คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5189/2548
#268323
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำชี้ที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ครอบครอง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่ได้และต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 นำชี้แนวเขตให้ถูกต้อง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 พร้อมกับปรับสภาพที่ดินพิพาทให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ หากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งถือว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธาน ส่วนคำขออื่นถือว่าเป็นคำขอต่อเนื่องหรือคำขอรอง เมื่อคำขอหลักเป็นคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยคำนวณทุนทรัพย์จากราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละคนครอบครอง เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้และเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกร้องมาอีกส่วนหนึ่งด้วยแล้วปรากฏว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 คำนวณทุนทรัพย์ได้เป็นเงิน 25,000 บาท 32,500 บาท 45,000 บาท และ 150,000 บาท ตามลำดับ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 5 ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี โดยที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 411 ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 1 ไร่ 91 ตารางวา โจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 409 ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 3 งาน 6 ตารางวา โจทก์ที่ 3 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ โจทก์ที่ 4 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน โจทก์ที่ 5 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ โจทก์ที่ 6 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ โจทก์ที่ 7 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน และโจทก์ที่ 8 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เมื่อปี 2533 อำเภอศรีธาตุ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายอำเภอ และสภาตำบลนายูง โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการ ได้ร่วมกันนำชี้ที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินบริเวณใกล้เคียงไปรับรองแนวเขต เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 47473 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดโดยมิชอบ หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกแจ้งให้โจทก์ทั้งแปดออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์โจทก์ทั้งแปดขอให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนและให้รังวัดใหม่ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าไปขุดดินในที่ของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ทำให้โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้และต้นไม้ที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายโดยต้นข้าวโพดของโจทก์ที่ 4 เสียหายคิดเป็นเงิน 10,000 บาท ต้นอ้อยของโจทก์ที่ 5 เสียหายคิดเป็นเงิน 10,000 บาท ไม้ยืนต้นของโจทก์ที่ 6 เสียหายคิดเป็นเงิน 15,000 บาท และโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ขอคิดค่าเสียหายเนื่องจากขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินปีละ 25,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกนำชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกนายูง ตามทะเบียนที่สาธารณประโยชน์แปลงที่ 5 ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีการออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 47473 ให้ถูกต้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าว และมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ห้ามจำเลยทั้งหกเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ปีละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการปรับสภาพที่ดินให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามฟ้องออกโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 ขอถอนฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 ที่ 8 และจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำชี้ที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือที่ดินสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข่าไปขุดดินในที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ครอบครอง เป็นเหตุให้โจทก็ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่ได้และต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 นำชี้แนวเขตให้ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 พร้อมกับปรับสภาพที่ดินพิพาทให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ดังกล่าวจะมีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และคำขอให้ปลดเปลื้องทุกอันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์มิใช่ที่ดินที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 มีสิทธิครอบครอง ประเด็นข้อพิพาทที่เป็นประเด็นหลังจึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์หากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องซึ่งถือว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธาน ส่วนคำขออื่นถือว่าเป็นคำขอต่อเนื่องหรือคำขอรอง เมื่อคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธานเป็นคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมถือได้ว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ โดยคำนวณทุนทรัพย์จากราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละคนครอบครอง เพราะตามรูปคดีเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาแพ่ง มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้ มิใช่ถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งหมดทุกแปลงที่ฟ้องรวมกันมา และเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกร้องมาอีกส่วนหนึ่งด้วยแล้วปรากฏว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 คำนวณทุนทรัพย์ได้เป็นเงิน 25,000 บาท 32,500 บาท 45,000 บาท 150,000 บาท ตามลำดับ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 กระทำละเมิดเข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่ชอบ และถือไมได้ว่าเป็นข้อเท็จที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่ชอบด้วยประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนคดีของโจทก์ที่ 6 แม้ทุนทรัพย์จะเกิน 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาก็ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 6 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 6 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 6 นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 6 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 กับยกฎีกาของโจทก์ที่ 3 ที่ 5 และยกฎีกาของโจทก์ที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร ผ่านชมภู กับพวก
นายยุทธพล จันทรเสนา ในฐานะส่วนตัวและ
จำเลย — ในฐานะประธานสภาตำบลนายูง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5189/2548
#271726
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 จะมีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 มีสิทธิครอบครอง ประเด็นข้อพิพาทที่เป็นประเด็นหลักจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ หากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งถือว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธาน ส่วนคำขออื่นถือว่าเป็นคำขอต่อเนื่องหรือคำขอรอง เมื่อคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธานเป็นคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคำนวณทุนทรัพย์จากราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละคนครอบครองเพราะตามรูปคดีเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้ มิใช่ถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งหมดทุกแปลงที่ฟ้องรวมกันมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกนำชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีการออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ 47473 ให้ถูกต้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าว และมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ห้ามจำเลยทั้งหกเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้คำเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ปีละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการปรับสภาพที่ดินให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามฟ้องออกโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 ขอถอนฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 ที่ 8 และจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำชี้ที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ครอบครอง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่ได้และต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 นำชี้แนวเขตให้ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 พร้อมกับปรับสภาพที่ดินพิพาทให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ดังกล่าวจะมีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 มีสิทธิครอบครอง ประเด็นข้อพิพาทที่เป็นประเด็นหลักจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ หากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องซึ่งถือว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธาน ส่วนคำขออื่นถือว่าเป็นคำขอต่อเนื่องหรือคำขอรอง เมื่อคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธานเป็นคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคำนวณทุนทรัพย์จากราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละคนครอบครอง เพราะตามรูปคดีเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้ มิใช่ถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งหมดทุกแปลงที่ฟ้องรวมกันมาและเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกร้องมาอีกส่วนหนึ่งด้วยแล้วปรากฏว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 คำนวณทุนทรัพย์ได้เป็นเงิน 25,000 บาท 32,500 บาท 45,000 บาท และ 150,000 บาท ตามลำดับ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 กระทำละเมิดเข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนคดีของโจทก์ที่ 6 แม้ทุนทรัพย์จะเกิน 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาก็ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 6 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 6 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 6 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 6 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 กับยกฎีกาของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 และยกฎีกาของโจทก์ที่ 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร ผ่านชมภู กับพวก
จำเลย — นายยุทธพล จันทรเสนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5188/2548
#266444
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายตามปกติ จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ เป็นกรณีที่อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 77 อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา

ในวันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งประเด็นคืนศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปศาล จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดฟังประเด็นกลับ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อไม่มีการสืบพยานประเด็นโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 จะฟังประเด็นกลับหรือไม่ ไม่เป็นผล เสียหายแก่จำเลยที่ 2 เพราะหลังจากนั้นศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คู่ความที่เสียหายอันจะยกการพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นว่ากล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง

คดีนี้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยวิธีปิดหมาย เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีธรรมดาไม่สามารถกระทำได้ จึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลส่งโดยวิธีอื่นแทน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 เมื่อศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบที่หน้าศาลตลอดมาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการปิดหมาย การนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยประกาศหน้าศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยาน จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 292,359 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 30,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่หน้าศาลแทนการส่งหมายตามปกติ จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 77 อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ

เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ในวันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งประเด็นคืนศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปศาล จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดฟังประเด็นกลับ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อได้ความว่าไม่มีการสืบพยานประเด็นโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 จะฟังประเด็นกลับหรือไม่ ไม่เป็นผลเสียหายแก่จำเลยที่ 2 แต่ประการใด เพราะหลังจากนั้นศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คู่ความที่เสียหายอันจะยกการพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นว่ากล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ส่วนเมื่อศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาลตลอดมา จนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีธรรมดาไม่ได้ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 18 มีนาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมายเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีธรรมดาไม่สามารถกระทำได้จึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีอื่นแทน โดยการปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ ณ สถานที่ทำการอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 การแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการปิดหมาย การนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยประกาศหน้าศาลจึงชอบด้วยกฎหมายและเมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันประกาศจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดสืบพยานของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามวันนัดสืบพยานของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 77 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละอองศรี อ่วมอินหรือปานนิ่ม
จำเลย — นางมารี มัลลิกมาลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5188/2548
#268186
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่หน้าศาลแทนการส่งหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 77 อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 จึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226

ในวันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งประเด็นคืนศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปศาล จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดฟังประเด็นกลับ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อได้ความว่าไม่มีการสืบพยานประเด็นโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 จะฟังประเด็นกลับหรือไม่ ไม่เป็นผลเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เพราะหลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้แจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คู่ความที่เสียหายอันจะยกการพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นว่ากล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ส่งหมายเรียกและสำนวนคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายมาก่อน การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลเป็นอีกวิธีการหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 มีผลเช่นเดียวกับการปิดหมายการนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยประกาศหน้าศาลจึงชอบด้วยกฎหมายและเมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันประกาศจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ - 8958 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2540 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ - 8958 กรุงเทพมหานคร ชนนายทองสุข ปานนิ่ม สามีของโจทก์ซึ่งกำลังเดินข้ามถนนจนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ แต่กลับเพิกเฉยไม่ชำระค่าเสียหายตามข้อตกลงทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลกับค่าปลงศพนายทองสุขรวม 100,000 บาท และต้องขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์บอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์มิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทองสุข ปานนิ่ม และเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายทองสุข ที่เดินตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 3 ไว้ต่อโจทก์บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่ขาดไร้อุปการะ และค่าเสียหายไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 292,359 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่อกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 30,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี แต่ไม่มีการสืบพยานประเด็นโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรีส่งประเด็นคืนและกำหนดวันนัดฟังประเด็นกลับวันที่ 21 ตุลาคม 2542 ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ เมื่อถึงวันนัดฟังประเด็นกลับศาลชั้นต้นได้ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังประเด็นกลับ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มาในวันดังกล่าว และในวันนั้นศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยที่ 1 วันที่ 13 ธันวาคม 2542 และให้ประกาศวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาล ศาลชั้นต้นปิดประกาศดังกล่าวในวันที่ 21 ตุลาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่มา จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 17 มีนาคม 2543 และให้ประกาศวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาล ศาลชั้นต้นปิดประกาศดังกล่าววันที่ 13 ธันวาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวจำเลยที่ 2 ไม่มา จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 และให้ประกาศวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาล ศาลชั้นต้นปิดประกาศดังกล่าวที่ 17 มีนาคม 2543 เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 2 ไม่มา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 12 มิถุนายน 2543 และให้ประกาศวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาล ศาลชั้นต้นปิดประกาศดังกล่าววันที่ 16 พฤษภาคม 2543 เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 และยื่นอุทธรณ์วันที่ 4 สิงหาคม 2543 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่หน้าศาลแทนการส่งหมายตามปกติ จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 77 อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ในวันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งประเด็นคืนศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปศาล จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบวันนัดฟังประเด็นกลับ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดฟังประเด็นกลับให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่เมื่อได้ความว่าไม่มีการสืบพยานประเด็นโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 จะฟังประเด็นกลับหรือไม่ ไม่เป็นผลเสียหายแก่จำเลยที่ 2 แต่ประการใด เพราะหลังจากนั้นศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คู่ความที่เสียหายอันจะยกการพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นว่ากล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ส่วนเมื่อศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบหน้าศาลตลอดมา จนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีธรรมดาไม่ได้ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 18 มีนาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมายเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีธรรมดาไม่สามารถกระทำได้ จึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีอื่นแทน โดยการปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ ณ สถานที่ทำการอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 การแจ้งวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการปิดหมาย การนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 โดยประกาศหน้าศาลจึงชอบด้วยกฎหมายและเมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันประกาศจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดสืบพยานของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามวันนัดสืบพยานของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละอองศรี อ่อนอินหรือปานนิ่ม
จำเลย — นางมารี มัลลิกมาลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5187/2548
#266343
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวพร้อมกับมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 และไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ขยายระยะเวลาฎีกาและรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่า เพื่อให้คดีเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงถือว่าคำสั่งเดิมดังกล่าวเป็นไปโดยผิดหลงนั้น มีลักษณะเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมย้อนหลังหลังจากจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยเหตุผลที่สั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เกิดจากการผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาและคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 และมาตรา 236

เหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า จัดทำฎีกาเสร็จแล้ว แต่ต้องนำเสนอกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตรวจก่อน เป็นเรื่องธุรกิจของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 236 ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทที. ที. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5187/2548
#268185
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2545 ว่าจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2545 จึงไม่รับ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ว่าเพื่อให้คดีเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงถือกรณีการสั่งตามคำร้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นไปโดยหลงผิด จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 และสั่งในฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ว่า เพื่อมิให้การดำเนินคดีล่าช้าเป็นผลเสียแก่คู่ความ จึงถือว่ากรณีเป็นการสั่งโดยผิดหลง อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกา สั่งใหม่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แล้วศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาว่า เนื่องจากศาลรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุตามอุทธรณ์อีก อุทธรณ์ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่รับ การที่ศาลชั้นต้นเพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 และสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 มีลักษณะเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมย้อนหลังแทนที่จะส่งอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตามมาตรา 252 และเหตุผลที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมไม่ใช่เกิดจากการผิดหลงไม่ต้องด้วยมาตรา 27 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยตามมาตรา 247 ประกอบมาตรา 236 และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาก็ไม่ชอบด้วยเช่นกัน ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวตามมาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

จำเลยที่ 1 อ้างเหตุขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า ทนายจำเลยที่ 1 จัดทำฎีกาเสร็จแล้ว แต่ต้องนำเสนอกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตรวจก่อน ปรากฏว่ากรรมการดังกล่าวเดินทางไปประกอบธุรกิจที่ต่างจังหวัด ทนายจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถเสนอให้ตรวจได้เหตุดังกล่าวเป็นเรื่องธุรกิจของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 564,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นเวลา 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายโดยให้นำเงินมาวางศาลภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เป็นให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 และวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์บางส่วนจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 25,000 บาท จะชำระภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2544 และวันที่ 3 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตเลื่อนการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือไปอีก 10 วัน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ว่าศาลตรวจสำนวนแล้วพบว่าทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 และศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งตามคำร้องดังกล่าว ทนายจำเลยทั้งสองได้ลงนามที่จะมาทราบคำสั่งในวันเดียวกันไว้แล้ว การที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการยื่นขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลาแล้วโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย กรณีจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎากร 2544 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามที่ทนายจำเลยทั้งสองร้องขอนั้นจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลในวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ดังกล่าวเสีย และมีคำสั่งใหม่ว่าตามคำร้องของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นเมื่อสั้นระยะเวลาแล้ว โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และสั่งในคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยทั้งสองว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คำร้องขอทุเลาของจำเลยทั้งสองจึงตกไป ค่าคำร้องเป็นพับ กับสั่งในคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมบางส่วนของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ว่า กรณีตามคำสั่งศาลลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ที่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะให้เพิกถอน ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมจนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 และขอขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือไปถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2544 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ต้องสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งคำร้องขออนุญาตเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในกำหนด จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้ ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นเวลา 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2545 ว่าจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2545 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ว่าเพื่อให้คดีเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงถือกรณีการสั่งตามคำร้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นไปโดยหลงผิด จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 และศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ว่า เพื่อมิให้การดำเนินคดีล่าช้าเป็นผลเสียแก่คู่ความ จึงถือว่ากรณีเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกา แล้วสั่งใหม่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาโดยด่วนและให้งดส่งสำเนาให้อีกฝ่ายเนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยทั้งสองแล้วศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาว่าเนื่องจากศาลรับฎีกาของจำเลยทั้งสองกรณีจึงไม่มีเหตุตามอุทธรณ์อีกอุทธรณ์ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาล เห็นว่า ศาลชั้นต้นเพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 และสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 มีลักษณะเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมย้อนหลัง หลังจากจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ขยายระยะเวลาฎีกาไปถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 และรับฎีกาของจำเลยทั้งสองภายหลังที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว และเหตุผลที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมไม่ใช่เกิดจากการผิดหลงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 236 และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองก็ไม่ชอบด้วยเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อสำนวนคดีมาถึงศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรรับและวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ 1 และไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างเหตุขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า ทนายจำเลยที่ 1 จัดทำฎีกาเสร็จแล้ว แต่ต้องนำเสนอกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตรวจก่อน แต่เนื่องจากกรรมการดังกล่าวเดินทางไปประกอบธุรกิจที่ต่างจังหวัด ทนายจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถเสนอให้ตรวจได้ เห็นว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นเรื่องธุรกิจของจำเลยที่ 1 เองมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขอขยายระยะเวลาฎีกา ดังนั้น จำเลยทั้งสองต้องยื่นฎีกาภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาภายในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาวันที่ 31 ตุลาคม 2545 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาขยายฎีกาดังกล่าวแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในครั้งแรกไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาและไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาและยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่เสียเกินมา 160 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่เหลือและค่าทนายความให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท ที.ที. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5186/2548
#268317
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ที่กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นคำร้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดจากมูลแห่งข้ออ้างนั้นใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา ดังนั้นคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่สั่งโดยผิดระเบียบ โดยอ้างว่าการที่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีเพราเหตุโจทก์ไม่มาศาล จึงอยู่ในบังคับแห่งระยะเวลา 8 วัน ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างของจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่สอดส่องดูแลให้ความปลอดภัยแก่รถยนต์ของลูกค้าที่มาจอดใช้บริการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยซึ่งจอดในลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลยถูกโจรกรรมสูญหาย โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 177,510 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเพียงแต่จัดที่จอดรถเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาหรือป้องกันรถยนต์ไม่ให้สูญหาย รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมิได้สูญหายในบริเวณลานจอดรถของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพร้อมและสืบพยานโจทก์วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2547 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกครั้งโดยอ้างว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการไอและเจ็บคอ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่เชื่อว่าทนายโจทก์ป่วยจนถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ และคำร้องก็มิได้ระบุว่าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร เมื่อทนายโจทก์ไม่มาศาล ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ไม่มาศาล จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวและนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบจะต้องยื่นภายในเวลา 8 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้องมาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้น ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่สั่งโดยผิดระเบียบ โดยอ้างว่าการที่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายความนำคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลนั้น จึงอยู่ในบังคับแห่งระยะเวลาแปดวันที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องดังกล่าววันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไปนั้นถือเป็นฎีกาที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 4,437.50 บาท อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทเซ็นคาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5186/2548
#272172
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้นซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่สั่งโดยผิดระเบียบ โดยอ้างว่าทนายโจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วยถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลนั้น จึงอยู่ในบังคับระยะเวลาแปดวันที่จะต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 177,510 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในวันนัดพร้อมและสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นอนุญาต นัดต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2547 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกครั้งโดยอ้างว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการไอและเจ็บคอ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่เชื่อว่าทนายโจทก์ป่วยจนถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ และคำร้องก็มิได้ระบุว่าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร เมื่อทนายโจทก์ไม่มาศาล ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบจะต้องยื่นเวลาภายในเวลา 8 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้องมาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้น ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีที่สั่งโดยผิดระเบียบ โดยอ้างว่าการที่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนคดีต่อศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ถือว่าโจทก์มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบแล้ว ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลนั้น จึงอยู่ในบังคับแห่งระยะเวลาแปดวันที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องดังกล่าววันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมหมดสิทธิคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทเซ็นคาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5185/2548
#268128
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยแม้เป็นฎีกาคัดค้านในเรื่องของการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ มิใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดี ก็ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่สูงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะหาเงินค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ และพฤติการณ์การยื่นคำร้องของจำเลยมีลักษณะเป็นการประวิงคดีกรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ เท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและฟังว่าไม่มีเหตุตามที่จำเลยอ้างมาในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อันเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยใช้ความพยายามทุกทางแล้วแต่หาเงินค่าธรรมเนียมได้เพียงบางส่วน และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะประวิงคดี เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิด 126,728.77 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 71,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 และกำชับในคำสั่งว่าอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน อ้างว่าเพิ่งหาเงินค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้เพียงบางส่วน เนื่องจากจำเลยตกงานและภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่สูงประกอบกับศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลามาแล้วถึง 2 ครั้ง เหตุที่จำเลยอ้างมาในคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่คู่ความพิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยแม้เป็นฎีกาคัดค้านในเรื่องของการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ มิใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดีก็ตาม ก็ตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 248 เช่นเดียวกัน คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่สูง ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะหาเงินค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ และพฤติการณ์การยื่นคำร้องของจำเลยมีลักษณะเป็นการประวิงคดี กรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ เท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและฟังว่าไม่มีเหตุตามที่จำเลยอ้างมาในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อันเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยออกไปอีกหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยใช้ความพยายามทุกทางแล้ว แต่หาเงินค่าธรรมเนียมได้เพียงบางส่วน และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะประวิงคดีนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิติกร วิสาลเสสถ์
จำเลย — นายสมพงศ์ ตันกิตติรัตนกูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5183/2548
#268288
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทมาก่อนโจทก์เกินกว่า 30 ปี มิใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นของจำเลยและจำเลยได้ปลูกบ้านอยู่ โดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินบริเวณที่ปลูกบ้านกับเพิ่งมาก่อนที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำบรรยายฟ้อง โดยปลูกบ้านกับเพิง และเข้าครอบครองที่ดินในบริเวณที่ปลูกบ้านกับเพิงโดยความสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 ซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การแล้ว ดังนั้น ตามคำให้การที่แก้ไขใหม่ต่อข้อต่อสู้เดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่เป็นข้อต่อสู้อีกต่อไป การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินที่จำเลยมีสิทธิอยู่แล้ว จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามาตรา 1382 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25269 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 1 ไร 1 งาน 80 ตารางวา จำเลยได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินของโจทก์หากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนแล้วเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยและบริวารได้ปลูกบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับเพิงและได้ครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวโดยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 40 ปีแล้ว ก่อนที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำบรรยายฟ้องจึงได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 25269 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนแล้วเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในปัญหานี้ว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย แม้จำเลยจะให้การต่อมาว่าได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ แต่ก็เป็นการครอบครองที่ดินที่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิอยู่แล้ว กรณีหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ปัญหาการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นเป็นเรื่องนอกคำให้การ ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท เห็นว่า คดีนี้เดิมจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 25269 และจำเลยอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาก่อนโจทก์เกินกว่า 30 ปี มิใช่ที่ดินของโจทก์ แต่ก็เป็นของจำเลยและจำเลยได้ปลูกบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยความสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2540 เป็นว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินบริเวณที่ปลูกบ้านกับเพิงมาก่อนที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำบรรยายฟ้อง โดยปลูกบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับเพิงและเข้าครอบครองที่ดินในบริเวณที่ปลูกบ้านกับเพิงโดยความสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การแล้ว ดังนั้น ตามคำให้การที่แก้ไขใหม่ข้อต่อสู้เดิมที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่เป็นข้อต่อสู้อีกต่อไป การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินที่จำเลยมีสิทธิอยู่แล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 11,250 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท เป็นการกำหนดเกินกว่าอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความแพ่งและปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเป็นเงินรวม 10,975 บาท ส่วนจำเลยเสียค่าขึ้นศาลศาลฎีกามาเป็นเงิน 910 บาท ทั้งโจทก์และจำเลยต่างเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์และจำเลย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์เสียเกินมาแก่โจทก์ และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่จำเลยเสียเกินมาแก่จำเลย ส่วนค่าทนายความในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล จันทร์วิชิต
จำเลย — นางบุญชู สุขสมสิน
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดสรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5181/2548
#583718
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์และได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ โดยจำเลยทั้งสองนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ที่ออกให้เพื่อค้ำประกันเฉพาะจำเลยที่ 1 มาวางเป็นหลักประกันพร้อมทำหนังสือประกันต่อศาลชั้นต้น กรณีดังกล่าวถือว่านอกจากจำเลยที่ 1 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองตามหนังสือประกันที่ทำต่อศาล เมื่อปรากฏว่าต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ก็เพียงแต่เป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับสิ้นไป แต่ความรับผิดตามหนังสือประกันหาได้ระงับไปด้วยไม่ เพราะไม่มีข้อความใดระบุว่าหนังสือประกันดังกล่าวให้มีผลบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นการทำหนังสือประกันเพื่อได้รับการทุเลาการบังคับเฉพาะจำเลยคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดร่วมกันในฐานะผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองหรือจำเลยคนใดคนหนึ่งหากไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองนำมาวางเป็นหลักประกันตามสัญญาค้ำประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ทุเลาการบังคับโดยให้จำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยมาวางศาล จำเลยทั้งสองนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มาวางเป็นหลักประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองหลวง ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญาค้ำประกันของธนาคารค้ำประกันเฉพาะหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผู้ออกหนังสือค้ำประกันชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผู้ออกหนังสือค้ำประกันชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งที่ 512/2540 ว่า ถ้าจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2537 จนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มาวางเป็นหลักประกันต่อศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสองโดยนายพิสิฐ ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือประกันต่อศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2540 ว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ทันที กรณีนี้ จึงเห็นได้ว่านอกจากจำเลยที่ 1 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองตามหนังสือประกันฉบับดังกล่าวด้วย หาใช่ค้ำประกันเฉพาะหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อปรากฏว่าต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ก็เพียงแต่เป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับสิ้นไป แต่ความรับผิดตามหนังสือประกันหาได้ระงับไปด้วยไม่ เพราะไม่มีข้อความใดระบุว่าหนังสือประกันดังกล่าวให้มีผลบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นการทำหนังสือประกันเพื่อได้รับการทุเลาการบังคับเฉพาะจำเลยคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดร่วมกันในฐานะผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองหรือจำเลยคนใดคนหนึ่งหากไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองนำมาวางเป็นหลักประกันตามหนังสือประกันได้ แม้หลักทรัพย์ที่นำมาวางจะเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารซึ่งระบุว่าค้ำประกันเฉพาะจำเลยที่ 1 ก็ตาม เพราะต้องถือว่าเป็นการค้ำประกันหนี้หรือความรับผิดของจำเลยที่ 1 ทุกประเภทที่มีในคดี ซึ่งรวมถึงความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือประกันด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2517 ที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้นเป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกนำหลักทรัพย์มาวางพร้อมกับทำหนังสือประกันต่อศาลเพื่อประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยซึ่งมีเพียงคนเดียว แตกต่างจากคดีนี้ซึ่งมีจำเลย 2 คน ที่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาและจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำหนังสือประกันต่อศาลเอง โดยหลักทรัพย์ที่นำมาวางเป็นของจำเลยคนหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเมติก จำกัด
บริษัทยูไนเต็ดมอเตอร์เวิกส์ (สยาม)
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสามารถ อาจณรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5178 -ที่ 5179/2548
#266314
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีผลประกอบการที่ดีและมีกำไรมาโดยตลอด แต่ต่อมาเมื่อกลางปี 2540 โจทก์เกิดขาดสภาพคล่องกะทันหันจนถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 และแต่งตั้งบริษัท พ. เป็นผู้ทำแผน เมื่อมีการตรวจสอบรายการทางการเงินของโจทก์พบว่า การรายงานสินทรัพย์สุทธิและกำไรสุทธิมีความคลาดเคลื่อน และระหว่างเดือนธันวาคม 2537 ถึงกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นผู้บริหารงานของโจทก์ได้ร่วมกันชำระเงิน 3,950,000,000 บาทให้แก่บุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยไม่ชอบ โดยโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยแต่ละคนโดยละเอียดถึงวันที่มีการเบิกถอนเงิน จ่ายเงิน และโอนเงินจำนวนเท่าใดจากธนาคารอะไร ให้ใคร ที่บัญชีเลขที่เท่าใด พร้อมรายละเอียดแห่งความเสียหายที่จำเลยแต่ละคนได้ก่อให้แก่โจทก์ตามเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้อง เป็นคำฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยแต่ละคนทำผิดสัญญาโดยโอนเงินให้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบ พร้อมทั้งบรรยายว่าจำเลยแต่ละคนทำการอย่างไร เมื่อใด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่าใด โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายโดยชัดแจ้งแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจและต่อสู้คดีได้แล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่แก้ไข มาตรา 90/25 บัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และมาตรา 90/24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ให้ศาลแจ้งคำสั่งนั้นแก่ผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารของลูกหนี้ และผู้บริหารชั่วคราวโดยไม่ชักช้า อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนให้เริ่มแต่วันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว และให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารของลูกหนี้ หรือผู้บริหารชั่วคราวสิ้นสุดลง หมายความว่า เมื่อศาลตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารลูกหนี้ และผู้บริหารชั่วคราวเป็นอันสิ้นสุดลง โดยให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน การฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สำเร็จลุล่วง ผู้ทำแผนจึงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีนี้ได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าได้ร่วมกันทำละเมิดในการทำงานตามหน้าที่ในทางการที่จ้าง อันถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2540 โดยนำคดีมาฟ้องในวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ซึ่งไม่พ้นกำหนด 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้ค่าเสียหายจากการทำละเมิดแก่โจทก์ด้วยการเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารแล้วจ่ายให้แก่บริษัทและบุคคลอื่นโดยไม่ชอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นจำนวนเงิน 3,950,000,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดหลายครั้ง แม้โจทก์จะได้นำเช็คและรายการที่เรียกเก็บเงินตามเช็คมาแสดงต่อศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นยอดรวมหลายครั้งว่าแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ไม่ได้แยกให้ชัดว่าจำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินตามเช็คแต่ละใบเมื่อใด จำนวนเท่าใด และจ่ายออกไปโดยไม่ชอบเมื่อใด จำนวนเท่าใด และศาลแรงงานกลางก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงโดยละเอียดดังกล่าว โจทก์นำสืบได้เพียงว่าโจทก์ทราบมูลเหตุที่ฟ้องร้องคดีนี้ในวันประชุมคณะกรรมการโจทก์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น แม้ว่ามูลหนี้จากการทำละเมิดให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดและต้องคิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ประกอบมาตรา 224 แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดแต่ละครั้งเมื่อใด จำนวนเท่าใด การที่ศาลแรงงานกลางให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ สำหรับสำนวนแรกอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัย (ที่ 75/3541) ว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง และโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 10 ที่ 11 ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 10 ที่ 11 สำนวนแรกจึงให้เรียกนายชาญเป็นจำเลยที่ 1 นางสาววารีเป็นจำเลยที่ 2 นายพรเทพเป็นจำเลยที่ 3 นางจินตนาเป็นจำเลยที่ 4 และสำนวนหลังให้เรียกนายศักดาเป็นจำเลยที่ 5 และนางสาววาสนาเป็นจำเลยที่ 6

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 22,270,520,978.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 19,256,954,844.75 บาท นับถัดจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,387,913,265.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6

โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้รายที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไร โจทก์บรรยายเพียงว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเช็คและมีการเบิกเงินตามเช็คเท่านั้น มิได้บรรยายให้เห็นชัดแจ้งว่าการเบิกถอนเงินของจำเลยที่ 1 ตามเช็คนั้นผิดระเบียบข้อบังคับข้อใด จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดสัญญาจ้างอย่างไร ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถที่จะเข้าใจและให้การต่อสู้คดีได้ จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีผลประกอบการที่ดีและมีกำไรมาโดยตลอด แต่ต่อมาเมื่อกลางปี 2540 โจทก์เกิดขาดสภาพคล่องกะทันหันจนถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 และแต่งตั้งบริษัทไพรัช วอเตอร์เฮ้าส์ดูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผน เมื่อมีการตรวจสอบรายการทางการเงินของโจทก์พบว่า การรายงานสินทรัพย์สุทธิและกำไรสุทธิมีความคลาดเคลื่อน และระหว่างเดือนธันวาคม 2537 ถึงกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นผู้บริหารงานของโจทก์ได้ร่วมกันชำระเงิน 3,950,000,000 บาทให้แก่บุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยไม่ชอบ โดยโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยแต่ละคนโดยละเอียดถึงวันที่มีการเบิกถอนเงิน จ่ายเงิน และโอนเงินจำนวนเท่าใดจากธนาคารอะไร ให้ใคร ที่บัญชีเลขที่เท่าใด พร้อมรายละเอียดแห่งความเสียหายที่จำเลยแต่ละคนได้ก่อให้แก่โจทก์ตามเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้อง เป็นคำฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยแต่ละคนทำผิดสัญญาโดยโอนเงินให้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบ พร้อมทั้งบรรยายว่าจำเลยแต่ละคนทำการอย่างไร เมื่อใด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่าใด โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายโดยชัดแจ้งแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจและต่อสู้คดีได้แล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นบริษัทซึ่งอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว การติดตามทวงถามหนี้สินหรือใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ โจทก์ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 90/38 หรือมาตรา 90/39 โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว กลับนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานกลางอ้างว่าเป็นเรื่องละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น เป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 90/38 และมาตรา 90/39 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิเคราะห์ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่แก้ไข มาตรา 90/25 บัญญัติว่า "?เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน" และมาตรา 90/24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ให้ศาลแจ้งคำสั่งนั้นแก่ผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารของลูกหนี้ และผู้บริหารชั่วคราวโดยไม่ชักช้า อำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนให้เริ่มแต่วันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว และให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารของลูกหนี้ หรือผู้บริหารชั่วคราวสิ้นสุดลง" หมายความว่า เมื่อศาลตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารลูกหนี้ และผู้บริหารชั่วคราวเป็นอันสิ้นสุดลง โดยให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน การฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สำเร็จลุล่วง ผู้ทำแผนจึงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีนี้ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อสามว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าได้ร่วมกันทำละเมิดในการทำงานตามหน้าที่ในทางการที่จ้าง อันถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2540 โดยนำคดีมาฟ้องในวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ซึ่งไม่พ้นกำหนด 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลแรงงานกลางต้องกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องหรือวันทำละเมิด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้ค่าเสียหายจากการทำละเมิดแก่โจทก์ด้วยการเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารแล้วจ่ายให้แก่บริษัทและบุคคลอื่นโดยไม่ชอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นจำนวนเงิน 3,950,000,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดหลายครั้ง แม้โจทก์จะได้นำเช็คและรายการที่เรียกเก็บเงินตามเช็คมาแสดงต่อศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นยอดรวมหลายครั้งว่าแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ไม่ได้แยกให้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินตามเช็คแต่ละใบเมื่อใด จำนวนเท่าใด และจ่ายออกไปโดยไม่ชอบเมื่อใด จำนวนเท่าใด และศาลแรงงานกลางก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงโดยละเอียดดังกล่าว โจทก์นำสืบได้เพียงว่าโจทก์ทราบมูลเหตุที่ฟ้องร้องคดีนี้ในวันประชุมคณะกรรมการโจทก์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น แม้ว่ามูลหนี้จากการทำละเมิดให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดและต้องคิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ประกอบมาตรา 224 แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดแต่ละครั้งเมื่อใด จำนวนเท่าใด การที่ศาลแรงงานกลางให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 206 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/24 ม. 90/25
ชื่อคู่ความ
โจทก์วอ — บริษัทอัลฟาเทค อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทไพร้ซ
ผู้ทำแผน — เตอร์เฮ้าส์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด
จำเลย — นายชาญ อัศวโชค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5175 -ที่ 5177/2548
#266458
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับจำเลย แต่มิได้เป็นกรณีร้ายแรง ส่วนโจทก์ที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดข้อบังคับของจำเลย จำเลยมีคำสั่งเพิกถอนการไล่ออกแก่โจทก์ทั้งสามตามมติของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งไล่ออกแก่โจทก์ที่ 3 ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากต้องออกจากงานในช่วงระยะเวลาที่ถูกเลิกจ้างจนถึงวันกลับเข้าทำงาน ส่วนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดข้อบังคับของจำเลย กรณีไม่ใช่คำสั่งของจำเลยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด การที่จำเลยระบุในคำสั่งเพิกถอนการไล่ออกแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า ในระหว่างถูกลงโทษไล่ออกจากงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลย เว้นแต่อายุการทำงานให้นับต่อเนื่องได้โดยไม่นับรวมระยะเวลาที่มิได้ปฏิบัติงานในช่วงที่ถูกลงโทษไล่ออก จึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 2,262,334 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,242,904 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,175,328 บาท

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าเช่าซื้อ ค่าเบี้ยเลี้ยงปฏิบัติงาน ค่ารักษาพยาบาล เงินโบนัส ตลอดจนค่าเสียหายและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสามถูกไล่ออกจากงานจนถึงวันกลับเข้าทำงานแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า สำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 นั้น แม้คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยจะมีมติให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสองออกจากงานก็ตาม แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยก็วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มิใช่เป็นเกษตรกรเข้ามาเป็นลูกค้าเงินกู้ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย และโจทก์ที่ 2 ตรวจสอบประเมินราคาที่ดินของลูกค้าโดยบันทึกข้อมูลไม่ถูกต้อง กับไม่ใช้ความละเอียดรอบคอบตามสมควรในการขึ้นทะเบียนรับบุคคลที่มิใช่เป็นเกษตรกรเข้าเป็นลูกค้าของจำเลย เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลย ให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ขั้น แทนการลงโทษไล่ออก มติของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นกรณีที่วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมีความผิดไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยแต่มิได้เป็นกรณีร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา และมีเหตุอันควรลดโทษให้ ฉะนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออกแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ลงโทษแก่โจทก์ทั้งสองเป็นลดขั้นเงินเดือนคนละ 2 ขั้นแทนนั้น ย่อมเป็นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 9 ว่าด้วยวินัยการสอบสวนและการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้างแล้ว และโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยทั้งสิ้น เว้นแต่มีเหตุอันควร คณะกรรมการของจำเลยอาจคืนสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็ได้ ตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวข้อที่ 13 วรรคสอง เมื่อคณะกรรมการของจำเลยพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แล้ว มีมติให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนคนละ 2 ขั้น เท่านั้น คณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีความเห็นให้คืนสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ฉะนั้นการที่จำเลยระบุในคำสั่งเพิกถอนการไล่ออกแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า ในระหว่างที่ถูกลงโทษไล่ออกจากงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลย เว้นแต่อายุการทำงานให้นับต่อเนื่องได้โดยไม่นับรวมระยะเวลาที่มิได้ปฏิบัติงานในช่วงที่ถูกลงโทษไล่ออกจึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยแล้ว นอกจากนี้คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากงานในเบื้องต้นนั้นสืบเนื่องจากการกระทำความผิดของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด โจทก์ที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนโจทก์ที่ 3 นั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยมีมติว่าโจทก์ที่ 3 ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นอันถึงที่สุด ตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 9 ว่าด้วยวินัย การสอบสวนและการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 14 วรรคท้าย การที่จำเลยมีคำสั่งเพิกถอนการไล่ออกแก่โจทก์ที่ 3 ตามมติของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มิใช่เป็นการงดโทษหรือลดโทษแก่โจทก์ที่ 3 เนื่องจากโจทก์ที่ 3 มิได้มีความผิดแต่อย่างใด โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่เป็นผู้เสียสิทธิในการเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 13 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิอ้างข้อบังคับดังกล่าวเป็นเหตุไม่จ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ใด ๆ ในระหว่างที่โจทก์ที่ 3 ถูกลงโทษไล่ออกจากงาน คำสั่งของจำเลยที่ 344/2545 เรื่องการเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ระบุว่าในระหว่างที่ถูกไล่ออกจากงาน โจทก์ที่ 3 (ผู้ถูกลงโทษ) ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลย จึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยข้อที่ 13 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าในระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 ที่จำเลยมีคำสั่งไล่ออกแก่โจทก์ที่ 3 นั้น โจทก์ที่ 3 มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานจำเลยแต่อย่างใด ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ที่ 3 มิได้มีฐานะเป็นพนักงานของจำเลย จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ในฐานะพนักงานจากจำเลย แต่การที่จำเลยมีคำสั่งไล่ออกแก่โจทก์ที่ 3 โดยที่ไม่มีความผิดย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 3 ฉะนั้นโจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากต้องออกจากงานในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจากจำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ที่เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ที่ 3 มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากต้องออกจากงานในระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 จากจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภณ ถนอมวำ กับพวก
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5174/2548
#271722
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้แสดงเจตนาลาออกแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 แล้ว แม้การแสดงเจตนาดังกล่าวไม่อาจถอนได้ก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้สนองรับ โดยจำเลยได้ยับยั้งการลาออกของโจทก์ไว้แล้วอนุญาตให้โจทก์กลับเข้าทำงานอีก จึงเท่ากับจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ถอนใบลาออก คำเสนอขอลาออกของโจทก์จึงเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป ดังนั้น จึงไม่มีหนังสือขอลาออกของโจทก์ที่จำเลยจะอนุมัติให้โจทก์ลาออกได้อีก คำสั่งของจำเลยที่อนุมัติให้โจทก์ลาออกจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 51155/2541 ลงวันที่ 27 เมษายน 2541 และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและหน้าที่เดิมหรือเทียบเท่าตำแหน่งเดิม กับให้เลื่อนระดับงานและขั้นเงินเดือนให้สูงขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 ขั้น กับนับอายุงานต่อเนื่องด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 51155/2541 ลงวันที่ 27 เมษายน 2541 ให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและหน้าที่เดิมหรือเทียบเท่า ให้เลื่อนระดับงานและขั้นเงินเดือนให้โจทก์ปีละ 1 ขั้น ยกเว้นในปีที่เกิดเหตุ โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องในระหว่างที่จำเลยให้โจทก์ลาออก คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานโทรคมนาคม ระดับ 5 ประจำที่ทำการบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ กองปฏิบัติการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โจทก์ได้ไปทำงานพิเศษกับชาวต่างชาติและถูกชาวต่างชาติร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีโจทก์ เนื่องจากทรัพย์สินของชาวต่างชาติสูญหาย พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับโจทก์ โจทก์จึงลาหยุดงาน วันที่ 8 ตุลาคม 2539 จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ลาหยุดงานวันที่ 28 ตุลาคม 2539 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกตามเอกสารหมาย ล. 1 โดยระบุเหตุผลว่าเนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญา จำเป็นต้องไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าวและตอนท้ายของหนังสือลาออกระบุข้อความตามระเบียบของจำเลยว่าโจทก์จะไม่เพิกถอนใบลาออกไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยได้ยับยั้งการลาออกของโจทก์ไว้จนกว่าจะทราบผลคดีอาญา โจทก์ได้ขออนุญาตกลับเข้าทำงานและได้รับอนุญาตจากจำเลยให้กลับเข้าทำงานได้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2539 วันที่ 5 มกราคม 2540 โจทก์ขอยกเลิกใบลาออก ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของจำเลยมีมติว่าโจทก์ไม่มีความผิดฐานละทิ้งงาน วันที่ 27 เมษายน 2541 จำเลยมีคำสั่งที่ 51155/2541 อนุมัติให้โจทก์ลาออกได้ โดยให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของจำเลยที่ 51155/2541 ที่อนุมัติให้โจทก์ลาออกและให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์ได้ยื่นหนังสือลาออกตามเอกสารหมาย ล. 1 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 โดยระบุเหตุผลว่าโจทก์จำต้องไปดำเนินการเกี่ยวกับกรณีโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา และแม้ตอนท้ายของหนังสือลาออกระบุข้อความว่าโจทก์จะไม่เพิกถอนใบลาออกไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของจำเลย แต่จำเลยก็ได้ยับยั้งใบลาออกของโจทก์ไว้และกลับอนุญาตให้โจทก์กลับเข้าทำงานอีกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2539 เห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาลาออกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 แล้ว และแม้การแสดงเจตนาดังกล่าวไม่อาจถอนได้ก็ตามแต่จำเลยก็มิได้สนองรับ โดยจำเลยได้ยับยั้งการลาออกของโจทก์ไว้แล้วอนุญาตให้โจทก์กลับเข้าทำงานในวันที่ 23 ธันวาคม 2539 จึงเท่ากับจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ถอนใบลาออก คำเสนอขอลาออกของโจทก์จึงเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป ดังนั้น เมื่อคำขอลาออกตามเอกสารหมาย ล. 1 สิ้นผลไปแล้ว จึงไม่มีหนังสือขอลาออกของโจทก์ที่จำเลยจะอนุมัติให้โจทก์ลาออกได้อีกคำสั่งของจำเลยที่ 51155/2541 ที่อนุมัติให้โจทก์ลาออกและให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นับอายุงานของโจทก์ในช่วงเวลาที่โจทก์ไม่ได้มาทำงานต่อเนื่องกับเวลาที่โจทก์เข้าทำงานตามคำสั่งศาลแรงงานกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ช่วงนับแต่เวลาที่โจทก์ยื่นใบลาออกแล้วโจทก์ไม่ได้มาทำงานนั้นย่อมไม่สามารถนับอายุงานได้เพราะโจทก์ไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ขออนุญาตและจำเลยให้โจทก์กลับเข้าทำงานได้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2539 แล้ว จึงชอบที่จะนับอายุงานต่อเนื่องให้แก่โจทก์ได้นับแต่วันดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานของโจทก์ต่อเนื่อง เว้นแต่ช่วงระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2539 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรพิมล หาญเศรษฐานนท์
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2548
#272167
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปสำหรับสินค้านาฬิกาและอุปกรณ์ชิ้นส่วนนาฬิกา สินค้านาฬิกาและอุปกรณ์ชิ้นส่วนนาฬิกาของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี มีชื่อเสียงในการบอกเวลาที่เที่ยงตรงและมีความทนทานแต่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับนาฬิกาที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องมีฐานะทางการเงินดีจึงจะสามารถซื้อสินค้านาฬิกาของโจทก์ได้ ความมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์เป็นเหตุให้มีผู้ผลิตสินค้านาฬิกาโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ปลอมออกขายหลายราย แต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดผลิตสินค้านาฬิกาโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ออกขาย แสดงให้เห็นว่าหากนาฬิกานั้นใช้เครื่องหมายการค้าที่ไม่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ผู้ซื้อย่อมสังเกตเห็นได้โดยง่ายว่าสินค้านาฬิกานั้นไม่ใช่สินค้าของโจทก์ ไม่อาจสับสนหลงผิดว่าเป็นสินค้านาฬิกาที่มีชื่อเสียงของโจทก์ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าที่บริษัทโซเล็กซ์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการได้ยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น ใช้กับสินค้าเครื่องประดับทำจากบรอนซ์หรือโลหะมีค่าจำเลยมิได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้านาฬิกาแต่อย่างใด ดังนี้การยื่นขอจดทะเบียนของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยมีเจตนาเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเจตนาจะผลิตสินค้านาฬิกาเช่นเดียวกับโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า หากแม้จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้านาฬิกาแล้วนำสินค้านาฬิกานั้นออกจำหน่ายก็ไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้ซื้อนาฬิกานั้นจะสับสนหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพราะประชาชนทั่วไปทราบดีว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงสำหรับสินค้ากุญแจ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปสำหรับสินค้านาฬิกา กรณีไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" ที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 269556 และห้ามหรือระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" ดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" อยู่ในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบคือเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 269556 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 14 (ใหม่) รายการสินค้าเครื่องประดับทำจากบรอนซ์หรือโลหะมีค่า โจทก์จึงยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และจำเลยได้ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านดังกล่าว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านและดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวต่อไป โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนโดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 269556 กับสินค้าจำพวกที่ 14 (ใหม่) รายการสินค้าเครื่องประดับทำจากบรอนซ์หรือโลหะมีค่าของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ที่ใช้กับสินค้านาฬิกาและอุปกรณ์ชิ้นส่วนนาฬิกาซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายหลายทั่วไปสำหรับสินค้านาฬิกาและอุปกรณ์ชิ้นส่วนนาฬิกา สินค้านาฬิกาและอุปกรณ์ชิ้นส่วนนาฬิกาของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี มีชื่อเสียงในการบอกเวลาที่เที่ยงตรงและมีความทนทาน แต่สินค้าของโจทก์มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับนาฬิกาที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องมีฐานะทางการเงินดีจึงจะสามารถซื้อสินค้านาฬิกาของโจทก์ได้ ความมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์เป็นเหตุให้มีผู้ผลิตสินค้านาฬิกาโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ปลอมออกขายหลายราย แต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดผลิตสินค้านาฬิกาโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ออกขาย แสดงให้เห็นว่าหากนาฬิกานั้นใช้เครื่องหมายการค้าที่ไม่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" ผู้ซื้อย่อมสังเกตเห็นได้โดยง่ายว่าสินค้านาฬิกานั้นไม่ใช่สินค้าของโจทก์ ก่อนที่จะซื้อสินค้านาฬิกาของโจทก์ซึ่งมีราคาสูง ผู้ซื้อย่อมต้องพิถีพิถันใช้ความระมัดระวังตรวจดูเป็นพิเศษว่านาฬิกาที่จะซื้อเป็นนาฬิกาของแท้ของโจทก์หรือไม่ ดังนี้ หากจำเลยผลิตสินค้านาฬิกาโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" ออกจำหน่ายผู้ซื้อสินค้านาฬิกาของจำเลยย่อมสังเกตเห็นได้โดยง่ายว่าเป็นสินค้านาฬิกาของจำเลยไม่อาจสับสนหลงผิดว่าเป็นสินค้านาฬิกาที่มีชื่อเสียงของโจทก์ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทโซเล็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการได้ประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" โดยสินค้าที่นำเข้าและจำหน่ายมีกุญแจบ้าน กุญแจรถยนต์ กุญแจลูกบิด กุญแจมือจับ และเครื่องมือช่างทั้งชนิดมีและไม่มีมอเตอร์ สินค้าที่นำเข้าและจำหน่ายของบริษัทดังกล่าวได้มีการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าในคดีนี้ โดยเครื่องหมายการค้า ที่ขอจดทะเบียนได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้ากุญแจต่าง ๆ เครื่องมือช่างและสินค้าอื่น ๆ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนมานานก่อนที่จำเลยจะมารับช่วงต่อในฐานะทายาทเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี สินค้ากุญแจที่ใช้เครื่องหมายการค้า เป็นที่รู้จักของคนเป็นจำนวนมากและยังเคยถูกลอกเลียนแบบหรือปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วย เครื่องหมายการค้า ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า กุญแจ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2524 ก่อนที่จำเลยจะมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 269556 กับสินค้าจำพวกที่ 14 (ใหม่) รายการสินค้าเครื่องประดับทำจากบรอนซ์หรือโลหะมีค่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2537 นานถึง 13 ปีเศษ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า ได้มีการใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้ากุญแจต่าง ๆ มานานนับ 10 ปี จนเป็นที่รู้จักของคนเป็นจำนวนมากแล้ว จำเลยจึงไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเครื่องประดับทำจากบรอนซ์หรือโลหะมีค่า ซึ่งจำเลยก็มิได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้านาฬิกาแต่อย่างใด ดังนี้ การยื่นขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 269556 ของจำเลย จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยมีเจตนาเลียนเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายคำว่า "ROLEX" ของโจทก์และเจตนาจะผลิตสินค้านาฬิกาเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์เพื่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง หากแม้จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้านาฬิกาแล้วนำสินค้านาฬิกานั้นออกจำหน่าย ก็ไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้ซื้อนาฬิกานั้นของจำเลยจะสับสนหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพราะประชาชนทั่วไปทราบดีว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "SOLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงสำหรับสินค้ากุญแจ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปสำหรับสินค้านาฬิกา หากจะซื้อสินค้านาฬิกายี่ห้อ "SOLEX" ไปก็น่าเชื่อว่าเป็นการซื้อไปเพื่อลองใช้ดูว่ามีคุณภาพดีเหมือนสินค้ากุญแจยี่ห้อ "SOLEX" หรือไม่มากกว่าที่จะซื้อนาฬิกานั้นไปเพราะหลงเชื่อว่าเป็นสินค้านาฬิกาของโจทก์ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 269556 ของจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยโดยสุจริต จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 269556 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรเล็กซ์ เอสเอ จำกัด
จำเลย — นางสาวนันทา ปิติเศรษฐการ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5167/2548
#113359
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาล หรือในการดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซึ่งถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ ซึ่งพนักงานอัยการรับแก้ต่างตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (2) (3) พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการตั้งทนายความให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 1 กลุ่ม 433 และแปลงเลขที่ 2 กลุ่ม 431 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 2 ข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการรังวัดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 11,500 บาท กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสุมล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ที่สั่งรับคำให้การและบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ยื่นใบแต่งทนายความให้ถูกต้องตามกฎหมายกับยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมทั้งบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บันทึกการนำทำการรังวัดปักเขตที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบ้านยางชุม หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ลงนามแต่งตั้งให้นายนรินทร์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทน แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ตามสารบัญอันดับที่ 33 มีนายรัตนชัย อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้ยื่นคำให้การ เป็นผู้เรียงและพิมพ์ และเป็นผู้ลงชื่อระบุพยานตามบัญชีพยานของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ตามสารบัญอันดับที่ 37 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงนามแต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายจรินทร์รองอัยการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนตามใบแต่งทนายความอันดับที่ 39 และวันที่ 16 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายสำเร็จ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนตามใบแต่งทนายความอันดับที่ 50 หลังจากนี้ต่อมานายสำเร็จเป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตลอดทั้งการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า การที่นายรัตนชัยเป็นผู้ยื่นคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 และฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อแต่งตั้งในใบแต่งทนายความให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของตนนั้นเป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า นายรัตนชัยดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (2) (3) จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (2) (3) บัญญัติว่า

"มาตรา 11 พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(2) ในคดีแพ่ง มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง กับมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ

(3) ในคดีแพ่งหรืออาญาซึ่งเจ้าพนักงานถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือในคดีแพ่งหรืออาญาที่ราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำการในหน้าที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแก้ต่างก็ได้"

บทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายความว่า พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลหรือในการดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซึ่งถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะรับแก้ต่างให้ก็ได้ ซึ่งการรับแก้ต่างให้ตามบทบัญญัติของ 2 อนุมาตรานี้พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความ ตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "การตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ใบแต่งทนายนี้ให้ใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องหนึ่ง ๆ ตามที่ได้ยื่นไว้เท่านั้น?" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 และบัญชีพยานลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายนรินทร์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความไว้แล้ว แต่ครั้นเมื่อมีการยื่นคำให้การและบัญชีพยานดังกล่าว กลับกลายเป็นนายรัตนชัย อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อในคำให้การและบัญชีพยานโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของตนแต่ประการใด จึงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61 ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 61
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (2) ม. 11 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญมี เจรจา
โจทก์ร่วม — นางสุมล ผาสุข
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเกริกฤทธิ์ อิฐรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5167/2548
#268272
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) (3) เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะรับแก้ต่างให้ก็ได้ พนักงงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและบัญชีพยานจำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้ น. พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความไว้แล้ว แต่ครั้นเมื่อมีการยื่นคำให้การและบัญชีพยานดังกล่าว กลับกลายเป็น ร. อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อในคำให้การและบัญชีพยาน โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงนามแต่งตั้งให้ ร. เป็นทนายความของตน จึงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 1 กลุ่ม 433 และแปลงเลขที่ 2 กลุ่ม 433 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอขุขันธ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 2 ข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการรังวัดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์โดยให้จำเลยที่ 3 รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 11,500 บาท กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทดำเนินการโดยถูกต้อง ชอบด้วยระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำการสำรวจและรังวัดที่ดินพิพาทถูกต้องตามระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสุมล ผาสุข ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 แต่งตั้งให้นายนรินทร์ เนตรสุนีย์ เป็นทนายความ แต่กลับปรากฏว่านายรัตนชัย ชมชัยนา เป็นผู้ยื่นคำให้การและบัญชีระบุพยานแทนจำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้แต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินคดีแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 การดำเนินงานของนายรัตนชัย ตั้งแต่ยื่นคำให้การและบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 2 และการดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ที่สั่งรับคำให้การและบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ยื่นใบแต่งทนายความให้ถูกต้องตามกฎหมายกับยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมทั้งบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บันทึกการทำการรังวัดปักเขตที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบ้านยางชุม หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ลงนามแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เนตรสุนีย์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทน แต่ตามสารบัญอันดับที่ 33 มีนายรัตนชัย ชมนัยนา อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้ยื่นคำให้การ เป็นผู้เรียงและพิมพ์และผู้ลงชื่อระบุพยานตามบัญชีพยานของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ตามสารบัญอันดีบที่ 37 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงนามแต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายจรินทร์ ตันชัชวาล รองอัยการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนใบแต่งทนายความสารบัญอันดับที่ 39 และวันที่ 16 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายสำเร็จ หงษ์พันธ์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนตามใบแต่งทนายความอันดับที่ 50 หลังจากนี้ต่อมานายสำเร็จเป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตลอดทั้งการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า การที่นายรัตนชัยเป็นผู้ยื่นคำให้การและบัญชีพยานของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 และฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อแต่งตั้งในใบแต่งตั้งทนายความให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของตนนั้น เป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า นายรัตนชัยดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) (3) จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) (3) บัญญัติว่า

"มาตรา 11 พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(2) ในคดีแพ่ง มีอำนาจและหน่าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวงกับมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ

(3) ในดีแพ่งหรืออาญาซึ่งเจ้าพนักงานถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้ซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือในคดีแพ่งหรืออาญาที่ราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำการในที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแก้ต่างก็ได้"

บทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายความว่า พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาล หรือในการดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซึ่งถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะรับแก้ต่างให้ก็ได้ ซึ่งการแก้ต่างให้ตามบทบัญญัติของ 2 อนุมาตรานี้พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "การแต่งตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ใบแต่งทนายนี้ให้ใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องหนึ่ง ๆ ตามที่ได้ยื่นไว้เท่านั้น..." เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 และบัญชีพยานลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เนตรสุนีย์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความไว้แล้ว แต่ครั้นเมื่อมีการยื่นคำให้การและบัญชีพยานดังกล่าว กลับกลายเป็นนายรัตนชัย ชมนัยนา อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อในคำให้การและบัญชีพยาน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของตนแต่ประการใดจึงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมพนักงานอัยการจังหวัดเป็นโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกตามพินัยกรรมจากจำเลยซึ่งเป็นบุพการีของทายาทผู้รับพินัยกรรมโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 เมื่ออัยการจังหวัดไม่อยู่หรือย้ายไป พนักงานอัยการจังหวัดนั้นคนอื่น ๆ ก็มีอำนาจดำเนินคดีแทนได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวปรากฏว่าบรรดาทายาทมอบอำนาจให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นการมอบอำนาจในฐานะตำแหน่งพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มิใช่กรณีเข้ามาเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในฐานะทนายความดังเช่นคดีนี้ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 61
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญมี เจรจา
โจทก์ร่วม — นางสุมล ผาสุข
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5167/2548
#271954
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาล หรือในการดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซึ่งถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ ซึ่งพนักงานอัยการรับแก้ต่างตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (2) (3) พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการตั้งทนายความให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในดินแปลงพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้จำเลยที่ 2 ข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการรังวัดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์โดยให้จำเลยที่ 3 รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 11,500 บาท กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสุมล ผาสุก ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ที่สั่งรับคำให้การและบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ยื่นใบแต่งทนายความให้ถูกต้องตามกฎหมายกับยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมทั้งบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) (3) มีความหมายว่า พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาล หรือในการดำเนินคดีแพ่งหรือคดีแพ่งหรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซึ่งถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะรับแก้ต่างให้ก็ได้ ซึ่งการรับแก้ต่างให้ตามบทบัญญัติของ 2 อนุมาตรานี้ พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "การตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนใบแต่งทนายนี้ให้ใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องหนึ่งฯ ตามที่ได้ยื่นไว้เท่านั้น..." เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 และบัญชีพยานลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เนตรสุนีย์ พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นทนายความไว้แล้ว แต่ครั้นเมื่อมีการยื่นคำให้การและบัญชีพยานดังกล่าว กลับกลายเป็นนายรัตนชัย ชมนัยนา อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 3 สาขาศรีสะเกษ เป็นผู้ลงชื่อในคำให้การและบัญชีพยาน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงนามแต่งตั้งให้นายรัตนชัยเป็นทนายความของตนแต่ประการใด จึงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 61
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (2) ม. 11 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญมี เจรจา
โจทก์ร่วม — นางสุมล ผาสุข
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5166/2548
#272162
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่มีไปถึงผู้ร้องได้ระบุว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/39 และระบุจำนวนหนี้ที่ผู้ร้องจะต้องชำระแก่ผู้บริหารแผนตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องทำกับลูกหนี้ว่าหนี้ที่ต้องชำระเป็นหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และจะต้องชำระแก่ผู้บริหารแผนของลูกหนี้ภายในระยะเวลาใดอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังแจ้งด้วยว่าหากผู้ร้องจะปฏิเสธหนี้ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นถือว่าเป็นหนี้ลูกหนี้ตามที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาดนั้น จึงเป็นการแจ้งตามบทบัญญัติมาตรา 90/39 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ แล้ว ผู้ร้องจะอ้างว่าเข้าใจว่าหนังสือทวงหนี้ดังกล่าวเป็นหนังสือทวงหนี้ทั่ว ๆ ไป และไม่เข้าใจบทบัญญัติมาตรา 90/39 ดังกล่าวหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องมิได้ปฏิเสธหนี้ไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ หนี้ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปจึงเป็นหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/39 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเพื่อพิจารณายอดหนี้ที่เป็นหนี้ลูกหนี้ใหม่ได้

ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจศาลล้มละลายกลางที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเหตุผลตามรูปคดีว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเพื่อพิจารณายอดหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ร้องใหม่และขอให้งดการบังคับคดีไว้ อันเป็นการของดการบังคับคดีไว้ก่อนในระหว่างไต่สวนคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวโดยมิได้อ้างเหตุอันสมควรประการอื่นเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ จึงเป็นคำร้องที่มิชอบที่ศาลล้มละลายกลางจะรับไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสินบัวหลวงคอนซัลแตนซี่ จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทผลมั่นคง จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนกิจการลูกหนี้โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับให้ผู้ร้องในฐานะลูกหนี้ของลูกหนี้กับนางอำพันและนางสุขจิตในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหาย 1,109,284.28 บาท ให้แก่ผู้บริหารแผนภายในเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งหนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่เด็ดขาดแล้ว เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องและผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่ผู้บริหารแผนภายใน 14 วันนับแต่วันได้รับหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 โดยแจ้งไปด้วยว่าหากผู้ร้องและผู้ค้ำประกันจะปฏิเสธหนี้ ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ แต่ผู้ร้องและผู้ค้ำประกันมิได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้ไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมิได้ชำระหนี้แก่ผู้บริหารแผนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ออกคำบังคับให้ผู้ร้องและผู้ค้ำประกันชำระหนี้จำนวน 1,109,284.28 บาท แก่ผู้บริหารแผนภายใน 30 วัน นับแต่วันรับคำบังคับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางว่า ผู้ร้องชำระหนี้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วแต่เนื่องจากผู้ร้องไม่มีความรู้ทางกฎหมาย จึงเข้าใจว่าหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นหนังสือทวงหนี้ทั่วไป เมื่อผู้ร้องไม่ชำระหนี้เจ้าหนี้ชอบที่จะฟ้องบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณายอดหนี้ใหม่และขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระหนี้...ให้ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการ" และในวรรคสองบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระหนี้...ตามที่ได้แจ้งไป และให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นหนี้ลูกหนี้ตามที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด" ซึ่งตามหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 ถึงผู้ร้องก็ได้ระบุว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 และระบุจำนวนหนี้ที่ผู้ร้องจะต้องชำระแก่ผู้บริหารแผนตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องทำกับลูกหนี้ว่าหนี้ที่ต้องชำระเป็นหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และจะต้องชำระแก่ผู้บริหารแผนของลูกหนี้ภายในระยะเวลาใดอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังแจ้งไปด้วยว่า หากผู้ร้องจะปฏิเสธหนี้ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นหนี้ลูกหนี้ตามที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาดอันเป็นการแจ้งตามบทบัญญัติมาตรา 90/39 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ตามคำร้องของผู้ร้องจึงยอมรับว่าได้รับหนังสือทวงถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจริง ที่ผู้ร้องอ้างว่า เข้าใจว่าเป็นหนังสือทวงหนี้ทั่ว ๆ ไป และไม่เข้าใจบทบัญญัติมาตรา 90/39 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 นั้น ไม่มีเหตุอันถึงรับฟัง เมื่อผู้ร้องได้รับหนังสือทวงหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วไม่ปฏิเสธหนี้ไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หนี้ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งไปให้ชำระจึงเป็นหนี้ที่เด็ดขาดแล้วตามมาตรา 90/39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเพื่อพิจารณายอดหนี้ที่เป็นหนี้ลูกหนี้ใหม่ได้ เพราะกรณีดังกล่าวผู้ร้องจะต้องปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงหนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วยังเห็นว่าผู้ร้องเป็นหนี้ตามที่ทวงหนี้ไปและมีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ไปยังผู้ร้อง ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลางภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งความยืนยันดังกล่าวได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/39 วรรคสาม ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องผู้ถูกบังคับคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 นั้น เห็นว่า กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 292 (2) ตามที่ผู้ร้องอ้าง เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดี ซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลในกรณีนี้คือศาลล้มละลายกลางที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเหตุผลตามรูปคดีว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ เมื่อตามคำร้องของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเพื่อพิจารณายอดหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ร้องใหม่และงดการบังคับคดีไว้ อันเป็นการของดการบังคับคดีไว้ก่อนในระหว่างไต่สวนคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวโดยมิได้อ้างเหตุอันสมควรประการอื่นเพื่อศาลล้มละลายกลางจะได้พิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางยกคำร้องผู้ร้องมาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/39 วรรคหนึ่ง ม. 90/39 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสินบัวหลวง ลีสซิ่ง จำกัด
นางพรรนิภา ช่วยคงทอง
ผู้ร้อง — หรือช่วงคงทอง
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5165/2548
#266655
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายอายุ 17 ปีเศษ ได้หนีตามจำเลยที่ 1 ไปเพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาอยู่ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ถือว่าเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 และเมื่อได้ความว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์เต็มใจหนีตามจำเลยที่ 1 ไปด้วยเพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 276, 284, 310, 318, 91, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางโน้ม มารดาของนางสาวนิตยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก และจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 8 ปี ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 17 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุในลักษณะคดีศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ให้มิต้องถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และสำหรับความของจำเลยที่ 1 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก ก็เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวกันกับความผิดฐานอื่น จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาวนิตยาหรือแมวเป็นบุตรสาวของโจทก์ร่วมกับนายวิไล เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2521 ซึ่งคำนวณอายุถึงวันเกิดเหตุวันที่ 4 กรกฎาคม 2539 มีอายุ 17 ปี 6 เดือน และอยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ร่วม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่อำเภอสวี จำเลยกับพวกได้นำผู้เสียหายไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านและมีการทำบันทึกข้อความกันไว้ตามบันทึกประจำวัน ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูบันทึกฉบับดังกล่าวแล้วมีข้อความระบุว่าผู้เสียหายได้มากับจำเลยที่ 1 ด้วยความเต็มใจ และมิได้บังคับขู่เข็ญและคนทั้งสองได้พากันมาพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน ซึ่งความข้อนี้แม้ผู้เสียหายจะเบิกความปฏิเสธความถูกต้องของข้อความในบันทึกดังกล่าวว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกับพวกขู่เข็ญบังคับระหว่างนั่งรถไปกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายถูกข่มขู่ว่าให้บอกผู้ใหญ่บ้านว่ามาด้วยความเต็มใจกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็เพียงแต่เบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกข่มขู่ผู้เสียหายอย่างไร และมีการใช้อาวุธอะไรในการข่มขู่ก็ไม่ปรากฏ ซึ่งความข้อนี้ฝ่ายจำเลยกลับนำนายประภาส ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลควน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มาเบิกความรับรองว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2539 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะที่พยานอยู่ที่บ้าน ได้มีนายชุ่ม เพื่อนบ้านพาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมาที่บ้านพยาน แจ้งความประสงค์ว่าต้องการแจ้งให้พยานทราบว่าคนทั้งสองได้หนีตามกันมา พยานจึงสอบถามผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายยอมรับว่าได้หนีตามจำเลยที่ 1 มาจริงและด้วยความสมัครใจ ขณะที่สอบถามนั้นผู้เสียหายไม่ได้มีลักษณะถูกขู่เข็ญบังคับแต่อย่างใด พยานจึงจัดให้มีการบันทึกข้อความไว้ หลังจากวันดังกล่าวประมาณ 7 วัน พยานไปตลาดนัดในหมู่บ้านก็ได้พบผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 อีกครั้งหนึ่ง บุคคลทั้งสองกำลังซื้อกับข้าวอยู่ มีลักษณะยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของดาบตำรวจสมบูรณ์ พยานผู้จับจำเลยที่ 1 ที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ขณะที่โจทก์ร่วมพาพยานไปพบผู้เสียหายที่บ้านของจำเลยที่ 1 พยานเห็นผู้เสียหายบุตรสาวของโจทก์ร่วมมีสภาพปกติดี และบ้านที่พบผู้เสียหายนั้นไม่มีรั้วบ้าน ผู้เสียหายสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงมีข้อพิรุธและขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดจริงดังที่ผู้เสียหายเบิกความ แต่กลับรับฟังได้เจือสมพยานจำเลยว่า ผู้เสียหายได้หนีตามจำเลยที่ 1 ไปเพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการอนาจารอันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 และเมื่อได้ความจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์เต็มใจหนีตามจำเลยที่ 1 ไปด้วย เพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284 ม. 318 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นางโน้ม เพชรรัตน์
จำเลย — นายอภิสิทธิ์หรือน้อย บุญเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวิทยา หะยีหมัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา