คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5642 -ที่ 5644/2548
#268202
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมด 6 คดี รวมทั้งคดีของผู้ร้องทั้งสองและคดีของโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีต่างขอให้ดำเนินการบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีในแต่ละคดีจึงขออายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยทำเป็นหนังสือแจ้งอายัดไป รวม 6 ฉบับ แต่เนื่องจากเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับมีเพียง 795,912.13 บาท องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่สามารถส่งเงินให้ตามจำนวนที่แจ้งอายัดได้ทุกคดี จึงส่งเงินทั้งหมดไปให้กรมบังคับคดีคราวเดียว แต่มิได้ระบุว่าส่งให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีใด ต้องถือว่าเงินที่แจ้งอายัดไว้มีการส่งเข้ามาในคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ระยะเวลาสิบสี่วันจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินที่อายัดไป ให้กรมบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกและสำนวนที่สามว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้ร้องสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 2

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 430,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระภายในวันที่ 27 ของทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 27 มีนาคม 2544 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์บังคับคดีในเงินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเนื่องจากการลาออกจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินมาให้กรมบังคับคดี 795,912.13 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องเป็นใจความว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ ย.390/2544 ย.391/2544 และ ย.712/2544 ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้อายัดไว้เพื่อบังคับคดี และได้มีการส่งเงินมาในคดีนี้ ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ หากโจทก์สละสิทธิการบังคับคดี ผู้ร้องทั้งสองขอสวมสิทธิการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์เนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอเฉลี่ยเป็นหนี้ที่เกิดจากการสมคบทำขึ้นโดยไม่มีมูลหนี้ที่แท้จริง เป็นหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่ผู้ร้องทั้งสองจะบังคับชำระหนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เกิน 14 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าเฉลี่ยเงินในคดีนี้ได้ หากโจทก์สละสิทธิการบังคับคดีให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าสวมสิทธิการบังคับคดีต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเนื่องจากการลาออกจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ส่งเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับ 795,912.13 บาท ไปให้กรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แบ่งเงินเข้าคดีนี้ 474,087.25 บาท ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินดังกล่าวโดยผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.390/2544 และ ย.391/2544 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 และยื่นคำร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.712/2544 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 ส่วนผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาในการขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีที่มีการอายัดทรัพย์สินนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมด 6 คดีรวมทั้งคดีของผู้ร้องทั้งสองและคดีของโจทก์คือคดีนี้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีต่างขอให้ดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีในแต่ละคดีจึงขออายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยทำเป็นหนังสือแจ้งอายัดไปยังองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย รวม 6 ฉบับ กล่าวคือ คดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 ขออายัดเงิน 321,824.88 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.103/2544 คือคดีของโจทก์คดีนี้ขออายัดเงิน 537,499 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.712/2544 ขออายัดเงิน 331,727 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.390/2544 ขออายัดเงิน 602,534.26 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.391/2544 ขออายัดเงิน 435,774.31 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ ย.150/2545 ขออายัดเงิน 320,197.13 บาท แต่เนื่องจากเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมีเพียง 795,912.13 บาท องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่สามารถส่งเงินให้ตามจำนวนที่แจ้งอายัดได้ทุกคดี จึงส่งเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับทั้งหมดไปให้กรมบังคับคดีคราวเดียว โดยชำระเป็นเช็คจำนวน 1 ฉบับ แต่มิได้ระบุว่าเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีใดดังนั้น ในวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินไปให้กรมบังคับคดีนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีรวมทั้งโจทก์และผู้ร้องทั้งสองย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีการส่งเงินที่แจ้งอายัดเข้ามาในคดีใดบ้าง จำนวนเท่าใดและจะต้องไปขอเฉลี่ยเงินดังกล่าวในคดีอื่นหรือไม่หากมีการส่งเงินเข้ามาในคดีของผู้ร้องทั้งสองเต็มตามจำนวนที่แจ้งอายัดไว้ก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องทั้งสองจะต้องไปขอเฉลี่ยเงินในคดีอื่นอีก แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินดังกล่าวให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 และคดีของโจทก์คดีนี้แล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงทราบว่าคดีของผู้ร้องทั้งสองไม่มีการส่งเงินให้ตามที่แจ้งอายัดไว้ จึงต้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้ กรณีต้องถือว่าเงินที่แจ้งอายัดไว้มีการส่งเข้ามาในคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ระยะเวลาสิบสี่วันจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว หาใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินที่อายัดไปให้กรมบังคับคดีไม่ เมื่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 และ 30 กรกฎาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แต่ตามคำสั่งศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และในชั้นอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ก็เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะแม้คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลจะสั่งให้พิจารณารวมกันแต่ในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมต้องพิจารณาสั่งแยกเป็นรายสำนวน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจรินทร์ จิตรีงามหรือศิโรรัตน์วนิช
ผู้ร้อง — นางสาวนงนุช เพ็ชรตระกูลชาติ กับพวก
จำเลย — นางสายหยุด สินเพ็ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5641/2548
#266323
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างเพียงว่า บ. บิดาผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วโดยบิดาผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาจนกระทั่งบิดาผู้ร้องถึงแก่ความตายและผู้ร้องได้ครอบครองต่อมาอีกเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ก่อนโจทก์ยึดที่ดินพิพาท ดังนี้ แม้หากข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้าง ก็ไม่มีข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่สุจริตแต่ประการใด จึงต้องฟังว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ย่อมอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผู้ร้องย่อมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาท ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 224,331.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 197,138.36 บาท นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24583 และ 6060 ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยต่อไปจนกว่าจะครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24583 ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ของจำเลย เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยได้ประเมินราคาไว้ 210,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทและเพิกถอนการจดจำนองที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของผู้ร้องอ้างเพียงว่านายบุญทัน บิดาผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วในปี 2528 โดยบิดาผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่บิดาผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้นตลอดมาจนกระทั่งบิดาผู้ร้องถึงแก่ความตายและผู้ร้องได้ครอบครองต่อมาอีกโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ก่อนโจทก์ยึดที่ดินพิพาทเท่านั้น ดังนี้ แม้หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองดังที่อ้าง แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่สุจริตแต่ประการใด จึงต้องฟังว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ย่อมอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ผู้ร้องไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันกับโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาทได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นายเทอดศักดิ์ น้อยจุฬา
จำเลย — นางเครือวัลย์ ขำเกียรติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ เอนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5641/2548
#268200
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ย่อมอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผู้ร้องไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันกับโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาทได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 224,331.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 197,138.36 บาท นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24583 และ 6060 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยต่อไปจนกว่าจะครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24583 ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์โดยได้ประเมินราคาไว้ 210,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญทัน น้อยจุฬา เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2526 นายบุญทันบิดาผู้ร้องได้ตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยราคา 50,000 บาท โดยได้วางเงินมัดจำนวน 2,000 บาท แล้วได้ผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 1,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 แต่จำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้บิดา ผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยปลูกบ้านและอยู่อาศัยตลอดเรื่อยมานับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายจนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 และผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อมาจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนจำเลยได้สมรู้กันจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24583 ตำบลตะกุล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และเพิกถอนทะเบียนการจดจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าว

โจทก์ให้การว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังไม่โอนไปยังบิดาผู้ร้องเพราะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย และตามสัญญาดังกล่าวก็มิได้ระบุว่าซื้อที่ดินแปลงใด การเข้าครอบครองของบิดาผู้ร้องเป็นการเข้าครอบครองที่ดินแทนจำเลย แม้ครอบครองนานอยู่เพียงใด กรรมสิทธิ์ยังหาได้โอนไปไม่ เมื่อบิดาผู้ร้องถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาก็ไม่มีสิทธิกว่าบิดาผู้ร้อง โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของผู้ร้องอ้างเพียงว่านายบุญทัน น้อยจุฬา บิดาผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วในปี 2528 โดยบิดาผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่บิดาผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้นตลอดมาจนกระทั่งบิดาผู้ร้องถึงแก่ความตายและผู้ร้องได้ครอบครองต่อมาอีกโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ก่อนโจทก์ยึดที่ดินพิพาทเท่านั้น ดังนี้ แม้หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองดังที่อ้างแต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่สุจริตแต่ประการใด จึงต้องฟังว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ย่อมอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ผู้ร้องไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันกับโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาทได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นายเทอดศักดิ์ น้อยจุฬา
จำเลย — นางเครือวัลย์ ขำเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5633 -ที่ 5638/2548
#266380
เปิดฉบับเต็ม

การไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/41 ทวิ นั้น ต้องกำหนดรายการปฏิเสธสิทธิดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/42 (10) และเนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระหนี้ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ภายใต้กรอบของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง กรณีใดที่กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วก็จะต้องนำบทบัญญัติในเรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นมาใช้บังคับ การเลิกสัญญาในกรณีที่คู่สัญญาเป็นบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่ง กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการมิได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 390 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าในสัญญาใดคู่สัญญาเป็นบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่ง ท่านว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก็แต่เมื่อบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันใช้ ทั้งใช้ต่อบุคคลเหล่านั้นรวมหมดทุกคนด้วยกัน?" บทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการที่ลูกหนี้จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาก่อสร้างในโครงการบำบัดน้ำเสียกับผู้ร้องที่ 4 ซึ่งมีผลเท่ากับบอกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียได้นั้น ลูกหนี้กับบริษัท พ. และบริษัท ล. ซึ่งได้ตกลงทำสัญญากิจการร่วมค้าในลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนจะต้องแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาด้วยกัน ลูกหนี้จะแสดงเจตนาไปโดยลำพังหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ร้องที่ 1 นายมานะ กรรณสูต ว่า ผู้ร้องที่ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ร้องที่ 3 กรุงเทพมหานคร ว่า ผู้ร้องที่ 4

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทพรีเมียร์แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 แล้วมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 ลูกหนี้และผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยกเลิกการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาของผู้บริหารแผนเกี่ยวกับ (1) สัญญากิจการร่วมค้า (JOINT VENTURE) พีอี-เพท/แลน (PE-PATE/LAND) ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2538 ระหว่าง ลูกหนี้กับบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ (PATE ENGINEERS, INC./LOCKWOOD ANDREWS AND NEWNAM, INC.) (2) หนังสือมอบอำนาจให้ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการกิจการร่วมค้า พีอี-เพท/แลน (3) สัญญาการก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงเทพมหานคร เลขที่ DDS 182/2539 ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ระหว่างกิจการร่วมค้า พีอี-เพท/แลน กับผู้ร้องที่ 4 (4) สัญญาโอนสิทธิการรับชำระเงินฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ระหว่างกิจการร่วมค้า พีอี-เพท/แลน กับผู้ร้องที่ 3 และ (5) สัญญารับจ้างช่วงการก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ระหว่างกิจการร่วมค้า พีอี-เพท/แลน กับผู้ร้องที่ 1

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาพิพาทของผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหกสำนวนให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/41 ทวิ นั้น ต้องกำหนดรายการปฏิเสธสิทธิดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 (10) และเนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระหนี้ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ภายใต้กรอบของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น กรณีใดที่กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็จะต้องนำบทบัญญัติในเรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นมาใช้บังคับ การเลิกสัญญาในกรณีที่คู่สัญญาเป็นบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่งดังเช่นกรณีของลูกหนี้ในคดีนี้กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการมิได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 390 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าในสัญญาใดคู่สัญญาเป็นบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่งท่านว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก็แต่เมื่อบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันใช้ ทั้งใช้ต่อบุคคลเหล่านั้นรวมหมดทุกคนด้วย ถ้าสิทธิเลิกสัญญาอันมีแก่บุคคลคนหนึ่งในจำพวกที่มีสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว สิทธิเลิกสัญญาอันมีแก่คนอื่น ๆ ก็ย่อมระงับสิ้นไปด้วย" บทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการที่ลูกหนี้จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียกับผู้ร้องที่ 4 ซึ่งมีผลเท่ากับบอกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียได้นั้น ลูกหนี้กับบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ จะต้องแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาด้วยกัน ลูกหนี้จะแสดงเจตนาไปโดยลำพังหาได้ไม่เพราะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 390 อย่างชัดแจ้ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวของผู้บริหารแผนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหกสำนวนในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 390 ม. 1025
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/41 ทวิ ม. 90/42 (10)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิรัตน์ วิศิษฎ์วงศกร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5630/2548
#267525
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม การตรวจรับคำฟ้องจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนไม่

คดีนี้หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้องมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการฟ้องร้องคดีได้ ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันทีโดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อน ถือว่าศาลภาษีอากรกลางได้นำเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องมาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องแล้วว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ศาลภาษีอากรกลางไม่คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าภาษีอากรรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 6,486,889.71 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,597,778.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลาง เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มิได้มีข้อความระบุถึงการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่โจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องและยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษายกฟ้องจึงถือว่าศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรกลางนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กำหนดไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรกลางจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเองถือว่าศาลย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้ก่อนไม่ คดีนี้ปรากฏว่าตามหนังสือมอบอำนาจ ที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้อง มิได้มีข้อความระบุถึงการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ผู้รับมอบอำนาจตามฟ้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโดยทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว และกรณีถือว่าศาลภาษีอากรกลางได้นำเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องมาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเด็ดขาดแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์โดยมีคำสั่งให้เป็นพับจึงชอบแล้วศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 172 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองทรายงามเชียงใหม่
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5630/2548
#268232
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรกลางนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ถือว่าศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้ก่อนไม่

ตามหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้อง มิได้มีข้อความระบุถึงการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว และกรณีถือว่าศาลภาษีอากรกลางได้นำเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำฟ้องมาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเด็ดขาดแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) มิใช่สั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าภาษีอากรรวมดอกเบี้ย 6,486,889.71 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,597,778.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มิได้มีข้อความระบุถึงการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่โจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องและยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษายกฟ้องจึงถือว่าศาลภาษีอากรกลางเพียงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรกลางนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กำหนดไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลภาษีอากรกลางจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ถือว่าศาลย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้ก่อนไม่ คดีนี้ปรากฏว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายเลข 2 ที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้อง มิได้มีข้อความระบุถึงการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ผู้รับมอบอำนาจตามฟ้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโดยทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว และกรณีถือว่าศาลภาษีอากรกลางได้นำเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องมาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเด็ดขาดแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์โดยมีคำสั่งให้เป็นพับจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 131 ม. 151 ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองทรายงามเชียงใหม่
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5629/2548
#266888
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เฉพาะจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์แต่ทำคำแก้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนี้เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดีกลับเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยที่ 1 ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 จะมาขอในคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ ประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 177,074.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 167,176.87 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ด้วย ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เฉพาะจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์แต่ทำคำแก้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดีกลับเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยที่ 1 ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จะขอมาในคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เท่านั้น หามีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไปไม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และตามคำร้องที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งมาแจ้งแก่ทนายจำเลยที่ 1 ให้ยื่นฎีกาก่อนวันครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาเพียง 1 วันนั้นเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นางปรียาภรณ์ จิระพลพนิตหรือวีระพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2548
#266401
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์โจทก์ชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ หลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงค่าเสียหายว่าโจทก์เรียกร้องให้ฝ่ายจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของตัวรถยนต์ของโจทก์ โดยนำไปซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมทุกประการ และฝ่ายจำเลยที่ 1 ตกลงใช้ค่าเสียหายของรถยนต์ของโจทก์โดยทางบริษัท ล. ซึ่งทางเจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นผู้เอาประกันไว้ ซึ่งโจทก์ไม่ขัดข้อง ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องไปตกลงค่าเสียหายผ่านผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับอีก ยังไม่มีความชัดเจนทั้งในเรื่องความรับผิดของบริษัทประกันภัยที่มีต่อโจทก์และจำนวนค่าเสียหาย จึงเป็นข้อตกลงที่ยังไม่ปราศจากการโต้แย้ง ถือไม่ได้ว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 โจทก์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 7133 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 7177 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามหลังโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 131,150 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 122,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงค่าเสียหายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าหลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงค่าเสียหายโดยข้อ 1 ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า โจทก์เรียกร้องให้ฝ่ายจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของตัวรถยนต์ของโจทก์ โดยนำไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมทุกประการ และในข้อ 3 ระบุว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 ตกลงใช้ค่าเสียหายของรถยนต์ของโจทก์ โดยทางบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด ซึ่งทางเจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นผู้เอาประกันภัยไว้ ซึ่งโจทก์ไม่ขัดข้อง เห็นว่า แม้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ในส่วนของความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ของโจทก์ก็ตาม แต่ยังมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องไปตกลงค่าเสียหายผ่านผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับอีก ทั้งยังไม่มีความชัดเจนทั้งในเรื่องความรับผิดของบริษัทประกันภัยที่มีต่อโจทก์และจำนวนค่าเสียหาย จึงเป็นข้อตกลงที่ยังไม่ปราศจากการโต้แย้ง ยังถือไม่ได้ว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงับไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นว่า เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้ออื่น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นข้ออื่นต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุรีพร จันทรเศรษฐ
จำเลย — นายธงชัย มะลิวัลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายอุชเชษฎ์ เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5623/2548
#266322
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้อง ไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเช่าทรัพย์จำนวน 15,617,387.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันนี้ที่ศาลในประเทศอังกฤษ และศาลแห่งประเทศอังกฤษมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีแม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสียถ้าหากมี ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ต้องถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว ซึ่งการถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป

จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 176 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี คอนเทนเนอร์ส เอเชีย ลิมิเต็ด จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟิลิ โอเรียนท์ ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัชรชัย แสงอุไร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5623/2548
#268199
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยจะยื่นฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ต้องถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้านแล้ว ซึ่งการถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลยตามมาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้อง ศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเช่าทรัพย์จำนวน 15,617,387.56บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาเช่า สัญญาค้ำประกันไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันนี้ที่ศาลในประเทศอังกฤษและศาลแห่งประเทศอังกฤษมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสียถ้าหากมี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ต้องถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้นโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้วซึ่งการถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป"

จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี คอนเทนนอร์ส เอเชีย ลิมิเต็ด จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยฟิลิโอเรียนท์ ไลน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548
#266299
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรก ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่แก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 67 (5) ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี เกตุชิต
จำเลย — นางจรัสศรี เยาวสุต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548
#268168
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ เป็นคำคู่ความที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" นั้น มิใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67 (5) ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 53/3 หมู่ที่ 5 ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 14,000 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตามคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ปรากฏว่าคำให้การจำเลยแผ่นแรกมีลายมือชื่อทนายจำเลย ส่วนลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นเรื่องของคำฟ้องคดีอาญาเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยจึงชอบแล้ว และวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายตามคำฟ้องตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2543 ไว้พิจารณา แต่ปรากฏว่าคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" นั้น เห็นว่า หาใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67 (5) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้องจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยมาชอบแล้วนั้น จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ไปโดยที่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี เกตุชิต
จำเลย — นางจรัสศรี เยาวสุต
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548
#272173
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่แก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 53/3 หมู่ที่ 5 ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 14,000 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตามคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ปรากฏว่าคำให้การจำเลยแผ่นแรกมีลายมือชื่อทนายจำเลย ส่วนลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์เป็นเรื่องของคำฟ้องคดีอาญาเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยจึงชอบแล้ว และวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายตามคำฟ้องตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2543 ไว้พิจารณา แต่ปรากฏว่าคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ ไม่มีลายมือชื่อทนายจำเลยผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้พิมพ์ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรกที่มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" นั้น เห็นว่า หาใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของมาตรา 67 (5) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยฉบับดังกล่าวโดยไม่คืนไปให้จำเลยทำมาใหม่ หรือให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลยมาชอบแล้วนั้น จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ไปโดยที่มิได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 27 ม. 67 (5) ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี เกตุชิต
จำเลย — นางจรัสศรี เยาวสุต
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5621/2548
#266274
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทกับให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยให้จำเลยที่ 1 วางเงินประกันค่าเสียหายภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาวางเงิน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ คดีที่จำเลยที่ 1 ขอทุเลาการบังคับอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การขอขยายระยะเวลาวางหลักประกันเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่สั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารกับให้ขนย้ายทรัพย์สินเว้นแต่ตึกแถวซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 904 กับให้ชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ และอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2538 จนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ สำหรับค่าเสียหายรายเดือนต่อ ๆ ไป ให้จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นเดือนละครั้งภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากผิดนัดเดือนใดก็ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับต่อไป

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 1 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่จำเลยที่ 1 ขอทุเลาการบังคับอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 การขอขยายระยะเวลาวางหลักประกันเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่สั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวได้?

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลฎีกาทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกำแพง
จำเลย — นายอำพล ใจดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายวชิระ เนตรน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5621/2548
#272126
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ โดยให้จำเลยที่ 1 วางเงินประกันค่าเสียหายภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาวางเงิน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ดังนี้ คดีที่จำเลยที่ 1 ขอทุเลาการบังคับอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การขอขยายระยะเวลาวางหลักประกันเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่สั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารกับให้ขนย้ายทรัพย์สินเว้นแต่ตึกแถวซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 904 จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าถ้าจำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ หากผิดนัดเดือนใดก็ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับต่อไป

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 1 เดือน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีที่จำเลยที่ 1 ขอทุเลาการบังคับอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 การขอขยายระยะเวลาวางหลักประกันเป็นเรื่องต่อเนื่องกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่สั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในเรื่องนี้ของจำเลยที่ 1 มาไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกำแพง
จำเลย — นายอำพล ใจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5619/2548
#268166
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดรับรองระบุว่า นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนนี้ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว หาได้มีข้อความอันใดที่แสดงว่า ฐานะการเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดหรือหมดสภาพไปแล้วในเวลาที่โจทก์ยื่นคำฟ้องนั้นไม่ ทั้งข้อเท็จจริงที่นายทะเบียนได้จำแนกจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุที่เชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานนั้น ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นต้องสิ้นสภาพของการเป็นนิติบุคคลไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2526 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าของโจทก์ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ไปจากโจทก์หลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 26 มกราคม 2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์และไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้จำเลยทั้งสองจึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยรับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 26,498,326 บาท กับดอกเบี้ยค้างชำระอีก 2,163,908 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 28,662,234 บาท จำเลยทั้งสองตกลงให้นำค่าส่งเสริมการขายที่จะได้รับจากโจทก์มาหักชำระหนี้กับได้นำที่ดินอีก 3 แปลง ตีใช้หนี้ดังกล่าว เมื่อชำระแล้วยังเหลือเป็นหนี้ค้างชำระอยู่อีก 16,253,084 บาท จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ครวม 8 ฉบับ และมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 สลักหลังเช็คดังกล่าวทุกฉบับ ต่อมาเช็คฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2545 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายถึงกำหนดชำระ ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,253,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลได้ความว่านายทะเบียนลบชื่อออกไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดรับรองที่โจทก์แนบมาท้ายคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมาย ปรากฏข้อความตรายางประทับไว้ระบุว่า นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนส่วนนี้ออกจากสารบบทะเบียน เพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้วตามประกาศที่ (ห) 1/2546 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ข้อความดังกล่าวเป็นแต่เพียงการแจ้งให้ทราบว่านายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียน เพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้วเท่านั้น หาได้มีข้อความอันใดที่แสดงว่า ฐานะการเป็นนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดหรือหมดสภาพไปแล้วในเวลาที่โจทก์ยื่นคำฟ้องนั้นไม่ ทั้งข้อเท็จจริงที่นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุที่เชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานนั้น ก็หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นต้องสิ้นสุดสภาพของการเป็นนิติบุคคลไปแต่อย่างใดด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียในชั้นตรวจคำฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครปฐมการช่างยนต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5617/2548
#266358
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นรวม 2 ฉบับ และยื่นคนละคราวกัน โดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก่อน ส่วนอุทธรณ์คำพิพากษายื่นในภายหลัง เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้ สำหรับการอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยนำพยานเข้าสืบแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีซึ่งทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปด้วย จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนั้นเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยก็ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางพร้อมอุทธรณ์คำสั่งให้ถูกต้องครบถ้วน และหากจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วครบถ้วนจำเลยก็ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนนี้ซ้ำอีกเมื่อยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งย่อมเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ทันที จำเลยจะอ้างว่าได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไว้แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งอุทธรณ์คำสั่งเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ฉบับนี้หาได้ไม่ เพราะเป็นอุทธรณ์คนละฉบับและยื่นคนละคราวกัน ทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นต้องรอสั่งอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวพร้อมกัน และแม้ต่อมาจำเลยจะนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำพิพากษาแต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไปแล้ว ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,751,524.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,425,105.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,751,524.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,425,105.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูกทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นรวม 2 ฉบับ และยื่นคนละคราวกัน โดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก่อน ส่วนอุทธรณ์คำพิพากษายื่นในภายหลัง เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้ สำหรับการอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยนำพยานเข้าสืบแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปด้วย จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยก็ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางพร้อมอุทธรณ์คำสั่งให้ถูกต้องครบถ้วน และหากจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วครบถ้วนจำเลยก็ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนนี้ซ้ำอีกเมื่อยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งย่อมเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ทันที จำเลยจะอ้างว่าได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไว้แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งอุทธรณ์คำสั่งเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ฉบับนี้หาได้ไม่ เพราะเป็นอุทธรณ์คนละฉบับและยื่นคนละคราวกันทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นต้องรอสั่งอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวพร้อมกัน และแม้ต่อมาจำเลยจะนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำพิพากษาแต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไปแล้ว ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดลล์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท คอมเกทโซลูชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5617/2548
#272422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นรวม 2 ฉบับ โดยยื่นคนละคราวกัน สำหรับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วย จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางพร้อมอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และหากจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วครบถ้วนจำเลยก็ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในส่วนการอุทธรณ์คำพิพากษาซ้ำอีก การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งย่อมเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ทันที จำเลยจะอ้างว่าได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไว้แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งอุทธรณ์คำสั่งเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ฉบับนี้หาได้ไม่ เพราะเป็นอุทธรณ์คนละฉบับและยื่นคนละคราวกันทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นต้องรอสั่งอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวพร้อมกัน แม้ต่อมาจำเลยจะนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำพิพากษาแต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไปแล้ว ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์และโปรแกรมคำสั่งคอมพิวเตอร์จากโจทก์ร่วม 30 ครั้ง เป็นเงิน 8,425,105.10 บาท แต่จำเลยไม่ชำระค่าสินค้าตามกำหนด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,751,524.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 8,425,105.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยซื้อและรับมอบสินค้าตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,751,524.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,425,105.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูกทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นรวม 2 ฉบับ และยื่นคนละคราวกัน โดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก่อนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 ส่วนอุทธรณ์คำพิพากษายื่นในภายหลังเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้ สำหรับการอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยนำพยานเข้าสืบแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปด้วยจำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยก็ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางพร้อมอุทธรณ์คำสั่งให้ถูกต้องครบถ้วน และหากจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วครบถ้วนจำเลยก็ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนนี้ซ้ำอีกเมื่อยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งย่อมเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยได้ทันที จำเลยจะอ้างว่าได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไว้แล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งอุทธรณ์คำสั่งเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ฉบับนี้หาได้ไม่ เพราะเป็นอุทธรณ์คนละฉบับและยื่นคนละคราวกันทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นต้องรอสั่งอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวพร้อมกัน และแม้ต่อมาจำเลยจะนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำพิพากษาแต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไปแล้ว ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดลล์ คอมพิวเตอร์
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทคอมเกทโซลูชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2548
#268157
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นภาษีอากรก็ตาม นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้ ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการได้

กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์และดำเนินการแตกต่างจากนิติบุคคลโดยทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการรับชำระหนี้ของกรมศุลกากรไว้โดยเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติที่ห้ามมิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับกรมศุลกากรมาใช้บังคับ กรณีจึงต้องปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งได้กำหนดให้กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนอันจะทำให้กรมศุลกากรเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนย่อมเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกรมศุลกากรในการบริหารราชการแผ่นดิน ข้อกำหนดในแผนส่วนนี้จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 และตั้งบริษัทบี.อาร์ซี.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาให้ผู้ทำแผนลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าเป็นเงิน 613,241,245 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอีกจำนวน 339,332,951 บาท รวมเป็นเงิน 952,574,196 บาท ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ปลดภาระหนี้ในส่วนเงินเพิ่มเสียทั้งสิ้น ส่วนภาระหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าจำนวน 613,241,245 บาท ได้แบ่งการชำระออกเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 282,175,411.79 บาท จะชำระภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ โดยกำหนดดอกเบี้ยในปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 4 ถึงปีที่ 6 ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และปีที่ 7 ถึงวันชำระเสร็จในอัตราร้อยละเอ็มแอลอาร์ ส่วนที่ 2 จำนวน 38,415,603.35 บาทจะชำระภายใน 10 ปี โดยมีเงื่อนไขทำนองเดียวกับหนี้ส่วนแรก ส่วนที่ 3 จำนวน 165,225,657.04 บาท จะชำระโดยการแปลงหนี้เป็นทุนภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งได้รับจัดสรรหุ้นจำนวน 9,719,156 หุ้น ในราคาหุ้นละ 17 บาท ส่วนที่ 4 จำนวน 76,831,206.70 บาท จะชำระภายใน 5 ปี หากไม่สามารถชำระได้ ลูกหนี้จะจัดหาสินเชื่อใหม่จากสถาบันการเงิน บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดเพื่อนำมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันครบกำหนด 5 ปี และส่วนที่ 5 จำนวน 50,593,366.12 บาท จะพักการชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 10 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย แผนฟื้นฟูกิจการในส่วนที่เกี่ยวกับเจ้าหนี้ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการปลดภาระหนี้เงินเพิ่มขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา ซึ่งบัญญัติให้เงินเพิ่มถือเป็นเงินภาษีส่วนการชำระหนี้ค่าภาษีอากรต้องเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2540 มาตรา 4 และระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 ซึ่งออกตามความในมาตรา 12 (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ได้กำหนดการรับเงินของส่วนราชการในข้อ 15 ว่า การรับเงินให้รับเป็นเงินสดหรือเช็คหรือดร๊าฟต์หรือตราสารตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น การชำระหนี้ค่าภาษีอากรด้วยหุ้นสามัญจึงไม่อาจกระทำได้ ส่วนการผ่อนชำระหนี้และการพักชำระหนี้ตลอดจนการกำหนดอัตราดอกเบี้ยล้วนแล้วแต่ขัดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้สำหรับหนี้ค่าภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอและได้รับชำระหนี้ด้วยเงินสดโดยไม่ต้องมีการผ่อนชำระ

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แม้หนี้ของเจ้าหนี้จะเป็นค่าภาษีอากรแต่ก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/26, 90/27 และแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ต้องปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวตามมาตรา 90/60 ซึ่งศาลฎีกาได้ตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4822/2545 แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย ตามเจตนาอันสุจริตของลูกหนี้อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ทั้งหมด ขอให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายจึงประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เช่น ผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77 หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนตามมาตรา 90/62 (2) หรือหนี้ภาษีอากรที่กำหนดชำระภายในเดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130 (6) เช่นนี้ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้ ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการสุดท้ายว่าแผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีให้แก่กรมศุลกากรเจ้าหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนได้หรือไม่ เห็นว่า แม้กรมศุลกากรจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์และดำเนินการแตกต่างจากนิติบุคคลโดยทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการรับชำระหนี้ของกรมศุลกากรไว้โดยเฉพาะ หรือมีบทบัญญัตที่ห้ามมิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับกรมศุลกากรมาใช้บังคับ กรณีจึงต้องปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งได้กำหนดให้กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนอันจะทำให้กรมศุลกากรเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนย่อมเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกรมศุลกากรในการบริหารราชการแผ่นดิน ข้อกำหนดในแผนส่วนนี้จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการทั้งหมดแล้ว เห็นว่า แผนได้ดำเนินการจัดทำโดยสุจริตและมุ่งหมายที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยมุ่งวัตถุประสงค์ในการที่จะรักษาองค์กรทางธุรกิจเอาไว้และเพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ประกอบกับแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพียงแต่ปรากฏเหตุขัดข้องในแผนเฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยหุ้นของบริษัทลูกหนี้ซึ่งศาลไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้ จึงสมควรแจ้งให้ผู้ทำแผนทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขเหตุขัดข้องดังกล่าวเสียก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผยไปเสียทีเดียว"

จึงมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนดำเนินการยื่นคำขอแก้ไขแผนเฉพาะส่วนที่กำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีให้แก่กรมศุลกากรเจ้าหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แล้วรายงานผลการประชุมเจ้าหนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง หากผู้ทำแผนไม่ดำเนินการภายในกำหนดหรือเมื่อได้รับผลการประชุมเจ้าหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ให้ศาลล้มละลายกลางส่งสำนวนนี้คืนศาลฎีกาโดยด่วน ชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกาไปก่อน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/58 ม. 90/60 ม. 130
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2548
#272411
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/27, 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตามหาก พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง ดังนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้ว จึงไม่อาจนำมาตรา 56 เรื่องของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้ ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการรับชำระหนี้ของกรมศุลกากรไว้โดยเฉพาะหรือมีบทบัญญัติห้ามมิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับศุลกากรมาใช้บังคับ กรณีจึงต้องปฏิบัติไปตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลังฯ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ซึ่งกำหนดให้กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนอันจะทำให้กรมศุลกากรเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกรมศุลกากรในการบริหารราชการแผ่นดิน ข้อกำหนดในแผนส่วนนี้จึงขัดต่อกฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตามเมื่อแผนได้จัดทำโดยสุจริตและมีความมุ่งหมายเพื่อรักษาองค์กรทางธุรกิจเอาไว้และเพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งปวงประกอบกับแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพียงแต่ปรากฏเหตุขัดข้องในแผนเฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยหุ้น จึงสมควรแจ้งให้ผู้ทำแผนทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขเหตุขัดข้องดังกล่าวเสียก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนไปเสียทีเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทบี.อาร์.ซี.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน โดยที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้ว ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้ว

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอและได้รับชำระหนี้ด้วยเงินสดโดยไม่ต้องมีการผ่อนชำระ

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แม้หนี้ของเจ้าหนี้จะเป็นหนี้ค่าภาษีอากรแต่ก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม หากพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง ดังนี้ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้ ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้

ปัญหาต่อมามีว่า แผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีให้แก่กรมศุลกากรเจ้าหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนได้หรือไม่ เห็นว่า แม้กรมศุลกากรจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์และการดำเนินการแตกต่างจากนิติบุคคลโดยทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการรับชำระหนี้ของกรมศุลกากรมาใช้บังคับ กรณีจึงต้องปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งได้กำหนดให้กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนอันจะทำให้กรมศุลกากรเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของเอกชน ย่อมเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกรมศุลกากรในการบริหารราชการแผ่นดิน ข้อกำหนดในแผนส่วนนี้จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการทั้งหมดแล้ว เห็นว่า แผนได้ดำเนินการจัดทำโดยสุจริตและมุ่งหมายที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยมุ่งถึงวัตถุประสงค์ในการที่จะรักษาองค์กรทางธุรกิจเอาไว้และเพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งปวง ประกอบกับแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพียงแต่ปรากฏเหตุขัดข้องในแผนเฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการชำระหนี้ค่าภาษีด้วยหุ้นของบริษัทลูกหนี้ซึ่งศาลไม่อาจมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้จึงสมควรแจ้งให้ผู้ทำแผนทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขเหตุขัดข้องดังกล่าวเสียก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนไปเสียทีเดียว"

จึงมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนดำเนินการยื่นคำขอแก้ไขแผนเฉพาะส่วนที่กำหนดวิธีการชำระหนี้ค่าภาษีให้แก่กรมศุลกากรเจ้าหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แล้วรายงานผลการประชุมเจ้าหนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง หากผู้ทำแผนไม่ดำเนินการภายในกำหนดหรือเมื่อได้รับผลการประชุมเจ้าหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ให้ศาลล้มละลายกลางส่งสำนวนนี้คืนศาลฎีกาโดยด่วน ชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกาไปก่อน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/58 (2) ม. 90/60 ม. 130 (6)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ