในวันที่ 9 มีนาคม 2538 และข้อ 3 หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยอมให้บังคับคดีได้ทันที เมื่อจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 9 มีนาคม 2538 ย่อมถือว่าผิดนัดและธนาคารสามารถบังคับคดีได้ทันทีตามสัญญาข้อ 3 ดังนั้น อายุความต้องเริ่มนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538 มิใช่เริ่มนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2538 เมื่อครบ 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 1 โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 เกิน 10 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดเชียงใหม่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2538 ซึ่งจำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันชำระเงิน 1,730,508.72 บาท แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,535,660.88 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (30 มิถุนายน 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 5,000 บาท แก่ธนาคารดังกล่าวด้วย ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองได้ในราคา 1,520,000 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 หักแล้วจำเลยทั้งสองยังคงเป็นหนี้โจทก์จำนวน 3,067,090.30 บาท คำนวณถึงวันฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 3,213,251.56 บาท เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน พฤติการณ์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว และจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้จากบุคคลภายนอก สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการโอนที่ไม่สมบูรณ์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นเวลาเพียง 6 เดือน โจทก์ประมูลซื้อทอดตลาดในราคาต่ำทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย หากโจทก์ไม่เอาเปรียบการขายทอดตลาดย่อมชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว การคำนวณหนี้ไม่ถูกต้องเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 เดิมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2538 ซึ่งจำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันชำระเงิน 1,730,508.72 บาท แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,535,660.88 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (30 มิถุนายน 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 5,000 บาท แก่ธนาคารดังกล่าวภายในวันที่ 9 มีนาคม 2538 ด้วย หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยอมให้บังคับคดีได้ทันที ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 1,520,000 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 หักแล้วจำเลยทั้งสองยังคงเป็นหนี้โจทก์จำนวน 3,067,090.30 บาท คำนวนถึงวันฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 3,213,251.56 บาท เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดหรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุความสิบปี" และมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." คดีนี้จำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระหนี้ 2 ข้อ คือ ข้อ 1 ตกลงชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 5,000 บาท ภายในวันที่ 9 มีนาคม 2538 และสัญญาข้อ 3 กำหนดว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งจำเลยทั้งสองให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยอมให้บังคับคดีได้ทันที เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 9 มีนาคม 2538 ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดและธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สามารถบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ทันทีตามสัญญาข้อ 3 ดังนั้น อายุความเริ่มนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538 มิใช่เริ่มนับอายุความในวันที่ 9 สิงหาคม 2538 เมื่อครบ 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 1 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 เกินกำหนด 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นางฐิติพร หอประสาทสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2550
#268279
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางและได้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเป็นคำสั่งใหม่ว่า ไม่รับฟ้องโจทก์ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 77,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลแรงงานกลางที่จะพิจารณาพิพากษา และเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องไว้พิจารณา แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์ฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไปและคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางและได้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเป็นคำสั่งใหม่ว่าไม่รับฟ้องโจทก์ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่ การที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลแรงงานกลางจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่แล้วให้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ด เซลล์ จำกัด
จำเลย — นายชลชัย ชูชีพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2550
#267266
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจดแจ้งรายงานไว้ด้านหลังคำพิพากษาว่า "นัดฟังคำพิพากษาฎีกาวันนี้ โจทก์ทั้งสามทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาศาล จึงให้งดการอ่าน และถือว่าคำพิพากษาได้อ่านให้โจทก์ทั้งสามฟังตามกฎหมาย" กรณีดังกล่าวจึงถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างเหตุที่ไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเพราะเจ็บป่วย ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องมีการนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ที่ 1 ฟังใหม่ และถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว การที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไกล่เกลี่ยในวันถัดจากวันที่คดีถึงที่สุด จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 และมาตรา 172 จึงให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อทำมาใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 18 ต่อมาโจทก์จึงทำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องฉบับที่โจทก์นำมายื่นใหม่แล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล โดยเขียนฟุ่มเฟือยและไม่มีลายมือชื่อของคู่ความโดยครบถ้วน จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์ทั้งสมอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 4 สิงหาคม 2549 เพื่อขอให้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2549 ให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าศาลยังมิได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

ต่อมาในสำนวนหลัก ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549

วันที่ 29 สิงหาคม 2549 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไกล่เกลี่ยอีก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ยกคำร้อง

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา โดยในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจดแจ้งรายงานไว้ด้านหลังคำพิพากษาศาลฎีกา "นัดฟังคำพิพากษาฎีกาวันนี้ โจทก์ทั้งสามทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาศาล จึงให้งดการอ่านและถือว่าคำพิพากษาได้อ่านให้โจทก์ทั้งสามฟังตามกฎหมายแจ้งการอ่าน" กรณีดังกล่าวจึงถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างเหตุที่ไม่ไปฟังคำพิพากษาฎีกาเพราะเจ็บป่วยก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องมีการนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ที่ 1 ฟังใหม่แต่ประการใด และถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว ดังนี้การที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไกล่เกลี่ยในวันถัดจากวันที่คดีถึงที่สุด จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ขอให้ไกล่เกลี่ยเพื่อการประนีประนอมอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 20 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต ก้อนทรัพย์ กับพวก
จำเลย — สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา