คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2549
#268900
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถไม่ เมื่อเหตุเกิดขณะจำเลยจอดรถ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามบทมาตราดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 61, 78, 151, 157,160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), (4), 151 (ที่ถูกมาตรา 157) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 78, 157, 160 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 151, 160 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เฉพาะความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์ของผู้อื่นไม่ให้ความช่วยเหลือ และแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1414 เชียงใหม่ พ่วงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-1415 เชียงใหม่ ไปตามถนนพหลโยธินจากจังหวัดตากมุ่งหน้าไปจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อถึงหลักกิโลเมตรที่ 413-414 จำเลยที่ 1 จอดรถที่ไหล่ทางเพื่อตรวจยางรถ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก 4067 กำแพงเพชร มีนายราม ชูกร่อน ผู้ตายโดยสารมาด้วย มุ่งหน้าในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงและด้วยความประมาทชนท้ายรถพ่วงดังกล่าวด้านขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และรถทั้งสองคันเสียหาย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันที มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายบุญเลิศ อินยาโส เบิกความว่าพยานขับรถไปตามถนนเกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุเห็นรถที่จำเลยที่ 2 ขับชนท้ายรถพ่วง รถพ่วงไม่ได้เปิดไฟและด้านท้ายรถพ่วงอยู่ในลักษณะเฉียงออกถนนไม่ชิดขอบทางในส่วนที่ไม่ราดยาง พยานไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ตู้ยามทราบ จ่าสิบตำรวจจรัล จารณะ เบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนว่าเมื่อได้รับแจ้งจากนายบุญเลิศได้ออกไปดูที่เกิดเหตุ เห็นรถยนต์ด้านหน้าพังยับเยินจอดอยู่ท้ายรถพ่วงซึ่งจอดอยู่ข้างทาง รถพ่วงไม่ได้เปิดไฟกระพริบแต่เปิดไฟหรี่ไว้ บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงไฟฟ้า นางสุนันท์ วรน้อย ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งรถมากับจำเลยที่ 1 ด้วยในวันเกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงบรรทุกแร่มาจากจังหวัดลำพูน เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถบริเวณไหล่ทางซึ่งมีความกว้างเท่ากับช่องเดินรถ 1 ช่อง โดยท้ายรถพ่วงด้านขวาเอียงเข้ามาในช่องเดินรถเล็กน้อย ร้อยตำรวจเอกนฤมิตร ศิลปศรแก้ว พนักงานสอบสวนเบิกความว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถเก๋งชนท้ายรถพ่วงจอดอยู่บริเวณไหล่ทาง ส่วนท้ายรถพ่วงล้ำเข้ามาในช่องเดินรถ พยานทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกัน ไม่มีพิรุธ โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกนฤมิตร พนักงานสอบสวนเป็นผู้ไปตรวจที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุซึ่งรถยนต์ทั้งสองคันยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุ ได้จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ ที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อก่อนโดยยังไม่ได้วาดแผนที่และรถของจำเลยที่ 1 จอดชิดขอบถนนมากกว่าที่พนักงานสอบสวนระบุไว้ในแผนที่ดังกล่าวนั้น เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีพยานมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ารถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับจอดอยู่ตรงไหล่ทางซึ่งทำเป็นช่องเว้าเข้าไปจากแนวถนนเพื่อให้จอดรถโดยหัวรถยนต์บรรทุกอยู่ห่างขอบถนนด้านซ้ายประมาณ 1 เมตร และส่วนท้ายของรถพ่วงด้านซ้ายอยู่ห่างขอบถนนประมาณ 2.6 เมตร และส่วนท้ายรถพ่วงด้านขวาอยู่ห่างแนวเส้นแบ่งกลางถนนประมาณ 5 เมตร เมื่อพิจารณาจากแนวถนนช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งกว้างประมาณ 6 เมตร จึงฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับจอดในลักษณะไม่ขนานไปกับแนวขอบถนนด้านซ้ายโดยมีส่วนรถพ่วงด้านหลังข้างขวาเฉียงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าแต่ไม่ได้เปิดไฟไว้และไม่ปรากฏว่ามีแสงสว่างจากที่ใดอีก ตรงที่เกิดเหตุจึงมีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จำเลยที่ 1 จอดไว้ได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำเลยที่ 1 ต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 14 กล่าวคือเมื่อผู้ขับขี่จอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางหากเป็นกรณีที่เป็นรถยนต์ต้องใช้โคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถและในกรณีที่เป็นรถพ่วงต้องใช้โคมไฟสีติดไว้ด้านข้างตัวถังรถแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างดังกล่าว คงได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่าเปิดไฟกะพริบพร้อมกับไฟหรี่ไว้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ความว่าจะพอเพียงที่จะทำให้ผู้ขับรถยนต์แล่นมาในช่องเดินรถที่เกิดเหตุเห็นได้ชัดเจนพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือห้ามล้อได้ทันหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวและจอดรถในลักษณะที่ส่วนท้ายของรถพ่วงล้ำเข้ามาในช่องเดินรถจึงเป็นการกระทำโดยประมาทและเป็นเหตุให้เกิดการชนกันดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียวฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง และ 160 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถไม่ เมื่อเหตุเกิดขณะจำเลยจอดรถจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามบทมาตราดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้วจำเลยที่ 1 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางพรอนงค์ ชูกลิ่น ภรรยาผู้ตาย 400,000 บาท จนภรรยาผู้ตายและทายาทพอใจปรากฏหลักฐานตามบันทึกการรับเงินและเอกสารประกอบแนบท้ายฎีกา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อนและพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายสงวน วรน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2549
#268892
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50 เม็ด ที่จำเลยร่วมกับพวกจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และตรวจค้นจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 5 เม็ด ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของตนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยได้แจ้งด้วยว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 1,170 เม็ด ซึ่งฝังดินไว้ใต้ต้นปาล์มห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 300 เมตร เป็นของกลาง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1,225 เม็ด น้ำหนัก 117.19 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 27.905 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นับว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวน สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และปรับ 1,400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 53 ด้วย) คงจำคุก 25 ปี และปรับ 700,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่าสมควรกำหนดโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 50 เม็ด ที่จำเลยร่วมกับพวกจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อและตรวจค้นจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 5 เม็ด ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของตนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยได้แจ้งด้วยว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 1,170 เม็ด ซึ่งฝังดินไว้ใต้ต้นปาล์มห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 300 เมตร เป็นของกลาง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1,225 เม็ด น้ำหนัก 117.19 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 27.905 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นับว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวน จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อนำโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมารวมด้วยแล้ว เป็นจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 25 ปี และปรับ 900,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสมคิดหรือมงคล คงวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2549
#265591
เปิดฉบับเต็ม

พวกจำเลยคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหาย แม้จำเลยไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากกระชากสร้อยคอแล้วจำเลยกับพวกขับจักรยานยนต์หลบหนี ผู้เสียหายกับพวกติดตามไปทันทีจนพบและจะเข้าจับจำเลย จำเลยใช้ขวดตีผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ถือว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกสองคนชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83,340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกซึ่งยังจับตัวไม่ได้ร่วมกันชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 7,500 บาท และรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิมเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 1,000 บาท ของนายสัญชัย พัฒนธนาวิสุทธิ์ ผู้เสียหาย และจำเลยกับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ เพื่อให้ความสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 9 ปีจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 83, 340 ตรี ให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เท่านั้น ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเมื่อวันที่ 20กันยายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของกลางของผู้เสียหาย แล้วจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ผู้เสียหายติดต่อให้เพื่อชื่อนายวัชรพงษ์ ภู่แก้ว ขับจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายแล้วติดตามไปจนทันจำเลยกับพวก ผู้เสียหายจะจับจำเลย จำเลยใช้ขวดตีผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือปัดและจับจำเลยได้ส่วนพวกจำเลยหลบหนีไป เห็นว่า แม้ขณะจำเลยกระชากสร้อยคอของผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยกระชากสร้อยคอผู้เสียหายแล้วจำเลยกับพวกขับจักรยานยนต์หลบหนี ผู้เสียหายกับพวกติดตามไปทันทีจนพบจำเลยและจะเข้าจับจำเลย จำเลยใช้ขวดตีผู้เสียหายการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันโดยตลอด และยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ถือว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกสองคนชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสมชาย ลิ้มรักษา
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2549
#266666
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับพวกและผู้เสียหายได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 เพื่อให้ได้เลขท้าย 2 ตัว ของรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อได้เลข 96 มาแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกและผู้เสียหายตกลงกันว่าจะไปซื้อหวยใต้ดิน ผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวน 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อหวยใต้ดิน หลังจากมอบเงินให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกก็หลบหนีไป พฤติการณ์ของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษทางอาญา ผู้เสียหายคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีไปได้และผู้เสียหายได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 เพื่อให้ได้เลขสลากกินรวบจนปรากฏเป็นเลข 96 ซึ่งอ้างว่าเป็นเลขท้าย 2 ตัวของรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล ความจริงเลขดังกล่าวไม่ตรงกับเลขท้าย 2 ตัวของรางวัลที่ 1 ในงวดดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อหมอไสยศาสตร์ได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 ได้เลข 96 มาแล้ว ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองกับพวกได้ขับรถยนต์กระบะมารับผู้เสียหายไปซื้อหวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) โดยตกลงกันว่าจะไปซื้อหวยใต้ดินที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพราะเจ้ามือหวยใต้ดินที่อำเภอดังกล่าวกำลังดวงไม่ดี เมื่อเดินทางมาถึงหลังโรงพยาบาลชุมพรได้มีการจอดรถ ผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวน 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อหวยใต้ดิน หลังจากมอบเงินให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกก็หลบหนีไป เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษทางอาญา ผู้เสียหายคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นางคนึงหรือนึงหรือเอียด ภู่สุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายวิระ สุดแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2549
#272428
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีไปได้และผู้เสียหายได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 เพื่อให้ได้เลขสลากกินรวบ ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกได้ขับรถยนต์กระบะมารับผู้เสียหายไปซื้อหวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) โดยตกลงกันว่าจะไปซื้อหวยใต้ดินที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อเดินทางมาถึง ผู้เสียหายได้มอบเงินให้จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อหวยใต้ดิน เหตุที่ผู้เสียหายไม่ซื้อหวยใต้ดินเองเพราะหมอไสยศาสตร์บอกว่าให้รวบรวมเงินฝากให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อ เมื่อถูกหวยแล้วจะได้นำเงินไปทอดผ้าป่า หลังจากมอบเงินให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกก็หลบหนีไป พฤติการณ์ของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษทางอาญา ผู้เสียหายคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 4 คนที่หลบหนีโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงนางสาคร อินทะเสม ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการใช้ไฟจุดเทียนลับหลังผู้เสียหาย และนำเอาเทียนดังกล่าวหยดลงบนเหรียญรัชกาลที่ 5 ปรากฏเป็นเลข 96 ซึ่งอ้างว่าจะเป็นเลขท้าย 2 ตัวของรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 อันเป็นความเท็จซึ่งความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกไม่สามารถกระทำการให้เป็นเลขสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดดังกล่าวได้ โดยการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงิน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีไปได้และผู้เสียหายได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 เพื่อให้ได้เลขสลากกินรวบจนปรากฏเป็นเลข 96 ซึ่งอ้างว่าเป็นเลขท้าย 2 ตัวของรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ความจริงเลขดังกล่าวไม่ตรงกับเลขท้าย 2 ตัวของรางวัลที่ 1 ในงวดดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางสาคร อินทะเสม ผู้เสียหายพยานโจทก์ว่าเมื่อหมอไสยศาสตร์ได้ทำพิธีปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 ได้เลข 96 มาแล้ว ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองกับพวกได้ขับรถยนต์กระบะมารับผู้เสียหายไปซื้อหวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) โดยตกลงกันว่าจะไปซื้อหวยใต้ดินที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพราะเจ้ามือหวยใต้ดินที่อำเภอดังกล่าวกำลังดวงไม่ดี เมื่อเดินทางมาถึงหลังโรงพยาบาลชุมพรได้มีการจอดรถ ผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวน 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อหวยใต้ดิน เหตุที่ผู้เสียหายไม่ซื้อหวยใต้ดินเองเพราะหมอไสยศาสตร์บอกว่า ให้รวบรวมเงินฝากให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อ เมื่อถูกหวยแล้วจะได้นำเงินไปทอดผ้าป่า หลังจากมอบเงินให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กับพวก ก็หลบหนีไป เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษทางอาญา ผู้เสียหายคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นางคนึงหรือนึงหรือเอียด ภู่สุวรรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2549
#268633
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมิติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขคดีแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการซื้อขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 608,634.22 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีนี้ได้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามที่ผู้ร้องประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้การโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในกรณีนี้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยเฉพาะดังเช่นการโอนสินทรัพย์และหนี้สินด้วยคุณภาพของสถาบันการเงิน แต่เมื่อพิจารณาการโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว มิได้มีเจตนาซื้อขายความกันแต่เป็นการจำเป็นที่จะต้องโอนขายสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เมื่อการโอนขายสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์กับผู้ร้องได้ทำเป็นหนังสือ และผู้ร้องได้ทำหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาจึงใช้สิทธิของความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2583 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตาม ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการซื้อขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิค
โจทก์ — ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มงคลชัยกลการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2549
#268885
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 หลายครั้งเป็นเวลา 2 เดือนเศษแล้ว โดยครั้งสุดท้ายได้กำชับจำเลยที่ 1 ให้เร่งดำเนินการตามคำร้อง ศาลจะไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพราะเหตุใด ๆ อีก ถือได้ว่าศาลได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 มากแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่าหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เลื่อนการเดินทางกลับจากต่างประเทศอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้อีก ซึ่งเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงเป็นความผิดพลาดหรือความบกพร่องของจำเลยที่ 1 อ้าง ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,861,253.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปรวม 3 ครั้ง ครั้งที่สามศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบกำหนด โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับที่ขอขยายระยะเวลาในครั้งก่อนว่าหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินเพื่อนำมาเป็นค่าธรรมเนียมในการยื่นอุทธรณ์ เดินทางไปต่างประเทศและเลื่อนกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีปัญหาทางธุรกิจ เป็นเหตุให้ทนายจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มา 3 ครั้งแล้ว โดยระบุในคำสั่งครั้งที่สามว่า เหตุที่อ้างฟังดูเลื่อนลอย แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้โอกาสจำเลย โดยศาลจะไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ อีก กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังคงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วยเหตุผลเดิม ลักษณะคล้ายประวิงเวลา จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ต่อไปหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกและครั้งที่สองอ้างเหตุว่า นายถาวร อนันต์คูศรี หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศ ไม่มีผู้ตัดสินใจกระทำการแทนเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ ครั้งที่สามอ้างเหตุว่านายถาวร อนันต์คูศรี หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เลื่อนการเดินทางกลับไปอีก 2 สัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทั้งสามครั้ง โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องครั้งที่สามว่าเหตุที่อ้างฟังดูเลื่อนลอย แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลให้โอกาสอีกครั้งให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 ตามขอ กำชับจำเลยที่ 1 ให้เร่งดำเนินการตามคำร้อง ศาลจะไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพราะเหตุใด ๆ อีกแล้ว ครั้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่านายถาวร อนันต์คูศรี หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เลื่อนการเดินทางกลับอย่างกะทันหันอีก เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 หลายครั้งเป็นเวลา 2 เดือนเศษแล้ว โดยครั้งสุดท้ายได้กำชับจำเลยที่ 1 ด้วย ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 มากแล้ว จำเลยที่ 1 ยังขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่า หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เลื่อนการเดินทางกลับจากต่างประเทศอย่างกะทันหันทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้อีก ซึ่งเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างดังกล่าวเป็นความผิดพลาดหรือความบกพร่องของจำเลยที่ 1 เอง ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด คูศรีสตีล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2549
#272426
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกนายเสน่ห์ สุดถนอมชำระเงิน 1,699,699.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,358,833.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายเสน่ห์ ผู้วายชนม์ที่ตกทอดแก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 160/790 - 792 ชั้นที่ 31 อาคารชุดไอทีเอฟ - สีลมพาเลส ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับแรกลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 ว่า จำเลยมิได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยได้พยายามติดต่อกับโจทก์และได้ยื่นแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ความสะดวกแก่โจทก์ แต่มิได้รับการตอบรับจากโจทก์ จนวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดหมายเรื่องการยึดทรัพย์ที่ด้านหน้าประตู จำเลยจึงทราบคำพิพากษาและยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 เพื่อขอคัดเอกสารทังหมด แล้วได้รับเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2541 จึงขอศาลให้โอกาสจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขอพบผู้ยื่นคำร้อง

ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่สามารถแต่งตั้งทนายความได้ จึงขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการจัดหาทนายความและขอให้ศาลออกหนังสือตราตั้งเพื่อที่จำเลยนำไปขอความช่วยเหลือในการตั้งทนายความโดยมีระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าพบเพราะว่าคำขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ผู้ร้องมิใช่ทนายความร่างคำร้องเองอาจจะไม่รอบคอบ ศาลจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเข้ามายื่นคำร้องเพื่อประโยชน์ของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องไม่มีความสามารถตั้งทนายความได้ด้วยเหตุต่างๆ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจำพิจารณาเอาตามความเหมาะสม เพราะศาลมิได้กำหนดระยะเวลาให้ผู้ร้องตั้งทนายความเข้ามาภายในกี่วัน กรณีไม่จำต้องขยายระยะเวลาตามคำขอหนังสือตราตั้งตามที่อ้างในคำร้อง ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายที่ศาลสั่งตามขอ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 13 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอทำการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิที่จำเลยควรจะได้รับจากผู้วายชนม์ ขอให้งดการยึดทรัพย์ของจำเลยไว้เป็นการชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดีไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 การเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ชอบที่จะดำเนินคดีอีกส่วนหนึ่งจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้งดการยึดทรัพย์จำเลยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลฎีกาสั่งว่าคำขอพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว จึงจะอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกาคดีนี้แม้จำเลยจะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ต่อศาลชั้นต้นแล้วตามคำร้องฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งรับหรือไม่รับคำร้องดังกล่าวประการใดจำเลยจะฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้พิจารณาใหม่เลยทีเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับที่สองลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีไม่ถูกต้องเพราะมิได้รับฟังพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน การที่ศาลชั้นต้นฟังคำให้การพยานโจทก์แล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกันเช่นนี้ ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่เป็นการไม่ชอบ จำเลยมีทางชนะคดีได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ทั้งสองฉบับ ค่าคำร้องแต่ละฉบับเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)
โดยกองทุนรวมธนชาติพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 2
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
นางฉวีวรรณ สุดถนอม ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายเสน่ห์ สุดถนอม
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สดศรี สัตยธรรม
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1256 -ที่ 1259/2549
#272425
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จำเลยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าเป็นเพราะคำสั่งซื้อสินค้าลดลง เพื่อพยุงฐานะของจำเลยจึงจำต้องเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ซึ่งไม่ปรากฏว่างานของจำเลยได้ลดน้อยลงมากหรือประสบกับการขาดทุนจนถึงขนาดต้องลดรายจ่ายโดยลดจำนวนพนักงานลง และยุบงานบางแผนกเพื่อพยุงฐานะของจำเลยให้อยู่รอด แม้การเลิกจ้างของจำเลยได้กระทำตามขั้นตอนโดยมีคณะกรรมการพิจารณา มิได้เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกและปีต่อมายังคงมีกำไรสุทธิโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1,500 ล้านบาท และการที่ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปในขณะนั้นไม่ดีนักก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า แนวโน้มในการดำเนินธุรกิจของจำเลยในปีต่อๆไปจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขจัดการโดยวิธียุบหน่วยงานบางแผนกและเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเสียแต่ต้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ส.ค. 193/2547 และ ส.ค. 194/2547 ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ส.ค. 221/2547 ว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ส.ค. 227/2547 ว่า โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งหกขอสละประเด็นที่ว่า การเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้เลิกจ้างไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 110,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 370,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 335,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งหกและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาจากคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งหกและจำเลยได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกมีสาเหตุเนื่องมาจากคำสั่งซื้อสินค้าลดลง เพื่อพยุงฐานะของจำเลยจึงจำต้องเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย การคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างกระทำโดยคณะกรรมการคัดเลือกซึ่งคัดพนักงานที่มีระยะเวลาการทำงานนานและเงินเดือนสูงเพื่อทำการเลิกจ้าง ได้มีการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด 3 ครั้ง รวมพนักงานที่ถูกเลิกจ้างประมาณ 100 คน มีการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกครบถ้วนแล้ว ขณะเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เป็นโฟร์แมนในฝ่ายคิวซี โจทก์ที่ 2 เป็นโฟร์แมนในฝ่ายผลิต โจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการในฝ่ายผลิต โจทก์ที่ 4 ประจำอยู่ฝ่ายฝึกอบรม โจทก์ที่ 5 เป็นรองผู้จัดการแผนกในฝ่ายผลิต โจทก์ที่ 6 เป็นแผนกโฟร์แมนในฝ่ายผลิต ผลประกอบการของจำเลยในปี 2543 มีกำไรสุทธิ 1,174,893,166 บาท ปี 2544 มีกำไรสุทธิ 1,614,330,630 บาท ปี 2545 มีกำไรสุทธิ 1,596,903,117 บาท ปี 2546 มีกำไรสุทธิ 1,484,772,316 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่าการวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จำเลยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า เป็นเพราะคำสั่งซื้อสินค้าลดลง เพื่อพยุงฐานะของจำเลยจึงจำต้องเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่างานของจำเลยได้ลดน้อยลงมากหรือประสบกับการขาดทุนจนถึงขนาดต้องลดรายจ่ายโดยลดจำนวนพนักงานลง และยุบงานบางแผนกเพื่อพยุงฐานะของจำเลยให้อยู่รอด แม้การเลิกจ้างของจำเลยได้กระทำตามขั้นตอนโดยมีคณะกรรมการพิจาณา มิได้เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกก็ตาม แต่การประกอบกิจการของจำเลยในปีที่มีการเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกและปีต่อมายังคงมีกำไรสุทธิโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1,500 ล้านบาท และการที่ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปในขณะนั้นไม่ดีนัก ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า แนวโน้มในการดำเนินธุรกิจของจำเลยในปีต่อๆ ไปจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขจัดการโดยวิธียุบหน่วยงานบางแผนกและเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเสียแต่ต้นดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางนำเฉพาะผลกำไรจากการดำเนินกิจการของจำเลยแต่เพียงประการเดียวมาวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหกโดยคำนวณตามระยะเวลาการทำงานของโจทก์ทั้งหกเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องถืออายุของโจทก์ทั้งหกและมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่า การบอกเลิกจ้างเป็นโมฆะไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งหกได้สละข้อต่อสู้ในประเด็นนี้แล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
นางสาวอรพิน คงคา กับพวก
โจทก์ — บริษัทแคล - คอมพ์อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2549
#410766
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 3 เพียงแต่บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เท่านั้น มิได้บัญญัติว่า รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินจึงเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์โดยอาศัย พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เพราะรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เกิดขึ้นในระหว่างที่ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับอยู่ เมื่อโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา จึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 03013120/6/100265 ลงวันที่ 6 มกราคม 2546 และเลขที่ 03013120/6/100267 ลงวันที่ 6 มกราคม 2546 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. (อธ.2)/531/2546 และเลขที่ สภ. (อธ.2)/531/2546 (ที่ถูกคือ สภ. (อธ.2)/531.1/2546) หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 3 เพียงแต่บัญญัติให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เท่านั้น มิได้บัญญัติว่า รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่างพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ใช้บังคับไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉะนั้น แม้พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 จะไม่มีบทเฉพาะกาลให้พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ยังคงใช้บังคับแก่การจัดเก็บภาษีที่ค้างชำระต่อไป เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ได้และการประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เพราะเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีสำหรับรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ใช้บังคับ จึงเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ไม่ได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) มิได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่า การขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ได้ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ให้ถือว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นการขายในทางการค้าหรือหากำไรตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อมาตรา 91/2 (6) อย่างไรก็ดี การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มามิได้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าโจทก์ซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องเพื่อเก็บไว้ให้บุตรหลานและโจทก์เองอยู่อาศัยหลังเกษียณอายุ มิได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่อมาโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของโจทก์และเป็นทุนการศึกษาของบุตรรวม 9 คน โจทก์จึงขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไป แต่เมื่อคู่ความรับข้อเท็จจริงกันในวันชี้สองสถานโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข้ออ้างดังกล่าวและศาลภาษีอากรกลางสั่งให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา ฉะนั้น การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษย์ศักดิ์ วงศ์สถิตย์พร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2549
#268882
เปิดฉบับเต็ม

ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จ แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบ และแม้จะมีข้อสัญญาระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีนั้น สิ่งก่อสร้างคือ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางส่วนวัสดุก่อสร้างคือ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณา หาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าว หาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนล่วงเข้าปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ จำเลยจึงต้องเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 310,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของภาษีป้ายที่ต้องชำระ 207,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยเศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิดูแลรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 และบริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้วตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2544 ศาลภาษีอากรกลางงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายและเงินเพิ่ม 310,500 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย 207,000 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 โจทก์ทำสัญญาให้สิทธิจำเลยเป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางเขตพื้นที่กลุ่มบูรพาและเจ้าพระยารวม 250 หลัง ซึ่งสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตลอดจนส่วนควบทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และข้อ 5 ระบุว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการใช้สิทธิโฆษณาตามเนื้อที่ซึ่งจัดให้มีขึ้น ณ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแต่ละแห่งเพื่อประโยชน์ในทางการค้าแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 โจทก์ทำสัญญาให้สิทธิดังกล่าวแก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ประจำปี 2544 โจทก์ประเมินเรียกเก็บภาษีป้าย 207,000 บาท และแจ้งการประเมินแก่จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมิน และไม่ชำระภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินและมิได้รื้อถอนป้ายพิพาทออกจากศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยยังคงเป็นเจ้าของป้ายพิพาทผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือไม่ เห็นว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 นับแต่วันที่ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่จำเลยอ้างว่า ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ป้ายโฆษณาพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าว หาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนล่วงเข้าปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3) นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 386
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 7 ม. 25 (3) ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิค แบรนด์ส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2549
#272111
เปิดฉบับเต็ม

ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญากับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที นั้น ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าวหาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ จำเลยต้องเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 310,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของภาษีป้ายที่ต้องชำระ 207,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยเศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิดูแลรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 และบริษัทดังกล่าวได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายที่ติดอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้วตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2544 ศาลภาษีอากรกลางงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายและเงินเพิ่ม 310,000 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย 207,000 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยยังคงเป็นเจ้าของป้ายพิพาทผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือไม่ เห็นว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา นับแต่วันที่ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จก็ตาม แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบและที่จำเลยอ้างว่า ตามสัญญาข้อ 15 (ข) ระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ป้ายโฆษณาพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวสิ่งก่อสร้างคือศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง ส่วนวัสดุก่อสร้างคือวัสุดที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณาหาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าวหาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานจึงเป็นอันยุติ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3) นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 7 ม. 25 (3) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิค แบรนด์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1247/2549
#272424
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 34 และ 34/1 กำหนดให้ศาลฎีการับวินิจฉัยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น หาได้กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม 2549 ซึ่งพรรคกิจสังคมได้ส่งผู้สมัครจำนวน 1 คน คือนายสุชาติ เกียรติสยมภู ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตัดสิทธิทำให้ผู้สมัครของพรรคที่ได้ยื่นเอกสารถูกต้องก่อนเวลา 8 นาฬิกา ไม่มีสิทธิได้จับสลากเพื่อเป็นหมายเลขที่จะใช้ลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ โดยอ้างว่าพรรคส่งผู้สมัครต่ำกว่า 5 คน ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ ขอให้ศาลฎีกาไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งและให้รับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของผู้ร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 34 และ 34/1 กำหนดให้ศาลฎีการับวินิจฉัยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น กฎหมายหาได้กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อด้วยไม่ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่เข้าเกณฑ์ตามบทกฎหมายข้างต้น ที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้ได้ ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 ม. 34/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พรรคกิจสังคม
ผู้ถูกร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2549
#266531
เปิดฉบับเต็ม

อาคารพาณิชย์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น สภาพแข็งแรงรวม 9 ห้อง แต่ละห้องปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดแยกออกแต่ละแปลง เนื้อที่แปลงละ 15 5/10 ตารางวา ส่วนอาคารพิพาทเป็นอาคารชั้นเดียว ปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130322 เนื้อที่ 15 5/10 ตารางวา เนื้อที่เท่ากับที่ดินปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ สภาพอาคารพิพาทมีเพียงโครงหลังคาเหล็กที่ติดกับผนังอาคารพาณิชย์เท่านั้น ส่วนที่เป็นอาคารพิพาทไม่ได้ก่อประโยชน์แก่อาคารพาณิชย์ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม หรือลดโครงสร้างอาคารพาณิชย์หรือส่วนอื่น ๆ ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม สภาพอาคารพิพาทเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นแยกต่างหากจากอาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของอาคารพิพาทเอง ถือว่าเป็นการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมด หาใช่การดัดแปลงอาคารไม่

ความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดส่วนตัว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยชอบจนเสร็จ การสอบสวนถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2576/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65, 69, 70 และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 2576/2543 ของศาลชั้นต้น และปรับจำเลยเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 69 ให้ปรับ 20,000 บาท และให้ปรับจำเลยเป็นรายวันอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษเพียงสำนวนเดียวจึงไม่มีโทษที่จะนำมานับต่อได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมและพักอาศัยชนิดตึกแถว 4 ชั้น จำนวน 9 ห้อง บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130323 ถึง 130331 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นกรุงเทพมหานครถูกต้อง และมีการก่อสร้างอาคารชั้นเดียว มีโครงหลังคาทำด้วยโครงเหล็ก ตัวโครงหลังคาด้านหนึ่งยึดติดกับอาคารที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอีกด้านหนึ่งยึดติดกับกำแพงรั้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายกิตติพงษ์ นายช่างโยธา 5 ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตบางกะปิ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2539 มีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตบางกะปิว่า จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่เว้นที่ว่างระหว่างอาคารและสร้างอาคารชิดแนวเขต พยานจึงไปตรวจสอบพบว่ามีอาคารชั้นเดียวโครงหลังคาเหล็ก หลังคาด้านหนึ่งยึดติดกับตัวอาคารที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ส่วนอีกข้างหนึ่งยึดติดกำแพงรั้วคอนกรีตปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 130322 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่เห็นได้ว่าอาคารดังกล่าวปลูกอยู่บนที่ดินของจำเลยในลักษณะปลูกสร้างเต็มเนื้อที่ โครงสร้างหลังคาเป็นโครงเหล็ก ด้านหนึ่งยึดติดกับตัวอาคารพาณิชย์ของจำเลย เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายเห็นได้ชัดว่าการก่อสร้างอาคารดังกล่าวมีสภาพแข็งแรงมั่นคงด้านที่ติดกับกำแพงรั้วใช้อิฐบล็อกเป็นช่องลมระบายอากาศ มีรางน้ำฝนยาวตลอดแนว ด้านหน้ามีประตูเปิดปิดอย่างแน่นหนา ไม่มีสภาพเป็นที่เก็บวัสดุก่อสร้างของผู้รับเหมาแต่อย่างใด ทั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จแล้ว หากเป็นที่เก็บวัสดุก่อสร้างดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้รับเหมาก่อสร้างจะไม่รื้อถอนออกไป จำเลยไม่ได้นำผู้รับเหมาก่อสร้างมาเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการสร้างอาคารโครงเหล็กชั้นเดียวเพื่อประโยชน์ใช้สอยของจำเลยเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามความหมายของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่ เห็นว่า ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า ก่อสร้าง หมายความว่า สร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นแทนของเดิมหรือไม่ และคำว่าดัดแปลง หมายความว่า เปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม ลดหรือขยายซึ่งลักษณะ ขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง ในข้อนี้เห็นว่า อาคารพาณิชย์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น สภาพแข็งแรง รวม 9 ห้อง แต่ละห้องปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดแยกออกแต่ละแปลง เนื้อที่แปลงละ 15 5/10 ตารางวา ส่วนอาคารพิพาทเป็นอาคารชั้นเดียวปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130322 เนื้อที่ 15 5/10 ตารางวา เนื้อที่เท่ากับที่ดินปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ สภาพอาคารพิพาทมีเพียงโครงหลังคาเหล็กที่ติดกับผนังอาคารพาณิชย์เท่านั้น ส่วนที่เป็นอาคารพิพาทไม่ได้ก่อประโยชน์แก่อาคารพาณิชย์ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพื่อหรือลดโครงสร้างอาคารพาณิชย์หรือส่วนอื่น ๆ ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม สภาพอาคารพิพาทเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นแยกต่างหากจากอาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของอาคารพิพาทเอง ถือว่าเป็นการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมดหาใช่การดัดแปลงอาคารดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ จึงไม่อาจนำกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2528) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กรณีไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารมาใช้บังคับแก่การก่อสร้างอาคารพิพาทได้จึงต้องฟังว่า จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดส่วนตัวพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยชอบจนเสร็จ การสอบสวนถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นชอบของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 21 ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคสอง ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสงวน สงวนรักศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประสิทธิ์ ดวงตะวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2549
#270829
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน อันเป็นแบบแห่งนิติกรรม เมื่อไม่ทำตามแบบย่อมตกเป็นโมฆะ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ให้การไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้

โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "คาลเท็กซ์" และ "สตาร์มาร์ท" และได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ด้วย โจทก์เช่าที่ดินจากบุคคลภายนอกแล้วก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน แล้วได้ทำสัญญาการให้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าวระบุถึงข้อตกลงการให้สิทธิว่า โจทก์ให้สิทธิชนิดไม่ผูกขาดแก่จำเลยที่ 1 ที่จะดำเนินการในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโจทก์ โดยโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดินและใช้สถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งเครื่องมือภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญานี้ และตามสัญญาข้อ 5 ระบุถึงค่าธรรมเนียมในการดำเนินการที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตอบแทนแก่โจทก์ จากข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "คาลเท็กซ์" ของโจทก์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันตามข้อสัญญาเป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "คาลเท็กซ์" ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์เองแล้วนำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเอง แล้วจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้นโดยโจทก์อนุญาตอันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใด สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน จึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่

โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการร้านค้าเพื่อให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า "สตาร์มาร์ท" ของโจทก์ ซึ่งหากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนจะตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 วรรคสอง แต่ตามสัญญาดังกล่าวระบุข้อตกลงในการให้สิทธิโดยโจทก์เป็นเจ้าของระบบ "สตาร์มาร์ท" ซึ่งประกอบด้วย เครื่องหมายบริการ ชื่อทางการค้า สัญลักษณ์ การใช้สีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เครื่องมือ คู่มือการประกอบธุรกิจ โดยโจทก์ได้พัฒนาระบบดังกล่าวรวมถึงการกำหนดรูปแบบการจัดวาง การจำหน่ายสินค้า การขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ การส่งเสริมการขายและการโฆษณา การบริหารจัดการ และการฝึกอบรมพนักงานของผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ และโจทก์ตกลงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการร้านสตาร์มาร์ทในสถานีบริการน้ำมันของโจทก์โดยใช้ระบบของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ สัญญานี้จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ให้สิทธิในระบบสตาร์มาร์ทแก่จำเลยที่ 1 หลายประเภท เพื่อให้ประโยชน์ตอบแทนต่อการที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ โดยเครื่องหมายคำว่า "สตาร์มาร์ท" เป็นเพียงสิทธิส่วนหนึ่งในสิทธิหลายประการในระบบสตาร์มาร์ทที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ประการอื่นนั้น คู่สัญญาได้แสดงเจตนาระบุชัดไว้แล้ว แสดงถึงพฤติการณ์ที่แยกได้ต่างหากจากสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการ ข้อตกลงส่วนอื่นจึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 173

คำว่า "สตาร์มาร์ท" นอกจากเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์แล้ว ยังเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์ โดยในส่วนของข้อตกลงเกี่ยวกับชื่อทางการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้โดยโจทก์นั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำตามแบบแห่งนิติกรรม สัญญาที่เป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย "สตาร์มาร์ท" จึงสมบูรณ์ ในส่วนของการอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากสถานีบริการน้ำมันที่พิพาท โดยส่งมอบสถานีบริการน้ำมันที่พิพาทพร้อมเครื่องอุปกรณ์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,560,396.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 1,056,294.44 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 120,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบสถานีบริการน้ำมันที่พิพาทพร้อมเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง โจทก์ไม่ค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่งมอบสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 12/9 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15333 เลขที่ดิน 601 หน้าสำรวจ 2556 ตำบลตลาดใหญ่ (สั้นใน) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมเครื่องอุปกรณ์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,354,476.15 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 51,360 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องจนกว่าจะส่งมอบสถานีบริการน้ำมันพร้อมเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า... มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อต่อมาว่า สัญญาการให้สิทธิของโจทก์แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามอ้างว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนอันเป็นแบบแห่งนิติกรรม ดังนั้น สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ไม่ทำตามแบบดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ถึง 3 ไม่ได้ให้การไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "คาลเท็กซ์" และ "สตาร์มาร์ท" และได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ด้วย โจทก์เช่าที่ดินจากบุคคลภายนอกแล้วก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันตามคำฟ้องขึ้น ในปี 2541 โจทก์ได้ทำสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 4 ระบุถึงข้อตกลงการให้สิทธิว่า โจทก์ให้สิทธิชนิดไม่ผูกขาดแก่จำเลยที่ 1 ที่จะดำเนินการในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโจทก์ โดยโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดินและใช้สถานีบริการน้ำมันรวมทั้งเครื่องมือภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญานี้ และตามสัญญาข้อ 5 ระบุถึงค่าธรรมเนียมในการดำเนินการที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตอบแทนแก่โจทก์ จากข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "คาลเท็กซ์" ของโจทก์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันตามข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "คาลเท็กซ์" ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์เองแล้วนำมาจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้นโดยโจทก์อนุญาตอันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใด สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ดังนั้น แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่

ส่วนกรณีสัญญาอนุญาตให้สิทธิใช้เครื่องหมายสตาร์มาร์ทนั้น แม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการร้านค้า เพื่อให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า "สตาร์มาร์ท" ของโจทก์อันเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายบริการ ซึ่งหากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการนี้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนจะตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสองก็ตาม แต่ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการนี้นั้น ในสัญญาระบุข้อตกลงในการให้สิทธิโดยโจทก์เป็นเจ้าของระบบ "สตาร์มาร์ท" ซึ่งประกอบด้วยเครื่องหมายบริการ ชื่อทางการค้า สัญลักษณ์ การใช้สีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เครื่องมือ คู่มือการประกอบธุรกิจ โดยโจทก์ได้พัฒนาระบบดังกล่าว รวมถึงการกำหนดรูปแบบ การจัดวาง การจำหน่าย สินค้า การขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ การส่งเสริมการขายและการโฆษณา การบริหารจัดการ และการฝึกอบรมพนักงานของผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ และโจทก์ตกลงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการร้านสตาร์มาร์ทในสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นโดยใช้ระบบของโจทก์ดังกล่าวนั้น โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ เห็นได้ว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ให้สิทธิในระบบสตาร์มาร์ทแก่จำเลยที่ 1 หลายประเภท เพื่อให้ประโยชน์ตอบแทนต่อการที่จำเลยยที่ 1 จะต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ โดยเครื่องหมายคำว่า "สตาร์มาร์ท" เป็นเพียงสิทธิส่วนหนึ่งในสิทธิหลายประการในระบบสตาร์มาร์ทที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ประการอื่นนั้นคู่สัญญาได้แสดงเจตนาระบุชัดไว้แล้ว แสดงถึงพฤติการณ์ที่แยกได้ต่างหากจากสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการ ข้อตกลงส่วนอื่นจึงใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ยิ่งไปกว่านั้นคำว่า "สตาร์มาร์ท" นี้ นอกจากจะเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์แล้วยังเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์อีกด้วย โดยในส่วนของข้อตกลงเกี่ยวกับชื่อทางการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้โดยโจทก์นั้นไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำตามแบบแห่งนิติกรรมไว้แต่อย่างใด สัญญาที่เป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย "สตาร์มาร์ท" จึงสมบูรณ์ในส่วนของการอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 โดยไม่ได้มีคำสั่งในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง ม. 80
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอันดามันออยล์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2549
#266739
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกจากนี้คดีแรงงานยังเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์อันดีกันต่อไป พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยและพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. 138 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

สำหรับอุทธรณ์ที่อ้างว่าโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ยนั้น เห็นว่า ขณะที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ย โจทก์มีทนายความอยู่ด้วย และทนายความของโจทก์ก็ร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,193,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะเป็นการยุติข้อพิพาท แต่มิใช่ยุติข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานหรือกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) (2) ทั้งมิใช่ข้อเรียกร้องตามคำขอท้ายฟ้อง อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีและจะแพ้คดีตามคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ย ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความจึงตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม แล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำของท้ายฟ้องได้ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกจากนี้คดีแรงงานยังเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์อันดีกันต่อไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยและพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

สำหรับอุทธรณ์ที่อ้างว่าโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ยนั้น เห็นว่า ขณะที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ย โจทก์มีทนายความอยู่ด้วยและทนายความของโจทก์ก็ร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 38 ม. 52 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไฮเซ็ง แซ่เบี้ย
จำเลย — บริษัทซิงเป้า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2549
#272423
เปิดฉบับเต็ม

ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกัน และมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรง หรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกจากนี้คดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์อันดีกันต่อไป พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินต่างๆ แล้ว คู่ความตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า "ข้อ 1 โจทก์จำเลยรับกันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากความเข้าใจผิด บัดนี้สองฝ่ายเข้าใจกันดีแล้ว จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นคนของจำเลย ปัจจุบันออกจากบริษัทจำเลยแล้ว จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ 40,000 บาท โดยจะนำเงินมาวางศาลภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ข้อ 2 จำเลยจะนำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้และรายงานกระบวนพิจารณาไปปิด ณ ที่ทำการของจำเลยมีกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2548 ข้อ 3 โจทก์ยอมตามข้อ 1 ข้อ 2 ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากกันอีก" และพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

ขณะที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ย โจทก์มีทนายความอยู่ด้วยและทนายความของโจทก์ก็ร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ยนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏหลักฐานอื่นในสำนวน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ระหว่างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 1,193,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีข้อความว่า ข้อ 1 โจทก์จำเลยรับกันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากความเข้าใจผิด บัดนี้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันดีแล้ว จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นคนของจำเลย ปัจจุบันออกจากบริษัทจำเลยแล้ว จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ 40,000 บาท โดยจะนำเงินมาวางศาลภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548

ข้อ 2 จำเลยจะนำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้และรายงานกระบวนพิจารณาไปปิด ณ ที่ทำการของจำเลยมีกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2548

ข้อ 3 โจทก์จำเลยยอมตามข้อ 1 ข้อ 2 ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากกันอีก

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะเป็นการยุติข้อพิพาท แต่มิใช่ยุติข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานหรือกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) (2) ทั้งมิใช่ข้อเรียกร้องตามคำขอท้ายฟ้อง อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีและจะแพ้คดีตามคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ย ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความจึงตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม แล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เห็นว่าในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกจากนี้คดีแรงงานยังเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์อันดีกันต่อไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยและพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 สำหรับอุทธรณ์ที่อ้างว่าโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากกลัวคำขู่ของศาลแรงงานกลางขณะทำการไกล่เกลี่ยนั้น เห็นว่า ขณะที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ย โจทก์มีทนายความอยู่ด้วยและทนายความของโจทก์ก็ร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 52 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไฮเซ็ง แซ่เบี้ย
จำเลย — บริษัทซิงเป้า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2549
#266773
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อนุมัติให้สมาชิกกู้โดยไม่มีผู้ค้ำประกันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แต่มิใช่กรณีร้ายแรง และไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) กรณีผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 6458-6461/2544 ให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับคดีเกี่ยวกับการกู้เงินซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ต่อไป การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมรวมจำนวน 2,572,103 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 25,423 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2546) ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 8

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างในกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอกู้ อนุมัติให้จ่ายเงินกู้ จัดทำเอกสารเกี่ยวกับเงินกู้ให้เป็นไปตามแบบและระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์จำเลยที่ 1 หมวดที่ 9 ข้อ 89 (4) โจทก์ได้อนุมัติให้สมาชิกกู้เงินจำนวน 88,000 บาท โดยไม่มีผู้ค้ำประกันซึ่งตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรสายบุรี จำกัด ว่าด้วยการให้กู้เงินสวัสดิการพนักงาน พ.ศ. 2543 ข้อ 7 กำหนดว่า "การให้เงินกู้ประเภทสามัญผู้กู้ต้องทำหนังสือกู้ และสมาชิกผู้ค้ำประกันต้องทำหนังสือค้ำประกันให้ต่อสหกรณ์ตามที่กำหนดไว้" แต่อย่างไรก็ดีระเบียบฯ ดังกล่าว ข้อ 11 กำหนดว่า "จำนวนเงินกู้สามัญที่ให้แก่พนักงานผู้กู้คนหนึ่ง ๆ นั้น ย่อมสุดแต่คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาเห็นสมควรแต่ต้องอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 12 เท่า ของเงินเดือน หรือจำนวนเงินได้รายเดือน รวม 60 เดือน ของพนักงานสหกรณ์นั้นสุดแต่จำนวนไหนน้อยกว่า ดังนั้น การกระทำของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อนุมัติให้สมาชิกกู้โดยไม่มีผู้ค้ำประกันจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับแต่มิใช่กรณีร้ายแรง และไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด 2 ข้อตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวหา จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) กรณีผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชยโจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

การที่โจทก์กลับฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการกู้เงินซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ต่อไป การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 46,680 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 118 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุดารัตน์ รัตนประดิษฐ์
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรสายบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายอรุณ เรืองเพชร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2549
#267003
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเป็นทรัพย์สินซึ่งเจ้าของห้องชุดแต่ละห้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 17, 33, 35, 36 และ 37 การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจจัดการและดูแลรักษาห้องน้ำชายและหญิงซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ได้ปิดกั้นประตูห้องน้ำไม่ให้โจทก์และเจ้าของห้องชุดคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของร่วมใช้ประโยชน์ หากเป็นการจัดการทรัพย์ส่วนกลางที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับ โจทก์และเจ้าของห้องชุดต้องดำเนินการแก่จำเลยทางมติที่ประชุมของเจ้าของห้องชุดหรือทางคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 131/11 ของนิติบุคคลอาคารชุดโฟร์สตรีทแมนชั่น จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวรวมทั้งห้องน้ำชายและหญิงที่ตั้งอยู่บนชั้น 6 ของนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดโฟร์สตรีทแมนชั่น มีอำนาจจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ของเจ้าของอาคารชุดและทรัพย์ส่วนกลางภายในอาคารชุด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ถึงปัจจุบัน เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยปิดกั้นประตูห้องน้ำซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางดังกล่าวเพื่อไม่ให้โจทก์และเจ้าของร่วมคนอื่นได้ใช้ประโยชน์อย่างปกติสุข อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (3)

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องมิได้เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญาดังที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเป็นทรัพย์สินซึ่งเจ้าของห้องชุดแต่ละห้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 17, 33, 35, 36 และ 37 กล่าวคือต้องมีนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โดยมีผู้จัดการหรือคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลางในนามของนิติบุคคลอาคารชุด การจัดการและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และตามข้อบังคับ ส่วนการดำเนินงานของผู้จัดการหรือนิติบุคคลอาคารชุดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของห้องชุด หรือเจ้าของห้องชุดอาจจัดให้มีคณะกรรมการเข้าควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดก็ได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจจัดการและดูแลรักษาห้องน้ำชายและหญิงซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางตั้งอยู่บนชั้นที่ 6 ได้ปิดกั้นประตูห้องน้ำดังกล่าวไม่ให้โจทก์และเจ้าของห้องชุดคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของรวมใช้ประโยชย์ หากเป็นการจัดการทรัพย์ส่วนกลางที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของห้องชุดดังกล่าวต้องดำเนินการแก่จำเลยทางมติที่ประชุมของเจ้าของห้องชุดหรือทางคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 33 ม. 35 ม. 36 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชสมบูรณ์ จิรอรรถพงศ์
จำเลย — นายจิตเศก พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2549
#268878
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจจัดการและดูแลรักษาห้องน้ำชายและหญิงซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ตั้งอยู่บนชั้นที่ 6 ได้ปิดกั้นประตูห้องน้ำไม่ให้โจทก์และเจ้าของห้องชุดคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของร่วมใช้ประโยชน์ หากเป็นการจัดการทรัพย์ส่วนกลางที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุดฯ หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของห้องชุดดังกล่าวต้องดำเนินการแก่จำเลยทางมติที่ประชุมของเจ้าของห้องชุดหรือทางคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (3)

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องมิได้เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญาดังที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเป็นทรัพย์สินซึ่งเจ้าของห้องชุดแต่ละห้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 17, 33, 36 และ 37 กล่าวคือ ต้องมีนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โดยมีผู้จัดการหรือคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลางในนามของนิติบุคคลอาคารชุด การจัดการและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และตามข้อบังคับ ส่วนการดำเนินงานของผู้จัดการหรือนิติบุคคลอาคารชุดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของห้องชุดหรือเจ้าของห้องชุดอาจจัดให้มีคณะกรรมการเข้าควบคุมการจัดการของนิติบุคคลอาคารชุดก็ได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจจัดการและดูแลรักษาห้องน้ำชายและหญิงซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางตั้งอยู่บนชั้นที่ 6 ได้ปิดกั้นประตูห้องน้ำดังกล่าวไม่ให้โจทก์และเจ้าของห้องชุดคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของร่วมใช้ประโยชน์ หากเป็นการจัดการทรัพย์ส่วนกลางที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของห้องชุดดังกล่าวต้องดำเนินการแก่จำเลยทางมติที่ประชุมของเจ้าของห้องชุดหรือทางคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 33 ม. 35 ม. 36 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชสมบูรณ์ จิรอรรถพงศ์
จำเลย — นายจิตเศก พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ