คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2549
#267171
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาให้จำเลยกู้ยืมเงิน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 180,000 บาท โดยสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน แต่ในสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับระบุว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามกฎหมาย ดังนี้ เมื่อสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กู้ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวว่าได้มีการตกลงกันด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 จำนวน 155,505 บาท จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้าง ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินที่ค้างชำระแต่ละคราวไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้ได้ความชัดเจนว่าการชำระเงินดังกล่าวเป็นการชำระหนี้สินรายใด เมื่อหนี้สินจำนวน 150,000 บาท และจำนวน 30,000 บาท ไม่ได้กำหนระยะเวลาชำระหนี้ไว้ แต่หนี้สินรายแรกมีผู้ค้ำประกัน 2 ราย ส่วนหนี้สินรายหลังมีผู้ค้ำประกันเพียงรายเดียว หนี้สินรายหลังจึงเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีประกันน้อยที่สุด จึงต้องถือว่าหนี้รายหลังเป็นอันปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 150,000 บาท จากโจทก์ โดยยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วน มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาท จากโจทก์ โดยยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จนถึงเดือนตุลาคม 2541 นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแก่โจทก์ โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืน แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแทน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 187,906.25 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 37,581.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 และวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 2 ครั้ง เป็นเงิน 180,000 บาท ตามฟ้องจริง โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ บัญชีเลขที่ 412-2-68359-6 ให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ และจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้เบิกเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเพื่อชำระต้นเงิน และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก ๆ สิ้นเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเดือนละประมาณ 7,000 ถึง 9,000 บาท เพื่อชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้เบิกถอนเงินโบนัสของจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 24,235 บาท โจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เรื่อยมา จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2541 ปรากฏว่าโจทก์ได้เบิกถอนเงินไปจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว จำนวน 173,835 บาท เมื่อคิดหักกับค่าดอกเบี้ยตามกฎหมายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาท นับแต่วันทำสัญญาจนถึงเดือนตุลาคม 2541 จำนวน 19,125 บาท แล้วคงเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 154,710 บาท จำเลยที่ 1 จึงค้างชำระต้นเงินเพียง 25,290 บาท กับดอกเบี้ยตามกฎหมายเท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 187,906.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 150,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินอีกจำนวน 37,581.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 และ 27 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 150,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ โดยสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 150,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 ส่วนสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. 3 สัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และจำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มอบให้โจทก์ยึดถือไว้กับมอบอำนาจให้โจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ทุกเดือนเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวทุกเดือน นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ตามสำเนาใบถอนเงินเอกสารหมาย ล. 1 และโจทก์ได้ถอนเงินโบนัสประจำปี 2540 ของจำเลยที่ 1 ด้วยตามเอกสารหมาย ล. 2 โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุให้คิดดอกเบี้ยในอัตราตามกฎหมายเป็นว่าได้ตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 180,000 บาท โดยสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน แต่โจทก์ได้แนบสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับระบุว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าได้กู้ยืมเงินจากโจทก์จริงโดยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กู้ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 อันสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวว่าได้มีการตกลงกันด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) กรณีหาใช่เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่โจทก์ฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังพยานบุคคลในกรณีดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 1 ได้ยอมให้โจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแก้งคร้อ และโจทก์ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวแล้วหลายครั้งตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 2 รวมเป็นเงิน 173,000 บาทเศษ ซึ่งเจือสมกับที่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้เบิกถอนเงินตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 2 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 2 แล้ว แต่เมื่อคำนวณยอดเงินทั้งหมดตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 2 ดังกล่าวได้เงินสุทธิเพียง 155,505 บาท เท่านั้น ดังนี้จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้าง ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินที่ค้างชำระแต่ละคราวไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้ได้ความชัดเจนว่าการชำระเงินดังกล่าวเป็นการชำระหนี้สินรายใด เมื่อหนี้สินจำนวน 150,000 บาท และจำนวน 30,000 บาท ดังกล่าวนั้นไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ แต่หนี้สินรายแรกมีผู้ค้ำประกัน 2 ราย ส่วนหนี้สินรายหลังมีผู้ค้ำประกันเพียงรายเดียว หนี้สินรายหลังจึงเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีประกันน้อยที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระแก่โจทก์ จึงต้องถือว่าหนี้รายหลังเป็นอันปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จึงให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วจำนวน 155,505 บาท ไปจัดใช้หนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยในวันที่ 27 ตุลาคม 2541 โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือให้หักชำระหนี้ต้นเงินซึ่งเมื่อคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินรายหลังจำนวน 30,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจนถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2541 แล้วคิดเป็นดอกเบี้ย 3,187.50 บาท ให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินในหนี้รายแรกซึ่งเมื่อคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินกู้รายแรกจำนวน 150,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจนถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2541 แล้ว คิดเป็นดอกเบี้ย 16,582.20 บาท จึงให้หักดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวและต้นเงินตามลำดับ คงเหลือต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 44,264.70 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 44,264.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีสุดา เศรษฐไกรศร
จำเลย — นายเกริก กิมเสวตร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2761/2549
#266619
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ที่ 2 ได้รับจำนองที่ดินจากจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำแทนโจทก์ที่ 2 แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่ากระทำการแทนโจทก์ที่ 2 ก็เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาจำนองซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ทำไว้แทนตน ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นแม้การตั้งตัวแทนของโจทก์ที่ 2 เพื่อทำสัญญาจำนองกับจำเลยจะมิได้ทำเป็นหนังสือดังที่จำเลยฎีกา แต่เมื่อสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาจำนองเป็นสิทธิที่มีอยู่ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 ดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 272,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 170,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 306 และ 307 (ที่ถูกโฉนดเลขที่ 4871 เลขที่ดิน 306 และโฉนดเลขที่ 4872 เลขที่ดิน 307) ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 2 จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและรับจำนอง ขณะที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 มีโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจทำนิติกรรมแทนโจทก์ที่ 2 ได้ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 จำนวน 170,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน กำหนดชำระหนี้เสร็จภายใน 1 ปี และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4871 เลขที่ดิน 306 และโฉนดเลขที่ 4872 เลขที่ 307 ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวโดยในสัญญาจำนองระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้น เนื่องจากเอกสารเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ไม่ครบถ้วน หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินแล้วจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2544 คงค้างชำระดอกเบี้ยจำนวน 30,000 บาท และจำเลยมิได้ชำระต้นเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามกำหนดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 2 มอบหมายให้นายชุบ ชัยฤทธิไชย ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวแล้ว แต่มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ จำเลยฎีกา สัญญาจำนองเป็นสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาดังกล่าวจึงต้องทำเป็นหนังสือ การที่โจทก์ที่ 2 เชิดโจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนรับจำนองกับจำเลยโดยไม่ได้แต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำนิติกรรมแทนโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 1 รับจำนองที่ดินจากจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำแทนโจทก์ที่ 2 แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้นโดยไม่ได้ระบุว่ากระทำการแทนโจทก์ที่ 2 ก็เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาจำนองซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ทำไว้แทนตน ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นแม้การตั้งตัวแทนของโจทก์ที่ 2 เพื่อทำสัญญาจำนองกับจำเลยจะมิได้ทำเป็นหนังสือดังที่จำเลยฎีกา แต่เมื่อสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาจำนองเป็นสิทธิที่มีอยู่ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 860 ดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงพล ตั้งสุณาวรรณ กับพวก
จำเลย — นายนนท์ ทับทัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายคเณศ ล้วนประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2761/2549
#268724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำนิติกรรมแทนโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 1 รับจำนองที่ดินจากจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำแทนโจทก์ที่ 2 แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่ากระทำการแทนโจทก์ที่ 2 ก็เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาจำนองซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ทำไว้แทนตน ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาจำนองเป็นหนังสือ ดังนั้นแม้การตั้งตัวแทนของโจทก์ที่ 2 เพื่อทำสัญญาจำนองกับจำเลยจะมิได้ทำเป็นหนังสือ แต่เมื่อสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาจำนองเป็นสิทธิที่มีอยู่ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 272,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 170,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์ที่ 2 หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4871 เลขที่ดิน 306 และโฉนดเลขที่ 4872 เลขที่ดิน 307 ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 2 จนครบ ส่วนโจทก์ที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและรับจำนอง ขณะที่จำเลยทำสัญญากู้ยืนเงินกับโจทก์ที่ 2 มีโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำนิติกรรมแทนโจทก์ที่ 2 ได้ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 จำนวน 170,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน กำหนดชำระหนี้เสร็จภายใน 1 ปี และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4871 เลขที่ดิน 306 และโฉนดเลขที่ 4872 เลขที่ดิน 307 ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวโดยในสัญญาจำนองระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้น ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เนื่องจากเอกสารเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ไม่ครบถ้วน หลังจากทำสัญญากู้ยืนเงินแล้วจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2544 คงค้างชำระดอกเบี้ยจำนวน 30,000 บาท และจำเลยมิได้ชำระต้นเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามกำหนด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 2 มอบหมายให้นายชุบ ชัยฤทธิไชย ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวแล้ว แต่มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาจำนองเป็นสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาดังกล่าวจึงต้องทำเป็นหนังสือ การที่โจทก์ที่ 2 เชิดโจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนรับจำนองกับจำเลยโดยไม่ได้แต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือโจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำนิติกรรมแทนโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 1 รับจำนองที่ดินจากจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ที่ 2 เป็นการกระทำแทนโจทก์ที่ 2 แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 ระบุชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับจำนองเท่านั้นโดยไม่ได้ระบุว่ากระทำการแทนโจทก์ที่ 2 ก็เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาจำนองซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ทำไว้แทนตน ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 และเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 798 วรรคหนึ่ง ที่การตั้งตัวแทนเพื่อทำสัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น แม้การตั้งตัวแทนของโจทก์ที่ 2 เพื่อทำสัญญาจำนองกับจำเลยจะมิได้ทำเป็นหนังสือดังที่จำเลยฎีกา แต่เมื่อสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาจำนองเป็นสิทธิที่มีอยู่ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 ดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 วรรคหนึ่ง ม. 806
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงพล ตั้งสุณาวรรณ กับพวก
จำเลย — นายนนท์ ทับทัน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760/2549
#266704
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ออกข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ. 2535 ไว้ในข้อ 3 ว่า "อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อาจคิดจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่สถาบันการเงินดังกล่าวประกาศกำหนด" นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดไว้ในข้อ 3 ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาและจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีตลอดจนอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขไว้ ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินมีอำนาจประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงได้เอง ซึ่งเมื่อโจทก์ได้ออกประกาศธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศกระทรวงการคลังแล้ว การกำหนดดอกเบี้ยของโจทก์แม้จะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็เป็นการกำหนดตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 654

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,793,065.18 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 10,291,477.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมตลอดทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,554,346.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,291,477.47 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระไปในวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2540 รวมจำนวน 1,064,000 บาท ไปหักชำระเป็นดอกเบี้ยค้างชำระ ณ วันที่มีการชำระเงินในแต่ละครั้งก่อน เหลือเท่าใดจึงให้หักชำระเป็นต้นเงิน หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2000 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาจำเลย โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าประกาศธนาคารโจทก์ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทยออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 การเรียกดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้นั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบและอ้างส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ไว้เป็นพยานหลักฐานแล้ว ซึ่งตามประกาศธนาคารโจทก์ได้ระบุว่าออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีระบุไว้แล้วว่าออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ออกข้อกำหนดเรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ไว้ในข้อ 3 ความว่า "อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อาจคิดจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่สถาบันการเงินดังกล่าวประกาศกำหนด" นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดไว้ในข้อ 3 ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาและจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขไว้ ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินมีอำนาจประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงได้เอง ซึ่งเมื่อโจทก์ก็ได้ออกประกาศธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว การกำหนดดอกเบี้ยของโจทก์แม้จะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็เป็นการกำหนดตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 มาตรา 4 ถึงมาตรา 6 ซึ่งตามบันทึกรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ก็เป็นไปตามประกาศธนาคารโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวันชัย อนันต์โรจน์วงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
วสันต์ ตรีสุวรรณ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2549
#272472
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานในสำนวนร้องขัดทรัพย์สำนวนแรกว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า สำนวนที่สองว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า และจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า จึงฟังได้ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวทั้งสองแห่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ณ บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า ถือว่าได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 174,000 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 445 และ 656 ที่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 370,000 บาท เท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การขายทอดตลาดตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การส่งประกาศขายทอดตลาดที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ใช่ภูมิลำเนาตามที่อยู่อาศัยอันแท้จริงหรือถิ่นที่อยู่จริงของผู้ร้อง การส่งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาดนั้น เห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงภูมิลำเนาของผู้ร้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานในสำนวนร้องขัดทรัพย์คดีนี้สำนวนแรกว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า สำนวนที่สองว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า และจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า ทั้งสองแห่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ณ บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า ถือว่าได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นไปตามข้อเท็จจริงและชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายร่วม สินรา
ผู้ร้อง — นายสมปอง เกลา
จำเลย — นายสายันต์ เกลา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2549
#268688
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ ค. มอบอำนาจช่วงให้ ท. มีอำนาจร้องทุกข์แทนมีข้อความว่า เพื่อให้มีอำนาจดำเนินการแทน "ผู้มอบอำนาจ" ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นระหว่างผู้เสียหายกับ ค. แล้ว ก็ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่า ผู้เสียหายเป็น "ผู้มอบอำนาจ" และ ค. เป็น "ผู้รับมอบอำนาจ" ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาทั้งหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงประกอบกันมิใช่พิจารณาเฉพาะหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับเดียว เมื่อ ท. แจ้งความร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย มิใช่ร้องทุกข์แทน ค. เป็นการส่วนตัว การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ของผู้เสียหายจึงชอบด้วยกฎมหาย และถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยการกระทำซ้ำงานเพลงลงเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดมามิใช่ของจำเลยที่ขายไป โจทก์ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กล่าวหามาเป็นของกลาง พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศไทย ผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุในผลงานเพลง อมพระมาพูด ซึ่งได้มีการโฆษณางานดังกล่าวครั้งแรกที่ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 เมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด หลังจากมีการโฆษณางานดนตรีกรรมเพลง อมพระมาพูด จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการนำสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่มีเนื้อร้อง ทำนอง และภาพคาราโอเกะ ในผลงานเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ในลักษณะทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลย ให้สามารถนำมาเปิดให้ปรากฏเนื้อร้อง ทำนองเพลงและเล่นซ้ำได้อีก เพื่อให้บริการ ขาย เสนอขายแก่ลูกค้า เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 28, 30, 31, 69, 70, 76 จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในประเด็นนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงที่นายคณิต เหลืองศิริโรจน์ มอบอำนาจให้นายทรงยศ ปั้นเทียน มีอำนาจร้องทุกข์ตามเอกสารหมาย จ.6 นั้นไม่มีข้อความใดแสดงที่มาแห่งสิทธิหรือการได้รับมอบอำนาจของนายคณิต จากผู้เสียหาย การร้องทุกข์ของนายทรงยศจึงเป็นการร้องทุกข์ในกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ของนายคณิต ไม่ใช่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย นายทรงยศไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทสวาสดิ์ นวลศรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2547 นายทรงยศได้แจ้งความร้องทุกข์กรณีมีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ตามหนังสือมอบอำนาจจากผู้เสียหาย เอกสารหมาย จ.6 และนายทรงยศให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย จ.9 เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพันตำรวจโทสวาสดิ์ และคำให้การของนายทรงยศแล้วต่างเบิกความและให้การยืนยันว่า นายทรงยศร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย นอกจากนี้ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงที่นายคณิตมอบอำนาจช่วงให้นายทรงยศมีอำนาจร้องทุกข์แทนก็ได้ทำขึ้นที่บริษัทผู้เสียหาย และระบุในหนังสือมอบอำนาจว่า นายคณิตเป็นผู้มอบอำนาจช่วง และนายทรงยศเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงกับมีข้อความว่า เพื่อให้มีอำนาจดำเนินการแทน "ผู้มอบอำนาจ" ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นระหว่าง บริษัทผู้เสียหายกับนายคณิต เหลืองศิริโรจน์ แล้ว ก็ระบุในหนังสือมอบอำนาจในลำดับที่ 6 ว่า บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด เป็น "ผู้มอบอำนาจ" และนายคณิต เหลืองศิริโรจน์ เป็น "ผู้รับมอบอำนาจ" ดังนั้น การพิจารณาว่า ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบหรือไม่จึงต้องพิจารณาทั้งหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงประกอบกันมิใช่พิจารณาเฉพาะหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับเดียวตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่านายทรงยศแจ้งความร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย มิใช่ร้องทุกข์แทนนายคณิตเป็นการส่วนตัว การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ของผู้เสียหายจึงชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่า นายทรงยศไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์แทนผู้เสียหายไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามอุทธรณ์โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยไว้ แต่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 นายสมหมาย เนียนกลาง ไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากร้านจำเลย ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2547 นายสมหมายไปขอรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซื้อไว้ นายทรงยศพร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปในร้านจำเลยทำการตรวจค้นและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีงานเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอยู่ในเครื่องไป 2 เครื่อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการกระทำซ้ำงานเพลงตามฟ้องของผู้เสียหายลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่ คดีนี้โจทก์มีนายสมหมาย เบิกความว่า หลังจากตกลงซื้อแล้วพยานให้จำเลยลงโปรแกรมเกมและเพลงโดยช่างของร้านจำเลยเป็นผู้ลงให้ และในวันไปรับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ช่างเปิดเครื่องดูปรากฏว่า มีเพลงของผู้เสียหายอยู่ในเครื่องที่ซื้อ ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ใน 2 เครื่อง ตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.4 เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องดังกล่าว จึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสวาสดิ์ นวลศรี พนักงานสอบสวนว่า จำเลยให้การว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดมาไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของลูกค้าที่นำมาซ่อมหลังจากสอบสวนเสร็จ มีญาติจำเลยมาขอคืนของกลาง พนักงานอัยการมีคำสั่งให้คืนของกลางดังกล่าว คำเบิกความของพันตำรวจโทสวาสดิ์ เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2547 นายสมหมายเข้ามาในร้านเปิดดูเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่ใช่เครื่องที่นายสมหมายตกลงซื้อ หลังจากนั้น 10 นาที เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาในร้านและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นำมาซ่อม 2 เครื่อง ที่ไม่ใช่เครื่องที่นายสมหมายตกลงซื้อไป เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายสมหมาย เบิกความยืนยันว่า จำเลยทำซ้ำงานเพลงของผู้เสียหายลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะซื้อ แต่เมื่อปรากฏว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง เป็นเครื่องของผู้อื่น มิใช่เครื่องที่นายสมหมายซื้อจากจำเลย และโจทก์ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทำซ้ำงานเพลงของผู้เสียหายมาเป็นของกลางพยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มั่นคง ลำพังคำเบิกความของนายสมหมายยังไม่พอรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นางสาวภัชราหรือภัสรา จรุงเดชวิทยากร
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2725/2549
#268686
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจของผู้ร้องมีข้อความว่าผู้ร้องขอมอบอำนาจให้ ส. ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบต่อศาลแขวงนครสวรรค์ในความผิด พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนผู้ร้องได้ แต่มิได้มีการระบุเลขคดีและชื่อคู่ความในคดีว่าเป็นผู้ใด ซึ่งในเรื่องนี้ ส. เบิกความตอบคำถามติงของทนายผู้ร้องรับว่าผู้ร้องมีคดีร้องขอคืนของกลางทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลแขวงนครสวรรค์ ผู้ร้องมอบอำนาจให้ ส. ยื่นคำร้องขอคืนของกลางโดยกระทำพร้อมกันหลายคดี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้ ส. ยื่นคำร้องคดีนี้โดยระบุชื่อศาลในใบมอบอำนาจผิดพลาด และการร้องขอคืนของกลางก็เป็นสาขาคดีที่เจ้าของทรัพย์จะต้องยื่นต่อศาลที่มีคำสั่งให้ริบทรัพย์นั้นในคดีหลัก ดังนั้น แม้ใบมอบอำนาจที่ระบุชื่อศาลผิดพลาดไปแต่ได้มายื่นที่ศาลชั้นต้นที่มีอำนาจไต่สวนพิจารณาคำร้องของผู้ร้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ร้องว่ามอบอำนาจให้ ส. ยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64, 66 และริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขกม นว 811 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเพื่อประโยชน์แก่จำเลย และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยที่คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมทรัพย์ ทรัพย์เมือง ร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้คืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมทรัพย์มายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้จริงแต่พิมพ์ข้อความในใบมอบอำนาจผิดพลาดไปเป็นศาลแขวงนครสวรรค์ และได้นำคำร้องมายื่นที่ศาลชั้นต้น (ศาลเยาวชนและครอบครัว) มิได้นำไปยื่นที่ศาลแขวงนครสวรรค์แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ใบมอบอำนาจของผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.2 มีข้อความว่าผู้ร้องขอมอบอำนาจให้นายสมทรัพย์ ทรัพย์เมือง ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบต่อศาลแขวงนครสวรรค์ในความผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนผู้ร้องได้ แต่มิได้มีการระบุเลขคดีและชื่อคู่ความในคดีว่าเป็นผู้ใด ซึ่งในเรื่องนี้นายสมทรัพย์เบิกความตอบคำถามติงของทนายผู้ร้องรับว่าผู้ร้องมีคดีขอคืนของกลางทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลแขวงนครสวรรค์ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมทรัพย์ยื่นคำร้องขอคืนของกลางโดยกระทำพร้อมกันหลายคดี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมทรัพย์ยื่นคำร้องคดีนี้โดยระบุชื่อศาลในใบมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ร.2 ผิดพลาด และการร้องขอคืนของกลางก็เป็นสาขาคดีที่เจ้าของทรัพย์จะต้องยื่นต่อศาลที่มีคำสั่งให้ริบทรัพย์นั้นในคดีหลัก ดังนั้น แม้ใบมอบอำนาจที่ระบุชื่อศาลผิดพลาดไปแต่ได้มายื่นที่ศาลชั้นต้นที่มีอำนาจไต่สวนพิจารณาคำร้องของผู้ร้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ร้องว่ามอบอำนาจให้นายสมทรัพย์ ทรัพย์เมือง ยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 60
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและ
โจทก์ — ครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์
ผู้ร้อง — บริษัทนครสวรรค์มาตุลียานยนต์ จำกัด
จำเลย — นายเริงชัย จันทร์ทองคำ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิชา มหาคุณ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2722/2549
#268685
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้นำทรัพย์รวม 44 รายการ ฝากจำเลยไว้เมื่อประมาณปี 2532 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยหาได้นำทรัพย์มาคืนให้โจทก์ไม่ โดยจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการยักยอกทรัพย์ ดังนี้ แม้ความผิดฐานยักยอกจะต้องปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย แต่การยักยอกทรัพย์ย่อมมีความหมายถึงการบังอาจเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นฝากไว้ไปโดยมีเจตนาทุจริตอยู่ในตัวอยู่แล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยทุจริตหรือโดยทุจริตแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของทองรูปพรรณ ทองแท่ง นาก หยก พลอย ทับทิม นาฬิกา เครื่องเพชร เครื่องประดับ และพระเครื่อง รวม 44 รายการ เป็นเงิน 2,024,150 บาท โดยโจทก์ได้นำทรัพย์ดังกล่าวฝากจำเลยไว้เมื่อประมาณปี 2532 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยก็หาได้นำทรัพย์ข้างต้นคืนให้โจทก์ไม่ โดยจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการยักยอกทรัพย์จะเห็นได้ว่า แม้ความผิดฐานยักยอกจะต้องปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย แต่การยักยอกทรัพย์ย่อมมีความหมายถึงการบังอาจเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นฝากไว้ไปโดยมีเจตนาทุจริตอยู่ในตัวอยู่แล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นจะต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหรือโดยทุจริตแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปยังศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนิตย์ เลี่ยมสุขศรี
จำเลย — นางซิ้วจู พจนโสภณากุล
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2707/2549
#266699
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท เป็นเรื่องคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษา โดยจะต้องบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก่อน หากไม่สามารถบังคับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้จึงจะสามารถบังคับเอาราคาใช้แทนจำนวน 800,000 บาท ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการบังคับเอากับตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สามารถกระทำได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีตามลำดับในคำพิพากษา กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 962/2547 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 800,000 บาท แทนนั้นเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว กำหนดให้จำเลยส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนรถไม่ได้จึงให้จำเลยใช้ราคารถเป็นเงิน 800,000 บาท ดังนี้เป็นเรื่องคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษาโดยจะต้องบังคับให้จำเลยส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก่อน หากไม่สามารถบังคับเอาตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้จึงจะสามารถบังคับเอาราคาใช้แทนจำนวน 800,000 บาท ได้ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการบังคับเอากับตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งหากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยังสามารถที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้ราคาใช้แทนจำนวน 800,000 บาท ที่โจทก์นำสืบว่า ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็น่าจะเป็นการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่จะยึดมาชำระหนี้มากกว่า มิใช่การสืบหารถยนต์ที่เช่าซื้อเพื่อที่จะยึดกลับคืนมา เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีตามลำดับในคำพิพากษา กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — พันตำรวจโทชลพัท ภักดีไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2707/2549
#267061
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายศาลพิพากษาให้จำเลยส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนรถไม่ได้จึงให้จำเลยใช้ราคารถเป็นเงิน 800,000 บาท เป็นการกำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษา ไม่ปรากฏว่าการบังคับเอากับตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งหากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยังสามารถที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้ราคาใช้แทน จึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 962/2547 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 16 เดือน หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ยอดหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,639,863 บาท โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กับโจทก์ได้ส่งหนังสือทวงหนี้ให้จำเลยชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 962/2547 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 16 เดือน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ยอดหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,639,863 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กับโจทก์ได้ส่งหนังสือทวงหนี้ให้จำเลยชำระหนี้แล้ว 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือแล้วตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 800,000 บาท แทนนั้นเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 กำหนดให้จำเลยส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนรถไม่ได้จึงให้จำเลยใช้ราคารถเป็นเงิน 800,000 บาท ดังนี้ เป็นเรื่องคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้ซึ่งโจทก์จะต้องบังคับคดีไปตามลำดับในคำพิพากษาโดยจะต้องบังคับให้จำเลยส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก่อน หากไม่สามารถบังคับเอาตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้จึงจะสามารถบังคับเอาราคาใช้แทนจำนวน 800,000 บาท ได้ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการบังคับเอากับตัวรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งหากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยังสามารถที่จะกระทำได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้ราคาใช้แทนจำนวน 800,000 บาท ที่โจทก์นำสืบว่า ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็น่าจะเป็นการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่จะยึดมาชำระหนี้มากกว่า มิใช่การสืบหารถยนต์ที่เช่าซื้อเพื่อที่จะยึดกลับคืนมา เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีตามลำดับในคำพิพากษา กรณีจึงไม่แน่ชัดว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — พันตำรวจโทชลพัท ภักดีไทย
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2704/2549
#268721
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่านอกจากที่ดิน 3 แปลง ที่จำนองไว้แก่โจทก์แล้วจำเลยทั้งสองยังมีที่ดินโฉนดเลขที่ 27845 ตำบลลำพยา จังหวัดนครปฐม ราคาประเมิน 8,111,790 บาท จำเลยที่ 1 มีที่ดินอีก 2 แปลง โฉนดเลขที่ 22035 และ 23855 ตำบลโพรงมะเดื่อ จังหวัดนครปฐม ราคาประเมิน 198,775 บาท และ 418,700 บาท ตามลำดับ รวมราคาประเมิน 8,729,265 บาท หากซื้อขายในท้องตลาดที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาไม่ต่ำกว่า 12,000,000 บาท ที่ดินทั้งสามแปลงมีภาระหนี้จำนองเหลืออยู่ 3,000,000 บาทเศษ ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองมีมากกว่าหนี้สินสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล้มละลายกลางแต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28 ทั้งข้ออ้างของจำเลยทั้งสองเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีที่จะต้องพิจารณาเอาความจริงว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครปฐม ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2131/2540 ซึ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ 2,489,973.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,476,741.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 23,900 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละงวดทุกวันที่ 3 ของเดือน งวดแรกชำระภายในวันที่ 3 มกราคม 2541 จำนวนไม่น้อยกว่าเดือนละ 35,000 บาท และชำระให้เสร็จภายในวันที่ 3 มิถุนายน 2541 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 68672, 68669, 66121 ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน คิดถึงวันที่ 20 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน มีผู้รับหนังสือไว้โดยชอบแล้วตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.11 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่านอกจากที่ดิน 3 แปลง ที่จำนองไว้แก่โจทก์แล้วจำเลยทั้งสองยังมีที่ดินโฉนดเลขที่ 27845 ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ราคาประเมิน 8,111,790 บาท จำเลยที่ 1 มีที่ดินอีก 2 แปลง โฉนดเลขที่ 22035 และ 23855 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ราคาประเมิน 198,775 บาท และ 418,700 บาท ตามลำดับ รวมราคาประเมิน 8,729,265 บาท หากซื้อขายในท้องตลาดที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาไม่ต่ำกว่า 12,000,000 บาท ตามเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 ถึง 9 ที่ดินทั้งสามแปลงมีภาระหนี้จำนองเหลืออยู่ 3,000,000 บาทเศษ ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองมีมากกว่าหนี้สินสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดไม่เป็นผู้มีหนี้สินพ้นตัว เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล้มละลายกลาง แต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้ยวความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ทั้งข้ออ้างของจำเลยทั้งสองเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีที่จะต้องพิจารณาเอาความจริงว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบต้องด้วยข้อสันนิษฐาน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพันตัว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สำหรับสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินและสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 ถึง 9 ไม่ปรากฏว่าผู้รับรองสำเนาเป็นเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ข้ออ้างที่ว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาซื้อขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 12,000,000 บาท ก็ไม่มีข้อเท็จจริงใดยืนยันว่าเป็นจริงเช่นนั้นและที่อ้างว่าหนี้ที่จำนองที่ดินทั้งสามแปลงเป็นประกันไว้เหลือ 3,000,000 บาทเศษ ก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์เพียงพอแก่การชำระหนี้โจทก์ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ขอปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์พร้อมได้ชำระเงินแก่โจทก์ไปจำนวน 60,000 บาท โจทก์ยอมรับข้อเสนอของจำเลยทั้งสองแล้วจึงมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายนั้น ไม่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงใดๆ ว่าโจทก์ยอมรับข้อเสนอขอปรับโครงสร้างหนี้ของจำเลยทั้งสอง ทั้งเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์ก็เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับยอดหนี้ที่ยังค้างชำระอยู่ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมาโนชญ์หรือวีระยศ ชาวไร่นาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2698/2549
#267060
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ จะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ ศ. เข้าร่วมประมูลและทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพียงแต่ผู้ร้องมิได้นำหนังสือมอบอำนาจมาแสดงต่อศาลนั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อไปว่า แม้ ศ. ไม่มีอำนาจกระทำการดังกล่าวแต่ผู้ร้องก็ได้รับทราบการกระทำทั้งหมดของ ศ. และมิได้คัดค้านเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันในผลแห่งการที่ตัวแทนได้กระทำลงไปนั้นก็เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เพราะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ศ. เป็นตัวแทนของผู้ร้องหรือไม่ผลเท่ากับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั่นเอง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,851,471.73 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 111515 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุน และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกปิดกิจการจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการชำระบัญชีของโจทก์ตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้โจทก์ล้มละลาย และศาลมีคำสั่งให้โจทก์ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของโจทก์ผู้ล้มละลาย โดยนำสิทธิเรียกรอ้งของโจทก์ในคดีนี้ออกขายโดยวิธีอื่นตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลและได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาในคดีนี้ ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษารวมทั้งหลักประกันและการค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 และมาตรา 306 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดี และเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่ต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามกฎหมาย ผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่คัดค้าน

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องและหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ยื่นคำร้องคดีนี้เป็นเอกสารปลอมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องกับจำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน นายศิวพงษ์ พลังตระกูล ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ร้องให้กระทำแทน ทั้งไม่มีการประทับตราของผู้ร้อง หนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะซื้อสิทธิเรียกร้องมาในราคาไม่เต็มจำนวนราคาสินทรัพย์หรือหนี้ที่แท้จริง แล้วมาเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองเพื่อแสวงหากำไรที่มากเกินความจริงและไม่เป็นธรรม ผู้ร้องไม่เคยบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อ้างว่าผู้ร้องซื้อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีหนังสือมอบอำนาจมาแสดงว่าผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายศิวพงษ์ พลังตระกูล เข้าทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์แทนผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสอง เห็นว่า การอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายศิวพงษ์เข้าร่วมประมูลและทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพียงแต่ผู้ร้องมิได้นำหนังสือมอบอำนาจมาแสดงต่อศาลนั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อไปว่า แม้นายศิวพงษ์ไม่มีอำนาจกระทำการดังกล่าว แต่ผู้ร้องก็ได้รับทราบการกระทำทั้งหมดของนายศิวพงษ์และมิได้คัดค้านเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันในผลแห่งการที่ตัวแทนได้กระทำลงไปนั้น ก็เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เพราะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่านายศิวพงษ์เป็นตัวแทนของผู้ร้องหรือไม่ ผลเท่ากับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั่นเอง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศักดิ์ชัย รุ่งกีรติกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2693/2549
#413205
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต เมื่อโจทก์เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองได้เต็มสัญญา ผู้ร้องจะขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินจากการบังคับจำนองหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 3,957,059.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 3,313,334.55 บาท และอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 54,400 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคืน และค่าทนายความ 37,800 บาท โดยจำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 600,000 บาท ทุกวันที่ 18 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 ทั้งนี้จะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์เลย โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำนอง 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 24 ตำบลเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตีราคา 3,700,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง 1 ใน 3 ส่วน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในศาลชั้นต้น 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง 1 ใน 3 ส่วน โดยได้รับตกทอดทางมรดก แต่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาท คงมีแต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทโดยการโอนทางมรดกแต่เพียงผู้เดียว ข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้อง การครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนผู้ร้องและทายาทอื่นก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกรู้เห็นด้วย ทั้งคำร้องก็มิได้กล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำการโดยไม่สุจริต โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต ในเมื่อโจทก์ได้เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองได้เต็มตามสัญญา ผู้ร้องจะขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินจากการบังคับจำนองหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 728 ม. 1299 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 289 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายกัณฐัศ กุลวานิช
จำเลย — นายธีระ สิริยากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2549
#266972
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 91/1 (4) แห่ง ป.รัษฎากร ให้คำนิยามคำว่า ขาย ว่า หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ตามบทนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมทางหลวงซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ก็ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4)

ส่วนการขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ออกโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวและใช้บังคับขณะนั้น มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร มีดังต่อไปนี้... (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม แต่อสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์โอนไปดังกล่าว โจทก์จำเป็นต้องมีไว้ในการประกอบกิจการเพราะใช้ทำสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย ไม่ใช่มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับการที่โจทก์ถูกเวนคืนไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ ย่อมไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2549)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3) 17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษาอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2347ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โจทก์ใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวในการประกอบกิจการทำสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืนคิดเป็นเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา กรมทางหลวงได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์รวม 3 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 194,564,902.49 บาท โจทก์มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ทั้งสามฉบับ ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาลรวมเป็นเงินจำนวน 23,707,531 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ทั้งสามฉบับยืนตามการประเมินแต่ให้ลดภาษีและงดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,866,249.29 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า มาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้คำนิยามคำว่า ขาย ว่า หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ตามบทนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 และการที่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมทางหลวงเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ก็ตาม ก็ยังเป็นการโอนจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4)

ส่วนปัญหาว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวจะถือเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาและพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ออกโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวและใช้บังคับขณะนั้น มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้...(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรมก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้ชัดว่าทรัพย์ดังกล่าวโจทก์จำเป็นต้องมีไว้ใช้ในการประกอบกิจการ เพราะต้องใช้เป็นสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย ไม่ใช่มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับการที่โจทก์ต้องโอนทรัพย์ก็เนื่องจากการถูกเวนคืน ไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ กรณีของโจทก์เช่นนี้จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนาน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 2
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมีดี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2549
#267713
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืน การที่โจทก์โอนที่ดินให้แก่กรมทางหลวงเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ถือได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4)

โจทก์จำเป็นต้องมีที่ดินไว้ใช้ในการประกอบกิจการ เพราะต้องใช้เป็นสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย ไม่ใช่มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับโจทก์ต้องโอนทรัพย์เนื่องจากการถูกเวนคืนไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อใช้ทำสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืนด้วย โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากกรมทางหลวงและนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และปี 2540 รวมเป็นเงินจำนวน 23,707,531 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นยืนตามการประเมินแต่ให้ลดภาษีและงดเบี้ยปรับ คงให้เรียกเก็บเป็นเงินจำนวน 12,267,116.59 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกล่าวคือ โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาเพื่อทำเป็นสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย มิได้มีเจตนาขายเพื่อมุ่งในทางค้าหรือหากำไร โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนตามกฎหมาย โดยมิได้มีการขายตามปกติ จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินภาษีโจทก์เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและลิดรอนสิทธิของโจทก์หรือเรียกเก็บซ้ำซ้อนอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้วิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 และตรวจสอบพบว่าโจทก์มีรายได้จำนวน 194,564,902.49 บาท ที่ได้มาจากการขายที่ดินให้กรมทางหลวงนั้น โจทก์มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ จึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ไม่ใช่การขายที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาตรา 3 (6) การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2347 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โจทก์ใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวในการประกอบกิจการทำสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืนคิดเป็นเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา กรมทางหลวงได้จ่ายค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์รวม 3 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 194,564,902.49 บาท โจทก์มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ทั้งสามฉบับ ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาลรวมเป็นเงินจำนวน 23,707,531 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ทั้งสามฉบับยืนตามการประเมินแต่ให้ลดภาษีและงดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,866,249.29 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์ขายที่ดินเนื่องจากถูกทางราชการเวนคืน มิได้สมัครใจขาย จึงมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า มาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้คำนิยามคำว่า ขาย ว่า หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ตามบทนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 และการที่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมทางหลวงเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ก็ตาม ก็ยังเป็นการโอนจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ส่วนปัญหาว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวจะถือเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาและพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ออกโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวและใช้บังคับขณะนั้น มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้...(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรมก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้ชัดว่าทรัพย์ดังกล่าวโจทก์จำเป็นต้องมีไว้ใช้ในการประกอบกิจการ เพราะต้องใช้เป็นสำนักงานและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จำหน่าย ไม่ใช่มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับการที่โจทก์ต้องโอนทรัพย์ก็เนื่องจากการถูกเวนคืนไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ กรณีของโจทก์เช่นนี้จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 02010450/6/100012 เลขที่ 02010450/6/100013 และเลขที่ 02010450/6/100014 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.1/8/44 เลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.2/8/44 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.3)/17.3/8/44 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมีดี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2549
#268676
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดรายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิตบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายตรงตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) นั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ดังนี้รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นในกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ มาตรา 27, 65 ฉ และ 65 สัตต โจทก์จึงอ้างรายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในบริษัทโจทก์ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสิทธิหาได้ไม่ ดังนี้การที่โจทก์ได้รับเงินดังกล่าวจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในส่วนที่เกินจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จ่ายคืนให้บริษัทผู้ร่วมสัมปทานดังกล่าว เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้อื่นที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามมาตรา 22 (5) แห่ง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ของโจทก์จากผู้ร่วมสัมปทาน

แม้คดีนี้จะมีประเด็นเดียวกับคดีที่โจทก์ได้เคยนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาได้พิพากษาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเพิ่มเติม เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ทราบภาษีเงินได้ปิโตรเลียมในประเด็นดังกล่าวด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไว้แล้วนั้น แต่เนื่องจากคดีมีประเด็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับการชดเชยจากผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองรายถือเป็นรายได้ของโจทก์หรือไม่ อันเป็นปัญหาสืบเนื่องกันมา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้รวมกับประเด็นที่ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาแล้วก็มีเหตุผลอันชอบอยู่ และมีปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาในข้อกฎหมายที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ ต.7/1017/3/100001 และ 100002 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/2542/305 และ 306 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 และให้ถือว่าโจทก์มีสิทธินำรายจ่ายที่ได้จัดสรรในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 จำนวน 70,374,704.13 บาท และ 75,754,440.99 บาท ตามลำดับไปถือเป็นรายจ่ายในการคิดคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ถือว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 เป็นจำนวนเงิน 22,910,353.33 บาท และ 27,699,665.91 บาท และขอให้งดเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยให้ถือว่าเงินที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด จ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท ไม่ใช่รายได้ของโจทก์ที่จะนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิให้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ โดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ที่กำหนดไว้และวินิจฉัยนอกคำรับของคู่ความอีกด้วยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อที่ 1 ว่ารายจ่ายจำนวน 70,374,704.13 บาท และจำนวน 75,754,440.99 บาท ที่โจทก์จ่ายไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 ตามลำดับ เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2541 หรือไม่ และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 ระบุว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายยังคงติดใจเพียงประเด็นที่ว่ารายจ่ายยอดรวมที่ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 เป็นรายจ่ายปกติจำเป็นและเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ในประเทศไทย หรือไม่ โดยไม่โต้แย้งกันว่ารายจ่ายดังกล่าวเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็วินิจฉัยไว้แล้วว่า การที่โจทก์ต้องจ่ายเงินให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับความช่วยเหลือที่โจทก์ได้รับเป็นเรื่องปกติและเป็นรายจ่ายที่จำเป็นทั้งได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียม และเมื่อรายจ่ายในการบริหารไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายชนะคดีในประเด็นข้อพิพาทที่ 1 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้ แต่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเลยไปว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายที่ไม่เกินสมควรนั้น เห็นว่า คดีนี้มีปัญหาเรื่องการตัดรายจ่ายในส่วนของบริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมิได้ตัดรายจ่ายทั้งจำนวนคงตัดเฉพาะรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอย่างอื่น คดีจึงมีปัญหาเฉพาะในส่วนของรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอย่างอื่นตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) ซึ่งอยู่นอกเหนือจากรายจ่ายที่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ได้ให้ความช่วยเหลือโจทก์ ปัญหารายจ่ายดังกล่าวจะต้องพิจารณาก่อนว่ารายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละนั้นเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่มีการรับกันโดยคู่ความหรือมีการวินิจฉัยโดยคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางตามที่โจทก์อ้าง ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายที่ไม่เกินสมควรนั้น เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดไว้ ด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยใหม่ เนื่องจากได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 70,374,704.13 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ 2532 จำนวน 75,754,440.99 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ตามมาตรา 65 ฉ แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 หรือไม่ พยานโจทก์ต่างเบิกความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์และผู้ร่วมสัมปทานคือบริษัทเซ้าท์อีสเอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด ได้รับโอนกิจการและสิทธิที่มีอยู่ในสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2515/5 และสัมปทานเลขที่ 2/2515/6 จากบริษัทยูโนแคลไทยเลนด์อิงค์ เดิมชื่อบริษัทยูเนียนออยล์ออฟไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งมาตรา 24 และ มาตรา 50 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอและผู้รับโอนสัมปทานปิโตรเลียมไว้ว่าต้องเป็นบริษัทจำกัดที่มีทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสำรวจ ผลิต ขาย และจำหน่ายปิโตรเลียมหากไม่มีก็ต้องมีบริษัทอื่นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวรับรองกับรัฐบาลว่าจะให้ทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรแก่ผู้ขอหรือผู้รับโอนสัมปทานให้สามารถสำรวจ ผลิต ขาย และจำหน่ายปิโตรเลียมได้ โจทก์ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว จึงให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ซึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์ทั้งหมดมาให้คำรับรองหรือค้ำประกันกับรัฐบาลไทยว่าจะปฏิบัติตามข้อผูกพันที่โจทก์มีอยู่ตามสัมปทานและให้ความช่วยเหลือโจทก์ในด้านเงินทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการสำรวจและขุดเจาะหาปิโตรเลียม โดยโจทก์และผู้ร่วมสัมปทานต้องเฉลี่ยกันจ่ายเงินเพื่อชดเชยรายจ่ายให้แก่บริษัทออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 93,285,057.46 บาท โดยโจทก์รับผิดชอบจำนวน 70,374,704.13 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 22,910,353.33 บาท บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัดและบริษัทมิตซุยออยล์เอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด ร่วมกันรับผิดชอบ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 103,454,106.90 บาท โดยโจทก์รับผิดชอบจำนวน 75,754,440.99 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 27,699,665.91 บาท บริษัทผู้ร่วมสัมปทานร่วมกันรับผิดชอบ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 27 บัญญัติว่า รายได้เมื่อได้หักรายจ่ายตามปกติและจำเป็นออกแล้วผลลัพธ์เป็นผลกำไรประจำปีหรือผลขาดทุนประจำปี แล้วแต่กรณีและพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 ฉ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 65 สัตต และมาตรา 65 อัฎฐ รายจ่ายตามปกติและจำเป็นให้จำกัดอยู่เฉพาะแต่รายจ่ายที่บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นในจำนวนไม่เกินสมควร และได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียมไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกราชอาณาจักร และภายในข้อจำกัดดังกล่าวให้รวมถึง... (8) รายจ่ายของสำนักงานใหญ่เท่าที่จัดสรรได้โดยสมควรว่าเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัท ส่วนมาตรา 65 สัตต บัญญัติว่า รายการที่มิให้ถือเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นให้รวมถึง... จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาก่อนว่า กรณีที่โจทก์จ่ายรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอื่นให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 หรือไม่ และเป็นรายจ่ายที่อยู่ใน (1) ถึง (10) ของบทมาตราดังกล่าวหรือไม่ ข้อนี้เจ้าพนักงานประเมินให้เหตุผลในการประเมินว่า โจทก์ในฐานะเป็นผู้ดำเนินการสัมปทานได้กำหนดรายจ่ายของสำนักงานใหญ่เป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยกำหนดวิธีการคำนวณเป็น 2 วิธีแล้วแต่วิธีใดจะมากกว่า ดังนี้ กำหนดอัตราเดือนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 1 ของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการดำเนินการผลิตบวกด้วยร้อยละ 2 ของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ และบวกด้วยร้อยละ 3 ของรายจ่ายทางตรงโดยรายจ่ายตามสัดส่วนของโจทก์ โจทก์จะบันทึกเป็นรายจ่ายของสำนักงานใหญ่ในการคำนวณกำไรสุทธิ ส่วนรายจ่ายตามสัดส่วนของบริษัทผู้ร่วมสัมปทาน โจทก์จะเรียกเก็บจากผู้ร่วมสัมปทานเป็นรายเดือนเพื่อชดเชยการได้รับบริการและการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ ซึ่งรายจ่ายดังกล่าวมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นของการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง และไม่ใช่รายจ่ายของสำนักงานใหญ่ที่เกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมที่โจทก์จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ฉ แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งห้ามนำมาถือเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เห็นว่า การกำหนดรายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิตบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายทางตรงนั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด และทางพิจารณาของโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่ารายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิต ในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และรายจ่ายทางตรงนั้นเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงและได้จ่ายไปจริง ดังนี้ รายจ่ายดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นในกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ตามบทกฎหมาย โจทก์จึงอ้างรายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในบริษัทโจทก์ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิหาได้ไม่ และเมื่อวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายของสำนักงานใหญ่เท่าที่จัดสรรได้โดยสมควรว่าเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัทตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 ฉ (8) หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์นำรายจ่ายดังกล่าวไปคำนวณภาษีเงินได้ปิโตรเลียมไม่ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำนวนเงินรายจ่ายในส่วนที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด ต้องเฉลี่ยความรับผิดกับโจทก์ที่บริษัททั้งสองดังกล่าวได้จ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้นของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่นางสาวศิริพร ไชยสุต นายปรมาภรณ์ ไกรฤกษ์ นายเดวิด ซี.ดับเบิ้ลยู ฮัดสัน พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า รายจ่ายในส่วนที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด ผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์จะต้องเฉลี่ยรับผิดชอบจ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท โดยบริษัทผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองได้จ่ายเงินสองจำนวนดังกล่าวให้แก่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้จ่ายต่อให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด และตามที่ได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วว่า รายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) โจทก์ไม่สามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมได้ เพราะมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็น ดังนี้ การที่โจทก์ได้รับเงินได้ดังกล่าวจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในส่วนที่เกินจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้จ่ายคืนให้บริษัทผู้ร่วมสัมปทานดังกล่าว เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้อื่นใดที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของโจทก์ที่ได้รับจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทาน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า เงินที่บริษัทผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองของโจทก์จ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 จำนวน 22,910,353.33 บาท และ จำนวน 27,699,665.91 บาท ตามลำดับ ไม่ใช่รายได้ของโจทก์ที่จะนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ได้ให้ความร่วมมือส่งสมุดบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เจ้าพนักงานประเมิน ทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพบและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้ลดเบี้ยปรับโดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น แม้โจทก์จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากกิจการของโจทก์เป็นกิจการข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งมีเงินมากพอที่จะจ้างนักบัญชีและที่ปรึกษาทางภาษีอากรที่มีความชำนาญและมีความรู้เกี่ยวกับการเสียภาษีอากรเป็นอย่างดี ซึ่งจะกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อกฎหมายก็ไม่น่ารับฟัง ประกอบกับประเด็นของรายจ่ายสำนักงานใหญ่ที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน โจทก์ได้เคยนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาได้พิพากษาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเพิ่มเติม เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ปิโตรเลียมในประเด็นดังกล่าวด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไว้แล้ว โจทก์เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่อีกครั้ง ทำให้การชำระภาษีช้าลง และเป็นผลเสียแก่รัฐในการจัดเก็บภาษีเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดให้มากแล้วนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นเดียวกับคดีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไว้แล้ว แต่เนื่องจากคดีนี้มีประเด็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับการชดเชยจากผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองรายถือเป็นรายได้ของโจทก์หรือไม่อันเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องกันมา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้รวมกับประเด็นที่ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษามาแล้วก็มีเหตุผลอันชอบอยู่ และปัญหาดังกล่าวก็เป็นปัญหาในข้อกฎหมายที่อาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางให้ลดเบี้ยปรับโดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย และพฤติการณ์ของโจทก์ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะงดเบี้ยปรับแก่โจทก์ทั้งหมด สำหรับเงินเพิ่มนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้งด และหากจะลดก็จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อพฤติการณ์ของโจทก์ไม่เข้ากรณีที่จะลดเงินเพิ่มได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ ต.7/10173/100001 และ 100002 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2) 2542/305 และ 306 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 ของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ของโจทก์ที่ได้รับจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 22 (5) ม. 24 ม. 27 ม. 50 วรรคสอง ม. 65 ฉ ม. 65 สัตต
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2549
#272461
เปิดฉบับเต็ม

เงินรายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้บริษัท ย. สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และปี 2532 โดยคิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิตบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายทางตรง เป็นการกำหนดขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นของบริษัท ย. จึงมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นในการปิโตรเลียมของโจทก์ที่โจทก์จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตาม มาตรา 65 ฉ แห่ง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

แต่เงินรายจ่ายที่บริษัท ซ. และบริษัท ม. ผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์ต้องเฉลี่ยจ่ายให้กับบริษัท ย. สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และปี 2532 โดยจ่ายให้แก่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้จ่ายต่อให้แก่บริษัท ย. เป็นการที่โจทก์ได้รับเงินได้จากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในส่วนที่เกินจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้จ่ายคืนให้บริษัท ซ. และบริษัท ย. ผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์ ถือเป็นเงินได้อื่นที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามมาตรา 22 (5) พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่โจทก์ต้องนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2549)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ ต.7/1017/3/100001 และ 100002 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2) /2542/305 และ 306 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 และให้ถือว่าโจทก์มีสิทธินำรายจ่ายที่ได้จัดสรรในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 จำนวน 70,374,704.13 บาท และ 75,754,440.99 บาท ตามลำดับ ไปถือเป็นรายจ่ายในการคิดคำนวณกำไรขาดทุนสิทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ถือว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 เป็นจำนวนเงิน 22,910,353.33 บาท และ 27,699,665.91 บาท และขอให้งดเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยให้ถือว่าเงินที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเชียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด จ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท ไม่ใช่รายได้ของโจทก์ที่จะนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิให้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ โดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 70,374,704.13 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 75,754,440.99 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ตามมาตรา 65 ฉ แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 หรือไม่ โจทก์และผู้ร่วมสัมปทานคือบริษัทเซ้าท์อีสท์เอเชียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตชุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด ได้รับโอนกิจการและสิทธิที่มีอยู่ในสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2515/5 และสัมปทานเลขที่ 2/2515/6 จากบริษัทยูโนแคลไทยแลนด์อิงค์ เดิมชื่อบริษัทยูเนียนออยล์ออฟไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งมาตรา 24 และมาตรา 50 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอและผู้รับโอนสัมปทานปิโตรเลียมไว้ว่าต้องเป็นบริษัทจำกัดที่มีทุน เครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสำรวจ ผลิต ขาย และจำหน่ายปิโตรเลียม หากไม่มีก็ต้องมีบริษัทอื่นที่มีคุณสมบัติดังกล่าวรับรองกับรัฐบาลว่าจะให้ทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรแก่ผู้ขอหรือผู้รับโอนสัมปทานให้สามารถสำรวจ ผลิต ขาย และจำหน่ายปิโตรเลียมได้ โจทก์ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว จึงให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ซึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์ทั้งหมดมาให้คำรับรองหรือค้ำประกันกับรัฐบาลไทยว่าจะปฏิบัติตามข้อผูกพันที่โจทก์มีอยู่ตามสัมปทานและให้ความช่วยเหลือโจทก์ในด้านเงินทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการสำรวจและขุดเจาะหาปิโตรเลียม โดยโจทก์และผู้ร่วมสัมปทานต้องเฉลี่ยกันจ่ายเงินเพื่อชดเชยรายจ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 93,285,057.46 บาท โดยโจทก์รับผิดชอบจำนวน 70,374,705.13 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 22,910,353.33 บาท บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัดร่วมกันรับผิดชอบ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 103,454,106.90 บาท โดยโจทก์รับผิดชอบจำนวน 75,754,440.99 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 27,699,665.91 บาท บริษัทผู้ร่วมสัมปทานร่วมกันรับผิดชอบ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 27 บัญญัติว่า รายได้เมื่อได้หักรายจ่ายตามปกติและจำเป็นออกแล้วผลลัพธ์เป็นผลกำไรประจำปีหรือผลขาดทุนประจำปี แล้วแต่กรณี และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 ฉ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 65 สัตต และมาตรา 65 อัฎฐ รายจ่ายตามปกติและจำเป็นให้จำกัดอยู่เฉพาะแต่รายจ่ายที่บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นในจำนวนไม่เกินสมควร และได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียมไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกราชอาณาจักร และภายในข้อจำกัดดังกล่าวให้รวมถึง... (8) รายจ่ายของสำนักงานใหญ่เท่าที่จัดสรรได้โดยสมควรว่าเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัท ส่วนมาตรา 65 สัตต บัญญัติว่า รายการที่มิให้ถือเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นให้รวมถึง... จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาก่อนว่า กรณีที่โจทก์จ่ายรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอื่นให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 หรือไม่ และเป็นรายจ่ายที่อยู่ใน (1) ถึง (10) ของบทมาตราดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การกำหนดรายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิตบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายทางตรงนั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด และทางพิจารณาของโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่ารายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิต ในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และรายจ่ายทางตรงนั้นเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงและได้จ่ายไปจริง ดังนี้ รายจ่ายดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นในกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ตามบทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น โจทก์จึงอ้างรายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในบริษัทโจทก์ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิหาได้ไม่ และเมื่อวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายของสำนักงานใหญ่เท่าที่จัดสรรได้โดยสมควรว่าเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัทตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 65 ฉ (8) หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์นำรายจ่ายดังกล่าวไปคำนวณภาษีเงินได้ปิโตรเลียมไม่ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำนวนเงินรายจ่ายในส่วนที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเชียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด ต้องเฉลี่ยความรับผิดกับโจทก์ที่บริษัททั้งสองดังกล่าวได้จ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้นของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า รายจ่ายในส่วนที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเชียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด ผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์จะต้องเฉลี่ยรับผิดชอบจ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท โดยบริษัทผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองได้จ่ายเงินสองจำนวนดังกล่าวให้แก่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้จ่ายต่อให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด และตามที่ได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วว่า รายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) โจทก์ไม่สามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมได้ เพราะมิใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็น ดังนี้การที่โจทก์ได้รับเงินได้ดังกล่าวจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในส่วนที่เกินจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้จ่ายคืนให้บริษัทผู้ร่วมสัมปทานดังกล่าว เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้อื่นใดที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ของโจทก์ที่ได้รับจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทาน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า เงินที่บริษัทผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองของโจทก์จ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 จำนวน 22,910,353.33 บาท และ 27,699,665.91 บาท ตามลำดับ ไม่ใช่รายได้ของโจทก์ที่จะนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ ต.7/1017/3/100001 และ 100002 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2) 2542/305 และ 306 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 ของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ของโจทก์ที่ได้รับจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานกับโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 22 (5) ม. 65 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2549
#267170
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบระบุว่าเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ และ พ.ร.บ.ยาสูบ ฯ แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นคนละชนิดกับแผ่นดิจิตอลวีดีโอดิสในความผิดต่อ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ และไม่มีลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันแยกกันได้เด็ดขาด ลำพังแต่ผู้กระทำความผิดทุกข้อหาเป็นบุคคลเดียวกัน กระทำในขณะเดียวกันและในสถานที่เดียวกันเท่านั้นยังไม่ถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกันตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 36 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ และ พ.ร.บ.ยาสูบ ฯ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 5 ตรี, 19, 23, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 และให้แผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตามฟ้องข้อ (3) จำนวน 13,640 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสองบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของ ริบแผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสจำนวน 37,000 แผ่น ตกเป็นของแผ่นดิน และริบยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตของกลางทั้งหมดให้เป็นของกรมสรรพสามิตด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษา เพราะโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่ากระทำความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติให้โจทก์ฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า ในคดีนี้ความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ ซึ่งตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 เป็นความผิดที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ จึงขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลดังกล่าวไม่มีอำนาจรับคดีนี้ทุกข้อหาไว้พิจารณาพิพากษา และขอให้ยกฟ้องหรือจำหน่ายคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ และความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบ ฯ เป็นคดีใหม่ยังศาลซึ่งมีอำนาจภายในกำหนด 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้โจทก์แยกฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ และความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบ ฯ เป็นคดีใหม่ต่อศาลซึ่งมีอำนาจนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบในข้อ (1) (2) ว่าเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ และพระราชบัญญัติยาสูบ ฯ นั้น โดยลำพังความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่อย่างใด อีกทั้งวัตถุแห่งการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นเป็นยาสูบซึ่งเป็นคนละชนิดกับแผ่นดิจิตอลวีดีโอดิสในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ฯ ที่โจทก์ฟ้องรวมกันมา ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดตามบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบและแผ่นดิจิตอลวีดีโอดิสนั้นไม่มีลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันแต่อย่างใด โดยแยกกันได้เด็ดขาดทั้งการกระทำและบทบัญญัติของกฎหมายที่เป็นความผิด ลำพังแต่เพียงผู้กระทำความผิดทุกข้อหาเป็นบุคคลเดียวกัน กระทำในขณะเดียวกันและในสถานที่เกิดเหตุเดียวกันเท่านั้นยังไม่ถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 36 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ และพระราชบัญญัติยาสูบ ฯ นั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา ศรีรอต
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2549
#267719
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อลักษณะของการกระทำความผิดตามบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบและแผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสไม่มีลักษณะของการกระทำความผิดซึ่งเป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันแต่อย่างใด โดยแยกกันได้เด็ดขาดทั้งการกระทำและบทบัญญัติของกฎหมายที่เป็นความผิด ลำพังแต่เพียงผู้กระทำความผิดทุกข้อหาเป็นบุคคลเดียวกัน กระทำในขณะเดียวกันและในสถานที่เกิดเหตุเดียวกันเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกันตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 36 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ. 2509 นั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 5 ตรี, 19, 23, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76, พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 และให้แผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตามฟ้องข้อ (3) จำนวน 13,640 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานระเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสองบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของ ริบแผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสจำนวน 37,000 แผ่น ตกเป็นของแผ่นดิน และริบยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตของกลางทั้งหมดให้เป็นของกรมสรรพาสามิตด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจรับคดีนี้ทุกข้อหาไว้พิจารณาพิพากษา และขอให้ยกฟ้องหรือจำหน่ายคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ และความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบฯ เป็นคดีใหม่ยังศาลซึ่งมีอำนาจภายในกำหนด 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบในข้อ (1) (2) ว่าเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรฯ และพระราชบัญญัติยาสูบฯ นั้น โดยลำพังความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่อย่างใด อีกทั้งวัตถุแห่งการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นเป็นยาสูบซึ่งเป็นคนละชนิดกับแผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ ที่โจทก์ฟ้องรวมกันมา ซึ่งลักษณะของการกระทำผิดตามบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยาสูบและแผ่นดิจิตอลวีดีโอดีสนั้นไม่มีลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันแต่อย่างใด โดยแยกกันได้เด็ดขาดทั้งการกระทำและบทบัญญัติของกฎหมายที่เป็นความผิด ลำพังแต่เพียงผู้กระทำความผิดทุกข้อหาเป็นบุคคลเดียวกัน กระทำในขณะเดียวกันและในสถานที่เกิดเหตุเดียวกันเท่านั้นยังไม่ถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 36 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับยาสูบตามพระราชบัญญัติศุลากากรฯ และพระราชบัญญัติยาสูบฯ นั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา ศรีรอต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2549
#268718
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อมูลพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย และหนังสือรับรองและค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ถือเป็นข้อผูกพันของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงาน สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 306,313.54 บาท โดยจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,313.54 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอสละข้อหาบางส่วน โดยขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในวงเงินไม่เกิน 37,000 บาท

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 306,313.54 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ โดยเป็นพนักงานขับรถยนต์ขนส่งผู้โดยสารมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้แทนในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยสารของโจทก์โดยความประมาทแหกโค้งไปชนรถโดยสารของบริษัทนครชัยขนส่ง จำกัด ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทนครชัยขนส่ง จำกัด เป็นเงิน 136,000 บาท และต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับหลักกั้นโค้งให้กรมทางหลวงเป็นเงิน 250 บาท ส่วนความเสียหายของโจทก์มีค่าลากรถจากที่เกิดเหตุมาเก็บไว้ที่สถานีตำรวจภูรธรรอำเภอเมืองอุตรดิตถ์เป็นเงิน 6,000 บาท ค่าลากรถคันเกิดเหตุจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุตรดิตถ์มายังบริษัทโจทก์ที่กรุงเทพมหานครเป็นเงิน 14,000 บาท ค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์เป็นเงิน 224,297 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 380,547 บาท ต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกจากงานเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนคงเหลือ 306,313.54 บาท หลังจากจำเลยที่ 1 ออกจากงานแล้วจำเลยที่ 2 ได้ผ่อนชำระเงินให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 เรื่อยมาถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2538 เป็นเงินรวม 13,000 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ได้ทำละเมิดในทางการที่จ้างและก่อให้เกิดความเสียหายจริงตามฟ้อง เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยและตามหนังสือรับรองและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 ก็ระบุว่า "หากปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ทำความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่โจทก์ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในความเสียหายนั้นๆ และยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนที่เสียหายไปนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเสียหายทั้งปวง ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท... และให้ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วม..." ข้อผูกพันของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่ 1 ปี ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ มูลละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 จำเลยที่ 2 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 13,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2538 อันเป็นการผ่อนชำระหนี้ขณะยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงมีผลทำให้อายุความในส่วนนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ถัดจากวันผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ยังไม่พ้น 10 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้ว 13,000 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในวงเงิน 37,000 บาท ซึ่งยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในวงเงิน 37,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ชำระเงินจำนวน 37,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ ทรงลำยอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ