คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2547
#112999
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้โจทก์ทั้งสี่ เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่ ม. กับ บ. ร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร หากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้วจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญา โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โดยที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของ ม. กับ บ. จำเลยยังไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยตกลงจะไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้วคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อนำไปไถ่ถอนจำนองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,666 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,666 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สืบพยานโจทก์ทั้งสี่จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาคดีใหม่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม นายเงียดทายาทของโจทก์ที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายมานพและนางบุญเสริมได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ 722 ของโจทก์ทั้งสี่เป็นประกันหนี้ ต่อมาจำเลยมอบโฉนดที่ดินของจำเลยเลขที่ 10019 และ 10020 ให้โจทก์ทั้งสี่ยึดถือเป็นประกันในการที่นายมานพได้จำนองที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยได้ทำสัญญากู้กับโจทก์ทั้งสี่ตามเอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้นนั้น สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ทั้งสี่เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการที่นายมานพกับนางบุญเสริมร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร กล่าวคือหากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้ว จำเลยก็จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญากู้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2534 โดยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของนายมานพกับนางบุญเสริมผู้กู้ จำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้น ดังนั้นในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คดีของโจทก์ทั้งสี่มิใช่เรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ไล่เบี้ย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท จากจำเลยไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 722 จากธนาคาร เนื่องจากจำเลยตกลงว่าจำเลยจะไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วคืนโฉนดนั้นแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจำเลยก็จะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อโจทก์ทั้งสี่นำเงินไปไถ่ถอนจำนอง จึงเป็นเรื่องฟ้องขอให้จำเลยทำตามสัญญา เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว และเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 526 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเวียน เพียรทอง กับพวก
จำเลย — นางสังข์ หล้าแหล่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2547
#411279
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ทั้งสี่เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการที่ ม. กับ บ. ร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร หากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญากู้ ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันแก่ธนาคารอันเนื่องมาจากมูลหนี้ของ ม. กับ บ. ผู้กู้ จำเลยจึงยังไม่มีความรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยตกลงว่าจำเลยจะไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วคืนโฉนดนั้นแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจำเลยก็จะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนจำนอง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว และเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,666 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,666 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สืบพยานโจทก์ทั้งสี่จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม นายเงียด เขียวเซ็น ทายาทของโจทก์ที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไว้แล้ว คู่ความมิได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2533 นายมานพ กณะวงศ์ และนางบุญเสริม กณะวงศ์ ได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ 722 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ทั้งสี่เป็นประกันหนี้ ต่อมาจำเลยมอบโฉนดที่ดินของจำเลยเลขที่ 10019 และ 10020 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ให้โจทก์ที่ยึดถือเป็นประกันในการที่นายมานพได้จำนองที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยได้ทำสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 ในเอกสารหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ยืนยันว่า เมื่อโจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนายมานพให้ไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยมอบโฉนดที่ดินของจำเลยเลขที่ 10019 และ 10020 ให้โจทก์ทั้งสี่ยึดถือไว้และทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยจำเลยขอเวลา 6 เดือน จะไถ่ถอนจำนองแล้วคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสี่ แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่คืนโฉนดแก่โจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า สัญญากู้ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ทั้งสี่เนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการที่นายมานพกับนางบุญเสริมร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร หากโจทก์ทั้งสี่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามสัญญากู้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2535 โดยที่โจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามภาระการค้ำประกันกันแก่ธนาคารอันเนื่องจากมูลหนี้ของนายมานพกับนางบุญเสริมผู้กู้ จำเลยจึงยังไม่มีความรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2538 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คดีของโจทก์ทั้งสี่มิใช่เรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ไล่เบี้ย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท จากจำเลยไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 722 จากธนาคาร เนื่องจากจำเลยตกลงว่าจำเลยจะไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วคืนโฉนดนั้นแก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นจำเลยก็จะต้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท มอบแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อโจทก์ทั้งสี่นำเงินไปไถ่ถอนจำนอง จึงเป็นเรื่องฟ้องขอให้จำเลยทำตามสัญญา เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นว่าจะให้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว และเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1671/2505, 1098/2507, 922/2508 และ 1439/2529 ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างมีข้อเท็จจริงของแต่ละคดีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรร์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 526 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเวียน เพียรทอง กับพวก
จำเลย — นางสังข์ หล้าแหล่ง
ชื่อองค์คณะ
ธีรวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2547
#112992
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 899 บัญญัติว่า "ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่" อันเป็นบทบัญญัติเบ็ดเสร็จทั่วไปใช้บังคับกับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็ค ส่วนมาตรา 915 บัญญัติว่า "ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและผู้สลักหลังคนใด ๆ ก็ดีจะจดข้อกำหนดซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วนั้นก็ได้คือ (1) ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน?" ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงินไม่ได้บัญญัติไว้ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรา 899 และ มาตรา 985 ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 915 มาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลังนั้นเป็นข้อความที่ขัดต่อมาตรา 983 (2) หาเป็นผลบังคับแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 899 ไม่ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวมสองฉบับจำนวนเงินฉบับละ 7,500,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และจำเลยที่ 4 เป็นผู้อาวัลโดยลงลายมือชื่อไว้ด้านหน้าของตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวขายลดให้โจทก์ โดยลงชื่อสลักหลังและมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 522,916.63 บาท รวมเป็นเงิน 15,522,916.63 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน การที่โจทก์รับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่พิพาทเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจวัตถุประสงค์ของโจทก์ และโจทก์ยังไม่ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่พิพาทไปเรียกเก็บเงิน และขอชำระหนี้จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ก่อน แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการฟ้องคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์ไม่ให้ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับไม่ได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เสียจากสารบบความ โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้ของจำเลยที่ 4 จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) บางส่วนแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 14,803,131.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 3 ลงชื่อสลักหลังและมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลังไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 899, 922 ประกอบมาตรา 985 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า มาตรา 899 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเบ็ดเสร็จทั่วไปใช้บังคับกับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็ค เมื่อมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ข้อความอันใดซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างใดแก่ตั๋วเงินไม่" และที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ป.พ.พ. มาตรา 915 บัญญัติว่า "ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและผู้สลักหลังคนใด ๆ ก็ดี จะจดข้อกำหนดซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วนั้นก็ได้ คือ (1) ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน?" ซึ่งบัญญัติอยู่ในลักษณะ 21 บรรพ 3 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 สลักหลังและมีข้อความห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลัง ย่อมเป็นไปตามมาตรา 899 แล้วนั้น เห็นว่า มาตรา 915 บัญญัติไว้ในเรื่องตั๋วแลกเงิน ไม่ได้บัญญัติไว้ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรา 899 และมาตรา 985 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ได้บัญญัติไว้ให้นำมาตรา 915 ของบทบัญญัติตั๋วแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลังนั้น เป็นข้อความที่ขัดต่อมาตรา 983 (2) หาเป็นผลบังคับแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 899 ไม่ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสองฉบับแก่โจทก์ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 899 ม. 915 ม. 983 (2) ม. 985
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์ไลฟ์ จอห์นแฮนคอค ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสหชัยวิสาหกิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2547
#411222
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไรรายละ 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไรซึ่งจะทำให้โจทก์ได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท ไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม แต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสุดสม ศรกล้า ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทงเป็นจำคุก 36 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท แก่โจทก์ร่วมนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1656/2544 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นยุติว่า เมื่อประมาณต้นปี 2540 จำเลยได้หลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไรรายละ 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไร 550 บาท ซึ่งความจริงมิได้มีการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารดังกล่าวแต่อย่างใด โดยจำเลยบอกว่าพี่สาวของจำเลยและเพื่อนของจำเลยรวมทั้งจำเลยก็ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงได้ตกลงโดยมอบเงินให้จำเลยเพื่อไปซื้อเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวหลายครั้งครั้งที่หนึ่งวันที่ 11 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารจำนวน 35 ราย รายละ 2,000 บาท เป็นเงิน 70,000 บาท และได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นเงิน 19,250 บาท ครั้งที่สองวันที่ 11 เมษายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 47 ราย เป็นเงิน 94,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เป็นเงิน 45,100 บาท ครั้งที่สามวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 ซื้อเพิ่มอีก 24 ราย เป็นเงิน 48,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นเงิน 58,300 บาท ครั้งที่สี่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 30 รายเป็นเงิน 60,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 74,800 บาท ครั้งที่ห้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ครั้งที่หกวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 64,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 60,000 บาท ส่วนอีก 4,000 บาท หักเป็นเงินที่จำเลยยืม ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าจำนวน 136 ราย เป็นเงิน 74,800 บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 130,000 บาท แบ่งให้จำเลย 65,000 บาท ซึ่งในวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากจำเลยอีก 139,800 บาท หลังจากนั้นจำเลยต้องจ่ายเงินซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ถึงกำหนดให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยไม่ได้จ่ายให้โจทก์ร่วมจึงไม่ไว้ใจจำเลยและให้จำเลยคืนเงินค่าซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ให้โจทก์ร่วม จำเลยตกลงจะคืนเงินดังกล่าวให้ในวันที่ 25 กันยายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยกลับหลบหนี เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จว่าจะนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า เบี้ยเลี้ยงทหารไม่สามารถซื้อขายได้ การซื้อเบี้ยเลี้ยงหทารจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยอ้างคำเบิกความของร้อยตรีมาโนช จิตต์ชลธี ที่ว่าเท่าที่พยานรับราชการมาไม่มีการขายเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงล่วงหน้าและไม่เคยได้ยินซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารจึงไม่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้าม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางสุดสม ศรกล้า
จำเลย — นางวรรณา คูณค้ำ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ นนทสูติ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2547
#411089
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ แต่ก็ล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์นั่นเอง มูลหนี้ตามฟ้องทั้งสองประเภทจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภท จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและนายสมหวัง อุดมสิทธิกุล ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ในวงเงินจำนอง 16,000,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นจนครบ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีหลายครั้งและนำเงินเข้าบัญชีหักทอนบัญชีคงค้างชำระต้นเงิน 8,288,058.50 บาท ดอกเบี้ย 342,421.04 บาท รวมเป็นเงิน 8,630,479.54 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงค้างชำระเงินต้นแก่โจทก์จำนวน 7,000,000 บาท ดอกเบี้ย 576,883.48 บาท รวมเป็นเงิน 7,576,883.48 บาท รวมยอดหนี้ทั้งสองประเภทถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 16,207,363.02 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,207,363.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 15, 288,058.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินจำนองและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากตามฟ้องของโจทก์ ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเป็นหนี้ 2 ประเภท คือหนี้เบิกเกินบัญชีและหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลรวมมาซึ่งไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในหนี้แต่ละประเภทให้ถูกต้อง

โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 189,422.50 บาท และทำคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 16,207,363.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 15,288,058.50 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4931, 5218, 5219, 5719 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนที่ค้างกันอยู่ เงินที่ขาดอยู่จำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในเงินนั้น และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัย มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงรวมฟ้องมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราสูงสุดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจด้วยการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า ซึ่งทำได้หลายวิธี จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกันแต่ก็ล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์นั่นเอง มูลหนี้ตามฟ้องทั้งสองประเภทจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละประเภท จึงเป็นการเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวราชัย ศิริโรจนวงศาหรือถ่าย ฮว่างวัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4621/2547
#411244
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีฐานะยากจน โดยจำเลยทั้งสามขอให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อไปนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยทั้งสามชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนโดยอ้างว่าป่วย โดยในครั้งแรกศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับให้เตรียมพยานมาให้พร้อมทั้งกำชับว่าหากมีพยานเพียงใดถือว่าติดใจเพียงเท่านั้น หากไม่มีพยานมาศาลจะงดสืบพยานและให้ทนายทั้งสามส่งใบรับรองแพทย์ ครั้งถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์และไม่ส่งใบรับรองแพทย์ในครั้งก่อนโดยอ้างว่าไม่ได้ไปหาแพทย์ พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวจึงส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,986,235 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 1,328,750 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2540 และของต้นเงิน 1,371,860 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2540 และของต้นเงิน 1,285,625 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีฐานะยากจน จึงยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสามประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปให้วางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม เนื่องจากจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเกินกำหนด 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีฐานะยากจน โดยจำเลยทั้งสามขอให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อไปนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จำเลยทั้งสามจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 และจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 จึงอยู่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ชอบที่จะต้องพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสามในเนื้อหาและสาระตามกระบวนความในคำร้อง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและมิได้เป็นการเสียเวลาแก่คู่ความ อีกทั้งคดีพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้แล้ว จึงเห็นสมควรไม่ต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่งอีก โดยศาลฎีกาจะได้ทำการพิจารณาว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาไต่สวนชอบหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ปรากฏว่า ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนโดยอ้างว่าป่วย กล้ามเนื้ออักเสบไม่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับให้เตรียมพยานมาให้พร้อม ทั้งกำชับว่าหากมีพยานเพียงใดถือว่าติดใจเพียงเท่านั้น หากไม่มีพยานมาศาลจะงดสืบพยาน และให้ทนายจำเลยทั้งสามส่งใบรับรองแพทย์ ครั้งถึงวันนัดคือวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่าป่วย เหงือกบริเวณฟันกรามด้านขวาอักเสบมีอาการปวด ไม่สามารถพูดสะดวกโดยไม่มีใบรับรองแพทย์จึงไม่ได้ส่งใบรับรองแพทย์ตามที่ศาลสั่งในครั้งก่อนโดยอ้างว่าไม่ได้ไปหาแพทย์ พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวจึงส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีฐานะยากจนและยกคำร้องของจำเลยทั้งสามจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประเสริฐ กาญจนพิมลกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4617/2547
#411441
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ซึ่งเป็นนายประกันอาชีพเห็นอยู่แล้วว่าหนังสือมอบอำนาจที่จะใช้เป็นหลักฐานในการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหายังไม่มีการกรอกข้อความใด ๆ ลงไว้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ย่อมจะทราบได้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะการที่จะมอบอำนาจให้ใครกระทำการใดแทนนั้น ย่อมต้องมีการระบุข้อความที่มอบอำนาจไว้อย่างแน่นอนและชัดเจน แต่ได้มีการนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาให้ ส. กรอกรายการในขณะนั้น โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ยืนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเข้าใจได้ว่าน่าจะรู้ว่าเกิดมีเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้น ควรที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จะว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้กระทำ แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 กลับส่งเสริมให้คำแนะนำแก่ผู้ถูกกล่าวหาคนอื่น ๆ ให้นำเอาเอกสารที่ไม่ชอบเหล่านั้นไปยื่นต่อศาล โดยแนะนำด้วยว่าให้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่คนใดจึงจะสะดวกและรวดเร็ว พร้อมกับยอมรับเป็นผู้รับส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลอีก พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำการหลอกลวงศาลให้มีคำสั่งโดยผิดหลงว่าหลักฐานที่นำยื่นเข้ามาเป็นเอกสารที่ถูกต้อง จนมีคำสั่งอนุญาตตามความประสงค์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 กับพวก อันเป็นทางได้มาซึ่งผลประโยชน์ 10 เปอร์เซ็นต์ของหลักประกันที่ศาลตีราคา จึงถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) และมาตรา 33

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล เมื่อปรากฏต่อศาลว่าผู้ใดกระทำละเมิดอำนาจศาล จะปรากฏโดยผู้นั้นกระทำต่อหน้าศาลหรือปรากฏจากหลักฐานอื่นใด ศาลก็ย่อมสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่จำต้องแจ้งข้อหาหรือส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการแต่อย่างใด เพียงแต่ศาลเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามให้ได้ความว่าเรื่องเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารที่นำเสนอจริงหรือไม่ ก็สามารถสั่งลงโทษได้ เพราะบทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลยดังเช่นการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มอบอำนาจให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 9414 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวนางรัศมี สุขเขียว ผู้ต้องหาในคดีฝากขังหมายเลขดำที่ ฝ.222/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เข้าเป็นผู้รับมอบฉันทะในการนำผู้ต้องหามาส่งตัวต่อศาลตามกำหนด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินดังกล่าวไปยังสำนกังานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย แจ้งว่าที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายลัดดา พรมงาม เป็นเจ้าของที่ดิน มิใช่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนในเบื้องต้นแล้วเห็นว่านอกจากจะมีผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิและเอกสารราชการปลอมแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ถึงที่ 7 มีพฤติการณ์น่าจะเข้าลักษณะเป็นการร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดน่าจะเข้าลักษณะเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงดำเนินการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งเจ็ดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 จำคุกมีกำหนดคนละ 6 เดือน นับโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาลหมายเลขแดงที่ 2/2544 ของศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามทางไต่สวนได้ความฟังเป็นยุติได้ว่า นางรัศมี สุขเขียว ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้ถูกนำตัวไปขอฝากขังยังศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีความประสงค์จะขอปล่อยชั่วคราวจึงติดต่อไปยังผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เพื่อหาหลักทรัพย์มาประกันในวงเงิน 50,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จึงติดต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ช่วยหาหลักทรัพย์ให้ จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ติดต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และผู้ถูกกล่าวที่ 6 ได้ติดต่อกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 จึงได้หลักทรัพย์มาประกันนางรัศมีซึ่งก็คือโฉนดที่ดินเลขที่ 9414 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อันมีชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมหนังสือรับรองราคาที่ดิน หนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และใบมอบฉันทะ นำมามอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้นำเอกสารเหล่านั้นไปยื่นขอประกันตัวนางรัศมีต่อศาลชั้นต้นชั้นที่สุด ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนางรัศมีโดยตีราคาหลักประกัน 500,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีหนังสือแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย และได้รับตอบกลับมาว่า ความจริงที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายลัดดา พรมงาม มิใช่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และมีราคาประเมินเพียง 25,375 บาทเท่านั้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า จากการไต่สวนของศาลชั้นต้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เองว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เป็นนายประกันอาชีพมาประมาณ 3 ปีแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ย่อมเป็นผู้ที่รู้ความเป็นไปในวงการดี จากความที่เป็นมืออาชีพนี่เองที่แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จะไม่มีหลักทรัพย์ที่จะใช้เป็นหลักประกันผู้ต้องหาเป็นของตนเองก็สามารถหาหลักทรัพย์จากใครก็ได้ ดังนั้น จึงมองไม่เห็นความสำคัญของเอกสารต่าง ๆ ที่จะยื่นเสนอต่อศาลว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องหรือไม่ เช่น ในคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ต่อหน้าผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 อย่างแน่ชัดว่าหนังสือมอบอำนาจที่จะใช้เป็นหลักฐานในการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหายังไม่มีการกรอกข้อความใด ๆ ลงไว้ ในฐานะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เป็นมืออาชีพย่อมจะทราบได้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะการที่จะมอบอำนาจให้ใครกระทำการใดแทนนั้น ย่อมต้องมีการระบุข้อความที่มอบอำนาจไว้อย่างแน่นอนและชัดเจน แต่ได้มีการนำหนังสือมอบอำนาจมาให้นายสรายุทธ ทัดจันทึก กรอกรายการในขณะนั้น โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ยืนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเข้าใจได้ว่าน่าจะรู้ว่าเกิดมีเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้น ควรที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จะว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้กระทำ แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 กลับส่งเสริมให้คำแนะนำแก่ผู้ถูกกล่าวหาคนอื่น ๆ ให้นำเอาเอกสารที่ไม่ชอบเหล่านั้นไปยื่นต่อศาลโดยแนะนำด้วยว่าให้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่คนใดจึงจะสะดวกและรวดเร็วพร้อมกับยอมรับเป็นผู้รับส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลอีก ดังนี้ พฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จึงถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำการหลอกลวงศาลให้มีคำสั่งโดยผิดหลงว่าหลักฐานที่นำยื่นเข้ามานั้นเป็นเอกสารที่ถูกต้องจนมีคำสั่งอนุญาตตามความประสงค์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 กับพวกอันเป็นทางได้มาซึ่งผลประโยชน์ 10 เปอร์เซ็นต์ ของหลักประกันที่ศาลตีราคา อันถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) และมาตรา 33 ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ในการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบโดยชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ต้องหาด้วยข้อหาใด การที่ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วสั่งลงโทษไปทีเดียวอันเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล เมื่อปรากฏต่อศาลว่าผู้ใดกระทำละเมิดอำนาจศาล จะปรากฏโดยผู้นั้นกระทำต่อหน้าศาล หรือปรากฏจากหลักฐานอื่นใด ศาลก็ย่อมสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่จำต้องแจ้งข้อหาหรือส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการแต่อย่างใด เพียงแต่ศาลเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามให้ได้ความว่าเรื่องเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารที่นำเสนอจริงหรือไม่ ก็ไม่สามารถสั่งลงโทษได้ เพราะบทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลยดังเช่นการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า คดีมีเหตุสมควรที่จะลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 กับพวกร่วมกระทำความผิดครั้งนี้เป็นกระบวนการเป็นเครือข่ายใหญ่ มีการดำเนินการเป็นขั้นตอน แต่ละคนล้วนยอมรับว่าเป็นนายประกันอาชีพซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วน่าจะต้องช่วยกันรักษาเกียรติภูมิของศาลให้ยั่งยืน สวยงามในสายตาของสังคม แต่ทุกคนกลับมากระทำคล้ายกับจะย่ำยีความดีงามทั้งหลายที่เคยมีมาแต่อดีตให้สลายไป นับว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 กับพวกร่วมกระทำการอันเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อสถาบันศาลยุติธรรมสมควรที่จะลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป จึงเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ในสถานเบาหรือรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาวสรัลย์รัตน์ สนั่นเสียง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547
#112960
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาเรื่องก่อน พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อันเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่าระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมค่าปรับอีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินโจทก์ไปหลายครั้ง อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินที่ยักยอกและค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย ซึ่งเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีมูลจากสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน มิใช่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาเรื่องก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔,๘๘๘,๓๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ จำนวน ๖,๔๘๐ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๒ กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จำนวน ๑๔,๘๕๐ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๔ และกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๕ จำนวน ๒๒๖,๔๕๙ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๖ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๔ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๐ นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน ๑,๐๙๗,๕๐๖ บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.๒ เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอ แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่า ในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ ๑ ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก ๓ เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ ๑ ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงิน ของโจทก์ไปหลายครั้งอันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและ ค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาววฤนดา สุพรรณชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547
#411221
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ด้วยวิธีการต่างๆ หลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,222,095 บาท อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกพร้อมค่าปรับ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งของคดีอาญาคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์สาขาหนองหอยในตำแหน่งพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงินรายงานทางบัญชีการเงิน (บัญชีกระแสรายวัน) จัดทำสัญญาเช่าซื้อกับลูกค้าและหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานไว้แก่โจทก์ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอกฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับอีก 3 เท่า ของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ คือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่ลูกค้านำมาชำระหนี้ หรือได้รับเงินที่โอนมาจากสาขาอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ลงรายการรับเงินในบัญชีกระแสรายวันหรือลงบัญชีน้อยกว่าจำนวนที่ได้รับจริง แล้วยักยอกเอาเงินส่วนไม่ได้ลงบัญชีหรือส่วนที่เกินจากจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีไปเป็นของตนบ้างทำรายการจ่ายเงินเท็จลงในบัญชีกระแสรายวันเพื่อให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันมีจำนวนน้อยกว่าเงินที่มีอยู่จริง แล้วยักยอกเอาส่วนที่เกินจากจำนวนในบัญชีกระแสรายวันไปเป็นของตนบ้าง หลายครั้งหลายหน รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกทั้งสิ้น 1,222,095 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์และค่าปรับตามสัญญาอีก 3 เท่า คิดเป็นเงิน 3,666,285 บาท รวมเป็นเงิน 4,888,380 บาท โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,888,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในข้อหายักยอกและมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 1,097,506 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวส่วนแพ่งซึ่งศาลได้รับไว้พิจารณาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 3.2 ข้อ 3.4 ข้อ 3.6 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 10.50 นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน 1,097,506 บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืน หรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.2 เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 14 นาฬิกา แต่ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10.50 นาฬิกา ศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดีที่พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ในความผิดฐานยักยอกเงินจำนวนเดียวกันกับเงินในคดีนี้และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอกไปอันเป็นการขอแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับคำขอส่วนแพ่งของพนักงานอัยการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอก จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนเงินค่าปรับต้องคำนวณจากเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอก เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกจึงยังไม่อาจคำนวณเงินค่าปรับได้ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เมื่อยังไม่ปรากฏในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด และคำขอส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัย ในชั้นนี้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้นส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตลอดจนทำรายงานทางบัญชีการเงินหรือบัญชีกระแสรายวัน ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ หลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,222,095 บาท อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกพร้อมค่าปรับอันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาววฤนดา สุพรรณชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4556/2547
#113047
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของรถยนต์พิพาทจากจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามที่จำเลยทั้งสี่ขอดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยให้โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 466,200 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,708.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 590,908.50 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,856.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคารถยนต์และค่าเสียหายเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ถูกคนร้ายโจรกรรมไป จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ได้ แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อมีประกันภัยความเสียหายจากภัยโจรกรรมไว้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในมูลประกันภัย 300,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบเพื่อขอรับชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่เสียหาย และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,517.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมมีว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาเมื่อรถยนต์พิพาทสูญหาย โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยร่วมโดยตรงตามสัญญาประกันภัย แต่โจทก์กลับใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นมูลหนี้ต่างหากจากมูลหนี้ที่จำเลยร่วมต้องรับผิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้แก่จำเลยร่วม กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้ใช้ค่าทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า สัญญาประกันภัยในคดีนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก สิทธิของโจทก์จะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมว่าโจทก์จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยร่วมจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน แต่ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินพัฒนาลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส. เอส. ออฟฟิศ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมจิตร์ ทองศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2547
#112943
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1157 บัญญัติว่า "การตั้งกรรมการขึ้นใหม่นั้น ตั้งใครเมื่อใด ท่านให้นำความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ตั้งจงทุกครั้ง" การที่บริษัท ว. โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจของกรรมการตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนไว้ จึงเป็นกรณีที่บริษัท ว. เป็นผู้นำความเกี่ยวกับการตั้งกรรมการขึ้นใหม่ไปจดทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าว หากโจทก์เห็นว่า การกระทำของบริษัท ว. เป็นการกระทำที่มิชอบทำให้โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทได้รับความเสียหายเพราะต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ก็ชอบที่จะ ต้องฟ้องบริษัท ว. ในฐานะที่กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีโดยตรง เพราะแม้การจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นจะได้กระทำโดยจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท ว. ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และบริษัทอื่นเป็นจำเลยกรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์มาในฟ้อง อันเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจจะพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ตลอดทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะต้องรับฟ้องคดีไว้เพื่อรอให้บริษัท ว. ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เพราะไม่อาจบังคับได้ตามคำฟ้องมาแต่ต้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๓๙ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ และบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามที่แสดงในมติที่ประชุมดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเลิกบริษัทโดยไม่ฟ้องบริษัท ว. เป็นจำเลยด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจของกรรมการตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๓๙ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ หรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๕๗ บัญญัติว่า "การตั้งกรรมการขึ้นใหม่นั้น ตั้งใคร เมื่อใด ท่านให้นำความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ตั้งจงทุกครั้ง" การที่บริษัท ว. โดยจำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจของกรรมการตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ โดยอ้างถึงมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๓๙ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จึงเป็นกรณีที่บริษัท ว. เป็นผู้นำความเกี่ยวกับการตั้งกรรมการขึ้นใหม่ไปจดทะเบียนตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนี้ หากโจทก์เห็นว่าการกระทำของบริษัท ว. เป็นการกระทำที่มิชอบทำให้โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทได้รับความเสียหายเพราะต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ก็ชอบที่จะต้องฟ้องบริษัท ว. ในฐานะที่กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีโดยตรง เพราะแม้การจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นจะได้กระทำโดยจำเลยที่ ๑ แต่ก็เป็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท ว. ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก กรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์มาในฟ้อง อันเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจจะพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้ตลอดทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะต้องรับฟ้องคดีไว้เพื่อรอให้บริษัทดังกล่าวร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) เพราะไม่อาจบังคับได้ตามคำฟ้องมาแต่ต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015 ม. 1157
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลินี เทียนหิรัญ
จำเลย — พันเอกประสิทธิ์หรือพลโทประสิทธิ์ โยธีพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4549/2547
#411989
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสี่เด็ดขาดแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าได้ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันและราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อครบกำหนดการยื่นขอรับชำระหนี้ไม่มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (2) ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอ ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายทราบ เนื่องจากคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลทันที จำเลยทั้งสี่ย่อมหลุดพ้นจากการล้มละลายกลับสู่ฐานะเดิม การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสี่ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายทราบเพื่อจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสี่เด็ดขาดจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่มีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สินและถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีหรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันและราชกิจจานุเบกษาแล้ว ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ ไม่มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสี่ตามมาตรา 135 (2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว ก็ชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายทราบ เนื่องจากคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลทันที จำเลยทั้งสี่ย่อมหลุดพ้นจากการล้มละลายกลับคืนสู่ฐานะเดิม การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสี่ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายทราบเพื่อจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด จึงไม่ชอบแต่อย่างใด และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศุภพรพงษ์ชัย พรพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4545/2547
#112963
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมศุลกากรได้มีความเห็นตามที่เจ้าหน้าที่เสนอมาว่า ม. ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ใช้แล้วจากประเทศญี่ปุ่นได้นำเข้ารถยนต์โดยสำแดงรุ่นผิดไปจากรถยนต์โตโยต้า ซอเรอร์ เป็นรถยนต์โตโยต้า มาร์คทู ต่อมา ม. ขอยกรถยนต์คันดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อตกลงระงับคดีตามมาตรา 27 หรือ 27 ทวิ ของ พ.ร.บ. ศุลกากร จึงให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง แม้จำเลยที่ 10 จะมีความเห็นให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมโดยมิได้มีความเห็นชี้ขาดก่อนว่าการกระทำของ ม. จะเป็นความตามมาตรา 27 หรือว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ฐานใดฐานหนึ่ง เพื่อพิจารณาก่อนว่าความผิดที่ ม. กระทำจะตรงหรือไม่ตรงด้วยข้อหาความผิดที่จะเปรียบเทียบได้ก็ตาม ก็หาเป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ เพราะอำนาจการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ม. ผู้นำเข้ารถยนต์จะมีความผิดฐานใด เป็นอำนาจของศาล

การเปรียบเทียบปรับโดยอธิบดีกรมศุลกากร ตามมาตรา 102 ก็ดี หรือโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามมาตรา 102 ทวิ ก็ดี จะต้องปรากฏว่าผู้จะถูกฟ้องร้องได้ยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่มีผู้มีอำนาจได้เปรียบเทียบด้วยจึงจะชอบ ดังนั้น การที่คณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องได้มีมติให้รับทำความตกลงระงับคดีโดยรับรถยนต์ของกลางไว้เป็นของแผ่นดินตามข้อเสนอของผู้ต้องหา จึงย่อมเป็นการเปรียบเทียบที่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้ในการประชุมของคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องจะมีแต่เลขานุการคณะกรรมการเป็นผู้รายงาน โดยจำเลยที่ 10 และที่ 11 จะทราบข้อเท็จจริงและมิได้ทักท้วงหรือชี้แจงแสดงเหตุผลในที่ประชุมเป็นเรื่องการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่การประชุม ซึ่งไม่ถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด เพราะที่ประชุมจะมีมติอย่างไรย่อมต้องเป็นไปตามความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งมิได้มีเพียงจำเลยที่ 10 และที่ 11 เท่านั้น การมีมติจึงเป็นมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง มิใช่ความเห็นส่วนตัวของจำเลยที่ 10 และที่ 11 ดังนี้ แม้การมีมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องจะทำให้โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าอากรที่ขาดจากข้าราชการที่กระทำผิดวินัยได้ก็ตาม ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 10 และที่ 11 รับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรที่ขาดเป็นเงิน 1,431,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ร่วมกันชำระเงินค่าปรับและเบี้ยปรับที่ขาดเป็นเงิน 1,338,028 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,769,524 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 10 และที่ 11 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2529 นายมนัสชัยได้ยื่นแบบรายละเอียดประกอบการประเมินอากรสำหรับรถยนต์นั่งใช้แล้วจากญี่ปุ่นนำเข้ามาในประเทศไทยต่อจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ประเมินอากรของโจทก์ โดยสำแดงรายการสินค้าที่นำเข้าเป็นรถยนต์โตโยต้า มาร์คทู ซึ่งความจริงเป็นรถยนต์โตโยต้า ซอเรอร์ ทำให้การประเมินค่าภาษีอากรขาดไป ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากรได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวได้ นายมนัสชัยขอตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยยินยอมยกรถยนต์ของกลางให้เป็นของแผ่นดิน โจทก์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อกรณีเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือหลีกเลี่ยงอากรหรือรับซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 27 หรือ 27 ทวิ ของ พ.ร.บ. ศุลกากร ฯ และเป็นอำนาจของคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องที่จะเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้อง ในที่สุดคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องได้มีมติให้รับทำความตกลงระงับคดีโดยรับรถยนต์ของกลางไว้เป็นของแผ่นดินตามข้อเสนอของนายมนัสชัย ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 10 และที่ 11 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในเงินค่าภาษีอากรที่ขาดเป็นเงิน 1,431,496 บาท หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 6 เสนอความเห็นตามลำดับชั้นต่อผู้บังคับบัญชาว่ากรณีเป็นการลักลอบหรือรับซื้อไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่ายังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องอันเป็นความผิดตามมาตรา 27 หรือ 27 ทวิ นั้น เป็นการเสนอความเห็นตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองทะเบียนคนต้างด้าวและภาษีอากรผู้จับกุม และในชั้นกองคดีที่นายมนัสชัยได้ยื่นคำร้องขอให้เปรียบเทียบได้ทำบันทึกข้อความเสนอจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมศุลกากรโดยผ่านตามลำดับชั้นบังคับบัญชา และจำเลยที่ 10 มีคำสั่ง "นำเสนอคณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณา" ดังนั้น การสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งตามความเห็นที่เสนอมาตามลำดับชั้นบังคับบัญชาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความ และแม้จำเลยที่ 10 จะมิได้ชี้ขาดว่าการกระทำของนายมนัสชัยไม่ต้องด้วยข้อหาความผิดที่จะเปรียบเทียบได้หรือไม่ เพราะจำเลยที่ 10 มิใช่ผู้เสนอความเห็นและผู้มีคำสั่งเป็นผู้พิจารณาและชี้ขาดว่าการกระทำของนายมนัสชัยเป็นความผิดตามมาตรา 27 หรือ 27 ทวิ เพราะการที่จะพิจารณาและชี้ขาดว่านายมนัสชัยจะเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษทางอาญาในบทใดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลเท่านั้น

ส่วนการรับทำความตกลงระงับคดีโดยรับรถยนต์ของกลางไว้เป็นของแผ่นดินตามข้อเสนอของนายมนัสชัย ผู้ต้องหา และตามความเห็นของกองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากร ผู้จับกุมนั้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 และ 102 ทวิ เห็นว่า การเปรียบเทียบปรับโดยอธิบดีกรมศุลกากรตามมาตรา 102 ก็ดี หรือโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องตามมาตรา 102 ทวิ ก็ดี จะต้องปรากฏว่าผู้จะถูกฟ้องได้ยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่ผู้มีอำนาจได้เปรียบเทียบด้วยจึงจะชอบ ดังนั้นการที่คณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องพิจารณาแล้วมีมติให้รับทำความตกลงระงับคดีโดยรับรถยนต์ของกลางไว้เป็นของแผ่นดินตามข้อเสนอของผู้ต้องหา ย่อมเป็นการเปรียบเทียบที่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 10 และที่ 11 ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ในคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องต่างมีหน้าที่เสนอข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง แต่จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้ทักท้วงหรือชี้แจงแสดงเหตุผลในการประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องมีมติรับรถยนต์ของกลางไว้เป็นของแผ่นดินและระงับการฟ้องร้อง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเลขานุการคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องเป็นผู้รายงานแทนนั้น แม้จำเลยที่ 10 และที่ 11 จะทราบข้อเท็จจริงและมิได้ทักท้วงหรือชี้แจงแสดงเหตุผลในที่ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้อง ก็เป็นเรื่องการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม ซึ่งไม่ถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด เพราะที่ประชุมจะมีมติอย่างไรย่อมต้องเป็นไปตามความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งมิได้มีเพียงจำเลยที่ 10 และที่ 11 เท่านั้น การมีมติที่ประชุมจึงเป็นมติของคณะกรรมการเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องมิใช่ความเห็นส่วนตัวของจำเลยที่ 10 และที่ 11 ดังนี้ แม้การมีมติจะทำให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายและไม่สามารถที่จะเรียกค่าอากรที่ขาดจากข้าราชการที่กระทำผิดวินัยได้ ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 10 และที่ 11 รับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 102 ม. 102 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นายสมเกียรติ พิสุทธิเจริญพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุนทร ทรงฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4543/2547
#411439
เปิดฉบับเต็ม

แม้มูลหนี้ตามฟ้องจะเป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างุ้นส่วนจำกัด น. ซึ่งจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2532 แจ้งให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ การที่พนักงานมีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระภาษีอากรดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามที่เรียกร้อง อันมีผลให้จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล การสั่งบังคับดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) จำเลยรับหนังสือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วันที่กำหนดให้จำเลยนำเงินภาษีอากรไปชำระ ดังนั้น อายุความเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2532 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด น. เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 จึงพ้น 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรและเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างดังกล่าว ซึ่งได้จดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 ภายหลังเสร็จสิ้นการชำระบัญชี โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 12 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2528 และวันที่ 12 มีนาคม 2528 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2529 ไม่ถูกต้อง โจทก์จึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลใหม่ โดยในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 12 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2528 ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 3,374,500.22 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 12 มีนาคม 2528 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2529 ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 379,881.64 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 ครบกำหนดแล้วไม่ชำระและไม่ได้อุทธรณ์ การประเมินของโจทก์ย่อมถึงที่สุดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 การทวงถามแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ครบกำหนดตามที่ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จำเลยจึงเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายขาดอายุความเพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรได้จดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะหุ้นส่วนและผู้ชำระบัญชีในหนี้ของห้าง โจทก์ต้องฟ้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 2 ปี นอกจากนี้หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในปี 2527 และปี 2528 ซึ่งหนี้ดังกล่าวมีอายุความ 10 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรและเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างดังกล่าวซึ่งได้จดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2528 และระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2528 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2529 ไว้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง โจทก์ได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวใหม่ ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2532 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยให้นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 3,374,500.22 บาท ไปชำระให้โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระและไม่ได้อุทธรณ์การประเมินของโจทก์ โจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้วพบว่าจำเลยมีทรัพย์สินเป็นพันธบัตรเงินกู้ปีงบประมาณ 2521 ราคาที่ตราไว้ 10,000 บาท โจทก์จึงมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยพันธบัตรเงินกู้ดังกล่าวไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2532 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำส่งดอกเบี้ยให้โจทก์ตลอดมาจนครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ไถ่ถอนพันธบัตรคืนจากการไฟฟ้านครหลวงเนื่องจากจำเลยได้โอนให้แก่การไฟฟ้านครหลวง นอกจากนี้แล้วจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าภาษีอากรของรัฐ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่ามีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 โจทก์แจ้งการประเมินภาษีให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2532 อายุความจึงสะดุดหยุดลง เห็นว่า แม้มูลหนี้ตามฟ้องจะเป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่ก็เป็นการฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากร ซึ่งจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2532 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระภาษีอากรดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามที่เรียกร้องอันมีผลให้จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล การสั่งบังคับดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วัน ที่กำหนดให้จำเลยนำเงินภาษีอากรไปชำระ ดังนั้น อายุความเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2532 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดนิสากรเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 จึงพ้นกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 1272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางนิสากร สัตยธรรม (วิจินธนสาร)
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4540/2547
#411219
เปิดฉบับเต็ม

การทำไม้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (2) และการมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 69 วรรคสอง (2) ส่วนการช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันทำไม้และมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตามการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ กำหนดโทษปรับไว้เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว ไม่ใช่สี่เท่าของค่าอากร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำราคาเลื่อยยนต์ของกลางมารวมคำนวณกับค่าอากร จึงต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33, 32 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2), 69 วรรคสอง (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 3 ปี และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2569 มาตรา 27 ทวิ ฐานช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลางเนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม จึงไม่อาจสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาเลื่อยยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7, 8

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามจำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ปรับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จำนวน 41,600 บาท รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 41,600 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,800 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การทำไม้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (2) และการมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2) ส่วนการช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ แม้ไม้หวงห้ามที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันทำไม้และมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับเป็นจำนวนสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียสำหรับการนำเข้าเลื่อยยนต์ของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำราคาของเลื่อยยนต์มาคำนวณเป็นค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดโทษปรับไว้เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว ไม่ใช่สี่เท่าของค่าอากรดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำราคาเลื่อยยนต์ของกลางมารวมคำนวณกับค่าอากร จึงต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้พฤกษ์จำนวน 1 ท่อนไม้ตีนนกจำนวน 4 ท่อน ไม้เต็งจำนวน 2 ท่อน ไม้ประดู่จำนวน 13 ท่อน ไม้พลวงจำนวน 1 ท่อน และไม้หว้าจำนวน 1 ท่อน ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในป่าในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และร่วมกันมีไม้หวงห้ามดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมากถึง 22 ท่อน ปริมาตร 4.30 ลูกบาศก์เมตร นับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสามมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเหมือน ครุฑวิชิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4517/2547
#411241
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท อันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่พิพาทซึ่งเป็นที่เฉพาะส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6246 ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง และส่งมอบที่พิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ทั้งให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงวันที่ 4 ธันวาคม 2537 จนกว่าจะส่งมอบที่พิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ทั้งนี้ ค่าเสียหายถึงวันฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2538 ต้องไม่เกิน 12,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2543 ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยอ้างว่า นายเสรี โตวรกุล ทนายความคนเดิมของจำเลยถึงแก่กรรมก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมีคำพิพากษา จำเลยเพิ่งแต่งตั้งทนายความคนใหม่ในวันนี้ ประกอบกับจำเลยเพิ่งได้รับสำนวนคืนจากสำนักงานของทนายความคนเดิมและเอกสารบางอย่างขาดหายไป ทนายความคนใหม่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดีจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงใหม่เพื่อทำคำฟ้องฎีกา จึงขอขยายระยะเวลามีกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และมาตรา 248 ไม่ปรากฏว่าในศาลชั้นต้นมีการทำความเห็นแย้งหรือได้รับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ (ที่ถูกฎีกา) ได้ คดีจึงยุติแล้วไม่มีเหตุที่จะขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีก ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท อันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา และให้ยกฎีกาของจำเลย คืนค่าเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
นายบุญฤทธิ์ สุจินดา โดยนางสุภาพ สุจินดา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายกวงเม้ง แซ่โง้ว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4513/2547
#113322
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงเป็นเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและโสตทัศนวัสดุตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ตามมาตรา 19 วรรคท้าย และ 21 โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 1 เมษายน 2518 ฉะนั้น ขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์จึงยังคงมีลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ แต่ผู้เดียวในงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 รวมถึงสิทธิในการทำซ้ำ เทปต้นแบบดังกล่าวโดยการบันทึกเสียงลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ หรือในรูปแบบใดที่สามารถนำมาเล่นซ้ำได้อีกซึ่งรวมทั้งการบันทึกเสียงในรูปเทปคาสเซตด้วย

ตามสัญญาซื้อขายงานเพลงระหว่างโจทก์ และ ป. สามีจำเลยที่ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ ในงานเพลงทั้งหมดและในเทปต้นแบบที่บันทึกงานเพลงพิพาท มิใช่เป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์เฉพาะสิทธิให้นำงานเพลงตามคำฟ้องไปผลิตหรือบันทึกในรูปแบบแผ่นเสียงเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 มาตรา 9 (1) และ 17 ยังบัญญัติให้ผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำดนตรีกรรมนั้นเพื่อให้ใช้ได้ด้วยเครื่องกลอันทำให้เกิดเสียงดนตรีนั้นขึ้นอีก และมีลิขสิทธิ์ในสิ่งซึ่งทำโดยวิธีอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดเสียงซ้ำได้ด้วยเครื่องกลซึ่งหมายถึงสิ่งบันทึกเสียงในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคตด้วย ดังนี้แม้ในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 จะยังไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเสียงเพลงในรูปของเทปคาสเซตก็ตาม แต่สิทธิในลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ได้มาจากการประมูลตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวย่อมรวมถึงสิทธิที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงดนตรีกรรม แผ่นเสียง และเทปต้นแบบที่บันทึกเสียงเพลงตามคำฟ้อง โดยการบันทึกเสียงเพลงนั้นลงในวัสดุใดหรือทำออกมาในรูปแบบใดที่จะมีในอนาคตซึ่งรวมทั้งเทปคาสเซตด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 29, 31, 69, 70 และ 73 ป.อ. มาตรา 83 และ 91 และจ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 31 (1), 69 วรรคสอง และ 70 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 500,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 (ที่ถูก หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30) ให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตแผ่นเสียงและเทปคาสเซตเพลงเพื่อนำออกจำหน่าย โดยจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลแผ่นเสียงทองคำ ส่วนนายปรีชา ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเสียงสยามแผ่นเสียง ต่อมาในปี 2515 โจทก์และนายปรีชาได้ร่วมลงทุนและก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงเพื่อผลิตแผ่นเสียงเพลงออกจำหน่าย ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงได้ผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายรวมทั้งงานเพลงตามคำฟ้องจำนวน 71 เพลง หลังจากดำเนินกิจการได้ระยะหนึ่งโจทก์และนายปรีชามีความเห็นไม่ตรงกัน จึงได้เลิกประกอบการโดยดำเนินการได้ระยะหนึ่งโจทก์และนายปรีชามีความเห็นไม่ตรงกัน จึงได้เลิกประกอบการโดยดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้าง ในการเลิกจ้างดังกล่าวโจทก์และนายปรีชาตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่มีการผลิตและจำหน่ายในระหว่างการประกอบการของหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงทั้งหมดโดยประมูลกันระหว่างโจทก์กับนายปรีชา และโจทก์เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งหมดมาได้ รวมทั้งงานเพลงตามคำฟ้องทั้ง 71 เพลงด้วย ต่อมาเดือนกรกฏาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ผลิตเทปคาสเซตเพลงจำนวน 8 ชุด ซึ่งมีงานเพลงตามคำฟ้องจำนวน 71 เพลงรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดจำหน่ายเทปคาสเซตบันทึกเสียงเพลงดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานดนตรีกรรม และคุ้มครองแผ่นเสียงและเทปต้นแบบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานโสตทัศนวัสดุ โดยให้มีอายุการคุ้มครองงานดนตรีกรรมสำหรับนิติบุคคลเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามมาตรา 16 วรรคท้าย และให้มีอายุการคุ้มครองงานโสตทัศนวัสดุเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามมาตรา 18 แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์ที่มีอยู่เป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกทั้งนี้ตามมาตรา 16 วรรคท้าย และ 18 ดังกล่าว ส่วนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทดนตรีกรรมเช่นกัน แต่ให้ความคุ้มครองแก่แผ่นเสียงและเทปต้นแบบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานสิ่งบันทึกเสียงโดยให้มีอายุการคุ้มครองงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงเป็นเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและงานโสตทัศนวัสดุตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ตามมาตรา 19 วรรคท้าย และ 21 ฉะนั้น การที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 1 เมษายน 2518 และขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2542 นั้น โจทก์จึงยังคงมีลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ แต่ผู้เดียวในงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวซึ่งได้แก่ สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน สิทธิให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานสิ่งบันทึกเสียง สิทธิที่จะให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรืออนุญาตให้ผู้อื่นให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานสิ่งบันทึกเสียง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15 แห่ง ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 รวมถึงสิทธิในการทำซ้ำเทปต้นแบบดังกล่าวโดยการบันทึกเสียงลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ หรือในรูปแบบใดอันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกซึ่งรวมทั้งการบันทึกเสียงในรูปของเทปคาสเซตด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์อ้างว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวหมายถึงการโอนลิขสิทธิ์เฉพาะการนำเพลงไปบันทึกในรูปแผ่นเสียงเท่านั้น ไม่รวมถึงการนำเพลงไปบันทึกในรูปเทปคาสเซตเนื่องจากในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 วงการเพลงยังไม่เคยมีการผลิตเทปคาสเซตจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาดังกล่าวข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แปลความหมายของข้อสัญญาซื้อขายเอาเอง ทั้งเป็นการแปลความหมายที่ไม่ถูกต้องเพราะตามสัญญา ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งหมดและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงดังกล่าว มิใช่เป็นการซื้อขายสิทธิในลิขสิทธิ์เฉพาะสิทธิให้นำงานเพลงตามคำฟ้องไปผลิตหรือบันทึกในรูปของแผ่นเสียงเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 มาตรา 9 (1) และ 17 ยังบัญญัติให้ผู้มีลิขสิทธิในงานดนตรีกรรมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำดนตรีกรรมนั้นเพื่อให้ใช้ได้ด้วยเครื่องกลอันทำให้เกิดเสียงดนตรีนั้นขึ้นอีก และมีลิขสิทธิ์ในสิ่งซึ่งทำโดยวิธีอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดเสียงซ้ำได้ด้วยเครื่องกลซึ่งหมายถึงสิ่งบันทึกเสียงในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคตด้วย ดังนี้ แม้ในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 จะยังไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเสียงเพลงในรูปของเทปคาสเซตดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ก็ตาม แต่สิทธิในลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ได้มาจากการประมูลตามสัญญา ย่อมรวมถึงสิทธิที่จะซ้ำหรือดัดแปลงงานดนตรีกรรม แผ่นเสียง และเทปต้นแบบที่บันทึกเสียงเพลงตามคำฟ้องโดยการบันทึกเสียงเพลงนั้นลงในวัสดุใดหรือทำออกมาในรูปแบบใดที่จะมีในอนาคตซึ่งรวมทั้งเทปคาสเซตด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 4 ม. 9 (1) ม. 14 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองเดช เดชานุวงษ์
จำเลย — บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4507/2547
#411217
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/35 ต้องเป็นกรณีลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว ต่อมาหนี้ขาดอายุความ ภายหลังจากนั้นลูกหนี้จึงได้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ซึ่งมีอายุความ 10 ปี โดยขณะที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เป็นหนังสือนั้นยังไม่ขาดอายุความจึงไม่เข้าลักษณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่มีการรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และ 193/15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขายสินค้าต่างจังหวัด มีหน้าที่นำสินค้าไปขายและเก็บเงินค่าสินค้า มีจำเลยที่ 1 ค้ำประกันการทำงานในวงเงิน 150,000 บาท และยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ลาออก โจทก์ตรวจสอบบัญชีพบว่าระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าหลายรายแต่ไม่นำส่งให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,630,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงิน 1,630,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 150,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ได้มีการแก้ไขสัญญาค้ำประกันหลายรายการจึงเป็นเอกสารปลอม นอกจากนี้การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเฉพาะเงินต้นเท่านั้นเพียง 150,000 บาท คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อคำนึงถึงมูลหนี้อันเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 คือการที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายสินค้าเก็บเงินค่าสินค้าแล้วไม่ส่งคืนให้แก่โจทก์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้บททั่วไปคืออายุความ 10 ปี มิใช่ 2 ปี หนังสือรับสภาพหนี้ตามมูลหนี้ดังกล่าวจึงต้องใช้อายุความเดียวกัน ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ความว่า สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาบังคับแก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นสิทธิเรียกร้องที่มาจากหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อโจทก์ โจทก์มิได้ฟ้องหรือใช้สิทธิเรียกร้องจากจำนวนเงินในบิลสินค้าที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 รับเงินค่าสินค้าแต่ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเกิดจากมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีอายุความเพียง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 นั้น เห็นว่า มาตรา 193/35 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือโดยการให้ประกันตามมาตรา 193/28 วรรคสองให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน ดังนี้สิทธิเรียกร้องตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ดังกล่าว ต้องเป็นกรณีลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้วต่อมาหนี้ขาดอายุความภายหลังจากนั้นลูกหนี้จึงได้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ฉะนั้นเมื่อปรากฏว่าหนี้ตามฟ้องในคดีนี้เป็นหนี้ซึ่งมีอายุความ 10 ปี โดยขณะที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เป็นหนังสือนั้นยังไม่ขาดอายุความ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่มีการรับสภาพหนี้ตามนัยแห่งมาตรา 193/14 และ 193/15 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/35 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ ดี เอช บอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวนฤมล เดชะสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2547
#113084
เปิดฉบับเต็ม

แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งจะมิได้คัดค้านการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความอีกฝ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ก็เพียงแต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารนั้น เพราะข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาและมีอำนาจรับฟังจากพยานหลักฐานทั้งปวงอีกชั้นหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 36,984 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 6 ปี 2 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 34,210.20 บาท รวมเป็นเงิน 71,194.20 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 36,984 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 27,738 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,246 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้อ้างเอกสารใบแจ้งการลาออกตามเอกสารหมาย ล. 3 ไว้ท้ายคำให้การแต่โจทก์มิได้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารหมาย ล. 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์จะนำสืบพยานคัดค้านว่าลายมือชื่อในใบแจ้งลาออกตามเอกสารหมาย ล. 3 มิใช่ลายมือชื่อของโจทก์ไม่ได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งลาออกตามเอกสารหมาย ล. 3 การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิกความของโจทก์ที่ปฏิเสธเอกสารหมาย ล. 3 แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการลาออกตามเอกสารหมาย ล. 3 จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 125 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านการที่จำเลยทั้งสองอ้างเอกสารหมาย ล. 3 เป็นพยานจำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ก็เพียงแต่ห้ามมิให้โจทก์คัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารเมื่อพ้นกำหนดเวลาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารนั้น เพราะข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาและมีอำนาจรับฟังจากพยานหลักฐานทั้งปวงอีกชั้นหนึ่งต่างหาก การที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์เอกสารหมาย ล. 3 ประกอบพยานหลักฐานอื่นแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการลาออกตามเอกสารหมาย ล. 3 นั้น จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศึก อรรคจันทร์
จำเลย — บริษัทเอสซีลอร์ แมนนูแฟ็คเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4492/2547
#112932
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญา อัยการโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ในคดีนี้ซึ่งครอบครองดูแลรักษาสินค้าของผู้เสียหาย (จำเลยในคดีนี้) แล้วโจทก์ได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และมีคำขอให้โจทก์คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไปเป็นเงิน 310,145 บาทพร้อมดอกเบี้ย แต่คดีนี้นอกจากจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลอื่นยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้ว จำเลยยังอ้างในฟ้องแย้งด้วยว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลย แต่โจทก์มิได้ส่งคืนให้กลับนำไปมอบให้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงาน ดังนี้ เห็นได้ว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลละเมิด แต่คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายรวมอยู่ด้วย แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องคดีอาญา แต่ก็วินิจฉัยเพียงว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) มีส่วนร่วมรู้เห็นกับผู้ที่มารับสินค้า ซึ่งเท่ากับฟังว่ายังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกเท่านั้น โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหายดังที่จำเลยถือเป็นข้ออ้างในคดีนี้หรือไม่ ที่จำเลยฟ้องแย้งจึงมิใช่เป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๓๐๐ วัน และระหว่างทำงานกับจำเลย จำเลยหักเงินสะสมจากโจทก์ไว้และตกลงจะคืนให้โจทก์เมื่อออกจากงานพร้อมเงินสะสมส่วนของจำเลยอีกหนึ่งเท่า นอกจากนี้การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ยักยอกสินค้าจำเลยซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๐,๔๐๐ บาท ค่าชดเชย ๑๒๐,๐๐๐ บาท เงินสะสม ๑๖๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหาย ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาสินค้าของจำเลย แทนที่จะนำสินค้าจำนวนดังกล่าวคืนแก่จำเลยตามหน้าที่ แต่โจทก์เจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยร่วมกับบุคคลอื่นยักยอกไปเป็นประโยชน์ของโจทก์หรือบุคคลอื่น ซึ่งผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชารวมทั้งระเบียบเกี่ยวกับการส่งสินค้าอันเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และการเลิกจ้างดังกล่าวก็เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่เคยสมัครเข้ากองทุนเงินสะสม และโจทก์ไม่เคยถูกหักเงินเดือนเพื่อนำเข้ากองทุนสะสมแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสะสม และจากการกระทำของโจทก์ยังทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์จ่ายเงินค่าเสียหาย ๓๑๐,๑๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นหัวหน้าฝ่ายขายซึ่งมีหน้าที่ดูแลสินค้าและพนักงานขายของจำเลยที่ประมาทเลินเล่อจงใจละเว้นมิได้เอาใจใส่ดูแลทำให้สินค้าจำเลยดังกล่าวสูญหายซึ่งเป็นความผิดของจำเลยเอง จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์โดยกล่าวหาและแจ้งความกับฟ้องร้องดำเนินคดีโจทก์ในข้อหายักยอกทรัพย์ ซึ่งศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว นอกจากนี้ที่จำเลยฟ้องแย้งก็เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ในคดีอาญาที่ศาลแขวงพระนครใต้และคดีถึงที่สุดแล้ว เพราะคดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้มีคำขอแทนจำเลยให้โจทก์คืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอก และฟ้องแย้งก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ต้องห้ามมิให้ฟ้องอีกตามมาตรา ๑๔๘ แห่ง ป.วิ.พ. ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน ๓๐๗,๘๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์และขอให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไปแก่ผู้เสียหาย (จำเลยในคดีนี้) โดยจำเลยคดีนี้ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย คดีอาญาดังกล่าวศาลแขวงพระนครใต้พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า ตามฟ้องในคดีอาญาอัยการโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ครอบครองดูแลรักษาสินค้าของผู้เสียหาย (จำเลยคดีนี้) แล้วโจทก์ได้เบียดบังเอาสินค้าดังกล่าวของผู้เสียหาย (จำเลยคดีนี้) ไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และมีคำขอให้โจทก์คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แต่คดีนี้นอกจากจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลอื่นยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้ว จำเลยยังอ้างในฟ้องแย้งด้วยว่า โจทก์ครอบครองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์มีหน้าที่จะต้องส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยตามระเบียบ แต่โจทก์ไม่นำสินค้าคืนให้แก่จำเลยโดยไปมอบสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่รู้จัก จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงาน และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน ๓๑๐,๑๔๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายรวมอยู่ด้วย และแม้ศาลแขวงพระนครใต้จะพิพากษายกฟ้องคดีอาญาก็ตาม แต่ศาลแขวงพระนครใต้ก็วินิจฉัยเพียงว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับผู้ที่มารับสินค้า ทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนขยายผลให้ได้ความกระจ่างในเรื่องนี้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีประวัติเสียหาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้โจทก์ ซึ่งเท่ากับฟังว่าการกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นที่โจทก์ไม่รู้จักนั้นยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกเท่านั้น โดยศาลแขวงพระนครใต้ยังมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหายดังที่จำเลยถือเป็นข้ออ้างในคดีนี้หรือไม่ ที่จำเลยฟ้องแย้งจึงมิใช่เป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี ยอดพิจิตรหรือแป้นน้อย
จำเลย — บริษัทโอ ซี ซี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา