คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2548
#270398
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องได้ถูกศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลแพ่งธนบุรียังไม่ได้สั่งให้พ้นจากคดี แม้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาก็ตาม ผู้ร้องก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี และเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 109 (2) และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 29

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เนื่องจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร อ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ ล.101/2541 ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะผู้ร้องได้อุทธรณ์คดีที่ศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อศาลอุทธณ์ ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำพิพากษา คดียังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องจึงไม่ใช่บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร รับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องถูกศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามคดีของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล.101/2541 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 และศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี ขณะนี้ผู้ร้องได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรีต่อศาลอุทธรณ์ คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามหนังสือรับรองของศาลอุทธรณ์ที่ ศย.200/00541 ลงวันที่ 19 มกราคม 2548 ที่ผู้ร้องอ้างส่งศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29 บัญญัติว่า "บุคคลซึ่งจะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ" และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 109 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ

(1) ...

(2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี" ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าขณะที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้ถูกศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลแพ่งธนบุรียังไม่ได้สั่งให้พ้นจากคดี แม้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาก็ตาม ผู้ร้องก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี และเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 109 (2) การที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้นชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 109
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายประวิทย์ สายโอภาส
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
จิระ โชติพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 18/2548
#415619
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้น ไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๒ นายสามารถ มัททวีวงศ์ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมบัญชีกลาง ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ปค. ๒๓๓/๒๕๔๒ โดยอ้างว่า การดำเนินการสอบสวนทางวินัยของของกรมบัญชีกลางและ อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง และคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่นายสามารถไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกรมบัญชีกลางที่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และเพิกถอนคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๒/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ ให้ปลดออกจากราชการเนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงขณะรับราชการในตำแหน่งคลังจังหวัดยโสธรตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง และประพฤติชั่วตามมาตรา ๙๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๓/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ ให้ไล่ออกจากราชการเนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบขณะรับราชการในตำแหน่งคลังจังหวัดชัยภูมิตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ พร้อมทั้งให้เพิกถอนมติ อ.ก.พ. กระทรวงการคลังที่มีมติให้ไล่โจทก์ออกจากราชการทั้งสองมติ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ ทั้งนี้ หากไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งและมติดังกล่าวได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับเงินเดือน บำนาญ และบำเหน็จตกทอดแก่โจทก์ด้วย

อนึ่ง เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ก่อนฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง นายสามารถได้อุทธรณ์คำสั่งกรมบัญชีกลางทั้งสองคำสั่งต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๑๒๖ แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการอุทธรณ์และพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งต่อมา ก.พ. ได้แจ้งผลการพิจารณาว่า ก.พ. ได้พิจารณาอุทธรณ์และเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการแล้ว รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ทั้งสองเรื่อง หากประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รับแจ้งหรือทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายสามารถเห็นว่าข้อพิพาทดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเดียวกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังไว้ต่อศาลแพ่ง จึงเสนอคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๖ ขอให้มีคำพิพากษากลับคำวินิจฉัยของ ก.พ. ทั้งสองเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าคำวินิจฉัยของ ก.พ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง เมื่อศาลปกครองเปิดทำการแล้วจึงควรดำเนินคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ นายสามารถ ผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๕๘/๒๕๔๖ ขอให้ศาลเพิกถอนมติ ก.พ. ที่พิจารณาเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเรื่อง

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนทางวินัยของกรมบัญชีกลาง การพิจารณาลงมติลงโทษของผู้ฟ้องคดีของ อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง มติ ก.พ. ที่เห็นด้วยกับการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี ตลอดจนการพิจารณาอุทธรณ์และมีคำสั่งยกอุทธรณ์ตามที่ ก.พ. เสนอรองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมายตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเรื่อง เป็นการออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งในการพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลจำต้องพิจารณาถึงการที่กรมบัญชีกลางมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการว่าเป็นการดำเนินการและมีคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังต่อศาลแพ่ง คดีทั้งสองดังกล่าวนี้จึงเป็นคดีปกครองที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกัน และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เนื่องด้วยมาตรา ๑๐๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่าบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอื่นอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลนั้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปจนคดีถึงที่สุด ดังนี้ เมื่อขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังต่อศาลแพ่ง แม้คดีดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นคดีปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองยังไม่เปิดทำการ ศาลแพ่ง จึงเป็นศาลที่มีเขตอำนาจและเมื่อศาลแพ่งได้รับคดีไว้พิจารณาแล้ว แม้ต่อมาภายหลังศาลปกครองได้เปิดทำการ ศาลแพ่งก็จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปจนคดีถึงที่สุด คดีในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ปค. ๒๓๓/๒๕๔๒ จึงไม่อาจโอนมาพิจารณายังศาลปกครองได้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี แม้คดีนี้จะเป็นคดีปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เนื่องจากคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ปค. ๒๓๓/๒๕๔๒ มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น เพื่อให้คดีทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลใดศาลหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงเห็นควรให้ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่ได้รับคดีนี้ไว้พิจารณาตั้งแต่ต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปจนคดีถึงที่สุดเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้รวมไปกับคดีหมายเลขดำที่ ปค. ๒๓๓/๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

ข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติ ก.พ. ที่พิจารณาเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจากกรณีผู้ฟ้องคดีซึ่งเดิมรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ถูกลงโทษปลดออกจากราชการตามคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๒/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ และถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตามคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๓/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ และผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๑๒๖ แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการอุทธรณ์และพิจารณาอุทธรณ์ แต่ ก.พ. มีมติยกอุทธรณ์ ทั้งสองเรื่องและรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ทั้งสองเรื่องตามที่ ก.พ. เสนอ เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนมติ ก.พ. และคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าการพิจารณาและวินิจฉัยของ ก.พ. ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ เช่น การพิจารณาวินิจฉัยจากกระบวนการสอบสวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของกรมบัญชีกลางและ อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นคดีปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีนี้จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม ก่อนยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. และก่อนยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองกลาง ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องกรมบัญชีกลาง ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ ต่อศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของกรมบัญชีกลาง ได้แก่ คำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๙๑/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย คำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๒/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ ให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ ก ๑๓๓/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ ให้ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนมติ อ.ก.พ. กระทรวงการคลังทั้งสองมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และให้กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น คดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นคดีปกครองและมีมูลความแห่งคดีเดียวกับคดีนี้ เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๕ บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอื่นอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลนั้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปจนคดีถึงที่สุด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นการยื่นฟ้องคดีปกครองก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๐๕ โดยศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีและจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปจนคดีถึงที่สุด ดังนั้น คดีนี้ แม้เป็นคดีปกครองแต่เมื่อเป็นกรณีพิพาทที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๑๐๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเพื่อให้คดีทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสามารถ มัททวีวงศ์ ผู้ฟ้องคดี นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ มัททวีวงศ์
จำเลย — กรมบัญชีกลาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2548
#415618
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายสมิต สมิตชัยจุฬารัตน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงอุตสาหกรรม จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๗๓/๒๕๔๖ ความว่า โจทก์และนางจุฬา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ประมาณ ๑๘ ไร่ ๗๕ ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยซื้อที่ดินมาจากนายธนา สุวรรณชนะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ และครอบครองทำประโยชน์กับเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยตลอด จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๓๖ โจทก์นำเงินไปเสียภาษี แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับ และเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมนำที่ดินในท้องที่ดังกล่าวไปจัดหาผลประโยชน์โดยการขายให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ขายที่ดินรกร้างว่างเปล่า บริเวณตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ปรากฏว่า ที่ดินตามประกาศดังกล่าวเป็นที่ดินที่โจทก์และนางจุฬา ได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากเจ้าของผู้ครอบครองคนก่อนๆ และการที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อขอออกโฉนดตามประกาศดังกล่าว โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงได้ทำการคัดค้านการรังวัด อีกทั้งจำเลยได้ให้เจ้าหน้าที่ไปทำการรื้อถอนพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เพิกถอนประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ในอัตราสูงสุด

จำเลยให้การว่า ที่ดินหมู่ที่ ๔ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๒,๒๗๑ ไร่ ๓๗ ตารางวา เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งเดิมอยู่ในเขตพื้นที่ประทานบัตรขององค์การเหมืองแร่ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งสืบสิทธิต่อเนื่องมาจากกรมโลหะกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ที่พิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๑) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจที่จะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามมาตรา ๑๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การที่โจทก์บุกรุกเข้ามาครอบครองทำประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทไม่ทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเหนือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด ทั้งนี้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีความเห็นว่า การได้มาในที่ดินของโจทก์นั้นเป็นการได้มาในภายหลังจากที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งครอบครองมาก่อนโดยสืบสิทธิต่อเนื่องจาก กรมโลหะกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ดังนั้นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงเป็นผู้ขอออกโฉนดที่ดินที่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและการครอบครองดีกว่าโจทก์ จึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หากไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินให้ไปฟ้องศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวถือว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ อันเป็นเวลาก่อนยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถือว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืน ซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ศาลจังหวัดสงขลาเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๗๕ ตารางวา โจทก์และนางจุฬาได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อจาก นายธนา สุวรรณชนะ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โจทก์และนางจุฬาขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหาดใหญ่ ได้นัดรังวัดเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์และนางจุฬา แต่เจ้าหน้าที่การนิคมอุตสาหกรรมได้บุกรุกเข้าไปไถพืชผลและทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกประกาศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสงขลา

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยคือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ขายที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของประกาศทั้งสองฉบับเป็นเพราะที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มิได้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยไม่มีสิทธินำที่ดินของโจทก์ไปจัดหาผลประโยชน์โดยออกประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ทั้งจำเลยให้การต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิใช่เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงเป็นคดีที่คู่ความโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ ซึ่งต้องพิจารณาให้ได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาว่าจำเลยออกประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ประมาณ ๑๘ ไร่ ๗๕ ตารางวา ตั้งอยู่บริเวณ หมู่ที่ ๔ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อออกโฉนดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ขายที่ดินรกร้างว่างเปล่า บริเวณตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวและเพิกถอนประกาศดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเดิมอยู่ในเขตพื้นที่ประทานบัตรขององค์การเหมืองแร่ ต่อมามีการยกเลิกประทานบัตร ที่พิพาทจึงตกเป็นที่รกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ประกาศทั้งสองฉบับตามฟ้องดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นตามคำฟ้องและคำขอของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งคดีนี้คู่ความยังคงโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย ฯ และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฯ ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมิต สมิตชัยจุฬารัตน์ โจทก์ กระทรวงอุตสาหกรรม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมิต สมิตชัยจุฬารัตน์
จำเลย — กระทรวงอุตสาหกรรม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2548
#266660
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมาตรา 21 และมาตรา 22 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี เรื่อง แต่งตั้งบุคคลรับแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กำหนดให้ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านเฉพาะในเขตเทศบาลนครอุดรธานีแจ้งเหตุต่อบุคคลรับแจ้งเหตุ สถานที่รับแจ้งเหตุสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลนครอุดรธานี ผู้ร้องซึ่งมีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีจะต้องแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลรับแจ้งเหตุตามประกาศดังกล่าว การที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุต่อ ล. ที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งเหตุเฉพาะนอกเขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งเหตุของผู้มีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงถือไม่ได้ว่าการแจ้งเหตุของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแจ้งเหตุตามมาตรา 21 และมาตรา 22 ฉะนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดและไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลผู้มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งเหตุในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีดังกล่าว ผู้ร้องย่อมเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี รับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตจังหวัดอุดรธานี ครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันดังกล่าว แต่ได้มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันดังกล่าวต่อนางลดารัตน์ ปลัดอำเภอ นายทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี มีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมาตรา 21 และมาตรา 22 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี เรื่อง แต่งตั้งบุคคลรับแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กำหนดให้ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านเฉพาะในเขตเทศบาลนครอุดรธานีแจ้งเหตุต่อบุคคลรับแจ้งเหตุ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ลำดับที่ 55 ถึง 61 ณ สถานที่รับแจ้งเหตุสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลนครอุดรธานี ดังนั้น จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งมีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีจะต้องแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลรับแจ้งเหตุ ลำดับที่ 55 ถึง 61 ตามประกาศดังกล่าว การที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุต่อนางลดารัตน์ บุคคลรับแจ้งเหตุตามประกาศดังกล่าว ที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งเหตุเฉพาะนอกเขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งเหตุของผู้มีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีเช่นผู้ร้องคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าการแจ้งเหตุของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแจ้งเหตุตามมาตรา 21 และมาตรา 22 ฉะนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดและไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลผู้มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งเหตุในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีดังกล่าว ผู้ร้องย่อมเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 68
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปวาริศ พวงศรี
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2548
#270305
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 21 และ 22 กำหนดให้ผู้ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ที่ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีประกาศให้ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านเฉพาะในเขตเทศบาลนครอุดรธานีแจ้งเหตุต่อบุคคลรับแจ้งเหตุลำดับที่ 55 ถึง 61 ณ สถานที่รับแจ้งเหตุ สำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลนครอุดรธานี การที่ผู้ร้องซึ่งมีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีได้มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุต่อ ล. บุคคลผู้รับแจ้งเหตุลำดับที่ 4 ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งเหตุเฉพาะนอกเขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งเหตุของผู้มีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงถือไม่ได้ว่าการแจ้งเหตุของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแจ้งเหตุตามมาตรา 21 และมาตรา 22 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดและไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลผู้มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งเหตุในเขตเทศบาลนครอุดรธานีตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ผู้ร้องย่อมเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 23

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าว ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี รับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีผู้ร้องจึงเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกัน ได้ความว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตจังหวัดอุดรธานี ครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันดังกล่าว แต่ได้มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันดังกล่าวต่อนางลดารัตน์ สิริประเสริฐศิลป์ ปลัดอำเภอ นายทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี มีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมาตรา 21 และมาตรา 22 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี เรื่อง แต่งตั้งบุคคลรับแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กำหนดให้ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านเฉพาะในเขตเทศบาลนครอุดรธานีแจ้งเหตุต่อบุคคลรับแจ้งเหตุตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ลำดับที่ 55 ถึง 61 ณ สถานที่รับแจ้งเหตุ สำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลนครอุดรธานี ดังนั้น จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งมีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีจะต้องแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลรับแจ้งเหตุ ลำดับที่ 55 ถึง 61 ตามประกาศดังกล่าว การที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปแจ้งเหตุต่อนางลดารัตน์ สิริประเสริฐศิลป์ บุคคลรับแจ้งเหตุลำดับที่ 4 ตามประกาศดังกล่าว ที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งเหตุเฉพาะนอกเขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งเหตุของผู้มีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีเช่นผู้ร้องคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าการแจ้งเหตุของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแจ้งเหตุตามมาตรา 21 และมาตรา 22 ฉะนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดและไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลผู้มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งเหตุในเขตเทศบาลนครอุดรธานีตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานีดังกล่าว ผู้ร้องย่อมเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 68
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปวาริศ พวงศรี
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — ประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 16/2548
#415617
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ นางสมบูรณ์ บัวประเสริฐ ที่ ๑ นางสุชาดา เชาวนกิต ที่ ๒ นางนงเยาว์ แจ่มจันทร์ ที่ ๓ นางบุปผา พิชชาโชติ ที่ ๔ นายธเนศ วุฒิศิลป์ ที่ ๕ นางชัชย์ สกุลพราห์ม ที่ ๖ นางแพรวพรรณ บุญมี ที่ ๗ นายเหม อุทัยทอง ที่ ๘ นางยุพิน ยืนยงค์ ที่ ๙ นางสาวทัศนา คำแดง ที่ ๑๐ นายสุริยันต์ คำแดง ที่ ๑๑ นางสาวสุรางค์ มงคลพิมพ์ ที่ ๑๒ นางศรีนวล เพาะพืช ที่ ๑๓ นางอิศราพร บุตรคล้อ ที่ ๑๔ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๔/๒๕๔๖ ความว่า ที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสี่ถูกเครื่องจักรกลของผู้ถูกฟ้องคดี ทำลายได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ เป็นเงินจำนวน ๑๑๕,๑๐๐ บาท ๗๘,๓๐๐ บาท ๗๘,๕๐๐ บาท ๔๘,๘๐๐ บาท ๑๒,๒๐๐ บาท ๓๔,๗๐๐ บาท ๑๐๔,๔๐๗ บาท ๓๗,๕๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ และค่าที่ดินให้แก่ผู้เสียหายที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๔ เป็นเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ๕๒๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ ยื่นคำขอถอนคำฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาต ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๑๒ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คงรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ไว้พิจารณา ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งต่อศาลว่าได้รับค่ารื้อถอนอาคารจากผู้ถูกฟ้องคดีแล้วและยินยอมรื้อถอนอาคารออกไป ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๙ มีคำขอถอนฟ้องศาลสั่งจำหน่ายคดีในส่วนคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และสั่งอนุญาตถอนคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๙

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับจัดสรรงบประมาณประเภทงบลงทุนในวงเงิน ๑๑๗,๖๘๕,๐๐๐ บาท จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามแผนงานพัฒนาเมือง โครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเมืองในเขตพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก (ระยะที่ ๒) ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำปราจีนบุรี (ริมถนนปราจีนอนุสรณ์) พร้อมระบบระบายน้ำปรับภูมิทัศน์ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการประกวดราคาได้บริษัท ส. กนกวรรณอุตสาหกรรม จำกัด เป็นผู้รับจ้างและทำสัญญาเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ต่อมาเกิดข้อพิพาทกับราษฎรบางส่วนที่กล่าวอ้างเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำหนังสือถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินชายตลิ่งบริเวณริมถนนปราจีนอนุสรณ์ ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมช่วงบริเวณตั้งแต่เชิงสะพานปราจีนบุรีถึงสะพานวัดแก้วพิจิตร และสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีได้ตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าว ปรากฏว่ามีโฉนดที่ดินอยู่ด้านฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรี จำนวน ๔ แปลง คือโฉนดเลขที่ ๔๐๙๒ เลขที่ ๔๐๙๓ เลขที่ ๔๒๘๖๖ และเลขที่ ๔๒๘๖๗ ไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ ที่ ๑๑ และที่ ๑๓ แต่อย่างใด ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๑๔ มีโฉนดที่ดิน แต่เนื่องจากตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๐๙๒ และ๔๐๙๓ ระบุความกว้างของพื้นที่ดินยาวจากถนน ๙ เมตร และ ๑๐ เมตร ตามลำดับ แต่แนวเขื่อนที่ดำเนินการก่อสร้างห่างจากถนน ๑๗ เมตร ทำให้การก่อสร้างเขื่อนมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑๔ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๓ และที่ ๑๔ คัดค้านคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี ทั้งสี่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๙๖, ๑๓๓๓, ๑๓๒๗ , ๔๐๙๒ - ๔๐๙๓ ตำบลคลองวัว อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตามลำดับโดยโฉนดทั้งหมดระบุว่าทิศเหนือจดแม่น้ำปราจีนบุรี ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากพื้นที่ตามแนวก่อสร้างเขื่อนภายใน ๓๐ วัน และ ได้มีการนำรถไถเข้ามาไถทำลายทรัพย์สินรวมทั้งหมุดหลักเขตของที่ดินด้วย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า ที่ดินบริเวณที่ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมเป็นที่ชายตลิ่งที่ติดกับถนนปราจีนอนุสรณ์โดยสภาพเมื่อพ้นจากขอบถนนจะเป็นที่ลาดลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี และในฤดูน้ำตามปกติน้ำจะท่วมถึงบริเวณขอบถนนทุกปี และจากการตรวจสอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มีถึงขอบถนนปราจีนอนุสรณ์เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของที่ดินที่ลาดลงสู่แม่น้ำ ถือว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณะประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ สำหรับผู้ฟ้องคดีที่ ๑๔ ปรากฏว่าที่ดินติดริมถนนปราจีนอนุสรณ์ แต่ยังไม่สามารถกำหนดจุดที่ตั้งของที่ดินที่แน่ชัดเนื่องจากเจ้าของที่ดินต้องยื่นสอบเขตที่ดินเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์ที่แน่นอนก่อน แนวเขื่อนอยู่ห่างจากริมถนนปราจีนอนุสรณ์ประมาณ ๑๕ ถึง ๑๗ เมตร ไม่กระทบกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑๔ แต่อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ประเด็นหลักเป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๔๕ และที่ ๓๒/๒๕๔๕ ว่าการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เหตุแห่งการฟ้องคดีคือ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๓ และที่ ๑๔ ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าดำเนินการในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมโดยมิชอบ จึงเป็นการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายอันเป็นคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินระบุทิศเหนือจดแม่น้ำปราจีนบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งกล่าวอ้างว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทจะเป็นที่ชายตลิ่งตามข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ด้านทิศเหนือซึ่งระบุว่าจดแม่น้ำปราจีนบุรีสิ้นสุดลงตรงจุดใด มิได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ต้องพิสูจน์กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างคู่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินว่าฝ่ายใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันแต่อย่างใด ซึ่งศาลปกครองย่อมมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ อันเป็นประเด็นหลักแห่งคดี ให้เป็นที่ยุติได้ คดีนี้มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากกรณีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๐/๒๕๔๕ และที่ ๓๒/๒๕๔๕ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะโต้แย้งกันว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หรือไม่ แต่ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้เพราะผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ และข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาเรื่องสิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับประมวลกฎหมายที่ดินเป็นหลัก อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๙ ถอนฟ้อง และไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๑๒ แล้ว จึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๓ และที่ ๑๔ กับผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงตามฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๙๖, ๑๓๓๓, ๑๓๒๗ , ๔๐๙๒ - ๔๐๙๓ ตำบลคลองวัว อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตามลำดับโดยโฉนดทั้งหมดระบุว่าทิศเหนือจดแม่น้ำปราจีนบุรี ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากพื้นที่ตามแนวก่อสร้างเขื่อนภายใน ๓๐ วัน และนำรถไถบุกรุกเข้าไปไถทำลายทรัพย์สินรวมทั้งหมุดหลักเขตของที่ดิน ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอน หรือค่าที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มิได้ก่อสร้างเขื่อนบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด สำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีได้ทำการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินชายตลิ่งบริเวณริมถนนปราจีนอนุสรณ์ ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวมีโฉนดที่ดินอยู่ด้านฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรีเพียงจำนวน ๔ แปลงไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ ที่ ๑๑ และที่ ๑๓ แต่อย่างใด ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๑๔ มีโฉนดที่ดินสองแปลง แต่ห่างจากแนวเขื่อนที่ดำเนินการก่อสร้าง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง และให้การเพิ่มเติมว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หรือเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกันเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางสาวทัศนา คำแดง ที่ ๑๐ นายสุริยันต์ คำแดง ที่ ๑๑ นางศรีนวล เพาะพืช ที่ ๑๓ นางอิศราพร บุตรคล้อ ที่ ๑๔ ผู้ฟ้องคดี เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมบูรณ์ บัวประเสริฐ ที่ 1 กับพวกรวม 14 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองปราจีนบุรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2548
#415616
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๖ นางสมถวิล อัมพรอารีกุล ที่ ๑ นางสมบูรณ์ บัวประเสริฐ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๒/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๔๒ ตำบลคลองวัว อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ออกให้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๗ พื้นที่ด้านหนึ่งจดแม่น้ำปราจีนบุรี ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีโดยเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๖ ได้มีรถไถเข้ามาไถดินในที่ดินดังกล่าว ทำให้ต้นไม้ใหญ่ และพืชพันธุ์ที่ปลูกไว้เสียหาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ได้เข้าห้ามปราม และแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ต่อมาในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ มีประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ ให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างบริเวณริมแม่น้ำปราจีนบุรีเพื่อจะใช้พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ภายใน ๓๐ วัน โดยไม่มีการแจ้งเรื่องค่ารื้อถอนหรือค่าชดเชยที่ดินแต่อย่างใด ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ปจ ๕๒๐๐๔/๒๕๑๙ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการติดต่อขยายเวลารื้อถอนอาคาร ตามคำสั่งรื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่ ปจ ๕๒๐๐๔/๓๖ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ อ้างว่าเป็นการก่อสร้างอาคารรุกล้ำที่สาธารณะในบริเวณโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมถนนปราจีนอนุสรณ์ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีว่า อาคารดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมายบนที่ดินที่มีเอกสารสิทธิที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินดังกล่าว และมีสิทธิที่จะปกป้องการรบกวนหรือการละเมิดใด ๆ ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ มีรถไถและกลุ่มบุคคลประมาณ ๕ คน ทำการไถที่ดินพร้อมรั้วไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง บิดาและน้องชายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้เข้าห้ามปราม กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้นำเอกสารที่อ้างว่าเป็นแผนผังเมืองของเทศบาลฉบับใหม่ ออกโดยสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี และมีลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับไว้ โดยในแผนผังดังกล่าวไม่มีที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ด้านทิศเหนือที่ติดถนนปราจีนอนุสรณ์กับแม่น้ำปราจีนบุรี แต่กลับกลายเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยได้รับทราบในการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ตามแผนผังดังกล่าว และโฉนดที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ครอบครองอยู่ก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตตามแผนผังที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด บิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นำเรื่องดังกล่าวแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ไปรังวัดที่ดินเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์ โดยได้ออกหนังสือไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้สำนักงานที่ดินจังหวัดรังวัดที่ดินตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ เนื่องจากตามโฉนดที่ดินมีการยืนยันเขตที่ดินไว้แล้ว และในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ได้มีกลุ่มบุคคลพร้อมรถไถและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการไถที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อีกครั้ง โดยไม่สนใจคำห้ามปรามและอ้างว่าเป็นการกระทำตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี จากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายและได้รับความไม่เป็นธรรมจากผู้ถูกฟ้องคดี จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่ง ดังนี้

๑. ให้ระงับการรื้อถอนบ้านของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑

๒. ให้เพิกถอนการกระทำทั้งหมดที่ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างเขื่อนบุกรุกในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑

๓. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดการกันส่วนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ถูกบุกรุกให้เป็นพื้นที่ดังเดิม

๔. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๒๕๐ ตารางวา ในอัตราตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท รวมเป็นจำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับจัดสรรงบประมาณประเภทงบลงทุนในวงเงิน ๑๑๗,๖๘๕,๐๐๐ บาท จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามแผนงานพัฒนาเมือง โครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเมืองในเขตพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก (ระยะที่ ๒) ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำปราจีนบุรี (ริมถนนปราจีนอนุสรณ์) พร้อมระบบระบายน้ำและปรับภูมิทัศน์ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการประกวดราคาได้บริษัท ส. กนกวรรณอุตสาหกรรม จำกัด เป็นผู้รับจ้างและทำสัญญาเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ ขอให้ผู้ก่อสร้างรุกล้ำ ที่สาธารณะทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีโดยนายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ออกคำสั่งตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ รื้อถอนอาคารทั้งหมดที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง แต่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มิได้ปฏิบัติตาม และมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งกลับใช้วิธีร้องขอความเป็นธรรมตลอดมา ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้ร่วมลงนามในบันทึกต่อคณะกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทเรื่องราษฎรบุกรุกที่ดินริมแม่น้ำปราจีนบุรีเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างเขื่อนบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เพราะได้ทำหนังสือถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินชายตลิ่งบริเวณริมถนนปราจีนอนุสรณ์ ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมช่วงบริเวณตั้งแต่เชิงสะพานปราจีนบุรีถึงสะพานวัดแก้วพิจิตร และสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีได้ตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าว ปรากฏว่ามีโฉนดที่ดินอยู่ด้านฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรี จำนวน ๔ แปลง ไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองระยองมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ออกจากสารบบความเนื่องจากผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือชี้แจงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินค่ารื้อถอนอาคารให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ แล้ว และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อไปผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ประเด็นหลักเป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๔๕ และที่ ๓๒/๒๕๔๕ ว่าการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เหตุแห่งการฟ้องคือ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าดำเนินการในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมโดยมิชอบ จึงเป็นการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายอันเป็นคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๔๒ ออกเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ระบุทิศเหนือจดแม่น้ำปาจิณ (แม่น้ำปราจีนบุรี) เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งกล่าวอ้างว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทจะเป็นที่ชายตลิ่งตามข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๔๒ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ด้านทิศเหนือซึ่งระบุว่าจดแม่น้ำปราจีนบุรีสิ้นสุดลงตรงจุดใด มิได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ต้องพิสูจน์กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างคู่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินว่าฝ่ายใด มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันแต่อย่างใด ซึ่งศาลปกครองย่อมมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ อันเป็นประเด็นหลักแห่งคดีให้เป็นที่ยุติได้ คดีนี้มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากกรณีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๐/๒๕๔๕ และที่ ๓๒/๒๕๔๕ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จะยื่นฟ้องคดีโดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่การกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีมาด้วยก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจะเข้าลักษณะเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่นั้น ในเบื้องต้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่อ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่อ้างว่าได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ต่อไปได้ การพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณี ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกัน โดยจะต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ที่ศาลปกครองระยองมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทจะเป็นที่ชายตลิ่งหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าแนวเขตที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๓๔๒ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ด้านทิศเหนือซึ่งระบุว่าจดแม่น้ำปราจีนบุรีสิ้นสุดลงตรงจุดใด มิได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ต้องพิสูจน์กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างคู่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งหรือประมวลกฎหมายที่ดินว่าฝ่ายใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันแต่อย่างใด และศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งคดีให้เป็นที่ยุติได้นั้น ในข้อนี้ศาลยุติธรรมไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งนี้ เนื่องจาก ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าที่พิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีเข้าไปกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ ประเด็นหลักแห่งคดีจึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ หาได้มีประเด็นโต้แย้งกันเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินแต่ประการใดไม่ ประเด็นแห่งคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินและยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย ดังนั้นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินคือศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ แล้ว จึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๑๓๔๒ ตำบลคลองวัว อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพื้นที่ด้านหนึ่งจดแม่น้ำปราจีนบุรีได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำรถไถบุกรุกเข้าไปไถดินในที่ดินดังกล่าว บริเวณที่ติดกับริมแม่น้ำ เพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมทำให้ต้นไม้ใหญ่ และพืชพันธุ์ที่ปลูกไว้เสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้เพิกถอนการกระทำทั้งหมด ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดการกันส่วนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ถูกบุกรุกให้เป็นพื้นที่ดังเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มิได้ก่อสร้างเขื่อนบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เพราะสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรีได้ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินชายตลิ่งบริเวณดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกันเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางสมถวิล อัมพรอารีกุล ผู้ฟ้องคดี เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมถวิล อัมพรอารีกุล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองปราจีนบุรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2548
#415615
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗ นายวิสูตร ส่งสกุลชัย ผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้อง กรมการแพทย์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๖/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายณภัทร ส่งสกุลชัย ผู้เยาว์ อายุ ๖ ปี ๓ เดือน โดยภริยาของผู้ฟ้องคดีได้คลอดเด็กชายณภัทรที่โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ หลังจากนั้นจนถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕ บุตรของผู้ฟ้องคดีได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ และเข้ารับการรักษาพยาบาลโรคปอดอักเสบ หอบ และโรคต่าง ๆ รวมหลายครั้งที่โรงพยาบาลดังกล่าว สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โรงพยาบาลปากเกร็ด นนทบุรี และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จนได้ตรวจพบว่าบุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยผู้ฟ้องคดีและภริยาได้รับการตรวจเลือดแล้วแต่ไม่พบเชื้อดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเหตุที่บุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลดังกล่าวข้างต้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖ ร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดังกล่าวเป็นเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธที่จะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายให้ตามหนังสือ ที่ สธ ๐๓๐๒/๓๒๑๓ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี และสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ทราบว่าบุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี และให้บุตรของผู้ฟ้องคดีได้รับยาต้านไวรัสตลอดชีวิต และได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามคำสั่งที่ ๓๙๐/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๕ และคำสั่งที่ ๑๕๑/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖ คณะกรรมการเห็นว่าในการรักษาบุตรของผู้ฟ้องคดี แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ความระมัดระวังและทำการตรวจรักษาถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์และการพยาบาลเหมาะสมแก่กรณีทุกประการแล้ว การติดเชื้อเอชไอวี รายนี้จึงไม่น่าจะเกิดจากการตรวจรักษาของแพทย์หรือพยาบาลของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) แต่อย่างใด และไม่มีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเกิดขึ้น กรณีจึงไม่เป็นละเมิด เจ้าหน้าที่หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) จึงไม่ต้องรับผิด และได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบแล้ว ต่อมา ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘/๒๕๔๗ คดีหมายเลขแดงที่ ๕๐๘/๒๕๔๗ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดีจึงมาฟ้องต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีนี้ โรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) เท่านั้นเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีละเมิดทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทำในหน้าที่ของแพทย์ในการตรวจรักษาโรคตามปกติทั่วไปในการรักษาพยาบาล ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นละเมิดทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจาก ผู้ถูกฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของบุคลากรทางการแพทย์ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและของโรงพยาบาลราชวิถีซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ และทำการรักษาพยาบาลโรคปอดอักเสบ โรคหอบ และโรคต่าง ๆ รวมหลายครั้งให้แก่บุตรของผู้ฟ้องคดีไปโดยผิดพลาดบกพร่องขาดความระมัดระวัง อันเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อเอชไอวี กรณีจึงเป็นการฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ด้วยการให้บริการตรวจ วินิจฉัย บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อพัฒนาวิชาการแพทย์เฉพาะทางด้านโรคในกลุ่มเด็กและด้านโรคทั่วไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๗ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า บุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อเอชไอวีจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์ เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำในหน้าที่ของแพทย์เกี่ยวกับการตรวจรักษาโรค ตามปกติทั่วไปของการรักษาพยาบาล เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาล ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ทั้งคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ปฏิเสธที่จะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ก็เป็นเรื่องการปฏิเสธตามธรรมดาของผู้ที่ถูกเรียกร้อง ไม่ใช่การกระทำที่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ กรมการแพทย์ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) เป็นส่วนราชการในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้บุตรของผู้ฟ้องคดีติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เมื่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการแพทย์ การสาธารณสุข เมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ กรณีจำต้องพิจารณาอำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้"ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่ เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ให้วัคซีนและรักษาพยาบาลผู้ป่วยอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้ผู้เสียหายที่ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมาย ว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ไปฟ้องยังศาลปกครองก็ตาม แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ บัญญัติให้สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เมื่อการกระทำละเมิดคดีนี้ไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิสูตร ส่งสกุลชัย ผู้ฟ้องคดี กรมการแพทย์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวิสูตร ส่งสกุลชัย
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมการแพทย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2548
#418854
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ นางสมทรง เล็กสกุล ผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๑ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๑/๒๕๔๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินบริเวณที่งอกริมตลิ่งจากโฉนดเลขที่ ๒๑๔๑๙ ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ ตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ อย ๐๐๑๙.๓/๒๒๒๕๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โดยเห็นว่า คณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนดที่งอกริมตลิ่งตามคำสั่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๒๙๓๒/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้ตรวจสอบสภาพที่ดินแล้วเห็นว่า ไม่เป็นที่งอกริมตลิ่งที่จะนำมาขอรังวัดออกโฉนดได้ เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้มีการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๒ (อยุธยา) และได้รับอนุญาตแล้วเท่ากับยอมรับว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ เห็นชอบตามมติคณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนด ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเพราะที่ดินดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์มากว่า ๔๘ ปี แต่มิได้ออกโฉนดที่ดินเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๘/๒๔๙๘ ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งการครอบครองที่ดินน้อยกว่าที่ครอบครองอยู่จริง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้ลงนามรับใบอนุญาตให้ก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำตามที่ได้รับอนุญาต ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีทำการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำในแนวเดียวกันกับแนวตลิ่งของเพื่อนบ้านข้างเคียง ที่ดินของเพื่อนบ้านข้างเคียงดังกล่าวได้รับการออกโฉนดจนครบตามจำนวนที่ดินที่จดแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ อย ๐๐๑๙/๑๙๙๓๑ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ โดยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการขีดแนวเขตลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพิพาทลงในระวางออกโฉนดที่ดินตามระเบียบของกรมที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทที่ขอรังวัดออกโฉนดเป็นที่งอกริมตลิ่งและครอบครองทำประโยชน์มากว่า ๔๘ ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งให้คณะกรรมการตรวจสอบที่ดินขอออกโฉนดดังกล่าวแล้ว ได้ความว่าที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเดิมได้พังลงน้ำไปแล้ว และที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมามีการถมดินสร้างเขื่อนบริเวณดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดี ขออนุญาตก่อสร้างต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๒ หรือสำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๒ (อยุธยา) ในการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำและได้รับอนุญาตแล้วเท่ากับยอมรับว่า เป็นที่สาธารณะมิใช่ที่งอกริมตลิ่งที่จะนำมาขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นชอบด้วยตามมติคณะกรรมการตรวจสอบ สภาพที่ดินที่ขอออกโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงแจ้งคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้พิจารณาสั่งการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ประเด็นหลักเป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน (ที่งอก) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ย่อมมีหน้าที่รังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้เป็นไปตามมาตรา ๖๕ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับข้อ ๑๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ไม่ออกโฉนดที่ดินที่งอกให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การมาฟ้องคดีต่อศาลว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทอยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ แล้วสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้และการไม่ออกโฉนดที่ดินให้ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่มีประเด็นหลักอยู่ที่การวินิจฉัยว่าการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองโดยแท้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจวินิจฉัยในข้อหาดังกล่าวได้ ส่วนการที่ศาลจะวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดได้หรือไม่ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และการออกโฉนดที่ดินนั้นต้องพิจารณาลงตำแหน่งรูปแปลงที่ดินในระวางแผนที่ตามระเบียบของกรมที่ดินซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นพิจารณาว่าที่ดินเป็นที่ประเภทใด อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ อีกทั้งจะต้องพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ และการตรวจสอบตามขั้นตอนของการออกโฉนดที่ดินที่งอกของคณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินเห็นว่า ที่ดินไม่ใช่ที่งอกที่จะอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้นั้น ก็เป็นการวินิจฉัยประเด็นของการใช้อำนาจวินิจฉัยของคณะกรรมการและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องที่ออกถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง มิใช่ประเด็นพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน หรือเอกชนกับรัฐว่าที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร มีขอบเขตเพียงใด แต่เป็นเรื่องการใช้อำนาจวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากวินิจฉัยว่าเป็นที่งอกแล้วมีการออกโฉนดที่ดินให้ จึงจะทำให้ผู้ฟ้องคดีได้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นผลโดยอ้อมของการใช้อำนาจสั่งการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าเป็นประเด็นหลักแห่งคดี เพราะหากไม่พิจารณาโดยยึดหลักว่าประเด็นหลักในคดีคือประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง หรือเป็นเรื่องการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ธรรมดาแล้วจะทำให้คดีที่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินต้องฟ้อง ยังศาลยุติธรรมทุกคดี ซึ่งย่อมไม่ตรงตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และยิ่งไปกว่านั้นหากมีการพิจารณาคดีนี้ในศาลยุติธรรมเพื่อความมุ่งหมายในการวินิจฉัยประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ โดยหลักแล้วศาลยุติธรรมจะไม่พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพิพากษาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโฉนดที่ดินที่งอกให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ประการใด ซึ่งจะไม่เป็นการแก้ไขปัญหาของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องขอให้ศาลปกครองพิพากษาในคดีดังกล่าว ดังนั้น จึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทอยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ แล้วสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้ และการไม่ออกโฉนดที่ดินให้ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการละเมิดต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การพิจารณาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องฟังให้ได้ความก่อนว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่ อันเป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่งอกริมตลิ่งมิใช่ที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ไม่ได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๔๑๙ ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินบริเวณ ที่งอกริมตลิ่งจากโฉนดดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้ เพราะคณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนดที่งอกริมตลิ่งได้ตรวจสอบสภาพที่ดินแล้วเห็นว่าไม่เป็นที่งอกริมตลิ่ง แต่เป็นที่สาธารณะเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๒ (อยุธยา) และได้รับอนุญาตแล้วเท่ากับยอมรับว่าที่ดินดังกล่าว เป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการขีดแนวเขตลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณพิพาทลงในระวางออกโฉนดที่ดินตามระเบียบของกรมที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ตน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนดดังกล่าวเห็นว่าที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเดิมได้พังลงน้ำแล้วที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อมีการถมดินสร้างเขื่อนบริเวณดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๒ หรือสำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๒ (อยุธยา) และได้รับอนุญาตแล้วเท่ากับยอมรับว่าเป็นที่สาธารณะมิใช่ที่งอกริมตลิ่งที่จะนำมาขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นชอบด้วยตามมติคณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ขอออกโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอ รังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้พิจารณาสั่งการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีของฝ่ายปกครองก็ตาม แต่การที่จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการขีดแนวเขตลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณพิพาทลงในระวางออกโฉนดที่ดินตามระเบียบของกรมที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสมทรง เล็กสกุล ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๑ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมทรง เล็กสกุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2548
#415614
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัท ยูเนี่ยน ๘๔ จำกัด ที่ ๑ นางสุนันท์ พันธ์ตาวงศ์ ที่ ๒ นางสาวพัชรินทร์ เศรษฐเวคิน ที่ ๓ นายณัฐพล บุญบุษกร ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอุดม บุญบุษกร ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๓๖/๒๕๔๖ ข้อหาผิดสัญญาค้ำประกัน บังคับจำนอง ความว่า จำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อกรมตำรวจซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ออกเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ เป็นหนังสือค้ำประกันเลขที่ พข/๓๙/๒๙๙ วงเงิน ๑,๓๗๔,๕๐๐ บาท เพื่อเป็นประกันการจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี ฉบับที่ ๒ ออกเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นหนังสือค้ำประกันเลขที่ พข/๓๙/๓๑๔ วงเงิน ๒,๗๔๙,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นการประกันการขอรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า โดยจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าเมื่อมีกรณีที่โจทก์ต้องชำระหนี้ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ตกลงที่จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจนถึงวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และนายอุดม บุญบุษกร ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ไว้ต่อโจทก์ ต่อมานายอุดม บุญบุษกร ถึงแก่กรรมมีนายณัฐพล บุญบุษกร จำเลยที่ ๔ เป็นบุตรจึงเป็นทายาทโดยธรรม และจำเลยที่ ๓ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๔๓๙๑ ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ไว้ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๙ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นเงินจำนวน ๔,๑๒๓,๕๐๐ บาท โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตามจำนวนที่ทวงถามแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๒ โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสี่แล้วแต่ไม่ยอมชำระ จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสี่ โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๒,๗๐๐,๒๗๑.๑๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖,๘๒๓,๗๗๑.๑๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี จากต้นเงิน ๔,๑๒๓,๕๐๐ บาท นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และกองมรดกของนายอุดม บุญบุษกร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างเกินกำหนดเวลาตามสัญญาและพื้นที่ก่อสร้าง มีสิ่งก่อสร้างกีดขวาง อาคารตามแบบก่อสร้างมีขนาดล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่อื่นทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจก่อสร้างได้เสร็จตามสัญญาและได้แจ้งให้ผู้ว่าจ้างแก้ไขและขยายระยะเวลาก่อสร้างแต่ผู้ว่าจ้างไม่ดำเนินการ จำเลยที่ ๑ จึงได้บอกเลิกสัญญาต่อผู้ว่าจ้างและได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อระงับการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันถึง ๒ ครั้งแล้ว โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชอบชดใช้เงินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะก่อนที่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่า ผู้ว่าจ้างได้ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจึงขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ต่อโจทก์ก่อน จำเลยที่ ๑ จึงแจ้งให้โจทก์ระงับการชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน ไม่ว่ากรณีใดไว้ก่อน เนื่องจากผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญา หากโจทก์ฝ่าผืนจ่ายเงินไป จำเลยที่ ๑ จะไม่รับผิดชอบ แต่โจทก์ยังฝืนชำระโดยรู้ว่าตนไม่ผูกพันที่จะชำระ โจทก์กระทำโดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด เพราะโจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งเป็นอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบัน ซึ่งสูงเพียง ๑ % เศษเท่านั้น โจทก์ไม่อาจฟ้องร้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชอบเกินกว่าจำนวน ๕ ล้านบาท เนื่องจากสัญญาค้ำประกันที่ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำไว้กับโจทก์กำหนดจำนวนเงินรับผิดชอบเพียง ๕ ล้านบาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันและฟ้องแย้งว่า คดีนี้จำเลยที่ ๓ ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๔๓๙๑ ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้วงเงินหนังสือค้ำประกันเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้บอกเลิกสัญญาเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นฝ่ายผิดสัญญา และได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด ที่ดินที่จดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์จึงไม่มีผลบังคับต่อไป ขอให้โจทก์จดทะเบียนปลดจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าว หากโจทก์ไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลแพ่ง กรุงเทพใต้รับฟ้องแย้ง จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาเป็นคู่ความ ในคดี โดยอ้างว่าโจทก์ได้จ่ายเงินให้กับกองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าว โจทก์จึงได้ใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองไม่ต้องรับผิดและฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนปลดจำนองที่ดินดังกล่าวนั้น หากศาลพิจารณาพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์ต้องยื่นฟ้องดำเนินคดีกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเรียกร้องเงินที่โจทก์ได้ชำระไปคืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง และโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลว่าสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี และหนังสือค้ำประกันสัญญาจ้าง และหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า เป็นสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนและเป็นสัญญาเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะและสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยร่วมและสำเนาให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีพิพาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติสองฉบับ ครั้งที่ ๑ ในวงเงิน ๑,๓๗๔,๕๐๐ บาท เพื่อเป็นประกันการจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี ครั้งที่ ๒ วงเงิน ๒,๗๔๙,๐๐๐ บาท เพื่อประกันการขอรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า ซึ่งต่อมามิได้มีการก่อสร้างตามสัญญา กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นเงินจำนวน ๔,๑๒๓,๕๐๐ บาท โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินให้กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๒ และขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เพิ่งได้รับมอบพื้นที่ก่อสร้างและไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้เนื่องจากแบบก่อสร้างมีขนาดล่วงล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ จำเลยที่ ๓ ฟ้องแย้งโจทก์ขอให้ปลดจำนองและคืนโฉนดที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าเป็นจำเลยร่วมเนื่องจากเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ผิดสัญญา ซึ่งหากศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จะต้องยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเรียกเงินที่ได้ชำระไปแทนจำเลยที่ ๑ คืน การวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เพียงใด จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยร่วมอันเป็นสัญญาหลักหรือไม่เสียก่อน จึงจะมีผลไปถึงสัญญาค้ำประกันต่อไป ซึ่งกรณีพิพาทเกี่ยวกับการฟ้องให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีจึงควรดำเนินกระบวนพิจารณายังศาลที่มีเขตอำนาจเดียวกันกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารซึ่งเป็นสัญญาหลัก เนื่องจากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วม ซึ่งเป็นสัญญาหลักเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยร่วมเป็นหน่วยงานทางปกครองและอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงจัดเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการระงับเหตุเพลิงไหม้ อันเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ สัญญาจ้างเหมาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง กระบวนพิจารณาคดีนี้แม้เป็นการฟ้องให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันก็ตาม แต่เมื่อสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองจึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๖

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีระหว่างจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับจำเลยที่ ๑ จะเป็นสัญญาทางปกครอง เนื่องจากเป็นสัญญาจัดทำบริการสาธารณะ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ชำระเงินจำนวน ๔,๑๒๓,๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยร่วมตามหนังสือค้ำประกัน เลขที่ พข/๓๙/๒๙๙ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ และเลขที่ พข/๓๙/๓๑๔ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ ย่อมถือเป็นการปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้ว ข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาทางปกครองย่อมระงับไปโดยการชำระหนี้ของโจทก์ ส่วนข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากโจทก์ได้ช่วงสิทธิจากจำเลยร่วมมาเรียกให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในฐานะลูกหนี้ ส่วนหนึ่งกับใช้สิทธิตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำนอง และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ในอันที่จะต้องร่วมกันรับผิดจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยร่วมตามสัญญาอีกส่วนหนึ่งซึ่งสัญญาดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด มูลคดีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนทั้งสิ้น แม้โจทก์จะขอให้เรียกจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาในคดีด้วยก็ตาม แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมก็เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับลาภมิควรได้ ตามนัยมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๖ ในหลายประการ จึงไม่อาจนำคำวินิจฉัยดังกล่าวมาเป็นแนวทางการพิจารณาทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในคดีนี้ได้ อาศัยเหตุดังวินิจฉัยข้างต้นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในเรื่องลาภมิควรได้จึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยร่วมเป็นผู้ว่าจ้าง กับมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างและการขอรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าของจำเลยที่ ๑ ในการนี้มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ต้องชำระเงินให้แก่จำเลยร่วม จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๓ ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินมีโฉนดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว ต่อโจทก์อีกด้วย ต่อมา จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา โจทก์ได้ชำระเงิน จำนวน ๔,๑๒๓,๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยร่วม และใช้สิทธิไล่เบี้ย แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เหตุที่การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เพราะผู้ว่าจ้างส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างเกินกำหนดเวลาตามสัญญาและพื้นที่ก่อสร้างมีสิ่งกีดขวาง อาคารตามแบบก่อสร้างมีขนาดล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่อื่นซึ่งได้แจ้งให้จำเลยร่วมแก้ไข ทั้งขอขยายเวลาก่อสร้างแล้ว แต่จำเลยร่วมไม่ยอมดำเนินการ จำเลยที่ ๑ จึงได้บอกเลิกสัญญาและแจ้งให้โจทก์ระงับการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันถึงสองครั้ง การที่โจทก์ฝืนชำระเงินไป โดยรู้ว่าตนไม่ผูกพันที่จะต้องชำระ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกัน และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนปลดจำนอง ในระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของโจทก์ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้ก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี ซึ่งตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๐ (๖) ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนดให้โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นกรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยร่วม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย คดีมีปัญหาว่าสัญญาจ้างให้ก่อสร้างอาคารฯ ดังกล่าวอันเป็นสัญญาหลักนี้เป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญา ทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" ดังนั้น การที่จำเลยร่วมทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรี จึงถือเป็นกิจการที่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ (จำเลยร่วม) ไปแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ ๑ และใช้สิทธิตามสัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่งที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ อันเป็นการฟ้องตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และโดยลำพังแล้วย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จำต้องวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงในการปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักสถานีตำรวจดับเพลิงธนบุรีอันเป็นสัญญาทางปกครองและเป็นสัญญาหลักเสียก่อน ดังนั้น เมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญาทางปกครองทั้งโจทก์ได้ขอให้ศาลเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าจ้างเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ด้วยแล้ว ข้อพิพาทคดีนี้ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัท ยูเนี่ยน ๘๔ จำกัด ที่ ๑ นางสุนันท์ พันธ์ตาวงศ์ ที่ ๒ นางสาวพัชรินทร์ เศรษฐเวคิน ที่ ๓ นายณัฐพล บุญบุษกร ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอุดม บุญบุษกร ที่ ๔ จำเลย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ยูเนี่ยน 84 จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2548
#270245
เปิดฉบับเต็ม

การที่เสมียนทนายโจทก์ไปยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไม่ทันเป็นผลให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 วรรคหนึ่ง แต่เสมียนทนายกลับบอกความเท็จแก่ทนายโจทก์ว่าได้เลื่อนคดีเรียบร้อยแล้วนั้น เป็นกรณีที่จะต้องไปว่ากล่าวกันระหว่างทนายโจทก์กับเสมียนทนายอีกส่วนหนึ่งต่างหาก มิใช่เรื่องศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบที่จะขอเพิกถอนได้ ทั้งการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลดังกล่าวเท่ากับว่าเป็นการอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและประสงค์ให้ศาลชั้นต้นนำคดีกลับมาพิจารณาต่อไปถือได้ว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำขอให้พิจารณาใหม่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินกับโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,345,781.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องเพราะจำเลยได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยมาตลอด โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง ในวันสืบพยานโจทก์ทนายจำเลยมาศาลฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ทนายจำเลยแถลงว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะมีคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญไม่อาจไปศาลได้จึงให้เสมียนทนายนำคำร้องไปขอเลื่อนคดี แต่เสมียนทนายได้พายายซึ่งประสบอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาลเป็นเหตุให้ไปศาลไม่ทันและกลับไปบอกความเท็จแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานทนายโจทก์ว่าได้เลื่อนคดีเรียบร้อยแล้ว เมื่อทนายโจทก์ไปศาลจึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว การขาดนัดพิจารณาของโจทก์จึงมิได้เกิดจากความจงใจ หากแต่มีเหตุอันเป็นพฤติการณ์พิเศษนอกเหนือที่โจทก์ไม่อาจบังคับได้ดังกล่าว การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยไม่ทราบเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์ไม่มาศาล

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบกรณีย่อมถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้ขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) แล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทนายโจทก์มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญไม่อาจไปศาลได้จึงให้นายสมโภชน์ จานแก้ว เสมียนทนายนำคำร้องไปขอเลื่อนคดี ขณะนายสมโภชน์จะไปศาลได้รับแจ้งว่ายายประสบอุบัติเหตุ นายสมโภชน์จึงพายายไปส่งโรงพยาบาลเป็นเหตุให้ไปศาลไม่ทันและกลับไปบอกความเท็จแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานทนายโจทก์ว่าได้เลื่อนคดีเรียบร้อยแล้วโดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปวันที่ 25 เมษายน 2544 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อทนายโจทก์ไปศาลในวันดังกล่าวจึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว การขาดนัดพิจารณาของโจทก์จึงมิได้เกิดจากความจงใจนั้น ก็เป็นกรณีที่จะต้องไปว่ากล่าวกันระหว่างทนายโจทก์กับเสมียนทนายที่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่คดีอีกส่วนหนึ่งมิใช่เรื่องศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบที่โจทก์จะมีสิทธิขอให้เพิกถอนได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและประสงค์จะให้ศาลชั้นต้นนำคดีที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไปแล้วกลับมาทำการพิจารณาต่อไป ซึ่งถือได้ว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำขอให้พิจารณาใหม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 201 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแคลิฟอร์เนียไอสครีมแอนด์ฟาสฟู้ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 11/2548
#415613
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ศาลจังหวัดพะเยา

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพะเยาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๓ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โจทก์ ยื่นฟ้องนายแพทย์สมนึก ชีวาเกียรติยิ่งยง ที่ ๑ นายนพดล หงษ์หิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพะเยาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๐๗/๒๕๔๓ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการในตำแหน่งนายแพทย์ ๗ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ใจ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา และจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการระดับ ๕ ประจำโรงพยาบาลแม่ใจ ได้ร่วมกันจัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวให้เข้าช่วยเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลแม่ใจ จำนวน ๒๕ ราย โดยจ่ายเงินค่าจ้างจากเงินบำรุงอันเป็นเงินนอกงบประมาณของโจทก์ โดยจงใจฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง และข้อบังคับของโจทก์ และจำเลยทั้งสองยังได้ร่วมกันนำเงินบำรุงอันเป็นเงินนอกงบประมาณของโจทก์ไปจ่ายเป็นค่าปฏิบัติงานล่วงเวลา และเงินสมทบประกันสังคมให้กับลูกจ้าง รวมทั้งได้ร่วมกันทำหลักฐานอันเป็นเท็จในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างว่าเป็นการจ้างเหมาบริการ จ้างเหมาดูแลต้นไม้และทำความสะอาด การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน ๗๘๓,๗๖๐ บาท ซึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ให้โจทก์และส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่กระทรวงการคลังยังไม่แจ้งคำวินิจฉัยกลับมาภายใน ๖ เดือน ก่อนหมดอายุความ ๒ ปี ซึ่งโจทก์ได้เคยทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงฟ้องต่อศาลจังหวัดพะเยาเป็นคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่โดยการอำนวยการ แนะนำ สั่งการ ควบคุม กำกับ และบริหารงานทุกด้านของโรงพยาบาลแม่ใจ สามารถทำหน้าที่ได้ครบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และนโยบายของทางราชการ ไม่ได้เจตนาหรือจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ได้จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินบำรุงโดยผิดระเบียบ และไม่ได้ซ้ำซ้อนกับงานเดิมและไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย

ต่อมา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลจังหวัดพะเยาว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ ดังนั้น สิทธิการฟ้องคดีของโจทก์จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองไม่ใช่ศาลยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองเชียงใหม่

ศาลจังหวัดพะเยาเห็นว่า จำเลยทั้งสองรับราชการเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำสั่ง เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและนอกเหนืออำนาจหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยหน้าที่ตามคำสั่งและตามที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดว่าได้กระทำการโดยการจัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวโดยผิดระเบียบ กฎหมาย คำสั่งและข้อบังคับของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และการที่โจทก์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้มีคำสั่งตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ พย ๐๐๓๓.๐๐๑/๑/๒๗๗๔ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนนั้น ก็เป็นการที่โจทก์ได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินอันเกิดจากการกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) แต่โดยที่โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดพะเยาในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันหลังจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ศาลปกครองเปิดทำการเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ดังนั้น ในขณะยื่นฟ้องคดีจึงยังไม่มีศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้

เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๑ บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" ศาลยุติธรรมจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะ และคดีซึ่งศาลที่มีเขตอำนาจศาลยังไม่ได้เปิดทำการ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองต่อศาลจังหวัดพะเยา แต่เมื่อศาลปกครองยังไม่ได้เปิดทำการจึงยังไม่มีศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้ ศาลจังหวัดพะเยาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมซึ่งมีเขตอำนาจทั่วไป ในขณะนั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ ขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๘ จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานของรัฐและจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง และข้อบังคับของโจทก์ในการจัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินบำรุงอันเป็นเงินนอกงบประมาณให้เข้าช่วยเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลแม่ใจ และยังร่วมกันนำเงินบำรุงของโจทก์ไปจ่ายเป็นค่าปฏิบัติงานล่วงเวลา และเงินสมทบประกันสังคมให้กับลูกจ้าง รวมทั้งร่วมกันทำหลักฐานอันเป็นเท็จในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างว่าเป็นการจ้างเหมาบริการจ้างเหมาดูแลต้นไม้และทำความสะอาด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และนโยบายของทางราชการ ไม่ได้เจตนาหรือจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ได้จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินบำรุงโดยผิดระเบียบ และไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในบังคับบัญชาเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อย่างไรก็ตาม โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๓ หลังจากที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับ แต่ศาลปกครองเปิดทำการวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ขณะนั้นยังไม่มีศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีปกครอง ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โจทก์ นายแพทย์สมนึก ชีวาเกียรติยิ่งยง ที่ ๑ นายนพดล หงษ์หิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
จำเลย — นายแพทย์สมนึก ชีวาเกียรติยิ่งยง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2548
#267046
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่ทราบว่าถูกฟ้อง ถือไม่ได้ว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยการปิดหมายที่ไม่มีพยานรู้เห็นเป็นการไม่ชอบนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

การปิดหมายตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องมีพยานรู้เห็นในการปิดหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2541) ต้องไม่เกิน 8,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะผู้ค้ำประกันชำระแทนกับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม แต่ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 600 บาท แทนโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 261 หมู่ 6 ตำบลบึงบูรณ์ อำเภอบึงบูรณ์ จังหวัดศีรษะเกษ และทราบว่าถูกฟ้องคดีแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดและปล่อยเวลาล่วงพ้นไปนานปี จำเลยที่ 2 จึงจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่ทราบว่าถูกฟ้องถือว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ดังนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหานี้ชอบแล้ว แต่ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยการปิดหมายที่ไม่มีพยานรู้เห็นเป็นการไม่ชอบนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหานี้โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเลยโดยไม่ต้องยกสำนวน เห็นว่า การปิดหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง มิได้บังคับให้ต้องมพยานรู้เห็นในการปิดหมายแต่อย่างใดข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ที่ว่าการปิดหมายโดยไม่มีพยานรู้เห็นเป็นการไม่ชอบ คงยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นส่วนอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ วรจิตร
จำเลย — นางสาววาสนา แดงงาม กับพวก
จำเลยร่วม — นายประกอบ สุพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 10/2548
#415612
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสระแก้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสระแก้วโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายวิรัตน์ ประสาทศรี โจทก์ ได้ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลวังน้ำเย็น จำเลย ต่อศาลจังหวัดสระแก้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม ๓๒๖/๒๕๔๗ ความว่า จำเลยได้จัดทำท่อระบายน้ำริมถนนสายสระแก้ว - จันทบุรี ระหว่างกิโลเมตรที่ ๑๑๒ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๑๓ ฝั่งขวาของถนนจากจังหวัดสระแก้วมุ่งหน้าไปจังหวัดจันทบุรี หน้าตลาดตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเขตปกครองท้องที่ของจำเลย โดยทุกระยะ ๑๐ เมตร จะสร้างบ่อระบายน้ำทิ้งและใช้ตะแกรงเหล็กปิดไว้เพื่อให้น้ำจากถนนไหลลงในท่อระบายน้ำใต้ดิน และป้องกันไม่ให้คนหรือสิ่งของตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้ง ทั้งนี้จำเลยจะต้องจัดทำตะแกรงเหล็กวางบนปากบ่อ ให้มีความพอดีกันและต้องจัดทำบ่ารองรับตะแกรงเหล็กให้พอดีกับตะแกรงเหล็ก ให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยพอที่จะรับน้ำหนักคน สิ่งของหรือรถยนต์ อันเป็นการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรม ตามแบบแปลนที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลนวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย นำตะแกรงเหล็กไปปิดปากบ่อระบายน้ำทิ้งบริเวณดังกล่าว โดยไม่จัดทำบ่ารองตะแกรงเหล็กบริเวณปากบ่อ และทำตะแกรงเหล็กมีขนาดเล็กกว่าปากบ่อตั้งแต่เริ่มทำการก่อสร้างเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๖ โจทก์ได้ไปยืนบนตะแกรงเหล็กดังกล่าว แต่ตะแกรงเหล็กรับน้ำหนักโจทก์ไม่ได้ โจทก์และตะแกรงเหล็กตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้งพร้อมกัน เป็นเหตุให้ตะแกรงเหล็กทับขาขวาโจทก์หักหลายท่อน โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า บริเวณที่เกิดเหตุไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย แต่อยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวง จำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้าง และไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อสร้างและอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด ตะแกรงเหล็กทุกบ่อระบายน้ำทิ้งมีสภาพแข็งแรงปลอดภัยถูกหลักวิศวกรรม ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับอันตรายจากตะแกรงเหล็กดังกล่าว โจทก์เองได้มาขายไก่ย่างในบริเวณเกิดเหตุเป็นเวลาหลายวันก็ไม่ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใด เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง อีกทั้งบริเวณไหล่ทางที่เกิดเหตุ ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย แจกจ่าย หรือเรี่ยไรบนทางจราจรและไหล่ทาง และมาตรา ๒๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ห้ามมิให้ปรุงอาหาร ขาย หรือจำหน่ายสินค้าบนถนน หรือในสถานสาธารณะ การที่โจทก์ขายไก่ย่างในบริเวณที่เกิดเหตุแล้วพลัดตกท่อระบายน้ำจึงเกิดจากการที่โจทก์ละเมิดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกก็เกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระแก้วพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ (๓) และมาตรา ๕๑ (๘) กำหนดให้เทศบาลตำบลมีหน้าที่รักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เหตุละเมิดเกิดจากเทศบาลตำบลวังน้ำเย็น จำเลย ละเว้นไม่จัดทำตะแกรงเหล็กปิดปากบ่อระบายน้ำทิ้งบริเวณหน้าตลาดตำบลวังน้ำเย็น ให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเพียงพอที่จะรับน้ำหนักคน สิ่งของหรือรถยนต์ไม่ให้ตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีพิพาทจึงอาจอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเคยวางแนววินิจฉัยไว้ว่า ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น เป็นการจำกัดประเภทแห่งคดีที่เกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง โดยมิได้มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดา หรือการกระทำละเมิดที่มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อคดีนี้โจทก์อ้างว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่จัดทำตะแกรงเหล็กปิดปากบ่อระบายน้ำทิ้งให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเพียงพอ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ กรณีพิพาทจึงไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ตะแกรงเหล็กบริเวณปากบ่อของท่อระบายน้ำที่เกิดเหตุมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของคนที่ขึ้นไปยืนบนตะแกรงเหล็กได้ ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งว่าท่อระบายน้ำที่เกิดเหตุมิได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใดและอยู่ในความรับผิดชอบของใคร เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบท่อระบายน้ำที่เกิดเหตุ จึงรับฟังได้ว่า ท่อระบายน้ำที่เกิดเหตุอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย เมื่อท่อระบายน้ำดังกล่าวมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของคนที่ขึ้นไปยืนบนตะแกรงเหล็ก จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดูแลรับผิดชอบท่อระบายน้ำนั้นหรือไม่ เมื่อโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากการที่โจทก์ตกลงไปในท่อระบายน้ำ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัตินิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึง หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง และบัญญัตินิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า (๑) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคลหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง (๒) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ (๓) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม (๑) หรือ (๒) เทศบาลตำบลวังน้ำเย็น จำเลยในคดีนี้เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๕๐ (๒) มาตรา ๕๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำ และ ทางระบายน้ำ อันเป็นกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองเช่นจำเลยโดยเฉพาะ อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการกำหนดแบบแปลนและแบบรูปของทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำที่จะทำการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ควบคุมดูแลให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบแปลนและแบบรูปที่กำหนด และทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้โดยไม่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนอยู่เสมอด้วย เมื่อคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จัดทำท่อระบายน้ำริมถนนสายสระแก้ว - จันทบุรี ระหว่างกิโลเมตรที่ ๑๑๒ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๑๓ ฝั่งขวาของถนนจากจังหวัดสระแก้วมุ่งหน้าไปจังหวัดจันทบุรี หน้าตลาดตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของจำเลย โดยทุกระยะ ๑๐ เมตร จะสร้างบ่อระบายน้ำทิ้งและใช้ตะแกรงเหล็กปิดไว้เพื่อให้น้ำจากถนนไหลลงท่อระบายน้ำใต้ดินและป้องกันมิให้คนหรือสิ่งของตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้ง แต่จำเลยด้วยความประมาทเลินเล่อ ละเลยมิได้จัดทำตะแกรงเหล็กปิดวางบนปากบ่อให้มีขนาดพอดีกับปากบ่อ ทั้งมิได้จัดทำบ่ารองรับตะแกรงเหล็กให้มีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคนหรือสิ่งของได้อย่างปลอดภัย เมื่อโจทก์ไปยืนบนตะแกรงเหล็กดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์พลัดตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้ง ตะแกรงเหล็กทับขาของโจทก์หักหลายท่อน ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากเหตุดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิรัตน์ ประสาทศรี โจทก์ เทศบาลตำบลวังน้ำเย็น จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ ประสาทศรี
จำเลย — เทศบาลตำบลวังน้ำเย็น
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2548
#415611
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ บริษัท ปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด ได้ยื่นฟ้อง กระทรวงการคลัง ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ ๒ กรมสรรพสามิต ที่ ๓ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๔ เจ้าพนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙๘/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำและขายสุราแช่ชนิดเบียร์ของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ชื่อ "สิงห์" หรือที่เรียกว่า "เบียร์สิงห์" โดยใช้รูปสัญลักษณ์ "สิงห์สีทอง" และมีคำภาษาอังกฤษ "SINGHA" เป็นเครื่องหมายการค้า โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอนุญาตให้ทำและขายสุราให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ต่อมาในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขออนุญาตผลิตและจำหน่ายสุราแช่ชนิดเบียร์เรียกว่า "เบียร์สิงห์ ๗๐" เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๐ ปีของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และได้มีการเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ พิจารณาอนุญาตตามขั้นตอนของระเบียบ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตผลิตและจำหน่ายสุราแห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ พิจารณาคำขออนุญาตผลิตเบียร์สิงห์ ๗๐ ดังกล่าว อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีผลิต จำหน่ายและใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุเบียร์สิงห์ ๗๐ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ในฐานะเจ้าพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือ ที่ กค ๐๖๑๐.๐๓/๑๕๑๒ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทราบราคาขายที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้เริ่มนำเบียร์สิงห์ ๗๐ ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ ครั้นวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๖๑๐.๐๓/๕๒๐๙ ส่งสำเนาประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีให้ผู้ฟ้องคดีทราบโดยกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ แตกต่างจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้พิจารณาเห็นชอบราคาขาย ณ โรงงานของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๖๑๐.๐๓/๕๒๑๔ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ แจ้งว่า ได้คำนวณภาษีสุราแช่ (เบียร์) ตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ตามประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ แล้ว ผู้ฟ้องคดีมีภาระภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๘๕๐,๒๐๖.๒๓ บาท ให้ผู้ฟ้องคดีไปชำระภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คัดค้านประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ขอให้ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว และมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสามารถใช้ราคาขาย ณ โรงงานสุราตามเดิมต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่า การกำหนดมูลค่าสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีสำหรับเบียร์สิงห์ ๗๐ นั้น เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติของมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ใช้กับเบียร์ทุกตรา ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับเบียร์ตราใดตราหนึ่ง ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ โดยความเห็นชอบอนุมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ประกาศกำหนดให้มูลค่าของเบียร์สิงห์ ๗๐ มีราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ อันเป็นราคาเท่ากับเบียร์สิงห์นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทำโดยไม่สุจริตเลือกปฏิบัติ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้รับทราบราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖ อันทำให้ผู้ฟ้องคดีเชื่อถือและมั่นใจว่าผู้ฟ้องคดีสามารถผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ ๗๐ ได้ในราคาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการผลิตและเริ่มจำหน่ายเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ แต่ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กลับออกประกาศกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ โดยไม่ปรากฏว่าในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวภาวะตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นช่วงที่ภาวะตลาดไม่ปกติ ที่จะทำให้ต้องนำราคาขายในตลาดปกติมาออกประกาศกำหนดราคาขายดังกล่าว ตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นหลักเกณฑ์ไว้ว่า มูลค่าของสุราที่ประกาศนั้น กำหนดจากราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติได้ การประกาศมูลค่าสุราดังกล่าวจึงเป็นการประกาศโดยไม่มีหลักเกณฑ์และเหตุผล แต่อย่างใด การประกาศกำหนดราคาขายเบียร์สิงห์ ๗๐ เท่ากับราคาขายเบียร์สิงห์ ในราคา ๓๖.๙๕ บาท ทั้ง ๆ ที่กรรมวิธี วัตถุดิบ ต้นทุนในการผลิตแตกต่างกัน ซึ่งราคาตามตลาดปกติ เบียร์สิงห์ ๗๐ มีราคาไม่เท่ากับเบียร์สิงห์นั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียภาษีสูงขึ้นและเสียเปรียบผู้ผลิตรายอื่น ๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้า เนื่องจากประกาศกำหนดราคาเบียร์สิงห์ ๗๐ ดังกล่าวมีผลให้เบียร์สิงห์ ๗๐ มีราคาสูงกว่าเบียร์ของผู้ผลิต รายอื่นในระดับคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงกันที่มีราคาขาย ๒๗.๒๐ บาท/ภาชนะ ซึ่งเป็นการไม่เป็นธรรมในการประกอบธุรกิจนี้อันเกิดจากคำสั่งไม่สุจริตของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า และเป็นการใช้ดุลพินิจ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ฟ้องคดียังคงใช้ราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับภาระราคาที่แตกต่างกันและต้องชำระภาษีเพิ่มเป็นจำนวนเงิน ๔,๘๕๐,๒๐๖.๒๓ บาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามเพราะการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวมีโทษทางอาญาในการผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ ๗๐ ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีคาดหมายว่าจะสามารถทำยอดจำหน่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ได้กำไรประมาณร้อยละ ๗ ของยอดจำหน่ายดังกล่าวคิดเป็นเงินเดือนละ ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าตามฟ้อง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถจำหน่ายเบียร์สิงห์ ๗๐ ได้ตามเป้าหมายนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ เป็นต้นมา เนื่องจากผู้ฟ้องคดีใช้ราคาเดิม คือ ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ เพราะไม่ประสงค์จะให้ผู้บริโภคต้องรับภาระที่เพิ่มขึ้นจากราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับภาระภาษีทั้งหมดเองเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องลดยอดการบรรจุและจำหน่ายเบียร์สิงห์ ๗๐ ลง ผู้ฟ้องคดีขอเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าในส่วนนี้เป็นเงินเดือนละ ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๖ เดือน คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ายังทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระภาษีทั้งภาษีสุรา ภาษีเทศบาล และภาษีสุขภาพสูงขึ้นเป็นเงิน ๖.๐๑๘๓๒ บาท/ภาชนะ โดยผู้ฟ้องคดีได้ชำระภาษีไปแล้วจำนวน ๑๓๗,๕๙๒,๔๗๗.๔๓ บาท ซึ่งหากไม่มีประกาศดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องชำระภาษีเพียง ๑๐๙,๓๓๑,๐๐๖.๔๐ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงได้ชำระภาษีเกินเป็นเงินจำนวน ๒๘,๒๖๑,๔๗๑.๐๓ บาท ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อรวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าต้องชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจนถึงวันฟ้องจึงเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๘,๒๖๑,๔๗๑.๐๓ บาท นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ายังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินเดือนละ ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และชำระเงินภาษีคืนแก่ผู้ฟ้องคดีหรืองดเว้นภาษีเป็นเงิน ๖.๐๑๘๓๒ บาท/ภาชนะ ตามยอดที่ผู้ฟ้องคดีผลิตและจำหน่ายนับแต่วันฟ้องต่อไปด้วย สำหรับการพิจารณาอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้อ้างเหตุที่ผู้ฟ้องคดีไม่ส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตเบียร์สิงห์ ๗๐ ซึ่งถือเป็นความลับในทางธุรกิจ กลั่นแกล้งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนประกาศฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ออกประกาศ คือ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๓๘,๒๖๑,๔๗๑.๐๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่สามารถผลิตเบียร์สิงห์ ๗๐ ออกจำหน่ายได้ อันเนื่องมาจากประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเดือนละ ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรือ งดเว้นเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเงิน ๖.๐๑๘๓๒ บาท/ภาชนะ ตามยอดผลิตที่ผลิตและจำหน่ายต่อไปนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเพิกถอนประกาศ ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี และเป็นกฎที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป เนื่องจากขณะออกประกากรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เพื่อปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเบียร์ใหม่ทั้งระบบนั้น ยังไม่มีเบียร์สิงห์ ๗๐ จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด การออกประกาศของกรมสรรพสามิตดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและมิได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด การพิจารณาอุทธรณ์คัดค้านประกาศสรรพสามิตฉบับพิพาทได้กระทำโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ศาลภาษีอากรกลาง) ตามมาตรา ๗ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอนุมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกประกาศ เรื่องกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ โดยกำหนดมูลค่าของสุราแช่ ชนิดเบียร์ชื่อสุรา "สิงห์ ๗๐" ราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนประกาศฉบับดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ และชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรืองดเว้นเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ดังกล่าว ที่ออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยอนุมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ กำหนดมูลค่าของเบียร์สิงห์ ๗๐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ฟ้องคดี ราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และ ผู้ฟ้องคดีที่มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุรา อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกประกาศกำหนดราคาขายเบียร์สิงห์ ๗๐ ณ โรงงานสุราซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองนี้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทำโดยไม่สุจริต เป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องมาจากการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าวโดยไม่ชอบ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนในคำขอท้ายฟ้องคำขอหนึ่งที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรืองดเว้นเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าจะต้องชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรืองดเว้นเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวหรือไม่ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองและการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เสียก่อน การชดใช้เงินภาษีหรืองดเว้นเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นตามคำขอของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ และคดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๖๑๐.๐๓/๕๒๐๙ ส่งสำเนาประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีให้ผู้ฟ้องคดีทราบโดยกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๖๑๐.๐๓/๕๒๑๔ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ แจ้งว่า ได้คำนวณภาษีสุราแช่ (เบียร์) ตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ตามประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ แล้ว ผู้ฟ้องคดีมีภาระภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๘๕๐,๒๐๖.๒๓ บาท จึงให้ผู้ฟ้องคดีไปชำระภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรจากผู้ฟ้องคดีหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ออกประกาศกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ ๗๐ ที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งราคาขายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไว้ในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ เป็น ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว ก็มิใช่เป็นประเด็นโดยตรงที่ผู้ฟ้องคดีได้นำมาฟ้องคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการพิพาทกันระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับผู้ฟ้องคดีอันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรหรือคดีพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากล่าวอ้างแต่อย่างใด อีกทั้งก็มิใช่เป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร หรือเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) (๓) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ด้วย จึงมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีที่พิพาทเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ โดยกำหนดราคาขายเบียร์สิงห์ ๗๐ ของผู้ฟ้องคดีในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ สูงกว่าราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้ฟ้องคดี ได้แจ้งไว้คือราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ โดยอ้างว่าเป็นการออกประกาศที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๘ จัตวาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฐานในการคำนวณภาษีสุราตามมูลค่า โดยมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคหนึ่ง กำหนดให้สุราที่ทำในราชอาณาจักรต้องเสียภาษีตามราคาขาย ณ โรงงานสุรา รวมกับภาษีสุราที่พึงต้องชำระ และวรรคสองเป็นกรณีที่ไม่มีราคาขาย ณ โรงงานสุรา หรือราคาขายมีหลายราคาก็ให้ถือตามราคาที่อธิบดีประกาศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนวรรคสามได้กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีโดยกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติ จึงเห็นได้ว่าประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสุรา ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีให้แตกต่างไปจากราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแจ้งไว้ได้ จึงถือได้ว่าเป็นลักษณะของการประเมินภาษีรูปแบบหนึ่งที่มิใช่การประเมินภาษีโดยทั่วไป เนื่องจากพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ไม่มีระบบการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมิน ประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทได้ออกมามุ่งหมายให้ใช้บังคับสำหรับสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผู้ฟ้องคดีทำขึ้นโดยเฉพาะ มิได้มีผลบังคับเป็นการทั่วไปแก่ ผู้ได้รับใบอนุญาตทำสุราแช่ชนิดเดียวกับรายอื่น ๆ จึงไม่ถือว่าเป็นกฎแต่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกมาเพื่อกำหนดฐานภาษี อันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานซึ่งเห็นว่าราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ทำการประเมินราคาเพิ่มขึ้นโดยออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นประกาศหรือคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาล ก็ย่อมถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ส่วนการขอให้ชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรืองดเว้นภาษีส่วนที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นเนื่องจากการออกประกาศดังกล่าว ก็เป็นประเด็นที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ สำหรับประเด็นเรื่องการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถผลิตเบียร์สิงห์ ๗๐ ออกจำหน่ายได้นั้น แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิด แต่ก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐในการจัดเก็บภาษีอากรและเมื่อพิจารณาถึงมูลคดีโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าประเด็นหลักในคดีนี้ คือการขอให้เพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นเรื่องการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ส่วนการขอให้คืนภาษีและชดใช้ค่าเสียหายถือเป็นประเด็นรอง ซึ่งจะต้องวินิจฉัยในประเด็นหลักก่อนว่าประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อประเด็นหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ประเด็นรองย่อมอยู่ในอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรด้วย และมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดว่าคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้ว ก็ย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องสรุปได้ว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ทำสัญญาผูกพันกับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพื่อทำและจำหน่ายสุราแช่ ชนิดเบียร์ ต่อมาบริษัทบุญรอดฯ โอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีได้ทำการผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ ๗๐ โดยได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ และอนุญาตให้กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราในราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ตามที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งไว้ด้วย ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่องกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ โดยกำหนดราคาขายเบียร์ ณ โรงงานสุราของผู้ฟ้องคดีใหม่ จากเดิม ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ เป็น ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คัดค้านขอให้ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ยกเลิก ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระภาษีเพิ่มเติมและเสียภาษีสูงขึ้นจากเดิม ทั้งได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันคืนเงินภาษีส่วนที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียเพิ่มขึ้นและชดใช้ค่าเสียหายด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากขณะออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักร เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เพื่อปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเบียร์ใหม่ทั้งระบบนั้น ยังไม่มีเบียร์สิงห์ ๗๐ จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด การออกประกาศของกรมสรรพสามิตดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและมิได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด การพิจารณาอุทธรณ์คัดค้านประกาศสรรพสามิตฉบับพิพาทได้กระทำโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องอำนาจศาลภาษีอากรไว้ ดังนี้

มาตรา ๗ "ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้

(๑) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงาน หรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

...

(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร

..."

คดีนี้มูลคดีพิพาทสืบเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ โดยกำหนดราคาขายเบียร์สิงห์ ๗๐ ของผู้ฟ้องคดีในราคา ๓๖.๙๕ บาท/ภาชนะ สูงกว่าราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทราบกำหนดราคาไว้แล้วคือราคา ๒๗.๑๘ บาท/ภาชนะ โดยอ้างว่าการออกประกาศที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๘ จัตวา เป็นเรื่องฐานในการคำนวณภาษีสุรา ตามมูลค่า โดยมาตรา ๘ จัตวา (๑) วรรคหนึ่ง กำหนดให้สุราที่ทำในราชอาณาจักรต้องเสียภาษีตามราคาขาย ณ โรงงานสุรา รวมกับภาษีสุราที่พึงต้องชำระ และวรรคสองเป็นกรณีที่ไม่มีราคาขาย ณ โรงงานสุรา หรือราคาขายมีหลายราคาก็ให้ถือตามราคาที่อธิบดีประกาศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนวรรคสามได้กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีโดยกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติ จึงเห็นได้ว่าประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสุรา ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีให้แตกต่างไปจากราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแจ้งไว้ได้ แม้ประกาศหรือคำสั่งพิพาทจะเป็นการออกโดยใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็ออกมาเพื่อกำหนดฐานภาษี อันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานซึ่งเห็นว่าราคาขาย ณ โรงงานสุราที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ทำการประเมินราคาเพิ่มขึ้นโดยออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว ถือได้ว่าการประเมินมูลค่าสุราเพื่อกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาษีรูปแบบหนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่าเป็นประกาศหรือคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาล ย่อมเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ยิ่งกว่านั้นการที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ชดใช้เงินค่าภาษีคืนหรืองดเว้นภาษีส่วนที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นเนื่องจากการออกประกาศดังกล่าว ก็เป็นประเด็นที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ทั้งประเด็นการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์นั้นก็เป็นมูลความที่เกี่ยวเนื่องกัน ย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเช่นเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง บริษัท ปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ ๒ กรมสรรพสามิต ที่ ๓ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๔ เจ้าพนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2548
#415610
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๕ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องกรมศิลปากร ที่ ๑ นายนิคม มูสิกะคามะ ที่ ๒ และนายอาวุธ เงินชูกลิ่น ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ธ.๓๕๒๒/๒๕๔๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ในนามกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรมวัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา สัญญาว่าจ้างเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ วงเงินค่าจ้าง ๑๓๓,๗๔๙,๘๑๘.๑๘ บาท โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างดังกล่าวของกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ซึ่งบริษัทเพ็ญคอน จำกัด ผู้ยื่นคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันได้ตกลงในคำขอว่าหากโจทก์ถูกเรียกเก็บเงินตามหนังสือค้ำประกันไปจำนวนเท่าใด บริษัทเพ็ญคอน จำกัด จะนำเงินตามจำนวนที่โจทก์ได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี หรืออัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้โจทก์สามารถเรียกเก็บได้นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินไปมาชำระให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้คืนครบถ้วน ต่อมา กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไรท์แมนได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ จำนวน ๑๓๓,๗๔๙,๘๑๘.๑๘ บาท รวมทั้งค่าปรับ ราคาค่างานที่จะพึงเกิดขึ้นให้แก่โจทก์ เพื่อประกันการชำระหนี้ของบริษัทเพ็ญคอน จำกัด ที่มีแก่โจทก์อยู่แล้วและหนี้ในอนาคต โดยได้บอกกล่าวการโอนให้จำเลยที่ ๑ ทราบ และจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมสรรพากรว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ขัดข้องในการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว แต่นับแต่จำเลยที่ ๑ ได้รับการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างฉบับดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยส่งเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและพบว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กับบริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ในนามกิจการร่วมค้าเพ็ญคอนไร้ท์แมน ได้สมคบกันโดยทุจริตจัดทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ขึ้นในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โดยใช้เลขที่สัญญาเดิมคือ สัญญาเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ ซึ่งมีสาระสำคัญของข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ และเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรกับบริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ในนามกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ยังได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ ฉบับลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน เป็นเงิน ๒๐,๐๖๒,๔๗๒.๗๓ บาท โดยมิได้บอกกล่าวหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างดังกล่าว ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวให้กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้ต่างๆ ที่บริษัทเพ็ญคอน จำกัด ค้างชำระหนี้ต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและผิดระเบียบปฏิบัติของทางราชการ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างจึงได้ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน ๒๐,๐๖๒,๔๗๒.๗๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๓ ถึงวันฟ้อง รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน ๒๓,๐๖๓.๕๙๘.๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๐,๐๖๒,๔๗๒.๗๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ กับบริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด มิได้สมคบกันโดยทุจริตจัดทำสัญญาจ้าง ฉบับลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ขึ้นใหม่ เพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามข้ออ้างของโจทก์ แต่การแก้ไขดังกล่าวเป็นไปเพราะสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒มีข้อความในสาระสำคัญคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงและเจตนาของคู่สัญญา และสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ ก็ยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไปอยู่ตามเดิม เว้นแต่ข้อความเฉพาะในส่วนที่ขัดแย้งกับข้อความที่คู่สัญญาตกลงกันให้ถือปฏิบัติตามสัญญา ฉบับลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เท่านั้น นอกจากนี้ เงินล่วงหน้าที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่บริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ตามคำฟ้องของโจทก์มิใช่เป็นเงินค่าจ้างทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างงวดหนึ่งงวดใดตามความหมายในสัญญาจ้างและในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เพราะมิใช่เป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแต่เป็นเงินอีกประเภทหนึ่งซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงให้แก่บริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ผู้รับจ้าง ยืมหรือเบิกไปใช้ก่อนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ทำให้ในการจ่ายเงินค่าจ้างตามงวดในสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารซึ่งมีทั้งหมด ๔๔ งวด ผู้รับจ้างต้องยอมให้จำเลยที่ ๑ หักเงินค่าจ้างเพื่อชำระหนี้เงินยืมที่เบิกไปเป็นเงินงวดละ ๑,๐๐๓,๑๒๓.๖๔ บาท เสียก่อน หลังจากหักชำระแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อเงินล่วงหน้าจำนวน ๒๐,๐๖๒,๔๗๒.๗๓ บาท มิใช่เป็นเงินค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

ต่อมา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คดีนี้มิใช่เป็นคดีแพ่งสามัญ แต่เป็นคดีปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เนื่องจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามฟ้องเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงาระหว่างกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมนกับจำเลยที่ ๑ การที่จะวินิจฉัยว่า จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ต้องพิจารณาจากสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาประธานว่ากิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ได้ส่งมอบงานก่อสร้างให้จำเลยถูกต้องครบถ้วนเรียบร้อยตามสัญญาจ้างหรือไม่ สัญญาประธานดังกล่าวคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือ จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างอาคารเพื่อให้เป็นสิ่งสาธารณูปโภคและเพื่อให้จัดทำเป็นบริการสาธารณะแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนเช่าพื้นที่จัดกิจกรรม จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งโอนคดีไปศาลปกครองหรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำชี้แจงว่า มูลคดีนี้เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคดีแพ่งสามัญทั่วไป ไม่ใช่ข้อพิพาทที่เกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองหรือเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด นอกจากนั้น สัญญาว่าจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ จำเลยที่ ๑ กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมนจะมีข้อโต้แย้งหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างไรหรือไม่ ก็ไม่ผูกพันโจทก์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งไม่ใช่ศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์ได้รับโอนมาจากกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ดังนั้นการที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์วิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา ฉบับลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นสัญญาประธานยังคงมีผลผูกพันอยู่หรือไม่ และจำเลยที่ ๑ ได้จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมนไปแล้ว หรือไม่ เพียงใด เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อสาระสำคัญของสัญญาว่าจ้างก่อสร้างสรุปได้ว่า ผู้รับจ้างจะต้องก่อสร้างอาคารนิทรรศการทางวัฒนธรรม อาคารนิทรรศการทางธรรมชาติในทะเล อาคารนิทรรศการทางทรัพยากรธรณี อาคารนิทรรศการทางธรรมชาติบนพื้นดิน อาคารนิทรรศการหมุนเวียน นอกจากนั้นผู้รับจ้างยังต้องสรุปเนื้อหาวิชาการและติดตั้งงานโครงสร้างลอยตัวของนิทรรศการต่างๆ ดังกล่าว ต้องทำหุ่นจำลอง เช่น จำลองถ้ำ จำลองโกงกาง จำลองเขาตะปู ทำทางเดินชมทิวทัศน์ป่าโกงกาง เป็นที่เห็นได้ว่าอาคารและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม และเมื่อพิจารณาประกอบกับอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๘ มาตรา ๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓ อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะทำสัญญาแล้ว ปรากฏว่า จำเลยมีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาในด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย จึงเป็นที่เห็นได้ว่า สัญญาจ้างสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา ดังกล่าวเป็นสัญญาว่าจ้างให้ปลูกสร้างสถานศึกษาประเภทหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๑ บัญญัติว่า "รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ..." นอกจากนั้น หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา ๔๓ ยังบัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ... การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ..." การศึกษาจึงเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัย ศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา ระหว่างกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในกรณีนี้คือศาลปกครองกลาง สำหรับกรณีของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ แม้โจทก์บรรยายฟ้องสภาพแห่งข้อหาว่าเป็นเรื่องละเมิด แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นอธิบดีของจำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจยกเลิกสัญญาว่าจ้างเดิมแล้วทำสัญญาว่าจ้างขึ้นใหม่แก้ไขสัญญาฉบับใหม่ และจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน เพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ ไม่ให้โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๑ รับโอนมาได้ การละเมิดของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จึงมิใช่การละเมิดโดยกายภาพ หากแต่เป็นกรณีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลางด้วย

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสามไม่ได้จ่ายเงินตามสิทธิเรียกร้องที่กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน มีต่อจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นเพียงการปฏิบัติผิดต่อภาระผูกพันที่มีต่อโจทก์ตามนิติสัมพันธ์ทางแพ่งที่มีอยู่ต่อกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๑ หมวด ๔ ว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามแนวความเห็นของศาลปกครองสูงสุด (คำร้องที่ ๒๑๕/๒๕๔๔ คำสั่งที่ ๔๔/๒๕๔๕) นอกจากนี้ แม้ว่า "สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรม และประเพณีแห่งอันดามันจังหวัดพังงา ตามสัญญาเลขที่ ๓๒/๒๕๔๒ ฉบับลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒" ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่โดยที่ในการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีความผูกพันจะต้องชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด นั้น จะต้องพิจารณาจาก "หนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ระหว่างโจทก์กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน" ซึ่งมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งตามนัยมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

คดีนี้ ขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ ๒๕๓๔ ประกอบพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาในด้านศิลปวัฒนธรรมตาม

พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๘ มาตรา ๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓ ต่อมาพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๗ (๔) จะบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติเดียวกัน สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา ระหว่างบริษัทเพ็ญคอน จำกัด และบริษัทไร้ท์แมน จำกัด ในนามกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน กับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ มีวัตถุประสงค์ให้กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ก่อสร้างอาคารเพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการให้บริการการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ การศึกษาเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาของรัฐให้บรรลุผล ดังนั้น สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ในสัญญาจ้างดังกล่าวตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน และโจทก์ ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยอ้างว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันโดยทุจริตจัดทำสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้ว่าจ้าง กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน ผู้รับจ้าง ฉบับใหม่ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์ไม่ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างฉบับเดิม และจำเลยที่ ๑ จงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องโดยไม่ส่งเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า การจัดทำสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับใหม่ไม่ได้เป็นไปโดยมีเจตนาทุจริต และเงินที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่กิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมน มิใช่เงินค่าจ้างหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ดังนั้น แม้มูลคดีจะเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลย ทั้งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ข้อพิพาทโดยตรงจากข้อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา แต่ข้ออ้างของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กับกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมนที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ ๑ และกิจการร่วมค้าเพ็ญคอน-ไร้ท์แมนผูกพันเป็นคู่สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระเงินค่าจ้างทำของตามสัญญาให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปกรรม วัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จังหวัดพังงา เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ กรมศิลปากร ที่ ๑ นายนิคม มูสิกะคามะ ที่ ๒ และนายอาวุธ เงินชูกลิ่น ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศิลปากร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2548
#415609
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

บริษัท ชลกานต์วอเตอร์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลำพูน ที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๘/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตและจัดส่งเพื่อจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดให้แก่ผู้บริโภคในเขตจังหวัดภาคเหนือ และเป็นผู้ใช้กระแสไฟฟ้ารายหนึ่งในจังหวัดลำพูน โดยผู้ฟ้องคดีได้ติดตั้งเครื่องควบคุมการใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุดซึ่งมีการติดตั้งใช้งานอย่างแพร่หลาย เพื่อลดค่าไฟฟ้าอันเป็นต้นทุนการผลิต ร่วมกับการออกระเบียบเคร่งครัดการประหยัดไฟฟ้าภายในโรงงานจึงทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มาตรวจสอบจุดติดตั้งมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าซึ่งอยู่ริมรั้วห่างจากอาคารโรงงานประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีส่งพนักงานผู้เชี่ยวชาญร่วมรับทราบและเฝ้าดูการปฏิบัติงาน แต่กลับเข้าทำการตรวจสอบโดยลำพังแล้วอ้างว่าพบสายคอนโทรลถูกตัดขาด และสามารถบอกได้ในทันทีว่ามีผลทำให้มิเตอร์หมุนช้าไปร้อยละห้าสิบ โดยปราศจากเครื่องมือวัดค่าใดๆ แล้วให้พนักงานในโรงงานของผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด และเรียกเบี้ยปรับละเมิดการใช้ไฟฟ้าจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งว่าจะทำการปรับปรุง ค่ากระแสไฟฟ้าของผู้ฟ้องคดีที่ลดลงในเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ๒๕๔๓ เป็นจำนวนสูงถึง ๒๖๓,๐๗๕.๑๔ บาท โดยคิดคำนวณตามอำเภอใจ ผู้ฟ้องคดีจึงร้องขอความเป็นธรรมไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้กำหนดจำนวนเงินปรับปรุงค่ากระแสไฟฟ้าใหม่เป็นเงิน ๑๒๗,๔๒๒.๒๐ บาท พร้อมเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้า ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจึงยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗/๒๕๔๔ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกเบี้ยปรับละเมิดการใช้ไฟฟ้าและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุง และขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ผู้ฟ้องคดีตามปกติ ต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือด่วนมากที่ มท ๕๓๖๑/ ลพ. ๐๙๓๐ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ให้ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงกรณีละเมิดจำนวน ๑๒๗,๔๒๒.๒๐ บาท ภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือชี้แจงไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อให้ชะลอการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าไว้ก่อนเพราะคดีหมายเลขดำที่ ๒๗/๒๕๔๔ อยู่ระหว่างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ด้วย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้งดจ่ายกระแสไฟฟ้าและให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าในฐานะผู้ค้ำประกันของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่บังเกิดผลเสียหายแก่ประชาชนผู้ต้องจำยอมเข้าทำสัญญาด้วยโดยไม่มีทางเลือก เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีขอบเขต และมีเจตนามุ่งหมายให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีดังเดิมโดยเร็ว ให้ชดใช้เงินในบรรดาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ทำละเมิดจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้คืนเงินค้ำประกันความเสียหายแก่ผู้ค้ำประกัน และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือด่วนมากที่ มท ๕๓๖๑/ลพ. ๐๙๓๐ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

ระหว่างพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นการปฏิบัติตามสัญญา และเป็นเรื่องสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง เป็นสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำกับผู้ใช้บริการเฉพาะราย มิใช่สัญญาที่ทำกับผู้ใช้บริการทั่วไป ไม่เป็นสัญญามหาชนหรือสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เพราะสัญญาที่พิพาทเป็นสัญญาทางปกครองที่เกี่ยวด้วยการสาธารณูปโภค การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่ได้มาโดยผลของกฎหมายและเงินทุนที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ในการประกอบกิจการก็เป็นเงินทุนของรัฐบาลที่ได้มาจากการเก็บภาษีจากประชาชน

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้เป็นการพิพาทกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดลำพูนเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำการงดจ่ายกระแสไฟฟ้า อันมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประชาชนเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภาระหน้าที่จัดบริการให้ประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้กระแสไฟฟ้า ดังนั้น สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นสัญญาที่จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่พระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๖ มาตรา ๑๓ และมาตราอื่นๆ ได้กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไว้หลายประการ บางประการต้องใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินการ เช่น อำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๓๕ บางประการก็มิได้ใช้อำนาจทางปกครองแต่เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ เช่น การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง หรือที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามมาตรา ๖ (๒) ซึ่งให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินธุรกิจได้เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับเอกชนในการดำเนินธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่า กระทำละเมิดในการตรวจสอบและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงกรณีละเมิดตลอดจนงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว และให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าในฐานะผู้ค้ำประกันของผู้ฟ้องคดี และมีคำขอบังคับให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีดังเดิมโดยเร็วให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายและคืนเงินค้ำประกันความเสียหายแก่ผู้ค้ำประกัน กับให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ค่าไฟฟ้าปรับปรุงกรณีละเมิดนั้น

การดำเนินการทั้งหลายของผู้ถูกฟ้องคดีอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่กระทำกับผู้ฟ้องคดีในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนต่อเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครองตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท ชลกานต์วอเตอร์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลำพูน ที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ชลกานต์วอเตอร์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลำพูน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2548
#415608
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้อง กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๗๖/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ คันหมายเลขทะเบียน บร-๙๑๕๖ นครราชสีมา จากนายสมคิด ตุ้ยแคน ผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ขณะที่ผู้เอาประกันภัย ขับรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับประกันภัยไว้มาตามถนนมิตรภาพจากทางด้านอำเภอปากช่องมุ่งหน้าไปทางอำเภอสีคิ้ว ผ่านมาถึงหน้าแผนก ๕ กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อผู้ถูกฟ้องคดี ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นอย่างแรง เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเลยไม่กำกับดูแลให้หน่วยงานที่ขึ้นตรงทำการจัดเก็บรักษาและป้องกันวัตถุระเบิดให้ได้มาตรฐานในเรื่องของการจัดเก็บรักษาและมาตรการป้องกันภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ จนเป็นเหตุทำให้เกิดระเบิดและแรงอัดจากการระเบิดของคลังแสง และลูกระเบิดซึ่งถูกแรงอัดกระแทกของระเบิดได้อัดกระแทกและตกกระเด็นใส่รถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับประกันภัยไว้ ได้รับความเสียหายหลายรายการ ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๖/๒๕๔๕ ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง จึงนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๘๖,๘๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๑,๗๐๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การขนย้ายวัตถุระเบิดไปทำลายเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เหตุแห่งการระเบิดสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา เจ้าหน้าที่ชุดทำลายระเบิดจำนวน ๘ นาย นำรถยนต์บรรทุกขนาด ๒ ๑/๒ ตัน ไปทำการขนย้ายลูกระเบิดยิงจากปืนเล็กยาวขนาด ๗๐ มิลลิเมตร ชนิดระเบิดต่อสู้รถถังแบบ ๖๗ (ลย./ปล. ๗๐ มม.รบ.ตก. Type ๖๗) เพื่อนำไปทำลายและได้มีการยกขนหีบลูกระเบิดดังกล่าวจำนวนหนึ่งขึ้นไปบนรถแล้วได้ระเบิดขึ้นเมื่อเวลา ๐๙.๒๐ นาฬิกา เนื่องมาจากระเบิดดังกล่าว บางนัดมีความบกพร่องเสื่อมสภาพและเกิดจากการรั่วไหลของวัตถุระเบิดออกจากหัวรบ บางนัดอาจถูกจ่ายให้กับหน่วยปฏิบัติการนำไปใช้ในงานสนามแล้ว แต่ผู้ใช้ยังไม่ได้ใช้งานเมื่อเสร็จภารกิจก็นำมาคืนให้ฝ่ายสนับสนุนเพื่อเก็บไว้จ่ายให้กับการปฏิบัติการครั้งต่อไป ลูกระเบิดอาจได้รับการกระทบกระแทกอีก จึงอาจทำให้ระบบนิรภัยบกพร่องและทำให้ชนวนจุดระเบิดอยู่ในสภาพพร้อมทำงานซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่าเกือบอุบัติเหตุ เมื่อมีการกระแทกจากการหยิบยกเคลื่อนย้ายการระเบิดจึงเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องสุดวิสัยและไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี สำหรับความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับช่วงสิทธิมานั้นมิใช่จำนวน ๘๑,๑๐๗ บาทเนื่องจากภายหลังเกิดเหตุรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ได้ถูกรถลากไปไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลหนองสาหร่ายแล้วนั้น ผู้เอาประกันภัยได้ไปตรวจสอบสภาพรถแล้วปรากฏว่ารถยนต์ได้รับความเสียหายและวิทยุเทปซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วได้หายไป โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเกิดจากการระเบิด ดังนั้นจึงต้องหักจำนวนเงินค่าวิทยุจำนวน ๗,๒๒๐ บาท ออกจากค่าซ่อมรถยนต์จำนวน ๘๑,๑๐๗ บาท คงเหลือเพียงค่าซ่อมรถยนต์จำนวน ๗๓,๘๘๗ บาทเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยลดลงไปด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีขณะเป็นโจทก์ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งปรากฏว่าทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเสียหายเกิดจากการระเบิดจริง แต่ค่าเสียหายไม่เต็มตามจำนวนที่ฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานของรัฐอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบกและป้องกันราชอาณาจักร อันทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามกฎหมายในการมีเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด ซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายไว้ในครอบครองและมีอำนาจทำลายเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่เสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่สามารถจะดำเนินการดังเช่นผู้ถูกฟ้องคดีได้หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ เมื่อเหตุดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ระบบนิรภัยของชนวนลูกระเบิดยิงจากปืนเล็กขนาด ๗๐ มิลลิเมตร ชนิดต่อสู้รถถังแบบ ๖๗ บางนัดบกพร่องและเกิดจากการรั่วไหลของวัตถุระเบิดออกจากหัวรบ เมื่อมีการหยิบยกขนย้ายเพื่อไปทำลายจึงเกิดการกระทบกระเทือนทำให้เกิดระเบิด แม้จะเป็นการกระทำทางกายภาพก็ตาม แต่การกระทำทางกายภาพดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อเกิดการระเบิดและผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การระเบิดดังกล่าวทำให้รถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ได้รับความเสียหายโดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เนื่องจากการเก็บและการหยิบยกขนย้ายเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดเพื่อไปทำลายนั้นเป็นการดำเนินการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการครอบครองและทำลายวัตถุระเบิดดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายแม้ว่าเหตุระเบิดอาจจะเกิดจากเหตุสุดวิสัยและผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการกระทำดังกล่าว ทำให้รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยเสียหาย กรณีดังกล่าวก็เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีให้การอ้างถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการมีอาวุธและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง และการทำลายเครื่องกระสุนปืนที่เสื่อมสภาพ อันทำให้รับฟังได้ว่าการหยิบยกขนย้ายเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดในคราวเกิดเหตุเป็นการนำออกไปทำลายตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามกฎหมายก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติทางกายภาพเพื่อให้เกิดผลสำเร็จของงานเท่านั้น มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่เรื่องการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) การปรากฏถึงข้อเท็จจริงว่ากองทัพบกมีอำนาจตามกฎหมายในการครอบครองเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดรวมทั้งอำนาจในการทำลายเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่เสื่อมสภาพไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องการปฏิบัติทางกายภาพในคดีนี้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในคดีนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘/๒๕๔๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๘/๒๕๔๖ ระหว่างบริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด(มหาชน) โจทก์ กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ จำเลย ของศาลนี้ กับคดีหมายดำที่ ๙๖/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๔๓๘/๒๕๔๖ ระหว่าง บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ของศาลปกครองนครราชสีมา ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ปรากฏตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๔/๒๕๔๖ ดังนั้นคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองกลาง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๖ มาตรา ๑๗ ประกอบพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๔ (๒๔) และมาตรา ๕ (๒๔) กำหนดให้กองทัพบกมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประเด็นที่ต้องพิจารณาถัดไปมีว่า คดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในกรณีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของ ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่โดยประมาททำให้เกิดเหตุระเบิดและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เมื่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในการเตรียมกำลังกองทัพบกและการป้องกันราชอาณาจักรของผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น แต่การดำเนินการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกไปทำลาย ณ สถานที่ทำลายวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ เป็นเพียงปฏิบัติการทางปกครองที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาเพื่อให้กิจการของฝ่ายปกครองเกิดผลสำเร็จเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และแม้คดีเป็นกรณีพิพาทในการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ ก็เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด ผู้ฟ้องคดี กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพบก
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2548
#415607
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายอุทัย คล่องหัดพล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตพระนคร ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ร้องสอด) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๖๘/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเชิงสะพานพระราม ๘ ซอยวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านหลังติดกับที่ดินของนางหยะ นิลพานิช โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๔๗ ด้านซ้ายติดกับที่ดินของหม่อมราชวงศ์ พฤติสาณ ชุมพล โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๐ ส่วนด้านขวาติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๗ ผู้ฟ้องคดีได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยและครอบครองที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวซึ่งตื้นเขินมาแล้วประมาณ ๒๐ ปี ต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือที่ กท ๙๐๐๑/๓๔๔๔ ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักอาคารออกจากที่ดินที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากในพื้นที่ใกล้เคียงยังมีบุคคลอื่นได้ทำการปลูกสร้างอาคารในลักษณะเดียวกับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้มีคำสั่งให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งนี้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยยื่นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ และยื่นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ แต่จนกระทั่งยื่นฟ้องคดีนี้ก็ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีเจตนากลั่นแกล้งละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ไม่จัดส่งคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไปให้ผู้มีอำนาจพิจารณาตามขั้นตอนโดยเร็ว ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

อนึ่ง นางรุจิรา ดำรงผล บุตรของนางหยะ นิลพานิช เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๗ ได้เคยยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิด ขับไล่ และครอบครองปรปักษ์ ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำพิพากษายกฟ้อง (คดีหมายเลขแดงที่ ม. ๔๖๘/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๕)

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติราชการแทน ได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักอาคารออกจากที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างอาคารเพิงพักอาศัยจำนวนห้าหลังรุกล้ำแนวเขตแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่เขตพระนครซึ่งเป็นที่สาธารณะและอยู่ในความดูแลความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยปลูกสร้างขึ้นบริเวณด้านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๗ เลขที่ ๒๓๔ ตำบลบางขุนพรหม อำเภอบางขุนพรหม (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนางหยะ นิลพานิช เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอยู่นอกเขตที่ดินแปลงดังกล่าวด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๐๒ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าอาคารทั้งห้าหลังของผู้ฟ้องคดีปลูกอยู่บนที่งอกริมตลิ่งที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ วินิจฉัยว่า ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่งตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง กรุงเทพมหานครจึงส่งเรื่องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๒ (๑๑) ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในเรื่องนี้จึงเป็นการออกคำสั่งโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งโดยพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายที่ให้อำนาจโดยชอบ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ และไม่มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่แต่ประการใด การที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๔๔ และผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีกำลังวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๕ ยังไม่ได้มีการสั่งการอย่างใดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ดังกล่าว การฟ้องคดีเรื่องนี้จึงไม่อาจกระทำได้ตามเงื่อนไขในมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินที่มีการก่อสร้างอันเป็นเหตุให้มีการออกคำสั่งที่ขอเพิกถอนในคดีนี้ไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่งตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง เนื่องจากเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และไม่ว่าความจะเป็นประการใด ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่อยู่ด้านหน้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๔๗ ซึ่งเป็นของนางหยะ นิลพานิช ไม่ได้อยู่ด้านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ ฉ.๑๕๗ ซึ่งเป็นของผู้ฟ้องคดี จึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งหรือที่งอกออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่านางรุจิรา ดำรงผล ซึ่งเป็นบุตรของนางหยะ นิลพานิช ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในข้อหาละเมิดสิทธิ ขับไล่ ครอบครองปรปักษ์นั้น แม้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว แต่ในคำพิพากษาของศาลแพ่งก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี และตามข้อความในคำพิพากษา ก็ปรากฏเพียงคำให้การของผู้ฟ้องคดีซึ่งให้การว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่ได้เป็นทายาท ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินตามฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้ถูกโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ยกขึ้นอ้างเป็นเหตุฟ้องคดีนี้ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ระหว่างพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างฯ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่ประเด็นหลักที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเป็นเหตุโต้แย้งคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ที่มีการปลูกสร้างอาคารว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งในคดีนี้ต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดินเป็นหลัก อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๐/๒๕๔๕ และ ๓๒/๒๕๔๕

ผู้ฟ้องคดีชี้แจงว่า คดีนี้ มูลความแห่งคดีที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องต่อศาลปกครองกลาง สืบเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นประเด็นหลัก ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินเป็นประเด็นรอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่คู่กรณีโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ในการพิจารณาพิพากษาคดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ได้ความว่า คำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ กท ๙๐๐๑/๓๔๔๔ ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นคำขอที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ และจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่กรณีและพยานหลักฐานการใช้ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินส่วนข้อหาที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เลือกปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาลำดับรองเมื่อคดีมีประเด็นหลักเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลแพ่ง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยและครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักอาคารออกจากที่ดินดังกล่าวอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์แต่ประการใด ทั้งผู้ฟ้องคดียังเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีเจตนากลั่นแกล้งละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ไม่จัดส่งคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไปให้ผู้มีอำนาจพิจารณาตามขั้นตอนโดยเร็ว ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้เลือกปฏิบัติและไม่มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่แต่ประการใด ส่วนอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีนั้นกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ยังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินกันอยู่ การที่ศาลจะพิจารณาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายอุทัย คล่องหัดพล ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการเขตพระนคร ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ร้องสอด) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอุทัย คล่องหัดพล
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตพระนคร ที่ 1 กับพวกรวม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2548
#415606
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๗ นายสุนี โคตรโสภา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑ นายบุญมี วิจิตรมาลา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ๖๕๖/๒๕๔๗ ข้อหาละเมิด ความว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสาขาพรรคความหวังใหม่ ลำดับที่ ๔๖ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยจดทะเบียนเป็นสาขาพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นหน่วยงานของรัฐและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้มีอำนาจในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาสวนกวางดำเนินคดีกับโจทก์ในข้อหาว่าโจทก์ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องจากพรรคความหวังใหม่ยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยแล้ว เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๕ โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคความหวังใหม่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลจังหวัดขอนแก่น และต่อมาศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยทั้งสองที่แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นการแจ้งความเท็จและเป็นการกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน ๑๐,๐๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ในระหว่างศาลนัดไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างอนาถา จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าการที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์หาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นเหตุให้โจทก์ถูกจับกุมและถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์คัดค้านว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเจตนาให้โจทก์ต้องถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยวด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเมิด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสาขาพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔๒ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน การดำเนินคดีสำหรับความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายหรือคำกล่าวโทษ แต่ในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนมักจะจัดให้มีการร้องทุกข์หรือให้มีการกล่าวโทษ อันเป็นขั้นตอนของการเริ่มคดี ส่วนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็เพื่อกำหนดกลไกการดำเนินคดีอาญาให้บรรลุผล โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง จึงเป็นการใช้อำนาจธรรมดาทั่วไป มิใช่อำนาจที่ระบุไว้โดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับโจทก์โดยกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นการแจ้งต่อพนักงานสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ ให้อำนาจไว้ เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปดำเนินการแจ้งต่อพนักงานสอบสวนอันเป็นเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจตามกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำทางปกครองโดยแท้ มิใช่การกระทำทางปกครองที่เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจาณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาสวนกวางดำเนินคดีกับโจทก์ในข้อหาว่าโจทก์ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องจากพรรคความหวังใหม่ยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคความหวังใหม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เป็นเหตุให้โจทก์ ถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นการแจ้งความเท็จ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓ กำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืน มาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีโทษอาญาตามมาตรา ๘๔ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๓ บัญญัติให้ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าผู้ใดกระทำความผิดตาม...กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง...ให้มีอำนาจแจ้งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวน และให้มีอำนาจดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางปกครอง โดยให้ถือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" จำเลยทั้งสองในฐานะผู้เสียหาย จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ ซึ่งกรณีนี้ได้มีการดำเนินคดีอาญาฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นจนศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่ากระทำละเมิดโดยการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา นั้น การดำเนินคดีอาญาเป็นขั้นตอนดำเนินการเพื่อนำสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม คดีละเมิดนี้โจทก์ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจากการที่หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นการเฉพาะโดยตรง ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายสุนี โคตรโสภา โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑ นายบุญมี วิจิตรมาลา ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนี โคตรโสภา
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ