คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2547
#113051
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเป็นความผิดฐานฉ้อโกงจึงฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย ถือว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.วิ.อ. (ที่ถูกเป็น ป.อ.) มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๑๑ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย ๓,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในข้อหายักยอกและมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วนั้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด
จำเลย — นายบัณฑิตหรือบัญฑิต ลำยอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายกษิดิษ เงินศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2547
#411988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเป็นความผิดฐานฉ้อโกงจึงฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย ถือว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ที่ถูก เป็นประมวลกฎหมายอาญา) มาตรา 352 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 11 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 450,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากไว้แก่โจทก์ร่วมหลายบัญชี บัญชีที่เป็นเหตุคดีนี้คือบัญชีออมทรัพย์พิเศษ อพ.117 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2540 จำเลยเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวจำนวนหนึ่ง ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมเปลี่ยนเลขที่บัญชีพร้อมด้วยสมุดคู่ฝากบัญชีดังกล่าวของจำเลยเป็นเลขที่ อพ.1 - 005 และเก็บสมุดคู่ฝากบัญชีเก่าไว้กับโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2540 จำเลยปิดบัญชีและรับเงินทั้งหมดในบัญชีนั้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายจวน และนางสาววรรณนิภาเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยแจ้งขอถอนเงินบัญชีออมทรัพย์พิเศษเลขที่ อพ.117 จำนวนเงิน 500,000 บาท โจทก์ร่วมจึงถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจากชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด จำนวน 500,000 บาท เพื่อมอบให้จำเลย วันที่ 23 เมษายน 2540 จำเลยนำสมุดคู่ฝากบัญชีดังกล่าวมอบแก่พนักงานของโจทก์ร่วม นางสาววรรณนิภาบันทึกรายการช่องถอนในสมุดคู่ฝากจำนวนเงิน 500,000 บาท ลงรายการเงินคงเหลือจำนวน 1,685,000 บาท ซึ่งความจริงเหลือเพียง 1,235,000 บาท ลงรายการในทะเบียนบัญชีเงินฝากว่าถอนเงิน 50,000 บาท เงินคงเหลือ 1,685,000 บาท แล้วมอบเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยพร้อมทั้งให้จำเลยลงลายมือชื่อรับเงินในใบสำคัญจ่ายเงิน เอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า นางสาววรรณนิภาเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งทำหน้าที่ถอนเงินเป็นผู้มอบเงินจำนวนที่ถอนให้แก่จำเลยและให้จำเลยลงลายมือชื่อรับเงินในใบสำคัญจ่ายเงิน เอกสารหมาย จ.12 ระบุจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรห้าแสนบาท ทั้งในสมุดคู่ฝากบัญชีเลขที่ อพ.177 เอกสารหมาย จ.8 ก็ระบุจำนวนเงินที่ถอนในวันดังกล่าว 500,000 บาท เมื่อพิจารณาลายมือชื่อผู้รับเงินในใบสำคัญจ่ายเงิน เอกสารหมาย จ.12 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยในใบสำคัญจ่ายเงิน เอกสารหมาย ล.3 และในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.7 มีลักษณะที่คล้ายกันมากทั้งรูปทรงตัวอักษร การตวัดเส้นขึ้นลงและความหนักเบาของลายเส้น จึงเชื่อว่าลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบสำคัญการจ่ายเงิน เอกสารหมาย จ.12 เป็นลายมือชื่อของจำเลย เอกสารหมาย จ.12 มีข้อความชัดเจนว่าจำเลยรับเงินจำนวน 500,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม เมื่อพิจารณาประกอบกับสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีเลขที่ อพ.117 เอกสารหมาย จ.8 รายการวันที่ 23 เมษายน 2540 ช่องถอนออระบุจำนวนเงิน 500,000 บาท เมื่อจำเลยถอนเงินในวันที่ 23 เมษายน 2540 ดังกล่าวแล้วพนักงานของโจทก์ร่วมคืนสมุดคู่ฝากตามสำเนาเอกสารหมาย จ.8 แก่จำเลยโดยได้กรอกรายการถอนและจำนวนเงินคงเหลือแล้ว ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไปเมื่อถอนเงินแล้วต้องตรวจนับเงินว่าครบถ้วนตรงตามที่ถอนหรือไม่และตรวจดูรายการถอนว่าจำนวนเงินที่ถอนตรงกับจำนวนเงินที่ได้รับหรือไม่ อันเป็นความปกติทั่วไปจำเลยต้องเห็นแล้วว่าในวันดังกล่าวจำเลยได้ถอนเงินจำนวน 500,000 บาท และได้รับเงินไปแล้ว มิเช่นนั้นจำเลยต้องโต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ร่วมแล้วว่าเหตุใดจำเลยถอนเงินเพียง 50,000 บาท แต่พนักงานของโจทก์ร่วมกลับกรอกรายการในสมุดคู่ฝากเอกสารหมาย จ.8 ว่าจำเลยถอนเงิน 500,000 บาท ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วนี้ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าพนักงานของโจทก์ร่วมดำเนินการให้จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ อพ.117 จำนวนเงิน 500,000 บาท แต่ลงรายการในทะเบียนบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งอยู่ที่โจทก์ร่วมว่าถอนเพียง 50,000 บาท ทำให้มียอดคงเหลือเป็นเงิน 1,685,000 บาท ซึ่งทำให้จำนวนเงินเกินกว่าความเป็นจริงจำนวน 450,000 บาท ดังนั้น เมื่อจำเลยขอปิดบัญชีเงินฝากเลขที่ อพ.117 พนักงานของโจทก์ร่วมยังมิได้ตรวจพบความผิดพลาดดังกล่าวจึงปิดบัญชีนั้นและมอบเงินแก่จำเลยเกินจากเงินที่จำเลยมีสิทธิถอนจากโจทก์ร่วมจำนวน 450,000 บาท ต่อมาภายหลังโจทก์ร่วมตรวจสอบพบความผิดพลาดดังกล่าว จึงทวงถามให้จำเลยคืนเงินนั้น จำเลยไม่ยอมคืนให้โจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่าจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตน ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดยักยอกและสอบสวนจำเลยในข้อหาดังกล่าว แต่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง โดยที่โจทก์มิได้ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยในข้อหาฉ้อโกง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงนั้น เห็นว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในข้อหายักยอกและมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วนั้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด
จำเลย — นายบัณฑิตหรือบัญฑิต ลำยอง
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2547
#411390
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ เมื่อ ร. ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 อาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การในวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด 15 วัน ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,218 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 72,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 รับหมายวันนี้ 3 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นเกินกำหนด จึงไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้เสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้จัดส่งให้จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ผลการส่งหมาย คือ ส่งได้ โดยมีชื่อรุ่งทิวา อังควัฒนะพงษ์ อายุ 41 ปี เป็นภรรยารับแทนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 เห็นว่า คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทิว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า นางรุ่งทิวาภรรยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 อาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การในวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด 15 วัน ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73 ทวิ ม. 76 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายทวี ศรีภุมมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2547
#411619
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน ปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเท่ากับว่าเป็นการฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยและไม่รอการลงโทษ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลว่าสมควรลงโทษจำเลยเพียงใด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 4 กระทง รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้ให้โอกาสจำเลยบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์ตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกัน แต่จำเลยชำระเงินให้โจทก์เพียง 35,000 บาท และผิดเงื่อนไขจนโจทก์ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณา แม้จำเลยจะนำเงินมาวางศาลอีก 50,000 บาท แต่ก็นำเงินมาวางศาลหลังจากที่ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยไม่ขวนขวายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่ได้เจรจาตกลงกัน โทษจำคุกจึงไม่รอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน จำนวน 4 กระทง รวมลงโทษจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลยมีกำหนดกระทงละ 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำนวน 4 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงเท่ากับว่าเป็นการฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยและไม่รอการลงโทษ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลว่าสมควรลงโทษจำเลยเพียงใด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลชั้นต้นรับฎีกาฉบับนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยศ จิวะวุฒิ
จำเลย — นางสาวพัชรา ลิ้มประเสริฐยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4291/2547
#411237
เปิดฉบับเต็ม

การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104 (2) ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ เว้นแต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 104 ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายจะต้องระบุให้ชัดเจนในคำพิพากษาด้วยว่าเมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนดด้วย คดีนี้จำเลยเกิดวันที่ 25 พฤษภาคม 2525 แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2549 ดังนั้น กำหนดเวลาในการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 3 ปี 10 เดือน จึงเกินกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289 และ 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส ประกอบคำแถลงของผู้ปกครองจำเลยแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 7 ปี 6 เดือน แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัยหากรับตัวไว้บำบัดฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ อบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) (ที่ถูกประกอบมาตรา 105 ด้วย) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 3 ปี เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาโดยให้หักวันควบคุมออก ริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกฝนและอบรมขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 3 ปี 10 เดือน นับแต่วันพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) นั้น เห็นว่า การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 104 (2) นั้น ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ เว้นแต่กรณที่ศาลมีคำสั่งตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 104 ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายจะต้องระบุให้ชัดเจนในคำพิพากษาด้วยว่าเมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้ว ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนดด้วย คดีนี้จำเลยเกิดวันที่ 25 พฤษภาคม 2525 แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์วันที่ 24 พฤศภาคม 2549 ดังนั้น กำหนดเวลาในการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเกินกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน ขั้นสูงจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 104 (2) ประกอบมาตรา 105 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
โจทก์ — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายสันติหรืออันวาหรือมิง มะเย็ง
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4284/2547
#113050
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ศาลาการเปรียญ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (9) ด้วยไม่

พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในศาลาการเปรียญของวัดบ้านสุพรรณ อันเป็นสถานที่บูชาสาธารณะในทางพุทธศาสนา และลักเอาพระยอดขุนพล จำนวน 4 องค์ ราคาองค์ละ 5,000 บาท รวมราคา 20,000 บาท ของวัดดังกล่าวขณะอยู่ในความครอบครองของพระอธิการพนพล อัคคจิตโต ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 ให้จำเลยคืนพระยอดขุนพล จำนวน 4 องค์ หรือใช้ราคาเป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (9) (ที่ถูก มาตรา 335 (9) วรรคแรก) ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนพระยอดขุนพล จำนวน 4 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า ศาลาการเปรียญ หมายถึงศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตามความหมายแห่ง ป.อ. มาตรา 335 (9) วรรคแรก คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไว้ด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (8) ม. 335 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายศรี ก๋องวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายบุรฉัตร ปราโมช ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4284/2547
#411084
เปิดฉบับเต็ม

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ ให้ความหมายของคำว่า ศาลาการเปรียญหมายถึงศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตามความหมายแห่งบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 335 (9) วรรคแรก คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไว้ด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนพระยอดขุนพลจำนวน 4 องค์ หรือใช้ราคาเป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (9) (ที่ถูก มาตรา 335 (9) วรรคแรก) ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนพระยอดขุนพลจำนวน 4 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเพียงว่า ศาลาการเปรียญที่เกิดเหตุเป็นสถานที่บูชาสาธารณะตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (9) วรรคแรกหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำว่า ศาลาการเปรียญ หมายถึง ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญจึงหาใช่สถานที่บูชาสาธารณะตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า พระยอดขุนพลของกลางที่จำเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณเสาของศาลาการเปรียญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไว้ด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายศรี ก๋องวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2547
#266369
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 49.60 ตารางวา และมีคำขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ดังกล่าว จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 44.60 ตารางวาเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์อีกตารางวาละ 5,000 บาท จากเนื้อที่ 49.60 ตารางวา จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 44.60 ตารางวาเท่านั้น จึงมีปัญหาในชั้นศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่เท่าใด เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่จริงเพียง 44.60 ตารางวา แต่เห็นว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลชั้นต้นเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 30,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้นจำนวน 1,338,000 บาท เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปแล้วจำนวน 1,240,000 บาท โจทก์จึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 98,000 บาท เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียให้ถูกต้องได้ โดยจำเลยไม่จำต้องมีคำขอให้โจทก์คืนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ได้รับไปแล้วหรือขอให้หักเงินค่าทดแทนที่ดินที่รับไปแล้วออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาเพิ่มให้ เพราะศาลอุทธรณ์ต้องพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์จากเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริงตามที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเท่านั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการพิพากษาไปตามประเด็นแห่งคดีไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,728,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงินค่าทดแทนบ้านให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,087,253 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยยึดถือหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 เพิ่มอีก 248,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 9.75 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 เพิ่มอีก 98,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 9.75 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืน เนื้อที่ 49.60 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในบัญชีกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนฯ ระหว่างพิจารณาจำเลยได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 44.60 ตารางวา โดยไม่ได้กล่าวไว้ในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินทดแทนที่ดินไปเกินกว่าเนื้อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจริง และมิได้ขอให้โจทก์คืนเงินค่าทดแทนที่ดินหรือขอให้หักเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ได้รับไปแล้วออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลได้พิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 ในกรณีที่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดี และเมื่อจำเลยอุทธรณ์จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ขอให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินค่าทดแทนที่ดินหรือขอให้หักเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ได้รับไปแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 44.60 ตารางวา จึงเป็นการพิพากษาหรือสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 49.60 ตารางวา และมีคำขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 อีกตารางวาละ 55,000 บาท ตามจำนวนเนื้อที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 44.60 ตารางวาเท่านั้น ทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่เท่าใด เพื่อจะได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 อีกตารางวาละ 5,000 บาท จากเนื้อที่ 49.60 ตารางวา เกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริง และจำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 44.60 ตารางวาเท่านั้น จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่เท่าใด เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในสำนวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเนื้อที่จริงเพียง 44.60 ตารางวา ตามที่ได้มีการรังวัดและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไว้ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.27 แต่เห็นว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลชั้นต้นเพิ่มให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นตารางวาละ 30,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้นจำนวน 1,338,000 บาท เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปแล้วจำนวน 1,240,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 98,000 บาท เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสียให้ถูกต้องได้ โดยจำเลยไม่จำต้องมีคำขอให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ได้รับไปแล้วหรือขอให้หักเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะได้รับหากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกา และแม้ว่าจำเลยจะมิได้ขอแก้ไขคำให้การในส่วนนี้ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 จากเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริงตามที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิจะได้รับเท่านั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการพิพากษาไปตามประเด็นแห่งคดี หาใช่เป็นการพิพากษาหรือสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิยนันท์ เครือทิม กับพวก
จำเลย — กรมโยธาธิการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัณธาน ขันทมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4264/2547
#113054
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ส. ตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนทำกิจการบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ แม้ในการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารแก่จำเลย จะได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน อันมีผลทำให้โจทก์และ ส. ผูกพันตามสัญญาที่ ว. ทำไว้กับจำเลย ซึ่งโจทก์หรือ ส. ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยลำพังก็ตาม แต่การฟ้องคดีก็จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เมื่อโจทก์และ ส. ยังเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เฉพาะส่วนของตนกึ่งหนึ่ง จึงเป็นการฟ้องเรียกหนี้สินของห้างหุ้นส่วนสามัญในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสามารถตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินแปลงใหญ่โฉนดตราจองเลขที่ 4322 เพื่อจัดสรรพร้อมก่อสร้างบ้านและอาคารพาณิชย์ขาย จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 13967 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่พร้อมอาคารพาณิชย์ขนาด 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 2 ห้อง จากโจทก์และนายสามารถในราคารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,880,000 บาท โดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ในวันดังกล่าวจำเลยวางเงินมัดจำไว้ 80,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย หลังจากนั้นโจทก์และนายสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยชำระราคาเพียง 400,000 บาท คงค้างชำระเงิน 2,400,000 บาท เมื่อโจทก์และนายสามารถตกลงเข้าหุ้นกันทำบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ แม้ในการทำสัญญาโจทก์และนายสามารถจะมอบอำนาจให้นายวัลลภเป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แก่จำเลย ตามหนังสือมอบอำนาจ และหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ อันมีผลทำให้โจทก์และนายสามารถต้องผูกพันตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลย ซึ่งโจทก์หรือนายสามารถผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยลำพังก็ตาม แต่การฟ้องคดีก็ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เมื่อโจทก์เบิกความยอมรับว่าหนี้ตามฟ้องโจทก์และนายสามารถยังเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เฉพาะส่วนของตนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 1,200,000 บาท จึงเป็นการฟ้องเรียกหนี้สินของห้างหุ้นส่วนสามัญในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1033
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีรวัฒน์ ลู่สุวรรณเลิศ
จำเลย — นายสมมาตร พงษ์สุพต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายสมเกียรติ อุงจิตต์ตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2547
#113056
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์ให้จำเลยซึ่งเป็นทนายความนำไปใช้ในการวิ่งเต้นคดี คือนำไปให้ผู้พิพากษาเพื่อจูงใจให้ผู้พิพากษาตัดสินยกฟ้องปล่อยตัวโจทก์ เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ อันเป็นการผิดกฎหมายฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินนั้นคืนจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างว่าความบางส่วนเป็นเงิน 200,000 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 กรกฎาคม 2541) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายโกมินทร์ สามีโจทก์และโจทก์ถูกฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ และศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายโกมินทร์ 37 ปี 9 เดือน จำคุกโจทก์ 25 ปี 2 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2479/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงติดต่อให้จำเลยเป็นทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยจำนวน 650,000 บาท จำเลยได้ทำอุทธรณ์และฎีกายื่นต่อศาลให้โจทก์แล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ส่วนศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายโกมินทร์ 15 ปี 3 เดือน และจำคุกโจทก์ 10 ปี 2 เดือน ต่อมาโจทก์ติดต่อขอเงินจำนวนดังกล่าวคืน แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินจำนวน 650,000 บาท เป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปใช้ในการวิ่งเต้นคดี คือ นำไปให้ผู้พิพากษาเพื่อจูงใจให้ผู้พิพากษาตัดสินยกฟ้องปล่อยตัวโจทก์ โจทก์จะได้ไม่ถูกจำคุก ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ อันเป็นการผิดกฎหมายฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวน 200,000 บาท คืน ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสตรีรัตน์ พึ่งสุข
จำเลย — นายสุชาติ น้อยคนดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2547
#112948
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ผู้เสียหายจึงเรียกให้จอดรถข้างทางเพื่อจับกุม ขณะผู้เสียหายยืนอยู่บริเวณไฟเลี้ยวด้านขวาห่างจากรถประมาณ 1 ศอก และหันหน้าเฉียงเข้าหารถเพื่อจดหมายเลขทะเบียนรถได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์และจำเลยขับรถเคลื่อนมาข้างหน้า ผู้เสียหายจึงกระโดดขึ้นไปบนฝากระโปรงหน้ารถและจับยึดที่ปัดน้ำฝนไว้ จำเลยขับรถแล่นออกไป ส่อแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำก็เพื่อจะหลบหนีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้จับกุม หากจำเลยมีเจตนาฆ่าคงกระทำโดยการขับรถเบียดกระแทกหรือพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทันทีในขณะผู้เสียหายกำลังก้มจดหมายเลขทะเบียนรถ อันเป็นช่วงโอกาสที่จำเลยจะกระทำเช่นนั้นได้เพราะเป็นระยะใกล้ชิดกันและผู้เสียหายไม่ทันได้ระวังตัว หลังจากที่ผู้เสียหายกระโดดขึ้นไปอยู่บนฝากระโปรงรถและจำเลยยังคงขับแล่นต่อไปรวมเป็นระยะทางประมาณ 6 ถึง 7 กิโลเมตร เป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดต่อเนื่องจากเหตุการณ์ตอนแรก จึงน่าเชื่อว่าจำเลยขับรถไม่เร็วมากนัก พฤติการณ์เป็นไปได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจเพียงอย่างเดียว ยังไม่ถึงขั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยเล็งเห็นผล คดีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๘๐, ๙๑, ๑๓๘, ๒๘๙ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๒, ๖๔ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๒๑, ๒๒, ๑๕๒

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง, ๒๘๙ (๒) ประกอบมาตรา ๘๐ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง, ๖๔ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง, ๒๒ (๒), ๑๕๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุกตลอดชีวิต ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ ๕๐๐ บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง ปรับ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ ๑,๕๐๐ บาท คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน และปรับ ๑,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน คงให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก ๑ ปี ปรับ ๓,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๘ เดือน ปรับ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถและฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก ๘ เดือน ปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยคุมความประพฤติจำเลยไว้ ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนดจำนวน ๒๐ ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจ ส. ผู้เสียหาย เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจจราจร ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรอยู่ที่บริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุซึ่งมีสัญญาณไฟจราจร จำเลยขับรถยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ เมื่อถึงสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยได้ขับรถเลี้ยวขวาฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง ผู้เสียหายเรียกให้จำเลยจอดรถเพื่อจับกุม จำเลยจอดรถข้างทางอยู่ครู่หนึ่งแล้วขับรถแล่นออกไป ผู้เสียหายกระโดดขึ้นไปอยู่บนฝากระโปรงหน้ารถที่จำเลยขับ จำเลยขับรถต่อไปจนกระทั่งไปจอดที่หน้าบ้านจำเลย จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนที่จำเลยจะขับรถแล่นออกไปจากที่จอดอยู่ข้างทางตามที่ผู้เสียหายเรียกให้จอดนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อจำเลยจอดรถข้างทางแล้วผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจำเลยทางด้านคนขับและแจ้งแก่จำเลยว่าขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง พร้อมกับขอดูใบอนุญาตขับรถเพื่อออกใบสั่ง จำเลยพูดว่าไอ้บ้าเมาหรือไง ไปให้พ้น เมื่อผู้เสียหายบอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยก็ยังออกปากไล่ผู้เสียหายให้ออกไป ผู้เสียหายเห็นว่าพูดกันไม่รู้เรื่องจึงเดินไปด้านหน้าเพื่อจดหมายเลขทะเบียนรถ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายไปยืนอยู่ที่บริเวณไฟเลี้ยวด้านขวาห่างจากรถประมาณ ๑ ศอก และหันหน้าเฉียงเข้าหารถเพื่อมองแผ่นป้ายทะเบียนรถ ขณะก้มดูหมายเลขทะเบียนรถได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ ผู้เสียหายมีความรู้สึกว่าจำเลยคงจะขับรถเคลื่อนแน่นอนและจำเลยก็ขับรถเคลื่อนมาข้างหน้า เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาหาผู้เสียหาย ด้วยความตกใจและสัญชาตญาณการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่จะต้องจับกุมผู้กระทำความผิด จึงกระโดดขึ้นไปบนฝากระโปรงหน้ารถและจับยึดที่ปัดน้ำฝนไว้ การกระทำของจำเลยที่ขับรถแล่นออกไปจากที่จอดตามที่ผู้เสียหายเบิกความดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นไปได้ว่าจำเลยกระทำไปก็เพื่อที่จะหลบหนีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้จับกุม ซึ่งหากจำเลยมีเจตนาฆ่าคงจะกระทำโดยการขับรถเบียดกระแทกหรือพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทันทีในขณะที่ผู้เสียหายกำลังก้มดูหมายเลขทะเบียนรถ อันเป็นช่วงโอกาสที่จำเลยจะกระทำเช่นว่านั้นได้เพราะเป็นระยะที่ใกล้ชิดกันและเป็นขณะที่ผู้เสียหายไม่ทันได้ระวังตัว ส่วนเหตุการณ์หลังจากที่ผู้เสียหายกระโดดขึ้นไปอยู่บนฝากระโปรงหน้ารถที่จำเลยขับแล้ว จำเลยยังขับรถแล่นต่อไปจนกระทั่งไปจอดที่หน้าบ้านจำเลยซึ่งผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า รวมเป็นระยะทางประมาณ ๖ ถึง ๗ กิโลเมตร นั้น ก็เป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดต่อเนื่องจากเหตุการณ์ตอนแรกที่จำเลยขับรถแล่นออกจากที่จอดดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นพฤติการณ์ที่เป็นไปได้ที่จำเลยมีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจเพียงอย่างเดียวและยังไม่ถึงขั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยเล็งเห็นผลการกระทำของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคงฟังได้เพียงว่า การที่จำเลยขับรถแล่นออกไปจากที่เกิดเหตุ โดยมีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอยู่บนฝากระโปรงหน้ารถที่จำเลยขับ จนกระทั่งไปจอดที่หน้าบ้านจำเลยเพื่อหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้จับกุมจำเลยในความผิดฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงและฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ อันเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 138 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นางสาวอุมาพร ศรีสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายเริงชัย ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4232/2547
#411160
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในเวลากลางคืนแต่ละคืน แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน และหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล้ว จำเลยย่อมต้องเลิกกระทำและปฏิบัติตัวเป็นปกติเพื่อมิให้มารดาของผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำของจำเลย เมื่อถึงเวลากลางคืนจำเลยต้องหาโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายใหม่ การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และ 277 วรรคแรก

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 54 กระทง คงลงโทษจำคุกจำเลยรวม 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยแยกการกระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกเลี้ยงในเวลากลางคืนแต่ละคืนเป็นกระทง ๆ ไป แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน และหลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล้ว จำเลยย่อมต้องเลิกกระทำและปฏิบัติตัวเป็นปกติเพื่อมิให้มารดาของผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำของจำเลย เมื่อถึงเวลากลางคืนจำเลยต้องหาโอกาสกระทำชำเราผู้เสียหายใหม่ การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงต่างไปจากคดีนี้นำมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายประนิตย์ ผาลิชัย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4227/2547
#411611
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดส่งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ไปยังห้องชุดซึ่งเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาเช่าและเดินทางกลับประเทศมาเลเซียแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ได้ทราบถึงการแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทราบตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/24 วรรคสอง คดีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 และตั้งบริษัทแอสเซท แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2545 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวอ้างว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าเจ้าหนี้เป็นคนต่างด้าวสัญชาติมาเลเซีย มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2537 เจ้าหนี้ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อติดต่อทำธุรกิจและได้เช่าอาคารเลขที่ 32/274 ห้อง 274 เอ รีเจนท์รัชดาทาวเวอร์อินทามระ 49 กรุงเทพมหานคร เป็นที่พักอาศัย ต่อมาปี 2543 เจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 32/274 และเดินทางกลับประเทศมาเลเซีย จึงไม่ทราบว่าศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ไม่ทราบประกาศต่างๆ ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นอกจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดส่งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ไปยังอาคารเลขที่ 32/274 ซึ่งเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาเช่าไปแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้เพิ่งทราบเรื่องคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2545 จึงได้เสนอคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 11 ธันวาคม 2545 การยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้าจึงมิได้เกิดจากการจงใจของเจ้าหนี้ขอให้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องแล้ว คู่ความแถลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์จะสืบพยานและรับข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำร้องคำแถลงของแต่ละฝ่าย คดีเสร็จการไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ เอกสารที่เจ้าหนี้นำส่งเป็นพยานหลักฐานในสำนวนและคำแถลงการณ์ปิดคดีของเจ้าหนี้แล้วได้ความว่า เจ้าหนี้เป็นคนต่างด้าวสัญชาติมาเลเซียเดินทางมาติดต่อธุรกิจในประเทศไทย ได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกหนี้ ต่อมาลูกหนี้ผิดสัญญา เจ้าหนี้จึงฟ้องคดีและศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เหตุที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนดถึง 9 เดือนเศษ เพราะเจ้าหนี้เดินทางกลับประเทศมาเลเซีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้แจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ไปยังภูมิลำเนาเจ้าหนี้ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวไปที่อาคารเลขที่ 32/274 ห้อง 274 เอ รีเจนท์รัชดาทาวเวอร์อินทามระ 49 กรุงเทพมหานคร เมื่อคู่ความรับข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำร้องคำแถลงของแต่ละฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดส่งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ไปยังอาคารเลขที่ 32/274 ซึ่งเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาเช่าและเดินทางกลับประเทศมาเลเซียแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ได้ทราบถึงการแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทราบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/24 วรรคสอง คดีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง อุทธรณ์เจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/24 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทสหวิทยาซิตี้ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายลู อา กวง
ลูกหนี้ — บริษัทพระราม 3 แลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2547
#411082
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 318 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับจำเลยอันเป็นกรณีตาม ป.อ. 319 ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 319 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 318 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 762/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ต่อมาก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ตลอดข้อหา แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยที่ 2 คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยหญิงนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 18 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขณะกระทำความผิดอายุกว่าสิบสี่ปีแต่ไม่เกินสิบเจ็บปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตน โดยหญิงนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 9 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสี่ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนคำเบิกความในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่เกิดเหตุ พบจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยทั้งสี่ผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทกก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียวคือผู้เสียหาย และจากคำเบิกความดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นฝ่ายให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายซ้อนท้ายติดตามคนรักของผู้เสียหายไปเอง ต่อมาจำเลยทั้งสี่กระทำชำเราผู้เสียหายทีละคนภายในห้องโดยลำพัง ไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือใช้อาวุธ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายพบกับจำเลยทั้งสี่ก็ยังทักทายกัน หลังเกิดเหตุถึง 8 เดือน ผู้เสียหายจึงเล่าให้บิดาฟังว่าถูกจำเลยทั้งสี่ข่มขืน เพราะนายธีรพงษ์ไม่ยอมรับบุตรในครรภ์ของผู้เสียหายว่าเป็นของตน เนื่องจากมีคนบอกว่าผู้เสียหายถูกจำเลยทั้งสี่ข่มขืน ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสี่พรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง อย่างไรก็ตามแม้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายซ้อนท้ายติดตามคนรักของผู้เสียหาย แต่เมื่อตามคนรักไม่พบ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่เกิดเหตุ พบจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยทั้งสี่ผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่ก็นำสืบรับว่าได้พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราแม้ผู้เสียหายจะเต็มใจไปกับจำเลย เมื่อผู้เสียหายอายุเกิน 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถ้าบิดามารดาของผู้เสียหายทราบก็คงไม่ยินยอมให้ไป จำเลยทั้งสี่ย่อมมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก แม้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับจำเลยอันเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมาทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขณะกระทำความผิดอายุกว่าสิบสี่ปีแต่ไม่เกินสิบเจ็ดปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสี่ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนคำเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายภานุเดช คนเที่ยง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185/2547
#112919
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความแถลงรับกันว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่บางส่วนอยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครอง ปรปักษ์แล้ว ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่คู่ความแถลงรับกันดังกล่าวก็มิใช่ว่าจำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เสมอไป ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อนที่จะไปสู่ประเด็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่

การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาก็ไม่จำต้องถือตาม ทั้งมีอำนาจกำหนดประเด็นใหม่ให้ถูกต้องและวินิจฉัยไปตามนั้นได้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยได้ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออกส่วนหนึ่ง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย หากโจทก์นำที่ดินไปให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไป

จำเลยให้การว่า นางซะ มารดาของจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินของโจทก์ และด้านหลังบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันออกคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ตารางวา นางซะครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตาย เมื่อปี ๒๕๒๕ จำเลยได้ครอบครองต่อมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๐ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น บ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทและบางส่วนปลูกอยู่บนที่งอกริมตลิ่งของที่ดินพิพาท

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์หรือไม่ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็น โจทก์ก็มิได้คัดค้าน ทั้งการที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้เพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วรับกันว่าบ้านของจำเลยปลูกอยู่ริมแม่น้ำและขวางอยู่หน้าที่ดินโฉนดพิพาท โดยบริเวณที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่บางส่วนเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดพิพาท และบางส่วนอยู่ใน ที่ดินโฉนดพิพาท ซึ่งจำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ดังนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้วซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่คู่ความแถลงรับกันดังกล่าวก็มิใช่ว่าจำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เสมอไป ศาลชั้นต้นจึงต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่เสียก่อนที่จะไปสู่ประเด็นที่ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่อันเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์กันระหว่างผู้ได้กรรมสิทธิ์มาแตกต่างกัน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไม่ถูกต้องเช่นนี้ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลฎีกาก็ไม่จำต้องถือตาม ทั้งมีอำนาจกำหนดประเด็นใหม่ให้ถูกต้องและวินิจฉัยไปตามนั้นได้ เมื่อจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ไว้ด้วย จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ปรีชาพืช
จำเลย — นางสาวอุดม จารุจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายพีรพงศ์ ภาณุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2547
#411205
เปิดฉบับเต็ม

เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มีผลใช้บังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวต้องบังคับตามอายุความของ ป.พ.พ. ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม การพิจารณาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จึงต้องบังคับตามหลักเกณฑ์ของ ป.พ.พ. มิใช่หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ

จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ การที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้แคชเชียร์เช็คของโจทก์สูญหายและโจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ปฏิบัติงานเป็นพนักงานเงินฝาก หน่วยเงินฝาก ส่วนการเงิน มีหน้าที่จัดทำแคชเชียรเช็คเพื่อเสนอหัวหน้าหน่วยจ่ายแคชเชียร์เช็ค ลงบันทึกรับ-จ่ายแคชเชียร์เช็คและเก็บรักษาแคชเชียร์เช็คเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2532 จำเลยได้จัดทำแคชเชียร์เช็คและนำแคชเชียร์เช็คของโจทก์สั่งจ่ายตามคำสั่งนายโสภณ เหมือนสมัยใส่ไว้ในตะกร้าบนโต๊ะทำงานของจำเลยโดยไม่มีผู้ควบคุมดูแล เป็นเหตุให้มีผู้ลักเอาแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไป แล้วนำเข้าฝากในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาวงเวียนใหญ่ แอบอ้างชื่อนายโสภณเปิดบัญชีไว้ ต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวตามที่ธนาคารออมสินเรียกเก็บเงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 906,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 518,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 ที่จำเลยอุทธรณ์ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า เหตุที่แคชเชียร์เช็คของโจทก์ฉบับเลขที่ 0101713 สูญหายมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางฝ่าฝืนจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นในเรื่องนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จัดทำแคชเชียร์เช็ค โดยเป็นผู้พิมพ์กรอกข้อความในแคชเชียร์เช็คแล้วเสนอผู้มีอำนาจลงนามและเก็บรักษาแคชเชียร์เช็คใส่ไว้ในแฟ้มนำไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยหลังเลิกงาน เมื่อถึงเวลาทำการจำเลยก็นำแฟ้มที่ใส่แคชเชียร์เช็คออกจากตู้นิรภัยมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้พนักงานนิติกรรมรับแคชเชียร์เช็คไปดำเนินการ นอกจากจำเลยจะมีหน้าที่ดูแลเก็บรักษาแคชเชียร์เช็คแล้วจำเลยยังมีหน้าที่ดูแลการจ่ายแคชเชียร์เช็คให้แก่พนักงานนิติกรรมด้วย การที่จำเลยไม่จัดให้พนักงานนิติกรรมลงชื่อรับแคชเชียร์เช็คไว้ในสมุดทะเบียนให้พนักงานนิติกรรมแต่ละคนมาเลือกเอาแคชเชียร์เช็คไปเอง โดยจำเลยไม่ควบคุมดูแลเพราะไว้ใจกันตามที่เคยปฏิบัติมา เมื่อแคชเชียร์เช็คสูญหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยนั้นเป็นการอุทธรณ์เพื่อให้ฟังว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติงานโดยประมาทเลินเล่อ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และที่จำเลยอ้างว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยฝ่าฝืนพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็เป็นการอุทธรณ์บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยอ้าง ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.3 ที่ว่าจำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวพันต่อเนื่องจากอุทธรณ์ข้อ 2.2 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวข้างต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 เพียงประการเดียวว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานของรัฐ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิด จึงต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 13 ธันวาคม 2532 ฉะนั้นมูลละเมิดในคดีนี้จึงเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับ สิทธิของโจทก์ในการเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวได้เกิดขึ้น แล้วนับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2532 อันเป็นวันเกิดเหตุละเมิดเป็นต้นไป อายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงต้องบังคับตามอายุความของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม การพิจารณาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่จึงต้องบังคับตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่พิจารณาหลักเกณฑ์ในเรื่องอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ตามที่จำเลยอ้าง และเนื่องจากคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ การที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้แคชเชียร์เช็คของโจทก์สูญหายและโจทก์ได้รับความเสียหายนั้น นอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวพัชรินทร์ อุ่นหิรัญสกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4168/2547
#112972
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกฟ้องก่อนที่ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 และบทบัญญัติในหมวด 3 มาตรา 19 ว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ และจำเลยมิได้เป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและมีไว้ในครอบครองอันเป็นหลักเกณฑ์ที่จะถูกส่งตัวไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และตามหลักฐานของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ไปเข้าค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบสมัครใจหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น จำเลยจึงไม่ใช่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่จะถือว่าจำเลยพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหา ตามมาตรา 19 ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๔๘ เม็ด น้ำหนัก ๔.๑๕๘ กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗, ๑๐๒ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ จำคุก ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑?" ส่วนมาตรา ๖๗ บัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" เท่านั้น ตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่ายาเสพติดให้โทษต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่กำหนดไว้จึงจะเป็นความผิดดังจำเลยฎีกาแต่อย่างใด เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๔๘ เม็ด น้ำหนัก ๔.๑๕๘ กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนักเท่าใด แต่ก็เป็นกรณีที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมแล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามฟ้อง

ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีกข้อหนึ่งว่าจำเลยได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้ว จำเลยจึงพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๓๓ ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ อันเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ และบทบัญญัติในหมวด ๓ มาตรา ๑๙ ว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ และจำเลยมิได้เป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและมีไว้ในครอบครองอันเป็นหลักเกณฑ์ที่จะถูกส่งตัวไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ทั้งตามหลักฐานของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ไปเข้าค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบสมัครใจหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น จำเลยจึงไม่ใช่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่จะถือว่าจำเลยพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๑๙ ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๗ แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามมาตรา ๖๗ แห่งกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายอาทร บุญถวิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายจำนงค์ อู่เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4168/2547
#411203
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1..." ส่วนมาตรา 67 บัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" เท่านั้น ตามบทมาตราดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติว่ายาเสพติดให้โทษต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่กำหนดไว้จึงจะเป็นความผิด เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 48 เม็ด น้ำหนัก 4.158 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนักเท่าใด แต่ก็เป็นกรณีที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมแล้วการกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้

จำเลยถูกฟ้องเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ และบทบัญญัติในหมวด 3 มาตรา 19 ว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ และจำเลยมิได้เป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและมีไว้ในครอบครองอันเป็นหลักเกณฑ์ที่จะถูกส่งตัวไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ทั้งตามหลักฐานของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ไปเข้าค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบสมัครใจหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น จำเลยจึงไม่ใช่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่จะถือว่าจำเลยพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และมาตรา 67 ได้บัญญัติถึงยาเสพติดให้โทษที่ได้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์แล้วและมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ากำหนดจึงจะเป็นความผิดแต่ตามสำนวนไม่ปรากฏว่าได้มีการคำนวณยาเสพติดให้โทษดังกล่าวเป็นสารบริสุทธิ์และมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ากำหนดหรือไม่ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้นบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตจำหน่าย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1..." ส่วนมาตรา 67 บัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" เท่านั้น ตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่ายาเสพติดให้โทษต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าที่กำหนดไว้จึงจะเป็นความผิดดังจำเลยฎีกาแต่อย่างใด เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 48 เม็ด น้ำหนัก 4.158 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนักเท่าใด แต่ก็เป็นกรณีที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมแล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีกข้อหนึ่งว่าจำเลยได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แล้ว จำเลยจึงพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 33 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยถูกฟ้องเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และบทบัญญัติในหมวด 3 มาตรา 19 ว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับและจำเลยมิได้เป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและมีไว้ในครอบครองอันเป็นหลักเกณฑ์ที่จะถูกส่งตัวไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทั้งตามหลักฐานของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ไปเข้าค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิติแบบสมัครใจหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น จำเลยจึงไม่ใช่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่จะถือว่าจำเลยพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามมาตรา 67 กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายอาทร บุญถวิล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2547
#112950
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยนับแต่จูงผู้เสียหายไปที่ที่นอน ถอดกางเกงผู้เสียหายออกและใช้อวัยวะเพศของจำเลยยัดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะจำเลยใช้มือบีบคอไว้ ซึ่งจำเลยทำอยู่นาน ผู้เสียหายเจ็บจนกระทั่งมีน้ำสีขาวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย อากัปกิริยาเช่นนี้ของจำเลยเห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยเจตนาชำเราผู้เสียหาย และได้ลงมือกระทำชำเราแล้ว แต่ที่การกระทำไม่บรรลุผลเป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กเนื่องจากเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่

การพยายามกระทำชำเราที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น หญิงไม่มีช่องคลอด ผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไร ๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงดังกล่าวได้ แต่สำหรับในกรณีของจำเลยที่ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความผิดปกติที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กตามธรรมชาติในวัยเด็กเล็กที่มีอายุเพียง 8 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายนำเสื้อผ้าที่ซักรีดเสร็จแล้วไปส่งที่ห้องของจำเลย วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายไปโรงเรียนแล้วมีอาการผิดปกติ สอบถามแล้วผู้เสียหายเล่าให้ครูและมารดาฟังว่า เมื่อวานนี้ที่มารดาใช้ให้ผู้เสียหายไปส่งเสื้อผ้าที่ซักรีดแล้วให้จำเลยที่ห้องของจำเลย จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยซึ่งเพียงแต่เอาอวัยวะเพศของตนเองถูไถบริเวณภายนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหาย มิได้มีเจตนาสอดใส่อวัยวะเพศของตนเองเข้าไปแต่อย่างใด จึงเป็นเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์จำเลยนับแต่จูงผู้เสียหายไปที่ที่นอน ถอดกางเกงผู้เสียหายออกและใช้อวัยวะเพศของจำเลยยัดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะจำเลยใช้มือบีบคอไว้ ซึ่งจำเลยทำอยู่นาน ผู้เสียหายเจ็บจนกระทั่งมีน้ำสีขาวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย อากัปกิริยาเช่นนี้ของจำเลยเห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยเจตนาชำเราผู้เสียหาย และได้ลงมือกระทำชำเราแล้ว แต่ที่การกระทำไม่บรรลุผลเป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กเนื่องจากเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่

ปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประการต่อมาที่ว่า การพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เนื่องจากอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็ก แม้แต่เครื่องมือแพทย์ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าอวัยวะเพศของจำเลยก็สอดใส่เข้าไปไม่ได้นั้น เห็นว่า การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้เช่นหญิงไม่มีช่องคลอด ผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไร ๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงดังกล่าวได้ แต่สำหรับในกรณีของจำเลยที่ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความผิดปกติที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กตามธรรมชาติในวัยเด็กเล็กที่มีอายุเพียง 8 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 80 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายคำพูน บัวแดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกฤต บุญญานุสนธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2547
#411079
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์จำเลยนับแต่จูงผู้เสียหายไปที่ที่นอน ถอดกางเกงผู้เสียหายออกและใช้อวัยวะเพศของจำเลยยัดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะจำเลยใช้มือบีบคอไว้ ซึ่งจำเลยทำอยู่นาน ผู้เสียหายเจ็บจนกระทั่งมีน้ำสีขาวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย อากัปกิริยาเช่นนี้ของจำเลยเห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยเจตนาชำเราผู้เสียหาย และได้ลงมือกระทำชำเราแล้ว แต่ที่การกระทำไม่บรรลุผลเป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กเนื่องจากเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีเกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่นหญิงไม่มีช่องคลอดผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไรๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงดังกล่าวได้ แต่สำหรับในกรณีของจำเลยที่ไม่สามารถจะสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายมิได้เกิดจากความผิดปกติที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กตามธรรมชาติในวัยเด็กเล็กที่มีอายุเพียง 8 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายนำเสื้อผ้าที่ซักรีดเสร็จแล้วไปส่งที่ห้องของจำเลย วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายไปโรงเรียนแล้วมีอาการผิดปกติ สอบถามแล้วผู้เสียหายเล่าให้ครูและมารดาฟังว่า เมื่อวานนี้ ที่มารดาใช้ให้ผู้เสียหายไปส่งเสื้อผ้าที่ซักรีดแล้วให้จำเลยที่ห้องของจำเลย จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ปัญหาว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 สภาพจิตใจและร่างกายยังเป็นเด็กไร้เดียงสา หากผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยกระทำจริงตามฟ้อง แต่เกิดจากการเสี้ยมสอนของผู้ใหญ่ให้กล่าวเท็จแล้ว เชื่อว่าด้วยวุฒิภาวะเช่นผู้เสียหายไม่อาจจะรอดพ้นจากการจับพิรุธของครู พนักงานสอบสวนและฝ่ายจำเลยได้ ซึ่งนายสมาน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนที่ผู้เสียหายเล่าเรียนอยู่เบิกความว่า ในวันนั้นผู้เสียหายได้เล่าว่าเมื่อวานถูกคนที่มารดาให้เอาผ้าไปส่งกระทำชำเรา พันตำรวจตรีเฉลิมเกียรติ รุ่งมณี พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานได้สอบปากคำผู้เสียหายในวันแจ้งความ ผู้เสียหายเป็นคนให้การเอง มารดาเพียงแต่นั่งฟัง เมื่อพิเคราะห์คำให้การในชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายให้การว่า "พอหนูเอาเสื้อผ้าให้ น้าผู้ชายได้จับหนูบีบคอไม่ให้ร้องแล้วจับหนูถอดกางเกง จับนอนลงที่ที่นอนแล้วเอาไอ้จู๋ของน้าผู้ชายมาดันที่จิ๋มหนู หนูเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะถูกบีบคออยู่ น้าผู้ชายดันไม่นานก็มีน้ำเหนียวๆ ออกมาเลอะที่จิ๋มหนู หลังจากนั้นก็ปล่อยให้หนูกลับได้และขู่ไม่ให้บอกใคร มิฉะนั้นจะถูกฆ่า" "หนูไม่ได้เล่าให้ใครฟัง รุ่งเช้าหนูไปโรงเรียนมีครูถามว่าหนูเป็นอะไร เพราะหนูกำลังไม่สบาย หนูจึงเล่าให้ครูฟัง" "เวลาหนูอาบน้ำ หนูแสบที่จิ๋ม มีเลือดออกด้วย" กับที่ผู้เสียหายเบิกความต่อศาลมีข้อความเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งวิสัยเด็กในวัยนี้ยังไร้เดียงสาในเรื่องเพศจะไม่สามารถจดจำและลำดับเรื่องราวกระทำชำเราได้สอดคล้องกับที่เคยให้การไว้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้วได้ หากมิใช่มีเหตุการณ์อันน่าตระหนกตกใจอย่างยิ่งเกิดแก่ตนและได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศด้วย จึงน่าเชื่อว่า ผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริง จำเลยมีแต่คำเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่านางลาวันย์ปรักปรำจำเลยโดยเสี้ยมสอนผู้เสียหายให้กล่าวหาจำเลย ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องน่าอับอายและสะเทือนใจของคนในครอบครัว ซึ่งปรากฏว่าหลังเกิดเหตุครอบครัวผู้เสียหายต้องย้ายที่อยู่ ต้องออกจากงานอาชีพ ต้องย้ายโรงเรียนและได้รับความเดือดร้อนทุกคน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยถูกปรักปรำ ส่วนที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่ว่าจำเลยมิได้อยู่ในห้องพัก โดยมีนายสมานเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยนั่งดื่มสุรากับพวกของจำเลยที่สโมสรตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา พยานอยู่ช่วยภริยาขายของที่สโมสรจนเวลา 20 นาฬิกา และมีนายชูชาติมาเบิกความว่า พยานเล่นสนุกเกอร์กับจำเลยตั้งแต่เวลา 20 นาฬิกา จนถึง 23 นาฬิกา จึงเลิกเล่น เห็นว่า จำเลยถูกจับหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน พยานบุคคลที่อยู่กับจำเลยขณะเกิดเหตุเช่นนายสมาน นายชูชาติ ย่อมจำได้และสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ให้แก่จำเลย แต่จำเลยก็มิได้ให้การถึงรายละเอียดพร้อมอ้างพยานบุคคลดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวน ที่นายชานนท์พยานจำเลยเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายมาส่งเสื้อผ้าให้จำเลยนั้น พยานคุยอยู่กับนายประสานและเพื่อนที่ระเบียงห้องพัก จำเลยไม่ได้อยู่ในห้อง พยานเห็นผู้เสียหายโยนผ้าเข้าไปในห้องของจำเลยแล้วกลับไป ต่อมาผู้เสียหายกลับมาอีกพร้อมด้วยเสื้อแล้วโยนเสื้อเข้าไปในห้องของจำเลยอีกแล้วกลับไปแต่นายประสานเบิกความว่าผู้เสียหายมาส่งผ้าให้จำเลยแล้วปรากฏว่าผ้าไม่ใช่ของจำเลย ผู้เสียหายจึงนำเสื้อผ้ากลับไป ประมาณ 5 นาที ผู้เสียหายกลับมาส่งให้จำเลยใหม่อีก ซึ่งขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว พยานปากนี้แสดงว่าตอนแรกจำเลยยังอยู่ในห้องพัก และพบผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงทราบว่าผ้าไม่ใช่ของจำเลย พยานคู่สองปากนี้เบิกความแตกต่างขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยซึ่งเพียงแต่เอาอวัยวะเพศของตนเองถูไถบริเวณภายนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหาย มิได้มีเจตนาสอดใส่อวัยวะเพศของตนเองเข้าไปแต่อย่างใด จึงเป็นเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์จำเลยนับแต่จูงผู้เสียหายไปที่ที่นอน ถอดกางเกงผู้เสียหายออก และใช้อวัยวะเพศของจำเลยยัดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย ผู้เสียหายเจ็บแต่ร้องไม่ออกเพราะจำเลยใช้มือบีบคอไว้ ซึ่งจำเลยทำอยู่นานผู้เสียหายเจ็บจนกระทั่งมีน้ำสีขาวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย อากัปกิริยาเช่นนี้ของจำเลยเห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยเจตนาชำเราผู้เสียหาย และได้ลงมือกระทำชำเราแล้วแต่ที่การกระทำไม่บรรลุผลเป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กเนื่องจากเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย หาใช่เจตนาเพียงกระทำอนาจารไม่ มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็ก แม้แต่เครื่องมือแพทย์ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าอวัยวะเพศของจำเลยก็สอดใส่เข้าไปไม่ได้นั้น เห็นว่า การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่นหญิงไม่มีช่องคลอด ผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไรๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของดังกล่าวได้ แต่สำหรับในกรณีของจำเลยที่ไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายมิได้เกิดจากความผิดปกติที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็กตามธรรมชาติในวัยเด็กเล็กที่มีอายุเพียง 8 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81 ส่วนสมควรจะลงโทษสถานเบาแก่จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยขัดต่อศีลธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมิได้สำนึกในความผิด ที่ศาลล่างกำหนดโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุลดโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคแรก ม. 80 ม. 81 ม. 277 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายคำพูน บัวแดง
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ