คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5529/2548
#271756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ พ. ผู้ตายให้รับผิดชำระค่าเสียหายจากการละเมิดของ พ. ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรกดของ พ. ความรับผิดของผู้ร้องตามคำฟ้องเป็นความรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของ พ. มิใช่ในฐานะส่วนตัว แม้ผู้ร้องจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องมิใช่ทรัพย์สินในกองมรดกของ พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอากับที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายไพฑูรย์ บุญวาที ร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่นายไพฑูรย์ กระทำละเมิดต่อโจทก์จำนวน 328,896 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7694 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ผู้ร้อง (จำเลยที่ 1) ยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องมิใช่ทรัพย์มรดก โจทก์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชำระค่าเสียหายที่นายไพฑูรย์ บุญวาที กระทำละเมิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้รับมรดกของนายไพฑูรย์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายเกิดสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความและเกิดสิทธิที่จะบังคับตามคำพิพากษาตามยอม การที่โจทก์นำยึดที่ดินของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 7694 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด คืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดที่นายไพฑูรย์ บุญวาที ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายและเป็นผู้รับมรดกของนายไพฑูรย์ ต่อมาโจทก์และผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วย่อมมีผลผูกพันคู่ความโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมและนำยึดที่ดินของผู้ร้องได้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายไพฑูรย์ บุญวาที กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่นายไพฑูรย์ได้ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์นำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายไพฑูรย์ให้รับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของนายไพฑูรย์ ความรับผิดของผู้ร้องตามคำฟ้องเป็นความรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไพฑูรย์ มิใช่ในฐานะส่วนตัว แม้ผู้ร้องจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว เมื่อที่ดิน โฉนดเลขที่ 7694 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องมิใช่ทรัพย์สินในกองมรดกของนายไพฑูรย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอากับที่ดินดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาต้องตามกันมาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1601
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
ผู้ร้อง — นายเจ่ง บุญวาที
จำเลย — นายเจ่ง บุญวาที กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5527/2548
#268145
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมในฟ้องข้อ ข. ว่า "หลังจากจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดดังกล่าวตามฟ้องข้อ ก. แล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้บังอาจนำเอกสารราชการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว อ้างแสดงต่อองค์การบริหารส่วนตำบลกกโก เพื่อหลอกลวง..." คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารราชการหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุที่ออกเพื่อรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างทำงานให้องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือของทางราชการที่แท้จริงที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุ ผู้อื่นหรือประชาชน หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำเอกสารราชการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าวอ้างแสดงต่อองค์การบริหารส่วนตำบลกกโก เพื่อหลอกลวงองค์การบริหารส่วนตำบลกกโกให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุทำขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบในการยื่นประมูลงาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุ ผู้อื่นหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265 และ 268

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก จำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอมจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เพียงแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึด อายัด บังคับคดีทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย (ที่ถูกหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมในฟ้องข้อ ข. ว่า "หลังจากจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดดังกล่าวตามฟ้องข้อ ก. แล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้บังอาจนำเอกสารราชการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว อ้างแสดงต่อองค์การบริหารส่วนตำบลกกโก เพื่อหลอกลวง..." เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อที่ว่า ในการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำเลยที่ 2 ได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอด อันเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 อีกต่อไป ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดเพียงฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการจึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษมา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83 แต่กระทงเดียวจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยฟิลม์ วิศวกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5521/2548
#268337
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายเด็กหญิงนั้นสมรสกัน การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จึงไม่รับยกเว้นโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกโดยปราศจากเหตุอันสมควร ร่วมกันพรากเด็กหญิงกรกมล สุวรรณกิจ ผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางจินตนา สุวรรณกิจ ผู้เสียหายที่ 1 มารดา โดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดดึงพาผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในห้องบนชั้นสองของบ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วล็อคประตูห้องอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้มีดทำครัวปลายแหลมใบมีดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว เป็นอาวุธจี้ผู้เสียหายบังคับมิให้ขัดขืน อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้จำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกาย แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 277, 309, 310, 317 ริบอาวุธมีดของกลาง และกำหนดโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนแล้วบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 310 วรรคสาม, 317 วรรสาม, 33, 58 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ จำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 13 ปี 9 เดือน กำหนดโทษที่จำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 842/2543 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ให้จำคุก 3 เดือน เมื่อบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 มี 12 เดือน ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากมารดาเพื่อการอนาจาร และร่วมกระทำความผิดกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำสารภาพของจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและยื่นคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยา และอยู่ในระหว่างยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้สมรส ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้น จะต้องเป็นกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่ในคดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ"

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายสุพจน์ จรัสแสงเรืองศิลหรือจรัสแสงเรืองศิลป์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2548
#268144
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ก็หาได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ไม่ และหากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้นั้นต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ได้

การที่คู่ความจะมีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลตามที่กำหนดไว้ในตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณราคาทรัพย์สินเพื่อการเรียกค่าธรรมเนียมในกรณีที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 52442 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยประเมินราคารวม 800,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอยู่ใกล้สถานที่ราชการและติดถนนสาธารณะ โจทก์รับจำนองเป็นเงิน 1,500,000 บาท หากขายจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า การประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ก็หาได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ไม่ และหากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้นั้นต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด คำร้องของจำเลยจึงชอบที่จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 และข้อ 4 ของตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า การที่คู่ความจะมีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลตามที่กำหนดไว้ในตาราง 5 ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณราคาทรัพย์สินเพื่อการเรียกค่าธรรมเนียมในกรณีที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเช่นคดีนี้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มีลักษณะคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่โจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง นั้น เป็นข้อกล่าวอ้างนอกเหนือคำร้องของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประภัสสร์ จียะเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2548
#272374
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ก็หาได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ไม่ และหากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้นั้นต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองได้ ส่วนการที่คู่ความจะมีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 และข้อ 4 ของตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณราคาทรัพย์สินเพื่อการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกรณีที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเช่นคดีนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 52442 ตำบลบางเสาธง (เสาธง) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยประเมินราคารวม 800,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอยู่ใกล้สถานที่ราชการและติดถนนสาธารณะ โจทก์รับจำนองเป็นเงิน 1,500,000 บาท หากขายจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า การประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ก็หาได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ไม่ และหากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้นั้นต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดคำร้องของจำเลย จึงชอบที่จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 และข้อ 4 ของตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า การที่คู่ความจะมีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลตามที่กำหนดไว้ในตาราง 5 ดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณราคาทรัพย์สินเพื่อการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกรณีที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดต่อไปเช่นคดีนี้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มีลักษณะคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่โจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง นั้น เป็นข้อกล่าวอ้างนอกเหนือคำร้องของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — (มหาชน)
จำเลย — นายประภัสสร์ จียะเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2548
#266305
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินมีโฉนดซึ่ง ด. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ล. บิดาจำเลยทั้งสอง เมื่อที่ดินดังกล่าวมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าส่วนของใครอยู่ตอนไหนและมีเนื้อที่เท่าใด ด. และ ล. ผู้มีชื่อในโฉนดซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจึงยังเป็นเจ้าของรวมอยู่ตามส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับ ด. โดยระบุเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการซื้อขายตัวทรัพย์ ซึ่งมิใช่เป็นการขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของ ด. จะกระทำได้ก็แต่ความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน การที่ ด. เอาตัวทรัพย์มาทำสัญญาจะขายแก่โจทก์โดย ล. เจ้าของรวมมิได้ยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพัน ล. เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนมรดกจาก ล. จึงถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วนและมีส่วนในที่ดินพิพาททั้งแปลงเท่ากัน โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินโดยให้โจทก์ได้ที่ดินทางด้านทิศเหนือและจำเลยทั้งสองได้ที่ดินด้านทิศใต้หาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสง่า ก๋ำนารายณ์ โดยนางกนกวรรณ ก๋ำนารายณ์หรือสุทธิวงษ์
จำเลย — นายประเสริฐ มาบรรดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายมโน ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2548
#272373
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินมีโฉนดซึ่ง ด. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ล. บิดาจำเลยทั้งสอง เมื่อที่ดินดังกล่าวมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าส่วนของใครอยู่ตอนไหนและมีเนื้อที่เท่าใด ด. และ ล. ผู้มีชื่อในโฉนดซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจึงยังเป็นเจ้าของรวมอยู่ตามส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับ ด. โดยระบุเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายตัวทรัพย์ซึ่งมิใช่เป็นการขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของ ด. จะกระทำได้ก็แต่ความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน การที่ ด. เอาตัวทรัพย์มาทำสัญญาจะขายแก่โจทก์ โดย ล. เจ้าของรวมมิได้ยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพัน ล. เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนมรดกจาก ล. จึงถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วนและมีส่วนในที่ดินพิพาททั้งแปลงเท่ากัน โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินโดยให้โจทก์ได้ที่ดินทางด้านทิศเหนือและจำเลยทั้งสองได้ที่ดินด้านทิศใต้หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอรังวัดการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4158 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร โดยให้ที่ดินทางด้านทิศเหนือติดคลองดำเนินสะดวกเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 55 1/2 ตารางวา เป็นของโจทก์ ส่วนที่เหลือจำนวนเนื้อที่เท่ากันทางด้านทิศใต้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง และให้เสียค่าธรรมเนียมในการดำเนินการรังวัดแบ่งแยกฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินได้โดยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 4158 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร โดยกำหนดให้ที่ดินทางด้านทิศเหนือซึ่งติดกับคลองดำเนินสะดวกจำนวนเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 55 1/2 ตารางวา เป็นของโจทก์ ส่วนที่เหลือจำนวนเนื้อที่เท่ากันทางด้านทิศใต้เป็นของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์จำเลยเสียค่าธรรมเนียมในการดำเนินการรังวัดแบ่งแยกฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่ความตายนางกนกวรรณ ก๋ำนารายณ์หรือสุทธิวงษ์ ซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4158 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา เดิมมีนายพรม มาบรรดิษฐ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2520 นายพรมขายที่ดินโดยการจดทะเบียนให้นายจำลอง มาบรรดิษฐ์ ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วนของที่ดินพิพาท วันที่ 28 มีนาคม 2520 นายพรมจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่นายแดง มาบรรดิษฐ์ ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 3 ธันวาคม 2533 นายแดงจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2539 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายจำลองซึ่งถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่านายแดงจะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา อยู่ทางด้านทิศเหนือติดคลองดำเนินสะดวกซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์เช่าทำอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่นายแดงพยานโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า ตอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ได้ระบุว่าขายส่วนไหน นอกจากคำเบิกความของนายแดงดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหนังสือสัญญาจะซื้อขายแล้ว หากนายแดงครอบครองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือที่ติดคลองดำเนินสะดวกตามที่โจทก์นำสืบ นายแดงก็น่าจะทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ดังกล่าวเสียตั้งแต่แรก แต่ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินกลับระบุว่านายแดงให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทเนื้อที่เพียงประมาณ 2 ไร่ 17 ตารางวา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากนายแดงทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนบางส่วนและนายแดงได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนส่วนที่เหลือแต่อย่างใด หนังสือสัญญาเช่าที่ดินจึงไม่สอดคล้องกับหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดิน แสดงว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่โจทก์อ้างว่านายแดงครอบครองทางด้านทิศเหนือยังมีเนื้อที่ไม่แน่นอน ประกอบกับโจทก์ก็เบิกความว่า ระหว่างที่ดินโจทก์กับที่ดินจำเลยทั้งสองมีต้นมะม่วง 4 ต้น แสดงเขตไว้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่านายแดงและนายจำลองได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดว่าส่วนของผู้ใดมีเนื้อที่เท่าใด นายแดงและนายจำลองซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจึงยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ตามส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวเป็นการซื้อขายตัวทรัพย์ มิใช่เป็นการขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของนายแดงที่ครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว การขายตัวทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์รวมนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง เจ้าของรวมคนหนึ่งจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน การที่นายแดงขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นตัวทรัพย์โดยนายจำลองมิได้ยินยอมให้นายแดงทำสัญญาจะขายและตกลงให้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือติดคลองดำเนินสะดวกซึ่งโจทก์เข้าทำอยู่แล้ว ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขายที่โจทก์และนายแดงทำไว้จึงไม่มีผลผูกพันนายจำลอง การที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายตลอดมาเป็นการครอบครองแทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนมรดกมาจากนายจำลองด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามฟ้อง ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วนและมีส่วนในที่ดินพิพาททั้งแปลงเท่ากันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
นางสง่า ก๋ำนารายณ์
โดยนางกนกวรรณ
ก๋ำนารายณ์หรือสุทธิวงษ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นายประเสริฐ มาบรรดิษฐ์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5490/2548
#268142
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกับที่ดินของจำเลย สิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้รุกกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้จะมีคำขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท มาด้วย แต่จะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินพิพาทตีราคาเป็นเงิน 67,875 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2532 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1109, 1228, 358 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 977 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รวมเนื้อที่ทั้งสี่แปลง 4 ไร่ 1 งาน 32 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1178, 1227, 359 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รวมเนื้อที่ทั้งสามแปลง 134 ตารางวา ที่ดินของจำเลยดังกล่าวมีอาณาเขตติดต่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้านทิศตะวันตกเป็นบริเวณแนวยาวตลอดที่ดินของทั้งสองฝ่าย นับแต่ซื้อมาโจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยและนายชัยวัฒน์ พัฒนสิน สามีจำเลยเป็นผู้ดูแลครอบครอง บำรุงรักษาที่ดิน ระวังแนวเขตที่ดิน โดยโจทก์ทั้งสองเสียค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้ ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 โจทก์ทั้งสองจะรวมที่ดินเป็นแปลงเดียวกัน และขอออกโฉนดที่ดิน จึงให้เจ้าพนักงานรังวัดที่ดินทำการรังวัด ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าเนื้อที่ทั้งสี่แปลงขาดหายไปจำนวน 297 ตารางวา แต่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ไประวังแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว ทำให้เจ้าพนักงานรังวัดที่ดินยกเลิกการรังวัด โจทก์ทั้งสองแจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองขาดหายไป 297 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านที่มีแนวเขตติดต่อกัน ขอให้จำเลยร่วมกับโจทก์ทั้งสองรังวัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ทั้งสองขอรังวัดสอบเขตกับเจ้าพนักงานที่ดิน ในวันดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน โดยอ้างว่ายังมีการเหลื่อมล้ำแนวเขตกัน เจ้าพนักงานรังวัดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยดำเนินการฟ้องร้องกันต่อไป การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองทำให้ได้รับความเสียหายเป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและแนวรั้วตลอดจนย้ายวัสดุสิ่งของต่างๆ ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 977, 1228 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1178, 1227, 359 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยครอบครองมาตั้งแต่ปี 2525 โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยติดต่อขอซื้อที่ดินที่ติดกับที่ดินของจำเลย ดังนั้น เมื่อต้นปี 2532 จำเลยจึงติดต่อซื้อที่ดินจากนางตุ่นแก้ง ตุ้ยคัมภีร์ ซึ่งเป็นที่ดินติดกับที่ดินของจำเลยให้ตามที่โจทก์ทั้งสองต้องการ ขณะที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินก็ทราบถึงแนวเขตในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยดีอยู่แล้ว เนื่องจากแนวเขตที่ดินของจำเลยได้ทำแนวเขื่อนป้องกันน้ำเซาะและมีรั้วกั้นอย่างชัดเจน จำเลยไม่เคยก่อสร้างเปลี่ยนแปลงแนวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับความถูกต้องของแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำ และโจทก์ทั้งสองแถลงติดใจเนื้อที่ของที่ดินพิพาทเพียงจำนวน 80 ตารางวา ตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1

ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการเดินเผชิญสืบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองขอรังวัดที่ดินปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท มาด้วยก็ตาม แต่จะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทตีราคาเป็นเงิน 67,875 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ทั้งสองมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ 67,875 บาท ซึ่งตามตาราง 6 ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นได้ร้อยละ 5 และในชั้นอุทธรณ์ได้ร้อยละ 3 ของทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยรวม 15,000 บาท เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาย่อมกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยรวม 4,500 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาติ อัศรัสกร กับพวก
จำเลย — นางบุญปั๋น พัฒนสิน
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5490/2548
#272154
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย เมื่อโจทก์ขอรังวัดที่ดินปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปและให้จำเลยชำระคืนค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท มาด้วย แต่จะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินพิพาทตีราคาเป็นเงิน 67,875 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและแนวรั้วตลอดจนย้ายวัสดุสิ่งของต่างๆ ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 977, 1228 เลขที่ดิน 29, 37 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับความถูกต้องของแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำ และโจทก์ทั้งสองแถลงติดใจเนื้อที่ของที่ดินพิพาทเพียงจำนวน 80 ตารางวา ตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาท

ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการเดินเผชิญสืบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองขอรังวัดที่ดินปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท มาด้วยก็ตาม แต่จะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้นเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินพิพาทตีราคาเป็นเงิน 67,875 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ทั้งสองมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาติ อัศรัสกร กับพวก
จำเลย — นางบุญปั๋น พัฒนสิน
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2548
#266297
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เพียงสถานเดียว อันเป็นระวางโทษอย่างอื่นนอกจากโทษจำคุก จึงมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 26 กรกฎาคม 2535 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 ตุลาคม 2540 คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 91, 289, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษในความผิดกระทงอื่นมารวมได้ คงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสามกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เพียงสถานเดียว อันเป็นระวางโทษอย่างอื่นนอกจากโทษจำคุก จึงมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 26 กรกฎาคม 2535 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 ตุลาคม 2540 คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายบุญยืน เพชรหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายอภิชาติ เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2548
#266388
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไปให้แก่ อ. โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้ อ. ส่งมอบเฮโรอีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับ อ. ต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนของกลางระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งเฮโรอีนของกลางไปยังบริษัทบริษัทหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้แก่ อ. เพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย แต่ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 5, 8, 14 ป.อ. มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม ยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนของกลางไปให้นายอภิชัยโดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้นายอภิชัยส่งมอบแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับนายอภิชัยต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองส่งเฮโรอีนไปยังบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล สปอร์ต จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้นายอภิชัยเพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจำหน่ายเฮโรอีนและการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80, 83 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 5 วรรคหนึ่ง (1) ม. 8 วรรคสอง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิศิษฎ์หรือแมว ศิลป์จรัสศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมชัย ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5487/2548
#272151
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกส่งเฮโรอีนมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 6,000 กรัม ไปให้ อ. โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้ อ. ส่งมอบแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยกับ อ. ต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยส่งเฮโรอีนไปยังบริษัท น. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้ อ. จัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไป แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายเฮโรอีนและการกระทำของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนไทยมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย จำเลยทั้งสองกับพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตกลงส่งเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 5, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานพฤติเหตุแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานสมคบกันเป็นตัวการร่วมกับพวกมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ถึง 6,000 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม ยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ส่วนความผิดฐานสมคบเป็นตัวการร่วมกับพวกจำหน่ายเฮโรอีนนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกส่งเฮโรอีนของกลางไปให้นายอภิชัยโดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้นายอภิชัยส่งมอบแก่ลูกค้าผู้ซื้อต่อไป ดังนั้น ระหว่างจำเลยทั้งสองกับนายอภิชัยต้องถือว่าเป็นการส่งมอบเฮโรอีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีน แต่การที่จำเลยทั้งสองส่งเฮโรอีนไปยังบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล สปอร์ต จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้นายอภิชัยเพื่อจะจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไปนั้น แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจำหน่ายเฮโรอีนและการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการส่งมอบเฮโรอีนใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นอีกฐานหนึ่งด้วย...ฯลฯ...พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนเหตุที่จับจำเลยทั้งสองหลังเกิดเหตุเป็นเวลานาน น่าเชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องต้องแก้ปัญหาเนื่องจากขณะเกิดเหตุยังไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องมาตรการในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ข้อที่อ้างว่ามิได้จับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเฮโรอีนของกลางนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแต่แรก ทั้งการหาเฮโรอีน ตัวบุคคล เอกสารกำกับ และวิธีการจัดส่งทุกขั้นตอนตลอดเส้นทางจนมีการส่งเฮโรอีนของกลางถึงปลายทางตรงตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองและถูกตรวจยึดได้ในที่สุดเมื่อนำเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเจตนายึดถือเฮโรอีนของกลางอยู่ในครอบครองของจำเลยทั้งสองเพื่อจำหน่ายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานความผิดร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนและฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่คดีนี้เฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 (1) วรรคหนึ่ง, 8 วรรคสอง ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 30 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 5 (1) วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิศิษฎ์หรือแมว ศิลป์จรัสศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2548
#272371
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 100 กำหนดให้ดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้แต่ดอกเบี้ยก่อนถึงกำหนดเวลาดังกล่าวเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามมูลแห่งหนี้และกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ คดีนี้ได้ความว่าเจ้าหนี้ยื่นความประสงค์ขอรับชำระหนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิต่อคณะกรรมการดำเนินการแทนบริษัทลูกหนี้ ต่อมาคณะกรรมการ ปรส. ได้อนุญาตจัดสรรเงินบางส่วนชดใช้คืนแก่เจ้าหนี้แล้วตามความเห็นของคณะกรรมดำเนินการแทนลูกหนี้ โดยการคำนวณยอดหนี้คงค้างในส่วนของดอกเบี้ยนั้น ปรส. ถือปฏิบัติตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา 5 ว่า นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ก่อขึ้นมิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพิ่มเติมในคดีล้มละลายซึ่งเป็นกระบวนการขอรับชำระหนี้ต่อเนื่องมาจากการได้รับเงินส่วนเฉลี่ยหนี้คืนจาก ปรส. เพียงเท่าจำนวนหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้างชำระก่อนวันที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มีผลใช้บังคับเท่านั้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยหุ้นกู้ด้อยสิทธิถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 149,924.67 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิเป็นเงินจำนวน 119,002.81 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้อื่นซึ่งไม่ได้ตกลงหรือแสดงเจตนากำหนดสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนแล้วตามมาตรา 130 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เพียงประการเดียวว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยผิดนัดคิดถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 กำหนดให้ดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้ แต่ดอกเบี้ยก่อนถึงกำหนดเวลาดังกล่าวเจ้าหนี้จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้หรือไม่ย่อมเป็นไปตามมูลแห่งหนี้และกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ คดีนี้ได้ความว่าเจ้าหนี้ยื่นความประสงค์ขอรับชำระหนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิต่อคณะกรรมการดำเนินการแทนบริษัทลูกหนี้ ต่อมาคณะกรรมการ ปรส. ได้อนุญาตจัดสรรเงินบางส่วนชดใช้คืนแก่เจ้าหนี้แล้วตามความเห็นของคณะกรรมการดำเนินการแทนบริษัทลูกหนี้ โดยการคำนวณยอดหนี้คงค้างในส่วนของดอกเบี้ยนั้น ปรส. ถือปฏิบัติตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5 ว่า นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดมีผลใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพิ่มเติมในคดีล้มละลายซึ่งเป็นกระบวนการขอรับชำระหนี้ต่อเนื่องมาจากการได้รับเงินส่วนเฉลี่ยหนี้คืนจาก ปรส. เพียงเท่าจำนวนหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้างชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับเท่านั้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยหุ้นกู้ด้อยสิทธิถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 100
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
นายศุภมิตร วรสุทธิพิศิษฎ์
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ผู้ร้อง — จีเอฟ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
บริษัทฟูจิโฟโต้ฟิล์ม
เจ้าหนี้ — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2548
#266316
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117? ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย ฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท มิได้มีข้อจำกัดว่าถ้ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนให้ปรับรวมกันตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใด ซึ่ง ป.อ. มาตรา 17 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" เมื่อ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณีเดียวกัน ให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล" ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118 ป.อ. มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ปรับคนละ 465,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับคนละ 232,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่กักขังไม่เกินคนละ 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลล่างทั้งสองปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลไม่ชอบนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117? ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท มิได้มีข้อจำกัดว่าถ้ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนให้ปรับรวมกันตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใด ซึ่ง ป.อ. มาตรา 17 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" เมื่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณีเดียวกัน ให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล" ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากาษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.2456 ม. 117 ม. 118
ป.อ. ม. 17 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสัน ขุนจิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2548
#268141
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ผู้กระทำความผิดฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใด มิได้มีข้อจำกัดว่าถ้ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนให้ปรับรวมกันตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใด เมื่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำบทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 โดยลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนพฤษภาคม 2545 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำดินไปถมล่วงล้ำเข้าไปใต้น้ำ ในน้ำ และเหนือน้ำ ของทะเลสาบสงขลาอันเป็นทางสัญจรของประชาชนและที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า คำนวณพื้นที่ล่วงล้ำได้ 930 ตารางเมตร เหตุเกิดที่ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 465,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 232,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่กักขังไม่เกินคนละ 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลล่างทั้งสองปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลไม่ชอบ นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท มิได้มีข้อจำกัดว่าถ้ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนให้ปรับรวมกันตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้นๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" เมื่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณีเดียวกัน ให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล" ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตามรายตัวบุคคลชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 31
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสัน ขุนจิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2548
#272147
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลย และเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ขัดขวางการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ที่โจทก์นำชี้อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจรังวัดที่ดินให้โจทก์ได้อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหาย คำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงแสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ทำประโยชน์ในช่วงที่ดินของจำเลย ซึ่งมีคันนาและต้นไม้แสดงอาณาเขตที่ดินของจำเลยไว้ชัดเจน จำเลยไม่เคยทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า จำเลยได้ทำนาและทำกินในที่ดินพิพาทซึ่งมีแนวคันนาและต้นไม้แสดงอาณาเขตด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในส่วนที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การและฟ้องแย้งตอนหลังของจำเลยจึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรกซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4028 จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ และขัดขวางการรังวัดอ้างว่าที่ดินบางส่วนที่โจทก์นำชี้อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์หรือขัดขวางการรังวัดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยครอบครองที่ดินของโจทก์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้ที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินส่วนดังกล่าวแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางนาถฤดี สิทธิสมวงศ์ ภริยายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4028 ตำบลทางข้ามน้อย อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2538) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์บริเวณใด มีเนื้อที่เท่าใด ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ทางด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลย และเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ขัดขวางการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ที่โจทก์นำชี้อยู่ในเขตที่ดินของจำเลย ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจรังวัดที่ดินให้โจทก์ได้ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหาย คำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงแสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมากว่า 10 ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ทำประโยชน์ในส่วนที่ดินของจำเลยซึ่งมีคันนาและต้นไม้แสดงอาณาเขตที่ดินของจำเลยไว้ชัดเจน จำเลยไม่เคยทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เท่ากับจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่าจำเลยได้ทำนาและทำกินในที่ดินพิพาทซึ่งมีแนวคันนาและต้นไม้แสดงอาณาเขตด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2519 นับถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย คำให้การและฟ้องแย้งตอนหลังของจำเลย จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรกซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การและฟ้องแย้งดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 183
ชื่อคู่ความ
นายสุทัศน์ สิทธิสมวงศ์ โดยนางนาถฤดี สิทธิสมวงศ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวบุญส่ง บำรุงสาลี
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5442 -ที่ 5468/2548
#266732
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับเงินบำเหน็จซึ่งโจทก์คำนวณจ่ายให้ตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2536 แต่มีมติคณะรัฐมนตรีให้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดี ทำให้สิทธิของจำเลยที่จะได้รับเงินบำเหน็จต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ต้องคำนวณเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเงินบำเหน็จส่วนต่างที่โจทก์จ่ายเกินไปเพราะการคำนวณตามระเบียบเดิมที่จำเลยได้รับไปย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 อายุความในการฟ้องเรียกให้คืนเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายเกินไปและต้องคืนเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ กรณีมิใช่จำเลยได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้ โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้โจทก์สามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

จำเลยเป็นผู้มีเงินได้จากการได้รับเงินบำเหน็จที่โจทก์ให้จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ โดยป. รัษฎากร มาตรา 50 กำหนดให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร หากโจทก์หักและนำส่งภาษีเงินได้ไปเกินกว่าที่จำเลยผู้มีเงินได้ต้องชำระ จำเลยผู้มีเงินได้ก็มีสิทธิไปขอเงินส่วนที่จ่ายเกินไปคืนจากกรมสรรพากรได้ โจทก์ไม่มีสิทธิไปขอคืน จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จส่วนที่รับไปเกินสิทธิให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยไม่อาจนำจำนวนเงินภาษีเงินได้ที่โจทก์หักไว้ ณ ที่จ่ายมาหักออกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 32

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนฟ้องในทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ชำระเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายผิดพลาดไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 และบังคับจำเลยที่ 27 ถึงที่ 32 ร่วมกันชำระเงินบำเหน็จจำนวน 305,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 21 และจำเลยที่ 23 ถึงจำเลยที่ 26 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 22 ขาดนัด

จำเลยที่ 27 ถึงที่ 32 ให้การร่วมกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางกิติมา ภริยาจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 12 ถึงแก่กรรม นางอุบล ภริยาจำเลยที่ 12 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและระยะเวลาทำงานของจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกเพิ่มเติม แล้วพิพากษาในประเด็นข้อ 1 เฉพาะที่ว่าจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามมติคณะรัฐมนตรีคนละเท่าใด และพิพากษาในประเด็นข้อ 2 ถึงข้อ 4 ต่อไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 22 คืนเงินบำเหน็จจำนวน 285,940 บาท โดยให้นำจำนวนเงินภาษีเงินได้ที่โจทก์หักไว้ ณ ที่จ่าย มาหักออกจากจำนวนเงินบำเหน็จข้างต้นก่อน และให้คืนเงินบำเหน็จดังกล่าวเพียงจำนวนที่จำเลยที่ 22 ยังมีอยู่ในขณะที่โจทก์เรียกคืน (วันที่ 1 มิถุนายน 2539) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21 และจำเลยที่ 23 ถึงที่ 32

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 11 ที่ 17 ที่ 20 ที่ 23 และที่ 25 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอก รับไปเกินสิทธิเพราะความผิดหลงคลาดเคลื่อนของโจทก์ มิใช่เป็นการได้รับทรัพย์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงมิใช่กรณีลาภมิควรได้ ไม่อยู่ในบังคับอายุความของบทกฎหมายในเรื่องลาภมิควรได้ และโจทก์มีสิทธิติดตามเอาเงินบำเหน็จที่จ่ายเกินไปคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชน์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกได้รับเงินบำเหน็จซึ่งโจทก์คำนวณจ่ายให้ตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่าด้วย กองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 แต่เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีให้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดี ทำให้สิทธิของจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกที่จะได้รับเงินบำเหน็จต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ต้องคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดเท่านั้น เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่โจทก์จ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกได้รับจากโจทก์ ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกให้คืนเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้โจทก์สามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกเป็นการทำแทนรัฐ ถือว่าจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกเป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ให้แก่รัฐ หากจ่ายเกินไปจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกก็มีสิทธิไปขอคืนได้ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการคืนเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายเกินไปให้แก่โจทก์ต้องนำภาษีเงินได้ที่โจทก์หักไว้ ณ ที่จ่ายมาหักออกจากเงินบำเหน็จที่ต้องคืนก่อน จึงไม่ชอบนั้นพิเคราะห์แล้ว เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นดังวินิจฉัยมาแล้ว คดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 22 เท่านั้น ที่ต้องคืนเงินบำเหน็จแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงจะวินิจฉัยแต่เฉพาะกรณีของจำเลยที่ 22 เท่านั้น ส่วนกรณีของจำเลยอื่นและนายจอกไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เห็นว่า จำเลยที่ 22 เป็นผู้มีเงินได้จากการได้รับเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายให้ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 50 กำหนดให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร หากโจทก์หักและนำส่งภาษีเงินได้ไปเกินกว่าที่จำเลยที่ 22 ผู้มีเงินได้จะต้องชำระ จำเลยที่ 22 ผู้มีเงินได้ก็ย่อมมีสิทธิไปขอเงินส่วนที่จ่ายเกินไปคืนจากกรมสรรพากรได้โดยโจทก์ไม่มีสิทธิไปขอคืน ดังนั้น จำเลยที่ 22 จึงต้องคืนเงินบำเหน็จส่วนที่รับไปเกินสิทธิให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยไม่อาจนำจำนวนเงินภาษีเงินได้ที่โจทก์หักไว้ ณ ที่จ่ายมาหักออกได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ต้องนำจำนวนเงินภาษีเงินได้ที่โจทก์หักไว้ ณ ที่จ่าย ในส่วนของจำเลยที่ 22 มาหักออกจากจำนวนเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 22 ต้องชำระคืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419 ม. 1336
ป.รัษฎากร ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายเจียม อุยยามะพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391/2548
#272145
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทบริหารสินทรัพย์โจทก์มอบหมายให้ธนาคาร ก. ผู้รับชำระหนึ้เดิมเป็นผู้เรียกเก็บเงินและรับชำระหนี้ จึงเป็นการที่โจทก์ได้มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนในการเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ว่าธนาคาร ก. หรือโจทก์จะไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 การโอนสิทธิเรียกร้องนี้ก็ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งในอันที่จะบังคับชำระหนี้แก่จำเลยต่อไปตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 7

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 โดยให้ชำระเงินจำนวน 1,951,461.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี และชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิของโจทก์จะบังคับคดีกับจำเลยได้จะต้องล่วงเลยระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน ดังนั้น สิทธิของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 เมื่อโจทก์คดีนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมจึงไม่สิ้นระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้

การที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามหมายบังคับคดีและได้ขายทอดตลาดทรัพย์แล้ว แต่ยังมีหนี้ที่ค้างชำระโจทก์อยู่อีก กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (5) โดยโจทก์มิต้องอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (9) ดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดอีก ทั้งในการขอให้ล้มละลายโจทก์จะอ้างข้อสันนิษฐานใดอนุมาตราใดมาตราหนึ่งของมาตรา 8 ก็ได้ และในการฟ้องให้ล้มละลายก็ไม่จำเป็นต้องมีการทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเก็ต จำเลยทั้งสองคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 3,663,160.24 บาท จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์จะต้องโอนหนี้รายนี้เข้าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งการทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ก็เป็นการทวงถามจากผู้รับมอบอำนาจของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่เจ้าหนี้คดีนี้ การทวงถามจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) นอกจากนี้จำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว และคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้เป็นการโอนโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งมาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เมื่อได้ความว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เรียกเก็บและรับชำระหนี้ ดังนี้ เป็นการที่บริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนในการเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ดังนั้น แม้ว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือโจทก์จะไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ก็ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งในอันที่จะบังคับชำระหนี้แก่จำเลยต่อไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

ประการที่สอง สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาสิ้นระยะเวลาในการบังคับคดีแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในคดีดังกล่าวศาลจังหวัดภูเก็ตได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 โดยพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,951,461.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ พร้อมกับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่ได้สั่งคืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วนเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ในคดีดังกล่าวในอันที่จะบังคับคดีได้จะต้องล่วงเลยระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน เพราะตามคำพิพากษาตามยอมได้ให้สิทธิจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 6 เดือน สิทธิของโจทก์ที่อาจบังคับคดีได้จึงเริ่มนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมจึงไม่สิ้นระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้

ประการที่สาม จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากเจ้าหนี้ หนังสือทวงถามตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 กรณีไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) เห็นว่า ในการฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้อ้างเหตุข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) กล่าวคือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามหมายบังคับคดีและขายทอดตลาดแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์มิได้อ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (9) ในส่วนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด อีกทั้งในการฟ้องขอให้ล้มละลาย โจทก์จะอ้างข้อสันนิษฐานในอนุมาตราใดมาตราหนึ่งตามมาตรา 8 ก็ได้ และในการฟ้องให้ล้มละลายก็ไม่จำเป็นต้องมีการทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ก่อนแต่อย่างใด ในส่วนที่จำเลยที่ 1 เพียงอ้างในคำให้การว่าเป็นเจ้าของที่ดินและเจ้าของห้องชุด แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นดังข้อกล่าวอ้าง จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 8 (9)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
บริษัท จี.พี. เรียลเอสเตทดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5388/2548
#266287
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ป.อ. มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยวาจาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่ออ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยตลอดแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เพียงกรรมเดียวและไม่อาจที่จะเข้าใจหรือแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะหากนำโทษจำคุก 3 เดือน มาเฉลี่ยเป็นโทษสำหรับความผิด 4 กระทงแล้ว ก็เป็นโทษจำคุกกระทงละ 22 วันครึ่ง ซึ่งผิดวิสัยไม่สอดคล้องกับระวางโทษที่กฎหมายบัญญัติ ศาลชั้นต้นจึงมิได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำฟ้องที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจึงเป็นการที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิด โดยลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน 60 วัน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือออกเช็คในขณะที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คนั้นได้ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ป.อ. มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5025/2542, 5169/2542 และ 5170/2542

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาบริษัทไฮมิก จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยวาจาว่า กรณีจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าไม่มีฐานะนิติบุคคลตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ สำหรับจำเลยที่ 2 พิพากษาว่า มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 5025/2542 นั้น คดีดังกล่าวได้มีการถอนฟ้องไปแล้ว คดีหมายเลขดำที่ 5169/2542 ยังไม่มีคำพิพากษา และคดีหมายเลขดำที่ 5170/2542 นั้น ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 60 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ป.อ. มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่ออ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เพียงกรรมเดียว และไม่อาจที่จะเข้าใจหรือแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปได้เพราะหากนำโทษจำคุก 3 เดือน มาเฉลี่ยเป็นโทษสำหรับความผิด 4 กระทงแล้ว ก็เป็นโทษจำคุกกระทงละ 22 วันครึ่ง ซึ่งผิดวิสัยไม่สอดคล้องกับระวางโทษที่กฎหมายบัญญัติ ศาลชั้นต้นจึงมิได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพจึงเป็นการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน 60 วัน จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทไฮมิก จำกัด
จำเลย — บริษัทบุญเจริญพลาสติกและผลิตภัณฑ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นางมณฑิรา เชื้ออินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2548
#266375
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าไม่เคยกู้เงินและทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ โดยมิได้ให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนี้คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แม้จำเลยทั้งสองจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบก็เป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2 ฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงินจำนวน 739,588.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 364,482.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมโจทก์ และไม่เคยได้รับเงินกู้จำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 739,588.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 364,482.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่ามิได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่ามิได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่า ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนี้ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบก็เป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอกภาณุ เกิดลาภผล
จำเลย — จ่าสิบตรีหญิงกาญจนา ภูชาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา