คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2548
#272121
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าไม่เคยกู้เงินและทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ โดยมิได้ให้การต่อสู่ว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนี้คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แม้จำเลยทั้งสองจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบก็เป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2 ฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระเงินจำนวน 739,588.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 364,482.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมโจทก์ และไม่เคยได้รับเงินกู้จำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญค้ำประกันกับโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 739,588.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 364,482.11 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่ามีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ครบถ้วนตามที่จำเลยทั้งสองได้นำสืบพยานหลักฐานแล้วในชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่ามิได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่ามิได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนี้ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แม้จำเลยทั้งสองจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบก็เป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอกภาณุ เกิดลาภผล
จำเลย — จ่าสืบตรีหญิงกาญจนา ภูชาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2548
#266416
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย มีใจความว่า ผู้จำนองได้ตกลงจำนองที่ดินกับบรรดาสิ่งปลูกสร้างต่อไปภายหน้าแก่ผู้รับจำนองเพื่อประกันหนี้เงินซึ่ง ส. สมาชิกได้กู้ไปจากผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้หรือจะกู้ในเวลาหนึ่งเวลาใดต่อไปในภายหน้าดังปรากฏจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในบัญชีสหกรณ์ กับทั้งหนี้สินต่าง ๆ ซึ่ง ส. จะต้องรับผิดไม่ว่าในฐานะใด ๆ ต่อสหกรณ์ ตลอดจนค่าอุปกรณ์ทุกอย่างเนื่องจากการผิดสัญญาของผู้จำนองหรือของ ส. เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 260,000 บาท จากข้อสัญญาดังกล่าวนี้มีความหมายแจ้งชัดว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทนอกจากจะประกันหนี้เงินที่ ส. ได้กู้ไปจากจำเลยในขณะทำสัญญาจำนองนี้แล้ว ยังรวมถึงเป็นประกันหนี้ที่ ส. จะกู้ไปจากจำเลยต่อไปในอนาคตด้วย หากสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่โดยจำกัดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดทั้งสิ้นไม่เกิน 260,000 บาท ซึ่งตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้เมื่อสัญญาจำนองกำหนดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดไม่เกิน 260,000 บาท แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าว หลังจากทำสัญญาจำนองที่ดินพิพาทแล้ว ส. ได้กู้เงินจำเลยจำนวน 50,000 บาท ซึ่งยังไม่เต็มวงเงินจำนอง แม้จะได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 มกราคม 2546 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงเลิกสัญญาจำนอง สัญญาจำนองที่ดินพิพาทยังมีผลผูกพันอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2546 ส. ได้กู้เงินจำเลยจำนวน 130,000 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนวงเงินที่โจทก์จะต้องรับผิด จึงต้องถือว่าหนี้กู้เงินครั้งหลังนี้เป็นหนี้ในอนาคต สัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมครอบคลุมถึงหนี้กู้ยืมเงินครั้งหลังอันเป็นหนี้ประธานด้วย กรณีหาจำต้องไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กันใหม่อีก การที่ ส. ยังค้างชำระหนี้เงินกู้ครั้งหลังจำนวน 130,000 บาท ที่มีอยู่แก่จำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวอยู่ สัญญาจำนองยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 73622 ตำบลกระโสบ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้จำนองได้ตกลงจำนองที่ดินกับบรรดาสิ่งปลูกสร้างต่อไปภายหน้าแก่ผู้รับจำนองเพื่อประกันหนี้เงินซึ่งนายสายทองสมาชิกได้กู้ไปจากผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้หรือจะกู้ในเวลาหนึ่งเวลาใดต่อไปในภายหน้าดังปรากฏจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในบัญชีสหกรณ์ กับทั้งหนี้สินต่าง ๆ ซึ่งนายสายทองสมาชิกจะต้องรับผิดไม่ว่าในฐานะใด ๆ ต่อสหกรณ์ ตลอดจนค่าอุปกรณ์ทุกอย่างเนื่องจากการผิดสัญญาของผู้จำนองหรือของนายสายทองเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 260,000 บาท จากข้อสัญญาดังกล่าวนี้มีความหมายแจ้งชัดว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทนอกจากจะประกันหนี้เงินที่นายสายทองได้กู้ไปจากจำเลยในขณะทำสัญญาจำนองนี้แล้ว ยังรวมถึงเป็นประกันหนี้ที่นายสายทองจะกู้ไปจากจำเลยต่อไปในอนาคตด้วย หากสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่ โดยจำกัดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดทั้งสิ้นไม่เกิน 260,000 บาท ซึ่งตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้เมื่อสัญญาจำนองกำหนดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดไม่เกิน 260,000 บาท แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าว หลังจากทำสัญญาจำนองที่ดินพิพาทแล้ว นายสายทองได้กู้เงินจำเลยจำนวน 50,000 บาท ซึ่งยังไม่เต็มวงเงินจำนอง แม้จะได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 มกราคม 2546 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงเลิกสัญญาจำนอง สัญญาจำนองที่ดินพิพาทยังมีผลผูกพันอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2546 นายสายทองได้กู้เงินจำเลยจำนวน 130,000 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนเงินที่โจทก์จะต้องรับผิด จึงต้องถือว่าหนี้กู้เงินครั้งหลังนี้เป็นหนี้ในอนาคต สัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมครอบคลุมถึงหนี้กู้ยืมเงินครั้งหลังอันเป็นหนี้ประธานด้วย กรณีหาจำต้องไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กันใหม่อีก เมื่อปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินพิพาทมีข้อความชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการจำนองหนี้ในอนาคตด้วย การที่นายสายทองยังค้างชำระหนี้เงินกู้ครั้งหลังจำนวน 130,000 บาท ที่มีอยู่แก่จำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวอยู่ สัญญาจำนองยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681 วรรคสอง ม. 707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปวีณา คำใส
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรเมืองอุบลราชธานี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอนันต์ คงชื่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2548
#271734
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยมีความหมายแจ้งชัดว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทนอกจากจะประกันหนี้เงินที่ ส. ได้กู้ไปจากจำเลยในขณะทำสัญญาจำนองแล้ว ยังรวมถึงเป็นประกันหนี้ที่ ส. จะกู้ไปจากจำเลยต่อไปในอนาคตด้วย หากสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่ โดยจำกัดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดทั้งสิ้นไม่เกิน 260,000 บาท ซึ่งจากบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสองและมาตรา 707 เมื่อสัญญาจำนองกำหนดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดไม่เกิน 260,000 บาท แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าว หลังจากทำสัญญาจำนองที่ดินพิพาทแล้ว ส. ได้กู้เงินจำเลยจำนวน 50,000 บาท ซึ่งยังไม่เต็มวงเงินจำนอง แม้จะได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 มกราคม 2546 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยไม่ได้ตกลงเลิกสัญญาจำนอง สัญญาจำนองที่ดินพิพาทยังมีผลผูกพันอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2546 ส. ได้กู้เงินจำเลยจำนวน 130,000 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนวงเงินที่โจทก์จะต้องรับผิดต้องถือว่าหนี้กู้เงินครั้งหลังเป็นหนี้ในอนาคต สัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมครอบคลุมถึงหนี้กู้ยืมเงินครั้งหลังอันเป็นหนี้ประธานด้วย หาจำต้องไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กันใหม่อีก เมื่อสัญญาจำนองที่ดินพิพาทมีข้อความชัดเจนว่า เป็นการจำนองหนี้ในอนาคตด้วย หามีข้อสงสัยที่จะต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 แต่อย่างใดไม่ การที่ ส. ค้างชำระหนี้เงินกู้ครั้งหลังที่มีอยู่แก่จำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองซึ่งประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวอยู่สัญญาจำนองยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 73622 ตำบลกระโสบ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2545 โจทก์และนางรัชนี แก้วกอ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทได้ทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้ของนายสายทอง แก้วกอ แก่จำเลย โดยสัญญาจำนองมีข้อตกลงความว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันเงินซึ่งนายสายทองได้กู้ไปจากผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้หรือจะกู้ในเวลาหนึ่งเวลาใดต่อไปในภายหน้าดังปรากฏจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในบัญชีของสหกรณ์จำเลย กับทั้งหนี้สินต่าง ๆ ซึ่งนายสายทองจะต้องรับผิดไม่ว่าในฐานะใด ๆ ต่อจำเลยตลอดจนค่าอุปกรณ์ทุกอย่างเนื่องจากการผิดสัญญาของผู้จำนองหรือของนายสายทองเป็นเงินไม่เกิน 260,000 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 วันที่ 22 มีนาคม 2545 นายสายทองกู้ยืมเงินจำเลย 50,000 บาท และได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 หลังจากนั้นวันที่ 24 มกราคม 2546 นายสายทองกู้ยืมเงินจำเลยอีก 130,000 บาท แต่ยังมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวนี้ให้จำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทระงับแล้วหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าเมื่อนายสายทองชำระหนี้เงินกู้ครั้งแรกครบถ้วนสัญญาจำนองที่ดินพิพาทย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) การที่นายสายทองทำสัญญากู้เงินจากจำเลยจำนวน 130,000 บาท หลังจากสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระงับสิ้นไปแล้ว โดยมิได้ทำสัญญาจำนองเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กันใหม่ เป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 714 โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองนั้น เห็นว่า สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้จำนองได้ตกลงจำนองที่ดินกับบรรดาสิ่งปลูกสร้างต่อไปภายหน้าแก่ผู้รับจำนองเพื่อประกันหนี้เงินซึ่งนายสายทอง แก้วกอ สมาชิกได้กู้ไปจากผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้หรือจะกู้ในเวลาหนึ่งเวลาเวลาใดต่อไปในภายหน้าดังปรากฏจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในบัญชีสหกรณ์ กับทั้งหนี้สินต่าง ๆ ซึ่งนายสายทองสมาชิกจะต้องรับผิดไม่ว่าในฐานะใด ๆ ต่อสหกรณ์ ตลอดจนค่าอุปกรณ์ทุกอย่างเนื่องจากการผิดสัญญาของผู้จำนองหรือของนายสายทองเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 260,000 บาท จากข้อสัญญาดังกล่าวนี้มีความหมายแจ้งชัดว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทนอกจากจะประกันหนี้เงินที่นายสายทองได้กู้ไปจากจำเลยในขณะทำสัญญาจำนองนี้แล้ว ยังรวมถึงเป็นประกันหนี้ที่นายสายทองจะกู้ไปจากจำเลยต่อไปในอนาคตด้วย หากสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่โดยจำกัดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดทั้งสิ้นไม่เกิน 260,000 บาท ซึ่งตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ และมาตร 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้นท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้เมื่อสัญญาจำนองกำหนดวงเงินจำนองที่โจทก์จะต้องรับผิดไม่เกิน 260,000 บาท แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวหลังจากทำสัญญาจำนองที่ดินพิพาทแล้วนายสายทองได้กู้เงินจำเลยจำนวน 50,000 บาท ซึ่งยังไม่เต็มวงเงินจำนอง แม้จะได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้วในวันที่ 3 มกราคม 2546 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงเลิกสัญญาจำนอง สัญญาจำนองที่ดินพิพาทยังมีผลผูกพันอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2546 นายสายทองได้กู้เงินจำเลยจำนวน 130,000 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนวงเงินที่โจทก์จะต้องรับผิด จึงต้องถือว่าหนี้กู้เงินครั้งหลังนี้เป็นหนี้ในอนาคต สัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมครอบคลุมถึงหนี้กู้ยืมเงินครั้งหลังอันเป็นหนี้ประธานด้วย กรณีหาจำต้องไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กันใหม่อีก เมื่อปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินพิพาทมีข้อความชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการจำนองหนี้ในอนาคตด้วย หามีข้อสงสัยที่จะต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ การที่นายสายทองยังค้างชำระหนี้เงินกู้ครั้งหลังจำนวน 130,000 บาท ที่มีอยู่แก่จำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวอยู่สัญญาจำนองยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้โจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 681 วรรคสอง ม. 707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปวีณา คำใส
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร เมืองอุบลราชธานี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5355/2548
#266315
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเมื่อฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงก็พิพากษาลงโทษจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างข้อเถียงในอุทธรณ์ของจำเลยว่ามีเหตุผลให้รับฟังหรือไม่ และเมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใดแล้ว หากปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 หามีกรณีต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งหากอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกไม่เกิน 5 ปี จะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่ต้องพิจารณาพยานโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ป.อ. มาตรา 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 36,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 120 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ออกใช้บังคับและให้ยกเลิกความเดิมในมาตรา 66 วรรคหนึ่ง โดยใช้ข้อความใหม่ โทษจำคุกเป็นคุณแก่จำเลยซึ่งอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับ (ในข้อหาจำหน่าย) ดังนั้น ข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องพิจารณาตามคำรับสารภาพของจำเลยและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องพิจารณาพยานโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และยกฟ้องในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมิชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเมื่อฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง ก็พิพากษาลงโทษจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างข้อเถียงในอุทธรณ์ของจำเลยว่ามีเหตุผลให้รับฟังหรือไม่ และเมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใดแล้ว หากปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 หามีกรณีต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งหากอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกไม่เกิน 5 ปี จะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่ต้องพิจารณาพยานโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นางอารีย์ สิงหศิริหรือสิงห์ศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวเบญจมาศ กองทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5331/2548
#266581
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยมีอายุครบ 18 ปีแล้ว จึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ได้ จึงเห็นควรมอบตัวจำเลยให้บิดามารดาจำเลยโดยวางข้อกำหนดให้บิดามารดาจำเลยปฏิบัติตามและกำหนดวิธีการดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และขอให้ริบปลอกมีดของกลาง แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 เมื่อปลอกมีดของกลางเป็นส่วนประกอบของมีดที่จำเลยใช้กระทำความผิด จึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80, 91, 288, 271 และริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 271 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปี มูลแห่งคดีสืบเนื่องจากผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยแท้ หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุ นับว่าจำเลยกระทำความผิดแล้วรู้สำนึก จึงไม่สมควรพิพากษาลงโทษจำเลยแต่ให้ส่งจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จนกว่าจำเลยจะอายุ 18 ปี บริบูรณ์ ตาม ป.อ. มาตรา 74 (5) (ที่ถูกมาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5))

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้มอบตัวจำเลยให้แก่บิดามารดานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยมีอายุครบ 18 ปี แล้ว จึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเห็นควรมอบตัวจำเลยให้บิดามารดาจำเลยโดยวางข้อกำหนดให้บิดามารดาจำเลยปฏิบัติตาม และเพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีการดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยด้วย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และขอให้ริบปลอกมีดของกลาง แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 เมื่อปลอกมีดของกลางเป็นส่วนประกอบของมีดที่จำเลยใช้กระทำความผิด จึงให้ริบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บิดามารดาจำเลยรับตัวจำเลยไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง หากจำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิดอาญาขึ้นอีก บิดามารดาจำเลยจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74 (2) ม. 74 (3) ม. 74 (5) ม. 75
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเอกวัฒน์หรือหวาน แก้วสีขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสถาพร ประสารวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5308/2548
#272344
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 รับโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ส่วนของโจทก์ไว้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 28 กำหนดว่านอกเหนือจากการประกันชีวิต ให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตลงทุนประกอบธุรกิจอื่นใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้นำเงินไปลงทุนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 11 ที่จำเลยที่ 1 ถือหุ้นดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะเป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินเกินกว่าหนี้สินและไม่มีฐานะเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปีของทุนที่ชำระแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีก่อนที่ซื้อหุ้นนั้นตามหลักเกณฑ์การลงทุนของบริษัทประกันชีวิตที่กำหนดในกฎกระทรวง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตได้ลงทุนประกอบธุรกิจอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ออกตามความใน พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการโอนหุ้นดังกล่าว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 โดยเจตนาลวง ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ กับการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่ ล้วนเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสูงย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการและจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 11 ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 16 คน โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น 490 หุ้น และเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 11 การก่อตั้งจำเลยที่ 11 เป็นไปเพื่อจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุด โจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 11 ขณะนั้น ได้ทำบันทึกรายละเอียดของโครงการเสนอต่อแผนกลงทุนของจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้สนับสนุนโครงการ โดยให้จำเลยที่ 11 กู้ยืมเงินไปลงทุน จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 11 จำนวน 50,000,000 บาท โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ติดต่อขอรับเงินตามวงเงินกู้ในส่วนที่ยังไม่ได้รับอีก 9,500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายเงินให้ ทำให้โครงการก่อสร้างอาคารชุดของโจทก์ต้องชะงักไป จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 จะเข้ามาก่อสร้างให้โดยจะให้วงเงินกู้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ให้โจทก์แสดงเจตนาลวงโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 ทั้งของโจทก์และของผู้มีชื่อถือหุ้นคนอื่นซึ่งถือแทนโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์และผู้ถือหุ้นเหล่านั้นได้ลงชื่อในแบบการโอนหุ้นโดยที่ยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนหุ้นแทนจำเลยที่ 1 ในทางปฏิบัติโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันให้โจทก์เป็นเจ้าของหุ้นแท้จริง และมีข้อตกลงว่าให้โจทก์เป็นผู้ขายอาคารในระบบไทม์แชริ่งแล้วนำเงินไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะดำเนินการให้ผู้รับโอนหุ้นทั้งหมดทยอยโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนหนี้ที่ได้ชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้โจทก์ลงชื่อในแบบขอแก้ไขอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 11 เพื่อถอนชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการในการจ่ายเงินอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้โจทก์ใช้อำนาจเบิกจ่ายไปใช้ในทางอื่น จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้แสดงออกว่าเข้าทำการงานต่าง ๆ ในบริษัทจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 1 ได้ให้บริษัทเอส.ไอ.พี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 10 เป็นผู้จัดการและเป็นผู้รับโอนหุ้นจากโจทก์ก่อสร้าง ส่วนด้านการขายอาคารชุด โจทก์ได้จัดตั้งบริษัทแวคเคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินการขาย จำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งหมดภายใต้การครอบงำของจำเลยที่ 2 ได้ทำความเสียหายให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 11 ทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์หรือจำเลยที่ 11 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 สูงขึ้น และเสียดอกเบี้ยตามเวลาที่ประวิง โดยประสงค์ให้ยอดหนี้รวมดอกเบี้ยมีจำนวนสูงกว่าที่ได้เคยตกลงกันไว้ และกลั่นแกล้งโจทก์และบริษัทแวคเคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด โดยไม่ให้โจทก์และบริษัทดังกล่าวขายไทม์แชริ่งให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 ได้จัดตั้งจำเลยที่ 4 ขึ้นเพื่อเข้ามามีส่วนในการขายไทม์แชริ่งแทนและหลอกลวงโจทก์ให้ยอมให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้มีอำนาจในการขายไทม์แชริ่งได้รับเงินในการขายทั้งหมดแทน การที่จำเลยทั้งหมดภายใต้การครอบงำของจำเลยที่ 2 กระทำไปเป็นการผิดข้อตกลงกับโจทก์ และเป็นการฉวยโอกาสกระทำการโดยทุจริตเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 11 โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ รวมทั้งโอนหุ้นและการจัดการในบริษัทของจำเลยที่ 11 กับคืนการถือครองอาคารชุดทั้งหมดให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งหมดไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอีกแต่จำเลยทั้งหมดเพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันคืนเงินจำนวน 151,000,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จเพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ให้จำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 88,640,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันใช้เงินจำนวนเดือนละ 6,600,000 บาท ตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารให้แก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ร่วมกันโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 คืนโจทก์ หากไม่จัดการโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหมด และให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์เข้าดำเนินกิจการของจำเลยที่ 11 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาคารชุดเซ้าท์ พัทยารีสอร์ท หรือซิกม่าร์รีสอร์ทคลับไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้โจทก์แสดงเจตนาลวงโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความจำเป็นจะต้องให้โอนหุ้น การโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 เป็นเรื่องผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้ถือหุ้นคนใหม่ตกลงกันด้วยความสมัครใจและมีเจตนาผูกพันกันตามสัญญาโอนหุ้นอย่างแท้จริงมิใช่การแสดงเจตนาลวง โจทก์กับผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่นไม่เคยมอบแบบการโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่นของจำเลยที่ 11 มิใช่เป็นผู้ถือหุ้นแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นผู้รับโอนหุ้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงกับโจทก์และจำเลยอื่น ๆ ดังกล่าวให้ถือหุ้นแทนจำเลยที่ 1 การโอนหุ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย ไม่มีวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างอาคาร จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงแบ่งงานโดยจะรับผิดชอบในการก่อสร้างอาคารชุดบริษัท เอส.ไอ.พี จำกัด ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิจะเรียกร้องเอาทรัพย์สินของจำเลยที่ 11 และไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อประโยชน์จำเลยที่ 11 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้โจทก์เข้าดำเนินกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 11 และห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับอาคารตามฟ้อง เพราะโจทก์จะต้องเป็นกรรมการของจำเลยที่ 11 จึงจะเข้าดำเนินกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 11 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 10 ให้การว่า การโอนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นเดิมของจำเลยที่ 11 โอนให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่นั้นเป็นการโอนโดยใจสมัครเพื่อที่จะผูกนิติสัมพันธ์ต่อกันอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 3 ได้รับโอนหุ้นจำนวน 490 หุ้นจากโจทก์ และได้รับโอนหุ้นอีก 255 หุ้น จากผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งเป็นบุคคลอื่น ส่วนจำเลยที่ 10 ได้รับโอนหุ้นจำนวน 22 หุ้น จากนางสบใจ พิรยะพันธ์ ไม่ใช่รับโอนจากโจทก์ ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ได้ถือหุ้นแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 และที่ 11 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมได้ตกลงโอนหุ้นกับผู้อื่นเพื่อจะเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของจำเลยที่ 11 กล่าวคือ เพื่อให้มีการตั้งกรรมการใหม่เข้ามาดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดต่อไปให้แล้วเสร็จ การโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้ถือหุ้นใหม่ตกลงกันด้วยความสมัครใจ และมีเจตนาผูกพันกันตามสัญญาโอนหุ้นอย่างแท้จริง และเมื่อโอนหุ้นกันแล้วก็ได้แจ้งจำเลยที่ 11 ให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนผู้ถือหุ้นด้วย จำเลยที่ 11 ก็ได้ดำเนินการโดยถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นผู้รับโอนหุ้นและจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ตกลงกับโจทก์และจำเลยอื่นให้ถือหุ้นแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 11 เป็นนิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่ต่างหากจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่เรียกร้องเอาทรัพย์สินของจำเลยที่ 11 และไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 11 โดยฟ้องจำเลยที่ 11 เป็นจำเลยด้วย การฟ้องให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 11 ชดใช้ค่าเสียหายจะกระทำได้โดยผู้ถือหุ้นแจ้งให้บริษัทฟ้องกรรมการผู้กระทำความเสียหายก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ แต่ก่อนฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดเคยแจ้งให้จำเลยที่ 11 ฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่กรรมการของจำเลยที่ 11 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้โจทก์เข้าดำเนินกิจการของจำเลยที่ 11 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 9 ไม่ได้เป็นผู้กระทำการใดในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 9 ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำหรือบงการของจำเลยที่ 2 การโอนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นเดิมของจำเลยที่ 11 โดยให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่เป็นการโอนโดยใจสมัครมุ่งที่จะผูกนิติสัมพันธ์ต่อกันอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาลวง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกหุ้นคืนจากจำเลยใหม่

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้นำสืบโต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการและจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดเซ้าท์ พัทยารีสอร์ท เพื่อนำออกขายโดยในระยะแรกที่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 11 โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการและเป็นผู้ถือหุ้นด้วย จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและเป็นผู้ให้วงเงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 11 ในการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวแต่ต่อมาจำเลยที่ 1 งดการให้เงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 11 ชั่วคราว โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 11 และออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้วงเงินกู้ยืมแก่จำเลยที่ 11 ต่อไป จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 และที่ 10 ให้คำมั่นว่าจะขายหุ้นของจำเลยที่ 11 ให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้กู้ยืมจากจำเลยที่ 11 เรียบร้อยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 รับโอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 11 ของโจทก์ไว้แทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เดิมโจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 11 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 11 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดเซ้าท์ พัทยารีสอร์ท ที่หาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะต้องใช้เงินก่อสร้าง 100,000,000 บาท โจทก์จึงนำรายละเอียดโครงการไปเสนอจำเลยที่ 1 โดยขอกู้เงินในชั้นต้นจำนวน 40,000,000 บาท จำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์กู้เงินได้ตามขอ โจทก์ได้รับเงินกู้จากจำเลยที่ 1 เป็นงวด ๆ ต่อมาเงินที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เพียงพอโจทก์ขอกู้เงินเพิ่มอีก 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เพิ่มวงเงินกู้ดังกล่าว โจทก์ได้รับเงินกู้มาทั้งหมด 40,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2526 โจทก์ขอใช้วงเงินกู้ที่เหลืออีก 9,500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้ใช้วงเงิน โดยอ้างว่าโจทก์จะใช้เงินไปในการก่อสร้างโครงการอื่นของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินการต่อเอง แต่ขอให้โจทก์โอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 11 ในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยแสดงเจตนาลวงไว้ สำหรับการขายอาคารชุดให้โจทก์เป็นผู้ขายในระบบไทม์แชริ่ง เมื่อโจทก์ชำระหนี้ของบริษัทจำเลยที่ 11 แล้ว จำเลยที่ 1 จะทยอยโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 คืนให้โจทก์ ต่อมานายอรรถพลมาแจ้งให้โจทก์ทราบว่า การที่โจทก์จะโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 ถือไว้แทนโจทก์นั้นไม่สามารถทำได้เพราะฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 จำเลยที่ 1 จึงรับจะเป็นผู้ไปหาวิธีการโอนหุ้นเอง โจทก์จึงทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 โดยระบุจำนวนหุ้นแล้วลงลายมือชื่อไว้ แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับโอนมอบให้จำเลยที่ 1 ไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ส่วนของโจทก์ดังกล่าวไปโอนให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือไว้แทนโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่รู้จักบุคคลเหล่านั้น จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 กับพนักงานบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้บุคคลเหล่านี้ทำหนังสือคำมั่นจะโอนหุ้นคืนให้โจทก์ หลังจากนั้นทำรายงานการประชุมถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 11 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ตั้งใจให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้บริหารบริษัทจำเลยที่ 11 แทนโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธความข้อนี้ โดยอ้างว่าการโอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 11 เป็นเรื่องเฉพาะตัวระหว่างโจทก์กับผู้รับโอนจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่เมื่อพิจารณาคำมั่นจะขายหุ้นบริษัทจำเลยที่ 11 คืนให้โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ทำขึ้น ระบุว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9และที่ 10 ผู้มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ขอแสดงเจตนาให้คำมั่นว่าจะโอนขายกรรมสิทธิ์หุ้นทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 11 ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมและหนี้จำนองที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นต่อไปให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ข้อความดังกล่าวจึงแสดงชัดอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 มีผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจเกี่ยวข้องกันในการที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนโจทก์ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 11 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 จึงจะโอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 11 ในส่วนของโจทก์คืนให้แก่โจทก์นั่นเอง ประกอบกับภายหลังจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นผู้บริหารของบริษัทจำเลยที่ 11 แล้ว ก็ได้มีการนำเงินของจำเลยที่ 1 มาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 11 อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัทจำเลยที่ 11 สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ก็ด้วยเงินทุนจากจำเลยที่ 1 โดยตรง ทั้งโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นลูกจ้างและพนักงานบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็รับในคำให้การว่า จำเลยที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 รับโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ส่วนของโจทก์ไว้แทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ประการต่อมาว่า การที่จำเลยที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันมีผลทำให้การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 จะยกเลิกพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 แต่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 131 บัญญัติว่า "ให้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขในการอนุญาตที่ออกหรือกำหนด ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขที่ออกหรือกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 118 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ถือว่าบรรดาบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 จึงยังคงเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตต่อไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 118 ดังกล่าว เนื่องจากพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 28 บัญญัติว่า "นอกจากการประกันชีวิต บริษัทจะลงทุนประกอบธุรกิจอื่นใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในการนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขสำหรับการประกอบธุรกิจนั้น ๆ ให้บริษัทปฏิบัติด้วยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตนำเงินไปลงทุนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น ปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 จดทะเบียนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 จากโจทก์ช่วงระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2527 ซึ่งช่วงดังกล่าวมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 กรกฎาคม 2519 และมีผลบังคับใช้อยู่จนกระทั่งมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 และข้อ 5 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) สาระสำคัญของกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ข้อ 5 (2) ซึ่งบังคับใช้ขณะมีการโอนหุ้นดังกล่าวมีข้อกำหนดว่า บริษัทประกันชีวิตจะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัทจำกัดซึ่งประกอบธุรกิจในการขายหรือให้เช่าซื้อที่ดินและอาคารได้ รวมกันไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัทตามบัญชีงบดุลที่มีอยู่ในวันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย และจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของเงินทุนที่ชำระแล้วของบริษัทจำกัด และบริษัทจำกัดนั้นต้องมีทุนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่าหกล้านบาท มีทรัพย์สินเกินกว่าหนี้สิน และมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบต่อปีของทุนที่ชำระแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีก่อนมีที่ซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้นั้น ถึงแม้กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ข้อ 2 และข้อ 5 ดังกล่าวจะถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528) และบัญญัติข้อความในข้อ 2 และข้อ 5 ขึ้นใหม่ แต่ก็ยังคงมีข้อความบัญญัติข้อกำหนดเงื่อนไขในการลงทุนในทำนองเดียวกันกับกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) แทบจะทุกประการ คงบัญญัติเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะการซื้อหุ้นของบริษัทจำกัดมาเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น เมื่อความปรากฏจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า ช่วงก่อนวันที่ 16 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2527 อันเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นตัวแทนเข้าถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 นั้น บริษัทจำเลยที่ 11 ไม่อยู่ในฐานะเป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินเกินกว่าหนี้สินและไม่มีฐานะเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบต่อปีของทุนที่ชำระแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีก่อนปีที่ซื้อหุ้นนั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวการมอบให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตได้ลงทุนประกอบธุรกิจอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการโอนหุ้นดังกล่าว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้ต่อมาหลังจากทำสัญญาแล้วจะมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 ข้อ 4 ให้ยกเลิกความใน (1) ของข้อ 5 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 ดังกล่าวหาได้มีการยกเลิกข้อความตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528) ข้อ 5 (2) ด้วยแต่อย่างใดไม่ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ออกมายกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528) ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 อ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้นิติกรรมที่เป็นโมฆะแล้วนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นได้อีก เมื่อสัญญาโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 จึงต้องโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 คืนโจทก์ แต่เมื่อไม่ปรากฏชัดว่า โจทก์ได้รับเงินค่าโอนหุ้นจากฝ่ายจำเลยเป็นจำนวนเท่าใด จึงยังไม่สามารถกำหนดให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ การจะเรียกร้องให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมอย่างไร ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกคดีหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมีผลให้การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นโมฆะ เป็นประเด็นที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีว่าโจทก์โอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 โดยเจตนาลวง ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ กับการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่นั้น ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 28 ม. 131
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลลิษา มหาเจริญ
บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์
จำเลย — ประกันภัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5302/2548
#268333
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และเมื่อคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นคดีสาขาก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่าที่ดินจำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ การขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 151 ตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์แล้วตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โดยปลูกสร้างขนำใหม่และนำเครื่องจักรมาวางในที่ดินมือเปล่าของจำเลยจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะขอหมายบังคับคดีให้ขับไล่หรือรื้อถอนสิ่งใดอีก การที่ศาลออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศไปปิดในที่ดินของจำเลยให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 151 จึงไม่ชอบ ขอให้ยกหรือแก้ไขหมายบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ การบังคับคดีชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และเมื่อคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นคดีสาขาก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินโจทก์ การขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนู ขนอม
จำเลย — นายวัยพจน์หรือโชติชัย วิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5300/2548
#272138
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้ที่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา อันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ เป็นกรณีที่โจทก์อาจฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ถ้าลูกหนี้ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตายแล้ว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายพรเทพลูกหนี้ที่ตายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

นางนิธินาถและเด็กชายธีรภพกับเด็กหญิงธัญญธร โดยนางนิธินาถผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นทายาทของลูกหนี้ที่ตายให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ทายาทลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า นายพรเทพหรือชานน เลิศวุฒิกุล ลูกหนี้ที่ตายเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดศรีสะเกษ คดีหมายเลขแดงที่ 1040/2537

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของทายาทลูกหนี้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ทายาทลูกหนี้อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาและหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดศรีสะเกษระบุแจ้งชัดตรงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบมิได้ระบุให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามคำพิพากษาและหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดศรีสะเกษที่ระบุข้อความไว้ดังกล่าวเป็นการระบุถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามข้อตกลงในสัญญาจำนองที่ผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายังคงต้องรับผิดต่อผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยหากมีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมีสิทธิบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วนได้ แม้คำพิพากษาและหมายบังคับคดีดังกล่าวจะมิได้ระบุให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ด้วย แต่เมื่อคำพิพากษาและหมายบังคับคดีดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่าให้ลูกหนี้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระเงินคนละ 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และตามข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 5,217,282.66 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์บังคับคดีกับทรัพย์จำนองได้เงินมาชำระหนี้เพียง 1,546,667 บาท ซึ่งยังไม่เพียงพอชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและผู้จำนอง หนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ส่วนที่ทายาทลูกหนี้อุทธรณ์ว่า เมื่อลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ให้จัดการ ชอบที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 82 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกหนี้ตาย หากปรากฏว่าถ้าลูกหนี้ยังมีชีวิตอยู่เจ้าหนี้อาจฟ้องให้ล้มละลายได้แล้ว เจ้าหนี้อาจฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัตินี้ได้..." ซึ่งกรณีของลูกหนี้ที่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา อันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน...เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ เป็นกรณีที่โจทก์อาจฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ถ้าลูกหนี้ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตายแล้วและข้อเท็จจริงได้ความตามที่รับฟังยุติได้ข้างต้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของทายาทลูกหนี้ล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 82 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
กองมรดก นายพรเทพ หรือชานน เลิศวุฒิกุล
โดยนางนิธินาถ เลิศวุฒิกุล
เด็กชายธีรภพ เลิศวุฒิกุล และ
จำเลย — เด็กหญิงธัญญธร เลิศวุฒิกุล ทายาท
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548
#113300
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไป และต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่

โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้จำนวน 125,589 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 89,571 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินกู้ตามสัญญาจากโจทก์ สัญญากู้ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการเล่นแชร์จึงไม่มีมูลหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไป และต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคสอง ม. 142 (5) ม. 161 ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกียว แป้นโพ
จำเลย — นายไพร แก้วมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548
#268153
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้มิใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาล ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2539 จำนวนเงิน 48,024 บาท ฉบับหลังเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 41,547 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ นับแต่กู้เงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินรวม 125,589 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,589 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 89,571 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับกู้เงินตามสัญญาจากโจทก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ตั้งวงแชร์ มีสมาชิกร่วมเล่น 20 มือ มือละ 3,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นนายวงแชร์ จำเลยเป็นสมาชิกร่วมเล่น 1 มือ ประมูลแชร์ทุกต้นเดือน เริ่มแต่เดือนมิถุนายน 2539 สิ้นสุดเดือนมกราคม 2541 ครั้นเดือนกันยายน 2539 จำเลยประมูลแชร์ได้โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 561 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 48,024 บาท โจทก์เกรงว่าจำเลยจะไม่ชำระค่าแชร์ในงวดต่อไป จึงให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้ การเล่นแชร์ดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วน หลังจากนั้นโจทก์ตั้งวงแชร์ใหม่อีก มีสมาชิกร่วมเล่น 21 มือ มือละ 3,000 บาท จำเลยกับภรรยาร่วมเล่นคนละ 1 มือ เริ่มประมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไปสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2542 จำเลยประมูลแชร์ได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 909 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 41,557 บาท โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันเช่นเดิม ต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญากู้เงินตามฟ้องทั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ ทั้งเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และกรอกข้อความระบุชื่อจำเลยและจำนวนเงินข้อความ ส่วนอื่นโจทก์กรอกเองในภายหลังโดยจำเลยไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ เพราะเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะในข้อที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายปัญหาดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่า การนำสืบพยานของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญากู้เงินตามฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) เพราะจำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน โดยกล่าวอ้างว่าได้ชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ผูกพันกับโจทก์ตามสัญญากู้เงิน แต่ความจริงยังไม่มีการเพิกถอนใด ๆ ในสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกียว แป้นโพ
จำเลย — นายไพร แก้วมั่น
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548
#271729
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไป และต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่

การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการต่อสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ นับแต่กู้เงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินรวม 125,589 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,589 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 89,571 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินกู้ตามสัญญาจากโจทก์ โจทก์ตั้งวงแชร์ มีสมาชิกร่วมเล่น 20 มือ มือละ 3,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นนายวงแชร์จำเลยเป็นสมาชิกร่วมเล่น 1 มือ ประมูลแชร์ทุกต้นเดือน เดือนกันยายน 2539 จำเลยประมูลแชร์ได้โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 561 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 48,024 บาท โจทก์เกรงว่าจำเลยจะไม่ชำระค่าแชร์ในงวดต่อไป จึงให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้ การเล่นแชร์ดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วน หลังจากนั้นโจทก์ตั้งวงแชร์ใหม่อีก มีสมาชิกร่วมเล่น 21 มือ มือละ 3,000 บาท จำเลยกับภรรยาร่วมเล่นคนละ 1 มือ จำเลยประมูลแชร์ได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 909 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 41,547 บาท โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันเช่นเดิม ต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญากู้เงินตามฟ้องทั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ ทั้งเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และกรอกข้อความระบุชื่อจำเลยและจำนวนเงินข้อความส่วนอื่นโจทก์กรอกเองในภายหลังโดยจำเลยไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ เพราะเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะในข้อที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า การนำสืบพยานของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญากู้เงินตามฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) เพราะจำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน โดยกล่าวอ้างว่าได้ชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ผูกพันกับโจทก์ตามสัญญากู้เงินแต่ความจริงยังไม่มีการเพิกถอนใด ๆ ในสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142 (5) ม. 161 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกียว แป้นโพ
จำเลย — นายไพร แก้วมั่น
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5291/2548
#268195
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทมอบแก่บริษัทโจทก์เพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อเช็คถึงกำหนดแม้โจทก์จะนำเข้าบัญชี ส.กรรมการผู้จัดการโจทก์ โดยโจทก์มิได้มอบหรือโอนสิทธิอันเกิดแต่เช็คพิพาทให้แก่ ส. โจทก์ก็ยังคงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทอยู่ในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีเพียงการนำเช็คพิพาทเข้าเรียกเก็บเงินโดยอาศัยบัญชีของ ส. เท่านั้น โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีได้ และไม่ว่าโจทก์จำนะเช็คพิพาทเข้าบัญชีโจทก์เองหรือเข้าบัญชีของ ส. เพื่อเรียกเก็บเงินแทนก็เป็นเพียงรายละเอียดในการนำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินเท่านั้น ไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญอันจะทำให้การเป็นผู้เสียหายของโจทก์ไม่สมบูรณ์

เดิมจำเลยออกเช็คพิพาทโดยยังไม่ลงวันที่เพื่อค้ำประกัน ในกรณีที่สะสางจำนวนเงินกับลูกค้าให้เรียบร้อยได้แล้วโจทก์จะไม่นำเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน แต่ต่อมาโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปให้จำเลยลงวันที่ อันเป็นการรับรองว่าจำนวนเงินที่ระบุในเช็คเป็นมูลหนี้จำนวนแน่นอนและเจตนาชำระหนี้นั้นด้วยเช็คพิพาทแล้ว จึงไม่ใช่เช็คค้ำประกัน แม้มีการชำระหนี้ไปแล้วบางส่วนก็ไม่ได้ทำให้เช็คพิพาทที่สมบูรณ์อยู่แล้วไม่สมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2541 จำนวน 1,220,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยรับจากลูกค้าไว้แทนโจทก์แล้วนำไปใช้ส่วนตัวอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีของนางสิริกุลเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2541 โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่จริงหรือไม่มีเงินอยู่ในบัญชีหรือถอนเงินออกจากบัญชีจนจำนวนเงินที่เหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 มอบให้โจทก์ ต่อมาเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีของนางสิริกุล เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 และวันที่ลงในเช็คในบัญชีของจำเลยมีจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คพิพาทได้ ตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์โดยมีมูลหนี้ต่อกับหรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์จำเลยได้ความตรงกันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับลูกค้า ลูกค้าต้องชำระเงินค่าเช่าซื้อให้โจทก์ แต่บางครั้งลูกค้านำเงินค่าเช่าซื้อมาฝากไว้ที่ร้านจำเลยและจำเลยนำไปส่งมอบให้โจทก์ และเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเพราะพนักงานในร้านของจำเลยทุจริตเก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งให้โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินไว้เพื่อส่งมอบให้โจทก์เจ้าของเงินแล้วโดยไม่ต้องได้ความว่าจำเลยเป็นตัวแทนรับเงินให้โจทก์หรือไม่ จำเลยก็มีหนี้หรือมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินที่ไม่ใช่ของตนให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้เงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยรับจากลูกค้าให้แก่โจทก์มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยออกเช็คพิพาทมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อเช็คถึงกำหนดแม้โจทก์จะนำเข้าบัญชีนางสิริกุลกรรมการผู้จัดการโจทก์ โดยโจทก์มิได้มอบหรือโอนสิทธิอันเกิดแต่เช็คพิพาทให้แก่นางสิริกุล โจทก์ยังคงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทอยู่ในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีเป็นเพียงการนำเช็คพิพาทเข้าเรียกเก็บเงินโดยอาศัยบัญชีของนางสิริกุลเท่านั้น โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีได้ และไม่ว่าโจทก์จะนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีโจทก์เองหรือเข้าบัญชีของนางสิริกุลเพื่อเรียกเก็บเงินแทนก็เป็นเพียงรายละเอียดในการนำเช็คเช้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินเท่านั้นไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญอันจะทำให้การเป็นผู้เสียหายของโจทก์ตามคำบรรยายฟ้องไม่สมบูรณ์ดังฎีกาจำเลยแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้จำนวนไม่แน่นอนขัดแย้งกับจำนวนเงินที่ระบุในเช็คพิพาทเป็นจำนวนที่แน่นอนนั้น ได้ความจากจำเลยที่เบิกความว่า เดิมจำเลยออกเช็คพิพาทไปโดยยังไม่ลงวันที่เพื่อค้ำประกัน ในกรณีที่สะสางจำนวนเงินกับลูกค้าให้เรียบร้อยได้แล้วโจทก์จะไม่นำเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน แต่ต่อมาโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปให้จำเลยลงวันที่โดยจำเลยยืนยันว่าเป็นผู้ลงวันที่ด้วยตนเองอันเป็นการรับรองว่าจำนวนเงินที่ระบุในเช็คเป็นมูลหนี้จำนวนแน่นอนและเจตนาชำระหนี้นั้นด้วยเช็คพิพาทแล้วไม่ใช่เช็คค้ำประกันดังฎีกาจำเลยอีกต่อไป และข้อเท็จจริงจะได้ความว่ามีการชำระหนี้ตามเช็คพิพาทบางส่วนในภายหลังต่อมาหรือไม่ก็ตาม เมื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนยังไม่ครบตามจำนวนในเช็คพิพาทก็เป็นการกระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เช็คพิพาทที่สมบูรณ์อยู่แล้วไม่สมบูรณ์ดังฎีกาจำเลยประการใด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวฤทธิ์ (1994) จำกัด
จำเลย — นายเพลิน ห้วยหงษ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2548
#272326
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้ ท. น้องสาวของโจทก์นำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่ ท. มิได้นำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความ จึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับความเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 3 ผู้สุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนการจำนองดังกล่าวและแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 2 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2539 โจทก์ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์พร้อมกับลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้นางทองรัตน์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวโอนขายให้จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์ (โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ) กับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุจะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจนำที่ดินไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 นิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ไม่ผูกพันโจทก์จึงต้องเพิกถอน เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความให้นางทองรัตน์ วภักดิ์เพชร น้องสาวของโจทก์ตามที่นางทองรัตน์อ้างว่าจะนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่นางทองรัตน์มิได้นำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบว่ารับจำนองไว้โดยไม่รู้ว่ามีการปลอมเอกสารใบมอบอำนาจของโจทก์ ขณะจำเลยที่ 2 นำที่ดินมาขอจำนองก็มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ จำเลยที่ 3 จึงเชื่อว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 จึงรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยรู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบ มีการปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ดังกล่าว พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความจึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับความเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 3 ผู้สุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนการจำนองดังกล่าว และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 2 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 1299
ชื่อคู่ความ
พระครูสุวรรณโพธิรัต
โจทก์ — หรือนายบุญกอง ภูรัพพา
จำเลย — นางมาลัย โคตรภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2548
#266309
เปิดฉบับเต็ม

เดิม ส. เคยฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิด แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่ ส. เป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ยังมิได้ชำระและ ส. ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งห้าเป็นทายาทผู้รับมรดกมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวโดยนำทรัพย์สินกองมรดกที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้ามาชำระหนี้แก่โจทก์ ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ส. มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรของ ส. แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับในคดีก่อน แม้จำเลยทั้งห้าอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสิทธิของ ส. ผู้ตายก็ตาม แต่สภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ส. ให้รับผิดในหนี้ที่ ส. มีอยู่แล้วแก่โจทก์ ซึ่งเป็นความรับผิดของทายาทโดยเฉพาะต่อกองมรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

แม้คดีเดิมที่ ส. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยถึงที่สุด อันมีผลให้หนี้ภาษีอากรดังกล่าวเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งอธิบดีโจทก์มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของ ส. ได้ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่อธิบดีโจทก์ไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรให้เป็นไปโดยรวดเร็วโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อำนาจของอธิบดีโจทก์แม้จะมีลักษณะเสมือนเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างกลับกลายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ก็เพื่อให้ความรับผิดที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดแก่โจทก์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้

จำเลยทั้งห้าอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับมรดกของ ส. โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับให้รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างของ ส. ได้ และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันโจทก์ และ ส. ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ส. จึงไม่อาจรื้อฟื้นโต้แย้งต่อโจทก์เกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวอีกได้ และจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและผู้สืบสิทธิในกองมรดกของ ส. ก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งดุจเดียวกัน คำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งห้าล้วนเป็นข้อต่อสู้เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งสิ้น การที่จำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นแห่งคดีได้

เมื่อจำเลยทั้งห้าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ส. ซึ่งต้องรับไปทั้งทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่และความรับผิดของ ส. โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าโดยไม่ต้องคำนึงว่ากองมรดกของ ส. จะมีทรัพย์สินหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทจะได้รับมรดกมาแล้วหรือไม่ และถึงแม้โจทก์ได้ใช้อำนาจยึดอายัดทรัพย์สินของ ส. ชำระหนี้ไปบ้างแล้ว และมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ของ ส. หรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอาจโต้แย้งได้ในชั้นบังคับคดี จำเลยทั้งห้าจึงต้องรับผิดชำระหนี้ของ ส. แก่โจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601

(วรรคแรก ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 15,201,256.51 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นคดีที่นายสมบูรณ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับขอให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้หักไว้ ณ ที่จ่ายเกิน ตลอดจนขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิด แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่นายสมบูรณ์เป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น นายสมบูรณ์ยังมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน และนายสมบูรณ์ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์มีหน้าที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวของนายสมบูรณ์แก่โจทก์ โดยจะต้องนำทรัพย์สินกองมรดกของนายสมบูรณ์ที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้ามาชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้เตือนให้จำเลยทั้งห้าชำระแล้ว แต่เพิกเฉย และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรที่นายสมบูรณ์ยังมิได้ชำระแก่โจทก์ ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมบูรณ์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรของนายสมบูรณ์แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีก่อนที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ดังกล่าว จริงอยู่แม้จำเลยทั้งห้าอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสิทธิของนายสมบูรณ์ผู้ตายดังความเห็นของศาลภาษีอากรกลางก็ตาม แต่สภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายสมบูรณ์ให้รับผิดในหนี้ที่นายสมบูรณ์มีอยู่แล้วแก่โจทก์ซึ่งเป็นความรับผิดของทายาทโดยเฉพาะต่อกองมรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 กรณีเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังเห็นต่อไปด้วยว่า แม้คดีที่นายสมบูรณ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง โดยให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่นายสมบูรณ์โจทก์ในคดีนั้นทั้งหมด อันมีผลให้หนี้ภาษีอากรดังกล่าวเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง ซึ่งอธิบดีโจทก์มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายสมบูรณ์ได้เองตาม ป. รัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายหนึ่งที่บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีโจทก์ไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อำนาจของอธิบดีโจทก์เช่นว่านี้แม้จะมีลักษณะเสมือนเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ก็หามีผลทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างกลับกลายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปไม่ ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมบูรณ์ผู้ตายเช่นนี้ ก็เพื่อให้ความรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดแก่โจทก์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้

จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ จำเลยทั้งห้าจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมบูรณ์ผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง และมาตรา 1629 (1) และอยู่ในลำดับมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมบูรณ์ด้วยกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 1635 (1) เมื่อกองมรดกของนายสมบูรณ์ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาท และกองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ให้รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่มีต่อโจทก์ได้ และหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารับผิดเป็นหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าพนักงานได้ประเมินให้นายสมบูรณ์ชำระ นายสมบูรณ์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว นายสมบูรณ์ก็ได้อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1967/2541 ซึ่งพิพากษาแก้เพียงให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่นายสมบูรณ์ทั้งหมด หนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างที่นายสมบูรณ์เป็นผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดเสียภาษีอากรดังกล่าวโดยเด็ดขาดแล้ว และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันโจทก์คดีนี้และนายสมบูรณ์ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาในคดีนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 นายสมบูรณ์จึงไม่อาจรื้อฟื้นโต้แย้งต่อโจทก์เกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรดังกล่าวอีกได้ และในกรณีเช่นนี้ จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ซึ่งต้องรับไปซึ่งทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ อันเป็นกองมรดกของผู้ตาย และอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิในกองมรดกของนายสมบูรณ์ก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานของโจทก์ดุจเดียวกัน เมื่อคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นข้อต่อสู้เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งสิ้น การที่จำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นแห่งคดีที่จำเลยทั้งห้าจะโต้เถียงให้ฟังแปรเปลี่ยนไปเป็นประการอื่นได้

เมื่อจำเลยทั้งห้าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมบูรณ์ผู้ตายซึ่งต้องรับไปทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของนายสมบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ให้รับผิดในหนี้ของนายสมบูรณ์ได้ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่ากองมรดกของนายสมบูรณ์จะมีทรัพย์สินหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทจะได้รับมรดกมาแล้วหรือไม่ และถึงแม้โจทก์ได้ใช้อำนาจสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของนายสมบูรณ์ชำระหนี้ไปบ้างแล้ว และมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ของนายสมบูรณ์หรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอาจโต้แย้งได้ในชั้นบังคับคดีต่อไป จำเลยทั้งห้าจึงต้องรับผิดชำระหนี้ของนายสมบูรณ์แก่โจทก์ตามฟ้อง

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,201,256.51 บาท แก่โจทก์ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งห้าไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 1599 ม. 1600 ม. 1601 ม. 1629 (1) ม. 1629 วรรคสอง ม. 1635 (1)
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสมพร ชลสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2548
#272253
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนเป็นคดีที่ ส. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับขอให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้หักไว้ ณ ที่จ่ายเกินตลอดจนขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนให้การต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีก่อนมาฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิด แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่ ส. เป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีก่อนนั้น ส. ยังมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน และ ส. ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. มีหน้าที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์โดยจะต้องนำทรัพย์สินกองมรดกของ ส. ที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้ามาชำระหนี้แก่โจทก์ และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของ ส. ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรที่ ส. ยังมิได้ชำระแก่โจทก์ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ส. มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีก่อนที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และแม้จำเลยทั้งห้าอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสิทธิของ ส. ผู้ตาย แต่สภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ส. ให้รับผิดในหนี้ที่ ส. มีอยู่แล้วแก่โจทก์ซึ่งเป็นความรับผิดของทายาท โดยเฉพาะต่อกองมรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันจะรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดแล้ว และแม้คดีที่ ส. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยที่พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง โดยให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่ ส. โจทก์ในคดีนั้นทั้งหมด อันมีผลให้หนี้ภาษีอากรดังกล่าวเป็นหนี้ภาษีอากรค้างซึ่งอธิบดีโจทก์มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของ ส. ได้เองตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 12 วรรคสอง โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีโจทก์เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อำนาจของอธิบดีโจทก์แม้จะมีลักษณะเสมือนเป็นสิทธิของเจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษา แต่ก็หามีผลทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างกลับกลายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปไม่ ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ผู้ตายก็เพื่อให้ความรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างของ ส. ที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดแก่โจทก์เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดในฐานะทายาทของ ส. เจ้ามรดก และหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารับผิดเป็นหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าพนักงานได้ประเมินให้ ส. ชำระ ส. ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว ส. ก็ได้อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยพิพากษาแก้เพียงให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่ ส. ทั้งหมด หนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างที่ ส. เป็นผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดเสียภาษีอากรดังกล่าวโดยเด็ดขาดแล้วและคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันโจทก์คดีนี้และ ส. ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาในคดีนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ส. จึงไม่อาจรื้อฟื้นโต้แย้งต่อโจทก์เกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรอีกได้ และจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของ ส. ซึ่งต้องรับไปซึ่งทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ อันเป็นกองมรดกของผู้ตาย และอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ อันเป็นกองมรดกของผู้ตาย และอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิในกองมรดกของ ส. ก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานของโจทก์ดุจเดียวกัน

เมื่อจำเลยทั้งห้าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ส. ผู้ตายซึ่งต้องรับไปทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของ ส. โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของ ส. ให้รับผิดในหนี้ของ ส. ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่ากองมรดกของ ส. จะมีทรัพย์สินหรือไม่ มากน้อยเพียงใดหรือจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทจะได้รับมรดกมาแล้วหรือไม่ และถึงแม้โจทก์ได้ใช้อำนาจสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของ ส. ชำระหนี้ไปบ้างแล้ว และมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ของ ส. หรือไม่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอาจโต้แย้งได้ในชั้นบังคับคดีต่อไป จำเลยทั้งห้าจึงต้องรับผิดชำระหนี้ของ ส. แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 15,201,256.51 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ ชลสิทธิ์ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กับนายสมบูรณ์ หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมบูรณ์เจ้ามรดกชำระเป็นหนี้ภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่จะต้องชำระแก่โจทก์สำหรับปีภาษี 2530 และ 2531 โดยเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ประเมินภาษีแก่นายสมบูรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1047/1/100929 เลขที่ 1047/1/100930 และ 1047/4/103618 เลขที่ 1047/1/100931 เลขที่ 1047/1/100932 และเลขที่ 1047/4/103619 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2537 ทุกฉบับ และนายสมบูรณ์ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายสมบูรณ์โดยให้รับผิดเสียภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 522 ก-ง/2539 และเลขที่ 523 ก-ข/2539 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ภายหลังเมื่อได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว นายสมบูรณ์ได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับขอให้คืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้หักไว้ ณ ที่จ่ายเกินตลอดจนขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 โจทก์ได้อายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากของนายสมบูรณ์นำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอากรค้างที่นายสมบูรณ์ต้องชำระคงเหลือเป็นหนี้ภาษีอากรค้างจนถึงวันฟ้องจำนวน 15,201,256.51 บาท เมื่อนายสมบูรณ์ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ให้รับผิดชำระหนี้ดังกล่าวของนายสมบูรณ์แก่โจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นคดีที่นายสมบูรณ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับขอให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้หักไว้ ณ ที่จ่ายเกินตลอดจนขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรค้างในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิด แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่นายสมบูรณ์เป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวนั้น นายสมบูรณ์ยังมิได้ชำระแก่โจทก์โดยครบถ้วน และนายสมบูรณ์ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์มีหน้าที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวของนายสมบูรณ์แก่โจทก์โดยจะต้องนำทรัพย์สินกองมรดกของนายสมบูรณ์ที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้ามาชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้เตือนให้จำเลยทั้งห้าชำระแล้ว แต่เพิกเฉยและมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรที่นายสมบูรณ์ยังมิได้ชำระแก่โจทก์ ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมบูรณ์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรของนายสมบูรณ์แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีก่อนที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ดังกล่าว จริงอยู่แม้จำเลยทั้งห้าอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสิทธิของนายสมบูรณ์ผู้ตายดังความเห็นของศาลภาษีอากรกลางก็ตาม แต่สภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายสมบูรณ์ให้รับผิดในหนี้ที่นายสมบูรณ์มีอยู่แล้วแก่โจทก์ซึ่งเป็นความรับผิดของทายาทโดยเฉพาะต่อกองมรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 กรณีเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังเห็นต่อไปด้วยว่า แม้คดีที่นายสมบูรณ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง โดยให้งดเบี้ยปรับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่นายสมบูรณ์โจทก์ในคดีนั้นทั้งหมด อันมีผลให้หนี้ภาษีอากรดังกล่าวเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง ซึ่งอธิบดีโจทก์มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายสมบูรณ์ได้เองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายหนึ่งที่บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีโจทก์ไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อำนาจของอธิบดีโจทก์เช่นว่านี้แม้จะมีลักษณะเสมือนเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ก็หามีผลทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างกลับกลายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปไม่ ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมบูรณ์ผู้ตายเช่นนี้ ก็เพื่อให้ความรับผิดในหนี้คำภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดแก่โจทก์เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2541 นั้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์มีคำขอบังคับมาในท้ายอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับผิดชำระค่าภาษีตามฟ้องให้แก่โจทก์ด้วยนั้น ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของคู่ความเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ จำเลยทั้งห้าจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมบูรณ์ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสองและมาตรา 1629 (1) และอยู่ในลำดับมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมบูรณ์ด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 1635 (1) เมื่อกองมรดกของนายสมบูรณ์ตกทอดแก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาท และกองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ให้รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่มีต่อโจทก์ได้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า เงินได้พึงประเมินของนายสมบูรณ์ที่เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินไม่ถูกต้องก็ดี การประเมินภาษีการค้าของเจ้าพนักงานโจทก์ได้พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่นายสมบูรณ์ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า และนายสมบูรณ์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์จึงขาดอายุความก็ดี และที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า จำนวนเงินที่มาของค่าภาษีซึ่งนายสมบูรณ์จะต้องเสียพร้อมเบี้ยปรับตามฟ้องไม่ได้ระบุรายละเอียดของจำนวนเงินที่มาให้ถูกต้องและจำนวนเงินที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงก็ดี เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์เจ้ามรดก และหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารับผิดเป็นหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าพนักงานได้ประเมินให้นายสมบูรณ์ชำระ นายสมบูรณ์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว นายสมบูรณ์ก็ได้อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1967/2541 ซึ่งพิพากษาแก้เพียงให้งดเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่นายสมบูรณ์ทั้งหมด หนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างที่นายสมบูรณ์เป็นผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดเสียภาษีอากรดังกล่าวโดยเด็ดขาดแล้ว และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันโจทก์คดีนี้และนายสมบูรณ์ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 นายสมบูรณ์จึงไม่อาจรื้อฟื้นโต้แย้งต่อโจทก์เกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรดังกล่าวอีกได้ และในกรณีเช่นนี้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ซึ่งต้องรับไปซึ่งทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ อันเป็นกองมรดกของผู้ตาย และอยู่ในฐานะผู้สืบสิทธิในกองมรดกของนายสมบูรณ์ก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานของโจทก์ดุจเดียวกัน เมื่อคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นข้อต่อสู้เกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งสิ้น การที่จำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นแห่งคดีที่จำเลยทั้งห้าจะโต้เถียงให้ฟังแปรเปลี่ยนไปเป็นประการอื่นได้ ที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่านายสมบูรณ์มีรายได้จากเงินเดือนและดอกเบี้ยรับจำนองเคลือบคลุม เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรค้างของนายสมบูรณ์ที่มีอยู่แก่โจทก์อันเป็นหนี้เด็ดขาดในฐานะที่จำเลยทั้งห้าเป็นทายาทของนายสมบูรณ์ผู้ตาย ข้ออ้างของโจทก์ที่เกี่ยวกับรายได้จากเงินเดือนและดอกเบี้ยรับจำนองที่บรรยายมาในคำฟ้องจึงเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวกับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาถึงกับจะมีผลทำให้คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไปได้ การที่คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ไม่เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ได้ยึดและอายัดบัญชีเงินฝากของนายสมบูรณ์ รวมทั้งที่ดินจำนวน 2 แปลง ซึ่งสามารถขายทอดตลาดชำระหนี้ตามฟ้องได้ก็ดี จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นทายาทของนายสมบูรณ์ไม่ได้รับมรดกหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากกองมรดกของนายสมบูรณ์ก็ดี ทรัพย์มรดกของนายสมบูรณ์ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีน้อยกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะต้องรับผิดก็ดี และที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นบุตรของนายสมบูรณ์ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกแต่ยังไม่ได้รับมรดกของนายสมบูรณ์แต่อย่างใด และยังไม่ทราบว่าจะได้รับมรดกเท่าไรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งห้าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมบูรณ์ผู้ตายซึ่งต้องรับไปทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของนายสมบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของนายสมบูรณ์ให้รับผิดในหนี้ของนายสมบูรณ์ได้ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่ากองมรดกของนายสมบูรณ์จะมีทรัพย์สินหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทจะได้รับมรดกมาแล้วหรือไม่ และถึงแม้โจทก์ได้ใช้อำนาจสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของนายสมบูรณ์ชำระหนี้ไปบ้างแล้ว และมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ของนายสมบูรณ์หรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งห้าอาจโต้แย้งได้ในชั้นบังคับคดีต่อไป จำเลยทั้งห้าจึงต้องรับผิดชำระหนี้ของนายสมบูรณ์แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทของสมบูรณ์ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,201,256.51 บาท แก่โจทก์ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งห้าไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ป.รัษฎากร ม. 12 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสมพร ชลสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5275/2548
#267447
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้า ซึ่งเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้ห่อหุ้ม หรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) นั้น เป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องเครื่องหมายของสินค้า มิได้บังคับในเรื่องรูปทรง ลวดลายของสินค้าหรือสิ่งผลิต ซึ่งหากมีผู้นำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ไปทำเป็นรูปร่างของสินค้า ผู้มีสิทธิในชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายในลักษณะอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ จำพวกงานศิลปกรรม หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร จำพวกการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), 108, 110, 115 และ 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, และ 275 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้บทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 150,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้า ซึ่งเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ หรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) นั้น เป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องเครื่องหมายของสินค้า มิได้บังคับในเรื่องรูปทรงลวดลายของสินค้าหรือสิ่งผลิต ซึ่งหากมีผู้นำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าวไปทำเป็นรูปร่างของสินค้าดังเช่นคดีนี้ ผู้มีสิทธิในชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าว อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายในลักษณะอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ จำพวกงานศิลปกรรม หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร จำพวกการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 คืนของกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บริษัทกามาร ซิลเวอร์ แฟคทอรี่ แอนด์
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ติ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2548
#268151
เปิดฉบับเต็ม

กองมรดกของ ส. ที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของ ส. ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ซึ่งมิได้มีกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของ ส. โดยแท้ตามมาตรา 1600 จำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ส. จึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ตลอดทั้งความรับผิดต่าง ๆ ในกองมรดกของ ส. โดยผลของกฎหมาย อันเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของ ส. จำต้องฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ สิทธิและหน้าที่ตลอดทั้งความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมเป็นคนละส่วนกับสิทธิและหน้าที่โดยส่วนตัวซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 5 มีอยู่ก่อนถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ฉะนั้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 จะนำมาบังคับใช้แก่หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ส. ซึ่งยังมิได้มีการแบ่งอันพึงมีต่อโจทก์มิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งต้องรับผิดตามคำพิพากษาในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและจำนอง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูรชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 46,371,885.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 31,920,030.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ชำระหนี้ให้บังคับเอาทรัพย์จำนองตามฟ้อง ตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินใช้หนี้โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้องภายในวงต้นเงิน 28,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 28,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกตกทอดได้แก่ตน และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งห้า

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ให้ออกคำบังคับเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยกเว้นจำเลยที่ 3 และที่ 5 เนื่องจากถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

โจทก์ยื่นคำแถลงอีกครั้งหนึ่งขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ด้วย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาดแล้ว โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการในพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 27, 91 เท่านั้น จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งว่า โจทก์นำหนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดเป็นส่วนตัวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว แต่ในส่วนหนี้กองมรดกของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสุกรีนั้น โจทก์ไม่สามารถนำหนี้ในส่วนนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในคดีล้มละลายตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้โจทก์นำหนี้ส่วนนี้ไปยื่นขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายเท่ากับให้โจทก์นำหนี้ที่มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ไปเฉลี่ยกับหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 3 และที่ 5 คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ หากไม่ออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่มีหนทางใดที่จะได้รับชำระหนี้จากกองมรดกของนายสุกรีได้เลย ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและมีคำสั่งออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสุกรีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความรับผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในส่วนของกองมรดกของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมโจทก์มีสิทธิให้บังคับคดีในคดีนี้ได้ โดยไม่จำต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นทายาทโดยธรรมของนายสุกรี และไม่ปรากฏว่านายสุกรีได้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองไว้ ดังนั้น กองมรดกของนายสุกรีจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง กองมรดกดังกล่าวได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของนายสุกรีตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ซึ่งมิได้มีกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของนายสุกรีโดยแท้ ดังที่มาตรา 1600 บัญญัติไว้ จำเลยที่ 3 และที่ 5 จึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ตลอดทั้งความรับผิดต่าง ๆ ในกองมรดกของนายสุกรี โดยผลของกฎหมาย อันเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของนายสุกรีจำต้องฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในส่วนของทายาทโดยธรรมด้วย ข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ชี้ชัดให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่ามุ่งประสงค์ให้กองมรดกของบุคคลที่ถึงแก่ความตายจักต้องมีบุคคลอื่นซึ่งเป็นทายาททั้งในสถานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมแล้วแต่กรณีเข้ารองรับสิทธิและหน้าที่ตลอดทั้งความรับผิดต่าง ๆ ซึ่งเจ้ามรดกพึงมีอยู่เดิมก่อนถึงแก่ความตาย หากไม่มีกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิผลในการบังคับใช้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งถึงแก่ความตายซึ่งกลายเป็นกองมรดกได้โดยตลอด นอกจากนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 1738 ยังให้สิทธิแก่เจ้าหนี้กองมรดกในการที่จะบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกองมรดกได้ หากมรดกดังกล่าวยังไม่มีการแบ่ง ซึ่งจากข้อเท็จจริงในสำนวนก็ไม่ปรากฏว่ากองมรดกของนายสุกรีได้มีการแบ่งแล้วเหตุผลดังกล่าวนี้บ่งชี้ว่าสิทธิและหน้าที่ตลอดทั้งความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมเป็นคนละส่วนกับสิทธิและหน้าที่โดยส่วนตัว ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 5 มีอยู่ก่อนถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ฉะนั้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้ของบุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจะต้องขอรับชำระหนี้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่ระบุในพระราชบัญญัติดังกล่าวจะนำมาบังคับใช้แก่หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายสุกรีซึ่งยังมิได้มีการแบ่งมรดกอันพึงมีต่อโจทก์มิได้ มิฉะนั้นย่อมบังเกิดความไม่เป็นธรรมแก่บรรดาเจ้าหนี้กองมรดกของนายสุกรีผู้ตาย อันมิต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งมุ่งประสงค์ให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลผู้พึงมีสิทธิตามกฎหมายในการที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่สัญญาของตน ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งต้องรับผิดตามคำพิพากษาในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี เจ้ามรดก คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ยกคำขอออกคำบังคับของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในส่วนทายาทโดยธรรมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกคำบังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในส่วนทายาทโดยธรรมของนายสุกรีเจ้ามรดกตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยสกรีนพิมพ์ย้อม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2548
#272115
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลย อ่านให้คู่ความฟัง และให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที

ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การพิจารณาคดีแรงงานนั้นจำเลยจะให้การต่อสู้คดีเป็นหนังสือหรือแถลงให้การด้วยวาจาต่อหน้าศาลแรงงานก็ได้และจะให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีหรือในวันนัดพิจารณาคดีก็ได้ แต่การให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีนั้นต้องให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยไม่ให้การ ศาลก็จะบันทึกไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ได้ให้การว่าโจทก์ลาออกก่อนจะไม่ได้รับคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) แม้จำเลยจะแนบสำเนาสัญญาจ้างมาท้ายคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่า "ลูกจ้าง (โจทก์) ทำยอดขายไม่ได้ตามที่บริษัทกำหนด ถ้าลาออกจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า)" ก็มิใช่ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การไม่อาจรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท และได้รับค่าน้ำมันเดือนละ 5,000 บาท มีข้อตกลงในการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่านายหน้าในการขายสินค้า (ค่าคอมมิชชั่น) โดยกำหนดว่าจำเลยจะจ่ายให้ร้อยละ 5 ของยอดที่ขายสินค้าได้โดยจ่ายทุก 3 เดือน ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2546 โจทก์ขายสินค้าได้รวมเป็นเงิน 1,567,300 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าตอบแทนในการขาย และค่าจ้างรวมค่าน้ำมันรถ พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามฟ้องจริง แต่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชั่น และจำเลยไม่ติดค้างเงินเดือนหรือค่าน้ำมัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าในการขายสินค้า ค่าจ้างรวมค่าน้ำมัน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ลาออกก่อนกำหนดจ่ายค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) ที่จำเลยกำหนดรายไตรมาสแล้ว โจทก์จะไม่มีสิทธิได้ค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) เป็นการนำสืบพยานในประเด็นที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้ จึงไม่เป็นประเด็นให้ต้องวินิจฉัยนั้นไม่ชอบกฎหมาย พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท และบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง และให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที

ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การพิจารณาคดีแรงงานนั้น จำเลยจะให้การต่อสู้คดีเป็นหนังสือหรือแถลงให้การด้วยวาจาต่อหน้าศาลแรงงานก็ได้ และจะให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีหรือในวันนัดพิจารณาคดีก็ได้ แต่การให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีนั้นต้องให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยไม่ให้การ ศาลก็จะบันทึกไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ได้ให้การว่า โจทก์ลาออกก่อนจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) แม้จำเลยจะแนบสำเนาสัญญาจ้างมาท้ายคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่า "ลูกจ้าง (โจทก์) ทำยอดขายไม่ได้ตามที่บริษัทกำหนดถ้าลาออกจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า)" ก็มิใช่ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การไม่อาจรับฟังได้นั้น ชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 วรรคสอง ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติศักดิ์ ศรีสงกรานต์
จำเลย — บริษัทเบิร์กแมนน์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2548
#113360
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลย ได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ทั้งนี้ ตามมาตรา 62 วรรคท้าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ คดีจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร อันต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ตามมาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม มาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น

ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 264, 268, 357 วรรคสอง นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2995/2541

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2995/2541 หมายเลขแดงที่ 6819/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลย ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้ายในข้อนี้ โจทก์มีเพียงสิบตำรวจเอกอภินันท์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่าสืบสวนทราบว่าที่อู่ซ่อมรถชื่ออู่ประหยัดเป็นอู่ที่ดัดแปลงรถที่ขโมยมาจากที่อื่น เมื่อไปตรวจสอบพบจำเลยกำลังซ่อมรถยนต์อยู่ พบรถยนต์ 2 คัน และเครื่องยนต์วางอยู่ที่พื้น ตรวจสอบพบมีหมายเลขถูกลบออก จำเลยรับว่ามีคนนำรถยนต์ที่ลักมาให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องยนต์ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า ขณะกระทำความผิด จำเลยได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายประหยัด ลายคราม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางชุติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2548
#272100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับว่ามีคนนำรถยนต์ที่ลักมาให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องยนต์ ดังนี้ เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าขณะกระทำความผิด จำเลยได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 357 วรรคสอง นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2995/2541 หมายเลขแดงที่ 6819/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 9 ท - 1403 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทสหกรณ์แท็กซี่ธนบุรี จำกัด ที่ถูกคนร้ายปล้นไป จากอู่ซ่อมรถยนต์ของจำเลย ซึ่งหมายเลขประจำตัวถังรถยนต์คันดังกล่าวถูกตัดออกและนำหมายเลขประจำตัวถังรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก - 8469 กาญจนบุรี ไปเชื่อมติดไว้แทน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายบุญเกริก วัฒนาอาษากิจ เป็นพยานเบิกความว่า พยานมีอาชีพซื้อขายซากรถยนต์อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้ซื้อซากรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 8469 กาญจนบุรี มาจากบริษัทประกันภัยคุ้มภัย จำกัด ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2540 จำเลยได้ซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวจากพยาน ปรากฏตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ปจ.4 (ศาลจังหวัดกาญจนบุรี) เห็นว่า นายบุญเกริกไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย หนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ปจ.4 ดังกล่าวก็ระบุชื่อของจำเลยว่าเป็นผู้ซื้อ และระบุเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนและภูมิลำเนาของจำเลย หากจำเลยไม่ได้เป็นผู้ไปซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวจากนายบุญเกริกแล้ว นายบุญเกริกก็ไม่สามารถเขียนชื่อจำเลยและรายละเอียดเกี่ยวกับจำเลยได้ ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่าไม่ได้ซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวและลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายในช่องผู้ซื้อไม่ใช่ของจำเลยนั้นเป็นคำเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างคำเบิกความของนายบุญเกริกและสัญญาซื้อขายได้ ที่จำเลยฎีกาว่าหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในสัญญาซื้อขาย โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า หมายเลขดังกล่าวเป็นของจำเลยจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบแล้วโดยมีนายบุญเกริกเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ไปซื้อซากรถยนต์และมีการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวไว้จริงโดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานปากนี้ให้ได้ความตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากระแวงสงสัยว่า จำเลยได้ซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวจากนายบุญเกริกจริง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์ของกลางมีการนำมาตัดส่วนที่มีหมายเลขประจำตัวถังรถยนต์เดิมออกไป แล้วตัดส่วนที่มีหมายเลยประจำตัวถังรถยนต์คันที่จำเลยซื้อซากรถมาไปเชื่อมต่อติดไว้แทนกับการนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ของกลางออกและนำเอาแผ่นป้ายทะเบียนของซากรถยนต์ที่จำเลยซื้อมาไปติดไว้แทน เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 8469 กาญจนบุรี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมบ่งชี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว และจำเลยย่อมรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของกลางดังกล่าวอยู่ในที่เปิดเผยไม่มีการซ่อนเร้นนั้น เห็นว่า การเปลี่ยนป้ายทะเบียนและหมายเลขประจำตัวถังรถยนต์ของกลางก็เพื่อเป็นการอำพรางไม่ให้บุคคลอื่นเห็นว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์คันที่ถูกคนร้ายปล้นทรัพย์มาซึ่งก็เป็นการซ่อนเร้นอันเป็นความผิดฐานรับของโจรด้วยแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลย ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้าย ในข้อนี้โจทก์มีเพียงสิบตำรวจเอกอภินันท์ สุวรรณบล เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่า สืบสวนทราบว่าที่อู่ซ่อมรถชื่ออู่ประหยัดเป็นอู่ที่ดัดแปลงรถที่ขโมยมาจากที่อื่น เมื่อไปตรวจสอบพบจำเลยกำลังซ่อมรถยนต์อยู่ พบรถยนต์ 2 คัน และเครื่องยนต์วางอยู่ที่พื้น ตรวจสอบพบมีหมายเลขถูกลบออก จำเลยรับว่ามีคนนำรถยนต์ที่ลักมาให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องยนต์ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายประหยัด ลายคราม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ