คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2549
#267091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่พร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ โจทก์ฟ้องขับไล่และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาย่อมถือว่าในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของโจทก์มีพิรุธฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

ในเรื่องค่าเสียหาย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 103067 และ 103068 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยซื้อมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยตกลงว่าจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากโจทก์ภายในวันที่ 20 มกราคม 2540 ในราคา 2,300,000 บาท หากพ้นกำหนด จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยผิดข้อตกลง โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ทั้งสองในภาพเรียบร้อยและชำระค่าเสียหายจำนวน 495,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายดังกล่าวอีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103067 และ 103068 ตำบลสีกัน (สองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร และให้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 298/3 หมู่ที่ 1 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลย ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวคืนจากโจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.4 แต่จำเลยไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นมีค่าเช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งอสงเดือนละ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ย่อมถือว่าในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองมีพิรุธฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา เป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนในเรื่องค่าเสียหาย ปรากฏว่าค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาเกินสองแสนบาท ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท เป็นจำนวนมากเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กำหนดค่าเสียหายกรณีจำเลยผิดสัญญาและไม่ขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปตามกำหนดเดือนละ 15,000 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่มากเกินไปจึงได้ใช้ดุลพินิจลดลงเหลือเดือนละ 7,000 บาท และศาลอุทธรณ์เห็นด้วยว่าเป็นจำนวนเหมาะสม นับเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น คงอ้างเพียงลอย ๆ ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทมิได้อยู่ติดกับถนนใหญ่ ต้องเข้าซอยแยกนับระยะทางเป็นกิโลเมตร ค่าเสียหายไปควรเกิน 2,000 บาท เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิทยา ปลัดร้อย กับพวก
จำเลย — นายจำนงค์ แสงมณี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2549
#268794
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคแรก เป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายภายใต้บังคับมาตรา 1649 และเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1627 มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของเจ้ามรดก และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในการปลงศพดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าโจทก์คนใดเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงจะมีอำนาจฟ้องได้ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในการปลงศพได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า นายประยูร ลครวงษ์ ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30-3291 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยความประมาท ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายประยูรและนายสินชัยถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพนายสินชัยเป็นเงิน 90,688 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดไร้อุปการะ ขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 768,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 90,688 บาท ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 768,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 858,688 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดเพราะความประมาทของนายประยูรฝ่ายเดียว ค่าเสียหายสูงเกินไป ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ผู้ตายไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสี่ ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 3 ขอให้หมายเรียกบริษัทเอกประกันภัย จำกัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมได้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ตามวงเงินความรับผิดแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนอื่นอีก เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว คดีในส่วนของจำเลยร่วมขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ขอถอนคำร้องที่ขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จำนวน 90,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพนายสินชัย อำนวยจิตติเลศ โดยที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นผู้ออกเงินเนื่องจากโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า นายสินชัยถึงแก่ความตายเนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และนายประยูร ลครวงษ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายในการปลงศพ เป็นเงิน 90,688 บาท เห็นว่า สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคแรก เป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายภายใต้บังคับมาตรา 1649 และเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1627 จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของเจ้ามรดกและเมื่อโจทก์ทั้งสี่ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมดทดแทนในการปลงศพดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าโจทก์คนใดเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงจะมีอำนาจฟ้องได้ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในการปลงศพได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วยนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 3 และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 ม. 1627 ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวปรานี แซ่อึ้ง กับพวก
จำเลย — นายอุทัยรัตน์ จั่นถาวร กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทเอกประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2549
#267088
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นตรวจสำนวนมีคำสั่งว่าพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นนี้ประกอบกับจำเลยไม่คัดค้านแล้วเชื่อว่ามูลคดีของโจทก์เกิดขึ้นในศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันจะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 และมาตรา 228 (3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยซื้อเครื่องจักรจำนวน 5 เครื่อง รวมราคม 8,000,000 บาท จากโจทก์ และโจทก์ส่งมอบเครื่องจักรให้แก่จำเลยแล้ว โดยเครื่องจักรสามารถใช้งานได้ถูกต้องตามสัญญา แต่จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรให้แก่โจทก์เพียง 3 เครื่อง คงค้างชำระค่าเครื่องจักรจำนวน 2 เครื่อง รวมเป็นเงิน 3,700,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินค่าเครื่องจักรในอัตราร้อยละ 10 แก่โจทก์ หรือกรณีมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินค่าเครื่องจักรในอัตราที่ประกาศใช้ในวันที่จำเลยชำระเงินค่าเครื่องจักรแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อเครื่องจักรจากโจทก์มากกว่า 5 เครื่อง โดยมีเจตนาทำสัญญาซื้อขายในคราวเดียวกัน และมีผลผูกพันเป็นสัญญาซื้อขายฉบับเดียวกัน โจทก์ผิดสัญญาส่งมอบเครื่องจักรล่าช้า และเครื่องจักรชำรุดบกพร่องโดยโจทก์ไม่ดูแลซ่อมแซมเครื่องจักรตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่าข้อเท็จจริงยังไม่แน่ชัดว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงดำเนินการไต่สวนแล้วเชื่อว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สืบพยานโจทก์กับพยานจำเลยจนแล้วเสร็จและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,959,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,700,000 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีได้ความว่า โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้อง หลังจากทำการชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตศาลชั้นต้นแต่ในสัญญาซื้อขายเครื่องจักรพิพาทมิได้ระบุถึงสถานที่ที่ทำสัญญาไว้สอบทนายโจทก์แล้วแถลงว่า สัญญาซื้อขายเครื่องจักรพิพาททำที่ภูมิลำเนาของกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย ดังนั้น เมื่อยังไม่แน่ชัดว่ามูลคดีได้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงสมควรให้ได้ความชัดแจ้งในเรื่องนี้ก่อน เมื่อทำการไต่สวนเรื่องเขตอำนาจศาลจนเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นนี้ประกอบกับจำเลยไม่คัดค้านแล้ว เชื่อว่ามูลคดีของโจทก์เกิดขึ้นในศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันจะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 228 (3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อมาไม่ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแชมเปี้ยน แมชีน ทูลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดอลูมิเนียมอินดัสตรี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2549
#268573
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย จำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้โจทก์หาจำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อนบอกเลิกสัญญาไม่ เพราะถึงอย่างไรจำเลยก็ไม่อาจหรือไม่มีเจตนาที่จะชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาได้อยู่ดี โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้และเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารและได้ชำระเงินในวันจองและวันทำสัญญา กับได้ผ่อนชำระค่าที่ดินรายเดือนอีก 44 งวด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,493,800 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ครั้งสุดท้าย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,829,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาก่อนบอกเลิกสัญญาเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,493,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กันยายน 2543) ต้องไม่เกิน 336,105 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย จำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้โจทก์หาจำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อนบอกเลิกสัญญาไม่เพราะถึงอย่างไรจำเลยก็ไม่อาจหรือไม่มีเจตนาที่จะชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาได้อยู่ดี โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้และเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายพิณ โรหิตเสถียร
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2549
#268568
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ นั้นมีอยู่ 2 กรณี คือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินซึ่งคณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 27, 28 และการร้องขอให้ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 30 ซึ่งกรณีไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามความหมายในมาตรา 3 ดังนั้นทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบตามมาตรา 27, 28 และมาตรา 30 จึงเป็นทรัพย์สินคนละประเภทกัน และใช้วิธีประกาศแจ้งผู้ที่อาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ต่างกัน เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการได้ดำเนินการร้องขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามมาตรา 30 และศาลได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว ผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินจะต้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายความถึงคำพิพากษาหรือคำสั่งที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งริบทรัพย์สิน เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำคัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมนายโกมินทร์ สาทช่วง พร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 599,000 เม็ด และรถยนต์บรรทุก 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70 - 1381 นครสวรรค์ และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0783 นครสวรรค์ กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซีเมนต์ เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องนายโกมินทร์ต่อศาลชั้นต้น และระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ศาลชั้นต้นประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อให้บุคคลที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านแล้ว ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2545 ให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2546 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอริบทรัพย์ของผู้ร้อง อ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของกลาง และผู้คัดค้านไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนายโกมินทร์ ขอให้มีคำสั่งคืนของกลางดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องขอให้ริบของกลางตามมาตรา 30, 31 ดังนั้น เจ้าของทรัพย์จึงต้องยื่นคำคัดค้านเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเรื่องริบของกลาง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว จึงให้ยกคำคัดค้านตามมาตรา 30 วรรคสอง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่ศาลสั่งริบเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ผู้ร้องต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 28 (เดิมมาตรา 27) โดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะต้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบในการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของกลาง แต่กลับไม่ได้แจ้งให้ทราบ ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบตามมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ในการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้น มีอยู่ 2 กรณีคือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินซึ่งคณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตาม มาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม มาตรา 27, 28 (ที่แก้ไขใหม่) และการร้องขอให้ริบบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 30 การร้องขอให้ริบทรัพย์สินในคดีนี้เป็นการยื่นคำร้องตามมาตรา 30 ดังกล่าว ซึ่งมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม" วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง และเมื่อศาลสั่งรับคำร้องแล้ว ให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ทั้งนี้ ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม" เมื่อทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบเป็นรถยนต์บรรทุกอันเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีจึงมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านอ้าง ซึ่งตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว คำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด" หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฯลฯ จึงเห็นได้ว่า ทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบตามมาตรา 27, 28 และมาตรา 30 เป็นทรัพย์สินคนละประเภทกัน จึงใช้วิธีประกาศแจ้งผู้ที่อาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ต่างกัน เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินการร้องขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามมาตรา 30 และศาลได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว ผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินจะต้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายความถึงคำพิพากษาหรือคำสั่งที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งริบทรัพย์สิน เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้านจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 22 ม. 27 ม. 28 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครสวรรค์ตั้งประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2549
#266651
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปีเศษ หลายครั้งต่างวาระกัน เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความอ่อนวัยไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานดังกล่าวให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าวแล้ว การคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกการคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานนี้เสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 6 ปี 2 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 8,000 บาท ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง ให้ปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมทุกกระทง จำคุก 16 ปี และปรับ 36,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 เดือน ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยไม่รอการลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปีเศษ หลายครั้งต่างวาระกัน เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความอ่อนวัยไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานดังกล่าวให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าวแล้ว การคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันควรเพื่อการอนาจารย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกการคุมประพฤติจำเลยในความผิดฐานนี้เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมประพฤติ กับให้ยกเลิกการคุมประพฤติในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 277 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวีระ โตม่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสมพร เกิดทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2549
#267211
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนจำนวน 1,273 เม็ด อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ฯ และเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ต้องรับโทษฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย กระทงหนึ่งแล้ว ส่วนของกลางอีกจำนวน 727 เม็ด ซึ่งเป็นอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนนั้น แม้ผลการตรวจพิสูจน์จะสามารถคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนแยกต่างหากออกจากกันได้ แต่การที่ของกลางแต่ละเม็ดเป็นเมทแอมเฟตามีนผสมด้วยอีเฟดรีนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียว การร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและเพื่อจำหน่ายซึ่งอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 15 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (2) ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ ที่แก้ไขใหม่ กรณีบทความผิดดังกล่าวจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 6540/2544 ของศาลชั้นต้น และเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7812/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองกระทำความผิดในคดีดังกล่าวในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี และกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13, ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกคนละ 17 ปี รวมจำคุกคนละ 24 ปี เพิ่งโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกคนละ 36 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 18 ปี ริบอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62, 89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 7 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้รับหนังสือจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แจ้งว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2549 ปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายหนังสือของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนของกลางจำนวน 1,273 เม็ด อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันกระทงหนึ่งแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 727 เม็ด นั้น แม้ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจำนวนนี้จะสามารถคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนแยกต่างหากออกจากกันได้ แต่การที่ของกลางแต่ละเม็ดเป็นเมทแอมเฟตามีนผสมด้วยอีเฟดรีนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียว การร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและเพื่อจำหน่ายซึ่งของกลางจำนวน 727 เม็ด จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นบางส่วน

อนึ่งที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่) นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของมาตรา 15 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (2) ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ กรณีบทความผิดดังกล่าวจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เพิ่มโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (ใหม่)
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 89 ม. 106 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุกัลยา พวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2549
#269348
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนของกลางจำนวน 1,273 เม็ด อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ และเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันกระทงหนึ่งแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 727 เม็ด นั้น แม้ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจำนวนนี้จะสามารถคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนแยกต่างหากออกจากกันได้ แต่การที่ของกลางแต่ละเม็ดเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียว การร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและเพื่อจำหน่ายซึ่งของกลางจำนวน 727 เม็ด จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 1,273 เม็ด น้ำหนัก 120.240 กรัม และอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 727 เม็ด น้ำหนัก 70.690 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนรวม 14.003 กรัม ซึ่งเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่กับอีเฟดรีนดังกล่าว จำนวน 727 เม็ด น้ำหนัก 70.690 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนรวม 2.421 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 6540/2544 ของศาลชั้นต้น และเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7812/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองกระทำความผิดในคดีดังกล่าวในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี และกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกคนละ 17 ปี รวมจำคุกคนละ 24 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกคนละ 36 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 18 ปี ริบอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62, 89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 7 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้รับหนังสือจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แจ้งว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2549 ปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายหนังสือของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 1,273 เม็ด น้ำหนัก 120.240 กรัม และอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 727 เม็ด น้ำหนัก 70.690 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนทั้งสองจำนวนรวม 14.003 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนรวม 2.421 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนของกลางจำนวน 1,273 เม็ด อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันกระทงหนึ่งแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีอีเฟดรีนผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 727 เม็ด นั้น แม้ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจำนวนนี้จะสามารถคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนแยกต่างหากออกจากกันได้ แต่การที่ของกลางแต่ละเม็ดเป็นเมทแอมเฟตามีนผสมด้วยอีเฟดรีนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียว การร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและเพื่อจำหน่ายซึ่งของกลางจำนวน 727 เม็ด จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่) นั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของมาตรา 15 วรรคสอง ตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (2) ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ กรณีบทความผิดดังกล่าวจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี เพิ่มโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุกัลยา พวงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1161/2549
#266554
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้จอบยาวประมาณ 1 เมตรเศษ เป็นจอบขนาดใหญ่ตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะถึง 2 ถึง 3 ครั้งในขณะที่ผู้ตายนอนนิ่งอยู่ ซึ่งจำเลยมีโอกาสที่จะเลือกตีผู้ตายที่ใดก็ได้แต่จำเลยกลับเลือกตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญถึงขนาดกะโหลกศีรษะผู้ตายแตกและบางส่วนหลุดหายไป ทั้งบาดแผลลึกถึงสมองเนื้อสมองหายไปอันแสดงว่าจำเลยตีทำร้ายอย่างรุนแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำของจำเลยได้ว่าอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ แม้มูลเหตุที่จำเลยไม่พอใจผู้ตายจะไม่ใช่สาเหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องฆ่าผู้ตายก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม้ฟืนของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิด จึงไม่รับและพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ โจทก์หาได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ริบไม้ฟืนของกลางไม่ ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ให้จำคุกตลอดชีวิต คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก จำเลยมีอายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ใช้ไม้ฟืนของกลางยาวประมาณ 1 เมตร และจอบของกลางยาวประมาณ 1.50 เมตร ตีทำร้ายผู้ตายหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บาดแผลผู้ตายปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยใช้ไม้ฟืนของกลางและจอบของกลางตีทำร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายแพทย์วรพลพยานโจทก์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ซึ่งเบิกความประกอบรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้องว่า ได้ตรวจบาดแผลของผู้ตาย พบบาดแผลที่ศีรษะด้านหลังข้างซ้ายมีรอยฉีกขาด ยาว 12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกถึงสมอง เนื้อสมองหายไปบางส่วน กะโหลกศีรษะแตกและบางส่วนหายไป บาดแผลฟกช้ำที่สีข้างด้านซ้ายและกกหูด้านซ้าย ศีรษะด้านหน้าข้างขวา บาดแผลดังกล่าวเกิดจากโดนกระแทกจากของแข็งอย่างแรง ยังได้ความตามคำเบิกความของนางหนูแจ๋ว ช่างเหล็ก พยานโจทก์เจ้าของบ้านเกิดเหตุว่าได้ยินเสียงตีดังตุบ ๆ ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ยินเสียงร้อง ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่าจำเลยได้ใช้ไม้ฟืนของกลางที่ถือติดมือตีที่ศีรษะของผู้ตายจนไม้ฟืนหลุดมือ จำเลยและผู้ตายเข้ากอดปล้ำและล้มลง จำเลยลุกขึ้นได้ก่อน จำเลยใช้เท้าเตะผู้ตายที่หน้า ผู้ตายนอนคว่ำเงียบไป จำเลยได้ใช้จอบซึ่งพบที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุตีที่ศีรษะผู้ตายโดยใช้สันจอบตีขณะผู้ตายยังนอนคว่ำเงียบอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนมีรายละเอียดต่าง ๆ อันเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์และบาดแผลของผู้ตายซึ่งยากที่พนักงานสอบสวนจะแต่งขึ้นเองโดยที่มิได้มาจากปากคำของจำเลย ทั้งจำเลยก็ให้การโดยไม่มีโอกาสได้ปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อให้เป็นคุณแก่จำลย เชื่อได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจไปตามเหตุการณ์ที่เกิด การที่จำเลยใช้จอบของกลางยาวประมาณ 1.50 เมตร ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายของกลาง ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นจอบขนาดใหญ่ตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะถึง 2 ถึง 3 ครั้งในขณะที่ผู้ตายนอนนิ่งอยู่ ซึ่งจำเลยมีโอกาสที่จะเลือกตีผู้ตายที่ใดก็ได้ แต่จำเลยกลับเลือกตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญถึงขนาดกะโหลกศีรษะผู้ตายแตกและบางส่วนหลุดหายไป ทั้งบาดแผลลึกถึงสมอง เนื้อสมองหายไปอันแสดงว่าจำเลยตีทำร้ายอย่างรุนแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำของจำเลยได้ว่าอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ แม้มูลเหตุที่จำเลยไม่พอใจผู้ตายจะไม่ใช่สาเหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องฆ่าผู้ตายก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ไม้ฟืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดสมควรที่จะริบ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้สั่งริบ จึงขอให้ศาลฎีการิบไม้ฟืนของกลางนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ไม้ฟืนของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงไม่ริบและพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ โจทก์หาได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ริบไม้ฟืนของกลางไม่ ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 วางโทษจำคุก 20 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 59 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายจร ชื่นพรมราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2549
#266671
เปิดฉบับเต็ม

ตึกแถวที่จำเลยเช่าจากโจทก์สูญหายไปทั้งหมดเพราะแตกร้าวและต้องรื้อถอนออกไป สัญญาเช่าตึกแถวจึงเป็นอันระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะประกอบการค้าหรืออยู่อาศัยในที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแถวโดยโจทก์ไม่ยินยอมได้อีก แม้โจทก์จะรู้เห็นและมิได้โต้แย้งที่จำเลยปลูกสร้างเพิงลงในที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแล้วและยังเก็บค่าเช่าต่อมาอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ต้องยินยอมตลอดไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ต่อโดยบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์ จำเลยจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14627 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 143,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์เฉพาะที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวสามชั้นเลขที่ 2312/7 ว่า การเช่าตึกแถวสามชั้นเลขที่ 2312/7 พร้อมที่ดินว่างเปล่าด้านหลังตึกแถวที่จำเลยตกลงเช่าจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถว และสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าตึกแถวเป็นการเช่ารวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวด้วยหรือไม่ และจำเลยยังมีสิทธิใช้ประโยชน์โดยปลูกสร้างเพิงสังกะสีพร้อมกันสาดลงในที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวดังกล่าวได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าดังกล่าวไม่รวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถว โจทก์จึงมีสิทธิขับไล่จำเลยและให้จำเลยรื้อถอนเพิงมุงด้วยสังกะสีออกไปจากที่ดินส่วนนี้ได้ เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวมีข้อความว่า ผู้ให้เช่าให้ผู้เช่าเช่าตึกแถวสามชั้นเลขที่ 2312/7 กว้าง 4 เมตร ลึก 12 เมตร ปลูกอยู่ในที่ดินของผู้ให้เช่า เพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย ซึ่งแม้จะระบุเลขโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ด้วย ก็เพียงเพื่อให้ทราบว่าตึกแถวที่เช่าตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่เท่าใด ส่วนสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าตึกแถวซึ่งมีข้อความระบุว่า ผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงรับเช่าตึกแถวสามชั้นเลขที่ 2312/7 โดยให้เช่ารวมตลอดทั้งที่ดินว่างเปล่าด้านหลังซึ่งลึกประมาณ 13 เมตรด้วยนั้น ความหมายก็ชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นการเช่าตึกแถวรวมกับที่ดินเฉพาะที่เป็นที่ว่างเปล่าด้านหลังตึกแถวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการประกอบการค้าและอยู่อาศัยในตึกแถวที่เช่าตามวัตถุประสงค์ของการเช่านั่นเอง ข้อความในสัญญาเช่าดังกล่าวไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินทั้งแปลงรวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวด้วย ดังนั้น เมื่อตึกแถวที่จำเลยเช่าจากโจทก์สูญหายไปทั้งหมดเพราะแตกร้าวและต้องรื้อถอนออกไป สัญญาเช่าตึกแถวจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะประกอบการค้าหรืออยู่อาศัยในที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแถวโดยโจทก์ไม่ยินยอมได้อีก แม้ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาจะปรากฏว่า โจทก์รู้เห็นและมิได้โต้แย้งคัดค้านการกระทำของจำเลยที่ปลูกสร้างเพิงสังกะสีพร้อมกันสาดลงในที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแถว และโจทก์ยังคงเก็บค่าเช่าจากจำเลยตลอดมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2538 อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างเพิงสังกะสีพร้อมกันสาดลงในที่ดินส่วนนี้แล้วก็ตาม ก็ไม่ผูกพันโจทก์ให้ต้องยินยอมเช่นนั้นตลอดไป เมื่อปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยใช้ประโยชน์อีกต่อไป จำเลยจึงต้องรื้อถอนเพิงสังกะสีพร้อมกันสาดออกไปจากที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแถวของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการทำสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเช่ารวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวด้วย และสัญญาเช่าตึกแถวยังไม่ระงับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนเพิงสังกะสีและกันสาดด้านหน้าเพิงสังกะสีพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแถวเลขที่ 2312/7 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 567
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์บางกะปิ จำกัด
จำเลย — นางยุพดี เกษศิรินทร์เทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1144/2549
#266538
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้งานในโรงคัดเมล็ดพันธุ์ที่โจทก์ทำกับบริษัท อ. ระบุว่า ผู้ซื้อจะชำระเงินเป็น 4 งวด โดยชำระงวดสุดท้ายเมื่อทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจะต้องส่งมอบเครื่องจักรและติดตั้งให้ผู้ซื้อภายในกำหนดแล้ว โจทก์ต้องออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์และติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรทั้งหมด ตลอดจนทดสอบเครื่องจักรให้ใช้งานได้ดีด้วย โดยสัญญากำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของเครื่องจักรไว้ว่า ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ส่งมอบจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด ส่วนเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้ในโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. มีข้อความทำนองเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ซื้อชำระเงินเป็น 3 งวด โดยมีสัญญาระบุว่าเครื่องจักรดังกล่าวจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งผู้ขายจะต้องทำแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำในการติดตั้งเครื่องจักร ทดสอบเดินเครื่องจนใช้งานได้ดี ตลอดจนฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อจนใช้งานเป็นด้วย สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ทำขึ้นและมีการผ่อนชำระตามสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ข้อ 1 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2540 เลขที่ ตป1. 301005290/5/102277 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ. 2)/2545/146 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2546 เฉพาะกรณีการคำนวณภาษีจากเงินค่าสินค้าที่โจทก์ได้รับจากบริษัทแอคมี่คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัทโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับจากบริษัททั้งสองในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่เพียงประการเดียวว่า สัญญาลำดับที่ 20 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทแอคมี่คอนสตรัคชั่น จำกัด เลขที่ อาร์ อี เอส (เอฟ เอ ซี) 1000/03/97 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2540 และสัญญาลำดับที่ 21 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทโรงงานผลิตอาหารไทย จำกัด เลขที่ อาร์ อี เอส (เอฟ เอ ซี) 1261/08/97 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2540 เป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้ส่งมอบ แม้โจทก์ได้ทำสัญญาและมีการผ่อนชำระราคาสินค้านั้นแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายรับดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.0 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ข้อ 1 (2) หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 ทำสัญญาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ซึ่งมีรายละเอียดของสัญญาว่า ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้งานในโรงคัดเมล็ดพันธุ์ โดยมีรายละเอียดของเครื่องจักรตามเอกสารแนบท้ายสัญญา ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รวมเป็นเงิน 2,900,000 บาท มีเงื่อนไขการชำระเงินเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ชำระ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตกลงสั่งซื้อ งวดที่ 2 ชำระ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อส่งเครื่องจักรหลักถึงโรงสี งวดที่ 3 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย และงวดที่ 4 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี โดยกำหนดส่งของและติดตั้งภายใน 60 วัน หลังจากรับเงินมัดจำงวดที่ 1 แล้ว และสัญญาข้อ 4 ระบุว่า เครื่องจักรเหล่านี้จะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 7 ยังระบุความรับผิดชอบของผู้ขายไว้ 5 ประการ คือ ออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์ให้ทั้งหมด ติดตั้งเครื่องจักรทั้งหมดตามรายละเอียดในใบเสนอราคา ติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรที่ขายให้ทั้งหมด ทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี และฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อให้ใช้งานเป็น จากเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่า นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจะต้องส่งมอบเครื่องจักรและติดตั้งให้ผู้ซื้อภายในกำหนดแล้ว โจทก์ยังต้องออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์และติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรทั้งหมด ตลอดจนทดสอบเครื่องจักรให้ใช้งานได้ดีด้วย จึงได้มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ในสัญญาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของเครื่องจักรไว้ว่า ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ส่งมอบจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่มีเงื่อนไขว่า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้มีการส่งมอบสินค้าตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ดังกล่าว ข้อ 1 (2) สำหรับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 21 ก็มีการระบุไว้ในสัญญาทำนองเดียวกับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 คือ เป็นสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้ในโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว โดยราคาขายเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ไว้แล้ว และมีเงื่อนไขการชำระเงินรวม 3 งวด งวดที่ 1 ชำระ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตกลงสั่งซื้อ งวดที่ 2 ชำระ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อส่งมอบเครื่องจักรหลักถึงโรงงานผู้ซื้อ และงวดที่ 3 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย โดยมีสัญญาข้อ 4 ระบุว่า เครื่องจักรเหล่านี้จะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ขายในข้อ 7 ว่า จะต้องทดสอบเดินเครื่องจนใช้งานได้ดี ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อจนใช้งานเป็น และทำแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำในการติดตั้ง สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้ส่งมอบเช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 สัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ทำสัญญาและมีการผ่อนชำระตามสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ข้อ 1 (2) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในปัญหานี้มาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458
ป.รัษฎากร ม. 80
พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ม. 1 (2) ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไร้ซ์เอ็นจิเนียริ่งซัพพลาย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากร — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2549
#268775
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณและใช้บังคับแก่จำเลยคดีนั้น เป็นบทบัญญัติซึ่งให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ทั้งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงรับฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ศาลฎีกาย่อมไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงฐานใดฐานหนึ่งดังที่จำเลยฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติไว้มีความว่าผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แสดงให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามถ้ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กฎหมายประสงค์ให้รับโทษจำคุกเพียง 4 ปี ถึง 15 ปี เท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จึงขัดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) สมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณและใช้บังคับแก่จำเลยในคดีนี้นั้น เป็นบทบัญญัติซึ่งให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ทั้งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงรับฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลฎีกาย่อมไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงฐานใดฐานหนึ่งดังที่จำเลยฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานนั้นจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นางอรสา อยู่สบาย
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2549
#267004
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีอื่นของศาลชั้นต้น โดยโจทก์และจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวที่ดินนั้นได้ แต่มิได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนอง ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง อันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. ลักษณะ 12 หมวด 5 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อที่ดินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ติดตามบังคับคดีแก่ที่ดินนั้นได้ทันที เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และบังคับจำนองแก่ที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายสุรพล นิงสานนท์ กู้เงินและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนายสุรพลให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2535 ให้นายสุรพลชำระเงิน 3,425,627.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 2,711,528.30 บาท นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44274 และ 44276 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของนายสุรพลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้น นายสุรพลไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี แต่ปรากฏว่าทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้น ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานครทรัสต์ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องนายสุรพล และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2537 จำเลยในคดีนี้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยนับถึงวันฟ้องมียอดหนี้จำนองซึ่งเป็นต้นเงินดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมประกันภัยรวมเป็นเงิน 9,201,820.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,201,820.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 2,711,528.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิใช่ผู้กู้เงินหรือผู้จำนอง และไม่มีนิติสัมพันธ์กับนายสุรพล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิด คำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้นไม่ผูกพันจำเลย เพราะจำเลยเป็นบุคคลนอกคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยติดจำนองจึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนายสุรพลผู้จำนองในคดีเดิม และย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์สามารถบังคับคดีได้ในคดีเดิม การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า เดิมโจทก์ฟ้องนายสุรพลต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสุรพลชำระหนี้ มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 แต่โจทก์ไม่สามารถนำยึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดีได้ เนื่องจากทรัพย์จำนองถูกยึดไว้ก่อนแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งนายสุรพลถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้อง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ตามฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยสืบสิทธิมาจากนายสุรพลผู้จำนองในคดีเดิม โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีได้ในคดีเดิมและไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เพราะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์นั้นได้ แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 กล่าวโดยสรุปคือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และ 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าวหากโจทก์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน กรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวศุภลักษณ์ ตระกูลภาคย์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2549
#268821
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีอื่นของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง อันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. คือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 738 และ 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ตามมาตรา 735 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ที่โจทก์ฟ้องลูกหนี้ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินได้ทันที จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน กรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายสุรพล นิงสานนท์ กู้เงินและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนายสุรพลให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2535 ให้นายสุรพลชำระเงิน 3,425,627.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 2,711,528.30 บาท นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44274 และ 44276 ตำบลลาดกระบัง อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของนายสุรพลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้น นายสุรพลไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี แต่ปรากฏว่าทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้น ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานครทรัสต์ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องนายสุรพล และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2537 จำเลยในคดีนี้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องมียอดหนี้จำนองซึ่งเป็นต้นเงินดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมประกันภัยรวมเป็นเงิน 9,201,820.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,201,820.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 2,711,528.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิใช่ผู้กู้เงินหรือผู้จำนอง และไม่มีนิติสัมพันธ์กับนายสุรพล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิด คำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้นไม่ผูกพันจำเลย เพราะจำเลยเป็นบุคคลนอกคดีจำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนอง และไม่ได้เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองตามฟ้อง หากจำเลยต้องรับผิด การคำนวณยอดหนี้ตามฟ้องก็ไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเกิน 5 ปี จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยติดจำนอง จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนายสุรพลผู้จำนองในคดีเดิมและย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์สามารถบังคับคดีได้ในคดีเดิม การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า เดิมโจทก์ฟ้องนายสุรพลต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสุรพลชำระหนี้ มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 แต่โจทก์ไม่สามารถนำยึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดีได้เนื่องจากทรัพย์จำนองถูกยึดไว้ก่อนแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งนายสุรพลถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้อง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ตามฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยสืบสิทธิมาจากนายสุรพลผู้จำนองในคดีเดิมโจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีได้ในคดีเดิม และไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เพราะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 10818/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 กล่าวโดยสรุปคือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และ 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน กรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20768/2535 ของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 738 ม. 739
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวศุภลักษณ์ ตระกูลภาคย์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2549
#268629
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดก ตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกไม่เป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของคู่ความที่ถึงแก่ความตายได้ เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ดี การคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกก็ดี ถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ ก. เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านซึ่งถึงแก่ความตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2540 ก่อนถึงแก่อนิจกรรมเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้เดียว และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์เจ้ามรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์เจ้ามรดก เจ้ามรดกอยู่ในวัยชรา ความจำเลอะเลือนและเจ็บป่วย ขณะทำพินัยกรรมเป็นช่วงเวลาที่เจ้ามรดกอยู่ในอาการป่วยหนักสติฟั่นเฟือน ไม่มีสติสัมปชัญญะ และมิได้ประสงค์จะยกทรัพย์มรดกให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว แต่ผู้ร้องกับพวกใช้อุบายข่มขู่หลอกลวงให้เจ้ามรดกทำพินัยกรรม พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่อนิจกรรมผู้คัดค้านร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลเจ้ามรดกซึ่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ และศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลแล้ว ขอให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแต่ผู้เดียว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายพีรพงศ์ เสมรสุต ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต เจ้ามรดก กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีทั้งหมดให้ตกเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวกมลทิพย์ เสมรสุต ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย นางสาวกมลทิพย์เป็นทายาทของผู้คัดค้าน ขอเข้ารับมรดกความเพื่อดำเนินคดีต่อไป ทนายผู้ร้องแถลงว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามมรณบัตรที่นางสางกมลทิพย์อ้างส่งเป็นหลักฐานประกอบคำแถลงของทนายผู้ร้องฟังได้ว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจริง ศาลฎีกา เห็นว่าการขอตั้งผู้จัดการมรดก ตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่เป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของคู่ความที่ถึงแก่ความตายได้ เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ดี การคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกก็ดี ถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้นางสาวกมลทิพย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านซึ่งถึงแก่ความตายได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับและเมื่อผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีของผู้คัดค้านต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้าน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายพีรพงศ์ เสมรสุต
ผู้คัดค้าน — นายอานันท์ เสมรสุต
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2549
#267005
เปิดฉบับเต็ม

คดีโจทก์มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ตลอดจนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยต่อมาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ต้นดำเนินการอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์และศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มาทำให้โจทก์ผิดหลงเข้าใจว่าคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยเข้าใจว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์หรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2273 จากนางล้วน อ้นโต นางล้วนส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้วแต่ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางล้วนได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของตน เมื่อต้นไป 2538 จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินได้ทำลายพืชผลและตัดฟันต้นไม้เสียหายคิดเป็นเงิน 26,500 บาท พร้อมกับปักหลักกั้นทางเดินเข้าออกและปลูกบ้าน 1 หลัง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2273 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 26,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นางล้วน อ้นโต ไม่เคยขายที่ดินให้โจทก์จำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินตามฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายสูงเกินควร โจทก์ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2273 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ให้โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและภาษีแทนจำเลย หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว กับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินนั้นด้วย และให้จำเลยใช้เงิน 9,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 125 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ จำเลย และศาลชั้นต้นดำเนินคดีในส่วนของที่ดินพิพาทมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ และคดีคงมีจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหาย 26,500 บาท ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์และสั่งให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทเพื่อเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จากโจทก์ ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 18,720 บาท คดีโจทก์จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ ตลอดจนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยต่อมาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ต้นดำเนินการอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์และศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มา ทำให้โจทก์ผิดหลงเข้าใจว่าคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยเข้าใจว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อเท็จจริงหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่คำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับยกฎีกาของจำเลย หากโจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อเท็จจริงหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องแล้ว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องนั้นไปให้ผู้พิพากษาที่โจทก์ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ หากมีการรับรองหรืออนุญาตหรือไม่ประการใดหรือโจทก์มิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องภายในกำหนด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปในเรื่องการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ยกเว้นค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางย้อย เส็งสุข
จำเลย — นางริด ทับแคลน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2549
#266657
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดศรีเจริญคอนโดทาวน์ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ส่วนโจทก์จะผ่อนชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 สร้างห้องชุดเสร็จแล้วในระหว่างสัญญา คงมีกำแพงด้านหน้าอาคารชุดเท่านั้นที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เพียงนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาอันจะเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ เพราะการประพฤติผิดสัญญาของคู่สัญญาอันจะเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาได้นั้น ต้องเป็นข้อสำคัญถึงขนาด แม้การก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จจะหมายความรวมถึงการสร้างทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นกำแพงด้านหน้าอาคารชุด แต่กำแพงดังกล่าวเป็นเพียงทรัพย์ส่วนที่จะเอื้ออำนวยในการใช้ห้องชุด อีกทั้งหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงกำแพงด้านหน้าอาคาร แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอาการก่อสร้างกำแพงดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดหากทราบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อนี้จะไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่กำแพงดังกล่าวยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาในขณะที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 194,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 179,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 103,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 ต้องไม่เกิน 15,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ดำเนินการโครงการอาคารชุดศรีเจริญคอนโดทาวน์ วันที่ 20 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ตกลงจะขายห้องชุด 1 ห้อง ของอาคารชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 464,000 บาท โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการโครงการอาคารชุดจนเสร็จการ และจะทำการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2540 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ระหว่างสัญญาโจทก์ได้ผ่อนชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 103,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน 2540 แจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จตามสัญญา ให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยที่ 1 พร้อมกับชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 1 ตุลาคม 2540 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามสัญญากับขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระไว้แก่โจทก์ สิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาคือ กำแพงด้านหน้าอาคารชุด จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อ 3 ว่า กำแพงด้านหน้าอาคารชุดมิใช่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง และในข้อ 4 อีกว่า แม้กำแพงดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนกลาง การก่อสร้างกำแพงไม่แล้วเสร็จก็มิใช่เป็นการขาดตกบกพร่องถึงขนาดที่โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การประพฤติผิดสัญญาของคู่สัญญาอันจะเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้นั้น การประพฤติผิดสัญญาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อสำคัญถึงขนาด สำหรับการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคาร ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 โต้เถียงกันว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ในคดีนี้แม้การก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จจะหมายถึงการสร้างทรัพย์ส่วนกลางด้วย แต่โดยสภาพของทรัพย์ส่วนกลางกรณีนี้เป็นเพียงทรัพย์ส่วนที่จะเอื้ออำนวยในการใช้ห้องชุดและในหนังสือเลิกสัญญาโจทก์ระบุแต่เพียงว่า จนบัดนี้จำเลยที่ 1 ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ โดยมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงกำแพงด้านหน้าอาคาร แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอาการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคารนี้เป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดหากทราบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อนี้จะไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้หากกำแพงด้านหน้าอาคารชุดจะเป็นทรัพย์ส่วนกลางจริง การที่จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างกำแพงดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อ 3 อีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 461 ม. 466
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉันทนา หวังลัดดา
จำเลย — บริษัทศรีเจริญ พร็อพเพอร์ตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายกิตติพันธ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2549
#268627
เปิดฉบับเต็ม

การประพฤติผิดสัญญาของคู่สัญญาอันจะเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้นั้น การประพฤติผิดสัญญาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อสำคัญถึงขนาด สำหรับการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคารที่โจทก์และจำเลยที่ 1 โต้เถียงกันว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ แม้การก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จจะหมายถึงการสร้างทรัพย์ส่วนกลางด้วย แต่โดยสภาพของทรัพย์ส่วนกลางกรณีนี้เป็นเพียงทรัพย์ส่วนที่จะเอื้ออำนวยในการใช้ห้องชุด และในหนังสือเลิกสัญญาโจทก์ระบุแต่เพียงว่า จนบัดนี้จำเลยที่ 1 ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ โดยมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงกำแพงด้านหน้าอาคาร แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอาการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคารนี้เป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดหากทราบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อนี้จะไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้หากกำแพงด้านหน้าอาคารชุดจะเป็นทรัพย์ส่วนกลางจริง การที่จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างกำแพงดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 194,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 179,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 103,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 ต้องไม่เกิน 15,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ดำเนินการโครงการอาคารชุดศรีเจริญคอนโดทาวน์ วันที่ 20 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ตกลงจะขายห้องชุด 1 ห้อง ของอาคารชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 464,000 บาท โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการโครงการอาคารชุดจนเสร็จการ และจะทำการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2540 ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.4 ระหว่างสัญญาโจทก์ได้ผ่อนชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 103,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน 2540 แจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จตามสัญญาให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยที่ 1 พร้อมกับชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.1 ส่วนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 1 ตุลาคม 2540 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามสัญญากับขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระไว้แก่โจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 สิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาคือกำแพงด้านหน้าอาคารชุด ตามรูปถ่ายหมาย จ.7 จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อ 3 ว่า กำแพงด้านหน้าอาคารชุดตามรูปถ่ายหมาย จ.7 มิใช่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง และในข้อ 4 อีกว่า แม้กำแพงดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนกลาง การก่อสร้างกำแพงไม่แล้วเสร็จก็มิใช่เป็นการขาดตกบกพร่องถึงขนาดที่โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ศาลฎีกา เห็นว่า การประพฤติผิดสัญญาของคู่สัญญาอันจะเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้นั้น การประพฤติผิดสัญญาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อสำคัญถึงขนาด สำหรับการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคารตามรูปถ่ายหมาย จ.7 ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 โต้เถียงกันว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ ในคดีนี้แม้การก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จจะหมายถึงการสร้างทรัพย์ส่วนกลางด้วย แต่โดยสภาพของทรัพย์ส่วนกลางกรณีนี้เป็นเพียงทรัพย์ส่วนที่จะเอื้ออำนวยในการใช้ห้องชุดและในหนังสือเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ระบุว่าแต่เพียงว่า จนบัดนี้จำเลยที่ 1 ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์โดยมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงกำแพงด้านหน้าอาคาร แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอาการก่อสร้างกำแพงด้านหน้าอาคารนี้เป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดหากทราบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อนี้จะไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้หากกำแพงด้านหน้าอาคารชุดตามรูปถ่ายหมาย จ.7 จะเป็นทรัพย์ส่วนกลางจริง การที่จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างกำแพงดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามสัญญา ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อ 3 อีกต่อไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉันทนา หวังลัดดา
บริษัทศรีเจริญ พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2549
#266873
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการผลิตขนมปังเบเกอรี่โดยนำวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของขนมปังเบเกอรี่มาผ่านกระบวนการผลิตด้วยแรงงานคนและเครื่องจักร เปลี่ยนสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปคือขนมปังเบเกอรี่ อันเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบซึ่งเป็นงานในส่วนของโรงงานผลิตของโจทก์ โจทก์นำสินค้าสำเร็จรูปไปกำหนดราคาแสวงหากำไรจากสินค้าสำเร็จรูปนั้น แล้วฝ่ายขายจึงนำไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินตรา หากปราศจากสินค้าสำเร็จรูปพนักงานฝ่ายขายก็ไม่สามารถปฏิบัติงานขายได้ การที่พนักงานฝ่ายขายติดต่อรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วแจ้งฝ่ายโรงงานผลิต เป็นวิธีการกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าและกำหนดจำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่ฝ่ายโรงงานผลิตต้องจัดส่งไปให้ฝ่ายขาย ฝ่ายขายไม่อาจปฏิบัติงานได้ถ้าไม่มีสินค้าสำเร็จรูปไปขาย กิจการฝ่ายโรงงานผลิตกับฝ่ายขายของโจทก์ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยไม่เกี่ยวข้องกันได้ ตามลักษณะที่กล่าวมากิจการของฝ่ายโรงงานผลิตจึงเป็นงานหลัก การกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์จึงมีได้เพียงรหัสเดียวตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ข้อ 5 วรรคหนึ่ง โดยอยู่ในหมวด 0200 การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ รหัส 0203 ประเภทกิจการการผลิตเครื่องดื่ม การผลิต การถนอมอาหาร ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตามตาราง 1 ท้ายประกาศที่แก้ไขตามประกาศฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 การที่โจทก์แยกสถานที่ตั้งของฝ่ายโรงงานผลิตและสถานที่ตั้งของฝ่ายขายและฝ่ายอื่น ๆ ออกจากกัน กับได้แยกการทำงานของแต่ละสถานที่ออกจากกัน ไม่ทำให้ลักษณะดำเนินกิจการของฝ่ายโรงงานผลิตแยกออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขายและฝ่ายอื่น ๆ ได้ ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์เป็นรหัส 0203 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยที่ 193/2544 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและขอให้กำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์เป็นรหัส 1503 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้าง สำหรับส่วนฝ่ายขาย รหัส 0203 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้างสำหรับส่วนฝ่ายโรงงานผลิต หากศาลเห็นว่ากิจการในส่วนฝ่ายขายและส่วนฝ่ายโรงงานผลิตเกี่ยวข้องกันก็ขอให้กำหนดให้อยู่ในรหัส 1503 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้าง เนื่องจากผลผลิตสุดท้ายของโจทก์เป็นกิจการขายสินค้า ให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 ของจำเลยที่ 1 แก้ไขรหัสประเภทกิจการของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำฟ้องอุทธรณ์ปรากฏว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตขนมปังเบเกอรี่ การผลิตขนมปังเบเกอรี่ หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของขนมปังเบเกอรี่มาผ่านกระบวนการผลิตด้วยแรงงานคนและเครื่องจักร เปลี่ยนสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปคือขนมปังเบเกอรี่อันเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบซึ่งเป็นงานในส่วนของโรงงานผลิตของโจทก์ โจทก์นำสินค้าสำเร็จรูปไปกำหนดราคาแสวงหากำไรจากสินค้าสำเร็จรูปนั้น เมื่อได้สินค้าสำเร็จรูปแล้วฝ่ายขายจึงนำไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินตรา หากปราศจากสินค้าสำเร็จรูปพนักงานฝ่ายขายก็ไม่สามารถปฏิบัติงานขายได้ การที่พนักงานฝ่ายขายติดต่อรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วแจ้งฝ่ายโรงงานผลิตเป็นวิธีการกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าและกำหนดจำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่ฝ่ายโรงงานผลิตต้องจัดส่งไปให้ฝ่ายขาย ไม่ทำให้ฝ่ายขายปฏิบัติงานได้โดยไม่มีสินค้าสำเร็จรูปไปขาย กิจการฝ่ายโรงงานผลิตกับฝ่ายขายของโจทก์ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยไม่เกี่ยวข้องกันได้ ตามลักษณะการดำเนินงานที่กล่าวมากิจการของฝ่ายโรงงานผลิตจึงเป็นงานหลัก การกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์จึงมีได้เพียงรหัสเดียวตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ข้อ 5 วรรคหนึ่ง โดยอยู่ในหมวด 0200 การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ รหัส 0203 ประเภทกิจการผลิตเครื่องดื่ม การผลิต การถนอมอาหาร ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่นอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตามตาราง 1 ท้ายประกาศที่แก้ไขตามประกาศ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 การประกอบกิจการของโจทก์ไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบมาแล้วขายไปในสภาพวัตถุดิบ ไม่ใช่การซื้อมาขายไปโดยไม่มีการเปลี่ยนสภาพสินค้าซึ่งเป็นลักษณะร่วมของประเภทกิจการร้านสรรพสินค้าและร้านค้าสินค้าเบ็ดเตล็ดตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 หมวด 1500 การค้า จึงไม่ใช่การค้าซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่นตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 กิจการของโจทก์จึงไม่ใช่ประเภทที่อยู่ในรหัส 1503 การที่โจทก์แยกสถานที่ตั้งของฝ่ายโรงงานผลิตและสถานที่ตั้งของฝ่ายขายและฝ่ายอื่น ๆ ออกจากกัน กับโจทก์ได้แยกการทำงานของแต่ละสถานที่ออกจากกัน ไม่ทำให้ลักษณะการดำเนินกิจการของฝ่ายโรงงานผลิตแยกออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขายและฝ่ายอื่น ๆ ได้ ที่จำเลยที่ 1 กำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์เป็นรหัส 0203 และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ วินิจฉัยยืนนั้นชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ประกอบกิจการการผลิตและจำหน่ายต้องกำหนดประเภทกิจการเป็นกิจการการผลิตตามข้อ 5 วรรคสาม หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2549
#268563
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำฟ้องอุทธรณ์ปรากฏว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตขนมปังเบเกอรี่ โดยนำเอาวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของขนมปังเบเกอรี่มาผ่านกระบวนการผลิตด้วยแรงงานคนและเครื่องจักร เปลี่ยนสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป คือขนมปัง เบเกอรี่ อันเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบซึ่งเป็นงานในส่วนของโรงงานผลิตของโจทก์ โจทก์นำสินค้าสำเร็จรูปไปกำหนดราคาแสวงหากำไรจากสินค้าสำเร็จรูปนั้น เมื่อได้สินค้าสำเร็จรูปแล้วฝ่ายขายจึงนำไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินตรา หากปราศจากสินค้าสำเร็จรูป พนักงานฝ่ายขายก็ไม่สามารถปฏิบัติงานขายได้ การที่พนักงานฝ่ายขายติดต่อรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วแจ้งฝ่ายโรงงานผลิต เป็นวิธีการกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าและกำหนดจำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่ฝ่ายโรงงานผลิตต้องจัดส่งไปให้ฝ่ายขาย กิจการฝ่ายโรงงานผลิตกับฝ่ายขายของโจทก์ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยไม่เกี่ยวข้องกันได้ ตามลักษณะการดำเนินงานกิจการของฝ่ายโรงงานผลิตจึงเป็นงานหลัก การกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ จึงมีได้เพียงรหัสเดียวตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบฯ ข้อ 5 วรรคหนึ่ง โดยอยู่ในหมวด 0200 การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ รหัส 0203 ประเภทกิจการการผลิตเครื่องดื่ม การผลิต การถนอมอาหาร ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตามตาราง 1 ท้ายประกาศที่แก้ไขตามประกาศ ฉบับที่ 2 ฯ การประกอบกิจการของโจทก์ไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบมาแล้วขายไปในสภาพวัตถุดิบ ไม่ใช่การซื้อมาขายไปโดยไม่มีการเปลี่ยนสภาพสินค้า ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของประเภทกิจการร้านสรรพสินค้าและร้านสินค้าเบ็ดเตล็ดตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 หมวด 1500 การค้า จึงไม่ใช่การค้าซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่นตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 กิจการของโจทก์จึงไม่ใช่ประเภทที่อยู่ในรหัส 1503 การที่โจทก์แยกสถานที่ตั้งของฝ่ายโรงงานผลิตและสถานที่ตั้งของฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ ออกจากกัน กับโจทก์ได้แยกการทำงานของแต่ละสถานที่ออกจากกัน ไม่ทำให้ลักษณะการดำเนินกิจการของฝ่ายโรงงานผลิตแยกออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ ได้ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์เป็นรหัส 0203 ได้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยที่ 193/2544 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและขอให้กำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์เป็นรหัส 1503 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้าง สำหรับส่วนฝ่ายขาย รหัส 0203 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้างสำหรับส่วนฝ่ายโรงงานผลิต หากศาลเห็นว่ากิจการในส่วนฝ่ายขายและส่วนฝ่ายโรงงานผลิตเกี่ยวข้องกันก็ขอให้กำหนดให้อยู่ในรหัส 1503 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้าง เนื่องจากผลผลิตสุดท้ายของโจทก์เป็นกิจการขายสินค้า ให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 ของจำเลยที่ 1 แก้ไขรหัสประเภทกิจการของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ดำเนินกิจการผลิตขนมปังเบเกอรี่ออกขาย เดิมทำการผลิตและจำหน่ายในสถานที่เดียวกัน พนักงานฝ่ายผลิตและฝ่ายขายปะปนกัน สำนักงานกองทุนเงินทดแทนกำหนดรหัสเป็น 0203 ประเภทกิจการการผลิตอาหารอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง โจทก์จ่ายเงินสมทบอัตราร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตั้งแต่ปี 2525 ตลอดมา ต่อมาธุรกิจโจทก์เจริญและขยายเพิ่มขึ้นจึงแยกฝ่ายโรงงานผลิตไปตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ส่วนสำนักงานใหญ่ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ ตั้งอยู่ที่อาคารอิตัลไทยทาวเวอร์ ฝ่ายโรงงานผลิตซึ่งเป็นส่วนของการผลิตและฝ่ายขายแยกออกจากกัน ไม่ปะปนกันมาตั้งแต่ปี 2543 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอแยกรหัสประเภทกิจการ จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ประกอบกิจการประเภทผลิตและจำหน่าย ต้องกำหนดรหัสประเภทกิจการการผลิต คงใช้รหัส 0203 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการมีคำวินิจฉัยที่ 193/2544 ยืนตามจำเลยที่ 1 ตามบัญชีเงินเดือนงวดเดือนมกราคม 2543 พนักงานฝ่ายโรงงานผลิตมี 778 คน รวมเงินเดือน 5,346,000 บาทเศษ พนักงานฝ่ายขายและฝ่ายอื่นที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่และสาขาฝ่ายขายมี 739 คน รวมเงินเดือน 6,364,000 บาทเศษ วินิจฉัยว่า สินค้าที่โจทก์ขายมาจากโรงงานของโจทก์เป็นส่วนใหญ่ โจทก์ไม่ได้นำสินค้าจากแหล่งอื่นหรือเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นมาขายเช่นร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป กิจการผลิตและขายขนมปังเบเกอรี่จึงเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกัน โจทก์ประกอบกิจการผลิตและขายโดยนิติบุคคลเดียวกัน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ต่อกรมสรรพากรในฐานะธุรกิจเดียวกัน จึงต้องกำหนดรหัสประเภทกิจการเพียงรหัสเดียวเป็นประเภทกิจการการผลิต รหัส 0203 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ข้อ 5 วรรคสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีสถานที่ตั้งของฝ่ายโรงงานผลิตขนมปังเบเกอรี่อยู่คนละแห่งกับสถานที่ตั้งของฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ กับโจทก์ได้แยกการทำงานของแต่ละสถานที่ออกจากกันโดยมีสินค้าขนมปังเบเกอรี่เพียงอย่างเดียว ทำให้ต้องแยกให้ฝ่ายโรงงานผลิตอยู่ในหมวด 0200 การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ รหัส 0203 ประเภทกิจการการผลิตเครื่องดื่ม การผลิต การถนอมอาหาร ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ อยู่ในหมวด 1500 การค้า รหัส 0503 ประเภทกิจการร้านสรรพสินค้า ร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด รวมทั้งการค้าซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้างหรือไม่ หรือโจทก์ประกอบกิจการในการขายสินค้าซึ่งอยู่ในประเภทกิจการหมวด 1500 การค้าหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำฟ้องอุทธรณ์ปรากฏว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตขนมปังเบเกอรี่ การผลิตขนมปังเบเกอรี่ หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของขนมปังเบเกอรี่มาผ่านกระบวนการผลิตด้วยแรงงานคนและเครื่องจักรเปลี่ยนสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป คือขนมปังเบเกอรี่อันเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบซึ่งเป็นงานในส่วนของโรงงานผลิตของโจทก์ โจทก์นำสินค้าสำเร็จรูปไปกำหนดราคาแสวงหากำไรจากสินค้าสำเร็จรูปนั้น เมื่อได้สินค้าสำเร็จรูปแล้วฝ่ายขายจึงนำไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินตรา หากปราศจากสินค้าสำเร็จรูป พนักงานฝ่ายขายก็ไม่สามารถปฏิบัติงานขายได้ การที่พนักงานฝ่ายขายติดต่อรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วแจ้งฝ่ายโรงงานผลิตเป็นวิธีการกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าและกำหนดจำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่ฝ่ายโรงงานผลิตต้องจัดส่งไปให้ฝ่ายขาย (ปรากฏตามแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ว่าฝ่ายโรงงานผลิตมีหน่วยจัดส่งสินค้าไปให้ฝ่ายขาย) ไม่ทำให้ฝ่ายขายปฏิบัติงานได้โดยไม่มีสินค้าสำเร็จรูปไปขาย กิจการฝ่ายโรงงานผลิตกับฝ่ายขายของโจทก์ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยไม่เกี่ยวข้องกันได้ ตามลักษณะการดำเนินงานที่กล่าวมากิจการของฝ่ายโรงงานผลิตจึงเป็นงานหลัก การกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์จึงมีได้เพียงรหัสเดียวตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บ เงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ข้อ 5 วรรคหนึ่ง โดยอยู่ในหมวด 0200 การผลิตอาหาร เครื่องดื่มและยาสูบ รหัส 0203 ประเภทกิจการการผลิตเครื่องดื่ม การผลิต การถนอมอาหาร ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ตามตาราง 1 ท้ายประกาศที่แก้ไขตามประกาศฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 การประกอบกิจการของโจทก์ไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบมาแล้วขายไปในสภาพวัตถุดิบ ไม่ใช่การซื้อมาขายไปโดยไม่มีการเปลี่ยนสภาพสินค้าซึ่งเป็นลักษณะร่วมของประเภทกิจการร้านสรรพสินค้าและร้านสินค้าเบ็ดเตล็ดตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 หมวด 1500 การค้า จึงไม่ใช่การค้าซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่นตามที่ระบุไว้ในรหัส 1503 กิจการของโจทก์จึงไม่ใช่ประเภทที่อยู่ในรหัส 1503 การที่โจทก์แยกสถานที่ตั้งของฝ่ายโรงงานผลิตและสถานที่ตั้งของฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ ออกจากกัน กับโจทก์ได้แยกการทำงานของแต่ละสถานที่ออกจากกัน ไม่ทำให้ลักษณะการดำเนินกิจการของฝ่ายโรงงานผลิตแยกออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขายและฝ่ายอื่นๆ ได้ ที่จำเลยที่ 1 กำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ เป็นรหัส 0203 และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการวินิจฉัยยืนนั้นชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ประกอบกิจการการผลิตและจำหน่ายต้องกำหนดประเภทกิจการเป็นกิจการการผลิตตามข้อ 5 วรรคสาม หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ