คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5152/2548
#268265
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาทเป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของบรรดานักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการตลอดจนข้าราชการของวิทยาลัยเท่านั้น มิใช่สถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรง การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานที่จอดรถดังกล่าว จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยลักเอารถจักรยานยนต์ ไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 คัน ราคา 41,900 บาท ของนางวิพา พบบ่อเงิน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายทรงศักดิ์ พบบ่อเงิน ผู้เสียหาย ขณะจอดไว้ที่สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท อันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ซึ่งจอดไว้ที่สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท อันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก แต่สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาทดังกล่าวเป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของบรรดานักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการตลอดจนข้าราชการของวิทยาลัยเท่านั้น หาใช่เป็นสถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานที่จอดรถดังกล่าว จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงคงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกาแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมทั้งเมื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแล้วเพื่อเป็นการป้องปรามและสอดส่องดูแลมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาฉบับนี้ให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ,30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายโกเมศ รวยเรืองรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5152/2548
#271718
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคเป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของนักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการ ตลอดจนข้าราชการในวิทยาลัยเท่านั้น หาใช่เป็นสถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรงไม่ การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานที่จอดรถดังกล่าว จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้พฤติการณ์ในการลักทรัพย์ของจำเลยนับว่าร้ายแรง แต่ภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายก็ได้รับทรัพย์ของตนคืนแล้ว ทั้งขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นเยาวชนมีอายุเพียง 17 ปี และเป็นนักศึกษาระดับประโยควิชาชีพชั้นต้น แผนกช่างก่อสร้าง ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท จังหวัดชัยนาท โดยจำเลยกระทำความผิดตามลำพังเพียงผู้เดียวไม่มีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดเป็นขบวนการด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำไปเพราะความเยาว์วัย อ่อนด้อยต่อประสบการณ์ ขาดการตรึกตรองที่ดีจึงหลงกระทำความผิดได้โดยง่าย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งโดยรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ เพื่อจำเลยจะได้กลับตนเป็นพลเมืองดีและสามารถศึกษาเล่าเรียนตลอดจนประกอบวิชาชีพสุจริตเลี้ยงตนเองได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ซึ่งจอดไว้ที่สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท อันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก แต่สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาทดังกล่าวเป็นเพียงสถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของบรรดานักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการตลอดจนข้าราชการของวิทยาลัยเท่านั้น หาใช่เป็นสถานที่ซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในวิทยาลัยโดยตรงแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานที่จอดรถดังกล่าว จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงคงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสม ทั้งเมื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแล้วเพื่อเป็นการป้องปรามและสอดส่องดูและมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาฉบับนี้ให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (8) วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบ 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายโกเมศ รวยเรืองรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2548
#272160
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็คสัญญาขายลดตั๋วเงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกัน แต่ทุกวิธีล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่ก่อหนี้ทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ก) ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันจำนวน 41,390,075.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 33,553,785.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญาขายลดเช็คและหนี้ตามสัญญากู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละประเภท ๆ ละ 200,000 บาท ภายในวันที่ 18 สิงหาคม 2542

โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 400,000 บาท และทำคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 36,669,514.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำมารวมเป็นทุนทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสี่และเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราสูงสุดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค สัญญาขายลดตั๋วเงินและกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกันแต่ทุกวิธีล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่ก่อขึ้นทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) ชอบแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภทจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิ
โจทก์ — เป็นคู่ความแทน
บริษัทสยาม - ยูโร ลิสซิ่ง
จำเลย — จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2548
#267440
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องในมูลสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์ผู้ส่งฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ลานวางตู้คอนเทนเนอร์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2544 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 2 ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 1 ด้วย ดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และมาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,873.21 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,412.46 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นสมควรหยิบยกปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ไว้ และเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ขนส่งตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องในมูลสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์ผู้ส่งฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ให้ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าผ้าดิบที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าผ้าดิบโดยบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา ในแบบ ซีเอฟเอส/ซีวาย จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ลานวางตู้คอนเทนเนอร์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2544 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี นับแต่เมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามบทมาตราดังกล่าว

เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 2 ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 1 ด้วยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอ็ดวานซ์ โอเชี่ยน ไอเอ็นซี จำกัด
จำเลย — บริษัทซิม อิสราเอล เนวิเกชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2548
#272120
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้ร่วมรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเล อันเป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 2 ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 1 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน 2541 โจทก์รับจ้างขนส่งสินค้าจากบริษัทไทยดูราเบิล เท็คซไทล์ จำกัด (มหาชน) ในประเทศไทย ไปส่งมอบให้แก่บริษัทออลเท็คซ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้รับตราส่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ขนส่งแทน โดยโจทก์ติดต่อและตกลงกับจำเลยที่ 1 ผ่านทางจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเพื่อมอบหมายให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา และจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐาน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนที่เข้าทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าด้วยเรือ "ซิม ไซ่ง่อน" ถึงเขตบริการพิเศษฮ่องกงแล้วขนถ่ายสินค้าลงเรือ "ซิม อิสราเอล" ขนส่งต่อไปยังท่าเรือนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้รับตราส่งเปิดตู้คอนเทนเนอร์แล้วพบว่าสินค้าเปียกน้ำเสียหายในระหว่างการขนส่ง ต่อมาผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งจำนวน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วจึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่ผู้รับประกันภัยไปแล้วจึงมีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,873.21 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าพิพาท ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,412.46 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องในมูลสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์ผู้ส่งฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ให้ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าผ้าดิบที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าผ้าดิบโดยบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ลานวางตู้คอนเทนเนอร์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2544 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี นับแต่เมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามบทมาตราดังกล่าว และเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 2 ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 1 ด้วยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และมาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอ็ดวานซ์ โอเชี่ยนไอเอ็นซี จำกัด
จำเลย — บริษัทซิม อิสราเอล เนวิเกชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2548
#267496
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ฮ. เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยมีสำเนาหนังสือมอบอำนาจแนบมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมี ป. และ จ. ร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์ จำเลยให้การเพียงว่าขณะยื่นฟ้องคดี ป. มิได้เป็นรองประธานธนาคารโจทก์และ จ. มิได้เป็นเลขานุการผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แล้ว จึงถือว่าจำเลยทั้งสองรับว่าบุคคลทั้งสองยังมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อยู่ในขณะที่ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และเมื่อในขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ยังมิได้มีหนังสือเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว การมอบอำนาจดังกล่าวจึงยังสมบูรณ์อยู่และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์จาก ป. และ จ. ไปเป็นบุคคลอื่นภายหลังจากที่ทั้งสองคนลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้โดยชอบแล้ว ก็หาทำให้กิจการของโจทก์ที่ได้กระทำไปแล้วโดยบุคคลทั้งสองต้องเสียไป หรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด โจทก์ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมาสืบว่าขณะฟ้องคดีนี้บุคคลทั้งสองยังคงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อยู่

จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นการทำสัญญาและธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของโจทก์ตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะ ปัญหาที่ว่าโจทก์ได้รับอนุญาตดังกล่าวหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่จำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ข้อนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก

จำเลยจำนำตั๋วแลกเงินเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้รับจำนำโดยเป็นผู้ทรงที่ได้รับสลักหลังและรับมอบตั๋วแลกเงินไว้ในครอบครอง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 และ 766 นั้น เมื่อมีการสลักหลังเพื่อจำนำตั๋วแลกเงิน ผู้ทรงย่อมใช้สิทธิทั้งปวงอันเกิดแต่ตั๋วนั้นได้ทั้งสิ้น และผู้รับจำนำตั๋วแลกเงินก็มีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วนั้นในวันถึงกำหนดได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวบังคับจำนำ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินเฉพาะที่ถึงกำหนดนำเงินมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวบังคับจำนำแก่จำเลยที่ 1 ก่อน

ในกรณีจำนำทรัพย์สินตามปกติทั่วไปนั้น หากผู้รับจำนำจะบังคับจำนำก็ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้และอุปกรณ์ในเวลาอันควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นเสียก่อน ถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวผู้รับจำนำจึงชอบที่จะนำทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายทอดตลาดได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 764 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยหากมีการตกลงให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นนอกจากบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนำ ข้อตกลงเช่นนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 756 และแม้เฉพาะในกรณีการบังคับชำระหนี้จากตั๋วแลกเงินที่ผู้จำนำนำมาจำนำเป็นประกันหนี้นั้น ผู้รับจำนำมีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนำก่อนก็ตาม แต่ก็ต้องเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินในวันถึงกำหนดชำระเงินด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 766 การที่โจทก์ใช้วิธีการบังคับชำระหนี้จากตั๋วแลกเงินที่รับจำนำไว้ดังกล่าวโดยการนำไปไถ่ถอนก่อนครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วแลกเงินนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ทั้งการไถ่ถอนหรือขอรับเงินตามตั๋วแลกเงินก่อนวันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วนี้ ผู้จ่ายก็ชอบที่จะไม่จ่ายเงินได้จนกว่าจะถึงวันครบกำหนดชำระ แต่กรณีนี้ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นยอมจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ โดยมีการหักลดเงินตามตั๋วไว้ ทำให้ผู้จ่ายเงินได้ประโยชน์จากส่วนลดนั้น ขณะที่โจทก์ก็ได้ประโยชน์ได้รับเงินมาชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 กลับเป็นฝ่ายต้องเสียประโยชน์จากการที่มีการนำเงินที่ได้จากการไถ่ถอนตั๋วแลกเงินก่อนวันครบกำหนดน้อยกว่าจำนวนเงินตามตั๋วซึ่งนำไปหักชำระหนี้ได้น้อยลง จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำอันมิชอบของโจทก์ดังกล่าว จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินส่วนที่ขาดไปนั้น หรือคิดหักชำระหนี้เสียให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 21,423,906.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และร่วมกันชำระหนี้จำนวน 763,930.15 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.0975 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินทั้งสองจำนวนนับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ผิดสัญญากู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 193,029,516.16 บาท ให้โจทก์คืนหลักประกันเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลขที่ 5-600623-003 และตั๋วแลกเงินจำนวน 22 ฉบับ หรือชำระเงินจำนวน 533,996,156.20 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,423,906.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระเงิน 763,930.15 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.0975 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในลำดับแรกว่า นายโฮมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับตามกฎหมายไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า นายปีเตอร์และนายจอร์จผู้ร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจมีตำแหน่งในธนาคารโจทก์ และมีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำกิจการแทนโจทก์ได้นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายโฮเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ โดยมีสำเนาหนังสือมอบอำนาจแนบมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ตามหนังสือมอบอำนาจนี้ปรากฏว่า ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นายปีเตอร์และนายจอร์จร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า ขณะยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 17 กันยายน 2541 นายปีเตอร์มิได้เป็นรองประธานธนาคารโจทก์ และนายจอร์จมิได้เป็นเลขานุการผู้รับมอบอำนาจของธนาคารโจทก์แล้ว โดยจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 มิได้ให้การว่าผู้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองคนนี้ไม่ได้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในวันที่บุคคลทั้งสองลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจนี้ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองรับว่าบุคคลทั้งสองมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อยู่ในขณะลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงนี้อีกแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายโฮซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาให้มีอำนาจกระทำกิจการใด ๆ แทนโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ ต่อมาเมื่อในขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ยังมิได้มีหนังสือเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว การมอบอำนาจดังกล่าวจึงยังสมบูรณ์อยู่และใช้บังคับได้ตามกฎหมายต่อไป แม้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์จากนายปีเตอร์และนายจอร์จไปเป็นบุคคลอื่นภายหลังจากที่บุคคลทั้งสองลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้โดยชอบแล้ว ก็หามีผลทำให้กิจการของโจทก์ที่ได้กระทำไปแล้วโดยบุคคลทั้งสองต้องเสียไป หรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานมาสืบว่า ขณะฟ้องคดีนี้บุคคลทั้งสองก็ยังคงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อยู่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ฉบับดังกล่าวสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมายนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า การทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะสามารถประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินตราต่างประเทศดังกล่าวได้ โจทก์จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 3 แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบแสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว การทำสัญญาและธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของโจทก์ตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะ ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินตราต่างประเทศหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก จึงไม่รับวินิจฉัย

ในวันครบกำหนดชำระหนี้อันเป็นวันชำระบัญชีซึ่งโจทก์ต้องส่งมอบเงินดอลลาร์สหรัฐแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ก็มีหนี้ที่ต้องส่งมอบเงินบาทแก่โจทก์ด้วยเช่นกันตามธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้โดยส่งมอบเงินบาทแก่โจทก์ จึงมีหนี้เงินบาทค้างชำระแก่โจทก์ในขณะที่โจทก์มีตั๋วแลกเงิน 22 ฉบับ ที่มีการนำมาจำนำและวางประกันหนี้ดังกล่าวไว้ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวนำเงินมาชำระบัญชีหักชำระหนี้เงินบาทที่ค้างชำระดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า ในส่วนตั๋วแลกเงินที่ถึงกำหนดใช้เงินแล้วนั้น ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้รับจำนำโดยเป็นผู้ทรงที่ได้รับสลักหลังและรับมอบตั๋วแลกเงินนั้นไว้ในครอบครอง ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการจำนำตั๋วเงินนั้นเมื่อมีการสลักหลังเพื่อจำนำตั๋วแลกเงิน ผู้ทรงย่อมใช้สิทธิทั้งปวงอันเกิดแต่ตั๋วนั้นได้ทั้งสิ้น และผู้รับจำนำตั๋วแลกเงินนี้ก็มีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วนั้นในวันถึงกำหนดได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวบังคับจำนำ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 926 และมาตรา 766 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินเฉพาะที่ถึงกำหนดนำเงินมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวบังคับจำนำแก่จำเลยที่ 1 ก่อน ทั้งการบังคับชำระหนี้จากตั๋วแลกเงินที่จำนำดังกล่าวนี้ก็ไม่ใช่การหักกลบลบหนี้ จึงไม่จำต้องพิจารณาว่ากรณีที่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินเป็นบุคคลภายนอกจะทำการหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ นอกจากนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์หักกลบลบหนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเชื่อมโยงวงเงินสินเชื่อและการหักกลบลบหนี้ก็ตาม แต่ก็ยังได้บรรยายฟ้องถึงสิทธิตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำในการหักชำระหนี้และได้นำสืบโดยอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนำ หนังสือสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานด้วย ศาลย่อมรับฟังว่าโจทก์ใช้สิทธิหักชำระหนี้จากหลักประกันที่เป็นตั๋วแลกเงินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเชื่อมโยงวงเงินสินเชื่อและการหักกลบลบหนี้ สิทธิในฐานะผู้ทรงที่ได้รับสลักหลังจำนำและสิทธิตามสัญญาและธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศได้ การชำระบัญชีของโจทก์โดยใช้สิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินเฉพาะที่ถึงกำหนดแล้วนำมาหักชำระหนี้จึงชอบแล้วเช่นกัน แต่กรณีที่โจทก์นำตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 จำนำประกันหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนำรวม 11 ฉบับ ไปไถ่ถอนก่อนตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระทำให้ได้เงินจากการไถ่ถอนน้อยกว่าจำนวนเงินตามตั๋วแลกเงิน แล้วนำเงินที่ได้ไปหักชำระหนี้นั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการดังกล่าวจริงดังปรากฏในรายการหักชำระหนี้วันที่ 23 ธันวาคม 2540 รวม 6 ฉบับ ไปไถ่ถอนก่อนกำหนดและนำเงินมาหักชำระหนี้ในวันนั้น ในรายการหักชำระหนี้วันที่ 9 มกราคม 2541 โจทก์นำตั๋วแลกเงินรวม 2 ฉบับ ไปไถ่ถอนก่อนกำหนดและนำเงินมาหักชำระหนี้ในวันนั้น ในรายการหักชำระหนี้วันที่ 23 มกราคม 2541 โจทก์นำตั๋วแลกเงินไปไถ่ถอนก่อนกำหนดแล้วนำเงินมาหักชำระหนี้ในวันนั้น และในรายการหักชำระหนี้วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 โจทก์นำตั๋วแลกเงินรวม 2 ฉบับ ไปไถ่ถอนก่อนกำหนดแล้วนำเงินมาหักชำระหนี้ในวันนั้น ซึ่งตั๋วแลกเงินที่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด 11 ฉบับนี้ เมื่อคำนวณจากจำนวนเงินตามที่ระบุในตั๋วแลกเงิน กับจำนวนเงินที่ได้จากการไถ่ถอนก่อนกำหนดแล้ว จำนวนเงินที่ได้จากการไถ่ถอนดังกล่าวน้อยกว่าจำนวนเงินตามตั๋วแลกเงินรวมเป็นเงินจำนวน 2,467,433.16 บาท กรณีดังกล่าวนี้ เห็นว่า ในกรณีจำนำทรัพย์สินตามปกติทั่วไปนั้น หากผู้รับจำนำจะบังคับจำนำก็ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้และอุปกรณ์ในเวลาอันควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นเสียก่อน ถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำจึงชอบที่จะนำทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายทอดตลาดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง โดยหากมีการตกลงให้จัดการแก่ทรัพย์สินนั้นเป็นประการอื่นนอกจากบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนำ ข้อตกลงเช่นนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 756 และแม้เฉพาะในกรณีการบังคับชำระหนี้จากตั๋วแลกเงินที่ผู้จำนำนำมาจำนำเป็นประกันหนี้นั้น ผู้รับจำนำมีสิทธิเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นได้ โดยไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนำก่อนก็ตาม แต่ก็ต้องเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินในวันถึงกำหนดชำระเงินด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 766 การที่โจทก์ใช้วิธีการบังคับชำระหนี้จากตั๋วแลกเงินที่รับจำนำไว้ดังกล่าวโดยการนำไปไถ่ถอนก่อนครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วแลกเงินนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งการไถ่ถอนหรือขอรับเงินตามตั๋วแลกเงินก่อนวันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วนี้ผู้จ่ายก็ชอบที่จะไม่จ่ายเงินได้ จนกว่าจะถึงวันครบกำหนดชำระ แต่กรณีนี้บริษัทซิตี้ คอร์ป ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นยอมจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ โดยมีการหักลดเงินตามตั๋วไว้ ทำให้ผู้จ่ายเงินได้ประโยชน์จากส่วนลดนั้น ขณะที่โจทก์ก็ได้ประโยชน์ได้รับเงินมาชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 กลับเป็นฝ่ายต้องเสียประโยชน์จากการที่มีการนำเงินที่ได้จากการไถ่ถอนตั๋วแลกเงินก่อนวันครบกำหนดน้อยกว่าจำนวนเงินตามตั๋วซึ่งนำไปหักชำระหนี้ได้น้อยลง จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำอันมิชอบของโจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินส่วนที่ขาดไปนั้นคืนหรือคิดหักชำระหนี้เสียให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 763,930.15 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.0975 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่หากมีเหตุให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ ให้ใช้อัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐของธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 19,115,602.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 แก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 159,130 บาท มาหักชำระดอกเบี้ยที่คิดได้ดังกล่าว เหลือเท่าใดให้หักชำระหนี้ต้นเงิน แล้วให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินคงเหลือนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 756 ม. 764 ม. 766 ม. 820 ม. 926
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 225 วรรคแรก
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — บริษัทเทพอภิชัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2548
#268262
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่ว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลแรงงานกลาง และเพิ่งจะยกขึ้นโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธิพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่ระบุไว้ว่า "แต่งตั้งให้ ล. และ/หรือ ส. เป็นผู้รับมอบอำนาจ" นั้น มีความหมายว่า ล. และ ส. จะร่วมกันกระทำการในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ด้วยกันก็ได้หรืออีกกรณีหนึ่ง ล. หรือ ส. เพียงคนใดคนหนึ่งก็มีอำนาจกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้เช่นเดียวกัน และการมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยผู้รับมอบอำนาจทั้งสองจะกระทำการร่วมกันหรือต่างคนต่างกระทำการแยกจากกันได้ ค่าอากรแสตมป์สำหรับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ค) ท้ายประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์รวม 60 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โดยนายลาร์ส ธอร์เซ่น และนายแม็ทส์ ปีเตอร์ โกสทา ฟอร์แมน มอบอำนาจให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น หรือนายสันติ จินตวนิช ดำเนินคดีแทน จำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2535 ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 52,000 บาท ต่อมาได้ลาออกเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 ระหว่างทำงานกับโจทก์ จำเลยมีตำแหน่งเป็นพนักงานจัดซื้อมีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าแทนโจทก์ เพื่อให้โจทก์นำสินค้าไปขายแก่ลูกค้าของโจทก์ที่อยู่ต่างประเทศโจทก์มีระเบียบและแนวทางปฏิบัติในการทำงานว่า ห้ามพนักงานหาประโยชน์จากคู่ค้าของโจทก์ เช่น เรียกเงินค่าตอบแทนจากผู้ขาย (ค่าคอมมิชชัน) เมื่อระหว่างปี 2540 ถึงกลางปี 2542 จำเลยโดยเจตนาทุจริตได้หลอกลวงบริษัทคู่ค้าของโจทก์รวม 5 บริษัท ว่าบริษัทแต่ละรายจะต้องจ่ายเงินตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ของยอดที่โจทก์สั่งซื้อแต่ละงวดเพื่อจ่ายให้แก่ผู้บริหารของโจทก์ หากไม่ยอมจ่าย ผู้บริหารของโจทก์จะไม่สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้น บริษัททั้งห้าดังกล่าวหลงเชื่อจึงโอนเงินให้จำเลยทุกครั้งที่ขายสินค้าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 8,062,999.90 บาท จำเลยได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้บริษัทคู่ค้าของโจทก์ต้องเพิ่มราคาสินค้าที่จะขายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ตามที่จำเลยเรียกร้อง หรือไม่ลดราคาสินค้าให้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่จำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 8,062,999.90 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตผิดระเบียบและข้อบังคับการทำงานของโจทก์ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือยอมรับสารภาพต่อโจทก์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 จำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 8,062,999.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จคำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 503,937 บาท รวมเป็นเงิน 8,566,936.90 แต่จำเลยชำระให้โจทก์เพียง 120,000 บาท แล้วไม่ยอมชำระอีก คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจำนวน 8,446,936.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,446,936.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การฟ้องแย้งว่า ขณะฟ้องคดีนายลาร์ส ธอร์เซ่นและนายแม็ทส์ ปีเตอร์ โกสทา ฟอร์แมน ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์ไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลใดฟ้องคดีแทน หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตราประทับก็ไม่ตรงกับตราประทับที่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 54,240 บาท และถูกโจทก์ปลดจากการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 โจทก์ไม่เคยมีระเบียบข้อบังคับการทำงานดังที่โจทก์อ้าง จำเลยไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจสั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าของโจทก์ การตัดสินใจซื้อสินค้าเป็นอำนาจของบริษัทอีเกียเทรดดิ้ง (ประเทศไทยสวีเดน) จำเลยไม่เคยเรียกร้องให้ผู้ขายสินค้าจ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยโดยมิชอบ แต่ผู้บริษัทผู้เสนอขายสินค้าติดต่อกับจำเลยเพื่อให้จำเลยให้คำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามที่โจทก์ต้องการ โดยผู้ขายสินค้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยเป็นคราว ๆ ไป จำเลยไม่เคยหลอกลวงผู้ขายให้โอนเงินให้จำเลย การที่จำเลยให้คำแนะนำในการพัฒนาคุณภาพสินค้าแก่ผู้ขายไม่ได้ทำให้โจทก์เสีย การเสนอขายสินค้าให้โจทก์ในแต่ละผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีผู้เสนอราคาขายให้โจทก์หลายราย ผู้เสนอขายจึงต้องเสนอราคาที่สามารถแข่งขันกับรายอื่นได้ โจทก์เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทยสวีเดน) จำกัด ในการจัดซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผู้เสนอขายในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสารภาพผิดเพราะถูกข่มขู่ กดดัน และหลอกลวง โดยโจทก์บอกว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อความรับสารภาพว่าจำเลยได้รับเงินจากผู้ขายสินค้า หากจำเลยยอมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเรื่องจะจบลง และจะบอกพนักงานในบริษัทว่าจำเลยได้งานใหม่ที่ดีกว่า แต่หากไม่ลงลายมือชื่อโจทก์จะนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับและประจานให้บุคคลทั่วบริษัททราบว่าจำเลยทุจริตรับเงินจากผู้ขายสินค้า ต่อมาโจทก์มีหนังสือปลดจำเลยจากการเป็นลูกจ้างโดยอ้างว่าจำเลยกระทำการทุจริตและฝ่าฝืนกฎระเบียบของบริษัท ซึ่งไม่เป็นความจริง การเลิกจ้างของโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 433,920 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 54,240 บาท และเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของนายจ้าง 136,660.68 บาท รวมเป็นเงิน 634,820.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้โจทก์รับจำเลยเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์คงเดิม หากไม่ประสงค์จะรับจำเลยเข้าทำงานอีก ขอให้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 11,715,840 บาท และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจากการนำชื่อและรูปถ่ายของจำเลยไปประกาศหนังสือพิมพ์หลังจากการเลิกจ้างจำเลยแล้ว ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าจำเลยเป็นคนไม่ดีจำนวน 2,000,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยลาออกจากงานไปเองโจทก์มิได้เลิกจ้างจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่โจทก์ลงประกาศหนังสือพิมพ์ก็เพื่อฟ้องกันส่วนได้เสียของโจทก์โดยสุจริตทั้งไม่มีข้อความที่แสดงว่าจำเลยกระทำการทุจริตต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้รับความเสียหาย การที่จำเลยทุจริตต่อหน้าที่ที่จงใจทำให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าแทนโจทก์ ในระหว่างการทำงานจำเลยได้เรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นคู่ค้าของโจทก์รวม 5 บริษัทตามฟ้อง จ่ายเงินให้แก่จำเลยในการที่โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทคู่ค้าของโจทก์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์มิได้เป็นผู้ขายสินค้าที่ซื้อจากบริษัทคู่ค้าแก่บุคคลทั่วไปโจทก์เพียงรับซื้อสินค้าไว้แล้วขายต่อให้บริษัทในกลุ่มเดียวกัน ความเสียหายจากการที่จะต้องซื้อสินค้าแพงเพราะบริษัทคู่ค้าต้องจ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยจึงไม่เกิดขึ้น ส่วนความเสียหายอย่างอื่นก็ไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 8 ล้านบาทตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรยกอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ขึ้นมาวินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแตมป์ครบถ้วนหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลแรงงานกลางและเพิ่งยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาความคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พิเคราะห์ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้ว เห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้นบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจและแต่งตั้งให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช เป็นผู้มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดี ต่อสู้คดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา กับนางชมนาถ ภักดี (จำเลย) และมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่างในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งในศาลและนอกศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกา ตลอดจนมีอำนาจรับเงิน ทรัพย์สิน หรือเอกสารจากพนักงานเจ้าหน้าที่จากศาลจากการบังคับคดีหรือจากคู่ความ... สำหรับข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวที่ระบุไว้ว่า "มอบอำนาจและแต่งตั้งให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช เป็นผู้รับมอบอำนาจ" นั้น มีความหมายว่า นายลาร์ส ธอร์เซ่น และนายสันติ จินตวนิช จะร่วมกันกระทำการในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ด้วยกันก็ได้หรืออีกกรณีหนึ่งนายลาส์ส ธอร์เซ่น หรือสันติ จินตวนิช เพียงคนใดคนหนึ่งก็มีอำนาจกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้เช่นเดียวกัน และการมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยผู้รับมอบอำนาจทั้งสองจะกระทำการร่วมกันหรือต่างคนต่างกระทำการแยกจากกันได้ ค่าอากรแสตมป์สำหรับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ค) ท้ายประมวลรัษฎากร กล่าวคือต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เพียง 30 บาท เท่านั้น จึงเป็นกรณีปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเกียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางชมนาถ ภักดีหรือหวังภัทรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2548
#271779
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลแรงงานกลาง และเพิ่งยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากรฯ ข้อ 7 กำหนดว่ากรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท การที่โจทก์มอบอำนาจและแต่งตั้งให้ ล. และ/หรือ ส. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับจำเลย... ย่อมมีความหมายว่า ล. และ ส. จะร่วมกันกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ด้วยกันก็ได้ หรืออีกกรณีหนึ่ง ล. หรือ ส. เพียงคนใดคนหนึ่งก็มีอำนาจกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้เช่นเดียวกัน และการมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยผู้รับมอบอำนาจทั้งสองจะกระทำการร่วมกันหรือต่างคนต่างกระทำการแยกกันได้ ค่าอากรแสตมป์สำหรับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องเสียคนละ 30 บาท รวม 60 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 (ค) ท้าย ป.รัษฎากรฯ แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเพียง 30 บาท ซึ่งไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โดยนายลาร์ส ธอร์เซ่น และนายแม็ทส์ ปีเตอร์ โกสทา ฟอร์แมน มอบอำนาจให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น หรือนายสันติ จินตวนิช ดำเนินคดีแทนจำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ต่อมาได้ลาออกเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 ระหว่างทำงานกับโจทก์ จำเลยมีตำแหน่งเป็นพนักงานจัดซื้อ มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าแทนโจทก์ เพื่อให้โจทก์นำสินค้าไปขายแก่ลูกค้าของโจทก์ที่อยู่ต่างประเทศ โจทก์มีระเบียบและแนวทางปฏิบัติในการทำงานว่า ห้ามพนักงานหาประโยชน์จากคู่ค้าของโจทก์ เช่น เรียกเงินค่าตอบแทนจากผู้ขาย (ค่าคอมมิชชัน) เมื่อระหว่างปี 2540 ถึงกลางปี 2542 จำเลยโดยเจตนาทุจริตได้หลอกลวงบริษัทคู่ค้าของโจทก์รวม 5 บริษัท ว่าบริษัทแต่ละรายจะต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ของยอดที่โจทก์สั่งซื้อแต่ละงวดเพื่อจ่ายให้แก่ผู้บริหารของโจทก์ หากไม่ยอมจ่ายผู้บริหารของโจทก์จะไม่สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้น บริษัททั้งห้าดังกล่าวหลงเชื่อจึงโอนเงินให้จำเลยทุกครั้งที่ขายสินค้าแก่โจทก์ เป็นเงินรวม 8,062,999.90 บาท จำเลยได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้บริษัทคู่ค้าของโจทก์ต้องเพิ่มราคาสินค้าที่จะขายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 ตามที่จำเลยเรียกร้อง หรือไม่ลดราคาสินค้าให้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่จำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 8,062,999.90 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตผิดระเบียบและข้อบังคับการทำงานของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 8,446,936.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของนายจ้างรวมเป็นเงิน 624,820.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์รับจำเลยเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์คงเดิม หากไม่ประสงค์จะรับจำเลยเข้าทำงานอีก ขอให้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 11,715,840 บาท และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจากการนำชื่อและรูปถ่ายของจำเลยไปประกาศหนังสือพิมพ์หลังจากเลิกจ้างจำเลยแล้ว ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าจำเลยเป็นคนไม่ดีจำนวน 2,000,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยลาออกจากงานไปเอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าแทนโจทก์ ในระหว่างการทำงานจำเลยได้เรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ซึ่งเป็นคู่ค้าของโจทก์รวม 5 บริษัทตามฟ้อง จ่ายเงินให้แก่จำเลยในการที่โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทคู่ค้าของโจทก์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์มิได้เป็นผู้ขายสินค้าที่ซื้อจากบริษัทคู่ค้าแก่บุคคลทั่วไป โจทก์เพียงรับซื้อสินค้าไว้แล้วขายต่อให้บริษัทในกลุ่มเดียวกัน ความเสียหายจากการที่จะต้องซื้อสินค้าแพงเพราะบริษัทคู่ค้าต้องจ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยจึงไม่เกิดขึ้น ส่วนความเสียหายอย่างอื่นก็ไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับความเสียหายเป็นเงิน 8 ล้านบาทตาทฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "กรณีเห็นสมควรยกอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ขึ้นมาวินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลแรงงานกลาง และเพิ่งจะยกขึ้นโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พิเคราะห์ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้ว เห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจและแต่งให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช เป็นผู้มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องร้องดำเนินคดี ต่อสู้คดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา กับนางชมนาถ ภักดี (จำเลย) และมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่างในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งในศาลและนอกศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกา ตลอดจนมีอำนาจรับเงิน ทรัพย์สินหรือเอกสารจากพนักงานเจ้าหน้าที่จากศาล จากการบังคับคดีหรือจากคู่ความ... สำหรับข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวที่ระบุไว้ว่า "มอบอำนาจและแต่งตั้งให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช เป็นผู้รับมอบอำนาจ" นั้น มีความหมายว่านายลาร์ส ธอร์เซ่น และนายสันติ จินตวนิช จะร่วมกันกระทำการในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ด้วยกันก็ได้ หรืออีกกรณีหนึ่งนายลาร์ส ธอร์เซ่น หรือสันติ จินตวนิช เพียงคนใดคนหนึ่งก็มีอำนาจกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้เช่นเดียวกัน และการมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยผู้รับมอบอำนาจทั้งสองจะกระทำการร่วมกันหรือต่างคนต่างกระทำการแยกจากกันได้ ค่าอากรแสตมป์สำหรับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ค) ท้ายประมวลรัษฎากร กล่าวคือ ต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เพีง 30 บาท เท่านั้น จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นายลาร์ส ธอร์เซ่น และ/หรือนายสันติ จินตวนิช จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางชมนาถ ภักดี หรือหวังภัทรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2548
#266400
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปตามถนนทางสาธารณะกับเพื่อนและได้พบกับจำเลยทั้งสามโดยบังเอิญ จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วมไปเป็นระยะทางไกลและนานพอสมควร อ้างว่าเพื่อสอบถามโจทก์ร่วมว่าด่าว่าอะไรจำเลยที่ 1 เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถไล่ตามกันทัน จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบฟันถูกโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันไล่ติดตามไปเพื่อทำร้ายโจทก์ร่วมมิใช่เพื่อสอบถาม ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 ก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลานานถึง 1 ปีมาแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมเพราะเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ได้ เพราะมิใช่การกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้ข่มเหงตนในขณะนั้น

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายอยู่ตรงกลาง และมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายสุดในขณะที่ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมด้วยตนเองแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุยังน้อย และไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อเห็นแก่อนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย และแม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยุติไปโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์และฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83, 371

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายจริง แต่กระทำไปโดยบันดาลโทสะ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายพัลลภผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 371, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามต่างมีอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 ฐานร่วมกันพาอาวุธมีด ปรับคนละ 50 บาท ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 25 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขณะโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ป๊อปซึ่งเป็นรถขนาดเล็กไปตามถนนทางสาธารณะกับนายไพรัตน์เพียงสองคนและได้พบกับจำเลยทั้งสามโดยบังเอิญ จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไล่ติดตามรถโจทก์ร่วมไปเป็นระยะทางไกลและนานพอสมควร อ้างว่าเพื่อสอบถามโจทก์ร่วมว่าด่าว่าอะไรจำเลยที่ 1 เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถไล่ตามกันทัน จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ฟันโจทก์ร่วมถูกที่กกหูขวาโดยแรง เป็นบาดแผลยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดเลือดดำใหญ่ฉีกขาด กระโหลกศีรษะแตก พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันไล่ติดตามไปเพื่อทำร้ายโจทก์ร่วมมิใช่เพื่อสอบถาม ข้อที่อ้างว่าโจทก์ร่วมด่าว่าให้ของลับและชักอาวุธมีดออกมาทำร้ายตนก่อนนั้น จำเลยที่ 1 เพียงยกขึ้นอ้างลอย ๆ ในชั้นพิจารณาไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมกับพวกร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลานานถึง 1 ปี มาแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าใช้มีดดาบฟันโจทก์ร่วมเพราะเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ได้ เพราะมิใช่การกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้ข่มเหงตนในขณะนั้น

อนึ่ง คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายอยู่ตรงกลาง และมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายสุดในขณะที่ไล่ติดตามรถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดาบฟันโจทก์ร่วมด้วยตนเองแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุยังน้อยเพื่อเห็นแก่อนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย และแม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะยุติไปโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์และฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลราชบุรีทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นายพัลลภ ทรัพย์คำนูณ
จำเลย — นายจิระศักดิ์หรือต้น คำสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5089/2548
#266449
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 20 ปี ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืนและยานพาหนะ เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4881/2536 ของศาลชั้นต้น ปัจจุบันจำเลยอยู่ในระหว่างการพักการลงโทษและจะพ้นโทษและพ้นจากการพักการลงโทษในวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 อันเป็นวันภายหลังวันที่ 10 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 จะมีผลบังคับใช้กับจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยยังคงเป็นผู้ที่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 32, 36, 43, 68, 70, 148, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 148, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าควรปรับบทการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 มาด้วย แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่จำต้องปรับบทมาตรา 300 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษมาเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้คัดค้านว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืนและยานพาหนะ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4881/2536 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งปัจจุบันจำเลยอยู่ในระหว่างการพักโทษและจะพ้นโทษและพ้นจากการพักการลงโทษในวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 อันเป็นวันภายหลังวันที่ 10 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 จะมีผลบังคับใช้ได้กับจำเลย จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยยังคงเป็นผู้ที่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายบุญรวย แซ่ซี่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายประคอง ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032 -ที่ 5080/2548
#266413
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือนแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 257 อยู่ในฐานะหนี้บุริมสิทธิตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ส่วนดอกเบี้ยหรือเงินที่เกินหนึ่งแสนบาท เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7)

การที่เจ้าหนี้ได้นำหนี้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้นไปฟ้องเป็นคดีแรงงาน จนกระทั่งศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำพิพากษา ถือว่าเป็นการรับรองสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้อีกชั้นหนึ่งและทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และเจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้อันเกิดจากการเลิกจ้างซึ่งมีคำพิพากษารับรองแล้วมายื่นคำขอรับชำระหนี้ก็หาทำให้บุริมสิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่ก่อนแล้วเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 รายละเอียดตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละราย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสี่สิบเก้าราย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว เห็นควรให้เจ้าหนี้ทั้งสี่สิบเก้ารายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 เป็นลูกจ้างของลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายวันทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน และกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ลูกหนี้ที่ 1 เลิกจ้างเจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 โดยเจ้าหนี้ไม่ได้กระทำความผิดและลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และค้างจ่ายค่าจ้างแก่เจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกหนี้ที่ 1 มีหน้าที่จะต้องชำระเงินค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่เจ้าหนี้แต่ละรายตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) หรือไม่ มาตรา 130 บัญญัติว่า "ในการแบ่งทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้นั้น ให้ชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินตามลำดับดังต่อไปนี้?(6)? เงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เพื่อการงานที่ได้ทำให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา 257 แห่ง ป.พ.พ. และตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน"

ป.พ.พ. มาตรา 257 บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างนั้น ให้ใช้สำหรับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือนแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่ง"

ดังนี้ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 257 แล้ว จึงได้ความว่า หนี้ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือนแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่ง หนี้ดังกล่าวนี้ย่อมอยู่ในฐานะหนี้บุริมสิทธิตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินจำนวนที่ขอมานั้นย้อนหลังไปเพียง 1 เดือน เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 257 ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ในจำนวนรวมไม่เกิน 100,000 บาท ในส่วนดอกเบี้ยหรือในส่วนที่เกิน 100,000 บาท เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7)

ส่วนที่เจ้าหนี้ทั้งหมดได้นำหนี้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้นไปฟ้องเป็นคดีแรงงาน จนกระทั่งศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ สป.1519 ถึง 1567/2544 ถือว่าเป็นการรับรองสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้อีกชั้นหนึ่งและทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนแพ่ง เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ได้นำมูลหนี้อันเกิดจากการเลิกจ้างซึ่งมีคำพิพากษารับรองแล้วมายื่นคำขอรับชำระหนี้ก็หาทำให้บุริมสิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่ก่อนแล้วเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบกับความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7) ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 61 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้รายที่ 13 ถึงที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 61 ได้รับชำระหนี้ในเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำสั่งของศาลล้มละลายกลางตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ส่วนดอกเบี้ยที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ดังกล่าวได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7) ในส่วนเจ้าหนี้รายที่ 20 ให้ได้รับชำระหนี้จำนวน 100,000 บาท ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (6) ในส่วนหนี้ที่เหลือตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางให้ได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 (7) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 257
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130 (6) ม. 130 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบี เอส แอล ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ — นางเกษร เหมจั่นเพ็ชร กับพวก
จำเลย — บริษัทโรงงานทอผ้าไทยรุ่งเรือง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2548
#266292
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ไม่นำใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก และไม่ไปพบเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือเชิญพบหลายครั้ง ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้นำใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเป็นพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงตาม ป. รัษฎากร มาตรา 23 เนื่องจากใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบใดและยื่นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะใบเสร็จรับเงินจะระบุวัน เดือน ปี ที่ยื่นแบบแสดงรายการ รวมทั้งประเภทของแบบแสดงรายการที่ยื่น หากในใบเสร็จรับเงินระบุว่า ภ.ง.ด. 91 ก็แสดงว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่ได้จากการขายที่ดินที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร มารวมคำนวณกับเงินได้อื่น ส่วนเอกสารที่บริษัท ท. กับบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของส่งให้แก่เจ้าพนักงานประเมินก็เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ว. คนขับรถยนต์ของโจทก์กับบริษัทดังกล่าว มิใช่หลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ว. นอกจากนี้หากใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปีพิพาทสูญหาย โจทก์ควรให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบไต่สวนของทางราชการ แต่โจทก์มิได้ให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบไต่สวนของทางราชการแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์โดยอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 25 นั้น ชอบแล้ว ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถอุทธรณ์การประเมินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยทั้งสองมีว่า คำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเป็นกรณีที่ผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีความประสงค์จะทำการตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์สำหรับปีภาษี 2533 โดยให้โจทก์นำบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบสำคัญแสดงการสมรส ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรสำหรับปีภาษี 2533 ไปส่งมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อทำการตรวจสอบ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้นำใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2533 อันเป็นพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงตามประมวลรัษฎากรมาตรา 23 เนื่องจากใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบใดและยื่นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะใบเสร็จรับเงินจะระบุวัน เดือน ปี ที่ยื่นแบบแสดงรายการรวมทั้งประเภทของแบบแสดงรายการที่ยื่น หากใบเสร็จรับเงินระบุว่า ภ.ง.ด. 91 ก็แสดงว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่ได้จากการขายที่ดินที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น ส่วนเอกสารที่บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี จำกัด กับบริษัททริเวอร์ไซด์ทาวเวอร์ จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของบริษัททั้งสองส่งให้แก่เจ้าพนักงานประเมินนั้นก็เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายวิเชียรคนขับรถยนต์ของโจทก์กับบริษัทริเวอร์ไซด์ทาวเวอร์ จำกัด มิใช่หลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายวิเชียร นอกจากนี้หากใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปีภาษี 2533 สูญหาย โจทก์ก็ควรให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบไต่สวนของทางราชการ แต่ปรากฏตามคำให้การของโจทก์ ทั้งสองครั้งโจทก์ก็มิได้ให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบไต่สวนแต่อย่างใด ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 25 นั้นชอบแล้ว ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถอุทธรณ์การประเมินได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทุกชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 23 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยุทธ มหากิจศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5027/2548
#266272
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าชดเชยเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทันทีที่เลิกจ้าง จึงถือว่าจำเลยผิดนัดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป ซึ่งจำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง

การสืบพยานในคดีแรงงานมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ ซึ่งในมาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในอันที่จะให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร คดีนี้เมื่อศาลแรงงานภาค 2 เห็นว่าข้อเท็จจริงจากการที่ ศ. ตอบคำซักถามของศาล และคำเบิกความของ ว. ต่อศาลตามที่บันทึกไว้ได้ความชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทได้แล้ว จึงไม่จำต้องเรียกพยานจำเลยทั้งสองมาสืบใหม่ และการที่ศาลแรงงานภาค 2 ได้ซักถามตัวโจทก์โดยไม่อนุญาตให้ทนายความของคู่ความและตัวความซักถามโจทก์ เป็นการชอบด้วยมาตรา 45 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 แล้ว ศาลแรงงานภาค 2 สามารถนำคำเบิกความของโจทก์มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอภิญญา ชมสน
จำเลย — บริษัทออโตลิฟ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5026/2548
#113365
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่พิจารณาอนุมัติการยืมทรัพย์สินที่ไม่สามารถยืมได้ เพราะเป็นทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลืองออกนอกบริเวณโรงงาน แต่จำเลยไม่ได้นำระเบียบข้อบังคับมาแสดง ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยก็มิได้ระบุนิยามคำว่า ทรัพย์สินประเภทใช้สิ้นเปลืองไว้ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป แต่ทรัพย์สินที่โจทก์อนุมัติให้ พ. ยืม คือ สายไฟฟ้า ท่อหุ้มสายไฟฟ้า ปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ ปลั๊กไฟฟ้าตัวเมีย เบ้าปลั๊กไฟฟ้า ไม่ใช่ทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป จึงไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลือง การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าโทรศัพท์ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์อ้างว่า โจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่พิจารณาอนุมัติการยืมทรัพย์สินที่ไม่สามารถยืมได้ เพราะเป็นทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลืองออกนอกโรงงานเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กระทำการใด ๆ ให้บริษัทจำเลยได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบธรรมของนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ทุจริตต่อหน้าที่ การเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าโทรศัพท์ค้างจ่ายจำนวน 2,200 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,588 บาท ค่าชดเชยจำนวน 190,568 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 571,704 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 23,821 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 159,200 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 1,326.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 อันเป็นวันเลิกจ้างและวันที่ 5 สิงหาคม 2546 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,276.67 บาท ค่าโทรศัพท์จำนวน 2,146.42 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 79,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินทั้งสามจำนวนอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2546 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลืองตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 ระบุว่าหมายถึงทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป แต่ทรัพย์สินที่โจทก์อนุมัติให้นายพินันท์ยืมคือสายไฟฟ้า ท่อหุ้มสายไฟฟ้า ปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ ปลั๊กไฟฟ้าตัวเมีย เบ้าปลั๊กไฟฟ้า ไม่ใช่ทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป จึงไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทยืมใช้สิ้นเปลือง และจำเลยไม่ได้นำระเบียบข้อบังคับของจำเลยมาแสดง ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ไม่ได้ระบุนิยามคำว่า ทรัพย์สินประเภทใช้สิ้นเปลืองไว้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ที่โจทก์อนุมัติให้นายพินันท์ยืมทรัพย์สินของจำเลยจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าโทรศัพท์ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (1) ม. 119 (2) ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ป.พ.พ. ม. 582 ม. 650
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ เจริญนิธิโชติ
จำเลย — บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5025/2548
#266412
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ที่ห้ามศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เป็นบทบัญญัติที่ใช้ในคดีแรงงานกรณีทั่วไป แต่บทบัญญัติในมาตรา 49 เป็นกรณีให้อำนาจศาลแรงงานเป็นพิเศษเฉพาะคดีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง โดยหากศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างไม่เป็นธรรมศาลแรงงานจะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานก็ได้ แต่หากเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานจะกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทนก็ได้ โดยให้ศาลแรงงานพิพากษาไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางพิจารณาว่านายจ้างกับลูกจ้างจะทำงานร่วมกันต่อไปได้หรือไม่ บทบัญญัติในมาตรานี้เห็นได้ว่า ศาลแรงงานไม่จำต้องมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ แม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจะมิได้มีคำขอให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างรับโจทก์กลับเข้าทำงาน คงขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างมาเพียงอย่างเดียว ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าโจทก์กับจำเลยยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแทนได้ กรณีกลับกันแม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจะมิได้มีคำขอให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ คงขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเพียงอย่างเดียว ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แทนได้เช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์มิได้กระทำผิดวินัยใด ๆ มาก่อน ทั้งจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเห็นสมควรให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไป แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้รับโจทก์เข้าทำงาน ก็เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยมาตรา 49 แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนรัตน์ ยศวิมล
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5024/2548
#113358
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารถกับเงินค่ารับรองให้แก่โจทก์ในลักษณะเหมาจ่ายเป็น รายเดือน รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่ได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลืออื่นใดแก่โจทก์ เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถ และค่ารับรองจึงเป็นเงินที่มีจำนวนแน่นอนที่จำเลยตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ จึงถือว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,278,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 45,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 65,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 130,000 บาท เงินโบนัสค้างจ่ายจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 5,000 บาท ค่ารถและค่ารับรองอีกเดือนละ 20,000 บาท โดยเป็นการเหมาจ่าย วันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถ และค่ารับรองที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารถกับเงินค่ารับรองให้แก่โจทก์ในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่ได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลืออื่นใดแก่โจทก์ เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถและค่ารับรองจึงเป็นเงินที่มีจำนวนแน่นอนที่จำเลยตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ จึงถือว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์โดยนำเอาเงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถและค่ารับรองไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์เป็นฐานในการคำนวณด้วยจึงชอบแล้ว?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ ชิ้นประเสริฐ
จำเลย — บริษัทซิสคอม คอมพิวเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5017 -ที่ 5023/2548
#266321
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นนายจ้างผิดสัญญาการจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างทำงานแทนบริษัทนายจ้างตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้แรงงานให้เป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้แรงงานไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยห้ามไม่ให้นายจ้างกระทำการบางอย่างและให้ลูกจ้างมีสิทธิบางอย่างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น หาได้บัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายอื่นไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ และเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างแทนบริษัท ซ. ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันเป็นการเรียกร้องให้ได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ศาลแรงงานกลางจึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 824 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า จำเลยเป็นบริษัทจัดหางาน ตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และเป็นตัวแทนของบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นายจ้าง ตัวการซึ่งอยู่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โจทก์ทั้งเจ็ดเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 และเริ่มทำงานในวันที่ 3 มีนาคม 2546 ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2546 บริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียหาย ขาดค่าจ้างที่ควรจะได้รับคนละ 6 เดือนครึ่ง เป็นเงิน 3,250 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 133,250 บาท จำเลยในฐานะตัวแทนทำสัญญาการจ้างแทนนายจ้างซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 133,250 บาท

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยมิได้เป็นตัวแทนที่จะถือว่าเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด เพราะผู้ที่จะถือว่าเป็นนายจ้างตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (3) จะต้องเป็นบุคคลทั่วไปที่จัดหาคนงานให้แก่นายจ้าง ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบริษัทจัดหางานตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้แก่บริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นายจ้าง ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดทำงานดังกล่าวแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2546 บริษัทดังกล่าวได้ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดกลับประเทศไทย อันเป็นการผิดสัญญาการจ้าง ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเจ็ดแต่ลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงอายุ ระยะเวลาการทำงานและความเดือดร้อนของโจทก์ทั้งเจ็ดแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 40,000 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 40,000 บาท

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่บริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างผิดสัญญาการจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้าง โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 มิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะที่เป็นนายจ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (3) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ป.พ.พ. มาตรา 824 เป็นบทบัญญัติทั่วไป จะนำมาใช้บังคับแก่คดีแรงงานซึ่งมี พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ได้นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้แรงงานให้เป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้แรงงานไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยห้ามไม่ให้นายจ้างกระทำการบางอย่างและให้ลูกจ้างมีสิทธิบางอย่างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น หาได้บัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายอื่นไม่ ดังจะเห็นได้จากความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น" คดีนี้นอกจากโจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 แล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดยังฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันเป็นการเรียกร้องให้ได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ด้วย ศาลแรงงานกลางจึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 824 มาใช้บังคับได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์โกศล ฉิมวัย กับพวก
จำเลย — บริษัทจัดหางานนิธิโรจน์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5012/2548
#268127
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทจำเลยทั้งสี่ไม่อาจทราบเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดขึ้นในภายหลังทั้งที่ดินและอาคารตามสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทก็ไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยที่ 3 นำไปประกันหนี้ในคดีแพ่งที่จำเลยที่ 3 ถูกธนาคารฟ้องบังคับจำนอง และจำเลยที่ 3 เคยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารที่เคยขายให้แก่โจทก์ได้มาแล้ว กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 ถูกธนาคารฟ้องเป็นคดีแพ่งไม่แจ้งให้โจทก์ทราบจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 เป็นหนี้ธนาคาร ปกปิดข้อเท็จจริงในการชำระหนี้ตามข้อตกลงที่ทำไว้ จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ขวนขวายขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารและนำที่ดินพิพาทมาโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสี่โดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยทั้งสี่บอกโจทก์ว่าจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1436 ถึง 1444 ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พร้อมอาคารพาณิชย์ในที่ดินกับทรัพย์สินในอาคารให้แก่โจทก์ และจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทันทีเมื่อโจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือครบถ้วนโดยไม่ติดภาระผูกพันซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจำเลยทั้งสี่จำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ยึดทรัพย์ดังกล่าวขายทอดตลาดไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ โจทก์หลงเชื่อยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสี่และวางเงินมัดจำไว้แก่จำเลยทั้งสี่ 2,000,000 บาท กับเข้าปรับปรุงอาคารดังกล่าวเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 11,123,700 บาท เมื่อถึงกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ทำสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทกับโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2539 แต่เงื่อนไขที่ธนาคารนำมาบังคับจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ทั้งจำนวนเพื่อไถ่ถอนที่ดินทุกแปลงไม่ให้แบ่งชำระหนี้เพื่อปลดจำนองที่ดินเป็นรายแปลงตามเอกสารหมาย ป.จ.2 เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาภายหลังการทำสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทจำเลยทั้งสี่ไม่อาจทราบเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดขึ้นในภายหลัง ทั้งที่ดินและอาคารตามสัญญาจะซื้อจะขายรายพิพาทก็ไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยที่ 3 นำไปประกันหนี้ในคดีหมายเลขดำที่ 14470/2538 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ที่จำเลยที่ 3 ถูกธนาคารฟ้องบังคับจำนอง และจำเลยที่ 3 เคยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารที่เคยขายให้แก่โจทก์ได้มาแล้ว กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 ถูกธนาคารฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 14470/2538 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 เป็นหนี้ธนาคาร ปกปิดข้อเท็จจริงในการชำระหนี้ตามข้อตกลงเอกสารหมาย ป.จ.2 จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ขวนขวายขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารและนำที่ดินพิพาทมาโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้โต้เถียงว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน แต่เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามความเห็นของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาวุธ ภาคภูมิ
จำเลย — นายเรวัตร เจียมอนุกูลกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5006/2548
#271717
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีอื่นร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,178 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ตามทางพิจารณาได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้เฉพาะ ช. จำเลยในอีกคดีหนึ่งพร้อมของกลาง จึงแจ้งข้อหาแก่ ช. ว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ช. ให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลย และนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้บ้านจำเลยเพื่อทำการตรวจค้นแต่ไม่พบจำเลย จึงออกหมายจับไว้และต่อมาจึงจับจำเลยได้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ช. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงผู้เดียวโดยลำพัง จำเลยไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับ ช. กระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.อ. มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันอย่างมากในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5850/2542 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,178 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมพวกของจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,178 เม็ดดังกล่าวเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2542 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 20 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชาตรี คำนึงกิจ ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,178 เม็ด นายชาตรีให้การรับสารภาพว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลย นายชาตรีนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้บ้านจำเลยเพื่อตรวจค้น แต่ไม่พบจำเลยจึงออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5850/2542 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,178 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ตามทางพิจารณาได้ความจากพยานโจทก์คือร้อยตำรวจเอกอัษฎาวุธ ณรงค์ฤทธิ์ จ่าสิบตำรวจวสุธร เอี่ยมสำอาง และพันตำรวจโทประพจน์ เทพวัตร์ ว่าในวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้เฉพาะนายชาตรี พร้อมด้วยของกลางคือเมทแอมเฟตามีน 1,178 เม็ด จึงแจ้งข้อหาแก่นายชาตรีว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายชาตรีให้การรับสารภาพโดยอ้างว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลย และนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้บ้านจำเลยเพื่อทำการตรวจค้น แต่ไม่พบจำเลย จึงออกหมายจับไว้ ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2542 จึงจับกุมจำเลยได้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องนายชาตรีมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงผู้เดียวโดยลำพัง จำเลยไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับนายชาตรีกระทำความผิดในข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันอย่างมากในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวีระศักดิ์หรือเบิ๊ร์ด บุญถนอม
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5004/2548
#272156
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลล่างทั้งสองย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง

จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษและลงโทษสถานเบา แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีเมทแอมเฟตามีน 63 เม็ด น้ำหนัก 5.670 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (เดิม), 91 (ที่ถูกที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และรวมกับโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาข้อแรกว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 67 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการพิจารณาเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมรวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองจึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตศาลล่างทั้งสองย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อที่สองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิม) ไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า บทกำหนดโทษตามมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากบทกำหนดโทษตามมาตรา 67 เดิม ที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่าบทกำหนดโทษตามมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ และระวางโทษปรับตามมาตรา 67 เดิม จะเป็นคุณมากกว่าก็ตาม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาปรับบทกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 67 เดิม จึงไม่ชอบฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อที่สามขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น แม้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกาข้อแรกและข้อที่สองเป็นปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิดได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบจำนวนเมทแอมเฟตามีนของกลางและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของจำเลยแล้ว เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 63 เม็ด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายถึง 5 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ และการรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยสักครั้งหนึ่งเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไป น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันมิให้กระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 2 ปี และให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และรวมกับโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วคงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุรสิทธิ์ จงรัชตวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ