คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2549
#268722
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษามาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย มิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 428,694 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 380,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,694 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47388 ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 396/2544 ของศาลล้มละลายกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย จำเป็นที่ผู้ร้องต้องร้องสอดเข้ามาในคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง

วันที่ 20 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องอ้างว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โดยผู้ร้องซื้อสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษามาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงร้องขอเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลภายใน 15 วัน ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา เป็นเงิน 22,437.50 บาท และได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ก็โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษามาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว ก็มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์และให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 22,437.50 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางลำดวน วารีพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3009/2549
#268761
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด ต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้ หาจำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิเสียก่อนหรือต้องร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามแต่อย่างใดไม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดีโดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษามาจากการขายในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่มีผู้ร้องพิพาทกับจำเลยในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนอง และสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 430,748 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 346,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที่ โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 27007 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีสภาพเป็นคำฟ้อง ผู้ยื่นคำร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์จึงให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลต่อศาลชั้นต้นเป็นเงิน 27,705 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกคดีร้องขอเข้ามาในคดีได้โดยอาศัยสิทธิของตนเองเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม การที่ผู้ร้องร้องขอเข้ามาแทนที่โจทก์เสียทีเดียวทำนองเดียวกับมาตรา 57 (2) ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 57 (1) อนึ่ง ผู้ร้องชอบที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้องได้โดยตรง หากจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องที่รับโอนมา ผู้ร้องชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ หรือในกรณีที่โจทก์เป็นผู้โต้แย้งสิทธิ ผู้ร้องก็ชอบที่จะฟ้องโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ หรือร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ได้ แต่ตามคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่าผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเช่นนี้หาจำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิเสียก่อนหรือต้องร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ก็โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษามาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพากษากับจำเลยทั้งสองในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนอง และสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับว่า ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์และอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้ตามร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 27,705 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางมุกดา มั่นโหมด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3008/2549
#267073
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลไว้แล้ว และการร้องสอดของผู้ร้องเพื่อเข้ามาแทนที่โจทก์เดิม การที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีกหรือไม่จะต้องพิจารณาว่าผู้ร้องได้เรียกร้องอะไรหรือไม่ด้วย เมื่อผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์โดยไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมอีก จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,997,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน และค่าทนายความจำนวน 4,000 บาท หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องได้รับอนุญาตจากระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุน และได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกปิดกิจการจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ในคดีนี้ และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์นำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีนี้ ผู้ร้องได้รับโอนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลยตามคำพิพากษา รวมทั้งหลักประกันและการค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 และมาตรา 306 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและมีสิทธิเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว ขอให้คำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่คัดค้านคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกคดีเช่นผู้ร้องเข้ามาในคดีได้โดยอาศัยสิทธิของตนเองเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม การที่ผู้ร้องขอเข้ามาแทนที่โจทก์เสียทีเดียวทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 396/2544 ของศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม เมื่อฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยอ้างเหตุว่าเป็นการร้องเข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตามคำร้องด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากคดีนี้โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลมาแล้ว และการร้องสอดของผู้ร้องเพื่อเข้ามาแทนที่โจทก์เดิม การที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีกหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่า ผู้ร้องได้เรียกร้องอะไรหรือไม่ด้วย เมื่อคดีนี้ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์โดยไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติมอีก จึงหาต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลอีกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนอกจากค่าคำร้องในชั้นนี้ให้ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญธรรม บรรจงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3005/2549
#266591
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาโดยซื้อจากการขายโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ก็โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกัน ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง วันนัดพิจารณาคู่ความแถลงว่าตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 396/2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย จำเป็นที่ผู้ร้องต้องร้องสอดเข้ามาในคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ และไม่คัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง

วันที่ 21 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มิใช่อาศัยอำนาจตามกฎหมายพิเศษที่อนุญาตให้มีการสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนได้ การที่ผู้ร้องเสียค่าคำร้องมาเพียง 20 บาท จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นคำฟ้อง และถือว่าเป็นคำร้องขอที่มีทุนทรัพย์เท่ากับหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องเรียกร้องให้จำเลยชำระให้แก่ผู้ร้องแทนการชำระให้แก่โจทก์ จึงให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวภายใน 30 วัน ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา เป็นเงิน 30,062.50 บาท และได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ได้ตามร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์เท่ากับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ก็โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษามาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 30,062.50 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนภาพร พญาคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2549
#267026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เหตุผลตามคำร้องไม่ใช่เหตุจำเป็นอันสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาโจทก์อุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางว่าสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์อีกหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นศาลที่มีคำพิพากษา ไม่อาจจะยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 4/2546 ของจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ว่าศาลแรงงานกลางควรให้โอกาสโจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวิเคราะห์คำร้องลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ของโจทก์แล้ว เห็นว่าเหตุผลตามคำร้องไม่ใช่เหตุจำเป็นอันสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์อีก อุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางว่าสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์อีกหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นศาลที่มีคำพิพากษาคดีนี้ ไม่อาจจะยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องโจทก์ชอบแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ อุทธรณ์โจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่เลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ชอบแล้วเช่นกัน อุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอภิทุนเอ็นเตอร์ไพรส์ อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชูศักดิ์ โชติวานิช
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2549
#267413
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า " การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลาง อันเป็นศาลที่มีคำพิพากษาคดีนี้ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 4/2546 ของจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เหตุผลตามคำร้องไม่ใช่เหตุจำเป็นอันสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์อีก อุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางว่าสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์อีกหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นศาลที่มีคำพิพากษาคดีนี้ ไม่อาจจะยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องโจทก์ชอบแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ อุทธรณ์โจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่เลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ชอบแล้วเช่นกัน อุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรษัทอภิทุนเอ็นเตอร์ไพรส์ อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชูศักดิ์ โชติวานิช
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2991 -ที่ 2992/2549
#267179
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่ศาลแรงงานกลางก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามข้อกล่าวหาที่จำเลยอ้างเป็นเหตุแห่งการออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางยังมิได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรือให้งดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 จึงต้องถือว่ากรณีปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์ ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ.2517 ข้อ 52 (1)

ส่วนที่จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ว่า ลูกจ้างที่จะได้รับการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 จะต้องเป็นลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีความสัมพันธ์กันภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ไม่ใช่นายจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 มาใช้บังคับได้ และกรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (1) ถึง (5) ข้อใดข้อหนึ่ง แต่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ได้เลิกจ้างโดยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้ เห็นว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานที่พิจารณาคดีเลิกจ้างมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานทุกคดี รวมทั้งคดีที่นายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่คดีที่นายจ้างเป็นเอกชนหรือคู่กรณีเป็นนายจ้างลูกจ้างกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ เท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้เงินต่าง ๆ เป็นคดีที่ต้องพิจารณาในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางจึงนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 มาใช้บังคับได้ และการที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้าง หรือเหตุอื่น ที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ ส่วนการเลิกจ้างที่นายจ้างซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะต้องปรากฏว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (1) ถึง (6) ข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุสมควร อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

สำหรับคดีสำนวนแรกซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในคดีสำนวนหลังว่าโจทก์มีอายุพ้นเกณฑ์ที่จะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมต่อไปได้ และศาลแรงงานกลางได้พิพากษากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ชดใช้แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานครอบคลุมถึงความเสียหายของโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 สั่งพักงานจนถึงวันเลิกจ้างด้วยแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาว่าคำสั่งพักงานของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ มีเหตุที่จะเพิกถอนและให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจกท์ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ชอบที่จะให้จำหน่ายคดีสำนวนแรกเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในคดีสำนวนหลัง ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

คดีสำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ศาลมีคำสั่งว่า คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 4/2545 ที่สั่งให้โจทก์หยุดปฏิบัติหน้าที่ คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ กฟภ. 7/2545 ที่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ และคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. 8/2545 ที่สั่งพักงานโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้เพิกถอนเสีย และให้โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามเดิม ห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสิบห้าสั่งพักงานโจทก์อีก

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 และโจทก์ไม่ติดใจเกี่ยวกับคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ 4/2545 และ กฟภ. 7/2545 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2545 และคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ กฟภ. 8/2545 เรื่อง พักงาน และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

คดีสำนวนหลังโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. 15/2545 เรื่อง ให้พนักงานออกจากตำแหน่ง ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. 7/2545 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ลงวันที่ 15 มีนาคม 2545 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ที่เห็นชอบตามมติคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้จำเลยทั้งสิบห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมโดยได้รับค่าจ้าง สวัสดิการตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย และร่วมกันชำระเงินดังกล่าวข้างต้นพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของเงินค่าจ้างค้างจ่าย นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และของเงินอื่นนับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ กฟภ. 15/2545 เรื่อง ให้พนักงานออกจาตำแหน่ง ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 116,064 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 551,304 บาท เงินโบนัสประจำปี 2545 จำนวน 96,720 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,264,088 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยของเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 29 ธันวาคม 2546) ส่วนดอกเบี้ยของเงินอื่นให้นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2545 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นและคดีสำหรับจำเลยที่ 5 ที่ 8 และที่ 11 ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยคดีสำนวนหลังซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ คำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่งและมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้จำเลยทั้งสิบห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานและชำระเงินต่าง ๆ ให้แก่โจทก์เสียก่อน คดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เป็นคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโดยจำเลยที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ.2517 มีระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยการจ้างและบรรจุผู้มีประสบการณ์ พ.ศ.2537 มีข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยการซื้อ พ.ศ.2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2511 ในตำแหน่งนายช่างเอกประจำกองก่อสร้าง และได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งเรื่อยมาจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ไม่ได้เข้าทำงานดังกล่าวตามสัญญาจ้างผู้บริหาร เงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการและค่ารถประจำตำแหน่งเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ ไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์จึงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 96,720 บาท เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าโจทก์กระทำความผิดหลายข้อหา วันที่ 31 มกราคม 2545 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 จึงได้ประชุมพิจารณาลงมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้โจทก์หยุดปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบสวนแล้วรายงานผลการสอบสวนว่ากรณีมีมูลว่าโจทก์ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำโดยไม่เหมาะสมแก่ฐานะผู้บริหารระดับสูง 3 กรณี คือ กรณีบริหารงานบุคคลใช้ระบบอุปถัมภ์ โดยบรรจุแต่งตั้งนางกาญจนา น้องสาวตนเองเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และแต่งตั้งข้ามลำดับอาวุโส กรณีไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยการซื้อ พ.ศ.2543 ทำให้มีการยกเลิกการประกวดราคาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้ และกรณีไม่ดำเนินการจัดหาสิ่งอุปกรณ์จำเป็นมาใช้เมื่อสต๊อกลดลงถึงระดับความปลอดภัยที่จะต้องจัดหาแล้ว ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่หน่วยงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ประชุมพิจารณาแล้วลงมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและสั่งพักงานโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. 7/2545 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับ ส่วนคำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคชอบหรือไม่ ต้องพิจารณากรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาทั้งสามกรณีว่าโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าบริหารงานบุคคลใช้ระบบอุปถัมภ์ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีความผิด กรณีไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยการซื้อ พ.ศ.2543 เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีปัญหาในการตีความเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งในที่สุดนายกิตติซึ่งรักษาการแทนผู้อำนวยการจัดหาในประเทศจึงทำบันทึกลงวันที่ 12 ธันวาคม 2544 เสนอให้ยกเลิกหนังสือสั่งซื้อเสาไฟฟ้าจากบริษัทโชคถาวรคอนกรีต จำกัด ผู้ชนะการประกวดราคา และให้ประกาศประกวดราคาจัดซื้อใหม่ โดยผ่านความเห็นชอบตามลำดับชั้นจนถึงโจทก์ลงนามอนุมัติ การยกเลิกประกวดราคาดังกล่าวสืบเนื่องมาจากปัญหาการตีความข้อบังคับ โจทก์อนุมัติไปตามที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอมาตามลำดับชั้นมิได้สั่งการแย้งกับความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา หากเกิดความเสียหายก็ควรจะสืบสาวถึงต้นตอแห่งความผิดพลาดที่ให้ความเห็นที่บกพร่อง จะด่วนสรุปว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์ไม่น่าจะถูกต้อง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามที่จำเลยอ้าง ส่วนกรณีไม่เตรียมการจัดหาสิ่งอุปกรณ์จำเป็นมาใช้สอยเมื่อสต็อกลดลงถึงระดับความปลอดภัยที่จะต้องจัดหา ปรากฏจากคำเบิกความของหม่อมหลวงชัยพร อดีตผู้อำนวยการฝ่ายพัสดุว่า ก่อนปี 2542 จำเลยที่ 1 จัดซื้อพัสดุโดยไม่จำกัดจำนวนจนถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตำหนิในรายงานการตรวจสอบการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ปีงบประมาณ 2541 ว่าการจัดซื้อพัสดุมากเกินความต้องการ โจทก์จึงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นกำกับตรวจสอบและติดตามผลเพื่อให้การบริหารพัสดุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ณ วันที่ 1 มกราคม 2545 มิเตอร์ขนาด 5 (15) แอมป์ มีปริมาณคงคลังใช้ได้นาน 21.2 เดือน ขนาด 15 (45) แอมป์ มีปริมาณคงคลังใช้ได้นาน 17 เดือน และนายประเจิด รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพยานจำเลยเบิกความยอมรับว่ามิเตอร์มิได้ขาดแคลน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 หม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 30 เควีเอ ถึงขนาด 250 เควีเอ ทุกขนาดมีปริมาณคงคลังใช้ได้นานตั้งแต่ 8.2 เดือน ถึง 15.1 เดือน ในวันที่ 14 ธันวาคม 2544 หม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 50 เควีเอ มีปริมาณคงคลังใช้ได้นาน 14.2 เดือน หม่อมหลวงชัยพรยังทำบันทึกเสนอขอยกเลิกการจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดดังกล่าวจำนวน 100 เครื่อง จึงฟังไม่ได้ว่ามิเตอร์และหม้อแปลงไฟฟ้าขาดแคลนดังที่จำเลยอ้าง ทั้งโจทก์ไม่เคยไม่อนุมัติการจัดซื้อพัสดุดังกล่าว โจทก์เพียงแต่ทักท้วงเรื่องราคาว่าสูงเกินไปอันเป็นการกระทำเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามที่ถูกกล่าวหา ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ออกจากตำแหน่ง มติคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ กฟภ. 15/2545 ที่ให้โจทก์ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงเป็นมติและคำสั่งเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แต่จำเลยที่ 5 ที่ 8 และที่ 11 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาลงมติดังกล่าวด้วยจึงไม่ต้องร่วมรับผิด และขณะพิพากษาโจทก์มีอายุพ้นเกณฑ์ที่จะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ เมื่อคำนึงถึงความเสียหายของโจทก์ที่ต้องพ้นจากการเป็นพนักงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุ เสียสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เกี่ยวกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เสียความรู้สึกและเกียรติภูมิที่ควรจะได้เกษียณอายุในตำแหน่งผู้ว่าการ เสียความศรัทธาจากญาติมิตรและคนทั่วไปอันเนื่องมาจากถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่และความเสียหายอื่น ๆ โดยตลอดแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันเลิกจ้างถึงวันกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือวันที่ 27 กันยายน 2545 รวม 1 เดือน 6 วัน คิดเป็นเงิน 116,064 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสประจำปี 2545 เป็นเงิน 96,720 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2545 จนถึงวันเลิกจ้างรวม 5 เดือน 21 วัน คิดเป็นเงิน 551,304 บาท โจทก์ถูกเลิกจ้างไม่ได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 6 เดือน ตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำนวน 580,320 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 30 วัน จำนวน 96,720 บาท ให้แก่โจทก์ตามสิทธิแล้ว และหลังจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและสั่งพักงานโจทก์แล้ว โจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานเป็นคดีสำนวนแรก ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ส่วนที่จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ การให้โจทก์ออกจากงานจึงไม่เป็นการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน และต้องถือว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์ออกจากตำแหน่งอันเป็นคำสั่งเลิกจ้างจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ให้แก่โจทก์ แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่ศาลแรงงานกลางก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามข้อกล่าวหาที่จำเลยดังกล่าวอ้างเป็นเหตุแห่งการออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางยังมิได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรือให้งดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงต้องถือว่ากรณีปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์ ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ.2517 ข้อ 52 (1) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าในเรื่องคำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่ง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างค้างจ่ายในระหว่างพักงานฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ว่า ลูกจ้างที่จะได้รับการคุ้มครองจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จะต้องเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีความสัมพันธ์กันภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ไม่ใช่นายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 มาใช้บังคับได้ และกรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ถึง (5) ข้อใดข้อหนึ่ง แต่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ได้เลิกจ้างโดยอ้างเหตุว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมโดยให้อำนาจศาลแรงงานที่พิจารณาคดีเลิกจ้างมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานทุกคดีรวมทั้งคดีที่นายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่คดีที่นายจ้างเป็นเอกชนหรือคู่กรณีเป็นนายจ้างลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้เงินต่าง ๆ เป็นคดีที่ต้องพิจารณาในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางจึงนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 มาใช้บังคับได้ และการที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้าง หรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ ส่วนการเลิกจ้างที่นายจ้างซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะต้องปรากฏว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (1) ถึง (6) ข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุสมควร อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น

สำหรับคดีสำนวนแรกซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในคดีสำนวนหลังว่าโจทก์มีอายุพ้นเกณฑ์ที่จะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมต่อไปได้ และศาลแรงงานกลางได้พิพากษากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ชดใช้แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานครอบคลุมถึงความเสียหายของโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 สั่งพักงานจนถึงวันเลิกจ้างด้วยแล้วจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าคำสั่งพักงานของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ มีเหตุที่จะเพิกถอนและให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ชอบที่จะให้จำหน่ายคดีสำนวนแรกเสีย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีสำนวนหลังและให้จำหน่ายคดีสำนวนแรก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิบูลย์ คูหิรัญ
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2549
#267173
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ต้องผูกพันโดยตรงต่อผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารจากโจทก์ไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ภายหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกำหนด หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมิใช่เป็นหนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

ป.พ.พ. มาตรา 193/33 วรรคหนึ่ง หมายความว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นคงขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกิน 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป ดอกเบี้ยที่ค้างชำระส่วนที่ยังไม่เกิน 5 ปี ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปได้ไม่เกิน 5 ปี

ธนาคารโจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของโจทก์เป็นระยะ ๆ ดังน้นหากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในช่วงหลังวันฟ้องในอัตราลอยตัวคือ ในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงินตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 และ 11 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์สำนักสาขาถนนเสือป่าเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริการวม 2 ฉบับ เป็นเงินฉบับละ 29,700 ดอลลาร์สหรัฐ โดยตกลงว่า เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้า ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการส่งสินค้านำไปรับสินค้าก่อน และตกลงจะนำเงินมาชำระภายในวันที่ 17 กันยายน 2529 และวันที่ 19 กันยายน 2529 ตามลำดับ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์จึงได้ออกใบแจ้งเรียกเก็บเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ในช่วงระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2536 รวมจำนวน 806,734.90 บาท และชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ในช่วงระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2537 รวมจำนวน 210,000 บาท โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแแต่ละฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 จำนวน 1,027,918.82 บาท และตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 จำนวน 2,439,348.67 บาท ในการคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 โจทก์อาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 3,467,267.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 653,071.16 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท ซึ่งเป็นเรื่องโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ออกเงินทดรองแทนผู้อื่นมีกำหนดอายุความ 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระตามฟ้องมีอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเรียกต้นเงินเกินกว่า 2 ปี และดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่เดือนมกราคม 2538 จนถึงวันฟ้องเกินกว่า 5 ปี คดีจึงขาดอายุความในวันที่ 6 ธันวาคม 2545 นับแต่เดือนธันวาคม 2537 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้หนี้ให้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 653,071.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในอัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี และในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 52,345.38 บาท และดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี และอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 600,725.78 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 และ 11 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริการวม 2 ฉบับ เป็นเงินฉบับละ 29,700 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 5 จ. 6 จ. 14 และ จ. 15 โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการส่งสินค้าไปรับสินค้าก่อนโดยตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทภายในวันที่ 17 กันยายน 2529 และวันที่ 19 กันยายน 2529 ตามลำดับ ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วแลกเงินพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 7 ถึง จ. 10 และ จ. 16 ถึง จ. 19 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวรวม 3 ฉบับ ในวงเงิน 500,000 บาท 500,000 และ 1,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 26 ถึง จ. 30 ต่อมาเมื่อครบกำหนดชำระเงิน โจทก์ได้ออกใบแจ้งเรียกเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ. 11 และ จ. 20 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับเพียงบางส่วนคือ จำนวน 806,734.90 และจำนวน 210,000 บาท ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่าหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและตามสัญญาทรัสต์รีซีทขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศตามคำขอของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สินค้าว่าจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต ขณะเดียวกันก็เป็นการที่โจทก์รับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงเป็นกรณีที่โจทก์ต้องผูกพันโดยตรงต่อผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีท เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารจากโจทก์ไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ภายหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกำหนด หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมิใช่เป็นหนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ดังจำเลยทั้งสามอุทธรณ์เช่นกัน สำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายใน 10 ปี หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทจึงยังไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตามสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 16 ธันวาคม 2536 และวันที่ 15 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ โจทก์ต้องฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 6 ธันวาคม 2545 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยจึงขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ..." ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวหมายความว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นคงขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกิน 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป ดอกเบี้ยที่ค้างชำระส่วนที่ยังไม่เกิน 5 ปี ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไปได้ไม่เกิน 5 ปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2541 ของต้นเงิน 52,345.38 บาท และนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ของต้นเงิน 600,725.78 บาท จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 6 ธันวาคม 2545 นั้น เมื่อนับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปไม่เกิน 5 ปี จึงชอบแล้ว

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 24 และ จ. 25 ว่าโจทก์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของโจทก์เป็นระยะ ๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในกรณีนี้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในช่วงหลังวันฟ้องในอัตราลอยตัวคือ ในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงิน ตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 52,345.38 บาท และ 600,725.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ. 24 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 (เท่ากับอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี) กับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้กู้ยืมฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 30,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.วี.เค. เทรดดิ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2549
#266741
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ ตามมาตรา 90/20 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ ทั้งยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ที่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบตามมาตรา 90/24 วรรคสองและวรรคสาม เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้โดยทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากบ้านปิดและไม่ไปรับภายในกำหนด จึงเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนวันที่ 22 เมษายน 2547 ที่เจ้าหนี้อ้างว่าเพิ่งทราบคำสั่งดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันถัดมา กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทเสรี พรีเมียร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเงิน 665, 553.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 538,629 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาอ้างว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า เจ้าพนักงานโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและมติชนฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2544 และในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 มกราคม 2545 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 23 เมษายน 2547 เกินกำหนด 1 เดือน ตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนเพื่อให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่ส่งให้เจ้าหนี้รายนี้ไม่ได้เนื่องจากบ้านปิด และเจ้าหนี้ไม่ไปรับภายในกำหนด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ ตามมาตรา 90/20 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ที่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบตามมาตรา 90/24 วรรคสองและวรรคสาม เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้โดยทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ แต่เจ้าพนักงานไปรษณีย์แจ้งว่าไม่สามารถส่งได้เนื่องจากบ้านปิดและเจ้าหนี้ไม่ไปรับภายในกำหนดนั้น จึงเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนวันที่ 22 เมษายน 2547 ตามที่เจ้าหนี้นำสืบว่าเจ้าหนี้ทราบจากเจ้าหน้าที่ศาลในวันดังกล่าวว่าศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันถัดมา คือ วันที่ 23 เมษายน 2547 กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 วรรคสี่ ม. 90/24 วรรคสอง ม. 90/24 วรรคสาม ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด
เจ้าหนี้ — นายสมชาย เกตุมีชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2549
#268720
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติว่าในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สิน หากปรากฏว่า ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ ดังนั้น การใช้สิทธิตาม ป.อ. มาตรา 36 จึงเป็นการที่บุคคลภายนอกใช้สิทธิขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบโดยมิต้องคำนึงถึงว่า สิทธิของบุคคลภายนอกจะสืบเนื่องมาจากการกระทำอันเป็นการละเมิดหรือการผิดสัญญา ทั้งการที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิทางแพ่งกับจำเลยที่ 1 และร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนก็เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้ และเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินที่ให้เช่าซ้อหรือของกลางคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวก ตามพระราชบัญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน บทธ 432 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน บทธ 432 กรุงเทพมหานคร ของกลาง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไป ระหว่างอายุสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง หลังจากผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดอย่างไรและเมื่อใด ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อเมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคดีนี้อย่างไร ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความถามค้านของพันตำรวจโทมนต์ชัย บุญศักดิ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่าตามทางสอบสวนผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า การใช้สิทธิขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ควรเป็นกรณีที่เกิดจากนิติเหตุ เช่นจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องไปใช้กระทำความผิด และการที่ผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญากับจำเลยที่ 1 แต่กลับมาร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง เป็นการหลีกเลี่ยงการใช้บังคับกฎหมายอาญาและค่าธรรมเนียมศาล อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ถือได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่าในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สิน หากปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ การแปลความกฎหมายทางอาญาจะต้องแปลโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร จึงต้องพิจารณาเฉพาะข้อความที่กล่าวไว้ในมาตราดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น การใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงเป็นการที่บุคคลภายนอกใช้สิทธิขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบโดยมิต้องคำนึงว่า สิทธิของบุคคลภายนอกจะสืบเนื่องมาจากการกระทำอันเป็นการละเมิดหรือการผิดสัญญา ทั้งการที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิทางแพ่งกับจำเลยที่ 1 และร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืน ก็เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้ และเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อหรือของกลางคืนได้ ยังไม่พอฟังว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายอาญาหรือหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมศาลและเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทฐิติกร จำกัด
จำเลย — นายไตรทศ ประดับน้ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2549
#266580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณารับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาได้รับรองแล้ว แต่ตามฎีกาของโจทก์ทุกข้อเป็นข้อกฎหมาย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาจึงไม่จำต้องเพิกถอน

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย แต่จำเลยไม่ซื้อบ้านและที่ดินคืนภายในกำหนดและยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยละเมิด ขอให้ขับไล่และชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แต่ไม่มีแบบพิมพ์ จึงนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญาการซื้อขายมากรอกแทนสัญญากู้ยืมเงิน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องมีข้อตกลงระบุว่าเป็นสัญญาขายฝากบ้านและที่ดินมือเปล่า เมื่อไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ทั้งโจทก์ยังไม่มีสิทธิครอบครองที่จะมีอำนาจฟ้อง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระคืนตามกำหนด เห็นว่าคดีเดิมเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ส่วนคดีนี้ฟ้องในมูลหนี้กู้ยืมเงิน จึงเป็นการฟ้องคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีก่อน แม้ในคดีก่อนจำเลยให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเป็นเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้กู้ยืมเงินหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง มิได้บังคับว่าหลักฐานการกู้ยืมต้องเป็นหลักฐานที่ผู้ยืมทำขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ให้ยืมไว้ในความยึดถือ คำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์นำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องร้องได้

สำเนาคำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนที่แนบมาท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องแล้วว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ นอกจากนี้จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านถึงการมีอยู่ของต้นฉบับ ทั้งให้การรับว่าเป็นคำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยว่าจำเลยเคยเบิกความไว้ในคดีก่อนมีข้อความตามที่ปรากฏในสำเนาคำเบิกความที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงคำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนด้วยต้นฉบับอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นจะรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินคืนโจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ แต่ตามฎีกาของโจทก์ทุกข้อรวมทั้งข้อที่อ้างว่าเป็นข้อเท็จจริงนั้น ล้วนเป็นข้อกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย แต่จำเลยไม่ซื้อบ้านและที่ดินคืนจากโจทก์ภายในกำหนด และยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยละเมิด จึงขอให้ขับไล่และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แต่ไม่มีแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงิน โจทก์และจำเลยจึงนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญาการซื้อขายมากรอกข้อความแทนสัญญากู้ยืมเงิน คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาการซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องมีข้อตกลงระบุว่าเป็นสัญญาขายฝากบ้านและที่ดินมือเปล่า เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์ยังไม่มีสิทธิครอบครองที่จะมีอำนาจฟ้อง ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยไม่มีสิทธิเพราะขายให้แก่โจทก์ไปแล้ว อันเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์และยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินเป็นการกระทำโดยละเมิดหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินคืนโจทก์ตามกำหนด อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้กู้ยืมเงินตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีก่อน แม้ในคดีก่อนจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเป็นเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีก่อนว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยให้การถึงหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 แห่ง ป.วิ.พ. นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาที่ว่า โจทก์จะนำคำเบิกความของจำเลยและหนังสือสัญญาการซื้อขายในสำนวนคดีก่อนมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องคดีนี้ได้หรือไม่และศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้วินิจฉัย และจำเลยได้ยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นในคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับที่ได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ ในปัญหาข้อแรก เห็นว่า หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง นั้น บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าต้องเป็นหลักฐานที่ผู้ยืมทำขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ให้ยืมไว้ในความยึดถือ คำเบิกความของจำเลยในสำนวนก่อนที่ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์ชอบที่จะนำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องคดีนี้ได้ และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้อ้างคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนดังกล่าวมาเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมซึ่งทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือสัญญาการซื้อขายในสำนวนคดีก่อนว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่อีก

ส่วนปัญหาข้อหลัง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนมาท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องแล้วว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์นอกจากจำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านถึงการมีอยู่ของต้นฉบับ ทั้งให้การรับว่าเป็นคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยว่าจำเลยเคยเบิกความไว้ในคดีก่อนมีข้อความตามที่ปรากฏในสำเนาคำเบิกความที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนด้วยต้นฉบับอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นจะรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะโจทก์ยื่นบัญชีพยานโดยระบุหมายเลขสำนวนคดีก่อนผิดพลาดแล้วมิได้ขอแก้ไขให้ถูกต้อง ถือว่าโจทก์มิได้อ้างต้นฉบับคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนเป็นพยานหลักฐานของโจทก์นั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยฟังว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องนั้น จึงชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 93 ม. 125 ม. 144 ม. 148 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายันต์ แขกเมฆ
จำเลย — นายวัชรินทร์ ศรีศุภร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายจักรพงศ์ นรแมนสรวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2549
#267070
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยไม่มีสิทธิเพราะขายให้แก่โจทก์ไปแล้ว อันเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่าจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์และยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินเป็นการกระทำโดยละเมิดหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินคืนโจทก์ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้กู้ยืมเงินหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีก่อน แม้ในคดีก่อนจำเลยให้การว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายทำขึ้นเป็นเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ แต่ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีก่อนว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยให้การถึงหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน

ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง มิได้บังคับว่าต้องเป็นหลักฐานที่ผู้ยืมทำขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ให้ยืมไว้ในความยึดถือ คำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนที่ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์นำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี การกู้เงินดังกล่าวจำเลยได้เบิกความรับต่อศาลไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาบันทึกคำให้การพยานเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 รวมทั้งได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาการซื้อขายและลงมือชื่อไว้ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนโจทก์ตามกำหนด โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินคืนโจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยนำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีเรื่องผิดสัญญาขายฝากบ้านพร้อมที่ดิน ละเมิด และขอให้ขับไล่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ฎีกา จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ 200,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาแต่ชำระคืนโจทก์ไปแล้ว 96,000 บาท เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วมีผลเท่ากับโจทก์สละสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงิน 104,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระ ข้อความในหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นเรื่องขายฝากบ้านพร้อมที่ดิน โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องอ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้น และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นคำเบิกความของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ไปแล้ว 96,000 บาท หาใช่เป็นหนี้ 200,000 บาท ไม่ และเอกสารดังกล่าวไม่อาจถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ แต่ตามฎีกาของโจทก์ทุกข้อรวมทั้งข้อที่อ้างว่าเป็นข้อเท็จจริงนั้น ล้วนเป็นข้อกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาจึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1073/2542 ของศาลชั้นต้น อ้างว่าจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีดังกล่าว แต่จำเลยไม่ซื้อบ้านและที่ดินคืนจากโจทก์ภายในกำหนดและยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยละเมิด จึงขอให้ขับไล่และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท แต่ไม่มีแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงิน โจทก์และจำเลยจึงนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 มากรอกข้อความแทนสัญญากู้ยืมเงิน คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์นำมาฟ้องมีข้อตกลงระบุว่าเป็นสัญญาขายฝากบ้านและที่ดินมือเปล่าเมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์ยังไม่มีสิทธิครอบครองที่จะมีอำนาจฟ้อง ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยไม่มีสิทธิเพราะขายให้แก่โจทก์ไปแล้ว อันเป็นการฟ้องในมูลละเมิด ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่าจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์และยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินเป็นการกระทำโดยละเมิดหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินคืนโจทก์ตามกำหนด อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้กู้ยืมเงินตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีก่อน แม้ในคดีก่อนจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 เป็นเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีก่อนว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยให้การถึงหรือไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกามาอีกข้อหนึ่งว่า คดีมีเหตุที่ต้องวินิจฉัยถึงคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืนด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของการวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับปัญหาที่ว่า โจทก์จะนำคำเบิกความของจำเลยและหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีก่อนมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องคดีนี้ได้หรือไม่และศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้วินิจฉัย และจำเลยได้ยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นในคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับที่ได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ ในปัญหาข้อแรก เห็นว่า หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง นั้น บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าต้องเป็นหลักฐานที่ผู้ยืมทำขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ให้ยืมไว้ในความยึดถือ คำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนที่ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์ชอบที่จะนำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการฟ้องคดีนี้ได้ และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้อ้างคำเบิกความของจำเลยในสำนวนคดีก่อนดังกล่าวมาเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมซึ่งทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีก่อนว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่อีก"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายันต์ แขกเมฆ
จำเลย — นายวัชรินทร์ ศรีศุภร
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2549
#266677
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วม โดยที่โจทก์มิได้ฎีกา แม้จำเลยร่วมจะยื่นคำแก้ฎีกา ก็ไม่มีประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะรับชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 330,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่ในส่วนของค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายแช่ม ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน แยกความรับผิดออกจากกัน โดยกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดความรับผิดต่อความบาดเจ็บเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ส่วนกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระบุความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกอันเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ตั้งแต่ 50,001 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้มากกว่า 100,000 บาท จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชดใช้แทนตามที่ระบุในกรมธรรม์ทั้งสองจำนวน 150,000 บาท จำเลยร่วมไม่ได้นำสืบปฏิเสธในข้อนี้ ขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความผิดของจำเลยร่วม โดยที่โจทก์มิได้ฎีกา แม้จำเลยร่วมจะยื่นคำแก้ฎีกา ก็ไม่มีประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย ทองเบ็ญจมาศ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นายวสันต์ สวัสดิ์ธานี โดยนายแช่ม สวัสดิ์ธานี
จำเลย — กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม. ล. ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2946/2549
#267172
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ว่า "โครงการ ฯ ตามสัญญาจะจัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำเพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ" เป็นการระบุสิ่งที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัตินอกเหนือไปจากการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างตามแบบอาคารที่กำหนด ตามแผ่นพับก็ปรากฏภาพสโมสรโครงการและสระว่ายน้ำ อีกทั้งสถานที่ก่อสร้างโครงการมิได้อยู่ในเขตการค้าหรือย่านธุรกิจสำคัญ และเนื้อที่ของที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียง 67.50 ตารางวา แต่ราคาตามสัญญาสูงถึง 3,955,000 บาท ย่อมชี้ชัดให้เห็นเจตนาของบุคคลทั่วไปที่จะเข้าเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 จะสร้างให้เป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการแก่ลูกค้าของโครงการด้วย จึงเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยชัดแจ้ง

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์มิได้โต้แย้งการส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ ก็เพียงเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่พร้อมจะปฏิบัติการชำระหนี้ตามหน้าที่ของตนเท่านั้น จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์มิได้ถือสัญญาเป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการสร้างสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำตามสัญญา ซึ่งล่วงเลยจากสัญญาที่ทำไว้ต่อกันประมาณ 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ยังมิได้ดำเนินการก่อสร้าง จึงเป็นการปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ต่างตอบแทนดังกล่าวภายในเวลาอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2540 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 864, 864 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 1 ในราคา 3,955,000 บาท โจทก์ชำระเงินจองและค่างวดรวม 19 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 801,300 บาท สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำเพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน โจทก์ได้เดินทางไปสำนักงานที่ดินตามวันเวลานัด แต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำ เพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางตามสัญญา โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองเพื่อให้จัดสร้างสถานที่ส่วนกลางดังกล่าวภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกันเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว 801,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 28,155.27 บาท แก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 801,300 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 801,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายเนื่องจากในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โจทก์เป็นฝ่ายไม่ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยทั้งสอง ส่วนการจัดสร้างสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำ เพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการตามที่ระบุไว้ในสัญญานั้น เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวที่จะจัดให้มีขึ้นเพื่อใช้ในการให้บริการเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่เงื่อนไขโดยตรงที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบมัดจำได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 801,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ. 5 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 12 ซึ่งระบุว่า "โครงการ ฯ ตามสัญญาจะจัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำเพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ" มิใช่เงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดในสัญญาตามโครงการ ทรอปิคาน่า วิลล์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป จำเลยที่ 1 ได้ระบุสิ่งที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัตินอกเหนือไปจากการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างตามแบบอาคารที่กำหนดในข้อ 1 แห่งสัญญาไว้ในข้อ 12 และ 13 นอกจากนี้ตามแผ่นพับเอกสารหมาย จ. 7 ก็ปรากฏภาพสโมสรโครงการและสระว่ายน้ำ รวมตลอดทั้งข้อความต่าง ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 แสดงออกเพื่อโฆษณาขาย ล้วนแต่เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนทั่วไปสนใจและซื้ออาคารที่พักตามโครงการเนื่องจากจะได้รับความสะดวกในการดำรงชีวิตพักอาศัยอย่างมาก อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงสถานที่ก่อสร้างตามโครงการซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอยู่นอกพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา มิได้อยู่ในเขตการค้าหรือย่านธุรกิจสำคัญ และเนื้อที่ของที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียง 67.50 ตารางวา แต่ราคาตามสัญญาสูงถึง 3,955,000 บาท ย่อมชี้ชัดให้เห็นเจตนาของบุคคลทั่วไปที่จะเข้าเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ก็โดยเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 ระบุจะสร้างให้เป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการแก่ลูกค้าของโครงการด้วย มิใช่เพียงซื้ออาคารที่พักอาศัยตามที่ระบุในสัญญา ข้อ 1 เท่านั้น สัญญาข้อ 12 จึงเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยชัดแจ้ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มิได้คัดค้านในการที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา และยังแจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อให้โจทก์กู้ยืมเงินมาชำระราคา แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือสัญญาข้อ 12 ดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันตามข้อกำหนดแห่งสัญญา การที่โจทก์มิได้โต้แย้งการส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ ก็เพียงเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่พร้อมจะปฏิบัติการชำระหนี้ตามหน้าที่ของตนเท่านั้น จำเลยที่ 1 จะหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์มิได้ถือสัญญาข้อ 12 เป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2541 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการสร้างสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำตามสัญญาข้อ 12 ตามเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งช่วงเวลาล่วงเลยจากสัญญาที่ทำไว้ต่อกันประมาณ 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ยังมิได้ดำเนินการก่อสร้าง จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 369 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการชำระหนี้ต่างตอบแทนดังกล่าวภายในเวลาอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาพันธ์ วัธนเวคิน
จำเลย — บริษัทเวล ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2946/2549
#268719
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งในสัญญาข้อ 12 ระบุว่า "โครงการฯ ตามสัญญาจะจัดให้มีสโมสรโครงการโรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำ เพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ" ข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัตินอกเหนือไปจากการก่อสร้างสิ่งปลูกตามแบบอาคารที่กำหนดไว้ในข้อ 1 อันเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยชัดแจ้ง เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันตามข้อกำหนดแห่งสัญญา การที่โจทก์มิได้โต้แย้งการส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาของโจทก์ที่พร้อมจะปฏิบัติการชำระหนี้ตามหน้าที่ของตนเท่านั้น จำเลยที่ 1 จะหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์มิได้ถือสัญญาข้อ 12 เป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาข้อ 12 จึงเป็นการปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการชำระหนี้ต่างตอบแทนภายในเวลาอันสมควร จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 1 ราคา 3,955,000 บาท โจทก์ชำระเงินจองและค่างวดรวม 19 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 801,300 บาท มีข้อตกลงว่าจำเลยจะจัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาลและสระว่ายน้ำ เพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจำนวน 801,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 28,155.27 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 829,455.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 801,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 801,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 12 ซึ่งระบุว่า "โครงการฯ ตามสัญญาจะจัดให้มีสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำเพื่อเป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการ" มิใช่เงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาหรือไม่ เห็นวา ข้อกำหนดในสัญญาตามโครงการทรอปิคาน่า วิลล์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปจำเลยที่ 1 ได้ระบุสิ่งที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัตินอกเหนือไปจากการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างตามแบบอาคารที่กำหนดในข้อ 1 แห่งสัญญาไว้ในข้อ 12 และ 13 นอกจากนี้ตามแผ่นพับเอกสารหมาย จ.7 ก็ปรากฏภาพสโมสรโครงการและสระว่ายน้ำ รวมตลอดทั้งข้อความต่างๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 แสดงออกเพื่อโฆษณาขายล้วนแต่เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนทั่วไปสนใจจะซื้ออาคารที่พักตามโครงการ เนื่องจากจะได้รับความสะดวกในการดำรงชีวิตพักอาศัยอย่างมาก อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงสถานที่ก่อสร้างตามโครงการซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและอยู่นอกพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรามิได้อยู่ในเขตการค้าหรือย่านธุรกิจสำคัญและเนื้อที่ของที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียง 67.50 ตารางวา แต่ราคาตามสัญญาสูงถึง 3,955,000 บาท ย่อมชี้ชัดให้เห็นเจตนาของบุคคลทั่วไปที่จะเข้าเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ก็โดยเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 ระบุจะสร้างให้เป็นสถานที่ส่วนกลางในการให้บริการแก่ลูกค้าของโครงการด้วย มิใช่เพียงซื้ออาคารที่พักอาศัยตามที่ระบุในสัญญา ข้อ 1 เท่านั้น สัญญาข้อ 12 จึงเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยชัดแจ้ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มิได้คัดค้านในการที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา และยังแจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อให้โจทก์กู้ยืมเงินมาชำระราคา แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือสัญญาข้อ 12 ดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันตามข้อกำหนดแห่งสัญญา การที่โจทก์มิได้โต้แย้งการส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ ก็เพียงเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่พร้อมจะปฏิบัติการชำระหนี้ตามหน้าที่ของตนเท่านั้นจำเลยที่ 1 จะหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์มิได้ถือสัญญาข้อ 12 เป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2541 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการสร้างสโมสรโครงการ โรงเรียนอนุบาล และสระว่ายน้ำตามสัญญาข้อที่ 12 ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเวลาล่วงเลยจากสัญญาที่ทำไว้ต่อกันประมาณ 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ยังมิได้ดำเนินการก่อสร้าง จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 369 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการชำระหนี้ต่างตอบแทนดังกล่าวภายในเวลาอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาพันธ์ วัธนเวคิน
จำเลย — บริษัทเวล ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2931/2549
#267084
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาโดยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ต้องวินิจฉัยปัญหานี้อีกครั้งหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 245 วรรคสอง ศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลางกับนับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1687/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1687/2546 ของศาลชั้นต้น คดีนี้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงนับโทษต่อให้อีกไม่ได้ ยกคำขอ และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 36 ปี คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 27 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1687/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาโดยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ต้องวินิจฉัยปัญหานี้อีกครั้งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาดังที่บัญญัติไในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ดังกล่าว สมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายจักริช อินตราหรืออินดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2549
#268760
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีโคคาอีนจำนวน 3 ซอง น้ำหนัก 2.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ไม่ปรากฏว่ามีการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดก็ตาม แต่ต้องถือว่าโคคาอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 69 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 3 ซอง น้ำหนัก 2.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยโคคาอีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสอง โดยไม่ลงโทษจำเลยตามมาตรา 69 วรรคสาม นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมต้องลงโทษตามวรรคสามในส่วนแรก แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ก็ลงโทษตามวรรคสามในส่วนท้าย ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีโคคาอีนจำนวน 3 ซอง น้ำหนัก 2.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแม้ไม่ปรากฏว่ามีการคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดก็ตาม แต่ต้องถือว่าโคคาอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสาม จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 69 วรรคสอง ม. 69 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไพฑูรย์หรืออุ๋ย สุนทรธรรม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2923/2549
#266568
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว จำเลยต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ไม่เป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ พยานโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจทก์ ลำพังคำรับสารภาพชั้นจับกุม แต่จำเลยให้การปฎิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี จะนำมาฟังลงโทษจำเลยว่าการกระทำความผิดฐานรับของโจรหาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายเฉลิมศักดิ์ ชัยแป้น
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2549
#267027
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท แก่จำเลย โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนนั้น จำเลยจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผยจนผู้เสียหายยอมมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลย โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหายก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจนางลิ่วน้อย อธิรัตนมงคล ผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเป็นเงิน 300,000 บาท โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมมอบเงินจำนวนนั้น จำเลยทั้งสองจะนำภาพถ่ายเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมให้เงิน 10,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 338, 83, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำขอริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนนั้น จำเลยทั้งสองจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายประพืช แก้วสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2549
#272118
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338, 83, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำขอริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนนั้น จำเลยทั้งสองจะนำภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเป็นความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามเสียหาย ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหากไม่ใช่ความลับที่เปิดเผยแล้วจะทำให้ผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามต้องเสียหาย ก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ใช่ความลับที่ผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดีและไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 338
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายประพืช แก้วสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจินดา ปัณฑะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา