คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2548
#113234
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อ 4 ของสมาคมจำเลยมีข้อกำหนดที่เป็นสาระสำคัญประกอบกันสองประการ คือ ต้องเป็นกรณีที่ครอบครัวสมาชิกมีการหย่าร้างกันและจะต้องไม่ได้อยู่ด้วยกัน โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น หากเข้าเงื่อนไขทั้งสองประการนี้สมาชิกจึงมีหน้าที่ต้องไปแจ้งให้คณะกรรมการของจำเลยทราบ หากไม่แจ้งและมิได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ จึงจะถือว่าขาดสิทธิจากการเป็นสมาชิก

โจทก์กับ ผ. สามีของโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนหย่า เพียงแต่ ผ. เจ็บป่วยจึงได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของ ผ. อีกแห่งหนึ่ง กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กับ ผ. เป็นครอบครัวสมาชิกที่หย่าร้างกันและไม่ได้อยู่ด้วยกัน อันจะเข้าเงื่อนไขตามระเบียบของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะตัดชื่อ ผ. ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยและให้โจทก์ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน 29 วัน เป็นเงิน 826 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ 27,826 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 27,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 22,872 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์โจทก์เป็นภริยาของนายผจญ โจทก์ นายผจญ และนายเทอดพงศ์ บุตรของโจทก์กับนายผจญเป็นสมาชิกของจำเลย เดิมโจทก์และนายผจญพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 127 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2537 นายผจญย้ายออกจากบ้านเลขที่ดังกล่าวไปอยู่ที่ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมิได้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ นายผจญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2542 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากจำเลยตามระเบียบหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบของจำเลย ข้อ 4 มีข้อกำหนดที่เป็นสาระสำคัญประกอบกันสองประการ คือ ต้องเป็นกรณีที่ครอบครัวสมาชิกนั้นมีการหย่าร้างกันและจะต้องไม่ได้อยู่ด้วยกัน โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น หากเข้าเงื่อนไขทั้งสองประการดังกล่าวมานี้สมาชิกมีหน้าที่จะต้องไปแจ้งให้คณะกรรมการของจำเลยทราบ ถ้าไม่แจ้งและมิได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ จึงจะถือว่าขาดสิทธิจากการเป็นสมาชิกของจำเลย เมื่อโจทก์กับนายผจญไม่ได้จดทะเบียนหย่า เพียงแต่นายผจญเจ็บป่วยจึงได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของนายผจญอีกแห่งหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กับนายผจญเป็นครอบครัวสมาชิกที่หย่าร้างกันและไม่ได้อยู่ด้วยกัน อันจะเข้าเงื่อนไขตามระเบียบข้อ 4 ดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะตัดชื่อนายผจญออกจากการเป็นสมาชิกและให้โจทก์ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ดังที่จำเลยฎีกา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 368
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ม. 13 (4) (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเหลี่ยม ทะกลกิจ
จำเลย — สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านแม่แต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613 -ที่ 2614/2548
#113203
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีตราประทับและไม่มีข้อจำกัดอำนาจ ทั้งจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือได้ว่าที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเป็นการกระทำในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคลโดยผู้แทนโดยไม่จำต้องมีตราประทับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 83 และนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งสองสำนวนตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างการพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 เช็คฉบับแรก ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน เช็คฉบับที่ 2 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน เช็คฉบับที่ 5 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 28,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีตราประทับและไม่มีข้อจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คพิพาททุกฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือได้ว่าที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเป็นการกระทำในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคลโดยผู้แทนโดยไม่จำต้องมีตราประทับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย

พิพากษาเป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — บริษัทวีไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัทรกิจ ซัพพลาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมงคล หวลถนอม
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2548
#266483
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 กับจำเลยทั้งห้าในราคา 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงอื่นให้จำเลยทั้งห้าแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 โดยจำเลยทั้งห้ายอมรับไว้ จึงเป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งห้าไปเพียงบางส่วน เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เท่านั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ค่าที่ดินในส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระอีก 640,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายเดิมได้

แม้สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินจะระบุว่า จำเลยทั้งห้าชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าและข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยทั้งห้าต้องชำระค่าที่ดินที่เหลือ แต่จำเลยทั้งห้ายังไม่ได้ชำระ กรณีถือได้ว่า โจทก์ได้นำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งพยานเอกสารนั้น อันเป็นการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 แล้ว

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 และมาตรา 167 ที่กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 640,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่จำเลยทั้งห้า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยทั้งห้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับนางฐิติวรรณตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยทั้งห้าวางเงินมัดจำและผ่อนชำระเงินดาวน์แล้วคนละ 252,000 บาท ต่อมามีการยกเลิกสัญญา นางฐิติวรรณตกลงคืนเงินมัดจำและเงินดาวน์ให้จำเลยทั้งห้า ตามสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ แต่นางฐิติวรรณไม่มีเงินชำระให้แก่จำเลยทั้งห้า ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้แก่จำเลยทั้งห้าในราคา 2,000,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 19 มีนาคม 2541 ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ กำหนดชำระเงินในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 4 งวด ในวันที่ 19 เมษายน 2541 วันที่ 19 พฤษภาคม 2541 วันที่ 19 มิถุนายน 2541 และวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 หากโจทก์ผิดนัดยินยอมใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ครั้นถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ปรากฏว่าไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งห้า แต่ในวันที่ 20 มีนาคม 2541 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โฉนดเลขที่ 18915 และ 18916 ให้แก่จำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 18928, 18929, 21807 และ 21808 ให้แก่จำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 18912 และ 18913 ให้แก่จำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 18905 และ 18906 ให้แก่จำเลยที่ 4 และโฉนดเลขที่ 18930, 18931, 21809 และ 21810 ให้แก่จำเลยที่ 5 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าต้องชำระค่าที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยทั้งห้าตกลงทำไว้กับโจทก์มานำสืบ และที่โจทก์เบิกความว่า ได้รับเงินค่าที่ดินที่จำเลยทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปจำนวน 100,000 บาท ก็สอดคล้องกับข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวซึ่งระบุว่าจำเลยทั้งห้าต้องชำระค่าที่ดินให้แก่โจทก์งวดแรก 100,000 บาท ประกอบกับที่ดินที่จำเลยทั้งห้ารับโอนกรรมสิทธิ์ไปนั้นมีราคารวมกัน 2,195,000 บาท สูงกว่าราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 ที่โจทก์ตกลงจะขายให้แก่จำเลยทั้งห้าในราคา 2,000,000 บาท ทั้งได้มีการทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในวันรุ่งขึ้นจากที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 นั้นเอง จึงน่าเชื่อว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงอื่นตามสำเนาหนังสือขายที่ดินแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 โดยจำเลยทั้งห้ายอมรับไว้จึงเป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งห้าไปเพียงบางส่วนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เท่านั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ค่าที่ดินในส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระอีก 640,000 บาท ได้ที่จำเลยทั้งห้านำสืบว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตีใช้หนี้ และหนี้หมดสิ้นกันไปแล้วนั้น เห็นว่า แม้สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินจะระบุว่า จำเลยทั้งห้าชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อพยานหลักฐานโจทก์นำสืบมามีน้ำหนัก ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าและข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3968 โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยทั้งห้าต้องชำระค่าที่ดินที่เหลือ แต่จำเลยทั้งห้ายังไม่ได้ชำระ กรณีถือได้ว่า โจทก์ได้นำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งพยานนั้น อันเป็นการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 และมาตรา 167 ที่กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมราชวงศ์วรรณโสภาคย์ เกษมสันต์
จำเลย — นายสันติ แก้วกิตติพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2548
#268015
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้น ไม่ชอบแต่อย่างไร แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและถือไม่ได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยขับรถชนผู้ตายแล้วหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร การหลบหนีของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะถูกรถชนไปก่อนแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง แต่มีความผิดตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 40 หมายเลข 40 - 17 หมายเลขทะเบียน 12 - 0181 กรุงเทพมหานคร รับผู้โดยสารจากแยกปทุมวันไปตามถนนพระรามที่ 1 ในช่องเดินรถช่องที่ 1 ด้านซ้ายมุ่งหน้าไปทางแยกราชประสงค์เพื่อตรงไปทางแยกเพลินจิต ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยขับรถด้วยความเร็วสูงมากไปจนเกือบถึงทางแยกราชประสงค์ที่เกิดเหตุ ซึ่งในขณะนั้นฝนกำลังตกหนัก และจำเลยเห็นอยู่ก่อนแล้วว่านายบังไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ผู้ตาย กำลังเดินข้ามถนนพระรามที่ 1 ตรงทางข้ามจากด้านโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่ด้านขวาของจำเลยไปยังห้างสรรพสินค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งอยู่ด้านซ้ายของจำเลย จนเข้ามาอยู่ในช่องเดินรถที่จำเลยขับอยู่ จำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ โดยลดความเร็วของรถลงและหยุดรถก่อนจะถึงทางข้ามเพื่อให้ผู้ตายเดินข้ามถนนผ่านพ้นไปก่อนแล้วจึงขับรถแล่นผ่านไป แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงมากและไม่หยุดรถ รถที่จำเลยขับจึงพุ่งเข้าชนผู้ตายและทับร่างผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4),78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณษ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีกำหนด 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุแล้ว คงจำคุกมีกำหนด 1 ปี 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าหลังเกิดเหตุจำเลยมิได้หลบหนีโดยอยู่ในที่เกิดเหตุตลอด เป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย.......

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง เมื่อผู้ตายเดินข้ามถนนจำเลยก็ไม่ลดความเร็วและไม่หยุดรถด้วยความประมาท จึงพุ่งชนผู้ตายและทับร่างผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ภายหลังจากจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยได้หลบหนีไปโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร อีกทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อจำเลยรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถชนผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร การหลบหนีของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะถูกรถชนไปก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง แต่เป็นเพียงความผิดตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 160 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดฐานนี้มาจึงไม่ชอบและปัญหาข้อนี้แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุ จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายแสวง กิ่งแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2608/2548
#113229
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ ก. กับ จ. เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจะไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เนื่องจากได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย แต่ ก. กับ จ. มีหน้าที่ต้องนำรถจักรยานยนต์มาคืนผู้เสียหาย การที่ ก. กับ จ. ไม่นำมาคืน ผู้เสียหาย กลับนำไปขายให้แก่จำเลยทั้งที่ไม่ใช่ของตน ถือได้ว่า ก. กับ จ. มีเจตนาเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อจำเลยรับซื้อไว้ในราคาเพียง 800 บาท ต่ำกว่าราคาแท้จริง 7,000 บาท มาก โดยไม่ประสงค์ตรวจสอบเสียก่อนว่าคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมีชื่อ ก. กับ จ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ ย่อมเป็นการผิดวิสัยของบุคคลโดยทั่วไป เชื่อว่าจำเลยรับซื้อไว้โดยรู้อยู่แล้วว่ารถจักรยานยนต์ที่ ก. กับ จ. นำมาขายได้มาจากการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนั้น ไม่ว่าการที่ ก. กับ จ. ได้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก การกระทำของจำเลยถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก แล้ว

แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายเพียงว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมิได้บรรยายถึงความผิดฐานยักยอกด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากทางพิจารณาว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอกแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจากนายจรูญหรือดุ่ยและนายกิตติศักดิ์หรือต้นในราคา 800 บาท แล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุล้มที่หมู่บ้านห้วยผาก ตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี แม้ขณะที่นายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจะไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เนื่องจากได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย แต่นายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยมีหน้าที่ต้องนำรถจักรยานยนต์มาคืนผู้เสียหาย การที่นายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยไม่นำไปคืนผู้เสียหาย กลับนำไปขายทั้งที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ของตน พฤติการณ์ถือได้ว่านายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยมีเจตนาเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อจำเลยรับซื้อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไว้ในราคาต่ำเพียง 800 บาท จากราคาจริง 7,000 บาท โดยไม่ประสงค์ตรวจสอบเสียก่อนว่าคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์มีชื่อนายกิตติศักดิ์หรือต้นและนายจรูญหรือดุ่ยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ อันเป็นการผิดวิสัยของบุคคลโดยทั่วไป มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่ารถจักรยานยนต์ที่นายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยนำมาขายได้มาจากการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนั้น ไม่ว่าการที่นายกิตติศักดิ์หรือต้นกับนายจรูญหรือดุ่ยได้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก การกระทำของจำเลยก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก แล้ว

แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายเพียงว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมิได้บรรยายถึงความผิดฐานยักยอกด้วย และข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ มาตเอี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสันต์ ศรีอันประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2548
#271065
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ทั้งยังขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสารสิทธิ และจำเลยใช้และอ้างบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอม และสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากอันเป็นเอกสารปลอม โดยนำสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากไปทำสำเนาภาพถ่ายเฉพาะหน้าที่จำเลยปลอมแล้วนำสำเนาภาพถ่ายอันเป็นเอกสารปลอมที่จำเลยรับรองถูกต้องพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปยื่นแสดงต่อพนักงานของบริษัท ก. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิกับใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่จำเลยได้ใช้เอกสารราชการปลอมและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมในคราวเดียวกันด้วย ดังนั้น ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ใช้เอกสารราชการปลอม และใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 พระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบทหนักตามตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) (ที่ถูกความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม กับความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จึงลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 14 วรรคสอง) จำคุก 2 ปี ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ทำนองปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ทั้งยังขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากของธนาคารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ทางราชการและธนาคารออกให้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักฐานในการแสดงตนของบุคคลและหลักฐานในการฝากและถอนเงิน แล้วจำเลยใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร และสมัครเป็นสมาชิกสินเชื่อบุคคลกับบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด เพื่อขอสินเชื่อ นับเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงและเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดา ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสารสิทธิและจำเลยใช้และอ้างบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอม และสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากอันเป็นเอกสารปลอมโดยนำสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากไปทำสำเนาภาพถ่ายเฉพาะหน้าที่จำเลยปลอมแล้วนำสำเนาภาพถ่ายอันเป็นเอกสารปลอมที่จำเลยรับรองถูกต้องพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปยื่นแสดงต่อพนักงานของบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิกับใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่จำเลยได้ใช้เอกสารราชการปลอมและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมในคราวเดียวกันด้วย ดังนั้น ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ใช้เอกสารราชการปลอม และใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม (สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาหัวหมาก) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ใช้เอกสารราชการปลอม และใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (2) ม. 14 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวปภาวรินทร์ เฉลียว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2548
#268020
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ในการเรียงอุทธรณ์เพราะผู้เรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 358, 362, 365 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์จะอ้างเหตุที่ไม่ยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดไว้แต่เพียงว่า โจทก์ยังไม่ได้เอกสารจากสำนวนเพื่อประกอบการเขียนอุทธรณ์โดยมิได้บรรยายว่าเป็นเอกสารอะไร รวมทั้งสาเหตุแห่งความล่าช้าที่ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวมาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงร่างคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ได้อ่านให้คู่ความฟังในวันนัดฟังคำพิพากษาซึ่งรวมติดอยู่ในสำนวน ยังมีรายการไม่ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 บังคับไว้ แสดงว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ได้อ่านในวันนัดนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์และต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นจึงจะคัดสำเนาคำพิพากษาให้โจทก์ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างเหตุดังกล่าวข้างต้นพอเข้าใจได้ว่าเอกสารจากสำนวนที่ยังไม่ได้รับคือสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งขณะที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์นั้นยังพิมพ์ไม่แล้วเสร็จ อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการบังคับของโจทก์ สำเนาคำพิพากษาเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิรุณ สุพรบวร
จำเลย — นายประสิทธิ์ ทะกูต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2548
#113220
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ถ้าไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามภูมิลำเนาจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้รอโจทก์แถลง แต่โจทก์ก็ไม่ได้แถลงว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าว แต่กลับพิจารณาพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี และกรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,188,265 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 814,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ และโจทก์มิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างใดภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำสั่งที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,094,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2538) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับอุทธรณ์และให้โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ถ้าไม่แถลงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้วปรากฏว่าส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้รอโจทก์แถลง แต่โจทก์ไม่มาแถลงว่าจะดำเนินการอย่างใดต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องเช่นว่านั้นก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 และที่โจทก์แก้ฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์โดยคำพิพากษาเช่นนี้ แสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปตามมาตรา 133 นั้น เห็นว่า การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาใด จะต้องปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์โดยมิได้พิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาเพื่อพิจารณาสั่งถึงพฤติการณ์ของโจทก์ที่อาจถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ การดำเนินกระบวนพิจารณาชี้ขาดอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กระทำไปจึงเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติไปตามลำดับของกระบวนพิจารณา อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ออกเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 133 ดังที่โจทก์แก้ฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาในเรื่องที่โจทก์มิได้แถลงเพื่อดำเนินอย่างไรในกรณีที่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาไปตามกระบวนพิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 133 ม. 174 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภาภรณ์ เวชรัชต์พิมล
จำเลย — นางสง่า เม็งสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2548
#268025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนของหมั้น สินสอด และชดใช้ค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาหมั้นแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 169,500 บาท จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นมารดาและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 หมั้นและสมรสกันตามประเพณีศาสนาอิสลาม ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท ราคา 12,000 บาท ของหมั้น ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 12,000 บาท แทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินสินสอด 50,000 บาท ชดใช้ค่าใช้จ่าย 7,500 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 169,500 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงเรื่องการจดทะเบียนสมรสภายหลังทำพิธีสมรสตามประเพณีได้อยู่กินเป็นสามีภริยากัน 4 วัน แล้ว โจทก์ไม่ยอมไปหาจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนของหมั้น สินสอด และชดใช้ค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาหมั้นแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 169,500 บาท จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงตามสัญญาหมั้น ขอให้บังคับตามฟ้อง จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมธ โต๊ะเส็น
จำเลย — นางสาวอาลิษา มะหะหมัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2548
#271048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนของหมั้น สินสอด และชดใช้ค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาหมั้นแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 169,500 บาท เป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นมารดาและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 หมั้นและสมรสกันตามประเพณีศาสนาอิสลาม ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 คืนสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท ราคา 12,000 บาท ของหมั้น ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 12,000 บาท แทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินสินสอด 50,000 บาท ชดใช้ค่าใช้จ่าย 7,500 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 169,500 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนของหมั้น สินสอด และชดใช้ค่าเสียหาย เพราะผิดสัญญาหมั้นแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 169,500 บาท จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงตามสัญญาหมั้นขอให้บังคับตามฟ้อง จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมธ โต๊ะเส็น
จำเลย — นางสาวอาลิษา มะหะหมัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584 -ที่ 2585/2548
#113290
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนฯ กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ถูกต้องตามขั้นต้นของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แม้จะระบุไว้ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ข้อ 2 (1) ว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ก็ตาม แต่ในข้อ 8 ก็ระบุว่า ถ้ามีการคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงยินยอมให้คิดราคาค่าทดแทนตามจำนวนเนื้อที่ที่ซื้อขายตามความเป็นจริงที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว เนื้อที่ที่ถูกเวนคืนที่ระบุไว้ในข้อ 2 (1) ดังกล่าว เป็นการประมาณการ แต่เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินจึงทราบเนื้อที่ที่ดินจำนวนที่แน่อนอนว่าถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 30.90 ตารางวา มากกว่าที่ประมาณการไว้เนื้อที่ 42.90 ตารางวา ซึ่งก็คือจำนวนเดียวกันกับที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ มาตั้งแต่ต้นอันเป็นส่วนเดียวกันกับที่โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายฯ ที่ทำขึ้นถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ ดังนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินเนื้อที่ 42.90 ตารางวา คืนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้มีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความชุดเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกันมาโดยสำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 71,928,801 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 65,389,820 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 ตำบลบางค้อหรือบางขุนเทียน (คุ้งเผาถ่าน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 42.90 ตารางวา ส่วนที่เกินจากเนื้อที่ที่เวนคืนคืนให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินส่วนดังกล่าวคืนได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,288,663 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 1,176,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนภายหลังรังวัดแบ่งแยกแล้วเพิ่มขึ้นอีก 42.90 ตารางวา ตารางวาละ 8,000 บาท เพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกจำนวน 343,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาคำนวณเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เว้นแต่จำเลยจะได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินเนื้อที่ 42.90 ตารางวา คืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนจะถูกกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ในกรณีนี้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจอมทอง เขตภาษีเจริญ เขตบางขุนเทียน และเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2537 มาตรา 5 ได้กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้ มีส่วนแคบที่สุดสี่ร้อยห้าสิบเมตรและส่วนกว้างที่สุดหนึ่งพันห้าร้อยเมตร ทั้งนี้ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งที่ดินของโจทก์อยู่ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ ไม่มีอำนาจและไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้ที่ดินเนื้อที่ 42.90 ตารางวานี้อยู่ในแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแต่อย่างใด ที่ดินเนื้อที่ 42.90 ตารางวา ของโจทก์นี้เป็นส่วนที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ ด้วย ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แล้วตารางวาละ 7,000 บาท และต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินทดแทนฯ กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 ซึ่งอยู่ภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แม้จะระบุไว้ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ข้อ 2 (1) ว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ก็ตาม แต่ในข้อ 8 ก็ระบุว่า ถ้ามีการคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงยินยอมให้คิดราคาค่าทดแทนตามจำนวนเนื้อที่ที่ซื้อขายตามความเป็นจริงที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว เนื้อที่ที่ถูกเวนคืนที่ระบุไว้ในข้อ 2 (1) ดังกล่าว เป็นการประมาณการ แต่เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินจึงทราบเนื้อที่ที่ดินจำนวนที่แน่นอนว่าถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 30.90 ตารางวา มากกว่าที่ประมาณการไว้เนื้อที่ 42.90 ตารางวา ซึ่งก็คือจำนวนเดียวกันกับที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนมาตั้งแต่ต้นอันเป็นส่วนเดียวกันกับที่โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายฯ กันที่ทำขึ้นถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ ดังนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินเนื้อที่ 42.90 ตารางวา คืนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้ตามอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยไว้ตารางวาละ 8,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 343,200 บาท ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบล จันทร์เดช
จำเลย — กรมโยธาธิการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2548
#113309
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 แต่มิได้อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บนบ้านชั้นสอง ทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกันปิดประตูบ้านบนชั้นสองเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะ รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกันปิดประตูบ้านบนชั้นสอง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 บุตรชายของจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาก็พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ป.อ. มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติก และเทปพลาสติกสีดำของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 18 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี คำรับสารภาพ ชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติกและเทปพลาสติกสีดำของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยทั้งสองและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 950 เม็ด น้ำหนัก 84.560 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 26.290 กรัม เป็นของกลาง อีกทั้งคดียังฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่ง จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง ตามฟ้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า พยานผู้จับกุมทั้งสองเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง สอดคล้องต้องกัน อีกทั้งข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่เบิกความรับว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 นั่งล้างจานอยู่ ได้ยินเสียงคนมา เรียกข้างห้องน้ำหลังบ้าน จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าเป็นเพื่อนของจำเลยที่ 1 มาเรียก จำเลยที่ 2 จึงไปยืนเรียกจำเลยที่ 1 ที่หน้าบันไดบ้านบอกให้เปิดประตูนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะจำเลยทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน จึงไม่มีเหตุผลอย่างยิ่งที่ขณะที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดากำลังล้างจานอยู่ที่ชั้นล่าง แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บนบ้านจะต้อง ปิดประตูบ้าน ถึงขนาดต้องร้องเรียกให้เปิดประตู แต่ข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลของจำเลยที่ 2 เช่นนี้ กลับเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของพยานโจทก์ให้เชื่อได้ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ร้องบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีตำรวจมา และจำเลยทั้งสองได้ปิดประตูบ้านบนชั้นสองกับได้มีการโยนเมทแอมเฟตามีนของกลางลงจากหน้าต่างบนชั้นสองของบ้านจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังได้เพียงว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เพียงแต่ ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บนบ้านชั้นสองทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกันปิดประตูบ้านบนชั้นสองเท่านั้น ซึ่งเมื่อวินิจฉัยประกอบคำเบิกความของนายชาตรี พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกบ้านของพยาน เมื่อสามีเก่าของจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่และไปอยู่กับสามีใหม่ที่ตำบลทัพหลวงประมาณ 3 ปี ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ในบ้านที่เกิดเหตุพยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จริงตามฟ้อง แต่การที่จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีตำรวจมาและร่วมกับจำเลยที่ 1 ปิดประตูบ้านบนชั้นสอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 บุตรชายของจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดดังกล่าวเข้าลักษณะเป็น ผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 และแม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดเพียงฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 จำคุก 12 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายปรีชา คงนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวิเทพ ศิริพากย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2548
#267421
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการ วันที่ 21 กันยายน 2545 จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ทัศนคติในการทำงานไม่ตรงกันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ให้โจทก์ลาออกจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษาครอบครัว 3 วัน ในวันดังกล่าวจำเลยขอรถประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืนและในช่วง 3 วันดังกล่าวโจทก์ไม่ต้องมาทำงาน หลังจากครบกำหนด 3 วันแล้วโจทก์ไม่ได้เข้าไปทำงานให้จำเลยอีก จำเลยจึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 การกระทำของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีก มิได้ให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวข้างต้น พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 800,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง และอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 แล้วหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเลิกจ้างเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้ คดีนี้ในการประชุมกันนางธีรนาฎขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในการประชุมนั้นนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะยอมลาออกตามความประสงค์ของนางธีรนาฎหรือไม่ ก่อนที่นางธีรนาฎจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป แต่ข้อเท็จจริงหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่ กลับปรากฏว่าในวันดังกล่าวนั้นเองนางธีรนาฎขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ซึ่งหากนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนดังที่แจ้งโจทก์ในที่ประชุมกันก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนเสียตั้งแต่วันนั้น และไม่มีเหตุผลใดที่จะให้โจทก์หยุดทำงาน การกระทำของนางธีรนาฎมีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีก มิได้ให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวในที่ประชุม พฤติการณ์ของนางธีรนาฎถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์แล้ว หาใช่เพิ่งเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยหรือไม่เพียงใดนั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยมาให้ครบถ้วน จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนำศักดิ์ ศิริวิวัฒน์
จำเลย — บริษัทบ้านแพนเอนจิเนียริ่ง แอนด์โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2548
#268164
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้ แม้ในที่ประชุม ธ. ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทจำเลยจะขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจว่าจะยอมลาออกหรือไม่ ก่อนที่ ธ. จะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป แต่กลับปรากฏว่าในวันนั้นเอง ธ. ขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้ โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน การกระทำของ ธ. มีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีกมิได้ให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวในที่ประชุม ถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนแล้วมิใช่เพิ่งเลิกจ้างนับแต่วันที่จำเลยคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2526 บริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด ได้จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ต่อมาปี 2527 บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เลเธอร์ แฟชั่น จำกัด ได้รับโอนโจทก์ไปเป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการโดยนับอายุงานต่อเนื่อง และได้โอนไปทำงานที่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจรองเท้าอีกแห่งหนึ่ง โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ในปี 2531 บริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด ได้รับโอนโจทก์ไปเป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการ และโอนย้ายจากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ จำกัด (มหาชน) ไปยังบริษัทบางกองรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศโดยนับอายุงานต่อเนื่องทั้งสองบริษัท ต่อมาในปี 2537 เดือนตุลาคมได้โอนย้ายจากบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด ไปทำงานที่บริษัทสหรัตนนคร จำกัด ตำแหน่งกรรมการ โดยนับอายุงานต่อเนื่องทั้งสามบริษัท ในปี 2542 ในส่วนบริษัทสหรัตนนคร จำกัด ได้มีการโอนให้ไปทำงานที่บริษัทจำเลย ตำแหน่งรองประธานกรรมการโดยนับอายุงานต่อเนื่อง ในเดือนพฤศจิกายน 2543 บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บังคับให้เขียนใบสมัครใหม่ และให้โอนย้ายไปบริษัทจำเลยโดยนับอายุงานต่อเนื่อง เดือนกุมภาพันธ์ 2545 บริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือโอนย้ายไปที่บริษัทจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับโอน และบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ระงับการจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ โจทก์จึงถือว่าครั้งสุดท้ายโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย (เริ่ม 1 สิงหาคม 2526 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2545) ตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 80,000 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 20 ของเดือน ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้ประจำ ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 8,000,000 บาท โจทก์ทำงานติดต่อกันมา 19 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 800,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 60 วัน คิดเป็นเงิน 160,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 800,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องและอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินชดเชยนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2545 จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจต่าง ๆ ของจำเลย และพ้นจากหน้าที่อื่นตามที่จำเลยมอบหมาย และมีคำสั่งให้โจทก์เข้ามาปฏิบัติงานที่สำนักงานกรุงเทพมหานครทำหน้าที่บริหารงานทั่วไปตั้งแต่วันดังกล่าวเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ผลการประกอบการในธุรกิจที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์กำกับดูแลและบริหารลดต่ำลง โจทก์ไม่ทุ่มเทเวลาทำงาน ละทิ้งหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ขอเวลาในการพิจารณาคำสั่งดังกล่าว 3 วัน หลังจากครบ 3 วันแล้ว โจทก์มิได้มาปฏิบัติงานกับจำเลย โดยโจทก์ขาดงานไปตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2545 เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วัน ทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างและงดจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินส่วน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเพียง 1 ปี 10 เดือน หากมีสิทธิได้รับค่าชดเชยก็เพียง 240,000 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่เกินค่าจ้าง 1 เดือน เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจหอพัก สิ่งแวดล้อม ขนส่งรถเช่า น้ำดื่มและพัฒนาที่ดิน มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 คณะกรรมการโจทก์ (ที่ถูกน่าจะเป็นคณะกรรมการจำเลย) ได้มอบหมายให้นางธีรนาฎ โชควัฒนา เป็นประธานกรรมการบริหาร มีอำนาจในการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยรวมตลอดถึงการจ้างและเลิกจ้างพนักงาน จำเลยเป็นบริษัทหนึ่งในบริษัทกลุ่มแพนบริษัทในกลุ่มแพนมีอยู่ประมาณ 60 บริษัท รวมทั้งบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทสหรัตนนคร จำกัด และบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ตามที่ปรากฏรายชื่อบริษัทในเอกสารหมาย จ.2 บริษัทในกลุ่มแพนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต่างกัน แต่กรรมการในบริษัทหนึ่งอาจเป็นกรรมการในอีกบริษัทหนึ่งในกลุ่ม บริษัทในกลุ่มแพนนี้มีนายณรงค์ โชควัฒนา สามีของนางธีรนาฎเป็นประธานกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2526 โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และได้ย้ายไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มแพนอีกหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทสหรัตนนคร จำกัด และบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) สุดท้ายทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2545 โจทก์เข้าร่วมประชุมกับนางธีรนาฎและนายเผด็จ สรงประภา รองผู้อำนวยการอีกคนหนึ่ง นางธีรนาฎแจ้งโจทก์ว่า ทัศนคติในการทำงานไม่ตรงกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ให้โจทก์ลาออกจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ในวันดังกล่าวนางธีรนาฎขอรถประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน และในช่วงระยะเวลา 3 วัน ดังกล่าวโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน หลังจากครบกำหนดระยะเวลา 3 วันแล้ว โจทก์ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติงานให้จำเลยอีก จำเลยจึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 แล้วหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเลิกจ้างเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้ คดีนี้แม้ในการประชุมกันนางธีรนาฎจะขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในการประชุมนั้นนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะยอมลาออกตามความประสงค์ของนางธีรนาฎหรือไม่ ก่อนที่นางธีรนาฎจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป แต่ข้อเท็จจริงหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่ กลับปรากฏว่าในวันดังกล่าวนั้นเองนางธีรนาฎขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ซึ่งหากนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนดังที่แจ้งโจทก์ในที่ประชุมกันก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนเสียตั้งแต่วันนั้นและไม่มีเหตุผลใดที่จะให้โจทก์หยุดทำงาน การกระทำของนางธีรนาฎมีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีกมิได้ให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวในที่ประชุม พฤติการณ์ของนางธีรนาฎถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์แล้วหาใช่เพิ่งเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยหรือไม่เพียงใดนั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยมาให้ครบถ้วน จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนำศักดิ์ ศิริวิวัฒน์
จำเลย — บริษัทบ้านแพนเอนจิเนียริ่ง แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2548
#271051
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเพราะเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่ดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเลิกจ้างเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้

ธ. ประธานกรรมการบริหารของจำเลยแจ้งในที่ประชุมว่าขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง ธ. ขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ซึ่งหาก ธ. ยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนดังที่แจ้งต่อโจทก์ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องเรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนเสียตั้งแต่วันนั้น และไม่มีเหตุผลใดที่จะให้โจทก์หยุดทำงาน การกระทำของ ธ. มีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีก ถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์แล้ว หาใช่วันที่จำเลยคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยอันเป็นระยะเวลาหลังจากนั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2526 บริษัทแพนเอเซีย ฟุตแวร์ จำกัด ได้จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ต่อมาบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เลเธอร์แฟชั่น จำกัด ได้รับโอนโจทก์ไปเป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการโดยนับอายุงานต่อเนื่องและได้โอนไปทำงานที่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจรองเท้าอีกแห่งหนึ่ง โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ในปี 2531 บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด ได้รับโอนโจทก์ไปเป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการ และโอนย้ายจากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ จำกัด (มหาชน) ไปยังบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ โดยนับอายุงานต่อเนื่องทั้งสองบริษัท ต่อมาในปี 2537 เดือนตุลาคมได้โอนย้ายจากบริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด ไปทำงานที่บริษัทสหรัตนนคร จำกัด ตำแหน่งกรรมการ โดยนับอายุงานต่อเนื่องทั้งสามบริษัท ในปี 2542 ในส่วนบริษัทสหรัตนนคร จำกัด ได้มีการโอนให้ไปทำงานที่บริษัทจำเลย ตำแหน่งรองประธานกรรมการ โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ในเดือนพฤศจิกายน 2543 บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บังคับให้เขียนใบสมัครใหม่ และให้โอนย้ายไปบริษัทจำเลยโดยนับอายุงานต่อเนื่อง เดือนกุมภาพันธ์ 2545 บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือโอนย้ายไปที่บริษัทจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับโอน และบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ระงับการจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ โจทก์จึงถือว่าครั้งสุดท้ายโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย (เริ่ม 1 สิงหาคม 2526 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2545) ตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 80,000 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 20 ของเดือน ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้ประจำ ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 8,000,000 บาท โจทก์ทำงานติดต่อกันมา 19 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 800,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 60 วัน คิดเป็นเงิน 160,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 800,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง และอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณกลางปี 2542 โจทก์มาขอทดลองปฏิบัติงานกับจำเลย มิได้มีฐานะเป็นลูกจ้าง ในที่สุดโจทก์สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างเดือนละ 80,000 บท โจทก์เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา โดยจำเลยไม่ได้ตกลงรับโอนอายุการทำงานของโจทก์มาจากบริษัทต่างๆ ตามที่โจทก์ฟ้อง การจ่ายเงินเดือนจำเลยจะประกาศกำหนดวันจ่ายตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย แต่คิดคำนวณค่าจ้างถึงวันสิ้นเดือนของทุกๆ เดือน จึงถือว่ามีกำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2545 จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจต่างๆ ของจำเลยและพ้นจากหน้าที่อื่นตามที่จำเลยมอบหมาย และมีคำสั่งให้โจทก์เข้ามาปฏิบัติงานที่สำนักงานกรุงเทพมหานครทำหน้าที่บริหารงานทั่วไปตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ผลการประกอบการในธุรกิจที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์กำกับดูแลและบริหารลดต่ำลง โจทก์ไม่ทุ่มเทเวลาทำงาน ละทิ้งหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ขอเวลาในการพิจารณาคำสั่งดังกล่าว 3 วัน หลังจากครบ 3 วันแล้ว โจทก์มิได้มาปฏิบัติงานกับจำเลย โดยโจทก์ขาดงานไปตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2545 เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างและงดจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินส่วน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเพียง 1 ปี 10 เดือน หากมีสิทธิได้รับค่าชดเชยก็เพียง 240,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่เกินค่าจ้าง 1 เดือนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจหอพัก สิ่งแวดล้อม ขนส่งรถเช่า น้ำดื่มและพัฒนาที่ดิน มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 คณะกรรมการโจทก์ (ที่ถูกน่าจะเป็นคณะกรรมการจำเลย) ได้มอบหมายให้นางธีรนาฎ โชควัฒนา เป็นประธานกรรมการบริหาร มีอำนาจในการบริหารงานต่างๆ ของจำเลยรวมตลอดถึงการจ้างและเลิกจ้างพนักงาน จำเลยเป็นบริษัทหนึ่งในบริษัทกลุ่มแพน บริษัทในกลุ่มแพนมีอยู่ประมาณ 60 บริษัท รวมทั้งบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทสหรัตนนคร จำกัด และบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ตามที่ปรากฏรายชื่อบริษัทในเอกสารหมาย จ.2 บริษัทในกลุ่มแพนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทต่างกัน แต่กรรมการในบริษัทหนึ่งอาจเป็นกรรมการในอีกบริษัทหนึ่งในกลุ่ม บริษัทในกลุ่มแพนนี้มีนายณรงค์ โชควัฒนา สามีของนางธีรนาฎเป็นประธานกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2526 โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และได้ย้ายไปทำงานในบริษัทต่างๆ ในกลุ่มแพนอีกหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทสหรัตนนคร จำกัด และบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) สุดท้ายทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2545 โจทก์เข้าร่วมประชุมกับนางธีรนาฎและนายเผด็จ สรงประภา รองผู้อำนวยการอีกคนหนึ่ง นางธีรนาฎแจ้งโจทก์ว่า ทัศนคติในการทำงานไม่ตรงกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ให้โจทก์ลาออกจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ในวันดังกล่าวนางธีรนาฎขอรถประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืน และในช่วงระยะเวลา 3 วันดังกล่าว โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน หลังจากครบกำหนดระยะเวลา 3 วันแล้ว โจทก์ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติงานให้จำเลยอีก จำเลยจึงคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 แล้วหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่ามีการเลิกจ้างแล้วหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำของนายจ้างประกอบด้วย จะพิจารณาเพียงว่ามีการบอกกล่าวเลิกจ้างด้วยวาจาหรือเลิกจ้างเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ย่อมไม่ได้ คดีนี้แม้ในการประชุมกับนางธีรนาฎจะขอให้โจทก์ลาออกโดยจะให้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน และให้เวลาโจทก์ปรึกษากับครอบครัวก่อน 3 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในการประชุมนั้นนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะยอมลาออกตามความประสงค์ของนางธีรนาฎหรือไม่ก่อนที่นางธีรนาฎจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป แต่ข้อเท็จจริงหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่กลับปรากฏว่าในวันดังกล่าวนั้งเองนางธีรนาฎขอรถยนต์ประจำตำแหน่งที่โจทก์ใช้อยู่คืนโดยในช่วงระยะเวลา 3 วันนี้โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ซึ่งหากนางธีรนาฎยังให้โอกาสโจทก์ตัดสินใจเสียก่อนดังที่แจ้งโจทก์ในที่ประชุมกันก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องเรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนเสียแต่วันนั้น และไม่มีเหตุผลใดที่จะให้โจทก์หยุดทำงาน การกระทำของนางธีรนาฎมีลักษณะไม่ยอมให้โจทก์ทำงานให้จำเลยอีกมิได้ให้โอกาสโจทก์ดังที่กล่าวในที่ประชุม พฤติการณ์ของนางธีรนาฎถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่เรียกเอารถประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์แล้ว หาใช่เพิ่งเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยหรือไม่เพียงใจนั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยมาให้ครบถ้วน จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนำศักดิ์ ศิริวัฒน์
จำเลย — บริษัทบ้านแพนเอนจิเนียริ่ง แอนด์โฮลดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2548
#411398
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ตามสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ให้นำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ได้นำงานวรรณกรรมนั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้เมื่อปี 2528 ซึ่งเป็นการสร้างภาพยนตร์ภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาดังกล่าวในปี 2527 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ได้ทำไว้กับโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้นแล้ว

จำเลยที่ 1 นำงานวรรณกรรมของโจทก์มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จึงมีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ที่ได้ดัดแปลงขึ้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือนำออกโฆษณาซึ่งงานภาพยนตร์ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้น ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้นแก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้นตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ทันทีที่สร้างสรรค์งานภาพยนตร์นั้นเสร็จ และมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้นเพิ่มขึ้นอีกตามมาตรา 15 (3) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในวันที่ 22 มีนาคม 2538 อันเป็นวันที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ โดยมีอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เป็นเวลา 50 ปี นับแต่ปี 2528 อันเป็นปีที่จำเลยที่ 1 ได้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์นั้นขึ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 18 ประกอบมาตรา 16 วรรคท้าย

อย่างไรก็ตามสิทธิที่จำเลยที่ 1 มี นั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เดิมที่ถูกดัดแปลงนั้น ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 ดัดแปลงวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในงานวรรณกรรมคงมีอยู่ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ซึ่งมีอยู่ตลอดชีวิตของโจทก์ผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีก 30 ปีนับแต่โจทก์ถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 5 (ข) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ โดยโจทก์ไม่มีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ เพราะเป็นงานอันเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานภาพยนตร์มีลิขสิทธิ์เรื่องผีเสื้อและดอกไม้ เป็นงานในรูปแบบใดก็ได้ อันเป็นสิทธิที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะระบุให้จำเลยที่ 1 สามารถนำภาพยนตร์ที่สร้างไว้ออกทำซ้ำและเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ โดยไม่ได้ระบุถึงการทำในรูปแบบวิดีโอซีดี ก็ไม่ทำให้สิทธิแต่ผู้เดียวของจำเลยที่ 1 ในการทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพยนตร์ดังกล่าว อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและได้มาโดยผลของกฎหมายนั้นเสียไป เพราะโจทก์มีสิทธิที่จะกำหนดเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ของตนได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของตนเท่านั้น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 7 นำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้อันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไปทำซ้ำและนำออกจำหน่ายในวัสดุรูปแบบวิดีโอซีดีจึงไม่ใช่การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานวรรณกรรมเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ซึ่งโจทก์มีลิขสิทธิ์ จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 27, 31, 69, 70, 74, 75 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งแปดนำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ซึ่งโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำงานวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ไปทำซ้ำ หรือดัดแปลงเป็นวิดีโอซีดีเพื่อขายและมีไว้เพื่อขายเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในปี 2527 บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ให้นำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภายใน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญาดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ได้นำงานวรรณกรรมนั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เมื่อปี 2528 ซึ่งเป็นการสร้างภาพยนตร์ภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาดังกล่าวในปี 2527 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ได้ทำไว้กับโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้นแล้ว การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 นำงานวรรณกรรมของโจทก์มาสร้างเป็นภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดัดแปลงนั้นจึงมีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ที่ได้ดัดแปลงขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เดิมที่ถูกดัดแปลงนั้น ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดัดแปลงวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ กล่าวคือบริษัทจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ที่ได้ดัดแปลงย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาซึ่งงานภาพยนตร์ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้นให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้นแก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้นตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ทันทีที่สร้างสรรค์งานภาพยนตร์นั้นเสร็จในปี 2528 และมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้นเพิ่มขึ้นอีกตามมาตรา 15 (3) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในวันที่ 22 มีนาคม 2538 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ โดยมีอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เป็นเวลา 50 ปี นับแต่ปี 2528 อันเป็นปีที่บริษัทจำเลยที่ 1 ได้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์นั้นขึ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 18 ประกอบมาตรา 16 วรรคท้าย แต่ทั้งนี้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์เฉพาะในงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เดิมที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี 2518 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มาตรา 4 และมาตรา 7 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานวรรณกรรมนั้นขึ้น สิทธิแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 13 และมาตรา 50 วรรคหนึ่ง และสิทธิแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 และ 78 วรรคหนึ่ง มิได้ถูกกระทบกระเทือน สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในงานวรรณกรรมนั้นมีอยู่อย่างไร ก็คงมีอยู่อย่างนั้นตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ซึ่งมีอยู่ตลอดชีวิตของโจทก์ผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีก 30 ปีนับแต่โจทก์ถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มาตรา 5 (ข) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เสร็จในปี 2518 โจทก์ไม่มีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ที่จำเลยที่ 1 ได้ดัดแปลงจากงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์เพราะมิได้เป็นผู้ดัดแปลงสร้างสรรค์ภาพยนตร์นั้น ดังนี้ สิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ จึงเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพยนตร์นั้นเป็นงานในรูปแบบใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นรูปของภาพยนตร์ เทปบันทึกภาพยนตร์ ภาพยนตร์โทรทัศน์ แถบบันทึกภาพและเสียง หรือแม้แต่ในรูปของวิดีโอซีดี ซึ่งขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ในปี 2528 ยังไม่มีก็ตาม เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะระบุว่า จำเลยที่ 1 สามารถนำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ที่สร้างไว้ออกทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในรูปแบบต่าง ๆ อันได้แก่ ภาพยนตร์ เทปบันทึกภาพยนตร์ ภาพยนตร์โทรทัศน์ และแถบบันทึกภาพและเสียงได้ตลอดไปโดยมิได้ระบุถึงการทำในรูปแบบของวิดีโอซีดีเพราะขณะนั้นยังไม่มีด้วยก็ตามก็ไม่ทำให้สิทธิแต่ผู้เดียวของจำเลยที่ 1 ในการทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไม่ว่าในรูปแบบใดรวมทั้งในรูปของวิดีโอซีดีที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและได้มาโดยผลของกฎหมายนั้นเสียไป โจทก์มีสิทธิที่จะกำหนดเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ของตนได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำซ้ำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ในปี 2543 จึงเป็นการทำซ้ำแก่งานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของตนตามสิทธิที่มีอยู่ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 (1) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ก็ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มิได้ทำซ้ำแก่งานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 7 ซึ่งมีจำเลยที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ อันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไปทำซ้ำและนำออกจำหน่ายในวัสดุรูปแบบวิดีโอซีดีเมื่อปี 2543 นั้นก็เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนในการทำซ้ำและดัดแปลงที่มีอยู่ในงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 (5) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง การอนุญาตให้จำเลยที่ 7 ใช้สิทธิดังกล่าวมิใช่การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ซึ่งโจทก์มีลิขสิทธิ์อันจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 (1) หรือ (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 7 นำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ไปทำซ้ำเป็นวิดีโอซีดีจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวของโจทก์เช่นกัน สำหรับบริษัทจำเลยที่ 7 โดยจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นผู้ทำซ้ำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นวิดีโอซีดีนั้น แม้งานภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ จะมีงานวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดัดแปลงงานวรรณกรรมนั้นเป็นงานภาพยนตร์และงานภาพยนตร์นั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงงานภาพยนตร์นั้นได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้นก่อน เมื่อจำเลยที่ 7 โดยจำเลยที่ 8 ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ให้นำงานภาพยนตร์นั้นไปทำซ้ำเป็นวิดีโอซีดี จำเลยที่ 7 โดยจำเลยที่ 8 จึงมีสิทธิโดยชอบตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 ที่จะทำซ้ำแก่งานภาพยนตร์นั้นเป็นวิดีโอซีดีได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ก่อน การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 7 โดยจำเลยที่ 8 ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ของโจทก์เช่นกัน เพราะจำเลยที่ 7 และที่ 8 มิได้ทำซ้ำแก่งานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยทั้งแปดนำภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ซึ่งโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ไปทำซ้ำเป็นวิดีโอซีดีเพื่อขายและมีไว้เพื่อขายดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 5 (ข) ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 9 ม. 13 ม. 16 วรรคท้าย ม. 18 ม. 50 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (3) ม. 27 (1) ม. 27 (2) ม. 31 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมกุฎ มกุฎอรฤดี
จำเลย — บริษัทไฟว์สตาร์โปรดักชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2548
#268016
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เกินเวลา 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดแล้วตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 41 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 40 วรรคสองดังกล่าวซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงานบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำ ป.วิ.พ. มารา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าโดยชอบ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมาเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 3 เดือน สินจ้างแทนการบอกล่วงหน้า 1 เดือน รวมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 และ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ด้วย

จำเลยขาดนัด ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 28,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 4,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 มีใจความว่าจำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อพนักงานของจำเลยรับหมายแล้วพนักงานของจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยเพิ่งทราบเรื่องคดีนี้ตอนที่เจ้าพนักงานบังคับได้มายึดทรัพย์จำเลย ฉะนั้น จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัด หากมีโอกาสพิจารณาหรือต่อสู้คดีใหม่ จำเลยต้องชนะคดีแน่ จึงขออนุญาตให้จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีด้วย โดยขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและมีคำสั่งว่าคดีนี้ได้ส่งหมายเรียกจำเลยโดยทางไปรษณีย์ตอบรับได้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 กับส่งคำบังคับให้จำเลยได้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยมายื่นคำร้องนี้เกิน 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จำเลยไม่ได้แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงเหตุแห่งความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในกำหนด จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์เป็นใจความว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีแรงงานในศาลแรงงานด้วย และคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยวันที่ 29 ตุลาคม 2545 จำเลยมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่งแล้ว เหตุนี้จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 มีข้อความว่า "หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่งไปยังจำเลยแล้วและจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว แต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี จึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว" ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง การที่จำเลยมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ แต่เกินเวลา 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดแล้วตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 41 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 40 วรรคสองดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงานบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพล ไพรงาม
จำเลย — บริษัทไทยสตีลรีด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2548
#268159
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการแถบสี "น้ำเงิน - เขียว" ที่ไม่มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยรับผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายบริการ ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ส่วนรูปสัญลักษณ์และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก" นั้น จำเลยใช้ป้ายรณรงค์ที่เลียนแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์มือของโจทก์เพียงแต่ของโจทก์ใช้สัญลักษณ์มือขวา ส่วนของจำเลยนำสัญลักษณ์มือซ้ายมาใช้ นอกจากนั้น ยังมีข้อความล้อเลียน โดยใช้คำว่า "เราชาวไทย" แต่ ความผิดตามมาตรา 272 (1) จะต้องเป็นการตั้งใจให้เหมือนของโจทก์ในลักษณะปลอมไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ จึงไม่มีความผิด และความผิดตามมาตรา 272 (2) จะต้องเป็นการเลียนป้ายหรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน จนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าสถานที่ประกอบการค้าของโจทก์อยู่ใกล้เคียง ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ถึงวันฟ้อง ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสองให้บริการสถานีบริการน้ำมันและจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ โดยเอาเครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ตามฟ้องไปใช้ โดยแสดงหรือทำให้ปรากฏอยู่ ณ ป้ายแสดงเครื่องหมายบริการริมถนนบนหลังคาคลุมแท่นตู้จ่ายน้ำมัน และกล่องไฟเหนือตู้จ่ายน้ำมันจำนวน 4 สถานี โดยจำเลยทั้งสองทราบดีว่า เครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ ทั้งนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหรือผู้พบเห็นสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้า เหตุเกิดที่ตำบลบางกระสอ และตำบลบางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี แขวงบางโคล่ (บางเขน) เขตยานนาวา (บางรัก) และแขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และ 272 ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ เครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" และชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก"

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเครื่องหมายบริการแถบสี "น้ำเงิน - เขียว" โดยไม่มีลัษณะพิเศษนั้น ไม่ใช่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในความหมายแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ สำหรับรูปสัญลักษณ์และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก" นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของนายประวิทย์ สุนทรสิทธิพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองใช้ป้ายรณรงค์ที่เลียนแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์มือของโจทก์เพียงแต่ของโจทก์นั้นใช้สัญลักษณ์มือขวา ส่นของจำเลยทั้งสองนั้นได้นำสัญลักษณ์มือซ้ายมาใช้ นอกจากนั้น ยังมีข้อความล้อเลียน โดยใช้คำว่า "เราชาวไทย" เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องเป็นการนำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ที่นำมาใช้นี้ต้องนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกัน หรือในรูป รอยประดิษฐ์ ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอมไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบดังที่พยานโจทก์เบิกความ ส่วนการที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (2) นั้น จะต้องเป็นการเลียนป้าย หรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน จนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าสถานที่ประกอบการค้าของโจทก์อยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และไม่อาจรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดใบเพชรทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2548
#271011
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" โดยไม่มีลักษณะพิเศษนั้นไม่ใช่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ในความหมายแห่งบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 272 (1) สำหรับรูปลักษณ์และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก" นั้น จำเลยทั้งสองใช้ป้ายรณรงค์ที่เลียนแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์มือของโจทก์ เพียงแต่ของโจทก์นั้นใช้สัญลักษณ์มือขวา ส่วนของจำเลยทั้งสองนำสัญลักษณ์มือซ้ายมาใช้ โดยมีข้อความล้อเลียนว่า "เราชาวไทย" แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องเป็นการนำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ที่นำมาใช้นี้ต้องนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกัน หรือในรูปรอยประดิษฐ์ ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอมไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ ส่วนการที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (2) นั้น จะต้องเป็นการเลียนป้ายหรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน จนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าสถานที่ประกอบการค้าของโจทก์อยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ถึงวันฟ้อง ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสองให้บริการสถานีบริการน้ำมันและจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่างๆ โดยเอาเครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ตามฟ้องไปใช้โดยแสดงหรือทำให้ปรากฏอยู่ ณ ป้ายแสดง เครื่องหมายบริการริมถนน บนหลังคาคลุมแท่นตู้จ่ายน้ำมัน และกล่องไฟเหนือตู้จ่ายน้ำมัน จำนวน 4 สถานี โดยจำเลยทั้งสองทราบดีว่า เครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการ ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของโจทก์ ทั้งนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหรือผู้พบเห็นสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้า เหตุเกิดที่ตำบลบางกระสอ และตำบลบางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี แขวงบางโคล่ (บางเขน) เขตยานนาวา (บางรัก) และแขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไทย กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และ 272 ห้ามจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" และชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก"

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" โดยไม่มีลักษณะพิเศษนั้น ไม่ใช่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ในความหมายแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายบริการ แถบสี "น้ำเงิน - เขียว" ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ สำหรับรูปลักษณ์และข้อความ "เราคนไทยใช้บางจาก" นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของนายประวิทย์ สุนทรสิทธิพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองใช้ป้ายรณรงค์ที่เลียนแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์มือของโจทก์ เพียงแต่ของโจทก์นั้นใช้สัญลักษณ์มือขวา ส่วนของจำเลยทั้งสองนั้นได้นำสัญลักษณ์มือซ้ายมาใช้ นอกจากนั้น ยังมีข้อความล้อเลียน โดยใช้คำว่า "เราชาวไทย" เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องเป็นการนำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ที่นำมาใช้นี้ต้องนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกัน หรือในรูปรอยประดิษฐ์ ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอมไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบดังที่พยานโจทก์เบิกความ ส่วนการที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (2) นั้น จะต้องเป็นการเลียนป้าย หรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน จนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าสถานที่ประกอบการค้าของโจทก์อยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และไม่อาจรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดใบเพชรทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2555/2548
#271009
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นซีดีเพลง แผ่นเอ็มพี 3 และแผ่นวิดีโอซีดีของกลาง แม้จะทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม แต่การจะสั่งให้ตกเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 ได้ ของกลางต้องยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดมาตรา 70 ด้วย เมื่อคดีไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จึงไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้แผ่นซีดีเพลง แผ่นเอ็มพี 3 และ แผ่นวิดีโอซีดี รวม 98 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อาร์. เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ที่บริเวณแผงลอยที่เกิดเหตุ ซีดีของกลางเป็นงานที่ได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม สำหรับคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวโดยการมีไว้เพื่อขาย เสนอขายซึ่งงานที่ได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือครอบครองแผงลอยที่เกิดเหตุและซีดีของกลาง แต่เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือครอบครองแผงลอยที่เกิดเหตุและซีดีของกลางจริงหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความเพียงว่า โจทก์ร่วมสืบทราบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ตลาดไนท์บาร์ซาร์และเมื่อไปถึงนายยอดชาย สุวรรณจักร เพียงผู้เดียวได้เดินเข้าไปที่แผงลอยที่เกิดเหตุเมื่อเห็นซีดีของกลางและสอบถามราคาจากจำเลยแล้ว นายยอดชายจึงเดินกลับมาบอกเจ้าพนักงานตำรวจที่ยืนคอยอยู่ห่างจากแผงลอยประมาณ 50 เมตร ซึ่งร้อยตำรวจเอกธราดล เหมพัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยไม่ได้เบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย คงเป็นเพียงรับฟังตามที่นายยอดชายแจ้งให้ทราบเท่านั้น ทั้งยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในข้อนี้ว่าก่อนที่จะมีการดำเนินคดีแก่จำเลย พยานได้ให้นายยอดชายไปทำการสืบให้แน่ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ก่อน ทั้งให้บอกตำหนิรูปพรรณของผู้กระทำความผิดด้วย แสดงว่าในขณะที่ไปถึงตลาดไนท์บาซาร์นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเพียงนายยอดชายเท่านั้นที่เบิกความว่า จำเลยเป็นผู้เสนอขายซีดีของกลาง ซึ่งลำพังการจับจำเลยได้ที่บริเวณแผงลอยที่เกิดเหตุยังไม่อาจถือเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของแผงลอยที่เกิดเหตุและซีดีของกลาง เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้นำสืบว่า แผงลอยที่เกิดเหตุมีการทำสัญญาเช่าสถานที่หรือไม่และใครเป็นผู้เช่าแผงลอยที่เกิดเหตุดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยอ้างว่าจำเลยประกอบอาชีพรับซ่อมนาฬิกาไม่ได้อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ แต่จำเลยไปรอรับบุตรใกล้ที่เกิดเหตุโดยอยู่กับนายมงคล จักรอินทร์ ซึ่งเปิดร้านขายแว่นตาใกล้กับแผงลอยที่เกิดเหตุและนายมงคลได้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยสนับสนุนความข้อนี้ด้วย สำหรับโจทก์และโจทก์ร่วมเองไม่ได้ถามค้านพยานจำเลยดังกล่าวให้ปรากฏข้อพิรุธเช่นใดเลย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับแผ่นซีดีเพลง 8 แผ่นเอ็มพี 3 จำนวน 37 แผ่น และแผ่นวิดีโอซีดี 53 แผ่น ของกลาง แม้จะทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมก็ตาม แต่การจะสั่งให้ตกเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ ของกลางต้องยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำผิดตามมาตรา 70 ด้วย เมื่อคดีไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จึงไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ร่วมได้"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้ของกลางตกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา