คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2548
#266682
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ป. และพรรค ป. ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า "สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อ? (2) ลาออก" จึงต้องถือว่าการลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือลาออกของผู้ร้องไปถึงพรรค ป. ความเป็นสมาชิกพรรค ป. ของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรค ค. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงเป็นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงแต่พรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ ? (2) ลาออกจึงต้องถือว่าการลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือลาออกของผู้ร้องไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องจึงสิ้นสุดในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้อง และไม่ประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — จ่าสิบตำรวจ พยุงศักดิ์ พ้นภัย
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2548
#270407
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ ... (2) ลาออก จึงต้องถือว่าการลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือลาออกของผู้ร้องไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาผู้คัดค้านแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าไม่รับสมัครผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน 90 วัน จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ความจริงผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 จากนั้นสมัครเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เมื่อใด ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 ตามเอกสารหมาย ร.1 โดยผู้ร้องได้ส่งหนังสือของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ลงลายมือชื่อรับรองว่าได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ตามเอกสารหมาย ร.5 ผู้คัดค้านไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ ... (2) ลาออก จึงต้องถือว่าการลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือลาออกของผู้ร้องไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น"

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — จ่าสิบตำรวจพยุงศักดิ์ พ้นภัย
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — ประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2548
#270311
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยาสูบฯ มาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้วเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้ว เมื่อปรากฏว่าเครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบตามคำฟ้อง อันถือว่าเป็นแสตมป์ยาสูบตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ยาสูบฯ นั้น มีผู้อื่นทำปลอมขึ้นและได้ถูกนำมาใช้ปิดอยู่บนซองบรรจุของกลางแต่ละซองแล้ว โดยจำเลยมียาสูบของกลางแต่ละซองไว้เพื่อขาย ซึ่งในการขายยาสูบของกลางแต่ละซองแม้จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบด้วยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้นๆ ไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามความหมายในมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ. ยาสูบฯ เพราะบทมาตราดังกล่าว มุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้เท่านั้น หาได้ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่มียาสูบซึ่งมีผู้อื่นทำปลอมแสตมป์ยาสูบนั้นแล้วนำมาปิดแสดงอยู่บนซองยาสูบดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 5 ทวิ, 5 ตรี, 16, 49, 50, 53 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จำนวน 260 ซอง เป็นของกรมสรรพสามิต และริบรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นกจ 984 กรุงเทพมหานคร ของกลางด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 49, 53 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ยาสูบเกินกว่าห้าร้อยกรัม ให้ลงโทษปรับ 68,250 บาท ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอม ให้ปรับ 102,375 บาท ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 190,625 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 95,312.50 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางจำนวน 260 ซอง เป็นของกรมสรรพาสามิต ริบรถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน นจก 984 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับสถานเบานั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องข้อ (ข) เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 43 ประกอบด้วยมาตรา 53 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว มาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้วเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้วปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า เครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบตามคำฟ้องข้อ (ข) อันถือว่าเป็นแสตมป์ยาสูบตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 นั้น มีผู้อื่นทำปลอมขึ้นและได้ถูกนำมาใช้ปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบของกลางแต่ละซองแล้ว โดยจำเลยมียาสูบของกลางแต่ละซองดังกล่าวไว้เพื่อขาย ซึ่งในการขายยาสูบของกลางแต่ละซองนั้น แม้จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบด้วยก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้นๆ ไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามความหมายในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 เพราะบทมาตราดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้เท่านั้น หาได้ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่มียาสูบซึ่งมีผู้อื่นทำปลอมแสตมป์ยาสูบนั้นแล้วนำมาปิดแสดงอยู่บนซองยาสูบดังกล่าวไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ปลอมเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 43 ประกอบด้วยมาตรา 53 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้เสียได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 55 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 215 คงเหลือความผิดตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ค) เท่านั้นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่ามีเหตุสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ให้เบาลงหรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามฟ้องข้อ (ก) นั้น พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 49 ได้บัญญัติโทษของผู้กระทำผิดไว้ว่า ต้องระวางโทษปรับสิบเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องว่า ยาสูบของกลางจะต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายซองละ 26.25 บาท ยาสูบของกลางมีจำนวน 260 ซอง จึงต้องปิดแสตมป์ยาสูบคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 6,825 บาท ดังนั้น สิบเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบของกลางจึงเท่ากับ 68,250 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 1 ก่อนลดโทษให้ปรับ 68,250 บาท จึงเป็นการกำหนดโทษปรับตามที่กฎหมายบัญญัติศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจพิจารณาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานนี้ให้เบาลงได้อีก ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามคำฟ้องข้อ (ค) นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีสินค้ายาสูบของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายไว้เพื่อจำหน่ายจำนวน 260 ซอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ก่อนลดโทษให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่มีเหตุผลที่จะแก้ไขโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงอีก

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายขอผ่อนชำระค่าปรับเดือนละ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีคำขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะอุทธรณ์ในเรื่องนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 53 เฉพาะโทษปรับคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 44,125 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 4 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวศิวพร เล็กสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 55/2548
#269338
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่าจำเลยรับว่า จำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่คนงานตัดอ้อย และมีพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยได้ให้ถ้อยคำไว้เช่นนั้นจริง แต่เป็นพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่ผู้ใด ที่ไหน อย่างไร แม้เมทแอมเฟตามีนจะมีจำนวนถึง 100 เม็ด เมื่อไม่ปรากฏว่าคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิด

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยความตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ถือว่ากฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยเบื้องต้นตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจสมยศ ปทุมมานนท์ และจ่าสิบตำรวจสุนทร เกลี้ยงประเสริฐ เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จากการตรวจค้นจำเลยพบว่าจำเลยกำถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในมือ ส่วนจำเลยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยแต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย คนที่เรียกตรวจค้นควักเอาถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางออกมาจากกระเป๋ากางเกง บอกว่าเป็นของจำเลย หลังจากจำเลยถูกจับกุม นางบุญเรือง ทองประสม ญาติจำเลยมาพบบอกว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจไปพบเรียกเงินค่าประกัน 50,000 บาท ค่าวิ่งเต้นคดีอีก 40,000 บาท แต่จำเลยและนางบุญเรืองไม่มีเงินให้ จำเลยอ่านหนังสือไม่ออก และลงลายมือชื่อในเอกสารตามที่เจ้าพนักงานตำรวจเอามาให้จำเลยลงลายมือชื่อ โดยเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟัง เห็นว่า จำเลยกับเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนต่างก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นอกจากโจทก์จะมีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า ตรวจพบของกลางในกำมือของจำเลยแล้ว โจทก์ยังมีคำให้การชั้นสอบสวนระบุว่า จำเลยรับว่าของกลางเป็นของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม และพนักงานสอบสวนเป็นคนละชุดกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะร่วมกันปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย อีกทั้งที่จำเลยอ้างว่าอ่านหนังสือไม่ออกนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่าจำเลยเรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 ไม่เชื่อว่าจะอ่านหนังสือไม่ออก และแม้ว่าจำเลยจะอ่านหนังสือไม่ออกจริงก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนข่มขู่บังคับจำเลยให้ลงลายมือชื่อแต่อย่างใด อีกทั้งหากเป็นดังจำเลยอ้างว่า จำเลยถูกจับกุมโดยไม่ได้กระทำความผิดใดแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะยอมลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาให้ลงลายมือชื่อ ทั้ง ๆ ที่จำเลยมิได้ถูกบังคับข่มขู่ นอกจากนี้จำเลยก็มิได้นำนางบุญเรืองมาเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจไปเรียกร้องค่าวิ่งเต้นคดีจากนางบุญเรืองตามที่กล่าวอ้าง คำเบิกความของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ตามที่จำเลยอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 100 เม็ด ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีเพียงคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยว่าตนได้กระทำความผิดซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ แม้โจทก์จะมีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่าจำเลยรับว่า จำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่คนงานตัดอ้อย โดยโจทก์มีพนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยได้ให้ถ้อยคำไว้เช่นนั้นจริงก็ตาม แต่ก็เป็นพยานบอกเล่า ซึ่งมีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่ผู้ใด ที่ไหน อย่างไร แม้เมทแอมเฟตามีนจะมีจำนวนถึง 100 เม็ด เมื่อไม่ปรากฏว่าคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยความตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษนั้นตามมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ถือว่ากฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษ และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 67 ที่แก้ไขใหม่
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุรพงษ์ ทองประสม
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 49/2548
#415651
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแรงงานภาค ๖

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๖ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ นายเนย แสงจันทร์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายเผื่อน อู่ดี (ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง) จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๖ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๕๕๓/๒๕๔๗ ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งนักการภารโรงของโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์เขต ๑ จำเลยเป็นข้าราชการประจำตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่งและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ จำเลยได้ออกคำสั่งโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่งที่ ๓๙/๒๕๔๖ เรื่อง การเลิกจ้างลูกจ้างประจำเพื่อรับบำเหน็จทดแทน เพื่อเลิกจ้างโจทก์จากการเป็นลูกจ้างประจำในตำแหน่งนักการภารโรงตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ โดยกล่าวหาว่า โจทก์กระทำผิดวินัยและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งโจทก์เห็นว่า จำเลยออกคำสั่งดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจและ

ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียรายได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ และได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อตนเองรวมถึงครอบครัว ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ ค่าขาดประโยชน์ เงินบำเหน็จ ค่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดนครสวรรค์ และค่าสวัสดิการต่างๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๐๘๔,๕๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่ง โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ด้วย (คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๐๔๘/๒๕๔๖) ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

จำเลยให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการแล้ว โดยจำเลยได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวมหลักฐานการกระทำผิดวินัยและมีความประพฤติไม่เหมาะสมของโจทก์ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนปากคำโจทก์ รวมถึงได้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ แล้วจึงมีคำสั่งเลิกจ้างเพื่อรับบำเหน็จทดแทนแก่โจทก์ เพื่อให้มีผลเสมือนว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่เสียประวัติ ทั้งได้แจ้งให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด ซึ่งโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างและร้องทุกข์ต่อ อ.ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะนี้ยังไม่ทราบผลการอุทธรณ์และร้องทุกข์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในเรื่องนี้ อนึ่ง นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงาน ภาค ๖ เป็นคดีนี้แล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ และขณะเดียวกันก็ฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกในเรื่องเดียวกันเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๐/๒๕๔๖ ขอให้ศาลปกครองพิษณุโลกสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาอุทธรณ์ร้องทุกข์ของโจทก์โดยเร็ว ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์เขต ๑ เบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์และยอมให้โจทก์เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นการชั่วคราว และให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างของโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่งที่ ๓๙/๒๕๔๖ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีทั้งหมดอยู่ระหว่างพิจารณา เมื่อการฟ้องเรียกค่าเสียหายคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงานหรือศาลปกครอง โดยจำเลยเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลแรงงานภาค ๖ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นไปตามผลของนิติกรรมของสัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า การที่ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ (เดิม) ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (เดิม) ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติที่ ๑๓๖๙/๒๕๒๕ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ได้อาศัยอำนาจตามข้อ ๑๐ ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ้างลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้บังคับในขณะนั้น ออกคำสั่งสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ที่ ๔๐/๒๕๓๓ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๓ สั่งบรรจุผู้ฟ้องคดี (โจทก์) ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นลูกจ้างประจำและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักการภารโรง โรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ต่อมาเมื่อผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลย) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ ๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรื่อง การมอบอำนาจการปฏิบัติราชการแทนเกี่ยวกับลูกจ้างประจำ ออกคำสั่งโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่งที่ ๓๙/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างประจำเพื่อรับบำเหน็จทดแทน สั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี คำสั่งนี้จึงเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจกระทำได้ จึงเป็นการฟ้องว่าคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ต่างๆ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น

คดีนี้ เป็นคดีที่โจทก์ซึ่งเดิมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการเป็นลูกจ้างประจำและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักการภารโรง โรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง ตามคำสั่งสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ที่ ๔๐/๒๕๓๓ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๓ ฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นข้าราชการประจำตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ กระทรวงศึกษาธิการ อันเนื่องมาจากกรณีจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์มีคำสั่งโรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่งที่ ๓๙/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างประจำเพื่อรับบำเหน็จทดแทน สั่งเลิกจ้างโจทก์จากการเป็นลูกจ้างประจำ โดยอ้างว่าโจทก์กระทำผิดวินัยและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โจทก์เห็นว่า จำเลยออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียรายได้ สิทธิประโยชน์อื่นๆ และได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อตนเองรวมถึงครอบครัว ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ ค่าขาดประโยชน์ เงินบำเหน็จ ค่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดนครสวรรค์ และค่าสวัสดิการต่างๆ ส่วนจำเลยให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการแล้ว เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นไปตามกฎหมาย ได้แก่ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการพ.ศ. ๒๕๓๗ เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เมื่อคำสั่งดังกล่าวเป็นผลให้โจทก์พ้นจากสถานภาพเป็นลูกจ้างประจำนับแต่วันที่ระบุในคำสั่ง ทำให้ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินเดือนหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙โจทก์โต้แย้งว่าคำสั่งของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ อันเนื่องมาจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเนย แสงจันทร์ โจทก์ นายเผื่อน อู่ดี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเนย แสงจันทร์
จำเลย — นายเผื่อน อู่ดี (ในฐานะผอ.โรงเรียนชุมชนวัดบ้านแก่ง)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2548
#415649
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘ บริษัทไทยเซ่กาอีเล็คตริค จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมศุลกากร จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๕/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์สะสมประจุไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า คาปาซิเตอร์ (CAPACITOR) หรือคอนเด็นเซอร์ (CONDENSER) โดยนำเข้าวัตถุดิบและหรือส่วนประกอบคือ พี พี ซิงค์ เมอร์ไทลไลซ์ โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P.ZINC METALLIZED POLYPROPYLENE FILM) ชนิดเคลือบโลหะ และ พี พี โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P. POLYPROPYLENE FILM) ชนิดไม่เคลือบโลหะ มาจากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิต โจทก์จึงมีหนังสือสอบถามพร้อมนำวัตถุดิบตัวอย่างที่จะนำเข้าจากต่างประเทศไปให้กองพิธีการและประเมินอากร สังกัดจำเลยเพื่อขอทราบว่า การนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจะต้องเสียภาษีอากรในพิกัดใด โจทก์ได้รับแจ้งผลการพิจารณาว่าต้องเสียภาษีอากรในพิกัด ๘๕๓๒.๙๐ อัตราร้อยละ ๑ ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ๔/๒๕๓๗ โจทก์จึงนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาโดยเสียภาษีอากรในพิกัดและอัตราดังกล่าวมาตลอด ทั้งนำไปประกอบการคำนวณต้นทุนการผลิตเพื่อสามารถผลิตได้ในราคาที่สามารถแข่งกับสินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงได้ขยายการผลิต โดยขยายโรงงานและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมรวมทั้งสั่งสินค้าซึ่งเป็นวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาโดยยื่นสำแดงสินค้า และชำระภาษีอากรในอัตราดังกล่าวตลอดมา ซึ่งจำเลยได้ตรวจสอบสินค้าและปล่อยสินค้ามาโดยตลอด และโจทก์ได้จำหน่ายสินค้าโดยคำนวณต้นทุนภาษีในอัตราร้อยละ ๑ เป็นต้นทุนและเป็นฐานในการกำหนดราคาขายตลอดมา ต่อมาวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์สั่งและนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจากประเทศญี่ปุ่นและสำแดงรายการและชำระภาษีอากรเหมือนที่เคยปฏิบัติมา ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบและแจ้งให้ทราบว่าพิกัดที่สำแดงไม่ถูกต้อง โจทก์จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓๕ โจทก์ชี้แจงว่าปฏิบัติตามหนังสือที่จำเลยเคยแจ้งให้โจทก์ทราบ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งว่าหนังสือดังกล่าวไม่ถูกต้องและให้โจทก์วางเงินประกัน ต่อมาวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จำเลยประเมินภาษีอากรที่โจทก์นำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ ว่าอยู่ในพิกัดประเภท ๓๙.๒๐ อัตราร้อยละ ๓๕ และให้โจทก์เสียภาษีอากรและเงินเพิ่มเติมเป็นเงิน ๑,๕๘๑,๖๐๕.๕๘ บาท โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้จำเลยแล้วอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อจำเลยเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ ปัจจุบันยังไม่มีคำวินิจฉัยจากจำเลยแต่อย่างใด ต่อมาจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์สำแดงเท็จและเข้าตรวจสอบโรงงานของโจทก์และยึดเอกสารไปตรวจสอบเป็นจำนวนมากโดยยืนยันว่าใบขนสินค้า ๑๑๖ ใบ ที่โจทก์นำวัตถุดิบและหรือส่วนประกอบที่นำเข้ามานับจากวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ เป็นสินค้าที่ต้องชำระอากรตามพิกัดประเภท ๓๙.๒๐ อัตราร้อยละ ๓๕ การที่จำเลยกลับความเห็นของตนเองและบังคับโจทก์ให้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเพิ่ม เงินเพิ่มและค่าปรับทั้งที่มิใช่ความผิดของโจทก์นั้น ถือว่าจำเลยได้พิจารณาพิกัดอัตราศุลกากรย้อนหลังเป็นการขัดต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วรรคสอง และขัดต่อข้อกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรและประกาศกระทรวงการคลังแก้ไขถึงวันที่ ๓๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ หมวด ๗ ตอน ๓๙ หมายเหตุ ๒ (น) ที่บัญญัติว่า ตอนที่ ๓๙ นี้ไม่คลุมถึงของในหมวด ๑๖ (เครื่องจักรและเครื่องใช้กล หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ประกอบกับการที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ล่าช้าเกินสมควรเป็นผลให้โจทก์ไม่อาจขยายการผลิตและจำหน่ายต่อไปได้ เพราะมีความสับสนในส่วนต้นทุน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการสั่งซื้อเครื่องจักรและขยายโรงงานเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท สูญเสียโอกาสทางการค้าตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ - ๒๕๔๑ เป็นเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายที่เกิดจากการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งบริษัทมีกำไรทุกปีนับจากปี ๒๕๓๗ - ๒๕๔๑ เพราะคิดต้นทุนในส่วนอัตราภาษีอากรขาเข้าร้อยละ ๑ แต่ต่อมาจากการประเมินภาษีใหม่ของจำเลยทำให้โจทก์กลับต้องชำระภาษีอากรขาเข้าถึงร้อยละ ๓๕ ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายจากการพิจารณาอุทธรณ์ล่าช้าทำให้โจทก์ไม่สามารถขยายการผลิตเพราะมีปัญหาการนำเข้าวัสดุและส่วนประกอบทำให้สูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระเงินไปก่อนเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเงิน ๑,๕๘๑,๖๐๕.๕๘ บาท ค่าเสียหายที่เกิดจากภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นและค่าปรับตามใบขน ๑๑๖ ใบ ที่จำเลยยึดไปจากโจทก์เป็นจำนวนเงิน ๑๕๑,๙๕๑,๒๔๘ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๙๗,๕๓๒,๘๕๓.๕๘ บาท (ที่ถูกควรเป็น ๑๙๕,๕๓๒,๘๕๓.๕๘ บาท) ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

อนึ่ง โจทก์เคยฟ้องคดีเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลางมาแล้ว แต่ศาลไม่รับฟ้อง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำขอให้เพิกถอนการแจ้งประเมินอากรขาเข้าภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดทั้งคำสั่งที่ให้สินค้าที่ผู้ฟ้องคดี (โจทก์) นำเข้าอยู่ในประเภท ๓๙.๒๐ และ ๓๙.๒๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘.๒๓ บาท ต่อกิโลกรัมนั้น เป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๑) ส่วนที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลย) ชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับคดีนี้นั้นก็เห็นว่า เป็นการฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลย) ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คำขอดังกล่าวเป็นประเด็นที่สืบเนื่องมาจากคำขอที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลภาษีอากรจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดเก็บภาษีศุลกากร โดยเป็นผู้มีหน้าที่พิจารณาและชี้ขาดว่าสินค้าใดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องเสียภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรหรือไม่ และเสียในอัตราเท่าใด ทั้งนี้โดยพิจารณาว่าสินค้าที่นำเข้าจัดอยู่ในพิกัดอัตราภาษีใดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร รวมทั้งมีหน้าที่ที่จะแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายที่จะนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและประสงค์จะทราบว่าจะต้องเสียภาษีอากรในพิกัดเท่าใด ทั้งนี้เป็นการบริการด้านสาธารณะที่หน่วยงานราชการให้บริการข้อมูลในด้านภาษีเพื่อผู้ประกอบการใช้เป็นฐานในการคำนวณต้นทุนที่แท้จริงว่า สามารถที่จะดำเนินการและแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้หรือไม่ อันเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐมีหน้าที่ว่าด้วยความสะดวกเพื่อแข่งขันและส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศและผลิตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจักต้องกระทำด้วยความรวดเร็วมีมาตรฐานและมีกฎเกณฑ์เดียวกันเพื่อให้ผู้ประกอบการซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีได้นำเก็บข้อมูลมาประกอบการลงทุน โดยเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาส่วนประกอบตัวเก็บประจุไฟฟ้าแก่โจทก์ว่าสินค้าดังกล่าวชำระภาษีอากรในพิกัด ๘๕๓๒.๙๐ อัตราร้อยละ ๑ ภายหลังจากนั้นโจทก์นำวัตถุดิบเข้ามาโดยเสียภาษีอากรในอัตราร้อยละ ๑ มาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์ได้สั่งและนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจากต่างประเทศและได้สำแดงรายการและชำระภาษีอากรเหมือนที่เคยปฏิบัติ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบและแจ้งว่าพิกัดที่สำแดงไม่ถูกต้อง โจทก์เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓๕ โจทก์ชี้แจงโดยแสดงเอกสารการพิจารณาของจำเลยให้แก่เจ้าหน้าที่ของจำเลย แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยกลับแจ้งว่า เอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องและให้โจทก์วางเงินประกัน มิเช่นนั้นไม่สามารถนำสินค้าดังกล่าวออกได้ โจทก์จึงยอมวางเงินประกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จำเลยกลับแจ้งว่าสินค้าดังกล่าวต้องเสียภาษีอากรในพิกัด ๓๙.๒๐ อัตราร้อยละ ๓๕ ซึ่งถือว่าจำเลยไม่มีมาตรฐานและหรือมีสองมาตรฐานในหน่วยงานเดียวกันซึ่งเป็นการไม่แน่นอน นอกจากนี้ภายหลังจากโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งประเมินภาษีอากรแก่จำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยได้พิจารณาอุทธรณ์ล่าช้าจนถึงปัจจุบันยังไม่พิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลางตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ สรุปได้ว่า บริษัทไทยเซ่กา อีเล็คตริค จำกัด โจทก์ ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์สะสมประจุไฟฟ้าซึ่งเรียกว่า คาปาซิเตอร์ (CAPACITOR) หรือคอนเด็นเซอร์ (CONDENSER) โดยนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิต คือ พี พี ซิงค์ เมอร์ไทลไลซ์ โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P.ZINC METALLIZED POLYPROPYLENE FILM) ชนิดเคลือบโลหะ และ พี พี โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P. POLYPROPYLENE FILM) ชนิดไม่เคลือบโลหะมาจากต่างประเทศ ก่อนนำเข้าโจทก์ส่งตัวอย่างวัตถุดิบดังกล่าวพร้อมทำหนังสือสอบถามการเสียภาษีอากรต่อกองพิธีการและประเมินอากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดจำเลย โดยได้รับแจ้งเป็นหนังสือว่าต้องเสียภาษีอากร ในพิกัด ๘๕๓๒.๙๐ อัตราร้อยละ ๑ ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ๔/๒๕๓๗ หลังจากนั้นโจทก์ทำการผลิตและขยายการผลิต โดยขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักรเพิ่มและนำเข้าวัตถุดิบโดยยื่นสำแดงสินค้า และชำระภาษีอากรในอัตราดังกล่าวตลอดมา แต่เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์สั่งและนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวมาอีกและถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าพิกัดที่สำแดงไม่ถูกต้องจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีในพิกัดใหม่ประเภท ๓๙.๒๐ อัตราร้อยละ ๓๕ พร้อมทั้งทำการประเมินภาษีอากรและเงินเพิ่มย้อนหลังถึงวันแรกที่โจทก์นำเข้าวัตถุดิบดังกล่าว อันเป็นการพิจารณาพิกัดอัตราศุลกากรย้อนหลังขัดต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วรรคสอง และข้อกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรและประกาศกระทรวงการคลังแก้ไขถึงวันที่ ๓๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ หมวด ๗ ตอน ๓๙ หมายเหตุ ๒ (น) โจทก์นำเงินภาษีอากรและเงินเพิ่มไปชำระแก่จำเลย แล้วอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อจำเลยแต่จนกระทั่งปัจจุบัน ก็ยังไม่มีคำวินิจฉัยแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังกล่าวหาว่าโจทก์สำแดงเท็จและเข้าตรวจสอบโรงงานของโจทก์แล้วยึดเอกสารไปด้วย ขอให้ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า ตามคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรวินิจฉัยว่าโจทก์เสียภาษีในพิกัดที่ไม่ถูกต้อง แล้วทำการประเมินภาษีอากรที่โจทก์จะต้องเสียใหม่ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วรรคสอง และข้อกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรและประกาศกระทรวงการคลังแก้ไข ถึงวันที่ ๓๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ หมวด ๗ ตอน ๓๙ หมายเหตุ ๒ (น) จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร และแม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยก็ตาม แต่ค่าเสียหายดังกล่าว ก็เป็นมูลความที่เกี่ยวเนื่องกัน ทั้งคำขอของโจทก์บางข้อ ก็เป็นการขอคืนเงินภาษีอากรเพิ่มและเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีภาษีอากร ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง บริษัทไทยเซ่กาอีเล็คตริค จำกัด โจทก์ กรมศุลกากร จำเลย เป็นคดีภาษีอากร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเซ่กาอีเล็คตริค จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2548
#415648
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๗/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางซิ่วเอ็น อึ้งพานิชย์ ที่ ๑ นายเสริมศักดิ์ วิทยาประสงค์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๓ หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๔ นายอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๕ องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ที่ ๖ ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๖๐/๒๕๔๕ และ ๙๙๗/๒๕๔๖ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๕ และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รวมคดีหลังเข้ากับคดีแรกเนื่องจากคดีมีความเกี่ยวเนื่องกันและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรายเดียวกัน ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินและมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๒ (๑) ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๔๐ ตารางวา โดยนายกิมสวง อึ้งพานิชย์ สามีของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เข้าจับจองก่นสร้างที่ดินซึ่งเป็นป่ารกร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ก่อนพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ และพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ และแจ้งการครอบครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อสามีถึงแก่กรรม ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมา ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ มีหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๑ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๒ (๑) ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๓ งาน โดยนายหยุง เซื่อมหว็อง บิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เข้าจับจองก่นสร้างที่ดินซึ่งเป็นป่ารกร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ก่อนพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๗๘ และพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ และแจ้งการครอบครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อบิดาถึงแก่กรรม ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาเช่นกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๐ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลท่าตระคร้อ อำเภอท่าม่วง และตำบลแสนตอ ตำบลหวายเหนียว ตำบลพงตึก ตำบลท่าเสา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๙ ใช้บังคับ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีความประสงค์จะขอออกหนังสือสำคัญที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และขับไล่ให้ออกจากที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีหนังสือแจ้งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่า ที่สาธารณประโยชน์มีเนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา และมีราษฎรบุกรุกเข้าทำไร่อ้อยและปลูกบ้านอยู่อาศัยเต็มทั้งแปลง รายงานดังกล่าวผิดพลาดคลาดเคลื่อนเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินอำเภอท่ามะกาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ สร้างรูปแผนที่โดยไม่ทำการรังวัด ตรวจสอบ และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบก่อนเพื่อให้โอกาสคัดค้าน การไม่สอบสวนและรังวัดทำแผนที่ทำให้จำนวนเนื้อที่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ อ้างว่าได้ขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์เพิ่มเป็น ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา ได้รวมที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเข้าไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงใช้ดุลพินิจผิดพลาดมีมติให้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์บ้านดอนเขว้า และได้มีประกาศคณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ให้ที่ดินตามรูปแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตของที่ดินคงเป็นที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๔ ต่อมาในปี ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ให้ผู้รับจ้างใช้รถแทรกเตอร์บุกรุกเข้าไปไถที่ดินทำลายไร่อ้อยของผู้ฟ้องคดีทั้งสองพร้อมกับปรับปรุงสภาพเป็นสนามกีฬาโดยไม่มีอำนาจหน้าที่และปักป้ายประกาศว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองฝ่าฝืน บุกรุก ปลูกพืชไร่ เป็นการส่วนตัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ ขอรับการจัดรูปที่ดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินบ้านดอนเขว้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แจ้งว่าไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการให้ได้เนื่องจากได้มีประกาศคณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ให้ที่ดินดังกล่าวคงเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงได้อุทธรณ์คำสั่งและขอความเป็นธรรมต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่มิได้พิจารณาลงมติแก้ไขปัญหาให้ยกเลิกเพิกถอนประกาศที่ ๑/๒๕๔๓ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ที่รังวัดกันเขตที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงและรังวัดทำแผนที่ให้ถูกต้องอย่างเปิดเผย เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับทราบหรือคัดค้าน เป็นเหตุให้แนวเขตตามแผนที่ที่ดินสาธารณประโยชน์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ และที่ ๗ พร้อมด้วยกลุ่มราษฎรที่ชุมนุมเรียกร้องที่ดินสาธารณประโยชน์ฉวยโอกาสใช้ประกาศฉบับนี้อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์แย่งการครอบครองที่ดินทำลายพืชไร่ สร้างสนามกีฬาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แจ้งระงับไม่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเข้าครอบครองทำกินโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่เคารพคำพิพากษาของศาลจังหวัดกาญจนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ ๒๒๐๕/๒๕๒๗ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ คิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาสั่งเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ หรือสั่งแก้ไขแนวเขตตามแผนที่ท้ายประกาศโดยรังวัดกันเขตที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ และเลขที่ ๕๑ ออกจากแนวเขตตามแผนที่ท้ายประกาศดังกล่าวและดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกเลิกมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ ครั้งที่ ๓/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๒ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๓ และครั้งที่ ๓/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และแผนที่แนบท้ายประกาศ ให้คงสภาพเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเนื้อที่ประมาณ ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา ขอให้ยกเลิกมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ ที่เห็นชอบให้ที่ดินที่ใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ "บ้านเขว้า" ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา คงสภาพเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ หยุดหรือระงับการก่อให้เกิดความเสียหายในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีและรื้อถอนสนามกีฬาและแผ่นป้ายประกาศที่สาธารณประโยชน์ออกไปพร้อมทั้งปรับปรุงสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทเลี้ยงสัตว์ ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ ๔๗๓/๒๔๘๖ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๔๘๖ เนื้อที่ประมาณ ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๒๕.๔ ตารางวา และศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๒๒๐๕/๒๕๒๗ เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๒๗ ความอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ กับนายเสริมศักดิ์ วิทยาประสงค์ (ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ) จำเลยที่ ๑ นายกู้ เริ่มกุลชัย จำเลยที่ ๒ นางซิ่วเอ็น อึ้งพานิชย์ (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ) จำเลยที่ ๓ นายปัญญา ชูชาติ จำเลยที่ ๔ เรื่องบุกรุก ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่จำเลยทั้งสี่ขาดเจตนาบุกรุก พิพากษายกฟ้อง เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง และตำบลแสนตอ ตำบลหวายเหนียว ตำบลผงตึก ตำบลท่าเสา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๙ มีผลเป็นการถอนสภาพการเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ทำให้ที่ดินตกเป็นทรัพย์สินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นำมาจัดรูปที่ดินแต่อย่างใด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ขอให้คงสภาพที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน พร้อมรูปแผนที่โดยสังเขป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีมติให้คงสภาพที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันเนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ โดยออกประกาศที่ ๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๔ มีผลให้ที่ดินพิพาทอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยดังเดิม และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่อาจดำเนินการใด ๆ กับที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงพิพาทได้อีก จึงไม่อาจดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดให้การว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน นั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาเบื้องต้นว่า สิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นของรัฐเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นมาตรการของรัฐเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นโดยทำการรวบรวมที่ดินหลายแปลงในบริเวณเดียวกันเพื่อวางผังจัดรูปที่ดินเสียใหม่ เพื่อให้ที่ดินทุกแปลงได้รับประโยชน์จากโครงการชลประทานและการสาธารณูปโภคอย่างทั่วถึง เมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ใดให้เป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดินแล้ว มาตรา ๓๐ (๓) ได้บัญญัติให้คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดมีอำนาจกำหนดแปลงที่ดินที่จะจัดให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินในการจัดรูปที่ดิน หากเจ้าของที่ดินรายใดไม่ยินยอมให้ดำเนินการจัดรูปที่ดินมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจจัดซื้อที่ดินนั้นเพื่อนำมาดำเนินการจัดรูปที่ดินได้และถ้าเจ้าของที่ดินดังกล่าวไม่ยอมขายหรือเสนอขายในราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้นเพื่อดำเนินการจัดรูปที่ดิน ดังนั้น การจัดรูปที่ดินจึงเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศ มติต่าง ๆ และสั่งระงับการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด ตลอดจนให้ดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีประเด็นหลักที่จะต้องวินิจฉัยว่าประกาศ มติและการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด จะโต้แย้งกันว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดได้ใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ แต่ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามข้ออ้างหรือไม่ แล้วจึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาเรื่องสิทธิของบุคคล อันเกี่ยวกับที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สินประกอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้บัญญัติให้ "การจัดรูปที่ดิน" หมายความว่า การดำเนินงานพัฒนาที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ทั่วถึงที่ดินทุกแปลงเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต โดยทำการรวบรวมที่ดินหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน เพื่อวางผังจัดรูปที่ดินเสียใหม่ การจัดระบบชลประทานและการระบายน้ำ การจัดสร้างถนนหรือทางลำเลียงในไร่นา การปรับระดับพื้นที่ดิน การบำรุงดิน การวางแผน การผลิตและการจำหน่ายผลิตผลการเกษตร รวมตลอดถึงการแลกเปลี่ยน การโอน การรับโอนสิทธิในที่ดิน การให้เช่าซื้อที่ดิน การอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินตลอดจนการจัดเขตที่ดินสำหรับอยู่อาศัย และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ใดให้เป็นเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของที่ดิน ผู้รับจำนอง ผู้ซื้อฝากหรือผู้ยึดถือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินนั้น ให้นำหรือส่งหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพร้อมด้วยเอกสารสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินนั้นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ณ สถานที่และภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อที่จะกำหนดแปลงที่ดินที่จะจัดให้เจ้าของที่ดินเดิมและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินในการจัดรูปที่ดิน หากเจ้าของที่ดินรายใดไม่ยินยอมให้ดำเนินการจัดรูปที่ดินมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจจัดซื้อที่ดินนั้นเพื่อนำมาดำเนินการจัดรูปที่ดินได้และถ้าเจ้าของที่ดินดังกล่าวไม่ยอมขายหรือเสนอขายในราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้นเพื่อดำเนินการจัดรูปที่ดิน จึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการจัดรูปที่ดินเสียใหม่เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้า และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นเพื่อให้ที่ดินทุกแปลงได้รับประโยชน์จากโครงการชลประทานและการสาธารณูปโภคโดยทั่วถึง และเพื่อให้เกษตรกรได้มีที่ดินของตนเองสำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจะมีผลช่วยให้ฐานะในทางเศรษฐกิจของประเทศและของเกษตรกรมั่นคงขึ้น อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินโดยมี ส.ค. ๑ เป็นหลักฐานและอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาทั้งได้ดำเนินการขอรับการจัดรูปที่ดินด้วยแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดรูปที่ดินให้เนื่องจากได้มีประกาศที่ ๑/๒๕๔๓ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการจัดรูปที่ดินที่จะดำเนินการได้ จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนประกาศฉบับดังกล่าวและมติต่าง ๆ อันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและให้จัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งให้ระงับการก่อให้เกิดความเสียหายและปรับปรุงสภาพที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าการไม่ดำเนินการจัดรูปที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางซิ่วเอ็น อึ้งพานิชย์ ที่ ๑ นายเสริมศักดิ์ วิทยาประสงค์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๓ หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๔ นายอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ ๕ องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ที่ ๖ ประธานกรรมการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2517
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางซิ่วเอ็น อึ้งพานิชย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 1
กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2548
#415647
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ การประปาส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ภานุกรการก่อสร้าง ที่ ๑ นางวิสาขา ถวิลถึง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๗๑/๒๕๔๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญารับจ้างก่อสร้างรางระบายน้ำสายพิพัฒน์กมลาไสยให้กับเทศบาลตำบลกมลาไสย ในระหว่างการก่อสร้างดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ใช้แบ็กโฮขุดดินเพื่อวางท่อระบายน้ำตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ โดยขุดตักดินบริเวณขอบถนนพิพัฒน์กมลาเขตโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังและไม่ตรวจสอบแนวท่อประปาของโจทก์ทำให้กระแทกถูกท่อประปาสำหรับจ่ายน้ำประปาที่วางไว้ใต้ดินของสำนักงานประปากาฬสินธุ์ อันเป็นหน่วยงานของโจทก์ แตกชำรุดเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อประปาที่แตกชำรุดและน้ำประปารั่วไหลตั้งแต่วันเกิดเหตุเป็นเงินรวม ๑๖,๘๙๒ บาท ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีมูลละเมิดมาจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างรางระบายน้ำระหว่างจำเลยที่ ๑ กับเทศบาลตำบลกมลาไสยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจนำข้อโต้แย้งอันเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือสัญญาทางปกครองมาฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงเป็นการไม่มีอำนาจ กรณีการละเมิดซึ่งเกิดข้อพิพาทโต้แย้งกันระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองขอนแก่น

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อมูลกรณีพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้เป็นกรณีที่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำละเมิดและก่อความเสียหายแก่โจทก์ การที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง อันเนื่องมาจากการทำละเมิดโดยที่จำเลยทั้งสองเป็นเพียงบุคคลภายนอกมิใช่หน่วยงานทางปกครอง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ศาลปกครองขอนแก่นเห็นว่า คดีนี้มูลละเมิดเกิดจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างรางระบายน้ำซึ่งเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเทศบาลตำบลกมลาไสยตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๑ และตามมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๔๔๒ ในการบำรุงรักษาทางและจัดให้มีทางระบายน้ำซึ่งการจัดให้มีรางระบายน้ำก็เพื่อประโยชน์ในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาล ซึ่งแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่เทศบาลตำบลกมลาไสยซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้ก่อสร้างรางระบายน้ำ จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ทำการแทนเทศบาลตำบลกมลาไสย เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช้ความระมัดระวังในการก่อสร้างโดยใช้รถแบ็กโฮขุดตักดินเพื่อวางรางระบายน้ำเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย การกระทำตามฟ้องจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเทศบาลตำบลกมลาไสยโดยผ่านทางจำเลยทั้งสองเมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ผู้อื่น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชน ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง ซึ่งใช้รถแบ็กโฮขุดตักดินบริเวณขอบถนนโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทำให้กระแทกถูกท่อประปาของโจทก์แตกชำรุดเสียหาย ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลกมลาไสยตามสัญญาจ้างก่อสร้างรางระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กสายพิพัฒน์กมลาเขตก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็มิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง การประปาส่วนภูมิภาค โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภานุกรการก่อสร้าง ที่ ๑ นางวิสาขา ถวิลถึง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภานุกรการก่อสร้าง ที่ 1 กับพวกรวม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2548
#270963
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 คือนอกจากเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา และนำค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่ต้องชดใช้ตามมาตรา 229 มาวางศาลแล้ว จะต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นด้วย จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาแม้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา และไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่ต้องชดใช้มาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาหรือการหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองวางเงินหรือหาประกันภายใน 20 วัน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติและไม่ใช่กรณีที่อาจขออนาถาได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 184379 ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และบ้านเลขที่ 101/37 หมู่ที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาอย่างคนอนาถาพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 2 ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 คือนอกจากเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่ต้องชดใช้ตามมาตรา 229 มาวางศาลแล้ว จะต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นด้วย จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาแม้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาและไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่ต้องชดใช้มาวางศาล ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาหรือการหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองวางเงินหรือหาประกันภายใน 20 วัน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติและไม่ใช่กรณีที่อาจขออนาถาได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 157 ม. 229 ม. 234 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
นางทัศนีย์หรือพัชรีหรือมณีรัตน์ หรือชวนพิศ ทาระพันธ์
จำเลย — หรือคำวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 45/2548
#415646
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สมุย)

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สมุย) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๗ บริษัท เอ็น.แอล.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมการก่อสร้าง ที่ ๒ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลเกาะสมุย จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สมุย) เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๐/๒๕๔๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะกิจการร่วมค้า ให้ทำงานก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย (ท่าเรือเล็กและท่าเรือยอร์ช) ณ บ้านบางรักษ์ หมู่ ๔ ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๒๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๖ โดยต้องทำการก่อสร้างท่าเทียบเรือพร้อมลานเอนกประสงค์ อาคารสำนักงาน จำนวน ๑ หลัง อาคารพักนักท่องเที่ยว จำนวน ๒ หลัง และปรับปรุงภูมิทัศน์และลานจอดรถและติดตั้งไฟแสงสว่างกับระบบไฟฟ้า ตกลงจ่ายค่าจ้างรวม ๙ งวด เป็นเงิน ๒๖,๙๔๗,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ และมีข้อตกลงว่าจำเลยมีสิทธิที่จะสั่งให้โจทก์ทั้งสองทำงานพิเศษ ซึ่งไม่ได้แสดงไว้หรือรวมอยู่ในเอกสารสัญญา รวมทั้ง สั่งให้โจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรูปแบบและข้อกำหนดต่าง ๆ ในสัญญาดังกล่าวด้วย ภายหลังทำสัญญาแล้วมีปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างเกิดขึ้นมากมายอันมิใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสอง กล่าวคือจำเลยไม่ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำการก่อสร้างตามกำหนด จำเลยสั่งให้โจทก์ ทั้งสองหยุดการตอกเสาเข็มโดยอ้างว่าไม่ได้ความลึกตามที่ต้องการ จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดการก่อสร้างโดยอ้างว่าปั้นจั่นซึ่งใช้ในการก่อสร้างกีดขวางการร่อนลงของอากาศยานของสนามบินเกาะสมุย จำเลยเปลี่ยนแบบพื้นโดยมิได้กำหนดราคาใหม่ให้โจทก์ทั้งสอง และแบบที่ใช้ก่อสร้างขัดแย้งกันเอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองขออนุมัติก่อสร้างตามแบบที่ถูกต้อง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือขอให้กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับแบบ กำหนดอัตราและราคาสำหรับงานที่จำเลยสั่งเปลี่ยนพื้นผิดไปจากแบบ และให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก ๖ เดือน นับตั้งแต่มีข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้จำเลยชดใช้เงินสำหรับงานที่โจทก์เตรียมการไปแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เช่นนั้นก็ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงถือว่าสัญญาเลิกกัน เพราะความผิดของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงินรวม ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้มอบพื้นที่ให้โจทก์ทั้งสองโดยถูกต้องแล้ว จำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดตอกเสาเข็มเพียงแต่ให้ตอกเสาเข็มให้ได้ความลึกตามที่กำหนดไว้ในแบบเท่านั้น แบบที่ใช้ก่อสร้างก็มิได้ขัดแย้งกันเอง และการที่จำเลยไม่อนุมัติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบและโครงสร้างนั้นชอบแล้วเพราะโจทก์ทั้งสองขออนุมัติผิดไปจากแบบและโครงสร้างตามสัญญาเดิมมาก อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยในคดีนี้ เป็นสัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะเพื่อประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สมุย) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองก่อสร้างท่าเทียบเรือในคดีนี้ เป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นเอกชน เมื่อมีข้อพิพาท จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันในเรื่องทางแพ่ง ซึ่งต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดว่า สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญา สัมปทาน สัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โจทก์ทั้งสองพิพาทกับจำเลย ตามสัญญาจ้างก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย แต่โดยที่จำเลยมีฐานะเป็นเทศบาลซึ่งเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวที่จำเลยก่อสร้างก็อยู่ในกรอบอำนาจของจำเลย ตามมาตรา ๕๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่าเทียบเรือดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งเพราะเป็นเครื่องมือโดยตรงที่ใช้สำหรับบริการสาธารณะที่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน สัญญาจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค นอกจากนั้น ข้อกำหนดในสัญญาที่กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายปกครองมีอำนาจสั่งให้โจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรูปแบบและข้อกำหนดต่าง ๆ ในสัญญาได้ฝ่ายเดียว ก็เป็นข้อกำหนดที่ให้คู่สัญญาฝ่ายปกครองมีอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งโดยทั่วไป สัญญาจ้างก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมีข้อพิพาทกันตามสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า เทศบาลตำบล เกาะสมุย จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ทำงานก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย (ท่าเรือเล็กและท่าเรือยอร์ช) พร้อมลานเอนกประสงค์ อาคารสำนักงาน จำนวน ๑ หลัง อาคารพักนักท่องเที่ยว จำนวน ๒ หลัง ปรับปรุงภูมิทัศน์และลานจอดรถและติดตั้งไฟแสงสว่างกับระบบไฟฟ้า ตกลงจ่ายค่าจ้างรวม ๙ งวด เป็นเงิน ๒๖,๙๔๗,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ภายหลังทำสัญญาจำเลยไม่ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำการก่อสร้างตามกำหนด จำเลยสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดการตอกเสาเข็มโดยอ้างว่าไม่ได้ความลึกตามที่ต้องการ จำเลยสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดการก่อสร้างโดยอ้างว่าปั้นจั่นซึ่งใช้ในการก่อสร้างกีดขวางการร่อนลงของอากาศยานของสนามบินเกาะสมุย จำเลยเปลี่ยนแบบพื้นโดยมิได้กำหนดราคาใหม่ให้โจทก์ทั้งสอง และแบบที่ใช้ก่อสร้างขัดแย้งกันเอง อันมิใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองขออนุมัติก่อสร้างตามแบบที่ถูกต้อง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือขอให้กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับแบบ กำหนดอัตราและราคาสำหรับงานที่จำเลยสั่งเปลี่ยนพื้นผิดไปจากแบบ และให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก ๖ เดือน นับตั้งแต่มีข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ โดยให้จำเลยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ปฏิบัติตามให้ชดใช้เงินสำหรับงานที่โจทก์เตรียมการไปแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เช่นนั้นก็ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวของจำเลยถือว่าสัญญาเลิกกันเพราะความผิดของจำเลย จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ จำเลยให้การว่า จำเลยได้มอบพื้นที่ให้โจทก์ทั้งสองโดยถูกต้องแล้ว จำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดตอกเสาเข็มเพียงแต่ให้ตอกเสาเข็มให้ได้ความลึกตามที่กำหนดไว้ในแบบเท่านั้น แบบที่ใช้ก่อสร้างก็มิได้ขัดแย้งกันเอง และการที่จำเลยไม่อนุมัติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบและโครงสร้างนั้นชอบแล้วเพราะโจทก์ทั้งสอง ขออนุมัติผิดไปจากแบบและโครงสร้างตามสัญญาเดิมมาก อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย (ท่าเรือเล็กและท่าเรือยอร์ช) ดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย (ท่าเรือเล็กและท่าเรือยอร์ช) เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือ เป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" เทศบาลตำบลเกาะสมุย จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๕๐ และ ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย (ท่าเรือเล็กและท่าเรือยอร์ช) อันเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย ตามมาตรา ๕๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงถือเป็นภารกิจอย่างหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล เห็นว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาพิพาท ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง บริษัท เอ็น.แอล.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฉลิมการก่อสร้าง ที่ ๒ โจทก์ เทศบาลตำบลเกาะสมุย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น.แอล.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — เทศบาลตำบลเกาะสมุย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2548
#415631
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๔/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๕ นายสนิท ทรัพย์มาก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลดอนชมพู ที่ ๑ นายอำเภอโนนสูง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๐/๒๕๔๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่หมู่ที่ ๑๐ ตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่นายบู่ กำบังกาย อดีตกำนันตำบลดอนชมพู ขุดบ่อล้ำเข้ามาในทางสาธารณะซึ่งห่างจากบ้านผู้ฟ้องคดีประมาณ ๑๐๐ กว่าเมตร ทำให้สภาพทางแคบลง ผู้ฟ้องคดีเดินสัญจรไม่สะดวกดังเช่นที่เคย ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้นายบู่ถมที่ดินพิพาทคืนแต่ก็เพิกเฉย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบและสั่งให้นายบู่ถมที่ดินพิพาทคืน แต่ก็ถมไม่เต็มทางและหลักโฉนดที่ดินหายไป ๑ หลัก ผู้ฟ้องคดีขอให้นำเจ้าหน้าที่ที่ดินมารังวัดเขต แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ฟ้องคดีเสียค่าใช้จ่ายแก่เจ้าหน้าที่ที่ดินเอง ผู้ฟ้องคดีได้ไปหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ได้รับแจ้งทำนองเดียวกัน ต่อมานายบู่สร้างรั้วตามแนวที่ถมดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ทำรั้วตามแนวโฉนดที่ดินแต่ก็ไม่ดำเนินการ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือร้องเรียนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบและแก้ไขถมทางสาธารณะให้เหมือนเดิมตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๑ เรื่อยมาหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการแก้ไข จนกระทั่งกลางปี ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีนำสำเนาภาพถ่ายระวางทางสาธารณะที่ได้มาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อตรวจสอบและแก้ไขทางสาธารณะดังกล่าวแต่ไม่ได้รับการแก้ไขเช่นเดียวกัน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตรวจสอบแนวหลักเขต ทำการแก้ไขถมทางให้เต็มพื้นที่ของทางสาธารณะให้เหมือนเดิม สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินไปชี้เขตหาหลักเขตที่หายไปและให้นายบู่ทำรั้วให้ตรงตามโฉนดที่ดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีความยาว ๑๕๒ เมตร ความกว้างโดยเฉลี่ยประมาณ ๔.๗ เมตร บริเวณที่ถูกบุกรุกอยู่ติดกับโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๔๗๑ ของนางเฟื่อง กำบังกาย ภรรยาของนายบู่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ฟ้องคดี เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ และวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ จึงรีบดำเนินการประสานงานกับเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอโนนสูง และมีหนังสือ ที่ นม ๗๕๙๐๑/๒๓๗ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้มอบหมายให้เจ้าพนักงานที่ดินไปดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องเรียน โดยไปรังวัดเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ ปรากฏว่ามีการทำรั้วรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์เป็นระยะทางยาว ๖๕ เมตร กว้างโดยเฉลี่ยประมาณ ๒.๕ เมตร และ มีบ่อน้ำรุกล้ำประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๒๐ เมตร ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งให้นางเฟื่องและนายบู่ทราบว่าได้ทำรั้วบุกรุกทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งนางเฟื่องและนายบู่แจ้งว่าเพิ่งทราบว่ามีการบุกรุกและรับว่าจะปรับสภาพรั้วกับบ่อน้ำให้ตรงกับความเป็นจริงภายใน ๓๐ วัน โดยมีการถมดินพอสมควรแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยได้รับการร้องเรียนหรือรับสำเนาภาพถ่ายระวางทางสาธารณะตามที่ผู้ฟ้องคดี กล่าวอ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ละเลยเพิกเฉย หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เมื่อได้รับหนังสือร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีก็รีบดำเนินการแก้ไขทันทีและได้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อให้นางเฟื่องและนายบู่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว เมื่อปรากฏว่านางเฟื่องและนายบู่มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ร่วมกันร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ตามสำเนาหนังสือที่ว่าการอำเภอโนนสูง ที่ นม ๑๐๑๘/๑๖๐๘ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๖ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติราชการในปี ๒๕๔๑ ได้ดำเนินการตรวจสอบและสั่งให้นายบู่ถมที่ดินคืน แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ยังถมดินไม่เต็มและอ้างว่ามีผู้ขุดเอาหลักเขตโฉนดที่ดินสูญหายไป ๑ หลัก ส่วนการตรวจสอบแนวเขตที่ดินต้องดำเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน ต้องเสียค่าธรรมเนียม นัดวัน จัดเวลาการนัดตามระบบซึ่งล่าช้าบ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้เพิกเฉย ได้จัดสรรเงินงบประมาณของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอรังวัดตรวจสอบแนวเขต ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าถมดินไม่เต็มพื้นที่หรือทางเดินนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการแล้วโดยขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอโนนสูง ไปทำการรังวัดตรวจสอบเขตที่ดิน ปรากฏว่าโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๔๗๑ ของนางเฟื่องแนวรั้วไม่ตรงตามหลักฐานการรังวัดโดยรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งนางเฟื่องมิได้ดำเนินการถมที่ดินให้เป็นดังเดิม ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขัดแย้งกับความจริง เพราะเหตุว่าตั้งแต่นางเฟื่องและนายบู่สัญญาว่าจะดำเนินการถมดิน ปรับสภาพรั้วและบ่อน้ำให้ตรงกับความเป็นจริงภายใน ๓๐ วัน ที่ดินดังกล่าวยังมิได้แก้ไขให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ และการที่นางเฟื่องและนายบู่ ไม่พอใจการชี้แนวเขตจึงถอนหลักเขตไปฝังที่ใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังเพิกเฉยไม่เอาผิดกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ควรจะดำเนินการตามกฎหมายแต่ก็ยังมิได้ดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง จึงเป็นการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้ฟ้องคดียื่นคำแถลงต่อศาลว่า มีการทำรั้วให้แล้วยังไม่ตรงตามเขตโฉนดที่ดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านคำแถลงของผู้ฟ้องคดีว่า การสร้างรั้วได้ก่อสร้างตามแนวเขตที่ถูกต้องตามที่เจ้าหน้าที่ที่ดินได้ชี้แนวเขตทางสาธารณประโยชน์แล้ว ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบด้วยและยอมรับในแนวเขตดังกล่าว และจะดำเนินการถอนฟ้องต่อไป

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตรวจสอบแนวหลักเขต ให้เจ้าหน้าที่ที่ดินไปชี้เขตหาหลักเขตที่หายไป ให้ทำการแก้ไขถมทางให้เต็มพื้นที่ทางสาธารณะประโยชน์เหมือนเดิม และให้นายบู่ทำรั้วให้ตรงโฉนดที่ดิน ระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ทำการตรวจสอบแนวเขตโฉนดที่ดินของนายบู่และนางเฟื่อง รวมทั้งแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอโนนสูงเพื่อดำเนินคดีกับนายบู่และนางเฟื่อง ซึ่งต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำแถลงต่อศาลว่ารั้วที่นายบู่และนางเฟื่องทำยังไม่ตรงตามแนวเขตโฉนดที่ดิน อันเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ดำเนินการตามที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อันมิใช่คำขอให้ศาลมีคำบังคับในเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายบู่และนางเฟื่อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านคำแถลงของผู้ฟ้องคดีว่า การสร้างรั้วได้ทำการก่อสร้างตามแนวเขตที่ถูกต้องตามที่เจ้าหน้าที่ที่ดินได้ชี้แนวเขตทางสาธารณประโยชน์แล้ว ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ที่ดินพิพาทที่นายบู่และนางเฟื่องขุดบ่อน้ำ ถมดินและก่อสร้างรั้วเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง หรือเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของนายบู่และนางเฟื่องตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๙/๒๕๔๗

ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เป็นเหตุให้นายบู่และนางเฟื่อง บุกรุกทำลายทางสาธารณประโยชน์ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องเรียนให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบแล้ว แต่มิได้รีบดำเนินการกับผู้บุกรุกหรือดำเนินการกับผู้บุกรุกล่าช้าทำให้ทางสาธารณประโยชน์เสียหาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่านายบู่และนางเฟื่อง ทำรั้วไม่ตรงตามแนวเขตโฉนดที่ดินนั้น เห็นว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ไปรังวัดสอบเขตและชี้แนวเขตทางสาธารณะแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของนางเฟื่อง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นราษฎรหมู่ที่ ๑๐ ตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลดอนชมพู ที่ ๑ นายอำเภอโนนสูงที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า นางเฟื่องภริยานายบู่เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดติดกับทางสาธารณะ ต่อมานายบู่ ขุดดิน สระน้ำ และสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะที่พิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางสาธารณะดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไปร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลทางสาธารณะให้ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดิน ภายหลังจากยื่นฟ้องคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้เจ้าพนักงานที่ดินไปดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้วและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ปรากฏว่าแนวรั้วและสระน้ำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ นางเฟื่องและนายบู่ไม่พอใจการรังวัดดังกล่าว มิได้ดำเนินการแก้ไขแนวรั้วและสระน้ำให้ถูกต้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เพิกเฉยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายกับนางเฟื่องและนายบู่แต่อย่างใด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตรวจสอบแนวหลักเขต ให้เจ้าหน้าที่ที่ดินไปชี้เขตหาหลักเขตที่หายไป ให้ทำการแก้ไขถมทางให้เต็มพื้นที่ทางสาธารณะเหมือนเดิม และให้นายบู่ทำรั้วให้ตรงโฉนดที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า เมื่อได้รับหนังสือร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีจึงตั้งเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้วปรากฏว่ามีการรุกล้ำทางสาธารณะ ทั้งนางเฟื่องและนายบู่ก็ยอมรับว่ารุกล้ำและจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่บุคคลทั้งสองก็มิได้ดำเนินการแก้ไขผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงดำเนินการตามกฎหมาย มิได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ขอให้ยกฟ้อง ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีผู้รุกล้ำทางสาธารณะเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาทางสาธารณะให้ไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้รุกล้ำ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ให้การต่อสู้คดีว่ามีการรุกล้ำทางสาธารณะจริงและผู้รุกล้ำก็ยินยอมที่จะปรับสภาพทางสาธารณะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการอยู่ ดังนั้นตามคำฟ้องและคำให้การต่างก็รับกันว่า มีผู้รุกล้ำทางสาธารณะและผู้รุกล้ำก็ยอมรับว่าได้รุกล้ำทางสาธารณะจริง เห็นว่าคดีนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสนิท ทรัพย์มาก ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลดอนชมพู ที่ ๑ นายอำเภอโนนสูง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสนิท ทรัพย์มาก
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลดอนชมพู ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2548
#415630
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๓/๒๕๔๘

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดแพร่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายชาญวิทย์ พรหมสุรินทร์ ที่ ๑ นายโกวิท พรหมสุรินทร์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๙/๒๕๔๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ข้าราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๔ สังกัดวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตากทำสัญญากับผู้ฟ้องคดี เพื่อไปศึกษาต่อภายในประเทศระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีกำหนดเวลา ๒ ปี ๑ ภาคการศึกษา ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน สัญญาดังกล่าวมีข้อสัญญาว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการตามที่ราชการเห็นสมควรทันทีเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา ถ้าผิดสัญญาจะต้องชดใช้คืนเงินเดือน เงินเพิ่ม หรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ได้รับไปจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาต่อ โดยลดลงตามส่วนของระยะเวลาที่กลับเข้าปฏิบัติราชการ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องจ่ายเบี้ยปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีอีกเป็นจำนวนสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืน โดยจะต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีจนครบถ้วนภายในกำหนดสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้ฟ้องคดี หากไม่ชำระหรือชำระให้แต่ไม่ครบจะต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ยังไม่ได้ชำระในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับจากวันถัดจากวันครบกำหนดดังกล่าวจนกว่าจะชำระครบถ้วนอีกด้วย เมื่อครบกำหนดตามสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องสำเร็จการศึกษาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ขออนุญาตขยายระยะเวลาการศึกษากับผู้ฟ้องคดีออกไปอีกหลายครั้งเนื่องจากยังไม่สำเร็จการศึกษา โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติและรับผิดตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เช่นเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อนุญาตตามคำขอ ต่อมาเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำเร็จการศึกษา ผู้ฟ้องคดีจึงแต่งตั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้ารับราชการ ณ สังกัดเดิมตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ แต่หลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้ารับราชการแล้วได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยขาดราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร อ.ก.ค. กรมอาชีวศึกษาจึงมีมติให้ไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงมีคำสั่งไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในขณะที่รับราชการจนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ อันเป็นระยะเวลาก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะปฏิบัติราชการครบกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ลาศึกษาต่อเป็นการผิดสัญญาลาศึกษาต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับไว้ทั้งหมดจากทางราชการระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อโดยลดลงตามส่วนระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้ารับราชการคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมเบี้ยปรับอีกจำนวนสองเท่ารวมเป็นเงิน ๑,๑๙๙,๕๘๑.๕๓ บาท และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับภายหลังได้รับแต่งตั้งให้เข้ารับราชการในช่วงที่ขาดราชการและหลังจากที่ถูกไล่ออกจากราชการคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีอีกเป็นจำนวน ๕๒,๖๗๘.๑๐ บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องชดใช้คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีรวมเป็นเงิน ๑,๒๕๒,๒๕๙.๖๓ บาท ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน ๑,๓๒๕,๘๑๔.๘๖ บาท โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดชดใช้ให้ไม่เกิน ๑,๒๗๑,๕๕๖.๔๒ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงิน ๑,๑๙๙,๕๘๑.๕๓ บาท และร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๕๒,๖๗๘.๑๐ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงิน ๑,๑๙๙,๕๘๑.๕๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องมารวม ๒ ข้อหา ข้อหาที่หนึ่งฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองผิดสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติและสัญญาค้ำประกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินเป็นค่าเงินเดือน เบี้ยปรับ พร้อมดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระหนี้ ข้อหาที่สองฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับเงินเดือนไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ จนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขาดราชการและถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับไประหว่างที่ขาดราชการและภายหลังที่ถูกไล่ออกจากราชการคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕๒,๖๗๘.๑๐ บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าคำฟ้องในข้อหาที่สองอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งหรือไม่ ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินเดือนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ แต่ผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ กรณีละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๕๒,๖๗๘.๑๐ บาท การจ่ายเงินเดือนของผู้ฟ้องคดีในห้วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายให้สำหรับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้าปฏิบัติราชการในสังกัดผู้ฟ้องคดี มิใช่การจ่ายให้ในระหว่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลาไปศึกษาต่อ กรณีจึงมิใช่ความรับผิดตามสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาต่อในประเทศภาคปกติ ข้อหานี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ ที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินดังกล่าวก็เป็นการเรียกคืนจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับเงินเดือนไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เข้าลักษณะเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่คดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มิได้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณาได้

ศาลจังหวัดแพร่เห็นว่า แม้การจ่ายเงินเดือนของผู้ฟ้องคดีในห้วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นการจ่ายให้สำหรับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้ามาปฏิบัติราชการในสังกัดผู้ฟ้องคดี มิใช่การจ่ายให้ในระหว่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลาไปศึกษาต่อ และมิใช่เป็นความรับผิดระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องคืนเงินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้นจำต้องพิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นว่า คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกันซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ดังนั้น คดีพิพาทที่จำต้องวินิจฉัยในคดีนี้ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดผู้ฟ้องคดีและเป็นคู่สัญญากับผู้ฟ้องคดีในสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำผิดสัญญาเนื่องจากรับราชการไม่ครบกำหนดตามสัญญาเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงขณะรับราชการภายหลังสำเร็จการศึกษาจนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากราชการ กับฟ้องเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินเดือนที่ได้รับภายหลังกลับเข้ารับราชการในช่วงที่ขาดราชการและหลังจากที่ถูกไล่ออกจากราชการคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นสอดคล้องกันในข้อหาแรกว่า คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อหาที่ผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งคืนเงินเดือนที่รับไปโดยไม่มีสิทธิว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกันซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำของฝ่ายปกครอง

ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับเงินเดือนจากทางราชการไปโดยไม่มีสิทธิ เนื่องจากภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำเร็จการศึกษาและได้รับแต่งตั้งให้เข้ารับราชการแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินเดือนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ แต่ผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งที่ ๑๔๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ กรณีละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินเดือนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิในช่วงที่ขาดราชการและหลังจากที่ถูกไล่ออกจากราชการคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดี จึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการ ซึ่งในการวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องคืนเงินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาคำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกจากราชการ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พ้นจากสถานภาพเป็นข้าราชการนับแต่วันที่ระบุในคำสั่ง ทำให้ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินเดือน คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีในภายหลังแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย จึงเป็นคดีพิพาทอันสืบเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ทั้งเป็นคดีพิพาทที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในข้อหาแรกซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้ฟ้องคดี

นายชาญวิทย์ พรหมสุรินทร์ ที่ ๑ นายโกวิท พรหมสุรินทร์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายชาญวิทย์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2548
#415629
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๒/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงดุสิต

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกัน ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๘ นายวิจิตร นีละไพจิตร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานสลาก กินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อสลากงวดวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ แบบเลขท้าย ๒ ตัว หมายเลข ๙๗ และ ๗๙ ล่างและบน ฉบับละ ๑๐๐ บาท จำนวน ๔ ฉบับ จากคนเดินจำหน่ายของตัวแทนจำหน่ายรหัสหมายเลข ๑๓๑๖๙๒ ที่หน้าตลาดศรีย่าน โดยผู้ฟ้องคดีได้ถูกรางวัลเลขท้าย ๒ ตัวบนหมายเลข ๙๗ จำนวน ๑๐๐ บาท ซึ่งจะได้รับเงิน จำนวน ๖,๕๐๐ บาท แต่เนื่องจากสลากหาย ผู้ฟ้องคดีจึงได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสามเสน เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๗ และไปติดต่อขอรับเงินรางวัลจากตัวแทนจำหน่ายที่ขายสลากให้กับผู้ฟ้องคดีและจำได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซื้อสลากไปจริง แต่ผู้แทนจำหน่ายดังกล่าวไม่ยอมจ่ายเงินให้โดยอ้างว่าจะต้องให้มีการยืนยันจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อนและเมื่อมาขอคำยืนยันก็ได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า เป็นระเบียบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ห้ามมิให้ผู้แทนจำหน่ายจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่ไม่มีสลากมาแสดง ผู้ฟ้องคดีจึงได้ทำหนังสือลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอรับเงินรางวัล แต่ได้รับการปฏิเสธโดยอ้างว่า มีประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ข้อ ๖ และฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ข้อ ๔ ประกอบกับเงื่อนไขการรับเงินรางวัลด้านหลังสลากประจำงวดวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ ข้อ ๑ และ ข้อ ๔ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ซื้อสลากจะต้องนำสลากส่วนที่ ๒ สำหรับผู้ซื้อไปขอรับเงินรางวัลกับผู้แทนจำหน่ายที่จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อและเงินรางวัลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือสลากต้นฉบับที่ถูกรางวัลเท่านั้น จึงไม่สามารถนำหลักฐานหรือเอกสารอื่นใดนอกจากฉบับสลากส่วนผู้ซื้อมาแสดงเป็นหลักฐานการขอรับเงินรางวัล เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดมาแสดงประกอบเรื่องดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีระเบียบว่าด้วยการอายัดสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว จึงไม่อาจอายัดสลากที่ผู้ร้องเรียนอ้างว่าได้ทำสูญหายได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่จ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างประกาศดังกล่าวนั้น ไม่เป็นธรรมและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากเป็นประกาศที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยปรากฏหลักฐานการซื้อของผู้ฟ้องคดีอยู่ที่ต้นขั้วของผู้แทนจำหน่ายและข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ยืนยันการจำหน่ายของผู้แทนคนนั้นว่า มีเลขที่ผู้ฟ้องคดีซื้อปรากฏอยู่ การไม่ยอมจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ฟ้องคดีหรือมีการกำหนดข้อห้ามมิให้จ่ายเงินรางวัลจึงไม่เป็นธรรม และผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาด้วยโดยได้รับคำตอบเป็นข้อเสนอแนะถึงการดำเนินการปรับปรุงการขอรับเงินรางวัลแบบเลขท้าย ๒ ตัว และ ๓ ตัว ซึ่งได้รับเงินรางวัลไม่สูงนัก หากทำสลากสูญหายแล้วแต่มีพยานเอกสารหลักฐานหรือพยานอื่นใด ที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความเป็นเจ้าของสลากรางวัลอย่างแน่แท้แล้วหากไม่มีผู้ใดคัดค้านภายในเงื่อนไขของระยะเวลาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาจ่ายเงินรางวัลให้โดยไม่จำเป็นต้องให้มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดมาแสดงก็ได้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและเพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของประชาชนโดยไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินควรที่จะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้สามารถรับเงินรางวัลกรณีสลากสูญหายได้ตามระเบียบนั้น จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชำระเงินรางวัลให้แก่ผู้ฟ้องคดี รวมเป็นเงิน ๖,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เพิกถอนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๖ และฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๔

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การไม่จ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ดำเนินการโดยอาศัยประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๘๘/๒๕๔๖ ข้อ ๖ ซึ่งจะจ่ายเงินรางวัลหรือเงินรางวัลพิเศษให้แก่ผู้ถือสลากส่วนที่สองสำหรับผู้ซื้อที่ถูกรางวัลนำมาขอรับเท่านั้น แม้การสูญหายเสียหายหรือเกิดจากความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำของผู้แทนจำหน่ายและ/หรือผู้เดินจำหน่าย สำนักงานฯ ก็ไม่ต้องรับผิด และประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ข้อ ๔ หากเป็นกรณีที่สลากสูญหาย ไม่ว่ากรณีใด ๆ อันไม่อาจนำต้นฉบับสลากมาแสดงถึงการถูกรางวัลและขอรับเงิน อันมิใช่ความผิดของสำนักงานฯ ก็จะไม่จ่ายเงินรางวัลให้เช่นกัน แม้จะอ้างว่ามีหลักฐานอื่นหรือรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายมาอ้างอิงประกอบก็ตาม เว้นแต่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดง จึงเป็นการกระทำโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะดำเนินการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ต้องมีการขออนุญาตเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน ดังนั้น ประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๘๘/๒๕๔๖ ข้อ ๖ และที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ข้อ ๔ เป็นเงื่อนไขในการจำหน่าย และการจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ถูกรางวัลตามที่ขออนุญาตเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเท่านั้น ประกาศดังกล่าวมิใช่เป็นการใช้อำนาจของรัฐทางปกครองที่มุ่งประสงค์ให้กำหนดผลทางกฎหมายและมิใช่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎหรือคำสั่งทางปกครอง และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้เนื่องจากเป็นการผิดเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งโดยนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ว่าด้วยหนี้ มาใช้บังคับ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มีผลผูกพันระหว่างคู่สัญญาตามมาตรา ๘๕๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเลขท้าย ๒ ตัว จำนวน ๖,๕๐๐ บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปฏิเสธการจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๖ ฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๔ นั้น จึงเป็นข้อพิพาทกันตามสัญญาดังกล่าว และสัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับ การที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิด อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงดุสิตพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๖ และประกาศฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๔ กรณีผู้ถูกสลากทำต้นฉบับสลากสูญหายสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะไม่จ่ายเงินรางวัลให้เว้นแต่จะมีคำพิพากษาศาลอันถึงที่สุดมาแสดง และขอให้ชำระเงินรางวัล แม้ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินตามคำฟ้องก็ตาม ก็ไม่สมดังเจตนาของผู้ฟ้องคดีเพราะไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว โดยที่ประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวออกโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายในกำกับกระทรวงการคลังจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ และออกประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวเพื่อใช้บังคับกับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปเพื่อบังคับให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ออกสลากหารายได้ให้รัฐ ประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิใช่ใช้เฉพาะรายและผู้ฟ้องคดีฟ้องกล่าวหาว่าประกาศดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่ชอบธรรมสำหรับประชาชนทั่วไปที่ผลักภาระการพิสูจน์ให้ผู้ทำสลากถูกรางวัลหายต้องฟ้องคดีทุกราย หากผลการพิจารณาคดีปกครองได้ความว่า คำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับทั่วไปดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่สภาพบังคับของคำสั่งก่อให้เกิดความไม่ชอบธรรมสำหรับประชาชนที่ถูกสลากรางวัลจำนวนน้อย ๆ แล้วทำสลากหาย ต้องดิ้นรนฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดซึ่งต้องใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เมื่อเปรียบเทียบกับเงินรางวัลที่จะได้รับแล้วไม่คุ้มค่า จึงไม่ไปรับเงินรางวัลภายใน ๒ ปี ในที่สุดเงินนั้นก็ตกเป็นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน เมื่อคำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปดังกล่าวเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ซื้อสลาก จึงต้องเพิกถอนคำสั่งนั้นเสียและให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกประกาศใหม่ กำหนดวิธีขาย การทำพยานหลักฐานไว้ล่วงหน้าที่เหมาะสม วิธีการพิสูจน์สิทธิหาเจ้าของสลากที่แท้จริงเมื่อสลากหาย โดยกำหนดให้ผู้ถูกรางวัลจำนวนเงินน้อย ๆ ที่ทำสลากหายและผ่านการพิสูจน์ตามวิธีการที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดแล้วขอรับเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้โดยตรง ไม่จำต้องไปฟ้องศาลรอคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดงเว้นแต่กรณีรางวัลใหญ่ ๆ เงินจำนวนมาก ๆ หรือเหตุพิเศษเท่านั้นที่ต้องฟ้องศาล ผลของคำพิพากษาศาลปกครองที่เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับทั่วไปดังกล่าวจะมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีนี้ได้รับเงินจำนวน ๖,๕๐๐ บาท ตามระเบียบที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดใหม่อัตโนมัติ ผู้มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้คือศาลปกครองมิใช่ศาลยุติธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) เมื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครองแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์เป็นการทั่วไปเพราะคำพิพากษาของศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองมีผลใช้บังคับทั่วไปเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร ไม่ต้องผลักภาระให้ประชาชนที่ทำสลากถูกรางวัลหายและเงินรางวัลจำนวนน้อย ๆ ต้องมาฟ้องศาลขอรับเงินรางวัลทุกรายไปไม่มีที่สิ้นสุดเพราะคำพิพากษาของศาลยุติธรรมมีผลใช้เฉพาะคู่ความที่มาฟ้องคดีเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกคดี ส่วนคำขอรับเงินรางวัลจำนวน ๖,๕๐๐ บาทนั้น เมื่อการได้รับเงินรางวัลล่าช้าเกิดจากผลของคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวศาลปกครองมีคำพิพากษาให้จ่ายเงินดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดี ซื้อสลากเลขท้าย ๒ ตัว ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ งวดวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ และถูกรางวัลจำนวน ๖,๕๐๐ บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปฏิเสธการจ่ายเงินรางวัลเนื่องจากตนทำสลากสูญหาย โดยอ้างประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๖ และฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๔ ซึ่งเป็นกรณีผู้ถูกสลากทำต้นฉบับสลากสูญหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะไม่จ่ายเงินรางวัลให้ เว้นแต่จะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดมาแสดง ทั้งที่มีรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายมาอ้างอิงประกอบก็ตาม จึงฟ้องขอให้ชำระเงินรางวัล และให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทั้งสองฉบับในส่วนของข้อ ๖ และข้อ ๔ ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การไม่จ่ายเงินรางวัลให้เป็นไปตามประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เป็นการกระทำโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะใด เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดการโรงพิมพ์อันเป็นอุปกรณ์ในการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือพิมพ์สิ่งพิมพ์อื่นที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ และกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่จำหน่ายสลากและจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ถูกรางวัล การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงซื้อสลากดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขาย

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ลักษณะของสัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ส่วนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๖ และประกาศฉบับที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๔ ที่กำหนดให้ผู้ถูกสลากที่ทำต้นฉบับสลากสูญหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะไม่จ่ายเงินรางวัลให้เว้นแต่จะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดมาแสดงนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายสลากระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีถูกรางวัลจากการซื้อสลากของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิเสธการจ่ายเงินรางวัลเพราะขัดกับระเบียบดังกล่าวอันเนื่องมาจากสลากสูญหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่างนายวิจิตร นีละไพจิตร ผู้ฟ้องคดี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวิจิตร นีละไพจิตร
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2548
#415627
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ นางสังวาลย์ นันทขว้าง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๒๕/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิมพ์ นันทขว้าง ซึ่งถือสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๘๒, ๑๖๘๓, ๑๖๘๔, ๑๖๘๕, ๑๖๘๖, และ ๑๖๘๗ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เอกสารสิทธิดังกล่าวออกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และไม่มีผู้ใดคัดค้านการออกเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีอยู่ในท้องที่ ๓ ตำบลคือ ตำบลท่าตุ้ม ตำบลน้ำดิบ และตำบลนครเจดีย์ เดิมยังไม่มีตำบลนครเจดีย์ที่ดินพิพาทอยู่ในตำบลมะกอก และอาศัยเขตหนอง ลำห้วย เป็นการแบ่งแนวเขตไม่ได้ใช้แนวถนนเป็นแนวเขตเช่นปัจจุบัน ต่อมามีกลุ่มเอ็นจีโอ ชาวบ้าน และนักวิชาการบุกรุกเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน

ดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่ง ที่ ๑๐๑๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๗ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทั้ง ๖ แปลงดังกล่าว เนื่องจากได้นำ ส.ค. ๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก (ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ ๔ ตำบลนครเจดีย์) ซึ่งเป็นหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลนครเจดีย์ (เดิมเป็นหมู่ที่ ๘ ตำบลน้ำดิบ) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีอ้างว่ายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากไม่มีการกล่าวอ้างขึ้นวินิจฉัยมาก่อน และผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั้ง ๖ แปลงของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดิน น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๖ แปลงของผู้ฟ้องคดี ออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แต่ในการรังวัดและประกาศการออก น.ส. ๓ ก. ระบุว่าที่ดินทั้ง ๖ แปลงตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลนครเจดีย์ ซึ่งนายวิชัย เปียชาติ กำนันตำบลนครเจดีย์ยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุว่าที่ดินตั้งอยู่ หมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก ปัจจุบันตำบลมะกอกได้แยกออกเป็นตำบลนครเจดีย์จึงทำให้ที่ดินทั้ง ๖ แปลง อยู่ในเขตนครเจดีย์ แต่จากประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๑๙ ปรากฏว่าหมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก ปัจจุบันคือหมู่ที่ ๔ ตำบลนครเจดีย์ (ส่วนหมู่ที่ ๓ ตำบลนครเจดีย์โอนมาจากหมู่ที่ ๘ ตำบลน้ำดิบ) ตำแหน่งที่ตั้งหมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก และหมู่ที่ ๓ ตำบลนครเจดีย์ อยู่ห่างกันและไม่เคยเป็นตำบลเดียวกันมาก่อนแล้วมาแยกในภายหลังแต่อย่างใด จึงเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ไม่ตรงกับตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทราบคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๗ และอุทธรณ์เป็นหนังสือลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๗ ส่งถึงกรมที่ดิน เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกิน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑๐๑๘/๒๕๔๗ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั้ง ๖ แปลงของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและขอให้เพิกถอน ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินตามเอกสาร น.ส. ๓ ก. ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่เป็นที่ดินเดียวกันกับที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ใช้ในการออก น.ส. ๓ ก. หรือไม่ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖๑/๒๕๔๗

ศาลจังหวัดลำพูนเห็นว่า ประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและกล่าวอ้าง สืบเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งที่ ๑๐๑๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๗ ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๖ แปลงของผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยมิชอบ เพราะอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ไม่ตรงตามตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คัดค้านต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีและปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นเกินกำหนดและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่เกิดจากการกระทำที่มิชอบ มิได้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง จึงฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว ดังนี้ ประเด็นการโต้แย้งอยู่ที่คำสั่งเพิกถอนเอกสาร น.ส. ๓ ก. ที่พิพาทของเจ้าพนักงานผู้ถูกฟ้องคดีที่ได้กระทำต่อผู้ฟ้องคดีว่าเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีต่างมีข้อโต้แย้งกัน และเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่กระทำไปและถูกผู้ฟ้องคดีคัดค้านว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่ชอบไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการ เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้รับรู้และตรวจสอบ ทั้งเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานที่มีส่วนได้เสียแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีต่อสู้ว่า เหตุแห่งการเพิกถอนเอกสาร น.ส. ๓ ก. พิพาทนั้น เนื่องจากการได้มาของเอกสารดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า ส.ค. ๑ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ไม่ตรงตามตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินตามหลักฐานทางปกครองและถึงแม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่พิพาทอยู่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะไม่เพิกถอน อันแสดงให้เห็นถึงประเด็นที่โต้เถียงกันว่ากระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีไม่มีประเด็นข้อโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่จริงหรือไม่อย่างไร ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๑/๒๕๔๗ คดีนี้ไม่จำต้องพิสูจน์ถึงสิทธิการครอบครองและที่ตั้งของทรัพย์พิพาท แต่ประการใด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย มิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิมพ์ นันทขว้าง ทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๘๒, ๑๖๘๓, ๑๖๘๔, ๑๖๘๕, ๑๖๘๖, และ ๑๖๘๗ รวมหกแปลง ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ออกโดยอาศัยหลักฐานสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) โดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่ง ที่ ๑๐๑๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๗ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว อ้างว่าผู้ที่ออก น.ส. ๓ ก. สำหรับที่ดินทั้งหกแปลงนี้ได้นำ ส.ค. ๑ ซึ่งเป็นหลักฐานสำหรับการออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้พิจารณาหลักฐาน ข้อเท็จจริงและประวัติความเป็นมาโดยถูกต้อง ทั้งเป็นการกระทำของบุคคลคนเดียวกันซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่อาจรับรู้ได้ว่าถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่รับอุทธรณ์อ้างว่ายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลา ๑๕ วันตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั้งหกแปลงดังกล่าว ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งหกแปลงที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แต่ปรากฏว่าในการรังวัดและประกาศการออก น.ส. ๓ ก. ระบุว่าที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จึงเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ไม่ตรงกับตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน คำสั่งให้เพิกถอนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นแม้คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจะอ้างถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีและโต้แย้งว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคสอง ให้สิทธิฝ่ายที่ไม่พอใจในการสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินไปฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยไม่ได้กำหนดขั้นตอนว่าจะต้องมีการอุทธรณ์คำสั่งก่อนฟ้อง เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งคดีนี้คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นสำคัญ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสังวาลย์ นันทขว้าง ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสังวาลย์ นันทขว้าง
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2548
#415628
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๐/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๔ นางพยอม พุ่มมะปราง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีสาขาเดิมบางนางบวช ที่ ๑ นายอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นคดีของศาลปกครองกลางหมายเลขดำที่ ๒๕๔๐/๒๕๔๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ๑ งาน ๙ ตารางวา โดยซื้อมาจากนายเฟื้อง นาเอก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ในวันรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์และนำชี้รังวัดเป็น คลองสาธารณประโยชน์ และต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งปฏิเสธไม่ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแต่รับฟังเพียงคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และไม่เรียกผู้ฟ้องคดีมาทำการสอบสวนหรือให้โอกาสแสดงหลักฐานหรือเอกสาร ทั้งไม่เรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่งรายงานการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะอ้างได้ว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นคลองสาธารณประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เป็นที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๗ อีกทั้งที่ดินบริเวณโดยรอบได้มีการออก น.ส. ๓ ในที่ดินแล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ขอให้ศาลเพิกถอนคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีออกโฉนดที่ดิน และให้ดำเนินการเพื่อการออกโฉนดที่ดินตามกฎหมายต่อไป

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) หมวด ๓ ข้อ ๑๔ (๑) ที่ห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินในที่ดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๑๑๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๐ และที่ มท ๐๗๑๙/ว ๕๒๕ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เรื่อง ให้สอบผู้ปกครองท้องที่ก่อนออกโฉนดที่ดินที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งนายอำเภอท้องที่หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอออกไปร่วมเป็นพยานและตรวจสอบที่ดินที่ขอออกโฉนดว่าเป็นที่สงวนหวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์อย่างใดหรือไม่ รวมทั้งได้ตรวจสอบการครอบครองทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีด้วยแล้ว นอกจากนี้ เหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบเป็นไปเนื่องจากไม่มีกรณีต้องดำเนินการเพราะการสอบสวนเปรียบเทียบต้องกระทำภายหลังที่ได้ประกาศแจกโฉนดที่ดินครบกำหนด ๓๐ วันแล้ว แต่กรณีนี้ยังไม่มีการประกาศแจกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ทั้งผู้ขอ (ผู้ฟ้องคดี) ได้ขอให้เจ้าหน้าที่รอเรื่องไว้เพื่อไปตรวจสอบกับอำเภอก่อน อนึ่ง ในส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินนั้นเป็นความเข้าใจผิดและไม่ทราบข้อเท็จจริงของผู้ฟ้องคดี เพราะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอแต่ได้สั่งให้รอเรื่องไว้ก่อนจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะได้ฟ้องคดีต่อศาลและเมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ได้กระทำการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว กล่าวคือ เมื่อมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการฯ แจ้งผลการตรวจสอบว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ในระหว่างพิจารณาศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เนื่องจากมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทและได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยเห็นว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี แม้คดีนี้มีประเด็นพิพาทที่ศาลจะต้องพิจารณาพิพากษาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งปฏิเสธไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างเหตุผลข้อกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปกครองดูแลรักษา จึงเป็นกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงรับคดีนี้ไว้พิจารณา แต่ต่อมาได้ปรากฏคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๙/๒๕๔๗ ที่ ๔๐/๒๕๔๗ ที่ ๔๑/๒๕๔๗ ที่ ๔๒/๒๕๔๗ ที่ ๔๓/๒๕๔๗ และที่ ๔๔/๒๕๔๗ โดยกรณีพิพาททำนองเดียวกันนี้ ในการพิจารณาคดีของศาลคงมีประเด็นต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดศาลจะต้องพิพากษาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และมาตรา ๗๒ (๑) บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ และประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะต้องนำมาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้นั้น กฎหมายทั้งสองฉบับต่างบัญญัติขึ้นก่อนที่จะมีศาลปกครอง บทบัญญัติในกฎหมายทั้งสองฉบับต่างบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเอกชนและสาธารณประโยชน์ไว้ เช่น มาตรา ๑๓๐๖ และมาตรา ๑๓๐๗ บัญญัติให้สาธารณสมบัติของแผ่นดินมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินของเอกชน เป็นต้น ในกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ไม่มีข้อความตอนใดระบุถึงเขตศาลที่จะฟ้องคดีไว้ ดังนั้น การที่จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสองปรับแก่คดีไม่เป็นเหตุให้คดีนี้ต้องพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม การที่จะต้องพิจารณาเขตอำนาจศาลย่อมต้องพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ซึ่งทั้งสองมาตราไม่ได้บัญญัติให้พิจารณาถึงอำนาจศาลที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี แต่ได้บัญญัติถึงอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งคดี ดังนั้น การพิจารณาเขตอำนาจศาลจึงไม่อาจพิจารณาเป็นรายประเด็นในเนื้อหาของคดี แต่จะต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำขอบังคับ เช่น ถ้าเป็นคำขอให้ลงโทษทางอาญาแก่บุคคล เพราะผู้นั้นฝ่าฝืนอนุบัญญัติที่ออกตามกฎหมาย แม้จำเลยจะต่อสู้คดีว่า อนุบัญญัตินั้นออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลซึ่งมีอำนาจในคดีอาญา (ซึ่งก็คือศาลยุติธรรม) ย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ทั้งคดีโดยวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของอนุบัญญัตินั้นก่อนแล้ว จึงพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะต้องรับโทษเพียงใด กล่าวคือ ศาลทุกศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกข้อที่ปรากฏในคดีตราบเท่าที่การวินิจฉัยนั้นเป็นการจำเป็นเพื่อนำไปสู่การพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของตนให้เสร็จไปทั้งคดี เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิว่าที่ดินเป็นของตน แต่ฟ้องเฉพาะให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีโดยโต้แย้งว่า คำสั่งของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะคำสั่งดังกล่าวมีเหตุมาจากการวินิจฉัยสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีผิดพลาด คำฟ้องดังกล่าวจึงมีลักษณะครบถ้วนตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์และนำชี้รังวัดเป็นคลองสาธารณประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งปฏิเสธไม่ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำที่

ไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบทั้งรับฟังแต่เพียงคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และไม่เรียกผู้ฟ้องคดีมาทำการสอบสวนหรือให้โอกาสแสดงหลักฐานหรือเอกสาร และไม่เรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่งรายงานการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะอ้างได้ว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นคลองสาธารณประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เป็นที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๗ อีกทั้งที่ดินบริเวณโดยรอบได้มีการออก น.ส. ๓ ในที่ดินแล้ว ขอให้ศาลเพิกถอนคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีออกโฉนดที่ดิน และให้ดำเนินการเพื่อการออกโฉนดที่ดินตามกฎหมายต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการแล้ว และเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบเป็นเพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้กระทำภายหลังที่ได้ประกาศแจกโฉนดที่ดินครบกำหนด ๓๐ วันแล้ว แต่กรณีนี้ยังไม่มีการประกาศแจกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง แต่รอเรื่องไว้จนกว่าผู้ฟ้องคดีจะได้ฟ้องคดีต่อศาลและเมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งคู่กรณีก็ยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นสำคัญ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางพยอม พุ่มมะปราง ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินสาขาเดิมบางนางบวช ที่ ๑ นายอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางพยอม พุ่มมะปราง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาเดิมบางนางบวช
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2548
#415645
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๙/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสมุทรสาคร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ นายพิฉัตร โภชนสมบูรณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมทางหลวงแผ่นดิน ที่ ๑ การประปาส่วนภูมิภาค ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๙๕ และ ๑๐๕๙๖ ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เดิมที่ดินทั้งสองแปลงแบ่งแยกมาจากที่ดินมีโฉนดไม่ทราบเลขที่ของนายแล โพธิถนอม และเคยถูกแบ่งหักให้เป็นทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-นครปฐม (ถนนเพชรเกษม ๔) ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น ผู้ฟ้องคดีได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ นับแต่ได้กรรมสิทธิ์มาไม่ปรากฏว่าที่ดินได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ต่อมาวันเดือนปีใดไม่ปรากฏแน่ชัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บุกรุกเข้าไปก่อสร้างเสาและคานคอนกรีตและวางท่อประปารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง แต่ในวันทำการรังวัด พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตโดยอ้างว่าผู้ฟ้องนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางหลวงถนนเพชรเกษม ๔ จะต้องแบ่งหักที่ดินบริเวณดังกล่าวเนื้อที่ ๒๒ ตารางวา ให้เป็นทางหลวงแผ่นดินไม่เช่นนั้นจะไม่รับรองแนวเขตให้ ต่อมา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย แต่คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาคานคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อประปาออกจากแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากขัดขืนให้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจรื้อถอนได้โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าเสียหาย และขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองขัดขวางการรังวัดปักหมุดหลักเขตที่ดินทั้งสามหมุดหลักเขตตามคำฟ้อง และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การคัดค้านการรังวัดโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๙๕ และ ๑๐๕๙๖ เป็นไปเนื่องจากผู้ฟ้องคดีชี้แนวเขตรุกล้ำเขตทางหลวง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ทำการสอบสวนไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีว่าที่ดินตามที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดียังไม่แน่นอนและชัดเจน ทั้งยังหาข้อยุติไม่ได้เพราะการตรวจสอบแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีนำชี้เฉพาะด้านที่ติดเขตทางหลวงโดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าหมุดแนวเขตที่ดินจุดอื่นมีปัญหาหรือไม่ เพียงใด เนื้อที่ดินที่ปรากฏในโฉนดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นเพียงเนื้อที่ดินโดยประมาณเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นหมุดหลักเขตแนวเขตที่ดินด้านพิพาทที่ติดแนวเขตทางหลวงก็ไม่ปรากฏหรือมีหลักฐานหลงเหลือเพื่อบ่งชี้แสดงแนวเขต จึงไม่อาจพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีได้

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เพราะผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินที่พิพาทกันเป็นเขตทางหลวง กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใดซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย ดังนั้น คดีที่เป็นประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ผู้ฟ้องคดีจึงชอบจะฟ้องคดีในประเด็นนี้ต่อศาลยุติธรรม ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๕ และที่ ๓๐/๒๕๔๕

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เนื่องจากศาลปกครองชั้นต้นได้เคยมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๒๕๒/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๖ วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองอาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลจังหวัดสมุทรสาครเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะพิพาทกับจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการรังวัดสอบเขต แต่ก็เป็นการรังวัดสอบเขตที่พิพาทเกี่ยวกับอาณาเขตของที่ดิน ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ นำชี้เขตทางหลวงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และโจทก์ยังอ้างว่าจำเลยที่ ๒ บุกรุกเข้ามาวางท่อประปาในที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ก่อนจะวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินตรงที่พิพาทกันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำฟ้องคดีนี้จึงมิใช่คดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ หากแต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๙๕ และ ๑๐๕๙๖ ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร นับแต่ได้กรรมสิทธิ์มาไม่ปรากฏว่าที่ดินได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน แต่วันเดือนปีใดไม่ปรากฏแน่ชัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รุกล้ำเข้าไปก่อสร้างเสาคานคอนกรีตและวางท่อประปาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางหลวง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย แต่คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาคานคอนกรีตเสริมเหล็กและท่อประปาออกจากแนวเขตที่ดินพิพาท หากขัดขืนให้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจรื้อถอนได้โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าเสียหาย และขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองขัดขวางการรังวัดปักหมุดหลักเขตที่ดินตามคำฟ้อง และห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า คัดค้านการรังวัดโฉนดพิพาทเนื่องจากผู้ฟ้องคดีชี้แนวเขตรุกล้ำเขตทางหลวงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครทำการสอบสวนไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีว่าที่ดินตามที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดียังไม่แน่นอนและชัดเจนทั้งยังหาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ยังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินในเขตทางหลวง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพิฉัตร โภชนสมบูรณ์ ผู้ฟ้องคดีกรมทางหลวงแผ่นดิน ที่ ๑ การประปาส่วนภูมิภาค ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพิฉัตร โภชนสมบูรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวงแผ่นดิน ที่ 1กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2548
#415644
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๘/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลแขวงอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสีดา ทิมา ที่ ๑ นายกิตติศักดิ์ ทิมา ที่ ๒ นายมัฆวาฬ ทิมา ที่ ๓ นางศิริลักษณ์ ทรงประโคน ที่ ๔ นางอัญชลี คล้ายสุบรรณ์ ที่ ๕ นางเบญจมาศ สมัตถภาพงศ์ ที่ ๖ นางเบญจมาภรณ์ สายธนู ที่ ๗ และนางผกาสินธ์ มุ่งหมาย ที่ ๘ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเขื่องใน ที่ ๒ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสร้างถ่อ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๑/๒๕๔๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปด เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒) เลขที่ ๕๔๔ หมู่ที่ ๒ ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีชื่อนายเสมอ ทิมา สามีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ครอบครอง เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๗๖ ตารางวา ออกเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ เดิมเป็นที่ดินมือเปล่ามีนายคำวัง วราห์คำ และนางหม่น วราห์คำ เป็นเจ้าของ และต่อมาตกทอดมาเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยทางมรดก ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และนายเสมอ ทิมา สามีพร้อมกับผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์มาตลอด ไม่มีการโต้แย้งคัดค้านทางราชการไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และไม่เคยมีบุคคลใดหรือประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ ครั้นปี ๒๕๒๕ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มอบหมายให้นายเสมอนำที่ดินไปขอออกใบจอง เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดสอบสวนสิทธิแล้วเห็นว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับนายเสมอครอบครองและขอออกใบจองจริง ผู้ปกครองท้องที่ที่ระวังแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ไม่คัดค้านว่า ออกทับที่สาธารณประโยชน์ จึงได้ออกใบจองดังกล่าวข้างต้น เมื่อนายเสมอตายผู้ฟ้องคดีทั้งแปดขอรับโอนมรดกและได้จดทะเบียนรับโอนมรดก เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ โดยไม่มีใครโต้แย้งคัดค้าน ต่อมา เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้าน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการออกใบจองดังกล่าว คณะกรรมการโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้สอบสวนฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนและสรุปว่า น.ส. ๒ อยู่ในที่สาธารณประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกคำสั่งเพิกถอนใบจอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งที่ ๒๗/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เพิกถอนใบจองดังกล่าวโดยระบุว่าคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีมติให้เพิกถอนใบจองเนื่องจากเป็นที่สาธารณะซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีมีหนังสือลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งแปดมิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินและไม่สามารถนำพยานเอกสารมาหักล้างความเห็นของคณะกรรมการประสานการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดอุบลราชธานีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดทราบ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเห็นว่าคำสั่งเพิกถอนใบจอง คำสั่งยกอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายมิอาจใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยปกติสุข ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดครอบครองและ การออกเอกสาร น.ส. ๒ ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่พิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๒ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปด

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดนำใบจอง (น.ส. ๒) เลขที่ ๕๔๔ ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีมายื่นขอออกโฉนดนั้น เป็นที่ป่าช้าสาธารณประโยชน์อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้เพิกถอนใบจองดังกล่าวและคำสั่งยกอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจน การคัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เหตุในการฟ้องคดีเกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบจอง เลขที่ ๕๔๔ ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาเป็นหลักฐานในการยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและออกเอกสาร น.ส. ๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๒ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าคำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปด เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ หรือที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้าสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไปได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัย คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๑/๒๕๔๗

ศาลแขวงอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดจะมีคำขอให้ศาล มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ก็ตาม แต่คำขอหลักของคดีคือขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนใบจองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปด อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิของบุคคลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ (๑) อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒) เลขที่ ๕๔๔ หมู่ที่ ๒ ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๗๖ ตารางวา ซึ่งตกทอดมาทางมรดก แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการขอออกโฉนดอ้างว่า ที่ดินตาม น.ส. ๒ ดังกล่าวอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าวโดยระบุว่าคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดอุบลราชธานีได้มีมติให้เพิกถอนใบจองเนื่องจากเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้วยกอุทธรณ์ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งแปดมิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินและไม่สามารถนำพยานเอกสารมาหักล้างความเห็นของคณะกรรมการประสานการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐฯได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดครอบครองและออกเอกสาร น.ส. ๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งแปด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๒ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดนำใบจอง (น.ส. ๒) ดังกล่าวมายื่นขอออกโฉนดนั้นเป็นที่ป่าช้าสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้เพิกถอนใบจองดังกล่าวและคำสั่งยกอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจนการคัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ตามคำฟ้องคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดยื่นคำฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกันนั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางสีดา ทิมา ที่ ๑ นายกิตติศักดิ์ ทิมา ที่ ๒ นายมัฆวาฬ ทิมา ที่ ๓ นางศิริลักษณ์ ทรงประโคน ที่ ๔ นางอัญชลี คล้ายสุบรรณ์ ที่ ๕ นางเบญจมาศ สมัตถภาพงศ์ ที่ ๖ นางเบญจมาภรณ์ สายธนู ที่ ๗ และนางผกาสินธ์ มุ่งหมาย ที่ ๘ ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเขื่องใน ที่ ๒ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสร้างถ่อ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสีดา ทิมา ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 37/2548
#113002
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นแล้วก็ตาม แต่วันที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นดังกล่าวนับถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ส่งสมัครเข้ารับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันน้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคชาติไทย ต่อมาผู้คัดค้านแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าไม่รับสมัครผู้ร้องโดยอ้างว่า ผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาพิพากษาว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงมีปัญหาวินิจฉัยก่อนว่า การลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและพรรคมหาชนมีผลตั้งแต่เมื่อใด สำหรับการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยนั้น ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้มีหนังสือแจ้งเรื่องการขอลาออกให้ผู้ร้องทราบ แม้เอกสารดังกล่าวจะลงวันที่ 29 ธันวาคม 2547 แต่ก็มีข้อความว่า จึงขอแจ้งให้ท่านทราบว่า สมาชิกภาพของท่านจะสิ้นสุด ณ วันที่ท่านแจ้งมา โดยไม่มีข้อความว่าผู้ร้องแจ้งเมื่อใด ผู้ร้องอ้างว่าให้น้องชายไปยื่นหนังสือขอลาออก ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า รับเรื่องและลงลายมือชื่อกัญญาวีร์ ณ นคร เป็นผู้รับเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2547 ดังนั้นจึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นโอกาสแรกที่ผู้ร้องแจ้งการขอลาออกจากการเป็นสมาชิกแก่พรรคไทยรักไทย ข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบหนังสือเรื่องการลาออกจากสมาชิกไทยรักไทย จึงฟังได้ว่า การลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2547 ส่วนการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนนั้น คู่ความแถลงรับกันตามหนังสือเรื่องขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนว่า การลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2548 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและพรรคมหาชนมีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2547 และวันที่ 4 มกราคม 2548 ตามลำดับแล้วก็ตาม แต่วันที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าวนับถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันน้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 107 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายโกมินทร์ พิมพ์จันทร์
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
บุญรอด ตันประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 37/2548
#415643
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๗/๒๕๔๘

วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

ศาลปกครองนครราชสีมารับโอนคดีมาจากศาลปกครองกลางซึ่งเดิมเป็นเรื่องที่ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสามและวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำนวน ๒ คดี ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ ๑๒๘/๒๕๔๔ ระหว่าง ร้อยตำรวจตรี เลา ชินวงษ์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี และคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๒/๒๕๔๔ ระหว่างนายประจวบ กาญจนพิมาย ที่ ๑ ร้อยตำรวจตรี เลา ชินวงษ์ ที่ ๒ นางลพ คลี่สุข ที่ ๓ นางธารทิพย์ จันทร์พานิชเจริญ ที่ ๔ นางประจวบ หลงทะเล ที่ ๕ นางลำใย นิยมธรรม ที่ ๖ นางศศิรัตน์ รักษาราษฎร์ ที่ ๗ นางทองคำ นิตย์ใหม่ ที่ ๘ นางประชุม เหิกขุนทด ที่ ๙ จ่าสิบเอก ประมวล ปราณีตพลกรัง ที่ ๑๐ นายบุญเกิด มะลิวัลย์ ที่ ๑๑ นางชนิดา พูลโภคา ที่ ๑๒ นายสมชัย ทอนมณี ที่ ๑๓ พันจ่าอากาศเอก กฤษฎากร ก้านสันเทียะ ที่ ๑๔ นายสวัสดิ์ ก้านสันเทียะ ที่ ๑๕ พันโท สำราญ แสงหิรัญ ที่ ๑๖ นางเล็ก ซิมงาม ที่ ๑๗ นางปณิธี ตั้งแต่ง โดยร้อยตรี ลิขิต ตั้งแต่ง ที่ ๑๘ นายฉัตร โดดกระโทก โดยนางสาวบำเพ็ญ ทองอินทร์ ที่ ๑๙ และนางจันทร์ ครบุรี โดยนายปรีชา ไพจิตราสุคนธ์ ที่ ๒๐ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งต่อมา ศาลปกครองนครราชสีมาได้สั่งรวมคดีเข้าด้วยกัน โดยให้สำนวนคดีหมายดำที่ ๑๒๘/๒๕๔๔ เป็นสำนวนคดีหลัก เพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาให้เรียกผู้ฟ้องคดีในสำนวนแรกและผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ในสำนวนที่สองว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เรียกผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในสำนวนที่สองว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และเรียกผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๒๑ ในสำนวนที่สองว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๒๑ ตามลำดับ โดยเรียกอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทุกสำนวนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ สรุปข้อเท็จจริงในคดีได้ดังนี้

๑. คดีหมายเลขดำที่ ๑๒๘/๒๕๔๔

ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นฟ้อง (ร้องทุกข์) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ต่อศาลปกครองนครราชสีมา ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราษฎรบ้านหนองปรู หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อาศัยในที่ดินซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นายบุญคุณ จิตตั้งบุญญา ได้นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินไปรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกรวม ๒๘ คน คัดค้านการรังวัดดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดให้แก่นายบุญคุณ หากผู้คัดค้านไม่พอใจให้ยื่นฟ้องต่อศาลภายใน ๖๐ วัน ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงยื่นฟ้องนายบุญคุณเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวก ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ในที่พิพาทดังกล่าวให้แก่นายบุญคุณ และในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๓ และเลขที่ ๖๑๒๖๔ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งต่อมา มีการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทธันวาพัฒนา จำกัด เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๔ และ ๙ มกราคม ๒๕๓๕ ตามลำดับ

เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖ บริษัทธันวาพัฒนา จำกัด ยื่นฟ้องนายเลา ชินวงษ์ (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑) ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๘๑/๒๕๓๖ โดยฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ผู้ฟ้องคดีขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลมีคำพิพากษาขับไล่จำเลย (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑) และบริวารออกจากที่พิพาท จำเลย (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑) ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย และต่อมาได้มีหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดนครราชสีมาให้จำเลย (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑) ออกจากที่ดินทั้งสองแปลง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกหมายบังคับคดีดังกล่าวจึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ซึ่งต่อมาได้มีการโอนเรื่องมายังศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๓ และเลขที่ ๖๑๒๖๔ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้บุคคลผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินโอนต่อไปยังบุคคลที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของที่ดินทั้งสองแปลงได้รับความเดือดร้อนเช่นผู้ฟ้องคดีที่ ๑

อนึ่ง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวก ได้เคยร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี กรมป่าไม้ ป.ป.ป.ฯ (โดยร้องเรียนต่อกรมที่ดินตามหนังสือลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๑) ซึ่งคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนกลางได้มีการประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๓๗ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ สรุปได้ว่า ที่ดินที่ได้มีการขอออกเอกสารสิทธิ (ที่พิพาท) เป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิหรือดำเนินการทางศาลโดยด่วน แต่ไม่ปรากฏว่ามีหน่วยราชการใดดำเนินการ

๒. คดีหมายเลขดำที่ ๒๔๒/๒๕๔๔

ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ กับพวก ยื่นฟ้อง (ร้องทุกข์) และแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา ความว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวก เป็นราษฎรบ้านหนองปรู หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อาศัยอยู่และครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจในที่ดินซึ่งเดิมมีความเข้าใจว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยซื้อสิทธิในที่ดินจากผู้ทำประโยชน์ในที่ดินเดิมมีขอบเขตของที่ดินของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน ไม่มีผู้ใดมาแสดงสิทธิว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่ครอบครอง และในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เจ้าหน้าที่จากกรมที่ดินได้ออกเดินสำรวจการถือครองที่ดินของชาวบ้านหนองปรูพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่ครอบครองที่ดิน ทำการรังวัดที่ดินและได้ออกใบนำสำรวจการถือครองที่ดิน (สสจ. ๒) ให้กับผู้ครอบครองที่ดินทุกรายตามข้อเท็จจริงรวมทั้งผู้ฟ้องคดี แต่ในเดือนมิถุนายน ๒๕๒๘ นายบุญคุณ จิตตั้งบุญญา ได้นำ น.ส. ๓ ที่แบ่งแยกมาจาก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ เป็นหลักฐานการขอออกโฉนดที่ดิน โดยนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดให้แก่นายบุญคุณ หากผู้คัดค้านไม่พอใจให้ยื่นฟ้องต่อศาลภายใน ๖๐ วัน ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม ๒๘ คน จึงยื่นฟ้องนายบุญคุณเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากผู้ฟ้องคดีกับพวก ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๔ ให้แก่นายบุญคุณ ซึ่งได้นำคำพิพากษาดังกล่าวมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขัดกับคำพิพากษา เพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งศาลได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาแล้ว โดยก่อนนั้นกรมที่ดินได้มีหนังสือที่ มท ๐๗๑๒/๑๖๙๙๗ ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาว่า ศาลพิจารณาเป็นอย่างใดแล้วฝ่ายบริหารไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาเป็นอย่างอื่น เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดประการใดก็ให้ดำเนินไปตามผลของคำพิพากษา ผู้ฟ้องคดีกับพวกจึงเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีเจตนาประพฤติมิชอบ

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีกับพวกเห็นว่า เอกสารอันเป็นที่มาและหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๔ เป็นเอกสารที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมิชอบ ได้แก่ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔๒ ของนายเสน คเชนชาติ มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อที่ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ๘ ไร่ เป็น ๒๐๘ ไร่ ทั้งต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ นายเสนนำ ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๒ โดยออกเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ โดยมีจำนวนเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น ๕๒๘ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้มีการแบ่งแยก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ เป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๕๖๓-๕๖๕ เลขที่ ๕๗๒-๕๗๕ รวม ๗ แปลง เป็นของนายโศรตรีย์ เขมะโยธิน ซึ่งต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ขายที่ดินให้นายบุญคุณ ผู้ฟ้องคดีกับพวกขอให้พิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกมีสิทธิครอบครอง น.ส. ๓ ทั้ง ๗ แปลงดังกล่าว และเจ้าของ น.ส. ๓ หมดสิทธิในการครอบครองทำประโยชน์หรือไม่ เพราะนายโศรตรีย์ ผู้ขาย ไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา ส่วนนายบุญคุณ ผู้ซื้อก็ไม่เคยครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ดังกล่าวเลย

ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและกรมป่าไม้ ได้ข้อสรุปว่า มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวเลขใน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ จาก ๘ ไร่ เป็น ๒๐๘ ไร่ และนำไปออก น.ส. เลขที่ ๔๒ จำนวน ๕๒๘ ไร่ และนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษ

กรมป่าไม้และป่าไม้เขตนครราชสีมาได้ข้อสรุปว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ซึ่งออกเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เป็นเอกสารสิทธิในที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและออกภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เห็นชอบกำหนดให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนคุ้มครองประเภทที่ ๒ จึงเป็นการออกโดยมิชอบ

กรมที่ดินได้มีคำสั่งที่ ๑๐๙๖/๒๕๓๖ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๖ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงซึ่งสรุปว่า มีการแก้ไขเนื้อที่ใน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ จาก ๘ ไร่ เป็น ๒๐๘ ไร่ เป็นการแก้ไขโดยมิชอบ เป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินบางส่วนเป็นของกองทัพบก โดยเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอเมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมีส่วนรู้เห็นในการแก้ไขเนื้อที่ใน ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ ดังกล่าวโดยมิชอบ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการให้มีความถูกต้องตามข้อเท็จจริง อีกทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้มอบให้กรมป่าไม้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมป่าไม้ได้ขอให้อัยการจังหวัดนครราชสีมาดำเนินการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้พิจารณาว่าการออกเอกสารสิทธิโฉนดเลขที่ ๖๑๒๖๔ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำขออื่น

ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำยืนยันและหักล้างต่อศาลปกครองนครราชสีมาว่า เจตนาที่แท้จริงของผู้ฟ้องคดีทั้งหมดมีความประสงค์ที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๓ และเลขที่ ๖๑๒๖๔ ที่อาศัยออกจาก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๙๔-๖๖๑๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายเสน (-ผู้มีสิทธิครอบครองเดิม) ไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาท นายบุญคุณก็ไม่มีสิทธิ โจทก์ (-บริษัทธันวาพัฒนา จำกัด) ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินต่อจากนายบุญคุณก็ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ดังนั้น โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเก้าที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ในส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๙๔-๖๖๑๒/๒๕๔๕ ศาลปกครองนครราชสีมาได้แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโดยขอสำเนาคำพิพากษาที่บริษัทธันวาพัฒนา จำกัด เป็นโจทก์ในคดีฟ้องขับไล่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๑๗ ที่ ๑๙ ที่ ๒๐ นางถนอมศรี ตันประเสริฐ และนายวิชัย จิตเพิ่มสุข เป็นจำเลย ซึ่งศาลจังหวัดนครราชสีมาได้รวมการพิจารณาและพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งยี่สิบพร้อมบริวารให้ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๒๖๔ จำเลยสิบเก้าสำนวน ได้แก่ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ถึงที่ ๒๐ อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ศาลฎีกาพิพากษาว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิของนายเสนในที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดินก่อนมีกฎกระทรวงกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ นายเสนไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาทางราชการจะออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญคุณซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทต่อมา นายบุญคุณไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินต่อจากนายบุญคุณก็ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเก้า พิพากษายืน

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ได้ดำเนินการหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เห็นชอบให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนคุ้มครองประเภทที่ ๒ การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ให้แก่นายเสน จึงเป็นการออกโดยมิชอบ ทั้ง ส.ค ๑ เลขที่ ๔๒ ซึ่งใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ดังกล่าว ออกเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๔๙๘ ยังทับซ้อนที่ดินที่เคยเป็นพื้นที่ป่าคุ้มครองหรือป่าสงวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชี้แจงว่า ที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ที่ออกให้แก่นายเสนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ โดยอาศัย ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้มีการจำแนกประเภทที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ โดยให้จังหวัดประกาศเขตป่าที่จะสงวนคุ้มครองในท้องที่ ๖๐ จังหวัด และถือว่าเป็นประเภทที่ ๒ คือ ป่าซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการคุ้มครอง หรือสงวน หรือจัดเป็นป่าสัมปทาน ป่าผูกขาด และป่าโครงการ ต่อมามีการประกาศเป็นป่าจำแนกให้เป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๖ และประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่านครราชสีมา-ปักธงชัยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๓๗ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘ ผู้ฟ้องคดีได้เคยร้องเรียนต่อกรมป่าไม้เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดโดยอาศัย น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ ได้ข้อสรุปว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ไม่ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๐๑ น.ส. ๓ แปลงนี้ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งให้กรมป่าไม้ทราบว่า เอกสารสารบบที่ดินแปลงดังกล่าวได้สูญหายไปจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินแต่เมื่อใด คงพบแต่ภาพถ่ายซึ่งระบุในคำขอรับรองการทำประโยชน์ว่าเจ้าของที่ดินได้ยื่นคำขอเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๔ ประกาศการออก น.ส. ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๐๔ ย่อมสันนิษฐานได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ให้บริเวณที่ออก น.ส. ๓ เป็นเขตป่าจำแนก กรณีจึงไม่ต้องถือปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ประกอบกับการออก น.ส. ๓ ดังกล่าวได้ดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว

ต่อมา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอน น.ส. ๓ แปลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปว่ามีการแก้ไขเนื้อที่ใน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ แล้วนำไปออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ จริง โดยน่าเชื่อว่านายเดชา พนาสวรรค์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอเมืองนครราชสีมา ในขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์ สอบสวนการทำประโยชน์และเสนอเรื่องต่อนายอำเภอเมืองนครราชสีมามีส่วนดำเนินการและรู้เห็น ตาม แต่เนื่องจากนายเดชาปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมแล้วจึงไม่อาจดำเนินการทางวินัยใดๆ ได้ และกรมที่ดินได้พิจารณายุติเรื่อง

วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๗ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) มีมติให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกโดยอาศัย ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ หรือ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา หากศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใด ให้จังหวัดดำเนินการไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลต่อไป ซึ่งต่อมา กรมป่าไม้และ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบแจ้งว่า สำนักงานอัยการเขต ๓ ได้สอบสวนข้อเท็จจริงจากนายวิสูตร นุตราวงค์ ผู้แทนคดี เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กองทัพภาคที่ ๒ ความเห็นของ กบร. ประกอบคำพิพากษาศาลในคดีที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟ้องคดีต่อศาลจึงสั่งไม่รับว่าต่างคดีให้กรมป่าไม้ และอธิบดีอัยการเขต ๓ ได้เห็นชอบด้วย ซึ่งกรมป่าไม้พิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันจึงขอให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นว่า เมื่อสำนักงานอัยการเขต ๓ มีความเห็นไม่รับว่าต่างคดีเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ประกอบกับกรมป่าไม้ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้เสียหายมีความเห็นเช่นเดียวกับสำนักงานอัยการเขต ๓ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาก้าวล่วงอำนาจของพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายได้

ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ กรมที่ดินได้ยุติเรื่องเกี่ยวกับการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกสืบเนื่องจาก ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒ หรือ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ซึ่งต่อมา ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทยได้มีบันทึกที่ มท ๐๒๒๐/๒๒๖ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๕ แจ้งผลการพิจารณาว่าหากมีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยมิชอบ แม้ว่าพนักงานอัยการไม่รับว่าต่างคดีให้กรมป่าไม้ก็ตาม กรณีดังกล่าวก็หาทำให้เอกสารสิทธิในที่ดินที่ออกไปโดยมิชอบเป็นเอกสารสิทธิในที่ดินที่ชอบได้ การดำเนินการกับเอกสารสิทธิในที่ดินที่ออกไปโดยมิชอบดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายที่จะดำเนินการสอบสวนและดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อให้ได้ข้อยุติต่อไป

กรมที่ดินได้มีหนังสือที่ มท ๐๕๑๖.๒/๓๖๕๖๗ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ ให้จังหวัดนครราชสีมาสอบสวนข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของจังหวัดนครราชสีมา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ชี้แจงว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ไม่สามารถตรวจสอบให้เป็นที่แน่ชัดได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยระเบียบการตรวจพิสูจน์เพื่อออกหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินเกี่ยวกับป่าระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๐๑ หรือไม่ เนื่องจากสารบบที่ดินได้สูญหายไป แต่ในส่วนของการนำ น.ส. ๓ ที่ได้แบ่งแยกมาจาก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ไปขอออกโฉนดที่ดินนั้นได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์เพื่อออกโฉนดที่ดินตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นทุกราย

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นหลักแห่งคดีเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจำต้องพิจารณาในปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือเป็นป่าสงวนแห่งชาติเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔๙/๒๕๔๗

ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ ๖๑๒๖๓ และ ๖๑๒๖๔ โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าการออกโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้กระทำโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยประเด็นในเรื่องว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้มีชื่อในโฉนดหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ผู้ฟ้องคดีและผู้มีชื่อในโฉนดได้ฟ้องร้องกันต่อศาลยุติธรรมและคดีถึงที่สุดแล้วโดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การออกโฉนดที่ดินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ในเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดนั้นได้ยุติและถึงที่สุดแล้วและคู่ความในคดีของศาลยุติธรรมดังกล่าวต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมอันถึงที่สุดแล้ว แม้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมดังกล่าวศาลปกครองอาจไม่ต้องถือตามแต่ถือเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญที่ปิดปากคู่ความในคดีในศาลยุติธรรมดังกล่าวให้ต้องถูกผูกพันมิให้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ทั้งคดีนี้ก็ไม่มีประเด็นโต้เถียงเรื่องสิทธิในที่ดินโดยตรงระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาท แต่ประเด็นหลักที่สำคัญโดยตรงคือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองคือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินไปโดยไม่สุจริตซึ่งก็คือการนำเอาที่ดินซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติไปออกโฉนดก็ต้องเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดี ประสงค์ทำให้ได้ที่ดินกลับคืนเป็นของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ขณะยื่นฟ้อง (ร้องทุกข์) ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกอ้างว่า ตนเองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แต่ต่อมานายบุญคุณ จิตตั้งบุญญา นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินเพี่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๒ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับพวก คัดค้านการรังวัดและยื่นฟ้องคดีต่อศาล แต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ (ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมา หมายเลขแดงที่ ๒๔๖๘/๒๕๓๔) อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็ยังออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒ ในที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญคุณและมีการนำ น.ส. ๓ ดังกล่าวนี้ไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๒๖๓ และเลขที่ ๖๑๒๖๔ ต่อมามีการโอนขายที่ดินตามโฉนดพิพาทให้แก่ บริษัทธันวาพัฒนา จำกัด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโฉนดที่ดินพิพาทจึงออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทับที่ป่าสงวนแห่งชาติ ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ตีความว่าผู้ฟ้องคดีกับพวกมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสรุปได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติแต่มิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออก น.ส. ๓ และโฉนดที่ดินพิพาทได้ดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว ทั้งภายหลังที่ผู้ฟ้องคดีมาร้องเรียนนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทำการตรวจสอบและเป็นที่ยุติแล้วว่า การออก น.ส. ๓ และโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกับพวกอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและตนเองมีสิทธิครอบครอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออก น.ส. ๓ ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นซึ่งต่อมามีการนำ น.ส. ๓ ดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดแล้วโอนไปเป็นของบริษัทธันวา ฯ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดและรับรองสิทธิของผู้ฟ้องคดีกับพวกในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออกโฉนดดังกล่าวดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ทั้งหมด ทั้งผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของผู้มีชื่อโดยตรง และแม้ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีกับพวกยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับ น.ส. ๓ ฉบับพิพาทก็ตาม แต่ขณะยื่นฟ้องคดีนี้ยังมีปัญหาที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังที่กล่าวมาแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ร้อยตำรวจตรี เลา ชินวงษ์ กับพวก ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจตี เลา ชินวงษ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมทึ่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2548
#415641
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๔๘

วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐

ศาลจังหวัดตรัง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตรังโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ กระทรวงการคลัง โจทก์ ยื่นฟ้อง นางเกียรติสุดา วงศ์มีบุญ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตรัง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในนามของโจทก์และ มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๒ มีอำนาจสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดประมูลอากรรังนกอีแอ่น รวมทั้งอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูลทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นเพื่อนำเงินอากรส่งเป็นรายได้ของโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเปิดประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นใน ๑๘ เกาะของพื้นที่จังหวัดตรัง มีระยะเวลา ๕ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ โดยมีเงื่อนไขตัดสินด้วยวงเงินสูงสุดที่ผู้เสนอประมูลเงินอากรและผู้ชนะการประมูลซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องไปทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดตรังตามแบบของทางราชการ มิฉะนั้นจะถูกริบหลักประกันซองและต้องชดใช้ความเสียหายอื่นอันพึงมี เมื่อจังหวัดตรังได้พิจารณาใบเสนอราคาของผู้ประมูลทุกรายแล้ว ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสนอวงเงินอากรสูงสุดเป็นเงิน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และยินยอมแบ่งส่วนของเงินกำไรสุทธิหรือเงินได้สุทธิในแต่ละปีให้กรมสรรพากรอีกร้อยละ ๒๐ จำเลยจึงเป็นผู้ชนะการประมูล โดยจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเพื่อขออนุญาตเข้าไปดูแลเกาะรังนกช่วงปลอดสัญญาเพื่อป้องกันการฉกฉวยผลประโยชน์ของผู้อื่นหรือกลั่นแกล้งทำลายนกเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของจำเลย ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้มีหนังสือ ที่ ตง ๐๐๐๖/๑๙๙๐ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๙ แจ้งให้จำเลยทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณาและสั่งอนุญาตให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นในเขตท้องที่จังหวัดตรัง ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ให้จำเลยไปทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ แต่จำเลยได้มีหนังสือขอเลื่อนกำหนดการทำสัญญาออกไปเป็นวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ครั้นถึงกำหนดจำเลยก็ไม่ได้นำหลักประกันที่กำหนดไว้มาทำสัญญาและขอเลื่อนกำหนดเวลาทำสัญญาออกไปอีกโดยจำเลยมีเจตนาประวิงการทำสัญญาเพื่อถือโอกาสเก็บรังนกอีแอ่นโดยหลีกเลี่ยงไม่จ่ายเงินอากรให้แก่โจทก์ รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรที่จะต้องแบ่งให้กรมสรรพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังจึงมีหนังสือแจ้งยกเลิกการทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นกับจำเลย ตามหนังสือ ที่ ตง ๐๐๐๖/๑๖๗๙๗ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ คณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่นจังหวัดตรังผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการให้สัมปทาน ตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงได้ประกาศเปิดประมูลอากรรังนกอีแอ่นในพื้นที่เดิมอีกครั้ง และห้างหุ้นส่วนจำกัด สตูล - ตรัง ได้รับอนุญาตเข้าเก็บรังนกอีแอ่นด้วยเงินอากร ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ระยะเวลา ๕ ปี ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๕ โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยผิดเงื่อนไขประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น ขอให้ชำระค่าเสียหายจำนวน ๘๕,๕๔๖,๘๗๔.๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๐,๘๓๓,๓๓๓.๓๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากปัจจุบันพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ ดังนั้นกระทรวงการคลัง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ เกี่ยวกับอากรรังนกอีแอ่นอีกต่อไป และมิได้เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งประกาศจังหวัดตรัง ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ข้อ ๘.๑ ได้กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ต้องไปทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดตรังตามแบบของทางราชการ มิฉะนั้นจะถูกริบหลักประกันซอง หรือผู้ค้ำประกัน หรือเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหายอื่นถ้ามี ดังนั้นกรณีมีการผิดเงื่อนไข การได้รับอนุญาตเข้าทำสัญญาตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากนี้จำเลยมิได้กระทำผิดเงื่อนไขในการเข้าร่วมประมูลเก็บรังนกอีแอ่นแต่เกิดจากการกระทำของโจทก์ ตัวแทนโจทก์ และเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยตามเงื่อนไขดังกล่าวผู้ได้รับอนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่น มีสิทธิเก็บรังนกอีแอ่นได้จำนวน ๕ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ แต่ได้ดำเนินการเพื่อให้จำเลยเข้าทำสัญญาครั้งแรกในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ระยะเวลาล่วงเลยการอนุญาตจัดเก็บรังนก สำหรับปีแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นเวลาร่วม ๒ เดือนเศษ ทั้งโจทก์ ตัวแทนโจทก์ และเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ได้ออกหนังสือลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๙ แจ้งให้จำเลยมาทำสัญญาเป็นหนังสือซึ่งจำเลยได้ทราบเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ อันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับวันทำสัญญา (วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙) จำเลยได้ขอขยายระยะเวลาทำสัญญาเป็นวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ และผู้ว่าราชการจังหวัดตรังตัวแทนโจทก์อนุญาต และได้ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมโดยให้จำเลยนำเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งโอนกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังมาวางเป็นหลักประกันในการทำสัญญา ร้อยละ ๑๐ ของวงเงินประมูลเป็นเงิน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งชำระในวันทำสัญญากึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท และภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทำสัญญาอีก ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท และจัดหาผู้ค้ำประกันและผู้รับเรือน หรือจะให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันและรับเรือนก็ได้ จนกระทั่งถึงวันทำสัญญาจำเลยเห็นว่าการนำเงินสดมาวางไม่สะดวก จึงได้ติดต่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่าได้เลิกจำหน่ายแล้ว จำเลยจึงได้ติดต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาถนนศรีภูวนาถ ออกสัญญาค้ำประกันของธนาคารตามเงื่อนไขให้แทน แต่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ จึงขอเลื่อนการทำสัญญาเพื่อหารือกับกรมสรรพากร ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดตรังออกหนังสือด่วนที่สุด ที่ ตง ๐๐๐๖/๗๐๘๔ ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๙ และ ที่ ตง ๐๐๐๖/๗๖๓๗ ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๙ ให้จำเลยไปทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๙ โดยกำหนดให้จำเลยต้องนำเงินสดมาวางเป็นประกันในวันทำสัญญา ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท จัดหาผู้ค้ำประกันและผู้รับเรือน หรือจะให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันและรับเรือนก็ได้ และจะต้องหาเงินสดมาชำระค่าอากรสำหรับงวดที่ ๑ ของปีที่ ๑ จำนวน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาอีกด้วย รวมเป็นเงินสดเฉพาะในวันทำสัญญา ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผิดไปจากเงื่อนไขตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยได้โต้แย้งและขอขยายระยะเวลาอายุสัญญาการได้รับอนุญาตจัดเก็บรังนกอีแอ่นออกไปอีกหนึ่งปีเพื่อให้ถูกต้องกับความเป็นจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านกรมสรรพากรจังหวัดตรังตัวแทนโจทก์ ซึ่งได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะนำหนังสือดังกล่าวให้โจทก์พิจารณาและแจ้งให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าพนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กลับมีหนังสือถึงโจทก์ให้พิจารณายกเลิกการทำสัญญากับจำเลย และให้เรียกผู้เสนอประมูลเงินอากรรายถัดจากจำเลยเข้ามาทำสัญญาแทนจำเลย มิได้ดำเนินการตามที่แจ้งไว้แต่อย่างใด ดังนั้นการที่โจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยมาทำสัญญาก่อนตามข้อคัดค้านหรือตามที่ได้กำหนดไว้เดิม ซึ่งจำเลยสามารถเข้าทำสัญญาได้อย่างแน่นอน แต่โจทก์กลับมีคำสั่งยกเลิกการทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับจำเลย และยกเลิกการให้อนุญาตเข้าดูแลเกาะรังนกพร้อมริบหลักประกันซองของจำเลย ทั้งอนุญาตให้ผู้ประมูลรายถัดจากจำเลยเข้าทำสัญญาแทนจำเลย การกระทำของโจทก์และตัวแทนของโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขและผิดสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ และคืนเงินหลักประกันซองจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ อนึ่งจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดตรังเนื่องจากมูลเหตุแห่งคดีเป็นมูลเหตุทางปกครอง คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น โจทก์จึงมีสิทธิริบหลักประกันซองหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกันซอง ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารการประมูล ข้อ ๘.๑ และโจทก์ยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีนี้จำเลยเป็นผู้ชนะการประมูลและโจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้าทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นในเขตท้องที่จังหวัดตรัง แต่จำเลยไม่มาทำสัญญาตามกำหนดทางจังหวัดตรังจึงริบประกันซองแสดงว่าคู่สัญญามีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือตามแบบของทางราชการ เมื่อคู่สัญญายังไม่ไปลงนามในหนังสือสัญญา สัญญาสัมปทานจึงยังไม่เกิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๖๖ วรรค ๒ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๖๐๑๔/๒๕๓๙) แต่ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายเข้าทำสัญญาเป็นหนังสือ จำเลยได้ขออนุญาตผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง (ผู้แทนโจทก์) เข้าครอบครองเกาะต่างๆ ทั้ง ๑๘ เกาะ และในระหว่างที่ได้รับแจ้งให้มาทำสัญญา จำเลยก็ยังครอบครองเกาะอยู่และจัดเก็บรังนกอีแอ่นไปเป็นประโยชน์ตลอดมา ซึ่งเท่ากับว่าคู่กรณีได้ตกลงกันใหม่ ให้คู่สัญญาได้ปฏิบัติตามสัญญาไปก่อนโดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว ซึ่งทำให้คู่สัญญาต้องผูกพันปฏิบัติตามสัญญาและสัญญาดังกล่าวไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๓๖/๒๕๔๒) การที่จำเลยเข้าครอบครองเกาะและจัดเก็บรังนกอีแอ่นไปเป็นประโยชน์ตลอดมา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งค่าอากรให้กับโจทก์และค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เมื่อโจทก์มิได้มีข้อพิพาทกับจำเลยเกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตรังเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ สืบเนื่องมาจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลอากรรังนกอีแอ่นและได้รับสัมปทานจากโจทก์ไม่มาทำสัญญากับโจทก์ โดยที่สัญญาสัมปทานที่จำเลยชนะการประมูลนั้นเป็นสัญญาทางปกครองซึ่งจำเลยจะต้องทำสัญญาดังกล่าวกับหน่วยงานของรัฐ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พุทธศักราช ๒๔๘๒ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กำหนดให้ผู้ที่จะเก็บรังนกอีแอ่นต้องได้รับอนุญาตและเสียเงินอากรตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ประกอบกับข้อ ๓ ของกฎกระทรวงการคลังออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ใดเก็บรังนกอีแอ่น และในข้อ ๕ ของกฎกระทรวงนี้ ระบุว่าการอนุญาตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นอันใช้ได้ต่อเมื่อผู้รับอนุญาตได้ทำสัญญากับผู้ว่าราชการจังหวัดตามแบบของกรมสรรพากร นอกจากนี้ในข้อ ๗ ของเอกสารประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นตามประกาศจังหวัดตรัง ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ยังได้กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลและได้รับอนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมาทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดตรังตามแบบของทางราชการด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ชนะการประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นตามประกาศจังหวัดตรัง ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นในเขตท้องที่จังหวัดตรัง ในระหว่างวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ แต่จำเลยไม่ยอมเข้าทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับผู้ว่าราชการจังหวัดตรังตามแบบที่ทางราชการกำหนด หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้แจ้งให้จำเลยทราบว่ากระทรวงการคลังให้ยกเลิกการทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับจำเลย สัญญาดังกล่าวจึงยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง สรุปได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ เปิดประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำเลยยื่นซองประมูลโดยมีหลักประกันและเป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนั้น โดยจำเลยจะต้องเข้าทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ ในระหว่างนั้นจำเลยขอและได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เข้าเก็บรังนกไปพลางก่อนโดยมิได้ส่งเงินอากร แต่ต่อมาคู่ความก็มิได้เข้าทำสัญญาต่อกัน จนกระทั่งโจทก์มีหนังสือยกเลิกการทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยไม่ยอมมาทำสัญญาและฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยให้การอ้างว่าการที่ไม่ได้เข้าทำสัญญาต่อกันนั้นเป็นเพราะความผิดของโจทก์เอง ทั้งฟ้องแย้งขอให้คืนหลักประกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่โจทก์เปิดประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น ซึ่งตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๔ วรรคสอง บัญญัติว่า "การขอรับสัมปทานในแต่ละจังหวัดให้ทำโดยการประมูลเงินอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกาศกำหนด'' และมาตรา ๑๕ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานชำระเงินอากรเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดในสัมปทาน หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินอากรที่ต้องชำระ เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเงินอากร'' ดังนั้นผู้ที่จะเก็บรังนกฯ ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานด้วยการประมูลเงินอากรและจะต้องจ่ายเงินอากรให้แก่รัฐ หากผู้รับสัมปทานชำระเงินอากรล่าช้าหรือไม่ครบถ้วนก็จะต้องเสียเงินเพิ่ม เงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นจึงเป็นเงินค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่รัฐเรียกเก็บและกฎหมายกำหนดให้เป็นเงินภาษีอากร ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ เมื่อข้อพิพาทคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์จัดเปิดประมูลเงินอากรเก็บรังนกฯ และจำเลยเป็นผู้ชนะการประมูลซึ่งจะต้องเข้าทำสัญญาเก็บรังนกกับโจทก์แต่ในระหว่างนั้นจำเลยได้เข้าเก็บรังนกไปพลางก่อนแล้วโดยไม่ได้เสียอากร และมิได้เข้าทำสัญญาต่อกัน โจทก์จึงยกเลิกการชนะประมูลของจำเลยแล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร และเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร มาตรา ๗ (๒) และ (๔)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กระทรวงการคลัง โจทก์ นางเกียรติสุดา วงศ์มีบุญ จำเลย เป็นคดีภาษีอากร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายศุภชัย ภู่งาม) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท

(วิรัตน์ บรรเลง) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นางเกียรติสุดา วงศ์มีบุญ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ