คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3056/2548
#514307
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ผู้กระทำความผิดต้องรู้ว่าได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 รับนาฬิกาของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ ต้องลงโทษตามมาตรา 357 วรรคแรก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานรับของโจรได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 8 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระทองคำตลับทองฝังเพชร ราคา 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4728/2541, 5604/2541, 6283/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1711/2543 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4728/2541, 5604/2541, 6283/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5603/2541 และโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 5022/2543 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่, 340 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 8 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระทองคำตลับทองฝังเพชร ราคา 100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อและยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของผู้เสียหายดังที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิชิต ผู้เสียหาย พันตำรวจตรีประทวน นายประจวบ นายศิริชัย พี่ชายผู้เสียหาย และนางสมชิด ภริยานายประจวบมาเบิกความเป็นพยาน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานถูกคนร้ายใช้วัตถุของแข็งตีศีรษะและใบหน้าจนมีอาการมึนงง แต่หลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าจับกุมผู้ต้องสงสัยได้และให้พยานดูทรัพย์สินของกลางหลายรายการ พยานดูแล้วจำนาฬิกาของพยานได้ เพราะพยานเป็นผู้ทำหน้าปัดฝังเพชรเองกับมีตำหนิเป็นรอยลอกสีเหลือง พยานยังได้สอบถามจำเลยที่ 1 ถึงสาเหตุที่ทำร้ายพยาน จำเลยที่ 1 ตอบว่าเพราะพยานขัดขืน พันตำรวจตรีประทวนเบิกความว่า เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับ จากนั้นได้ให้จำเลยที่ 1 พาไปติดตามยึดเอาทรัพย์สินมาหลายรายการ เฉพาะทรัพย์สินของกลางที่ยึดมาจากจำเลยที่ 1 ปรากฏตามบันทึกการจับกุม นายประจวบเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับนางสมชิดภริยากำลังลอกท่อระบายน้ำเพื่อร่อนหาเศษทองอยู่ในซอยห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8 เมตร เห็นชาย 2 คน กำลังต่อสู้กัน แล้วชายคนหนึ่งคือผู้เสียหายล้มลง ส่วนชายอีกคนที่เป็นคนร้ายได้เดินไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนขับออกไปจากที่เกิดเหตุ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเรียกพยานไปสอบปากคำ พยานได้บอกตำหนิรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจสเกตภาพคนร้ายไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพเดียวกับภาพสเกตคนร้ายหรือไม่ เนื่องจากเหตุเกิดนานแล้ว สำหรับการชี้ตัวคนร้ายนั้น พยานชี้ไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ชี้ นายศิริชัยเบิกความว่า พยานมาถึงที่เกิดเหตุภายหลังจากที่คนร้ายหลบหนีไปแล้ว พยานทราบจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายว่าคนร้ายใช้หมวกนิรภัยเป็นอาวุธ ส่วนนางสมชิดเบิกความว่า ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ใด ๆ แต่รับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน นอกจากนี้ โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกณัฐพลและพันตำรวจโทสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนรวมความได้ว่า ในซอยเกิดเหตุมีแสงสว่างทั้งจากหลอดไฟนีออนที่ติดเสาไฟฟ้าและแสงไฟฟ้าตามบ้านใกล้ที่เกิดเหตุ รวมทั้งสอบปากคำนายประจวบและนางสมชิดไว้ ผู้เสียหายดูนาฬิกาโรเล็กซ์ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 แล้วจำได้ว่าเป็นของตน ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 นายจรินทร์ นายจ้างจำเลยที่ 1 และนายมานะ เพื่อนร่วมงานจำเลยที่ 1 มานำสืบต่อสู้ว่า ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ในการจับกุมจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจ 7 ถึง 8 คน รุมทำร้ายจำเลยที่ 1 จนสลบไป สำหรับของกลางรายการต่าง ๆ ตามบันทึกการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดมาจากมารดาและภริยาจำเลยที่ 1 ยกเว้นรายการที่ 4 ซึ่งเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชรเป็นของเจ้าพนักงานตำรวจ และรายการที่ 7 กับที่ 8 ซึ่งเป็นหมวกนิรภัยและรถจักรยานยนต์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เหตุที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะถูกทำร้ายร่างกายและถูกขู่ว่าหากไม่ให้การรับสารภาพจะยัดเยียดข้อหาอื่น ๆ ให้อีก เห็นว่า พยานโจทก์ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ทั้ง 3 ปาก คือ ผู้เสียหาย นายประจวบ และนางสมชิด คงมีนายประจวบแต่ผู้เดียวที่ยืนยันว่าเห็นคนร้าย แต่พยานปากนี้ก็เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุนั้นไม่มีแสงสว่างพอ และในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยาน พยานให้การว่าก่อนเกิดเหตุมีการทะเลาะด่าทอกันจนพยานเข้าใจว่าเป็นเรื่องคนเมาสุราทะเลาะกัน พยานอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 25 เมตร ซึ่งแตกต่างกับที่พยานเบิกความตอบโจทก์ข้างต้นว่าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8 เมตร พยานมองเห็นเหตุการณ์ไม่ถนัดเพราะมีรถจอดบัง หากจะมองต้องชะโงกหน้าออกไปดูซึ่งตรงกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่ปรากฏว่าจุดเกิดเหตุอยู่หน้ารถที่จอดบังพยาน รวมทั้งที่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานไม่เห็นหน้าคนร้ายเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุมืดโดยดูออกแต่เพียงว่าเป็นวัยรุ่นตีกัน พยานอ่านหนังสือไม่ค่อยออกและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้ฟัง และพยานเบิกความปฏิเสธว่า ไม่ได้แจ้งตำหนิรูปพรรณของคนร้ายคือ จำเลยที่ 1 ให้เจ้าพนักงานตำรวจฟังตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การดังกล่าว กอปรกับพันตำรวจตรีประทวน ผู้จับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับ แต่ปรากฏจากเอกสารดังกล่าวว่าเป็นหมายจับจำเลยที่ 1 ในคดีอื่น และได้ความจากคำเบิกความของพยานตอบโจทก์ถามติงว่า การดำเนินคดีนี้เป็นเรื่องของการขยายผล รวมทั้งร้อยตำรวจเอกณัฐพล พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จากการไปตรวจดูที่เกิดเหตุ แสงไฟมองเห็นได้ชัดเจนในระยะห่างประมาณ 20 เมตร ดังนั้น หากนายประจวบอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 25 เมตร นายประจวบย่อมไม่น่าจะเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนี้ ตามเอกสารภาพสเกตทั้งหมดที่โจทก์อ้างส่งศาลชั้นต้นกลับไม่ปรากฏลายมือชื่อของนายประจวบที่อ้างว่าได้บอกตำหนิรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจสเกตภาพคนร้ายไว้ ทำให้เป็นข้อที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นภาพสเกตของจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นก็เป็นได้เพราะจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องรวมหลายคดี และในการชี้ตัวจำเลยที่ 1 ก็ได้ความจากนายประจวบว่าเป็นการชี้ไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ชี้ ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นคนร้ายที่ลงมือชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมาฟังได้ว่านาฬิกาโรเล็กซ์ของกลางซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยที่ 1 เป็นของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายชิงเอาไปและเป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงเพราะได้ความจากผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างทำเครื่องประดับจำพวกเพชรมานานถึง 28 ปี ว่าเป็นผู้นำเพชรมาฝังที่หน้าปัดนาฬิกาด้วยตนเองกับจำตำหนิรอยลอกได้ ทั้งได้ใส่นาฬิกาเรือนดังกล่าวมา 10 กว่าปี แต่เมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าเป็นลูกจ้างมีรายได้เพียงวันละ 250 บาท ทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รับนาฬิกาของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงต้องยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืนด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเดชะ จอนสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุพัตรา ฐิตะฐาน
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3052/2548
#271527
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่งดการอ่านคำพิพากษาเพื่อรอฟังผลอีกคดีหนึ่งพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะอุทธรณ์คำสั่ง เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอันถึงที่สุด เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งโดยพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ปัญหาเรื่องการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท พร้อมส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่งดการอ่านคำพิพากษาเพื่อรอฟังผลอีกคดีหนึ่งพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง ส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด และสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับว่า เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วจึงไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่งดการอ่านคำพิพากษาเพื่อรอฟังผลอีกคดีหนึ่งพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง ส่วนอุทธรณ์คำพิพากษามีคำสั่งไม่รับ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอันถึงที่สุด ส่วนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่งดการอ่านคำพิพากษาเพื่อรอฟังผลอีกคดีหนึ่งนั้นศาลอุทธรณ์พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วโดยพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อไม่มีคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ปัญหาเรื่องการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอีกต่อไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย"

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 231 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนก ศศิภักดี
จำเลย — นายอนุสรณ์ ศรียานงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3051/2548
#268193
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ ย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาไว้ก่อนจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทถึงที่สุดนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการสั่งไม่รอฟังผลคดีอื่น ซึ่งตามมาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 113582 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 113582 ตำบลสวนหลวง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านตามฟ้องโจทก์ซื้อได้จากการขายทอดตลาด ในการขายทอดตลาดดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้โจทก์ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากทั้งที่จำเลยคัดค้านไว้แล้ว โจทก์โอนที่ดินเป็นของโจทก์ทั้งที่ทราบว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หากต่อมาศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดบ้านตามฟ้องจะตกเป็นของจำเลยตามเดิมและต้องขายทอดตลาดใหม่จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในบ้านโดยมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย บ้านดังกล่าว หากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำพิพากษาไว้ก่อนจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านตามฟ้องถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 113582 ตำบลสวนหลวง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 20 พร้อมส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รอฟังผลอีกคดีหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว กรณีย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาคดีนี้ไว้ก่อนจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทถึงที่สุดนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการสั่งไม่รอฟังผลคดีอื่น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร หาใช่บทบังคับศาลต้องสั่งให้รอฟังผลคดีอื่นทุกคดีไปไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนก ศศิภักดี
จำเลย — นายอนุสรณ์ ศรียานงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3051/2548
#271518
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทถึงที่สุดนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการสั่งไม่รอฟังผลคดีอื่นเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านตามฟ้องที่โจทก์ซื้อได้จากการขายทอดตลาด ในการขายทอดตลาดดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้โจทก์ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากทั้งที่จำเลยคัดค้านไว้แล้ว โจทก์โอนที่ดินเป็นของโจทก์ทั้งที่ทราบว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หากต่อมาศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดบ้านตามฟ้องจะตกเป็นของจำเลยตามเดิมและต้องขายทอดตลาดใหม่ จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในบ้านโดยมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย บ้านดังกล่าวหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำพิพากษาไว้ก่อนจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านตามฟ้องถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท พร้อมส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รอฟังผลอีกคดีหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว กรณีย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาคดีนี้ไว้ก่อนจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทถึงที่สุดนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการสั่งไม่รอฟังผลคดีอื่น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร หาใช่บทบังคับศาลต้องสั่งให้รอฟังผลคดีอื่นทุกคดีไปได้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนก ศศิภักดี
จำเลย — นายอนุสรณ์ ศรียานงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3045/2548
#268083
เปิดฉบับเต็ม

เจ้ามรดกไม่ได้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705

ภ. และ ก. ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานพร้อมกันในขณะจัดทำพินัยกรรม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนี้ พินัยกรรมจึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นหลานของนายวน บุญธนะไพศาลวงค์ นายวนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ก่อนตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8740 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 31/2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ร้องได้ติดต่อกับนายทะเบียนที่ดินเพื่อขอรับโอนทรัพย์มรดก แต่เนื่องจากที่ดินติดจำนองอยู่กับธนาคาร จึงเป็นเหตุขัดข้องไม่อาจดำเนินการได้ ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ตายเจ็บป่วยมีลักษณะเป็นบุคคลวิกลจริตไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ ผู้ตายทำพินัยกรรมขณะที่ขาดสติสัมปชัญญะ และไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานในขณะที่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ พินัยกรรมที่ยกทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่เกิดกับนางเผือด บุญธนะไพศาลวงค์ เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีสิทธิได้รับมรดก ขอให้ศาลยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่าเจ้ามรดกมีบุตร 3 คน คือ มารดาผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสอง บุตรทุกคนของเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการแรกว่า พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย ร.1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและพยานในพินัยกรรมคือนางสาวกรองแก้ว น้ำผึ้ง มาเบิกความตอบคำซักถามและตอบค้านทนายผู้คัดค้านที่ 1 และทนายผู้คัดค้านที่ 2 สรุปความว่า เจ้ามรดกทำพินัยกรรมต่อหน้านางสาวกรองแก้ว น้ำผึ้ง และนางสาวเรืองรอง แช่มรอย ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมพร้อมกันทั้งสองคน ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองมีตัวผู้คัดค้านทั้งสองมานำสืบต่อสู้สรุปรวมความว่าก่อนถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกมีสภาพเจ็บป่วยสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เพราะคุ้มดีคุ้มร้าย มีการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่รถแท็กซี่โดยนางสาวกรองแก้วนำมาให้ลงลายมือชื่อเพียงคนเดียว พยานในพินัยกรรมและนายภิรมย์ ชมจันทร์ ปลัดอำเภอซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียนไม่ได้ลงนามพร้อมกัน เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 บัญญัติมีใจความตาม (1) ว่า การทำพินัยกรรมที่เป็นเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอ (ปัจจุบันคือนายอำเภอหรือผู้รักษาการแทน) ต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งแม้ตัวผู้ร้องจะมีนางสาวกรองแก้วพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งมายืนยันว่า ขณะจัดทำพินัยกรรมมีนางสาวเรืองรอง แช่มรอย พยานในพินัยกรรมอีกคนหนึ่งอยู่ด้วยพร้อมกัน แต่พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งที่เป็นผู้รับรองเอกสารในฐานะปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอคือนายภิรมย์ ชมจันทร์ กลับเบิกความตอบคำซักถามทนายผู้ร้องว่าพยานไปพบนายวน (คือเจ้าพนักงาน) ที่รถพร้อมกับนางสาวกรองแก้ว โดยไม่ได้เอ่ยถึงนางสาวเรืองรองเลย และยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านที่ 2 ว่านางสาวกรองแก้วเป็นผู้พาพยานไปที่รถ นางสาวเรืองรองไม่ได้ไปด้วยและอีกประโยคหนึ่งว่าขณะนางสาวกรองแก้วกับนางสาวเรืองรองลงลายมือชื่อเป็นพยาน (ในพินัยกรรม) ตัวนายภิรมย์ไม่เห็นและ (ทั้งสอง) จะลงลายมือชื่อเมื่อใดไม่ทราบ แสดงว่า เจ้ามรดกไม่ได้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย ร.1 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1705 พยานปากนี้แม้เป็นพยานหมาย แต่ก็มาเป็นพยานฝ่ายผู้ร้องและเป็นผู้รับรองเอกสารตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อเบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเองเช่นนี้จึงมีเหตุผลในการรับฟัง แม้พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 จะเป็นเอกสารราชการก็ตาม ทั้งกรณีก็มิใช่เป็นการรับฟังพยานบุคคลแทนเอกสาร หากแต่เป็นการฟังพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์เอกสารซึ่งรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย นอกจากนี้ยังหาใช่เป็นเรื่องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกว่าประสงค์จะยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องไม่ตามฎีกาของผู้ร้องอีกด้วย ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อมาว่าถึงหากไม่อาจรับฟังเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง แต่ควรรับฟังเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 นั้น เห็นว่า พินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำต่อหน้านายภิรมย์ ซึ่งอาจถือได้ว่านายภิรมย์เป็นพยานในพินัยกรรมแบบธรรมดาอีกผู้หนึ่ง ก็ตาม แต่นายภิรมย์ก็ไม่เห็นขณะที่นางสาวกรองแก้วและนางสาวเรืองรองลงลายมือชื่อเป็นพยาน และไม่ทราบว่าลงลายมือชื่อเมื่อใดแสดงว่านายภิรมย์และนางสาวกรองแก้วไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานพร้อมกันในขณะจัดทำพินัยกรรม ส่วนนางสาวเรืองรองข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าไม่ได้อยู่ด้วยขณะจัดทำพินัยกรรม จึงฟังไม่ได้ว่าพยานสองคนได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมพร้อมกันขณะนั้นซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ...ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนี้ พินัยกรรมฉบับนี้จึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 เมื่อทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) คือ มารดาผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตาย จึงเป็นทายาทและถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1705
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกาญจนาพร แสงจั่น
ผู้คัดค้าน — นางอรพรรณ เยาวสังข์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2548
#271565
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ช. ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ การสอบสวนได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนจนถึงเจ้ากรมสารบรรณทหารบและผ่านมายังกองพระธรรมนูญ ในวันที่ 18 มีนาคม 2531 เพื่อเสนอให้ ช. อนุมัติดำเนินคดีแก่จำเลย และ ช. อนุมัติในวันที่ 26 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานผลการสอบสวนถึง 7 ปี การใช้เวลาในการเดินหนังสือเนิ่นนานไปจนผิดปกติเช่นนี้ โจทก์จึงควรมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่ามีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้างและไปติดขัดอยู่ที่ใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์เพิ่งจะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 21 มีนาคม 2538 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 27 เมษายน 2538 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 708,563.36 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 47,659.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกันได้และเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลขอให้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นรอไว้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมกับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 426,821.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 506,150.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดาอายุความ โจทก์มีพันเอกเจด็จ สุคนธรัตน์ เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการสอบสวนกรณีนำมันสูญหายไปจากบัญชีของจังหวัดทหารบกเชียงรายระหว่างปี 2523 ถึงปี 2528 ผลการสอบสวนสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในน้ำมันที่ขาดหาย และได้ส่งรายงานผลการสอบสวนให้แก่ผู้บัญชาการทหารบกในวันที่ 18 มีนาคม 2531 โดยผ่านสารบรรณทหารบก และโจทก์มีพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร เบิกความว่า ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ พยานเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนกองทัพบก การสอบสวนข้อเท็จจริงได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนสุดท้ายถึงเจ้ากรมสารบรรณทหารและผ่านมายังกองพระธรรมนูญเพื่อเสนอให้พยานอนุมัติดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เมื่อพยานอนุมัติแล้วก็เท่ากับผู้บัญชาการทหารบกได้รับทราบและอนุมัติเช่นกัน พยานอนุมัติในวันที่ 21 มีนาคม 2538 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว พิจารณาแล้วแม้รายงานผลการสอบสวนดังกล่าวจะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนซึ่งจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะนานถึง 7 ปี การใช้เวลาในการเดินหนังสือเนิ่นนานไปจนผิดปกติเช่นนี้ โจทก์จึงควรมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่ามีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้างและไปติดขัดอยู่ที่ใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เพิ่งจะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 21 มีนาคม 2538 ดังที่พลเอกเชษฐาเบิกความ แต่น่าเชื่อว่าโจทก์รู้ถึงการละมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานผลการสอบสวนต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2538 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — พันโทเจริญศักดิ์ เขื่อนแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3040/2548
#266330
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้นผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้นที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดใน ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถวจึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

โจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ยังก่อสร้างตึกแถวอีก 3 เดือนจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้องให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นการงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมา จึงเห็นสมควรนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาททั้งสามห้องและส่งมอบการครอบครองคืนแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปให้แก่โจกท์จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันและตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันในมูลคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดคนละแปลงเนื้อที่รวมประมาณ 200 ตารางวา จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อปลูกสร้างเสร็จโจทก์จะยกตึกแถวบนที่ดินจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะยกที่ดินพร้อมตึกแถวบนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนตามสัญญาการสร้างบ้านเอกสารหมาย จ. 3 ต่อมาระหว่างปลูกสร้างตึกแถวไม่เสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาการสร้างบ้านและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ แต่ยังไม่ได้ตกลงราคากัน และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวต่อไปตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 ในที่สุดไม่สามารถตกลงราคาที่ดินกันได้ และตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ก่อสร้างตึกแถวต่อจนแล้วเสร็จและเข้าอยู่ใช้ประโยชน์ จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ โจทก์และบริวารออกจากตึกแถวพิพาทเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ตึกแถวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก

ในคดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญาแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถว จึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

เดิมโจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นยังก่อสร้างต่ออีก 3 เดือน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้อง ให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมาดังได้วินิจฉัยในประเด็นที่สามแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้องได้ และเห็นสมควรกำหนดให้จำลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาทและเห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่ชนะคดีเพียง 450,000 บาท เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสม ควรให้จำเลยทั้งสอง รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องทั้งเป็นจำนวนที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีใช้เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 177
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ นันทนา
จำเลย — นางหนูเกื้อ หอมทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3040/2548
#271534
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเลิกกัน คู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้น เนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนคือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถว จึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

โจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ยังก่อสร้างตึกแถวอีก 3 เดือน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้องให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นการงานอันได้กระทำให้ตาม ป.พ.พ. 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมา ศาลย่อมมีอำนาจนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าปลูกสร้างตึกแถวทั้งสามห้องจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาททั้งสามห้องและส่งมอบการครอบครองคืนแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปให้แก่โจทก์จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันและตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันในมูลคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดคนละแปลงเนื้อที่รวมประมาณ 200 ตารางวา จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อปลูกสร้างเสร็จโจทก์จะยกตึกแถวบนที่ดินจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะยกที่ดินพร้อมตึกแถวบนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนตามสัญญาการสร้างบ้านเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาระหว่างปลูกสร้างตึกแถวไม่เสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาการสร้างบ้านและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ แต่ยังไม่ได้ตกลงราคากัน และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถวต่อไปตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ในที่สุดไม่สามารถตกลงราคาที่ดินกันได้ และตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ก่อสร้างตึกแถวต่อจนแล้วเสร็จและเข้าอยู่ใช้ประโยชน์ จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ โจทก์และบริวารออกจากตึกแถวพิพาทเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ตึกแถวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกว่า โจทก์ฟ้องเกิน 10 ปี นับแต่วันเจรจาตกลงกันให้ปลูกสร้างตึกแถวคือเมื่อวันที่ 10 และ 12 มกราคม 2528 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 10 มิถุนายน 2528 ถึงโจทก์ ขอบอกเลิกการสร้างบ้านและกำหนดให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 โจทก์ได้รับหนังสือวันที่ 13 มิถุนายน 2528 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น สัญญาการสร้างบ้านกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเลิกกันในวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงกลับสู่ฐานะเดิม โดยจำเลยทั้งสองใช้ค่าส่วนที่ปลูกสร้างมาแล้วแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 13 มกราคม 2538 ภายในกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากสัญญาก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยทั้งสองกับสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันแล้ว แต่โจทก์ก่อสร้างตึกแถวต่อจนเสร็จแล้วเข้าอยู่อาศัยโดยละเมิดต่อจำเลยทั้งสอง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาททั้งสามห้อง เนื่องจากเป็นการงานอันได้กระทำให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เพราะสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเลิกกันแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าก่อสร้างในคดีก่อน จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในคดีก่อนดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนวินิจฉัยไว้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็อาศัยข้อวินิจฉัยจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนนั่นเอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่สามว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวและเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันคู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโจทก์ต้องคืนที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งถือว่าเป็นส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินและตึกแถวต่อไป ส่วนค่าเสียหายนั้นเนื่องจากได้ตกลงเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบตึกแถว จำเลยทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้ พิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินและตึกแถว ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและตึกแถวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน คือวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ให้โจทก์คดีนี้ฟัง การที่โจทก์คดีนี้คงอยู่ต่อมาจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จึงเป็นละเมิด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถว จึงเป็นการฟ้องแย้งเพื่อให้บังคับตามสิทธิที่เกิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สี่ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้อง ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด โดยเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลมีอำนาจนำค่าเสียหายมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวได้หรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ต่อมาจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น โจทก์จึงควรได้ค่าก่อสร้างตึกแถวเพียงเท่าที่ก่อสร้างถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากตกลงกัน 6 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ยังก่อสร้างต่ออีก 3 เดือน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทจำนวน 3 ห้อง ให้แก่โจทก์เนื่องจากเป็นการงานอันได้กระทำให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินและตึกพิพาทต่อมาดังได้วินิจฉัยในประเด็นที่สามแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำค่าเสียหายส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนค่าก่อสร้างตึกแถวจำนวน 3 ห้อง ได้ และเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองควรรับผิดเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้วินิจฉัย จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 และศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ และเพื่อความสะดวกรวดเร็วสมควรที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยไปทีเดียว โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ชนะคดีเพียง 450,000 บาท เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสม ควรให้จำเลยทั้งสองรับผิดใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง ทั้งเป็นจำนวนที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีใช้เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 391 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ นันทนา
จำเลย — นางหนูเกื้อ หอมทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3039/2548
#270859
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าผู้ร้องไม่เหมาะสม ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและมีเหตุสมควรที่จะตั้งเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ปัญหาที่ว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่แท้จริงในที่ดินอันเป็นมูลจัดการมรดกจึงเป็นเรื่องนอกประเด็น

ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตาย ผู้ตายมิได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย แต่เนื่องจากผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ตายในที่ดินถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ส่วนผู้คัดค้านมิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการจัดตั้งผู้จัดการมรดก ทั้งไม่มีสิทธิขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องในที่ดินดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนางไกร บุญสิทธิ์ ผู้ตาย ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27157 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้อง ผู้ร้องและทายาทไปติดต่อขอรับโอนที่ดินมรดกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม แต่มีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินมรดกเพราะผู้ตายเพียงใส่ชื่อผู้ร้องไว้ในโฉนดที่ดินเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นหลอกลวงผู้ตายผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเพราะปกปิดทายาทอื่นและมีพฤติการณ์จะโอนทรัพย์มรดกไปเป็นของผู้ร้องเพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง

ระหว่างไต่สวน ผู้ร้องและผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตายและผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนรับผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายอาคม บุญสิทธิ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางไกร บุญสิทธิ์ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ในที่ดินโฉนดเลขที่ 27157 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ยกคำร้องคัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องและคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายชอบหรือไม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางไกร บุญสิทธิ์ ผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพราะปกปิดทายาทอื่น ทั้งมีพฤติการณ์จะโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนผู้เดียว ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ และมีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่แท้จริงในที่ดินโฉนดเลขที่ 27157 เป็นเรื่องนอกประเด็นจากคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นฟังจากคำแถลงรับของผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายการกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ว่าทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตาย ผู้ตายนำผู้ร้องและผู้คัดค้านมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเป็นเด็กและให้ใช้ชื่อสกุล โดยมิได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย แต่เนื่องจากผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ตายในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 27157 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ส่วนผู้คัดค้านมิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการจัดตั้งผู้จัดการมรดก ทั้งไม่มีสิทธิขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกและเนื่องจากศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานผู้ร้องไปบ้างแล้ว คือ ตัวผู้ร้องและนางสำลี พิมายนอก ซึ่งเป็นกำนันตำบลท่าขอนยาง ซึ่งมีบ้านห่างจากบ้านผู้ร้องและผู้คัดค้านประมาณ 30 เมตร จากคำพยานผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1718 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งนายอาคม บุญสิทธิ์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางไกร บุญสิทธิ์ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องในที่ดินโฉนดเลขที่ 27157 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก จึงเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขในการจัดการทรัพย์มรดก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางไกร บุญสิทธิ์ ผู้ตายโดยให้มีอำนาจจัดการมรดกเฉพาะที่เกี่ยวกับการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 27157 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และหากจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมว่าส่วนไหนเป็นของผู้ใดจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1718
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาคม บุญสิทธิ์
จำเลย — นายบุญจันทร์ บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2548
#267457
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ.มาตรา 386 บัญญัติถึงสิทธิเลิกสัญญาของคู่สัญญาว่าอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ เกิดจากข้อสัญญา หรือเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับได้แก่สัญญาทุกประเภทรวมทั้งสัญญาซื้อขาย สำหรับสัญญาซื้อขาย แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจะได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลของสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาแล้วไม่ปฏิบัติ ย่อมถือเป็นการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อตามสัญญาซื้อขายมิได้ระบุถึงข้อตกลงในการเลิกสัญญาไว้ และตามข้อความในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาประสงค์จะไม่ให้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกันในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดให้ โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ซื้อขายได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่

ผลของการเลิกสัญญาต้องเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 คือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยในกรณีคืนเงินให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ส่วนในกรณีที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ให้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ซึ่งการใช้สิทธิเลิกสัญญาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้น สัญญาซื้อขายเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเครื่องจักรตามสัญญาซื้อขายคืนแก่โจทก์ และต้องชดใช้เงินค่าที่ได้ใช้สอยเครื่องจักรดังกล่าวในขณะที่ตนครอบครองอยู่จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ รวมต้องชำระค่าเสียหายจากการเสื่อมราคาของเครื่องจักรด้วย ส่วนโจทก์ก็ต้องคืนเงินค่าเครื่องจักรและเงินดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนนั้นไว้ และเนื่องจากคู่สัญญามิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ต้องคืนเงินแก่กันไว้ จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินจำนวนนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7

เมื่อจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ตามคำพิพากษาที่ต้องส่งมอบเครื่องจักรที่ซื้อขายคืนแก่โจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเข้าไปรื้อถอนเครื่องจักรและขนส่งเครื่องจักรไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ด้วยตนเองได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมส่งมอบเครื่องจักร โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับตามกฎหมายหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาเครื่องจักรแก่ตน ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้อำนาจแก่โจทก์ในการเข้าไปรื้อถอนและขนส่งเครื่องจักรแทนจำเลยทั้งสามด้วยตนเองโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามให้ออกค่าใช้จ่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่ารื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

เนื่องจากคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งคืนเครื่องจักรที่ซื้อขายแก่โจทก์ในสภาพที่สมบูรณ์และใช้งานได้ดี และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าใช้เครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2542 เดือนละ 5,000,000 เยน เป็นเวลา 54 เดือน เป็นเงินจำนวน 270,000,000 เยน ซึ่งเมื่อนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์มาหักออกแล้วคงเหลือ 248,704,000 เยน ค่าใช้จ่ายเครื่องจักรที่ซื้อขายโดยละเมิดเดือนละ 5,000,000 เยน นับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 23,666,000 เยน และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีของราคาเครื่องจักรที่ซื้อขาย จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 4 ปี 6 เดือน เป็นเงินจำนวน 162,914,400 เยน และในอัตราเดียวกันนับจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่ซื้อขายคืน ค่าทำความสะอาดและซ่อมแซมเครื่องจักรที่ซื้อขายเป็นเงินจำนวน 21,296,000 เยน ค่ารื้อถอนและค่าขนส่งเครื่องจักรที่ซื้อขายกลับคืนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 เยน หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบเครื่องจักรที่ซื้อขายคืนในสภาพที่สมบูรณ์และใช้งานได้ดีให้จำเลยทั้งสามใช้ราคาเครื่องจักรที่ซื้อขายเป็นเงินจำนวน 191,664,400 เยน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 98,227,800 เยน และนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรตามคำฟ้องคืนแก่โจทก์ในสภาพที่ใช้การได้ดี และชำระเงินจำนวน 201,102,794 เยน กับค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 2,400,000 เยน นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป และค่าเสื่อมราคาปีละ 21,296,000 เยน นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ แต่สำหรับค่าเสื่อมราคาให้คิดได้ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันส่งมอบ หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบเครื่องจักรคืนในสภาพที่ใช้การได้ดีได้ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 191,664,400 เยน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2542 และในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 200,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 บัญญัติถึงสิทธิเลิกสัญญาของคู่สัญญาว่าอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ เกิดจากข้อสัญญา หรือเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับได้แก่สัญญาทุกประเภทรวมถึงสัญญาซื้อขาย สำหรับสัญญาซื้อขายกรณีนี้ แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจะได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลแห่งสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังที่ภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาแล้วไม่ปฏิบัติ ย่อมถือเป็นการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามสัญญาซื้อขายมิได้ระบุถึงข้อตกลงในการเลิกสัญญาไว้ และตามข้อความในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาประสงค์จะไม่ให้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกันในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาในงวดแรกและงวดที่สอง โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนดให้ โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ซื้อขายได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลของการเลิกสัญญาก็ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 คือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยในกรณีคืนเงินให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ส่วนในกรณีที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ให้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ นอกจากนี้มาตราดังกล่าวยังได้บัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธิเลิกสัญญาว่าไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเครื่องจักรตามสัญญาซื้อขายคืนแก่โจทก์และต้องชดใช้เงินค่าที่ได้ใช้สอยเครื่องจักรดังกล่าวในขณะที่ตนได้ครอบครองอยู่จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายจากการเสื่อมราคาของเครื่องจักรด้วย ส่วนโจทก์ก็ต้องคืนเงินค่าเครื่องจักรและเงินดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนนั้นไว้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ เนื่องจากคู่สัญญามิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ต้องคืนเงินแก่กันไว้ จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินจำนวนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ปัญหาต่อไปมีว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่ารื้อถอนและค่าขนส่งเครื่องจักร จำนวน 1,000,000 เยน เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ตามคำพิพากษาที่จะต้องส่งมอบเครื่องจักรแก่โจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเข้าไปรื้อถอนเครื่องจักรและขนส่งเครื่องจักรไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ด้วยตนเองได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมส่งมอบเครื่องจักร โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับตามกฎหมายหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาเครื่องจักรแก่ตน ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้อำนาจแก่โจทก์ในการเข้าไปรื้อถอนและขนส่งเครื่องจักรแทนจำเลยทั้งสามด้วยตนเองโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามให้ออกค่าใช้จ่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่ารื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรจำนวน 1,000,000 เยน ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

เนื่องจากคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ก็ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,000,000 เยน แทน และร่วมกันชำระเงินจำนวน 159,616,220.26 เยน กับค่าใช้เครื่องจักรเดือนละ 1,800,000 เยน นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องคืนโจทก์หรือชำระเงินแทนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 386 ม. 387 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 245 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมารูเบนี่ (ฮ่องกง) จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงงานทอผ้าไทยรุ่งเรือง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2548
#271857
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 บัญญัติถึงสิทธิเลิกสัญญาของคู่สัญญาว่าอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือ เกิดจากข้อสัญญาหรือเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งใช้บังคับได้แก่สัญญาทุกประเภทรวมถึงสัญญาซื้อขาย

แม้ตามสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจะได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลแห่งสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาแล้วไม่ปฏิบัติ ย่อมถือเป็นการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

สัญญาซื้อขายมิได้ระบุถึงข้อตกลงในการเลิกสัญญาไว้ และตามข้อความในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาประสงค์จะไม่ให้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกันในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคือมาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายในงวดแรกและงวดที่สองโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนดให้ โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ซื้อขายได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่

ผลของการเลิกสัญญาต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 คือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยในกรณีคืนเงินให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ส่วนในกรณีที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ให้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ นอกจากนี้มาตราดังกล่าวยังได้บัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธิเลิกสัญญาว่าไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเครื่องจักรตามสัญญาซื้อขายคืนแก่โจทก์ และต้องชดใช้ค่าที่ได้ใช้สอยเครื่องจักรดังกล่าวในขณะที่ตนได้ครอบครองอยู่จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายจากการเสื่อมราคาของเครื่องจักรด้วย ส่วนโจทก์ก็ต้องคืนเงินค่าเครื่องจักรและเงินดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนนั้นไว้

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ตามคำพิพากษาที่จะต้องส่งมอบเครื่องจักรแก่โจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเข้าไปรื้อถอนเครื่องจักรและขนส่งเครื่องจักรไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ด้วยตนเองได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมส่งมอบเครื่องจักร โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับตามกฎหมายหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาเครื่องจักรแก่ตน ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้อำนาจแก่โจทก์ในการเข้าไปรื้อถอนและขนส่งเครื่องจักรแทนจำเลยทั้งสามด้วยตนเองโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามให้ออกค่าใช้จ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งคืนเครื่องจักรที่ซื้อขายแก่โจทก์ในสภาพที่สมบูรณ์และใช้งานได้ดี และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าใช้เครื่องจักร ค่ารื้อถอนและค่าขนส่งเครื่องจักรที่ซื้อขายกลับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบเครื่องจักรคืนในสภาพที่สมบูรณ์และใช้งานได้ดี ให้จำเลยทั้งสามใช้ราคาเครื่องจักรพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรตามคำฟ้องคืนแก่โจทก์ในสภาพที่ใช้การได้ดี และชำระเงินจำนวน 201,102,794 เยน กับค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 2,400,000 เยน นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป และค่าเสื่อมราคาปีละ 21,296,000 เยน นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ แต่สำหรับค่าเสื่อมราคาให้คิดได้ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันส่งมอบ หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบเครื่องจักรคืนในสภาพที่ใช้การได้ดีได้ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 191,664,400 เยน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2542 และในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อเครื่องจักรจำนวนหลายรายการจากนายโนบูฮิโร ทากาโนะ ผู้แทนผู้ขายเพื่อใช้ในกิจการทอผ้าของจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการซื้อขายแบบซีไอเอฟ ในราคา 212,960,000 เยน จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระราคาสินค้าครั้งแรกจำนวนร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้าทุกครั้งที่มีการส่งมอบสินค้า ส่วนราคาสินค้าที่เหลืออีกร้อยละ 90 ตกลงแบ่งชำระเป็น 10 งวด เท่า ๆ กัน งวดแรกจะชำระภายในกำหนด 18 เดือน นับจากวันที่ระบุในใบตราส่ง ส่วนอีก 9 งวด จะชำระทุก 6 เดือน หลังจากวันชำระเงินงวดแรก และตกลงชำระดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินคงค้างในอัตราร้อยละ 1.85 ต่อปี บวกอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสกุลเงินเยนของธนาคารแห่งโตเกียว สำนักงานฮ่องกง ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (LIBOR) โดยจำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายค่าสินค้าและดอกเบี้ยเป็นเงินเยน งวดแรกมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยภายใน 6 เดือน นับจากวันส่งสินค้า และงวดต่อ ๆ ไปทุกครึ่งปีจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินค่าสินค้าครบถ้วน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวนร้อยละ 10 ของราคาสินค้าจำนวน 21,296,000 เยน ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 แต่เมื่อครบกำหนด 18 เดือน ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าสินค้าที่เหลืองวดแรก จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ คงชำระเฉพาะดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน 2,730,000 เยน ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระค่าสินค้างวดที่สองในวันที่ 4 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าสินค้างวดที่สองอีกคงชำระเฉพาะดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินค้าที่ค้างชำระบางส่วนจำนวน 1,302,526 เยน ผู้ขายได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ผู้ขายจึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระจำนวน 191,664,000 เยน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ผู้ขายก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญาซื้อขาย และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องจักรที่ซื้อขายคืนผู้ขายทันที จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่เมื่อครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 28 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ยังคงเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์มีข้อความทำนองเดียวกันว่าการซื้อขายเครื่องจักรตามสัญญาซื้อขายตามคำฟ้องเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ซื้อขายได้โอนไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว และตามข้อตกลงที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายมีใจความว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาอย่างชัดแจ้งว่า คู่สัญญาประสงค์จะบังคับชำระหนี้ที่ค้างชำระ โดยไม่ประสงค์บังคับเอาแก่ตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 บัญญัติถึงสิทธิเลิกสัญญาของคู่สัญญาว่าอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือเกิดจากข้อสัญญาหรือเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับได้แก่สัญญาทุกประเภทรวมถึงสัญญาซื้อขายสำหรับสัญญาซื้อขายกรณีนี้ แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจะได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลแห่งสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ตราบใดที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาแล้วไม่ปฏิบัติ ย่อมถือเป็นการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามสัญญาซื้อขายมิได้ระบุถึงข้อตกลงในการเลิกสัญญาไว้ และตามข้อความในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาประสงค์จะไม่ให้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกันในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาในงวดแรกและงวดที่สอง โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนดให้ โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ซื้อขายได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และผลของการเลิกสัญญาก็ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 คือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยในกรณีคืนเงินให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ส่วนในกรณีที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ให้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ นอกจากนี้มาตราดังกล่าวยังได้บัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธิเลิกสัญญาว่าไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเครื่องจักรตามสัญญาซื้อขายคืนแก่โจทก์ และต้องชดใช้เงินค่าที่ได้ใช้สอยเครื่องจักรดังกล่าวในขณะที่ตนได้ครอบครองอยู่จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายจากการเสื่อมราคาของเครื่องจักรด้วย ส่วนโจทก์ก็ต้องคืนเงินค่าเครื่องจักรและเงินดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนนั้นไว้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ เนื่องจากคู่สัญญามิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ต้องคืนเงินแก่กันไว้ จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินจำนวนนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรจำนวน 21,296,000 เยน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 ชำระดอกเบี้ยจำนวน 2,730,680 เยน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2539 และชำระดอกเบี้ยจำนวน 1,302,526 เยน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2540 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องเสียดอกเบี้ยในเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันได้รับเงินแต่ละจำนวนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อคำนวณต้นเงินกับดอกเบี้ยของเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวจนถึงวันที่สัญญาเลิกกัน คือวันที่ 28 สิงหาคม 2542 แล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 33,415,779.74 เยน สำหรับการที่จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์นั้นตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่ารื้อถอนเครื่องจักรและค่าขนส่งเครื่องจักรจำนวน 1,000,000 เยน ให้แก่โจทก์นั้นพอตีความได้ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์โต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่ารื้อถอนและค่าขนส่งเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ กรณีจึงต้องฟังว่าหนี้การคืนเครื่องจักรเกิดขึ้นโดยผลของคำพิพากษา และคำพิพากษาได้กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ปัญหาว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่ารื้อถอนและค่าขนส่งเครื่องจักรจำนวน 1,000,000 เยน เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ตามคำพิพากษาที่จะต้องส่งมอบเครื่องจักรแก่โจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเข้าไปรื้อถอนเครื่องจักรและขนส่งเครื่องจักรไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ด้วยตนเองได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมส่งมอบเครื่องจักร โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับตามกฎหมายหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาเครื่องจักรแก่ตน ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้อำนาจแก่โจทก์ในการเข้าไปรื้อถอนและขนส่งเครื่องจักรแทนจำเลยทั้งสามด้วยตนเองโดยขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามให้ออกค่าใช้จ่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่ารื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรจำนวน 1,000,000 เยน ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ก็ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,000,000 เยน แทน และร่วมกันชำระเงินจำนวน 159,616,220.26 เยน กับค่าใช้เครื่องจักรเดือนละ 1,800,000 เยน นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องคืนโจทก์หรือชำระเงินแทนดังกล่าว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมารูเบนี่ (ฮ่องกง) จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงงานทอผ้าไหมรุ่งเรือง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2548
#266284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท กับรับผิดตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท เพื่อค้ำประกันหนี้ของนาย ส. ต่อมามีการเจรจาตกลงกันให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เฉพาะตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท ส่วนหนี้ตามเช็คพิพาทนั้นโจทก์จะไปเรียกร้องจากนาย ส. ตามสัญญากู้ยืมเงินเอง ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวไม่เข้าลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เพราะไม่ใช่สัญญาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เมื่อจำเลยนำแคชเชียร์เช็คจำนวน 1,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทจึงระงับไป กรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 850 ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์สิงห์ กาญจนรัตน์มณี
จำเลย — นายจิรศักดิ์ โรจนเสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมเจตน์ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2548
#271523
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท กับรับผิดตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของ ส. ต่อมามีการเจรจากันให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เฉพาะตามสัญญากู้ยืมเงิน ส่วนหนี้ตามเช็คพิพาทโจทก์จะไปเรียกร้องจาก ส. เอง ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เพราะไม่ใช่สัญญาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน แต่ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เมื่อจำเลยนำแคชเชียร์เช็คจำนวน 1,000,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คแล้ว สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทจึงระงับไป กรณีดังกล่าวกฎหมายมิได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีหรือยกเป็นข้อต่อสู้คดีได้ การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ถือว่าเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามมูลหนี้เช็คจำนวน 575,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์จำเลยเจรจาตกลงกันโดยโจทก์ตกลงที่จะไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทจำนวน 500,000 บาท จากจำเลยเป็นกรณีที่ผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า อันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวไม่มีการทำบันทึกข้อตกลงนี้เป็นหนังสือ จำเลยจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีไม่ได้ มูลหนี้ตามเช็คพิพาทจึงไม่ระงับนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 นายสหภัทร์ เจริญยศ ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท โดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 จำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากนี้ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวด้วย ต่อมาโจทก์และจำเลยมีการเจรจากันโดยโจทก์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดเพียง 1,000,000 บาท และโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทจำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์จะไปเรียกร้องจากนายสหภัทร์เอง จำเลยได้ชำระหนี้ด้วยแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 29 มีนาคม 2542 รวม 2 ฉบับ เป็นเงิน 1,000,000 บาท ให้โจทก์ โจทก์ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวครบถ้วนแล้ว เห็นว่า เดิมจำเลยมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท กับรับผิดตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท เพื่อประกันหนี้ของนายสหภัทร์ ต่อมามีการเจรจาตกลงกันให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เฉพาะตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท ส่วนหนี้ตามเช็คพิพาทนั้น โจทก์จะไปเรียกร้องจากนายสหภัทร์ตามสัญญากู้ยืมเงินเอง ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เพราะไม่ใช่สัญญาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีข้อให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เมื่อจำเลยนำแคชเชียร์เช็คจำนวน 1,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทจึงระงับไป กรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ อนึ่ง การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ในคำให้การดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร อันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์สิงห์ กาญจนรัตน์มณี
จำเลย — นายจิรศักดิ์ โรจนเสน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2548
#113307
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนรวมเป็นการออกหน่วยลงทุนของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่น เพื่อหากำไรมาแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน การจัดการกองทุนรวมเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง การขอจัดตั้งกองทุนรวมจึงต้องกระทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ โจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าแล้ว โจทก์ได้จัดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 121 และ 122 และได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสองเป็นกองทุนรวมตามเงื่อนไขในมาตรา 124 วรรคหนึ่งแล้ว ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมมีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนในการติดตามดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติจัดการกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ อันเป็นการใช้สิทธิควบคุมบริษัทหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเท่านั้น ผู้ดูแลผลประโยชน์มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนรวม ส่วนการจดทะเบียนกองทรัพย์สินของทุนรวมตามมาตรา 124 วรรคสอง ที่มีผลทำให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น เป็นเพียงการแยกหน่วยลงทุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของแต่ละกองทุนรวมออกจากกันเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปหาผลประโยชน์ตามโครงการจัดการกองทุนรวม ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการจัดการกองทุนรวมใดก็ตกเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมนั้น และเป็นการแยกกองทรัพย์สินของกองทุนรวมซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมต่างหากจากกองทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดการ เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมเท่านั้น การจัดการและการรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมยังเป็นอำนาจของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ต่อกองทุนรวมทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 58,535,090.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 49,537,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 49,537,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 45,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่ากองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าเป็นกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วจึงมีสภาพเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสอง กองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้น เห็นว่า กองทุนรวมเป็นการออกหน่วยลงทุนของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่น เพื่อหากำไรมาแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน การจัดการกองทุนรวมเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง การขอจัดตั้งกองทุนรวมจึงต้องกระทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ โจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หมวดที่ 4 ธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนที่ 7 การจัดการกองทุนรวม ตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 โดยโจทก์ได้จัดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 และ 122 และได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสองเป็นกองทุนรวมกับสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 124 วรรคหนึ่งแล้ว แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมมีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุน ในการติดตามดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติจัดการกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ อันเป็นการใช้สิทธิควบคุมบริษัทหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเท่านั้น ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนรวม ส่วนการจดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมตามที่มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติว่า "กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดตั้งกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม" นั้นก็เนื่องจากกองทุนรวมแต่ละกองทุนมีโครงการและนโยบายในการลงทุนหาผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน และการจัดการกองทุนรวมแต่ละกองทุนบริษัทหลักทรัพย์ต้องจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 125 (1) การกำหนดให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล จึงเป็นเพียงการแยกหน่วยลงทุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของแต่ละกองทุนรวมออกจากกัน เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปหาผลประโยชน์ตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. สำหรับกองทุนรวมนั้น ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการจัดการกองทุนรวมใดก็ตกเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมนั้น และเป็นการแยกกองทรัพย์สินของกองทุนรวมซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมต่างหากจากกองทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดการ เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมเท่านั้น การจัดการและการรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมเป็นอำนาจของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ต่อกองทุนรวมทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่ากองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 117 ม. 121 ม. 122 ม. 124 ม. 125 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2548
#268073
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการและการรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมเป็นอำนาจของบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 117 ประกอบด้วยมาตรา 124 วรรคสอง และมาตรา 125 (1) บริษัทหลักทรัพย์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ต่อกองทุนรวมได้ มิใช่กองทุนรวมจะต้องฟ้องคดีเองในนามของกองทุนรวมซึ่งเป็นนิติบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจกท์เป็นผู้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2537 โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน 20,000 หน่วย มูลค่ารวม 20,000,000 บาท และวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าจำนวน 30,000 หน่วย มูลค่า 30,000,000 บาท หุ้นกู้ดังกล่าวมีกำหนดอายุ 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยออกหุ้นกู้คือวันที่ 5 สิงหาคม 2537 ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 4 สิงหาคม 2542 จำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตลอดอายุหุ้นกู้โดยกำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และวันที่ 5 สิงหาคม ของทุกปีตลอดอายุหุ้นกู้ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยประจำงวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์มีสิทธิขอไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดและโจทก์ได้ดำเนินการยื่นคำขอไถ่ถอนหุ้นกู้แล้วจำเลยจึงต้องไถ่ถอนหุ้นกู้ในมูลค่าหน่วยละ 990.74 บาท รวมเป็นเงิน 49,537,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,998,090.69 บาท รวมเป็นเงิน 58,535,090.69 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 58,535,090.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 49,537,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าเป็นนิติบุคคลไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 49,537,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 45,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุนตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวไปรดา เจริญไทยทวี เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและจัดการโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้า เพื่อระดมทุนโดยแบ่งกองทุนออกเป็นหน่วยเรียกว่า "หน่วยลงทุน" จำหน่ายแก่ประชาชน แล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่น หรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 117 และโจทก์ได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้า เป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 แล้ว ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 โจทก์ได้แต่งตั้งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์กองทุนรวมเอกสารหมาย จ.17 และ จ.18 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัมมหาชนจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.9 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย ครั้งที่ 2/2537 มีมติให้ออกหุ้นกู้ประเภทไม่มีหลักประกันเสนอขายแก่นักลงทุนเฉพาะรายมีมูลค่ารวมประมาณ 1,800,000,000 บาท แบ่งเป็น 1,800,000 หน่วย มูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และวันที่ 5 สิงหาคมตลอดอายุของหุ้นกู้ 5 ปี ตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.12 โดยจำเลยแต่งตั้งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) เป็นนายทะเบียนและตัวแทนการจ่ายเงินหุ้นกู้ของจำเลย ตามสัญญาแต่งตั้งนายทะเบียนและตัวแทนจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.11 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยจำนวน 20,000 หน่วย เป็นเงิน 20,000,000 บาท ตามทะเบียนถือหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.13 และภาพถ่ายใบหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.14 และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 กองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยจำนวน 30,000 บาท เป็นเงิน 30,000,000 บาท ตามทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.15 และภาพถ่ายใบหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.16 จำเลยไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ประจำงวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้เป็นการผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ข้อ 1.16.2 กองทุนรวมทั้งสองมีสิทธิขอไถ่ถอนหุ้นของจำเลยจำนวน 50,000 หุ้นก่อนกำหนด ในมูลค่าหุ้นละ 990.74 บาท เป็นเงิน 49,537,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ยอมไถ่ถอนหุ้นกู้ให้แก่กองทุนรวมทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนรวมไทยสะสมทรัพย์ก้าวหน้าเป็นกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วจึงมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง กองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้น เห็นว่า กองทุนรวมเป็นการออกหน่วยลงทุนของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่น เพื่อหากำไรมาแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนการจัดการกองทุนรวมเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง การขอจัดตั้งกองทุนรวมจึงต้องกะทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ โจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนไทยพาณิชย์สมสะทรัพย์ก้าวหน้าแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หมวดที่ 4 ธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนที่ 7 การจัดการกองทุนรวม ตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 โดยโจทก์ได้จัดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 และ 122 และได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสองเป็นกองทุนรวมกับกำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามเงื่อนไขที่บัญัญัติไว้ในมาตรา 124 วรรคหนึ่งแล้ว แต่ผู้ดูแลผล ประโยชน์ของกองทุนรวมมีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุน ในการติดตามดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติจัดการกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ อันเป็นการใช้สิทธิควบคุมบริษัทหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเท่านั้น ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนรวม ส่วนการจดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมตามที่มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติว่า "กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดตั้งกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติโดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม" นั้น ก็เนื่องจากกองทุนรวมแต่ละกองทุนมีโครงการและนโยบายในการลงทุนหาผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน และการจัดการกองทุนรวมแต่ละกองทุนบริษัทหลักทรัพย์ต้องจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 125 (1) การกำหนดให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล จึงเป็นเพียงการแยกหน่วยลงทุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของแต่ละกองทุนรวมออกจากกัน เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำสินทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปหาผลประโยชน์ตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. สำหรับกองทุนรวมนั้น ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการจัดการกองทุนรวมใดก็ตกเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมนั้น และเป็นการแยกกองทรัพย์สินของกองทุนรวมซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมต่างหากจากกองทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดการ เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมเท่านั้น การจัดการและการรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมเป็นอำนาจของบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวม ตามมาตรา 117 ประกอบด้วยมาตรา 124 วรรคสอง และมาตรา 125 (1) บริษัทหลักทรัพย์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ต่อกองทุนรวมทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่ากองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้นฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 117 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2548
#271509
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุน ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งกองทุนรวม 2 กองทุน และได้จดทะเบียนกองทุนรวมทั้งสองเป็นนิติบุคคลไว้กับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อออกหน่วยลงทุนมาจำหน่ายแก่ประชาชนนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินหรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่นได้ เนื่องจากการจัดการกองทุนรวมเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง แต่การจัดการกองทุนรวมโจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ฯ มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 โจทก์จึงมีอำนาจในการจัดการและรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนตามมาตรา 117 ประกอบด้วยมาตรา 124 วรรคสองและมาตรา 125 (1) และโจทก์ก็ได้จัดให้ธนาคาร ก. เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามมาตรา 121 และมาตรา 122 มีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนในการติดตามดูแลควบคุมให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติจัดการกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน ผู้ดูแลผลประโยชน์จึงมิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนรวม ส่วนการกำหนดให้กองทุนรวมเป็นนิติบุคคลเป็นเพียงการแยกหน่วยลงทุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของแต่ละกองทุนออกจากกันแยกต่างหากจากกองทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวม เมื่อจำเลยออกหุ้นกู้เสนอขายแก่นักลงทุนและโจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวในนามของทั้งสองกองทุนรวม ต่อมาจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือเสนอขายหุ้นต่อกองทุนรวมทั้งสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจากการไถ่ถอนหุ้นกู้จำนวน 58,535,090.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 49,537,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 49,537,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุน โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวไปรดา เจริญไทยทวี เป็นผู้ดำเนินคดีแทน โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและจัดการโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้า เพื่อระดมทุนโดยแบ่งกองทุนออกเป็นหน่วยเรียกว่า "หน่วยลงทุน" จำหน่ายแก่ประชาชนแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นหรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 117 และโจทก์ได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และโครงการกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าเป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 แล้วโจทก์ได้แต่งตั้งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมทั้งสอง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยครั้งที่ 2/2537 มีมติให้ออกหุ้นกู้ประเภทไม่มีหลักประกันเสนอขายแก่นักลงทุนเฉพาะราย มีมูลค่ารวมประมาณ 1,800,000,000 บาท แบ่งเป็น 1,800,000 หน่วย มูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 5 กุมภาพันธ์และวันที่ 5 สิงหาคม ตลอดอายุของหุ้นกู้ 5 ปี โดยจำเลยแต่งตั้งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) เป็นนายทะเบียนและตัวแทนการจ่ายเงินหุ้นกู้ของจำเลย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยจำนวน 20,000 หน่วย เป็นเงิน 20,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 กองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าได้ซื้อหุ้นกุ้นของจำเลยจำนวน 30,000 หน่วย เป็นเงิน 30,000,000 บาท จำเลยไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ประจำงวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ เป็นการผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้กองทุนรวมทั้งสองมีสิทธิขอไถ่ถอนหุ้นกู้ของจำเลยจำนวน 50,000 หุ้นก่อนกำหนดในมูลค่าหุ้นละ 990.74 บาท เป็นเงิน 49,537,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ยอมไถ่ถอนหุ้นกู้ให้แก่กองทุนรวมทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนรวมไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าเป็นกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วจึงมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง กองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้น เห็นว่า กองทุนรวมเป็นการออกหน่วยลงทุนของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายลงทุนนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือไปหาดอกผลโดยวิธีอื่น เพื่อหากำไรมาแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน การจัดกองทุนรวมเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง การขอจัดตั้งกองทุนรวมจึงต้องกระทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ โจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 และกองทุนไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ก้าวหน้าแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หมวดที่ 4 ธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนที่ 7 การจัดการกองทุนรวม ตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 โดยโจทก์ได้จัดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 และ 122 และได้จดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสองเป็นกองทุนรวมกับสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 124 วรรคหนึ่งแล้ว แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมมีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนในการติดตามดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติจัดการกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ อันเป็นการใช้สิทธิควบคุมบริษัทหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเท่านั้น ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนรวม ส่วนการจดทะเบียนกองทรัพย์สินของกองทุนรวมตามที่มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติว่า "กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดตั้งกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม" นั้นก็เนื่องจากกองทุนรวมแต่ละกองทุนมีโครงการและนโยบายในการลงทุนหาผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน และการจัดการกองทุนรวมแต่ละกองทุนบริษัทหลักทรัพย์ต้องจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 125 (1) การกำหนดให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลจึงเป็นเพียงการแยกหน่วยลงทุนซึ่งเป็นทรัพย์สินของแต่ละกองทุนรวมออกจากกันเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปหาผลประโยชน์ตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. สำหรับกองทุนรวมนั้น ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการจัดการกองทุนรวมใดก็ตกเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมนั้น และเป็นการแยกกองทรัพย์สินของกองทุนรวมซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมต่างหากจากกองทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดการ เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในแต่ละกองทุนรวมเท่านั้น การจัดการและการรับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมเป็นอำนาจของบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งได้รับอนุมัติจากสำนักคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมตามมาตรา 117 ประกอบด้วยมาตรา 124 วรรคสองและมาตรา 125 (1) บริษัทหลักทรัพย์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ต่อกองทุนรวมทั้งสองเป็นคดีได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่ากองทุนรวมทั้งสองจะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีนี้เองในนามของกองทุนรวมทั้งสองนั้นฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 121 ม. 122 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3000/2548
#113253
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดแยกต่างหากจากกัน แม้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ร่วมกันออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าจ้างพิมพ์ปฏิทิน และขณะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนั้น บริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นนี้ จำเลยทั้งสามย่อมเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมิใช่อยู่ในฐานะผู้เสียหายด้วยแต่อย่างใด โจทก์ร่วมสามารถดำเนินการเพื่อนำคดีมาสู่ศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) ป.อ. มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัท ธีรนาถ แอนด์ แอ็ดวานซ์ พรินติ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 83 รวมสี่กระทง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาท รวมสี่กระทงให้ปรับ 240,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 คนละกระทงละ 1 ปี รวมสี่กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้คนละ 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 9 เดือน รวมสี่กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 36 เดือน ให้ยกในส่วนที่ศาลชั้นต้นให้บังคับจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 30 เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วมและเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะของผู้เสียหายด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่อาจนำคดีไปสู่ศาลได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดแยกต่างหากจากกัน แม้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ร่วมกันออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าจ้างพิมพ์ปฏิทิน และขณะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนั้น บริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นนี้ จำเลยทั้งสามย่อมเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมิใช่อยู่ในฐานะผู้เสียหายด้วยแต่อย่างใด โจทก์ร่วมสามารถดำเนินการเพื่อนำคดีมาสู่ศาลได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทธีรนาถ แอนด์แอ็ดวานซ์ พรินติ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทธีรนาถ ครีเอทีฟเฮ้าส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายกษิดิษ เงินศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3000/2548
#271512
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดแยกต่างหากจากกัน แม้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ร่วมกันออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าจ้างพิมพ์ปฏิทิน และขณะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนั้น บริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นนี้ จำเลยทั้งสามย่อมเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเงินจำนวนฉบับละ 1,000,000 บาท มอบให้บริษัทธีรนาถ แอนด์แอ็ดว้านซ์ พริ้นติ้ง จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างพิมพ์อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทธีรนาถ แอนด์แอ็ดว้านซ์ พริ้นติ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวมสี่กระทง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาท รวมสี่กระทงให้ปรับ 240,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 คนละกระทงละ 1 ปี รวมสี่กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้คนละ 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 9 เดือน รวมสี่กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 36 เดือน ให้ยกในส่วนที่ศาลชั้นต้นให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 เสียนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วมและเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะของผู้เสียหายด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่อาจนำคดีไปสู่ศาลได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดแยกต่างหากจากกัน แม้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ร่วมกันออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าจ้างพิมพ์ปฏิทิน และขณะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนั้น บริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้ได้รับความเสียหายเช่นนี้ จำเลยทั้งสามย่อมเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมิใช่อยู่ในฐานะผู้เสียหายด้วยแต่อย่างใด โจทก์ร่วมสามารถดำเนินการเพื่อนำคดีมาสู่ศาลได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทธีรนาถ แอนด์แอ็ดวานซ์ พรินติ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทธีรนาถ ครีเอทีฟเฮ้าส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2985/2548
#271399
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยทั้งสองสืบพยานจำเลยทั้งสองได้เพียงปากเดียวแล้วขอเลื่อนคดีถึง 2 ครั้งติด ๆ กัน กับยกเลิกวันนัดอีก 1 นัด ในการขอเลื่อนคดีทุกครั้ง ศาลชั้นต้นได้กำชับให้ทนายจำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ แต่พอถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอีกเป็นครั้งที่ 3 ด้วยเหตุผลเดิม ๆ ว่า พยานที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกไม่มาศาล ทั้ง ๆ ที่พยานดังกล่าวเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งควรจะนำมาศาลได้โดยง่าย พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งตามคำแถลงขอเลื่อนคดีก็มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่าหากไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองจงใจประวิงคดีและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว

เอกสารเกี่ยวกับหลักฐานแสดงฐานะและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นอยู่ในบริษัทต่าง ๆ และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด มีมูลค่าพอชำระหนี้โจทก์ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองเพิ่งนำมาแสดงหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสองแล้ว ไม่ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฟัง เพราะ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 14 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ลูกหนี้อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอพยานเอกสารต่อศาลเพื่อให้ความจริงปรากฏได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงถึงงบการเงินเพื่อให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ที่จำเลยถือหุ้นอยู่มีผลประกอบการเป็นอย่างไร และหุ้นต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถืออยู่มีมูลค่าที่แท้จริงเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้หรือไม่ และยังได้ความตามหนังสือรับรองของบริษัทต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถือหุ้นอยู่ว่าขาดส่งงบการเงินปี 2542 รวม 10 บริษัท นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนบริษัทร้าง 1 บริษัท ส่วนห้องชุดที่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์มีภาระจำนองอีกด้วย ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองอ้างมา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีมูลค่าเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน จำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ไม่ได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า คู่ความจะขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง พฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยทั้งสองนัดแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2544 และนัดต่อไปวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองนำพยานเข้าสืบ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนคดีไปในนัดต่อไปตามที่นัดไว้เดิม ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้นัดสืบพยานจำเลยทั้งสองไว้ล่วงหน้าอีกในวันที่ 5 เมษายน และ 15 พฤษภาคม 2544 เวลา 13 นาฬิกา ทั้งสามนัด โดยกำชับให้ทนายจำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ ถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองในนัดต่อไปตามที่ได้นัดไว้เดิม โดยกำชับให้ทนายจำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ ถึงวันนัดต่อไปทนายจำเลยทั้งสองแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุส่งหมายเรียกให้พยานไม่ได้ ทนายจำเลยทั้งสองติดใจสืบพยานอีกประมาณ 5 ปาก และขอยกเลิกนัดต่อไปวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 เวลา 13 นาฬิกา เพราะเกรงว่าจะขอหมายเรียกพยานไม่ทัน ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 15 พฤษภาคม ตามที่นัดไว้เดิม กับนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองไว้ล่วงหน้าอีกในวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 เวลา 13 นาฬิกา โดยกำชับให้ทนายจำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ อย่าขอเลื่อนคดี หากกรณีเป็นพยานหมาย ให้ขอหมายเรียกเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้พยานมาพร้อมในวันนัด เมื่อถึงวันนัดต่อไปวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยทั้งสองแถลงขอเลื่อนคดีอีกอ้างว่าขอให้ศาลหมายเรียกพยานซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มาศาล 2 ปาก แต่พยานไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โจทก์แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี ส่อแสดงว่ามีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้าไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ยกเลิกวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองที่เหลือ โดยให้นัดฟังคำพิพากษา เห็นได้ว่าคดีนี้ทนายจำเลยทั้งสองสามารถสืบพยานจำเลยทั้งสองได้เพียงปากเดียว แล้วขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยทั้งสองถึง 2 ครั้งติด ๆ กัน กับยกเลิกวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองอีก 1 นัด ในการขอเลื่อนคดีทุกครั้ง ศาลชั้นต้นได้กำชับให้ทนายจำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่ 3 ด้วยเหตุผลเดิม ๆ ทั้ง ๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลชั้นต้นแล้วและพยานทั้งสองปากที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลออกหมายเรียกให้มาเบิกความต่อศาลแต่พยานไม่มาศาลนั้น เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งควรจะนำพยานดังกล่าวมาศาลได้โดยง่ายด้วยซ้ำไป ทั้งโจทก์ก็ได้แถลงคัดค้านว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแม้แต่น้อย และตามคำแถลงขอเลื่อนคดีทนายจำเลยทั้งสองก็มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลชั้นต้นว่า หากไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรม แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวส่อแสดงว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองจงใจประวิงคดีและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองที่เหลือจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขแดงที่ 23099/2539 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 25,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 27,000,000 บาท และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,860,821.99 บาท และจำนวน 9,645,619.03 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จและในคดีหมายเลขแดงที่ 13204/2540 จำนวน 24,173,662.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทรัพย์สินที่จำนองตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 23099/2539 ได้แก่ เครื่องจักร 16 เครื่อง เป็นของบริษัทข้าวคุณภาพไทย จำกัด ส่วนห้องชุดเลขที่ 21/75 ชื่ออาคารชุดสังสิทธิคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 2 มีราคาประมาณ 3,000,000 บาท หุ้นที่จำเลยที่ 1 ถืออยู่ในบริษัทดาราเหนือ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนบริษัทนมไทยเดนมาร์ค จำกัด ที่จำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ก็ได้หยุดกิจการชั่วคราว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินอื่น ๆ อีก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 และ 12 มิถุนายน 2544 ซึ่งจำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองและอนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานเข้าสืบต่อไป โดยได้แนบเอกสารเกี่ยวกับหลักฐานแสดงฐานะและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนมพัฒนา จำกัด คิดเป็นเงิน 150,000,000 บาท บริษัทดาราเหนืออินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด คิดเป็นเงิน 187,499,950 บาท และบริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด คิดเป็นเงิน 98,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 21/66, 21/75 และ 21/70 ชื่ออาคารชุดสังสิทธิคอนโดมิเนียม กับถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ รวม 13 บริษัท คิดเป็นเงินประมาณ 250,000,000 บาท มีมูลค่าพอชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า แม้เอกสารแนบท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 11 และ 12 มิถุนายน 2544 ดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งนำมาแสดงหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสองแล้ว ก็ไม่ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฟังเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ลูกหนี้อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอพยานเอกสารดังกล่าวต่อศาลเพื่อให้ความจริงปรากฏได้ แต่อย่างไรก็ตามนอกจากจำเลยทั้งสองจะไม่ได้แสดงถึงงบการเงินเพื่อให้เห็นว่าปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถือหุ้นอยู่มีผลประกอบการเป็นอย่างไร และหุ้นต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถืออยู่มีมูลค่าที่แท้จริงเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้หรือไม่ เพราะหากบริษัทต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถือหุ้นอยู่ประสบภาวะขาดทุน มูลค่าหุ้นที่แท้จริงอาจจะมีราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ ยังได้ความตามหนังสือรับรองของบริษัทต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองถือหุ้นดังกล่าวว่า บริษัทดังกล่าวขาดส่งงบการเงินปี 2542 รวม 10 บริษัท นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง 1 บริษัท และเพียง 2 บริษัทที่ส่งงบการเงินปี 2542 แต่ผู้สอบบัญชีถูกเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนห้องชุดเลขที่ 21/66 และ 21/70 ก็น่าจะมีราคาประมาณห้องละ 3,000,000 บาท เช่นเดียวกับห้องชุดเลขที่ 21/75 ทั้งห้องชุดเลขที่ 21/66 ยังมีภาระจำนองอีกด้วย ทรัพย์สินต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสองที่อ้างมาจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีมูลค่าเพียงพอชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองได้ทั้งหมด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน)
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2977/2548
#113304
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157 ทวิ วรรคสอง นั้น กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสารเสพติดที่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของผู้ขับขี่เป็นสำคัญ หากมีการตรวจพบว่าในขณะที่ขับขี่มีสารเสพติดของยาเสพติดให้โทษตกค้างอยู่ในร่างกายแล้ว ไม่ว่าผู้ขับขี่จะเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้านี้เมื่อใด ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 18, 37, 62, 64, 76 พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65 วรรคสอง, 66, 91, 102 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง (ที่ถูกต้องปรับบทด้วยมาตรา 18 วรรคสอง ด้วย) พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (เดิม), 91 (ที่แก้ไขใหม่)) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับกระทงละ 500 บาท รวมปรับคนละ 1,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเดินทางออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนคำให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ฐานนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถ จำคุก 8 เดือน คำรับของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ ป.อ. มาตรา 52 (2) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 4 เดือน และปรับ 500 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157 ทวิ วรรคสอง นั้น กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเนื่องจากฤทธิของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลงอันอาจก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสารเสพติดที่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของผู้ขับขี่เป็นสำคัญ หากมีการตรวจพบว่าในขณะที่ขับขี่มีสารเสพติดของยาเสพติดให้โทษตกค้างอยู่ในร่างกายแล้ว ไม่ว่าผู้ขับขี่จะเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้านี้เมื่อใด ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสิทธิชัย บัวผัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา