คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12488/2547
#113245
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 7, 12, 17, 30 และ 33 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ผู้ที่เป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยผู้เป็นเจ้าของป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการต่อราชการส่วนท้องถิ่นภายในเดือนมีนาคมของปี ตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแสดงรายการแล้วจะทำการประเมินภาษีป้ายแล้วแจ้งการประเมินไปยังเจ้าของป้าย หากเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หากผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวผู้อุทธรณ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล

โจทก์ทำสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง รวม 250 หลัง แก่จำเลย โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 เป็นผลให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วรวมทั้งป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นเจ้าของป้ายทั้งหมดนับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้เป็นเจ้าของป้ายพิพาทในปี 2544 จำเลยจึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายในปีภาษี 2544 แม้จำเลยจะยื่นแบบแสดงรายการไว้ต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ก็ตาม การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินให้จำเลยเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายโฆษณาดังกล่าวในปีภาษี 2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ แต่คำสั่งของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่สั่งให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลให้จำเลยต้องชำระภาษีป้ายจำนวนตามฟ้อง และจำเลยสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานเป็นการไม่ชอบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มคิดถึงวันฟ้องจำนวน 179,814 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีป้ายจำนวน 140,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ได้ทำสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางเขตพื้นที่กลุ่มบูรพาและเจ้าพระยาจำนวน 250 หลัง แก่จำเลย ตามสัญญาเลขที่ 24/2541 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแก่จำเลย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 และ 30 มีนาคม 2544 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ประจำปี 2544 ที่เขตสวนหลวงและเขตบางกะปิ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ประเมินภาษีป้ายและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 และ 24 เมษายน 2544 คิดเป็นภาษีป้ายที่สำนักงานเขตสวนหลวงจำนวน 11,500 บาท ภาษีป้ายที่สำนักงานเขตบางกะปิ จำนวน 128,800 บาท จำเลยมิได้โต้แย้งการประเมินหรือขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 โจทก์ได้ทำสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 250 หลัง แก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ประจำปี 2544 ที่สำนักงานเขตสวนหลวงเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินและแจ้งการประเมินไปยังบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชำระค่าภาษีป้ายที่สำนักงานเขตสวนหลวงแล้ว จำนวน 9,641 บาท บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ประจำปี 2544 ที่สำนักงานเขตบางกะปิ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาษีป้ายจำนวน 2 งวด และแจ้งการประเมินไปยังบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชำระค่าภาษีป้ายตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินแล้วจำนวน 70,862 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีป้ายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปีและให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้"

มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดภายในเดือนมีนาคมของปี"

มาตรา 17 บัญญัติว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีป้ายตามหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีป้ายที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) ท้ายพระราชบัญญัตินี้และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้วแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังเจ้าของป้าย"

มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีป้ายแล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด"

มาตรา 33 บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายโดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่เป็นการยกอุทธรณ์ตามมาตรา 31 วรรคสอง

การฟ้องคดีตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 แล้ว"

บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยผู้เป็นเจ้าของป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการต่อราชการส่วนท้องถิ่นภายในเดือนมีนาคมของปีตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแสดงรายการแล้ว จะทำการประเมินภาษีป้ายตามหลักเกณฑ์วิธีการและอัตราภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้ายแล้วแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังเจ้าของป้าย หากเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายได้รับแจ้งการประเมินภาษีป้ายแล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายโดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หากผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าว ผู้อุทธรณ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากร เห็นว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง รวม 250 หลัง ที่ทำกับจำเลย เป็นผลให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วรวมทั้งป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าว ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นเจ้าของป้ายทั้งหมดนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของป้ายพิพาทในปี 2544 จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในปีภาษี 2544 แม้จำเลยจะยื่นแบบแสดงรายการต่อเขตสวนหลวงและเขตบางกะปิเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ก็ไม่ทำให้จำเลยซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายกลับกลายเป็นต้องเสียภาษีป้ายขึ้นมา การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ทำการประเมินให้จำเลยเสียภาษีป้ายสำหรับปีภาษี 2544 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่คำสั่งของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่สั่งให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระภาษีป้ายตามฟ้อง จำเลยจึงสามารถยกข้อต่อสู้โจทก์ได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์เป็นการไม่ชอบได้ เพราะการอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 30 นั้น ใช้บังคับเฉพาะผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์การประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิให้การต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ไม่ชอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ให้จำเลยเสียภาษีป้ายไม่ชอบด้วยกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่สามารถบังคับให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามฟ้องให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามฟ้อง พร้อมเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 7 ม. 12 ม. 17 ม. 30 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคแบรนด์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12488/2547
#412619
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางรวม 250 หลังที่ทำกับจำเลยเป็นผลให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้ว รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลย โจทก์จึงเป็นเจ้าของป้ายทั้งหมดนับแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของป้ายพิพาทในปี 2544 จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในปีภาษี 2544 แม้จำเลยจะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่อสำนักงานเขตก็ไม่ทำให้จำเลยซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายกลับกลายเป็นต้องเสียภาษีขึ้นมา การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ทำการประเมินให้จำเลยเสียภาษีป้ายสำหรับปีภาษี 2544 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่การอุทธรณ์การประเมินตาม พ.ร.บ. ภาษีป้ายฯ มาตรา 30 นั้น ใช้บังคับเฉพาะผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์การประเมิน ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิให้การต่อสู้ได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์เป็นการไม่ชอบ และเมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานโจทก์ไม่ชอบดังวินิจฉัยมาแล้วโจทก์ก็ไม่สามารถบังคับให้จำเลยชำระภาษีป้ายให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มคิดถึงวันฟ้อง จำนวน 179,814 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีป้ายจำนวน 140,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้สิทธิในการดูแลและบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางรวมถึงป้ายโฆษณาตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และตามสัญญาระบุไว้ว่าวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่จำเลยดำเนินการไปแล้วให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ป้ายโฆษณาตามฟ้องจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 โจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าหาผลประโยชน์ในป้ายซึ่งติดอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชำระภาษีป้ายตามฟ้อง เมื่อจำเลยมิใช่ผู้ครอบครองและหาผลประโยชน์ในป้ายตามฟ้องจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์การประเมิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจำนวน 179,814 บาท ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินค่าภาษีป้ายจำนวน 140,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ได้ทำสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางเขตพื้นที่กลุ่มบูรพาและเจ้าพระยาจำนวน 250 หลัง แก่จำเลย ตามสัญญาเลขที่ 24/2541 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 35 ถึง 44 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแก่จำเลยตามหนังสือเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 32 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 และ 30 มีนาคม 2544 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ประจำปี 2544 ที่เขตสวนหลวงและเขตบางกะปิตามแบบแสดงรายการภาษีป้าย เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 8 ถึง 11 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ประเมินภาษีป้ายและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 และ 24 คิดเป็นภาษีป้ายที่สำนักงานเขตสวนหลวงจำนวน 11,500 บาท ภาษีป้ายที่สำนักงานเขตบางกะปิจำนวน 128,800 บาท ปรากฏตามหนังสือแจ้งการประเมินและไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 16 จำเลยมิได้โต้แย้งการประเมินหรือขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 โจทก์ได้ทำสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 250 หลัง แก่บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.4 บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ประจำปี 2544 ที่สำนักงานเขตสวนหลวงเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ตามแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินและแจ้งการประเมินไปยังบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชำระค่าภาษีป้ายที่สำนักงานเขตสวนหลวงแล้วจำนวน 9,641 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 9 บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ประจำปี 2544 ที่สำนักงานเขตบางกะปิ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2544 ตามแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 11 ถึง 15 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาษีป้ายจำนวน 2 งวด และแจ้งการประเมินไปยังบริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัดได้ชำระค่าภาษีป้ายตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินแล้วจำนวน 70,862 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 17 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีป้ายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปีและให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปีทั้งนี้ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้"

มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดภายในเดือนมีนาคมของปี"

มาตรา 17 บัญญัติว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีป้ายตามหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีป้ายที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีป้าย (6) และ (7) ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และตามอัตราภาษีป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้วแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังเจ้าของป้าย"

มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีป้ายแล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด"

มาตรา 33 บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายโดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เว้นแต่ในกรณีที่เป็นการยกอุทธรณ์ตามมาตรา 31 วรรคสอง

การฟ้องคดีตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 แล้ว"

บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยผู้เป็นเจ้าของป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการต่อราชการส่วนท้องถิ่นภายในเดือนมีนาคมของปี ตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแสดงรายการแล้วจะทำการประเมินภาษีป้ายตามหลักเกณฑ์วิธีการและอัตราภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้ายแล้วแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังเจ้าของป้าย หากเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายได้รับแจ้งการประเมินภาษีป้ายแล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายโดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หากผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าวผู้อุทธรณ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากร เห็นว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้สิทธิและดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางรวม 250 หลัง ที่ทำกับจำเลยเป็นผลให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้ว รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 15 (ข) โจทก์จึงเป็นเจ้าของป้ายทั้งหมดนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของป้ายพิพาทในปี 2544 จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในปีภาษี 2544 แม้จำเลยจะยื่นแบบแสดงรายการต่อเขตสวนหลวงและเขตบางกะปิเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ก็ไม่ทำให้จำเลยซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายกลับกลายเป็นต้องเสียภาษีป้ายขึ้นมาการที่เจ้าพนักงานของโจทก์ทำการประเมินให้จำเลยเสียภาษีป้ายสำหรับปีภาษี 2544 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่คำสั่งของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่สั่งให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระภาษีป้ายตามฟ้อง จำเลยจึงสามารถยกข้อต่อสู้โจทก์ได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์เป็นการไม่ชอบได้ เพราะการอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 30 นั้น ใช้บังคับเฉพาะผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์การประเมินที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิให้การต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ไม่ชอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ให้จำเลยเสียภาษีป้ายไม่ชอบด้วยกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่สามารถบังคับให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามฟ้องให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีป้ายตามฟ้อง พร้อมเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคแบรนด์ส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12487/2547
#412462
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของจำเลยและที่ดินของมารดาและยายจำเลยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นแปลงใหญ่ จำเลยทราบดีว่า ท. ยายจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่และเป็นที่ดินที่จำเลยได้ครอบครองทำกินอยู่ด้วยไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยคงทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ภายหลังจำเลยทราบด้วยว่า ท. ไม่ไถ่คืน กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยก็ยังทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ตราบใดที่จำเลยมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือโดยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ฐานะการครอบครอบที่ดินพิพาทของจำเลยก็คงมีตามเดิมไม่อาจจะถือได้ว่าจำเลยครอบครองเพื่อตนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จนเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทและจำเลยคัดค้านการรังวัด อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 จึงจะพอถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทนั้นแล้ว แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ออกจากที่ดินของโจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30505 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2524 โจทก์รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 30505 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร จากนางทองย้อยซึ่งเป็นยายจำเลยในราคา 150,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี เมื่อครบกำหนดขายฝากแล้วไม่มีการไถ่คืนที่ดินพิพาทแปลงนี้แต่เดิมจำเลยเข้าไปขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผักกระเฉด เลี้ยงบัว และผลไม้อื่น ๆ เพื่อเป็นอาชีพของจำเลยอยู่ก่อนแล้ว ครั้นต่อมาเมื่อครบกำหนดขายฝากไม่มีการไถ่คืน จำเลยทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์หมดทั้งแปลง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าที่ดินของจำเลยและที่ดินของมารดาและยายจำเลยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นแปลงใหญ่ และจำเลยก็ทราบดีว่านางทองย้อยยายจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่และเป็นที่ดินที่จำเลยได้ครอบครองทำกินอยู่ด้วยไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยคงทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ภายหลังจำเลยทราบด้วยว่านางทองย้อยไม่ไถ่คืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยก็ยังทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ตราบใดที่จำเลยมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือโดยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แล้ว ฐานะการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยก็คงมีตามเดิม ไม่อาจจะถือได้ว่าจำเลยครอบครองเพื่อตนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ดังจำเลยอ้างจนเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทและจำเลยคัดค้านการรังวัด อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 จึงจะพอถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทนั้นแล้วแต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปทำกินอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธินั้น เมื่อโจทก์สามารถหาผลประโยชน์โดยทำสวนกล้วยไม้ในที่ดินพิพาท และที่ดินพิพาทของโจทก์มีเนื่อที่ถึง 1 ไร่เศษ นับว่าเป็นที่ดินแปลงใหญ่พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลียนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491 ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรสิทธิ์ ต่อแสงเฉลิม
จำเลย — นางสาวจิตรา มีสมรูป
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547
#412171
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3), 278, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3) ประกอบ 364 และ 278 การบุกรุกและอนาจารของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้โจทก์มีนาง ว. ผู้เสียหาย เด็กหญิง ร. บุตรสาวผู้เสียหาย และนาง อ. ป้าของผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและกอดรัดผู้เสียหาย แต่ก็ได้ความจากตัวผู้เสียหายเองว่า จำเลยมาที่บ้านของผู้เสียหายเป็นประจำและหลังจากเกิดเหตุครั้งแรก ผู้เสียหายได้เล่าเรื่องให้นาง อ. ผู้เป็นป้าฟัง ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายส่วนนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนาง อ. ซึ่งเบิกความว่านาง อ. ได้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านและกอดรัดผู้เสียหายทั้งสองครั้ง ได้ความจากผู้เสียหายด้วยว่า หลังเกิดเหตุครั้งที่สองถึงวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. มารดาจำเลยฟัง ต่อมาวันที่ 28 เดือนเดียวกัน เมื่อผู้เสียหายพบกับจำเลย จำเลยได้ต่อว่าผู้เสียหายว่า "ชีวิตของเราทำไมจึงให้คนอื่นบงการ" ซึ่งคำพูดของจำเลยตามที่ผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและจำเลยน่าจะมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนธรรมดา นอกจากนี้ผู้เสียหายและเด็กหญิง ร. เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านรับว่าเด็กหญิง ร. และบุตรของจำเลยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผู้เสียหายเคยไปรับเด็กหญิง ร. และรับบุตรของจำเลยแทนจำเลย และจำเลยเคยรับเด็กหญิง ร. แทนผู้เสียหายและพามาเล่นที่บ้านของจำเลย ได้ความจากเด็กหญิง ร. อีกว่า เวลาที่จำเลยไปตัดยางจำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านของผู้เสียหาย กับเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า จำเลยเคยแวะที่บ้านผู้เสียหายในช่วงเวลาค่ำ ผู้เสียหายยอมรับด้วยว่าผู้คนรอบบ้านของผู้เสียหายไปพูดเล่าลือกันว่าผู้เสียหายได้เสียกับจำเลย นอกจากนี้ภายหลังจากเกิดเหตุทั้งสองครั้ง ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันที แต่กลับร้องทุกข์ภายหลังเกิดเหตุเกือบสิบวัน ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกจักรกริชพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้มาแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกจักรกริชลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาชัยสนเพื่อให้เป็นหลักฐาน โดยผู้เสียหายจะเจรจาตกลงกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยได้นัดพบกันในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้เสียหายจึงยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นว่าผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว และในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 90 ม. 278 ม. 364 ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายสมกิจหรือประกิต เหล่าทอง
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12479/2547
#412459
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ผู้ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า น่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นในสหกรณ์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้เรียกประชุมคณะกรรมการและได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับสินค้าของผู้เสียหายจริง และได้สรุปความเห็นว่าโจทก์ทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 เบิกความไปตามข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตามผลการตรวจสอบที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้เสียหายให้ความเห็นไว้ โดยโจทก์ยอมรับว่าได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายสำหรับสินค้าของผู้เสียหายที่ขาดหายไปบางส่วนด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปไม่เฉพาะจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจว่าโจทก์เป็นผู้ยักยอกสินค้าและเงินของผู้เสียหายกับปลอมเอกสารต่าง ๆ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีลักษณะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริงมิใช่เป็นกรณียืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำความผิดแต่อย่างใด ส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเพียงการแสดงความเห็นตามข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำผิดเช่นกัน เพราะจำเลยที่ 2 เบิกความโดยใช้ถ้อยคำว่า จึงเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เบิกความอธิบายถึงเหตุที่เชื่อเช่นนั้นว่า เพราะเอกสารใบเบิกเงินอยู่ในความครอบครองของโจทก์โดยตลอด ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าโจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบเอกสารทางบัญชีต่าง ๆ ของผู้เสียหายจริง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของสหกรณ์โคนมดงเย็น จำกัด ผู้เสียหาย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ ทำหน้าที่ผู้จัดการของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นอดีตประธานกรรมการผู้เสียหาย เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2540 เจ้าพนักงานสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์มุกดาหารได้ตรวจบัญชีผู้เสียหาย พบว่าสินค้าปุ๋ยขาดบัญชี ส่วนสินค้าอื่นตรวจสอบไม่ได้เพราะบัญชีจัดทำไม่เรียบร้อย ได้แจ้งผู้เสียหายให้จัดทำบัญชีให้เรียบร้อย คณะกรรมการผู้เสียหายเรียกประชุมกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำทะเบียนคุมสินค้าจึงพบว่านอกจากสินค้าปุ๋ยที่ขาดบัญชีแล้วยังมีสินค้ามันเส้น มันสด น้ำมันดีเซล ปอ สินค้าเบ็ดเตล็ดขาดบัญชีอีก 6 รายการ และยังพบว่ามีการปลอมใบเบิกเงินมาขอเบิกเงินไปจากผู้เสียหาย โจทก์ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่ผู้เสียหายโดยยอมชำระหนี้เงินยืมทดรองจ่ายซื้อวิทยุสื่อสารจำนวน 4,500 บาท ค่าปอที่หายไปจำนวน 1,620 บาท และค่าสินค้าในร้านค้าของผู้เสียหายที่หายไปอีกจำนวน 11,324 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมชำระเงินตามที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ผู้เสียหายจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในข้อหายักยอกและความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3130/2542 จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความในส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นความเท็จว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบโดยอาศัยบัญชีควบคุมสินค้าที่ผู้เสียหายสั่งซื้อเข้ามาและมีการจำหน่ายออกไปตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.16 โดยโจทก์เบียดบังยักยอกเอาสินค้าและเงินของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครอบดูแลรักษาผิดชอบของโจทก์เป็นประโยชน์ของตนเองโดยทุจริต และเบิกความต่อไปว่า โจทก์ปลอมใบเบิกเงินเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.22 จ.24 จ.26 ถึง จ.28 ลงลายมือชื่อปลอมในใบเบิกเงินเอกสารหมาย จ.26 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความในส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นความเท็จว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยนำสินค้าหรือผลิตผลทางการเกษตรจำหน่ายให้แก่ผู้เสียหาย ลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 และเนื่องจากเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 อยู่ในความครอบครองของโจทก์โดยตลอด จึงเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ลงในเอกสารทั้งสองฉบับนั้นคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวโดยตลอดแล้ว สำหรับในส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้เบิกความไว้ก่อนหน้าข้อความไว้ก่อนหน้าข้อความที่โจทก์อ้างว่าเป็นความเท็จว่าผู้ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า น่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นในสหกรณ์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้เรียกประชุมคณะกรรมการและได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับสินค้าของผู้เสียหายจริง และได้สรุปความเห็นว่าโจทก์ทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 เบิกความไปตามข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและตามผลการตรวจสอบที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้เสียหายให้ความเห็นไว้ โดยโจทก์เองก็ยอมรับว่าได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายสำหรับสินค้าของผู้เสียหายที่ขาดหายไปบางส่วนด้วย พฤติการณ์ของโจทก์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปไม่ใช่เฉพาะจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เป็นผู้ยักยอกสินค้าและเงินของผู้เสียหายกับปลอมเอกสารต่าง ๆ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเพียงการแสดงความเห็นตามข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำความผิดแต่อย่างใดในส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการเบิกความเท็จก็เห็นได้ว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นตามข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำความผิดเช่นกัน เพราะจำเลยที่ 2 เบิกความโดยใช้ถ้อยคำว่า จึงเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เบิกความอธิบายถึงเหตุที่เชื่อเช่นนั้นว่า เพราะเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์โดยตลอดซึ่งตามที่โจทก์นำสืบมาโจทก์ก็ยอมรับว่า โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบเอกสารทางบัญชีต่าง ๆ ของผู้เสียหายจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริญญา เพชรรัตน์
จำเลย — นายถนัด บัวลอย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12477/2547
#412448
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 52 (2) ในการลดโทษประหารชีวิตถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ซึ่งศาลจะเห็นสมควรลดโทษให้เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่เพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสอบปุ๋ยสีฟ้าของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 492/2544 ของศาลจังหวัดราชบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสอบปุ๋ยสีฟ้าของกลางสำหรับคำขอให้บวกโทษนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นหนักเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยขอให้ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งเป็นโทษจำคุก 25 ปี ถึง 50 ปี นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ในการลดโทษประหารชีวิตถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 40 ปี ซึ่งศาลจะเห็นสมควรลดโทษให้เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่เพียงใด คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีจำนวนมากถึง 200,000 เม็ด น้ำหนัก 19,224.4 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 3,247.83 กรัม ตามสภาพและลักษณะแห่งการกระทำความผิดนับเป็นมหันตภัย เพราะการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจำนวนมากออกสู่ประชาชนก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมทำให้เกิดอาชญากรรมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้เสพเป็นอย่างมากรัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมากจึงสมควรลงโทษรุนแรงให้สาสมแก่ความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนก็ตาม แต่สำหรับคดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุวิมล ดวงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12466/2547
#113088
เปิดฉบับเต็ม

แม้งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ทำให้แก่บริษัท ฮ. จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวและอาจโอนลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 และมาตรา 17 แต่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า ในกรณีที่งานซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายได้ถูกทำขึ้นโดยการว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นหามีลิขสิทธิ์ในงานนั้นไม่ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่ค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40 (3) แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ฮ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทำเป็นหนังสือ โปรแกรมที่ผลิตตามสัญญาโจทก์ทำการผลิตในประเทศไทย โดยบริษัท ฮ. เป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ และโจทก์ส่งมอบโปรแกรมที่ผลิตให้แก่บริษัท ฮ. แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (2) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 แล้ว จึงต้องใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับของโจทก์ที่ได้รับตามสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนเมษายน 2539 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท (ที่ถูกต้องยกคำขออื่นของโจทก์ด้วย)

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างและให้บริการออกแบบระบบประมวลผลโปรแกรมที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ทำสัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรมกับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีข้อสัญญาว่าโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นตามสัญญาลูกค้าเป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดค่าจ้างคิดตามจำนวนงานที่ลูกค้าแจ้งในใบสั่งงานซึ่งโจทก์จัดทำเสร็จกับส่งมอบให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ และลูกค้าได้ลิขสิทธิ์ในโปรแกรมดังกล่าว โจทก์เขียนโปรแกรมดังกล่าวตามใบสั่งงานรวม 30 ฉบับ ส่งมอบให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ออกใบกำกับสินค้าและใบกำกับภาษีให้ลูกค้าในเดือนเมษายน 2539 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 สำหรับเดือนเมษายน 2539 โดยในส่วนยอดขายหรือรายรับจากการเขียนโปรแกรมดังกล่าวจำนวน 2,261,333.63 บาท โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 ส่วนยอดขายหรือรายรับอื่น ๆ โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 คำนวณแล้วโจทก์มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย โจทก์จึงขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 88,030.10 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ายอดขายหรือรายรับจำนวน 2,261,333.63 บาท ดังกล่าว ไม่ใช่กรณีที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 แต่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งการประเมินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับดังกล่าวเป็นจำนวน 158,293.35 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนทั้งสิ้น 435,306.00 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 โดยอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรโดยแจ้งแก่โจทก์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีตามที่ขอไว้ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ยอดขายที่โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เป็นค่าตอบแทนในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้าในต่างประเทศเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงให้โจทก์เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 356,160.04 บาท โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจถือได้ว่าเป็นค่าขายเทคโนโลยีหรือค่าใช้เทคโนโลยีหรือเป็นการให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม จึงถือเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่เข้าลักษณะการให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราภาษีร้อยละ 0 ตามหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811/ พ.1501 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 นั้น เห็นว่า แม้งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ทำให้แก่บริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวและอาจโอนลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 และมาตรา 17 แต่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า "งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่นให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่งานซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายได้ถูกทำขึ้นโดยการว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้นโดยผลของกฎหมาย ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นหามีลิขสิทธิ์ในงานนั้นไม่ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเป็นอย่างอื่น ผู้สร้างสรรค์งานจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นเสมอ ส่วนผู้มีลิขสิทธิ์ก็อาจโดยการเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่เป็นผู้สร้างสรรค์ด้วยตนเอง ทั้งไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิหรือได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจาก ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของสิทธิเดิมก็ได้ จำเลยจึงยกเอาเหตุที่สัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรมระหว่างโจทก์กับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ระบุให้บริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นเพียงประการเดียวมาเป็นข้อสรุปว่าสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ขายลิขสิทธิ์ในโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นให้แก่บริษัทดังกล่าวหาได้ไม่สำหรับการใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 บัญญัติว่า "ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ...

(2) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

การให้บริการ?" และอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) เรื่องกำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 ความว่า "ข้อ 1 ต้องเป็นการให้บริการรับจ้างทำของให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศ โดยผู้ให้บริการจะต้องกระทำกิจการอันเป็นสาระสำคัญของการรับจ้างทำของในประเทศไทยและได้ส่งผลของการให้บริการรับจ้างทำของนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงการให้บริการจัดนำเที่ยวในต่างประเทศ

ข้อ 2 การให้บริการตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ข้อ 3 ..." เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ได้ทำเป็นหนังสือ โปรแกรมที่ผลิตตามสัญญาโจทก์ทำการผลิตในประเทศไทย โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ และโจทก์ส่งมอบโปรแกรมที่ผลิตให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กับไม่ปรากฏว่าได้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (2) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) เรื่อง กำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 แล้ว จึงต้องใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับของโจทก์ที่ได้รับตามสัญญาดังกล่าว สำหรับบันทึกข้อความตอบข้อหารือที่ กค 0811/พ.1501 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่ของจำเลย และไม่ปรากฏเหตุผลประกอบความเห็นดังกล่าวแต่อย่างใด จึงรับฟังไม่ได้

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 ม. 10
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 80/1 (2)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮีโน่คอมพิวเตอร์ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12466/2547
#412544
เปิดฉบับเต็ม

แม้งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ทำให้แก่บริษัท ฮ. จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวและอาจโอนลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 8 และมาตรา 17 แต่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า ในกรณีที่งานซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายได้ถูกทำขึ้นโดยการว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นหามีลิขสิทธิ์ในงานนั้นไม่ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่ค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40 (3) แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทฮ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทำเป็นหนังสือ โปรแกรมที่ผลิตตามสัญญาโจทก์ทำการผลิตในประเทศไทย โดยบริษัท ฮ. เป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ และโจทก์ส่งมอบโปรแกรมที่ผลิตให้แก่บริษัท ฮ. แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (2) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 แล้ว จึงต้องใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับของโจทก์ที่ได้รับตามสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนเมษายน 2539 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ที่ถูกต้องยกคำขออื่นของโจทก์ด้วย)

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างและให้บริการออกแบบระบบประมวลผลโปรแกรมที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ทำสัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรมกับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตามสัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรมเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ถึง 10 (คำแปลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11 ถึง 15 และ ล.1 แผ่นที่ 95 ถึง 99) โดยมีข้อสัญญาว่าโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นตามสัญญาลูกค้าเป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมด ค่าจ้างคิดตามจำนวนงานที่ลูกค้าแจ้งในใบสั่งงานซึ่งโจทก์จัดทำเสร็จกับส่งมอบให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ และลูกค้าได้ลิขสิทธิ์ในโปรแกรมดังกล่าว โจทก์เขียนโปรแกรมดังกล่าวตามใบสั่งงานรวม 30 ฉบับ ส่งมอบให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ออกใบกำกับสินค้าและใบกำกับภาษีให้ลูกค้าในเดือนเมษายน 2539 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 สำหรับเดือนเมษายน 2539 โดยในส่วนยอดขายหรือรายรับจากการเขียนโปรแกรมดังกล่าว จำนวน 2,261,333.63 บาท โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 ส่วนยอดขายหรือรายรับอื่น ๆ โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 คำนวณแล้วโจทก์มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย โจทก์จึงขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 88,030.10 บาท ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 355 ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ายอดขายหรือรายรับจำนวน 2,261,333.63 บาท ดังกล่าว ไม่ใช่กรณีที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 แต่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งการประเมินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับดังกล่าวเป็นจำนวน 158,293.35 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนทั้งสิ้น 435,306.00 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 20 (ล.2 แผ่นที่ 38) โดยอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 แจ้งแก่โจทก์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีตามที่ขอไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 355 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 34 ถึง 37 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ยอดขายที่โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เป็นค่าตอบแทนในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ลูกค้าในต่างประเทศเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงให้โจทก์เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 356,160.04 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 21 (ล.2 แผ่นที่ 8) โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ยอดขายหรือรายรับของโจทก์ในเดือนเมษายน 2539 จำนวน 2,261,333.63 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตามสัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรม เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ถึง 10 (คำแปลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11ถึง 15 และ ล.1 แผ่นที่ 95 ถึง 99) เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจถือได้ว่าเป็นค่าขายเทคโนโลยีหรือค่าใช้เทคโนโลยี หรือเป็นการให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม จึงถือเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ไม่เข้าลักษณะการให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราภาษีร้อยละ 0 ตามหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811/พ. 1501 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 นั้น เห็นว่าแม้งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ทำให้แก่บริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว และอาจโอนลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 และ มาตรา 17 แต่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า "งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่นให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่งานซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายได้ถูกทำขึ้นโดยการว่าจ้างผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ในงานนั้นโดยผลของกฎหมาย ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นหามีลิขสิทธิ์ในงานนั้นไม่ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเป็นอย่างอื่นผู้สร้างสรรค์งานจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นเสมอ ส่วนผู้มีลิขสิทธิ์ก็อาจโดยการเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่เป็นผู้สร้างสรรค์ด้วยตนเอง ทั้งไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิ หรือได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของสิทธิเดิมก็ได้ จำเลยจึงยกเอาเหตุที่สัญญาการจ้างงานในการผลิตโปรแกรมระหว่างโจทก์กับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ระบุให้บริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นเพียงประการเดียวมาเป็นข้อสรุปว่าสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ขายลิขสิทธิ์ในโปรแกรมที่โจทก์เขียนขึ้นให้แก่บริษัทดังกล่าวหาได้ไม่ สำหรับการใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 บัญญัติว่า "ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ...

(2) การให้บริการที่กระทำในราชการอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

การให้บริการ..." และอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) เรื่องกำหนดประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 ความว่า "ข้อ 1 ต้องเป็นการให้บริการรับจ้างทำของให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศ โดยผู้ให้บริการจะต้องกระทำกิจการอันเป็นสาระสำคัญของการรับจ้างทำของในประเทศไทยและได้ส่งผลของการให้บริการรับจ้างทำของนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงการให้บริการจัดนำเที่ยวในต่างประเทศ

ข้อ 2 การให้บริการตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ข้อ 3 ..." เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด ได้ทำเป็นหนังสือ โปรแกรมที่ผลิตตามสัญญาโจทก์ทำการผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ และโจทก์ส่งมอบโปรแกรมที่ผลิตให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายของต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กับไม่ปรากฏว่าได้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) เรื่องกำหนดประเภท หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข กรณีการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 แล้ว จึงต้องใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยอดขายหรือรายรับของโจทก์ที่ได้รับตามสัญญาดังกล่าว สำหรับบันทึกข้อความตอบข้อหารือที่ กค 0811/พ.1501 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่ของจำเลย และไม่ปรากฏเหตุผลประกอบความเห็นดังกล่าวแต่อย่างใด จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าโปรแกรมที่โจทก์ผลิตให้แก่บริษัทดังกล่าวไม่ได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ส่งมอบโปรแกรมที่ผลิตขึ้นให้แก่บริษัทดังกล่าวในต่างประเทศ หากมีการนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่ามีข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น หาใช่หน้าที่ของโจทก์ไม่ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้โจทก์นำสืบถึงสิ่งที่ไม่มีเมื่อจำเลยไม่นำสืบให้ปรากฏความข้อนี้จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 ม. 10 ม. 17
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 80/1 (2)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮีโน่คอมพิวเตอร์ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12460/2547
#412417
เปิดฉบับเต็ม

เวลาเช้าตรู่ของวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่หลายคนแต่งกายนอกเครื่องแบบไปขอค้นบ้านจำเลยเพื่อพบและจับน้องชายของจำเลยในคดีเช็ค ส่วนโจทก์ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ แต่ได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลยด้วยในฐานะที่เป็นบิดาของผู้เสียหายในคดีเช็คที่น้องชายของจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าให้ แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์และพฤติการณ์เกี่ยวกับการทวงหนี้ของโจทก์ที่แต่งเครื่องแบบไปขอค้นบ้านของจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงและมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน จนจำเลยเกิดความเกรงกลัวต่อโจทก์จนต้องยอมใช้หนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ จำเลยมีสิทธิที่จะเข้าใจได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์และมีสิทธิที่จะร้องเรียนโดยสุจริตได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประพฤติตนไม่เหมาะสม ดังนั้น การที่จำเลยส่งโทรสารไปลงหนังสือพิมพ์โดยมีใจความเป็นการแสดงความเสียใจ น้อยใจของจำเลยและเกรงกลัวจากการกระทำของโจทก์จนต้องชำระหนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ไป เป็นทำนองขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอดส่องตักเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นมิตรกับประชาชน จึงเป็นการติชมโจทก์ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนเยี่ยงจำเลยที่ต้องประสบเหตุการณ์เช่นนั้นพึงกระทำได้ และการที่จำเลยระบุชื่อนามสกุลจริงของโจทก์และจำเลย ตลอดจนที่อยู่ของจำเลยไว้แจ้งชัดในโทรสารด้วยย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเขียนข้อความในโทรสารนั้นด้วยเจตนาสุจริตตามเรื่องที่เกิดขึ้นแก่จำเลย กรณีต้องด้วย ป.อ. มาตรา 329 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ส่งโทรสารหมิ่นประมาทโจทก์ในคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์กล่าวหาว่าโจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขู่จำเลยขอค้นบ้านเพื่อจับนายเอกพจน์น้องชายของจำเลยในคดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ด้วยความกลัวจำเลยจึงต้องหาเงินมาชำระหนี้แทนจำนวน 49,952 บาท รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งข้อความทั้งหมดไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศและวงศ์ตระกูล ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากผู้บังคับบัญชา ผู้ใดบังคับบัญชาและบุคคลทั่วไป อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยชอบและเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่โดยการโฆษณาด้วยเอกสารหนังสือพิมพ์รายวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยเป็นข้าราชการมีบุตรต้องดูแล และไม่ปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติว่า จำเลยได้ส่งโทรสารไปยังหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2539 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้ตีพิมพ์บทความที่จำเลยร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์เผยแพร่แก่ผู้อ่าน ซึ่งอ่านแล้วได้ความว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2539 เวลาใกล้รุ่ง ขณะที่จำเลยนอนพักผ่อนกับบุตรสาวผู้เยาว์ 2 คน อยู่ในบ้าน มีชายอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินโทรศัพท์ถึงจำเลย ใช้เสียงวางอำนาจสั่งให้จำเลยลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้ จำเลยรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระส่วนตัว แต่ไม่ทันใจชายคนดังกล่าวจึงมีเสียงโทรศัพท์อีกครั้ง บุตรคนเล็กอายุ 6 ขวบ ของจำเลยรับโทรศัพท์แล้วถึงกับร้องไห้ จำเลยแย่งโทรศัพท์จากบุตรมาพูด ได้ยินเสียงกระโชกบอกให้ลงมาเร็ว ๆ หน่อย เจ้าพนักงานตำรวจล้อมบ้านไว้หมดแล้ว ชายคนดังกล่าวอ้างว่าเป็นร้อยตำรวจเอก จำได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจคนเดียวกับที่พูดจากระโชกโฮกฮากกับจำเลยไปแล้ว ชายคนดังกล่าวบอกว่าจะมาค้นบ้านเพื่อจับนายเอกพจน์ผู้ต้องหาคดีเช็ค จำเลยพยายามชี้แจงว่าอยู่กันแต่ผู้หญิงสามคนแม่ลูกมีอะไรไว้พูดกันที่สถานีตำรวจ ชายคนดังกล่าวยืนยันจะค้นบ้าน จะจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจมาถึงบ้านไม่ให้เข้าไม่ได้ ถ้าไม่ยอมจะเรียกสายตรวจมา จำเลยถึงกับเข่าอ่อนร้องไห้โฮ กลัวจนลนลานกลัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจะพกพายาบ้า กัญชาเข้ามาแล้วจับเจ้าของบ้านนึกเลยไปถึงวิสามัญฆาตกรรม ถ้าไม่ยอมให้ค้นจะใช้กำลังข่มขู่ หรือถ้านุ่มนวลหน่อยก็คงปักหลักรออยู่ที่นี่ น้องชายของจำเลยกลับมาคงถูกจับใส่กุญแจมือ เข้าห้องขัง ถูกซ้อมยับเยิน ความกลัวทำให้ จำเลยถามว่าจำนวนเงินในเช็คเท่าไร เมื่อได้รับคำตอบว่า 49,952 บาท จึงหาเงินมาให้ เจ้าพนักงานตำรวจคนนั้นรับเงินและทอนเงินโดยเจ้าทุกข์ยืนอยู่เฉย ๆ ป้ายชื่อที่เครื่องแบบของชายคนดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ ข้อความดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยส่งโทรสารร้องเรียนการกระทำของโจทก์ไปยังหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ซึ่งมีสาระสำคัญตรงกับหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าฎีกาของโจทก์จะไม่ได้ระบุคำขอในฎีกาให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยโจทก์กล่าวในฎีกาในทำนองว่าขอคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นต่าง ๆ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ก็พออนุโลมได้ว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงอันนำไปสู่หนังสือร้องเรียนตามโทรสารและการตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เกิดขึ้นจากการที่ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินแต่งกายนอกเครื่องแบบไปที่บ้านจำเลยหลายคน ส่วนโจทก์ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน แต่ไปในฐานะบิดาของนางสาวพรรณพิมลซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเช็คที่น้องชายของจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้ แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค การที่โจทก์แต่งกายในเครื่องแบบซึ่งทำได้แต่ไม่สมควรเพราะอาจทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงและมีบุตรสาวผู้เยาว์อายุ 7 ขวบ และ 5 ขวบ อยู่ในบ้านเพียง 3 คน เกิดความเกรงกลัวโจทก์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องหนี้สินของจำเลย และการที่โจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปขอตรวจค้นบ้านจำเลยในเวลาเช้าตรู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงแต่อย่างใด และการที่โจทก์ได้โทรศัพท์เข้าไปในบ้านจำเลยถึงสองครั้งเนื่องจากจำเลยลงมาเปิดประตูบ้านล่าช้าทำให้โจทก์ต้องคอยนานนั้น จึงเป็นไปได้ที่โจทก์อาจมีอารมณ์โกรธเคืองจำเลยจึงพูดจาไม่ดีต่อจำเลย ดังนั้น ที่จำเลยกล่าวในหนังสือร้องเรียนการกระทำของโจทก์ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผ่านคอลัมน์ ตู้ ปณ.113 บางซื่อ ของหนังสือพิมพ์มติชนรายวันว่าโจทก์แสดงบารมีพูดจากระโชกโฮกฮากต่อจำเลย ทำให้เกิดความกลัว ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับบทความที่เจ้าของคอลัมน์ ตู้ ปณ.113 บางซื่อ ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันตามที่โจทก์กล่าวหาจึงมีมูลความจริงที่เป็นไปได้ตามที่จำเลยนำสืบหักล้าง เมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์และพฤติการณ์เกี่ยวกับการทวงหนี้ของโจทก์ที่แต่งเครื่องแบบไปขอค้นบ้านของจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงและมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน จนจำเลยเกิดความเกรงกลัวต่อโจทก์จนต้องยอมใช้หนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ จำเลยมีสิทธิที่จะเข้าใจได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์ และมีสิทธิที่จะร้องเรียนโดยสุจริตได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประพฤติตนไม่เหมาะสม ดังนั้น การที่จำเลยส่งโทรสารไปลงหนังสือพิมพ์มติชนรายวันถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์โดยมีใจความเป็นการแสดงความเสียใจ น้อยใจของจำเลยและเกรงกลัวจากการกระทำของโจทก์จนต้องชำระหนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ไป เป็นทำนองขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอดส่องตักเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นมิตรกับประชาชน พูดจาแนะนำประชาชนอย่างสุภาพ เพื่อให้นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ประสงค์ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้ากับประชาชนบรรลุผลได้นั้น จึงเป็นการติชมโจทก์ด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนเยี่ยงจำเลยที่ต้องประสบเหตุการณ์เช่นนั้นพึงกระทำได้ และการที่จำเลยระบุชื่อจริงนามสกุลจริงของโจทก์และของจำเลย ตลอดจนที่อยู่ของจำเลยไว้แจ้งชัดในโทรสารด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเขียนข้อความในโทรสารนั้นด้วยเจตนาสุจริตตามเรื่องที่เกิดขึ้นแก่จำเลย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทวรพจน์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
จำเลย — นางอำนวยพร เอี่ยมพันธ์หรือเตชะไกรชนะ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456 -ที่ 12457/2547
#113087
เปิดฉบับเต็ม

ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกมี 7 คน การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้น จะถือว่าทายาทอื่นนั้นสละมรดกหาได้ไม่และจะแบ่งโดยเอาส่วนแบ่งทายาทอื่นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 7 ส่วนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนตามเดิม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ระหว่างนายจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเต่าและนางเคน ผู้ให้สัญญากับนายจันทร์ ผู้รับสัญญา และให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 9 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา กับให้จำเลยทั้งสามคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทของนายเต่าและนายเคน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอถอนฟ้องทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

นางแซว ยื่นคำร้องสอดขอให้แบ่งเงินที่นายจันทร์ได้จากการขายที่ดินมรดกให้ผู้ร้องสอดเป็นเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันร้องสอดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้ผู้ร้องสอดจำนวน 7 ไร่ 63 ตารางวา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ไม่เกินจากที่ขอ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ให้นำออกประมูลขายระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้มาชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เจ้ามรดกมีบุตร 9 คน บุตร 2 คน คือนายลับกับนางเรียบถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกและไม่มีทายาท ส่วนนางเหลาถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกแต่มีโจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกแทนที่สำหรับนางด้วงมารดาโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเจ้ามรดกแต่ถึงแก่ความตายภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนายจันทร์เป็นผู้จัดการมรดก และในคดีดังกล่าวทายาทได้ตกลงกันว่า นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1719 ให้แก่พี่น้องซึ่งเป็นหญิงรวม 4 คน เป็นเนื้อที่ 30 ไร่ และแบ่งแยกที่ดินซึ่งพี่น้องต่างครอบครองเป็นสัดส่วนให้แก่ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินนอกจากที่ตกลงกันดังกล่าวให้ตกเป็นสิทธิของนายจันทร์ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2535 และวันที่ 4 มีนาคม 2536 คดีหมายเลขแดงที่ 59 และ 342/2533 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) หลังจากนั้นนายจันทร์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และมารดาโจทก์ที่ 4 แล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และ 35320 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 นายจันทร์ได้ขายให้นางบังอรเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน และนายจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท และแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 เป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน นั้น ปรากฏว่า คดีนี้มีทายาทที่จะรับมรดกรวม 7 คน แม้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และนางน้อยทายาทของเจ้ามรดกจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกไปบ้างตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นมรดกด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้น จะถือว่าทายาทอื่นผู้นั้นสละมรดกหาได้ไม่ และจะแบ่งโดยเอาส่วนของทายาทอื่นผู้นั้นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ ดังนั้นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งแต่เฉพาะส่วนของตนเพียงคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน เท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 จำนวน 1,100,000 บาท กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612 ม. 1633 ม. 1739
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหลอด ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก
โจทก์ร่วม — นางแซว อันอาสา
จำเลย — นางทองหยุ่น ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456 -ที่ 12457/2547
#412410
เปิดฉบับเต็ม

ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกมี 7 คน การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้นจะถือว่าทายาทอื่นนั้นสละมรดกหาได้ไม่ และจะแบ่งโดยเอาส่วนแบ่งทายาทอื่นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งแต่เฉพาะส่วนของตนคนละ 1 ใน 7 ส่วนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ดคีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนตามเดิม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ระหว่างนายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเต่าและนางเคนผู้ให้สัญญากับนายจันทร์ผู้รับสัญญา และให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 9 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา กับให้จำเลยทั้งสามคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทของนายเต่าและนายเคน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอถอนฟ้องทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

นางแซวยื่นคำร้องสอดขอให้แบ่งเงินที่นายจันทร์ได้จากการขายที่ดินมรดกให้ผู้ร้องสอดเป็นเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันร้องสอดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่โฉนดเลขที่ 1152 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา และให้จำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้ผู้ร้องสอดจำนวน 7 ไร่ 63 ตารางวา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ไม่เกินจากที่ขอ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ให้นำออกประมูลขายระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมตามส่วน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เจ้ามรดกมีบุตร 9 คน บุตร 2 คน คือนายลับกับนางเรียบถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกและไม่มีทายาท ส่วนนางเหลาถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกแต่มีโจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกแทนที่ สำหรับนางด้วงมารดาโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเจ้ามรดกแต่ถึงแก่ความตายภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนายจันทร์เป็นผู้จัดการมรดกและในคดีดังกล่าวทายาทได้ตกลงกันว่านายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกยอมแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1719 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่พี่น้องซึ่งเป็นหญิงรวม 4 คน เป็นเนื้อที่ 30 ไร่ และแบ่งแยกที่ดินซึ่งพี่น้องต่างครอบครองเป็นสัดส่วนให้แก่ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สิน นอกจากที่ตกลงกันดังกล่าวให้ตกเป็นสิทธิของนายจันทร์ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2535 และวันที่ 4 มีนาคม 2536 คดีหมายเลขแดงที่ 59 และ 342/2533 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) เอกสารหมาย ล.49 และ ล.51 หลังจากนั้นนายจันทร์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และมารดาโจทก์ที่ 4 แล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และ 35320 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก นายจันทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.19 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 นายจันทร์ได้ขายให้นางบังอรเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2538 หนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.13 และนายจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ตามมรณบัตรเอกสารหมาย ล.18 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.51 เป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก แต่ข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.51 ระบุว่านายจันทร์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าวยอมแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 1719 ให้แก่ฝ่ายผู้คัดค้านและพี่น้องซึ่งเป็นหญิงรวม 4 คน เป็นเนื้อที่รวม 30 ไร่ และเมื่อดำเนินการรังวัดแบ่งแยกเรียบร้อยแล้ว จะไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่อยู่อาศัยให้แก่พี่น้องซึ่งเป็นทายาทและครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่ได้ครอบครองต่อไป ส่วนทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ตกลงกันดังกล่าวให้เป็นสิทธิของนายจันทร์ แสดงให้เห็นว่านอกจากทรัพย์สินที่ทายาทครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วยังมีที่ดินและทรัพย์สินอื่นที่ทายาทมิได้ครอบครองเป็นส่วนสัดอยู่อีก ทายาทจึงได้ทำข้อตกลงกันดังกล่าว ข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.51 จึงเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง และรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จึงบังคับให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมรับผิดตามข้อตกลงดังกล่าวหาได้ไม่ เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 และ 35320 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นทรัพย์มรดกและยังไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกจึงต้องแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วม สำหรับจำนวนเงินที่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 นั้นปรากฏจากหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.13 ว่า ขายในราคา 1,100,000 บาท เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานทำขึ้นและคู่สัญญาลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนักงานในเบื้องต้นต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง เมื่อจำเลยทั้งสามกล่าวอ้างว่าราคาดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าราคาที่ขายเพียง 360,000 บาท ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ซึ่งราคาขายดังกล่าวผู้ที่รู้ดีคือนางบังอรผู้ซื้อ และนายสถิตเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามมิได้นำนางบังอรและนายสถิตมาเบิกความยืนยันดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามเอกสารหมาย ล.13 ว่า ที่ดินดังกล่าวซื้อขายกันในราคา 1,100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 275,000 บาท และแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน นั้น ปรากฏว่า คดีนี้มีทายาทที่จะรับมรดกรวม 7 คน แม้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และนางน้อยทายาทของเจ้ามรดกจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกไปบ้างตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.51 ก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นมรดกด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้นจะถือว่าทายาทอื่นผู้อื่นนั้นไปให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมไม่ได้ ดังนั้น โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคงได้ส่วนแบ่งแต่เฉพาะส่วนของตนเพียงคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วนเท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35320 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 1,100,000 บาท กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1152 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 4 และโจทก์ร่วมคนละ 1 ส่วน ใน 7 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612 ม. 1633
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหลอด ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก
โจทก์ร่วม — นายแซว อันอาสา
จำเลย — นางทองหยุ่น ครุฑกษัตริย์ไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12445/2547
#412408
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ ดังนั้น เมื่อ อ. พนักงานของจำเลยซึ่งมีอายุ 45 ปี และอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยชอบแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และจำเลยอาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 9 ตุลาคม 2545 การที่จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 24 ตุลาคม 2545 จึงเกินกำหนด 15 วัน ตามกฎหมายนั้น ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำนวน 2,579,459 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 2,495,865 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าส่งหมายทางไปรษณีย์ได้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 จำเลยต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 24 ตุลาคม 2545 พ้นเวลาตามที่กำหนด จึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาของกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังเป็นอันยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545 เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้เสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้จัดส่งให้จำเลยโดยวิธีไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด่วนพิเศษ ผลการส่งหมาย คือ ส่งได้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 (อดิศักดิ์ อายุ 45 ปี พนักงานรับแทน) ต่อมาจำเลยยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2545 เห็นว่า คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า นายอดิศักดิ์พนักงานของจำเลยซึ่งมีอายุ 45 ปี และอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกัน ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และจำเลยอาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 9 ตุลาคม 2545 การที่จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 24 ตุลาคม 2545 จึงเกินกำหนด 15 วัน ตามกฎหมายนั้น ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจะต้องส่งให้กับคู่ความหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำคู่ความเท่านั้น จะเป็นคนอื่นไม่ได้ หรือหากจะส่งให้บุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้นต้องมีอายุเกินกว่า 20 ปี นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73 ทวิ ม. 76 วรรคหนึ่ง ม. 79 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ที.อาร์.พี.อีเลคทริคคอลกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12414/2547
#113121
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว? (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น? ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่นเจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย

พนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ไปแล้ว แต่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วย เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า ในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกเงินต้นและดอกเบี้ยในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 คำฟ้องของโจทก์คดีนี้ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า สำนักงานฌาปนกิจสงเคราะห์กองทัพบกหรือกองการฌาปนกิจเป็นหน่วยงานหนึ่งในกรมสวัสดิการทหารบกของโจทก์ มีหน้าที่เก็บเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บจากสมาชิก ดูแลรักษาเงินสงเคราะห์และจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้รับเงินสงเคราะห์หรือผู้จัดการศพเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งหกซึ่งทำงานเป็นข้าราชการและลูกจ้างของโจทก์ ได้อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ ร่วมกันปลอมเอกสารราชการกองการฌาปนกิจ กรมสวัสดิการทหารบก เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพของสมาชิกฌาปนกิจ โดยเสนอเรื่องปะปนรวมไปกับเอกสารการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพรายอื่นที่ถูกต้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกดังกล่าวทำให้ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพให้แก่สมาชิกฌาปนกิจกองทัพบกแทนโจทก์หลงเชื่อ การที่จำเลยทั้งหกกระทำการโดยทุจริตดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 243,514.71 บาท (ที่ถูก 243,524.71 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 143,760.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 51,150,330.92 บาท (ที่ถูก 51,150,330.77 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,159,475.80 บาท (ที่ถูก 35,207,587 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 51,393,845.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 35,303,236.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว?(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น? ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์นี้รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่น เจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย กล่าวคือ มูลเหตุที่มาแห่งคดีต้องอาศัยหลักแหล่งแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน ในกรณีเรียกค่าเสียหายในเรื่องเดียวกัน โจทก์จะต้องฟ้องเรียกมาในคราวเดียวกัน จะมาฟ้องเพิ่มในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่งไม่ได้ถึงแม้โจทก์จะสงวนสิทธิไว้ก็ตาม สำหรับคดีนี้เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าพนักงานอัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แต่การที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้น ก็เนื่องมาจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า ในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งหมดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.วิ.พ. ม. 173 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — จ่าสิบเอกธานี ศรจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12414/2547
#412540
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 ได้นั้น ในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์นี้ร่วมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ เช่น เจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น นอกจากนี้เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกับคดีแรกด้วยกล่าวคือ มูลเหตุที่มาแห่งคดีต้องอาศัยหลักแหล่งแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน ในกรณีเรียกค่าเสียหายในเรื่องเดียวกัน โจทก์จะต้องฟ้องมาในคราวเดียวกันจะมาฟ้องเพิ่มในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่งไม่ได้แม้โจทก์จะสงวนสิทธิไว้ก็ตาม สำหรับคดีนี้แม้พนักงานอัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แต่การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้นก็เนื่องมาจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 ให้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเรียกได้เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยคดีแรกจึงยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยมาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้แล้วแต่ไม่เรียก หากแปลความว่าฟ้องของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหลังซึ่งเรียกทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นฟ้องซ้อนทั้งหมด ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ผลจะกลายเป็นว่าคดีใดพนักงานอัยการฟ้องคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายไปแล้วจำเลยคนนั้นกลับไม่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยและก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็นระหว่างจำเลยด้วยกันรับผิดไม่เท่ากัน โดยผู้เสียหายมิได้กระทำผิดขั้นตอนกระบวนพิจารณาแต่ประการใด และซ้ำเติมผู้เสียหายซึ่งเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง กฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาคดีก่อนเฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า สำนักงานฌาปนกิจสงเคราะห์กองทัพบกหรือกองการฌาปนกิจเป็นหน่วยงานหนึ่งในกรมสวัสดิการทหารบกของโจทก์ มีหน้าที่เก็บเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บจากสมาชิก ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างของกองทัพบกและครอบครัว ดูแลรักษาเงินสงเคราะห์และจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้รับเงินสงเคราะห์หรือผู้จัดการศพเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งหกเป็นผู้มีหน้าที่ ได้อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ร่วมกันปลอมเอกสารราชการกองการฌาปนกิจ กรมสวัสดิการทหารบกเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพของสมาชิกฌาปนกิจเรื่องขอเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพสมาชิกรวม 334 ราย ด้วยการนำชื่อสมาชิกฌาปนกิจของกองทัพบกรวม 334 ราย ที่ถึงแก่ความตาย และทายาทได้รับเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพไปแล้วมาทำหลักฐานขึ้นใหม่ว่าสมาชิกฌาปนกิจของกองทัพบกทั้ง 334 ราย ดังกล่าว เพิ่งถึงแก่ความตายและยังไม่ได้รับเงินสงเคราะห์และระบุชื่อทายาทผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพสมาชิกทั้ง 334 รายขึ้นมาใหม่ ปลอมลายมือชื่อนายทะเบียน หัวหน้าการเงินกองการฌาปนกิจ สก.ทบ. หัวหน้าสมาชิก และผู้อำนวยการกองการฌาปนกิจ สก.ทบ. ในฐานะผู้ทำเอกสาร ผู้ตรวจสอบเอกสาร ผู้ผ่านเรื่องเพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพทั้ง 334 ราย โดยเสนอเรื่องปะปนรวมไปกับเอกสารการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพรายอื่นที่ถูกต้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกดังกล่าว ทำให้ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพให้แก่สมาชิกฌาปนกิจกองทัพบกแทนโจทก์หลงเชื่อว่าเอกสารที่จำเลยทั้งหกร่วมกันปลอมทั้ง 334 ราย ดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงอนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพรวม 334 ราย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 35,207,587 บาท แล้วจำเลยทั้งหกร่วมกันปลอมลายมือชื่อทายาทของผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ที่จำเลยทั้งหกกำหนดขึ้นมาใหม่ ลงลายมือชื่อรับเงินจำนวนดังกล่าวไปรวม 334 ครั้ง การที่จำเลยทั้งหกกระทำการโดยทุจริตดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งหกต้องร่วมกันคืนเงินจำนวน 35,207,587 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 15,942,743.77 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 51,150,330.77 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 243,514.71 บาท (ที่ถูก 243,524.71 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 143,760.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนจำนวน 51,150,330.92 บาท (ที่ถูก 51,150,330.77 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,159,475.80 บาท (ที่ถูก 35,207,587 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 51,393,845.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ในความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร และขอให้คืนเงินจำนวน 35,349,368 บาท ที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฉ้อโกงไปแก่ผู้เสียหาย (โจทก์) โดยไม่ได้ขอให้จำเลยดังกล่าวชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินนับแต่เวลาที่ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ในระหว่างพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ฐานละเมิดอันมีมูลจากการกระทำความผิดเดียวกันต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 51,393,845.63 บาท และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 51,150,330.92 บาท แก่โจทก์ ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 35,340,378.50 บาท จำเลยที่ 4 คืนเงินจำนวน 943,115 บาท จำเลยที่ 5 คืนเงินจำนวน 35,196,618 บาท จำเลยที่ 6 คืนเงินจำนวน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (โจทก์คดีนี้) สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึง ที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องไว้ จึงให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ทั้งหมดหรือแค่เพียงบางส่วน กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว... (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น... ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์นี้ร่วมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่น เจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วยกล่าวคือ มูลเหตุที่มาแห่งคดีต้องอาศัยหลักแหล่งแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน ในกรณีเรียกค่าเสียหายในเรื่องเดียวกัน โจทก์จะต้องฟ้องเรียกมาในคราวเดียวกันจะมาฟ้องเพิ่มในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่งไม่ได้ถึงแม้โจทก์จะสงวนสิทธิไว้ก็ตามสำหรับคดีนี้เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าพนักงานอัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แต่การที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยนั้น ก็เนื่องมาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก หากแปลความว่าฟ้องของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหลังซึ่งเรียกทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นฟ้องซ้อนทั้งหมด ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ผลจะกลายเป็นว่าหากคดีใดพนักงานอัยการฟ้องคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายไปแล้วจำเลยคนนั้นกลับไม่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยและก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็นระหว่างจำเลยด้วยกันรับผิดไม่เท่ากันโดยที่ผู้เสียหายมิได้กระทำผิดขั้นตอนกระบวนพิจารณาแต่ประการใด และซ้ำเติมผู้เสียหายซึ่งเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง กฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งหมดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — จ่าสิบเอกธานี ศรจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12413/2547
#412404
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากผู้ร้องเรียนได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้ร้องเรียนจำนวน 120,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้วิ่งเต้นล้มคดีกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษา แต่การเรียกและรับเงินนั้นได้กระทำที่บ้านของผู้ร้องเรียนและที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอยู่ห่างไกลจากศาลชั้นต้นมาก ไม่มีผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล หรือเป็นอุปสรรคขัดขวางมิให้กระบวนพิจารณาของศาลดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมและรวดเร็วส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาศาลกับผู้ร้องเรียนทุกนัดนั้นเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหามีภาระหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบฉันทะจากนายประกัน ให้นำตัวผู้ร้องเรียนส่งศาลตามสัญญาขอปล่อยชั่วคราว และการพูดกับผู้ร้องเรียนว่าไม่ต้องกลัวถึงอย่างไรก็ไม่ติดคุกสามารถวิ่งเต้นได้อยู่แล้วนั้น ก็เป็นแต่เพียงการปลอบใจผู้ร้องเรียนให้คลายวิตกกังวลในผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเกี่ยวโยงเป็นกรรมเดียวกับการเรียกการรับเงินจำนวนดังกล่าวที่เกิดขึ้นนอกบริเวณศาล ดังนั้นแม้การหลอกลวงเรียกรับเงินว่าจะนำไปวิ่งเต้นล้มคดีกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษาจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาร้ายแรง กระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของสถาบันในกระบวนการยุติธรรม สมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป แต่เมื่อการกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นนอกบริเวณศาล กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางขวัญศรีหรือดำจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1234/2544 ของศาลชั้นต้น ได้มอบหมายให้นายสมชายมาร้องเรียนต่อจ่าศาลจังหวัดชลบุรีว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้พูดจาหลอกลวงนางขวัญศรีว่าสามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือนางขวัญศรีโดยติดต่อกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษาในศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งจะทำให้ไม่ต้องรับโทษจำคุกในคดีข้างต้น นางขวัญศรีหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาไปรวม 145,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ให้จำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของศาลชั้นต้นจะฟังได้ว่าหลังจากผู้ร้องเรียนได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้ร้องเรียนจำนวน 120,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้วิ่งเต้นล้มคดีกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าการเรียกและรับเงินนั้นได้กระทำที่บ้านของผู้ร้องเรียนและที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งอยู่ห่างไกลจากศาลชั้นต้นมาก ไม่มีผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล หรือเป็นอุปสรรคขัดขวางมิให้กระบวนพิจารณาของศาลดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมและรวดเร็วแต่อย่างใด ส่วนเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ผู้ร้องเรียนมอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ศาลชั้นต้นนั้นได้ความว่าเป็นค่าทนายความและเงินจำนวน 15,000 บาท ที่ผู้ร้องเรียนมอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3 วัน เป็นค่าประกันตัวชั้นอุทธรณ์ มิได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงว่าจะนำไปใช้วิ่งเต้นล้มคดีกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษา สำหรับที่ผู้ถูกกล่าวหามาศาลกับผู้ร้องเรียนทุกนัดนั้นเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหามีภาระหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบฉันทะจากนายประกันให้นำตัวผู้ร้องเรียนส่งศาลตามสัญญาขอปล่อยชั่วคราว และที่พูดกับผู้ร้องเรียนว่าไม่ต้องกลัวถึงอย่างไรก็ไม่ติดคุกสามารถวิ่งเต้นได้อยู่แล้วนั้น ก็เป็นแต่เพียงการปลอบใจผู้ร้องเรียนให้คลายวิตกกังวลในผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเกี่ยวโยงเป็นกรรมเดียวกับการเรียกการรับเงินจำนวน 120,000 บาท ที่เกิดขึ้นนอกบริเวณศาล ดังนั้น แม้การหลอกลวงเรียกรับเงินว่าจะนำไปวิ่งเต้นล้มคดีกับพนักงานอัยการและผู้พิพากษาจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาร้ายแรง กระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของสถาบันในกระบวนการยุติธรรม สมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป แต่เมื่อการกระทำความผิดกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นนอกบริเวณศาล ก็จำต้องให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมคดีอาญา กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วปัญหาข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1)
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาวอังคณา กาหลง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12412/2547
#412538
เปิดฉบับเต็ม

ในการไต่สวนคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องได้ 1 ปากและผู้ร้องอ้างส่งพยานเอกสาร 4 ฉบับ แล้วเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้นัดฟังคำสั่งหลังจากนั้นอีกหลายวัน โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในคดีดังนี้ คำสั่งที่ให้งดการไต่สวนดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) เมื่อผู้จัดการมรดกมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอัสนีย์ ผู้รับมอบอำนาจของนายประยูร เป็นผู้จัดการมรดกของนางอังคณา ผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งถอนนางอัสนีย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้จัดการมรดกยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางอัสนีย์ ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของอังคณา ผู้ตาย และให้ตั้งนางสาวประภาวดี ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางอังคณา ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้จัดการมรดกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้จัดการมรดกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้จัดการมรดกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้จัดการมรดกที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวนชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในการไต่สวนคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนพยานผู้ร้องได้ 1 ปากและผู้ร้องอ้างส่งพยานเอกสาร 4 ฉบับ แล้วศาลชั้นต้นเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และให้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวน แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในคดี เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) เมื่อผู้จัดการมรดกมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้จัดการมรดกข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้จัดการมรดกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
ผู้จัดการมรดก — นางอัสนีย์ สายทะโชติ
ผู้ร้อง — นางสาวประภาวดี อิศรเสนา ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12213/2547
#113276
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นั้น มีอยู่ 2 กรณี คือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 27 และการร้องขอให้ริบบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 30 ซึ่งกระบวนการการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินทั้งสองกรณีกฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกันโดยแยกต่างหากจากกัน ทั้งขั้นตอนการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินหรือร้องขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 29 และ 30 ก็มีความแตกต่างกันคือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 จะต้องมีการปิดประกาศไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างน้อยเจ็ดวันและให้ประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีแพร่หลายในท้องถิ่น ส่วนการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 30 นั้น ไม่ต้องมีการปิดประกาศในที่ใด ๆ แต่ต้องมีการประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน นอกจากนี้การขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 29 นั้น ผู้เป็นเจ้าของสามารถร้องขอคืนได้ก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า

"(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ และได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณ"

ส่วนการร้องขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 30 ผู้เป็นเจ้าของจะต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และศาลจะสั่งริบได้เมื่อปรากฏว่าเจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกขนส่งและซื้อขายยาเสพติดให้โทษจึงขอให้ริบรถยนต์กระบะพร้อมกุญแจรถยนต์ จำนวน 2 ชุด ของกลางตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินในคดีนี้จึงเป็นการร้องขอตามมาตรา 30 ดังนั้น กระบวนการที่ศาลจะต้องไต่สวนและมีคำสั่ง จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 30 หาใช่มาตรา 29

พยานหลักฐานของผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะพร้อมกุญแจรถจำนวน 2 ชุด ของกลาง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิขอคืนของกลาง และไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าผู้คัดค้านไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดอีกต่อไปหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน พร้อมกุญแจรถ จำนวน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะพร้อมกุญแจรถของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน ลย-5162 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน พร้อมกุญแจรถ จำนวน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้ออีริคสัน หมายเลข 01-3808589 จำนวน 1 เครื่อง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำร้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย. 862/2545 ของศาลชั้นต้นซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ลย-5162 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจรถ จำนวน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเป็นประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านไม่ได้โต้แย้งเลยว่ารถยนต์กระบะของกลางไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น แม้จะฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจให้ผู้กระทำความผิดนำรถยนต์กระบะของกลางมากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลก็ไม่อาจคืนรถยนต์กระบะของกลางให้ผู้คัดค้านได้ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 (1) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ นั้นมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะกรณีนี้เป็นการริบทรัพย์และยื่นคำขอคืนทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 29 (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์กล่าวอ้างแต่อย่างใด เห็นว่า ในการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นั้น มีอยู่ 2 กรณี คือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 27 และการร้องขอให้ริบบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 30 จะเห็นได้ว่า กระบวนการการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 และมาตรา 30 แตกต่างกัน โดยกฎหมายแยกไว้ต่างหากจากกัน ทั้งขั้นตอนการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินหรือร้องขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 29 และ 30 ก็มีความแตกต่างกัน คือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 จะต้องมีการปิดประกาศไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างน้อยเจ็ดวันและให้ประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีแพร่หลายในท้องถิ่น ส่วนการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 30 นั้น ไม่ต้องมีการปิดประกาศในที่ใด ๆ แต่ต้องมีการประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน นอกจากนี้การขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 29 นั้น ผู้เป็นเจ้าของสามารถร้องขอคืนได้ก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า

"(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ และได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณ" ส่วนการร้องขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 30 ผู้เป็นเจ้าของจะต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสัง และศาลจะสั่งริบได้เมื่อปรากฏว่าเจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกขนส่งและซื้อขายยาเสพติดให้โทษจึงขอให้ริบรถยนต์กระบะพร้อมกุญแจรถยนต์ จำนวน 2 ชุดของกลาง ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินในคดีนี้จึงเป็นการร้องขอตามมาตรา 30 ดังนั้น กระบวนการที่ศาลจะต้องไต่สวนและมีคำสั่ง จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 30 หาใช่มาตรา 29

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการสุดท้ายว่า จะต้องคืนรถยนต์กระบะของกลางพร้อมกุญแจรถ จำนวน 2 ชุด ของกลาง ให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะพร้อมกุญแจรถ จำนวน 2 ชุด ของกลาง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิขอคืนของกลางดังกล่าวและไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าผู้คัดค้านไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดอีกต่อไปหรือไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางอุษณีย์ คูสกุลรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12208/2547
#412536
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นเรื่องที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยมาตรา 6 คือ ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ศาลจะส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่คดีนี้จำเลยอ้างว่าศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคำพิพากษาศาลฎีกาตลอดจนกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาจึงขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งการรับฟังพยานเป็นดุลพินิจของศาลหาใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 264 แต่อย่างใด นอกจากดุลพินิจในการฟังพยานของศาลจะไม่ใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว การที่ศาลจะส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง นั้น จะกระทำได้ต่อเมื่อศาลจะใช้บทกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลนั้น หากคดีดังกล่าวได้เสร็จสิ้นถึงที่สุดไปแล้ว ศาลหรือบุคคลใดจะกล่าวอ้างว่ากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องหรือขอให้ศาลส่งเรื่องนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหาได้ไม่ ดังถ้อยคำในมาตรา 264 วรรคหนึ่งที่ว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด... ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราว และในมาตรา 264 วรรคสาม ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว" ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีนี้ และได้อ่านให้คู่ความฟังแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จึงต้องถือว่าคดีระหว่างโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป กรณีของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำเลยและบริวารออกจากที่ราชพัสดุของโจทก์ แปลงหมายเลยทะเบียน ศก. 907 พร้อมกับรื้อถอนอาคาร บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ พืชผลต่าง ๆ ออกไปจากที่ราชพัสดุของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาทดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์จำเลยฟังโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542

จำเลยยื่นคำร้องว่า การพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 233 ต้องด้วยมาตรา 6 ขอให้ส่งความเห็นของจำเลยเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการบังคับคดีไว้ชั่วคราวตามมาตรา 264

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลฎีกาว่า ไม่ถูกต้องและอ้างว่าศาลฎีกาดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง ไม่ได้กล่าวอ้างว่ากฎหมายที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาเท่านั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาตลอดจนการดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาในคดีนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ขอให้ส่งความเห็นของผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 264 นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นเรื่องที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยมาตรา 6 กล่าวคือ ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น ที่ศาลจะส่งความเห็นดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในคดีนี้จำเลยอ้างว่า ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด คำพิพากษาศาลฎีกาตลอดจนกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาจึงขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งการรับฟังพยานเป็นดุลพินิจของศาล หาใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 แต่อย่างใด นอกจากดุลพินิจในการฟังพยานของศาลจะไม่ใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว การที่ศาลจะส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง นั้น ก็จะกระทำได้ต่อเมื่อศาลดังกล่าวจะใช้บทกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลนั้น หากคดีดังกล่าวได้เสร็จสิ้นถึงที่สุดไปแล้วศาลหรือบุคคลใดจะกล่าวอ้างว่ากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องหรือขอให้ศาลส่งเรื่องนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหาได้ไม่ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด... ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราว..." และในมาตรา 264 วรรคสาม ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว" ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีนี้เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2542 แล้วและได้อ่านให้คู่ความฟังแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จึงต้องถือว่าคดีระหว่างโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป กรณีของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 264 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นายสมัย ชาติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12207/2547
#412367
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลสงสัยว่าทนายจำเลยมีอาการป่วยร้ายแรงถึงกับจะมาศาลไม่ได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจที่จะตั้งเจ้าพนักงานศาลไปทำการตรวจดูว่าทนายจำเลยป่วยจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีหรือไม่ การที่ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจทนายจำเลย โดยให้แพทย์ตรวจอาการแสดงว่า ศาลมีความสงสัยตามควรแล้วว่าทนายจำเลยจะป่วยเจ็บตามคำร้องถึงกับจะมาศาลไม่ได้จริงหรือไม่ เมื่อทนายจำเลยมีภาระพิสูจน์แต่มิได้พิสูจน์ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการนั่งพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไป จึงชอบแล้ว

ชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ พยานจำเลยซึ่งคือตัวจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องว่ามีเหตุขัดข้องว่ามีเหตุอันควรอย่างไรจึงมาศาลไม่ได้ จำเลยไม่มีพยานมาสืบโจทก์จึงไม่มีอะไรให้ต้องสืบคัดค้าน คดีเสร็จการพิจารณาและเมื่อศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจึงต้องงดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่และให้ยกคำร้อง เพราะการไต่สวนคำร้องต่อไปจะเท่ากับเป็นการอนุญาตให้ฝ่ายจำเลยเลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาสั่งให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 และ 167

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและส่วนที่มิได้เช่าอีกส่วนหนึ่งให้ชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างพร้อมด้วยดอกเบี้ยและเรียกค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 45528 และให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (7 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่าการที่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าไม่สามารถมาศาลได้เพราะป่วยเจ็บและมีใบรับรองแพทย์มาประกอบก็น่าจะเพียงพอให้เชื่อถือได้แล้ว และการที่ทนายโจทก์มิได้นำแพทย์มาประกอบก็น่าจะเพียงพอให้เชื่อถือได้แล้ว และการที่ทนายโจทก์มิได้นำแพทย์ไปตรวจทนายจำเลยแล้วศาลชั้นต้นไม่เชื่อว่าทนายจำเลยป่วยจนไม่สามารถมาศาลได้ โดยวินิจฉัยจากการสอบถามทนายโจทก์และรองจ่าศาลซึ่งไม่มีความรู้ทางด้านแพทย์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และ 41 บัญญัติเกี่ยวกับการขอเลื่อนการนั่งพิจารณาไปว่าถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปและศาลได้สั่งให้เลื่อนไปแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณาอีกไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเลยได้ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว ศาลจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจก็ได้ และถ้าสามารถหาแพทย์ได้ก็ให้ตั้งแพทย์ไปตรวจด้วย ถ้าผู้ที่ศาลตั้งให้ไปตรวจได้รายงานโดยสาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณแล้วและศาลเชื่อว่าอาการของผู้ที่อ้างว่าป่วยนั้นไม่ร้ายแรงถึงกับจะมาศาลไม่ได้ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัดหรือการไม่มาศาล...ฯลฯ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ในนัดแรกทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่าพยานที่จะนำเข้าเบิกความคือตัวจำเลยป่วยมาเบิกความต่อศาลไม่ได้ ขอเลื่อนการนั่งพิจารณาไป และแถลงต่อไปว่าหากในนัดหน้าไม่มีพยานมาศาล ให้ถือว่าไม่ติดใจนำพยานเข้าเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปวันที่ 22 เมษายน 2542 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นวันนัดต่อมาทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการนั่งพิจารณาอีก อ้างว่าตัวทนายจำเลยป่วยตามใบรับรองแพทย์แนบท้ายคำร้องโดยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องแทน ทนายโจทก์รับสำเนาคำร้องแล้วแถลงคัดค้านการขอเลื่อนคดีไปอีกไม่เชื่อว่าทนายจำเลยป่วยจริงและฝ่ายจำเลยมีพฤติการณ์ประวิงคดี ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานไปตรวจ และฝ่ายโจทก์จะจัดหาแพทย์ไปตรวจร่างกายทนายจำเลยว่าป่วยจริงหรือไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอ แล้วตั้งนายสิทธิพลรองจ่าศาลเป็นเจ้าพนักงานไปทำการตรวจ แล้วนายสิทธิพลทำบันทึกรายงานว่าไปทำการตรวจพบทนายจำเลยแจ้งว่าอาการป่วยเริ่มดีขึ้นแล้วและสามารถมาศาลได้ในช่วงบ่ายเวลา 13.30 นาฬิกา ต่อมาในตอนบ่ายทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ศาลสอบถาม นายสิทธิพลเจ้าพนักงานผู้ไปทำการตรวจซึ่งสาบานตัวแล้วแถลงว่า เมื่อทนายจำเลยแจ้งว่าป่วยตนจึงแจ้งให้ทนายจำเลยไปพบแพทย์โดยทนายโจทก์ได้เตรียมรถพยาบาลและพยาบาลมาพร้อมแล้ว ทนายจำเลยแจ้งว่าอาการป่วยดีขึ้นแล้ว สามารถไปศาลได้ในช่วงบ่าย ขณะตนพบทนายจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยมีอาการปกติสามารถเดินเหินได้สะดวก ศาลสอบทนายจำเลยแล้ว แถลงว่าขณะที่ทนายโจทก์และนายสิทธิพลเจ้าพนักงานศาลไปถึงที่พักทนายจำเลยนั้น ทนายจำเลยมีอาการทุเลาแล้ว และไม่ติดใจที่จะนำแพทย์ผู้ตรวจร่างกายทนายจำเลยตามใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 21 เมษายน 2542 เข้าไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าไม่เชื่อว่าทนายจำเลยป่วยจนไม่สามารถมาศาลได้ การเลื่อนคดีของจำเลยมีลักษณะประวิงคดีไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีนั้น เห็นว่า เมื่อศาลมีความสงสัยว่าทนายจำเลยมีอาการป่วยร้ายแรงถึงกับจะมาศาลไม่ได้หรือไม่ ศาลก็มีอำนาจที่จะตั้งเจ้าพนักงานศาลไปทำการตรวจว่าทนายจำเลยป่วยจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีหรือไม่ ตามบทบัญญัติข้างต้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วย ปวดท้อง อาเจียน อาหารเป็นพิษอ่อนเพลียตามใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 21 เมษายน 2542 เชื่อว่าศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์สุขภาพของทนายจำเลยจากที่เห็นเฉพาะหน้าประกอบคำแถลงที่เจ้าพนักงานผู้ไปตรวจเห็นในช่วงเช้าก็มีอาการปกติ จึงไม่เชื่อว่าทนายจำเลยป่วยจนไม่สามารถมาศาลได้ตามนัด และการที่ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจโดยพร้อมจะนำทนายจำเลยให้แพทย์ตรวจอาการนั้นแสดงว่า ศาลมีความสงสัยตามควรแล้วว่าทนายจำเลยจะป่วยเจ็บตามคำร้องถึงกับจะมาศาลไม่ได้จริงหรือไม่ซึ่งทนายจำเลยมีภาระพิสูจน์ แต่ทนายจำเลยก็มิได้พิสูจน์เช่นนำแพทย์ที่ตรวจอาการของตนมาเบิกความยืนยันหรือแสดงให้เห็นว่ามีอาการป่วยจริงถึงกับมาศาลไม่ได้ทนายโจทก์ได้ทำในส่วนหน้าที่ของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไป จึงชอบแล้ว และดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไป แต่พยานจำเลยซึ่งคือตัวจำเลยไม่มาศาลทั้งเช้าและบ่ายโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องว่ามีเหตุอันควรอย่างไรจึงมาศาลไม่ได้ จำเลยไม่มีพยานมาสืบ โจทก์จึงไม่มีอะไรให้ต้องสืบคัดค้าน คดีเสร็จการพิจารณาและเมื่อศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้ว จึงต้องงดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่และให้ยกคำร้องตามลำดับ เพราะการไต่สวนคำร้องต่อไปจะเท่ากับเป็นการอนุญาตให้ฝ่ายจำเลยเลื่อนคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยล้วนไม่เป็นสาระคดีและมิได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 41 ม. 161 ม. 167 ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแมน นานา
จำเลย — นายหลุย ชุมสงค์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12199/2547
#113306
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 30 แม้อธิบดีกรมสรรพากร โจทก์ที่ 2 จะมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามมาตรา 12 แห่ง ป. รัษฎากร และจำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบว่า การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

การคำนวณภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยฐานจากราคาสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อราคาใบชาอันแท้จริงในท้องตลาดตรงตามที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าซึ่งจำเลยได้เสียภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้ว การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 ที่ให้จำเลยเสียอากร ขาเข้าเพิ่มเติมนั้นไม่ชอบจึงไม่มีฐานราคาสินค้าที่จะประเมินภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมจากจำเลยอีกตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง (วรรคนี้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินประกันภาษีอากร พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้องกับเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ไม่ให้เกินจำนวน 69,376.95 บาท คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก และให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินประกัน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยคำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อปี 2518 มีวัตถุประสงค์ในการสั่งซื้อใบชาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2530 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2537 จำเลยได้นำใบชาซึ่งผลิตโดยประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจากเมืองฮ่องกงเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ จำนวน 40 เที่ยวเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 สำแดงปริมาณ วันนำเข้า ราคาสินค้า อากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล จำนวนเงินวางประกัน แล้วได้รับมอบสินค้าที่นำเข้าไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่าราคาที่สำแดงไว้เป็นราคาต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จึงเพิ่มราคาสินค้าให้เป็นไปตามราคาสินค้าอันแท้จริงในท้องตลาดและประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบำรุงเทศบาลค่าธรรมเนียมพิเศษ พร้อมเงินเพิ่ม จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ และจำเลยฟ้องแย้งขอให้คืนเงินประกันจำเลยอุทธรณ์ว่าการคำนวณภาษีดังกล่าวต้องอาศัยฐานจากราคาสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อศาลภาษีอากรกลางฟังว่าราคาใบชาอันแท้จริงในท้องตลาดตรงตามที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้า การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 ที่ให้จำเลยเสียอากรขาเข้าเพิ่มเติมนั้นไม่ชอบ จึงไม่มีมูลที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีเพิ่มเติมอีก เห็นว่า แม้ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมิน เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าวแล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 30 อธิบดีของโจทก์ที่ 2 มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามมาตรา 12 แห่ง ป. รัษฎากรและจำเลยไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมินซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การคำนวณภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยฐานจากราคาสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าราคาใบชาอันแท้จริงในท้องตลาดตรงตามที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าซึ่งจำเลยได้เสียภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้ว การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 ที่ให้จำเลยเสียอากรขาเข้าเพิ่มเติมนั้นไม่ชอบ จึงไม่มีฐานราคาสินค้าที่จะประเมินภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมจากจำเลยอีกตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในคำขอที่ให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มกับเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 30
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 วรรคสิบสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเล่งหงษ์อิมปอร์ต-เอ็กซปอร์ต (1975) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา