คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4870/2547
#411239
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับ เจ้าพนักงานตำรวจย่อมนำจำเลยที่ 1 ไปค้นหายาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์มือถือของกลางโจทก์จะยื่นคำร้องขอริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 8,000 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 4,000 เม็ด) จำคุก 36 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 4,000 เม็ด) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 36 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 53 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และ 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 43 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 24 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้สมฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียว มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าวการที่จำเลยที่ 1 เพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรม นั้น สมควรได้รับการวินิจฉัยลงโทษเป็น 2 กระทงความผิดหรือไม่ เพราะส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษสูงเกินไป เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเหตุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอีก 4,000 เม็ด อยู่ที่บ้านและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวที่บ้านจำเลยที่ 1 อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 100/1 (ที่ถูก มาตรา 100/2) สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา น้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับ เจ้าพนักงานตำรวจย่อมนำจำเลยที่ 1 ไปค้นหายาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไข ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดกรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำปรับแตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมถึงกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำคุก 32 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายน้อยหรือเล็ก วิเศษหรือวิเศษวิสัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4849/2547
#411092
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) ฯ มาตรา 15 วรรคสาม ได้กำหนดข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดของกฎหมายว่าผู้ที่ครอบครองยาเสพติดให้โทษเกินปริมาณที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หาได้มีความหมายในทางกลับกันว่าผู้ที่มียาเสพติดให้โทษในปริมาณที่ต่ำกว่าข้อสันนิษฐานแล้วจะฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้แต่ประการใด โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความผิดให้ศาลเชื่อได้ว่ามีไว้ในครอบครองนั้นเพื่อจำหน่าย โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 9 เม็ด จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4271/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครองครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นโทษจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4271/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 7 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4271/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในข้อที่จำเลยฎีกาว่าจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง นอกจากจำนวนที่เจ้าพนักงานล่อซื้อได้ตามคำฟ้องนั้นมีจำนวนไม่เกินไปจากข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 15 วรรคสาม จึงฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดของกฎหมายว่าผู้ที่ครอบครองยาเสพติดให้โทษเกินปริมาณที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หาได้มีความหมายในทางกลับกันว่าผู้ที่มียาเสพติดให้โทษในปริมาณที่ต่ำกว่าข้อสันนิษฐานแล้วจะฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้แต่ประการใด โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความผิดให้ศาลเชื่อได้ว่าการมีไว้ในครอบครองนั้นเพื่อจำหน่าย คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 9 เม็ด จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานดังกล่างลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาที่เหลือของจำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพียงกำหนดโทษจำคุกให้ต่ำลงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยโดยเรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของจำเลยด้วยจึงไม่ชอบ ให้ยกฎีกาข้อนี้ของจำเลยเสีย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายแผนหรือชัยวัฒน์ แก้วกระจ่างหรือแก้วตระฉ่าง
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2547
#112984
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ว่าถือไม่ได้ว่าจำเลยยากจน จึงยกคำร้อง หากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 15 วัน ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๕๕,๔๑๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๖ ว่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยยากจน จึงยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ หากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน ๑๕ วัน วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องเป็นเหตุเดียวกับที่ได้อ้างและศาลได้ไต่สวนไว้เดิมแล้ว ทั้งตามคำร้องไม่ได้แสดงให้เห็นตามสมควรว่าพยานหลักฐานที่จะนำมาแสดงเพิ่มเติมนั้นสามารถหักล้างข้อเท็จจริงตามที่ศาลสั่งมาได้อย่างไรจึงยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาล ๒๐๐ บาท ให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้น จำเลยจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ภายในกำหนดเจ็ดวันหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอของจำเลยที่ขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม จำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุไร จันนุกูล
จำเลย — นายทองดี สพสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547
#411236
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้นจึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะแต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำงานอยู่ที่เดียวกันและรู้จักกันประมาณ 20 วัน คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะพาโจทก์ร่วมไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์จนเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จึงพากลับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อออกจากร้านอาหารระหว่างทางจำเลยบอกว่าเมาขับรถไม่ไหวจะต้องพักโรงแรม พยานจึงขอลงจากรถขณะที่รถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวพยาน พยานดิ้นจนหลุดและลงจากรถ แต่จำเลยยังคงจับแขนพยานและดึงพยานเข้าไปในรถอีก จำเลยขับรถข้าไปจอดในโรงแรมและบอกพนักงานโรงแรมว่าขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมซึ่งยืนอยู่ห่างประมาณ 3 เมตร มีแสงไฟฟ้าภายในโรงแรมพอมองเห็นได้ จำเลยกับพยานนั่งอยู่ในรถ จำเลยได้จับมือพยานไว้ พยานบอกพนักงานโรงแรมไม่ให้เปิดห้องและดิ้นจนหนีลงจากรถได้ จำเลยจึงลงจากรถมาดึงแขนพยานให้เข้าไปในห้องเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราพยาน แต่เมื่อพนักงานโรงแรมไม่เปิดห้องเพราะพยานไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถพาพยานออกไป ระหว่างทางพยานหนีลงจากรถของจำเลยได้ จึงวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่กลับที่พัก เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาว ประกอบอาชีพมีหลักฐานมั่นคงหากไม่เป็นความจริงคงไม่นำเรื่องที่น่าละอายไปเล่าให้คนอื่นฟังนอกจากโจทก์ร่วมแล้วยังมีนายกิจจา ราชการดี คนขับรถแท็กซี่คันที่รับโจทก์ร่วมพาหนีจากจำเลยในคืนเกิดเหตุ และมีร้อยตำรวจเอกโยธิน เธียรสุขสันต์ พนักงานสอบสวนซึ่งได้สอบปากคำนายบัญชัย ขันเงิน พนักงานโรงแรมเกรซอินน์ไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานจำเลยซึ่งปฏิเสธลอยๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคืนเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะตอนหน้า เมื่อจำเลยขับรถเข้าไปจอดในโรงแรมดังกล่าวและขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้านายบัญชัยพนักงานโรงแรมนั้น จำเลยได้จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพัก คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศ ซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้น จึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะ แต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้น เป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้นเพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี
จำเลย — สิบตำรวจตรีสำราญ สมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4833/2547
#411629
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 3 อาศัยอยู่ในบ้านที่ อ. ปลูกในที่ดินว่างเปล่าและยกให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ว่างบริเวณใกล้เคียงกับบ้านที่จำเลยที่ 3 อาศัยอยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ครอบครองลุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่ดินนั้นก็ตกเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยการครอบครองปรปักษ์ คดีนี้จึงมีประเด็นในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ปลูกบ้านทั้งสองหลังรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ หากฟังไม่ได้ว่าบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองไปโดยไม่ต้องพิจารณาคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟ้องแย้งว่า หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ครอบครองรุกล้ำหรือเห็นส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปกปักษ์ จึงเป็นฟ้องแย้งโดยมีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 15624, 15625 และ 15626 ตำบลหันตะเภา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครครีอยุธยา รวม 3 แปลง ที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียวกัน ประมาณกลางปี 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเข้าปลูกบ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 4 ตำบลหันตะเภา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 15625 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงกลาง ใช้เนื้อที่ปลูกสร้างบ้านประมาณ 16 ตารางวา โจทก์ทั้งสองยินยอม ต่อมาประมาณกลางปี 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอปลูกสร้างเพิ่มอีก 1 หลัง ใช้เนื้อที่ประมาณ 14 ตารางวา เพื่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชายและบุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ทั้งสองยินยอม จำเลยทั้งสี่จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายปี ปีละ 300 บาท ประมาณปลายปี 2543 โจทก์เรียกเก็บเงินค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินจากจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ไม่ยอมจ่ายค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง และไม่ยินยอมทำหลักฐานการเช่าที่ดินเป็นหนังสือให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนบ้านทั้งสองหลังออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 13 และ 30 หมู่ที่ 4 ตำบลหันตะเภา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟ้องแย้งว่า ไม่เคยขออาศัยที่ดินจากโจทก์ทั้งสองและไม่เคยเสนอชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ทั้งสอง เดิมบ้านเลขที่ 13 เป็นของนายแอ่น เจนพนัส ปลูกในที่ดินว่างเปล่า ต่อมาปี 2538 นายแอ่นยกที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองด้วยความสงบและเปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี แล้ว หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหลังจากนายแอ่นปลูกบ้านหลังดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 เห็นว่าบริเวณดังกล่าวยังมีที่ว่างเปล่า ในปี 2515 จำเลยที่ 1 จึงปลูกบ้านเลขที่ 30 อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านเลขที่ 13 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองด้วยความสงบและเปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบันโดยโจทก์ทั้งสองไม่เคยโต้แย้ง หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่ดินดังกล่าวที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงรับเฉพาะคำให้การของจำเลยทั้งสี่เท่านั้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 13 และ 30 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15624, 15625 และ 15626 ซึ่งจำเลยทั้งสี่ขออาศัยปลูกบ้านอยู่ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ไม่เคยขออาศัยที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เดิมบ้านเลขที่ 13 เป็นของนายแอ่น เจนพนัส ปลูกในที่ดินว่างเปล่า ต่อมานายแอ่นยกบ้านดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี แล้ว หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 โดยการครอบครองปรปักษ์ สำหรับบ้านเลขที่ 30 จำเลยที่ 1 ให้การว่าหลังจากที่นายแอ่นปลูกบ้านเลขที่ 13 แล้ว ที่ดินบริเวณดังกล่าวยังมีที่ว่าง ปี 2515 จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านทางทิศตะวันออกของบ้านเลขที่ 13 แล้วจำเลยที่ 1 ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่ดินนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้คดีจึงมีประเด็นในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ปลูกบ้านทั้งสองหลังรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ หากฟังไม่ได้ว่าบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองไปโดยไม่ต้องพิจารณาคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟ้องแย้งว่าหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ครอบครองรุกล้ำหรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินโฉนดเลขที่ 15624, 15625 และ 15626 ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ นั้น จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา มาตรา 174 วรรคสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรุณศรี ลิมาลัย กับพวก
จำเลย — นายจอม ธารีทรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4822/2547
#411985
เปิดฉบับเต็ม

แม้ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนจะเป็นแบบฟอร์มที่บริษัทจำเลยที่ 2 จัดทำขึ้นเอง แต่เมื่อได้กรอกข้อความตามที่ตกลงกัน และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่แสดงว่าโจทก์ยอมรับเงินไปจากจำเลยที่ 2 จริง อันมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างฝ่ายต่างยอมผันให้แก่กันด้วยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยที่ 2

เอกสารใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนเป็นข้อตกลงประนีประนอมยอมความและมีผลใช้บังคับได้ เมื่อโจทก์ได้รับเงินไปตามข้อตกลงแล้วสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันระงับไปตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์และมิได้ร่วมตกลงด้วย จึงไม่อาจอาศัยเอกสารดังกล่าวต่อสู้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื่องจากคดีมีทุนทรัพย์เพียง 20,250 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยไว้ ด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ และรถยนต์ของโจทก์พุ่งชนท้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 38,250 บาท ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 18,000 บาท โดยให้โจทก์ลงชื่อในใบรับเงินค่าซ่อมรถยนต์ซึ่งมีข้อความว่า "...ถือเป็นการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ใช้ในนามบริษัทเพื่อเป็นการประนีประนอมยอมความ..." ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์อีกจำนวน 20,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,250 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เอกสารใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 หรือไม่ จำเลยทั้งสองจะอาศัยเอกสารหมาย จ.5 ต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ฬ-4484 กรุงเทพมหานคร ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฎ-2290 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์และรถยนต์ของโจทก์พุ่งชนท้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 18,000 บาท และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนเอกสารหมาย จ.5 เห็นว่า แม้ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนเอกสารหมาย จ.5 จะเป็นแบบฟอร์มที่จำเลยที่ 2 จัดทำขึ้นเองก็ตาม แต่เมื่อได้กรอกข้อความตามที่ตกลงกัน และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่แสดงว่าโจทก์ยอมรับเงินจำนวน 18,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 2 จริง อันมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยที่ 2 อีกทั้งข้อตกลงตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ก็มิได้รับภาระเกินกว่าที่วิญญชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปที่ว่า จำเลยทั้งสองจะอาศัยเอกสารหมาย จ.5 ต่อสู่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.5 เป็นข้อตกลงประนีประนอมยอมความและมีผลใช้บังคับได้ เมื่อโจทก์ได้รับเงินไปตามข้อตกลงแล้วสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีผลต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันระงับไปตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์และมิได้ร่วมตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ด้วยจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอาศัยเอกสารหมาย จ.5 ต่อสู้โจทก์ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื่องจากคดีมีทุนทรัพย์เพียง 20,250 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบตำรวจหญิงหรือนางสุดารัตน์ ศรีกรณียกิจ
จำเลย — นายอภิวัฒน์ ภารา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4815/2547
#411296
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยรับว่าได้นำเช็คมาขายลดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. จำนวน 490,000 บาท และยอมรับว่าเป็นหนี้จริง กับตกลงยอมชำระหนี้โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 16,400 บาท จนกว่าจะชำระเงินจำนวน 490,000 บาท ครบถ้วนนั้น เป็นการที่โจทก์กับจำเลยระงับข้อพิพาทที่มีขึ้นตามมูลหนี้ขายลดเช็คให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้กันและกัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 การที่จำเลยผ่อนชำระเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จึงไม่ใช่เป็นกรณีการชำระเงินเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ซึ่งจะมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวตั้งฐานขึ้นโดยสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีอายุ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 320,444.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 178,400 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จำเลยนำเช็คมาขายลดแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด แล้วเป็นหนี้ค้างชำระจำนวน 490,000 บาท ต่อมาจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด จำเลยผ่อนชำระหนี้บางส่วนจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จากนั้นไม่ชำระอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และ ข้อ 2 จำเลยยอมรับว่าได้นำเช็คมาขายลดแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด จำนวน 490,000 บาท และยอมรับว่าเป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด จำนวนเงินดังกล่าวจริง กับยอมตกลงชำระหนี้โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 16,400 บาท จนกว่าจะชำระเงินจำนวน 490,000 บาท ครบถ้วนนั้น เป็นการที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทที่มีขึ้นตามมูลหนี้ขายลดเช็คให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 การที่จำเลยผ่อนชำระเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จึงไม่ใช่เป็นกรณีการชำระเงินเพื่อผ่อนทุกคืนเป็นงวดๆ ซึ่งจะมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวตั้งฐานขึ้นโดยสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 193/33 (2) ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายประสิทธิ์ จตุรงคปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2547
#266659
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" แต่ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.6 มีข้อตกลงว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง?" ซึ่งแม้จะแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะและใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย และแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์และนั่งมาในรถยนต์ด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 2 ให้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัย จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.6 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์และทำละเมิดเอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 160,162 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 155,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 155,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 5,162 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 155,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 5,162 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ธ - 1471 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 6270 เพชรบุรี จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 6270 เพชรบุรี ไว้จากจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 155,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 เห็นว่า แม้ ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" แต่ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.6 มีข้อตกลงว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง?" ซึ่งแม้จะแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะและใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย และแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย แต่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยชนรถยนต์ของโจทก์โดยละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์และนั่งมาในรถยนต์ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 2 ให้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัย จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.6 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์และทำละเมิดเอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนตามสัญญาประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 420 ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย เล่งอิ๊ว
จำเลย — นายขุมทรัพย์ ทรัพย์เกิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2547
#412112
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัท น. จำเลยที่ 3 ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมีข้อตกลงว่า บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง... ซึ่งแม้ข้อตกลงดังกล่าวจะแตกต่างกับ ป.พ.พ. มาตรา 887 ซึ่งผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะและใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยชนกับรถของโจทก์โดยละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์และนั่งมาในรถยนต์ด้วย จึงฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 2 ให้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัย จึงต้องถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยตามข้อตกลงในกรมธรรม์ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์และทำละเมิดเอง จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงต้องร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อจำนวน 160,162 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 155,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เหตุเฉี่ยวชนและความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง ค่าซ่อมแซมรถยนต์ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้นโจทก์มิได้รับความเสียหาย หากได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท และสามารถซ่อมรถเสร็จได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน ค่าเสียหายส่วนนี้ไม่เกิน 1,500 บาท จำเลยที่ 2 ได้เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-6270 เพชรบุรี ไว้กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เหตุเฉี่ยวชนจึงไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างหรือตัวการตัวแทนกันแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และความเสียหายของรถยนต์ที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินจริง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในเหตุละเมิด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 155,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 5,162 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 155,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 5,162 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ธ-1471 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-6270 เพชรบุรี จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-6270 เพชรบุรี ไว้จากจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยเอกสารหมาย จ.16 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 155,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" แต่ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.6 มีข้อตกลงว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง..." ซึ่งแม้จะแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะและใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย และแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย แต่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยชนรถยนต์ของโจทก์โดยละเมิด เมื่อจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์และนั่งมาในรถยนต์ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 2 ให้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัย จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.6 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์และทำละเมิดเอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนตามสัญญาประกันภัยเอกสารหมาย จ.16 ที่อุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย เล่งอิ๊ว
จำเลย — นายขุมทรัพย์ ทรัพย์เกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2547
#113355
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่โจทก์ทราบว่าสินค้าที่เก็บในคลังสินค้าได้รับความเสียหายจากพายุฝนแล้ว แม้โจทก์จะทราบถึงจำนวนสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้าแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทราบจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงได้จนกว่าจะได้มี การสำรวจค่าเสียหายก่อน ในวันที่โจทก์ได้ยื่นประมาณการกำไรสุทธินั้น โจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายเท่าใด และไม่ทราบว่าโจทก์จะมีรายได้ที่จะได้รับจากค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้ แก่โจทก์เพียงใด อีกทั้งไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยจะไม่รับเอาสินค้าที่ได้รับความเสียหายไป จึงทำให้โจทก์มีกำไรจากการขายซากทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก การที่โจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ขาดเกินไปกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ที่ได้รับจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ จึงมีเหตุอันสมควร

ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดที่บริษัทต่างประเทศตกลงให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การบริหารการเงินและด้านการตลาดให้แก่โจทก์ เป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 และการรับจ้างทำของดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีการให้ใช้สิทธิในกรรมวิธี สูตร หรือ สิทธิในการประกอบกิจการอันเป็นความลับแต่อย่างใด แม้การจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาจะกำหนดให้คิดคำนวณในอัตราร้อยละของยอดขายสินค้า ที่บริษัทต่างประเทศเป็นผู้ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย แต่บริษัทต่างประเทศก็มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นตัวแทนขายสินค้าที่มีชื่อตราสินค้าหรือผูกขาดยี่ห้อสินค้าต่าง ๆ แต่ผู้เดียว กรณีที่โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทต่างประเทศจึงไม่ใช่ค่าให้ใช้สิทธิแห่งเครื่องหมายการค้า หรือค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (3) และสัญญาดังกล่าวก็ไม่ได้มีการตกลงที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์พิเศษ ซึ่งจะต้องไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนอันเป็นวิทยาการเพื่อให้โจทก์นำไปใช้ จึงมิใช่การให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทาง อุตสาหกรรม การพาณิชย์ หรือวิทยาศาสตร์ อันจะเป็นค่าสิทธิตามที่ระบุไว้ในข้อ 12 วรรคสอง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศเดนมาร์ก เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และทุน เงินค่าบริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนตามสัญญารับจ้างทำของ อันเป็นเงินได้ในลักษณะเป็นกำไรทางธุรกิจที่บริษัทต่างประเทศซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และ ไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยได้รับจากโจทก์ซึ่งประกอบกิจการในประเทศไทยตามสัญญาข้อ 7 แห่งอนุสัญญาดังกล่าวประกอบ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่ง ป. รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีและเงินเพิ่มที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ถึง 2536 (ที่ถูก 2535) เป็นเงิน 27,986,685 บาท

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ต.2/1037/2/100955, 100956 และ 100958 ลงวันที่ 19 เมษายน 2538 และหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 3012041/2/100065 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ส.ภ.1 (อธ. 3)/59 ถึง 62/2543 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ขาดไปเกินไปกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิที่ได้รับจาก กิจการหรือเนื่องจากกิจการโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากที่โจทก์ทราบว่า สินค้าที่เก็บในคลังสินค้าได้รับความเสียหายจากพายุฝนแล้ว แม้โจทก์จะทราบถึงจำนวนสินค้าที่เก็บไว้ใน คลังสินค้าแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทราบจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงได้จนกว่าจะได้มีการสำรวจค่าเสียหายก่อน ซึ่งพยานโจทก์เบิกความว่า ต้องใช้เวลาในการสำรวจความเสียหายเพื่อทราบความเสียหายที่แน่นอนประมาณ 6 เดือน ดังนั้น ในวันที่ 30 สิงหาคม 2533 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นประมาณการกำไรสุทธินั้น โจทก์จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายเท่าใด และไม่ทราบว่าโจทก์จะมีรายได้ที่จะได้รับจากค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงใด อีกทั้งไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยจะไม่รับเอาสินค้าที่ได้รับความเสียหายไป จึงทำให้โจทก์มีกำไรจากการขายซากทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ขาดเกินไปกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิที่ได้รับจากกิจการเนื่องจากกิจการ จึงมีเหตุสมควร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกประการว่า เงินค่าจัดการหรือการจ่ายเงินตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดตามฟ้องเป็นค่าสิทธิ และโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซึ่งบริษัทเก็ตซ์เดนมาร์กเอพีเอส จำกัด ตกลงให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการเงินและด้านการตลาดให้แก่โจทก์ อันเป็นการตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 และการรับจ้างทำของดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีการให้ใช้สิทธิในกรรม วิธี สูตร หรือสิทธิในการประกอบกิจการอันเป็นความลับแต่อย่างใด แม้การจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาจะกำหนดให้ คิดคำนวณในอัตราร้อยละของยอดขายสินค้าที่บริษัทเก็ตซ์เดนมาร์กเอพีเอส จำกัด เป็นผู้ให้สิทธิแก่โจทก์เป็น ตัวแทนจำหน่ายนั้น ก็ได้ความว่า บริษัทเก็ตซ์เดนมาร์กเอพีเอส จำกัด มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์เป็นตัวแทนขายสินค้าที่มีชื่อตราสินค้าหรือผูกขาดยี่ห้อสินค้าต่าง ๆ แต่ผู้เดียว ดังนั้น กรณีที่โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทเก็ตซ์เดนมาร์กเอพีเอส จำกัด จึงมิใช่ค่าให้ใช้สิทธิแห่งเครื่องหมายการค้า หรือค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นลักษณะทำนองเดียวกับ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (3) และสัญญาการให้บริการดังกล่าวก็ไม่ได้มีการตกลงที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์พิเศษซึ่งจะต้องไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนอันเป็นวิทยาการเพื่อให้โจทก์นำไปใช้ จึงมิใช่การให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม การพาณิชย์ หรือวิทยาศาสตร์ อันจะเป็นค่าสิทธิตามที่ระบุไว้ในข้อ 12 วรรคสอง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศเดนมาร์กเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และทุน แต่เงินค่าให้บริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนตามสัญญารับจ้างทำของ อันเป็นเงินได้ในลักษณะเป็นกำไรทางธุรกิจที่บริษัทเก็ตซ์เดนมาร์กเอพีเอส จำกัด ที่ประกอบกิจการในต่างประเทศ ซึ่งไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยได้รับจากโจทก์ ซึ่งประกอบกิจการในประเทศไทยตามสัญญาข้อ 7 แห่งอนุสัญญาดังกล่าว ประกอบ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่ง ป. รัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 67 ตรี ม. 70
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 ม. 3
อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศเดนมาร์กเพื่อการเว้นการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ม. 7 ม. 12 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลุยส์ตี.เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2547
#411444
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอเลื่อนคดีของคู่ความนั้น กฎหมายได้บัญญัติรายละเอียดและเหตุที่จะขอเลื่อนคดีไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 39 และ 40 การที่จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่ 5 และยื่นใบรับรองแพทย์มาด้วยเพื่อยืนยันว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงไม่สามารถมาศาลได้ แม้โจทก์มิได้คัดค้านและข้อเท็จจริงจะฟังว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงซึ่งมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ แต่คำร้องขอเลื่อนคดีระบุเพียงว่าขอเลื่อนคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนในคำร้องว่าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง อีกทั้งการที่คู่ความขอเลื่อนคดีเพราะป่วยเจ็บ ศาลก็ไม่จำต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 41 กล่าวคือ ตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจอาการป่วยเจ็บเสมอไป เพราะกรณีตามมาตรา 41 นั้น เป็นเรื่องที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อว่าคู่ความฝ่ายที่ขอเลื่อนคดีป่วยถึงกับไม่สามารถมาศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าจ้างแก่โจทก์จำนวน 587,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 3 มีนาคม 2542 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถมาศาลได้ ขอศาลเลื่อนการพิจารณาออกไปสักนัดหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 บัญญัติว่า เมื่อศาลกำหนดวันนั่งพิจารณาแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีเหตุจำเป็นจะขอเลื่อนคดีก็ได้ ถ้าศาลอนุญาตแล้วคู่ความฝ่ายนั้นจะเลื่อนคดีอีกไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และคู่ความฝ่ายนั้นจะต้องแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรมและก่อนหน้าที่ทนายจำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นครั้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้น จำเลยทั้งสองได้ขอเลื่อนคดีมาแล้วหลายครั้งโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองกำลังติดต่อจะเจรจาทำยอมกับโจทก์บ้าง ทนายจำเลยทั้งสองติดพิจารณาคดีที่ศาลอื่นบ้าง รวมแล้วจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีและศาลชั้นต้นอนุญาตมาแล้วถึง 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีแต่ก็ได้กำชับคู่ความว่าหากนัดหน้ายังไม่สามารถตกลงกันได้ขอให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบต่อไป แต่เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองก็ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการไม่นำพาต่อกำหนดนัดของศาล เป็นการประวิงคดี ประกอบกับในคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถมาศาลได้ จึงขอเลื่อนการพิจารณาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลเห็นว่า จำเลยขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่ 4 และได้ยื่นใบรับรองแพทย์มาด้วยเพื่อยืนยันว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงไม่สามารถมาศาลได้ ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าทนายจำเลยทั้งสองไม่ป่วยจริงก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงซึ่งเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ แต่คำร้องขอเลื่อนคดีระบุเพียงว่าขอเลื่อนคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งในคำร้องว่า หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลได้ว่าถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ศาลจะต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 มาใช้บังคับ เพราะมาตรา 41 ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วยไว้โดยเฉพาะ จึงหานำบทบัญญัติมาตราอื่นมาใช้บังคับหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ในการขอเลื่อนคดีของคู่ความนั้น กฎหมายได้บัญญัติรายละเอียดและเหตุที่จะขอเลื่อนคดีไว้ในมาตรา 39 และ 40 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเบื้องต้นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมายหรือไม่แล้วพิจารณามีคำสั่งต่อไป ส่วนบทบัญญัติตามมาตรา 41 นั้น เป็นเรื่องที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อว่าคู่ความฝ่ายที่ขอเลื่อนคดีป่วยถึงกับไม่สามารถมาศาลได้ ศาลจึงจะต้องปฏิบัติตามมาตรานี้ มิใช่ว่าเมื่อคู่ความยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเพราะป่วยเจ็บแล้วศาลจะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 41 มาใช้บังคับทันที ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาร์. เอ็ม. กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทอรุณพิเชษฐ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2547
#411224
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135ฯ เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามบัญชีท้ายประกาศดังกล่าวซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้วแม้โจทก์จะไม่แนบประกาศดังกล่าวมาพร้อมคำฟ้อง ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135ฯ มาท้ายฟ้องด้วยเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามบัญชีท้ายประกาศดังกล่าวซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะไม่แนบประกาศดังกล่าวมาพร้อมคำฟ้อง ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อต่อไปที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ 5 เม็ดแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจยังค้นได้เมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยอีก 3 เม็ด จำเลยจึงมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวม 8 เม็ด แม้เมทแอมเฟตามีน 5 เม็ดที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายการกระทำของจำเลยก็แยกเป็นสองกรรมต่างหากจากกัน เพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาในการกระทำแตกต่างแยกจากกันได้ แม้เหตุการณ์ที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและที่จำเลยถูกจับกุมจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันก็ตาม ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายไพฑูรหรือไพฑูรย์ ตาจิ๋ว
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2547
#411982
เปิดฉบับเต็ม

การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้นจะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอน และมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องไม่ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ใช้สิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนทันทีเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อก็ดี โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 8 เดือน จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็ดี จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ อันจักทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 700

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 651,469 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ให้เช่าซื้อเพียงแต่ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปชำระค่ารถยนต์ โดยโจทก์ทำในรูปของสัญญาเช่าซื้อและคิดดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไม่ถึง 350,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ได้เจตนาเข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงพ้นจากความรับผิด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 280,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 227,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อบีเอ็มดับบลิว หมายเลขทะเบียน 2 ธ-4906 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 759,744 บาท ตกลงจะชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 21,104 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 งวดต่อไปจะชำระไม่เกินวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ. 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด และผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 20 เมษายน 2539 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อให้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย วันที่ 4 มีนาคม 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายทอดตลาดไปแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดกัน โจทก์ก็ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย โจทก์กลับปล่อยเวลาถึง 8 เดือน จึงใช้สิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นการผ่อนเวลาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 และเป็นการขยายระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอน และมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้น เจ้าหน้าที่จะใช้สิทธิเรียกร้องไม่ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ใช้สิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนทันทีเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อก็ดี โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 8 เดือน จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็ดี จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นเป็นเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้อันจักทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เสนอเข้ารับผิดยอมชำระค่าเช่าซื้อต่อจากจำเลยที่ 1 แต่โจทก์นิ่งเฉย ทำให้จำเลยที่ 2 พ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า เป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เห็นว่า ค่าเสียหายต่าง ๆ ยังสูงกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ค่าเสียหายจริง ๆ ไม่น่าจะเกิน 15,000 บาทนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 3 รายการ คือ ค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 150,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 66,200 บาท และค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อ 11,000 บาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายการใดควรเป็นเงินเท่าใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 700
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาวจันทนา นิ่มแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2547
#112959
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจะมีคำสั่งรับคำฟ้องซึ่งถือว่าเป็นคำคู่ความแล้ว แต่เมื่อศาลตรวจพบว่าคำฟ้องฟุ่มเฟือย ไม่ชัดเจน ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำฟ้องไปแล้วได้เพราะถือได้ว่าเป็นการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

ในการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้พิพากษาคนอื่นที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาคนก่อน ๆ ที่ไม่ได้พิจารณาคดีแล้ว ดังนั้น แม้เป็นผู้พิพากษาคนอื่นแต่มีอำนาจในการพิจารณาคดีสำนวนนั้น ก็ย่อมมีอำนาจในการเพิกถอนคำสั่งหรือการพิจารณาที่ผิดระเบียบของผู้พิพากษาคนก่อน ๆ ที่ไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีแล้ว และไม่เป็นการทำลายหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งชี้ขาด (ความเห็น) และมติของคณะกรรมการสอบสวน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องและเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำฟ้องมีข้อความบางตอนฟุ่มเฟือยเกินไปและจำเลยบางคนที่ถูกฟ้องโดยระบุชื่อ ก็ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยอีกในฐานะที่ดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติบ้าง ในลักษณะที่เป็นคณะบุคคลบ้าง เป็นการซ้ำซ้อนกัน นอกจากนี้โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย อาศัยอำนาจตามความนัย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๗ จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่ว่า ให้คืนคำฟ้องไปทำมาใหม่ภายใน ๒๐ วัน และจะพิจารณาสั่งคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เข้าใจ หรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระ หรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคำสั่งให้คืนค่าคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น" และมาตรา ๒๗ วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและการยื่น หรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหาย เนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น ยื่นคำขอโดยคำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร" ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำสั่งรับคำฟ้องซึ่งถือว่าเป็นคำคู่ความแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลตรวจพบว่าคำฟ้องฟุ่มเฟือย ไม่ชัดเจน ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับคำฟ้องไปแล้วได้เพราะถือได้ว่าเป็นการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้พิพากษาที่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องเดิมนั้น เป็นคนละคนกับผู้พิพากษาคนแรก จึงไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนและคำสั่งเพิกถอนย่อมเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้พิพากษาคนอื่นที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาคนก่อน ๆ ที่ไม่ได้พิจารณาคดีแล้ว ดังนั้น แม้เป็นผู้พิพากษาคนอื่น แต่มีอำนาจในการพิจารณาคดีสำนวนนั้น ก็ย่อมมีอำนาจในการเพิกถอนคำสั่งหรือการพิจารณาที่ผิดระเบียบของผู้พิพากษาคนก่อน ๆ ที่ไม่มีอำนาจในการพิจารณาแล้ว และไม่เป็นการทำลายหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาแต่อย่างใด ?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปัทมา พิบูลธนสาร
จำเลย — สภาทนายความ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤษ์ เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2547
#112961
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย ด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ตอนท้าย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๘๔,๓๙๖.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจะต้องยื่นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ หากยื่นภายหลังต้องปรากฏว่าได้เป็นคนยากจนภายหลัง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย ด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน ๗ วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ตอนท้าย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่งศาลอุทธรณ์ มิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 242 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรงเคจีไอ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรชัย ห่อพิทักษ์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2547
#411223
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นคำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ตอนท้าย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 684,396.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจะต้องยื่นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ หากยื่นภายหลังต้องปรากฏว่าได้เป็นคนยากจนภายหลังให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย ด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ตอนท้าย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรงเคจีไอ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรชัย ห่อพิทักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2547
#411608
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งที่ไม่มีข้อตกลงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกจ้างมีหน้าที่เป็นพนักงานขายและเก็บเงินจากลูกค้าผู้ซื้อสินค้าของผู้เสียหายนำส่งให้แก่สำนักงานสาขาของผู้เสียหาย เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 310,578 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 34 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่ได้มีการยอมความกันแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติและฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์รับสำเนาแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยและผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ค่าสินค้าทั้ง 34 รายการ อันเป็นมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4196/2542 ของศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และผู้เสียหายกับจำเลยและผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารแนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ในคดีนี้ระบุว่า จำเลยและผู้ค้ำประกันยินยอมผ่อนชำระหนี้เงินที่ค้างชำระให้แก่ผู้เสียหายเป็นงวดๆ หากจำเลยและผู้ค้ำประกันผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ยอมให้ผู้เสียหายบังคับคดีได้ทันที และผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดจากจำเลยและผู้ค้ำประกันอีกต่อไป เห็นว่า การที่ผู้เสียหายฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีเนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายได้รับความ ไว้วางใจมอบหมายให้ทำหน้าที่พนักงานขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้า สมควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสดังกล่าวยักยอกเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายถึง 34 ครั้ง ต่อเนื่องกันมารวมเป็นเงินจำนวนสูงถึง 310,578 บาท ทั้งระหว่างพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้าย โดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายหนูพร พันกระจัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2547
#113036
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีสรรพสามิตต่อโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านการประเมินดังกล่าว ผลจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำให้โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามการประเมินอีก เมื่อไม่มีการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิต จึงไม่มีการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่โจทก์จะฟ้องคัดค้านต่อศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้ในระหว่างดำเนินคดี เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 161 (1) โจทก์จึงมีสิทธิขอรับรถยนต์ของกลางคืนตามมาตรา 123 วรรคสอง การที่เจ้าพนักงานไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอคืนรถยนต์ของกลางได้ตามมาตรา 96

เมื่อเจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้จนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 123 การที่เจ้าพนักงานไม่คืนรถยนต์ของกลางให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอหลังจากที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีโจทก์แล้ว การยึดรถยนต์ของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์อันควรได้จากการใช้สอยรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้แก้คำวินิจฉัยอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 1/2543 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 เป็นว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ - 4340 สุพรรณบุรี เป็นรถยนต์กระบะ มีเลขเครื่องยนต์ 2 L - 1659950 มาแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2538 โจทก์ดัดแปลงรถยนต์กระบะให้เป็นรถยนต์นั่งในภายหลังและมิให้ใช้ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพาสามิต (ฉบับที่ 50) ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่รถยนต์พิพาท ขอให้จำเลยที่ 2 รับชำระภาษีตามมูลค่าจากการดัดแปลงรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ - 4340 สุพรรณบุรี จากโจทก์โดยถือเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงและค่าวัสดุอุปกรณ์จำนวน 50,050 บาท เป็นมูลค่าจากการดัดแปลง และให้คืนรถยนต์พิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์โดยเร็ว ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 140,000 บาท และจำนวนเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์คันพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จับกุมโจทก์ และยึดรถยนต์พิพาทของโจทก์เป็นของกลางกล่าวหาว่ามีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์จึงไปขอชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์พิพาทส่วนที่ดัดแปลงต่อเติมและขอรถยนต์พิพาทคืน จำเลยที่ 2 ไม่รับชำระภาษีและไม่คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ แต่ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์พิพาทและเครื่องปรับอากาศที่ติดกับรถยนต์พิพาท ตามมูลค่าของสินค้าตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต โจทก์คัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์จึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานคณะกรรมการ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตดังที่เจ้าพนักงานประเมิน จึงให้เพิกถอนการประเมิน และเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมิน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 96 บัญญัติว่า "เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวัน?" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีสรรพสามิตต่อโจทก์และโจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินดังกล่าว กรณีจึงไม่มีการประเมินหรือคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตซึ่งโจทก์จะต้องคัดค้านผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก เพราะผลจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอีก โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินเป็นอย่างอื่นได้ ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์พิพาท โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 144 เบญจ นั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตในฐานะเป็นผู้ดัดแปลง ดังนั้น จึงไม่มีการประเมินภาษีสรรพสามิตในส่วนนี้ที่โจทก์จะคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมินและทั้งย่อมไม่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ที่โจทก์จะฟ้องคัดค้านต่อศาลคัดค้านคำวินิจฉัยได้ตามมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ด้วยเช่นกัน คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอคืนรถยนต์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ยึดรถยนต์พิพาทเป็นของกลางในการดำเนินคดีต่อโจทก์ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 (1) แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าของจึงมีสิทธิขอรับรถยนต์พิพาทคืนตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 123 วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอรับรถยนต์พิพาทคืนตามสิทธิดังกล่าว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ยอมคืนรถยนต์พิพาท และประเมินภาษีสรรพสามิตต่อโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งในปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน และยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไม่รับเรื่องขอคืนรถยนต์พิพาทของโจทก์ไว้พิจารณา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลได้ตามบทบัญญัติในมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 123 อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นของกลางในคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตย่อมหมดไปตั้งแต่เมื่อพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิด ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในความผิดตามมาตรา 161 (1) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 โจทก์จึงไม่ใช่เป็นผู้กระทำความผิด อันจะต้องมีหน้าที่เสียภาษีสำหรับรถยนต์พิพาทตามความในมาตรา 163 และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินระบุว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่เสียภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงย่อมไม่อาจอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 140 ยึดรถยนต์พิพาทของโจทก์ไว้เพื่อบังคับชำระภาษีได้อีก การยึดรถยนต์พิพาทของโจทก์ผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีไว้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและทำให้โจทก์ต้องเสียหายขาดประโยชน์อันควรได้จากการใช้สอยรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวต่อโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน ผ - 4340 สุพรรณบุรี แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2543 จนกว่าจะคืนรถยนต์พิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกภูมิ สว่างวุฒิไกร
จำเลย — นายสมใจนึก เองตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2547
#113035
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า ศาลจะสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32 พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 6 ทวิ, 20 ทวิ, 24 ตรี พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 2, 19, 31 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 282 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 ป.อ. มาตรา 83, 91, 32, 33 และริบของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง และให้ริบของกลางทั้งหมดรวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 จำนวน 1 ลำ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ เพลย์บอย 1 ของกลาง ก่อนเกิดเหตุผู้ร้องได้ให้บริษัทเจ. เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป เช่าเรือลำดังกล่าวไปมีกำหนด 3 ปี ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้า ทั้งเรือของกลางมีระวางบรรทุก 677 ตัน ซึ่งเกินกว่า 250 ตัน จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกริบตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ เพลย์บอย 1 ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของเรือของกลาง และผู้ร้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดคดีนี้กับจำเลยทั้งห้า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้คืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ เพลย์บอย 1 ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า เรือของกลางมีระวาง 677 ตัน ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกริบ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งริบเรือของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 33 ขัดกฎหมายศุลกากรไม่ได้นั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า ศาลชั้นต้นสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 32
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186 (9)
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายทง เตียว ฮวด เดวิด
จำเลย — นายทิพย์ งามกาละ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2547
#412109
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลจะสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6 ทวิ, 20 ทวิ, 24 ตรี พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 2, 19, 31 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 32, 33 และริบของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง และให้ริบของกลางทั้งหมดรวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 จำนวน 1 ลำ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้คืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าเรือของกลางมีระวาง 677 ตัน ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งริบเรือของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ขัดกฎหมายศุลกากรไม่ได้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลชั้นต้นสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในลำดับต่อไปมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือของกลางและมิได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าหรือไม่ ทางไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 จดทะเบียนที่ประเทศสาธารณรัฐฮอนดูรัส หมายเลขทะเบียน แอล-1324326 มีความจุของเรือรวมบรรทุก 677 ตัน ตามใบรับรองความจุของเรือระหว่างชาติ (พ.ศ.2512) ใบรับรองการจดทะเบียน ใบรับรองการยกเว้นและใบรับรองการป้องกันมลภาวะเป็นพิษของน้ำมันระหว่างชาติพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ร.3 และ ร.4 ผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศ สัญชาติสิงคโปร์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ 25 ฟิชเชอรีพอร์ต ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมยศเป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 ผู้ร้องให้บริษัทเจ.เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป เช่าเรือของผู้ร้องไปเพื่อใช้บรรทุกขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสะอาด โดยมีข้อตกลงเรื่องพิสัยการเดินเรือระหว่างเมืองฮ่องกงกับประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มีกำหนดเวลา 3 ปี ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาเช่าเวลาเรือขนส่งพร้อมคำแปล เอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้ากับพวกในข้อหาลักลอบนำสินค้าน้ำมันหลบหนีภาษีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรไทย และยึดเรือของผู้ร้องเป็นของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบเรื่องจึงมอบอำนาจให้นายสมยศไปติดต่อขอให้พนักงานสอบสวนคืนเรือแก่ผู้ร้อง แต่พนักงานสอบสวนไม่คืนให้และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเรือของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้า

โจทก์ไม่สืบพยาน

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายสมยศผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องติดต่อขอรับเรือของกลางคืนจากพนักงานสอบสวนในนามของผู้ร้องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ภายหลังวันเกิดเหตุ 1 เดือนเศษ ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 และในวันที่ 19 กันยายน 2540 นายสมยศรับเป็นทนายความให้จำเลยทั้งห้าตามใบแต่งทนายความของจำเลยทั้งห้าในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 188/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น นายสมยศจึงมีสถานะเป็นทั้งตัวแทนผู้ร้องและทนายความของจำเลยทั้งห้าในเวลาเดียว ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนายสมยศก็ทำหน้าที่ติดต่อขอคืนเรือของกลางจากพนักงานสอบสวนแทนผู้ร้องไปพร้อมกัน และจากคำแถลงของนายสมยศตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 คดีหมายเลขแดงที่ 188/2541 ของศาลชั้นต้น แสดงว่านายสมยศเป็นผู้ประสานงานกับบุคคลผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งห้าที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์อันเป็นประเทศซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้ร้องนั่นเอง ความผูกพันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงระหว่างนายสมยศกับผู้ร้องและจำเลยทั้งห้าข้างต้นมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่านายสมยศคือผู้ติดต่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยทั้งห้า ข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีทั้งหมดย่อมถ่ายทอดถึงผู้ร้องด้วย เช่นนี้ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าผู้ร้องไม่รู้จักไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยทั้งห้าตลอดจนข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าไม่มีลูกจ้างหรือตัวแทนอยู่ในเรือของกลางเพราะผู้เช่าเป็นผู้จัดหาเองทั้งหมดจึงรับฟังไม่ได้ และเมื่อตรวจข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างนายเดวิดไม่ทราบชื่อและสกุลอายุ 40 ปีเศษ ชาวสิงคโปร์ เชื้อสายจีน และนายเดวิดนายจ้างนี้จะเป็นคนเดียวกับนายเดวิดเจ้าของเรือหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเรือของกลาง นายอรรถสาสน์ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ.เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป ให้ถ้อยคำว่า บริษัทเจ. เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป (สาขาสิงคโปร์) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศปานามา มีนายลูอิสเป็นผู้จัดการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ นายลูอิสมีสัญชาติสิงคโปร์ อายุประมาณ 45 ปี นายลูอิสมีชื่อเรียกกันทั่ว ๆ ไป ว่า "เดวิด" ขณะที่ผู้ร้องมีชื่อท้ายว่าเดวิดมีสัญชาติสิงคโปร์สอดคล้องตรงกับถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ นอกจากนี้รายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ค.1 มีข้อความเกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่า นายเดวิดซึ่งเป็นเจ้าของเรือของกลางเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 1 สำหรับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 พยานผู้ร้องนั้นเป็นพิรุธ เช่น จำเลยที่ 1 ตอบทนายผู้ร้องว่า รู้จักผู้ร้อง เมื่อทนายผู้ร้องถามย้ำในคำถามเดิม จำเลยที่ 1 จึงบ่ายเบี่ยงเป็นว่า นายเดวิดที่รู้จักจะเป็นเจ้าของเรือของกลางหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ และจะเป็นคนเดียวกับผู้ร้องหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบเช่นกัน ซึ่งไม่สอดคล้องตรงกับที่ให้การรับสารภาพกับพนักงานสอบสวน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนคำเบิกความของพันตำรวจโทสมพรที่ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมกระทำความผิดเป็นเพียงความเห็นของพยานซึ่งเลื่อนลอย รับฟังไม่ได้ เช่นเดียวกับนายอรรถสาสน์พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งซึ่งเบิกความตามคำบอกเล่าโดยตนมิได้รู้เห็นเอง จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้ร้องคือนายจ้างของจำเลยทั้งห้า นอกจานี้อุปกรณ์ที่ติดตั้งในเรือของกลางซึ่งจำเลยทั้งห้าได้ใช้กระทำความผิด อันได้แก่เครื่องวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีตราเครื่องหมายคำรับรองของเจ้าพนักงานจำนวน 4 เครื่อง วิทยุรับส่งอันเป็นวิทยุคมนาคมจำนวน 4 เครื่อง ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมิได้ออกใบอนุญาตให้ใช้และครอบครอง หัวจ่ายน้ำมันเชื่อเพลิงพร้อมสายยาง 12 หัว แผนที่เดินเรือ รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง 2 เล่ม ล้วนเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือสำหรับใช้กระทำความผิดตามฟ้อง ดังถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ ยืนยันว่าเรือของกลางถูกใช้เพื่อการลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติศุลกากรและกฎหมายอื่นโดยเฉพาะ หาได้ใช้เพื่อธุรกิจขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาเช่าที่ผู้ร้องอ้างไม่ ลำพังคำเบิกความของนายอรรถสาสน์ประกอบเอกสารสัญญาเช่าซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ เพราะปราศจากตัวผู้เช่ามาเบิกความรับรองต่อศาลดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายทง เตียว ฮวด เดวิด
จำเลย — นายทิพย์ งามกาละ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ