คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2549
#267138
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว ยังเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 อีกบทหนึ่งด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายได้ ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ด้วย ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายตามที่โจทก์ขอมาได้ แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวด้วยก็ตาม

ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว โดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก โดยคงขอให้บังคับได้เฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2542 เวลากลางวันติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือ จัดหางานให้นายชาตรี โตไพร ผู้เสียหายที่ 1 นายพิทักษ์ ปิ่นจันทร์ ผู้เสียหายที่ 2 และนายวิโรจน์ ฤทธิ์กระจาย ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นคนหางานว่าจำเลยสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งสามหรือสามารถส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในโรงงานพลาสติกในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยผู้เสียหายทั้งสามจะได้รับเงินเดือนเดือนละ 22,000 บาท ต่อคน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถหางานหรือให้ผู้เสียหายทั้งสามฝึกงานในโรงงาน โดยได้รับค่าจ้างในอัตราดังกล่าวได้ โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มอบเงินคนละ 75,000 บาท ส่วนผู้เสียหายที่ 3 มอบเงิน 70,000 บาท ให้แก่จำเลย เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการจัดหางานดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 5 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 5 ปาก เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศ สรุปได้ว่า จำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งเป็นคนหางานว่าสามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในโรงงานในต่างประเทศได้ โดยผู้เสียหายทั้งสามจะได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างในอัตราดังกล่าวได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 75,000 บาท 75,000 บาท และ 70,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยเป็นค่าตอบแทนในการจัดหางานดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว ยังเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อีกบทหนึ่งด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ด้วย ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามตามที่โจทก์ขอมาได้ แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวด้วยก็ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีปรากฏจากสำนวนและฎีกาของจำเลยว่า ก่อนยื่นฎีกาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว โดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ติดในดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก โดยคงขอให้บังคับได้เฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 ยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายสุพจน์ แพ่งผ่องใส
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2549
#267408
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ด้วย แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 341 ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามตามที่โจทก์ขอมาได้

ก่อนยื่นฎีกา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวโดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์ไม่อาจขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก คงขอให้บังคับได้เฉพาะผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 5 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นการรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 5 ปาก เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศ สรุปได้ว่า จำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งเป็นคนหางานว่าสามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในโรงงานในต่างประเทศได้ โดยผู้เสียหายทั้งสามจะได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างในอัตราดังกล่าวได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 75,000 บาท 75,000 บาท และ 70,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยเป็นค่าตอบแทนในการจัดหางาน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว ยังเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อีกบทหนึ่งด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ด้วย ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปแก่ผู้เสียหายทั้งสามตามที่โจทก์ขอมาได้ แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวด้วยก็ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีปรากฏจากสำนวนและฎีกาของจำเลยว่า ก่อนยื่นฎีกา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว โดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก โดยคงขอให้บังคับได้เฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225....

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 ยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายสุพจน์ แพ่งผ่องใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2549
#272429
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงประการเดียว การกระทำความผิดตามฟ้องของจำเลยเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

การกระทำความผิดของจำเลยต้องตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งตามมาตรา 285 เป็นเรื่องที่ต้องวางโทษจำเลยหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 277 วรรคสอง หนึ่งในสาม จึงหาใช้เป็นเรื่องการเพิ่มโทษไม่ กรณีไม่อาจนำ ป.อ. มาตรา 54 มาปรับแก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 26 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 104 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 52 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงประการเดียว การกระทำความผิดตามฟ้องของจำเลยเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 26 ปี เป็นการเพิ่มโทษจำเลย แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งตามมาตรา 285 เป็นเรื่องที่ต้องวางโทษจำเลยหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 277 วรรคสอง หนึ่งในสาม จึงหาใช่เป็นเรื่องการเพิ่มโทษไม่ กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 มาปรับแก่คดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 277 ม. 285
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายโสดา บุตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1431/2549
#270816
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ ณ. ผู้ตาย ทะเลาะชกต่อยกันก่อน จากนั้นจำเลยได้กลับไปเอาอาวุธปืนที่บ้านจำเลยแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกตามหา ณ. ผู้ตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยตระเตรียมเพื่อจะวิวาทหรือต่อสู้กับพวกผู้ตาย จึงเป็นการสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทและต่อสู้กับพวกผู้ตาย แม้ ณ. ผู้ตาย จะเข้ามาต่อยจำเลยและล็อคคอจำเลยไว้รวมทั้ง ว. ผู้ตายอีกคนหนึ่งเงื้ออาวุธมีดจะฟันจำเลยตามที่จำเลยนำสืบก็เป็นเหตุการณ์จากการสมัครใจทำร้ายกัน จำเลยไม่มีสิทธิใช้อาวุธปืนยิง ณ. และ ว. ผู้ตายทั้งสอง โดยอ้างว่ากระทำไปเพื่อป้องกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุธนหรือฉัตรรวี แสงศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายจาตุรงค์ สรนุวัตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2549
#265594
เปิดฉบับเต็ม

อ. จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้ซึ่งโจทก์และ/หรือ อ. มีต่อจำเลย หนี้ของโจทก์และ อ. ที่จำนองเป็นประกันจึงแยกกันเป็นคนละส่วน การที่โจทก์ชำระหนี้ในส่วนของโจทก์ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมชำระหนี้ในส่วนของ อ. ด้วย และคงมีผลทำให้ภาระจำนองที่เป็นประกันหนี้ในส่วนของโจทก์ระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ภาระจำนองที่เป็นประกันหนี้ในส่วนของ อ. ยังคงมีอยู่ต่อไปตามสัญญาจำนอง การที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนองมาจาก อ. ไม่ทำให้โจทก์มีความรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนอง ฐานะของโจทก์เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองซึ่งมีสิทธิที่จะไถ่ถอนจำนองที่ยังคงมีภาระเหลืออยู่นั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 และมาตรา 738 ซึ่งหากผู้รับจำนองยอมรับจำนองก็เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา 744 (4) เมื่อโจทก์เพียงแต่ชำระหนี้ที่มีต่อจำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยโจทก์ยังมิได้ไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นหนี้จำเลยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีรวม 3 ฉบับ คือฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม2536 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2536 และฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2543 โจทก์ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้กับจำเลยรวม 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ซึ่งโจทก์มีหนี้คงค้างเป็นเงิน 1,002,140.91 บาท ฉบับที่สองเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2536 และฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งโจทก์มีหนี้คงค้างเป็นเงินรวม 9,251,280.25 บาท เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งโจทก์มีหนี้คงค้างเป็นเงินรวม 9,251,280.25 บาท เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 นายอภิวรรธน์ รัตนมังคละ ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24323 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 327 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยเป็นประกันลำดับสองเพื่อประกันหนี้ซึ่งโจทก์และ/หรือนายอภิวรรธน์มีต่อจำเลย ต่อมานายอภิวรรธน์ขายที่ดินจำนองทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 โจทก์จึงเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งติดจำนองดังกล่าว ภายหลังที่โจทก์ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้กับจำเลย โจทก์ผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเงินรวม 10,547,229.94 บาท ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนเกินวงเงินจำนอง ภาระจำนองของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเป็นอันหมดสิ้นไป แต่จำเลยไม่ยอมไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24323 ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมาและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 327 ตำบลด่านเกวียน (ท่าอ่าง) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า นายอภิวรรธน์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องนอกจากเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์แล้วยังจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของนายอภิวรรธน์เองที่มีต่อจำเลยอีกด้วย แม้โจทก์ชำระหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยครบถ้วนแล้ว แต่นายอภิวรรธน์ยังเป็นหนี้ค้างชำระแก่จำเลยหลายมูลหนี้ ภาระจำนองจึงยังไม่ระงับโจทก์รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยทราบดีว่าภาระหนี้สินของนายอภิวรรธน์ยังมิได้ระงับไป การที่โจทก์ขอให้ไถ่ถอนจำนองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การทุกประการตามคำแถลงฉบับลงวันที่13 มิถุนายน 2546 และไม่ติดใจสืบพยานโดยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายว่า เมื่อโจทก์ชำระหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนหลักประกันตามสัญญาจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและเป็นหนี้ค้างชำระแก่จำเลยตามสัญญาดังกล่าวรวม 3 ฉบับ โดยมีนายอภิวรรธน์ รัตนมังคละ จำนองที่ดิน 2 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันลำดับสอง เพื่อประกันหนี้ซึ่งโจทก์และ/หรือนายอภิวรรธน์มีต่อจำเลยในวงเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมานายอภิวรรธน์ขายทรัพย์สินที่จำนองดังกล่าวให้แก่โจทก์หลังจากนั้นโจทก์ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยและต่อมาโจทก์ชำระเงิน 10,579,229.94 บาทให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญารับสภาพหนี้แล้ว ส่วนนายอภิวรรธน์ยังเป็นหนี้คงค้างแก่จำเลยกว่า 5,000,000 บาทคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า การที่นายอภิวรรธน์โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนองมาเป็นของโจทก์ มีผลทำให้โจทก์เป็นผู้จำนองแทนที่นายอภิวรรธน์ และต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันด้วยหลักทรัพย์ต่อจำเลยตามสัญญาจำนองในวงเงินซึ่งกำหนดไว้เพียง 5,000,000 บาท แม้โจทก์กับนายอภิวรรธน์จะเป็นหนี้จำเลยรวมกันเกินกว่า 5,000,000 บาท แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 708 จำเลยไม่อาจบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองเกินวงเงินจำนวนดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่จำเลยเกินกว่าจำนวนเงินดังกล่าวแล้วการจำนองย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) นั้น เห็นว่า นายอภิวรรธน์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้ซึ่งโจทก์และ/หรือนายอภิวรรธน์มีต่อจำเลย หนี้ของโจทก์และนายอภิวรรธน์ที่จำนองเป็นประกันจึงแยกกันเป็นคนละส่วน การที่โจทก์ชำระหนี้ในส่วนของโจทก์ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมชำระหนี้ในส่วนของนายอภิวรรธน์ด้วย และคงมีผลทำให้ภาระจำนองที่เป็นประกันหนี้ในส่วนของโจทก์ระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ภาระจำนองที่เป็นประกันหนี้ในส่วนของนายอภิวรรธน์ยังคงมีอยู่ต่อไปตามสัญญาจำนอง ทั้งการที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนองมาจากนายอภิวรรธน์นั้น ก็ไม่ทำให้โจทก์มีความรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนอง ฐานะของโจทก์เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ซึ่งมีสิทธิที่จะไถ่ถอนจำนองที่ยังคงมีภาระเหลืออยู่นั้นได้ โดยต้องเสนอใช้เงินให้แก่ผู้รับจำนองเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้นตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 และมาตรา 738 ซึ่งหากผู้รับจำนองยอมรับจำนองก็เป็นอันระงับสิ้นไปตามมาตรา 744 (4) เมื่อคู่ความรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์เพียงแต่ชำระหนี้ที่มีต่อจำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยโจทก์ยังมิได้ไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นที่ต่อเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าว เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 1,500 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 537 ม. 744
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมณฑิณีการ์เม้นท์ จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1415/2549
#265593
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ การอุทธรณ์คำสั่งในกรณีเช่นนี้แม้จะเป็นการอุทธรณ์ก่อนศาลมีคำพิพากษาก็ต้องอุทธรณ์ภายใน 15วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนองจำนวนเงิน 1,228,085.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 997,991.42 บาท นับจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และหากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานศาลไม่สามารถส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 ได้ แต่โจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบภายในเวลาที่กำหนดว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ให้ยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งตามมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อท้ายตราประทับว่าให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2545 จึงเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 โดยเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นประทับตราให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20ธันวาคม 2544 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อทราบนัดของเจ้าหน้าที่ศาลอยู่ท้ายตราประทับดังกล่าว ดังนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ตามที่พนักงานศาลได้ลงนัดไว้แล้ว ส่วนที่อ้างว่าผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2ไม่สามารถฟังคำสั่งเพราะพนักงานศาลยังไม่ได้นำมาลงสมุดฟังคำสั่งศาลก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้ทราบคำสั่งศาลดังกล่าวจึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์วันที่ 20 ธันวาคม 2544 มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต้องอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน หรือ 1 เดือน เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานั้นเป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว การอุทธรณ์คำสั่งในกรณีเช่นนี้แม้จะเป็นการอุทธรณ์ก่อนศาลมีคำพิพากษาก็ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนด 15วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 14 มกราคม 2545 จึงเกินกำหนด 15 วัน นับแต่จำเลยที่ 2 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งการยื่นฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้เสียค่าคำร้องเพียง 40 บาท จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาทจึงคืนเงินส่วนที่เสียเกินจำนวน 160 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2"

พิพากษายืน ให้คืนเงินส่วนที่เสียเกินจำนวน 160 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 234
ป.วิ.อ. ม. 198 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพงษ์ ชื่นวิทยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549
#267469
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขายหรือให้ผู้ขายช่วยว่าจ้างผู้ขนส่งแทน โดยผู้ซื้อออกค่าขนส่งเองตามเงื่อนไขของการซื้อขายแบบ FOB ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อผู้ซื้อพบว่าสินค้าเสียหายและส่งสินค้าคืนแก่บริษัท บ. ตามที่ผู้ขายจะปฏิเสธไม่รับสินค้าตามสิทธิที่กระทำได้หากเป็นการซื้อขายภายใต้เงื่อนไข FOB ดังกล่าว ซึ่งความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าได้ตกอยู่แก่ผู้ซื้อแล้ว เนื่องจากมีการขนสินค้าข้ามพ้นกราบเรือ ณ ท่าเรือต้นทางแล้ว แต่ผู้ขายก็ยอมรับสินค้าคืน ซึ่งส่อแสดงว่าคู่สัญญาดังกล่าวมิได้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไข FOB เป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าคู่สัญญาซื้อขายรายนี้ระบุข้อความคำว่า "FOB" เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับราคาสินค้าเพียงเพื่อใช้แสดงราคาเท่านั้น มิใช่มีข้อตกลงให้นำเรื่องหน้าที่และการโอนความเสี่ยงภัยตามเงื่อนไข FOB ของ INCOTERM มาใช้ด้วย ดังนั้น เมื่อสินค้าเสียหายผู้ขายจึงยังต้องรับผิด

เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นจากการที่น้ำทะเลท่วมเข้าไปถูกตู้สินค้าซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรณีจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และแม้ความเสียหายของสินค้าจะเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นด้วย ตามมาตรา 43 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลอื่นในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย สำหรับจำเลยร่วมที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นได้รับการมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้า เมื่อเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในช่วงการขนส่งที่จำเลยร่วมที่ 3 ได้รับมอบหมายจำเลยร่วมที่สามจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านี้เช่นกัน

ค่าสำรวจความเสียหายถือได้ว่าเป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 2,018,153.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,920,908 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทซีแลนด์เซอร์วิส อินคอร์โพเรชั่น จำกัด ให้เป็นผู้ขนส่งคดีนี้ บริษัทดังกล่าวได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และมอบหมายให้บริษัทดัม-สกิป เซลสกาเบท อาฟ 1912 อักติเซลสกาป จำกัด และบริษัทอักติ เซลสกาเบท ดัมสกิปเซลสกาเบท สเวนด์บอร์ก จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการขนส่งทางทะเลโดยใช้ชื่อว่า สายการเดินเรือเมอร์สก และเป็นเจ้าของเรือ MAERSK TACOMA เป็นผู้ขนส่ง ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นจากความผิดของทั้งสามบริษัทดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 แพ้คดีนี้ โดยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ทั้งสามบริษัทได้ ขอให้เรียกบริษัททั้งสามดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทดัม-สกิป เซลสกาเบท อาฟ 1912 อักติเซลสกาป จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัท อักติ เซลสกาเบท ดัมสกิปเซลสกาเบท สเวนด์บอร์ก จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทซีแลนด์ เซอร์วิส อินคอร์โพเรชั่น จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 3

จำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องว่า หลังจากจำเลยร่วมที่ 3 ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยร่วมที่ 3 ได้มอบหมายให้บริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด และบริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด ร่วมกันขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังดินแดนไต้หวัน และทั้งสองบริษัทดังกล่าวได้นำเรือ OOCL APPLAUSE มาขนส่งสินค้า ทั้งสองบริษัทนี้จึงอยู่ในฐานะผู้ขนส่งอื่นตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 และปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายในช่วงการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังถึงดินแดนไต้หวัน หากศาลพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 3 แพ้คดี จำเลยร่วมที่ 3 สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ทั้งสองบริษัทได้ขอให้หมายเรียกบริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด และบริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด เข้ามาในคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนแทนเนอร์ไลน์ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 4 บริษัทโอโอซีแอล ไทยแลนด์ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 5

จำเลยร่วมที่ 4 และที่ 5 ให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปโดยชอบอันเป็นเหตุให้ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของโจทก์ว่า บริษัทเคพโทรนิคอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์หรือไม่เสียก่อน ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามใบกำกับสินค้าว่า บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขายสินค้าประเภทหลอดภาพคอมพิวเตอร์ให้แก่บริษัทเคพโทรนิค ยูเอสเอ (ฮ่องกง) จำกัด ในราคาเอฟโอบี (FOB) เป็นเงิน 142,940 ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า การระบุราคาสินค้าเป็นราคาเอฟโอบีเช่นนี้ เป็นการแสดงว่า การซื้อขายสินค้ารายนี้ผู้ซื้อผู้ขายประสงค์จะใช้เงื่อนไขเอฟโอบี อันเป็นเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterms) ซึ่งมีความหมายว่า เป็นการซื้อขายสินค้าที่ผู้ซื้อมีหน้าที่จัดหาเรือมาบรรทุกสินค้า ณ ท่าเรือต้นทาง และความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าตกแก่ผู้ซื้อเมื่อสินค้าข้ามพ้นกราบเรือที่ท่าเรือต้นทางดังที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งห้าให้การและนำสืบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคาเอฟโอบีก็ตามแต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขายหรือให้ผู้ขายช่วยว่าจ้างผู้ขนส่งแทน โดยผู้ซื้อออกค่าขนส่งเองตามเงื่อนไขของการซื้อขายแบบ FOB ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อผู้ซื้อพบว่าสินค้าเสียหายและส่งสินค้าคืนแก่บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แทนที่ผู้ขายจะปฏิเสธไม่รับคืนสินค้าตามสิทธิที่กระทำได้หากเป็นการซื้อขายสินค้าภายใต้เงื่อนไข FOB ดังกล่าวซึ่งความเสี่ยงภัยในการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าได้ตกอยู่แก่ผู้ซื้อแล้ว เนื่องจากกรณีมีการขนสินค้าข้ามพ้นกราบเรือ ณ ท่าเรือต้นทางแล้ว แต่ผู้ขายก็ยอมรับคืนสินค้า ซึ่งส่อแสดงว่าคู่สัญญาดังกล่าวมิได้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไข FOB นั้นเลยย่อมเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าคู่สัญญาซื้อขายรายนี้ระบุข้อความคำว่า "FOB" เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับราคาสินค้าเพียงเพื่อใช้แสดงราคาเท่านั้น มิใช่มีข้อตกลงให้นำเรื่องหน้าที่และการโอนความเสี่ยงภัยตามเงื่อนไข FOB ของ INCOTERM มาใช้ด้วยแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งช่วงใดหรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 จึงเป็นกรณีที่จำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และแม้ความเสียหายของสินค้าจะเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้นด้วย ตามมาตรา 43 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลอื่นในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยร่วมที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในช่วงการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือเกาซุง ในดินแดนไต้หวัน อันเป็นช่วงการขนส่งที่จำเลยร่วมที่ 3 ได้รับมอบหมาย จำเลยร่วมที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านี้เช่นกัน ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เจ้าของเรือ MAERSK TACOMA แม้จะเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งสินค้าช่วงจากท่าเรือเกาซุงในดินแดนไต้หวันไปยังปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น แต่เมื่อเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับมอบหมายให้ขนส่ง จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าว สำหรับจำเลยร่วมที่ 5 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 4 ในประเทศไทย ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว จำเลยร่วมที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าเช่นกัน และที่จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า เหตุที่สินค้าได้รับความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งของเอง อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นตามมาตรา 52 (10) นั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่อ้างเหตุว่าตนไม่ต้องรับผิดนั้นต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างซึ่งจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ก็มิได้กล่าวอ้างให้เห็นว่าตามประเพณีการขนส่งสินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์นี้จะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าได้โดยเด็ดขาดแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังได้ว่าเหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดจากความผิดของบริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งของ ตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหายทั้งหมดและฝ่ายจำเลยและจำเลยร่วมได้ให้การปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ถึงความเสียหายของสินค้านั้น แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าสินค้าอีก 340 ชุด ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบนั้นได้รับความเสียหายอย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏถึงความเสียหายของสินค้าจำนวน 340 ชุด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสินค้าจำนวนดังกล่าวได้รับความเสียหายด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับสินค้าจำนวน 44 ชุด เท่านั้น สำหรับจำนวนความเสียหายนั้นปรากฏว่าสินค้าหลอดภาพคอมพิวเตอร์ราคาชุดละ 132 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นค่าเสียหายสำหรับตัวสินค้าจำนวน 5,808 ดอลลาร์สหรัฐกับค่าสำรวจความเสียหายอีกจำนวน 880 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลจากความเสียหายของสินค้า รวมเป็นเงินจำนวน 6,688 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.25 บาท ที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายของตัวสินค้าและค่าสำรวจความเสียหายให้แก่บริษัทเคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว เป็นจำนวน 249,128 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าที่ขนส่งจำนวน 44 ชุด คือ 44 หน่วยการขนส่ง พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 249,128 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ได้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 249,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 39 ม. 43 ม. 44 ม. 52 (10) ม. 58 วรรคหนึ่ง ม. 58 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเมริกันโฮม แอสชัวรันส์ คัมปะนี
บริษัทมิตซุย-โซโก (ยู.เอส.เอ.)
จำเลย — อินคอร์โพเรท จำกัด กับพวก
บริษัทดัม-สกิป เซลสกาเบ็ท อาฟ 1912
จำเลยร่วม — อักติเซลสกาป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549
#266571
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินคือได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 30 เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าการประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลการขาดทุนสุทธิดังกล่าวเพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 7 (1) และ 8

ในปี 2533 โจทก์เป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้าให้แก่ลูกค้าภายในประเทศ และโจทก์มีบริษัท บ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเป็นลูกค้ารับซื้อแป้งจากโจทก์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่กรรมการโจทก์ต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารในการติดต่อทางการค้ากับลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศมาแสดงต่อศาล จึงฟังไม่ได้ว่ากรรมการของโจทก์เดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่อลูกค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่และแก้ไขปัญหาสินค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของโจทก์ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จึงต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) และ (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0813/199 ลงวันที่ 21 มกราคม 2537 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.2/3 014 250/2/100369 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0804/8189 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/180/2545 และเลขที่ สภ.1/(อธ.1)/181/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า ในประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่นั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบของจำเลยตามหมายเรียกเลขที่ ต.3/18/2537 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2537 ชอบด้วยมาตรา 19 แห่ง ป. รัษฎากร เพียงฉบับเดียว โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าการออกหมายเรียก เลขที่ กค 0813 (ก)/1191 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ และการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีไม่ใช่เป็นการประเมินภาษีของจำเลยที่โจทก์จะต้องถูกบังคับตามมาตรา 30 แห่ง ป. รัษฎากร ที่จะต้องโต้แย้งคัดค้านหรืออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลภาษีอากรกลางได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0813/199 ลงวันที่ 21 มกราคม 2537 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 เป็นผลมาจากการไต่สวนตามหมายเรียกที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับให้โจทก์จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านหนังสือฉบับดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนหนังสือฉบับนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนผลขาดทุนสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2534 คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ 2 ข้อนี้ รวมกันไป เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 เมื่อพิจารณาถ้อยคำตามตัวบทในสองมาตรานี้ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า การออกหมายเรียกนั้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมินนั่นเอง หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใดก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินซึ่งได้แก่หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 ตามที่ ป. รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติไว้ เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต้องถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าว เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ 8 กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องวินิจฉัยว่าการออกหมายเรียก เลขที่ กค 0813 (ก)/1191 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในประเด็นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.3 ต่อไปว่า ค่าใช้จ่ายของกรรมการโจทก์ในการเดินทางไปประเทศสหภาพโซเวียต ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ และประเทศญี่ปุ่น เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ในปี 2533 โจทก์เป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศ และโจทก์มีบริษัท บ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือและเป็นลูกค้าของโจทก์ที่รับซื้อสินค้าแป้งจากโจทก์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่กรรมการโจทก์ต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารในการติดต่อทางการค้ากับลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศมาแสดงต่อศาล จึงฟังไม่ได้ว่ากรรมการของโจทก์เดินทางไปต่างประเทศนั้นเป็นการไปติดต่อลูกค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่และแก้ไขปัญหาสินค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของโจทก์ ดังนั้นค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จึงต้องห้ามไม่ให้ถึงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่ง ป. รัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 30 ม. 65 ตรี (3) ม. 65 ตรี (13)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแป้งตะวันออก (๑๙๘๗) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2549
#272137
เปิดฉบับเต็ม

ต้นฉบับสัญญาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสี่คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับ โจทก์จึงต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 122 และมาตรา 125 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อโจทก์ไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดง และมิใช่กรณีที่จะนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 93 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 สำเนาสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้

สัญญาจ้างทำของนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ ฉะนั้น ศาลย่อมรับฟังพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ก่อสร้างอาคารจริงหรือไม่ นอกจากนี้ โจทก์มีสำเนาเอกสารซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่ได้คัดค้านว่า ไม่มีต้นฉบับเป็นพยาน เมื่อฟังได้เช่นนี้จึงมีเหตุเชื่อได้ว่า โจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ก่อสร้างอาคารและจ่ายเงินค่าจ้างจริง ใบกำกับภาษีที่ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. จึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกให้เนื่องจากการรับเงินค่าจ้าง เป็นใบกำกับภาษีที่โจทก์ผู้ได้รับประโยชน์สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงมิใช่ใบกำกับภาษีปลอมตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (7) วรรคสอง เมื่อขณะออกใบกำกับภาษีนั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีมาคำนวณหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับใบกำกับภาษีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1003140/5/102423 เลขที่ 1003140/5/102424 เลขที่ 1003140/5/102425 เลขที่ 1003140/5/102426 และเลขที่ 1003140/5/102427 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/171/2543 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 2,207,553 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 21 ถึง 34 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่มีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 21 ถึง 34 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 9 ถึง 11 เป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับ ส่วนต้นฉบับไม่ได้ส่งศาล แสดงว่าต้นฉบับสัญญาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสี่คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับ โจทก์จึงต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 122 และมาตรา 125 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อโจทก์ไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดงและมิใช่กรณีที่จะนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 สำเนาสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้ อย่างไรก็ดีสัญญาจ้างทำของนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ ฉะนั้น ศาลย่อมรับฟังพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาก่อสร้างอาคารจริงหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีสำเนาเอกสารซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่ได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับเป็นพยานดังนี้เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาได้ขอเบิกเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารตามงวดจากโจทก์ โจทก์อนุมัติและได้จ่ายเงินเป็นเช็คจำนวน 12 ฉบับ พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อจำเลยที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาได้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้แก่โจทก์ และเช็คทั้ง 12 ฉบับ เรียกเก็บเงินได้ เมื่อฟังได้เช่นนี้จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาก่อสร้างอาคารและจ่ายเงินค่าจ้างจริง ใบกำกับภาษีที่ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สุรางค์การโยธาจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกให้เนื่องจากการรับเงินค่าจ้างเป็นใบกำกับภาษีที่โจทก์ผู้ได้รับประโยชน์สามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงมิใช่ใบกำกับภาษีปลอมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (7) วรรคสอง เมื่อขณะออกใบกำกับภาษีนั้นห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. สุรางค์การโยธาเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 21 ถึง 34 มาคำนวณหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับใบกำกับภาษีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 122 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 89 (7) วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยาม สตีล กัลวาไนซิ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2549
#267213
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้ ว. กรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นภาษีโรงเรือนจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไป การที่ ว. ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้าจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัว เมื่อการอยู่ของ ว. ไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษา โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัย และให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน 11,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินค่าภาษีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์ในส่วนที่โจทก์มิได้นำไปใช้ประโยชน์ โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ อาคารดังกล่าวจึงสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ ได้ชัดเจน ดังนั้น ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หากนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปหาประโยชน์แล้ว เจ้าของอาคารจะต้องเสียภาษีทั้งหมดไม่ว่าเจ้าของจะใช้เองหรือให้ผู้แทนเฝ้ารักษาก็ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่โจทก์ให้นางวิภาดาเข้าพักอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น โรงเรือนในส่วนที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องเป็นโรงเรือนในส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยข้อกฎหมายจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโรงเรือนในส่วนนี้โจทก์อยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาหรือได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมหรือไม่ ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปเสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความโต้เถียงว่า ในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการของโจทก์พักอาศัยอยู่ ไม่มีการเก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมในชั้นเหล่านี้ เห็นว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นนิติบุคคล โจทก์จึงเป็นเจ้าของอาคาร การอยู่อาศัยของนางวิภาดาจึงไม่ใช่เป็นการที่เจ้าของอยู่เอง นางวิภาดาเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้จากอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า นางวิภาดาเข้าพักอาศัยในอาคารนี้พร้อมกับครอบครัว ดังนั้น การที่นางวิภาดาซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้ารักษาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้อยู่เอง และการอยู่ของนางวิภาดาไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษาเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2549
#268638
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ได้ชัดเจน ดังนั้น ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วนๆ ไป

การที่โจทก์ให้ ว. กรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์เข้าพักที่ชั้น 2 และ 3 ของอาคารนี้ พร้อมครอบครัวเป็นการพักอาศัยมิใช่กรณีเจ้าของอยู่เองเพราะโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเจ้าของอาคาร และการเข้าพักพร้อมครอบครัวเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษาอาคารตามความหมายในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ โจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ต่อพนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่สำนักงานเขตพระนคร ต่อมาจำเลยได้แจ้งรายการประเมินให้โจทก์นำเงินไปชำระจำนวน 117,245 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัยการประเมินไม่ชอบ จึงขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยขอให้ลดภาษีโรงเรือนรวมทั้งสิ้น 11,345 บาท ต่อมาจำเลยได้แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบว่าค่าภาษีที่โจทก์ขอลดจำนวนลงนั้นจำเลยไม่ลดให้ โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัย และให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน 11,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินค่าภาษีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนซึ่งเป็นตึกแถว 4 ชั้น 2 คูหา โจทก์ได้นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้บริษัทซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าประกอบการค้า และให้บริษัทโอ - บราเดอร์เอ็นเตอร์ไพรส์ (2530) จำกัด ตั้งเป็นสำนักงานเพื่อประกอบธุรกิจรับทำบัญชีส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดา พิริยาสรณ์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ทำเป็นที่พักอาศัย ส่วนตึกแถวชั้นที่ 4 โจทก์ปิดว่างมิได้ทำประโยชน์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2.3 ของโจทก์ว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์ในส่วนที่โจทก์มิได้นำไปใช้ประโยชน์ โจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ อาคารดังกล่าวจึงสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ได้ชัดเจน ดังนั้น ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วนๆ ไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หากนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปหาประโยชน์แล้ว เจ้าของอาคารจะต้องเสียภาษีทั้งหมดไม่ว่าเจ้าของจะใช้เองหรือให้ผู้แทนเฝ้ารักษาก็ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่โจทก์ให้นางวิภาดาเข้าพักอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น โรงเรือนในส่วนที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องเป็นโรงเรือนในส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจึงต้องถือตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา แต่ข้อเท็จจริงว่าโรงเรือนในส่วนนี้โจทก์อยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาหรือได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมหรือไม่ ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปเสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความโต้เถียงว่า ในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัยอยู่ ไม่มีการเก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมในชั้นเหล่านี้ เห็นว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นนิติบุคคลโจทก์จึงเป็นเจ้าของอาคาร การอยู่อาศัยของนางวิภาดาจึงไม่ใช่เป็นการที่เจ้าของอยู่เอง นางวิภาดาเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้จากอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า นางวิภาดาเข้าพักอาศัยในอาคารนี้พร้อมกับครอบครัว ดังนั้น การที่นางวิภาดาซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้ารักษาจริงๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้อยู่เอง และการอยู่ของนางวิภาดาไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษาเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2549
#268902
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ เมื่อรถจักรยานยนต์ล้มผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีไป จำเลยจึงใช้มีดแทงผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ที่จะต้องการฆ่าผู้ตาย แต่เหตุที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่มากับผู้ตายก่อนเนื่องจากเสียหายเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้าย จำเลยประสงค์จะให้รถจักรยานยนต์หยุดเพื่อจะได้มีโอกาสแทงทำร้ายผู้ตายได้ต่อไป โดยที่ผู้ตายไม่สามารถซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนี จึงเห็นเจตนาได้ว่าจำเลยประสงค์จะแทงทำร้ายทั้งผู้เสียหายและผู้ตายในคราวเดียวกัน แม้จะเป็นการกระทำสองหนและต่อบุคคลสองคนก็อยู่ในเจตนาอันเดียวกันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 288, 289 (4), 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80 (ที่ถูก มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้จำคุกตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (1) และ 53 ตามลำดับ) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 60 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 20 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิเวศน์ ทองสัมฤทธิ์ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์พานายโสรถหรือเตี้ย แสนทวีสุข ผู้ตายไปส่งบ้าน ซึ่งผ่านซอยแคบมีความกว้างประมาณ 1.5 เมตร สองข้างทางเป็นกำแพงปูนและรั้วบ้าน ขณะรถจักรยานยนต์แล่นไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักข้อศอกไปทางซ้ายห่างจากบ้านผู้ตายประมาณ 50 เมตร ผู้เสียหายชะลอความเร็วของรถลงขณะเลี้ยวซ้าย จำเลยซึ่งยืนอยู่ริมรั้วบ้านจำเลยด้านซ้ายของถนนได้ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายและผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่จำเลยใช้มีดแทงถูกผู้เสียหายเป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่ เห็นว่า แม้ซอยที่เกิดเหตุจะมีความกว้างเพียงประมาณ 1.5 เมตร แต่เมื่อพิเคราะห์ความกว้างและสภาพซอยที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วจะเห็นว่าซอยดังกล่าวมิได้คับแคบถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยอยู่ในที่บังคับไม่อาจแทงคนบนรถจักรยานยนต์ได้ถนัด ในเรื่องเกี่ยวกับแสงสว่าง ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า แม้ไม่อาศัยแสงสว่างจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์ก็สามารถมองเห็นกันชัดเจนและจำกันได้ในระยะ 2 เมตร และผู้เสียหายได้ตอบโจทก์ถามติงว่าเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไปได้ประมาณ 10 เมตร แล้วหันกลับไปมองเห็นจำเลยก็โดยอาศัยแสงสว่างจากดวงไฟฟ้าใกล้บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดสว่างอยู่ จึงเชื่อว่าจำเลยสามารถเห็นผู้เสียหายและผู้ตายได้ในขณะเกิดเหตุ แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่าผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยยืนอยู่ริมรั้วบ้านด้านซ้ายก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายซึ่งได้ความจากผู้เสียหายว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนนั่งซ้อนท้ายแล่นไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักข้อศอกไปทางซ้าย ผู้เสียหายได้ชะลอความเร็วของรถจักรยานยนต์ขณะเลี้ยวซ้าย จำเลยได้ใช้จังหวะที่ผู้เสียหายชะลอความเร็วของรถใช้มีดแทงผู้เสียหายในทันที จำเลยมีจังหวะและเวลาที่จะแทงคนขับหรือคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ เพราะขณะนั้นรถจักรยานยนต์มิได้แล่นด้วยความเร็วถึงขนาดจะบังคับให้จำเลยต้องรีบแทงคนที่อยู่บนรถจักรยานยนต์ การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ก่อน จึงเป็นการกระทำที่ประสงค์ให้รถจักรยานยนต์หยุด เพื่อจำเลยจะได้แทงทำร้ายผู้ตายได้โดยที่ผู้ตายไม่สามารถซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแทงผู้เสียหายและผู้ตายโดยกระทำการต่อเนื่องกัน อันถือได้ว่ามีเจตนาฆ่าคนทั้งสองในคราวเดียวกัน จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยพลาดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือสองกรรม โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์เป็นการกระทำกรรมหนึ่งที่จำเลยได้ลงมือกระทำผิดไปแล้ว เมื่อรถจักรยานยนต์ล้มผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีไป จำเลยจึงใช้มีดแทงผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ การแทงผู้ตายในครั้งหลังจึงเป็นการกระทำคนละครั้งคนละเวลากันกับได้กระทำต่อบุคคลต่างคนกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม เห็นว่า จำเลยได้ใช้มีดแทงผู้เสียหายแล้วจึงใช้มีดแทงผู้ตายในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ที่จะต้องการฆ่าผู้ตาย แต่เหตุที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่มากับผู้ตายก่อนเนื่องจากผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้าย จำเลยประสงค์จะให้รถจักรยานยนต์หยุดเพื่อจะได้มีโอกาสแทงทำร้ายผู้ตายได้ต่อไป โดยที่ผู้ตายไม่สามารถซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนี จึงเห็นเจตนาได้ว่าจำเลยประสงค์จะแทงทำร้ายทั้งผู้เสียหายและผู้ตายในคราวเดียวกัน แม้จะเป็นการกระทำสองหนและต่อบุคคลสองคนก็อยู่ในเจตนาอันเดียวกันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยกระทำความผิดต่อผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยยืนถือมีดเตรียมดักรอผู้ตายอยู่ตรงที่เกิดเหตุเพื่อแทงผู้ตายตั้งแต่เมื่อใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากผู้เสียหายซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์เพียงว่าเมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักข้อศอกไปทางซ้าย ผู้เสียหายชะลอความเร็วของรถลงขณะเลี้ยวซ้าย จำเลยซึ่งยืนอยู่ริมรั้วบ้านจำเลยด้านซ้ายของถนนได้ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายและผู้ตายในทันที ทั้งสถานที่เกิดเหตุก็อยู่บริเวณหน้าบ้านของจำเลย หากจำเลยได้มีการไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะแทงทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตายก็สามารถไปดักทำร้ายผู้ตาย ณ สถานที่อื่นซึ่งลับตาคนได้เพื่อมิให้มีผู้รู้เห็น ได้ความจากนายมงคลชัย แสนทวีสุข พี่ชายผู้ตายประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่าบ้านของจำเลยและบ้านของผู้ตายอยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตรเท่านั้น จึงไม่เป็นการยากที่จำเลยจะติดตามไปคอยฆ่าผู้ตายได้โดยมิให้ผู้อื่นรู้เห็น แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่าจำเลยและผู้ตายเคยมีเหตุทะเลาะกันเนื่องจากผู้ตายเมาสุราแล้วขึ้นไปนอนกับภริยาจำเลยบนบ้านจำเลย ก็ได้ความว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมานานถึง 4 ถึง 5 เดือนแล้ว หากจำเลยประสงค์จะฆ่าผู้ตายด้วยสาเหตุดังกล่าวก็สามารถกระทำได้ก่อนเกิดเหตุนานแล้ว เพราะคนทั้งสองมีบ้านอยู่ใกล้กัน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และ 288 ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นายอุทิศ บัวขำ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2549
#266783
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 44 ประกอบด้วยมาตรา 18 (2) บัญญัติให้โรงเรียนเอกชนเป็นนิติบุคคล ซึ่งบทบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 แม้ตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา 71 จะให้จำเลยซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับให้คงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไปจนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปรากฏว่าครบสามปีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 จำเลยย่อมมีสภาพเป็นนิติบุคคลโดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 หลังจากจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์เป็นครูลูกจ้างจำเลยฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยที่จ่ายขาดตามสัญญาจ้างแรงงาน ย่อมมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ดังนั้น คำฟ้องที่เรียกเอาค่าจ้างที่ถึงกำหนดจ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2542 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 ย่อมเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความ คงเรียกค่าจ้างค้างจ่ายได้เดือนละ 1,360 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 เป็นค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 14 เดือน เป็นเงิน 19,040 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินส่วนต่างที่จำเลยจ่ายเงินเดือนต่ำกว่าที่ทางราชการกำหนดเดือนละ 1,360 บาท เป็นเวลา 34 เดือน เป็นเงิน 46,240 บาท เงินเดือนสำหรับเดือนกันยายน 2545 จำนวน 5,000 บาท และค่าชดเชยจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์เพิ่มให้ครบตามวุฒิ จำนวน 46,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 44 ประกอบด้วยมาตรา 18 (2) บัญญัติให้โรงเรียนเอกชนเป็นนิติบุคคล ซึ่งบทบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 แม้ตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา 71 จะให้จำเลยซึ่งเป็นสถานการศึกษาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับให้คงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไปจนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปรากฏว่าครบสามปีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 จำเลยย่อมมีสภาพเป็นนิติบุคคลโดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 หลังจากจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยเกินกว่า 2 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ดังนั้น คำฟ้องที่เรียกเอาค่าจ้างที่ถึงกำหนดจ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2542 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 ย่อมเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความ คงเรียกค่าจ้างค้างจ่ายได้เดือนละ 1,360 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 เป็นค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 14 เดือน เป็นเงิน 19,040 บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์เพิ่มให้ครบตามวุฒิจำนวน 19,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ม. 44 ม. 18 (2) ม. 71
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 193/34 (9)
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประนอม ถาพลพันธุ์
จำเลย — โรงเรียนพัฒนศึกษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชูศักดิ์ โชติวานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2549
#266703
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับ ส. ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ว่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส. ตั้งครรภ์ให้ถือว่า ส. ได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้าง เพราะ ส. มีครรภ์ อันขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

การปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของ ส. แม้ค่าชั่วโมงบินที่ ส. ได้รับในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากันแต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่ ส. เมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. เป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน 60,561 บาท ให้แก่นางสาวสาวิตรี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่ว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงาน (ซึ่งหมายถึงนางสาวสาวิตรีลูกจ้าง) ตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญาเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้าง การสิ้นสุดสัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 2 ข้อ 5.2.2 และข้อ 6 ซึ่งสรุปได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเข้าใจและยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีลักษณะเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษีที่ใช้ มีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกของการปฏิบัติงาน การตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามข้อ 6.1 ขึ้นเป็นข้อหนึ่งของสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 5.2.2 กำหนดว่า เมื่อนางสาวสาวิตรีได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำสั่งต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ 2 กรณีร้ายแรง ให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงและข้อตกลงในข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ 6.1 เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะนางสาวสาวิตรีมีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ค่าชั่วโมงบินเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรี แม้ค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรีเมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีเป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จำเลยนำค่าชั่วโมงบินมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยด้วย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แอร์ อันดามัน จำกัด
จำเลย — นายสุรเชษฐ วิริยะศิริกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2549
#267137
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อตกลงระหว่างโจทก์และ ส. ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส. ตั้งครรภ์ให้ถือว่า ส. ได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์วินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ส. ตั้งครรภ์ ข้อตกลงข้อ 6.1 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะ ส. มีครรภ์ อันขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

การปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของ ส. แม้ค่าชั่วโมงบินที่ ส. ได้รับในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่ ส. เมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. เป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งทางอากาศ จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 โจทก์ได้ว่าจ้างนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส ทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งนางสาวสาวิตรีทราบดีว่ามีลักษณะงานเป็นการเฉพาะ ต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ บุคลิกภาพดี มีความรู้เฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด และไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน จึงตกลงว่าหากนางสาวสาวิตรีไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจ้างให้ถือว่านางสาวสาวิตรีบอกเลิกสัญญาจ้าง และภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้โทรศัพท์มาลางานกับหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแจ้งว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ แล้วขาดงานไปจนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2546 รวม 11 วัน หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจึงมีหนังสือแจ้งการขาดงานของนางสาวสาวิตรีต่อฝ่ายบุคคลของโจทก์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลจึงติดต่อนางสาวสาวิตรีให้เข้าพบ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 นางสาวสาวิตรีได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของโจทก์ทราบว่าตั้งครรภ์พร้อมกับยื่นใบรับรองแพทย์ซึ่งยืนยันว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลจึงแจ้งให้นางสาวสาวิตรีทราบถึงข้อตกลงที่ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างและนำเรื่องเสนอต่อผู้มีอำนาจของโจทก์ พร้อมทั้งนำข้อตกลงไปปรึกษากับนักกฎหมาย เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่นางสาวสาวิตรีไม่มาทำงานให้โจทก์และไปร้องต่อจำเลยว่าโจทก์เลิกจ้าง ทั้ง ๆ ที่นางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ได้เป็นกรณีที่โจทก์เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่จำเลยกลับมีคำสั่งที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 60,561 บาท ให้แก่นางสาวสาวิตรีโดยนำค่าชั่วโมงบินนับแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2546 เฉลี่ยเดือนละ 12,187 บาท ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์จ่ายค่าตอบแทนเป็นกรณีพิเศษให้แก่นางสาวสาวิตรีเมื่อได้ปฏิบัติงานบนเครื่อง ไม่ใช่ค่าจ้าง มาคำนวณค่าชดเชยด้วย อันเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน 60,561 บาท ให้แก่นางสาวสาวิตรี ชัยพนัส

จำเลยให้การว่า ข้อตกลงเรื่องการตั้งครรภ์ระหว่างโจทก์กับนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส กำหนดไว้ด้วยว่า หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงานให้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จะเปลี่ยนงานให้ตามความเหมาะสมโดยได้รับค่าจ้างหรือให้ลาหยุดโดยไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่าจะคลอด นางสาวสาวิตรีได้เข้ารับการตรวจจากแพทย์พบว่าตั้งครรภ์และประสบภาวะแท้งคุกคาม แพทย์ให้พักรักษาตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป วันที่ 29 ตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้ยื่นใบรับรองผลการตรวจครรภ์ดังกล่าวต่อฝ่ายดูแลจัดตารางการบินของโจทก์ และเข้าพบเจรจากับผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและธุรการของโจทก์แจ้งความประสงค์ว่าต้องการเปลี่ยนตำแหน่งงาน แต่โจทก์ไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งงานให้ได้ และเมื่อตารางการบินของเดือนพฤศจิกายน 2546 ออกมาปรากฏว่าไม่มีชื่อนางสาวสาวิตรีอยู่ในแผนกการบิน นางสาวสาวิตรีจึงไม่ได้ทำงานในแผนกใดนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 นางสาวสาวิตรีและโจทก์ได้เจรจากัน โดยโจทก์ทราบแล้วว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการผิดสัญญาจ้าง อันเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือนางสาวสาวิตรี โจทก์ได้เสนอให้นางสาวสาวิตรีเขียนใบลาออกโดยให้มีผลในอีก 1 เดือนข้างหน้าหรือวันที่ 11 ธันวาคม 2546 โดยโจทก์จะจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติและนางสาวสาวิตรีไม่ต้องไปทำงาน แต่นางสาวสาวิตรีไม่ตกลงและหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างของเดือนพฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้จ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ให้แก่นางสาวสาวิตรี จึงเป็นการเลิกจ้างนางสาวสาวิตรีเนื่องจากนางสาวสาวิตรีผิดสัญญาจ้างตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรี นางสาวสาวิตรีทำงานตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 ติดต่อกันจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 รวม 1 ปี 10 เดือน ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 8,000 บาท กับค่าชั่วโมงบินเพื่อปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือน ซึ่งโจทก์จ่ายให้ตามระยะทางของเส้นทางการบินประกอบจำนวนชั่วโมงบินในแต่ละเที่ยวบิน อันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของนางสาวสาวิตรีซึ่งเป็นค่าจ้าง ในเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้รับค่าชั่วโมงบินจำนวน 10,564 บาท 9,979 บาท และ 16,019 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 36,562 บาท คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้นางสาวสาวิตรีจำนวน 60,561 บาท จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวสาวิตรี ชัยพนัส เป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 8,000 บาท กับชั่วโมงบินเมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนอีกจำนวนหนึ่ง ช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้รับค่าชั่วโมงบินเป็นเงินเดือนละ 10,564 บาท 9,979 บาท และ 16,019 บาท ตามลำดับ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อกำหนดในสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงานตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญา เป็นข้อกำหนดที่ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในกรณีที่พนักงานเกิดการตั้งครรภ์ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะไม่อาจใช้บังคับแก่นางสาวสาวิตรีได้ ที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้เลิกจ้างนางสาวสาวิตรี นางสาวสาวิตรีไม่มาทำงานให้โจทก์เพราะนางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาพร้อมกับไม่มาทำงานถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น โจทก์ไม่ได้ให้การและแสดงพยานหลักฐานให้เห็นเช่นนั้นไว้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน เพิ่งกล่าวอ้างในคำฟ้อง เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ไม่อาจรับฟังให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ให้การไว้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานได้ ชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน นางวิไลวรรณ ศรีษเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของโจทก์ในฐานะตัวแทนฝ่ายโจทก์ให้การไว้ตามเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 3 ว่า โจทก์ได้เลิกจ้างนางสาวสาวิตรีเพราะเหตุนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เลิกจ้างนางสาวสาวิตรี เมื่อไม่ปรากฏว่าการเลิกจ้างของโจทก์ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรี ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การปฏิบัติงานบนเครื่องบินก็เป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรีและโจทก์จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรีเมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานแก่นางสาวสาวิตรี จึงเป็นค่าจ้าง การที่จำเลยนำเงินค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับ 90 วันสุดท้ายก่อนที่มีการเลิกจ้างมาคำนวณรวมเป็นค่าชดเชยให้โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีจึงถูกต้องแล้ว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 5/2547 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรีจำนวน 60,561 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่ว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงาน (ซึ่งหมายถึงนางสาวสาวิตรีลูกจ้าง) ตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญา เป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวกันกับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้างการสิ้นสุดของสัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 2. ข้อ 5.2.2 และข้อ 6 ซึ่งสรุปได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเข้าใจและยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีลักษณะเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ มีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการผึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกของการปฏิบัติงาน การตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามข้อ 6.1 ขึ้นเป็นข้อหนึ่งของสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 5.2.2 กำหนดว่า เมื่อนางสาวสาวิตรีได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำสั่งต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ 2 กรณีร้ายแรง ให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง และข้อตกลงในข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ 6.1 เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะนางสาวสาวิตรีมีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ค่าชั่วโมงบินเป็นค้าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรี แม้ค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรีเมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีเป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จำเลยนำค่าชั่วโมงบินมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์ อันดามัน จำกัด
จำเลย — นายสุรเชษฐ วิริยะศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2549
#267134
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 155 ให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ หากคดีมีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยมิใช่ผู้ยากจนและคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอใหม่ตามมาตรา 156 วรรคสี่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน แม้หากศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยเพราะปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ได้ยุติไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะพิจารณาคำขอของจำเลยใหม่

จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิใช่คนยากจนและคดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ถือได้ว่ามีการแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) ประกอบมาตรา 155 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนจำนวน 3,147,442.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ หากคดีมีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยมิใช่ผู้ยากจนและคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้าบัญญัติไว้โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน หรือโดยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน แม้หากศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยเพราะปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ได้ยุติไปแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของจำเลยใหม่ ที่จำเลยอ้างว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรจะอุทธรณ์นั้นไม่มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิใช่คนยากจน และคดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นการแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ประกอบมาตรา 155 วรรคหนึ่ง แล้ว ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน หากจำเลยยังประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 155 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมเกียรติ เทอดไทย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2549
#268637
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยมิใช่ผู้ยากจนและคดีไม่มีเหตุผลอันควรที่จะอุทธรณ์ หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว จำเลยมีสิทธิที่ดำเนินการตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่หรือวรรคห้าบัญญัติไว้โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน หรือโดยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว การที่จำเลยใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยเพราะปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยมีเหตุผลอันควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ได้ยุติไปแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนจำนวน 3,147,442.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ หากคดีมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยมิใช่ผู้ยากจนและคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือวรรคห้าบัญญัติไว้โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน หรือโดยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน แม้หากศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยเพราะปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ได้ยุติไปแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของจำเลยใหม่ ที่จำเลยอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่ว่าไม่มีเหตุผลอันควรจะอุทธรณ์นั้นไม่มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิใช่คนยากจน และคดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นการแสดงเหตุผลแห่งวินิจฉัยทั้งปวงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ประกอบมาตรา 155 วรรคหนึ่ง แล้ว ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน หากจำเลยยังประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 155 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมเกียรติ เทอดไทย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2549
#266999
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องฉบับแรก ขอให้ศาลคำมีสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ศาลมีคำสั่งโดยไม่ได้ไต่สวนว่า ตามคำร้องยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียม ให้ยกคำร้อง แม้ศาลจะมิได้ล่าวถึงกรณีโจทก์ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร แต่คำสั่งดังกล่าวก็เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่ง จำเลยมิได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังว่า ศาลสมควรจะมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยฉบับแรกไว้พิจารณาไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น โดยอ้างข้อเท็จจริงและเหตุผลเหมือนกับคำร้องฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมว่ามีคดีอื่นที่โจทก์ฟ้องจำเลยและบัดนี้ศาลในคดีดังกล่าวเพิ่งมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามคำร้องของจำเลยไว้แล้ว ซึ่งแม้ส่วนที่อ้างเพิ่มเติมเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อที่อ้างเพื่อสนับสนุนว่าหากโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เสียไปอันควรที่จะสั่งให้โจทก์วางเงินเหมือนคำร้องฉบับแรก จึงมีข้ออ้างอันเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยชี้ชาดเช่นเดียวกับคำร้องฉบับแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเอาชื่อของโจทก์ในส่วนสาระสำคัญและเป็นชื่อเฉพาะ คือ คำว่า "Tsuburaya" หรือ "ซึบูราญ่า" ไปใช้จดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของชื่อของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อ ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอีกวันละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง

จำเลยให้การกับฟ้องแย้งว่า จำเลยมีสิทธิใช้ชื่อตามฟ้อง โจทก์ได้ใช้ชื่อทางการค้าว่า ซึบูราซ่า โปรดัคชั่นส์ กับงานซึ่งโจทก์ได้โอนสิทธิให้แก่กรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยไปแล้ว ทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายรวม 120,000,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 100,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง

ก่อนสืบพยาน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลไทย และเป็นที่เชื่อได้ว่าหากโจทก์แพ้คดีจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่จำเลยเสียไป เพราะก่อนหน้านี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยกับพวกว่าละเมิดลิขสิทธิ์เรียกค่าเสียหาย 100,000,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลดังกล่าว จำเลยในคดีนั้นยื่นคำร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาล 2,000,000 บาท ต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตามฟ้องแย้งจำเลยในคดีนั้นยื่นคำร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม ศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม 1,800,000 บาท และให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันสำหรับเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันฟังคำสั่งและต่อไปอีก 2 ปี วางเงินหรือหาประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างอุทธรณ์เดือนละ 5,000,000 บาท รวม 24 เดือน มาให้เป็นที่พอใจของศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่โจทก์ในคดีนั้นไม่ได้นำเงินหรือหลักประกันใด ๆ มาวางศาลภายในกำหนด จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คดีพิพาทกันในเรื่องชื่อทางการค้า "ซึบูราญ่า" คนละส่วนกับการพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ซึ่งคดีดังกล่าวประเด็นเรื่องการวางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ในคดีนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียม ให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548

ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2548 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอีก โดยระบุข้ออ้างตามคำร้องลงวันที่ 27 มกราคม 2548 และอ้างเพิ่มเติมว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 บัญญัติว่า ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยยื่นคำร้องต่อศาล...หมายความว่า หากปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดข้างต้นก็ถือว่าครบองค์ประกอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 27 มกราคม 2548 ได้อ้างข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร และปรากฏข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในคดี ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้รับคำร้องฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2548 ไว้พิจารณาไต่สวน นอกจากคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลดังกล่าวตามคดีหมายเลขดำที่ ทป.149/2547 เรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 1,270,000,000 บาท จำเลยกับพวกในคดีนั้นยื่นคำร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร กรณีเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 จึงมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันเพื่อชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยในคดีนี้ได้ ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ทำให้เห็นว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียม คำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ทป.149/2547 ไม่ผูกพันให้ศาลในคดีนี้ต้องปฏิบัติตาม กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2548 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2548 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องฉบับแรกลงวันที่ 27 มกราคม 2548 ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ศาลมีคำสั่งโดยไม่ได้ไต่สวนว่า ตามคำร้องยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียม ให้ยกคำร้องของจำเลย แม้ศาลจะมิได้กล่าวถึงกรณีโจทก์ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร แต่คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวก็เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นแล้วไม่ชอบอย่างไร จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ของศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์กลับมายื่นคำร้องฉบับหลังลงวันที่ 20 เมษายน 2548 ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสมควรจะมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยฉบับแรกลงวันที่ 27 มกราคม 2548 ไว้พิจารณาไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น โดยอ้างข้อเท็จจริงและเหตุผลเหมือนกับคำร้องฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมว่ามีคดีอื่นที่โจทก์ฟ้องจำเลยและบัดนี้ศาลในคดีดังกล่าวเพิ่งมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามคำร้องขอของจำเลยไว้แล้ว ซึ่งแม้ส่วนที่อ้างเพิ่มเติมเข้ามานี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อที่จำเลยอ้างเพื่อสนับสนุนว่าหากโจทก์แพ้คดีนี้แล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่จำเลยเสียไปอันควรที่จะสั่งให้โจทก์วางเงินเหมือนคำร้องฉบับแรก คำร้องฉบับหลังจึงมีข้ออ้างอันเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดเช่นเดียวกับคำร้องฉบับแรกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องไปแล้ว คำร้องของจำเลยลงวันที่ 20 เมษายน 2548 จึงเป็นการขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2548 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซิบูราญ่า ไชโย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2549
#267393
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้รับใบตราส่งโดยไม่ต้องมีการสลักหลังแต่อย่างใด ทั้งในใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้าก็มีข้อความที่บริษัทผู้ขายแจ้งมายังโจทก์ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทผู้ขาย เมื่อผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าแล้วได้มีการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเพื่อขนส่งมามอบให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิในสินค้านี้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายของสินค้าจากผู้ขนส่งโดยไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินค้าหรือไม่

ขณะที่เรือ ฮ. เดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้จากไต้หวันมายังประเทศไทยปรากฏว่าท้องทะเลมีลมแรงจัด ความเร็วลมประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นจัดมาก ความสูงของคลื่นเฉลี่ยประมาณ 5 เมตร ซึ่งลักษณะเช่นนั้นเป็นเหตุตามธรรมชาติในท้องทะเลอยู่แล้ว ยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย และยังอยู่ในวิสัยที่ยังเดินเรือได้ ประกอบกับความเสียหายของสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำทะเลเข้าไปในระวางที่เก็บสินค้า มิได้เกิดจากการบุบงอโดยการกระแทกกันของสินค้าเนื่องจากการโคลงตัวอย่างรุนแรงของเรือ แม้สภาพของท้องทะเลที่มีคลื่นจัดและมีน้ำทะเลซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา แต่สภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพในการเดินเรือย่อมพึงคาดหมายได้และย่อมต้องเตรียมการป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าในระวางเรือได้ ทั้งหลังสภาพอากาศดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีชิ้นส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือ ฮ. ได้รับความเสียหายจากสภาพแห่งท้องทะเลเช่นว่านั้น จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปในระวางที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ตนรับขนส่งได้ดีเพียงพอสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนสินค้า พยานหลักฐานของผู้ขนส่งยังไม่เพียงพอพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (2) ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าว

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับสินค้าที่รับขนส่งเสียหายไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เมื่อสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายระบุว่ามีน้ำหนักรวม 178,795 กิโลกรัม แต่สินค้า 1 หีบห่อ ที่เสียหายเป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จึงต้องนำไปหักออก ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าตามใบกำกับสินค้าเลขที่ ดีที 3/99 ที่มีสินค้ารวม 65 หีบห่อ น้ำหนักรวม 98,795 กิโลกรัม ราคารวม 130,252.28 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้ สินค้า 1 หีบห่อดังกล่าว คิดเป็นน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และมีราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ จึงมีน้ำหนักสุทธิรวม 176,980 กิโลกรัม เมื่อคำนวณจำนวนจำกัดความรับผิดตามหน่วยการขนส่ง 111 หีบห่อ จะเป็นเพียง 1,110,000 บาท แต่คำนวณตามน้ำหนักสุทธิของสินค้า 176,980 กิโลกรัม จะเป็นเงิน 5,309,400 บาท ซึ่งมากกว่า จึงต้องถือจำนวน 5,309,400 บาท เป็นจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการรับขนส่งสินค้าให้กับโจทก์เป็นจำนวน 5,132,436.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,839,421.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,839,421.73 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 โจทก์ได้สั่งบริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ให้สั่งซื้อสินค้าแผ่นเหล็กเคลือบดีบุกจากบริษัทคาสเทิล แอนด์ คุก เวิล์ดวายด์ จำกัด ผู้ขายในเมืองฮ่องกง จำนวน 307 หีบห่อ น้ำหนักรวม 519,933 กิโลกรัม ราคาสินค้ารวมค่าขนส่งเป็นเงิน 491,195.08 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าดังกล่าวถูกขนส่งโดยเรือเดินทะเลชื่อเฮอร์มอดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจากเมืองท่าประเทศญี่ปุ่นมายังกรุงเทพมหานคร เรือเฮอร์มอดเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 สินค้าถูกขนถ่ายลงเรือลำเลียงแล้วถูกนำขึ้นรถยนต์บรรทุกไปเก็บไว้ที่โรงงานของโจทก์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าบนเรือเฮอร์มอดและที่โรงงานของโจทก์ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายจำนวน 112 หีบห่อ คิดเป็นเงินจำนวน 173,013.27 ดอลลาห์สหรัฐ ต่อมาโจทก์ได้ประมูลขายสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ไปได้เงินจำนวน 2,556,048.40 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทคาสเทิล แอนด์ คุก เวิล์ดวาย จำกัด ที่เมืองฮ่องกง โดยมอบหมายให้บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ดำเนินการให้และบริษัทผู้ขายได้รับเงินค่าสินค้าแล้ว จึงออกใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้า (INVOICE) ไปให้แก่บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด เมื่อบริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด นำสินค้าบรรทุกลงเรือเฮอร์มอดเพื่อส่งให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพแล้ว บริษัทโดล (ญี่ปุ่น) จำกัด ได้ส่งใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 กับใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้ามาให้แก่โจทก์ ซึ่งข้อความในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ก็ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้รับใบตราส่งโดยไม่ต้องมีการสลักหลังแต่อย่างใด และในใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งราคาสินค้าเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.10 ก็มีข้อความที่บริษัทผู้ขายแจ้งมายังโจทก์ จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าตามคำฟ้องจากบริษัทผู้ขายที่เมืองฮ่องกงโดยตรง เมื่อผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าแล้วได้มีการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเพื่อขนส่งมามอบให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิในสินค้านี้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายของสินค้าจากผู้ขนส่งได้ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินค้าไปแล้วหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายของสินค้าจำนวน 111 หีบห่อนั้น เกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลที่ใช้เดินเรือหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 14 นาฬิกา ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 16 นาฬิกา ขณะที่เรือเฮอร์มอดเดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้จากไต้หวันมายังประเทศไทยท้องทะเลมีลมแรงจัด ความเร็วลมประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นจัดมาก ความสูงของคลื่นโดยเฉลี่ยประมาณ 5 เมตร ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาได้กล่าวถึงพายุในระดับแรก คือ พายุดีเปรสชัน ซึ่งมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 33 นอต หรือ 61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตามแผนที่อากาศและลักษณะอากาศและพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประจำวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งประกาศเมื่อเวลา 12 นาฬิกาของแต่ละวันว่า ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมทะเลจีนไต้ตอนล่างและอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้จะทำให้คลื่นลมในบริเวณดังกล่าวมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและตามหนังสือคัดค้านของนายเรือเฮอร์มอดก็บันทึกไว้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเรือได้ประสบกับอากาศรุนแรง ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดลมแรง และพายุคลื่นลมจัด ทำให้เรือโคลงตัวอย่างรุนแรง มีน้ำทะเลซัดขึ้นมาและข้ามดาดฟ้าเรืออยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่ลักษณะที่ท้องทะเลมีลมแรงและมีคลื่นสูงนั้นเป็นเหตุตามธรรมชาติในท้องทะเลอยู่แล้ว ทั้งการที่ลมมีความเร็วประมาณ 27 ถึง 44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคลื่นสูงเฉลี่ย 5 เมตร ก็ยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย และยังอยู่ในวิสัยที่ยังเดินเรือได้ ดังจะเห็นได้จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาก็มิได้ห้ามมิให้เดินเรือในสภาพท้องทะเลดังกล่าว เพียงเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือเท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าความเสียหายของสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำทะเลเข้าไปในระวางที่เก็บสินค้า มิได้เกิดจากการบุบงอโดยการกระแทกกันของสินค้าเนื่องจากการโคลงตัวอย่างรุนแรงของเรือ แม้สภาพของท้องทะเลที่มีคลื่นจัดและมีน้ำทะเลซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา แต่เมื่อสภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพในการเดินเรือย่อมพึงคาดหมายได้และย่อมต้องเตรียมการป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าในระวางเรือได้ ทั้งหลังสภาพอากาศดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีชิ้นส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือเฮอร์มอดได้รับความเสียหายจากสภาพแห่งท้องทะเลเช่นว่านั้น แม้แต่ฝาครอบระวางเรือ จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้น้ำทะเลเข้าไปในระวางที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ตนรับขนส่งได้ดีเพียงพอสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนส่งสินค้า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ยังไม่เพียงพอพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าความเสียหายของสินค้าทั้ง 111 หีบห่อ เกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเล จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าจำนวน 111 หีบห่อ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเพียงใด ปัญหานี้ในส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ถูกจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับสินค้าที่รับขนส่งเสียหายไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสินค้าที่เสียหายจำนวน 112 หีบห่อ ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายเอกสารหมาย จ.15 ระบุว่ามีน้ำหนักรวม 178,495 กิโลกรัม แต่สินค้า 1 หีบห่อ ที่เสียหายเป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดดังวินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องนำไปหักออก ซึ่งสินค้า 1 หีบห่อ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าตามใบกำกับสินค้าเลขที่ ดีที 3/99 ตามเอกสารหมาย จ.6 ที่มีสินค้ารวม 65 หีบห่อ น้ำหนักรวม 98,475 กิโลกรัม ราคารวม 130,252.28 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้สินค้า 1 หีบห่อ ดังกล่าวจึงคิดเป็นน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และมีราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ จึงมีน้ำหนักสุทธิรวม 176,980 กิโลกรัม เมื่อคำนวณจำนวนจำกัดความรับผิดตามหน่วยการขนส่ง 111 หีบห่อ จะเป็นเงิน 1,110,000 บาท แต่คำนวณตามน้ำหนักสุทธิของสินค้า 176,980 กิโลกรัม จะเป็นเงิน 5,309,400 บาท ซึ่งมากกว่า จึงต้องถือจำนวน 5,309,400 บาท เป็นจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำนวนความเสียหายของสินค้านั้น สินค้าที่เสียหายจำนวน 111 หีบห่อ เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่เสียหาย 112 หีบห่อ ซึ่งสินค้า 112 หีบห่อ ราคาเบื้องต้นที่คิดตามใบกำกับสินค้าประกอบกับรายงานการสำรวจความเสียหายครั้งสุดท้ายเป็นเงินรวม 173,013.20 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องหักราคาสินค้าที่เสียหาย 1 หีบห่อ ราคา 2,003.88 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดออก ซึ่งเมื่อนำไปหักออกจากราคาสินค้า 112 หีบห่อแล้ว สินค้า 111 หีบห่อ ย่อมมีราคาเบื้องต้น 171,009.32 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 36.9652 บาท แล้ว เป็นเงินไทยจำนวน 6,321,393.71 บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวนจำกัดความรับผิดจำนวน 5,309,400 บาท ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว แต่ปรากฏว่ามีการประมูลขายซากสินค้าที่เสียหายแล้วนำเงินที่ขายซากสินค้าได้มาหักออกจำนวนค่าเสียหายตามราคาสินค้าเบื้องต้น โดยค่าซากสินค้า 112 หีบห่อ เป็นเงิน 2,556,048.40 บา หักค่าซากสินค้า 1 หีบห่อ ที่มีน้ำหนัก 1,515 กิโลกรัม และขายซากสินค้าในราคากิโลกรัมละ 14.32 บาท เป็นเงิน 21,694.80 บาท คงเหลือเป็นค่าซากสินค้า 111 หีบห่อ เป็นเงิน 2,534,353.60 บาท จึงมีผลให้จำนวนค่าเสียหายสุทธิเหลือเพียง 3,787,040.11 บาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดดังกล่าวแล้ว

สรุปแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าสินค้าที่เสียหาย 111 หีบห่อ หักเงินได้จากค่าขายซากสินค้า 111 หีบห่อ ออกแล้ว เป็นเงินจำนวน 3,787,040.11 บาท กับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อีกเป็นเงิน 1,035,136.14 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,822,176.25 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าจำนวนจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาข้างต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,822,176.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันนัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 18 (5) ม. 52 (2) ม. 58 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโดล ไทยแลนด์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเฮอร์มอด ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บุญรอด ตันประเสริฐ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2549
#266539
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่ไม่ได้รับอนุญาต ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน ฯ แม้ขณะถูกจับกุมไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจะนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยถูกจับกุมและตกเป็นผู้ต้องหายังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดฐานมีอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

ซองพกอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืน จึงเป็นทรัพย์ที่สมควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนและซองพกอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 จำเลยมีอายุ 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางผู้ใดมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับข้อหามีอาวุธปืน ขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ. ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. 2546 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 โดยมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือ ที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากความผิดทางอาญาตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์" แม้ขณะถูกจับกุมไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจะนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยถูกจับและตกเป็นผู้ต้องหานั้นยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ได้ จำเลยย่อมได้รับยกเว้นความผิดเฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ย่อมถือว่าจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่มีเหตุสมควร และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจะนำอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไปมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนซึ่งเป็นความผิดทั้งตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และ ป.อ. มาตรา 371 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธปืนด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นนักศึกษาและอายุเพียง 18 ปี นับว่ายังอยู่ในวัยรุ่น น่าเชื่อว่ากระทำความผิดไปเพราะคึกคนอง ขาดวุฒิภาวะและความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลาง ก่ออาชญากรรมใด นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุจำเลยได้ศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และได้ทำงานรับจ้างเป็นการฝึกงานเกี่ยวกับช่างไฟฟ้า น่าเชื่อว่าจำเลยมีความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้ริบซองพกอาวุธปืนของกลางด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) เมื่อซองพกอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืน จึงเป็นทรัพย์ที่สมควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 แล้ว ให้จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ริบซองพกอาวุธปืนของกลางเสียด้วย หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ.2546 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุรเวชหรือเวช บุญเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายมานิตย์ ตันติวัชรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา