คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2549
#266751
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายว่า โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้มีประกันภัยได้นำรถยนต์ซึ่งเอาประกันภัยไว้ไปประสบอุบัติเหตุจนได้รับอันตรายสาหัส ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารผิดปกติมีอาการปวดท้องเป็นบางครั้งและไม่หาย เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงจนไม่อาจทำงานหนักที่โจทก์ที่ 2 ต้องทำเป็นประจำได้ บาดแผลภายในเกิดการอักเสบ โจทก์ที่ 2 ถูกตัดลำไส้บางส่วนออกไปประมาณ 20 เซนติเมตร ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพถาวร ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีประกันภัยคือ โจทก์ที่ 2 ผู้ได้รับอุบัติเหตุทุพพลภาพถาวรในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนดังกล่าวตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและในฐานะผู้รับประโยชน์ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บอย่างไรและมีอาการอย่างไร คำฟ้องโดยหลักเป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ผู้มีประกันภัยทุพพลภาพถาวรนั้น เป็นความคิดเห็นของโจทก์ทั้งสองถึงลักษณะของบาดแผล อาการบาดเจ็บและผลที่เกิดขึ้น เมื่อศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทุพพลภาพถาวร แต่เป็นเรื่องทุพพลภาพชั่วคราว ศาลมีอำนาจพิพากษาได้เพราะคำฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายครอบคลุมถึงอยู่แล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ทุพพลภาพชั่วคราวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

สัญญาประกันภัยคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 4 ข้อ ข้อ 1 เสียชีวิต ข้อ 2 สูญเสียมือ เท้า สายตา ข้อ 3 ทุพพลภาพถาวร ข้อ 4 ทุพพลภาพชั่วคราว จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีข้อสัญญาข้อใดระบุยกเว้นไว้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดกรณีทุพพลภาพชั่วคราว จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพชั่วคราวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2542 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้มีประกันภัยได้นำรถยนต์ซึ่งเอาประกันภัยไว้ ไปประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของนายศรัญยู จนโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลและที่บ้านประมาณ 3 เดือน หลังจากโจทก์ที่ 2 รักษาตัว ปรากฏว่าระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารผิดปกติ มีอาการปวดท้องเป็นบางครั้งและไม่หาย เรี่ยวแรงลดน้อยถอยลง จนไม่อาจทำงานหนักที่โจทก์ที่ 2 ต้องทำเป็นประจำได้ บาดแผลภายในเกิดการอักเสบ การที่โจทก์ที่ 2 ถูกตัดลำไส้บางส่วนออกไปประมาณ 20 เซนติเมตร ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพถาวร ซึ่งตาม ร.ย. 4 (ที่ถูก ร.ย. 4.1) เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีประกันภัยคือ โจทก์ที่ 2 ผู้ได้รับอุบัติเหตุทุพพลภาพถาวรในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนดังกล่าวตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและในฐานะผู้รับประโยชน์ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาบอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ตามหนังสือบอกกล่าวท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 และ 7 โจทก์ทั้งสองจึงขอใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยบรรยายให้เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บอย่างไร และมีอาการอย่างไร โดยเฉพาะในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาและผู้รับประโยชน์ โดยก่อนฟ้องได้มีหนังสือบอกกล่าวแล้ว ซึ่งเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีหนังสือให้จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้ 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน คำฟ้องของโจทก์โดยหลักใหญ่จึงเป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า "จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ผู้มีประกันภัยทุพพลภาพถาวร" นั้น เป็นความคิดเห็นของโจทก์ทั้งสองถึงลักษณะของบาดแผล อาการบาดเจ็บและผลที่เกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลเห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทุพพลภาพถาวรตามสัญญาคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ตาม ร.ย. 4.1 ข้อ 3 แต่เป็นเรื่องทุพพลภาพชั่วคราวตามสัญญาคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ตาม ร.ย. 4.1 ข้อ 4 ศาลก็มีอำนาจพิพากษาได้ เพราะคำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บรรยายครอบคลุมถึงอยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเหตุโจทก์ที่ 2 ทุพพลภาพชั่วคราว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินให้แก่ผู้มีประกันภัยในกรณีทุพพลภาพชั่วคราวตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประกันภัยมีการคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้ด้วย ตาม ร.ย. 4.1 โดยค่าสินไหมทดแทนจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีประกันภัยเท่านั้น และการคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลแบ่งออกเป็น 4 ข้อ ข้อ 1 เสียชีวิต ข้อ 2 สูญเสียมือ เท้า สายตา ข้อ 3 ทุพพลภาพถาวร และข้อ 4 ทุพพลภาพชั่วคราว จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีข้อสัญญาข้อใดระบุยกเว้นไว้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดกรณีทุพพลภาพชั่วคราวแต่อย่างใด แม้แต่นายพชรพลผู้รับมอบอำนาจช่วงจำเลยยังเบิกความยอมรับว่า ตามสัญญาประกันภัยมีการคุ้มครองการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลด้วย ตาม ร.ย. 4.1 ถ้าความบาดเจ็บทำให้ผู้มีประกันภัยตกเป็นผู้ทุพพลภาพชั่วคราวภายใน 180 วัน นับแต่วันเกิดอุบัติเหตุ ทางบริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามระยะเวลาที่รักษาตัว จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประกันภัยท้ายคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องรับผิดใช้เงินในกรณีทุพพลภาพชั่วคราว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรัส คงเทพ กับพวก
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายทพพงศ์ ทำเนียบ
ศาลอุทธรณ์ภาคภาค 6 — นางนวลน้อย ผลทวี
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2549
#266722
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีผู้กู้ผิดนัดไว้อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 379 และมาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 438,274.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากเงิน 398,667.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยทุก ๆ 3 ปี ต่อครั้ง ครั้งละ 1,631.75 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 431,117.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 398,667.45 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 1240/8 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุดนิรันดร์ซิตี้ ลาดพร้าว 101 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 246964 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม โจทก์มิได้เรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์เพิ่ม และตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แล้วโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี และ 7.25 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในประกาศของโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินจึงมีความหมายว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินไม่คงที่แน่นอนแต่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ไป ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินจึงเป็นไปตามประกาศของโจทก์ และตามประกาศของโจทก์เรื่องการเรียกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ข้อ 2 โจทก์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีผู้กู้ผิดนัดไว้อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และมาตรา 383 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายปรีชา เมืองแสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2622/2549
#268886
เปิดฉบับเต็ม

การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำขอ ผู้ขอมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ซึ่งเป็นวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่บัญญัติเป็นลำดับไว้แล้ว คดีนี้ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งห้านำค่าธรรมเนียมศาลมาวาง จำเลยทั้งห้าไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่ แต่ได้ใช้สิทธิทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้าไปแล้ว เช่นนี้จำเลยทั้งห้าจะย้อนไปร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของตนนั้นใหม่อีกหาได้ไม่ เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,569,270.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 306,396,340.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 220,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19550, 19551 และ 19552 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 12415 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 34 - 326 - 201 - 1086 ถึง 34 - 326 - 201 - 1125 รวม 40 เครื่อง และเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 37 - 326 - 201 - 1980 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 5 บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่ต้องรับผิดแก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยากจน ให้ยกคำร้อง ให้จำเลยทั้งห้านำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลภายใน 30 วัน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูก ต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามทางไต่สวนยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งห้าเป็นคนยากจน ไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้ายังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน จำเลยทั้งห้าต้องยื่นคำร้องภายในเวลาที่ศาลอนุญาตให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล คือภายในวันที่ 23 กันยายน 2546 (ที่ถูกภายในวันที่ 17 กันยายน 2546) อีกทั้งจำเลยทั้งห้าได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด จำเลยทั้งห้าจะขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีกไม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำขอ ผู้ขอมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ซึ่งเป็นวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาที่บัญญัติเป็นลำดับไว้แล้ว คดีนี้ปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งห้านำค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล จำเลยทั้งห้าไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่ แต่ได้ใช้สิทธิทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้าไปแล้ว เช่นนี้จำเลยทั้งห้าจะย้อนไปร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของตนนั้นใหม่อีกหาได้ไม่ เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและยกคำร้องขอของจำเลยทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคสี่ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์จันทบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทซันนี่พิมพ์ย้อม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2549
#267579
เปิดฉบับเต็ม

คดีล้มละลายเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง ไม่เป็นฟ้องซ้อน

ข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ในการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่แก่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 มิใช่เป็นแต่เพียงโอนสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 เท่านั้น กรณีมิใช่เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 306 มาใช้บังคับได้ แต่การที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำข้อตกลงกันต่อมาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายดินกันซึ่งเป็นดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ขุดดินของโจทก์ไปครบแล้ว จำเลยที่ 2 ยังชำระค่าดินให้แก่โจทก์ไม่ครบ ถือได้ว่าเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา 350 ซึ่งทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา 349 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซื้อขายดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อดินจากโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 1,582,650 บาท จำเลยทั้งสองขุดดินของโจทก์แล้วและชำระเงินให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระจำนวน 1,232,650 โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,232,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.48/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,232,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 และได้มีการขุดดินไปจนครบถ้วนแล้วแต่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าดินอีก 1,232,650 บาท

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.48/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีล้มละลายดังกล่าวแล้วโจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ขอให้ชำระหนี้ในมูลหนี้รายเดียวกันกับคดีล้มละลาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องคดีล้มละลาย คดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ฎีกา เห็นว่า คดีล้มละลายโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นคนล้มละลาย อันเป็นฟ้องเกี่ยวกับสถานภาพของบุคคล ประเด็นจึงมีว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขาย คดีทั้งสองจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ล.2 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ในการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ที่มีอยู่แก่โจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 มิใช่เป็นแต่เพียงโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 เท่านั้น กรณีมิใช่เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 มาใช้บังคับได้ แต่เมื่อปรากฏว่าภายหลังจากจำเลยที่ 1 โอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำข้อตกลงกันตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.6 ระบุว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายดินกันซึ่งเป็นดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยที่ 2 ได้ขุดดินของโจทก์ไปครบตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 ยังชำระค่าดินให้แก่โจทก์ไม่ครบตามสัญญา จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระค่าดินดังกล่าวแก่โจทก์และโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานดังกล่าวด้วย จึงถือได้ว่าข้อตกลงตามรายงานประจำวันเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาที่ทำกันขึ้นระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ เมื่อหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ล.2 ระบุให้จำเลยที่ 2 จะได้แจ้งเรื่องการโอนสิทธิดังกล่าวไปยังโจทก์ให้ทราบเรื่องและปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายกันต่อไป สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เช่นว่านี้จึงหาได้ทำโดยขืนใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมไม่ ย่อมมีผลให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 ซึ่งทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อขายดินเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา 349 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าโจทก์มีอาชีพเลี้ยงกุ้ง ไม่เคยประกอบอาชีพขายดินมาก่อน ฝ่ายจำเลยทั้งสองก็ไม่นำสืบว่าโจทก์มีอาชีพขายดินเป็นปกติธุระ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์มีอาชีพเลี้ยงกุ้ง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าขายดินเป็นปกติธุระ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตามสัญญาจะซื้อขายดินเอกสารหมาย จ.3 มีเงื่อนไข ข้อตกลงและมีปริมาณเนื้อที่ดินที่จะขายถึง 20 ไร่ ลักษณะข้อตกลงดังกล่าวย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายดินวันที่ 20 มกราคม 2539 แต่โจทก์ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า เงื่อนไขและข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาระหว่างคู่กรณีเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบเป็นอย่างอื่นว่านอกจากโจทก์ขายดินให้จำเลยทั้งสองแล้วโจทก์ยังขายดินให้บุคคลอื่นอีก ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ประกอบการค้าตามบทบัญญัติดังกล่าว อายุความจึงไม่ใช่ 2 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลล่างทั้งสองศาลและชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306 ม. 349 ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเล็ก ชื่นบุญเชิด
จำเลย — นายสำราญ คุ้มวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2549
#266760
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยบ้านพิพาทอ้างว่าเป็นของผู้ร้อง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือของผู้ร้อง จึงตรงตามคำร้องขอ มิได้เป็นการคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าบ้านพิพาทมิใช่ของผู้ร้อง ก็มีผลเท่ากับผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยบ้านพิพาทโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่อีก

ฎีกาของผู้ร้องที่ว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของผู้ร้องกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านพิพาทตีราคา 50,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอโดยขอให้ปล่อยบ้านพิพาท อ้างว่าเป็นของผู้ร้อง

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือผู้ร้องเป็นการคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์นำยึดบ้านพิพาทโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยบ้านพิพาทโดยอ้างว่าเป็นของผู้ร้อง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือผู้ร้องจึงตรงตามคำร้องขอ มิได้คลาดเคลื่อนต่อกฎหมายแต่อย่างใด และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าบ้านพิพาทมิใช่ของผู้ร้อง ก็มีผลเท่ากับผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยบ้านพิพาทโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่อีก ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า บ้านพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยนั้น เห็นว่าปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามดังกล่าวแล้ว ฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของผู้ร้องกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว พันธ์ประชา
ผู้ร้อง — นางสาวลำยอง จิตรีมิตร
จำเลย — นายชาญ จิตรีมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2549
#272471
เปิดฉบับเต็ม

การค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่มีเครือข่ายหลายระดับและมีขั้นตอนซับซ้อนยากที่จะสืบทราบและหาพยานหลักฐานดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องได้ ข้อมูลที่จำเลยให้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนเป็นข้อมูลโดยละเอียดของผู้นำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายรายใหญ่ 4 คน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนมั่นใจในข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดที่มีอยู่ว่าถูกต้องจึงติดตามจับกุมบุคคลเหล่านั้นและจับกุมได้บางคนในเวลาต่อมา ดังนั้น แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีเป็นจำนวนมาก กรณีก็มีเหตุผลสมควรที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานนี้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 190 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาหลบหนีไประหว่างถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 100/2 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาชั้นต้น คดีคงชั้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจงานสืบสวนกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 300,000 เม็ด น้ำหนัก 24,666 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,378,207 กรัม และโทรศัพท์เคลื่อนที่กับรถยนต์เป็นของกลาง กล่าวหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาจนถึงชั้นพิจารณา โดยในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำของบทกฎหมายดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ชอบเพราะกำหนดโทษขั้นต่ำของกฎหมายแทนที่จะกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยสถานเบาโดยกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำและยกเว้นโทษปรับ อ้างว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า การค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่มีเครือข่ายหลายระดับและมีขั้นตอนซับซ้อนยากที่จะสืบทราบและหาพยานหลักฐานดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องได้ ข้อมูลที่จำเลยให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนเป็นข้อมูลโดยละเอียดของผู้นำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายรายใหญ่ 4 คน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนมั่นใจในข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดที่มีอยู่ว่าถูกต้องจึงติดตามจับกุมบุคคลเหล่านั้น และจับกุมได้บางคนในเวลาต่อมา ดังนั้นแม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีเป็นจำนวนมาก กรณีก็มีเหตุผลสมควรที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานนี้ตามมาตรา 100/2 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเว้นโทษปรับนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ" เมื่อความผิดที่จำเลยกระทำดังกล่าวมีระวางโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ให้จำคุกและปรับ ศาลจึงต้องลงโทษจำคุกและปรับจำเลยด้วยเสมอ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/1 วรรคสอง,100/2 ให้ลงโทษจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายเกรียงศักดิ์หรือจิว โรจนกิจพาณิชย์
จำเลย — หรือโรจนกิจพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610 -ที่ 2611/2549
#268667
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและซัดทอดในชั้นจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 3 ฝากให้จำหน่ายนั้น เป็นการให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมทันทีในวันที่ถูกจับ จึงเป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นเพื่อต่อสู้หรือปรักปรำจำเลยที่ 3 และแม้จะถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวคงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 3 เมื่อนำมาพิจารณาประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้ว ถือเป็นคำซัดทอดที่ชอบด้วยเหตุผลพอให้รับฟังว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้น

การที่จำเลยที่ 3 ฝากให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการก่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 63 เม็ด น้ำหนักรวม 6.080 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ดังกล่าวจำนวน 5 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 350 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว ธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท จำนวน 7 ฉบับและฉบับละ 10 บาท จำนวน 1 ฉบับ รวมเป็นเงิน 350 บาท ที่ใช้ล่อซื้อและถุงพลาสติก 1 ใบ ที่ใช้ใส่ยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 3 ได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และถุงพลาสติกของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 57, 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 91 (ที่ถูกมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพงศพัศ จ่าสิบตำรวจพิชัย และสิบตำรวจโทสุมิตรว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและซัดทอดว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านได้ฝากให้จำหน่ายโดยจำเลยที่ 3 ให้ค่าตอบแทนเม็ดละ 10 บาท เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มิได้อยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุจริงโดยจำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้อ้างว่าในช่วงเกิดเหตุได้ขายบ้านหลังดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว แต่หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุเป็นเพราะจำเลยที่ 3 กลับมาเยี่ยมนางอัมพรบุตรสาวซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กันนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำนางอัมพรบุตรสาวหรือบุคคลซึ่งจำเลยที่ 3 อ้างว่ารับซื้อบ้านของจำเลยที่ 3 ไปแล้วมาเบิกความยืนยัน คงมีแต่เพียงคำเบิกความกล่าวอ้างของจำเลยที่ 3 ลอยๆ เพียงปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือว่าความจริงเป็นดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ยังคงเป็นเจ้าของและพักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 จึงถูกจับกุมได้ขณะยืนอยู่ที่หน้าบ้านของตน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและซัดทอดในชั้นจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 3 ฝากให้จำหน่ายดังกล่าวมานั้นก็เป็นการให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมทันทีในวันที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ จึงเป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นเพื่อต่อสู้คดีหรือปรักปรำจำเลยที่ 3 และแม้จะถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว คงเป็นการให้การแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 3 ฉะนั้น เมื่อนำข้อเท็จจริงตามคำซัดทอดดังกล่าวมาพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานอื่นๆ ของโจทก์แล้ว เห็นว่า เป็นคำซัดทอดที่ชอบด้วยเหตุผลพอให้รับฟังว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น การที่จำเลยที่ 3 ฝากให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการก่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้องซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายบรรจบหรืออึ่ง จันทรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2549
#267731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยกล่าวอ้างว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ใหม่เนื่องจากเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ และเหมือนกับการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ. 28 ที่โจทก์ได้นำออกจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ในสาระสำคัญ การประดิษฐ์ที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรจึงไม่ใช่งานที่ปรากฏอยู่แล้วตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 6 วรรคสอง (3)

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ. 28 เหมือนกับการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลย แต่โจทก์นำสืบเพียงว่าโจทก์ได้โฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ในนิตยสารก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร หาใช่โฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ. 28 ไม่ ทั้งการโฆษณาดังกล่าวก็ไม่มีผลทำให้การประดิษฐ์ที่โฆษณาเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์นำการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ. 28 ออกจำหน่ายโดยแพร่หลายก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร อันจะทำให้วัตถุพยานหมาย จ. 28 เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามมาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 6 วรรคสอง (1) การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 579 ของจำเลย โดยให้มีคำสั่งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ดำเนินการเพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าว หากกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ดำเนินการเพิกถอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนกับห้ามไม่ให้จำเลยกระทำการกีดกั้นทางการค้าหรือขัดขวางการผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ และให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 6,734,517.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,690,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์วันละ 420,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดทำการละเมิดต่อโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 579 เลขที่คำขอ 0103000334 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "อุปกรณ์แม่กุญแจล็อคก้านเบรคและก้านคลัตซ์รถยนต์" ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องว่า การประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ.28 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ที่โจทก์ได้นำออกจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตร โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์และต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้นำการประดิษฐ์ดังกล่าวออกจำหน่ายโดยแพร่หลายก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตร แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าโจทก์ได้โฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ของโจทก์ในนิตยสารตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.21 ก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเท่านั้น แต่ตามโฆษณาดังกล่าวนั้นโจทก์ก็เพียงโฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ที่โจทก์ได้รับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์เท่านั้น หาใช่การโฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ.28 ไม่ ทั้งการโฆษณาดังกล่าวก็หาอาจมีผลทำให้การประดิษฐ์ที่โฆษณาซึ่งเป็นการประดิษฐ์ที่ได้เปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือพิมพ์ในราชอาณาจักรเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรไม่ ส่วนจำเลยนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้นำการประดิษฐ์ที่มีลักษณะการประดิษฐ์เหมือนกับการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิของจำเลยออกจำหน่ายหลังจากจำเลยได้รับอนุสิทธิบัตรแล้ว ในเดือนกรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่จำเลยได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรโจทก์ได้โฆษณาจำหน่ายการประดิษฐ์ของโจทก์ในนิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์ตามเอกสารหมาย ล.23 และ ล.24 แต่ก็ยังคงเป็นการประดิษฐ์ที่โจทก์ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เท่านั้น หาใช่การประดิษฐ์ที่มีลักษณะการประดิษฐ์เหมือนกับการประดิษฐ์ที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์ได้นำการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานหมาย จ.28 ออกจำหน่ายโดยแพร่หลายก่อนที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร การประดิษฐ์ที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรจึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ (1) หาใช่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วเนื่องจากเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ทศ ประกอบด้วย มาตรา 6 วรรคสอง (1) ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 579 ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.ก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6 วรรคสอง (1) ม. 6 วรรคสอง (3) ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสิฐ ทักษไพบูลย์
จำเลย — นายมนต์ชัย วงศ์เกษมสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนพดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2600/2549
#267510
เปิดฉบับเต็ม

แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยต่างประกอบด้วยรูปถ้วยและตัวอักษร แต่ลักษณะรูปถ้วยแตกต่างกัน กล่าวคือ รูปถ้วยในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ส่วนหูมีลักษณะโปร่งเป็นรูปโค้งงอจับได้ ขาของถ้วยเป็นแนวตรง และฐานของถ้วยมีลักษณะเป็นรูปวงกลม แต่รูปถ้วยในเครื่องหมายการค้าของจำเลยส่วนหูจะมีลักษณะทึบคล้ายสามเหลี่ยม ขาของถ้วยสั้นและฐานของถ้วยมีขนาดใหญ่ แตกต่างกับของโจทก์ที่ฐานของถ้วยมีขนาดเล็กมาก นอกจากนี้เมื่อดูในภาพรวมเครื่องหมายการค้าของโจทก์เน้นที่ตัวอักษรโรมันคำว่า Golden Cup เพราะมีขนาดใหญ่กว่าและเด่นกว่ารูปถ้วย ในขณะที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยเน้นที่รูปถ้วยมากกว่าตัวอักษรเพราะรูปถ้วยมีขนาดใหญ่กว่าและเด่นกว่าตัวอักษร ตัวอักษร A.P.P. ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยแตกต่างกับคำว่า "Golden Cup" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งการเขียนและการอ่านออกเสียง คำว่า Golden Cup แปลว่า ถ้วยทอง ในขณะที่ตัวอักษร A.P.P. แปลความหมายไม่ได้ เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงมิได้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปถ้วย (ถ้วยรางวัล) ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 452301 ทะเบียนเลขที่ ค.148636 ดีกว่าจำเลย และขอให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 452301 ทะเบียนเลขที่ ค.148636 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยต่างประกอบด้วยรูปถ้วยและตัวอักษร แต่ลักษณะรูปถ้วยแตกต่างกันกล่าวคือรูปถ้วยในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ส่วนหูจะมีลักษณะโปร่ง เป็นรูปโค้งงอจับได้ ขาของถ้วยเป็นแนวตรง และฐานของถ้วยมีลักษณะเป็นรูปวงกลม แต่รูปถ้วยในเครื่องหมายการค้าของจำเลยส่วนหูจะมีลักษณะทึบคล้ายสามเหลี่ยม ขาของถ้วยสั้น และฐานของถ้วยมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับตัวถ้วยแตกต่างกับรูปถ้วยในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ฐานของถ้วยมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวถ้วย นอกจากนี้เมื่อดูในภาพรวมแล้วเครื่องหมายการค้าของโจทก์เน้นที่ตัวอักษรโรมันคำว่า Golden Cup มากกว่ารูปถ้วย เพราะคำดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าและเด่นกว่ารูปถ้วยในขณะที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยเน้นที่รูปถ้วยมากกว่าตัวอักษร กว่ารูปถ้วยในขณะที่เพราะรูปถ้วยมีขนาดใหญ่กว่าและเด่นกว่าตัวอักษร ทั้งตัวอักษร A.P.P ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยแตกต่างกับคำว่า "Golden Cup" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งการเขียนและการอ่านออกเสียงคำว่า "Golden Cup" แปลว่าถ้วยทอง ในขณะที่ตัวอักษร A.P.P. ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยแปลความหมายไม่ได้ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงมิได้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แม้เดิมจำเลยจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีคำว่า GOLDEN CUPID ซึ่งดูจะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ขอแก้ไขรูปเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนโดยนำส่วนที่ดูคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าออกไปแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมของกลางเป็นสินค้าตะกร้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า Golden Cup และสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า Golden Cup พร้อมแม่พิมพ์ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า Golden Cup นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันเป็นความผิดทางอาญา เป็นคนละกรณีกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ที่มีปัญหาว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยมิได้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลยหรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 8 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิทักษ์ เจริญจิตมั่น
จำเลย — นายเอกพล จรีเวรุไวโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมศักดิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2598/2549
#267679
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีการส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งคำชี้ขาดไปถึงผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 30 มิใช่นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาด

ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จำนวน 1,069,967.49 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ส่วนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 จำนวน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ เหตุที่จำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดวินิจฉัยมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ร้องเรียกร้องเนื่องจากการคำนวณดอกเบี้ยถึงระยะเวลาชำระต่างกัน แต่จำนวนดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดจะเท่ากันคือคิดตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านผิดนัดจนถึงวันที่ผู้คัดค้านชำระเสร็จ จำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดระบุไว้ในสัญญากู้เงินอยู่แล้ว แม้ผู้ร้องมิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านมาในคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง อนุญาโตตุลาการก็กำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้ได้ไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ส่วนคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก็อยู่ในขอบเขตของคำร้องเสนอข้อพิพาท คำชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเช่นกัน กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบกิจการซื้อขายวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นรวมทั้งน้ำตาลและธัญพืชทุกชนิด ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายชวลิต อัตถศาสตร์ และ/หรือนายรุ่งแสง กฤตยพงษ์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2540 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้องเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินไทย 160,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และชำระต้นเงินให้เสร็จภายใน 3 ปี หากผู้คัดค้านผิดสัญญาและผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ไปยังผู้คัดค้านแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามและไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ให้ถือว่าต้นเงินกู้และดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระทันที และผู้คัดค้านจะต้องชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า (US Prime Rate บวกร้อยละ 2 ต่อปี) ตามสัญญาเงินกู้ข้อ 17 กำหนดว่า หากมีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นตามสัญญากู้เงิน ให้ระงับข้อพิพาทดังกล่าวโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทและการอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ผู้คัดค้านได้รับเงินกู้ตามสัญญาจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 160,000,000 บาท ผู้คัดค้านได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นผู้คัดค้านก็มิได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องอีก ผู้ร้องได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังผู้คัดค้านแต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ผู้ร้องจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านเพื่อหาทางแก้ไขข้อพิพาทร่วมกัน แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทดังกล่าวเสนอต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 เพื่อดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำให้การเข้ามาในคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 อนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทว่า ข้อเรียกร้องของผู้ร้องนั้นมีมูลเหตุที่จะอ้างกฎหมายได้ โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ชนะคดี และกำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 8 บวกอีกร้อยละ 2 ต่อปี (US Prime Rate) นับจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินและดอกเบี้ยตามที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดพร้อมดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำร้องขอ รวมเป็นจำนวน 8,568,976.68 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ร้อง และดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นคำร้องขอจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านให้การว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้ร้องไม่ได้เป็นนิติบุคคล การมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีเขตอำนาจดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องมิได้ส่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องนำคดีมาฟ้องศาลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 30 คดีเป็นอันขาดอายุความ ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้คัดค้านทำกับนายซากาอิ โทริซาวา เป็นการส่วนตัว มิได้ทำสัญญากับผู้ร้อง อีกทั้งบริษัทผู้ร้องไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน หากผู้ร้องให้บุคคลภายนอกกู้เงินจริงย่อมเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์อันไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการต่างประเทศดำเนินการเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีอำนาจนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาด คำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน เพราะคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (1) สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่ได้ส่งคำแปลเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 และ 4 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 31 (3) ให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านไม่เคยทราบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ทั้งผู้ร้องหรือสำนักงานอนุญาโตตุลาการต่างประเทศไม่เคยแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่อาจเข้าต่อสู้คดีต่ออนุญาโตตุลาการต่างประเทศ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในเรื่องจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านต้องชำระเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังต่อไปนี้แก่ผู้ร้อง

1. เงินต้น 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ

2. ดอกเบี้ยตามสัญญากู้นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 เป็นเงิน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐ

3. ดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามสัญญากู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า (US. Prime Rate) ในวันที่มีคำชี้ขาดซึ่งเท่ากับร้อยละ 8 ต่อปี บวกด้วยร้อยละ 2 ต่อปี ของต้นเงิน 6,194,357.66 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าจะมีการชำระครบถ้วน

4.ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินอนุญาโตตุลาการจำนวน 63,234 ดอลลาร์สหรัฐ

หากจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงิน ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันใช้เงิน และในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2540 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญากู้เงินโดยมีข้อตกลงว่า ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญากู้เงินให้ทำการยุติข้อพิพาทภายใต้กฎข้อบังคับเกี่ยวกับการประนอมข้อพิพาท และอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ โดยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นซึ่งแต่งตั้งตามกฎข้อบังคับดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.1 ผู้คัดค้านได้รับเงินกู้แล้ว ต่อมาผู้ร้องเห็นว่าผู้คัดค้านผิดสัญญาจึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านมิได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการมิได้ยื่นคำคัดค้าน และมิได้ร่วมการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.17 ผู้คัดค้านมิได้ชำระเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ประเทศไทย สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ต่างเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2501 (ค.ศ.1958)

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลและมอบอำนาจให้ดำเนินคดีโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องมีหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนการค้าแห่งเมืองซุค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ข้อบังคับในการก่อตั้งและดำเนินงานของบริษัทผู้ร้อง หนังสือรับรองของกรรมการบริษัทผู้ร้องและหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีโนตารีปับลิครับรองความถูกต้องของลายมือชื่อของบุคคลที่มีอำนาจทำเอกสารดังกล่าวปรากฏตามเอกสารหมาย ร.4 และ ร.25 ถึง ร.27 มาแสดงเป็นพยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลภายใต้กฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้มอบอำนาจให้นายชวลิต อัตถศาสตร์ และนายรุ่งแสง กฤตยพงษ์ ดำเนินคดีนี้ ผู้คัดค้านเพียงแต่ให้การปฏิเสธความเป็นนิติบุคคลและการมอบอำนาจไว้ลอย ๆ โดยหาได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นแต่ประการใดไม่ กรณีจึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยในความเป็นนิติบุคคลของผู้ร้องและความถูกต้องแท้จริงของหนังสือมอบอำนาจ นอกจากนั้นผู้คัดค้านยังได้ยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจที่ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายชวลิต อัตถศาสตร์ และ/หรือนายรุ่งแสง กฤตยพงษ์ ดำเนินคดีแทน เอกสารหมาย ร.27 มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงถือว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นในต่างประเทศเมื่อได้ทำถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่ได้มีการทำหนังสือมอบอำนาจย่อมสมบูรณ์และรับฟังเป็นพยานหลักฐานในศาลได้ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลต่างประเทศและผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ตัวแทนดำเนินคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกินระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ บัญญัติว่า "เมื่อคู่กรณีฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตามมาตรา 29 ให้คู่กรณีฝ่ายนั้นยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณี ตามมาตรา 21 วรรคสี่..." ข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายชวลิตผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องประกอบหนังสือบอกกล่าวแจ้งคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของหอการค้าระหว่างประเทศ และใบแสดงผลการส่งหนังสือของบริษัท ดี เอช แอล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตามเอกสารหมาย ร.13 และ ร.14 ว่าหนังสือบอกกล่าวซึ่งแนบคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ส่งถึงผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2544 ที่บ้านเลขที่ 158/7 ถนนจรัสเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.1 ผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างว่าการส่งหนังสือของบริษัทผู้จัดส่งไม่ชอบอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าหนังสือบอกกล่าวแจ้งคำชี้ขาดได้ส่งถึงผู้คัดค้านในวันดังกล่าวโดยชอบผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 คำร้องขอของผู้ร้องจึงยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว กำหนดระยะเวลา 1 ปี หาได้นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2544 อันเป็นวันที่อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์แต่ประการใดไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่ผู้คัดค้านจะขอให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าผู้คัดค้านทำสัญญากู้เงินกับนายซากาอิ โทริซาว่า เป็นการส่วนตัวมิได้ทำสัญญากับผู้ร้อง ผู้คัดค้านไม่เคยทราบการดำเนินการในชั้นอนุญาโตตุลาการแต่เริ่มแรกจนถึงการส่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้คัดค้าน การกู้เงินกำหนดให้ชำระเงินกู้คืนโดยการโอนหุ้นให้แก่ผู้ให้กู้ แต่ผู้ร้องกลับขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้เป็นตัวเงินและคำชี้ขาดวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำหรับข้ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่าผู้คัดค้านทำสัญญากู้เงินกับนายซากาอิเป็นการส่วนตัวมิได้ทำสัญญากับผู้ร้องนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.1 ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้กู้โดยมีนายซากาอิลงนามในสัญญาในฐานะตัวแทนของผู้ร้องตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.3 ทั้งการโอนเงินกู้ตามเอกสารหมาย ร.16 ให้แก่ผู้คัดค้านก็ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้โอนเงินให้ ผู้คัดค้านอ้างเพียงลอย ๆ ว่าไม่เคยรู้เห็นหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าพยานของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่สัญญากับผู้คัดค้านไม่เคยทราบการดำเนินการในชั้นอนุญาโตตุลาการตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงการส่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.1 ข้อ 15 ระบุว่า หนังสือบอกกล่าวภายใต้สัญญานี้จะถือว่าได้นำส่งโดยชอบเมื่อได้นำส่งไปยังที่อยู่ของผู้คัดค้านเลขที่ 158/7 ถนนจรัสเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับที่อยู่ของผู้คัดค้านตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารหมาย ร.2 ผู้ร้องนำสืบโดยแสดงหนังสือของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของหอการค้าระหว่างประเทศและใบแสดงผลการส่งเอกสารบริษัท ดี เอช แอล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตามเอกสารหมาย ร.5 ถึง ร.14 อันแสดงให้เห็นว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการได้รับคำร้องเสนอข้อพิพาทจากผู้ร้องจึงแจ้งให้ผู้คัดค้านยื่นคำให้การและเสนอแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี สถาบันอนุญาโตตุลาการจึงมีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านว่าได้แต่งตั้งนายตัน กอก ควน เป็นอนุญาโตตุลาการผู้เดียวและจะดำเนินการพิจารณาไปตามกฎของไอ ซี ซี ซึ่งหนังสือแจ้งทุกฉบับถูกส่งไปยังบ้านเลขที่ 158/7 ดังกล่าวข้างต้นโดยมีผู้ที่อยู่ในบ้านดังกล่าวลงนามรับหนังสือตามที่นายประสาท สิทธี พนักงานของบริษัท เอช แอล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด พยานผู้ร้องเบิกความยืนยัน นอกจากนั้นนายตัน กอก ควน ยังมีหนังสือแจ้งข้อกำหนดในการดำเนินกระบวนพิจารณาและตารางเวลาพิจารณาคดีชั้นอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านทราบอีกหลายครั้งปรากฏตามเอกสารหมาย ร.33 ถึง 43 ฝ่ายผู้คัดค้านนำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่าไม่เคยได้รับหนังสือหรือเอกสารใด ๆ จากสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการทั้ง ๆ ที่หนังสือได้ส่งไปยังบ้านที่ผู้คัดค้านได้ระบุไว้เองในสัญญา พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีการแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการแล้ว ส่วนข้ออุทธรณ์ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การกู้เงินกำหนดให้ชำระเงินกู้คืนโดยการโอนหุ้นให้แก่ผู้ให้กู้แต่ผู้ร้องกลับขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้เป็นตัวเงินนั้น เห็นว่าผู้คัดค้านมิได้ให้การต่อสู้เรื่องดังกล่าวไว้ในคำให้การ ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของผู้คัดค้านจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับข้ออุทธรณ์ที่ว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จำนวน 1,069,967.49 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ส่วนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 จำนวน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐและดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ เหตุที่จำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดวินิจฉัยมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ร้องเรียกร้องตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็เนื่องจากการคำนวณดอกเบี้ยถึงระยะเวลาชำระต่างกันแต่จำนวนดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดจะเท่ากันคือคิดตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านผิดนัดจนถึงวันที่ผู้คัดค้านชำระเสร็จจำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ตามคำเสนอข้อพิพาทผู้ร้องไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้าน แต่อนุญาโตตุลาการกลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีนั้น เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.1 ข้อ 7 อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านในคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง และอนุญาโตตุลาการกำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้จึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ส่วนคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก็อยู่ในขอบเขตของคำร้องเสนอข้อพิพาท คำชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเช่นกัน กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (4) อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 80,000 บาท แทนผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเกลนคอร์ เอ จี จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายประยุทธ มหากิจศิริ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584/2549
#269126
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จำเลยทั้งสองซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ไว้ใต้เบาะที่นั่งในรถยนต์ของกลาง และเก็บเมทแอมเฟตามีนจำนวน 296,000 เม็ด กับเฮโรอีนจำนวน 10 แท่ง ของกลางในกระเป๋าที่กระโปรงหลังรถยนต์ของกลางเท่านั้น จำเลยทั้งสองหาได้ดัดแปลงสภาพรถยนต์ของกลางทั้งสองคันเพื่อจะซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใดไม่ รถยนต์ของกลางทั้งสองคันจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรงอันจะพึงริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน กระเป๋าสะพาย และรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูกวรรคหนึ่งด้วย), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา แต่เมื่อพิจารณายาเสพติดให้โทษที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองแล้ว ไม่สมควรลดโทษโดยอาศัยเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน กระเป๋าสะพาย รถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมเดียว ลงโทษประหารชีวิต ให้ยกคำขอริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร โดยให้คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300,000 เม็ด น้ำหนักรวม 27,858.95 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,980.61 กรัม และเฮโรอีนจำนวน 10 แท่ง น้ำหนักรวม 3,369 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,626.136 กรัม รถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีชา สมสถาน และจ่าสิบตำรวจสุรสิทธิ์ เทียมครู ผู้จับกุม กับนางวันดีมาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ในวันที่ 17 เมษายน 2545 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา พยานผู้จับกุมทั้งสองได้จับกุมนางวันดีได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด จาการสอบถามนางวันดียอมรับว่านางวันดีได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกปรีชาจึงให้นางวันดีติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 ตกลงจะขายและนัดหมายให้นางวันดีไปรอรับเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณลานจอดรถยนต์ในวัดที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร เข้ามาในวัดที่เกิดเหตุและจอดรถใกล้ศาลาตั้งศพโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาภายในรถคันดังกล่าวด้วย ร้อยตำรวจเอกปรีชากับพวกไปที่รถยนต์ดังกล่าวแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,000 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่จำเลยที่ 2 นั่ง จากนั้นจำเลยทั้งสองได้นำร้อยตำรวจเอกปรีชากับพวกไปตรวจค้นที่บ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยที่ 1 รับว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนที่เหลือซุกซ่อนอยู่อีก ซึ่งผลการตรวจค้นที่กระโปรงท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 296,000 เม็ด และเฮโรอีนจำนวน 10 แท่ง ของกลาง โดยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เห็นว่า การจับกุมจำเลยทั้งสองสืบเนื่องจากการที่ร้อยตำรวจเอกปรีชาจับกุมนางวันดีได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด ในคืนวันที่ 17 เมษายน 2545 ตามสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.15 เมื่อสอบถามนางวันดีเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว นางวันดีรับว่าได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งตามทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกปรีชาสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นภรรยาคนหนึ่งของนายอรุณ ขาวประเสริฐ ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยา ร้อยตำรวจเอกปรีชาจึงให้นางวันดีใช้โทรศัพท์ของนางวันดีซึ่งยึดไว้เป็นของกลางติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยึดเป็นของกลางคดีนี้ จำเลยที่ 1 ก็ได้นัดหมายให้นางวันดีไปรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ที่ลานจอดรถวัดที่เกิดเหตุในวันดังกล่าวเวลา 12 นาฬิกา และจำเลยที่ 1 ก็ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร มาพร้อมกับจำเลยที่ 2 โดยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ตามจำนวนที่ตกลงจะนำมาจำหน่ายให้นางวันดีซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่จำเลยที่ 2 นั่ง ภายหลังจากจับกุมจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 ยังรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออยู่ในบ้านที่เกิดเหตุและนำร้อยตำรวจเอกปรีชากับพวกไปตรวจค้นที่บ้านเกิดเหตุ ซึ่งผลการตรวจค้นก็พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 296,000 เม็ด และเฮโรอีนของกลางที่กระโปรงท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางทั้งหมดมาจากนายจำนง เมียน ชาวกัมพูชา ที่จังหวัดหนองคาย โดยจำเลยทั้งสองผลัดเปลี่ยนกันขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภอ 5218 กรุงเทพมหานคร และเมื่อเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดเหตุก็จอดรถยนต์คันดังกล่าวแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ใส่ในรถยนต์หมายเลขทะเบียน วข 1794 กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าที่บริเวณลานจอดรถวัดที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 เดินทางมากับจำเลยที่ 2 ปรากฏรายละเอียดตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.16 คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากและเอกสารที่ตรวจยึดได้จากกระเป๋าของจำเลยที่ 1 อันได้แก่ใบเสร็จรับเงินของโรงแรมโรเยลหนองคาย และนามบัตรระบุชื่อของนายจำนง เมียน ซึ่งเป็นการยากที่พยานผู้จับกุมจะปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นเองโดยที่มิได้รับฟังข้อเท็จจริงมาจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองก็เบิกความรับว่าไม่รู้จักกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุม และไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ทำร้ายจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีข้อระแวงว่าผู้จับกุมจะกลั่นแกล้งให้ร้ายจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โจทก์ยังมีพันตำรวจโทพิษณุ กิ่งแก้ว พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.33 และ จ.34 ซึ่งเป็นบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 และนางวันดี ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดได้จากจำเลยที่ 1 และนางวันดีว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องดังกล่าว ปรากฏว่ามีการใช้โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องติดต่อกันจริง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และนางวันดีรู้จักกันดี หาใช่ไม่ได้รู้จักกันดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบไม่ ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานผู้จับกุมทั้งสองและนางวันดีที่ว่า ร้อยตำรวจเอกปรีชาให้นางวันดีโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาเมื่อฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุม ซึ่งแม้จากการสืบสวนก่อนจับกุมจะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษก็ตาม พยานโจทก์ก็ยังคงมีน้ำหนักเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดดังฟ้องจริง ข้ออ้างต่าง ๆ ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนจะเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ก็ตาม แต่เป็นยาเสพติดให้โทษคนละชนิดและคนละลำดับกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางจะเป็นยาเสพติดคนละชนิดและคนละลำดับดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นกัน ถือได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองมียาเสพติดให้โทษของกลางทั้งสองชนิดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 296,000 เม็ด กับเฮโรอีนจำนวน 10 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการมีไว้ในครอบครองคนละคราวและคนละสถานที่ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีน จำนวน 10 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงยุติ โจทก์จะยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า รถยนต์ของกลางทั้งสองคันเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรง จึงเป็นทรัพย์สินที่พึงริบนั้น เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติก็ได้ความเพียงว่า จำเลยทั้งสองซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,000 เม็ด ไว้ใต้เบาะที่นั่งในรถยนต์ของกลาง และเก็บเมทแอมเฟตามีนจำนวน 296,000 เม็ด กับเฮโรอีนจำนวน 10 แท่ง ของกลางในกระเป๋าที่กระโปรงหลังรถยนต์ของกลางนั้น จำเลยทั้งสองหาได้ดัดแปลงสภาพรถยนต์ของกลางทั้งสองคันเพื่อจะซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใดไม่ รถยนต์ของกลางทั้งสองจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรง อันจะพึงริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่ริบรถยนต์ของกลางทั้งสองคันชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางแพรวเก็จหรือติ๋ม ช้างเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2549
#272454
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วย จึงไม่อาจฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณ 40 หน่วยการใช้ หรือมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปตามที่โจทก์ฎีกา กรณีไม่เข้าข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) และฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40 เม็ด น้ำหนักเฉพาะวัตถุของกลาง 3.75 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ทราบจำนวนและปริมาณที่แน่นอน โดยวิธีสูด รับ กลืน กิน เข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายจำนวน 40 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กับบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3589/2544 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3807/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91, 100/1 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับฐานะของผู้กระทำความผิดเห็นสมควรลงโทษปรับน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงลงโทษปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และคำรับของจำเลยในชั้นจับกุมฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และลดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 6 เดือน จำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 3 ปี 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 15 เดือน และปรับ 6,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ให้นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3589/2544 ของศาลชั้นต้น และโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3807/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุก 3 ปี 27 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคงจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุกคดีละ 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3589/2544 และ 3807/2544 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายประการเดียวว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจำนวน 40 เม็ด เข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 ว่า เป็นการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบด้วยมาตรา 225 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทศุภกิติ์ ชัยสาร เจ้าพนักงานตำรวจประจำตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยากับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40 เม็ด ในความครอบครองของจำเลย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และใช้บังคับขณะกระทำความผิด บัญญัติมีความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำพวกแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน หากมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 3) ได้ให้บทนิยามคำว่าหน่วยการใช้ หมายความว่า เม็ด ซอง ขวด หรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ตามบทนิยามดังกล่าว คำว่า หน่วยการใช้ ย่อมหมายถึงปริมาณยาเสพติดให้โทษในรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างทำขึ้นโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด มิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณ 40 หน่วยการใช้ หรือมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปตามที่โจทก์ฎีกา กรณีไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) และฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายวินัย คงวิลัยศรี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2549
#266632
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้องพิพาท ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินและห้องพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลย พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้องพิพาทส่วนของโจทก์ แม้ต่อมาจะมีปัญหาในชั้นบังคับคดีว่า ไม่ปรากฏว่าที่ดินและห้องพิพาทซึ่งมีอยู่ 2 ห้อง ส่วนใดเป็นของโจทก์ที่จำเลยและบริวารต้องออกไป ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายได้ เพราะเป็นการบังคับคดีที่นอกเหนือจากคำพิพากษา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5643 ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และห้องพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขอให้ศาลออกหมายจับกุมและกักขังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมและมีคำสั่งว่า ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าไม่ได้บ่งชี้ว่าที่ดินตึกแถวพิพาทส่วนไหนเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปตกลงราคาค่าทรัพย์พิพาทระหว่างกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง และให้ออกหมายปล่อยจำเลยที่ 1 แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างกันเองแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างคู่ความหรือนำออกขายทอดตลาด ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2543 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5643 และห้องพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์โดยวินิจฉัยว่าที่ดินและห้องพิพาทเดิมมีโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับนางกิมเน้ยมารดาของโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าใครมีส่วนเท่าใด จึงถือว่ามีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง นางกิมเน้ยไม่มีสิทธิจะขายที่ดินทั้งแปลงให้ฝ่ายจำเลยเพราะไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ แต่ที่ดินและห้องพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ ฝ่ายจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์อันเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ดังนี้ แม้ต่อมาจะมีปัญหาในชั้นบังคับคดีว่า ไม่ปรากฏว่าที่ดินและห้องพิพาทซึ่งมีอยู่ 2 ห้อง ส่วนใดเป็นของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และบริวารต้องออกไป ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายได้เพราะเป็นการบังคับคดีที่นอกเหนือจากคำพิพากษา ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างคู่ความหรือนำออกขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
เตียว — นางกิมเป้า เตียวไพบูลย์ โดยนางจิตรา แท่นชวาล และนายสมศักดิ์
โจทก์ — ไพบูลย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายชูศักดิ์ ตันโสภาลักษณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกฤต บุญญานุสนธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2549
#268666
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและห้องพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าที่ดินและห้องพิพาทเดิมมีโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับ ก. มารดาของโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าใครมีส่วนเท่าใด จึงถือว่ามีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง ก. ไม่มีสิทธิจะขายที่ดินทั้งแปลงให้ฝ่ายจำเลยเพราะไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ แต่ที่ดินและห้องพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ ฝ่ายจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์อันเป็นการครอบครองแทนโจทก์ แม้ต่อมาจะมีปัญหาในชั้นบังคับคดีว่า ไม่ปรากฏว่าที่ดินและห้องพิพาทซึ่งมีอยู่ 2 ห้อง ส่วนใดเป็นของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และบริวารต้องออกไป ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายได้เพราะเป็นการบังคับคดีที่นอกเหนือจากคำพิพากษา ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างคู่ความหรือนำออกขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5643 และห้องพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขอให้ศาลออกหมายจับกุมและกักขังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมและมีคำสั่งว่าปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าไม่ได้บ่งชี้ว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทส่วนไหนเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปตกลงราคาค่าทรัพย์พิพาทระหว่างกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง และให้ออกหมายปล่อยจำเลยที่ 1 แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างกันเองแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างคู่ความหรือนำออกขายทอดตลาด ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2543 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5643 ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และห้องพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าที่ดินและห้องพิพาทเดิมมีโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับนางกิมเน้ย มารดาของโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าใครมีส่วนเท่าใด จึงถือว่ามีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง นางกิมเน้ยไม่มีสิทธิจะขายที่ดินทั้งแปลงให้ฝ่ายจำเลยเพราะไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ แต่ที่ดินและห้องพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ ฝ่ายจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์อันเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ดังนี้ แม้ต่อมาจะมีปัญหาในชั้นบังคับคดีว่า ไม่ปรากฏว่าที่ดินและห้องพิพาทซึ่งมีอยู่ 2 ห้อง ส่วนใดเป็นของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และบริวารต้องออกไป ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายได้เพราะเป็นการบังคับคดีที่นอกเหนือจากคำพิพากษา ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่พิพาทออกประมูลขายระหว่างคู่ความหรือนำออกขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
นางกิมเป้า เตียวไพบูลย์
โดยนางจิตรา แท่นชวาล และนายสมศักดิ์
โจทก์ — เตียวไพบูลย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายชูศักดิ์ ตันโสภาลักษณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2549
#267722
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ โดยสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ซื้อสัญญาว่า ถ้าเลิกกิจการเลื่อยไม้ หรือโอนกิจการให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้ซื้อไม่ทำประโยชน์กับที่ดินผืนนี้แล้ว ผู้ซื้อยินยอมขายคืนให้แก่ผู้ขายในราคาตามข้อ 1 นอกจากผู้ขายตกลงไม่ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร" จึงเป็นคำมั่นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกกิจการโรงเลื่อยหรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่น หรือไม่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท คำมั่นดังกล่าวเป็นคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งกฎหมายบังคับว่า ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วน จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง กฎหมายหาได้บังคับว่าคำมั่นเช่นว่านี้ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่อย่างใดไม่ เมื่อคำมั่นดังกล่าวทำเป็นหนังสือและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับประทับตราจำเลยที่ 1 โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองขายที่ดินพิพาทคืนและรับชำระราคาจากโจทก์โดยอ้างสิทธิตามคำมั่นในสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นการฟ้องปฏิบัติตามสัญญา จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายทำถนนในที่ดินพิพาทและโจทก์ปิดกั้นที่ดินพิพาททำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ข้ออ้างและคำขอบังคับตามฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องแย้ง แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ ก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้กล่าวกันมาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2340 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง คืนให้โจทก์ในราคา 200,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท กับใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสองวันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2340 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง คืนให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินเป็นค่าที่ดินให้จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 200,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางทองสุขทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนขายที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดิน ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ซื้อสัญญาว่าถ้าเลิกกิจการเลื่อยไม้หรือโอนกิจการให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือผู้ซื้อไม่ทำประโยชน์กับที่ดินผืนนี้แล้ว ผู้ซื้อยินยอมขายคืนให้แก่ผู้ขายในราคาตามข้อ 1 นอกจากผู้ขายตกลงไม่ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร" ซึ่งหมายความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกประกอบกิจการโรงเลื่อยหรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่นหรือไม่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ตกลงจะขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ตามราคาที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจากโจทก์ คือ ราคา 200,000 บาท เว้นแต่โจทก์แสดงเจตนาไม่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นหนังสือ ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกประกอบกิจการโรงเลื่อยหรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่นหรือไม่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท คำมั่นดังกล่าวเป็นคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สิน ซึ่งกฎหมายบังคับว่าถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง กฎหมายหาได้บังคับว่าคำมั่นเช่นว่านี้ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่อย่างใดไม่ เมื่อคำมั่นดังกล่าวระบุในสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งทำเป็นหนังสือและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางและหนังสือของสำนักงานป่าไม้อำเภอห้างฉัตรว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งขอเลิกการประกอบกิจการโรงงานและได้รับอนุญาตแล้วกับไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการแปรรูปไม้ เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือของราชการ และจำเลยทั้งสองไม่นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกประกอบกิจการโรงงานแปรรูปไม้แล้วอันมีความหมายอย่างเดียวกับการเลิกกิจการเลื่อยไม้ตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ดินข้อ 2 เพราะการเลื่อยไม้ก็คือการแปรรูปไม้และการประกอบกิจการโรงงานแปรรูปไม้ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จำเลยทั้งสองมีเพียงนายสุวัฒน์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เลิกกิจการและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นมะม่วง โดยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกการเป็นนิติบุคคลเป็นคนละส่วนกับการประกอบกิจการเลื่อยไม้หรือโรงงานไม้แปรรูปและไม่ใช่ข้อที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการดังกล่าวอยู่ พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกประกอบกิจการโรงเลื่อยแล้ว กรณีจึงเข้าเงื่อนไขตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ดิน ข้อ 2 ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าว ซองจดหมายและใบตอบรับเป็นพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวแสดงความจำนงขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยทั้งสองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามที่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเป็นที่อยู่เดียวกับที่จำเลยทั้งสองระบุในคำให้การของจำเลยทั้งสอง แต่ไปรษณีย์นำส่งให้แก่จำเลยทั้งสองไม่ได้โดยระบุว่าย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเจตนาหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้ว โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ การให้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำมั่นในกรณีเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 แจ้งขอเลิกประกอบกิจการเมื่อปี 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้ปี 2540 ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นและไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์และรับชำระราคาจากโจทก์โดยอ้างสิทธิตามคำมั่นในสัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นการฟ้องขอปฏิบัติตามสัญญา จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายทำถนนในที่ดินพิพาทและโจทก์ปิดกั้นที่ดินพิพาททำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย ขอบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ข้ออ้างและคำขอบังคับตามฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อคำฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองฟ้องเป็นคดีต่างหาก แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้กล่าวกันมาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่าไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสอง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิจำเลยทั้งสองฟ้องเป็นคดีต่างหาก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 454 ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิยม จำรัสกุล โดยนางทองสุข จำรัสกุล
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดฉัตรมงคล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายโอฬาร ธรรมบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2549
#266825
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์ฝากเงินไว้แก่จำเลย ต่อมามีบุคคลอื่นปลอมลายมือชื่อของโจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อยอมให้ถอนเงินไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินจำนวนที่ถูกถอนไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเงินที่ฝากไว้แก่จำเลยคืนตามสัญญาฝากทรัพย์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยก็เพื่อแสดงว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะไม่กระทำตามหน้าที่ที่ ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม บัญญัติไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,194.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,647.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,647.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,647.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เมื่อรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง คือวันที่ 24 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาแล้วไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุเพื่อให้รับฟังว่าโจทก์เป็นผู้ถอนเงิน 75,000 บาท ไปจากจำเลยนั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์ฝากเงินไว้แก่จำเลย ต่อมามีบุคคลอื่นปลอมลายมือชื่อของโจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อยอมให้ถอนเงินไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินจำนวนที่ถูกถอนไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเงินที่ฝากไว้แก่จำเลยคืนตามสัญญาฝากทรัพย์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยก็เพื่อแสดงว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะไม่กระทำตามหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 บัญญัติไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 659 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัน ศรีสุราช
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายพงษ์ธร เกียรติปฐมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549
#267169
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ซึ่งมีเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ของจำเลย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยส่วนที่มีเขตติดต่อกันโดยให้โจทก์ทั้งสองนำดินไปถมเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยกว้างแปลงละ 3 เมตร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 เพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะไปทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ถมดินเป็นถนนจนเสร็จตามที่ตกลงกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินส่วนที่ดินของจำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยกลับนำก้อนหินใหญ่ไปปิดกั้นถนนในส่วนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ถนนที่ทำขึ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนให้ทำการถมดินเพื่อทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งจำเลยไม่เคยตกลงที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างที่ดินของจำเลยและที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้แก่กันตามฟ้อง แต่ในวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองโดยนางแน่งน้อย เจริญรัตนกุล ได้ทำการถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสองติดต่อกับที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกับจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก่อนที่จำเลยจะทราบคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ศรีคล้อย ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้ทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้อยู่แล้วและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แทนในกรณีที่ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ซึ่งโจทก์ขอเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้อง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยตาจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาอ้าง ฎีกาจำเลยทุกข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีผลบังคับหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้น ในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก
จำเลย — นางวรรณี ศรีคล้อย ฯ
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549
#268664
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก ได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกา ข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยส่วนที่มีเขตติดต่อกันเพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าจะไปทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ถมดินเป็นถนนจนเสร็จตามที่ตกลงกัน แต่จำเลยกลับนำก้อนหินใหญ่ไปปิดกั้นถนนในส่วนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ถนนที่ทำขึ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนให้ทำการถมดินเพื่อทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งจำเลยไม่เคยตกลงที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างที่ดินของจำเลยและที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้แก่กันตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ศรีคล้อย ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้โจทก์ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก นั้น เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก
นางวรรณี ศรีคล้อย โดยนายชนินทร์ ศรีคล้อย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549
#270826
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก ได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกา ข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้ทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้อยู่แล้วและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แทนในกรณีที่ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ซึ่งโจทก์ขอเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้อง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยตามจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองทำถนนในทางพิพาทโดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาอ้าง ฎีกาจำเลยทุกข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีผลบังคับหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก
นางวรรณี ศรีคล้อย โดยนายชนินทร์ ศรีคล้อย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายกิติ ปิ่นงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2549
#266652
เปิดฉบับเต็ม

การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บุคคลนั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ เมื่อปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมที่จะผ่านทางในที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมายได้อีก อำนาจฟ้องเอาทางจำเป็นของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ย่อมหมดสิ้นไป เพราะไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ต่อไป

แม้ต่อมาโจทก์ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่ติดทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นไป จนเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อออกสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่อันเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นเนื่องจากการแบ่งขายที่ดินเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอาศัยคำฟ้องเดิมหาได้ไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 16975 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร บางส่วนของจำเลยทั้งสามด้านทิศเหนือเป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร สะพานกว้าง 3 เมตร ยาว 7 เมตร เป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 16825 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะโดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยทั้งสามและที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ อันเป็นการอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะมีสิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ที่ดินของโจทก์จะต้องไม่มีทางออกถึงสาธารณะโดยทางอื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมที่จะผ่านทางในที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วโจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางจำเป็น เพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมาย อำนาจฟ้องเอาทางจำเป็นของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาย่อมหมดสิ้นไป เพราะไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะขอให้ศาลจะพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ต่อไป ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าขณะฟ้องโจทก์ไม่มีทางอื่นนอกจากทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ต่อไป ส่วนที่ได้ความว่าต่อมาโจทก์ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่ติดทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อออกสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ต่างจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องอันเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำฟ้องโจทก์ โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นเนื่องจากการแบ่งขายที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอาศัยคำฟ้องเดิมหาได้ไม่ ส่วนโจทก์จะมีสิทธิตามกฎหมายในกรณีดังกล่าวอย่างไรก็เป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรียม ทรงชุ่ม
จำเลย — นายวิรัช เตชะมนูญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุวรรณ จันทร์ดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา