คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2548
#113364
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดมิใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่

โจทก์นำรถยนต์บรรทุกไปซ่อมแซมไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลา 173 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถในระหว่างซ่อมแซม และค่าเสียหายจากการขาดรายได้ที่ส่งหนังสือพิมพ์ซึ่งบรรทุกอยู่ในรถขณะเกิดเหตุไปจำหน่ายไม่ทันและหนังสือพิมพ์ถูกส่งคืน

ตามกรมธรรม์ระบุว่า จำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายที่ขาดรายได้จากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 692,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 645,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่นายพิทักษ์ ลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 90 - 3439 กรุงเทพมหานคร บรรทุกหนังสือพิมพ์เพื่อไปส่งยังจังหวัดต่าง ๆ จากกรุงเทพมหานครถึงที่เกิดเหตุอำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีหมายเลขทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล่นสวนทางมาแล้วเกิดเฉี่ยวชนกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า วันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานของจำเลยที่ 2 แม้จะมีนางกาญจนา รองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วย ก็มิได้หมายความว่าเป็นการทำงานในทางการที่จ้างนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดไม่ใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า เกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์บรรทุกหกล้อไม่สามารถใช้งานได้ต้องนำไปซ่อมเป็นเวลา 173 วัน ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้และหนังสือพิมพ์ที่บรรทุกมาส่งไม่ทันตามกำหนดทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ออกมาภายหลังวางจำหน่ายแล้ว และเอเย่นต์ส่งหนังสือพิมพ์ดังกล่าวคืน ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในข้อนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 173 วัน และเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไม่ทันตามกำหนดการวางจำหน่ายจริง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 173,000 บาท และค่าเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไปจำหน่ายไม่ทันตามกำหนดเป็นเงิน 37,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ ระบุว่าจำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าเป็นเหตุให้ขาดรายได้จากการจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์และค่าเสียหายไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์ จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 438 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทงานดี จำกัด
จำเลย — บริษัทโตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสุนทร คงศรีชาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2548
#271711
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 นั่งรถไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดไม่ใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า เกิดเหตุละเมิดนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 692,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 645,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องจำเลยร่วมค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่นายพิทักษ์ ติเล ลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 90 - 3439 กรุงเทพมหานคร บรรทุกหนังสือพิมพ์เพื่อไปส่งยังจังหวัดต่าง ๆ จากกรุงเทพมหานครถึงที่เกิดเหตุอำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีหมายเลขทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล่นสวนทางมาแล้วเกิดเฉี่ยวชนกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเพียงพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างโจทก์เป็นใคร มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 หรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 2 มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1226/2541 ของศาลจังหวัดหลังสวน ซึ่งถึงที่สุดแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามเอกสารหมาย จ. 6 ดังนั้น การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามิได้ให้การรับสารภาพในคดีอาญาด้วยความสมัครใจหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 แม้คำพิพากษาคดีอาญาไม่มีผลผูกพัน แต่โจทก์ก็มีนายพิทักษ์ลูกจ้างโจทก์ที่ขับรถคันเกิดเหตุเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์แซงรถคันอื่นล้ำเข้ามาในช่องเดินรถที่พยานขับมา พยานหักรถหลบไปทางซ้ายแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังคงขับล้ำ เข้ามาจนเฉี่ยวชนกัน ส่วนจำเลยทั้งสองมีเพียงนายอดิศักดิ์ ลิ้มสกายุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆ ว่า รถยนต์ที่ลูกจ้างโจทก์ขับแล่นส่วนมาด้วยความเร็วสูงแซงรถคันหน้า เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายอดิศักดิ์ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ คงได้รับฟังคำบอกเล่ามาจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียว ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าวันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานของจำเลยที่ 2 แม้จะมีนางกาญจนา ลิ้มสกายุรัตน์ รองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วย ก็มิได้หมายความว่าเป็นการทำงานในทางการที่จ้างนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พารองประธานกรรมการจำเลยที่ 1 ไปด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือว่าทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นวันหยุดไม่ใช่วันทำงานปกติของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า เกิดเหตุนอกเวลาทำการงานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์บรรทุกหกล้อไม่สามารถใช้งานได้ต้องนำไปซ่อมเป็นเวลา 173 วัน ตามใบรับรถเอกสารหมาย จ. 7 ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้และหนังสือพิมพ์ที่บรรทุกมาส่งไม่ทันตามกำหนดทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ออกมาภายหลังวางจำหน่ายแล้ว และเอเย่นต์ส่งหนังสือพิมพ์ดังกล่าวคืน ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในข้อนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 173 วัน และเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไม่ทันตามกำหนดการวางจำหน่ายจริง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 173,000 บาท และค่าเสียหายจากการส่งหนังสือพิมพ์ไปจำหน่ายไม่ทันตามกำหนดเป็นเงิน 37,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว การที่โจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 หลังจากเกิดเหตุไม่ถึง 1 เดือนจึงไม่ล่าช้าเกินไป และการที่ส่งหนังสือพิมพ์ไปถึงล่าช้ากว่ากำหนดและถูกส่งคืนย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าหากมีการส่งหนังสือพิมพ์คืนก็เพียงบางส่วนไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น เป็นการคาดคะเนของจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์เอกสารหมาย ล. 3 ข้อ 2.3 ระบุว่าจำเลยร่วมจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัยดังนี้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ของโจทก์ที่ส่งล่าช้าเป็นเหตุให้ขาดรายได้จากการจำหน่ายไม่ได้ ย่อมเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงที่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์และค่าเสียหายไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์ จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น มีปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์สูงเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กำหนดทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 692,769 บาท แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียง 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เต็มตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องจึงสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ด้วยและให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทงานดี จำกัด
บริษัทโตโยต้าสุราษฎ์ธานี
จำเลย — ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2548
#266296
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ ฯ กับความผิดฐานทำให้แท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะแห่งการกระทำความผิดแตกต่างกัน โดยการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ ฯ ต้องเป็นการประกอบวิชาชีพ... แต่มิได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนการกระทำความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นการกระทำโดยเจตนาทำให้หญิงแท้งลูก ทั้งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้คนละฉบับ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 16, 23, 24, 57 พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 62, 106 พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 5, 30, 57 ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 302 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 302 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

โ จทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 และเฉพาะความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามกับไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามเฉพาะความผิดฐานนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตและฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวกัน นั้น เห็นว่า ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ ฯ กับความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญามีลักษณะแห่งการกระทำความผิดแตกต่างกัน โดยการกระทำที่เรียกว่าเป็นการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาต นั้น ต้องเป็นการประกอบวิชาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ การผดุงครรภ์ แต่มิได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิด ส่วนการกระทำความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาทำให้หญิงแท้งลูก ทั้งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้คนละฉบับ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานการประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนของข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนโทษในความผิดฐานทำให้แท้งลูกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 302 วรรคแรก
พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ม. 30 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวสมใจหรือปุ๊ บัวแสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2548
#268126
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะฯ กับความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะแห่งการกระทำความผิดแตกต่างกัน ทั้งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้คนละฉบับ การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดำเนินการสถานพยาบาล โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ร่วมกันมีเพนตาโซซีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 จำนวน 5 หลอด หลอดละ 1 มิลลิลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีไดอาซีแพมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 จำนวน 8 หลอด หลอดละ 2 มิลลิลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนและไดอาซีแพม จำนวนและปริมาณเท่าใดไม่ปรากฏชัด ฉีดเข้าร่างกายหญิงผู้รับการทำแท้งเพื่อระงับความเจ็บปวด โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และทำให้นางสาวอรพรรณ เที่ยงตรง อายุ 15 ปีเศษ แท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 16, 23, 24, 57 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 5, 30, 57 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 302 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานร่วมกันดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันมีเพนตาโซซีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันมีไดอาซีแพมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ฐานร่วมกันใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนและไดอาซีแพมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 ปี 16 เดือน และปรับคนละ 68,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 34,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้ประโยชน์ซึ่งเพนตาโซซีนกับไดอาซีแพมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อรวมโทษฐานร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 23,000 บาท และเฉพาะความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามกับไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามเฉพาะความผิดฐานนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตและร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมอันดีในสังคมอย่างรุนแรงและอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยและชีวิตของผู้เข้าทำแท้งได้ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ผู้เสียหายจะยินยอมให้ทำแท้งลูกและไม่ได้รับอันตรายจากการทำแท้งลูก ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวในสถานเบาแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตและฐานร่วมกันทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวกัน นั้น เห็นว่า ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะฯ กับความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะแห่งการกระทำความผิดแตกต่างกัน โดยการกระทำที่เรียกว่าเป็นการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นต้องเป็นการประกอบวิชาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ การผดุงครรภ์ แต่มิได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิด ส่วนการกระทำความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาทำให้หญิงแท้งลูก ทั้งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้คนละฉบับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดทั้งสองฐานมาเป็นกรรมเดียวจึงเป็นการมิชอบศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่แก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม อย่างไรก็ดีสำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ต้องห้ามโจทก์มิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ โจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษหนักขึ้นอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้นจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยความผิดนี้มาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้มาด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนของข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนโทษในความผิดฐานทำให้แท้งลูกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวสมใจหรือปุ๊ บัวแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2548
#266331
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทนายโจทก์แถลงว่า หากการเจรจาประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ ทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้จึงไม่ขอมาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดที่แล้วก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงรายละเอียดการเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันให้ศาลทราบแล้ว ซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลก็คงแถลงดังที่ทนายโจทก์แถลงเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ซึ่งทนายโจทก์มาศาลแล้วศาลสามารถสืบพยานจำเลยต่อไปได้ ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,203,055.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 923,208.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อทนายโจทก์แถลงรับในนัดสืบพยานจำเลยครั้งก่อนที่เลื่อนมาว่ายังคงมีความประสงค์ประนอมข้อพิพาท หากถึงวันนัดวันนี้คู่ความยังหาข้อยุติกันไม่ได้ตามที่แถลงก็จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนโจทก์ให้มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบในวันนัดวันนี้ แต่ไม่มาโดยอ้างเหตุขัดข้องอันเป็นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการดังกล่าวโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามคำแถลงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) บัญญัติว่า ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง คือ โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น โดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ว่าทนายคู่ความได้แถลงร่วมกันว่ามีความประสงค์จะประนีประนอมข้อพิพาท โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสี่จะได้แจ้งตัวความให้กำหนดผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นผู้ร่วมเจรจากันเพื่อหาข้อยุติให้ทันก่อนวันนัดหน้า หากยังไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดพิจารณาคงมาแต่ทนายโจทก์ ส่วนผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลทนายโจทก์แถลงต่อศาลว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจกท์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาลเห็นว่า การที่ทนายโจทก์แถลงว่าหากการเจรจาประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ ทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึง วันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดที่แล้วก็ตาม แต่ทนายโจทก์แถลงรายละเอียดการเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ให้ศาลทราบแล้ว ซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลก็คงแถลงดังที่ทนายโจทก์แถลงเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ซึ่งทนายโจทก์มาศาลแล้ว ศาลสามารถสืบพยานจำเลยต่อไปได้ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพูลสิริ คอนกรีตอัดแรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมศักดิ์ อุไรวิชยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2548
#268125
เปิดฉบับเต็ม

ทนายโจทก์แถลงว่าหากการเจรจาประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ ทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ไม่มาศาลว่าเพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล ซึ่งหากมาศาลก็คงแถลงดังที่ทนายโจทก์แถลง เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็ต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ซึ่งทนายโจทก์มาศาลแล้ว ศาลสามารถสืบพยานจำเลยต่อไปได้ ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,203,055.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 923,208.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ซึ่งต่อมาหลังจากศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์เสร็จ ในวันนัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ทนายคู่ความแถลงร่วมกันว่ามีความประสงค์จะประนีประนอมข้อพิพาท โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสี่จะติดต่อแจ้งตัวความให้กำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นผู้ร่วมเจรจากันเพื่อหาข้อยุติให้ทันก่อนวันนัดหน้า หากยังไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์แถลงจะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องส่วนทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่าจะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจและเป็นผู้เจรจาฝ่ายจำเลยทั้งสี่มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบเช่นกัน และรับว่าจะนำพยานมาสืบในนัดหน้ามิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยทั้งสี่สละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทุกข้อ ไม่ติดใจต่อสู้คดีและไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่เลื่อนมา ทนายโจทก์แถลงว่าได้รับแจ้งจากผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเจรจาว่า ฝ่ายจำเลยเสนอขอชำระหนี้ 600,000 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 48 เดือน ซึ่งเห็นว่าไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล และคู่ความแถลงร่วมกันว่าคดียังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจของโจทก์ไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของจำเลยทั้งสี่ และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไรยังต้องเสนอกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์พิจารณาอีกครั้ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อทนายโจทก์แถลงรับในนัดก่อนที่เลื่อนมาว่ายังคงมีความประสงค์ประนอมข้อพิพาท หากถึงวันนัดวันนี้คู่ความยังหาข้อยุติกันไม่ได้ตามที่แถลงก็จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนโจทก์ให้มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบในวันนัดวันนี้ แต่ไม่มาโดยอ้างเหตุขัดข้องอันเป็นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการดังกล่าวโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามคำแถลงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) บัญญัติว่า ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง คือ โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น โดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ว่าทนายคู่ความได้แถลงร่วมกันว่ามีความประสงค์จะประนีประนอมข้อพิพาท โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสี่จะได้แจ้งตัวความให้กำหนดผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นผู้ร่วมเจรจากันเพื่อหาข้อยุติให้ทันก่อนวันนัดหน้า หากยังไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดพิจารณาคงมาแต่ทนายโจทก์ ส่วนผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล ทนายโจทก์แถลงต่อศาลว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีนั้น เห็นว่า การที่ทนายโจทก์แถลงว่าหากการเจรจาประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ ทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้จึงไม่ขอมาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดที่แล้วก็ตาม แต่ทนายโจทก์แถลงรายละเอียดการเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ให้ศาลทราบแล้วซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลก็คงแถลงดังที่ทนายโจทก์แถลง เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ซึ่งทนายโจทก์มาศาลแล้ว ศาลสามารถสืบพยานจำเลยต่อไปได้ ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด อันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พูลสิริ คอนกรีตอัดแรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2548
#271941
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีว่า ทนายคู่ความได้แถลงร่วมกันว่ามีความประสงค์จะประนีประนอมข้อพิพาท โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสี่จะได้แจ้งตัวความให้กำหนดผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็นผู้ร่วมเจรจากันเพื่อหาข้อยุติให้ทันก่อนวันนัดหน้า หากยังไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้น เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ผู้ถึงอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้แล้ว ไม่อาจตกลงกันได้จึงขอไม่มาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,203,055.11 บาท พร้อมดอกเบี้ย และเบี้ยปรับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีต่อมาหลังศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์เสร็จ ในวันนัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ทนายคู่ความแถลงร่วมกันว่ามีความประสงค์จะประนีประนอมข้อพิพาท โดยทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสี่จะติดต่อแจ้งตัวความให้กำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตัดสิ้นใจเป็นผู้ร่วมเจรจากันเพื่อหาข้อยุติให้ทันก่อนวันนัดหน้า หากยังไม่ได้ข้อยุติทนายโจทก์แถลงจะติดต่อนัดหมายผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้เจรจาฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่เลื่อนมา ทนายโจทก์แถลงว่าได้รับแจ้งจากผู้มีอำนาจตัดสินใจซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเจรจาว่า ฝ่ายจำเลยเสนอขอชำระหนี้ 600,000 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 48 เดือน ซึ่งเห็นว่าไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล และคู่ความแถลงร่วมกันว่าคดียังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจของโจทก์ไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของจำเลยทั้งสี่ และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไรยังต้องเสนอกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์พิจารณาอีกครั้ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการดังกล่าวโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงต้อถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามคำแถลงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาคดีต่อไป

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่ทนายโจทก์แถลงว่าหากการเจรจาประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ ทนายโจทก์ก็จะติดต่อนัดหมายให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยแม้ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ก็ได้แถลงให้ศาลทราบแล้วถึงเหตุที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลก็เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายจำเลยที่ขอชำระหนี้เพียง 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 48 เดือน แล้วไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้ การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในนัดที่แล้วก็ตาม แต่ทนายโจทก์แถลงรายละเอียดการเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ให้ศาลทราบแล้ว ซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจฝ่ายโจทก์มาศาลก็คงแถลงดังที่ทนายโจทก์แถลง เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ซึ่งทนายโจทก์มาศาลแล้ว ศาลสามารถสืบพยานจำเลยต่อไปได้ ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด อันจะถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพูลสิริ คอนกรีตอัดแรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4956/2548
#272152
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นกู้ของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าลูกหนี้จะชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และวันที่ 2 สิงหาคม ลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 ต่อมาเจ้าหนี้ถูกระงับการดำเนินกิจการและไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้และองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ได้นำหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ถือไว้ออกประมูลขาย ในการขายหุ้นกู้ดังกล่าว ปรส. ได้ออกข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์การประมูลหุ้นกู้และหุ้นกู้แปลงสภาพภาคเอกชน ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2541 กำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลต้องกรอกราคาประมูลต่อหน่วยของหุ้นกู้ที่ต้องการจะประมูล โดยต้องแสดงด้วยราคาที่รวมดอกเบี้ยค้างรับต่อหน่วยตามสูตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้อธิบายถึงคำว่าดอกเบี้ยค้างรับในกรณีที่การซื้อขายหุ้นกู้ไม่ได้อยู่ในช่วงปิดพักทะเบียนว่าหมายถึงจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ต้องชดเชยแก่ผู้ขายตามสัดส่วน โดยคิดตามจำนวนวันนับจากวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดก่อนส่งมอบจนถึงวันที่ส่งมอบในการประมูลขายหุ้นกู้ดังกล่าวจึงเป็นการประมูลไปซึ่งมูลค่าของหุ้นกู้รวมถึงสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยเพียงนับจากวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดก่อนส่งมอบหุ้นกู้จนถึงกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้อันผู้ประมูลมีสิทธิได้รับ แต่มิได้ประมูลขายดอกเบี้ยค้างชำระที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้รวมไปด้วย ทั้งตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตรา 54 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ แก่บุคคลที่มิได้มีชื่อในทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์ ประกอบกับในหนังสือชี้ชวนให้ซื้อหุ้นกู้ของลูกหนี้ยังกำหนดให้นายทะเบียนหุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยแต่ละงวดให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเช็คขีดคร่อมห้ามเปลี่ยนมือสั่งจ่ายในนามผู้ถือหุ้นที่ปรากฏอยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ เช่นนี้ ย่อมหมายความว่าในวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละงวด นายทะเบียนจะต้องจ่ายให้แก่บุคคลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ เมื่อขณะที่ถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยเจ้าหนี้ยังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นกู้อยู่ยังมิได้โอนไปยังผู้ประมูลซื้อได้ สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ค้างชำระดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมีคำสั่งตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน หลังจากนั้นศาลมีคำสั่งปลดผู้บริหารแผนและตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้างชำระ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ซึ่งเจ้าหนี้รายอื่นได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีต้นฉบับใบหุ้นกู้และเอกสารประกอบหนี้ที่ชัดเจนมาแสดง จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/32 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้างชำระตามที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้บริหารแผนต่างยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางงดไต่สวน มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ของลูกหนี้จากต้นเงินหุ้นกู้ 18,000,000 บาท ในอัตราร้อยละ 11.875 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 แต่ไม่เกินจำนวน 2,383,458.90 บาท

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นกู้ของลูกหนี้ จำนวน 18,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เป็นเงิน 18,000,000 บาท มีอายุ 5 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 2 สิงหาคม 2544 มีเงื่อนไขชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และวันที่ 2 สิงหาคม ลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 ซึ่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2540 ได้มีพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนดให้ตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. โดยมีวัตถุประสงค์ให้ชำระบัญชีสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่สถาบันการเงินดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งเจ้าหนี้เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ต่อมา ปรส. ได้นำหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ถือไว้ออกประมูลขายในวันที่ 11 กันยายน 2541 บริษัทฟินันซ่า จำกัด เป็นผู้ประมูลซื้อได้และได้ชำระราคาพร้อมรับมอบหุ้นกู้ที่ประมูลซื้อได้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ค่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ลูกหนี้ค้างชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 หรือไม่ เห็นว่า ในการขายหุ้นกู้ดังกล่าว องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ออกข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์การประมูลหุ้นกู้และหุ้นกู้แปลงสภาพภาคเอกชน ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2541 ซึ่งกำหนดให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสนเทศดังกล่าวโดยข้อ 4.10.3 กำหนดว่า "ผู้ประมูลต้องกรอกราคาประมูลต่อหน่วยของหุ้นกู้ที่ต้องการจะประมูล โดยต้องแสดงด้วยราคาที่รวมดอกเบี้ยค้างรับ (Dirty Price) ต่อหน่วย ตามสูตรที่กำหนดในหนังสือเวียนของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง มาตรฐานเสนอซื้อขายและคำนวณราคาสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาลในตลาดรอง ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 คำนวณถึงวันชำระ (Settlement Date) ใช้ทศนิยมสูงสุดไม่เกิน 6 ตำแหน่ง หน่วยเป็นบาท" และธนาคารแห่งประเทศไทยได้อธิบายดอกเบี้ยค้างรับในกรณีที่มีการซื้อขายหุ้นกู้ไม่ได้อยู่ในช่วงปิดพักทะเบียนว่า ดอกเบี้ยค้างรับ หมายถึง จำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ต้องชดเชยแก่ผู้ขายตามสัดส่วน โดยคิดตามจำนวนวันนับจากวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดก่อนส่งมอบจนถึงวันที่ส่งมอบเช่นนี้ การประมูลขายหุ้นกู้ของ ปรส. จึงเป็นการประมูลไปซึ่งมูลค่าของหุ้นกู้รวมถึงสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยของหุ้นกู้ตามกำหนดนับจากวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดก่อนส่งมอบหุ้นกู้จนถึงกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้อันผู้ประมูลได้มีสิทธิจะได้รับ โดยผู้เข้าประมูลจะต้องคำนวณดอกเบี้ยค้างรับตามจำนวนวันนับจากวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดล่าสุดก่อนส่งมอบหุ้นกู้จนถึงวันส่งมอบหุ้นกู้รวมไปในราคาที่เสนอประมูลด้วยในการประมูลขายหุ้นกู้ดังกล่าวจึงมิได้ประมูลขายดอกเบี้ยค้างชำระที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้รวมไปด้วย ทั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 54 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ แก่บุคคลที่มิได้มีชื่อในทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์..." และในหนังสือชี้ชวนให้ซื้อหุ้นกู้ของลูกหนี้ ข้อ 5.3 กำหนดว่า นายทะเบียนหุ้นกู้จะจ่ายดอกเบี้ยแต่ละงวดให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้เป็นเช็คขีดคร่อมห้ามเปลี่ยนมือสั่งจ่ายในนามผู้ถือหุ้นกู้ที่ปรากฏอยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ เช่นนี้ก็ย่อมหมายความว่าในวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละงวด นายทะเบียนหุ้นกู้จะต้องออกเช็คจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บุคคลดังกล่าวเมื่อเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นกู้ในช่วงเวลาที่จะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยที่ค้างชำระ สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ค้างชำระดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 54
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์
ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน)
โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
เจ้าหนี้ — ผู้เข้าว่าคดีแทน
บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย
ลูกหนี้ — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2548
#266599
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา?" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย เว้นแต่? (3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน?" เช่นนี้ การอุทธรณ์คำสั่งในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 24 วรรคสองดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. ว่าด้วยการฎีกา เมื่อคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นนี้ไม่เกินสองแสนบาท ประกอบกับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในปัญหาว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้หรือไม่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เบี้ยประกันภัยค้างชำระจำนวน 63,500.60 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ปรากฏว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 25 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้นำมาให้การสอบสวนฟังไม่ได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามมาตรา 107 (1) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้เจ้าหนี้ได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2547 กรณีจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 ซึ่งวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา?" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายเว้นแต่ ?(3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน?" เช่นนี้ การอุทธรณ์คำสั่งในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 24 วรรคสอง (3) จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. ว่าด้วยการฎีกา เมื่ออุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นนี้ไม่เกินสองแสนบาท อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในปัญหาว่าลูหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้หรือไม่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 และศาลฎีกาพิจารณาแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ แต่อย่างใด

พิพากษายกอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ ค่าทนายความให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
จำกัด — นายชูศักดิ์ ทรงเงินดี ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ บริษัทเงินทุนคาเธ่ย์ทรัสต์
เจ้าหนี้ — ล้มละลาย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2548
#266282
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในคดีนี้ อ. และ ค. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีก่อน ซึ่ง อ. เป็นโจทก์ จำเลยคดีนี้กับพวกเป็นจำเลย และคดีระหว่างจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ ค. เป็นจำเลย ซึ่งรวมพิจารณาพิพากษา โดยมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่ อ. เป็นโจทก์ฟ้องคดี และ ค. เป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลยตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 4586 ตำบลบางพูด อำเภอบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ห้ามโจทก์และบริวารของโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปตามฟ้องแย้ง กับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้น คดีระหว่างนายอำนวย ชมบุญ โจทก์ นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวก จำเลย และคดีระหว่างนายสายันต์ แจ้งพลอย โจทก์ นางคอน ชมบุญ จำเลย ซึ่งรวมพิจารณาพิพากษา โจทก์คดีนี้กับนายอำนวยและนางคอนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เห็นว่า คดีก่อนนายอำนวยและนางคอนมีข้อพิพาทกับนายสายันต์จำเลยในคดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่นายอำนวยเป็นโจทก์ฟ้องคดี และนางคอนเป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวม ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมงคล ชมบุญ
จำเลย — นายสายันต์ แจ้งพลอย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2548
#268118
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่ อ. และ ค. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทมีข้อพิพาทกับ ส. จำเลยในคดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวม ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4586 ตำบลบางพูด อำเภอบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 9 ไร่ 31 ตารางวา โดยโจทก์และนายโห้หรือโท้ ชมบุญ สามีโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวด้านทิศเหนือ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2535 จำเลยฟ้องว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ 1 งาน 83 ตารางวา กับได้ให้การต่อสู้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 493/2535 หมายเลขแดงที่ 369/2538 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายอำนวย ชมบุญ โจทก์ นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวกรวม 7 คน จำเลย ว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาทโดยนางชลอ ชมบุญ มารดายกให้ และจำเลยได้ครอบครองด้วยความสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วทั้งได้เสนอพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งความจริงแล้วนางชลอ ชมบุญ ขอปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 20 ตารางวา จากสามีโจทก์และเจ้าของรวมคนอื่นๆ เมื่อนางชลอ ชมบุญ เสียชีวิตจำเลยไม่เคยเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 493 - 494/2535 หมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายอำนวย ชมบุญ กับพวกโจทก์ นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวก รวม 7 คน จำเลย โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ด้วย ต่อมาเมื่อประมาณปี 2535 โจทก์ได้รื้อถอนบ้านเลขที่ 73/1 หมู่ 1 ตำบลบางพูด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ในที่ดินพาท ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 493 - 494/2535 หมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวนายอำนวย ชมบุญ ฟ้องขับไล่จำเลยกับพวกรวม 7 คน ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินส่วนที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์เป็นที่ดินส่วนของโจทก์ บ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพูด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ตามที่จำเลยฟ้องแย้งนั้น โจทก์ปลูกอยู่ในที่ดินส่วนของโจทก์ จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพูด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลยตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 4586 ตำบลบางพูด อำเภอบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ห้ามโจทก์และบริวารของโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปตามฟ้องแย้ง กับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369 - 370/2538 ของศาลชั้นต้น คดีระหว่างนางอำนวย ชมบุญ โจทก์ นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวก จำเลย และคดีระหว่างนายสายันต์ แจ้งพลอย โจทก์ นางคอน ชมบุญ จำเลย ซึ่งรวมพิจารณาพิพากษา โจทก์คดีนี้กับนายอำนวย ชมบุญ และนางคอน ชมบุญ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เห็นว่า คดีก่อนนายอำนวย ชมบุญ และนางคอน ชมบุญมีข้อพิพาทกับนายสายันต์ แจ้งพลอย จำเลยในคดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่นายอำนวย ชมบุญ เป็นโจทก์ฟ้องคดี และนางคอน ชมบุญ เป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อนเป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวม ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมงคล ชมบุญ
จำเลย — นายสายันต์ แจ้งพลอย
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2548
#271708
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน อ. และ ค. มีข้อพิพาทกับ ส. จำเลยในคดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่ อ. เป็นโจทก์ฟ้องคดี และ ค. เป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อนเป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวม ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369-370/2538 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายอำนวย ชมบุญ กับพวก โจทก์นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวก รวม 7 คน จำเลย โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ด้วย ต่อมา เมื่อประมาณปี 2535 โจทก์ได้รื้อถอนบ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพูด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ในที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพูด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลยตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 4586 ตำบลบางพูด อำเภอบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ห้ามโจทก์และบริวารของโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปตามฟ้องแย้ง กับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369-370/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 369-370/2538 ของศาลชั้นต้น คดีระหว่างนายอำนวย ชมบุญ โจทก์ นายสายันต์ แจ้งพลอย กับพวก จำเลย และคดีระหว่างนายสายันต์ แจ้งพลอย โจทก์ นางคอน ชมบุญ จำเลย ซึ่งรวมพิจารณาพิพากษาโจทก์คดีนี้กับนายอำนวย ชมบุญ และนางคอน ชมบุญ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เห็นว่า คดีก่อนนายอำนวย ชมบุญ และนางคอน ชมบุญ มีข้อพิพาทกับนายสายันต์ แจ้งพลอย จำเลยในคดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่นายอำนวย ชมบุญ เป็นโจทก์ฟ้องคดี และนางคอน ชมบุญ เป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์คดีนี้ ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วยถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวม ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ชมบุญ
จำเลย — นายสายันต์ แจ้งพลอย
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4918/2548
#268252
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินระบุว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคาร สัญญาข้อนี้เป็นขอตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถานบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว จึงไม่ตกเป็นโมฆะและแม้จะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์และประกาศกระทรวงการคลัง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 นายสมเดช รักเสมอใจ ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 710,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ ตามประกาศของโจทก์โดยไม่ต้องแจ้งนายสมเดชทราบล่วงหน้า นายสมเดชต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์เดือนละ 9,000 บาท เริ่มชำระถัดจากเดือนที่ทำสัญญากู้และต้องชำระเสร็จสิ้นภายใน 15 ปี หากนายสมเดชผิดนัดการชำระหนี้ดังกล่าวงวดใดงวดหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อตกลงที่ให้ไว้ นายสมเดชยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้โดยไม่ต้องแจ้งให้นายสมเดชทราบล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการกู้เงินดังกล่าวนายสมเดชได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 216 และ 217 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 710,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ย่อมใช้หนี้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบ และนายสมเดชทำประกันภัยทรัพย์จำนองโดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ หากนายสมเดชไม่ชำระค่าเบี้ยประกันและโจทก์ได้ชำระแทนไป นายสมเดชจะชำระคืนแก่โจทก์ หลังจากทำสัญญานายสมเดชมิได้นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ตามที่ได้ให้สัญญาไว้ โดยครั้งสุดท้ายนายสมเดชนำเงนมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นเงิน 9,000 บาท จากนั้นมิได้นำเงินมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวอีก เมื่อคิดยอดหนี้ถีงวันฟ้อง นายสมเดชค้างชำระต้นเงิน 687,217 บาท เมื่อรวมค่าประกันภัยแล้วรวมเป็นต้นเงิน 688,826.92 บาท และดอกเบี้ย 512,561.29 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,201,388.21 บาท ในการคำนวณยอดหนี้ดังกล่าวโจทก์ได้เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 13.50 ต่อปี เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นอัตราไม่เกินตามประกาศกระทรวงการคลัง ต่อมานายสมเดชถึงแก่ความตาย และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกโจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,201,388.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 688,826.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ 1,609 บาท เริ่มชำระครั้งแรกภายในเดือนเมษายน 2545 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์จนเสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย และทรัพย์สินกองมรดกของนายสมเดชนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเดช รักเสมอใจ ชำระเงินจำนวน 576,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินพอ (ที่ถูก หากได้เงินไม่พอ) ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของกองมรดกของนายสมเดชมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า นายสมเดช รักเสมอใจ ทำหนังสือสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 710,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 9,000 บาท และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และนายสมเดชจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ นับแต่วันทำสัญญานายสมเดชมิได้นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญา โดยครั้งสุดท้ายนายสมเดชนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นเงิน 9,000 บาท โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายปรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.50 ต่อปี เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อสัญญากู้เงินเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 ระบุความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคาร ฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องการกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว การทำสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์และจำเลยเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาและอยู่ในกรอบที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนด จึงไม่ตกเป็นโมฆะและแม้ทำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม ก็ได้ความว่าในทางปฏิบัติจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์และประกาศกระทรวงการคลัง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,201,388.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 688,826.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นางเพ็ญอรุณหรือเพ็ญอรุณดหรือรัตน์ปวัน รักเสมอใจ
จำเลย — ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเดช รักเสมอใจ
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4918/2548
#271706
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระบุข้อตกลงว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีหรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) ฯ ที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญากู้เงินไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว การทำสัญญากู้เงินของโจทก์และจำเลยเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาและอยู่ในกรอบที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดจึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ขณะทำสัญญากู้เงินดังกล่าวจะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ก็ตาม ก็ได้ความว่าในทางปฏิบัติจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์และประกาศกระทรวงการคลัง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเดช รักเสมอใจ ชำระเงิน 1,201,388.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 688,826.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยโจทก์ทุก 3 ปีต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ 1,609 บาท เริ่มชำระครั้งแรกภายในเดือนเมษายน 2545 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์จนเสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์สินกองมรดกของนายสมเดชนำออกมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเดช รักเสมอใจ ชำระเงินจำนวน 576,609 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินพอ (ที่ถูก หากได้เงินไม่พอ) ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของกองมรดกของนายสมเดชมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสมเดช รักเสมอใจ ทำหนังสือสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 710,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 9,000 บาท และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และนายสมเดชจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ นับแต่วันทำสัญญานายสมเดชมิได้นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาโดยครั้งสุดท้ายนายสมเดชนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นเงิน 9,000 บาท โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 13.50 ต่อปี เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อสัญญากู้เงินเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 5 ข้อ 1 ระบุความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ให้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด อัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 1 ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว การทำสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์และจำเลยเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาและอยู่ในกรอบที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ขณะทำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจะมีประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม ก็ได้ความว่าในทางปฏิบัติจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารโจทก์และประกาศกระทรวงการคลัง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดกฎหมายและมีผลบังคับกันได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,201,388.21 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 688,826.92 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 654
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นางเพ็ญอรุณหรือเพ็ญอรุณด
โจทก์ — หรือรัตน์ปวัน รักเสมอใจ
ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นายสมเดช รักเสมอใจ
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4914 -ที่ 4915/2548
#271906
เปิดฉบับเต็ม

เช็คทั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระค่าผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยจากการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมซึ่งคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 กำหนดให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มีความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) การออกเช็คทั้งสองฉบับของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางเยาวภา จิตวิริยะกุล ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (2) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยลำลูกกา จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 29 มกราคม 2541 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวนเงินฉบับละ 2,527,394.33 บาท ให้โจทก์ร่วม เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับในคดีนี้เป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระค่าผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยจากการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมซึ่งคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 กำหนดให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ มีความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) การออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นางเยาวภา จิตวิริยะกุล กับพวก
จำเลย — นางประชุมพร โท้มะวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4908/2548
#266452
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องโจทก์ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้มิได้ระบุว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามบทมาตราแห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ด้วย ซึ่งแสดงว่าฟ้องด้วยวาจาของโจทก์มิได้มีการแจ้งต่อศาลถึงบทมาตราแห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แม้การฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลแขวง กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดดังกล่าวคงเป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงซึ่งต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็วเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวหาได้รวมไปถึงการอ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอันเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการฟ้องคดีเป็นหนังสือ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาด้วย การที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก จำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ฐานเป็นผู้เล่นปรับคนละ 2,000 บาท เรียงกระทงลงโทษสำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ฐานไม่เข้าตามช่องทาง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 22,000 บาท จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 2 เดือน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ยกเว้นจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 11,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 3 เดือน ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึง...มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ทั้งตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ก็มิได้ระบุว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามบทมาตราแห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ด้วย ซึ่งแสดงว่าฟ้องด้วยวาจาของโจทก์มิได้มีการแจ้งต่อศาลถึงบทมาตราแห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ที่โจทก์ฎีกาประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 เลย แม้การฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลแขวง กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดดังกล่าวคงเป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงซึ่งต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็วเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวหาได้รวมไปถึงการอ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอันเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการฟ้องคดีเป็นหนังสือ ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 158 (6) บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ เพราะการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดย่อมเป็นฐานข้อมูลที่ศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจานั้นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายที่อ้างจริงหรือไม่ หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิดอาญา แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดจึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาด้วย การที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็จะลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ในความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ไม่ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยว่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) และพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยดังกล่าวในความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 วรรคสอง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 18 วรรคสอง ม. 34 ม. 35 ม. 36 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายอนันต์ ยอดทองทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4908/2548
#268180
เปิดฉบับเต็ม

บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด เป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาในศาลแขวงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ด้วยการที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็จะลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดได้ร่วมกันเล่นการพนันบาการา อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. อันดับที่ 27 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่มีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้เล่นได้ โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนจำเลยอื่นนอกนั้นเป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนัน ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 57 ที่ 58 ที่ 86 ที่ 88 ที่ 97 และที่ 101 ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว เชื้อชาติมาเลเซีย สัญชาติมาเลเซีย มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ได้เดินทางจากประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง เข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางด้านตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยไม่เข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนด และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่และได้อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เหตุเกิดที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดได้พร้อมด้วยเงินสด 4,500 บาท ธนบัตรมาเลเซีย 1,513 เหรียญ และทรัพย์สินตามบัญชีของกลางท้ายฟ้องเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15, ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดมีความรับผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก จำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ฐานเป็นผู้เล่นปรับคนละ 2,000 บาท เรียงกระทงลงโทษสำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ฐานไม่เข้าตามช่องทางจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือนและปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 22,000 บาท จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 2 เดือน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ยกเว้น จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 จำคุกคนละ 6 เดือนและปรับคนละ 11,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 3 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะไม่ได้อ้างบทกฎหมายและบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดในบันทึกเสนอฟ้องด้วยวาจาสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึง... มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ทั้งตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ก็มิได้ระบุว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ด้วย ซึ่งแสดงว่าฟ้องด้วยวาจาของโจทก์มิได้มีการแจ้งต่อศาลถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ที่โจทก์ฎีกาประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 เลยแม้การฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลแขวง กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดดังกล่าวคงเป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงซึ่งต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็วเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวหาได้รวมไปถึงการอ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอันเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับเป็นการฟ้องคดีเป็นหนังสือ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ เพราะการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดย่อมเป็นฐานข้อมูลที่ศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจานั้นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายที่อ้างจริงหรือไม่ หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิดอาญา แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาด้วย การที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็จะลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยว่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยดังกล่าวในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายอนันต์ ยอดทองทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4908/2548
#272142
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึง... มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ทั้งตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ก็มิได้ระบุว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามบทมาตราแห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ด้วย ซึ่งแสดงว่าฟ้องด้วยวาจาของโจทก์มิได้มีการแจ้งต่อศาลถึงบทมาตราแห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ที่โจทก์ฎีกาประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 เลย ดังนั้น แม้การฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลแขวง กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดดังกล่าวเป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงซึ่งต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวหาได้รวมไปถึงการอ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอันเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการฟ้องคดีเป็นหนังสือตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ เพราะการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดย่อมเป็นฐานข้อมูลที่ศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจานั้นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายที่อ้างจริงหรือไม่ หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิดอาญา แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้น บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาด้วย การที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ. ดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็จะลงโทษจำเลยดังกล่าวในความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดได้ร่วมกันเล่นการพนันบาการา อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. อันดับที่ 27 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่มีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้เล่นได้ ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 57 ที่ 58 ที่ 86 ที่ 88 ที่ 97 และที่ 101 ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว เชื้อชาติมาเลเซีย สัญชาติมาเลเซีย มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทยได้เดินทางจากประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง เข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางด้านตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยไม่เข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนด และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ และได้อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก จำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ฐานเป็นผู้เล่น ปรับคนละ 2,000 บาท เรียงกระทงลงโทษสำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ฐานไม่เข้าตามช่องทาง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 22,000 บาท จำเลยทั้งหนึ่งร้อยเอ็ดให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 2 เดือน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 ยกเว้นจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 11,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 101 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 3 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะไม่ได้อ้างบทกฎหมายและบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดในบันทึกเสนอฟ้องด้วยวาจา สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึง... มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ทั้งตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ก็มิได้ระบุว่าโจทก์ขอให้ลงโทษตามบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ด้วย ซึ่งแสดงว่าฟ้องด้วยวาจาของโจทก์มิได้มีการแจ้งต่อศาลถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ที่โจทก์ฎีกาประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 เลย แม้การฟ้องคดีด้วยวาจาต่อศาลแขวง กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดดังกล่าวคงเป็นเรื่องการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงซึ่งต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็วเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวหาได้รวมไปถึงการอ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอันเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการฟ้องคดีเป็นหนังสือ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ เพราะการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดย่อมเป็นฐานข้อมูลที่ศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจามานั้นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายที่อ้างจริงหรือไม่ หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิดอาญา แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้น บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญซึ่งโจทก์ต้องแจ้งต่อศาลเมื่อมีการฟ้องด้วยวาจาด้วย การที่โจทก์ไม่แจ้งต่อศาลชั้นต้นถึงบทมาตราแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในขณะที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นก็จะลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยว่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 57, 58, 86, 88, 97 และ 101 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยดังกล่าวในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายอนันต์ ยอดทองทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2548
#113298
เปิดฉบับเต็ม

การจะถือว่าความผิดใดได้กระทำในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 ต้องปรากฏว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรหรือผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่าเหตุทุกข้อหาเกิดในราชอาณาจักรที่บริเวณ ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเหตุเกิดในเขตต่อเนื่องของประเทศไทยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรและผลแห่งการกระทำก็ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 แต่อย่างใด จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32, 37 ตรี พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 19, 31 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 282 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และริบของกลางทั้งหมด โดยเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางขอให้ริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ กับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ (ที่ถูกไม่ผิดตามมาตรา 27 ทวิ), 32, 37 ตรี พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 19, 31 ป.อ. มาตรา 83, 91 พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักรไทย จำคุก 1 ปี ฐานขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานค้าน้ำมันโดยตั้งเป็นสถานีบริการ จำคุก 2 เดือน ฐานมีเครื่องวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องรับส่งวิทยุ จำคุก 3 เดือน ฐานจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 20 เดือน ส่วนคำขอให้ริบของกลางทั้งหมดและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกับรางวัลแก่ผู้นำจับให้ยก เพราะศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6158/2541 ให้ริบของกลางทั้งหมดและให้จ่ายสินบนนำจับกับรางวัลแก่ผู้นำจับไปแล้ว และข้อหาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 และ พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 19, 31 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.อ. มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักรก็ดี ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักรโดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักร หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผลที่เกิดขึ้นนั้นควรเกิดในราชอาณาจักร หรือย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าผลนั้นจะเกิดในราชอาณาจักรก็ดี ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร ดังนั้น การจะถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวก็ต่อเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรหรือผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่าเหตุทุกข้อหาเกิดที่บริเวณ ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเหตุเกิดในเขตต่อเนื่องของประเทศไทย ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรและผลแห่งการกระทำก็ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 แต่อย่างใด ดังนั้นจะถือว่าจำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 และ พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 19, 31 ด้วย นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจำลอง ชัยสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2548
#271703
เปิดฉบับเต็ม

การจะถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 ก็ต่อเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรหรือผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่าเหตุทุกข้อหาเกิดที่บริเวณตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเหตุเกิดในเขตต่อเนื่องของประเทศไทยไม่มีส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักร และผลแห่งการกระทำก็ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรจึงถือว่าจำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32, 37 ตรี พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 19, 31 พระราชบัญญัติการเดินเรือน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และริบของกลางทั้งหมด โดยเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางขอให้ริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ กับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ (ที่ถูกไม่ผิดตามมาตรา 27 ทวิ), 32, 37 ตรี พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 19, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักรไทย จำคุก 1 ปี ฐานขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานค้าน้ำมันโดยตั้งเป็นสถานีบริการ จำคุก 2 เดือน ฐานมีเครื่องวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องรับส่งวิทยุ จำคุก 3 เดือน ฐานจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 20 เดือน ส่วนคำขอให้ริบของกลางทั้งหมดและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกับรางวัลแก่ผู้นำจับให้ยก เพราะศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6158/2541 ให้ริบของกลางทั้งหมดและให้จ่ายสินบนนำจับกับรางวัลแก่ผู้นำจับไปแล้ว และข้อหาตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 และพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 19, 31 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับพวกและยึดเรือชื่อจอร์แดนซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ควบคุมเรือ ในที่เกิดเหตุบริเวณอ่าวไทย ตำบลพิกัดละติจูดที่ 10 องศา 44 ลิปดาเหนือ ลองติจูด 99 องศา 55 ลิปดาตะวันออก พิกัดดังกล่าวอยู่ในเขตต่อเนื่องของประเทศไทยตามประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2538 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าความผิดดังกล่าวได้กระทำในราชอาณาจักรหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดดังกล่าวจำเลยได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ประกอบด้วยประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2538 เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักรก็ดี ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักรโดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักร หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผลที่เกิดขึ้นนั้นควรเกิดในราชอาณาจักร หรือย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าผลนั้นจะเกิดในราชอาณาจักรก็ดี ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร ดังนั้น การจะถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวก็ต่อเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรหรือผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่าเหตุทุกข้อหาเกิดที่บริเวณ ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเหตุเกิดในเขตต่อเนื่องของประเทศไทยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของความผิดได้กระทำในราชอาณาจักรและผลแห่งการกระทำก็ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 แต่อย่างใด จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6, 6 ทวิ, 20 ทวิ, 25 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 และพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 19, 31 ด้วย นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจำลอง ชัยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ