คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2549
#267144
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้ออกสู่ทางสาธารณะ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งที่ดินของโจทก์จะต้องไม่มีทางออกถึงสาธารณะโดยทางอื่นได้ เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมที่จะผ่านทางในที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมาย อำนาจฟ้องเอาทางจำเป็นของโจทก์ตามมาตรา 1349 ย่อมหมดสิ้นไป ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าขณะฟ้องโจทก์ไม่มีทางอื่นนอกจากทางพิพาทสู่ทางสาธารณะหรือไม่

โจทก์ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่ติดทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นไปในเวลาต่อมา แม้จะเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ แต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ต่างจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องอันเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้อง โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นโดยอาศัยคำฟ้องเดิมหาได้ไม่ ส่วนโจทก์จะมีสิทธิตามกฎหมายในกรณีดังกล่าวอย่างไรต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ตามคำฟ้องของโจทก์โจทก์ประสงค์ให้เปิดทางพิพาทในฐานะเป็นทางจำเป็นแต่ประการเดียว มิได้อ้างว่าเป็นทางภาระจำยอมด้วย การที่โจทก์ฎีกาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จึงเป็นฎีกาข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16825 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1554 ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบทั้งสี่ด้านไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 อยู่ติดต่อทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1553 เดิมโจทก์และคนในครอบครัวใช้ทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1553 ดังกล่าวออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1553 ออกเป็นแปลงย่อย ทางดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 ทางด้านทิศเหนือของที่ดินจากทางด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก โจทก์และคนในครอบครัวได้ใช้ทางดังกล่าวต่อมารวมเวลา 30 ปีเศษ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เดิมเป็นคันดินเล็ก ๆ ต่อมาได้ขยายกว้างขึ้นรถยนต์แล่นเข้าออกได้ประมาณ 5 ถึง 6 ปี แล้ว โดยทางดังกล่าวมีความกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร และมีสะพานข้ามคลองกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ (ถนนเศรษฐกิจ 1) จนกระทั่งจำเลยทั้งสามได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 ดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสามปักเสาปูนปิดกั้นทางดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร บางส่วนของจำเลยทั้งสามทางด้านทิศเหนือเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร สะพานกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร เป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 16825 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ถูกที่ดินของจำเลยทั้งสามปิดล้อม ที่ดินของโจทก์มีทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นได้ โดยเจ้าของที่ดินบริเวณนั้นพร้อมใจกันให้ใช้แนวแบ่งเขตระหว่างที่ดินเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1554 ของมารดาโจทก์ใช้แนวแบ่งเขตที่ดินทางทิศตะวันตกกว้างประมาณ 1 เมตร ด้านทิศใต้กว้างประมาณ 1.5 เมตร ไปจนถึงสะพานไม้ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ ต่อมาโจทก์ได้รับมรดกที่ดินจากมารดาได้แบ่งแยกที่ดินกับนายอุดม ฟักฉิม และนางบังเอิญ บางแสงอ่อน เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของนายอุดม และนางบังเอิญปิดล้อม แต่โจทก์ยังสามารถใช้แนวแบ่งเขตที่ดินเดิมเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นเดิม หากโจทก์เห็นว่าที่ดินของโจทก์ถูกปิดล้อมหลังจากแบ่งแยกที่ดินโจทก์ก็ชอบที่จะขอใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินที่แบ่งแยก โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 16825 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1554 ของมารดาโจทก์ ซึ่งเป็นที่ดินไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทางสาธารณะ โดยตกอยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่นมาแต่เดิม ต่อมามารดาโจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพี่น้อง 3 คน และมีการแบ่งแยกที่ดิน โดยโจทก์ได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16825 ดังกล่าว ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงเดิม ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 ติดกับที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสามกว้าง 3 เมตร จากเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินโจทก์ไปตามแนวเขตด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยทั้งสามตลอดแนวจนถึงคลองสาธารณประโยชน์ซึ่งปัจจุบันไม่มีสภาพใช้เป็นทางสัญจรติดกับที่ดินจำเลยทั้งสามด้านทิศตะวันตก โดยคลองดังกล่าวคั่นระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสามกับถนนเศรษฐกิจ 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และมีสะพานไม้เชื่อมระหว่างทางพิพาทกับถนนดังกล่าว จำเลยทั้งสามนำเสาปูนซีเมนต์มาปักปิดกั้นทางพิพาทไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ตกลงกับนายสำรอง ภู่เกิด เจ้าของที่ดินติดต่อด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ให้นายสำรองจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของนายสำรองให้โจทก์ใช้ถนนในที่ดินของนายสำรองติดกับที่ดินโจทก์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งโจทก์สามารถใช้ถนนดังกล่าวจากที่ดินโจทก์ผ่านไปออกสู่ถนนเศรษฐกิจ 1 ทางด้านทิศใต้ได้ ต่อมาซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ขายที่ดินบางส่วนที่อยู่ติดกับทางภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่นางจินตนา เขียวพุ่ม และแบ่งแยกที่ดินที่ขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 43942 โอนให้แก่นางสาวจินตนาตามสำเนาโฉนดที่ดินและบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย ล. 10 ถึง ล. 12 ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือกลับมาถูกที่ดินโฉนดเลขที่ 43942 ดังกล่าวปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อไปสู่ทางสาธารณะอีกครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโจทก์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยใช้ทางในที่ดินของนายสำรองได้อยู่แล้ว แม้ภายหลังโจทก์จะแบ่งขายที่ดินให้แก่ผู้อื่นเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะก็ตามทางในที่ดินของนายสำรองซึ่งเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ก็ยังคงอยู่ในบังคับภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ในอันที่จะใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1395 และโจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางในที่ดินที่แบ่งขายเพื่อให้โจทก์ใช้ทางภาระจำยอมได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของบุคคลอื่นปิดล้อมทุกด้าน โจทก์ไม่สามารถใช้ทางอื่นเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้โดยสะดวก และโจทก์ไม่เคยใช้ทางอื่นนอกจากทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะ โดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยทั้งสามและที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ อันเป็นการอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะมีสิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ที่ดินของโจทก์จะต้องไม่มีทางออกถึงสาธารณะโดยทางอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมที่จะผ่านทางในที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางจำเป็น เพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมาย อำนาจฟ้องเอาทางจำเป็นของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาย่อมหมดสิ้นไป เพราะไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะขอให้ศาลจะพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ต่อไป ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าขณะฟ้องโจทก์ไม่มีทางอื่นนอกจากทางพิพาทสู่ทางสาธารณะตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ต่อไป ส่วนที่ได้ความว่าต่อมาโจทก์ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่ติดทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อออกสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ต่างจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องอันเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำฟ้องโจทก์ โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็น เนื่องจากการแบ่งขายที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอาศัยคำฟ้องเดิมหาได้ไม่ ส่วนโจทก์จะมีสิทธิตามกฎหมายในกรณีดังกล่าวอย่างไรก็เป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า แม้จะฟังว่าโจทก์ไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในฐานะเป็นทางจำเป็น แต่ข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้สิทธิในทางพิพาทตามกฎหมาย เป็นทำนองว่าทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เดิมเป็นคันดินเล็ก ๆ ต่อมาได้ขยายกว้างขึ้นจนมีความกว้าง 3 เมตร รถยนต์แล่นเข้าออกได้มาประมาณ 5 - 6 ปีแล้ว และขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ดังกล่าวเป็นทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้เปิดทางพิพาทในฐานะเป็นทางจำเป็นแต่ประการเดียว มิได้อ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมด้วย ซึ่งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่เท่านั้น และโจทก์มิได้โต้แย้งไว้ การที่โจทก์ฎีกาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จึงเป็นฎีกาข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว แต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1395
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรียม ทรงชุ่ม
จำเลย — นายวิรัช เตชะมนูญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2533/2549
#267577
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า ศ. นำโฉนดที่ดินที่พิพาทไปมอบให้จำเลยเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม 1,500,000 บาท เป็นการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฉนดที่ดินที่พิพาทมาอย่างไร โดยมิได้อ้างถึงหนังสือสัญญากู้เงินและมิได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินมาแสดง แม้จะมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินที่ระบุว่ามอบโฉนดที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่ ศ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ค้างชำระอยู่ มิใช่หนี้ตามสัญญากู้ยืมที่มีการออกเช็คนั้นชำระหนี้ จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 656 มาปรับใช้ได้ ความตกลงในการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 53 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจที่มีเฉพาะลายมือชื่อของโจทก์ไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เป็นการปลอมเอกสาร แล้วจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปใช้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของจำลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์พานางศิริจิตต์ เล็บสิงห์ บุตรโจทก์มากู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อนำไปลงทุนประกอบธุรกิจ ทุกครั้งที่นางศิริจิตต์กู้ยืมเงินจากจำเลยจะออกเช็คชำระหนี้เงินกู้มอบให้จำเลยไว้ รวมยอดเงินตามเช็คจำนวน 1,500,000 บาท นางศิริจิตต์ไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทวงถาม นางศิริจิตต์ผัดผ่อน ต่อมานางศิริจิตต์นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่กรอกข้อความสมบูรณ์แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการกับสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ที่มีลายมือชื่อโจทก์รับรองไว้มามอบให้จำเลยโดยแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ด้วยการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตีใช้หนี้แก่จำเลยแทนนางศิริจิตต์ จำเลยตกลงจึงนำเอกสารที่นางศิริจิตต์มอบให้ไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยโดยสุจริต นิติกรรมการขายที่ดินจึงสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการสมรู้กับนางศิริจิตต์ด้วยการแสดงเจตนาลวงแก่จำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางศิริจิตต์ เล็บสิงห์ บุตรโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยและได้นำโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ไปมอบให้จำเลย ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อมอบอำนาจไว้แล้ว สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์ เอกสารหมาย ล.2 จ.4 และ จ.6 ตามลำดับ ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้แก่จำเลย ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ ล.3 ตามลำดับ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มิได้มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเป็นฝ่ายใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจนได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท โดยโจทก์ยกขึ้นอ้างประการแรกว่า ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2540 นางศิริรัตต์นำโฉนดที่ดินที่พิพาทไปมอบให้จำเลยเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม 1,500,000 บาท นั้น เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 ซึ่งระบุว่านางศิริจิตต์ได้มอบโฉนดที่ดินที่พิพาทให้จำเลยถือไว้เป็นประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2538 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานบุคคลของจำเลยในเรื่องนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การนำสืบของจำเลยดังกล่าว เป็นการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฉนดที่ดินพิพาทมาอย่างไร โดยมิได้อ้างหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 และมิได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดง ดังนั้นแม้จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 ก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานบุคคลของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว และเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวประกอบคำเบิกความของนางศิริจิตต์ที่รับว่าได้รับมอบโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยด้วยแล้ว ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า นางศิริจิตต์มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยเมื่อใดแน่ก็ไม่เป็นสาระที่ควรจะวินิจฉัยอีกต่อไป ที่โจทก์อ้างประการต่อมาว่า การโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.3 นั้น เป็นนิติกรรมอำพรางการโอนชำระหนี้ระหว่างนางศิริจิตต์กับจำเลย แต่ทั้งสองฝ่ายหาได้ตีราคาท้องตลาดของที่ดินพิพาทเพื่อการชำระหนี้กันไม่ การโอนชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 นั้น แม้โจทก์มิได้กล่าวอ้างปัญหาตามที่ฎีกามาในฟ้อง จึงไม่มีประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แต่เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 656 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมกัน และผู้ให้กู้ยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังตามข้อต่อสู้ของจำเลยมีว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่นางศิริจิตต์ค้างชำระอยู่หลายฉบับ มิใช่หนี้ตามสัญญากู้ยืม ดังนี้ จึงไม่อาจนำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ความตกลงในการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทมีราคาท้องตลาดเท่าใดในเวลาและ ณ สถานที่ที่ส่งมอบอีกต่อไป"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ญศรี รูปขจร
จำเลย — นางณัฐรดา แสนวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2549
#266511
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่บ้านในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2545 ขณะร้อยตำรวจเอกวิจิตรกับพวกตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองตั้งจุดตรวจสกัดอยู่ที่บริเวณถนนสายคลองลาน - เขาชนกัน ตำบลหินดาต อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ได้จับกุมนางสาวสมจิตรพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด น้ำหนัก 35.78 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.073 กรัม นางสาวสมจิตรให้การซัดทอดว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาจากจำเลยที่บ้านเลขที่ 1003 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ในราคา 13,000 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงออกหมายจับจำเลย และดำเนินคดีแก่นางสาวสมจิตรเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3380/2545 ของศาลชั้นต้น จนกระทั่งวันที่ 11 กันยายน 2545 ร้อยตำรวจเอกวิจิตรกับพวกจึงติดตามจับกุมจำเลยได้ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตามบันทึกการจับกุม ร้อยตำรวจเอกพิทักษ์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองสอบสวนและแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า การสอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่นางสาวสมจิตรเกิดที่บ้านเลขที่ 1003 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนางสาวสมจิตรร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยร้อยตำรวจเอกพิทักษ์จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (6) ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 120 ม. 128 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางประถา สดุดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวรัชต์วลี โสภโณดร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2549
#272469
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชรโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้การสอบสวนจำเลยโดยร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทอง จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2545 ขณะร้อยตำรวจเอกวิจิตร ประพันธ์สุข กับพวกตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทอง ตั้งจุดตรวจสกัดอยู่ที่บริเวณถนนสายคลองลาน - เขาชนกัน ตำบลหินดาต อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ได้จับกุมนางสาวสมจิตร เทียนขาว พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 400 เม็ด น้ำหนัก 35.78 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.073 กรัม นางสาวสมจิตรให้การซัดทอดว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาจากจำเลยที่บ้านเลขที่ 1003 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ในราคา 13,000 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายในจังหวัดนครสวรรค์ จึงออกหมายจับจำเลย และดำเนินคดีแก่นางสาวสมจิตรเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3380/2545 ของศาลชั้นต้น จนกระทั่งวันที่ 11 กันยายน 2545 ร้อยตำรวจเอกวิจิตรกับพวกจึงตอดตามจับกุมจำเลยได้ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ร้อยตำรวจเอกพิทักษ์ เชียงทอง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองสอบสวนและแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า การสอบสวนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่นางสาวสมจิตรเกิดที่บ้านเลขที่ 1003 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนางสาวสมจิตรร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 128 บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยร้อยตำรวจเอกพิทักษ์จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (6) ม. 18 ม. 120 ม. 128 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางประถา สดุดี
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2525/2549
#583728
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอัตราโทษหนักที่สุดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง แต่คดีได้ความว่า เครื่องกระสุนตามฟ้องคือกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง การมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่ออาวุธปืนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสามเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ขณะคดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การใหม่โดยรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การใหม่โดยรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 26 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 (ที่ถูกมาตรา 8 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 14 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 1 รับสารภาพข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ทุกกระทง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 14 ปี 9 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางตามคำขอ ยกเว้นกระสุนปืนของกลาง และให้คืนอาวุธปืนขนาด .32 และอาวุธปืนขนาด .45 ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 569 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเทพบัญชา ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจสอบสวนเป็นพยานในคดีนี้ นายเทพบัญชาระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าห้องพักเลขที่ 212 ตามความเป็นจริง แต่ใช้วิธีให้นายเทพบัญชาเป็นผู้ติดต่อขอเช่า อีกทั้งจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็รับว่าของกลางทั้งหมดยกเว้นสมุดบัญชีเงินฝากรายการที่ 8 ถึงที่ 10 ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ตรวจค้นได้ในห้องพักเลขที่ 212 โดยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามรายการที่ 2 ถึงที่ 7 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจำนำไว้จากจ่าสิบตำรวจสายันห์ แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำมาฝากนายเทพบัญชาซึ่งเป็นผู้เช่าห้องพักเลขที่ 212 ก็เป็นสิ่งผิดปกติไร้เหตุผลรับฟัง แม้นายเทพบัญชาจะรวมอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ แต่คดีนี้นายเทพบัญชามิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย การรับฟังคำเบิกความของนายเทพบัญชาจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย เพียงแต่ศาลต้องพึงรับฟังด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เมื่อประมวลพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พักอาศัยอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 212 ตามความเป็นจริง ดังนี้ แม้พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างกันบ้าง เช่น จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมขณะอยู่ภายในห้องพักเลขที่ 212 หรืออยู่บริเวณหน้าห้อง ก็เป็นเพียงพลความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 569 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งนำสืบปฏิเสธว่าห้องพักเลขที่ 212 มิใช่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ รวมตลอดทั้งการนำสืบต่อสู้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจประสงค์จะช่วยนายเทพบัญชาเพราะเป็นบุตรของเจ้าพนักงานตำรวจด้วยกันและปรักปรำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแทนนายเทพบัญชา ก็ขัดแย้งกับเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คือสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ระบุว่านายเทพบัญชาได้ถูกพนักงานอัยการฟ้องเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30 เม็ด ที่ถูกสายลับล่อซื้อและศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 569 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาด้วยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงมีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด (หมายถึงมาตรา 72 วรรคหนึ่ง) นั้น ไม่ถูกต้องเพราะความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต้องลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง แต่คดีนี้ได้ความว่า เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง การมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่ออาวุธปืนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้วคงลงโทษจำคุก 9 ปี 4 เดือน ส่วนในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 9 ปี 13 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายเอกชัย นามเสนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายยุทธนา ไสวสุวรรณวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2549
#271211
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลย จำเลยกำลังนั่งปรุงผสมเมทแอมเฟตามีน โดยยึดได้เครื่องมือที่จำเลยใช้ มีแปรงสีฟัน ตลับพลาสติก บล็อกพิมพ์เมทแอมเฟตามีนที่มีรูปตัวอักษรดับเบิลยูวายทำด้วยเทียนสีเหลือง มีดคัทเตอร์ ไม้ไผ่เสียบลูกชิ้น และผงเมทแอมเฟตามีนปรุงแต่งผสมน้ำอยู่ครึ่งตลับ ตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยประกอบกับเครื่องมือวัสดุต่าง ๆ ที่จำเลยใช้ในการปรุงผสมเมทแอมเฟตามีน ซึ่งจับกุมได้ชนิดที่เรียกว่าคาหนังคาเขาเช่นนี้ เห็นว่า แม้จะพบผงเมทแอมเฟตามีนปรุงแต่งผสมน้ำอยู่เพียงครึ่งตลับกับมีเครื่องมือต่าง ๆ เป็นเศษวัสดุที่สามารถหาได้ทั่วไปก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นการทำผสมแปรสภาพเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าเป็นการผลิตตามบทนิยามของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติคำว่า "ผลิต" มีความหมายว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ลักษณะการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการผลิตโดยการทำ ผสม แปรสภาพเมทแอมเฟตามีน หาใช่การผลิตในการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุและมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงหนึ่งจุดห้ากรัมอันจะต้องด้วยบทกำหนดโทษดังกล่าวไม่ แต่การกระทำความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงมิอาจเปลี่ยนแปลงโทษของจำเลยให้ถูกต้องได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 15, 57, 65, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบของกลาง นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4998/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษกระทงแรกให้กึ่งหนึ่ง และกระทงที่สองให้หนึ่งในสาม กระทงแรก คงจำคุก 6 เดือน กระทงที่สอง คงจำคุก 8 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 14 เดือน นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4998/2545 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 20 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม, 57 และมาตรา 65 วรรคสาม, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ที่แก้ไขแล้ว เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนวางโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วางโทษจำคุก 4 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อนำโทษจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาบวกเข้าแล้วเป็นรวมจำคุกไว้ 4 ปี 22 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4998/2545 เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก เป็นรวมจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมทั้งเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.36 กรัม ผงที่มีสารเมทแอมเฟตามีนบดละเอียดผสมน้ำบรรจุในตลับพลาสติก 1 ตลับ น้ำหนัก 0.43 กรัม พร้อมทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลางโดยแจ้งข้อหาจำเลยว่าเสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผลิตเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ระยะที่เจ้าพนักงานตำรวจมองเห็นจำเลยห่างกันประมาณ 10 เมตร จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเห็นเหตุการณ์จริง และข้อเท็จจริงจากคำพยานโจทก์ว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยนั้น จำเลยกำลังนั่งปรุงผสมเมทแอมเฟตามีนอยู่ โดยยึดได้เครื่องมือที่จำเลยใช้แปรงสีฟัน ตลับพลาสติก บล็อกพิมพ์เมทแอมเฟตามีนที่มีรูปตัวอักษรดับเบิลยูวายทำด้วยเทียนสีเหลือง มีดคัทเตอร์ ไม้ไผ่เสียบลูกชิ้น และผงเมทแอมเฟตามีนปรุงแต่งผสมน้ำอยู่ครึ่งตลับ และเมื่อตรวจค้นตัวจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยประกอบกับเครื่องมือวัสดุต่างๆ ที่จำเลยใช้ในการปรุงผสมเมทแอมเฟตามีนซึ่งจับกุมได้ชนิดที่เรียกว่าคาหนังคาเขาเช่นนี้แล้ว ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำผสมแปรสภาพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการผลิตตามบทนิยามของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติคำว่า ผลิตมีความหมายว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว แม้จะพบเพียงผงเมทแอมเฟตามีนปรุงแต่งผสมน้ำอยู่ครึ่งตลับกับมีเครื่องมือต่างๆ เป็นเศษวัสดุที่สามารถหาได้ทั่วไปก็ตาม ลักษณะการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการผลิตโดยการทำ ผสม แปรสภาพเมทแอมเฟตามีน หาใช่การผลิดโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุและมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงหนึ่งจุดห้ากรัมอันจะต้องด้วยบทกำหนดโทษดังกล่าวไม่ แต่การกระทำความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงโทษของจำเลยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 16 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 2 ปี 22 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4998/2525 เข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 65 วรรคสาม (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอรรถพล หรือตี๋ จันทร์เอี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายนาถพงษ์ สุขะปุณณ
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
คมวุฒ บุรีธนวัต
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2549
#269110
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในปี 2517 โจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจำเลยโดยออกจากบ้านที่โจทก์จำเลยเคยอยู่กินด้วยกันไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาง ม. ก็ตาม แต่ในปี 2519 จำเลยก็มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ส. จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไปเช่นเดียวกัน และระหว่างที่แยกกันอยู่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก ฝ่ายจำเลยซึ่งทราบดีว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่ใดก็มิได้สนใจหรือหาทางที่จะอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยที่ต่างคนต่างอยู่เป็นเวลานานถึง 25 ปีนั้น ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนการหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2508 ตามสำเนาทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย จ.1 เดิมอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 1 ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน ประมาณปี 2517 โจทก์แยกออกจากบ้านไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางมณีไม่ทราบชื่อสกุลจนมีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาปี 2519 จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายสุรพันธ์ และมีบุตรด้วยกัน 1 คน โจทก์และจำเลยต่างคนต่างอยู่นับถึงวันฟ้องเป็นเวลานาน 25 ปีแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า กรณีมีเหตุหย่าเนื่องจากโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ เห็นว่า แม้ในปี 2517 โจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจำเลยโดยออกจากบ้านที่โจทก์จำเลยเคยอยู่กินด้วยกันไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางมณีก็ตาม แต่ในปี 2519 จำเลยก็มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายสุรพันธ์จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไปเช่นเดียวกัน และระหว่างที่แยกกันอยู่ ไม่ปรากฏว่าโจทก์กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก ฝ่ายจำเลยซึ่งทราบดีว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่ใดก็มิได้สนใจหรือหาทางที่จะอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยที่ต่างคนต่างอยู่เป็นเวลานานถึง 25 ปีนั้นถือได้ว่า โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4/2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิญโญ ศรีหงส์
จำเลย — นางปิ่นทอง ศรีหงส์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
มานะ ศุภวิริยกุล
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2549
#269352
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุว่า ในขณะทำสัญญานี้ ผู้รับจ้างได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร น. จำนวนเงิน 167,324 บาท มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันนี้ผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว และข้อ 16 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาผู้ว่าจ้างมีสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเห็นสมควร ส่วนหนังสือค้ำประกันระบุว่า ธนาคารยอมผูกพันชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 167,324 บาท ในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารจึงเป็นเงินประกันค่าเสียหายที่เกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญา ทั้งตามหนังสือค้ำประกันก็จำกัดวงเงินสูงสุดไว้ มิใช่ว่าธนาคารจะต้องผูกพันชำระเงินเต็มจำนวนตามหนังสือค้ำประกันเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความเสียหายหรือจำนวนค่าปรับรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ว่ามีเพียงใด จำนวนเงินที่ริบจึงไม่แน่นอนตายตัว การริบเงินดังกล่าวจึงมิใช่การริบในลักษณะที่เป็นมัดจำแต่เป็นการริบในลักษณะที่เป็นเบี้ยปรับ โดยเฉพาะสัญญาข้อ 17 ก็ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับค่าปรับหรือค่าเสียหายเอาจากหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น แม้เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารจะเป็นการประกันรวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญาหรือสัญญาสิ้นสุดลงด้วยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตามก็ต้องถือว่าเป็นการประกันในลักษณะที่เป็นเบี้ยปรับอันเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่นเดียวกับค่าปรับรายวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบถังกรองไร้อากาศ 1 แห่ง ณ โรงพยาบาลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเงิน 3,346,472 บาท เริ่มก่อสร้างวันที่ 1 กันยายน 2537 กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 28 เมษายน 2538 แบ่งงานก่อสร้างเป็น 5 งวด จ่ายเงินตามงวดงาน หากจำเลยก่อสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดยอมให้ค่าปรับวันละ 3,347 บาท จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 เรียบร้อย แต่ก่อสร้างงานงวดที่ 2 ล่าช้า โดยก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียไปแล้วประมาณร้อยละ 40 ก่อสร้างระบบระบายน้ำเสียไปแล้วประมาณร้อยละ 30 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยให้เร่งรัดการก่อสร้างและสงวนสิทธิเรียกค่าปรับ จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย แต่หลังจากนั้นจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 3 ถึงงวดที่ 5 โจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยว่าจะก่อสร้างต่อไปให้แล้วเสร็จหรือไม่ จำเลยมีหนังสือยืนยันว่าจะก่อสร้างต่อไป และยินยอมเสียค่าปรับตามสัญญา แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระเงินค่าปรับเป็นเวลา 193 วัน วันละ 3,347 บาท เป็นเงิน 645,971 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 645,971 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับโจทก์จริง แต่สัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่รับรองว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีให้ทำสัญญาแทนได้เหตุที่งานล่าช้าเป็นเพราะโจทก์ให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแบบการก่อสร้างผิดไปจากแบบที่กำหนด ทำให้จำเลยทำงานไม่เสร็จตามสัญญา งานที่จำเลยก่อสร้างเหลือไม่ถึงร้อยละ 10 ของงานทั้งหมด ค่าปรับที่โจทก์เรียกร้องวันละ 3,347 บาท สูงมากโจทก์เรียกได้อย่างมากไม่เกินวันละ 1,500 บาท ทั้งจำเลยชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ไปแล้ว 254,372 บาท และโจทก์ยังริบเงินหลักประกันที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือค้ำประกันไปอีก 167,324 บาท จำเลยแจ้งให้โจทก์บอกเลิกสัญญาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 แต่โจทก์กลับบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ทำให้ค่าปรับสูงเกินความเป็นจริง โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 2 ปี นับแต่จำเลยผิดสัญญา คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 478,647 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายประการเดียวว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้หักเงิน 167,324 บาท ตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารออกจากเงินค่าปรับที่จำเลยต้องรับผิด คงให้จำเลยชำระเงินในส่วนที่ขาดนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3 มิได้กำหนดให้หนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นเบี้ยปรับ ทั้งการกำหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 5 และข้อ 6 ไม่เพียงแต่กำหนดให้เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นประกันการไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกันรวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญาหรือสัญญาสิ้นสุดลงด้วย เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ และโจทก์มีสิทธิริบเงินตามสัญญาค้ำประกัน การหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากเงินค่าปรับจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3 ระบุว่า ในขณะทำสัญญานี้ ผู้รับจ้างได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 167,324 บาท มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันนี้ผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้วและข้อ 16 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา ผู้ว่าจ้างมีสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเห็นสมควร ส่วนหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า ธนาคารยอมผูกพันชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 167,324 บาท ในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกัน เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารจึงเป็นเงินประกันค่าเสียหายที่เกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาทั้งตามหนังสือค้ำประกันก็จำกัดวงเงินสูงสุดไว้ มิใช่ว่าธนาคารจะต้องผูกพันชำระเงินเต็มจำนวนตามหนังสือค้ำประกันเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความเสียหายหรือจำนวนค่าปรับรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ว่ามีเพียงใด จำนวนเงินที่ริบจึงไม่แน่นอนตายตัว การริบเงินดังกล่าวจึงมิใช่การริบในลักษณะที่เป็นมัดจำ แต่เป็นการริบในลักษณะที่เป็นเบี้ยปรับ โดยเฉพาะสัญญาข้อ 17 ก็ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับค่าปรับหรือค่าเสียหายเอาจากหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น แม้เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารจะเป็นการประกันรวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญาหรือสัญญาสิ้นสุดลงด้วยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นการประกันในลักษณะที่เป็นเบี้ยปรับอันเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่นเดียวกับค่าปรับรายวันนั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองให้หักเงิน 167,324 บาท ตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้วออกจากเงินค่าปรับที่จำเลยต้องรับผิด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — บริษัทสิบคอน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2549
#272141
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาโดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวก็ตาม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ดังนั้น ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ธ. เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ดังนั้น ขณะที่ ธ. ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ธ. ยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของ ธ. เสีย และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 57348 ตำบลคำไฮใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว นายธงชัยบุตรของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การในนามของจำเลยที่ 1 และขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลวิกลจริตและหายจากบ้านไปนานแล้ว ระหว่างที่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 นายธงชัยไปทำงานต่างจังหวัด จึงขอขยายระยะเวลาไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้นายธงชัยผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จึงถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายธงชัยเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 โดยปริยาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารโดยห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท (น.ส.3 ก.) เลขที่ 82 เล่ม 1 ข หน้า 32 เลขที่ดิน 53 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน (น.ส.4 จ.) เลขที่ดิน 97 เล่ม 574 หน้า 48 หน้าสำรวจ 777 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลคำไฮใหญ่ (ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอดอนมดแดง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การในกำหนดจึงสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาไปตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 โดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวก็ตาม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ดังนั้น ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปที่ว่า คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า นายธงชัยเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ดังนั้น ขณะที่นายธงชัยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 นายธงชัยยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัยเสีย และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัย และไม่รับคำร้องดังกล่าว คืนค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 79 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 37 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรทัย โสภาพันธ์
นางนิตยา เกษเจริญคุณ โดยนายธงชัย เหงียนวัน
จำเลย — ผู้จัดการทรัพย์สิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2549
#272468
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาไปโดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวแต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ธ. เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2548 ดังนั้น ขณะที่ ธ. ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ธ. ยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของ ธ. และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว

โจทก์มีสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มานำสืบประกอบ โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ตลอดมา แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออก จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 47348 ตำบลคำไฮใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว นางธงชัย เหงียนวัน บุตรของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การในนามของจำเลยที่ 1 และขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยให้นายธงชัยผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จึงถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายธงชัยเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 โดยปริยาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารโดยห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท (น.ส.3 ก.) เลขที่ 82 เล่ม 1 ข หน้า 32 เลขที่ดิน 53 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน (น.ส. 4 จ.) เลขที่ดิน 97 เล่ม 574 หน้า 48 หน้าสำรวจ 777 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลคำไฮใหญ่ (ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอดอนมดแดง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ครั้งแรก เจ้าพนักงานศาลไม่สามารถส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่อยู่บ้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองอีกครั้ง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย การส่งครั้งที่สองเจ้าพนักงานศาลไม่พบจำเลยทั้งสอง จึงปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ต่อมานายบัวลี กาวัลย์ พี่ชายของจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือผู้ไม่อยู่ นายบัวลีเป็นผู้อนุบาลหรือผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ศาลชั้นต้นรับคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่านายบัวลีมิใช่ผู้อนุบาลหรือผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาตามคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การในกำหนดจึงสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนวิกลจริตหายออกไปจากบ้านตามภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่จะมีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีภูมิลำเนาแน่นอนและไม่ทราบที่อยู่ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำโดยการประกาศหนังสือพิมพ์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาไปตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 โดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวก็ตาม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่อยู่และตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หรือมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนสาบสูญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านตามที่อยู่ในคำฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง ดังนั้น ที่อยู่ตามคำฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปที่ว่า คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า นายธงชัย เหงียนวัน เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นหมาย ร.2 หรือ ล.12 ดังนั้นขณะที่นายธงชัยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 สิงหาคม 243 นายธงชัยยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัยเสีย และมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางนาง แก้วเสนา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2531 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่เอกสารหมาย จ.4 วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 มาขอเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ในการเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ได้กำหนดค่าเช่าไว้เนื่องจากสามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นญาติกันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ฝ่ายจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 2 นายธงชัย เหงียนวัน บุตรของจำเลยทั้งสอง นางชา ชมพูเกตุ นายวิเชียร บุญสงค์ นายอ่อน แก้วเนตร นางวันดี ทวีสุข นายสวาท จันทรักษ์ และนายสมศิลป์ สูนานนท์ เบิกความเป็นพยานว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เห็นว่า โจทก์มีพยานเอกสารคือสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มานำสืบประกอบโจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มิสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 คงนำสืบเพียงลอย ๆ ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมานำสืบประกอบ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีนายประเสริฐ สว่างแก้ว และนายสุรพงษ์ โสภาพันธ์ สามีโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเพื่ออยู่อาศัย กำหนดระยะเวลาการเช่า 5 ปี ครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 นายสุรพงษ์เป็นผู้เขียนสัญญาเช่านายประเสริฐลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 นายธงชัย นายวิเชียร นายอ่อน และนางวันดี เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้เช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ขณะทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 อายุ 45 ปี มิใช่ 48 ปี ที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่าไม่ถูกต้อง สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า นายประเสริฐ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยนายประเสริฐลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่าดังกล่าว พยานโจทก์ปากนี้เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอโขงเจียม ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายโจทก์ จึงรับฟังเป็นพยานคนกลางได้ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าอายุและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่าไม่ถูกต้องนั้น เป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา ทั้งเรื่องนี้นายสุรพงษ์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านไว้ว่าในวันทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 นำสำเนาทะเบียนบ้านมาให้นายสุรพงษ์ นายสุรพงษ์จึงได้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่า ส่วนที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 วิกลจริตตั้งแต่ปี 2512 นั้น เรื่องนี้ได้ความจากนายหวาน ศรีเรือนทอง แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จากรายงานประวัติเอกสารหมาย ล.10 ในปี 2538 จำเลยที่ 1 เข้ามารับการรักษาด้วยตนเองและพูดรู้เรื่อง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ตลอดมา แม้จำเลยทั้งสองจะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออก จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1 ของนายธงชัย เหงียนวัน และไม่รับคำร้องดังกล่าว คืนค่าคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37 ม. 48 วรรคสอง ม. 420 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 (2) ม. 84 (2) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรทัย โสภาพันธ์
นางนิตยา เกษเจริญคุณ โดยนายธงชัย เหงียนวัน
จำเลย — ผู้จัดการทรัพย์สิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2515/2549
#269109
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เพราะจำเลยเป็นบุตรเขยของโจทก์ ต่อมาจำเลยหย่าขาดกับบุตรีของโจทก์ โจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องบอกกล่าวผู้ไม่มีสิทธิดังกล่าวก่อนฟ้องคดีแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 116 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินกับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 4 ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2521 โดยปลูกต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว และต้นผลไม้ในที่ดินพิพาท ปี 2535 จำเลยได้สมรสกับนางเยาว์มาลย์บุตรสาวโจทก์ จำเลยจึงปลูกบ้านเลขที่ 116 ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2541 จำเลยและนางเยาว์มาลย์จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื่องจากโจทก์และภริยาโจทก์ขายที่ดินพิพาทราคา 500,000 บาท พร้อมผลอาสินบนที่ดินราคา 200,000 บาท รวมราคา 700,000 บาท ให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าครอบครองปลูกบ้านบนที่ดินพิพาทอยู่อาศัยตลอดมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในปัญหาว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ จำเลยมีจำเลย นายวันชัย จิรวัฒน์ ผู้รับเหมาสร้างบ้านดังกล่าวให้จำเลย เป็นพยาน โดยจำเลยเบิกความว่า จำเลยไปพูดกับโจทก์เพื่อให้เจรจากับนางยุพา แต่นางยุพาบอกว่านางเยาว์มาลย์ไม่ใช่บุตรสาวจริง ๆ ของนางยุพา หากต้องการที่ดินเพื่อจะปลูกสร้างบ้านจะต้องซื้อขายกัน โจทก์ได้ไปสืบราคาที่ดินพร้อมผลอาสินในที่ดิน และบอกตกลงขายในราคาเฉพาะที่ดิน 500,000 บาท ผลอาสินที่ปลูกอยู่ 200,000 บาท รวม 700,000 บาท จำเลยตกลงซื้อแต่เนื่องจากเงินยังไม่พอ ซึ่งนางยุพาจะเอาส่วนของนางยุพาเป็นเงิน 350,000 บาท แต่จำเลยบอกว่าจะไปเอาเงินกับญาติที่กรุงเทพมหานครมาให้โดยขอให้ช่างดำเนินการก่อสร้างบ้านก่อน แต่นางยุพาไม่ยินยอม จำเลยจึงทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 350,000 บาท มอบให้นางยุพาไว้ โดยมีนายวันชัยและคนงานก่อสร้างเป็นพยาน แต่นายวันชัยซึ่งอ้างว่าได้อยู่ร่วมฟังการเจรจาตกลงซื้อที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนางยุพากับจำเลยนั้นกลับเบิกความเพียงว่า โจทก์และนางยุพาตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยเป็นเงิน 700,000 บาท นางยุพาจะเอาค่าที่ดิน 350,000 บาท แต่จำเลยไม่มีเงิน จำเลยจึงทำสัญญากู้ยืมเงินให้นางยุพาไว้โดยพยานลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมนั้นด้วย นายวันชัยมิได้เบิกความเลยว่าโจทก์ได้ไปสืบราคาที่ดินก่อน หรือโจทก์ตกลงขายที่ดิน 500,000 บาท ผลอาสิน 200,000 บาท หรือจำเลยจะไปเอาเงินกับญาติที่กรุงเทพมหานคร โดยขอให้ช่างดำเนินการก่อสร้างบ้านก่อน หรือมีคนงานก่อสร้างมาร่วมฟังการเจรจาและเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินดังจำเลยเบิกความแต่อย่างใด จึงไม่ตรงกัน เป็นพิรุธ จำเลยเบิกความว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทไม่ได้ทำหลักฐานหรือสัญญาซื้อขายกันไว้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยยอมทำสัญญากู้ยืมเงิน 350,000 บาท ให้นางยุพาไว้แต่โดยดี จึงผิดปกติเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ เป็นพิรุธอีกเช่นกัน จำเลยยังอ้างว่าชำระเงิน 350,000 บาท ให้นางยุพา และชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยก็ไม่ได้มีหลักฐานการจ่ายเงินหรือสัญญากู้ยืมเงินที่ทำให้นางยุพาไว้มาแสดงแต่อย่างใด คำเบิกความของจำเลยและนายวันชัยจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ส่วนโจทก์มีโจทก์และนางเยาว์มาลย์อดีตภริยาจำเลยต่างเบิกความยืนยันว่าโจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2541 ถึง 2544 (ภ.บ.ท. 5) ซึ่งเป็นเอกสารราชการทำขึ้นปี 2541 ก็ระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน และหนังสือสัญญาการซื้อขายเป็นพยานสนับสนุน เช่นนี้ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วดังจำเลยอ้าง นั่นคือโจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาทเพราะผู้รับหนังสือบอกกล่าวตามใบตอบรับในประเทศไม่ได้อยู่ในบ้านของจำเลย การบอกกล่าวให้รื้อถอนบ้านดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เพราะจำเลยเป็นบุตรเขยของโจทก์ ต่อมาจำเลยหย่าขาดกับบุตรีของโจทก์ โจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องบอกกล่าวผู้ไม่มีสิทธิดังกล่าวก่อนฟ้องคดีแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว และภายหลังจากที่จำเลยหย่าขาดกับบุตรีของโจทก์แล้ว โจทก์ก็มาฟ้องขับไล่จำเลยแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจึงเป็นการบอกกล่าวจำเลยแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างและนำสืบว่าก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยหรือไม่ก็ไม่มีผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ คงมีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการเรียกค่าเสียหายเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็มิได้เรียกร้องค่าเสียหายมาด้วย การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถิน พันธ์อนุ
จำเลย — นายสุรเศรษฐี วัฒนาประเทืองศรี
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2549
#268715
เปิดฉบับเต็ม

ถนนที่ ส. ผู้จัดสรรได้จัดให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการสู่ทางสาธารณะได้นั้นไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากมีสภาพเป็นหนองน้ำ ส. จึงจัดให้ใช้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จนเทศบาลนครสวรรค์ได้เข้ามาปรับปรุงเกลี่ยดินในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นถนนและเคยนำยางแอสฟัลต์มาราดถึง 2 ครั้ง โดย ส. มิได้ โต้แย้งหรือคัดค้าน ถือได้ว่า ส. จัดให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 ของจำเลยที่ 2 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์อันเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินตามโครงการที่ดินดังกล่าวย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรโดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286ฯ ข้อ 32 ประกอบข้อ 30 แม้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 มาจาก ส. โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่ทำให้ทางภาระจำยอมนั้นระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับภาระตามกฎหมายดังกล่าวด้วยโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งห้าได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่

โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อขายของ ส. ซึ่งจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ พร้อมทางเข้าออกของที่ดินตามโครงการจัดสรร แต่เนื่องจากสภาพที่ดินตามที่ ส. ได้จัดแบ่งให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการจัดสรรไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้ เนื่องจากที่ดินส่วนอื่นๆ เป็นหนองน้ำเกือบหมดทั้งโครงการ ส. จึงได้ยกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้เป็นทางเข้าออกผ่านออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าใช้ทางดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จนได้เป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่จะใช้ทางพิพาทได้โดยไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น เมื่อศาลเห็นว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรโดยผลแห่งกฎหมาย ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วสังกะสีที่จำเลยทั้งสองปิดกั้นเส้นทางเข้าออกภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 10179 และ 10218 ที่ดินเลขที่ 580 และ 619 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดสวรรค์เป็นทารภาระจำยอม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วสังกะสีที่จำเลยทั้งสองปิดกั้นเส้นทางเข้าออก ตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลขที่ 23 ออกไปจากทางเดินและให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 10179 และ 10218 ที่ดินเลขที่ 580 และ 619 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 10179 และ 10218 ที่ดินเลขที่ 580 และ 619 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทางภาระจำยอมนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10177, 10178, 10216 และ 10217 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10246 ถึง 10255 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10219 และ 10220 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15389 และโจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10256 และ 10257 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10179 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10218 โดยเดิมที่ดินทุกแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 3295 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีการแบ่งที่ดินในนามเดิมรวม 289 โฉนด ซึ่งนายสุเทพ กฤชากาญจนพันธ์ ได้ซื้อแล้วจัดสรรขายให้แก่โจทก์ทั้งห้าและชาวบ้านทั่วไปอันเป็นการจัดสรรที่ดินอยู่ก่อน วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 มีผลใช้บังคับและขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10179 ของจำเลยที่ 1 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าโดยอายุความ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 ของจำเลยที่ 2 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าโดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งห้านำสืบว่าถนนที่นายสุเทพผู้จัดสรรได้จัดให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการสู่ทางสาธารณะได้นั้นไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากมีสภาพเป็นหนองน้ำ นายสุเทพจึงจัดให้ใช้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว จนเทศบาลนครสวรรค์ได้เข้ามาปรับปรุงเกลี่ยดินในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นถนนและเคยนำยางแอสฟัสต์มาราดถึง 2 ครั้ง โดยนายสุเทพมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ทั้งห้ายอมรับว่ามีชุมชนอยู่บริเวณหลังที่ดินพิพาทและชาวบ้านในชุมชนดังกล่าวใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โดยไม่เคยขออนุญาตจากนายสุเทพมาก่อน ทั้งนายสุเทพก็มิได้เบิกความปฏิเสธว่าเทศบาลนครสวรรค์ไม่ได้เข้าไปดำเนินการดังกล่าวในโครงการจัดสรรที่ดิน แสดงว่านายสุเทพ ยินยอมให้โจทก์ทั้งห้าและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกับชาวบ้านทั่งไปใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์ได้อีกทางหนึ่งโดยนายสุเทพไม่เคยหวงห้ามมาก่อน ตามพฤติการณ์ของนายสุเทพดังกล่าว ถือได้ว่านายสุเทพจัดให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 ของจำเลยที่ 2 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์อันเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินตามโครงการ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 ของจำเลยที่ 2 ย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 32 ประกอบข้อ 30 แม้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 มาจากนายสุเทพโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่ทำให้ทางภาระจำยอมนั้นระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับภาระตามกฎหมายดังกล่าวด้วยโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งห้าได้ทางภาระจำยอม โดยอายุความหรือไม่ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อขายนายสุเทพ กฤชกาญจนพันธ์ ซึ่งจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ พร้อมทางเข้าออกของที่ดินตามโครงการจัดสรร แต่เนื่องจากสภาพที่ดินตามที่นายสุเทพได้จัดแบ่งให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการจัดสรรไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้ เนื่องจากที่ดินส่วนอื่นๆ เป็นหนองน้ำเกือบหมดทั้งโครงการ นายสุเทพจึงได้ยกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้เป็นทางเข้าออกผ่านออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าใช้ทางดังกล่าวออกสู่ทางสาธาระโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จนได้เป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมาย เป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่จะใช้ทางพิพาทได้โดยไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น เมื่อศาลเห็นว่าที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรโดยผลแห่งกฎหมาย ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโภชน์ กิตติพงษ์พัฒนา กับพวก
จำเลย — นางรุ่งทิวา กฤชกาญจนพันธ์ หรือพวงทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2549
#267021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ส. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส. ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ครั้นครบกำหนดจำเลยที่1 ไม่ใช้สิทธิไถ่คืน แต่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การได้มาของโจทก์ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียน โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 ต่อมาปี 2530 จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข หงษ์ทอง โดยมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ นางสุขครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 1 ปีแล้ว วันที่ 28 มกราคม 2536 นางสุขขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 10,000 บาท พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ด้วยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านเลขที่ 26 ยุ้งฉางข้าว ไม้ยืนต้น และล้อมรั้วกั้นเขตไว้โดยเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรอนสิทธิเกินกว่า 1 ปี จนถึงปัจจุบัน จึงได้สิทธิครอบครอง เดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ออกไปอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 เนื่องจากได้ซื้อฝากและล่วงเลยกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการขายฝากที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 ตำบลหนองกุง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า การซื้อที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสุข หงษ์ทอง ไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นางสุขไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครอง การปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 ลงในที่ดินพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยนิติกรรม จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายและโดยความสุจริตเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิโต้แย้งจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์กับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 26 และที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่คำพิพากษา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข นางสุขครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 1 ปี จนกระทั่งนางสุขขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงครอบครองต่อมาด้วยเจตนาเป็นของตนเอง โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 แล้ว ให้จำเลยที่ 1 โอนทางทะเบียนและส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1089 (ที่ถูก 1989) ตำบลหนองกุง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับรื้อถอนบ้านเลขที่ 26 ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 ตำบลหนองกุง กิ่งอำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งออกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2521 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข หงษ์ทอง โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ วันที่ 28 มกราคม 2536 นางสุขขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ครั้นครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิไถ่คืน ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การได้มาของโจทก์ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสัน ศรีนวล
จำเลย — นางสมศรี บุญพอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2549
#268712
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 มิใช่หนังสือสำคัญแสดงการกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่การได้มาของโจทก์เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียน โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มีสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สิทธิในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 ต่อมาปี 2530 จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข หงส์ทอง โดยมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ นางสุขครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 1 ปีแล้ว วันที่ 28 มกราคม 2536 นางสุขขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 10,000 บาท พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ด้วย โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านเลขที่ 26 ยุ้งฉางข้าว ไม้ยืนต้น และล้อมรั้วกันเขตไว้โดยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรอนสิทธิเกินกว่า 1 ปี จนถึงปัจจุบัน จึงได้สิทธิครอบครอง เดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ออกไปอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 เนื่องจากได้ซื้อฝากและล่วงเลยกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการขายฝากที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสุข หงส์ทอง ไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นางสุขไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครอง การปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 ลงในที่ดินพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยนิติกรรม จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายและโดยความสุจริตเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิโต้แย้งจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์กับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 26 และที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่มีคำพิพากษา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข นางสุขครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 1 ปี จนกระทั่งนางสุขขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงครอบครองต่อมาด้วยเจตนาเป็นของตนเอง โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 แล้วให้จำเลยที่ 1 โอนทางทะเบียนและส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1089 (ที่ถูก 1989) แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับรื้อถอนบ้านเลขที่ 26 ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2521 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางสุข หงส์ทอง โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่วันที่ 28 มกราคม 2536 นางสุขขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ครั้นครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิไถ่คืนปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การได้มาของโจทก์ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสัน ศรีนวล
จำเลย — นางสมศรี บุญพอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2511/2549
#272455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานจำเลย โดยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยและมีคำพิพากษาใหม่จำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 กล่าวคือ จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เพราะหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ตามคำขอของจำเลย ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยถูกยกเลิกเพิกถอน ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอยู่ในตัวนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการรับวินิจฉัยโดยไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของโจทก์เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยคนละหนึ่งในสี่ส่วนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1340 กับ 2135 และโฉนดที่ดินเลขที่ 46116 กับ 46073 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 8 มีนาคม 2545 ว่า จำเลยมิได้จงใจละทิ้งคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยและพิจารณาพิพากษาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลปิดคำบังคับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2545 จึงเกินกำหนดที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 เดิม และทนายจำเลยคนเดิมถือเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยชอบที่จะไปกล่าวต่างหาก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานจำเลย โดยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น แล้วในศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยและมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กล่าวคือ จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วยเพราะหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ตามคำขอของจำเลยก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยถูกยกเลิกเพิกถอน ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัวนั่นเอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการรับวินิจฉัยโดยไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของโจทก์เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสง่า อ่อนคลาย กับพวก
จำเลย — นางสำรวย อุยวัน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2549
#267020
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ได้บัญญัติเรื่องการอนุญาตให้อุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์จึงต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเท่านั้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83, 58, 33 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 56/2545 ถึงหมายเลขดำที่ 59/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้ง 4 คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สภาพแวดล้อม ทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัยแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 4 คดี ประกอบกับในระหว่างถูกควบคุมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัย จำเลยได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท จึงเห็นสมควรอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษาให้จำเลยเรียนจบวิชาสามัญและฝึกวิชาชีพตามถนัด ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากศาลมิได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ หากพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ก็ขอให้ส่งไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ และส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมถ้อยคำสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาชนและครอบครัววินิจฉัยว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลย โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมไม่เกิน 3 ปี อันเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) จำเลยอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวและอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม มาตรา 122 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้อุทธรณ์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค และอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด บทบัญญัติในมาตรา 122 ดังกล่าวมิได้มีข้อความให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่จะพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์รวมไปถึงคดีอื่นนอกเขตอำนาจได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์เช่นนั้นก็คงจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับที่บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 87 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว" ดังนั้นการที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้ถึงกับทำให้มีความหมายว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักรโดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม" ก็ตาม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นาย…
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
วิชา มหาคุณ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2549
#269098
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 122 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้น การที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้หมายความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 20 จะกำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร โดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 122 ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์จึงต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83, 58, 33 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 56/2545 ถึงหมายเลขดำที่ 59/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้ง 4 คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สภาพแวดล้อม ทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัยแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 4 คดี ประกอบกับในระหว่างถูกควบคุมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัย จำเลยได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท จึงเห็นสมควรอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ให้จำเลยเรียนจบวิชาสามัญและฝึกวิชาชีพตามถนัด ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากศาลมิได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ หากพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ก็ขอให้ส่งไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ และส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมถ้อยคำสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลย โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมไม่เกิน 3 ปี อันเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) จำเลยอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวและอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้อุทธรณ์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคและอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด บทบัญญัติในมาตรา 122 ดังกล่าวมิได้มีข้อความให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่จะพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์รวมไปถึงคดีอื่นนอกเขตอำนาจได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์เช่นนั้นก็คงจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับที่บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 87 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว" ดังนั้น การที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้ถึงกับทำให้มีความหมายว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร โดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม" ก็ตาม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายอ.
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
วิชา มหาคุณ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2468/2549
#269096
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องพร้อมบันทึกข้อตกลงชำระหนี้และการโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์ ระบุชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ภาระผูกพันต่าง ๆ ที่มีกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายไปให้จำเลยที่ 2 เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ตามบันทึกข้อตกลงชำระหนี้และการโอนสิทธิเรียกร้องที่ส่งมาพร้อมหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 6 ยังระบุว่า "ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการเพื่อชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ให้รวมถึงการโอนใบอนุญาต ตลอดจนสิทธิตามข้อตกลงของสัญญาจะซื้อจะขายที่ลูกหนี้ (จำเลยที่ 1) ได้ทำสัญญาไว้กับลูกค้าตามรายละเอียดรายชื่อลูกค้ารวม 176 ราย ฯลฯ" ซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย และจำเลยที่ 2 ยังมีหนังสือถึงลูกค้าของโครงการรวมทั้งโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 จะรับภาระในการดำเนินการก่อสร้างโครงการต่อจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงที่จะพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จ เพื่อโอนบ้านให้แก่ลูกค้าต่อไป การที่จำเลยที่ 1 โอนโครงการทั้งโครงการเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดของจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งโอนสิทธิและหน้าที่ภาระผูกพันต่าง ๆ ที่มีกับลูกค้าตามสัญญาจะซื้อจะขายไปให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนมาทั้งโครงการ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ด้วย เช่นนี้ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกรวมอยู่ด้วย การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ดังกล่าว และมีพฤติการณ์ว่าเข้าถือเอาประโยชน์ด้วยการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แล้ว กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 374 เมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนโครงการมาทั้งหมดไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จนกระทั่งโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระเงินราคาที่ดินคืน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์

แม้คดีนี้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกด้วย กรณีมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งต้องทำเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 427,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 406,748 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 427,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2538 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการคันทรี่ วิลเลจ อ่อนนุช จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการและโจทก์ชำระราคาให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 406,748 บาท แต่โครงการไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญา ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมทั้งโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ทราบแล้ว ตามหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องพร้อมบันทึกข้อตกลงชำระหนี้และการโอนสิทธิเรียกร้อง ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการให้จำเลยที่ 3 เข้าไปดำเนินการก่อสร้างในโครงการที่จำเลยที่ 3 ตั้งขึ้นมาใหม่ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องพร้อมบันทึกข้อตกลงชำระหนี้และการโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์แล้ว จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ระบุชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ภาระผูกพันต่าง ๆ ที่มีกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายไปให้จำเลยที่ 2 เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ตามบันทึกข้อตกลงชำระหนี้และการโอนสิทธิเรียกร้องที่ส่งมาพร้อมหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 6 ยังระบุว่า "ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการเพื่อชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ให้รวมถึงการโอนใบอนุญาต ตลอดจนสิทธิตามข้อตกลงของสัญญาจะซื้อจะขายที่ลูกหนี้ (จำเลยที่ 1) ได้ทำสัญญาไว้กับลูกค้าตามรายละเอียดรายชื่อลูกค้ารวม 176 ราย ฯลฯ" ซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 2 ยังมีหนังสือถึงลูกค้าของโครงการรวมทั้งโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 จะรับภาระในการดำเนินการก่อสร้างโครงการต่อจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงที่จะพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จเพื่อโอนบ้านให้แก่ลูกค้าต่อไป ตามหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานก่อสร้างโครงการคันทรี่ วิลเลจ อ่อนนุช การที่จำเลยที่ 1 โอนโครงการคันทรี่ วิลเลจ อ่อนนุช ทั้งโครงการเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดของจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งโอนสิทธิและหน้าที่ภาระผูกพันต่าง ๆ ที่มีกับลูกค้าตามสัญญาจะซื้อจะขายไปให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนมาทั้งโครงการ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ด้วย เช่นนี้ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกรวมอยู่ด้วย การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ดังกล่าวและมีพฤติการณ์ว่าเข้าถือเอาประโยชน์ด้วยการทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แล้ว กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนโครงการมาทั้งหมดไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ เป็นฝ่ายผิดสัญญาจนกระทั่งโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระเงินราคาที่ดินคืนดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว จึงถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย กรณีมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งต้องทำเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อีก ดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดคืนเงินแก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการคันทรี่ วิลเลจ อ่อนนุช จากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วนำไปจัดสรรใหม่ใช้ชื่อว่า "หมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์" โดยไม่มีข้อตกลงรับโอนสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้เข้าไปจองซื้อบ้านจากโครงการของจำเลยที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350 ม. 374
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเตือนใจ ทองเพชร
จำเลย — บริษัทคันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549
#267022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำยึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องแต่ผู้เดียว มิใช่สินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง แม้ตามคำร้องขอจะมิได้อ้างว่าเป็นบ้านที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับพี่น้องตามที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการอ้างถึงที่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธินำยึดนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นตามคำร้อง มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

บ้านที่โจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่นของ ล. สิทธิของผู้ร้องในบ้านจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดได้ และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งย่อมใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ตามมาตรา 1359 จึงมีอำนาจร้องขัดทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 14,375 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมบ้านเลขที่ 41 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดมิใช่สินสมรสของจำเลยกับผู้ร้องแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องแต่ผู้เดียวผู้ร้องได้มาโดยญาติและบิดามารดายกให้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ผู้ร้องกับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของจำเลยกับผู้ร้องที่ได้มาระหว่างสมรส มิใช่สินส่วนตัวของผู้ร้อง จำเลยกับผู้ร้องจดทะเบียนหย่าหลังจากโจทก์นำยึดทรัพย์ดังกล่าวแล้วขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านที่โจทก์นำยึด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ขณะโจทก์นำยึดบ้านเลขที่ 41 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ร.2 ผู้ร้องกับจำเลยยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน บ้านดังกล่าวปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ซึ่งเป็นที่ดินที่นายอุเทนพี่ผู้ร้องจดทะเบียนยกให้แก่ผู้ร้องตามสำเนาหนังสือให้ที่ดินเอกสารหมาย ร.4 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งโจทก์นำยึดไว้เช่นเดียวกัน ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะบ้านเลขที่ 41 ซึ่งผู้ร้องฎีกาว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง เพราะเป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กที่ตกทอดแก่บุตร คือผู้ร้องและพี่น้องรวมหกคน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาที่ต้องห้ามหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าบ้านเลขที่ 41 เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องแต่ผู้เดียว มิใช่สินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง แม้ตามคำร้องขอจะมิได้อ้างว่าเป็นบ้านที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับพี่น้องตามที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการอ้างถึงที่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธินำยึดนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นตามคำร้อง หาใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องนั้น ผู้ร้องนำสืบว่าเดิมบ้านเลขที่ 41 เป็นของนางเล็ก นางเล็กใช้เป็นที่อยู่อาศัยตลอดจนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2540 โดยผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นายอุเทนและนางคนอง จำปา น้องผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยัน สอดคล้องกับสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งปรากฏว่ามีชื่อนางเล็กเป็นเจ้าบ้านและมีการบันทึกการตายของนางเล็กไว้ด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ร.4 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ภายหลังที่นางเล็กถึงแก่ความตายไปแล้วว่า นายอุเทนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ให้แก่ผู้ร้อง จึงน่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ 41 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กที่ตกทอดแก่บุตรทุกคนซึ่งเป็นทายาทและยังมิได้แบ่งปันกัน แม้นางคนองจะเบิกความว่า นางเล็กยกบ้านเลขที่ 41 ให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้เดียว ก็ไม่อาจรับฟังว่าบ้านดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก เพราะไม่ปรากฏว่านางเล็กให้บ้านแก่ผู้ร้องโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำให้การให้มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อโจทก์มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงรับฟังได้ว่าบ้านเลขที่ 41 เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่นของนางเล็ก สิทธิของผู้ร้องในบ้านเลขที่ 41 จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดได้ และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งย่อมใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์เพราะบ้านเลขที่ 41 ยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปล่อยบ้านที่โจทก์นำยึดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1471
ป.วิ.พ. ม. 288 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประยูร สีสด
ผู้ร้อง — นายแทน แก้วสวรรค์
จำเลย — นางฉวี แก้วสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2549
#267058
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยอ้างว่า จำเลยมีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดมีลูกค้าตกลงจะซื้อจากจำเลยแล้ว ซึ่งจะทำให้ได้รับเป็นรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นข้อที่กล่าวอ้างเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 ซึ่งหากศาลอนุญาตย่อมมีผลเป็นการงดการบังคับคดีไปในตัว แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่าโจทก์ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าของจำเลยทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและการบังคับคดี ทั้งได้อ้างมาตรา 296 มาในคำร้องด้วย แต่จำเลยก็มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 296 เพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและอนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 307 เป็นสำคัญ คำร้องของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเอง

ป.วิ.พ. มาตรา 307 ที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้มีโอกาสชำระหนี้จากรายได้ประจำปีโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึด การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ขายทรัพย์สินของจำเลยที่โจทก์นำยึดซึ่งยังคงต้องขายทรัพย์สินดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 307 ทั้งมีผลเท่ากับให้จำเลยเป็นผู้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเสียเองแทนการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่อาจกระทำได้โดยชอบ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสียโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อน ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 21

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17895 พร้อมบ้านเลขที่ 99/12 หมู่ที่ 3 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,264,833 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18030 พร้อมบ้านเลขที่ 99/133 และที่ดินโฉนดเลขที่ 18031 พร้อมบ้านเลขที่ 99/134 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดทั้งสองแปลงมีลูกค้าตกลงซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว โดยจะซื้อแปลงแรกในราคา 4,275,000 บาท และแปลงที่สองในราคา 3,600,000 บาท ลูกค้าทั้งสองรายปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินครบถ้วนและได้รับอนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว ซึ่งหากดำเนินการเสร็จจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินเป็นรายได้รวม 7,875,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทราบเรื่องดี เพราะเป็นผู้จัดการฝ่ายขายจำเลยที่ 1 มาก่อน แต่โจทก์กลับไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าทั้งสองรายทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การขายทอดตลาด และเกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ที่ไม่สามารถขายที่ดินพร้อมบ้านที่ถูกยึดในราคาที่แท้จริง ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาด และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายที่ดินพร้อมบ้านทั้งสองแปลงให้แก่ลูกค้าทั้งสองรายตามสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วนำรายได้มาชำระแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ประกอบมาตรา 296

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เพื่อขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ในขณะเดียวกันก็ขอใช้สิทธิตามมาตรา 307 ด้วย จึงขัดแย้งกันเอง ไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้ขัดแย้งกันเอง ชอบที่ศาลจะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดทั้งสองแปลงมีลูกค้าตกลงจะซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเป็นรายได้รวม 7,875,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ซึ่งหากศาลอนุญาตย่อมมีผลเป็นการงดการบังคับคดีไปในตัว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า โจทก์ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 และการบังคับคดีทั้งได้อ้างมาตรา 296 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาในคำร้องด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 เพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 307 เป็นประการสำคัญ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้ขัดแย้งกันเองดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตามมาตรา 307 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์หรือมีการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกสิกรรม อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดนั้น ให้มีโอกาสชำระหนี้จากรายได้ประจำปีโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดซึ่งยังคงต้องขายทรัพย์สินดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 307 ทั้งมีผลเท่ากับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเสียเองแทนการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่อาจกระทำได้โดยชอบ ดังนั้น แม้ศาลจะไต่สวนได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นได้ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสียโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อน หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาโดยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรเมธ มาละบุตร
จำเลย — บริษัทอธิเชฐธานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา