คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2548
#272171
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่าเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/46 แล้วให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบาทในทางเศรษฐกิจที่จะคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยและให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (1)...(3)..." ก็หมายความเพียงว่าเมื่อแผนมีลักษณะครบถ้วนตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ แต่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลมีอำนาจนำข้อเท็จจริงหรือหลักกฎหมายอื่นนอกเหนือจากมาตรา 90/58 มาประกอบพิจารณาได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 90/58 แล้ว ศาลจะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนทุกกรณีไป

การพิจารณาว่าแผนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แผนนั้นจะต้องมีรายละเอียดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 บัญญัติว่า "ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย... (2) รายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันต่างๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." คำว่า สินทรัพย์ หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและประโยชน์ที่ได้รับในเชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต สินทรัพย์จึงรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้อง กรณีนี้ลูกหนี้มีหนี้เงินให้กู้ยืมซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าว แต่ในแผนไม่ปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินดังกล่าว ผู้ทำแผนได้กำหนดวิธีการจัดการไว้อย่างไรที่จะให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งหนี้ให้กู้ยืมเงินจำนวนมากที่กรรมการของลูกหนี้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดความเสียหาย ลูกหนี้อาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการได้ซึ่งในการเรียกร้องนั้นเจ้าหนี้ของลูกหนี้จะเป็นผู้เรียกบังคับได้เท่าที่เจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 หากลูกหนี้ล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถใช้วิธีการทวงหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 118 หรือมาตรา 119 เรียกร้องหนี้ดังกล่าวได้ หรือหากเป็นหนี้เด็ดขาดตามคำพิพากษาก็มีระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ดังนั้น ถือได้ว่าแผนกล่าวถึงรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทเอ็ม ไทย คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่ง จำกัด และนายผิน คิ้วไพศาล เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) มาตรา 90/48 และมาตรา 6 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า คดีนี้ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 10 ราย เป็นเงิน 2,468,977,602.28 บาท เมื่อครบกำหนดโต้แย้งปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ทั้งสิบรายได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนไปแล้ว ที่ผู้คัดค้านได้คัดค้านถึงความไม่มีอยู่จริงของมูลหนี้ จึงล่วงเลยขั้นตอนที่จะให้ศาลพิจารณาในชั้นนี้ ส่วนที่อ้างว่าลูกหนี้ใช้สิทธิในการขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยไม่สุจริตก็ชอบที่จะคัดค้านเสียตั้งแต่ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ การคัดค้านในชั้นนี้ก็ไม่ชอบเช่นกัน...

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าแผนไม่ชอบด้วยมาตรา 90/58 (1) เนื่องจากมีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 นั้น แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 แล้ว คงขาดเพียงรายละเอียดการไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาในกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ เนื่องจากลูกหนี้ไม่มีภาระที่จะต้องรับผิดในทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาดังกล่าว อีกทั้งรายการดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่แก้ไขตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 (เดิม)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน ศาลมีอำนาจนำข้อเท็จจริงหรือหลักกฎหมายอื่นนอกเหนือจากพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (1) ถึง (3) มาประกอบการพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนตามมาตรา 90/46 แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง เป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามาใช้ดุลพินิจอันเป็นบทบาทในทางเศรษฐกิจที่จะคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยและให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนได้ด้วย ที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (1)... (3)..." ก็หมายความเพียงว่า เมื่อแผนมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 90/58 (1) ถึง (3) แล้วถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่าถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะตามมาตรา 90/58 (1) ถึง (3) แล้ว ศาลจะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนทุกกรณีไป

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า แผนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า แผนไม่มีรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องและการจัดการเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับลูกหนี้เงินกู้ยืม 3 ราย รวมเป็นเงิน 925,500,000 บาท จึงมีปัญหาว่าแผนมีรายการครบถ้วนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 บัญญัติว่า "ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย...(2) รายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันต่างๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." คำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและกิจการจะต้องได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต สินทรัพย์จึงรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้อง กรณีลูกหนี้เงินให้กู้ยืม ในงบดุลของลูกหนี้ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2545 หมายเหตุประกอบงบการเงินระหว่างกาลระบุว่า ลูกหนี้มีลูกหนี้เงินให้กู้ยืมทั้งสามรายจริงตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ลูกหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทั้งสามรายดังกล่าวชำระหนี้แก่ลูกหนี้และจะต้องนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ แต่ในแผนไม่ปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีจำนวนถึง 925,500,000 บาท ผู้ทำแผนได้กำหนดวิธีการจัดการไว้อย่างไรที่จะให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในงบกำไรขาดทุนของลูกหนี้สำหรับงวดวันที่ 1 มกราคม ถึง 16 สิงหาคม 2545 ได้นำหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวไปอยู่ในรายการหนี้สงสัยจะสูญ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ดำเนินการสืบถึงที่ไปที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวว่าลูกหนี้ทั้งสามรายนั้นได้นำเงินที่กู้ยืมไปใช้ประโยชน์อย่างไรหรือไม่ มีการได้ทรัพย์สินสิ่งใดจากการใช้เงินดังกล่าวไปบ้าง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการบังคับคดีต่อไป นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าหนี้เงินให้กู้ยืมดังกล่าวขาดอายุความ หรือลูกหนี้ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องลูกหนี้ทั้งสามรายแต่อย่างใด อีกทั้งหากการให้กู้ยืมเงินจำนวนมากดังกล่าวกรรมการของลูกหนี้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดความเสียหาย ลูกหนี้อาจฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ ในการเรียกร้องเช่นนี้ เจ้าหนี้ของลูกหนี้จะเป็นผู้เรียกร้องบังคับได้เท่าที่เจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 หากลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถใช้วิธีการทวงหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 118 หรือมาตรา 119 เรียกร้องหนี้ดังกล่าวได้หรือหากเป็นหนี้เด็ดขาดตามคำพิพากษาก็มีระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ดังนี้ถือได้ว่า แผนกล่าวถึงรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (2)

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สามมีว่า แผนได้จัดทำและเสนอโดยสุจริตหรือไม่...ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องขอที่ 2 ตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านว่าลูกหนี้มิได้ประกอบกิจการใดในช่วงปี 2537-2544 ช่วงดังกล่าวลูกหนี้ดำเนินธุรกิจโดยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินแล้วนำมาปล่อยกู้นำเงินไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพราะเห็นว่ามีกำไรดี มิได้ยื่นเสียภาษีแก่รัฐ มิได้ยื่นงบการเงินตามกฎหมาย ดังนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่าการบริหารงานของลูกหนี้ที่ผ่านมาได้กระทำโดยโปร่งใสหรือไม่ นอกจากนี้แผนบทที่ 12 หน้า 24 ยังระบุด้วยว่า... "ผู้ทำแผนไม่ได้ทำการตรวจสอบบัญชีของบริษัท (ลูกหนี้) ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545 หรือทำการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินกิจการของบริษัทที่บริษัทได้จัดเตรียมให้แก่ผู้ทำแผน ผู้ทำแผนไม่ได้ตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องของรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ทำแผนไม่ได้ทำการตรวจสอบความถูกต้องมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท... ผู้ทำแผน คณะกรรมการหรือพนักงานของผู้ทำแผนจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของผลการดำเนินงานตามแผนที่ได้คาดการณ์ไว้ในแผนนี้ และไม่รับผิดชอบหรือรับผิดใดๆ ต่อบุคคลอื่นใด"... ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าผู้ทำแผนจะยอมรับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ขาดความรับผิดชอบที่ควรต้องมีสำหรับงานที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งๆ ที่ผู้ทำแผนคนหนึ่งคือผู้ร้องขอที่ 2 เป็นกรรมการของลูกหนี้ด้วยพฤติการณ์ของลูกหนี้ส่อไปในทางที่เห็นว่ามีการจัดทำแผนโดยไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประเด็นอื่นอีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ฉบับที่แก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเบิร์ดเซอคัส จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ผู้คัดค้าน — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1
ลูกหนี้ — บริษัทซิลเวอร์เฮาส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5604/2548
#266611
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญานายหน้าจำเลยตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ไว้ 2 กรณี ในกรณีแรก ตามสัญญาข้อ 3 ถ้าโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาไม่ต่ำกว่าห้องละ 6,500,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่านายหน้าห้องละ 300,000 บาท ในกรณีที่สอง ตามสัญญาข้อ 4 หากโจทก์สามารถชี้ช่องให้จำเลยขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาสูงกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 3 จำเลยทั้งสองตกลงให้จำนวนเงินส่วนที่เกินเป็นของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยขายอาคารพาณิชย์ห้อง เอ. 9 และ เอ. 10 ได้ตามราคาที่กำหนดโจทก์ย่อมมีสิทธิได้ค่านายหน้าห้องละ 300,000 บาท และโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยขายอาคารพาณิชย์ห้อง เอ. 2, เอ. 6 ถึง เอ. 8 ในราคาสูงกว่าที่กำหนด โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่านายหน้าที่ชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาไม่ต่ำกว่าที่กำหนดตามสัญญาข้อ 3 และมีสิทธิได้รับเงินในส่วนที่สามารถชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายในราคาสูงกว่าที่กำหนดตามสัญญาข้อ 4 อีกด้วย

ตามสัญญานายหน้าข้อ 5 ระบุไว้ชัดว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือว่าค่านายหน้าที่โจทก์พึงได้รับส่วนหนึ่งเป็นการชำระค่าซื้อห้อง เอ. 1 ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินสดภายใน 150 วัน นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อขายกัน แต่นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นต้นมา โจทก์และจำเลยยังคงโต้เถียงพิพาทกันถึงจำนวนเงินค่านายหน้าที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสองตามสัญญานายหน้าซึ่งย่อมส่งผลให้ไม่สามารถคำนวณจำนวนหนี้ค่าซื้อห้อง เอ. 1 ส่วนที่เหลือได้ว่าเท่าไร ดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้ค่าซื้อห้อง เอ. 1 ให้แก่จำเลยเพราะพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายจำเลยไม่มีสิทธิเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายห้อง เอ. 1 ระงับลงเพราะไม่มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย

จำเลยได้นำห้อง เอ. 1 ที่ตกลงขายให้แก่โจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่น โดยโจทก์มิได้ทักท้วงหรือเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายห้อง เอ. 1 โดยปริยาย โจทก์และจำเลยต้องยอมให้แต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่านายหน้าจำนวน 3,000,000 บาท ที่จำเลยหักไว้เป็นการชำระค่าซื้อห้อง เอ. 1 คืน พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่านายหน้าเพียง 2,500,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง จึงเป็นอันยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 3,400,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่านายหน้าให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญานายหน้าจำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ไว้ 2 กรณี ในกรณีแรกตามสัญญาข้อ 3 ถ้าโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาไม่ต่ำกว่าห้องละ 6,500,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่านายหน้าห้องละ 300,000 บาท ในกรณีที่สอง ตามสัญญาข้อ 4 หากโจทก์สามารถชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาสูงกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 3 จำเลยทั้งสองตกลงให้จำนวนเงินส่วนที่เกินเป็นของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ห้อง เอ. 9 และ เอ. 10 ได้ตามราคาที่กำหนดโจทก์ย่อมมีสิทธิได้ค่านายหน้าห้องละ 300,000 บาท ตามสัญญาข้อ 3 และโจทก์ชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ห้อง เอ. 2, เอ. 6 ถึง เอ. 8 ในราคาสูงกว่าที่กำหนด โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่านายหน้าที่ชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายอาคารพาณิชย์ได้ในราคาไม่ต่ำกว่าที่กำหนดตามสัญญาข้อ 3 และมีสิทธิได้รับเงินในส่วนที่สามารถชี้ช่องให้จำเลยทั้งสองขายในราคาสูงกว่าที่กำหนดตามสัญญาข้อ 4 อีกด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าทั้งสองกรณีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิริบเงินค่านายหน้าดังกล่าวเพราะโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้อง เอ. 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญานายหน้าข้อ 5 ระบุไว้ชัดว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้ถือว่าค่านายหน้าที่โจทก์พึงได้รับส่วนหนึ่งเป็นการชำระค่าซื้อห้อง เอ. 1 ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงินสดภายใน 150 วัน นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นต้นมา โจทก์และจำเลยทั้งสองยังคงโต้เถียงพิพาทกันถึงจำนวนเงินค่านายหน้าที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสองตามสัญญานายหน้าซึ่งย่อมส่งผลให้ไม่สามารถคำนวณจำนวนหนี้ค่าซื้อห้อง เอ. 1 ส่วนที่เหลือไว้ว่าเท่าไร ดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้ค่าซื้อห้อง เอ. 1 ให้แก่จำเลยทั้งสอง เพราะพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายห้อง เอ. 1 ระงับลงเพราะไม่มีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมาจำเลยทั้งสองได้นำห้อง เอ. 1 ที่ตกลงขายให้แก่โจทก์นั้นไปขายให้แก่บุคคลอื่น โดยโจทก์มิได้ทักท้วงหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองปฏบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้อง เอ. 1 โดยปริยาย โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องยอมให้แต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่านายหน้าจำนวน 3,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองหักไว้เป็นการชำระค่าซื้อห้อง เอ. 1 คืน พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่านายหน้าเพียง 2,500,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง จึงเป็นอันยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391 ม. 845 ม. 846
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกอบกุล ทัพวงศ์ศรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี. เค. หาดใหญ่คอนสตรั๊คชั่น (1994) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกิตศักดิ์ ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5600/2548
#266317
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยทั้งสามซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสืบ แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 3 นำพยานเข้าสืบต่อไปและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ย่อมหมายถึงว่าศาลฎีกาได้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้เลื่อนคดีตามที่ร้องขอ และวันสืบพยานตามความหมาย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (10) คือวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานจำเลยที่ 3 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นี้ โจทก์ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 3 โดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัด จึงถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 201 (เดิม) กล่าวคือ ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ แต่หากจำเลยที่ 3 ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลต้องมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาก่อน แล้วจึงจะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 205 ถึงมาตรา 209 เดิม ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษโดยเฉพาะของวิธีพิจารณาวิสามัญอันว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากกระบวนวิธีพิจารณาสามัญ ดังนั้น การที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาแต่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างวิธีพิจารณาสามัญโดยมีคำสั่งว่าให้จำเลยที่ 3 สืบพยาน แล้วเลื่อนคดีไปให้โจทก์ซักค้านในนัดหน้า จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบที่เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการปฏิบัติผิดระเบียบนั้นร้องขอ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขการที่คู่ความจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบว่า "ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ" เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้คัดค้านหรือร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กลับนำตัวจำเลยที่ 3 เข้าเบิกความจนจบคำซักค้าน แล้วต่อมาเพียงแต่ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 201 วรรคสอง โดยไม่ได้ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อจะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 226 (2) เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณา กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 27 วรรคสอง อีกทั้งจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการพิจารณาต่อไปหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ศาลสูงมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นว่านี้ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงิน 313,842 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเวลา 28 เดือนเศษ โจทก์ขอคิดเพียง 28 เดือน เป็นเงิน 109,844 บาท

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 313,842 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินคือวันที่ 26 ตุลาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 109,844 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 3 นำพยานเข้าสืบต่อไป และให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างได้ เสร็จแล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 313,842 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 109,844 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6892/2540 ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6892/2540 ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองนั้นสืบเนื่องมาจากในการพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วกำหนดให้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบก่อนและนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 31 สิงหาคม 2538 เวลา 9 นาฬิกา แต่ได้มีการเลื่อนคดีตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสามก็ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "?พฤติการณ์เป็นการประวิงคดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้เลื่อนคดี จึงไม่อนุญาตและให้ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ?" และอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ในนัดหน้าตามที่ทนายโจทก์ขอ แต่ศาลฎีกาในคำพิพากษาฎีกาที่ 6892/2540 วินิจฉัยว่า กรณียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 จงใจประวิงคดีให้ล่าช้าและเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ดำเนินการให้ได้พยานมาสืบ ควรให้โอกาสจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการอีกสักนัดหรือสองนัดก่อน จึงจะควรถึงขั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 3 ประวิงคดีหรือไม่ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ประวิงคดี และพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 3 และย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 3 นำพยานเข้าสืบต่อไป แล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างได้ เช่นนี้ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลฎีกาได้พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 ว่าจำเลยที่ 3 ประวิงคดี และยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 เลื่อนคดี รวมทั้งยกคำสั่งที่ให้ถือว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีพยานมาสืบนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 3 นำพยานเข้าสืบต่อไปแล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างได้ ย่อมมีผลเท่ากับว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 นั้น ศาลฎีกาได้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้เลื่อนคดีตามที่จำเลยที่ 3 ร้องขอนั่นเอง เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ฟังในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 และในวันดังกล่าวหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ใหม่ โดยกำหนดนัดสืบพยานจำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนในวันที่ 31 มีนาคม 2541 ครั้งถึงวันนัด ได้มีการเลื่อนคดีอีก จนกระทั่งวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 จึงได้มีการสืบพยานจำเลยที่ 3 เป็นครั้งแรกในวันนั้น วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานและถือว่าเป็น "วันสืบพยาน" ตามบทนิยามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (10) เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนั้นว่า มีแต่จำเลยที่ 3 และทนายจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่มาศาล แต่ฝ่ายโจทก์ไม่มีใครมา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยาน กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 วรรคสอง เดิม ซึ่งบัญญัติให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา และอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยที่ 3 จะได้แจ้งต่อศาลในวันหรือก่อนวันสืบพยานว่าตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป และหากจำเลยที่ 3 ได้ขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป มาตรา 201 วรรคสอง ก็กำหนดให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 205 ถึงมาตรา 209 เดิม ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษโดยเฉพาะของวิธีพิจารณาวิสามัญ อันว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากกระบวนวิธีพิจารณาสามัญ ดังนั้น การที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นกลับดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างวิธีพิจารณาสามัญ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบที่เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการปฏิบัติผิดระเบียบนั้นร้องขอ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขการที่คู่ความจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบว่า "ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่ หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ" เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 3 ได้ทราบเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบในวันที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาคือวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 นั้นแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ก็หาได้คัดค้านหรือร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันดังกล่าวไม่ แต่กลับนำตัวจำเลยที่ 3 เข้าเบิกความจนจบคำซักถาม และต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 3 ก็เพียงแต่ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 201 วรรคสอง แต่ก็หาได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวไม่ คงเพียงแต่ยื่นคำแถลงโต้แย้งไว้ ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเพียงการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อจะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไปตามมาตรา 226 (2) เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 27 วรรคสอง อีกทั้งจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการพิจารณาต่อไปหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีการ้องขอให้ศาลสูงมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นว่านี้ได้อีก

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (10) ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 27 วรรคสอง ม. 197 วรรคสอง (เดิม) ม. 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 201 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกมนัส รัศมี
จำเลย — นายวิชาญ ริ้วทองชุ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597/2548
#272406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่โจทก์ชำระแทนให้แก่จำเลยไป จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าหรือนับแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าเมื่อปี 2535 หรือพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือนับแต่วันที่จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า หรือนับแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าเมื่อปี 2535 หรือเกินกำหนด 5 ปี ในการใช้สิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ คำให้การของจำเลยดังกล่าวมิได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องอายุความหนี้ค่าไฟฟ้า จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความหนี้ค่าไฟฟ้า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยฎีกาต่อมาอีกก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าเลขที่ 161 ชั้น 6 ซอยหน้าวัง ถนนเจริญกรุง 3 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องเช่าคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้เงินเป็นค่าเสียหายจำนวน 296,498.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าเสียหายวันละ 500 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากห้องพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องพิพาทพร้อมกับส่งมอบห้องดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่โจทก์ชำระแทนให้แก่จำเลยไป จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความในคำให้การข้อ 5 ว่า โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าเมื่อกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่จำเลยได้ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า หรือรับแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าเมื่อปี 2535 หรือพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือนับแต่วันที่จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าหรือนับแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าเมื่อปี 2535 หรือเกินกำหนด 5 ปี ในการใช้สิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ คำให้การของจำเลยดังกล่าวมิได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องอายุความหนี้ค่าไฟฟ้า จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความหนี้ค่าไฟฟ้า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยฎีกาต่อมาอีกก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหพันธกิจก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — นายพัด สุขวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2548
#268230
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเอาที่ดินของจำเลยมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินมือเปล่าซึ่งเป็นที่สวนของโจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองได้คนละครึ่ง โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า ไม่ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกับน้องสาวของจำเลยแต่ต่อมาได้ยกเลิกสัญญากันและน้องสาวได้นำที่ดินแปลงที่จะแลกเปลี่ยนไปออกเป็นโฉนดของน้องสาวเองแล้ว โจทก์ที่ 1 เข้าอยู่อาศัยโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ตามคำฟ้องมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้แย่งการครอบครองเกิน 1 ปี ดังนั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 แย่งการครอบครองจากจำเลยเพราะจำเลยไม่ฟ้องเอาคืนภายใน 1 ปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยเมื่อเดือนมีนาคม 2533 จำเลยทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยตกลงแลกเปลี่ยนรับเอาที่ดินมือเปล่าซึ่งเป็นที่สวนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ส่วนโจทก์ทั้งสองได้ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5461 (ที่ถูก 4501) ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา โดยให้โจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเท่ากัน โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ประมาณเดือนกันยายน 2539 โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชย์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5461 (ที่ถูก 4501) ตำบลสังเม็ก (ปัจจุบันตำบลเวียงเหนือ) อำเภกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากสูญหายหรือถูกทำลาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ออกใบแทนให้โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวและแบ่งแยกให้โจทก์ทั้งสองภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ตามฟ้อง เมื่อปี 2533 จำเลยเคยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. เลขที่ 5461 (ที่ถูก 4501) ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ของจำเลยกับน้องสาวแต่ไม่ได้ส่งมอบเปลี่ยนแปลงการครอบครองระหว่างกัน ต่อมาปี 2534 จำเลยกับน้องสาวได้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว และน้องสาวผู้มีชื่อได้นำที่ดินที่จะแลกเปลี่ยนไปออกโฉนดเป็นชื่อน้องสาวผู้มีชื่อแล้ว โจทก์ครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4501 ตำบลสังเม็ก (เวียงเหนือ) อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งในสองส่วน คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,600 บาท คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินให้แก่จำเลย

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ที่พิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันตามเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยต้องโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามเอกสาร จ.2 ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวนเนื้อที่กึ่งหนึ่งตามสัญญาแลกเปลี่ยนเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า พยานโจทก์ที่ 1 ทุกปากล้วนเบิกความว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่พิพาทตั้งแต่ก่อนตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 และได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยไม่เคยโต้แย้งหรือบอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่พิพาท โจทก์ที่ 1 ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1375 ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) นั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยเอาที่ดินของจำเลยมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินมือเปล่าซึ่งเป็นที่สวนของโจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองได้คนละครึ่งเท่ากัน โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า ไม่ได้ตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกับน้องสาวของจำเลยแต่ต่อมาได้ยกเลิกสัญญากันและน้องสาวของจำเลยได้นำที่ดินแปลงที่จะแลกเปลี่ยนไปออกเป็นโฉนดของน้องสาวจำเลยเองแล้ว โจทก์ที่ 1 เข้าอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยเพราะจำเลยสงสารโจทก์ที่ 1 ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้แย่งการครอบครองจากจำเลยเกิน 1 ปี ดังนั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองและโจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและโจทก์ที่ 1 แย่งการครอบครองจากจำเลยเพราะจำเลยไม่ฟ้องเอาคืนภายใน 1 ปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแต่อย่างใด จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 142 (2) ตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกามา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมาจากทุนทรัพย์ 40,000 บาท เมื่อโจทก์ที่ 2 ถอนฟ้องทุนทรัพย์พิพาทของโจทก์ที่ 1 จึงมีเพียง 20,000 บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงมีเพียงชั้นละ 20,000 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ที่ 1 ชำระเกินมา"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินแก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันทา ยวนพันธ์ฯ กับพวก
จำเลย — นายบุญมี ยวนพันธ์ฯ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2548
#266347
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้เฉพาะแต่บางส่วน หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยอุทธรณ์ขอให้จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เป็นการยื่นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยเสียค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งมา จึงต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญาขายลดเช็ค ถ้าหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความ 35,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 5 เมษายน 2547

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง คืนค่าคำร้อง 200 บาท ให้จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 แต่จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 จึงเกินกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เป็นการยื่นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 3 เสียค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งมาจึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งหมด

พิพากษายืน ให้คืนค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 155 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกศล บุญนวสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมพล อรุณรัตนมุขย์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2548
#268198
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วนได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสีย่ค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความ 35,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 5 เมษายน 2547

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง คืนค่าคำร้อง 200 บาท ให้จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 แต่จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 จึงเกินกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เป็นการยื่นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 3 เสียค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งมาจึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งหมด"

พิพากษายืนให้คืนค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกศล บุญนวสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2548
#272161
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้เฉพาะแต่บางส่วน หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยอุทธรณ์ขอให้จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เป็นการยื่นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยเสียค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งมา จึงต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 6,724,875.26 บาท ตามสัญญาขายลดเช็ค 3,380,480 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 5 เมษายน 2547

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง คืนค่าคำร้อง 200 บาท ให้จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล 1 ใน 2 ส่วนตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 แต่จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 จึงเกินกำหนดระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เป็นการยื่นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 3 เสียค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งมาจึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งหมด"

พิพากษายืน ให้คืนค่าคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและค่าคำร้องฎีกาคำสั่งทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 155 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกศล บุญนวสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2548
#266467
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ จำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ แต่ก็มีข้อสัญญาพิเศษว่า จำเลยร่วมจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อจำเลยร่วมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์ต่อจำเลยที่ 2 เพราะเป็นกรณีซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ต้องใช้เงินจำนวนที่จำเลยร่วมได้จ่ายไปคืนให้แก่จำเลยร่วม ซึ่งมีความหมายว่า กรณีที่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันเกิดจากการขับขี่ของบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แล้วไปไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ไม่เกินวงเงินประกันที่จำกัดความรับผิดไว้

เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันโดยจำเลยที่ 2 แยกยื่นอุทธรณ์อีกฉบับต่างหาก จึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี แต่มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องให้รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งเป็นความรับผิดในมูลละเมิดโดยผลของกฎหมาย ส่วนจำเลยร่วมถูกจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งเป็นความรับผิดในมูลสัญญา ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และความรับผิดของจำเลยร่วมจึงแตกต่างกัน มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย

การวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และเพื่อเป็นประกันการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้น จะบังคับชำระเอาทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางไม่ได้ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดี จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวาง และหากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่วางไว้คืนได้ ซึ่งจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิขอเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืนไปแล้วด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อน ไม่ขัดต่อมาตรา 229 และ 162 คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 745,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองในต้นเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยร่วม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัย แม้การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถใด ๆ หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้ว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจะมีข้อยกเว้นทั่วไประบุว่า การประกันภัยจะไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ แต่ก็มีข้อสัญญาพิเศษว่า "ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง บริษัท (จำเลยร่วม) จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย (จำเลยที่ 2) เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก เพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย หรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะเป็นกรณีซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้เอาประกันภัยต้องใช้เงินจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้แก่บริษัท" ซึ่งมีความหมายว่า กรณีที่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันเกิดจากการขับขี่ของบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แล้วไปไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เกินวงเงินประกันที่จำกัดความรับผิดไว้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยจะต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เต็มจำนวน หรือวางบางส่วนโดยหักค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันและร่วมกันวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ โดยแยกยื่นอุทธรณ์คนละฉบับกันเช่นนี้ จึงต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คือ ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกัน แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งเป็นความรับผิดในมูลละเมิดโดยผลของกฎหมาย ส่วนจำเลยร่วมถูกจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งเป็นความรับผิดในมูลสัญญา ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และความรับผิดของจำเลยร่วมจึงแตกต่างกัน มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมเท่ากับจำนวนในคำพิพากษาโดยไม่ยอมให้หักค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่จำเลยร่วมชำระไว้แล้วออก จึงเป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเกินกว่าที่จำเลยร่วมจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 229 มาตรา 59 และมาตรา 162 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2500 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1502/2520 นั้น เห็นว่า การวางเงินค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 นั้น เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และเพื่อเป็นประกันการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้น จะบังคับชำระเอาทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางไม่ได้ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดี จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวาง และหากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่วางไว้คืนได้ ซึ่งจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิขอเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืนไปแล้วด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อน ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 229 และมาตรา 162 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,500 บาท แก่โจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 745,000 บาท จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจำนวน 372,500 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 9,312.50 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาจำนวน 18,625 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 9,312.50 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 9,312.50 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 142 (6) ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารี บรินี
จำเลย — นายสุธรรม มุกทอง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2548
#268191
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) ที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ได้จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีด้วย การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทในการทำละเมิด ย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีเป็นธรรมดา และฝ่ายจำเลยก็ได้ดำเนินคดีไปตามข้อต่อสู้และสิทธิของตน โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินคดีไปโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ฝ่ายจำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 จึงสมควรแล้ว

ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.12 การยกเว้นทั่วไประบุว่าการประกันภัยตามข้อ 2.1 หรือข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 2.12.6 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใดๆ ฯลฯ แต่ก็มีข้อสัญญาพิเศษในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.13 ระบุว่า "ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง บริษัท (จำเลยร่วม) จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย (จำเลยที่ 2) หรือข้อ 2.12 หรือเงื่อนไขทั่วไป เว้นแต่ข้อ 1.2 เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อ 2.1 หรือ 2.2 เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้นซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้เอาประกันภัยต้องใช้เงินจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัทภายใน 7 วัน" ซึ่งมีความหมายว่า กรณีที่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันเกิดจากการขับขี่ของบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใดๆ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แล้วไปไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 2 ต่อไป ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกินวงเงินประกันที่จำกัดความรับผิด

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์จะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมแยกยื่นอุทธรณ์คนละฉบับกัน แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นจำเลยร่วม แต่มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ความรับผิดจึงแตกต่างกัน เพราะจำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิด ส่วนจำเลยร่วมรับผิดในมูลสัญญา ซึ่งอาจจะไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่เท่ากัน โดยเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาประกันภัยก็ได้ มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย

การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้น จะบังคับชำระเอาเงินค่าธรรมเนียมทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางหาได้ไม่ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดี จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวางไว้ได้ นอกจากนี้หากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าธรรมเนียมที่วางไว้คืนได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจิโอร์ ตาโน่ หรือยอร์ตาโน บรินี ผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 30 - 1291 ภูเก็ต 86 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนราษฎร์อุทิศจากสี่แยกโรงเรียนใสน้ำเย็นมุ่งหน้าไปทางแยกถนนราษฎร์อุทิศตัดกับซอยบางลา ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อถึงบริเวณปากซอยซันเซ็ทได้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ซึ่งขับออกจากซอยซันเซ็ทเข้าสู่ถนนราษฎร์อุทิศเลี้ยวขวาไปทางสี่แยกโรงเรียนใสน้ำเย็น เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นค่าปลงศพจำนวน 55,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี จำนวน 2,400,000 บาท ค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่ต้องสูญเสียสามีจำนวน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายที่ผู้ตายทำงานมีเงินได้ปีละไม่น้อยกว่า 18,892,111 ลีริ์อิตาลี เป็นเงินไทย ไม่น้อยกว่า 314,867 บาท เป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 3,148,670 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายทั้งหมดเพียง 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 30-1291 ภูเก็ต 86 และเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ไปใช้ส่วนตัวในวันหยุดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วยความระมัดระวังมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด แต่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทอย่างร้ายแรงเนื่องจากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในขณะมีอาการมึนเมา และขับด้วยความเร็วตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ขับรถชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ผู้ตายและโจทก์ไม่ได้ทำงานมีรายได้ โจทก์เรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 10 ปี นานเกินไป โจทก์เรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถ ผิดเงื่อนไขสัญญาประกันภัย จำเลยร่วมจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2534 แล้ว โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอีก จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายประมาทและขับรถยนต์ไปนอกทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิด ค่าปลงศพไม่เกิน 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ค่าขาดรายได้ในอนาคตปีละไม่เกิน 100,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน จำเลยร่วมรับผิดตามสัญญาประกันภัยไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 745,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองในต้นเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยร่วมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 หรืออัตราร้อยละ 12 ต่อปี แม้ว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ได้ก็ตาม แต่จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีด้วย คดีนี้ผู้ตายมีส่วนประมาทในการทำละเมิด ย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีเป็นธรรมดา และฝ่ายจำเลยก็ได้ดำเนินคดีไปตามข้อต่อสู้และสิทธิของตน โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินคดีไปโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ฝ่ายจำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 จึงสมควรแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยแม้การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถใดๆ หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จล.2 ข้อ 2.1 จำเลยร่วมจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ฯลฯ แม้ว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจะมีข้อ 2.12 การยกเว้นทั่วไประบุว่า การประกันภัยตามข้อ 2.1 หรือข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 2.12.6 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใดๆ ฯลฯ แต่ก็มีข้อสัญญาพิเศษในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.13 ระบุว่า "ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง บริษัท (จำเลยร่วม) จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย (จำเลยที่ 2) หรือข้อ 2.12 หรือเงื่อนไขทั่วไป เว้นแต่ข้อ 1.2 เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อ 2.1 หรือ 2.2 เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย หรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้นซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้เอาประกันภัยต้องใช้เงินจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนในบริษัทภายใน 7 วัน" ซึ่งมีความหมายว่ากรณีที่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันเกิดจากการขับขี่ของบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ใดๆ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แล้วไปไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 2 ต่อไป ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในค่าเสียหายจำนวน 372,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งไม่เกินวงเงินประกันที่จำกัดความรับผิดไว้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยจะต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เต็มจำนวน หรือวางบางส่วนโดยหักค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาล พร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจึงเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กล่าวคือคู่ความที่ยื่นอุทธรณ์จะต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันและร่วมกันวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ โดยแยกยื่นอุทธรณ์คนละฉบับกันเช่นนี้ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คือ ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยร่วมถูกจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และความรับผิดของจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุจึงแตกต่างกัน เพราะจำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิดโดยผลของกฎหมาย ส่วนจำเลยร่วมรับผิดในมูลสัญญา ซึ่งอาจจะไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่เท่ากันโดยเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาประกันภัยก็ได้ มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมเท่ากับจำนวนในคำพิพากษาโดยไม่ยอมให้หักค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่จำเลยร่วมชำระไว้แล้วออก จึงเป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเกินกว่าที่จำเลยร่วมจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มาตรา 59 และ มาตรา 162 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2500 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1502/2520 นั้น เห็นว่า การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และเพื่อเป็นประกันการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้นจะบังคับชำระเอาทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางหาได้ไม่ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดีจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวางไว้ได้ นอกจากนี้หากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่วางไว้คืนได้ ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิขอเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืนไปแล้วด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อนและไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จำเลยที่ 2 อ้างมา ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,500 บาท แก่โจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 745,000 บาท จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจำนวน 372,500 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 9,312.50 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาจำนวน 18,625 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 9,312.50 บาท แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 9,312.50 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 142 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารี บรินี
จำเลย — นายสุธรรม มุกทอง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมคักดิ์ เนตรมัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2548
#272384
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าในการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่ฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) กำหนดให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ได้ต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีด้วย เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทในการทำละเมิด ย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีและฝ่ายจำเลยก็ได้ดำเนินคดีไปตามข้อต่อสู้และสิทธิของตน โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินคดีไปโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 จึงสมควรแล้ว

เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันโดยจำเลยที่ 2 แยกยื่นอุทธรณ์อีกฉบับต่างหาก จึงต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี แต่มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องให้รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งเป็นความรับผิดในมูลละเมิดโดยผลของกฎหมาย ส่วนจำเลยร่วมถูกจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งเป็นความรับผิดในมูลสัญญา ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และความรับผิดของจำเลยร่วมจึงแตกต่างกัน มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย

การวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์และเพื่อเป็นประกันการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้น จะบังคับชำระเอาทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางไม่ได้ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดี จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวาง และหากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่วางไว้คืนได้ ซึ่งจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิขอเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืนไปแล้วด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อน ไม่ขัดต่อมาตรา 229 และ 162

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 745,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองในต้นเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยร่วม

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 30 - 1291 ภูเก็ต 86 จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้คันดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2539 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้คันดังกล่าวไปตามถนนราษฎร์อุทิศจากทางสี่แยกโรงเรียนใสน้ำเย็นมุ่งหน้าไปทางแยกซอยบางลาในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อถึงบริเวณปากซอยซันเซ็ทนายจิโอร์ดาโน่หรือยอร์ดาโน บรินี ผู้ตายได้ขับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ออกจากซอยซันเซ็ทแล่นผ่านหน้ารถยนต์ตู้ที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพื่อจะเลี้ยวขวาไปทางสี่แยกโรงเรียนใสน้ำเย็นเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกันและผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 หรือผู้ตาย เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 163/2540 ของศาลชั้นต้น แม้ว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้นดังกล่าวที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 หรืออัตราร้อยละ 12 ต่อปี แม้ว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ได้ก็ตาม แต่จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีด้วย คดีนี้ผู้ตายมีส่วนประมาทในการทำละเมิดย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีเป็นธรรมดาและฝ่ายจำเลยก็ได้ดำเนินคดีไปตามข้อต่อสู้และสิทธิของตน โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินคดีไปโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ฝ่ายจำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 จึงสมควรแล้วฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยจะต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เต็มจำนวนหรือวางบางส่วนโดยหักค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันและร่วมกันวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์โดยแยกยื่นอุทธรณ์คนละฉบับกันเช่นนี้ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คือ ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกันแต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ห้ามมิให้โจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำรหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยร่วมถูกจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และความรับผิดของจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุจึงแตกต่างกัน เพราะจำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิดโดยผลของกฎหมาย ส่วนจำเลยร่วมรับผิดในมูลสัญญาซึ่งอาจจะไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่เท่ากันโดยเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาประกันภัยก็ได้ มูลความแห่งคดีมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเต็มจำนวนที่ตนจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมเท่ากับจำนวนในคำพิพากษาโดยไม่ยอมให้หักค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่จำเลยร่วมชำระไว้แล้วออก จึงเป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเกินกว่าที่จำเลยร่วมจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มาตรา 59 และมาตรา 162 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2500 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1502/2520 นั้น เห็นว่า การวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 นั้น เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และเพื่อเป็นประกันการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์มิใช่เป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ย่อมบังคับชำระหนี้ได้เพียงจำนวนตามคำพิพากษาเท่านั้น จะบังคับชำระเอาทั้งหมดตามที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมวางหาได้ไม่ เงินค่าธรรมเนียมส่วนที่วางเกินหรือเหลือจากการบังคับคดี จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมย่อมขอคืนตามส่วนที่ตนวางไว้ได้ นอกจากนี้หากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ย่อมขอเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่วางไว้คืนได้ ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิขอเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืนไปแล้วด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางให้ครบถ้วนโดยไม่ยอมให้หักเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่จำเลยร่วมวางไว้แล้วนั้น จึงไม่เป็นการให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 จะต้องใช้ให้แก่โจทก์หรือเป็นการวางเงินซ้ำซ้อนและไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จำเลยที่ 2 อ้างมา ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 142 (6) ม. 229
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารี บรินี
จำเลย — นายสุธรรม มุกทอง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5577/2548
#268154
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นเจ้าของคนใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม ท่านว่าเจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน" การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นเงินภาษีค้างชำระ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 โอนให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นทอดๆ ไป ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงตกอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ อันต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีค้างร่วมกันกับจำเลยที่ 1 โดยมิพักต้องคำนึงว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้มีขึ้นก่อนหรือภายหลังจากครบกำหนด 4 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 514/10 หมู่ที่ 10 ถนนทัพพระยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี สภาพโรงเรือนเป็นโรงแรมให้เช่าพักอาศัย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2535 และ 2536 สำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ทำการตรวจสอบอาคารโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างแล้วได้คำนวณกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน สำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 สำหรับปีภาษี 2535 เป็นค่ารายปี 1,335,600 บาท และค่าภาษี 166,950 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2535 และ 2536 ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเป็นเงิน 333,900 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาปลัดเมืองพัทยาได้ชี้ขาดให้ประเมินค่ารายปีปีภาษี 2535 จำนวน 1,116,600 บาท ค่าภาษี 139,575 บาท ปีภาษี 2536 ค่ารายปี 1,116,600 บาท ค่าภาษี 139,575 บาท รวมเป็นค่าภาษีของปี 2535 และ 2536 เป็นเงินทั้งสิ้น 279,150 บาท โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 รับทราบคำชี้ขาดและให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าภาษีจำนวน 279,150 บาท ไปชำระให้แก่โจทก์หลายครั้งแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าภาษีไปชำระให้แก่โจทก์เกินกว่า 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด จึงเป็นภาษีค้างชำระ และจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีเกินกว่า 3 เดือน จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของค่าภาษีค้างชำระ คิดเป็นเงินเพิ่ม 27,915 บาท รวมกับค่าภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 279,150 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 307,065 บาท ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 ได้โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 3 ได้โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 โดยที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวข้างต้นอยู่ในขณะโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม รวม 307,065 บาท แก่โจทก์ โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 307,065 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่มีค่าภาษีค้างเมื่อพ้นกำหนด 4 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งความการประเมิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติ มาตรา 45 ในอันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระค่าภาษีที่ค้างดังกล่าว ขอให้ยกคำฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า หนี้ภาษีดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นไว้กับโจทก์และมูลหนี้มีอยู่ก่อนวันที่จำเลยที่ 4 จะมารับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 307,065 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 514/10 หมู่ที่ 10 ถนนทัพพระยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2535 และ 2536 โดยระบุว่าเป็นโรงแรม เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินค่ารายปีของโรงแรม สระว่ายน้ำ และห้องอาหารรวม 1,335,600 บาท คิดเป็นค่าภาษี 166,950 บาท เท่ากับทั้งสองปีภาษีตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 ถึง 7 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาปลัดเมืองพัทยามีคำชี้ขาดให้ประเมินค่ารายปีปีละ 1,116,600 บาท และค่าภาษีปีละ 139,575 บาท ตามคำร้องและคำสั่งเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11 รวมเป็นค่าภาษีของปีภาษี 2535 และ 2536 เป็นเงิน 279,150 บาท โจทก์แจ้งคำชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าภาษีไปชำระแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้แจง จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีเกินกว่า 3 เดือน จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของค่าภาษีค้างชำระ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 43 คิดเป็นเงินเพิ่ม 27,915 บาท รวมกับค่าภาษีที่ค้างชำระจำนวน 279,150 บาท เป็นค่าภาษีรวม 307,065 บาท ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 3 โอนที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีค้างจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า คำว่า เจ้าของคนเก่าและคนใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หมายถึง บุคคลที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในขณะที่ยังมีภาษีค้างอยู่และยังไม่พ้นกำหนด 4 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 เท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีค้างนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นเจ้าของคนใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม ท่านว่าเจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน" เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินจึงเป็นเงินภาษีค้างชำระ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 โอนให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นทอดๆ ไป ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงตกอยู่ฐานะเป็นเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ อันต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีค้างร่วมกันกับจำเลยที่ 1 โดยมิพักต้องคำนึงว่า การโอนกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้มีขึ้นก่อนหรือภายหลังจากครบกำหนด 4 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 38 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — บริษัทไชนีสอินเตอร์เนชั่นแนลยูไนเต็ด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5576/2548
#266273
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนฯ ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน มหาวิทยาลัยโจทก์มีกำไรจากการดำเนินกิจการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในปี 2545 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ โจทก์มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 300 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าเป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นกิจการสาธารณะ ทั้งโจทก์ยังนำเอาอาคารเรียนไปให้บุคคลภายนอกเช่าทำเป็นศูนย์การค้า มีร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านแว่นตา ร้านถ่ายรูป ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเห็นได้ว่าอาคารของโจทก์มิได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม ภ.ร.ด. 8 เล่มที่ 4/45 เลขที่ 79 และ 80 ลงวันที่ 26 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยชี้ขาดตามใบชี้ขาดเลขที่ สป 73001/1020 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินค่าภาษีจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 หรือไม่ ข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินเนื่องจากเป็นโรงเรียนสาธารณะที่มิได้มุ่งแสวงหากำไรส่วนบุคคล เห็นว่า ตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 นั้น ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้นที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าการได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือต้องเป็นทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้ทรัพย์สินนั้นในการศึกษาโดยเฉพาะเท่านั้น กรณีของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรจากการดำเนินกิจการมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเพิ่มสูงขึ้นทุกปี งบรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของโจทก์ในปี 2545 มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายกว่า 700,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าปี 2544 ถึง 300,000,000 บาท แสดงให้เห็นว่าเป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคลมากกว่าที่จะเป็นกิจการเพื่อสาธารณะ เพราะถ้าเป็นกิจการเพื่อสาธารณะแล้วก็ไม่ควรจะแสวงหากำไรมากมายถึงขนาดนั้น อีกทั้งโจทก์ยังใช้สถานที่ดังกล่าวแสวงหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาโดยนำเอาอาคารสถานที่ไปให้บุคคลภายนอกเช่าทำเป็นศูนย์การค้ามีร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านแว่นตา ร้านถ่ายรูป ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเห็นได้ว่าอาคารของโจทก์มิได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาเพียงอย่างเดียว ฟังได้ว่ากิจการของโจทก์เป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายเกี่ยวกับการประเมินนั้น เห็นว่า ตามรายละเอียดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีโดยคิดคำนวณจากค่าเช่าเฉลี่ยจากอัตราที่โจทก์ให้เช่าพื้นที่ ประกอบกับราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่กำหนดขึ้นตามหนังสือแนะนำของกระทรวงมหาดไทย จึงได้ค่ารายปีตามแบบ ภ.ร.ด. 2 เลขที่ 472/2545 เป็นค่ารายปี 28,295,472 บาท และตาม ภ.ร.ด. 2 เลขที่ 473/2545 เป็นค่ารายปี 51,188,688 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้กำหนดลดค่ารายปีลงให้โจทก์อีก ทั้งนี้ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของสถานการศึกษาเอกชนอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์โดยลดลงเหลือค่ารายปีเป็น 24,000,000 บาท เป็นค่าภาษี 3,000,000 บาท และค่ารายปี 48,000,000 บาท ค่าภาษี 6,000,000 บาท ตามลำดับ จึงเป็นการจัดเก็บภาษีด้วยความเป็นธรรม การประเมินของเจ้าพนักงานและคำชี้ขาดดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5576/2548
#272159
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนฯ ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน มหาวิทยาลัยโจทก์มีกำไรจากการดำเนินกิจการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในปี 2545 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการโจทก์มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย 700 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 300 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าเป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นกิจการสาธารณะ ทั้งโจทก์ยังนำเอาอาคารเรียนไปให้บุคคลภายนอกเช่าทำเป็นศูนย์การค้า มีร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านแว่นตา ร้านถ่ายรูป ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเห็นได้ว่าอาคารของโจทก์มิได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินค่าภาษีจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการก่อตั้งและดำเนินการบริหารงานโดยมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เดิมได้รับอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยเอกชนจากกระทรวงศึกษาธิการใช้ชื่อว่า วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจในปี 2515 ต่อมาปี 2533 ได้รับอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนประเภทเป็นมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีนายประทีป ม. โกมลมาศ ซึ่งเป็นนักบวชของมูลนิธิเป็นผู้บริหาร ปัจจุบันมีนายบัญชา แสงหิรัญ เป็นอธิการบดี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยอนุญาตให้โจทก์จัดตั้งวิทยาเขตบางนา ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 26 ถนนบางนา-ตราด ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี (กิ่งอำเภอบางเสาธง) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อก่อสร้างวิทยาเขตบางนาแล้วเสร็จ ทางราชการได้ออกเลขสำมะโนครัวเลขที่ 88/1-3 หมู่ที่ 8 ตำบลบางเสาธง กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีจำเลยที่ 2 เป็นสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และมีจำเลยที่ 3 เป็นคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา 43, 44 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2538 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คือนายพยอม ผ่องชมภู กรรมการบริหาร เป็นประธานกรรมการ นางสาวสุชาดา หงษ์จร ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง เป็นกรรมการ นายจักรพงษ์ ปทุมไกยะ ปลัดอำเภอบางเสาธง เป็นกรรมการ นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ตรวจราชการท้องถิ่น เป็นกรรมการ นายอำพล ขั้วแย้ม ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ และนางสาวนพวรรณ ลัดพลี หัวหน้าส่วนการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบ และเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาให้ความเห็นอื่นๆ ตามที่ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมายอันเกี่ยวด้วยการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยมีนายเกษม แซ่ลี้ ประธานกรรมการบริหาร นายชิน อ่ำชิต กรรมการบริหาร และนายพยอม ผ่องชมภู กรรมการบริหารเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545 จำเลยทั้งสามได้มีใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มายังโจทก์ผู้รับประเมินภาษีโรงเรือน จำนวน 2 รายการ โดยให้นำเงินไปชำระต่อจำเลยที่ 1 ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการ คือทรัพย์สินประเภทศูนย์การค้า โรงอาหาร ค่ารายปี 24,000,000 บาท ค่าภาษี 3,000,000 บาทและทรัพย์สินประเภทหอพัก ค่ารายปี 48,000,000 บาท ค่าภาษี 6,000,000 บาท โจทก์ไม่พอใจกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยทั้งสามได้ประเมินไว้ดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 โจทก์ได้ร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25, 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เพราะจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์จ่ายภาษีและประเมินภาษีไม่ถูกต้อง และเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนตามใบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยทั้งสามที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้พิจารณาคำร้องของโจทก์แล้วไม่อยู่ในข่ายที่จะได้การยกเว้นภาษีโรงเรืองและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่อย่างใด โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินไม่ถูกต้อง พื้นที่ประเมินไม่ถูกต้อง ทรัพย์สินจำพวกกลุ่มร้านค้า โรงอาหารและหอพักประเมินกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับศูนย์การค้า โรงอาหารของโจทก์ ณ วิทยาเขตบางนา พื้นที่ภายในอาคาร 38 ชั้น เฉพาะชั้นที่ 1 บางส่วน เนื้อที่ 3,460 ตารางเมตร และพื้นที่ชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัย 3 หลัง เนื้อที่ 5,916 ตารางเมตร นั้น ก่อนที่โจทก์จะดำเนินการโจทก์ได้ขออนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ประกอบการภายนอกได้เช่าขายอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องจากสถานที่ตั้งของโครงการอยู่ห่างจากถนนบางนา-ตราด เข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ทำให้ยากต่อการเดินทางเพื่อซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ อีกทั้งพื้นที่บริเวณในระยะรัศมี 5 กิโลเมตร โดยรอบมหาวิทยาลัยไม่มีชุมชนและส่วนบริการดังกล่าวที่ดีไว้รองรับ ทบวงมหาวิทยาลัยโดยคณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนพิจารณาแล้วมีมติให้ความเห็นชอบให้โจทก์นำพื้นที่บางส่วนของชั้นที่ 1 ของอาคาร 38 ชั้น จำนวน 3,460 ตารางเมตร และพื้นที่ชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัย 3 หลังจำนวน 5,916 ตารางเมตร ให้ผู้ประกอบการภายนอกเช่าเพื่อให้บริการด้านอุปโภคบริโภคแก่อาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา สำหรับเรื่องการเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าของโจทก์ขณะใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ" นั้น อธิบดีกรมสรรพากรได้มีหนังสือรับรองว่าได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร และโจทก์ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามบทนิยามในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อผู้เช่าจ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด พื้นที่ทั้งหมดที่โจทก์ขออนุญาตทบวงมหาวิทยาลัยจำนวน 9,376 ตารางเมตร โจทก์จัดแบ่งพื้นที่ให้เช่าเป็นบางส่วนจำนวนเนื้อที่ 1,273.93 ตารางเมตร และส่วนที่เหลือก็เป็นพื้นที่ว่างเปล่าเป็นเนื้อที่ 8,102.07 ตารางเมตร เพื่อใช้สอยโดยมิได้รับค่าตอบแทนใดๆ กลุ่มร้านอาหาร โรงอาหารดังกล่าวไม่มีรายได้ถึง 24,000,000 บาท ถ้าคำนวณตามความเป็นจริงแล้วมีค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 327,888.40 บาท หากจำต้องเสียภาษีก็มีค่ารายปีไม่มากดังที่จำเลยทั้งสามประเมิน จำเลยทั้งสามกำหนดรายได้หรือค่ารายปีที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ไม่ได้คิดค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรตามแนวทางการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและก็ไม่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0307/ว 2393 ลงวันที่ 10 กันยายน 2536 รายได้ที่พึงได้รับจากค่าเช่านำไปชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษาสถานที่ ค่าอุปกรณ์การศึกษา และอื่นๆ ก็ไม่พอเพียง โจทก์มิได้ดำเนินการเพื่อแสวงหาเป็นการค้ากำไรแต่อย่างใด สำหรับอาคารที่พักอาศัย 3 หลัง คือ อาคารหอพักชาย (King Solomon) อาคารหอพักหญิง (Queen of Sheha) นั้น โจทก์ได้อำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาชายหญิงที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดได้เช่าพักอาศัยเฉพาะในระหว่างเปิดการเรียนการสอนตลอดจนให้เจ้าหน้าที่ อาจารย์ นักบวชของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยพักอาศัยในระหว่างเปิดการเรียนการสอน ค่าเช่าที่พึงได้รับก็เพื่อนำไปใช้จ่ายค่าก่อสร้างอาคารหอพักที่นำเงินมาก่อสร้างที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของโจทก์อันมิได้แสวงหาผลกำไร ส่วนอาคาร King David นั้น แม้จะมีจำนวนห้องใช้สอยจำนวนมาก แต่ก็ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ก็เพียงใช้สำหรับให้อาจารย์เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตลอดจนอาจารย์ต่างชาติพักอาศัยในโอกาสต่อไปในอนาคตหาได้รับค่าใช้สถานที่เป็นประจำแต่อย่างใดไม่ ทรัพย์สินของโจทก์ประเภทหอพักก็มิได้แสวงหาผลกำไรแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสามประเมินภาษีในทรัพย์สินหอพักว่ามีค่ารายปี 48,000,000 บาท สูงเกินกว่าความเป็นจริงและไม่เป็นธรรม จึงไม่ถูกต้องทั้งหลักเกณฑ์และเหตุผล เพราะมีการใช้สอยไม่เต็มทุกห้องและไม่แน่นอนเสมอไป และห้องพักของนักบวชของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยก็ไม่มีการเรียกเก็บค่าที่พัก การที่โจทก์ดำเนินการบริหารสถาบันการศึกษาดังกล่าวนั้น เป็นการดำเนินการที่ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนสาธารณะเป็นสถาบันอุดมศึกษาสาธารณะที่มิได้มุ่งแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคล รายได้ที่พึงได้รับจากค่าเช่าพื้นที่กลุ่มร้านค้า โรงอาหาร และหอพักนอกจากได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าแล้ว ก็ได้นำมาใช้จ่ายเป็นค่าอุปกรณ์การศึกษาที่นับว่ามีราคาสูง ค่าสถานที่อาคารต่างๆ ที่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาก่อสร้าง ค่าบุคลากรต่างๆ ค่าสาธารณูปโภค ค่าพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนค่าครุภันฑ์ ค่าซ่อมแซมอาคารและสถานที่ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ชำรุดเสียหาย ทุนการศึกษา ตลอดจนก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของสถาบันถึงกับต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาก่อสร้าง สำหรับรายได้ที่มีมากกว่าค่าใช้จ่ายตามที่ได้แจ้งงบดุลในระหว่างปี 2537 ถึง 2541 ซึ่งตามความในมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ระบุว่าเมื่อสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย เงินจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต้องนำกลับมาลงทุนในสถาบัน ส่วนที่เหลือถึงจะปันผลคืนผู้รับใบอนุญาต ซึ่งกรณีของโจทก์ไม่เคยมีการปันผลเงินคืนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตคือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยเลย กิจการกลุ่มร้านค้า โรงอาหาร และหอพัก จึงอยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3)

จำเลยทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2545 เพื่อให้เจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีและคิดคำนวณค่าภาษีเมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบทรัพย์สินอาคารสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์แจ้งไว้ตามแบบแสดงรายการ พบว่าอาคารเรียนเป็นตึก 38 ชั้น ชั้นล่างใช้เป็นศูนย์การค้าแบ่งเป็นห้องให้เช่าพื้นที่ทำการค้า ชั้นใต้ดินเป็นที่จอดรถ ตึกอาคารเรียน 4 ชั้น ใช้เป็นห้องเรียน ตึกอาคารหอประชุม 2 ชั้น อาคารโรงอาหาร 1 ชั้น ศูนย์ควบคุมอาคาร 6 ชั้น โบสถ์ 2 ชั้น ตึก 13 ชั้น 3 หลัง แต่ละหลังแบ่งเป็นห้องใช้สำหรับเป็นหอพักนักศึกษา อาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตั้งอยู่ในที่ดินของโจทก์มีพื้นที่ใช้อาคาร พื้นที่ต่อเนื่องกับอาคารใช้เป็นลานจอดรถ บ้านพักคนงานของบริษัทก่อสร้าง ส่วนหย่อม สนามกีฬา สนามเทนนิส หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้วจึงกำหนดค่ารายปีและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบ การพิจารณากำหนดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นจำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งดังกล่าวได้พิจารณาตามประกาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 85 โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะ ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับคล้ายคลึงกันในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการได้พิจารณากำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 34 ถึง 37 เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณากำหนดค่ารายปีของทรัพย์สินในกรณีที่ทรัพย์สินไม่มีค่าเช่าหรือค่าเช่าไม่สมควร โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีโดยไม่มีค่าเช่าทรัพย์สิน และทรัพย์สินนั้นไม่มีค่าเช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณากำหนดค่ารายปีและค่าภาษีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวและตามกฎหมายทุกประการแล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบ โจทก์ไม่พอใจการประเมินกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีตามที่แจ้งให้ทราบโดยโจทก์อ้างเหตุผลต่างๆ ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโดยเหตุที่โจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ไม่ได้ขอให้พิจารณาการประเมินค่ารายปีใหม่ว่าทรัพย์สินของโจทก์มีค่ารายปีเท่าใด ค่าภาษีเท่าใด โจทก์ใช้ทรัพย์สิน อาคารและที่ดินของโจทก์ในกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้ทำหอพักให้นักศึกษาเช่าอาคารและให้เช่าพื้นที่บางส่วนของอาคารในการประกอบกิจการทางธุรกิจของบุคคลอื่นด้วย ทรัพย์สินของโจทก์มิใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เสนอ และตามทางวินิจฉัยตอบข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 526/2543 บันทึกเรื่อง การเสียค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 76 ถึง 77 ที่จังหวัดสมุทรปราการได้แจ้งมาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 74 ถึง 75 จึงวินิจฉัยคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ว่าทรัพย์สินของโจทก์ไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือไม่ ข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินเนื่องจากเป็นโรงเรียนสาธารณะที่มิได้มุ่งแสวงหากำไรส่วนบุคคล เห็นว่า ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าการได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือต้องเป็นทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้ทรัพย์สินนั้นในการศึกษาโดยเฉพาะเท่านั้น กรณีของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรจากการดำเนินกิจการมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเพิ่มสูงขึ้นทุกปี งบรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 149 และ 150 ปรากฏว่าในปี 2545 โจทก์มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายกว่า 700,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าปี 2544 ถึง 300,000,000 บาท แสดงให้เห็นว่าเป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคลมากกว่าที่จะเป็นกิจการเพื่อสาธารณะเพราะถ้าเป็นกิจการเพื่อสาธารณะแล้วก็ไม่ควรจะแสวงหากำไรมากมายถึงขนาดนั้น อีกทั้งโจทก์ยังใช้สถานที่ดังกล่าวแสวงหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาโดยนำเอาอาคารสถานที่ไปให้บุคคลภายนอกเช่าทำเป็นศูนย์การค้า มีร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านแว่นตา ร้านถ่ายรูป ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเห็นได้ว่าอาคารของโจทก์มิได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาเพียงอย่างเดียว ฟังได้ว่ากิจการของโจทก์เป็นกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคลและมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายเกี่ยวกับการประเมินนั้น เห็นว่า ตามรายละเอียดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 12 ถึง 14 และ 18 ถึง 20 จำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีโดยคิดคำนวณจากค่าเช่าเฉลี่ยจากอัตราที่โจทก์ให้เช่าพื้นที่ ประกอบกับราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่กำหนดขึ้นตามหนังสือแนะนำของกระทรวงมหาดไทยจึงได้ค่ารายปีตามแบบ ภ.ร.ด. 2 เลขที่ 472/2545 เป็นค่ารายปี 28,295,472 บาท และตาม ภ.ร.ด. 2 เลขที่ 473/2545 เป็นค่ารายปี 51,188,688 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้กำหนดลดค่ารายปีลงให้โจทก์อีก ทั้งนี้ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของสถานศึกษาเอกชนอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์โดยลดลงเหลือค่ารายปีเป็น 24,000,000 บาท เป็นค่าภาษี 3,000,000 บาท และค่ารายปี 48,000,000 บาท ค่าภาษี 6,000,000 บาท ตามลำดับ จึงเป็นการจัดเก็บภาษีด้วยความเป็นธรรม การประเมินของเจ้าพนักงานและคำชี้ขาดดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2548
#266332
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขายสินค้าให้โจทก์คือ ย. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายหนึ่ง มิใช่ห้างหุ้นส่วนทั้งสามซึ่งเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาท หากสินค้าที่ ย. นำมาส่งมอบให้โจทก์เป็นสินค้าที่ ย. ซื้อจากห้างทั้งสามนั้นจริง ใบกำกับภาษีที่ห้างดังกล่าว ออกให้ก็ต้องระบุชื่อ ย. เป็นผู้ซื้อมิใช่ระบุชื่อโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อสินค้าจากห้างดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยห้างดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์

การพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาจริง และพิสูจน์ตัวผู้รับเงินนั้น ต้องเป็นการพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาให้แก่ผู้ออกใบกำกับภาษีตามรายการที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นจริง มิใช่ซื้อสินค้าและชำระราคาแก่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีเป็นผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง ใบกำกับภาษีพิพาทจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นใบกำกับภาษีปลอม

ตามบทบัญญัติใน ป. รัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ แต่ต้องไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ตั้งเป็นประเด็นไว้ในการตรวจสอบไต่สวน การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับเดือนภาษีพิพาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินคำนวณผิดพลาดโดยนำภาษีที่โจทก์อ้างว่าชำระเกิน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแก้ไขไปแล้ว มาใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนภาษีดังกล่าวซึ่งไม่ถูกต้อง จึงเป็นการปรับปรุงตามข้อมูลที่ปรากฏจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้นเอง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ปลดภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียทั้งสิ้น ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและ/หรือเงินเพิ่มตามการประเมิน ขอให้ยกเลิกการประเมินแล้วทำการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบพบว่าใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในระหว่างเดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2542 มีใบกำกับภาษีซื้อจำนวน 309 ฉบับ มูลค่า 47,958,141.25 บาท คิดเป็นภาษีซื้อ 4,221,627.91 บาท ซึ่งออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดพีเอสทีเซ็นเตอร์เซอร์วิส ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็นเอสพีแทรกเตอร์และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มจีอุตสาหกรรม เป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องห้ามไม่ให้นำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและเป็นใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 82/5 (5) และ 89 (7) วรรคสอง แห่ง ป. รัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยเลขที่ พท/150 ถึง 172/2544 วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้วแต่มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย แต่ภาษีของเดือนภาษีกรกฎาคม พฤศจิกายน และ ธันวาคม 2540 และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม และกันยายน 2541 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 12930090/5/100079,100082 ถึง 100085, 100087, 100089 และ 100091 เจ้าพนักงานประเมินนำภาษีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเครดิตภาษีมาหักจากภาษีที่ต้องชำระของเดือนภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงปรับปรุงใหม่ทำให้จำนวนภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มขึ้น

โจทก์สั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ จากนายยุทธนาและชำระค่าสินค้าให้แก่นายยุทธนา ใบกำกับภาษีพิพาทนายยุทธนาเป็นผู้นำมาให้โจทก์ โดยนายยุทธนาเป็นผู้มีอาชีพค้าขาย เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากโจทก์ก็จะไปจัดซื้อสินค้าส่งให้แก่โจทก์ตามคำสั่งซื้อของโจทก์โดยนายยุทธนาชำระราคาสินค้าไปก่อนและเรียกเก็บเงินจากโจทก์พร้อมกับการส่งมอบสินค้า ดังนี้ เห็นว่าได้ว่าผู้ขายสินค้าให้แก่โจทก์คือนายยุทธนาซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายหนึ่ง หาใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีเอสทีเซนเตอร์เซอร์วิส ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็นเอสพีแทรกเตอร์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มจีอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาทไม่ หากว่าสินค้าที่นายยุทธนานำมาส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นสินค้าที่นายยุทธนาซื้อจากห้างทั้งสามนั้นจริง ใบกำกับภาษีที่ห้างทั้งสามดังกล่าวออกให้ก็ต้องระบุชื่อนายยุทธนาเป็นผู้ซื้อหาใช่ระบุชื่อโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าจากห้างทั้งสามนั้นโจทก์ย่อมไม่อาจนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยห้างทั้งสามมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์

การพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาจริง และพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้นั้นต้องเป็นการพิสูจน์ว่ามีการซื้อสินค้าและชำระราคาให้แก่ผู้ออกใบกำกับภาษีตามรายการที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นจริงมิใช่ว่าซื้อสินค้าและชำระราคาแก่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีเป็นผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง ใบกำกับภาษีพิพาทจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม โจทก์นำใบกำกับภาษีพิพาทมาใช้โดยทราบถึงความไม่ถูกต้องดังกล่าวจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีเจตนาใช้ใบกำกับภาษีปลอม ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องแสดงใบกำกับภาษีต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยเพื่อตรวจสอบว่าการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ หากไม่มีใบกำกับภาษีมาแสดงย่อมไม่อาจนำมาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ การที่โจทก์แสดงใบกำกับภาษีพิพาทต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงยังไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการให้ความร่วมมือด้วยดีถึงขนาดให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์อีก

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ เห็นว่า ป. รัษฎากร มาตรา 31 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี

ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้นผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน" จากบทบัญญัตินี้เห็นได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ แต่จะต้องไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ตั้งเป็นประเด็นไว้ในการตรวจสอบไต่สวน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งได้ความว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มเพิ่มขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2540 และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม และกันยายน 2541 เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินคำนวณผิดพลาดโดยนำภาษีที่โจทก์อ้างว่าชำระเกินซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแก้ไขไปแล้วมาใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนภาษีดังกล่าวซึ่งไม่ถูกต้อง จึงเป็นการปรับปรุงตามข้อมูลที่ปรากฏจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้นเอง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 31 วรรคสอง ม. 82/5 (5) ม. 86/4 (3) ม. 89 วรรคสอง (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหไทยพัฒนาพานิช
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5566/2548
#272379
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ ว. นั้น ว. ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องที่ 1 แล้ว และยังเป็นคู่สมรสกับผู้ร้องที่ 1 อยู่ตลอดมาจน ว. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ว. จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1445 (3) (เดิม) และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1490 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ ว. แม้ภายหลัง ว. ได้ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ว. สิ้นสุดลงก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ว. ยังเป็นโมฆะอยู่เช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิในครอบครัวและสิทธิในมรดก ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ว. เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายวิจิตรกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะและขอให้แจ้งผลของคำพิพากษาไปยังนายทะเบียน

ศาลประกาศนัดไต่สวนและส่งสำเนาคำร้องขอให้กับผู้คัดค้านแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การสมรสระหว่างนายวิจิตร แจ่มใส กับนางชบา แจ่มใส ผู้คัดค้าน ซึ่งจดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2512 เลขทะเบียนที่ 390/2849 เป็นโมฆะ แจ้งให้นายทะเบียนอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนการสมรสเมื่อคำสั่งถึงที่สุด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางดวงสมรหรือสมร แจ่มใส ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่กรรม พันตรีสุษฎา แจ่มใส ผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายวิจิตร แจ่มใส เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2506 มีบุตรด้วยกันรวม 2 คน คือ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2511 ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับนายวิจิตร ครั้นต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2511 ผู้ร้องที่ 1 กับนายวิจิตรจึงได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นวันที่ 21 พฤศจิกายน 2512 นายวิจิตรจดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้าน และอยู่กินด้วยกันจนกระทั่งมีบุตรด้วยกันรวม 3 คน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตร แจ่มใส เป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายวิจิตรนั้น นายวิจิตรได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องที่ 1 แล้ว และยังเป็นคู่สมรสกับผู้ร้องที่ 1 อยู่ตลอดมาจนนายวิจิตรถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1445 (3) (เดิม) และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1490 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายวิจิตร ผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้คัดค้านได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิจิตรโดยสุจริต การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรจึงไม่เป็นโมฆะหาได้ไม่ แม้ภายหลังจากที่นายวิจิตรได้จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านแล้ว นายวิจิตรได้ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรสิ้นสุดลงก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรยังเป็นโมฆะอยู่เช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิในครอบครัวและสิทธิในมรดก ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรเป็นโมฆะได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนายวิจิตรเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1445 (3) (เดิม) ม. 1490 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
นางดวงสมรหรือสมร แจ่มใส
โดยพันตรีสุษฎา แจ่มใส
ผู้ร้อง — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางชบา แจ่มใส
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2548
#270982
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ต. บิดาของโจทก์ที่ 2 ได้รับพระราชทานตราตั้งและพระครุฑจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ใช้กิจการของห้างทองตั้งโต๊ะกังเมื่อปี 2464 แสดงให้เห็นว่ากิจการค้าทองของห้างตั้งโต๊ะกังเป็นกิจการค้าทองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพิ่งจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าทองโดยใช้ชื่อว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" เมื่อปี 2528 หลังจากกิจการห้างทองตั้งโต๊ะกังมีชื่อเสียงมาถึงประมาณ 64 ปี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไปว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 มาใช้ประกอบเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่างๆ เช่นเดียวกับกิจการของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาต และที่จำเลยทั้งสี่ติดป้ายประกาศชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยเน้น คำว่า "โต๊ะกัง" และใช้ตัวอักษรใหญ่กว่าคำว่า "บุญสิริ" มาก แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาไม่สุจริตแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 โดยมิชอบ และเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการค้าทองของจำเลยทั้งสี่เป็นกิจการค้าทองของโจทก์ทั้งสอง และทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18, 420 และ 421

โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่าโต๊ะกังประกอบอยู่ในชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้นไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ที่ 2 คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" หรือคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ได้

แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และ คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งที่เป็นภาษาไทย จีน และภาษาอังกฤษจะได้รับการจดทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ.ลักษณะเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พระพุทธศักราช 2457 และโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 แต่ปรากฎว่าโจทก์ทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวกับสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองผลิตออกจำหน่ายตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน โจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิดีกว่านั้นได้ ตามบทบัญญัติ มาตรา 41 (1) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 อันเป็นบทกฎหมายที่บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายนั้น

การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 41 (1) มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงอยู่ในบังคับอายุความทั่วไป 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตาม ป.พ.พ.มาตรา 164 เดิม โจทก์ทั้งสองฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว คดีของโจทก์ทั้งสองที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นจึงไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ของโจทก์ทั้งสองที่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป มาใช้เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ เช่นเดียวกับของโจทก์ทั้งสอง กับถือโอกาสนำเครื่องหมายการค้าทั้งห้าไปยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าดังกล่าวในจำพวกที่ 14 ทั้งจำพวก ด้วยเห็นว่าขณะนั้นโจทก์ที่ 2 ยังมิได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีน คำว่า "โต๊ะกัง" และ คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" กับสินค้าจำพวกที่ 14 ดังกล่าว ทั้งยังแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ชอบมาตั้งเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการค้าทองของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ทั้งสอง พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 2 ยื่นขอจดเครื่องหมายการค้าทั้งห้าดังกล่าวโดยมีเจตนาไม่สุจริต และมีเจตนาเพื่อทำลวงขายสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ว่าเป็นของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ที่ 2 จะยังมิได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวกที่ 14 ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และแม้โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนก็ตาม โจทก์ที่ 2 ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลวงขายนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ

โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายอักษรไทยและจีน คำว่า "โต๊ะกัง" และ คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ที่ยังไม่จดทะเบียน โจทก์ที่ 2 ไม่อาจจะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายนั้นกับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสี่ได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า.2474 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ศาลชอบที่จะพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสี่ได้เพียงมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นกับสินค้าจำพวกที่ 14 ทั้งจำพวกในลักษณะที่เป็นการลวงขายสินค้าดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้หรือให้เลิกใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" เป็นชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 หรือมิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" และคำว่า "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" ตามคำขอเลขที่ 219918 และ 219916 และเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า "จิวเตาะกังยิ้งเฮ็ง" "ตั๊งเตาะกังยิ้งเฮ็ง" และ "จิวเตาะกัง" ตามคำขอเลขที่ 459058, 459059 และ 459051 ตามลำดับ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องกับฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสี่ตกลงมอบเงินค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่องค์กรการกุศลต่าง ๆ ให้โจทก์ทั้งสองโฆษณาผลของคำพิพากษาซึ่งจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีกับให้โจทก์ทั้งสองขอขมาในการกระทำละเมิดต่อชื่อเสียงของจำเลยทั้งสี่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ สยามรัฐ และคมชัดลึก ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ 2 ฉบับ และหนังสือพิมพ์ภาษาจีน 5 ฉบับ ซึ่งตีพิมพ์ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 7 วัน ด้วยค่าใช้จ่ายของโจกท์ทั้งสองเอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" คำขอเลขที่ 219918 "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" คำขอเลขที่ 219916 "จิวเตาะกังยิ้งเฮ็ง" คำขอเลขที่ 459058 (คำขอเดิมเลขที่ 219920) "ตั้งเตาะกังยิ้งเฮ็ง" คำขอเลขที่ 459059 (คำขอเดิมเลขที่ 219922) และ "จิวเตาะกัง" คำขอเลขที่ 459051 (คำขอเดิมเลขที่ 217664) (ที่ถูกให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" และคำว่า "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" ตามคำขอเลขที่ 219918 และ 219916 ให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า "จิวเตาะกังยิ้งเฮ็ง" คำว่า ตั๊งเตาะกังยิ้งเฮ็ง" และคำว่า "จิวเตาะกัง" ตามคำขอเลขที่ 459058 (คำขอเดิมเลขที่ 219920), 459059 (คำขอเดิมเลขที่ 219922) และ 459051 (คำขอเดิมเลขที่ 217664) ตามลำดับ) และห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสี่ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และเฉพาะส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งนั่งพิจารณาคดีได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" หรือไม่ ...จากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยทั้งสี่เห็นได้ว่า กิจการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ของโจทก์ทั้งสองที่ดำเนินกิจการอยู่จนถึงปัจจุบันเป็นกิจการที่ได้รับสืบทอดกันมาตามลำดับชั้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเริ่มต้นจากนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ปู่โจทก์ที่ 2 นายเต็กกวง ตั้งโต๊ะกัง บิดาโจทก์ที่ 2 และตกทอดมาถึงชั้นบุตรคือ โจทก์ที่ 2 ในบัจจุบันชื่อ "ห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในปัจจุบันมีที่มาจากชื่อตัวและสกุลของปู่และบิดาโจทก์ที่ 2 ดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นที่ว่า เมื่อปี 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายเต็กกวงเจ้าของยี่ห้อตั้งโต๊ะกังเป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมกับพระราชทานตราตั้งและพระครุฑให้ใช้ในกิจการของห้างทองตั้งโต๊ะกังนั้น แสดงให้เห็นว่านายเต๊กกวงได้ใช้คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นชื่อทางการค้าสำหรับกิจการห้างทองตั้งโต๊ะกัง และใช้กับสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ มาตั้งแต่ก่อนปี 2464 แล้ว และต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2483 นายเต็กกวงจึงได้จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 1 โดยนำชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อห้างโจทก์ที่ 1 ว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกัง" มีวัตถุประสงค์ทำการค้าสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ โดยมีนายเต็กกวงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และนายเต็กกวงใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งอักษรไทย จีน และอังกฤษ ที่นายเต็กกวงได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าทองและสินค้าต่าง ๆ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2468 ตามพระราชบัญญัติลักษณะเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พระพุทธศักราช 2457 เมื่อนายเต็กกวงถึงแก่ความตายในวันที่ 13 มิถุนายน 2487 นางเหลือบภริยานายเต็กกวงซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 2 ได้เป็นผู้จัดการมรดกและสืบทอดกิจการค้าทองและสินค้าต่าง ๆ ดังกล่าวของนายเต็กกวงรวมทั้งหุ้นและกิจการของห้างโจทก์ที่ 1 โดยจดทะเบียนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2487 และต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2508 นางเหลือบจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ที่ 1 จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2515 นางเหลือบถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ได้รับมรดกรวมทั้งหุ้นในห้างโจทก์ที่ 1 และสิทธิต่าง ๆ ของนางเหลือบทั้งหมดรวมทั้งชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งที่เป็นอักษรไทย จีน และอังกฤษ โจทก์ที่ 2 ดำเนินกิจการค้าทองและสินค้าต่าง ๆ ของห้างโจทก์ที่ 1 โดยใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ที่ใช้กับกิจการค้าทองของห้างทองตั้งโต๊ะกังซึ่งนายเต็กกวงบิดาโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเพราะโจทก์ที่ 2 ได้รับสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" อันเป็นทรัพย์มรดกของนางเหลือบมารดาโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับสิทธิในชื่อทางการค้านั้นมาจากการสืบทอดทรัพย์มรดกของนายเต็กกวง การที่นายเต็กกวงได้รับพระราชทานตราตั้งและพระครุฑจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ใช้ในกิจการของห้างทองตั้งโต๊ะกังเมื่อปี 2464 แสดงให้เห็นว่ากิจการค้าทองของห้างตั้งโต๊ะกังเป็นกิจการค้าทองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าทองโดยใช้ชื่อว่า " บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" เมื่อปี 2528 หลังจากกิจการห้างทองตั้งโต๊ะกังมีชื่อเสียงมาแล้วถึงประมาณ 64 ปี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 มาใช้ประกอบเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ เช่นเดียวกับกิจการของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสี่ติดป้ายประกาศชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ด้านหน้าอาคารซึ่งตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และทำป้ายชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ติดที่ระเบียงกันสาดชั้น 1 กับทำป้ายชื่อโฆษณาติดที่ชั้น 2 ของด้านขวาของอาคารยื่นออกมายังถนนโดยเน้นคำว่า "โต๊ะกัง" และใช้ตัวอักษรใหญ่กว่าคำว่า "บุญสิริ" มาก แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาไม่สุจริตแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 โดยมิชอบ และเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการค้าทองของจำเลยทั้งสี่เป็นกิจการค้าทองของโจทก์ทั้งสอง และทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ระงับความเสียหายและขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18, 420 และ 421

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ยังไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ที่ 2 คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" หรือคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ คำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจทำได้ โดยการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 การพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจประกอบกิจการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" ได้อีก เป็นการระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองต่อไปอยู่ในตัวแล้ว หาจำต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อาจทำได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวอีกไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

ส่วนปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ทั้งห้าเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 2 ผู้ได้รับการจดทะเบียนและมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายนี้หรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งที่เป็นตัวอักษรไทยและจีนกับสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ โดยสืบทอดสิทธิของนายเต็กกวงบิดาโจทก์ที่ 2 ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนปี 2463 ก่อนที่จำเลยทั้งสี่จะใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายกับสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งที่เป็นอักษรไทยและจีนของโจทก์ที่ 2 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้าดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วเมื่อปี 2528 เป็นเวลานานถึงประมาณ 66 ปี โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ทั้งห้าเครื่องหมายดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 2 ผู้ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 14 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 รายการสินค้า ของที่ทำด้วยโลหะอันมีค่าและเครื่องอาภรณ์ประดับกาย รวมทั้งของที่ทำเทียม ทั้งจำพวก แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ทั้งที่เป็นอักษรไทย จีน และอังกฤษจะได้รับการจดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติลักษณะเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พระพุทธศักราช 2457 และโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวกับสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองผลิตออกจำหน่ายตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน โจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีสิทธิดีกว่านั้นได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 41 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายดังกล่าว

ส่วนปัญหาว่าคดีของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 มาตรา 41 (1) มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงอยู่ในบังคับอายุความทั่วไป 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ได้รับการจดทะเบียนตามลำดับดังนี้ เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า อ่านว่าจิวเตาะกัง ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2535 เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า อ่านว่า ตั๊งเตาะกังยิ้งเฮ็ง ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2535 เครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 และเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่าอ่านว่า จิวเตาะกังยิ้งเฮ็ง ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2537 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544 จึงยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว คดีของโจทก์ทั้งสองที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในส่วนนี้ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ได้ทำการลวงขายสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าทองและโลหะมีค่าต่าง ๆ ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทราบเป็นอย่างดีว่าสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ของโจทก์ทั้งสองที่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นสินค้าและเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปเพราะสินค้าของโจทก์ทั้งสองสั่งสมชื่อเสียงมานานจากการเป็นกิจการค้าทองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย แล้วจำเลยที่ 2 ยังนำเอาคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" มาใช้เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ เช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสอง กับถือโอกาสนำเครื่องหมายการค้าทั้งห้าซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าไปยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าดังกล่าวในจำพวกที่ 14 ทั้งจำพวก ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 ด้วยเห็นว่าขณะนั้นโจทก์ที่ 2 ยังมิได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" กับสินค้าจำพวกที่ 14 ดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 ถึง 4 ยังแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าของโจทก์ที่ 2 คำว่า "โต๊ะกัง" โดยไม่ชอบ โดยนำมาตั้งเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ" เพื่อให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการค้าทองของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการบริษัทเป็นกิจการค้าทองของโจทก์ทั้งสอง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าดังกล่าวโดยมีเจตนาไม่สุจริต และมีเจตนาเพื่อทำการลวงขายสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นว่าเป็นสินค้าทองและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ของโจทก์ทั้งสอง มีเหตุผลให้เชื่อว่าบริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรรมการบริษัทได้ผลิตสินค้าทองรูปพรรณและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 2 ในลักษณะที่ให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดดังกล่าวออกจำหน่าย ไม่มีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า "โต๊ะเฮง" กับเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "บุญสิริ" กับสินค้าของจำเลยทั้งสี่โดยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายดังกล่าวดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย แม้โจทก์ที่ 2 จะยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" กับสินค้าจำพวกที่ 14 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 รายการสินค้าของที่ทำด้วยโลหะอันมีค่าและเครื่องอาภรณ์ประดับกายรวมทั้งของที่ทำเทียม และโจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนก็ตาม โจทก์ที่ 2 ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลวงขายนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ชื่อห้างโจทก์ที่ 1 กับชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลคนละประเภท นายทะเบียนตรวจดูแล้วว่าไม่ซ้ำหรือเหมือนกัน จึงรับจดทะเบียนการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นการใช้ชื่อตามที่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิด ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสี่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ทั้งสองอ้างโจทก์ทั้งสองจึงนำเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดไม่ได้ และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ลวงขายสินค้าว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสองและไม่เคยละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นโดยละเอียดแล้วว่า จำเลยทั้งสี่มีเจตนาไม่สุจริตแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 โดยมิชอบและเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการค้าทองของจำเลยทั้งสี่เป็นกิจการค้าทองของโจทก์ทั้งสอง และทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ที่ 2 และการที่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรรมการบริษัทได้ผลิตสินค้าทองรูปพรรณและโลหะอันมีค่าต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้าออกจำหน่ายเป็นกระทำอันเป็นลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เช่นนี้ จำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" และลวงขายสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" และคำว่า "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" กับเครื่องหมายการค้าอักษรจีนอ่านว่า จิวเตาะกังยิ้งเฮ็ง ตั๊งเตาะกังยิ้งเฮ็งและจิวเตาะกัง ที่จำเลยที่ 2 ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 14 ทั้งจำพวกตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 กับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสี่ตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 2 ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยและจีนคำว่า "โต๊ะกัง" และคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนคงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ทั้งห้าเครื่องหมายโดยอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้านั้น และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่สำหรับการที่จำเลยทั้งสี่ลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง ตามที่บทบัญญัติมาตรา 41 (1) และมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 ให้ความคุ้มครองไว้ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นเท่านั้น โจทก์ที่ 2 ไม่อาจจะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายนั้นกับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสี่ได้ ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลชอบที่จะพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสี่ได้เพียงมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งห้านั้นกับสินค้าจำพวกที่ 14 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 รายการสินค้า ของที่ทำด้วยโลหะอันมีค่าและเครื่องอาภรณ์ประดับกาย รวมทั้งของที่ทำเทียม ทั้งจำพวก ในลักษณะที่เป็นการลวงขายสินค้าดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสองอันเป็นละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "โต๊ะกัง" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบอยู่ในชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 นั้นเสีย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "ตั้งโต๊ะกังยิ่งเฮง" และคำว่า "จิวโต๊ะกังยิ่งเฮง" กับเครื่องหมายการค้าอักษรจีนอ่านว่า จิวเตาะกังยิ่งเฮ็ง ตั๊งเตาะกังยิ้งเฮ็ง และจิวเตาะกัง กับสินค้าจำพวกที่ 14 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 รายการสินค้า ของที่ทำด้วยโลหะอันมีค่าและเครื่องอาภรณ์ประดับกาย รวมทั้งของที่ทำเทียม ทั้งจำพวกในลักษณะที่เป็นการลวงขายสินค้าดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 164 (เดิม) ม. 420 ม. 421
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 29 ม. 41 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งโต๊ะกัง กับพวก
จำเลย — บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2548
#268342
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยและจำเลยถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษา การเริ่มนับวันกักขังตามหมายกักขังคดีถึงที่สุดดังกล่าวจึงต้องนับย้อนให้ถึงวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 4, 13, 24, 27, 43, 44, 47, และ 49 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 27, 31, 70, 75, 76, และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ริบของกลาง โดยให้หนังสือนิตยสาร "ว. 5 ว.5 " ของกลางจำนวน 2 เล่ม ตกเป็นของผู้เสียหายและจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายบรรเจิด ตันติกัลยาภรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 100,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางทั้งหมดโดยหนังสือนิตยสาร "ว. 5 ว. 5" ของกลางจำนวน 2 เล่ม ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 (1), 27 (1), 43 วรรคสอง, 44 วรรคสอง, 46 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำซ้ำซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวมสองกระทงเป็นปรับ 100,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 50,000 บาท รวมสองกระทงเป็น 100,000 บาท ความผิดฐานจำหน่ายงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ให้ปรับจำเลยทั้งสามแต่ละคนกระทงละ 50,000 บาท อีกสองกระทงเป็นปรับคนละ 100,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้กักขังจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี แทนค่าปรับจำนวน 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องคัดค้านว่า การที่ศาลชั้นต้นมีหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้กักขังจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขการนับวันกักขังโดยเริ่มนับเมื่อจำเลยที่ 3 ครบกำหนดโทษจำคุกในคดีอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยที่ 3 จะถูกจำคุกในคดีอื่นอยู่ด้วย หากคดีนี้ศาลไม่ประสงค์ให้หักวันต้องคุมขังให้อีก ก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาไม่ระบุไว้ก็ต้องหักวันต้องคุมขังให้แก่จำเลยที่ 3 ดังนั้น การที่ศาลออกหมายกักขังจำเลยที่ 3 เมื่อคดีถึงที่สุดแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี โดยนับย้อนให้ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ถึงต้องต้องแล้ว

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า ศาลชั้นต้นออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 3 ถูกต้องแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ต้องโทษปรับถูกคุมขังก่อนพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังนั้นออกจากจำนวนเงินค่าปรับ..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่ก่อนวันศาลมีคำพิพากษา การเริ่มนับวันกักขังตามกฎหมายคดีถึงที่สุดดังกล่าวจึงต้องนับย้อนให้วันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาจำเลยที่ 3 ไว้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายบรรเจิด ตันติกัลยาภรณ์
จำเลย — บริษัท เอส. อาร์ พับลิชชิ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5543/2548
#266298
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคำขอที่ศาลอาจพิพากษาให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการใช้สิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนจากทางราชการ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2519 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่จำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่กันในภายหลัง ดังนั้น การซื้อขายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็ได้ครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทหลังจากซื้อมาจากจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากการโอนการครอบครองดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และ 1378 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีนี้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอของโจทก์ท้ายคำฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยซึ่งชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลอาจพิพากษาให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการใช้สิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนจากทางราชการ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเล่ม 18 หน้า 2 สารบบเล่ม 10 ตำบลปูโย๊ะ อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 142 (5) ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแมะลีเมาะ เง๊าะ
จำเลย — นางโมง อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางดวงนภา อุทัยพันธ์ เรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5542/2548
#266357
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่ ก. ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 5283 โดยรวมที่ดินพิพาทด้วย โดยที่โจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยแต่อย่างใด การออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทของโจทก์ดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แม้จำเลยผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่มีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เพราะจำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อการออกโฉนดเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการออกโดยไม่ชอบ ทำให้ที่ดินเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทของโจทก์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายในโฉนดที่ดินจำเลยอีกต่อไป ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนเสียได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 11
ชื่อคู่ความ
กำเนิดน้อยหรือกำเหนิดน้อย — นางเกลี้ยง เฟื่องขจร โจทก์นายปรีชา
จำเลย — โดยนางวนิดา กำเหนิดน้อย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายระบิล จันทรภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล. ฤทธิ์เทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา