คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4492/2547
#411216
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย กล่าวหาว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ครอบครองดูแลรักษาสินค้าประเภทเครื่องสำอางของผู้เสียหาย (จำเลยคดีนี้) แล้วโจทก์ได้เบียดบังเอาสินค้าดังกล่าวไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และมีคำขอให้โจทก์คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แต่คดีนี้นอกจากจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลอื่นยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้วจำเลยยังอ้างในฟ้องแย้งด้วยว่า โจทก์ครอบครองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยตามระเบียบ แต่โจทก์ไม่นำสินค้าส่งคืนให้แก่จำเลยโดยไปมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่รู้จัก จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงาน โดยโจทก์ไม่ส่งคืนสินค้าแก่จำเลยตามหน้าที่ และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลย เห็นได้ว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายรวมอยู่ด้วย และแม้ศาลแขวงพระนครใต้จะพิพากษายกฟ้องคดีอาญา แต่ศาลก็วินิจฉัยเพียงว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับผู้ที่มารับสินค้า จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้โจทก์ เท่ากับฟังว่าการกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นที่โจทก์ไม่รู้จักนั้นยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอก โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่การที่จำเลยฟ้องแย้งจึงมิใช่เป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานขาย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,400 บาท ค่าชดเชย 120,000 บาท เงินสะสม 160,000 บาท และค่าเสียหาย 1,700,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์จ่ายเงินค่าเสียหาย 310,145 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 307,854 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า ฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลแขวงพระนครใต้หรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์คิดเป็นเงินจำนวน 310,145 บาท และขอให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไปเป็นเงิน 310,145 บาท แก่ผู้เสียหาย (จำเลยในคดีนี้) โดยจำเลยคดีนี้ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย คดีอาญาดังกล่าวศาลแขวงพระนครใต้พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า ตามฟ้องในคดีอาญาอัยการโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ครอบครองดูแลรักษาสินค้าประเภทเครื่องสำอางยี่ห้อคัฟเวอร์มาร์คชนิดต่างๆ จำนวน 327 ชิ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 310, 145 บาท ของผู้เสียหาย (จำเลยคดีนี้) แล้วโจทก์ได้เบียดบังเอาสินค้าดังกล่าวของผู้เสียหาย (จำเลยคดีนี้) ไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และมีคำขอให้โจทก์คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไปเป็นเงิน 310,145 บาท แต่คดีนี้นอกจากจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลอื่นยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้วจำเลยยังอ้างในฟ้องแย้งด้วยว่า โจทก์ครอบครองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยตามระเบียบ แต่โจทก์ไม่นำสินค้าจำนวน 327 ชิ้น คิดเป็นเงิน 310,145 บาท คืนให้แก่จำเลยโดยไปมอบสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่รู้จัก จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงาน โดยโจทก์ไม่ส่งคืนสินค้าแก่จำเลยตามหน้าที่ และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 310,145 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายรวมอยู่ด้วย และแม้ศาลแขวงพระนครใต้จะพิพากษายกฟ้องคดีอาญาก็ตาม แต่ศาลแขวงพระนครใต้ก็วินิจฉัยเพียงว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับผู้ที่มารับสินค้า ทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนขยายผลให้ได้ความกระจ่างในเรื่องนี้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีประวัติเสียหาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้โจทก์ ซึ่งเท่ากับฟังว่าการกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นที่โจทก์ไม่รู้จักนั้นยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกเท่านั้นโดยศาลแขวงพระนครใต้ยังมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหายดังที่จำเลยถือเป็นข้ออ้างในคดีนี้หรือไม่ ที่จำเลยฟ้องแย้งจึงมิใช่เป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟัองกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลแขวงพระนครใต้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี ยอดพิจิตรหรือแป้นน้อย
จำเลย — บริษัท โอ ซี ซี จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4440/2547
#411214
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะระบุเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร มีการยุบหน่วยงานบางหน่วยซึ่งรวมถึงหน่วยงานของโจทก์และไม่มีตำแหน่งว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลืออยู่ โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนก็ตาม แต่ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสาม นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีลูกจ้างฟ้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ก็ได้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากประสบภาวะการขาดทุน ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงภายในองค์กรโดยมีการยุบหน่วยงานบางหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่โจทก์ทำงานและให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2545 ในการเลิกจ้างดังกล่าวจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 129,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างจำนวน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้ตามสิทธิในปีที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 2,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 211,775 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงานการบริการอันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเดิมจำเลยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางตัวแทน ซึ่งเป็นแผนกที่โจทก์ทำงาน เมื่อจำเลยยกเลิกโดยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านทางสถาบันการเงินเพื่อความสะดวกและลดรายจ่ายของจำเลย จำเลยจึงต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่จำเลยแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเพียง 2 วันเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 86,000 บาท จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์เพียง 43,000 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 43,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 เป็นเงินจำนวน 10,748 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 2,150 บาท จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์อีกจำนวน 8,598 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีตามสัญญาว่าจ้างเป็นเงิน 64,000 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 37,625 บาท จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์อีกจำนวน 26,875 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 78,473 บาท และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 78,473 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นจำนวนถึง 90 วัน เป็นเงิน 129,000 บาท ทั้งที่โจทก์ ทำงานกับจำเลยยังไม่ถึง 1 ปี ซึ่งตามกฎหมายจำเลยมีสิทธิจ่ายเพียง 30 วันเท่านั้นนอกจากนี้จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 43,000 บาท เงินโบนัสตามอายุงานในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 37,625 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิในปีที่เลิกจ้างเป็นเงิน 2,150 บาท รวมเป็นเงิน 211,775 บาท แก่โจทก์ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาธุรกิจขาดทุนอย่างมาก กลุ่มผู้ถือหุ้นเก่าได้โอนกิจการไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่เข้ามาซื้อหุ้นและเข้าบริหารกิจการแทน จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนที่กำลังประสบอยู่โดยมีการยุบหน่วยงานส่วนใหญ่หลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานที่โจทก์สังกัดอยู่ด้วยจำเลยยุบหน่วยงานตามโครงสร้างเดิมซึ่งมีอัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 62 คน และตั้งหน่วยงานตามโครงสร้างใหม่ซึ่งมีอัตรากำลังลูกจ้างประมาณ 22 คน เพื่อให้รองรับและสอดคล้องกับแผนการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านสถาบันการเงินซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นนายหน้าประกันชีวิตจากกรมการประกันภัย จำเลยไม่มีการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้แต่อย่างใด จึงไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามมาตรา 121 จำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 30 วันเ เป็นเงินจำนวน 43,000 บาท ตามมาตรา 17 ถูกต้องแล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการคำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีเคลือบคลุม จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 2,150 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเงินโบนัสประจำปีนั้น ในปี 2545 โจทก์ถูกเลิกจ้างวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 โจทก์ทำงานมาแล้วเพียง 7 เดือน 26 วัน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามสัดส่วนเวลาการทำงานเป็นเงิน 37,625 บาท ซึ่งจำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาการขาดทุนอย่างมากและต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่จำเลยดำเนินกิจการ จนทำให้เงินกองทุนซึ่งต้องดำรงไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตลดน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดมากจึงมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน แต่ผู้ถือหุ้นมีมติไม่ยอมเพิ่มทุนเป็นเหตุให้มีการโอนขายกิจการจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเก่าไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาบริหารกิจการแล้วได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กรใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุน มีการยุบหน่วยงานตามโครงสร้างเดิมและตั้งหน่วยงานตามโครงสร้างใหม่ จึงต้องลดจำนวนลูกจ้างตามโครงสร้างเดิมและเหลือลูกจ้างตามโครงสร้างใหม่ตามที่จำเลยให้การไว้ดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่มีตำแหน่งงานว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลือตามโครงสร้างใหม่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะสาเหตุดังกล่าวพร้อมเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดประมาณ 50 คน คงเหลือไว้ประมาณ 12 คน โดยมิได้เจาะจงจะเลิกจ้างโจทก์เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามที่เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.1 ว่า จำเลยจะต้องจ่ายโบนัสคงที่ประจำปีให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยตกลงจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์เป็น 2 ส่วน คือ โบนัสคงที่ประจำปีและโบนัสจากการปฏิบัติงาน โดยโบนัสคงที่ประจำปีจำเลยตกลงจะจ่ายเป็นจำนวนแน่นอนปีละ 1.5 เท่าของเงินเดือน ส่วนโบนัสจากการปฏิบัติงานจำเลยจะจ่ายโบนัสหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานของโจทก์และผลประกอบการโดยรวมของจำเลยด้วย เห็นว่า โบนัสคงที่ประจำปีเป็นโบนัสซึ่งจำเลยมีข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนปีละ 1.5 เท่าของเงินเดือน โดยจำเลยไม่มีสิทธิพิจารณาว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ และผลประกอบกิจการของจำเลยในปีนั้นๆ จะเป็นอย่างไร ซึ่งโบนัสคงที่ประจำปีนี้จำเลยได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายไว้ตามคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.18 ข้อ 1.7 ว่า "บริษัทจะจ่ายโบนัสประจำปีจำนวน 1.5 เท่าของเงินเดือนให้กับพนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี (1 มกราคม - 31 ธันวาคม) โดยมีหลักเกณฑ์ว่า พนักงานนั้นยังคงมีสถานะเป็นพนักงาน ณ วันที่มีการจ่ายโบนัส สำหรับพนักงานที่ทำงานไม่ครบ 1 ปี บริษัทจะจ่ายให้ตามสัดส่วนเวลาการทำงาน โบนัสจะจ่ายโดยเข้าบัญชีเงินเดือนของพนักงานภายในเดือนมกราคม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2544 และจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 เนื่องจากโจทก์ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของจำเลย ณ วันที่มีการจ่ายโบนัสประจำปี 2544 ฉะนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายโบนัสคงที่ประจำปี 2544 ให้แก่โจทก์ โดยคำนวณตามสัดส่วนเวลาทำงานหรือตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ส่วนโบนัสคงที่ประจำปี 2545 นั้น โจทก์ได้พ้นสภานะการเป็นพนักงานของจำเลยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2545 ดังนั้น ณ วันที่มีการจ่ายโบนัสประจำปี 2545 ของจำเลย โจทก์ไม่มีสถานะเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายโบนัสประจำปี 2545 ให้แก่โจทก์ ที่จำเลยจ่ายโบนัสประจำปี 2545 ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนเวลาการทำงานนั้นเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 3.1 ของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่าจำเลยจะยกเหตุประสบภาวะการขาดทุนขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะระบุเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.2 ว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร มีการยุบหน่วยงานบางหน่วยซึ่งรวมถึงหน่วยงานของโจทก์และไม่มีตำแหน่งงานว่างที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของโจทก์ในหน่วยงานที่เหลืออยู่ โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวการณ์ขาดทุนก็ตาม แต่ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีลูกจ้างฟ้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ก็ได้ ดังนั้นจำเลยจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากประสบภาวะการขาดทุนไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแก้วกมล อักษราภรณ์
จำเลย — บริษัทซีจียูประกันชีวิต (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4431/2547
#113022
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนนาง ศ. ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ตายฟ้องโจทก์แต่ผู้เดียวในฐานะนายจ้างให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้นชอบที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้าง ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกจึงชอบที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้างเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่ได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปเท่านั้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตายเป็นความรับผิดตามคำพิพากษา อันเกิดจากการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับทายาทของผู้ตายและโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 จำเลยขับรถยนต์ไปในทางการที่จ้างของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อชนนางศรีนวลถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ตายได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ใช้ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะแก่ทายาทของผู้ตายรวมเป็นเงิน 565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน โจทก์ชำระเงินจำนวน 912,153 บาท ให้แก่ทายาทของผู้ตายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,140,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 912,153 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 853,417.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 58,735.89 บาท ที่โจทก์ได้ชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตายไปหรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกจึงชอบที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้างเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่ได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปเท่านั้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 58,735.89 บาท ที่โจทก์ชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตายเป็นความรับผิดตามคำพิพากษาอันเกิดจากการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับทายาทของผู้ตายและโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนดังกล่าว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ป.วิ.อ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — นายทวียศ โลวาศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4431/2547
#411088
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 ชอบที่จะได้รับการชดใช้จากลูกจ้างเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่ได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชดใช้แก่ทายาทของผู้ตายเป็นความผิดตามคำพิพากษาอันเกิดจากการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับทายาทของผู้ตายและโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี จึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้แก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2ง-3130 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อชนนางศรีนวล ทองเดช ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ตายได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ใช้ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะแก่ทายาทของผู้ตายรวมเป็นเงิน 565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ชำระเงินจำนวน 912,153 บาท ให้แก่ทายาทของผู้ตายแล้วโจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,140,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 912,153 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 853,417.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนนางศรีนวล ทองเดช ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ตายฟ้องโจทก์แต่ผู้เดียวในฐานะนายจ้างให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2532 จะกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน มีปัญหาตามฎีกาโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 58,735.89 บาท ที่โจทก์ได้ชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตายไปหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกจึงชอบที่จะได้รับชดใช้จากลูกจ้างเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่ได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปเท่านั้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 58,735.89 บาท ที่โจทก์ชดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ตายเป็นความรับผิดตามคำพิพากษาอันเกิดจากการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับทายาทของผู้ตายและโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — นายทวียศ โลวาศรี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4428/2547
#411438
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารพาณิชย์กับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี แต่การก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีการสร้างส่วนที่เป็นที่พลาซ่าและส่วนที่เป็นตลาด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิ ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารตามรูปแบบที่กำหนดไว้ชัดเจน ในลักษณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแบบแปลนและแก้ไขแบบแปลนตามความต้องการได้ การยื่นขออนุญาตแบบแปลนอาคารใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา และยอมให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิหาคนเช่าและเรียกเงินค่าก่อสร้างจากผู้มาจองเช่าอาคาร โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้กับผู้มาจอง โดยเฉพาะอาคารพลาซ่าระบุว่าเมื่อหักค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายแล้วกำไรให้แบ่งกันคนละครึ่ง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคู่สัญญาร่วมประโยชน์ในทางการค้าที่จะต้องดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดตามที่ได้แจ้งแก่โจทก์ผู้ทำสัญญาว่าจ้างอาคารกับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้สิทธิจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาก่อสร้างยกสิทธิ เมื่อการก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ทำสัญญาก่อสร้างอาคารกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์คืนเงินช่วยค่าก่อสร้างแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาร่วมกันทางการค้าเพื่อก่อสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ อาคารพลาซ่า และอาคารขายสินค้าแบบแผงตลาดบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 และ 1189 ของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเกี่ยวกับแบบก่อสร้างและขออนุญาตก่อสร้างในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อทำเป็นศูนย์การค้า เมื่อก่อสร้างเสร็จอาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนให้ผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างเช่ามีกำหนด 30 ปี โจทก์ตกลงทำสัญญาออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ 1 คูหา จำนวน 1,200,000 บาท จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวเสร็จแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ และไม่ดำเนินการทำเป็นศูนย์การค้า เมื่อโจทก์จะฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงตกลงจะดำเนินการทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์การค้าและตกแต่งอาคารให้สมบูรณ์ใช้ประโยชน์ได้ใน 3 เดือน กับจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนการเช่าให้มีกำหนด 28 ปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ทำการก่อสร้างตามที่ตกลงไว้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำการค้าหรือใช้ประโยชน์ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,940,144 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,283,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิต่อกัน ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลูกสร้างอาคาร สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินเป็น 3 รูปแบบ คือ อาคารพลาซ่า อาคารพาณิชย์ขนาด 3.75 ชั้น และอาคารขายสินค้าแบบแผงตลาด โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารพาณิชย์ 3.75 ชั้น กับจำเลยที่ 2 ในราคา 1,200,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 แต่การก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีการสร้างส่วนที่เป็นพลาซ่า และส่วนที่เป็นตลาด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่หุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 เพราะสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีกำหนดส่วนแบ่งกำไรขาดทุนกัน และจำเลยทั้งสองไม่เคยเจรจาตกลงกับโจทก์และผู้เช่าคนใดว่าจำเลยทั้งสองจะจัดสร้างอาคารพลาซ่าให้เสร็จใน 1 ปี หรือซ่อมแซมอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 3 เดือน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ระบุชัดว่า จำเลยที่ 1 จะได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารตามรูปแบบที่กำหนดไว้ชัดเจน ในลักษณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแบบแปลนและแก้ไขแบบแปลนตามความต้องการได้ การยื่นขออนุญาตแบบแปลนอาคารใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว และยอมให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิหาคนเช่าและเรียกเงินค่าก่อสร้างจากผู้มาจองเช่าอาคารดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้มาจองมีกำหนด 30 ปี โดยเฉพาะอาคารพลาซ่าระบุว่าเมื่อหักค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายแล้วกำไรให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นคู่สัญญาร่วมประโยชน์ในทางการค้าที่จะต้องดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดตามที่ได้แจ้งแก่โจทก์ผู้ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยที่ 2 เพื่อได้สิทธิจดทะเบียนเช่ากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสาร จ.1 และ จ.3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงกับโจทก์ในเวลาต่อมาว่าจำเลยทั้งสองจะจัดสร้างอาคารพลาซ่าให้เสร็จใน 1 ปี หรือจะซ่อมแซมอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 3 เดือน นั้น เห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย จ.3 ได้ระบุเรื่องกำหนดเวลาก่อสร้างของอาคารต่าง ๆ ไว้ชัดเจนแล้ว เช่นกรณีตึกแถวอาคารพาณิชย์ 3.75 ชั้น กำหนดเวลาก่อสร้าง 1 ปี เป็นต้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา เมื่อการก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีส่วนที่สร้างพลาซ่า ไม่มีตลาดสด จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและสัญญาเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินช่วยค่าก่อสร้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาเช่าไม่อนุญาตให้โจทก์นำไปเช่าช่วง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากผิดสัญญาได้ แม้จะได้มีการบอกเลิกสัญญาแล้วซึ่งในข้อนี้ได้ความว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารที่เช่า ไม่ใช่เป็นการกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์จะนำไปให้เช่าช่วงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ อีกทั้งค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์มานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเสาวลักษณ์ วิเศษเจริญพร
จำเลย — นายประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2547
#113021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารกับหน่วยราชการ ต่อมาโจทก์โอนสิทธิและมอบอำนาจในการรับเงินแต่ละงวดทั้งหมดให้แก่บริษัท ว. และโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ให้บริษัท ว. เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้ เมื่อโจทก์ยังเป็นคู่สัญญากับทางราชการ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) โดยมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีที่ได้รับชำระค่าบริการ ตามมาตรา 78/1 (2) และอาจนำภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายที่โจทก์เรียกเก็บจากทางราชการในกรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากทางราชการได้ ตามมาตรา 82/3 และ 82/4 การที่โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นการเสียภาษีไปตามความรับผิดในการที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นความรับผิดตามกฎหมาย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับได้ และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์และของบริษัท ว. หาได้เป็นการซ้ำซ้อนกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งสิ้น ๑๑,๒๕๒,๙๑๐.๔๕ บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓,๐๓๕,๗๕๒ บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเพราะโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์จึงไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดส่วนราชการผู้ว่าจ้างได้ขอรับใบกำกับภาษีจากผู้รับโอนสิทธิทำให้โจทก์เสียสิทธิในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนเพราะโจทก์ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ส่วนราชการ โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินค่าจ้างดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์อีก ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกับเพิกถอนคำสั่งอายัดแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้งดเบี้ยปรับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล โรงพยาบาลสตูล และสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสตูล กับทางราชการ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิในการรับเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด หลังจากทำการก่อสร้างแล้วทางราชการได้จ่ายค่าจ้างแต่ละงวดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระภาษีแก่จำเลย โดยโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีแก่จำเลย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มอบให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และมอบโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างแทนแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะมอบโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ไปแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังคงเป็นคู่สัญญากับทางราชการ การที่บริษัทผู้รับโอนรับเงินค่าจ้างไปก็รับไปในฐานะตัวแทนของโจทก์ ดังจะเห็นได้จากสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างในข้อ ๓ ระบุว่าในการรับเงินดังกล่าวผู้โอนสิทธิตกลงมอบอำนาจให้ผู้รับโอนสิทธิเป็นผู้รับเงินค่าจ้างโดยตรงจากผู้ว่าจ้าง จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการรับเงินดังกล่าวเป็นการรับเงินแทนโจทก์ โจทก์ยังคงเป็นคู่สัญญากับทางราชการอยู่ ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๒ (๑) เมื่อทางราชการจ่ายค่าจ้างในแต่ละงวดโดยบริษัทผู้รับโอนรับไปนั้นก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินค่าจ้างดังกล่าว ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๘/๑ (๒) โดยโจทก์จะต้องเรียกเก็บจากผู้รับบริการตามมาตรา ๘๒/๔ และจะต้องนำรายได้ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งชำระภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๓ แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ยังกำหนดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน ไม่ว่าจะมีการให้บริการในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า หากโจทก์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจะเป็นการซ้ำซ้อนกันเนื่องจากบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ก็ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้ไว้เช่นกันนั้น เห็นว่า การที่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้รับมอบอำนาจให้รับเงินค่าจ้างแทนโจทก์ ก็เนื่องจากโจทก์ได้มอบให้บริษัทดังกล่าวทำการก่อสร้างแทนโจทก์ จึงเท่ากับว่าโจทก์ได้จ้างให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อสร้างแทนโจทก์ดังกล่าว บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ให้บริการแก่โจทก์ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะเป็นผู้ประกอบการ และเป็นผู้ให้บริการโดยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ และออกใบกำกับภาษีขายให้แก่โจทก์ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ถูกเรียกเก็บดังกล่าว โจทก์ก็สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อ ซึ่งจะนำไปหักภาษีขายที่โจทก์เรียกเก็บจากทางราชการในกรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากทางราชการ ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา ๘๒/๔ และมาตรา ๘๒/๓ แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งในกรณีนี้ในชั้นอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้พิจารณาปรับปรุงนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีของบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด มาหักภาษีขายให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น หากโจทก์ทำการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง โจทก์ก็ชอบจะนำภาษีซื้อไปหักภาษีขายได้ ทำให้ไม่มีรายการเสียภาษีซ้ำซ้อนกันระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์กับบริษัทวนรัตน์เอนจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด การที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ จึงเป็นการเรียกให้โจทก์รับผิดตามความรับผิดที่โจทก์มีตามกฎหมาย การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์และของบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด จึงหาได้ซ้ำซ้อนกันดังที่โจทก์อุทธรณ์มาไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/1 (2) ม. 82 (1) ม. 82/3 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาณัติการโยธา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2547
#411433
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารกับทางราชการ แม้ต่อมาโจทก์จะโอนสิทธิในการรับเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัท ว. และทางราชการจ่ายค่าจ้างแต่ละงวดให้แก่บริษัท ว. โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระภาษีแก่จำเลย แต่โจทก์ก็ยังเป็นคู่สัญญากับทางราชการ การที่ผู้รับโอนรับค่าจ้างไปก็รับไปในฐานะตัวแทนของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นผู้มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) เมื่อทางราชการจ่ายค่าจ้างแต่ละงวดโดยบริษัทผู้รับโอนรับเงินไปก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินค่าจ้างดังกล่าว โจทก์จะต้องนำรายได้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมาตรา 83 กำหนดให้โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน ไม่ว่าจะมีการให้บริการในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม และกรณีเช่นนี้ไม่เป็นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนเนื่องจากการที่โจทก์มอบอำนาจให้บริษัท ว. ทำการก่อสร้างแทนโจทก์เท่ากับว่าโจทก์ได้จ้างให้บริษัท ว. ก่อสร้างแทนโจทก์ดังกล่าว บริษัท ว. จึงเป็นผู้ให้บริการแก่โจทก์ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะเป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้ให้บริการโดยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ และออกใบกำกับภาษีขายให้แก่โจทก์ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ถูกเรียกเก็บดังกล่าวโจทก์สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อ ซึ่งจะสามารถนำไปหักภาษีขายที่โจทก์เรียกเก็บจากทางราชการในกรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากทางราชการในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,035,752 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเพราะโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์จึงไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดส่วนราชการผู้ว่าจ้างได้ขอรับใบกำกับภาษีจากผู้รับโอนสิทธิทำให้โจทก์เสียสิทธิในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนเพราะโจทก์ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ส่วนราชการ โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินค่าจ้างดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์อีก ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จำนวน 3 ฉบับ และลงวันที่ 23 ธันวาคม 2541 จำนวน 5 ฉบับ กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สต./1/2543 ถึง สต./8/2543 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 และขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกับเพิกถอนคำสั่งอายัดแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 9305/5/100045 ถึง 9305/5/100047 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 และเลขที่ 9305/5/100053 ถึง 9305/5/100057 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2541 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สต./1/2543 ถึง สต./8/2543 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 โดยให้งดเบี้ยปรับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 และวันที่ 15 กันยายน 2540 โจทก์ได้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาลโรงพยาบาลสตูล และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล กับทางราชการตามสัญญาเลขที่ 71/2540 และเลขที่ สต.130/2540 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิในการรับเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด หลังจากทำการก่อสร้างแล้วทางราชการได้จ่ายค่าจ้างแต่ละงวดให้แก่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระภาษีแก่จำเลยโดยโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีแก่จำเลย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มอบให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และมอบโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างแทนแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะมอบโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ไปแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังคงเป็นคู่สัญญากับทางราชการ การที่บริษัทผู้รับโอนรับเงินค่าจ้างไปก็รับไปในฐานะตัวแทนของโจทก์ดังจะเห็นได้จากสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้าง เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 18 ถึง 19 ในข้อ 3 ระบุว่าในการรับเงินดังกล่าวผู้โอนสิทธิตกลงมอบอำนาจให้ผู้รับโอนสิทธิเป็นผู้รับเงินค่าจ้างโดยตรงจากผู้ว่าจ้าง จึงเป็นได้ชัดเจนว่าการรับเงินดังกล่าวเป็นการรับเงินแทนโจทก์ โจทก์ยังคงเป็นคู่สัญญากับทางราชการอยู่ ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82 (1) เมื่อทางราชการจ่ายค่าจ้างในแต่ละงวดโดยบริษัทผู้รับโอนรับไปนั้นก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินค่าจ้างดังกล่าว ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 (2) โดยโจทก์จะต้องเรียกเก็บจากผู้รับบริการตามมาตรา 82/4 และจะต้องนำรายได้ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งชำระภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ยังกำหนดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน ไม่ว่าจะมีการให้บริการในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า หากโจทก์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจะเป็นการซ้ำซ้อนกันเนื่องจากบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ก็ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้ไว้เช่นกันนั้น เห็นว่า การที่บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้รับมอบอำนาจให้รับเงินค่าจ้างแทนโจทก์ ก็เนื่องจากโจทก์ได้มอบให้บริษัทดังกล่าวทำการก่อสร้างแทนโจทก์ จึงเท่ากับว่าโจทก์ได้จ้างให้บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อสร้างแทนโจทก์ดังกล่าว บริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด จึงเป็นผู้ให้บริการแก่โจทก์ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะเป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้ให้บริการโดยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ และออกใบกำกับภาษีขายให้แก่โจทก์ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ถูกเรียกเก็บดังกล่าว โจทก์ก็สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อ ซึ่งจะนำไปหักภาษีขายที่โจทก์เรียกเก็บจากทางราชการในกรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากทางราชการในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/4 และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งในกรณีนี้ในชั้นอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้พิจารณาปรับปรุงนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีของบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด มาหักภาษีขายให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น หากโจทก์ทำการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง โจทก์ก็ชอบจะนำภาษีซื้อไปหักภาษีขายได้ ทำให้ไม่มีรายการเสียภาษีซ้ำซ้อนกันระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์กับบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด การที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ จึงเป็นการเรียกให้โจทก์รับผิดตามความรับผิดที่โจทก์มีตามกฎหมาย การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์และของบริษัทวนรัตน์เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด จึงหาได้ซ้ำซ้อนกันดังที่โจทก์อุทธรณ์มาไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82 (1) ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาณัติการโยธา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2547
#112962
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขอถอดถอนเป็นทายาทเจ้ามรดกอ้างว่าเงินในบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารเป็นทรัพย์มรดกทั้งหมด แต่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอ้างว่ามีสิทธิในเงินฝากดังกล่าวหนึ่งในสี่ส่วน และไม่ยอมลงลายมือชื่อถอนเงินดังกล่าวมาแบ่งปันให้แก่ทายาท ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตเพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ย ผลการไกล่เกลี่ยตกลงกันว่าให้กันเงินตามส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์เฉพาะตนไว้ในบัญชีที่เหลือนอกนั้นคงถอนมาแบ่งกันตามส่วนของทายาท ซึ่งผู้ร้องได้จัดการเสร็จสิ้นแล้ว พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ขอถอดถอนเท่านั้น แต่หาใช่เหตุที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้ละเลยไม่กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินนอกพินัยกรรมของนายเด็น พิมาน ผู้ตาย ร่วมกับผู้คัดค้าน

ผู้ขอถอดถอนยื่นคำร้องขอ ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินนอกพินัยกรรมของผู้ตาย และตั้งนายประกิจ พิมาน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ขอถอดถอน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกคำร้องขอถอดถอน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ขอถอดถอนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินนอกพินัยกรรมของนายเด็น พิมาน ผู้ตาย และตั้งนายประกิจ พิมาน เป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินนอกพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกับผู้คัดค้าน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ขอถอดถอน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกนอกพินัยกรรมของผู้ตาย ก็ได้มีการจัดการแบ่งปันมรดกของผู้ตายให้ทายาทไปจนเหลือเฉพาะเงินฝากตามบัญชีเงินฝากที่ธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต รวม 2 บัญชี ที่ผู้ตายได้นำเงินจากบัญชีอื่นของผู้ตายมาเปิดเป็นบัญชีตามบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยมีชื่อผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และนายประกิจ พิมาน เป็นเจ้าของบัญชีร่วมกับผู้ตาย และมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายคือผู้ตายผู้เดียวหรือผู้มีชื่อคนอื่นสองคนร่วมลงลายมือชื่อ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามสิทธิในฐานะเจ้าของรวมอยู่ 1 ใน 4 ส่วน จึงตกลงกันไม่ได้ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมจึงไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตเพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ย ผลการไกล่เกลี่ยตกลงกันว่าคงให้กันเงินตามส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์เฉพาะตนไว้ในบัญชี ที่เหลือนอกนั้นคงให้ถอนมาแบ่งกันตามส่วนของทายาท ซึ่งผู้ร้องก็ได้จัดการดำเนินการจนเสร็จสิ้น พฤติการณ์ของผู้ร้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ขอถอดถอนเท่านั้น แต่หาใช่เหตุที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้ละเลยไม่กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในอันที่ผู้ขอถอดถอนจะมาร้องเพื่อขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ตามคำร้องของผู้ขอถอดถอนไม่

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นควรให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอนุชา พิมาน
ผู้ขอถอดถอน — นางสาวสุณี พิมาน
ผู้คัดค้าน — นายสมยศ พิมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายทรงเดช ผดุงพัฒนโนดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4392/2547
#411429
เปิดฉบับเต็ม

ต. ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 30 ปี และจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้ ต. กู้ยืมเงิน 300,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท การกู้ยืมเงิน ต. จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่เรียกให้ ต. ชำระดอกเบี้ยนับแต่กู้ยืมเงินแต่ให้ชำระเมื่อครบกำหนดการเช่า 30 ปี ถ้ามีการต่ออายุสัญญาเช่าเป็นงวดที่สองอีก 30 ปี จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนี้ การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่าง ต. กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นแต่เพียงคำมั่นของ ต. ว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพัน ต. เพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อน ต. ถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่า ต. ถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของ ต. ย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกของ ต. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และให้ส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ทันที หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์เข้ารื้อถอนพร้อมขนย้ายสิ่งของได้เองโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าระหว่างนายตนัยกับจำเลยที่ 1 มีคำมั่นของนายตนัยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 1 งวด มีกำหนด 30 ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท เพียงแต่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่ามีหนังสือแจ้งขอเช่าต่อไปยังฝ่ายผู้ให้เช่า เมื่อนายตนัยถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกย่อมต้องรับหน้าที่ในการให้เช่าต่อแทนนายตนัย ประกอบกับสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าที่มีค่าตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา กล่าวคือ นายตนัยได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากเจ้าของเดิมโดยมีข้อตกลงในการกู้ยืมเงินว่า นายตนัยจะต้องให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด 30 ปี และเมื่อครบกำหนดแล้วนายตนัยต้องให้จำเลยที่ 1 ต่อสัญญาเช่าไปอีก 30 ปี ในเมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งขอเช่าต่อและนายตนัยยอมรับข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงให้นายตนัยกู้ยืมเงินไปโดยนายตนัยได้นำที่ดินที่ซื้อจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หลังจากเช่าจำเลยที่ 1 ได้ลงทุนก่อสร้างอาคารสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิตามสัญญาโดยขอต่อสัญญาเช่าไปยังโจทก์แล้ว โจทก์จึงต้องยอมให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินต่อไปอีกมีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท ที่ดินโจทก์ให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อไปอีกมีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2570 ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท ถ้าโจทก์ไม่ไปทำการจดทะเบียนต่อสัญญาเช่า ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การกู้ยืมเงินระหว่างนายตนัยกับจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินเพื่อช่วยเหลือกิจการค้าน้ำมันมิใช่เพื่อซื้อที่ดิน จึงไม่เป็นสัญญาเช่าที่มีค่าตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้นายตนัยจะมีคำมั่นว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปมีกำหนด 30 ปีก็ตาม แต่นายตนัยได้ถึงแก่ความตายก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือสนองรับคำมั่นต่อนายตนัย การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิขอต่ออายุสัญญาเช่าภายหลังและทราบว่านายตนัยถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินของโจทก์ต่อมาจึงเป็นการละเมิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ 100,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้เช่า และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้อยู่โดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าตามสัญญาเช่าปีละ 6,000 บาท ซึ่งถือได้ว่ามีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่เกินเดือนละ 4,000 บา และ 10,000 บาท ตามลำดับ แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องด้วยว่าหากโจทก์จะให้ผู้อื่นเช่าในปัจจุบันจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000,000 บาท และโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกร้องค่าเสียหายเดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์ โดยโจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น หากแต่เรียกร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากที่ดินพิพาทเท่านั้น คู่ความจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และมาตรา 248 วรรคสอง

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกมีว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนายตนัย บุนนาค กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่การเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากโจทก์ จึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายเบื้องต้น สำหรับข้ออ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของนายตนัยเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ให้กู้ยืมเงิน กับการเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ข้างต้นเป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติธรรมดาไม่ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนายตนัย บุนนาค กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสองมีว่า จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้พิพากษาบังคับโจทก์ปฏิบัติตามข้อความในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามสัญญาที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ในข้อ 3.2 มีข้อตกลงว่านายตนัยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ต้องมีหนังสือแจ้งแก่นายตนัยผู้ให้เช่าก่อนสิ้นอายุการเช่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของนายตนัยผู้ให้เช่าได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.9 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ทราบว่านายตนัยผู้ให้เช่าได้ถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 และจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งแล้วตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.3 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.11) แจ้งความประสงค์ในการที่จะเช่าที่ดินพาทต่อไปอีก 30 ปี แก่โจทก์และโจทก์ได้รับแจ้งแล้ว โจทก์ปฏิเสธที่จะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก เห็นว่า ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นแต่เพียงคำมั่นของนายตนัยว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้นยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมตามเอกสารหมาย จ.4 จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพันนายตนัยเพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อนนายตนัยถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่านายตนัยถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ เหตุนี้คำมั่นของนายตนัยย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป็นมรดกของนายตนัย จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังจำเลยทั้งสามฎีกา จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปี ไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่าการที่จะให้ผู้เช่าสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าก่อนผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะการถึงแก่ความตายของผู้ให้เช่าก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าเดิมเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ทางผู้เช่าจะทราบได้นั้น เห็นว่า ถ้าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหรือฟังไม่ได้ว่าผู้เช่าได้รู้หรือทราบก่อนจะสนองรับว่าผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว กรณีก็ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของผู้ให้เช่าจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันทายาทผู้รับมรดกหรือผู้รับโอนให้ต้องปฏิบัติตาม แต่สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วหรือทราบก่อนจะสนองรับว่านายตนัยผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว กรณีก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามหรือไม่เพียงใดจำเลยทั้งสามฎีกาเกี่ยวกับประเด็นข้อนี้สรุปเป็นความได้ว่า เมื่อโจทก์ไม่จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปี เป็นความผิดของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปสูงกว่าความจริง และไม่ควรเกินเดือนละ 10,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาว่า การที่จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าเดิมแล้วย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์และโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่เห็นสมควรกำหนดเรื่องค่าเสียหาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้มาก็เป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ดังกล่าวมาเบื้องต้นและเมื่อเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ที่กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 วรรคสอง ม. 360 ม. 454 ม. 537 ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมยุรี บุนนาค
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2547
#112909
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.8 จะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันจำนวน 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดให้คิดในราคาไร่ละ 350,000 บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดราคาตามเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 แม้รังวัดที่ดินพิพาทจะมีเนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนด ก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 466

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิเรียกมัดจำคืนและไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหาย? ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืน และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย โจทก์ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อที่ดินและถูกริบเงินมัดจำตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง ถ้าหากถูกริบเงินมัดจำก็เป็นเพราะโจทก์ผิดสัญญา โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินข้างเคียง ถ้าโจทก์ต้องเสียหาย ก็ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อที่พิพาทของจำเลยทั้งสอง เนื้อที่ ๓๑ ไร่ ๓ งาน ๔ ตารางวา ในราคาไร่ละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑,๑๑๖,๐๐๐ บาท โจทก์วางเงินมัดจำในวันทำสัญญาเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้แก่จำเลยทั้งสองในวันจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๙ และมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองจะต้องทำการรังวัดสอบเขตที่ดินใหม่ได้เนื้อที่ดินจริงเท่าใดให้คิดราคากันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ถ้าเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดที่ดินให้คิดราคาไร่ละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.๘? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.๘ ระบุ เนื้อที่ดินที่จะซื้อขายกันไว้จำนวน ๓๑ ไร่ ๓ งาน ๔ ตารางวา แต่เมื่อรังวัดสอบเขตแล้ว เหลือเนื้อที่จริงเพียง ๒๓ ไร่ ๙๓ ตารางวา ขาดหายไปจำนวน ๘ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา คิดเป็นเงินจำนวนร้อยละ ๒๗ ของเนื้อที่ดินที่จะซื้อขายกัน ซึ่งขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ ๕ แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ นั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก อนึ่ง ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้า แห่งเนื้อที่ ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น" หมายความว่า สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าหรือมากกว่าเกินร้อยละห้าของจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ผู้มีสิทธิ บอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือรับเอาไว้โดยชำระราคาตามส่วนก็ได้ เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๘ แล้ว แม้ตอนแรกจะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันจำนวน ๓๑ ไร่ ๓ งาน ๔ ตารางวา แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดราคาตามเนื้อที่รังวัด ได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดให้คิดในราคาไร่ละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดราคาตามเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ แม้รังวัด ที่ดินพิพาทแล้วจะมีเนื้อที่ที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนด ก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ อีกทั้งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.๘ ให้สิทธิผู้จะซื้อที่จะเลิกสัญญาในกรณีรังวัดที่ดินแล้วได้เนื้อที่น้อยกว่าเนื้อที่ในโฉนดมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.๘ ในกรณีนี้ไม่ได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสอง มิได้ดำเนินการขอออกโฉนดใหม่ในที่ดินพิพาทตามที่รังวัดสอบเขตใหม่ ซึ่งเป็นการผิดสัญญานั้น เห็นว่า สัญญา จะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.๘ เพียงแต่กำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่เท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องขอออกโฉนดที่ดินใหม่ อีกทั้งที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแล้วไม่จำต้องออกโฉนดใหม่อีก เมื่อจำเลยทั้งสอง ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทใหม่ตามเอกสารหมาย ล.๗ และแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วอันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.๘ แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทถูกนายปรีชากับนางแหวนครอบครองปรปักษ์อันเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ทำให้จำเลยทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทโดยกันส่วนที่บุคคลอื่นที่บุกรุกและครอบครอง ปรปักษ์แล้ว เหลือเนื้อที่ดินเพียง ๒๓ ไร่ ๘๙๓ ตารางวา อันเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ดินที่ปลอดภาระหรือการรอนสิทธิใด ๆ จำเลยทั้งสองจึงไม่ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อจำเลยทั้งสองได้เตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ยอมรับโอนโดยข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยจึงมีสิทธิรับเงินมัดจำที่โจทก์มอบแก่จำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๘ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี สุดดี
จำเลย — นายเต็ก ถุงศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2547
#411086
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยระบุจำนวนเนื้อที่ไว้หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าหรือมากกว่าเกินร้อยละห้าของจำนวนเนื่อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือรับเอาไว้โดยชำระราคาตามส่วนก็ได้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท แม้ตอนแรกจะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันมีเนื้อที่แน่นอน แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดที่คิดในราคาไร่ละ 350,000 บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดตามราคาเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 แม้รังวัดที่ดินพิพาทแล้วจะมีเนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนดก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตราดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาให้สิทธิผู้จะซื้อที่จะบอกเลิกสัญญาในกรณีรังวัดที่ดินแล้วได้เนื้อที่น้อยกว่าเนื้อที่โฉนดมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายในกรณีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาท เนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 350,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 11,116,000 บาท วันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 2,000,000 บาท ราคาที่ดินส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยจำเลยทั้งสองต้องดำเนินการรังวัดตรวจสอบเขตและจำนวนเนื้อที่ดินให้เรียบร้อยก่อนวันดังกล่าวเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระผูกพันใดๆ จำเลยทั้งสองผิดสัญญาโดยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เพีง 23 ไร่ 93 ตารางวา ซึ่งมีจำนวนเนื้อที่ดินน้อยกว่าเนื้อที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 8 ไร่ 2 งาน 11 ตารางวา คิดเป็นร้อยละ 27 ของที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย และทวงถามให้จำเลยคืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 2913 ได้เนื้อที่ 23 ไร่ 93 ตารางวา และแจ้งผลการรังวัดให้โจทก์ทราบ โจทก์ทราบแล้วไม่โต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืน และไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินมัดจำ 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2913 ตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทั้งสอง เนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา ในราคาไร่ละ 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 11,116,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำในวันทำสัญญาเป็นเงิน 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้แก่จำเลยทั้งสองในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 6 กันยายน 2539 และมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองจะต้องทำการรังวัดสอบเขตที่ดินใหม่ได้เนื้อที่ดินจริงเท่าใดให้คิดราคากันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ ถ้าเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดที่ดินให้คิดราคาไร่ละ 350,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขาย นอกจากนี้โจทก์ยังตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของนายปรีชา จันทร์เจริญผล ซึ่งเป็นที่ดินติดถนนสายเลียบแม่น้ำอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินพิพาทและทำสัญญาจะซื้อที่ดินของนายลำใย สุขสำราญ นางสมใจ สุขสำราญ นายช้อย อ่ำระมาด และนายสิงห์ พุ่มกลั่น ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงติดต่อกับที่ดินพิพาท รวมเป็นเนื้อที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อทั้งสิ้น 100 ไร่เศษ แต่เมื่อถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แปลงใดเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2538 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันไว้จำนวน 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดสอบเขตแล้วเหลือเนื้อที่จริงเพียง 23 ไร่ 93 ตารางวา ขาดหายไปจำนวน 8 ไร่ 2 งาน 11 ตารางวา คิดเป็นจำนวนร้อยละ 27 ของเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน ซึ่งขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก

อนึ่ง ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้า แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น" หมายความว่า สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าหรือมากกว่าเกินร้อยละห้าของจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายหรือรับเอาไว้โดยชำระราคาตามส่วนก็ได้ เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้วแม้ตอนแรกจะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันจำนวน 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่าผู้จะขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดให้คิดในราคาไร่ละ 350,000 บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดราคาตามเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 แม้รังวัดที่ดินพิพาทแล้วจะมีเนื้อที่น้อยกว่าร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนด ก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 อีกทั้งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาให้สิทธิผู้จะซื้อที่จะเลิกสัญญาในกรณีรังวัดที่ดินแล้วได้เนื้อที่น้อยกว่าเนื้อที่ในโฉนดมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายในกรณีนี้ไม่ได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการขอออกโฉนดใหม่ในที่ดินพิพาทตามที่รังวัดสอบเขตใหม่ ซึ่งเป็นการผิดสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายเพียงแต่กำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่เท่านั้นมิได้กำหนดให้ต้องขอออกโฉนดที่ดินใหม่ อีกทั้งที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแล้วไม่จำต้องออกโฉนดใหม่อีก เมื่อจำเลยทั้งสองได้นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทใหม่และแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วอันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วจำเลยทั้งสองจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทถูกนายปรีชากับนางแหวนครอบครองปรปักษ์อันเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ทำให้จำเลยทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทโดยกันส่วนที่บุคคลอื่นบุกรุกและครอบครองปรปักษ์แล้ว เหลือเนื้อที่ดินเพียง 23 ไร่ 93 ตารางวา อันเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ซึ่งเป็นที่ดินที่ปลอดภาระหรือการรอนสิทธิใดๆ จำเลยทั้งสองจึงไม่ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อจำเลยทั้งสองได้เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ยอมรับโอนโดยข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำที่โจทก์มอบแก่จำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี สุดดี
จำเลย — นายเต็ก ถุงศิลป์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2547
#113060
เปิดฉบับเต็ม

ใบกำกับภาษีซื้อซึ่งมีข้อความครบถ้วนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/4 ระบุที่อยู่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าตามที่อยู่ซึ่งเป็นสถานประกอบการจริง แม้ไม่ตรงกับที่ที่โจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลและที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีซื้อที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันจะต้องห้ามไม่ให้นำมาหักจากภาษีขายตามมาตรา 82/5 (2)

หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อทำเป็นหนังสือต้องทำให้ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 คือต้องให้เหตุผลไว้ด้วยทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิงและเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แม้การแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 และ 34 มิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แทน คือต้องให้มีเหตุผลไว้ด้วย เมื่อหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ได้ให้เหตุผลไว้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีที่ยังขาดพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบแล้ว แต่ให้งดเบี้ยปรับ โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คือไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการประเมินและการวินิจฉัยอุทธรณ์แจ้งเพียงเหตุย่อ ๆ โจทก์ซึ่งเป็นราษฎรไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายไม่เข้าใจเรื่องที่ถูกแจ้งการประเมิน จึงไม่สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลได้ประเด็นครบถ้วน ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบี้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยระบุว่าสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 19/3 ถนนมนตรี ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยระบุที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตามที่อยู่ข้างต้น แต่ความจริงโจทก์ประกอบการค้าอยู่ที่เลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มาโดยตลอด ต่อมาโจทก์จึงได้จดทะเบียนแก้ไขที่อยู่ของสำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ให้ตรงกับความเป็นจริง และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแก้ไขที่อยู่ของโจทก์ให้ถูกต้องเช่นเดียวกัน ในเดือนภาษีมีนาคม 2536 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ได้ใช้ใบกำกับภาษีซื้อที่ระบุที่อยู่ของโจทก์เลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้มาคำนวณหักภาษีขายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนข้างต้น ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบและเห็นว่าใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวไม่ชอบด้วยมาตรา 86/4 (2) แห่ง ป.รัษฎากรไม่อาจนำมาคำนวณหักภาษีขายได้ จึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ชำระใหม่ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินดังกล่าวชอบแล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายนั้นไม่ชอบด้วยมาตรา 86/4 (2) แห่ง ป. รัษฎากร เพราะที่อยู่ของโจทก์ไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่จดทะเบียนตั้งบริษัทและไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เห็นว่า มาตรา 86/4 (2) แห่ง ป.รัษฎากร ที่จำเลยอ้างนั้น บัญญัติว่า ใบกำกับภาษีต้องมีรายการ ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี? แต่ใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายโจทก์ไม่ได้เป็น ผู้ออก แต่ผู้ขายสินค้าให้แก่โจทก์เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีดังกล่าว ดังนั้นกรณีของโจทก์จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา 86/4 (2) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 86/4 (3) คือ รายการชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าซึ่งตามบทบัญญัติข้างต้นระบุแต่เพียงใบกำกับภาษีต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น เมื่อโจทก์มีที่อยู่จริงตามเลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตรงตามที่ระบุในใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขาย ใบกำกับภาษีดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฏหมายตามมาตรา 86/4 ไม่ถือว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 82/5 (2) โจทก์จึงสามารถนำใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวมาคำนวณหักภาษีขายในแต่ละเดือนได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลชอบด้วย พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ต่างก็เป็นคำสั่งทางปกครองทั้งสิ้น เพราะเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพทางสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งมาตรา 37 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ และการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" เมื่อพิเคราะห์หนังสือแจ้งการประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าทั้งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวข้างต้นระบุแต่เพียงว่าโจทก์ยื่นภาษีขาดไปเป็นจำนวนเท่าใด และจะต้องชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเท่าใดเท่านั้น ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ให้เหตุผลแต่เพียงว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องชอบแล้ว ส่วนกรณีที่เห็นว่าควรผ่อนผันก็ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้น และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลด จะเห็นได้ว่าทั้งหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่างก็เป็นคำวินิจฉัยที่ทำเป็นหนังสือ จึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิงและเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องระบุอีก หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยแจ้งชัดย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ ป. รัษฎากร มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมิน หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้" และมาตรา 34 แห่ง ป. รัษฎากร บัญญัติว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการแจ้งการประเมินและวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าในการแจ้งการประเมินตามมาตรา 20 แห่ง ป.รัษฎากรนั้น ให้แจ้งให้ผู้ต้องเสียภาษีอากรทราบ แม้จะไม่ได้ระบุวิธีการแจ้งว่าจะต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ และมิได้บังคับว่าจะต้องให้เหตุผลก็ตาม ส่วนในเรื่องการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น แม้มาตรา 34 แห่ง ป.รัษฎากรจะบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือและมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลเช่นเดียวกันนั้นก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินโดยทำเป็นหนังสือไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรแล้ว หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งแม้ว่าการแจ้งการประเมินและการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร เป็นการเฉพาะก็ตาม แต่ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติไว้ว่า "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้" เมื่อคำสั่งทางปกครองนี้ทำเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่การแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 และ 34 มิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 และ 34 เป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้วถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แทน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายเสียทั้งสิ้น และให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 9830010/5/103397 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830010/2/100215 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/52/43 และเลขที่ ภก/40/43 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ทั้งสี่ฉบับ เสียทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 20 ม. 34 ม. 82/5 (2) ม. 86/4
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตสหไม้ไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2547
#411391
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 86/4 (2) แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติว่า ใบกำกับภาษีต้องมีรายการ ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี... แต่ใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณภาษีขายโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ออก แต่ผู้ขายสินค้าให้แก่โจทก์เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีดังกล่าว กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา 86/4 (2) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 86/4 (3) คือ รายการชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าซึ่งตามบทบัญญัติข้างต้นระบุแต่เพียงว่าใบกำกับภาษีต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น เมื่อโจทก์มีที่อยู่จริงตรงตามที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขาย แม้จะไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่จดทะเบียนตั้งบริษัทและที่อยู่ตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งแรกก่อนที่โจทก์จะขอจดทะเบียนแก้ไข ใบกำกับภาษีดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 86/4 ไม่ถือว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 86/4 (2) โจทก์จึงสามารถนำใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวมาคำนวณหักภาษีขายในเดือนนั้นได้

หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่างก็เป็นคำสั่งทางปกครองทั้งสิ้น เพราะเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพทางสิทธิและหน้าที่ของบุคคล ซึ่งจะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครองฯ มาตรา 37 กล่าวคือ จะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แม้มาตรา 20 แห่ง ป.รัษฎากรซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการแจ้งประเมินจะไม่ได้ระบุวิธีการแจ้งว่าจะต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ และมิได้บังคับว่าจะต้องให้เหตุผลก็ตาม ส่วนการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น มาตรา 34 แห่ง ป.รัษฎากรบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือและมิได้บังคับว่าจะต้องให้เหตุผลเช่นเดียวกันนั้นก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินโดยทำเป็นหนังสือไปยังผู้เสียภาษีอากรแล้ว หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และแม้ว่าการแจ้งการประเมินและการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ป.รัษฎากรเป็นการเฉพาะก็ตาม แต่ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ กำหนดว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายนี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้ เมื่อ ป.รัษฏากร มาตรา 20 และ 34 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครองฯ มาตรา 37 จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ แทน หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์พิพาทจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 9830010/2/100215 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภก/40/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 9830010/5/103408, 9830010/5/103407, 9830010/5/103406, 9830010/5/103405, 9830010/5/103404, 9830010/5/103403, 9830010/5/103402, 9830010/5/103401, 9830010/5/103400, 9830010/5/103399, 9830010/5/103398 และ 9830010/5/103397 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภก/40/2543 ถึง ภก/52/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 งดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 9830010/5/103408, 9830010/5/103407, 9830010/5/103406, 9830010/5/103405, 9830010/5/103404, 9830010/5/103403, 9830010/5/103402, 9830010/5/103401, 9830010/5/103400, 9830010/5/103399 และ 9830010/5/103398 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภก/51/2543 ถึง ภก/51/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2533 โดยระบุว่าสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 19/3 ถนนมนตรี ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2535 โดยระบุที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตามที่อยู่ข้างต้น แต่ความจริงโจทก์ประกอบการค้าอยู่ที่เลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี 2543 โจทก์จึงได้จดทะเบียนแก้ไขที่อยู่ของสำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ให้ตรงกับความเป็นจริง และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแก้ไขที่อยู่ของโจทก์ให้ถูกต้องเช่นเดียวกัน ในเดือนภาษีมีนาคม 2536 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ได้ใช้ใบกำกับภาษีซื้อที่ระบุที่อยู่ของโจทก์เลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้มาคำนวณหักภาษีขายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนข้างต้น ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบและเห็นว่าใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวไม่ชอบด้วยมาตรา 86/4 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อาจนำมาคำนวณหักภาษีขายได้ จึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ชำระใหม่ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินดังกล่าวชอบแล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าว โจทก์สามารถนำมาคำนวณหักภาษีขายในแต่ละเดือนได้หรือไม่ และเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่ว่า สมควรเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 ของโจทก์ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 9830010/5/103397 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภก/52/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 เสียด้วยหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายนั้นไม่ชอบด้วยมาตรา 86/4 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะที่อยู่ของโจทก์ไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่จดทะเบียนตั้งบริษัทและไม่ตรงกับที่อยู่ตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เห็นว่า มาตรา 86/4 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จำเลยอ้างนั้น บัญญัติว่า ใบกำกับภาษีต้องมีรายการ ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี... แต่ใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ออก แต่ผู้ขายสินค้าให้แก่โจทก์เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีดังกล่าว ดังนั้น กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา 86/4 (2) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 86/4 (3) คือรายการชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าซึ่งตามบทบัญญัติข้างต้นระบุแต่เพียงว่าใบกำกับภาษีต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น เมื่อโจทก์มีที่อยู่จริงตามเลขที่ 1/20 หมู่ที่ 3 ถนนเทพกษัตรีย์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตรงตามที่ระบุในใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขาย ใบกำกับภาษีดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 86/4 ไม่ถือว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 92/5 (2) โจทก์จึงสามารถนำใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวมาคำนวณหักภาษีขายในแต่ละเดือนได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 ตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น โจทก์ได้ใช้ใบกำกับภาษีซื้อจำนวน 67,188.74 บาท มาหักภาษีขาย แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ยอมให้โจทก์นำมาหักนั้น เมื่อได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายสามารถนำมาคำนวณหักภาษีขายได้ ดังนั้น การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องด้วย จึงต้องเพิกถอนการประเมิน หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 ในส่วนที่เป็นยอดขายของโจทก์กับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 9830010/2/100215 ถูกต้องหรือไม่ ในข้อนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงว่า วิธีการคำนวณราคาขายไม้แปรรูปของเจ้าพนักงานของจำเลยไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำนวนไม้แปรรูปที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำมาประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยอ้างว่าจำนวนไม้แปรรูปทั้งหมดมิใช่ของโจทก์แต่ผู้เดียวแต่เป็นของร้านค้าอื่นรวมอยู่ด้วยแต่โจทก์ก็ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าไม้แปรรูปของโจทก์มีจำนวนเท่าใด เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ และยังกล่าวอ้างในอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการลงบัญชีไม้แปรรูปของโจทก์ไม่ถูกต้องเพราะลงตามจำนวนไม้ที่ระบุไว้ในใบเบิกทางนำไม้และของป่าเคลื่อนที่ซึ่งมีไม้ของร้านค้าอื่นรวมอยู่ด้วย แสดงว่าโจทก์ลงบัญชีไม้ตามใบเบิกทางนำไม้และของป่าเคลื่อนที่จริง หากไม้เป็นของร้านค้าอื่นรวมอยู่ด้วยโจทก์ก็น่าจะลงบัญชีเฉพาะของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์ระบุว่าไม้ตามบัญชีเป็นของโจทก์ทั้งหมดและไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นเช่นนี้ เชื่อได้ว่าไม้แปรรูปตามบัญชีสินค้าคงเหลือที่จำเลยตรวจพบเป็นของโจทก์ทั้งหมด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำจำนวนไม้แปรรูปที่ขาดหายไปจากบัญชีสินค้าคงเหลือมาคำนวณเป็นยอดขายของโจทก์ด้วยจึงถูกต้องแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร โดยมิได้หมายเรียกโจทก์มาไต่สวนนั้น เห็นว่า มาตรา 32 บัญญัติให้อำนาจกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ มิใช่เป็นบทบัญญัติว่าในการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องมีการออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนในทุกกรณี ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้ออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนก็ไม่ทำให้การพิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์เสียไปแต่อย่างใด ส่วนข้อมูลที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะได้มาโดยวิธีการใด ๆ ก็ตาม จะถูกต้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ดังนั้น จึงฟังได้ว่าการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 กับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 9830010/5/103397, 9830010/5/103398, 9830010/5/103399, 9830010/5/103400, 9830010/5/103401, 9830010/5/103402, 9830010/5/103403, 9830010/5/103404, 9830010/5/103405, 9830010/5/103406, 9830010/5/103407 และ 9830010/5/103408 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 ตลอดจนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภก/41/2543 ถึง ภก/52/2543 ลงวันที่ 17 กันยายน 2543 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830010/2/100215 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/40/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 9830010/5/103398, 9830010/5/103399, 9830010/5/103400, 9830010/5/103401, 9830010/5/103402, 9830010/5/103403, 9830010/5/103404, 9830010/5/103405, 9830010/5/103406, 9830010/5/103407 และ 9830010/5/103408 อันเป็นการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีมีนาคม 2536 ถึงเดือนภาษีมกราคม 2537 รวม 11 ฉบับ กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/41/2543 ถึง ภก/51/2543 รวม 11 ฉบับ นั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีดังกล่าวไม่ชอบ จะต้องเพิกถอนการประเมินดังกล่าว ย่อมจะถูกเพิกถอนไปด้วยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งการประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเปลี่ยนแปลงไป คงมีปัญหาต่อไปว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 9830010/5/103397 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/52/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830010/2/100215 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/40/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 4 ฉบับดังกล่าว ต่างก็เป็นคำสั่งทางปกครองทั้งสิ้น เพราะเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพทางสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งมาตรา 37 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยและเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" เมื่อพิเคราะห์หนังสือแจ้งการประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าทั้งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวข้างต้นระบุแต่เพียงว่าโจทก์ยื่นภาษีขาดไปเป็นจำนวนเท่าใด และจะต้องชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเท่าใดเท่านั้น ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ให้เหตุผลแต่เพียงว่าการประเมินเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้อง ชอบแล้ว ส่วนกรณีที่เห็นว่าควรผ่อนผันก็ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้น และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลด จะเห็นได้ว่าทั้งหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่างก็เป็นคำวินิจฉัยที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องระบุอีก หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยแจ้งชัด ย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏและแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้" และมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการแจ้งการประเมินและวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าในการแจ้งการประเมินตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ให้แจ้งให้ผู้ต้องเสียภาษีอากรทราบ แม้จะไม่ได้ระบุวิธีการแจ้งว่าจะต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ และมิได้บังคับว่าจะต้องให้เหตุผลก็ตาม ส่วนในเรื่องการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น แม้มาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากรจะบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือและมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลเช่นเดียวกันนั้นก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินโดยทำเป็นหนังสือไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรแล้ว หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งแม้ว่าการแจ้งการประเมินและการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเป็นการเฉพาะก็ตาม แต่ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ว่า "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้" เมื่อคำสั่งทางปกครองนี้ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่การแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และ 34 มิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และ 34 เป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้วถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แทน ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830010/2/100215 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 9830010/5/103397 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/40/2543 และ ภก/52/2543 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2537 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์นำมาคำนวณหักภาษีขายเสียทั้งสิ้น และให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 9830010/5/103397 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 9830010/2/100215 ลงวันที่ 18 กันยายน 2540 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภก/52/43 และเลขที่ ภก/40/43 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ทั้งสี่ฉบับ เสียทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 20 ม. 34 ม. 86/4 (2) ม. 86/4 (3)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตสหไม้ไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4379/2547
#266687
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกับ จ. และ ว. เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจัดสรรที่ดินพร้อมสร้างอาคารพาณิชย์และทาวน์เฮาส์ขายให้แก่ประชาชน โดยใช้ชื่อว่า โครงการหมู่บ้านศรีเมืองทองฯ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล และไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่สาระสำคัญจะบ่งชี้ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 และประชาชน การที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 เข้าจองซื้อที่ดินและบ้านของโครงการดังกล่าว ก็ได้รับการชักชวนจาก จ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของจำเลยทั้งสองและเป็นการชักชวนกันของโจทก์ร่วมทั้งแปด หาใช่เป็นเพราะเชื่อถือว่าโครงการดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ทั้งจำเลยทั้งสองก็ได้ดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ไปแล้วบางส่วน และยังดำเนินการแบ่งแยกที่ดินจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอม มีการจัดการสาธารณูปโภคเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมของโครงการ และได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่ผู้ซื้อบางส่วนแล้ว แม้ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามโครงการและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 ได้ครบตามสัญญาทุกรายก็เป็นเพียงผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 341, 83 และให้ร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 270,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 760,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 760,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 190,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 เป็นเงิน 190,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 เป็นเงิน 170,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 เป็นเงิน 600,000 บาท และผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งแปดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสอง นายจิวทง และนายวิชัย เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจัดสรรที่ดินโฉนดเลขที่ 16843 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แบ่งเป็นแปลงย่อย เนื้อที่แปลงละ 18 ตารางวา พร้อมสร้างอาคารพาณิชย์และทาวน์เฮาส์ขายแก่ประชาชนใช้ชื่อว่าโครงการหมู่บ้านศรีเมืองทองจัดสรรบ้านและที่ดิน แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้จดทะเบียนบริษัทศรีเมืองทองบ้านและที่ดิน จำกัด เป็นนิติบุคคลและขออนุญาตจัดสรรต่อทางราชการ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และประชาชน การที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 เข้าจองซื้อที่ดินและบ้านของโครงการดังกล่าวต่างก็ได้รับการชักชวนจากนายจิวทง หุ้นส่วนของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการชักชวนกันของโจทก์ร่วมทั้งแปดเพราะโจทก์ร่วมบางคนสนิทสนมกับนายจิวทงมาก่อน หาใช่เป็นเพราะเชื่อถือว่าโครงการดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าจะมีเจตนาทุจริตเพราะจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อย ๆ ทั้งจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จไปบางส่วนแล้ว แม้จะยังแล้วเสร็จไม่ทั้งหมด และอาคารพาณิชย์ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมเพื่อใช้เป็นทางร่วมกันของโครงการและก่อสร้างเป็นถนนทำทางระบายน้ำ บ่อบำบัดน้ำเสียและสิ่งจำเป็นอื่นเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโครงการ มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างทาวน์เฮาส์และอาคารพานิชย์จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามโครงการ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์หรืออาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ซื้อรวมทั้งโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 5 ได้ครบตามสัญญาทุกรายก็เป็นเพียงผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นางเสาวนีย์ วิทยาขจรเดช กับพวก
จำเลย — นายตรีชัย วรรัตน์วิวิชหรือวรรัตนวิวิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชิงชัย ศรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2547
#113013
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 181 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 โจทก์มายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดแล้ว เพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเดียวกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดำเนินคดีต่อไปโดยขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษา อันมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวยังไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด พิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา และนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ถึงวันนัดไม่มีการสืบพยานโจทก์เนื่องจากพยานโจทก์ไม่มาศาล และจำเลยยังไม่มีทนายความ ต่อมามีการนัดสืบพยานโจทก์อีก ๒ นัด สืบพยานโจทก์ได้ ๑ ปาก โจทก์แถลงขอส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์จำนวน ๕ ปาก ยังศาลอื่น ๒ ศาล แต่สามารถสืบพยานโจทก์ได้เพียง ๑ ปาก ในวันนัดฟังประเด็นกลับโจทก์แถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ต่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๔ เมื่อถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนคดีเนื่องจากไม่มีพยานโจทก์มาศาล ภายหลังจากนั้นโจทก์ขอเลื่อนคดีอีก ๒ นัด ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงสืบพยานโจทก์ได้อีก ๑ ปาก แล้วโจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ครั้นถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนคดีอีกอ้างว่ายังตามตัวพยานไม่ได้ จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ไม่สามารถตามพยานมาศาลได้หลายนัดแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ที่ไม่สามารถตามตัวมาได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ยังมีพนักงานสอบสวนที่สามารถนำมาศาลได้จึงอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพนักงานสอบสวนกับพยานโจทก์ที่เหลือในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์ยื่นคำร้องที่แผนกรับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อเวลา ๙.๐๐ นาฬิกา โดยในคำร้องมีใจความว่า โจทก์จะต้องดำเนินคดีอื่นซึ่งศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานโจทก์และนัดพร้อมไว้ในวันเวลาเดียวกันกับคดีนี้ให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ต่อมาเวลา ๙.๓๐ นาฬิกา เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลที่เป็นผู้พิจารณาคดีนี้ว่าได้โทรศัพท์ติดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ยังไม่เข้าห้องพิจารณา ครั้นเวลา ๙.๔๐ นาฬิกา ศาลออกนั่งพิจารณาคดีนี้ มีจำเลยและทนายอยู่ในห้องพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัดจึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาในวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า โจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วแต่โจทก์ต้องไปดำเนินคดีอาญาเรื่องอื่นที่ศาลนั้นนัดไว้วันเวลาเดียวกันกับคดีนี้ก่อนแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ทั้งนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องแจ้งให้ศาลทราบด้วยแล้ว ฉะนั้นที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์นั้นเสีย แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนความปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพียง ๗ วัน ยังไม่เกิน ๑๕ วัน นับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาในวันเวลาเดียวกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด ศาลชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยสั่งคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสมคิด เลิศล้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายพิทักษ์ เริ่มก่อสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2547
#411209
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 181 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนความปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพียง 7 วัน ยังไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้วเพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด ศาลชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด พิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 ธันวาคม 2542 ถึงวันนัดไม่มีการสืบพยานโจทก์เนื่องจากพยานโจทก์ไม่มาศาลและจำเลยยังไม่มีทนายความ ต่อมามีการนัดสืบพยานโจทก์อีก 2 นัด สืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก โจทก์แถลงขอส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์จำนวน 5 ปาก ยังศาลอื่น 2 ศาลแต่สามารถสืบพยานโจทก์ได้เพียง 1 ปาก ในวันนัดฟังประเด็นกลับโจทก์แถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ต่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนคดีเนื่องจากไม่มีพยานโจทก์มาศาล ภายหลังจากนั้นโจทก์ขอเลื่อนคดีอีก 2 นัด ในวันที่ 10 ตุลาคม 2544 จึงสืบพยานโจทก์ได้อีก 1 ปาก แล้วโจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ครั้นถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนคดีอีกอ้างว่ายังตามตัวพยานไม่ได้ จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ไม่สามารถตามพยานมาศาลได้หลายนัดแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ที่ไม่สามารถตามตัวมาได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ยังมีพนักงานสอบสวนที่สามารถนำมาศาลได้จึงอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพนักงานสอบสวนกับพยานโจทก์ที่เหลือในวันที่ 18 มีนาคม 2545 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์ยื่นคำร้องที่แผนกรับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อเวลา 9 นาฬิกา โดยในคำร้องมีใจความว่า โจทก์จะต้องดำเนินคดีอื่นซึ่งศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานโจทก์และนัดพร้อมไว้ในวันเวลาเดียวกันกับคดีนี้ให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ต่อมาเวลา 9.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลที่เป็นผู้พิจารณาคดีนี้ว่าได้โทรศัพท์ติดต่อโจทก์แล้วโจทก์ยังไม่เข้าห้องพิจารณา ครั้นเวลา 9.40 นาฬิกา ศาลออกนั่งพิจารณาคดีนี้ มีจำเลยและทนายจำเลยอยู่ในห้องพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัดจึงพิพากษายกฟ้องต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า โจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว แต่โจทก์ต้องไปดำเนินคดีอาญาเรื่องอื่นที่ศาลนั้นนัดไว้วันเวลาเดียวกันกับคดีนี้ก่อนแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ทั้งนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องแจ้งให้ศาลทราบด้วยแล้ว ฉะนั้นที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์นั้นเสีย แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้นเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 181 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนความปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพียง 7 วัน ยังไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทั้งคำร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว เพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดำเนินคดีนี้ต่อไป ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด ศาลชอบที่จะไต่ส่วนคำร้องของโจทก์เสียก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยสั่งคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อนจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 มีนาคม 2545 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสมคิด เลิศล้น
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4348/2547
#411208
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น มิได้ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น แม้คดีนี้จำเลยเพียงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอพิจารณาใหม่ และมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นสาระเนื้อหาในคำฟ้องโจทก์แต่เป็นการที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว ซึ่งอาจมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่จะต้องให้ศาลสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 94,156.29 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,150.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น มิได้ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น แม้คดีนี้จำเลยจะเพียงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอพิจารณาใหม่ และมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นสาระเนื้อหาในคำฟ้องของโจทก์ แต่เป็นการที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว ซึ่งอาจมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนหากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชอบจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันที กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องให้ศาลสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ศุภาลัย เพลส
จำเลย — นายสมควร ปรียาวัฒนาวิทย์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4328/2547
#411085
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมายและเป็นการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีของโจทก์ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใส่ความโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงเชียงใหม่ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ศาลแขวงเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงนำคดีมายื่นต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332 กับให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ข่าวสด ไทยนิวส์ และเชียงใหม่นิวส์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมายและเป็นการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีของโจทก์ก็ต้องห้ามให้ฎีกา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองคำ หย่างถาวร
จำเลย — นางสาวอาทิตยา โกศายานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2547
#411240
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) และ (8) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) แต่เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 เป็นการไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่แก้ไขก็เป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336, 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 กระทำผิดในขณะที่อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายรังสันต์ ศรีประวัติ ผู้เสียหาย แล้วลักเอาแม่แรงตะเข้จำนวน 1 อัน ราคา 1,400 บาท ถังแก๊สจำนวน 1 ถัง ราคา 500 บาท ปากกาสำหรับจับเหล็กจำนวน1 ตัว ราคา 1,000 บาท รอกสำหรับยกรถจำนวน 1 ตัว ราคา 2,000 บาท แม่แรงยกรถขนาดเล็กจำนวน 4 ตัว ราคา 200 บาท และปั๊มสูบน้ำจำนวน 2 ตัว ราคา 40 บาท ของผู้เสียหายกับเครื่องสูบน้ำจำนวน 1 เครื่อง ราคา 6,000 บาท ของนางมาลี ฉัตราภรณ์วิเชียร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยสุจริต โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายกับนางส้มจีน มีศิริ ซึ่งเป็นภริยาไม่อยู่บ้าน แต่มีนางกล่อม มีศิริ มารดาของนางส้มจีนเฝ้าบ้าน เมื่อพยานกลับมา นางกล่อมบอกว่าจำเลยทั้งสองมาเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นางกล่อมเบิกความว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าจะมาเอาสิ่งของของจำเลยที่ 1 พยานจึงว่าถ้าเป็นของจำเลยที่ 1 ก็เอาไป แต่หากไม่ใช่อย่าเอาไป นางส้มจีนเบิกความว่า หลังทราบเรื่องจากนางกล่อมพยานได้ไปปรึกษากับเจ้าพนักงานตำรวจและนำหมายเรียกไปที่บ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สินที่เอาไปเป็นของจำเลยที่ 1 เอง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับตัวมา จำเลยที่ 1 อ้างว่า เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจับตัวมา จำเลยที่ 2 มาด้วย เพราะอยู่ด้วยกัน สิบตำรวจเอกชำนาญ น้อยบุตร ผู้จับเบิกความว่า ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ร้อยตำรวจเอกเสริมส่ง อินทร์ประสงค์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาตามจำเลยที่ 2 ให้ไปช่วยขนอุปกรณ์ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายยืมไป เห็นว่า ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดคงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการขนทรัพย์สินของผู้เสียหายเท่านั้น กรณีไม่มีพฤติการณ์แวดล้อมอันส่อเจตนาของจำเลยที่ 2 อย่างอื่นประกอบ จำเลยที่ 1 ใช้กลอุบายในการลักทรัพย์โดยอ้างต่อนางกล่อมว่าจะมาเอาสิ่งของของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายตามไปที่บ้านจำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของตนเอง แม้ถูกจับก็ยังคงอ้างว่าเป็นของตนเอง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 มาตามให้ไปช่วยขนอุปกรณ์ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายยืมไปจึงมีเหตุผลน่ารับฟัง ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อได้ทรัพย์สินไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเพียงลำพังและเก็บไว้ในที่เปิดเผยในบ้านของจำเลยที่ 1 เองมิได้นำไปซุกซ่อนหรือนำไปจำหน่ายแบ่งเงินกัน อันจะส่อให้เห็นเจตนาทุจริตของจำเลยที่ 2 เมื่อถูกจับจำเลยที่ 2 ก็ให้การปฏิเสธในทันทีทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน กับได้ความจากคำของสิบตำรวจเอกชำนาญตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 บอกว่าไม่รู้เรื่องด้วย จำเลยที่ 1 เป็นคนบอกให้ไปเอาของ ดังนี้ ลำพังเพียงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปช่วยจำเลยที่ 1 ขนทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมลักทรัพย์กับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) แต่เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์สินนั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 เป็นการไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่แก้ไขเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายประมาณ มีศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4310 -ที่ 4311/2547
#411606
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ จ. และ ผ. พยานโจทก์จะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสอง คำเบิกความของ จ. และคำให้การในชั้นสอบสวนของ ผ. จึงถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและถูกพิพากษาลงโทษไปแล้วในความผิดฐานเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง ที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ด้วย คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องบอกปัดความผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้น หากแต่เป็นการเบกความและให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งไม่มีเหตุจูงใจที่จะเบิกความและให้การเพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนไม่ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน จ. พยายามเบิกความบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่คนร้ายรายนี้เพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสอง ดังนั้นคำเบิกความและคำให้การของ จ. และ ผ. จึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่จะรับฟังไม่ได้เสียเลยเพียงแต่มีน้ำหนักน้อย และจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของ จ. และ ผ. สอดคล้องกับคำเบิกความชั้นพิจารณาและสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำให้การและคำเบิกความของ ว. พยานโจทก์อีกปาก ซึ่งนับว่าเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีใกล้ชิดในขณะเกิดเหตุ ฟังประกอบพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 กับให้จำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 38,000 บาท และเงินสดจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี กับให้จำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 38,000 บาท และเงินสดจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายจบ แก้วอุบล นางผิน สังกลับ กับคนร้ายอีกหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานคือเงินสดจำนวน 67,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น หนัก 5 บาท กับพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ราคา 35,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น หนัก 2 บาท ราคา 10,000 บาท แหวนทองคำ 3 วง หนัก 3 สลึง ราคา 3,500 บาท รวมเป็นราคาทรัพย์จำนวน 115,500 บาท ของนายล่อง นวลจันทร์ ผู้เสียหาย โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์เข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำผิดฐานลักทรัพย์กับนายจบและนางผินหรือไม่ โจทก์มีนายจบเบิกความเป็นพยานโจทก์ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุในวันเกิดเหตุนั้นเอง นายจบและนางผินกับจำเลยทั้งสองร่วมวางแผนที่ร้านอาหารของนางผินซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านผู้เสียหายเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย จากนั้นนายจบกับจำเลยทั้งสองเดินทางไปบ้านผู้เสียหาย นายจบไม่ได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหาย คงเฝ้าดูอยู่บริเวณหลังบ้าน จำเลยทั้งสองเข้าไปในบ้านผู้เสียหายประมาณ 20 นาที ก็กลับออกมาพร้อมกระเป๋าถือ 1 ใบ แล้วนายจบกับจำเลยทั้งสองเดินทางกลับมาที่ร้านอาหารที่นางผินอยู่ เข้าไปแบ่งเงินสดที่ลักมาได้จากบ้านผู้เสียหายภายในห้องนอนของนางวัชรี คงพันธระ เมื่อแบ่งทรัพย์สินกันบางส่วนแล้ว จำเลยทั้งสองก็ออกจากร้านนางผินไป วันรุ่งขึ้นนายจบและนางผินพร้อมทั้งจำเลยทั้งสองนำทรัพย์สินส่วนที่เป็นทองคำไปขายที่ร้านขายทองในอำเภอหาดใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันโดยนายจบได้นำส่วนแบ่งเป็นเงินสดจำนวน 8,000 บาท และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ไปฝากไว้กับนางขวัญดาว แก้วอุบล ผู้เป็นบุตร ส่วนเงินสดที่นางผินได้รับส่วนแบ่งมานางผินนำไปซื้อเตาแก๊ส เครื่องเสียงเพื่อใช้ในร้านอาหาร วันที่ 23 (ที่ถูกเป็น 22) สิงหาคม 2543 เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นเข้าตรวจค้นร้านอาหารของนางผิน พบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอก และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสอบสวนขยายผล นายจบและนางผินรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองลักทรัพย์จากบ้านผู้เสียหายและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ นอกจากนี้นางวัชรีพยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า พยานทำงานที่ร้านอาหารของนางผิน ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเข้ามาดื่มสุราและพูดคุยกับนายจบนางผินภายในร้าน จากนั้นจำเลยทั้งสองกับนายจบก็ออกไปจากร้านอาหารพร้อมกัน ครั้นเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับนายจบกลับมาที่ร้านอาหาร จำเลยที่ 2 ถือห่อผ้าขาวม้ามาด้วย แล้วจำเลยทั้งสอง นายจบกับนางผินเข้าไปในห้องพักของพยานสักครู่ก็ออกจากห้อง พยานเห็นนางผินถือกระเป๋าสะพายแบบผู้หญิงสีน้ำตาล นางผินพาพยานนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นำกระเป๋าดังกล่าวไปทิ้งที่สะพานบ้านห้วยลี ภายหลังเกิดเหตุนางผินไปซื้อเครื่องเสียง และเตาแก๊สเข้ามาใช้ในร้านอาหาร และต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านอาหารและจับกุมนายจบนางผินไปที่บ้านผู้เสียหายทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านอาหาร เจ้าพนักงานตำรวจให้พยานไปนำชี้ที่บริเวณทิ้งกระเป๋าแล้วถ่ายรูปไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองมาได้ พยานชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยทั้งสองไปที่ร้านอาหารในคืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ สุวรรณรัตน์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า คืนเกิดเหตุได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุที่คนร้ายรื้อกระเบื้องมุงหลังคาบ้านผู้เสียหายออกแล้วเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย จากการสืบสวนพบว่าใกล้บ้านผู้เสียหายมีร้านอาหารชื่อพรทิพย์ มีวัยรุ่นแปลกหน้าเข้ามาที่ร้านผิดปกติ และหลังเกิดเหตุนางผินเจ้าของร้านซื้อสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องครัวเข้าร้านเป็นเงินจำนวนมาก จึงนำหมายค้นเข้าตรวจค้นร้านอาหาร พบอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอก เมื่อเรียกนางผิน นายจบ และนางวัชรีมาสอบสวนขยายผล นายจบนางผินให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ที่บ้านผู้เสียหายในคืนเกิดเหตุ เห็นว่า นายจบและนางวัชรีเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยทั้งสองมาที่ร้านอาหารของนางผินในคืนเกิดเหตุ แล้วจำเลยทั้งสองกับนายจบออกไปที่บ้านผู้เสียหายดัวยกันจำเลยทั้งสองเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย จากนั้นกลับมาแบ่งเงินสดกันที่ห้องของนางวัชรี เมื่อนายจบนางผินให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.5 และภาพถ่ายหมาย จ.6 ถึง จ.8 และนางวัชรีพยานโจทก์ชี้สำเนาภาพถ่ายจำเลยที่ 1 และภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.9 และภาพถ่าย หมาย จ.10 ครั้นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 มาได้ นางวัชรีชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไปที่ร้านอาหารในคืนเกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.14 แม้คดีนี้นายจบพยานโจทก์จะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองคำเบิกความของนายจบและคำให้การในชั้นสอบสวนของนางผินตามเอกสารหมาย จ.11 จึงถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและถูกพิพากษาลงโทษไปแล้วในความผิดฐานเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง ที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ด้วย คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องบอกปัดความผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้น หากแต่เป็นการเบิกความและให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งไม่มีเหตุจูงใจที่จะเบิกความและให้การเพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนไม่ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน นายจบพยายามเบิกความบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่คนร้ายรายนี้เพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสอง ดังนั้น คำเบิกความและคำให้การของนายจบและนางผินจึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่จะรับฟังไม่ได้เสียเลย เพียงแต่มีน้ำหนักน้อยและจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของนายจบและนางผินสอดคล้องกับคำเบิกความชั้นพิจารณาและสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำให้การและคำเบิกความของนางวัชรีพยานโจทก์อีกปากหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีใกล้ชิดในขณะเกิดเหตุฟังประกอบพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างฐานที่อยู่นั้น ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำให้การของนางวัชรีเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาจากคำมั่นสัญญา จึงไม่ถูกดำเนินคดีนี้ด้วยไม่ควรรับฟังนั้น จากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่านางวัชรีพยานโจทก์ได้เข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดคดีนี้ไม่ ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นพิจารณาของนางวัชรีก็มีเหตุผลเชื่อมโยง ไม่มีลักษณะเป็นการปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงไม่เชื่อว่าคำให้การของนางวัชรีจะได้มาจากคำมั่นสัญญาดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยที่ 1 กับพวกนับว่าเป็นภัยต่อสุจริตชน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายณรงค์หรือโก้ ร่วงราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ