คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2548
#270232
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 กรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนจึงจะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 3,657,278.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,776,775.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 4,280,507.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นของต้นเงินดังกล่าว หากจำเลยไม่ชำระหนี้ทั้งสองจำนวนดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40801, 40802 ตำบลมาบตาพุด (ห้วยโป่ง) อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 ตำบลสุไหงโกลก อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 6 กันยายน 2542 ขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง หมายนัดและคำบังคับของศาล เพราะจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านที่โจทก์ฟ้องแต่ให้บุคคลอื่นเช่าอยู่ ส่วนจำเลยไปอยู่กับภริยาที่บ้านเลขที่ 122/57 หมู่ที่ 2 ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีย่อมมีทางชนะคดีโจทก์ได้เพราะโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนจึงจะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยไม่ได้สั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเพิ่ม จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิโรจน์ ปริธัญ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 3/2548
#415605
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘

ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดราชบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีโดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

อัยการศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี โจทก์ ยื่นฟ้องพลทหาร อัธยา อธิรัตน์ปัญญา จำเลย ต่อศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒/๒๕๔๕ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ มาตรา ๓๓๕ (๑) และมาตรา ๙๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๕ จำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนายเฉลิมชัย เฮงประเสริฐ จนเป็นเหตุให้นายเฉลิมชัย ได้รับอันตรายแก่กาย และภายหลังจากที่จำเลยกระทำการดังกล่าวได้ลักเอาสร้อยคอและจี้ทองคำของนายเฉลิมชัยไปโดยทุจริต ในระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีสืบพยานโจทก์และจำเลยได้ความว่า ภายหลังเกิดเหตุ พลทหาร อัธยา จำเลย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโป่งเป็นอีกคดีหนึ่งว่า นายเฉลิมชัย (ผู้เสียหายในคดีนี้) ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ซึ่งพนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรีได้ยื่นฟ้องนายเฉลิมชัยต่อศาลแขวงราชบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖๗/๒๕๔๕ และศาลได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ว่าจำเลย (นายเฉลิมชัย) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๒ เดือนและปรับ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ เดือนและปรับ ๕๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี (คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๒๐/๒๕๔๕) คดีถึงที่สุด

ในระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี จำเลยยื่นคำร้องขอให้สอบถามศาลจังหวัดราชบุรีในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้เสียหายและจำเลยกระทำความผิดด้วยกัน คดีอยู่ในอำนาจศาลทหารตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ หรือไม่ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๘๔/๒๕๒๑ ประกอบ

ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีเห็นว่า กรณีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน

ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า พลทหาร อัธยา อธิรัตน์ปัญญา บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับนายเฉลิมชัย เฮงประเสริฐ บุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร มิได้ร่วมกระทำผิดในลักษณะเป็นตัวการร่วมกันในข้อหาที่ถูกฟ้องด้วยกัน และมิได้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนเนื่องจากต่างฝ่ายต่างกระทำผิดและต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แยกต่างหากจากกัน และข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) พลทหาร อัธยา อธิรัตน์ปัญญา ถูกฟ้องอีกข้อหาหนึ่งต่างหาก โดยมีนายเฉลิมชัย เฮงประเสริฐ เป็นผู้เสียหายโดยตรงเพียงฝ่ายเดียว จึงเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร (ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี) มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม (ศาลจังหวัดราชบุรี)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นทหารกองประจำการและนายเฉลิมชัย เฮงประเสริฐ ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน หลังเกิดเหตุมีพยานเห็นว่าจำเลยหยิบเอาสร้อยและจี้ทองคำของนายเฉลิมชัยไป ต่อมา นายเฉลิมชัยถูกยื่นฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นต่อศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลพลเรือนและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนจำเลยถูกยื่นฟ้องต่อ

ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีเป็นคดีนี้ในข้อหาทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕ และมาตรา ๓๓๕ (๑) รวม ๒ ข้อหา ดังนี้ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารคือ

(๑) คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน

(๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน และ

มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน

สำหรับข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยและนายเฉลิมชัยมิได้ร่วมกระทำผิดในลักษณะเป็นตัวการร่วมกันในข้อหาที่ถูกฟ้องด้วยกัน แต่คำว่า กระทำผิดด้วยกันตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) บุคคลที่กระทำผิดหาจำต้องมีเจตนาร่วมกันเสมอไปไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและนายเฉลิมชัย ต่างก็ได้รับบาดเจ็บด้วยกัน ถ้าปราศจากการกระทำของฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่มีการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออาจเป็นเพราะบุคคลทั้งสองสมัครใจต่อสู้กันจึงถือได้ว่าความผิดเกิดขึ้นเพราะต่างได้กระทำผิดด้วยกันทั้งคู่ จึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๑

ส่วนข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) นั้น เมื่อปรากฏตามคำฟ้องโดยโจทก์บรรยายฟ้องข้อหานี้ เป็นอีกข้อหาหนึ่งแยกต่างหากออกจากข้อหาทำร้ายร่างกายซึ่งในข้อหานี้มีจำเลยเป็นผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียวและมีนายเฉลิมชัยเป็นผู้เสียหาย ทั้งเป็น

การกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน ข้อหาดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจ

ศาลพลเรือนตามมาตรา ๑๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ อันจะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง อัยการศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี โจทก์ พลทหาร อัธยา อธิรัตน์ปัญญา จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เว้นแต่ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี
จำเลย — พลทหารอัธยา อธิรัตน์ปัญญา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2548
#270951
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตามที่ปรากฏในสำนวน แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกำหนดค่าจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนในการทำงานของโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 ดังนั้น โจทก์จะเริ่มทำงานกับจำเลยวันที่ 16 สิงหาคม 2546 หรือวันที่ 16 กันยายน 2546 ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์ได้รับโบนัสพิเศษประจำปี 2546 อุทธรณ์จำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสองว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับโบนัสปกติผู้บริหารและโบนัสพิเศษประจำปี 2547 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้นำข้อตกลงกำหนดค่าจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนในการทำงานของโจทก์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 มาวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ เป็นการอุทธรณ์ขอให้ตีความข้อตกลงตามถ้อยคำในเอกสารที่ได้ตกลงกันไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสพิเศษประจำปี 2546 จำนวน 50,000 บาท และเงินโบนัสปกติประจำปี 2547 จำนวน 120,000 บาท และเงินโบนัสพิเศษประจำปี 2547 จำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินโบนัสพิเศษประจำปี 2546 จำนวน 50,000 บาท เงินโบนัสปกติประจำปี 2547 จำนวน 22,333.33 บาท และเงินโบนัสพิเศษประจำปี 2547 จำนวน 55,833.33 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อเป็นข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงกำหนดค่าจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนในการทำงานของโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 (ค.ศ.2003) ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 หรือ ล.1 แผ่นที่ 2 แล้วศาลแรงงานกลางนำข้อตกลงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 โจทก์ก็มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษให้ได้รับโบนัสพิเศษประจำปี 2546 ที่จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 1 ว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตรงตามที่ปรากฏในสำนวน เพราะข้อเท็จจริงในสำนวนโจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 นั้น เห็นว่า แม้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น โจทก์เริ่มทำงานวันที่ 16 สิงหาคม 2546 หรือวันที่ 16 กันยายน 2546 ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์จำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับโบนัสปกติผู้บริหารและโบนัสพิเศษประจำปี 2547 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้นำเอาข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 หรือ ล.1 แผ่นที่ 2 มาเป็นข้อวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ขอให้ตีความข้อตกลงตามถ้อยคำในเอกสารดังกล่าว เป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

จึงให้รับอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2 ไว้ดำเนินการต่อไป"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะพงศ์ สุสิกขโกศล
จำเลย — บริษัทนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 2/2548
#415604
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครปฐม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางชนิดา สุวรรณเพ็ญ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้อง แขวงการทางนครปฐม ที่ ๑ กรมทางหลวง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๓๑๓ ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวปรากฏว่าที่ดินด้านทิศใต้เนื้อที่ ๘๔ ตารางวา ถูกแบ่งเป็นคลองชลประทานซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานแจ้งว่าจะจ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้ในภายหลัง ส่วนด้านทิศเหนือมีถนนนครชัยศรี - ห้วยพลู (ทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓) ตัดผ่าน โดยเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ได้กันแนวเขตทางหลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนวเป็นเนื้อที่ ๗๗ ตารางวา และแจ้งแก่ผู้ฟ้องคดีว่าจะไม่มีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้ จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเนื้อที่ ๗๗ ตารางวา ราคาตารางวาละ ๓,๕๐๐ บาท เป็นเงินทั้งสิ้น ๒๖๙,๕๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินมาเมื่อปี ๒๕๓๘ เนื่องจากขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับมอบทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓ มาจากจังหวัดนครปฐมเมื่อปี ๒๕๑๔ ได้มีการปักเสาโทรเลขตามแนวเขตทางหลวงโดยเจ้าของที่ดินเดิมมิได้คัดค้าน ต่อมาเมื่อเสาโทรเลขไม่มีความจำเป็นในการใช้งานในบางช่วงจึงได้มีการถอดทำลาย และเมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขออนุญาตปักเสาไฟฟ้าตามแนวเขตทางหลวง เจ้าของที่ดินเดิมก็ไม่คัดค้าน จึงถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินดังกล่าว จึงตกเป็นของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินแปลงนี้ แม้การซื้อขายที่ดินของผู้ฟ้องคดีจะมีการจดทะเบียนถูกต้อง ผู้ฟ้องคดีก็คงมีกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่อยู่นอกเขตทางหลวงดังกล่าว และในขณะที่ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินก็ทราบดีว่าที่ดินบางส่วนอยู่ในแนวเขตทางหลวงแต่มิได้มีการโต้แย้งคัดค้าน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีชี้แจงเรื่องเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเพราะเป็นที่ดินที่มีเอกสารหลักฐานชัดเจนและถูกต้องมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับมอบทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓ จากจังหวัดนครปฐมเมื่อปี ๒๕๑๔ โดยไม่มีเอกสารสิทธิหรือหลักฐานการอุทิศแต่อย่างใด จึงไม่มีข้อสงสัยว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของผู้ใด ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กันแนวเขตทางหลวงรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีการเวนคืนตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจในการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี การรุกล้ำที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ก็เพื่อมิให้ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาททางปกครอง ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เพราะผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้อ้างพยานหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกันแนวเขตทางหลวงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่ศาลปกครองมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓ ที่ได้รับมอบมาจากจังหวัดนครปฐมเมื่อปี ๒๕๑๔ แม้จะไม่ได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการเวนคืนตามกฎหมาย แต่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของทางราชการมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๓๑๓ ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มาจากผู้มีชื่อเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โดยที่ดินแปลงนี้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจได้ออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๑๕ อันเป็นเวลาภายหลังจากเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้กันแนวเขตทางหลวงไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอันเป็นการพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าเวนคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จำต้องฟังให้ได้ความแจ้งชัดเสียก่อนว่าที่ดินในส่วนที่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้กันแนวเขตไว้เป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แม้ในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอาจนำพยานเข้าพิสูจน์ในชั้นพิจารณา รูปคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าพนักงานของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐต่อเอกชน ข้อพิพาทดังกล่าวจะต้องได้รับการพิจารณาและพิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๓๑๓ ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อเมื่อปี ๒๕๓๘ ต่อมาเมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวปรากฏว่าที่ดินด้านทิศเหนือ ซึ่งมีถนนนครชัยศรี - ห้วยพลู (ทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓) ตัดผ่าน ถูกเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กันแบ่งแนวเขตทางหลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนวเป็นเนื้อที่ ๗๗ ตารางวา และแจ้งว่าจะไม่จ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้ จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายค่าเวนคืนที่ดินที่ถูกกันเป็นแนวเขตทางหลวงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๒๓๓ ซึ่งได้รับมอบมาจากจังหวัดนครปฐมตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ โดยเมื่อมีการปักเสาโทรเลขตามแนวเขตทางหลวงเจ้าของที่ดินเดิมมิได้คัดค้าน เมื่อเสาโทรเลขไม่มีความจำเป็นในการใช้งานในบางช่วงจึงได้มีการถอดทำลาย และต่อมาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขออนุญาตปักเสาไฟฟ้าตามแนวเขตทางหลวงเจ้าของที่ดินเดิมก็ไม่คัดค้าน ถือได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การไม่ปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อเวนคืนที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องจ่ายค่าที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางชนิดา สุวรรณเพ็ญ ผู้ฟ้องคดี แขวงการทางนครปฐม ที่ ๑ กรมทางหลวง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางชนิดา สุวรรณเพ็ญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — แขวงทางการนครปฐม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2548
#415603
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไปและผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๕ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โจทก์ได้ยื่นฟ้อง บริษัท คลีนเทคโนโลยี จำกัด ที่ ๑ ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๑/๒๕๔๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบและก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๓๖/๒๕๔๒ เป็นเงินค่าจ้าง จำนวน ๖๘,๗๖๕,๖๕๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๓ โดยสัญญาข้อ ๗ กำหนดว่าหากมีความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นจากงานจ้างภายในกำหนด ๒ ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงาน ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้อง หรือทำไว้ไม่เรียบร้อย หรือทำไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา จำเลยที่ ๑ จะต้องรีบแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อย หากบิดพลิ้วไม่ทำการดังกล่าวภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากโจทก์ หรือไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยภายในเวลาที่โจทก์กำหนด ให้โจทก์มีสิทธิทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นทำการนั้น โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ในการทำสัญญาจ้างดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ได้นำหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ มามอบให้โจทก์เป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ในวงเงิน ๓,๔๓๘,๒๘๒.๕๐ บาท โดยยอมผูกพันตนเช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาแล้วเสร็จ และโจทก์ได้รับมอบงานดังกล่าวตามสัญญาจ้างทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๓ ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๔๔ กระเบื้องมุงหลังคาหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลังดังกล่าวแตกร้าวเสียหายเกือบทั้งหมด สาเหตุเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ใช้กระเบื้องหลังคาที่มีความหนาขนาด ๔ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.) รับรอง และไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาช่างโดยปกปิดรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด ราคา และมาตรฐานของวัสดุที่ใช้ มิให้โจทก์ทราบว่าเป็นวัสดุกระเบื้องมุงหลังคาที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ถูกต้องตามหลักวิชาช่าง จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างข้อ ๗ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขซ่อมแซมหลังคาอาคารหอพักนักศึกษาดังกล่าวให้เรียบร้อยแต่จำเลยที่ ๑ ยังคงจะเข้าซ่อมโดยใช้กระเบื้องมุงหลังคาที่มีความหนาขนาด ๔ มิลลิเมตรเช่นเดิม โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้กระเบื้องที่มีความหนา ๕ มิลลิเมตร ซึ่งมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับรอง แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงจ้างผู้รับจ้างอื่นดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมแทน โดยเสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาท โดยได้จ่ายเงินให้ผู้รับจ้างอื่นไป เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์จะดำเนินการหักค่าใช้จ่ายจากหลักประกันของจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๑,๗๗๔,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทุกประการตามแบบแปลนในสัญญาได้กำหนดกระเบื้องมุงหลังคาชนิดความหนา ๔ มิลลิเมตร แต่โจทก์ต้องการกระเบื้องชนิดความหนา ๕ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือสัญญาจ้าง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นฝ่ายสั่งระงับมิให้จำเลยที่ ๑ ซ่อมแซม แม้โจทก์จะจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมแซมโดยเสียค่าจ้าง จำเลยที่ ๑ ก็หาจำต้องรับผิดไม่ และได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีโดยอ้างว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์หาว่าผิดสัญญาจ้างดังกล่าวต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๔ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๙๖/๒๕๔๔ อันเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคดีที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองนั้น เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองจึงไม่ใช่คดีที่มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เนื่องจากโจทก์และ จำเลยที่ ๑ ยังพิพาทกันอยู่ โดยจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เป็นคดีต่อศาลปกครองกลาง และต่างอ้างว่าอีกฝ่ายผิดสัญญา ทั้งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง จำเลยที่ ๒ จึงจำเป็นต้องชะลอการจ่ายเงินไว้ก่อน เพื่อรอผลการชี้ขาดของศาล จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กับจำเลยที่ ๑ ผู้รับจ้าง พิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบและก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร อันเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทสถาบันการศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีหน้าที่ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคมทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยโจทก์จำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร ทั้งนี้การศึกษาเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารหอพักนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยโจทก์ เป็นถาวรวัตถุอันเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล จึงเป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน และเนื่องจากวัตถุแห่งสัญญานี้คือการรับจ้างก่อสร้างอาคารในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงถือได้ว่าเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการ จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ดังนั้น สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้ไม่ใช่คู่สัญญาโดยตรง แต่ก็อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกผลกระทบจากผลแห่งคดี จึงเป็นคู่กรณีตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื้อหาของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่พักให้แก่นักศึกษา ซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยได้เข้าพักอาศัย กรณีจึงเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองดำเนินกิจการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรในมหาวิทยาลัย มิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาโดยตรง หรือเป็นถาวรวัตถุที่หากขาดไปจะไม่สามารถทำหน้าที่ในการจัดการศึกษาได้ สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่าง ๆ อันจะเข้าลักษณะสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง แต่เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีนี้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องสรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โจทก์ ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท คลีนเทคโนโลยี จำกัด จำเลยที่ ๑ ให้ออกแบบและก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษา จำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร โดยมีธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างแล้วเสร็จ โจทก์ได้รับมอบงานดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อมา กระเบื้องมุงหลังคาแตกร้าวเสียหายเกือบทั้งหมด เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ใช้กระเบื้องหลังคาที่มีความหนาขนาด ๔ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับรอง และไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาช่างโดยปกปิดรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด ราคา และมาตรฐานของวัสดุที่ใช้ มิให้โจทก์ทราบ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขซ่อมแซมแต่จำเลยที่ ๑ จะเข้าซ่อมโดยใช้กระเบื้องมุงหลังคาที่มีความหนาขนาดเท่าเดิม โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้กระเบื้องที่มีความหนา ๕ มิลลิเมตร จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงจ้างผู้รับจ้างอื่น และหักค่าใช้จ่ายจากหลักประกันของจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธอ้างว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การใช้กระเบื้องชนิดความหนา ๕ มิลลิเมตร เป็นเรื่องนอกเหนือสัญญาจ้าง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและเป็นฝ่ายสั่งระงับมิให้จำเลยที่ ๑ ซ่อมแซม แม้โจทก์จะจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมแซมโดยเสียค่าจ้าง จำเลยที่ ๑ ก็หาจำต้องรับผิดไม่ และได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีโดยอ้างว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์หาว่าผิดสัญญาจ้างดังกล่าวต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๔ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๙๖/๒๕๔๔ อันเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยังพิพาทกันอยู่ โดยจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เป็นคดีต่อศาลปกครองกลาง และต่างอ้างว่าอีกฝ่ายผิดสัญญา ทั้งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง จำเลยที่ ๒ จึงจำเป็นต้องชะลอการจ่ายเงินไว้ก่อน เพื่อรอผลการชี้ขาดของศาล จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต่อโจทก์ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้ออกแบบและก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาและระบบสาธารณูปโภคและสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องพิจารณา สัญญาจ้างให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ส่งเสริมวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูง มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร จึงถือเป็นกิจการที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่จัดการศึกษาดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาจำนวน ๒ หลัง และระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร ซึ่งเป็นสัญญาหลักเมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญาทางปกครองและข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โจทก์ บริษัท คลีนเทคโนโลยี จำกัด ที่ ๑ ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ศุภชัย ภู่งาม (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายศุภชัย ภู่งาม) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท วิรัตน์ บรรเลง (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จำเลย — บริษัท คลีนเทคโนโลยี จำกัด ที่ 1 และพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12595/2547
#412492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยขออายัดที่ดินของโจทก์ไว้ มูลละเมิดจึงเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ขออายัดที่ดินโจทก์ไว้เท่านั้น หาใช่การกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงวันที่จำเลยถอนอายัดไม่ ฟ้องโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ไม่สามารถขายที่ดินได้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 ย่อมแสดงว่าโจทก์รู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนด 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยอายัดที่ดินของโจทก์จำนวน 1,217,497 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า อายุความละเมิดในกรณีนี้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการอายัด มิใช่วันที่จำเลยถอนการอายัด ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยขออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองไว้ เป็นที่เห็นได้ว่ามูลละเมิดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ขออายัดที่ดินโจทก์ทั้งสองไว้เท่านั้น กรณีหาใช่การกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองต่อเนื่องกันตลอดมา จนถึงวันที่จำเลยถอนอายัดไม่ ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน..." เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ทั้งสองไม่สามารถขายที่ดินได้เพราะจำเลยขออายัดที่ดินดังกล่าวไว้ ย่อมแสดงว่าโจทก์ทั้งสองรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์ทั้งสองนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย โรจน์สุวณิชกร กับพวก
จำเลย — นายจิระพล เหล่าวงศ์พานิช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒิ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12584/2547
#267209
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยฉกฉวยเอาเงินของผู้เสียหายหนีไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยได้ในข้อหาลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์สืบสม แต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 8,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 295 ประกอบมาตรา 83 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 8,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 295 ประกอบมาตรา 83 ฐานลักทรัพย์ ลงโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับน้องชายคือนายอรรถพร ได้พบนายชาญชัย ผู้เสียหาย นายสุภชัย และนายประพันธ์ ที่บริเวณปากซอยทานตะวัน นายอรรถพรได้เข้าไปชก เตะ ผู้เสียหายและเอาศีรษะผู้เสียหายโขกกับสังกะสีข้างถนนจนล้มลง พอนายอรรถพรถอยออกมาจำเลยเข้าไปล้วงกระเป๋าผู้เสียหายเอาซองเงินเดือนผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปทันที เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จำเลยจึงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายและพวกจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยฉกฉวยเอาเงินของผู้เสียหายหนีไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยได้ในฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์สืบสม แต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง ม. 295
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสกล ธรรมสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
- นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12584/2547
#412674
เปิดฉบับเต็ม

อ. ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายล้มลง พอ อ. ถอยออกมา จำเลยเข้าไปล้วงกระเป๋าผู้เสียหายเอาซองเงินเดือนผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปทันที เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จำเลยจึงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายและพวกจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยฉกฉวยเอาเงินของผู้เสียหายหนีไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยได้ในฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 8,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 295 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 8,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 295 ประกอบมาตรา 83 ฐานลักทรัพย์ลงโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับน้องชายคือนายอรรถพร ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2691/2542 ของศาลชั้นต้นได้พบนายชาญชัยผู้เสียหาย นายสุภชัยและนายประพันธ์ที่บริเวณปากซอยทานตะวัน นายอรรถพรได้เข้าไปชก เตะผู้เสียหายและเอาศรีษะผู้เสียหายโขกกับสังกะสีข้างถนนจนล้มลงมีบาดแผลที่หน้าผาก คิ้วขวา ริมฝีปากบน แขนขวาท่อนล่างส่วนบน และข้อศอกซ้ายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ทั้งผู้เสียหายและนายสุภชัยประจักษ์พยานต่างเบิกความว่าอาวุธปืนที่จำเลยถือจะเป็นอาวุธปืนที่แท้จริงหรือไม่ ไม่ทราบจึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่าอาวุธปืนที่ประจักษ์พยานอ้างว่าจำเลยถือขู่อยู่นั้นจะเป็นอาวุธปืนที่แท้จริงหรือไม่ทั้งผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่า เคยเห็นอาวุธปืนของเทียมที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดซึ่งเหมือนของจริง ดังนั้น อาวุธปืนที่พยานทั้งสองปากเห็นอาจไม่ใช่อาวุธปืนแท้จริงก็เป็นไปได้ และที่โจทก์อ้างว่าในชั้นสอบสวนตัวนายอรรถพรจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2691/2542 ให้การรับว่าอาวุธปืนเป็นของนายอรรถพรเอง แต่นายอรรถพรกลับเบิกความในคดีดังกล่าวว่า นายอรรถพรถูกทำร้ายร่างกายจนทนไม่ได้ จึงได้ลงลายมือชื่อในคำให้การไป โดยเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านให้ฟังก่อนเป็นการอ้างว่าคำให้การดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ ทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของนายอรรถพรมีน้ำหนักน้อย ทั้งอาวุธปืนดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่สามารถยึดมาเป็นของกลางได้ พยานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า สิ่งของที่ประจักษ์พยานโจทก์อ้างนั้นเป็นอาวุธปืนที่แท้จริงตามฟ้องโจทก์หรืออาจไม่ใช่อาวุธปืนก็ได้ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยว่าสิ่งที่จำเลยถือขู่นายสุภชัยและนายประพันธ์อาจไม่ใช่อาวุธปืนก็เป็นได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปที่ว่าจะลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ได้หรือไม่ และจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ สมควรวินิจฉัยรวมกันโดยต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์เงินในกระเป๋าของผู้เสียหายไปจำนวน 8,000 บาท จริงหรือไม่ ได้ความจากผู้เสียหายและนายสุภชัยพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันว่า หลังจากผู้เสียหายถูกนายอรรถพรทำร้ายร่างกาย นายอรรถพรถอยออกมาจากผู้เสียหาย จำเลยเข้าไปล้วงกระเป๋ากางเกงผู้เสียหายเอาซองเงินเดือนของผู้เสียหายมีเงินจำนวน 8,000 บาท วิ่งหลบหนีไป ซึ่งเงินจำนวน 8,000 บาท เป็นเงินเดือนของผู้เสียหาย 6,000 บาทเศษ และเป็นเงินที่นายแผนเพื่อนร่วมงานนำเงินที่ยืมผู้เสียหายไปมาคืนผู้เสียหายรวมกับเงินเดือนแล้วเป็นเงิน 8,000 บาท ความข้อนี้นายสุภชัยก็เบิกความยืนยันว่าเห็นผู้เสียหายนำซองเงินเดือนออกมานับเงินได้ 8,000 บาท ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่าไม่ได้เอาเงินผู้เสียหายไป ถ้าจำเลยจะเอาก็น่าจะใช้อาวุธปืนขู่เอาเงินจากนายสุภชัยกับนายประพันธ์ด้วยก็ดี และไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะมีเงินถึง 8,000 บาท เพราะไม่ได้นำนายจ้างผู้จ่ายเงินเดือนกับนายแผนคนใช้หนี้เงินยืมผู้เสียหายเบิกความยืนยันก็ดี ทำให้พยานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัย แต่จำเลยก็ไม่ได้มีพยานมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยลักเงินจำนวน 8,000 บาท ของผู้เสียหายไปจริงฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่าจะลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ได้หรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายอรรถพรทำร้ายร่างกายผู้เสียหายล้มลง พอนายอรรถพรถอยออกมา จำเลยเข้าไปล้วงกระเป๋าผู้เสียหายเอาซองเงินเดือนผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปทันที เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จำเลยจึงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายและพวกจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยฉกฉวยเอาเงินของผู้เสียหายหนีไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยได้ในฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายเท่านั้นไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้าดังโจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายอรรถพรทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ขณะนายอรรถพรเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจำเลยจะไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ใช้วัตถุที่อาจไม่ใช่อาวุธปืนที่นายสุภชัยและนายประพันธ์เชื่อว่าเป็นอาวุธปืนที่แท้จริง จี้ขู่ไม่ให้นายสุภชัยและนายประพันธ์เข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับนายอรรถพรจะทำร้ายผู้เสียหายมาก่อนหน้าแล้ว โดยแบ่งหน้าที่กันทำ นายอรรถพรเข้าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจำเลยถือวัตถุคล้ายอาวุธปืนออกมาขู่ไม่ให้นายสุภชัยกับนายประพันธ์เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายไม่ใช่เป็นเรื่องเกิดขึ้นเฉพาะหน้าระหว่างนายอรรถพรกับผู้เสียหายและจำเลยก็ไม่จำต้องเข้าไปช่วยรุมทำร้ายผู้เสียหายด้วยดังจำเลยอ้าง ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุจำเลยกับนายอรรถพรก็มาด้วยกันและหลบหนีไปพร้อมกัน พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยร่วมกับนายอรรถพรทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) (7) วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสกล ธรรมสกุล
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนากรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12582/2547
#266550
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ท. ผู้จ่ายเงินตามใบบันทึกการขายซึ่งเกิดจากบัตรเครดิตของธนาคาร ซ. ที่จำเลยปลอมขึ้นและนำไปใช้ซื้อสินค้าให้แก่ร้าน ห. เป็นเพียงได้รับความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่ถูกจำเลยกระทำทางอาญา จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินที่ธนาคาร ท. จ่ายให้แก่ร้าน ห. ให้แก่ธนาคาร ท. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 264, 265, 268, 341, 342, 357 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

จำเลยให้การรับสารภาพฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ปฏิเสธฐานปลอมเอกสารสิทธิ (บัตรเครดิต) และรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูกไม่ต้องปรับมาตรา 264), 268 วรรคแรก วรรคสอง (ที่ถูกไม่ต้องปรับวรรคสอง) ประกอบมาตรา 265, มาตรา 341 และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) และฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) ตามมาตรา 269 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) และพยายามฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบบัตรเครดิตปลอม 2 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ใบบันทึกการขาย 1 ใบ กระเป๋าหนัง 2 ใบ ของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า แม้การที่จำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลางไปใช้ กับปลอมใบบันทึกการขายและใช้ใบบันทึกการขายปลอมเพื่อฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แต่จำเลยไม่ได้เป็นผู้ปลอมบัตรเครดิตวีซ่าของกลางที่จำเลยนำไปใช้ และการปลอมใบบันทึกการขายและใช้ใบบันทึกการขายปลอมก็เป็นผลสืบเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลาง ทั้งจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลางไปใช้เพื่อชำระราคาสินค้าเพียง 2 ครั้ง โดยทรัพย์ที่จำเลยได้จากการกระทำความผิดคงมีเพียงกระเป๋าสะพายผู้หญิงและกระเป๋าเดินทางซึ่งมีราคาไม่สูงมากนักเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และกระเป๋าของกลางนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางและมิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางดังกล่าวมาในฟ้อง ศาลย่อมริบไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ส่วนกระเป๋าของกลาง เจ้าของไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจึงริบไม่ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 33 วรรคท้าย และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เห็นว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้จ่ายเงินให้แก่ร้านหลุยส์วิคตอง เป็นเพียงได้รับความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่ถูกจำเลยกระทำทางอาญาจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่ร้านหลุยส์วิคตองให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2547 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และกระเป๋าของกลาง กับยกคำขอที่ให้คืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 43 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิเชษฐ์หรือวิเชษฐ ฐานวุฒิพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12582/2547
#412673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมบัตรเครดิตวีซ่าและนำบัตรเครดิตที่ปลอมนั้นไปใช้หลอกลวงร้านค้า ห. ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นผู้มีชื่อถือบัตรเครดิตดังกล่าว และได้ไปซึ่งกระเป๋าของกลาง 2 ใบ โดยมิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และมิได้ขอให้ศาลสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวมาในฟ้อง ศาลย่อมริบไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ส่วนกระเป๋าของกลาง เจ้าของไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจึงริบไม่ได้เช่นกันตาม ป.อ. มาตรา 33 วรรคท้าย

แม้พนักงานอัยการโจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนเงินแก่ธนาคาร ท. ผู้จ่ายเงินตามใบบันทึกรายการขายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อความเสียหายที่ธนาคาร ท. ได้รับนั้น เป็นเพียงความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่ถูกจำเลยกระทำทางอาญาจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินที่ธนาคาร ท. จ่ายให้ร้าน ห. ให้แก่ธนาคาร ท. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญากำหนดให้การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คือมาตรา 265 และ 268 มาบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมบัตรเครดิตวีซ่าอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับจำนวน 2 ฉบับ ระบุชื่อ SOMKIAT (สมเกียรติ) ผู้ถือบัตร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่ทำปลอมขึ้นหลอกลวงพนักงานขายของร้านหลุยส์วิคตองสาขาเพนนิซูล่า ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อสมเกียรติผู้มีชื่อเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเพื่อใช้บัตรเครดิตปลอมชำระค่าสินค้า กระเป๋าสะพายผู้หญิง 1 ใบ ราคา 28,100 บาท และกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ ราคา 34,200 บาท รวมเป็นเงิน 62,300 บาท และจำเลยลงลายมือชื่อปลอมในใบบันทึกการขายเลขที่ 025903ในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตรเพื่อแสดงว่านายสมเกียรติผู้มีชื่อเป็นผู้ถือบัตรเครดิตซื้อสินค้าจำนวน 62,300 บาท และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่ทำปลอมขึ้นหลอกลวงนายปริญญาพนักงานขายของร้านแมคโคร ออฟฟิสเซ็นเตอร์ สาขายูไนเต็ดเซ็นเตอร์ด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จว่า จำเลยชื่อสมเกียรติผู้มีชื่อเป็นผู้ถือบัตรเครดิต เพื่อใช้บัตรเครดิตปลอมชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องโทรสาร (แฟกซ์) จำนวน 4 เครื่อง ราคารวม 57,960 บาท จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่เอาสินค้าทั้ง 4 รายการไปไม่ได้ เนื่องจากนายปริญญาพบพิรุธทำการตรวจสอบและขออนุมัติวงเงินจากธนาคาร จำเลยกับพวกจึงขอบัตรเครดิตคืนแล้วหลบหนีไปขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 264, 265, 268, 341, 342, 357 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

จำเลยให้การรับสารภาพฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ปฏิเสธฐานปลอมเอกสารสิทธิ (บัตรเครดิต) และรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับมาตรา 264), 268 วรรคแรก วรรคสอง (ที่ถูกไม่ต้องปรับวรรคสอง) ประกอบมาตรา 265, มาตรา 341 และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย)ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) และพยายามฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิต) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบบัตรเครดิตปลอม 2 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ใบบันทึกการขาย 1 ใบ กระเป๋าหนัง 2 ใบ ของกลางและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า แม้การที่จำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลางไปใช้ กับปลอมใบบันทึกการขายและใช้ใบบันทึกการขายปลอมเพื่อฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น จะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงแต่จำเลยไม่ได้เป็นผู้ปลอมบัตรเครดิตวีซ่าของกลางที่จำเลยนำไปใช้ และการปลอมใบบันทึกการขายและใช้ใบบันทึกการขายปลอมก็เป็นผลสืบเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลาง ทั้งจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าปลอมของกลางไปใช้เพื่อชำระราคาสินค้าเพียง 2 ครั้ง โดยทรัพย์ที่จำเลยได้จากการกระทำความผิดคงมีเพียงกระเป๋าสะพายผู้หญิงและกระเป๋าเดินทางซึ่งมีราคาไม่สูงมากนักเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องและกระเป๋าของกลางนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางและมิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางดังกล่าวมาในฟ้อง ศาลย่อมริบไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ส่วนกระเป๋าของกลางเจ้าของไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจึงริบไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 วรรคท้าย และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เห็นว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้จ่ายเงินให้แก่ร้านหลุยส์วิคตอง เป็นเพียงได้รับความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่ถูกจำเลยกระทำทางอาญาจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินจำนวน 62,300 บาทที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่ร้านหลุยส์วิคตองให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2547 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญากำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องและกระเป๋าของกลาง กับยกคำขอที่ให้คืนเงินจำนวน 62,300 บาท แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 33 วรรคท้าย ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 43 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิเชษฐ์หรือวิเชษฐ ฐานวุฒิพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12578/2547
#412666
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นผู้รับจ้างขนส่งกระเบื้องจากบริษัท ค. ผู้ว่าจ้างไปส่งให้แก่ร้านค้าจึงเป็นผู้ครอบครองดูแลและจะต้องรับผิดชำระค่ากระเบื้องที่สูญหายไปในระหว่างขนส่งให้แก่ผู้ว่าจ้าง โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงในการที่กระเบื้องดังกล่าวสูญหายไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 164,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอารีย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากระเบื้องที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 164,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมรับจ้างขนส่งกระเบื้องจากบริษัทคัมพาน่าไปส่งให้แก่ร้านค้า มีคนร้ายลักกระเบื้องคัมพาน่าจำนวน 486 กล่อง ราคา 164,000 บาท ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้ครอบครองกระเบื้องที่คนร้ายลักไปไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าของที่แท้จริงคือบริษัทคัมพาน่า โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้รับจ้างขนส่งเป็นผู้ครอบครองดูแลและจะต้องรับผิดชำระค่ากระเบื้องที่สูญหายไปในระหว่างขนส่งให้แก่ผู้ว่าจ้างโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงในการที่กระเบื้องดังกล่าวสูญหายไปฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายพยอมสามีโจทก์ร่วมเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อทราบว่ากระเบื้องที่โจทก์ร่วมรับจ้างขนส่งสูญหายได้ออกติดตามไปจนพบนายยงยุทธ นายยงยุทธรับว่าได้ลักกระเบื้องดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บริเวณบ้านของนายบุญมีและต่อมานายยงยุทธได้ว่าจ้างนายทองขับรถยนต์บรรทุกนำกระเบื้องดังกล่าวไปขายให้จำเลย จึงพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านจำเลย แต่ไม่พบกระเบื้องดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยติดต่อมาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้ 85,000 บาท เพื่อไม่ให้เอาเรื่องจำเลย นอกจากนี้โจทก์มีนายสุรพลเบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายยงยุทธมาว่าจ้างพยานขับรถยนต์บรรทุกกระเบื้องประมาณ 500 กล่อง เมื่อมาถึงสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งนายยงยุทธลงจากรถไปประมาณ 10 นาที แล้วกลับมาบอกให้พยานขับรถไปที่ใหม่พยานสงสัยได้ซักถามจนนายยงยุทธรับว่าจะนำกระเบื้องไปขาย พยานได้บอกให้นายยงยุทธรีบนำกระเบื้องลงจากรถของพยาน เมื่อมาถึงถนนสายบางพูน - ปากเกร็ดนายยงยุทธบอกให้พยานขับรถไปที่ร้านรับซื้อของเก่าแล้วลงไปติดต่อ หลังจากนั้นกลับมาบอกให้พยานขับรถเข้าไปภายในบ้านซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้า โดยจำเลยเข้ามาบอกให้พยานนำกระเบื้องไปลงในลังไม้ เมื่อเสร็จแล้วนายยงยุทธให้เงินค้าจ้างพยาน 2,000 บาท เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ได้เบิกความไปในเรื่องของการติดตามทรัพย์ที่ถูกลักไปสอดคล้องต้องกันอย่างมีเหตุมีผล ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ ประกอบกับนายสุรพลไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีมูลเหตุอันใดที่จะกลั่นแกล้งปรักปรำใส่ร้ายจำเลย นายสุรพลมีโอกาสเห็นจำเลยขณะขนกระเบื้องลงจากรถอยู่นาน ย่อมจะจดจำจำเลยได้ไม่ผิดตัวและโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเกรียงไกรพนักงานสอบสวนเบิกความว่าชั้นสอบสวนนายยงยุทธให้การรับสารภาพว่าได้ลักทรัพย์กระเบื้องดังกล่าวแล้วนำไปขายให้จำเลยในราคากล่องละ 100 บาท เป็นเงิน 48,000 บาท ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายยงยุทธดังกล่าวมีรายละเอียดและขั้นตอนของการกระทำความผิดสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสุรพลที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้นำตัวนายยงยุทธมาเบิกความทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสได้ซักค้านคำพยานของนายยงยุทธนั้น ก็ไม่ถึงกับทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของนายยงยุทธเอกสารหมาย จ.5 รับฟังไม่ได้ ศาลคงรับฟังคำให้การของนายยงยุทธประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ส่วนคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายสุรพลซึ่งได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกเกรียงไกรและคำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญมีแล้วน่าเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับนายทองก็ได้เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับคำให้การของร้อยตำรวจเอกเกรียงไกรพนักงานสอบสวน และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายยงยุทธเอกสารหมาย จ.5 ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะให้การปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกา สำหรับพยานหลักฐานจำเลยเพียงแต่นำสืบปฏิเสธลอย ๆ อ้างว่า จำเลยไม่ได้รับซื้อกรเบื้องจากนายยงยุทธไว้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ข้อเท็จจริงเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา

ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษให้โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยอายุมากแล้วถึง 62 ปีเศษ มีโรคประจำตัวมากมาย เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องส่งเสียเลี้ยงดูบุตรถึง 3 คน โดยบุตรต่างพิการถึง 2 คน นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการรับซื้อของโจรจำนวนมากและมูลค่าสูงจากผู้ที่ประกอบอาชญากรรมลักทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นพฤติการณ์อันเป็นภัยต่อสังคม ไม่สมควรรอการลงโทษให้แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปีนั้น เห็นว่า หนักเกินไปสมควรแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นางอารีย์ โฉมยง
จำเลย — นายเฮงเฮ็ก แซ่หลิม
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12569/2547
#113046
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณา การถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นคดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ศาลล่างยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และจำหน่ายคดี จึงเป็นการชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ต่อมาจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางจินดาอันเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ระหว่างอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยามีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น ขอบังคับให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่จดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและแบ่งสินสมรส โดยวิธีการขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งคนละครึ่ง

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในชั้นยื่นคำให้การ โจทก์ถึงแก่ความตายผู้ร้องอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยโดยเป็นทายาทของโจทก์ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า โจทก์ถึงแก่ความตาย ลักษณะคดีเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ ทายาทไม่อาจรับมรดกความได้ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ไม่มีค่าขึ้นศาลให้คืนเนื่องจากศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาการถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องและจำหน่ายคดีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ และศาลอุทธรณ์ มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1501 ม. 1625 ม. 52 ม. 132 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม สระประทุม
ผู้ร้อง — นายสุรพล สระประทุม
จำเลย — นายสงกรานต์ สระประทุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวจรีรัตน์ โรจนาจิณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12565/2547
#113113
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2537 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2537 กรณีจึงต้องตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 24 ทวิ (2) คือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการประเมินที่ไม่มีอำนาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน โดยกำหนดค่ารายปีตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,435,239.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 6 เลขที่ 1 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 สำหรับปีภาษี 2537 กับคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 23 เลขที่ 54 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 เฉพาะปีภาษี 2537 และให้แก้ไขคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 23 เลขที่ 54 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 สำหรับปีภาษี 2538 ถึง 2542 กับเล่มที่ 23 เลขที่ 71, 48, 72, 51, 52, 56, 49 และ 46 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 643,521.36 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพมหานคร 10 สถานี สำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 49/3 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2537 ถึง 2542 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดให้แก้ไขการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเพียงบางรายการ โจทก์จึงชำระค่าภาษีตามคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้วฟ้องคดีนี้ โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยก่อน โดยวินิจฉัยเป็นรายสถานีบริการน้ำมัน กรณีสถานีบริการน้ำมันรายใดคู่ความทั้งสองฝ่ายอุทธรณ์จะวินิจฉัยไปพร้อมกัน ซึ่งกรณีสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 49/3 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีของโจทก์ไม่ต้องตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินและแจ้งการประเมินย้อนหลังให้โจทก์เสียภาษีได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2537 เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2537 สำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 49/3 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2537 กรณีจึงต้องตามมาตรา 24 ทวิ (2) คือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นการประเมินที่ไม่มีอำนาจกระทำได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 5 ซึ่งเป็นฐานตั้งแท็งก์น้ำของโจทก์ กรณีสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 49/3 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ประจำปีภาษี 2538, 2539, 2541 และ 2542 เสียด้วยและให้แก้ไขคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 23 เลขที่ 69 ให้จำเลยคืนเงิน 728,540.42 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 24 ทวิ (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12564/2547
#113332
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 (5) บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเลิกหรือยุบไป และมาตรา 65 (4) บัญญัติว่า พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุที่มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบเลิกพรรคเสรีธรรมในวันที่ 6 กันยายน 2544 สมาชิกภาพของจำเลยในการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองและการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมย่อมสิ้นสุดในวันดังกล่าว ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ พ้นจากตำแหน่งโดยยื่นตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2544 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2544

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง จึงมีอายุความเพียงหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) การไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นการหลีกเลี่ยงการกระทำที่กฎหมายบังคับให้กระทำ ความผิดของจำเลยจึงเสร็จสิ้นลงนับแต่ครบวันที่จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แม้มาตรา 84 จะบัญญัติให้ปรับจำเลยอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็เป็นเพียงที่มีผลในทำนองกำหนดหน้าที่ให้จำเลยปฏิบัติภายหลังการกระทำความผิดเท่านั้น หามีผลทำให้ความผิดของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องไม่

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีของจำเลยในส่วนที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 84 ยังไม่ขาดอายุความและลงโทษปรับจำเลยย่อมไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแม้จำเลยไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 (5), 42, 65, 84 และให้จำเลยชำระค่าปรับไม่เกินวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 (5) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง, 65 (3) วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 50 บาท ตลอดเวลา ที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 19,400) และให้ชำระค่าปรับอีกวันละ 50 บาท นับแต่วันถัดจากมี คำพิพากษาจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 (5) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง, 65 (3) วรรคหนึ่ง, 84 ให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 (5) บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเลิกหรือยุบไป และมาตรา 65 (4) บัญญัติว่า พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุที่มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง หาใช่ยุบเลิกในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ตามที่ระบุในหนังสือแจ้งการยุบเลิกของนายทะเบียนพรรคการเมืองดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เช่นนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเสรีธรรมในวันที่ 6 กันยายน 2544 สมาชิกภาพของจำเลยในการเป็นสมาชิกของพรรคเสรีธรรมและการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมย่อมสิ้นสุดในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งในกรณีนี้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมืองกรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขา พรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งโดยต้องยื่นนับแต่วันที่ 7 กันยายน 2544 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2544 เมื่อจำเลยไม่ยื่นภายในกำหนดดังกล่าว จึงต้องฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 เมื่อความผิดฐานนี้ตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง จึงมีอายุความเพียงหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) เพราะการไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นการหลีกเลี่ยงการกระทำที่กฎหมายบังคับให้ต้องกระทำ ดังนั้น ความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเสร็จสิ้นลงนับแต่ครบวันที่จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หาใช่เป็นความผิดต่อเนื่องดังที่โจทก์ฎีกาไม่ และถึงแม้ว่ามาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติให้ปรับจำเลยอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ตาม ก็เป็นเพียงที่มีผลในทำนองกำหนดหน้าที่ให้จำเลยปฏิบัติภายหลังการกระทำ ความผิดเท่านั้น หามีผลทำให้ความผิดของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องอันจะเป็นความผิดที่ไม่มีอายุความดังที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีของจำเลยในส่วนที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 84 ดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความและลงโทษปรับจำเลยมาด้วยนั้นย่อมไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะ ยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ตามนัยมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แห่ง ป.วิ.อ. ดังนั้น ศาลจะลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22 (5) ม. 42 ม. 65 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายโฉมยงค์ กองจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายสุวัจน์ อนานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12559/2547
#412176
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ส. ในวันที่ 6 กันยายน 2544 จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการสาขาพรรค ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง คือ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2544 เมื่อจำเลยไม่ยื่นภายในกำหนด จำเลยจึงกระทำผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ซึ่งตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนด ให้ระวางโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยกระทำความผิดในวันที่ 7 ตุลาคม 2544 โจทก์ฟ้องจำเลยในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดซึ่งขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวบทเดียว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 84 ได้อีก ทั้งไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่อง แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนเลยก็จะปรับจำเลยเป็นรายวันอีกไม่ได้ เพราะความผิดของจำเลยได้สิ้นสุดโดยขาดอายุความไปแล้ว และเมื่อโจทก์ไม่ได้ตัวจำเลยมาฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความฟ้องจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 12 (5), 42, 65, 84 และให้จำเลยชำระค่าปรับไม่เกินวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง, 65 (3) วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544) จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 50 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 19,400 บาท) และให้ชำระค่าปรับอีกวันละ 50 บาท นับแต่วันถัดจากมีคำพิพากษาจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (4) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง, 65 (3) วรรคหนึ่ง, 84 ให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 100 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า จำเลยเป็นสมาชิกและกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเสรีธรรมโดยรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ประกาศคำสั่งดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือว่าวันที่ 6 กันยายน 2544 เป็นวันที่สมาชิกภาพและการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมของจำเลยสิ้นสุดลง จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2545 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคเสรีธรรมในวันที่ 6 กันยายน 2544 จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง นั่นคือจำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2544 เมื่อจำเลยไม่ยื่นภายในกำหนดจำเลยจึงกระทำผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ซึ่งตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ระบุว่า ถ้ากรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งอัตราโทษดังกล่าวมีเพียงโทษปรับสถานเดียว อายุความในการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) ระบุว่า ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 7 ตุลาคม 2544 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันจำเลยกระทำความผิด ซึ่งขาดอายุความ และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวบทเดียว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ได้อีกทั้งไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องดังโจทก์ฎีกา แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนเลยก็ตาม ก็จะปรับจำเลยเป็นรายวันอีกไม่ได้เพราะความผิดของจำเลยได้สิ้นสุดโดยขาดอายุความไปแล้ว ส่วนที่มาตรา 84 ดังกล่าวกำหนดโทษให้ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หมายความว่าจำเลยได้กระทำผิดตามมาตรา 42 ฐานไม่ยื่นบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อนายทะเบียน และโจทก์ได้ตัวจำเลยมาฟ้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว ซึ่งศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา 48 ดังกล่าว โดยปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและแม้จะลงโทษจำเลยไปแล้วก็ยังบังคับให้จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นจะจะถูกปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาท ตลอดไปจนกว่าจะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวจำเลยมาฟ้องภายในกำหนด 1 ปี จึงขาดอายุความฟ้องจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ความผิดของจำเลยที่ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อนายทะเบียนภายในกำหนด 30 วัน และความผิดที่ไม่ได้ยื่นบัญชีต่อมาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ขาดอายุความ ส่วนความผิดที่ไม่ได้ยื่นบัญชีต่อมาที่เกิดตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยต้องถูกปรับเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาข้อนี้ขึ้นมา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแล้วแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 วรรคหนึ่ง (5)
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 42 วรรคหนึ่ง ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายประเสริฐ นามวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12551/2547
#412479
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 80, 288 แต่ฎีกาของโจทก์กลับโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จึงมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาดังกล่าว นอกจากโจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้ว ยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องอีกด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่า พยานโจทก์ยังไม่มีมูลพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ และศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์แล้วได้ความว่า โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่า โดยฟ้องจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ศาลแขวงธนบุรีพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยได้วินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งในปัญหาข้อเท็จจริงได้วินิจฉัยว่าพยานโจทก์ยังไม่มีมูลพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ ส่วนในข้อกฎหมายวินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่า แต่ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ศาลแขวงธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลที่จะรับประทับฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ว่าในส่วนของข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมาเพียงประการเดียว มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องที่ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปมาด้วยไม่ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเท่ากับโจทก์ยอมรับแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้อีกไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องยุติดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์หรือไม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ และพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาและต้องเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นจ้องเล็งไปทางโจทก์และยิงโจทก์แต่กระสุนปืนไม่ถูกเพราะโจทก์เอี้ยวตัวหลบ จากนั้นจำเลยจะยิงโจทก์อีก แต่นายสมพงษ์พูดโน้มน้าวถึงปัญหาของลูก เป็นผลให้จำเลยหยุดกระทำการที่จะยิงโจทก์อีกพฤติกรรมของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพยายามฆ่ากรรมหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นตบที่ศีรษะของโจทก์ ทำให้ศีรษะแตกมีโลหิตไหล แล้วจำเลยหลบหนีไปซึ่งเป็นความผิดต่อร่างกายอีกกรรมหนึ่ง แม้พนักงานอัยการจะฟ้องจำเลยในความผิดต่อร่างกายและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยยังไม่ถูกลงโทษในความผิดฐานพยายามฆ่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงประทุษร้ายโจทก์โดยเจตนาฆ่า และได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ โจทก์จึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย แล้วจำเลยเดินตรงเข้าหาโจทก์ใช้มือขวาที่ถืออาวุธปืนสั้นตบที่บริเวณขมับศีรษะข้างซ้ายของโจทก์จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลโลหิตไหลออกมา และทันใดนั้นจำเลยใช้มือขวาถืออาวุธปืนสั้นโดยหันปลายกระบอกปืนไปที่ตัวโจทก์อีกครั้ง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือขวาง้างนกอาวุธปืนสั้นออกโดยเจตนาจะยิงโจทก์ให้ตาย แต่นายสมพงษ์เดินมาทางด้านหลังจำเลยและใช้มือจับมือข้างขวาของจำเลยที่ถืออาวุธปืนสั้นกดลงกับพื้น เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล และจำเลยได้หลบหนีไป โจทก์จึงรอดพ้นจากความตาย และได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 ขอให้ศาลออกหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องจำเลยมาพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 แต่ฎีกาของโจทก์กลับโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จึงมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาดังกล่าว นอกจากโจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้ว ยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องอีกด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโชติกา วิเศษหรือภักสุวรรณ
จำเลย — ร้อยตำรวจโทสมัคร ภักสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12540/2547
#266354
เปิดฉบับเต็ม

แม้รูปลายเส้นคล้ายปีกนกตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้นำรูป รอยประดิษฐ์นี้ไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "LEVI'S" ซึ่งโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยไว้แล้วคือเครื่องหมายการค้าเป็นรูปมีลักษณะเป็นเส้นประโค้งคล้ายปีกนกสองเส้นขนานกัน สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า กางเกงขายาว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรแล้ว เพื่อให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่พบเห็นหลงเชื่อว่ากางเกงยีนที่จำเลยตัดเย็บดังกล่าวเป็นกางเกงยีนขายาวของโจทก์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 90, 272 และ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 110, 115 ริบกางเกงยีนที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ปลอมจำนวน 11,066 ตัว จักรเย็บผ้า 1 หลัง ด้ายเย็บผ้า 5 ม้วน และกรรไกรตัดผ้า 1 เล่ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ป.อ. มาตรา 272 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลางกางเกงยีน จำนวน 11,066 ตัว จักรเย็บผ้า 1 หลัง ด้ายเย็บผ้า 5 ม้วน และกรรไกรตัดผ้า 3 เล่ม โดยให้จำเลยส่งกางเกงยีนของกลางที่รับคืนไปจากศาลจำนวน 11,066 ตัว ภายใน 30 วัน หากจำเลยไม่ส่งทรัพย์สินภายในกำหนดให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 37 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้ารูปคล้ายปีกนกตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจริง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิใช้ลวดลายคล้ายรูปปีกนกเพราะมีคนใช้อยู่ทั่วไปนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความยอมรับว่าจำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้ามานานถึง 20 ปี และเคยเห็นกางเกงยีนยี่ห้อ LEVI'S ของแท้มาก่อน จึงเชื่อได้ว่า จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้ารูปปีกนกเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดการกระทำของจำเลยที่ทำลวดลายกระเป๋ากางเกงยีนเฉพาะที่เหมือนกับรูปเครื่องหมายการค้าของโจทก์รูปคล้ายปีกนกดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ชอบแล้ว แต่ที่พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอารูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ทำให้ปรากฏที่สินค้า เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ด้วยนั้น เห็นว่า แม้รูปลายเส้นคล้ายปีกนกตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้นำรูป รอยประดิษฐ์นี้ไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลให้ได้รับความคุ้มครองที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้วจึงไม่ต้องปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดเฉพาะตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปีและปรับ 225,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จำเลยส่งกางเกงยีนของกลางที่รับคืนไปจากกองบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจจำนวน 11,010 ตัว ของกลางที่เป็นกางเกงยีนให้ริบเฉพาะกางเกงยีนที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ปลอมกับของกลางที่เป็นกรรไกรให้ริบเพียง 1 เล่ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีวาย สเตราส์ส แอนด์ โก จำกัด
จำเลย — นางธิดากุน จงส่งเสริม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12523/2547
#412643
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้ ด. ฟ้องคดีระบุว่า ให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินคดีแพ่งกับจำเลย รวมทั้งแต่งทนายความถอนฟ้อง ประนีประนอมยอมความ ใช้สิทธิหรือสละสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้รับมอบอำนาจจึงเป็นตัวแทนโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องจำเลยในคดีเกี่ยวกับทางจำเป็นเท่านั้น การที่ผู้รับมอบอำนาจได้แถลงต่อศาลตกลงจะขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลย จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของโจทก์ ย่อมไม่ผูกพันตัวการ แต่หลังจากผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยได้ตกลงจะซื้อที่ดินกันแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินหมดสิ้นตามเงื่อนไขที่ผู้รับมอบอำนาจและจำเลยตกลงกัน ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 โจทก์จึงต้องผูกพันตามนิติกรรมนั้นด้วย

การที่โจทก์ยินยอมจ่ายค่ารื้อถอนให้ผู้อาศัยในที่ดินเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ผิดข้อตกลงกับจำเลย ค่ารื้อถอนที่โจทก์จ่ายไปจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์ได้รับจากการที่จำเลยผิดข้อตกลงไม่มาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายเดชา ดำเนินคดีนี้แทน โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร (แขวงเมืองนครเขื่อนขันธ์) จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2 ตำบลสวนหลวง (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์ถูกปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงขอใช้ที่ดินของจำเลยดังกล่าวบางส่วนเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะแต่จำเลยไม่ยินยอมโจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 855/2539 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลได้ทำการไกล่เกลี่ย โดยจำเลยตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5 จากโจทก์ โฉนดเลขที่ 103966 และเลขที่ 103967 ตำบลประเวศ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครจากนาวาอากาศเอกบรรเจิดและนายกิติวุฒ ในราคารวม 25,000,000 บาท จำเลยตกลงชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอน ส่วนที่เหลือจำเลยตกลงยืมเงินโจทก์ นาวาอากาศเอกบรรเจิดและนายกิตติวุฒิรวม 15,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันและจะชำระเงินคืนโดยผ่อนชำระ โจทก์ตกลงดำเนินการให้ผู้อยู่อาศัยบนที่ดินซื้อขายออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 4 เดือน หากโจทก์ดำเนินการดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจำเลยยอมให้ปรับ 300,000 บาท ต่อมาโจทก์ดำเนินการให้ผู้อยู่อาศัยบนที่ดินที่ซื้อขายออกไปจนหมด เสียค่ารื้อถอนและขนย้ายเป็นเงิน 290,000 บาท แต่จำเลยไม่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามที่ตกลงและไม่ยอมชำระค่าปรับเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่ารื้อถอนและขนย้าย 290,000 บาท ค่าปรับ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,062 บาท และ 9,375 บาท ตามลำดับ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 608,437 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 608,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 590,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 290,000 บาท และ 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายและค่าปรับแก่โจทก์รวม 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 855/2539 โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร (แขวงเมืองนครเขื่อนขันธ์) ซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 2 ตำบลสวนหลวง (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกสู่ทางสาธารณะในการพิจารณานัดสืบพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยได้แถลงต่อศาล โดยศาลได้จดบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5 จากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 103966 จากนาวาเอกบรรเจิด และจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 103967 จากนายกิติวุฒิ ในราคารวม 25,000,000 บาท โดยจะวางมัดจำซื้อขายจำนวน 10,000,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอน ส่วนที่เหลือจำเลยจะกู้ยืมเงินคนทั้งสามซึ่งเป็นฝ่ายขายที่ดินพร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสามแปลงให้ไว้แก่ผู้ขายเป็นเงินจำนอง 15,000,000 บาท เงินจำนวน 15,000,000 บาทนี้ ทางจำเลยจะแบ่งชำระให้ผู้ขายเป็น 4 งวด ทุก 6 เดือน... แต่ก่อนที่ทำการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์จะต้องดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินของฝ่ายผู้จะขายรวมทั้งบริวารออกจากที่ดินที่จะขายทั้งหมดก่อนที่จะทำการซื้อขาย ในกรณีที่ฝ่ายผู้ขายไม่สามารถตกลงให้ผู้อาศัยในที่ดินออกให้หมดสิ้นไป ถือว่าข้อตกลงนี้ยกเลิกกัน ฝ่ายผู้จะขายจะดำเนินการให้ผู้อาศัยออกให้เสร็จสิ้นภายใน 4 เดือน และฝ่ายจำเลยจะทำสัญญาซื้อขายกับผู้จะขายภายใน 4 เดือน เช่นกัน หากโจทก์ดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินออกแล้ว จำเลยไม่ยินยอมจะซื้อ จำเลยยินยอมจะชำระค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท... ศาลจึงเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ไปในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ตามรายงานกระบวนพิจารณาต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินโจทก์ออกจากที่ดินโจทก์ แต่จำเลยไม่มาตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและวางมัดจำกับโจทก์ตามข้อตกลง โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ชำระค่าเสียหายและค่าปรับ คดีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายเดชา ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 855/2539 ของศาลชั้นต้นมีอำนาจตกลงขายที่ดินแทนโจทก์ และบันทึกข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณามีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายเดชาฟ้องคดี ระบุว่า ให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินคดีแพ่งกับนางอรุณศรี รวมทั้งแต่งทนายความถอนฟ้อง ประนีประนอมยอมความใช้สิทธิหรือสละสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้รับมอบอำนาจจึงเป็นตัวแทนโจทก์ในการดำเนินคดีฟ้องจำเลยในคดีเกี่ยวกับทางจำเป็นเท่านั้น การที่ผู้รับมอบอำจาจได้แถลงต่อศาลตกลงจะขายที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของโจทก์ย่อมไม่ผูกพันตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 โดยจำเลยฎีกาว่า บันทึกตามรายงานกระบวนพิจารณาเป็นเพียงบันทึกการเจรจาไม่อาจถือว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยจะต้องรับผิด เห็นว่า บันทึกรายงานกระบวนพิจารณามีข้อความระบุว่าจำเลยจะซื้อที่ดินที่มีที่ตั้งจำเพาะเจาะจงของเจ้าของที่ดิน กำหนดราคาแน่นอน กำหนดเวลาชำระหนี้ เวลาวางมัดจำและราคาที่ดินส่วนที่เหลือจะแปลงหนี้เป็นสัญญากู้ให้ไว้แก่โจทก์ ทำนองเดียวกับสัญญาจะซื้อจะขาย อย่างไรก็ตามผู้ร้บมอบอำนาจโจทก์และจำเลยได้กำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่าโจทก์จะต้องดำเนินการให้ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินออกจากที่ดินที่จะขายทั้งหมดก่อนที่จะทำการซื้อขาย ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถตกลงให้ผู้อาศัยออกจากที่ดินให้หมดสิ้น ถือว่าข้อตกลงนี้ยกเลิก ทางฝ่ายผู้จะขายจะดำเนินการให้ผู้อาศัยออกให้เสร็จสิ้นภายใน 4 เดือน และฝ่ายจำเลยจะทำสัญญาซื้อขายกับผู้จะขายภายใน 4 เดือน เช่นกัน หากโจทก์ดำเนินการให้ผู้อาศัยอยู่บนที่ดินของฝ่ายผู้จะขายออกเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่ยินยอมจะซื้อ จำเลยยินยอมชำระค่าปรับให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ข้อความดังกล่าวแปลเจตนาของผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยได้ว่า เมื่อโจทก์ดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินของโจทก์ออกไปหมดสิ้นแล้วภายใน 4 เดือน โจทก์และจำเลยตกลงจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายใต้เงื่อนไขข้างต้น อันจะมีผลทำให้สัญญาจะซื้อจะขายสมบูรณ์ ดังนี้ บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาจึงมิใช่สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจำเลยตกลงว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ภายใน 4 เดือน หากจำเลยไม่ยินยอมจะซื้อ จำเลยยินยอมชำระค่าปรับให้โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องมาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ข้อเท็จจริงฟังว่าหลังจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยได้ตกลงจะซื้อที่ดินตามบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการให้ผู้อาศัยในที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินหมดสิ้นตามเงื่อนไข ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เมื่อจำเลยไม่มาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงดังกล่าวกรณีมิใช่จำเลยทำสัญญาโดยสำคัญผิด จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายเป็นค่ารื้อถอนให้แก่ผู้อาศัยในที่ดินของโจทก์จำนวน 290,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวได้ตกลงกับโจทก์ตามหนังสือสัญญาอาศัย ซึ่งระบุว่าถ้าผู้ให้อาศัยต้องการขายที่ดินผู้ให้อาศัยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อาศัยทราบล่วงหน้ามีกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ผู้อาศัยยินยอมจะรื้อบ้านออกไปจากที่ดินทันที การที่โจทก์จ่ายเงินค่ารื้อถอนแก่ผู้อาศัยดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือที่โจทก์จ่ายไปโดยเสน่หามิใช่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่าย จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนนี้แก่โจทก์ เห็นว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินทั้งสามแปลง มิได้มีเพียงผู้อาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์แต่มีผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินของผู้จะขายอื่นด้วยโจทก์จึงจะอาศัยเพียงหนังสือสัญญาอาศัยดังกล่าวให้ผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินทั้งสามแปลงทั้งหมดออกไปไม่ได้ การที่โจทก์จ่ายเงินค่ารื้อถอนจึงเป็นการที่โจทก์ต้องกระทำ มิใช่ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาทั้งการที่โจทก์ผู้ให้อาศัยจะให้ผู้อาศัยในที่ดินของโจทก์หรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องภายในแต่เมื่อโจทก์ขอให้ผู้อาศัยออกจากที่ดินโดยพลันเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตกลงกับจำเลย จนเป็นเหตุให้ผู้อาศัยต้องรื้อถอนบ้านและจำต้องไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ ผู้อาศัยย่อมได้รับความเสียหายและเดือดร้อน หากผู้อาศัยขัดขืนไม่ยอมออกจากที่ดิน โจทก์ย่อมจะต้องฟ้องร้องขับไล่ผู้อาศัยซึ่งอาจเป็นเหตุให้โจทก์ผิดข้อตกลงกับจำเลยได้ การที่โจทก์ยินยอมจ่ายค่ารื้อถอนจึงเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ผิดข้อตกลงกับจำเลยและนับว่าเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งเนื่องจากผู้อาศัยให้ความร่วมมือโดยดี นับว่าค่ารื้อถอนที่โจทก์จ่ายให้กับผู้อาศัยเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์ได้รับ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวรวมกับค่าปรับจำนวน 180,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภา วิภาตะวิทย์
จำเลย — นางอรุณศรี ปี่มณี
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12510/2547
#412464
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 90 มิใช่บทกฎหมายที่ใช้ลงโทษตรง หากแต่เป็นเพียงบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการลงโทษซึ่งเป็นวิธีการที่ศาลจะใช้เอง โดยโจทก์มิต้องขอมาในคำขอท้ายฟ้อง การที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยโดยอ้างหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90 จึงชอบแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง วรรคสาม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลย (ที่ถูก หนึ่งในสาม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลจะปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 90 มิได้ เพราะเกินคำขอ เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 90 มิใช่บทกฎหมายที่ใช้ลงโทษโดยตรงหากแต่เป็นเพียงบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการลงโทษซึ่งเป็นวิธีการที่ศาลจะใช้เองโดยโจทก์มิต้องขอมาในคำขอท้ายฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลล่างปรับบทลงโทษจำเลยโดยอ้างหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90 จึงชอบแล้ว ตามรูปคดีรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดหลาบบท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายบุญชู ลาม่วง
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12498/2547
#412642
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฎในสำนวนว่าโจทก์ได้ตั้งแต่งบุคคลผู้นี้เป็นทนายความโจทก์ไว้ ทั้งบุคคลผู้นี้มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ได้

แม้ พ.ร.บ. อัยการฯ มาตรา 11 (2) กำหนดว่า ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง แต่เมื่อพนักงานอัยการเข้ามาดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 61 เมื่อคดีนี้ไม่มีการตั้งแต่งร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีให้เป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 1,920,867.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,286,902 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 957,877 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 884,422 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 929,475 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 856,020 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการ จังหวัดราชบุรี ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ได้ตั้งแต่งบุคคลผู้นี้เป็นทนายความโจทก์ไว้ทั้งบุคคลผู้นี้มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2534 (ประชุมใหญ่) ที่โจทก์อ้างที่ว่า แม้ทนายความลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวเคยทำหน้าที่ทนายความดำเนินคดีแทนคู่ความมาก่อนถือได้ว่าทนายความคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีแล้ว รูปเรื่องจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่าตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) กำหนดว่า ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง ร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ ในฐานะพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ด้วยการยื่นอุทธรณ์โดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความนั้น เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น แต่เมื่อพนักงานอัยการเข้าดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งแต่งร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีให้เป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว และแม้ฎีกาของโจทก์คดีนี้จะมีการตั้งแต่งพนักงานอัยการคนใหม่เข้ามาในคดี แต่ก็ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกามิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 61 ม. 249
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดราชบุรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประชาโพธาพาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ