คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274/2548
#270966
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว... (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" หมายความว่า รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้นต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น มิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ประกอบกิจการโรงงานหล่อดอกยางรถยนต์และจำหน่ายยางรถยนต์ โดยใช้อาคาร 2 ชั้น ชั้นหนึ่งใช้ประกอบกิจการ ส่วนอีกชั้นใช้เป็นที่อยู่อาศัยของหุ้นส่วนโจทก์ ไฟฟ้าที่ใช้ในอาคารสถานประกอบของโจทก์จึงแยกเป็น 2 มิเตอร์ เป็นชื่อโจทก์ 1 มิเตอร์ และ จ. หุ้นส่วนโจทก์อีก 1 มิเตอร์ ดังนั้น ค่าไฟฟ้ามิเตอร์ของ จ. หุ้นส่วนโจทก์เป็นค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนของโจทก์และครอบครัว มิได้ใช้สำหรับงานในกิจการของโจทก์ และไม่ได้ใช้เพื่อดูแลทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการโดยเฉพาะ จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวที่มิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ซึ่งนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ตาม ป.รัษฎากรณ 65 ตรี (3) และ (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่เป็นเจ้าพนักงานประเมินในส่วนที่พิจารณาให้ค่าไฟฟ้าที่มีชื่อบุคคลธรรมดาผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของสำนักงานสรรพากรจังหวัดพิษณุโลกที่ 7650010/2/100258 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 จำนวนเงิน 37,418.60 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่กระทำโดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เลขที่ พล.0001/2/2545 ที่วินิจฉัยในส่วนรายจ่ายที่เห็นชอบตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความเนื่องจากโจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งให้ถือว่าค่าไฟฟ้าตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่เป็นชื่อของนางจำรัส เป็นเงิน 37,418.60 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมาย จึงชอบด้วยเหตุผลชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ให้ถือรายจ่ายค่าไฟฟ้าจากมิเตอร์ของนางจำรัสจำนวนร้อยละ 50 เป็นเงิน 37,418.60 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว...(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" หมายความว่า รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้นต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น มิใช่เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว เห็นว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับมิเตอร์ชื่อนางจำรัส ส่วนที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หุ้นส่วนของโจทก์และครอบครัวที่พักอาศัยอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารสถานประกอบการของโจทก์นั้น เป็นค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนของโจทก์และครอบครัว มิได้ใช้สำหรับงานในกิจการของโจทก์ และไม่ได้ใช้เพื่อดูแลทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการของโจทก์จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวที่มิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะซึ่งนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แต่เมื่อรายจ่ายค่าไฟฟ้าจากมิเตอร์ของนางจำรัสนั้นมีรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวระคนปนกับรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ชัดเจนว่ารายจ่ายส่วนใดมีจำนวนเท่าใด การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้วิธีปันส่วนโดยแบ่งค่าไฟฟ้าให้หักรายจ่ายได้ร้อยละ 50 นั้น นับว่าถูกต้องสมควรและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) นั้นต้องพิจารณาว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ทั้งจำนวน เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินโดยแบ่งปันเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะเพียงร้อยละ 50 จึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามนำมาคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี หรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ผู้รับรายจ่าย ตลอดจนเหตุผลความจำเป็นและหลักฐานในการจ่ายประกอบด้วย ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไปว่ารายจ่ายนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ จำนวนเท่าใด ตามความเป็นจริง ไม่จำต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งจำนวนตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิษณุโลกไทยนครหล่อยาง
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3273/2548
#267969
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่บรรยายว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยให้การรับว่าทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้แทนให้แก่โจทก์จริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่ามีข้อตกลงด้วยวาจาให้จำเลยชำระหนี้น้อยกว่าที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลง จำเลยจะมีพยานอื่นใดนำสืบเพราะเป็นการตกลงกันตัวต่อตัวระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่มีผู้ใดอยู่ร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยยื่นคำให้การตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามความเป็นจริงตามข้อตกลง เพราะเชื่อใจโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟังคำให้การและอุทธรณ์ของจำเลยบ้าง จำเลยจึงเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงจำเป็นต้องฎีกา ขอศาลฎีกาได้โปรดบรรเทาและลดยอดหนี้ตามที่จำเลยยื่นคำให้การนั้น เมื่ออ่านโดยตลอดแล้วไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นใดด้วยเหตุผลอะไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 นายสมพร แฉล้มวารี ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 3,000,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2542 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเข้าชำระหนี้แทนให้แก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียง 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท ตกลงชำระภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2542 หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่เหลือแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 2,186,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเข้าชำระหนี้แทนนายสมพร แฉล้มวารี ให้แก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงท้ายฟ้องจริง และได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือตกลงด้วยวาจายินยอมให้จำเลยชำระเพียง 1,500,000 บาท มิใช่จำนวน 2,000,000 บาท ตามที่บันทึกไว้ และจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปบ้างแล้วประมาณ 500,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมออกหลักฐานการชำระเงินให้ จำเลยจึงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก คงมีเงินต้นค้างชำระประมาณ 1,000,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดเงินจำนวนดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เพียง 1,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,186,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่บรรยายคำฟ้องฎีกามาว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยให้การรับว่าทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้แทนให้แก่โจทก์จริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่ามีข้อตกลงด้วยวาจาให้จำเลยชำระหนี้น้อยกว่าที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลง... จำเลยจะมีพยานอื่นใดนำสืบเพราะเป็นการตกลงกันตัวต่อตัวระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่มีผู้ใดอยู่ร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยยื่นคำให้การตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามความเป็นจริงตามข้อตกลงเพราะเชื่อใจโจทก์ ทั้งจำเลยก็แก่ชราอายุมากแล้วถือตามความสัตย์จริงตามที่จำเลยยื่นคำให้การ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่กรุณารับฟังคำให้การและอุทธรณ์ของจำเลยบ้าง จำเลยจึงเห็นว่าไม่ถูกต้องนักจึงจำเป็นต้องฎีกา ขอศาลฎีกาได้โปรดกรุณาบรรเทาและลดยอดหนี้ตามที่จำเลยยื่นคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่ออ่านฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วไม่อาจเข้าใจได้และไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นใดด้วยเหตุผลอะไรและที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววารินทร์ โสมเจริญ
จำเลย — นางฟีหรือฟี่ แฉล้มวารี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270 -ที่ 3272/2548
#271479
เปิดฉบับเต็ม

การโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา โดยไม่ประสงค์ถึงกับให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปนั้น หาจำต้องถึงขั้นทำเป็นอุทธรณ์ไม่ เมื่อจำเลยโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาโดยทำเป็นเพียงคำแก้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งได้ และไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสำนวนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยในแต่ละสำนวนติดต่อกัน ทั้งนับโทษต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 182, 183, 184, 187 และ 189/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวผกายมาศ สุวพณิชพันธุ์หรือสุวพณิชยพันธุ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจำนวน 4 ฉบับ ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท และลงวันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท สัญญากู้เงินทั้งสี่ฉบับระบุผู้ให้กู้คือโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.1 จ.6 จ.12 และ จ.16 กับจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเช็คพิพาทในคดีนี้จำนวน 4 ฉบับ ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท และลงวันที่ 25 ธันวาคม 2540 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท เช็คทั้งสี่ฉบับเป็นเช็คผู้ถือตามเอกสารหมาย จ.2 จ.7 จ.13 และ จ.17 โดยวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับจะตรงกับวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแต่ละฉบับเช่นกัน แต่เมื่อเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 จ.7 จ.13 และ จ.17 ถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำเข้าบัญชีเรียกเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับเนื่องจากจำเลยมีคำสั่งระงับการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 จ.9 จ.15 และ จ.19 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จ.6 จ.12 และ จ.16 จำเลยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นเพียงค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสี่ฉบับดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า การโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยในคำพิพากษา โดยไม่ประสงค์ถึงกับให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปนั้นหาจำต้องถึงขั้นทำเป็นอุทธรณ์ไม่ ฉะนั้น เมื่อจำเลยโต้แย้งคัดค้านโดยทำเป็นเพียงคำแก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งได้ และไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยทั้งสามสำนวนมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (2) และ (5) ลงโทษเป็นรายสำนวนและรายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษต่อกัน สำนวนแรกลงโทษจำคุก 9 เดือน สำนวนที่สองลงโทษจำคุก 9 เดือน สำนวนที่สามลงโทษจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมโทษทั้งสามสำนวนจำคุก 3 ปี นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3639/2544 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาอื่นนอกจากนี้ให้ยก เพราะคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวผกายมาศ สุวพณิชพันธุ์หรือสุวพณิชยพันธุ์
จำเลย — นายอุดม เสริมศิริมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3269/2548
#271455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน (อาวัล) จำเลยที่ 1 ในการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ทรงและโจทก์ต้องผูกพันรับผิดต่อผู้ทรงเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ทรงแทนจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 940 วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคืนแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปจำนำไว้แก่โจทก์เป็นประกันการที่โจทก์ยอมอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาจำนำมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ยอมให้โจทก์เรียกเก็บเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ได้ทันที แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะถูกองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ ก็เป็นเรื่องความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาจำนำ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่รับจำนำไว้ หนี้ตามสัญญาใช้เงินที่โจทก์อาวัลยังไม่ระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,009,008,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยจำนวน 190,249,677.86 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 22 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,009,008,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยจำนวน 161,168,294.96 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,009,008,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,009,008,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 148,410,000 บาท 259,717,500 บาท 26,190,000 บาท 45,832,500 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จากต้นเงินจำนวน 4,950,000 บาท นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2540 จากต้นเงินจำนวน 160,282,800 บาท 280,494,900 บาท 28,285,200 บาท 49,499,100 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จากต้นเงินจำนวน 5,346,000 บาท นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541) ต้องไม่เกิน 190,249,677.86 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อระหว่างเดือนกรกฎาคม 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 10 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัททำนาลำไซ จำกัด โดยขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวทั้ง 10 ฉบับ และจำเลยที่ 1 ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 3 ฉบับ ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกสั่งให้ใช้เงินแก่จำเลยที่ 1 มาจำนำกับโจทก์เพื่อเป็นประกันการที่โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน 10 ฉบับ ต่อมาเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อชำระหนี้ถึงกำหนดชำระ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน จำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับ ที่จำนำไว้เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการดำเนินกิจการ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงิน โจทก์ได้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 10 ฉบับ แทนจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 10 ฉบับ ต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมอำพรางข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อตกลงที่แท้จริงว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้ที่โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัททำนาลำไซ จำกัด ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์รับอาวัลตามฟ้องแทนจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์รับอาวัลไว้แทนจำเลยที่ 1 ดังนี้คำขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่เป็นนิติกรรมอำพราง และเมื่อโจทก์ยอมอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยที่ 1 เช่นนี้โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน (อาวัล) จำเลยที่ 1 ในการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ทรง และโจทก์ต้องผูกพันรับผิดต่อผู้ทรงเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 10 ฉบับให้แก่ผู้ทรงแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940 วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 10 ฉบับแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 นำมาจำนำไว้กับโจทก์ถูกองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้นั้น เป็นเรื่องความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาจำนำและโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่รับจำนำไว้ หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์อาวัลยังไม่ระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความรับผิด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 938 ม. 940
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวสุนีย์ โรจนเศรษฐพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3268/2548
#271691
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 เคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปซื้อของและเคยจับได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปขับในเวลากลางคืน ซึ่งไม่ปรากฏผู้ร้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นอีกแต่อย่างใด แต่กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดได้อีก ทั้งที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้ร้อง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปใช้ในกิจการใด การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่งกับพวกบนทางเดินรถสาธารณะในเวลากลางคืน ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อขับไปทำงานและส่งบุตรไปโรงเรียน จำเลยที่ 1 แอบทำเลียนแบบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ไปขับแข่งกันจนถูกจับกุม โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ไป แต่จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 ต่อหน้าผู้ร้องว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับไปโรงเรียนสหพาณิชย์ ผู้ร้องลงลายมือชื่อรับรองรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ที่หัวเตียงและผู้ร้องจำนำกุญแจรถดังกล่าวทั้งสองดอกติดตัวไปทำงานด้วย จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บกุญแจดังกล่าว นางทองพูน เรือนคำ ภรรยาผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ปกติผู้ร้องจะพกกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางติดตัวไปด้วยหนึ่งดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งจะเก็บไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียง จึงแตกต่างกับคำเบิกความของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ผู้ร้องเคยใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปซื้อของและเคยจับได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปขับในเวลากลางคืนซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นอีกแต่อย่างใดแต่กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดได้อีก ทั้งที่ผู้ร้องเป็นบิดาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปใช้ในกิจการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่งกับพวกประมาณ 100 วัน บนถนนสุขุมวิทอันเป็นทางเดินรถสาธารณะในเวลากลางคืน กรณีถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
ผู้ร้อง — นางสิงหา เรือนคำ
จำเลย — นายพิทยาหรือวิทยา เรือนคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2548
#267966
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยกับของโจทก์อยู่ติดกันโดยที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์หรือเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามมาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28565 ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งด้านทิศตะวันตกอยู่ติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลงิ้วราย (ปัจจุบันตำบลตะพานหิน) อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ของโจทก์ แต่ในการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยโดยเขียนรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 28565 ของจำเลยให้ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 319 ของโจทก์ หากการบังคับจำเลยเป็นการขัดข้องให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยกับของโจทก์อยู่ติดกันโดยที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 131 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยรัตน์ สิริเศรษฐนนท์
จำเลย — นางสาวสุพรรณี สระบัวทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2548
#271442
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ เพราะเห็นว่าการที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดินคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคำสั่งของศาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28565 ซึ่งด้านทิศตะวันตกอยู่ติดที่ดินของโจทก์ แต่ในการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยโดยเขียนรูปแผนที่ที่ดินของจำเลยว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 28565 ของจำเลยให้ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 319 ของโจทก์ หากการบังคับจำเลยเป็นการขัดข้องให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและระบุว่าทางด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่โจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าเพราะเหตุใดการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ อีกทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ดินของจำเลยโดยเฉพาะ แม้การแจ้งข้อความของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินแต่ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อเนื้อที่ดินของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ขอออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์ หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์มีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดินไม่เกี่ยวกับจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า การที่โจทก์จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีมิใช่เรื่องสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความแพ่ง มาตรา 151วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 131 (2) ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยรัตน์ สิริเศรษฐนนท์
จำเลย — นางสาวสุพรรณี สระบัวทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2548
#113265
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน บ. เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 คนก่อนได้ฟ้อง ข. เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 คนก่อน ให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางพิพาทกับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของ บ. ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยกระทำขึ้นใหม่ภายหลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวแล้ว กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ของโจทก์ ดังนั้นเหตุที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับที่ บ. ฟ้อง ข. ในคดีก่อน โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้บังคับจำเลยในคดีก่อนได้ ทั้งคดีก่อน บ. ก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีให้มีการจดทะเบียนภาระจำยอมจนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีไปแล้ว แม้โจทก์จะเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 จาก บ. โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อนศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความ อันเป็น ทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์ กรณีหาใช่เป็นภาระจำยอมโดยนิติกรรมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนอันเป็นบุคคลสิทธิดังที่จำเลยฎีกาไม่ จำเลยหาอาจอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริต จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ได้ไม่ เพราะสิทธิตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นสิทธิในประเภทเดียวกัน แต่ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ ส่วนกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิในประเภทได้สิทธิ เป็นสิทธิคนละประเภทกัน ทั้งโจทก์และจำเลยเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย

แม้ทางพิพาทจะเกิดจากข้อตกลงระหว่าง พ. กับ บ. ที่ตกลงให้กันที่ดินของแต่ละฝ่ายไว้เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อ บ. และผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 จาก บ. ตลอดมาจนถึงโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี ก็ย่อมได้ภาระจำยอมโดยอายุความได้เช่นกัน

คำว่า ภาระจำยอมหมดประโยชน์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้น ก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินของโจทก์อันเป็นสามยทรัพย์จะมีทางออกทางอื่นสู่สาธารณะและโจทก์ใช้ทางดังกล่าวนี้เป็นหลัก แต่เมื่อทางพิพาทยังมีสภาพเป็นทางเดินคงเดิม ทางภาระจำยอมจึงยังไม่หมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ ภาระจำยอมยังไม่สิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง

ปัญหาว่าการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น จำเลยก็ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่ บ. กันไว้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามตามที่ตกลงกับ พ. แต่ที่ดินแปลงนี้อยู่ด้านในไม่เป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยที่จะออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม ที่ พ. ทำข้อตกลงกับ บ. ให้ บ. กันที่ดินของ บ. ดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของ พ. แปลงอื่นซึ่งอยู่ด้านในเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างออกจากทางพิพาทและจดทะเบียนให้ทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและให้โจทก์ผู้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ภาระจำยอมในทางพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 สิ้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ของจำเลยทั้งสองเป็นภารยทรัพย์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอมดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 บริเวณด้านทิศเหนือกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสอง ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินส่วนดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสองมีอาณาเขตติดต่อกัน โดยที่ดินของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยทั้งสอง ทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองด้านทิศเหนือกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดิน เดิมนายบุญชัยเจ้าของที่ดินของโจทก์คนก่อนกับพวกได้ฟ้องนางเข็มเจ้าของที่ดินของจำเลยทั้งสองคนก่อนให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางพิพาทกับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของโจทก์ในคดีนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 ต่อมาปี 2538 โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าว และจำเลยทั้งสองก็ได้ก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 4314 ของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 และได้ปิดกั้นทางพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 นายบุญชัยกับพวกได้ฟ้องนางเข็มให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางพิพาท กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของโจทก์ในคดีนั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นใหม่ภายหลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 แล้ว กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ดังนั้น เหตุที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับที่นายบุญชัยกับพวกฟ้องนางเข็มในคดีก่อน โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้บังคับจำเลยในคดีก่อนได้ ทั้งคดีก่อนนายบุญชัยกับพวกก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีให้มีการจดทะเบียนภาระจำยอมจนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีไปแล้ว แม้โจทก์จะเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 จากนายบุญชัย โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความ อันเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์ กรณีหาใช่เป็นภาระจำยอมโดยนิติกรรมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนอันเป็นบุคคลสิทธิดังจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ จำเลยทั้งสองหาอาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริต จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ได้ไม่ เพราะสิทธิตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นสิทธิในประเภทเดียวกัน แต่ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ ส่วนกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิในประเภทได้สิทธิ เป็นสิทธิคนละประเภทกัน ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีดังกล่าวว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 นั้น เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 นายบุญชัยเจ้าของที่ดินคนก่อนได้แบ่งแยกเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม จึงฟังได้ว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ด้วยเช่นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทางพิพาทเกิดจากข้อตกลงระหว่างสิบตรีเพิ่มกับนายบุญชัย จึงไม่อาจตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความได้นั้น เห็นว่า แม้ทางพิพาทจะเกิดจากข้อตกลงระหว่างสิบตรีเพิ่มกับนายบุญชัยที่ตกลงให้กันที่ดินของแต่ละฝ่ายไว้เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม แต่เมื่อนายบุญชัยและผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 จากนายบุญชัยตลอดมาจนถึงโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี ก็ย่อมได้ภาระจำยอมโดยอายุความได้เช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ภาระจำยอมสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อนี้ว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ถนนพรานนกซึ่งเป็นทางสาธารณะแล้ว ความจำเป็นที่จะใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์จึงหมดไป เห็นว่า คำว่าภาระจำยอมหมดประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้นก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินของโจทก์อันเป็นสามยทรัพย์จะมีทางออกทางอื่นสู่ทางสาธารณะและโจทก์ใช้ทางดังกล่าวนี้เป็นหลัก แต่เมื่อทางพิพาทยังมีสภาพเป็นทางเดินคงเดิม ทางภาระจำยอมจึงยังไม่หมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ ภาระจำยอมยังไม่สิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า แม้โจทก์จะปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่นายบุญชัยกันไว้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามตามที่ตกลงกับสิบตรีเพิ่ม แต่ที่ดินแปลงนี้อยู่ด้านในไม่เป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองที่จะออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม ที่สิบตรีเพิ่มทำข้อตกลงกับนายบุญชัยให้นายบุญชัยกันที่ดินของนายบุญชัยดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของสิบตรีเพิ่มแปลงอื่นซึ่งอยู่ด้านในเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 ม. 148 ม. 225 วรรคสอง ม. 271
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1387 ม. 1400 วรรคหนึ่ง ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ โรจน์รุ่งสัตย์
จำเลย — นายชวลิต ปรีชาสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2548
#271577
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน บ. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินของโจทก์คนก่อนกับพวกฟ้อง ข. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินคนก่อนของจำเลยทั้งสองให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นที่ ข. เป็นผู้กระทำขึ้นออกจากทางพิพาท กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของโจทก์ในคดีนั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นใหม่ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ดังนั้น เหตุที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับที่ บ. กับพวกฟ้อง ข. ในคดีก่อน โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้บังคับจำเลยในคดีก่อนได้ ทั้งคดีก่อน บ. กับพวกก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีให้มีการจดทะเบียนภาระจำยอมจนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีไปแล้วแม้โจทก์จะเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินจาก บ. โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อนศาลฎีกาพิพากษาว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความ อันเป็นทรัพยสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์ กรณีหาใช่เป็นภาระจำยอมโดยนิติกรรมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนอันเป็นบุคคลสิทธิไม่ จำเลยทั้งสองหาอาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นภารยทรัพย์โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ได้ไม่เพราะสิทธิตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นสิทธิในประเภทเดียวกันแต่ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ ส่วนกรรสิทธิ์เป็นสิทธิในประเภทได้สิทธิเป็นสิทธิคนละประเภทกัน ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีก่อน คำว่าพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง

คำว่าภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามมาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้นก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินของโจทก์อันเป็นสามยทรัพย์จะมีทางออกทางอื่นสู่ทางสาธารณะและโจทก์ใช้ทางดังกล่าวนี้เป็นหลัก แต่เมื่อทางพิพาทยังมีสภาพเป็นทางเดินคงเดิม ทางภาระจำยอมจึงยังไม่หมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ ภาระจำยอมยังไม่สิ้นไปตามมาตรา 1400 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งสองเป็นของสิบตรีเพิ่ม เขียนบรรจง สิบตรีเพิ่มได้แบ่งกันที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินไว้เป็นทางเดินออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามซึ่งเป็นทางสาธารณะ ก่อนถึงแก่ความตายสิบตรีเพิ่มได้ขายที่ดินในส่วนของโจทก์ให้นายบุญชัย จิวาลัย และเมื่อสิบตรีเพิ่มถึงแก่ความตาย นางเข็ม เที่ยงสกุล ผู้รับมรดกได้ปิดกั้นทางเดิน นายบุญชัยได้ฟ้องนางเข็มให้เปิดทางและจดทะเบียนภาระจำยอม ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นางเข็มจดทะเบียนภาระจำยอม แต่นายบุญชัยมิได้ดำเนินการบังคับคดี และได้จดทะเบียนยกที่ดินของตนให้นางสุพีร์ นนทแก้ว ต่อมานางสุพีร์ได้ขายให้โจทก์ ส่วนที่ดินของนางเข็มก็ได้โอนกรรมสิทธิ์กันเรื่อยมาจนตกเป็นขอจำเลยทั้งสอง หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินแล้วโจทก์ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าวเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสืบต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 30 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันปิดกั้นทางเดินดังกล่าวโดยใช้ไม้และสังกะสีตีปิดกั้นและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในทางภาระจำยอมทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางและสิ่งปลูกสร้างออกจากทางพิพาทและจดทะเบียนให้ทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสองไม่เคยตกเป็นภาระจำยอม นายบุญชัยกับนางสุพีร์ใช้ทางเดินอื่นออกสู่ถนนสาธารณะซึ่งสะดวกกว่าทางภาระจำยอมจึงไม่มีความจำเป็นและหมดประโยชน์แล้ว และมิได้ใช้ทางภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปี ทำให้ทางภาระจำยอมสิ้นไป ทั้งการที่นายบุญชัยกับนางสุพีร์มิได้บังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี คดีจึงมีอายุความบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และการที่โจทก์นำคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาสิ้นสุดไปแล้วมาฟ้องอีก ย่อมเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าภาระจำยอมในทางพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2198/2524 สิ้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอมดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร บริเวณด้านทิศเหนือกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสอง ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินส่วนดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสองมีอาณาเขตติดต่อกัน โดยที่ดินของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยทั้งสอง ทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองด้านทิศเหนือกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดิน เดิมนายบุญชัยเจ้าของที่ดินของโจทก์คนก่อนกับพวกได้ฟ้องนางเข็มเจ้าของที่ดินของจำเลยทั้งสองคนก่อนให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางพิพาทกับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของโจทก์ในคดีนั้น ต่อมาปี 2538 โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าว และจำเลยทั้งสองก็ได้ก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 4314 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 และได้ปิดกั้นทางพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนนายบุญชัยกับพวกได้ฟ้องนางเข็มให้ขนย้ายและรื้อถอนสิ่งกีดกั้นออกจากทางพิพาท กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอของโจทก์ในคดีนั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นใหม่ภายหลังจากมีคำพิพากษาคดีก่อนแล้ว กับจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ดังนั้น เหตุที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางกับสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับที่นายบุญชัยกับพวกฟ้องนางเข็มในคดีก่อน โจทก์ไม่อาจมีคำขอให้บังคับจำเลยในคดีก่อนได้ ทั้งคดีก่อนนายบุญชัยกับพวกก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีให้มีการจดทะเบียนภาระจำยอมจนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีไปแล้ว แม้โจทก์จะเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 จากนายบุญชัย โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความอันเป็นทรัพย์สิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์ กรณีหาใช่เป็นภาระจำยอมโดยนิติกรรมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนอันเป็นบุคคลสิทธิดังจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ จำเลยทั้งสองหาอาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5340 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริต จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ได้ไม่ เพราะสิทธิตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นสิทธิในประเภทเดียวกัน แต่ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ ส่วนกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิในประเภทได้สิทธิ เป็นสิทธิคนละประเภทกันทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 คำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีดังกล่าวว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 โดยอายุความส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างว่า เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 นายบุญชัยเจ้าของที่ดินคนก่อนได้แบ่งแยกเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามตามข้อตกลงที่ทำกับสิบตรีเพิ่ม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 จึงยอมฟังได้ว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ด้วยเช่นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทางพิพาทเกิดจากข้อตกลงระหว่างสิบตรีเพิ่มกับนายบุญชัย จึงไม่อาจตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความได้นั้น เห็นว่า แม้ทางพิพาทจะเกิดจากข้อตกลงระหว่างสิบตรีเพิ่มกับนายบุญชัยที่ตกลงให้กันที่ดินของแต่ละฝ่ายไว้เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม แต่เมื่อนายบุญชัยและผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 จากนายบุญชัยตลอดมาจนถึงโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี ก็ย่อมได้ภาระจำยอมโดยอายุความได้เช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ทางภาระจำยอมสิ้นผลเพราะโจทก์ไม่ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีหรือไม่ โจทก์มีนางสุพีร์ นนทแก้ว ผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ให้แก่โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15764 และใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามตลอดมา หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วพยานก็ยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามเช่นเดิมจนกระทั่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 และ 15764 ให้แก่โจทก์ และรื้อบ้านออกไปเมื่อปี 2538 ซึ่งโจทก์เบิกความถึงเหตุการณ์ต่อมาว่า หลังจากซื้อที่ดินจากนางสุพีร์แล้วโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดมา นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุริยนต์ พุทธาวัฒน์ จ่าเอกวิทย์ สกุลวัฒนะ นางเกศนี แจ่มใส และนางถาวร แซ่เหลียง เบิกความสนับสนุนถึงการใช้ทางพิพาทดังกล่าว เห็นว่า นางเข็มเจ้าของที่ดินของจำเลยคนก่อนเคยปิดกั้นทางพิพาท นายบุญชัยกับนางสุพีร์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้รื้อถอนสิ่งปิดกั้นอ้างว่าเป็นทางภาระจำยอม แสดงว่านายบุญชัยกับนางสุพีร์ประสงค์จะใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม จึงน่าเชื่อว่าหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว นางสุพีร์ยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางออกตลอดมา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อ จำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 1 กับนายสมชัย ชีวินศิริรัตน์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วมีเพียงครอบครัวนางเข็มเท่านั้นที่ใช้ทางพิพาท เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำนางเข็มหรือบุคคลในครอบครัวนางเข็มซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ใช้ทางพิพาทมาเบิกความสนับสนุน กลับปรากฏว่านางเกศนีซึ่งเป็นบุตรนางเข็มได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า นางสุพีร์และโจทก์ใช้ทางพิพาทตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองยังเลื่อนลอย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปิดกั้นทางพิพาทแสดงว่าไม่มีการใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินนั้น เห็นว่า ทางพิพาทเป็นเพียงทางคนเดินมิใช่สำหรับรถยนต์แล่น ต้นไม้ดังกล่าวมิได้ปิดกั้นทางพิพาทจนไม่สามารถเดินผ่านไปได้ การที่มีต้นไม้ดังกล่าวจึงมิได้แสดงว่าไม่มีการใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังว่าทางภาระจำยอมมิได้สิ้นผล เพราะโจทก์ไม่ได้ใช้ติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ภาระจำยอมสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อนี้ว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ถนนพรานนกซึ่งเป็นทางสาธารณะแล้ว ความจำเป็นที่จะใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์จึงหมดไป เห็นว่า คำว่าภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง หมายความว่าไม่สามารถใช้ภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์ได้อีกต่อไป หากภารยทรัพย์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่แม้ไม่มีการใช้ภารยทรัพย์นั้นก็หาใช่ภาระจำยอมหมดประโยชน์ตามความหมายของบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินของโจทก์อันเป็นสามยทรัพย์จะมีทางออกทางอื่นสู่ทางสาธารณะและโจทก์ใช้ทางดังกล่าวนี้เป็นหลัก แต่เมื่อทางพิพาทยังมีสภาพเป็นทางเดินคงเดิม ทางภาระจำยอมจึงยังไม่หมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ -ภาระจำยอมยังไม่สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า แม้โจทก์จะปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่นายบุญชัยกันไว้เป็นทางออกสู่ซอยวัดยางสุทธารามตามที่ตกลงกับสิบตรีเพิ่ม แต่ที่ดินแปลงนี้อยู่ด้านในไม่เป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองที่จะออกสู่ซอยวัดยางสุทธาราม ที่สิบตรีเพิ่มทำข้อตกลงกับนายบุญชัยให้นายบุญชัยกันที่ดินของนายบุญชัยดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของสิบตรีเพิ่มแปลงอื่นซึ่งอยู่ด้านในเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองขอถือเอาคำฟ้องแย้งเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกข้อตกลงเรื่องกันที่ดินเป็นทางออก และฎีกาขอให้ทางพิพาทพ้นจากภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคสอง นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกข้อตกลงและมีสิทธิขอให้ที่พิพาทพ้นจากภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1400
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ โรจน์รุ่งสัตย์
จำเลย — นายชวลิต ปรีชาสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2548
#268312
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แต่ละคนเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์แต่ละคนมีข้อตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า จำเลยทั้งหกจะจ่ายเงินสงเคราะห์ศพให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต แต่ปรากฏว่าเมื่อไปขอรับเงินสงเคราะห์ศพเพื่อจัดการศพได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งหกว่าไม่มีเงินจ่ายสงเคราะห์ศพ และอ้างว่าสมาชิกทุกคนได้ลาออกหมดซึ่งความจริงสมาชิกยังมิได้ลาออกและไม่ได้กระทำผิดระเบียบ การที่จำเลยทั้งหกกระทำผิดข้อตกลงและสัญญาที่ให้ไว้ข้างต้นและเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาโดยปริยาย จำเลยทั้งหกจึงต้องคืนเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าถือว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี เป็นคู่ความร่วมในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระค่าสมาชิกที่ชำระไปแล้วคืนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 โดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขออนาถา

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โจกท์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนโจทก์แต่ละคนโดยแบ่งแยกความรับผิดชอบของจำเลยทั้งหกที่มีต่อโจทก์แต่ละคนออกเป็นส่วนๆ คนละจำนวนกัน และขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งหกแยกชำระตามจำนวนของโจทก์แต่ละคนไป ซึ่งมูลเหตุแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวก็เนื่องมาจากการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ 1 หรือเป็นผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณี และการผิดสัญญา หรือละเมิดของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์แต่ละคนเกิดสิทธิเรียกร้องเงินที่จ่ายคืนจากจำเลยทั้งหก ซึ่งการเป็นสมาชิกก็ดี การผิดสัญญาหรือละเมิดก็ดี ล้วนเกิดขึ้นคนละคราวคนละวาระกันโจทก์แต่ละคนจึงสามารถที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเหนือจำเลยทั้งหกแยกมาเป็นรายๆ ไปโดยการฟ้องเป็นคนละคดีได้อยู่แล้วโจทก์แต่ละคนจึงหามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีไม่ โจทก์จึงไม่สามารถเป็นโจทก์ร่วมหรือฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ศาลไม่อาจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้กรณีไม่จำต้องสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแต่เพียงว่า สำเนาให้ฝ่ายจำเลยรอฟังคู่ความอีกฝ่ายก่อนว่าจะยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 และจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวหรือไม่ และสั่งในอุทธรณ์ว่ารับอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยคงยื่นแต่คำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับเป็นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยสำเนาให้โจทก์ปิดหมาย และต่อมาได้รวบรวมสำนวนส่งไปที่ศาอุทธรณ์ภาค 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้ว เห็นว่า พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว จึงให้ส่งสำนวนพร้อมเอกสารมายังศาลฎีกาโดยให้มีหนังสือแจ้งไปยังศาลชั้นต้นด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 เข้าร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 8 ในคดีเดียวกันได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ละคนเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์แต่ละคนอ้างว่ามีข้อตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า จำเลยทั้งหกจะจ่ายเงินสงเคราะห์ศพให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต แต่ปรากฏว่าสมาชิกที่เสียชีวิตลงและไปขอรับเงินสงเคราะห์ศพเพื่อจัดการศพ ได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งหกว่าไม่มีเงินจ่ายสงเคราะห์ศพ และอ้างว่าสมาชิกทุกคนได้ลาออกหมดซึ่งความจริงสมาชิกยังมิได้ลาออก และไม่ได้กระทำผิดระเบียบ ซึ่งต่อมาสมาชิกได้ชุมนุมกันขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ณ ที่ว่าการอำเภอสมเด็จ จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยทั้งหกและนัดให้สมาชิกมาชุมนุมฟังผลในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ผลปรากฏว่าจำเลยทั้งหกทำผิดระเบียบข้อบังคับ และพระราชบัญญัติฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 และผิดต่อประมวลกฎหมายอาญาข้อหาฉ้อโกงประชาชนและสมาชิกได้แต่งตั้งตัวแทนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสมเด็จในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าจึงทราบว่าจำเลยทั้งหกกระทำผิดข้อตกลงและสัญญาที่ให้ไว้ข้างต้นและเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาโดยปริยาย จำเลยทั้งหกจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าตามทุนทรัพย์ที่ได้ชำระหรือชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าได้ชำระแก่จำเลยทั้งหก ดังนี้ถือว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์แต่ละคนอาจฟ้องเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโจทก์แต่ละคนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไสย เทพสีหะ กับพวก
จำเลย — สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ
จังหวัดกาฬสินธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2548
#271428
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 ฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ ของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า จำเลยทั้งหกจะจ่ายเงินสงเคราะห์ศพให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต แต่ปรากฏว่าเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิตและมีการไปขอรับเงินสงเคราะห์ศพเพื่อจัดการศพได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งหกว่าไม่มีเงินจ่ายสงเคราะห์ศพ และอ้างว่าสมาชิกทุกคนลาออกหมดแล้วซึ่งความจริงสมาชิกยังมิได้ลาออก และไม่ได้กระทำผิดระเบียบจนกระทั่งมีการแจ้งความร้องทุกข์และพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนกับจำเลยทั้งหก โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าจึงทราบว่าจำเลยทั้งหกกระทำผิดข้อตกลงและสัญญาและเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาโดยปริยาย จำเลยทั้งหกจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าตามทุนทรัพย์ที่ได้ชำระหรือชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าได้ชำระแก่จำเลยทั้งหก ถือได้ว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 วรรคหนึ่ง จึงร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกมาในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระค่าสมาชิกที่ชำระไปแล้วคืนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 โดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขออนาถา

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนโจทก์แต่ละคนโดยแบ่งแยกความรับผิดของจำเลยทั้งหกที่มีต่อโจทก์แต่ละคนออกเป็นส่วน ๆ คนละจำนวนกันและขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งหกแยกชำระเงินตามจำนวนของโจทก์แต่ละคนไป ซึ่งมูลเหตุแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวก็เนื่องมาจากสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ 1 หรือเป็นผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณี และการผิดสัญญาหรือละเมิดของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์แต่ละคนเกิดสิทธิเรียกร้องเงินที่จ่ายคืนจากจำเลยทั้งหก ซึ่งการเป็นสมาชิกก็ดี การผิดสัญญาหรือละเมิดก็ดี ล้วนเกิดขึ้นคนละคราวคนละวาระกัน โจทก์แต่ละคนจึงสามารถที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเหนือจำเลยทั้งหกแยกมาเป็นราย ๆ ไปโดยการฟ้องเป็นคนละคดีได้อยู่แล้ว โจทก์แต่ละคนจึงหามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีไม่ โจทก์จึงไม่สามารถเป็นโจทก์ร่วมหรือฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ศาลไม่อาจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ กรณีไม่จำต้องสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแต่เพียงว่า สำเนาให้ฝ่ายจำเลยรอฟังคู่ความอีกฝ่ายก่อนว่าจะยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 และจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวหรือไม่ และสั่งในอุทธรณ์ว่ารับอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้น ถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยคงยื่นแต่คำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับเป็นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยสำเนาให้โจทก์ปิดหมาย และต่อมาได้รวบรวมสำนวนส่งไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่า พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว จึงให้ส่งสำนวนพร้อมเอกสารมายังศาลฎีกา โดยให้มีหนังสือแจ้งไปยังศาลชั้นต้นด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 109 เข้าร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 8 ในคดีเดียวกันได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ละคนเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์แต่ละคนอ้างว่ามีข้อตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า จำเลยทั้งหกจะจ่ายเงินสงเคราะห์ศพให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต แต่ปรากฏว่าสมาชิกที่เสียชีวิตลงและไปขอรับเงินสงเคราะห์ศพเพื่อจัดการศพ ได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งหกว่าไม่มีเงินจ่ายสงเคราะห์ศพ และอ้างว่าสมาชิกทุกคนได้ลาออกหมดซึ่งความจริงสมาชิกยังมิได้ลาออก และไม่ได้กระทำผิดระเบียบ ซึ่งต่อมาสมาชิกได้ชุมนุมกันขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ณ ที่ว่าการอำเภอสมเด็จ จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยทั้งหกและนัดให้สมาชิกมาชุมนุมฟังผลในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ผลปรากฏว่าจำเลยทั้งหกทำผิดระเบียบข้อบังคับ และพระราชบัญญัติฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 และผิดต่อประมวลกฎหมายอาญาข้อหาฉ้อโกงประชาชนและสมาชิกได้แต่งตั้งตัวแทนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสมเด็จในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าจึงทราบว่าจำเลยทั้งหกกระทำผิดข้อตกลงและสัญญาที่ให้ไว้ข้างต้นและเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาโดยปริยาย จำเลยทั้งหกจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าตามทุนทรัพย์ที่ได้ชำระหรือชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าได้ชำระแก่จำเลยทั้งหก ดังนี้ ถือว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์แต่ละคนอาจฟ้องเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโจทก์แต่ละคนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเก้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไสย เทพสีหะ กับพวก
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จ อำเภอสมเด็จ
จำเลย — จังหวัดกาฬสินธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2548
#113260
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติหรือวางหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้นาย อ. ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึง ผู้พิพากษาอื่นอีก การที่นาย อ. ไม่สั่งคำร้องดังกล่าว แต่กลับส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้นาย ท. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นแม้นาย ท. จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นาย อ. เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ป.อ. มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 25, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคท้าย อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่ นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้และอาวุธปืนนั้นโดยสภาพมีอานุภาพไม่ร้ายแรง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อใน คำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้นายอนุวัตร ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก แต่นายอนุวัตรกลับไม่สั่งคำร้องดังกล่าวแต่ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้นายทวีศักดิ์ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณา ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้อง ดังนั้นแม้นายทวีศักดิ์จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นายอนุวัตรเท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการรับรองหรือไม่รับรองประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายประสพ เอมโอช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3248/2548
#271555
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติหรือวางหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้ อ. ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก การที่ อ. ไม่สั่งคำร้องดับกล่าว แต่กลับส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ ท. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องเป็นผู้พิจารณาดังนั้น แม้ ท. จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาจให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้ อ. เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 25, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคท้าย อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และอาวุธปืนนั้นโดยสภาพมีอานุภาพไม่ร้ายแรง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาต จำคุก 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อ รับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือจำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 จำเลยระบุชื่อขอให้นายอนุวัตร ขุนทอง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก แต่นายอนุวัตร กลับไม่สั่งคำร้องดังกล่าวแต่ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณา ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้อง ดังนั้น แม้นายทวีศักดิ์จะพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่เพราะต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ขอให้นายอนุวัตรเท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2547 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการรับรองหรือไม่รับรองประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายประสพ เอมโอช
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3245/2548
#270788
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีถึงที่สุด โดยที่ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย" มาตรา 27 วรรคหนึ่ง "...เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น..." และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลไต่ส่วนหากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ศาลริบทรัพย์สินนั้น..." การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ในอันที่จะขอให้ริบเงิน 130,000 บาท ของกลาง ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบเงิน 130,000 บาท ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29, 31 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชรร่วมกันจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 195 เม็ด เงิน 130,000 บาท เป็นของกลาง พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบเงิน 130,000 บาท ให้ตกเป็นของกองทุน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวไว้

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านทั้งสามได้มาจากการทำไร่ข้าวโพดและขิง มิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลสั่งริบเงินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา 29, 31 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ริบเงิน 130,000 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ริบเงิน 130,000 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีถึงที่สุดโดยที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดและให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือหรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย" มาตรา 27 วรรคหนึ่ง "...เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น..." และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ศาลริบทรัพย์สินนั้น..." การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ในอันที่จะขอให้ริบเงิน 130,000 บาท ของกลาง ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบเงิน 130,000 บาท ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ริบเงิน 130,000 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้คัดค้าน — นายเก๊า แซ่ว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3225/2548
#113254
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 20 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 15 ได้กำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความดังกล่าวนั้นอาจยื่นคำร้องพร้อมทั้งบัญชีระบุพยานไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาคดี ขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้

ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในวันชี้สองสถานนั้นเอง อันเป็นการยื่นบัญชีระบุพยาน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยโจทก์แถลงด้วยวาจาว่าเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร จึงไม่ได้ทำคำร้องหรือยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อกรณีนี้กฎหมายบังคับให้ทำเป็นคำร้องแต่โจทก์กลับแถลงด้วยวาจาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จะอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดได้

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอ้างว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับ ภาระการพิสูจน์ให้เห็นเป็นดังข้ออ้าง ย่อมตกแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและแถลงว่าเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร จึงไม่ได้ทำคำร้องหรือยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในวันชี้สองสถานโดยมิได้ยื่นคำร้องระบุเหตุที่ไม่ยื่นภายในกำหนด ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 20 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 15 ได้กำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความดังกล่าวนั้นอาจยื่นคำร้องพร้อมทั้งบัญชีระบุพยานไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาคดี ขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานวันที่ 9 มิถุนายน 2546 และโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในวันเดียวกันนั้นเอง อันเป็นการยื่นบัญชีระบุพยาน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยโจทก์แถลงด้วยวาจาว่าเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร จึงไม่ได้ทำคำร้องหรือยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อกรณีนี้กฎหมายบังคับให้ทำเป็นคำร้องแต่โจทก์กลับแถลงด้วยวาจาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จะอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์นั้น ชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ ส่วนประเด็นข้อพิพาทข้อที่สอง คือ มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่ นั้น โจทก์อ้างว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับภาระการพิสูจน์ให้เห็นเป็นดังข้ออ้าง ย่อมตกแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาททั้งสองชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมหกิจแทรคเตอร์บริการ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3221/2548
#271867
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์และคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 สิงหาคม 2546 เมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอนาถาของจำเลยที่ 1 และนัดฟังคำสั่งสำหรับคำร้องของโจทก์ในวันที่ 26 สิงหาคม 2546 โดยผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับทราบนัดแล้ว เมื่อถึงวันนัดศาลมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นระหว่างพิจารณา หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจำเลยทั้งสองจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ซึ่งในช่วงก่อนถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 ที่ศาลจะอ่านคำสั่ง จำเลยทั้งสองย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนคำร้องขอฟ้องแย้งอนาถาของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี ศาลไม่ให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาไต่สวน จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เท่ากับวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย แม้จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีเพียงประเด็นเดียว โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนอนาถา คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นอันยุติแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าและส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องแย้งโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์และของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันคือ วันที่ 22 สิงหาคม 2546 เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวน กับมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะฟ้องแย้ง ให้นำค่าขึ้นศาลมาวางภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจฟ้องแย้ง และต่อมามีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่ง สำเนาให้จำเลยทั้งสอง และนัดไต่สวนวันที่ 22 สิงหาคม 2546 หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ ซึ่งผลการส่งหมายดังกล่าวปรากฏว่า ส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม 2546 ตามลำดับ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันเดียวกับวันนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 และทนายจำเลยทั้งสองลงชื่อทราบนัดฟังคำสั่งวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 อันเป็นวันนัดพิจารณา ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดภูเก็ตซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีกับมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ และมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์นั้น คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในภายหลัง จำเลยทั้งสองจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดี และให้ไต่สวนพยานโจทก์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 และนัดฟังคำสั่งสำหรับคำร้องของโจทก์ในวันที่ 26 สิงหาคม 2546 โดยผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอ่านคำสั่งจำเลยทั้งสองย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตโดยเห็นว่าคำร้องขอของโจทก์มีเหตุผลเพียงพอและจำเป็นที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา จึงเป็นการให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ตามกฎหมายก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ดังนั้น ข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสองในทำนองว่าหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ก็มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอยู่แล้วก็ดี คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ดี จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถานั้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดี และมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ยกคำร้องนั้นไม่ชอบ เพราะในวันนัดไต่สวน จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดี เนื่องจากทนายจำเลยที่ 1 ติดว่าความที่ศาลจังหวัดภูเก็ตซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาล ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งเรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ต่อไปนั้น เห็นว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาไต่สวน จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีเพียงประเด็นเดียว โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนอนาถา คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นอันยุติ คดีไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ต่อไปหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดใบทองใบเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3221/2548
#411426
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องแย้งโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เมื่อถึงวันนัดไต่สวน ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวน กับมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ดังนี้คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาหากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วย และประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในภายหลัง จำเลยทั้งสองจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามความใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 ว่าไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนการไต่สวน และนัดฟังคำสั่งสำหรับคำร้องของโจทก์ในวันที่ 26 สิงหาคม 2546 โดยผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอ่านคำสั่ง จำเลยทั้งสองย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านไว้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาไต่สวน เท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนอนาถา ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีแต่เพียงประเด็นเดียว โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนอนาถา คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นอันยุติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร ออกจากสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าและส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องแย้งโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์และของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน คือวันที่ 22 สิงหาคม 2546 เมื่อถึงวันนัด ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวน กับมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะฟ้องแย้ง ให้นำค่าขึ้นศาลมาวางภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจฟ้องแย้ง และต่อมามีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่ง สำเนาให้จำเลยทั้งสอง และนัดไต่สวนวันที่ 22 สิงหาคม 2546 หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ ซึ่งผลการส่งหมายดังกล่าวปรากฏว่า ส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม 2546 ตามลำดับ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งโดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันเดียวกับวันนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 และทนายจำเลยทั้งสองลงชื่อทราบนัดฟังคำสั่งวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 อันเป็นวันนัดพิจารณา ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีกับมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ และมีคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วครองก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์นั้น คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วย และประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในภายหลัง จำเลยทั้งสองจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดี และให้ไต่สวนพยานโจทก์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 และนัดฟังคำสั่งห้ามคำร้องของโจทก์ในวันที่ 26 สิงหาคม 2546 โดยผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งในวันนี้แล้ว ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอ่านคำสั่ง จำเลยทั้งสองย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านได้แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้...

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งยกคำร้องขอฟ้องแย้งอย่างคนอนาถานั้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ยกคำร้องนั้นไม่ชอบ เพราะในวันนัดไต่สวน จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีเนื่องจากทนายจำเลยที่ 1 ติดว่าความที่ศาลจังหวัดภูเภ็ตซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาล ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่งเรื่องขอดำเนินคดีอย่างคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ต่อไปนั้น เห็นว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาไต่สวน จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีเพียงประเด็นเดียว โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนอนาถา คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นอันยุติ คดีไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ต่อไปหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคห้า ม. 226 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดใบทองใบเงิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066 -ที่ 3189/2548
#270945
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของจำเลยฉบับที่ถูกยกเลิกและฉบับใหม่ต่างก็กำหนดให้พนักงานอื่นนอกจากที่ได้ระบุไว้อันหมายถึงพนักงานฝ่ายบริการภาคพื้นซึ่งรวมโจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ตลอดมาตั้งแต่ปี 2521 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จำเลยจะให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง แต่จำเลยก็ไม่ได้ประกาศหรือออกระเบียบใหม่ให้ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง นับเป็นเรื่องที่จำเลยให้ประโยชน์แก่โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 โดยให้ทำงานต่ำกว่าชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในสภาพการจ้าง จำเลยย่อมมีสิทธิไม่ให้ประโยชน์นั้นต่อไปโดยให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง เต็มตามสภาพการจ้างที่ได้กำหนดไว้ได้ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง

แม้จำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล. 10 โดยไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่การที่ศาลแรงงานกลางรับเอกสารหมาย ล. 10 ไว้และได้วินิจฉัยถึงเอกสารดังกล่าวในคำพิพากษาแสดงว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังเอกสารหมาย ล. 10 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ใช้ในการพิจารณาคดีแรงงานโดยเฉพาะจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวนซึ่งยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 62 และที่ 64 ถึงที่ 125

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 62 และที่ 64 ถึงที่ 125 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2538 ชำระค่าล่วงเวลาในส่วนที่เกินจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นจำนวนสัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องตามจำนวนเงินในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และต่อไปอีกสัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การว่า ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2521 จำเลยกำหนดให้พนักงานที่สังกัดฝ่ายช่าง (ดีที) ทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชั่วโมง พนักงานฝ่ายบริการภาคพื้น (ดีจี) ทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง โจทก์ทั้งหมดเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดบนเครื่องบินโดยกลุ่มที่ 1 เข้าทำงานก่อนเดือนมกราคม 2526 ในขณะนั้นอยู่ในสังกัดฝ่ายช่างกลุ่มที่ 2 เข้าทำงานหลังเดือนมกราคม 2526 ถึงก่อนปี 2538 กลุ่มที่ 3 เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2538

ประมาณเดือนมกราคม 2526 จำเลยสั่งโอนย้ายโจทก์กลุ่มที่ 1 ไปอยู่ในสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้นตามอำนาจของจำเลยในการปรับเปลี่ยนการบริหารงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โจทก์กลุ่มที่ 1 ทราบแล้วว่าต้องทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง และสมัครใจยินยอมทำงานตลอดมาไม่เคยโต้แย้ง โจทก์กลุ่มที่ 2 และที่ 3 เข้าทำงานอยู่ในสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้นโดยตรงจึงต้องทราบว่าต้องทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2521 ในระยะแรกที่โจทก์กลุ่มที่ 1 โอนมาสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้นและรับโจทก์กลุ่มที่ 2 เข้าทำงาน จำเลยให้โจทก์ดังกล่าวทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชั่วโมง เนื่องจากปริมาณงานยังไม่จำเป็นต้องขยายเวลาการทำงาน ปี 2538 ปริมาณงานเพิ่มขึ้น จำเลยจึงให้โจทก์กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง และจำเลยได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการทำงานฉบับใหม่ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2538 กำหนดให้พนักงานสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้นทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมงด้วยเพื่อเป็นการยืนยันระเบียบเดิม ซึ่งไม่เกินกว่าที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำหนดตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมาโจทก์ทุกคนสมัครใจยินยอมทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมงไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ค่าจ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ขาดอายุความ 2 ปี แล้ว จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาตามคำฟ้องสูงกว่าความจริง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของค่าจ้างที่อ้างว่าจำเลยค้างชำระจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ตามคำให้การจำเลยเริ่มเข้าทำงานตามที่จำเลยให้การไว้ โจทก์กลุ่มที่ 1 เริ่มเข้าทำงานครั้งแรกสังกัดฝ่ายช่าง (ดีที) ต่อมาเปลี่ยนมาสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้น (ดีจี) โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 เข้าทำงานครั้งแรกสังกัดฝ่ายบริการภาคพื้นโดยตรง และคงทำงานในสังกัดนี้จนถึงปัจจุบัน จำนวนเวลาที่โจทก์แต่ละคนทำงานเกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งหากโจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาก็จะเป็นไปตามเอกสารหมาย จล. 4 จำเลยเคยทำสัญญาจ้างงานรายปีกับโจทก์ที่ 4 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 43 ที่ 45 ที่ 60 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 81 ที่ 93 ที่ 96 ที่ 97 ที่ 118 ที่ 125 ตามเอกสารหมาย จล. 3 ต่อมาจำเลยทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์แต่ละคนตามเอกสารหมาย จล. 2

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 62 และที่ 64 ถึงที่ 125 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ภายใต้ระเบียบเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 12 ที่กำหนดให้พนักงานฝ่ายบริการภาคพื้นทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติจำเลยให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และใช้ฐานการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ในการคิดค่าล่วงเวลามาตั้งแต่ปี 2527 ถึงปี 2538 การที่จำเลยให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ตั้งแต่ปี 2538 เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2521 เอกสารหมาย ล. 1 ตอนที่ 4 ข้อ 4 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2521 ซึ่งต่อมาได้ถูกยกเลิกและให้ใช้ระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลเอกสารหมาย ล. 12 ตอนที่ 4 ข้อ 6 ที่ใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 แทน ตามระเบียบทั้งสองฉบับต่างก็กำหนดให้พนักงานอื่นนอกจากที่ได้ระบุไว้อันหมายถึงพนักงานฝ่ายบริการภาคพื้นซึ่งรวมโจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ด้วย ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ตลอดมาตั้งแต่ปี 2521 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จำเลยจะให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง แต่จำเลยก็ไม่ได้ประกาศหรือออกระเบียบใหม่ให้ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง นับเป็นเรื่องที่จำเลยให้ประโยชน์แก่โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 โดยให้ทำงานต่ำกว่าชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 12 จำเลยย่อมมีสิทธิไม่ให้ประโยชน์นั้นต่อไปโดยให้โจทก์กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง เต็มตามสภาพการจ้างที่ได้กำหนดไว้ในเอกสารหมาย ล. 1 และ ล. 12 ได้ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารหมาย ล. 10 ได้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 44 บัญญัติว่า เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ การอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้กระทำได้ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกำหนดตามที่เห็นสมควร คดีนี้โจทก์สืบพยานบุคคลปากนายสุรสิทธิ์ ศรีประภา จำเลยอ้างเอกสารหมาย ล. 10 (เดิมศาลแรงงานกลางเป็นเอกสารหมาย ล. 19 ต่อมาได้แก้ไขเป็นเอกสารหมาย ล. 10 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 ของศาลแรงงานกลาง) ประกอบคำถามของจำเลย ศาลแรงงานกลางได้บันทึกคำให้การของนายสุรสิทธิ์ที่เบิกความถึงเอกสารหมาย ล. 10 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้รับและหมายเอกสารดังกล่าวไว้แล้วระบุเอกสารให้แยกเก็บ แม้จำเลยอ้างส่งเอกสารหมาย ล. 10 โดยไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่การที่ศาลแรงงานกลางรับเอกสารหมาย ล. 10 ไว้และได้วินิจฉัยถึงเอกสารดังกล่าวในคำพิพากษาแสดงว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังเอกสารหมาย ล. 10 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ใช้ในการพิจารณาคดีแรงงานโดยเฉพาะ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย ล. 10 จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารหมาย ล. 10 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภาพ เกตุศักดิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3060 -ที่ 3064/2548
#270781
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือกระทรวงการคลัง เรื่อง มาตรการปรับลดอัตราเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2544 เป็นเพียงการผ่อนปรนจำนวนเงินปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดร้อยละ 1 ตามมติคณะรัฐมนตรีให้กับรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาจำนวนวงเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดไม่เพียงพอที่จะเลื่อนขั้นเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานผู้มีสิทธิเลื่อนขั้นคนละ 1 ขั้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจไม่มีข้อบังคับ/คำสั่งกำหนดความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนครึ่งขึ้นหรือมีระเบียบแต่จำนวนเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดไม่เพียงพอเท่านั้น ส่วนการจะปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนให้พนักงานคนใดบ้างเป็นเรื่องที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องไปพิจารณาเองตามระเบียบของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ หนังสือกระทรวงการคลังดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการผ่อนปรนให้ปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนครึ่งขั้นไปก่อนแล้วจ่ายเพิ่มหรือปรับให้ภายหลัง จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดแก่โจทก์ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับการปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และให้เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 สังกัดกระทรวงคมนาคม โจทก์ทั้งห้าพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2543 กระทรวงการคลังมีหนังสือถึงจำเลย เรื่อง มาตรการปรับลดอัตราการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2544 ให้พนักงานที่มีสิทธิเลื่อนขั้นได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้จำเลยดำเนินการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างประจำปีงบประมาณ 2542 (ผลงานปี 2541) ปีงบประมาณ 2543 (ผลงานปี 2542) และปีงบประมาณ 2544 (ผลงานปี 2543) ให้แก่พนักงาน เป็นผลทำให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกคนละครึ่งขั้นของปี 2541 และปี 2542 จำเลยไม่จ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำปี 2541 และประจำปี 2542 ปีละครึ่งขั้นตามมติคณะรัฐมนตรีให้แก่โจทก์ทั้งห้า และไม่ได้นำเงินดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการคำนวณบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าทำให้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าขาดไป ขอให้บังคับจำเลยจ่างเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำปีงบประมาณ 2542 (ผลงานปี 2541) และประจำปีงบประมาณ 2543 (ผลงานปี 2542) รวม 2 ปี เป็นเงิน 43,320 บาท 35,100 บาท 21,780 บาท 19,680 บาท และ 19,680 บาท ตามลำดับ และเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดอีกจำนวน 58,144.08 บาท 62,686.20 บาท 40,625.34 บาท และ 36,383.23 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากยอดเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งห้าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ การไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งห้าอีกคนละครึ่งขั้นในปีงบประมาณ 2542 และปีงบประมาณ 2543 เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยระเบียบ คำสั่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งห้าอีกคนละ 0.5 ขั้น เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จ ตามเอกสารหมาย จ.1 จ่ายเงินบำเหน็จเนื่องจากการเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งห้าจากฐานอัตราเงินเดือน จึงเป็นการจ่ายเงินบำเหน็จจากการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งห้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าจ้างประจำปีงบประมาณ 2542 และประจำปีงบประมาณ 2543 รวมทั้งบำเหน็จส่วนที่ขาดตามฟ้องจากจำเลยอีกพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า คณะกรรมการบริหารของจำเลยออกข้อบังคับฉบับที่ 56 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างประจำปีของพนักงานโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 มาตรา 20 จึงไม่ใช่กรณีไม่มีกฎหมายแรงงานกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างประจำปีของพนักงานไว้โดยเฉพาะดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อบังคับฉบับที่ 56 มีผลใช้บังคับได้ และโจทก์ทั้งห้าอยู่ภายใต้ข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทั้งห้ามิได้โต้แย้งในข้อนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าข้างต้นจึงไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าว่า จำลยต้องปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีงบประมาณ 2542 และ 2543 ให้โจทก์ทั้งห้าอีกคนละครึ่งขั้นหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ความว่าจำเลยไม่มีข้อบังคับให้เลื่อนขั้นเงินเดือนครึ่งขั้นไว้โดยชัดแจ้ง แต่ตามหนังสือกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.2 เป็นการอนุมัติผ่อนปรนให้จำเลยเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างแก่พนักงานครึ่งขั้นไปก่อนแล้วจ่ายเพิ่มหรือปรับให้ภายหลัง ขณะจำเลยได้รับหนังสือกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ทั้งห้ายังเป็นลูกจ้างของจำเลย สิทธิขอโจทก์ทั้งห้าที่จะได้รับการปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนอีกครึ่งขั้นจึงเกิดขึ้นแล้ว การที่จำเลยไม่ปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีงบประมาณ 2542 และ 2543 ส่วนที่ขาดให้โจทก์ทั้งห้าอีกคนละครึ่งขั้นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค. 0209.1/ว.101 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 เรื่อง มาตรการปรับลดอัตราการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2544 เอกสารหมาย จง2 เป็นเพียงการผ่อนปรนจำนวนเงินปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดร้อยละ 1 ตามมติคณะรัฐมนตรีให้กับรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาจำนวนวงเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดไม่เพียงพอที่จะเลื่อนขั้นเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานผู้มีสิทธิเลื่อนขั้นคนละ 1 ขั้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจไม่มีข้อบังคับ/คำสั่งกำหนดความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนครึ่งขั้น หรือมีระเบียบแต่จำนวนเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนหลังปรับลดไม่เพียงพอเท่านั้น ส่วนการจะปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนให้พนักงานคนใดบ้างเป็นเรื่องที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องไปพิจารณาเอาเองตามระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ หนังสือกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.2 จึงไม่ใช่เป็นการผ่อนปรนให้ปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนครึ่งขั้นไปก่อนแล้วจ่ายเพิ่มหรือปรับให้ภายหลังดังที่โจทก์ทั้งห้าอ้าง และไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดแก่โจทก์ทั้งห้า สิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่จะได้รับการปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ฉบับที่ 56 ของจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำเนาว์ วงษ์เหรียญทอง กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057 -ที่ 3058/2548
#268037
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาความคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 มิได้กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องย่นหรือขยายระยะเวลาต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ แม้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะสิ้นสุดไปแล้ว จำเลยก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางได้ ส่วนศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นหรือเหตุอันจำเป็นของจำเลยว่ามีจริงหรือไม่และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างและค่านายหน้า (ค่าคอมมิชชั่น) แก่โจทก์ทั้งสองและคืนเงินประกันแก่โจทก์ที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 13,000 บาท จ่ายค่านายหน้าจากการขาย (ค่าคอมมิชชั่น) แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,374.07 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,000 บาท และคืนเงินประกันแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 13,500 บาท

ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อ่านคำพิพากษาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์จึงไม่อาจขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติว่า "ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ แม้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีนี้จะสิ้นสุดไปแล้ว จำเลยก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางได้ ส่วนศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นหรือเหตุอันจำเป็นของจำเลยว่ามีจริงหรือไม่เพียงใด และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แล้วยกคำร้องโดยมิได้พิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามคำร้องของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนเหตุแห่งความจำเป็นตามคำร้องของจำเลย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรเทพ ภู่ระหงษ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทฟง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา