คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3987/2547
#418050
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันรวม 3 ฉบับ ในมูลหนี้ค้ำประกันคงเหลือ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระ การพิจารณาถึงสิทธิในการขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ในภาระค้ำประกันคงเหลืออันเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน ลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายที่ 190 ซึ่งเป็นการขอรับชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันที่คงเหลือในจำนวนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในภายหน้า เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้ที่ 190 ขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ส่วนนี้อีกตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/27 วรรคสอง ส่วนหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระ เป็นหนี้ค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ที่ลูกหนี้ตกลงจ่ายให้ในการขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้รายที่ 190 จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้โดยตรง เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใดจะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 และตั้งให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 โดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในมูลหนี้สัญญาทรัสต์รีซีท สัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาขายลดตั๋วเงิน สัญญากู้ยืม สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกัน สัญญา Standby Letter of Credit หุ้นกู้มีประกันและไม่มีประกันและหนี้ตามภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 143 อันดับ เป็นเงินจำนวน 35,025,927,105.09 บาท จำนวน 55,708,473.67 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 23,258,920.30 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 37,102,386.22 เยน พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร สะพานท่าเทียบเรือน้ำลึก และทรัพย์สินอื่น ๆ รายละเอียดและวงเงินหนี้มีประกันตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ที่ 36 ที่ 38 ที่ 39 ถึงที่ 41 และที่ 44 ว่า มูลหนี้ของผู้ค้ำประกันซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้มาด้วย ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้อีก ทั้งมีการคิดค่าธรรมเนียมเกินวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มูลหนี้ลำดับที่ 42 เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ไม่ตรงกับจำนวนหนี้จริง เนื่องจากระยะเวลาในการคำนวณค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง มูลหนี้ลำดับที่ 56 ที่ 57 ที่ 134 และที่ 135 เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกัน ทั้งจากลูกหนี้และลูกหนี้อื่น ๆ ซ้ำซ้อนกัน และมูลหนี้ลำดับที่ 56 ที่ 57 เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้สูงเกินกว่าภาระที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกัน มูลหนี้ลำดับที่ 134 ที่ 135 เจ้าหนี้มิได้แสดงวิธีคำนวณค่าธรรมเนียมมาด้วย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มูลหนี้ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต เป็นเงิน 212,656,105.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 186,798,643.42 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 5 ถึงที่ 23 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นเงิน 7,290,061,887.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 5,501,704,587.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 24 ถึงที่ 26 ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงิน 861,117,329.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 650,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 27 ถึงที่ 30 ตามสัญญากู้เงิน เป็นเงิน 448,316,658.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 351,660,860.59 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 31 และที่ 32 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 25,261,201.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 25,161,798.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ตามสัญญาค้ำประกันให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้น มูลหนี้ลำดับที่ 36 ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเป็นเงิน 1,309,554.72 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินที่จ่ายตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 1,566,829,926.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,465,154,678.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 37 ตามสัญญาค้ำประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ไปแทนลูกหนี้ตามภาระหนี้ค้ำประกันเพียงใดให้ได้รับชำระหนี้เพียงนั้น (ในวงเงิน 130,000,000 บาท) และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 5,687,500 บาท มูลหนี้ลำดับที่ 38 ถึงที่ 44 ตามสัญญาค้ำประกัน โดยแยกเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 11,439,405.39 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินที่จ่ายตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 15,436,266,196.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 14,239,862,650.74 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 45 และที่ 46 ตามสัญญาค้ำประกันขายตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 93,481,328.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 70,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 47 ถึงที่ 53 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เป็นเงิน 419,696,799.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 316,429,746.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 54 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 28,537,954.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 28,419,604.35 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 55 ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้ BIBF ของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 18,744,068.41 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 16,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 ตามสัญญาค้ำประกัน แยกเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 315,439.25 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 262,906.94 ดอลลาร์สหรัฐและเงินที่จ่ายตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 264,365,161.84 บาท และหากเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ตามสัญญาไปเท่าใดก็ให้ได้รับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนจากบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น มูลหนี้ลำดับที่ 58 และที่ 71 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ เป็นเงิน 12,239,176.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ของต้นเงินในมูลหนี้ลำดับที่ 58 เป็นเงิน 2,004,790.02 บาท และต้นเงินในมูลหนี้ลำดับที่ 71 เป็นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 72 หุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของลูกหนี้ เป็นเงิน 290,764,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นของต้นเงิน 236,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 73 ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 1,118,486.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 74 และที่ 75 หุ้นกู้มีประกันของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 456,879,461.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามข้อกำหนดในหุ้นกู้ของต้นเงิน 334,100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 76 และที่ 77 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทไทย เอ บี เอส พลาสติก จำกัด และบริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด เป็นเงิน 53,784,043.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 27,718,857.85 บาท และจำนวน 20,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 78 ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงิน 39,834,904.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 80 ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 1,260 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 81 ที่ 82 ที่ 84 ที่ 86 ถึงที่ 94 ตามภาระหนี้ค้ำประกันคงเหลือเป็นเงิน 291,000 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะที่ยังไม่ได้รับชำระจากลูกหนี้ชั้นต้น มูลหนี้ลำดับที่ 95 ถึงที่ 132 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เป็นเงิน 298,553,013.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 221,353,468.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 133 ถึงที่ 138 ตามสัญญาค้ำประกันเงินที่จ่ายตามสัญญา เป็นเงิน 1,759,425,552.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,055,276,697.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 37,102,386.22 เยน จำนวน 895,038.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 211,273.33 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 139 และที่ 140 ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เป็นเงิน 4,586,841,785.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 3,400,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 141 ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงิน 678,719,178.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 500,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 142 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด เป็นเงิน 18,071,956.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 18,001,677.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 143 ตามภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 149,242.80 ดอลลาร์สหรัฐและจำนวน 6,309.91 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จ จากบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ทั้งนี้ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในวงเงินตามสัญญาจำนองเครื่องจักรฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 วันที่ 14 ตุลาคม 2540 วันที่ 12 มีนาคม 2541 วันที่ 8 มิถุนายน 2541วันที่ 11 ธันวาคม 2534 วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 วันที่ 21 กรกฎาคม 2541 สัญญาจำนองสิ่งปลูกสร้างในโครงการ Condensate Splitter Phase II สัญญาจำนองสะพานท่าเทียบเรือน้ำลึก และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2536 และสัญญาจำนองที่ดินรวม 54 โฉนด ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2523 พร้อมบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ลำดับที่ 5 ถึงที่ 23 ที่มีคำสั่งว่า... ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เป็นเงิน 7,290,061,887.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา... คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คลาดเคลื่อนเล็กน้อยให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็น... ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เป็นเงิน 7,290,061,887.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา... มูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU เจ้าหนี้รายที่ 190 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นของลูกหนี้ ได้ยื่นขอรับชำระหนี้จากลูกหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้รายนี้จึงไม่มีสิทธิจะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีก... และได้มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 เสียทั้งสิ้นนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง เนื่องจากในระหว่างการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้เป็นเงินจำนวน 1,214,619.66 มาร์กเยอรมัน รายละเอียดปรากฏตามคำร้องที่เจ้าหนี้ได้ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2543 ซึ่งเจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันด้วยการชำระเงินให้แก่ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU ตามกำหนดเวลาที่ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU เรียกร้องให้เจ้าหนี้ชำระหนี้ดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2543 เจ้าหนี้ได้ชำระเงินตามภาระค้ำประกันคิดเป็นเงินสกุลบาทจำนวน 23,000,886.85 บาท เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2543 เจ้าหนี้ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันพร้อมค่าใช้จ่ายในการโอนเป็นเงิน 200,565,028 บาท ในการที่ลูกหนี้ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ตาม Loan Agreement ที่ลูกหนี้ขอกู้เงินจาก KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU นั้น ลูกหนี้ได้ค้างชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ดังนี้ มูลหนี้ลำดับที่ 33 จำนวน 243,803.92 มาร์กเยอรมัน มูลหนี้ลำดับที่ 34 จำนวน 269,239.63 มาร์กเยอรมัน มูลหนี้ลำดับที่ 35 จำนวน 734,400 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 35,336.12 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้วินิจฉัยให้ลูกหนี้ชำระเงินค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด กลับมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 เสียทั้งสิ้น จึงยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU เจ้าหนี้ไปตามสัญญาค้ำประกันแล้ว และลูกหนี้ได้ผิดนัดชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้ชำระเงินตามภาระค้ำประกันให้แก่ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU ไปเป็นเงินจำนวนเท่าใด ก็ให้ได้รับช่วงสิทธิรับชำระหนี้คืนจากลูกหนี้ในจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระตามมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ตามคำขอรับชำระหนี้เป็นเงินจำนวน 243,803.92 มาร์กเยอรมัน จำนวน 269,239.63 มาร์กเยอรมัน จำนวน 734,400 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 35,336.12 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ มูลหนี้ลำดับที่ 36 ที่ 38 ถึงที่ 40 ตามสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้ได้ชำระแทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ราย LUCKY GOLDSTAR INTERNATIONAL CORP. ไปตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดจำนวนเงินเฉพาะในส่วนของต้นเงินโดยไม่ได้นำดอกเบี้ยรวมคำนวณไปด้วย ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 36 ที่ 38 ถึงที่ 40 ในจำนวนเงินที่เจ้าหนี้จ่ายให้แก่ LUCKY GOLDSTAR INTERNATIONAL CORP. พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 1,566,829,926.22 บาท จำนวน 2,772,926,926.46 บาท จำนวน 7,555,791,587.24 บาท จำนวน 2,311,475,282.07 บาท ตามลำดับมูลหนี้ลำดับที่ 37 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า... ตามสัญญาค้ำประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ไปแทนลูกหนี้ตามภาระหนี้ค้ำประกันเพียงใดให้ได้รับชำระหนี้เพียงนั้น (ในวงเงิน 130,000,000 บาท) และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 5,687,500 บาท นั้น ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เฉพาะในวงเงิน 130,000,000 บาท เนื่องจากตามคำขอออกหนังสือเพื่อการค้ำประกัน (Application for Standby Letter of Credit) ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2537 ในข้อ 1 ได้ระบุเงื่อนไขว่า ลูกหนี้ตกลงยินยอมชำระหรือชดใช้หนี้ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และความเสียหายใด ๆ ที่เจ้าหนี้ได้รับหรือต้องชำระไปตามหนังสือเพื่อการค้ำประกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เฉพาะในวงเงิน 130,000,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง ขอศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไปตามภาระหนี้ค้ำประกันเพียงใดให้ได้รับชำระหนี้เพียงนั้น (ในวงเงิน 130,000,000 บาท) พร้อมด้วยดอกเบี้ยค่าใช้จ่าย และความเสียหายใด ๆ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 5,687,500 บาท มูลหนี้ลำดับที่ 47 ถึงที่ 53 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า ...ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นเงิน 419,696,799.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 316,429,746.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ระบุชื่อลูกหนี้ชั้นต้นไว้ในคำสั่งว่าหมายถึงลูกหนี้รายใดหรือบุคคลใด อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนและเกิดความสับสนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยระบุชื่อลูกหนี้ชั้นต้น มูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดให้ได้รับชำระหนี้เงินที่จ่ายตามสัญญา พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 264,365,161.84 บาท โดยมิได้กำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จนั้นยังไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจากจำนวนเงินตามภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้ได้ชำระแทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ชั้นต้นไปก่อนตามสัญญาค้ำประกันนั้น ลูกหนี้ได้ยินยอมให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยได้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 58 ที่ 71 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 77 ที่ 78 ที่ 80 ที่ 81 ที่ 82 ที่ 84 ที่ 86 ถึงที่ 94 ที่ 141 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่ง โดยมิได้ระบุชื่อลูกหนี้ชั้นต้นไว้ในคำสั่งว่าหมายถึงลูกหนี้รายใดหรือบุคคลใด เจ้าหนี้เห็นว่าอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนและเกิดความสับสนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ดังกล่าวโดยระบุชื่อผู้ค้ำประกันให้ครบถ้วนถูกต้อง มูลหนี้ลำดับที่ 72 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า ...หุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของลูกหนี้ เป็นเงิน 290,764,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นของต้นเงิน 236,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้อันดับนี้ผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แต่ประการใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา 90/32 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้ ดังนั้น เจ้าหนี้จึงควรได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้น้อยกว่าจำนวนเงินตามคำขอรับชำระหนี้เป็นเงินจำนวน 7,375,000 บาท ดังนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 298,139,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นของต้นเงิน 236,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 95 ถึงที่ 132 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัททีพีไอ โพลีออล จำกัด นั้น เจ้าหนี้ได้แถลงขอลดยอดหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้จำนวน 105,340.70 บาท ทำให้จำนวนหนี้ตามมูลหนี้ลำดับที่ 95 ถึงที่ 132 คงเหลือ 298,447,673.28 บาท เจ้าหนี้จึงคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัททีพีไอ โพลีออล จำกัด เป็นเงินรวม 298,447,673.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 221,353,468.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 133 ถึงที่ 138 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า ... ตามสัญญาค้ำประกัน เป็นเงินที่จ่ายตามสัญญา รวม 1,759,425,552.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,055,276,697.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 37,102,386.22 เยน จำนวน 895,038.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 211,273.33 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ตามรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จดรายงานว่า "คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า สำหรับมูลหนี้ลำดับที่ 134 และที่ 135 มีประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการคิดค่าธรรมเนียม ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะทำบันทึกถ้อยคำ ในมูลหนี้ดังกล่าวมาส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์... ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ได้ชำระแทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ชั้นต้นไปตามสัญญาค้ำประกันในมูลหนี้ลำดับที่ 134 และที่ 135 จึงเป็นอันยุติตามคำขอรับชำระหนี้ และพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้ได้นำเสนอเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินแทนลูกหนี้ไปจริง แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า มูลหนี้ลำดับที่ 133 ถึงที่ 138 ตามสัญญาค้ำประกัน เป็นเงินที่จ่ายตามสัญญา รวม 1,759,425,552.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,055,276,697.07 บาท จึงยังไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ได้นำต้นเงินในมูลหนี้ลำดับที่ 134 จำนวน 563,477,307.56 บาท ที่เจ้าหนี้ได้ชำระเงินแทนลูกหนี้ไปตามสัญญาค้ำประกันมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ย นอกจากนี้ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระในมูลหนี้ลำดับที่ 134 และที่ 135 ว่าให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามระเบียบของธนาคารดังกล่าวได้ ลูกหนี้ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามที่เจ้าหนี้ขอมา แต่จากคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ลำดับที่ 133 ถึงที่ 138 ได้กำหนดค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระ เป็นเงิน 37,102,386.22 เยน จำนวน 895,038.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 211,273.33 บาท ซึ่งยังไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง เนื่องจากเจ้าหนี้ได้แถลงข้อเท็จจริงว่า จำนวนเงินค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระจำนวน 211,273.33 บาท ได้ลดลงเหลือจำนวน 18,366.67 บาท ประกอบกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้นำต้นเงินค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระในมูลหนี้ลำดับที่ 133 เป็นเงินจำนวน 151,266.67 บาท มารวมคำนวณไว้ด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง มูลหนี้ลำดับที่ 139 และที่ 140 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำสั่งว่า ...ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เป็นเงินรวม 4,586,841,785.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 3,400,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุจำนวนหนี้และต้นเงินของมูลหนี้ทั้งสองอันดับรวมไว้ด้วยกัน เจ้าหนี้เห็นว่า อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนและเกิดความสับสนได้ เนื่องจากบริษัทฯ ที่นำตั๋วเงินมาขายลดให้กับเจ้าหนี้เป็นคนละบริษัทกัน จึงควรแยกมูลหนี้ลำดับที่ 139 และที่ 140 ไว้ต่างหากจากกัน ขอศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ชัดเจน

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า มูลหนี้ลำดับที่ 95 ถึงที่ 132 เจ้าหนี้ได้คิดคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 221,353,468.40 บาท เกินวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ (15 มีนาคม 2543) ของลูกหนี้เป็นจำนวน 1 วัน กล่าวคือ เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2543 เมื่อคำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการคดีนี้แล้วเป็นดอกเบี้ยจำนวน 82,048,580.30 บาท อย่างไรก็ดี เมื่อนำเงินดอกเบี้ยข้างต้นทั้งหมดจำนวน 82,048,580.30 บาท มาหักกับเงินดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ได้ชำระบางส่วนให้แก่เจ้าหนี้แล้วจำนวน 4,954,375.42 บาท จะคงเหลือดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงิน 77,094,204.88 บาท ดังนั้น เมื่อนำเงินดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวนี้รวมกับต้นเงินของมูลหนี้ข้างต้น จะรวมเป็นยอดหนี้ค้างชำระต่อเจ้าหนี้จำนวน 298,447,673.28 บาท เท่านั้น คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 ตามสัญญาค้ำประกัน แยกเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 315,439.25 มาร์กเยอรมัน และ 262,906.94 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินที่จ่ายตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 264,365,161.84 บาท มูลหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อเจ้าหนี้ โดยมีลูกหนี้เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้จำกัดวงเงินค้ำประกันจำนวน 5,218,154 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยและหนี้อุปกรณ์อื่น ๆ เท่านั้น ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารแนบท้ายคำร้องหมายเลข 4 นอกจากนี้ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาวมรกตพยานเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ก็ได้ให้ถ้อยคำยืนยันสอดคล้องต้องกันกับหนังสือค้ำประกัน เจ้าหนี้คงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดในต้นเงินจำนวน 5,218,154 มาร์กเยอรมัน (จำนวน 101,368,527.13 บาท) พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1,818,111.44 บาท ขอศาลมีคำสั่งให้แก้ไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 เป็นเงินจำนวนไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 5,218,154 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยกับหนี้อุปกรณ์อื่น ๆ หรือเมื่อคำนวณเป็นเงินบาทแล้ว คงรับผิดไม่เกินจำนวน 103,186,638.57 บาท และหากเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ตามสัญญาไปเท่าใดก็ให้ได้รับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาเท่านั้นโดยมีเงื่อนไขให้ได้รับเฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระเงินคืนจากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามมูลหนี้ลำดับที่ 36 จำนวน 1,309,554.72 ดอลลาร์สหรัฐ มูลหนี้ลำดับที่ 38 จำนวน 2,273,147.92 ดอลลาร์สหรัฐ มูลหนี้ลำดับที่ 39 จำนวน 6,278,142.50 ดอลลาร์สหรัฐ มูลหนี้ลำดับที่ 40 จำนวน 1,813,587.89 ดอลลาร์สหรัฐ มูลหนี้ลำดับที่ 41 จำนวน 620,867.18 ดอลลาร์สหรัฐ มูลหนี้ลำดับที่ 42 จำนวน 6,437.68 ดอลลาร์สหรัฐ และมูลหนี้ลำดับที่ 44 จำนวน 447,222.22 ดอลลาร์สหรัฐ โดยพิจารณาว่า ลูกหนี้ได้ชำระค่าธรรมเนียมตามวิธีการที่เจ้าหนี้เรียกเก็บตลอดมาจนกระทั่งมีการผิดนัดไม่ชำระ จึงเป็นการยอมรับและปฏิบัติเป็นทางการปกติ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้นั้น ผู้ทำแผนเห็นว่ามูลหนี้ลำดับที่ 36 ที่ 38 ถึงที่ 40 เป็นมูลหนี้ตามคำขอของลูกหนี้ ให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ให้แก่ Lucky-Gold Star International Corp., Seoul, Korea โดยข้อ 5 แห่งคำขอดังกล่าวระบุว่า "ลูกหนี้ตกลงเป็นผู้ออกค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการออกหนังสือค้ำประกันแต่ผู้เดียว โดยจะจัดการให้เรียบร้อยภายในวันที่ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน หากลูกหนี้มิได้จัดการให้เป็นที่เรียบร้อยภายในระยะเวลาดังกล่าว ลูกหนี้ยินยอมให้เจ้าหนี้หักเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่มีอยู่กับเจ้าหนี้ ดังนี้ ค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ข้างต้นที่ลูกหนี้ยินยอมชำระจึงต้องเป็นจำนวนเงินสุทธิที่แน่นอน อันจะทำให้ลูกหนี้สามารถชำระให้แก่เจ้าหนี้ในคราวเดียว ณ วันที่เจ้าหนี้ได้ออกหนังสือค้ำประกัน ดังนั้น ลูกหนี้จึงไม่ต้องผูกพันตามระเบียบคำสั่งของเจ้าหนี้ที่ สอ.ล 30/2536 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ข้อ 1.3 และข้อ 1.4 ที่กำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุก 6 เดือน ตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพราะหากลูกหนี้ต้องผูกพันตามระเบียบแล้ว ลูกหนี้จะไม่มีทางชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวทั้งหมดภายในวันที่เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันได้โดยสิ้นเชิง อันจะมีผลทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ซึ่งเจ้าหนี้ก็สามารถหักเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ได้ตลอดไปตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ นอกจากนี้ระเบียบคำสั่งดังกล่าวก็เป็นเรื่องภายในที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้นแต่ผู้เดียวโดยที่ลูกหนี้ไม่มีโอกาสรับรู้และไม่ได้ตกลงด้วยแต่ประการใด การที่เจ้าหนี้ได้ตัดบัญชีเงินฝากของลูกหนี้เพื่อชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบดังกล่าวก็ดี หรือการที่ลูกหนี้ได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมตามระเบียบดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ก็ดี จึงเป็นการที่เจ้าหนี้กระทำไปโดยไม่มีสิทธิอันจะอ้างกฎหมายได้ หรือเป็นการที่ลูกหนี้ได้ชำระไปโดยสำคัญผิดแล้วแต่กรณี กรณีมิใช่เป็นการที่ลูกหนี้ยอมรับและปฏิบัติเป็นทางการปกติของเจ้าหนี้ดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้วินิจฉัยมีคำสั่งไว้แต่ประการใด กรณีไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามระเบียบคำสั่งดังกล่าวตามที่เจ้าหนี้นำสืบในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า การคิดคำนวณเงินค่าธรรมเนียมทุก 6 เดือนนั้น ต้องคำนวณตามภาระค้ำประกันคงเหลือและระยะเวลาการค้ำประกันที่แท้จริงมาเป็นฐานในการคำนวณค่าธรรมเนียมที่จะต้องเรียกเก็บในงวดต่อ ๆ ไป ดังปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวมรกตพยานเจ้าหนี้ว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้แก่ Lucky-Gold Star International Corp., Seoul, Korea สำหรับมูลหนี้ลำดับที่ 36 ที่ 38 ถึงที่ 40 รวม 6 ครั้ง อันมีผลทำให้วงเงินภาระค้ำประกันของเจ้าหนี้ลดลงทุกครั้งที่ชำระไป แต่เจ้าหนี้กลับไม่ได้แสดงหลักฐานการคำนวณค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่เรียกเก็บตามระเบียบคำสั่งดังกล่าว คงเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ได้คำนวณภาระค้ำประกันที่เหลืออยู่จริงแล้ว ทั้ง ๆ ที่ลูกหนี้ได้นำสืบโต้แย้งว่าเป็นการคำนวณค่าธรรมเนียมเกินภาระและระยะเวลาค้ำประกันที่แท้จริง มูลหนี้ลำดับที่ 143 ตามภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้อันดับนี้จากลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเงิน 65,859,934.81 บาท ขอให้มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในอันดับนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 5 ถึงที่ 23 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เป็นเงิน 7,290,061,887.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ของต้นเงิน 5,501,704,587.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 37 ตามสัญญาค้ำประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ไปแทนลูกหนี้ตามภาระหนี้ค้ำประกันเพียงใดให้ได้รับชำระหนี้เพียงนั้น (ในวงเงิน 130,000,000 บาท) พร้อมด้วยดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย ความเสียหายใด ๆ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 5,687,500 บาท มูลหนี้ลำดับที่ 47 ถึงที่ 53 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 419,696,799.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 316,429,746.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 ตามสัญญาค้ำประกัน เฉพาะต้นเงินจำนวน 5,218,154 มาร์กเยอรมัน (101,368,527.13) บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1,818,111.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ หากเจ้าหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาไปเท่าใดก็ให้ได้รับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนจากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น มูลหนี้ลำดับที่ 58 และที่ 71 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้เป็นเงิน 12,239,176.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงินลำดับที่ 58 เป็นเงิน 2,004,790.02 บาท ของบริษัททีพีไอ โพลีออล จำกัด และต้นเงินลำดับที่ 71 เป็นเงิน 9,000,000 บาท ของบริษัทอุตสาหกรรมโพลียูรีเทนไทย จำกัด นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 72 หุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของลูกหนี้เป็นเงิน 298,139,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามใบหุ้นของต้นเงิน 236,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 73 ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทอุตสาหกรรมโพลียูรีเทนไทย จำกัด เป็นเงิน 1,118,486.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 74 และที่ 75 หุ้นกู้มีประกันของบริษัทไทย เอ บี เอส จำกัด เป็นเงิน 456,879,461.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามข้อกำหนดในหุ้นกู้ ของต้นเงิน 334,100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 76 และที่ 77 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทไทย เอ บี เอส พลาสติก จำกัด (ปัจจุบัน บริษัททีพีไอ โพลีออล จำกัด) และตามสัญญาขายลดตั๋วเงินของบริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด เป็นเงิน 53,784,043.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 27,718,857.85 บาท และจำนวน 20,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 78 ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอุตสาหกรรมโพลียูรีเทนไทย จำกัด เป็นเงิน 39,834,904.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 80 ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระบริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นเป็นเงิน 1,260 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 81 ที่ 82 ที่ 84 ที่ 86 ถึงที่ 94 ตามภาระหนี้ค้ำประกันคงเหลือของบริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น เป็นเงิน 291,000 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะที่ยังไม่ได้รับชำระจากลูกหนี้ชั้นต้น มูลหนี้ลำดับที่ 95 ถึงที่ 132 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัททีพีไอ โพลีออล จำกัด เป็นเงิน 298,447,673.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 221,353,468.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 133 ถึงที่ 138 ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินที่จ่ายตามสัญญา เป็นเงิน 1,759,425,552.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,618,754,004.63 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระเป็นเงิน 37,102,386.22 เยน จำนวน 895,038.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 169,633.34 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น มูลหนี้ลำดับที่ 139 ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินของบริษัทโรงงานฝ้ายสระบุรี จำกัด เป็นเงินรวม 2,738,937,159.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 2,000,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 140 ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินของบริษัททีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,847,904,625.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 1,400,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ มูลหนี้ลำดับที่ 141 ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัททีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 678,719,178.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาของต้นเงิน 500,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น และให้ยกคำขอรับชำระหนี้มูลหนี้ลำดับที่ 143 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อแรกว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ ในการขอรับชำระหนี้ในลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 นี้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ลำดับดังกล่าวตามสัญญาค้ำประกันเลขที่ 07/34/50015 ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2534 สัญญาค้ำประกันเลขที่ 07/31/50017 ฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2531 และสัญญาค้ำประกันเลขที่ 10/40/50110 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2540 ในมูลหนี้ภาระตามสัญญาค้ำประกัน คงเหลือ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2543 จำนวน 6,725,625 มาร์กเยอรมัน จำนวน 7,427,300 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 14,134,449 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระจำนวน 243,803.92 มาร์กเยอรมัน จำนวน 269,239.63 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 734,400 มาร์กเยอรมัน กับจำนวน 35,336.12 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ในการพิจารณาถึงสิทธิในการขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 จึงต้องพิจารณาแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือในภาระค้ำประกันคงเหลือ อันเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU เจ้าหนี้รายที่ 190 ซึ่งเป็นการขอรับชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันที่คงเหลือในจำนวนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในภายหน้า เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้รายที่ 190 ขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ส่วนนี้อีก ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคสอง ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยแล้ว ในส่วนที่สองคือหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระ เป็นหนี้ค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ที่ลูกหนี้ตกลงจ่ายให้ในการขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อ KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU เจ้าหนี้รายที่ 190 กรณีจึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้โดยตรง เจ้าหนี้จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้เพียงใด จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ปรากฏตามคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ในสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว ในมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ตามตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้เอกสารท้ายคำขอรับชำระหนี้ด้วย แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว โดยเห็นว่ามูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเจ้าหนี้ชั้นต้นได้ขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้อีก และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยืนตามโดยมิได้วินิจฉัยในปัญหาว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระตามที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้หรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แต่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบสวนข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งก่อน ซึ่งในปัญหาดังกล่าวเป็นภาระหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระอันเป็นมูลหนี้โดยตรงที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันหนี้เงินกู้ที่ลูกหนี้ได้ขอกู้จาก KREDITANSTALT FUR WIEDERAUFBAU โดยปรากฏตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ที่มิได้มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า ตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันข้อ 2.2 ได้กำหนดว่า "บริษัทตกลงยินยอมจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี ให้ธนาคาร (เจ้าหนี้) โดยให้คิดคำนวณตามระยะเวลาและจำนวนเงินที่ค้ำประกัน โดยเริ่มนับแต่วันที่ธนาคารลงนามการค้ำประกันในสัญญากู้เงินดังกล่าวข้างต้นเป็นต้นไป..." สอดคล้องกับระเบียบคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของธนาคารเจ้าหนี้ที่ สอ.ล 30/2536 ซึ่งลูกหนี้ก็ได้ยอมรับและมีการปฏิบัติต่อกันโดยการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามวิธีการของเจ้าหนี้ตลอดมา โดยมิได้มีการโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด เช่นเดียวกับการปฏิบัติในการค้ำประกันตามมูลหนี้ลำดับที่ 36 ที่ 38 ถึงที่ 40 ดังนั้น ลูกหนี้จึงมีความผูกพันต้องชำระค่าธรรมเนียมค้างชำระแก่เจ้าหนี้ โดยปรากฏตามบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเจ้าหนี้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้กับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า ลูกหนี้ค้างชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันในมูลหนี้ลำดับที่ 33 จำนวน 243,803.92 มาร์กเยอรมัน มูลหนี้ลำดับที่ 34 จำนวน 269,239.63 มาร์กเยอรมัน มูลหนี้ลำดับที่ 35 จำนวน 734,400 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 35,336.12 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระดังกล่าว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับมูลหนี้ลำดับที่ 33 ถึงที่ 35 ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันค้างชำระ โดยให้ได้รับชำระในมูลหนี้ลำดับที่ 33 จำนวน 234,803.92 มาร์กเยอรมัน มูลหนี้ลำดับที่ 34 จำนวน 269,239.63 มาร์กเยอรมันมูลหนี้ลำดับที่ 35 จำนวน 734,400 มาร์กเยอรมัน และจำนวน 35,336.12 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลหนี้ลำดับที่ 56 และที่ 57 ให้ได้รับชำระหนี้จำนวน 103,186,638.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดที่เจ้าหนี้ประกาศใช้ของต้นเงิน 101,368,527.13 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระคืนจากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใด ให้สิทธิของเจ้าหนี้ลดลงมาเพียงนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิรัตน์ วิศิษฎ์วงศกร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3985/2547
#112951
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 5 ตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินเท่านั้น โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินพึงใช้เงินในวันถึงกำหนด ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้ไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน โจทก์จึงหาใช่เจ้าหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว เพื่อชำระดอกเบี้ยเพียงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 อันเป็นวันที่ พ.ร.ก. ดังกล่าวมีผลบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๕๖,๐๕๓,๔๗๙.๔๕ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑) ต้องไม่เกิน ๒๐,๐๕๓,๔๗๙.๔๕ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๕๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวนเงิน ๑๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัท ม. ผู้รับเงิน ถึงกำหนดการใช้เงินวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๐ ต่อมาบริษัท ม. ได้สลักหลังตั๋วแลกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ สลักหลังตั๋วแลกเงินแล้วนำไปขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินโจทก์ ผู้ทรงนำตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปยื่นแก่จำเลยที่ ๑ เพื่อให้ใช้เงิน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ใช้เงิน โจทก์ผู้ทรงจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังให้รับผิดต่อโจทก์ โดยขณะนั้นจำเลยที่ ๒ ถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ มีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๒ ได้เพียงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือไม่ ซึ่งฎีกาในข้อนี้เป็นข้อที่จำเลยที่ ๒ มิได้ให้การไว้ แต่เนื่องจากฎีกาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ ๒ จึงฎีกาปัญหาข้อนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง โดยจำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวบัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา ๓๐ ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้" เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ทุกรายของจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๕ ตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเท่านั้น แต่หามีผลบังคับถึงโจทก์ผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินพึงใช้เงินในวันถึงกำหนดซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๙๔๑ , ๙๕๙ และมาตรา ๙๖๘ (๒) โจทก์จึงหาใช่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจกล่าวอ้างบทบัญญัติมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ถึงเพียงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๘๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทมัลติ - ลิสซิ่ง คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3985/2547
#411293
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินถูกคำสั่งให้ปิดการดำเนินกิจการเป็นการถาวรมิได้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย หากแต่ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินพิพาทให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรง โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 156,053,479.45 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 136,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 136,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 29 มิถุนายน 2541) ต้องไม่เกิน 20,053,479.45 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวนเงิน 136,000,000 บาท ให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทมัลติ-โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับเงิน ถึงกำหนดการใช้เงินวันที่ 4 กันยายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาบริษัทมัลติ-โฮลดิ้ง คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้สลักหลังตั๋วแลกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 สลักหลังตั๋วแลกเงินแล้วนำไปขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินโจทก์ผู้ทรงนำตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปยื่นแก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงิน โจทก์ผู้ทรงจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังให้รับผิดต่อโจทก์ โดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และทางราชการจัดตั้งองค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อควบคุมดูแลกิจการของจำเลยที่ 2 ต่อมามีประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่ไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้ แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นการขัดต่อพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางนฤมล เมฆสิงห์วี พยานจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถูกคำสั่งให้ปิดการดำเนินกิจการเป็นการถาวร แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย หากแต่ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินพิพาทซึ่งถึงกำหนดใช้เงินแล้วไม่ใช้ให้ร่วมกันรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินนั้นให้แก่โจทก์ผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 941 และมาตรา 959 โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามมาตรา 26 ดังกล่าว อีกทั้งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ไม่มีบทบัญญัติว่า เจ้าหนี้ผู้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไม่ได้ แต่ในประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (3) และมาตรา 16 (3) แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ระบุไว้ในข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ที่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ และในข้อ 8 ข้อย่อย 8.3 ระบุว่าคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะกันเงินตามสัดส่วนแห่งหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แสดงว่าตามประกาศฉบับนี้ก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนของสถาบันการเงินที่ไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือดำเนินงานได้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้เพียงถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 หรือไม่ ซึ่งฎีกาในข้อนี้เป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การไว้ แต่เนื่องจากฎีกาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงฎีกาปัญหาข้อนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้" เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ทุกรายของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 5 ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเท่านั้น แต่หามีผลบังคับถึงโจทก์ผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินพึงใช้เงินในวันถึงกำหนดซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 941, 959 และมาตรา 968 (2) โจทก์จึงหาใช่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจกล่าวอ้างบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวเพื่อชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ถึงเพียงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน)
บริษัทมัลติ-ลิสซิ่ง คอร์ปอร์เรชั่น
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2547
#112908
เปิดฉบับเต็ม

คำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้วว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทำสุรากลั่นบรรจุถุงพลาสติก 4 ใบ บรรจุถุงพลาสติก 7 ถุง บรรจุแกลลอน 20 ใบ ปริมาณ 592 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วจำเลยมีสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าวไว้ในครอบครอง จากนั้นจำเลยขายสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสุราที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการกระทำในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกัน กล่าวคือ เมื่อจำเลยทำสุรากลั่นแล้ว จำเลยมีสุรากลั่นดังกล่าวไว้ในครอบครอง จากนั้นขายสุรากลั่นนั้น การกระทำความผิด ของจำเลยสำเร็จไปในแต่ละขั้นตอนของการกระทำแต่ละครั้ง หาได้ขัดแย้งหรือขัดต่อเหตุผลแต่ประการใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่จำเลยทำสุรากลั่นโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุรากลั่น แม้สุรากลั่นจะเป็นจำนวนเดียวกัน แต่ความผิดแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดที่แตกต่างกันและสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ และ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493 บัญญัติความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรากัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

ความผิดฐานขายสุรานั้น ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 31 มีระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท สำหรับมาตรา 30 เป็นบทบัญญัติความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรา 5 คือ การทำสุรา หรือมีภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ้าได้ขายสุราที่ทำขึ้นนั้นด้วยต้องระวางโทษหนักขึ้น เป็นบทฝ่าฝืนโทษจากการทำสุราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่บทบัญญัติให้การขายสุราที่ทำขึ้นเป็นความผิดตามมาตรานี้อีกบทหนึ่ง ดังนั้นที่จำเลย ขายสุรากลั่นที่จำเลยทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30 แต่เป็นความผิดตามมาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๕, ๓๐, ๓๑, ๓๒, ๔๕ ป.อ. มาตรา ๙๑ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๕, ๓๐, ๓๑, ๓๒, ๔๕ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานทำสุรากลั่น จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท ฐานมีสุรากลั่น จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท ฐานขายสุรากลั่น จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๗,๕๐๐ บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังมีกำหนด ๓ เดือน แทนตาม ป.อ. มาตรา ๒๓ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีสุรากลั่น ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ ๕๐๐ บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำสุรากลั่นและฐานขายสุรากลั่นตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุก ๒ เดือน และปรับ ๕,๕๐๐ บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็น ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จำเลย มีและขายสุรากลั่นจำนวนและปริมาณตามฟ้อง ขัดแย้งกันเนื่องจากหากจำเลยมีสุรากลั่นไว้ในครอบครองย่อมแสดงว่าจำเลยไม่ได้ขายสุรากลั่นดังกล่าว หรือหากจำเลยขายสุรากลั่นไปแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสุรากลั่นไว้ในครอบครองอีก ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม นั้น เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้วว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทำสุรากลั่นบรรจุถังพลาสติก ๔ ใบ บรรจุถุงพลาสติก ๗ ถุง บรรจุแกลลอน ๒๐ ใบ ปริมาณ ๕๙๒ ลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยมีสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าวไว้ในครอบครอง จากนั้นจำเลยขายสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสุราที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการกระทำในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกัน กล่าวคือ เมื่อจำเลยทำสุรากลั่นแล้ว จำเลยมีสุรากลั่นดังกล่าวไว้ในครอบครอง จากนั้นจำเลยขายสุรากลั่นนั้น การกระทำความผิดของจำเลยสำเร็จไปในแต่ละขั้นตอนของการกระทำแต่ละครั้ง หาได้ขัดแย้งกันหรือขัดต่อเหตุผลแต่ประการใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อมาว่า สุรากลั่นของกลางที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องทั้งสามข้อหา เป็นสุรากลั่นจำนวนเดียวกัน เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ทำสุรากลั่นดังกล่าวแล้ว จำเลยก็ต้องมีสุราที่จำเลยเป็นผู้กลั่นไว้ในครอบครอง เพราะเป็นผลผลิตที่จำเลยได้ทำขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำอันเกิดจากเจตนาและการกระทำอันเดียวกันต่อเนื่องกัน หาใช่มีเจตนาแตกต่างกันไม่ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า แม้สุรากลั่นของกลางคดีนี้จะเป็นจำนวนเดียวกันแต่ก็เห็นได้ว่าในความผิด แต่ละฐานต่างกันมีสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดที่แตกต่างกันและสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ และ พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๕, ๓๐, ๓๒ บัญญัติความผิดและบทลงโทษฐานทำสุราโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาต กับการที่มีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายไว้คนละมาตรากัน ดังนั้นการที่จำเลยทำสุรากลั่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุรากลั่นนั้น จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องลงโทษ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่งสำหรับความผิดฐานขายสุรา นั้น ตาม พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๓๑ มีระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท สำหรับมาตรา ๓๐ เป็นบทบัญญัติความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรา ๕ คือ การทำสุรา หรือมีภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับ ทำสุราไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ้าได้ขายสุราที่ทำขึ้นนั้นด้วยต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นบทเพิ่มโทษจากการทำสุราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่บทบัญญัติให้การขายสุราที่ทำขึ้นเป็นความผิดตามมาตรานี้อีกบทหนึ่ง ดังนั้น ที่จำเลยขายสุรากลั่นที่จำเลยทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๐ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดนี้ จำคุก ๒ เดือน ปรับห้าพันบาท เป็นการลงโทษเกินกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ถูกต้องปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานขายสุรากลั่นปรับ ๕,๐๐๐ บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับ ๒,๕๐๐ บาท รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ แล้ว เป็นจำคุก ๑ เดือน ปรับ ๕,๕๐๐ บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 ม. 5 ม. 30 ม. 31 ม. 32 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นางคำใส คำวิษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายชัยวุฒิ ต่อปัญญาเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2547
#411072
เปิดฉบับเต็ม

สุรากลั่นของกลางคดีนี้จะเป็นจำนวนเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่าในความผิดแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดที่แตกต่างกัน และสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ และ พ.ร.บ.สุราฯ มาตรา 5, 30, 32 บัญญัติความผิดและบทลงโทษฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายไว้คนละมาตรากัน ดังนั้น การที่จำเลยทำสุรากลั่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุรากลั่นนั้น จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91

สำหรับความผิดฐานขายสุรานั้น ตาม พ.ร.บ.สุราฯ มาตรา 31 มีระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท สำหรับมาตรา 30 เป็นบทบัญญัติความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรา 5 คือการทำสุรา หรือมีภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและถ้าได้ขายสุราที่ทำขึ้นนั้นด้วยต้องระวางโทษหนักขึ้น เป็นบทเพิ่มโทษจากการทำสุราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่บทบัญญัติให้การขายสุราที่ทำขึ้นเป็นความผิดตามมาตรานี้อีกบทหนึ่ง ดังนั้น ที่จำเลยขายสุรากลั่นที่จำเลยทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30 แต่เป็นความผิดตามมาตรา 31

ศาลล่างทั้งสองลงโทษเกินกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 5, 30, 31, 32, 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 5, 30, 31, 32, 45 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำสุรากลั่น จำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานมีสุรากลั่น จำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานขายสุรากลั่น จำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 7,500 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังมีกำหนด 3 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีสุรากลั่น ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำสุรากลั่นและฐานขายสุรากลั่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุก 2 เดือนและปรับ 5,500 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จำเลยมีและขายสุรากลั่นจำนวนและปริมาณตามฟ้อง ขัดแย้งกันเนื่องจากหากจำเลยมีสุรากลั่นไว้ในครอบครองย่อมแสดงว่าจำเลยไม่ได้ขายสุรากลั่นดังกล่าว หรือหากจำเลยขายสุรากลั่นไปแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสุรากลั่นไว้ในครอบครองอีก ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้วว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลยทำสุรากลั่นบรรจุถังพลาสติก 4 ใบ บรรจุถุงพลาสติก 7 ถุง บรรจุแกลลอน 20 ใบ ปริมาณ 592 ลิตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยมีสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าวไว้ในครอบครองจากนั้นจำเลยขายสุรากลั่นจำนวนและปริมาณดังกล่าว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสุราที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการกระทำในคราวเดียวและต่อเนื่องกัน กล่าวคือเมื่อจำเลยทำสุรากลั่นแล้ว จำเลยมีสุรากลั่นดังกล่าวไว้ในครอบครอง จากนั้นจำเลยขายสุรากลั่นนั้น การกระทำความผิดของจำเลยสำเร็จไปในแต่ละขั้นตอนของการกระทำแต่ละครั้ง หาได้ขัดแย้งกันหรือขัดต่อเหตุผลแต่ประการใดไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อมาว่า สุรากลั่นของกลางที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องทั้งสามข้อ เป็นสุรากลั่นจำนวนเดียวกัน เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ทำสุรากลั่นดังกล่าวแล้ว จำเลยก็ต้องมีสุราที่จำเลยเป็นผู้กลั่นไว้ในครอบครอง เพราะเป็นผลผลิตที่จำเลยได้ทำขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำอันเกิดจากเจตนาและการกระทำอันเดียวกันต่อเนื่องกัน หาใช่มีเจตนาแตกต่างกันไม่ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า แม้สุรากลั่นของกลางคดีนี้จะเป็นจำนวนเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่าในความผิดแต่ละฐานต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดที่แตกต่างกันและสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ และพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 5, 30, 32 บัญญัติความผิดและบทลงโทษฐานทำสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่รู้ว่าทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายไว้คนละมาตรากัน ดังนั้น การที่จำเลยทำสุรากลั่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งสุรากลั่นนั้นจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่งสำหรับความผิดฐานขายสุรานั้น ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 31 มีระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท สำหรับมาตรา 30 เป็นบทบัญญัติความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรา 5 คือ การทำสุรา หรือมีภาชนะหรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ้าได้ขายสุราที่ทำขึ้นนั้นด้วยต้องระวางโทษหนักขึ้น เป็นบทเพิ่มโทษจากการทำสุราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่บทบัญญัติให้การขายสุราที่ทำขึ้นเป็นความผิดตามมาตรานี้อีกบทหนึ่ง ดังนั้น ที่จำเลยขายสุรากลั่นที่จำเลยทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30 แต่เป็นความผิดตามมาตรา 31 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดนี้ จำคุก 2 เดือน ปรับห้าพันบาท เป็นการลงโทษเกินกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานขายสุรากลั่นปรับ 5,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับ 2,500 บาท รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน ปรับ 5,500 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นางคำใส คำวิษา
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3980/2547
#112889
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา 100/1 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วยดังที่กล่าวมาแล้ว การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลย แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๙๗ , ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๓๓ , ๕๘ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๗๐๗/๒๕๔๕ ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. ๗๖๑๔/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น กับริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒) , ๖๖ วรรคสาม , ๑๐๒ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๕๐ ปี และปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๗๐๗/๒๕๔๕ ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก ๕๑ ปี และปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. ๗๖๑๔/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีก ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ , ๓๐ โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก ๕๐ ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๒๕ ปี และปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนอีก ๑ ปี คงจำคุก ๒๖ ปี และปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. ๗๖๑๔/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ อีกทั้งข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น มิได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเป็นการเฉพาะราย สมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๑ วรรคสอง

อนึ่ง สำหรับการเพิ่มโทษจำเลยนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย แม้เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา ๑๐๐/๑ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วยดังที่กล่าวมาแล้ว การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ และสำหรับโทษจำคุกที่ศาลฎีกาจะลงโทษแก่จำเลยใหม่นั้นเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาแน่นอน จึงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ ได้ แต่สำหรับโทษปรับ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยซึ่งเป็นการมิชอบดังที่วินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๓๐ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มโทษเฉพาะโทษจำคุกกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๔๕ ปี รวมจำคุก ๔๕ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒๒ ปี ๖ เดือน และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๗๐๗/๒๕๔๕ ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก ๒๓ ปี ๖ เดือน และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. ๗๖๑๔/๒๕๔๕ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม ม. 97 ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจินตนาหรืออิ๋วหรือสุรัตน์ แซ่ลิ่มหรือเสาเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3980/2547
#411155
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลจับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ได้อีก 1 คน และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,000 เม็ด นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น มิได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเป็นการเฉพาะราย สมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย แม้เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา 100/1 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 สำหรับโทษจำคุกที่ศาลฎีกาจะลงโทษแก่จำเลยใหม่นั้น เป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาแน่นอน จึงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น กับริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 102 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 50 ปี และปรับ 500,000 บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการกำหนดโทษ (ที่ถูก รอการลงโทษ) ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก 51 ปี และปรับ 500,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีก ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53) เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนอีก 1 ปี คงจำคุก 26 ปี และปรับ 500,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่าหลังจากจำเลยถูกจับกุมในคดีนี้แล้ว จำเลยได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลจับกุมนางเล็กหรือสมใจ วงศ์ศรีเผือก โดยโทรศัพท์ติดต่อให้นางเล็กหรือสมใจนำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยอีก 8,000 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมนางเล็กหรือสมใจได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกปิติพันธ์ กฤษดากร ณ อยุธยา พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุม และบันทึกการจับกุมที่ได้ความว่าหลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ได้อีก 1 คน และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,000 เม็ด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยไม่มีอาชีพ จำเลยจึงไม่น่าจะมีรายได้จากการประกอบอาชีพใด เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคดีนี้มีจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 198.260 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.115 กรัม ประกอบกับตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน ปรากฏว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เพราะประสงค์จะได้ค่าจ้างจากการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้อื่น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น มิได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย สมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับการเพิ่มโทษจำเลยนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วย แม้เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยกระทำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษจำคุกและปรับ และตามมาตรา 100/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทั้งโทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและลงโทษปรับจำเลยด้วยดังที่กล่าวมาแล้ว การเพิ่มโทษที่จะลงแกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยจึงเป็นการมิชอบ และสำหรับโทษจำคุกที่ศาลฎีกาจะลงโทษแก่จำเลยใหม่นั้นเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาแน่นอน จึงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ แต่สำหรับโทษปรับ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยซึ่งเป็นการมิชอบดังที่วินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่อาจเพิ่มโทษปรับได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 30 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษเฉพาะโทษจำคุกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 45 ปี รวมจำคุก 45 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8707/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำคุก 23 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.7614/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 ม. 97 ม. 100/1 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจินตนาหรืออิ๋วหรือสุรัตน์ แซ่ลิ่มหรือเสาเงิน
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3977/2547
#113162
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับขนทางอากาศแสดงให้เห็นว่าผู้ส่งสินค้าได้แสดงเจตนาตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงอ้างข้อจำกัดความรับผิดไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม สำหรับสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้สูญหายไปตามที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศนั้นได้

ตามคำฟ้องโจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายตามมูลค่าหรือราคาทรัพย์ที่สูญหายไปจากผู้รับฝากทรัพย์ หาใช่เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 ไม่ กรณีดังกล่าวนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 978,465.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 935,793.34 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 338,772 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามนั้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดมากกว่าจำนวนที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นหรือไม่ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 จะอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.7 และ จ.3 หรือ ล.8 ได้หรือไม่ เห็นว่า ในใบรับขนทางอากาศดังกล่าวซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ระบุข้อตกลงไว้ที่มุมขวาด้านบนชัดเจน ปรากฏตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.7 และ จ.3 หรือ ล.8 ว่า บริษัทเอสคอร์ตฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทคาลวินไคลน์คอสเมติกส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าน้ำหอมที่ขนส่งไว้ที่มุมขวาด้านล่างของใบรับขนทางอากาศนี้รับรองเป็นหลักฐานว่ารายละเอียดต่าง ๆ ที่ปรากฏในใบรับขนทางอากาศนี้ถูกต้อง ทั้งปรากฏว่าผู้ส่งสินค้าน้ำหอมดังกล่าวมิได้แจ้งมูลค่าของสินค้าน้ำหอมไว้ในใบรับขนทางอากาศนั้นแต่อย่างใด เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ส่งสินค้าน้ำหอมดังกล่าวได้แสดงเจตนาตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจำเลยที่ 1 จึงอ้างข้อจำกัดความรับผิดไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม สำหรับสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้สูญหายไปตามที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศนั้นได้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามข้อจำกัดความรับผิดนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ได้เรียกค่าเสียหายตามมูลค่าหรือราคาทรัพย์ที่สูญหายไป กล่าวคือ ให้ใช้ราคาทรัพย์ที่สูญหายไปนั่นเอง หาใช่เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 ไม่ กรณีดังกล่าวนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งศาลเพื่อแสดงว่าพบความผิดปกติของสินค้าตั้งแต่ก่อนรับฝากสินค้าไว้นั้น เห็นว่า ขัดกับใบรับเงินค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาสินค้าเอกสารหมาย ล.2 ที่จำเลยที่ 2 ออกให้ในการรับฝากสินค้าซึ่งระบุน้ำหนักของสินค้าที่รับฝากไว้ว่ามีน้ำหนักจำนวน 971 กิโลกรัม ทั้งยังไม่สอดคล้องตรงกับข้อความที่พนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 บันทึกไว้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 ว่าพบความผิดปกติของสินค้าในวันนั้น จึงเชื่อว่าใบดีเอ็มซีเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำขึ้นภายหลัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่รับฝากไว้ไม่ได้สูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 อยู่ในฐานะผู้รับฝากทรัพย์และทรัพย์ที่รับฝากสูญหาย จำเลยที่ 2 ก็ต้องใช้ราคาทรัพย์ที่สูญหาย เรื่องนี้บริษัทสำรวจความเสียหายได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า น้ำหอมที่สูญหายไปจำนวน 1,374 ขวด คิดเป็นเงินจำนวน 21,897.60 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 โจทก์ได้ชำระเต็มจำนวนเงินของการสูญเสียให้ผู้รับตราส่งไปแล้วเป็นเงิน 935,793.94 บาท โจทก์จึงชอบที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 935,793.94 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2543 (แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 42,671.55 บาท) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดด้วยในจำนวนเงินตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 671 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนิปปอน คาร์โก้ แอร์ไลน์ส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุรพล คงลาภ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
กำพล ภู่สุดแสวง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3975/2547
#113156
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ซึ่งตามกฎหมายถือว่าทนายจำเลยได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว แต่ทนายจำเลยมิได้รอฟังคำสั่ง และได้มาขอทราบคำสั่ง ซึ่งตามทางปฏิบัติของศาลชั้นต้นการแจ้งคำสั่งให้คู่ความที่มาขอทราบคำสั่งทำโดยวิธีเปิดดูข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ผิดเป็นว่าอนุญาตถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 และเจ้าหน้าที่ศาลอีกคนหนึ่งแจ้งข้อมูลที่ผิดดังกล่าว โดยเขียนข้อความว่าอนุญาตถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 ในใบมอบฉันทะด้วย เช่นนี้แม้ทนายจำเลยจะยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด 2 วัน ก็น่าเชื่อว่าทนายจำเลยเชื่อโดยสุจริตใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 และเนื่องจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 เป็นวันหยุดราชการ ทนายจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต

ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องขออนุญาตยื่นคำอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาของจำเลย มิใช่เหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 5 เมษายน 2545 ศาลมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 แต่นายซัมซูดินเห็นเลข 7 ซึ่งเป็นเลขไทย เข้าใจว่าเป็นเลข 9 จึงบันทึกลงไปในข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 ต่อมาเมื่อนายสมชาย ได้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยให้มาฟังคำสั่งตามใบมอบฉันทะ จึงได้รับแจ้งจากนางสาวรัชนีว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 นางสาวรัชนียังได้เขียนข้อความไว้ในใบขอดูสำนวน ว่าอนุญาตถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 ในวันดังกล่าวนายสมชายไม่ได้ตรวจดูคำสั่งศาลจากสำนวน คงได้รับแจ้งจากนางสาวรัชนีซึ่งตรวจข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เท่านั้นว่าศาลอนุญาตให้ขยายเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 เช่นนี้ เห็นว่า แม้ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ในวันที่ 5 เมษายน 2545 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ซึ่งทนายจำเลยได้ทราบคำสั่งที่ศาลเกษียนสั่งในวันนั้นแล้ว แต่ก็ได้ความว่าทนายจำเลยมิได้รอฟังคำสั่ง และได้มาขอทราบคำสั่งตามทางปฏิบัติของศาลชั้นต้นที่แจ้งคำสั่งให้คู่ความที่มาขอทราบคำสั่งโดยเปิดดูข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ การที่เจ้าหน้าที่ศาล ลงข้อมูลผิดเป็นว่าอนุญาตถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 และเจ้าหน้าที่ศาลอีกคนหนึ่งแจ้งข้อมูลที่ผิดดังกล่าวแก่ผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลย จึงมิใช่ความผิดอันเกิดจากทนายจำเลยจริงอยู่ทนายจำเลยควรจะทราบว่าตนขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันใด แต่ในทางปฏิบัติของทนายความมักมีการมอบฉันทะให้ฟังคำสั่งศาลแทน เมื่อผู้รับมอบฉันทะได้รับแจ้งคำสั่งศาลจากเจ้าหน้าที่ศาลซึ่งตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ ทั้งเจ้าหน้าที่ศาลยังได้เขียนข้อความด้วยลายมือเขียนวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 ในใบมอบฉันทะอีกด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเช่นนี้ประกอบกับทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดเพียง 2 วัน จึงน่าเชื่อว่า ทนายจำเลยเชื่อโดยสุจริตใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 และเนื่องจากวันที่ 9 เป็นวันหยุดราชการ ทนายจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรขยายเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย แล้วมีคำสั่งรับหรือไม่รับต่อไปตามรูปเรื่อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายประกาย สมัครเครือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชนะกิจ ศิริสาธิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2547
#112907
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ให้การรับสารภาพ แม้ความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยกันไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งเพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีนี้รวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีก่อน และมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง

ความผิดของจำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้ว สินค้าของกลางในคดีก่อน กับสินค้าของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่ง ริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าของกลาง ตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบ ของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการจ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

(วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาครั้งที่ 2/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ป.อ. มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับ นายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติให้ปรับ ผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คนศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้ กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากร เข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับ จำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากนายจันจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823 /2541 ของศาลชั้นต้น และมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่งตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจันจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบ ของราคาของกลางไปแล้ว สินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้ดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์ สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลาง ตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และ มาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น โดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้ว เพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 31
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 120
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายงิ๋น สวัสดิภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2547
#411191
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเมื่อจำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับ จ. แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วในคดีก่อนก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาระงับลงไม่ ต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับ จ. แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หาก จ. ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วในคดีก่อนเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน

บุคคลสองคนร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 เมื่อคนหนึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษ โดยศาลสั่งริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้ว ของกลางในคดีก่อนกับของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลสั่งริบของกลางแล้วและไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7 และ 8 วรรคสองให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมเพียงครั้งเดียว

การจ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

(ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายตรวจศุลกากรด่านศุลกากรคลองใหญ่จับกุมจำเลยและนายจัน วุฒิ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้พร้อมด้วยเรือประมงชื่อ ช. ชาติชโลธร 1 ลำ รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด 1 คัน และสินค้าปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,000 กิโลกรัม ราคา 48,000 บาท ซึ่งเป็นของที่ต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน 7,200 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 55,200 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยได้ฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าปลาป่นของกลางผลิตจากประเทศใดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์มีนายเทียนเกียรติ โชติสกุล นายตรวจศุลกากร 5 ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนถามนายจันผู้ควบคุมเรือและจำเลยผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อเกี่ยวกับการได้มาของสินค้าปลาป่นของกลางได้รับคำชี้แจงว่าได้ขนสินค้าดังกล่าวมาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และให้มาขนถ่ายขึ้นรถยนต์ที่ท่าเทียบเรือชลาลัย โดยจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของนายจันอีกว่านายจันได้ให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรยอมรับว่าได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ มาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับผิดชอบซึ่งได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้บันทึกคำให้การของนายจันไปตามที่นายจันให้การเองโดยสมัครใจส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ปลาป่นของกลางได้ผลิตจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรส่วนที่จำเลยฎีกาอีกว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนายจันดังกล่าวข้างต้นนายจันให้การยอมรับว่า ได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ จากจังหวัดกัมปงโสมประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เวลาเย็นของวันที่ 29 มีนาคม 2541 มาที่ท่าเทียบเรือชลาลัยในเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด มาขนปลาป่นขึ้นรถไปบางส่วนประมาณ 100 กระสอบ ก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ (ศุลกากร) มาตรวจค้นและจับกุมเสียก่อนความในข้อนี้นายเทียนเกียรติพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้เบิกความยืนยันว่าขณะที่พยานตรวจพบสินค้าปลาป่นของกลางนั้น พยานได้สอบถามแล้ว ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง โดยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือชลาลัยและได้มีการขนถ่ายสินค้าปลาป่นพิพาทจำนวนมากขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยควบคุมดูแล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีโรงงานผลิตปลาป่นจำนวน 2 แห่ง แต่จำเลยกลับขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขนถ่ายปลาป่นของกลางที่ท่าเทียบเรือชลาลัย มิใช่โรงงานผลิตปลาป่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ลักลอบนำปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ อันเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้เสียค่าภาษีศุลกากร พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่นท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของ โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วยโดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นและมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้วสินค้าปลาป่นของกลางในคดีดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้ และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายงิ๋น สวัสดิภูมิ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3955/2547
#411590
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเนื่องจากผู้ตายกับ น. ภริยาจำเลยอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง และจำเลยพบเห็นเหตุการณ์โดยไม่คาดคิดมาก่อนจำเลยเกิดความโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ จึงยิงไปในขณะนั้นทันทีที่พบเห็น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 แต่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทิว และริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 11 ปี และฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก 5 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 1 ปี เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ตายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จำเลยเป็นสามีนางนงลักษณ์โดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.1 มีบุตรด้วยกัน 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน ตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านในตลาดเขาศก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี นางนงลักษณ์เปิดร้านอาหารชื่อร้านอาหารนงลักษณ์ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ตาย พลตำรวจสันติและสิบตำรวจตรีเสรีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ไปรับประทานอาหารและดื่มสุราด้วยกันในร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ แต่พลตำรวจสันติและสิบตำรวจตรีเสรีกลับไปก่อนตอนเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และ 18 นาฬิกา ตามลำดับ ส่วนผู้ตายคงอยู่ที่ร้านต่อโดยนั่งพูดคุยอยู่กับนางนงลักษณ์เจ้าของร้านจนกระทั่งเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ร้านปิดแต่ผู้ตายยังคงอยู่ที่ร้านต่อ ครั้นต่อมาเวลาประมาณ 6 นาฬิกา ของวันที่ 30 กันยายน 2537 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถยนต์กระบะมาที่ร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ ขณะนั้นผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องนอนบนชั้นสองของร้าน จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยี่ห้อรีวอลเวอร์ ขนาด .32 หมายเลขทะเบียน กท.967967 ที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยิงผู้ตายจำนวน 4 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง และรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) โดยผู้ตายถึงแก่ความตายอยู่ในห้องนอนบนชั้นสองของร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ เมื่อยิงผู้ตายแล้วจำเลยพานางนงลักษณ์ออกจากร้านไปขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่จอดอยู่ขับหลบหนีไปต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพ้นตำรวจโทสถิตย์ (ขณะเกิดเหตุมียศพันตำรวจตรี) สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.2 สำหรับข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืน จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืน โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเช่นเดียวกันข้อหาความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยเบิกความอ้างว่าเมื่อจำเลยขึ้นไปบนชั้นสองพบนางสาวศิริรัตน์และนางสาวธัญลักษณ์พนักงานเสิร์ฟนอนอยู่ในมุ้งนอกห้องจึงสอบถามว่านางนงลักษณ์อยู่ที่ไหน ทั้งสองคนไม่ตอบและวิ่งลงไปชั้นล่าง จำเลยตามลงมาและเห็นรองเท้าหุ้มข้ออยู่ที่พื้นชั้นล่างจำเลยคิดว่ามีเหตุร้ายภายในร้านจึงไปหยิบอาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .32 ที่หลังตู้ภายในร้านมาถือไว้แล้วขึ้นไปบนชั้นสอง ปรากฏว่าประตูห้องปิด จึงเคาะประตูพร้อมตะโกนเรียกให้เปิดประตู ครู่หนึ่งมีเสียงเปิดประตูจำเลยจึงรีบกระชากประตูห้องเปิดออกขณะเดียวกันได้ยินเสียงคล้ายคนกระชากลูกเลื่อนอาวุธปืน ซึ่งจำเลยคาดว่าคนที่อยู่ข้างในต้องมีอาวุธปืน เมื่อเปิดประตูแล้วพบนางนงลักษณ์ยืนอยู่และมีชายคนหนึ่งซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตายยืนอยู่ด้านหลังนางนงลักษณ์ ถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งมาทางจำเลย จำเลยเชื่อว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจึงผลักนางนงลักษณ์ไปทางด้านหลังให้ชนผู้ตาย จนผู้ตายเสียหลักเอียงไปทางด้านหลัง แต่ผู้ตายยังถืออาวุธปืนและหันปากกระบอกมาทางจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัดซึ่งทราบภายหลังว่ายิงไป 4 นัด แล้วจำเลยดึงนางนงลักษณ์ออกจากห้องไป ส่วนผู้ตายล้มลงตรงบริเวณประตูห้องและเบิกความต่อไปว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายจ้องเล็งอาวุธปืนมาทางจำเลย คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้หรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย พันตำรวจโทปรีชาพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทสถิตย์ พยานรับตัวจำเลยมาทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การภาคเสธ โดยจำเลยรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง แต่กระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะ พยานบันทึกคำให้การของจำเลยไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และให้จำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การและถ่ายรูปการนำชี้ไว้ตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย ป.จ.11 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และภาพถ่ายหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ปรากฏว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ดังกล่าว จำเลยให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมีรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญว่าจำเลยเคาะประตูห้องหลายครั้งแต่นางนงลักษณ์ไม่ยอมเปิด จำเลยจึงดันประตูและจะพังประตูเข้าไปนางนงลักษณ์จึงเปิดประตู เมื่อประตูเปิดอ้าออกจำเลยเห็นนางนงลักษณ์ยืนอยู่ในห้องข้างประตูด้านขวาและเห็นชอบคนหนึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตายอยู่ในห้องริมด้านซ้าย ขณะนั้นจำเลยเห็นนางนงลักษณ์และผู้ตายไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภายในห้องไม่ได้เปิดไฟฟ้าและยังไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แต่พอมองเห็นกันได้ จำเลยเห็นผู้ตายอยู่ในลักษณะท่านั่งและทำท่าเหมือนจะคว้าสิ่งของที่อยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของอะไรและกำลังจะลุกขึ้นมาหาจำเลย ขณะนั้นจำเลยอยู่ในอาการตกใจและโมโหมากไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ จำเลยจึงชักอาวุธปืนสั้นออกมาจากเอวและยิงใส่ผู้ตายจนหมดกระสุนปืน ไม่ทราบว่ากี่นัดผู้ตายล้มลงบริเวณหน้าห้อง จากนั้นจำเลยกระชากนางนงลักษณ์ลงมาชั้นล่างแล้วพาขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยขับหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ และให้การต่อไปด้วยว่าเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายขณะที่พบเห็นนั้น เนื่องจากผู้ตายอยู่กับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง แม้ขณะที่เห็นผู้ตายและนางนงลักษณ์จะไม่อยู่ในลักษณะเปลือยกายหรือกำลังร่วมประเวณีกันก็ตาม แต่หญิงชายอยู่กันตามลำพังในลักษณะเช่นนี้ จำเลยเชื่อว่าผู้ตายและนางนงลักษณ์จะต้องร่วมประเวณีกันอย่างแน่นอน จำเลยเกิดความโมโหและบันดาลโทสะอย่างรุนแรง จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีขณะที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 จำเลยให้การเพิ่มเติมอีกว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยไม่ได้พูดกันและไม่มีการต่อสู้ทำร้ายกันก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเกี่ยวกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ดังกล่าวมานี้ จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนทำบันทึกไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามที่จำเลยได้ให้การแต่อย่างใด ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำลยดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยไม่ได้ให้การถึงเลยว่า เมื่อนางนงลักษณ์เปิดประตูห้องจำเลยได้ยินเสียงคล้ายคนกระชากลูกเลื่อนอาวุธปืนและผู้ตายถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งปากกระบอกปืนมาทางจำเลย จำเลยจึงยิงผู้ตายไปดังที่จำเลยเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์อันสำคัญแก่รูปคดีของจำเลยด้วย จึงไม่น่าจะไม่ให้การถึงเสียแต่แรก การที่จำเลยเพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาดังกล่าวมาข้างต้นนั้น จึงเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนทำให้คำเบิกความของจำเลยมีพิรุธ นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสถิตย์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบตัวจำเลยว่า เมื่อรับมอบตัวจำเลยได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงแต่มีเหตุจำเป็น และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจากการพูดคุยและสอบถาม จำเลยให้การสรุปได้ว่า ผู้ชายด้วยกันในสภาพอย่างนี้คงทนไม่ได้ด้วยเหตุดังวินิจฉัย จึงไม่เชื่อว่าข้อความที่จำเลยเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนจะเป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายกับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง และจำเลยพบเห็นเหตุการณ์โดยไม่คาดคิดมาก่อน จำเลยเกิดความโมโหหรือมีอารมณ์โกรธจึงยิงไปในขณะนั้นทันทีที่พบเห็น หาใช่ผู้ตายถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งปากกระบอกปืนมาทางจำเลย จำเลยจึงยิงไปดังที่จำเลยเบิกความอ้างในชั้นพิจารณา เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ส่วนข้อที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ภายในห้องนอนพอมองเห็นกันได้จำเลยเห็นผู้ตายอยู่ในลักษณะท่านั่งและทำท่าเหมือนจะคว้าสิ่งของที่อยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของอะไรและกำลังจะลุกขึ้นมาหาจำเลย จำเลยจึงยิงผู้ตายนั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณาแม้จะได้ความว่าภายในห้องนอนที่ผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ด้วยกันในขณะเกิดเหตุมีอาวุธปืนประจำกายของผู้ตายซึ่งเป็นอาวุธปืน เอช.เค บรรจุกระสุนปืนหลายนัดวางอยู่บนพื้นห้อง แต่ตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าผู้ตายทำท่าจะหยิบอาวุธปืนที่วางอยู่ดังกล่าวเพื่อยิงจำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยแล้ว การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไปในพฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่หนักแน่นพอที่จะฟังว่าเป็นการป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เช่นเดียวกัน ข้ออ้างประการอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 แต่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณาได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอยู่แล้ว และยังมีภริยาน้อยอีก 1 คน ซึ่งอยู่ด้วยกันที่บ้านพักที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายภริยาน้อย แสดงให้เห็นในเบื้องต้นว่าผู้ตายความประพฤติไม่ดี มีความเสื่อมเสียเรื่องผู้หญิง ประกอบกับก่อนเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายไปที่ร้านอาหารนงลักษณ์ของนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยที่เกิดเหตุเป็นประจำ โดยเฉพาะในครั้งที่เกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายกับพวกไปรับประทานอาหารและดื่มสุราด้วยกันที่ร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุตั้งแต่เวลาประมาณ 12 นาฬิกา และพวกของผู้ตายต่างกลับไปหมดแล้วตั้งแต่เวลาประมาณ 15 นาฬิกาและ 18 นาฬิกา แต่ผู้ตายยังไม่กลับโดยอยู่คุยกับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยจนกระทั่งเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ร้านปิด แต่ผู้ตายก็ยังไม่กลับ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางสาวศิริรัตน์พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารที่เกิดเหตุและจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวธัญลักษณ์พนักงานเสิร์ฟอีกคนหนึ่งตามเอกสารหมาย ป.จ.7 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ว่า ตอนเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ เห็นผู้ตายกับนางนงลักษณ์เข้าไปอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ และได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวธัญลักษณ์ด้วยว่าขณะผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ภายในห้องนอนนั้น ได้ยินเสียงผู้ตายพูดว่า "ดูซิอยากเห็นหน้าชัดๆ ว่าสวยขนาดไหน คุยกันมาทั้งคืนแล้ว" แล้วก็เงียบไป พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางว่าผู้ตายกับนางนงลักษณ์ไม่ใช่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างธรราดา แต่หนักไปในทำนองรักใคร่ฉันชู้สาวถึงกับพากันขึ้นไปนอนด้วยกันภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ ผู้ตายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ดี ทั้งมีภริยาอยู่แล้วถึง 2 คน ก็ไม่พอ ยังมาติดพันนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยในทำนองชู้สาวอีก เห็นได้ว่าผู้ตายประพฤติตัวไม่เหมาะสมไม่อยู่ในศีลธรรม ส่วนจำเลยนั้นมีอาชีพเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์และเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิศีลธรรมสมาคม อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่เก็บศพอันแสดงว่าจำเลยเป็นคนทำมาหากิน และยังมีส่วนช่วยเหลือสังคมด้านสาธารณกุศล ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดี การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ และยังชดใช้ค่าทำขวัญแก่บิดาผู้ตายเป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีบุตร 4 คน ซึ่งเมื่อนับถึงวันเกิดเหตุมีอายุเพียง 12 ปีเศษ 8 ปีเศษ 6 ปีเศษ และ 8 เดือนเศษ ตามสำเนาสูติบัตร เอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5 ตามลำดับ ที่จำเลยต้องอุปการะเลี้ยงดู โดยบุตร 3 คน เป็นนักเรียนกำลังเรียนหนังสืออยู่ ดังปรากฏตามใบรับรองการเป็นนักเรียนเอกสารแนบท้ายฎีกาจำเลย ทั้งเหตุที่จำเลยกระทำความผิดก็เนื่องจากผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ตายดังกล่าวข้างต้นประกอบด้วยแล้ว มีเหตุอันควรปรานีแก่จำเลยโดยสมควรกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงเห็นสมควรลงโทษปรับในความผิดฐานมีอาวุธปืนฯ อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้นั้น กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายวรรณะหรือนะ ธนบุรีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2547
#411211
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.อ. มาตรา 36 แต่การที่ผู้ร้องพิมพ์หมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกของกลางในคำร้องผิดพลาด เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องนั้น เป็นความผิดของผู้ร้องเองไม่อาจถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องได้ ทั้งระยะเวลาขอคืนทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 36 ไม่อาจขยายออกไปเป็น 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 98 (4) ซึ่งเป็นอายุความล่วงเลยการลงโทษสำหรับจำเลยผู้ที่ยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางใหม่เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงเกินกำหนดระยะเวลาตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 82-0761 สระบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-0906 สระบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลสั่งให้ริบและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 82-0761 สระบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-0906 สระบุรี ของกลาง อันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วันที่ 28 กันยายน 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากตามคำร้องผู้ร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-0761 สระบุรี ซึ่งเป็นคนละคันกับรถยนต์บรรทุกของกลาง วันที่ 12 ตุลาคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางเป็นคดีนี้ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางในกำหนดหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาปัญหาข้อนี้ว่าผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากผู้ร้องพิมพ์หมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกของกลางในคำร้องผิดพลาดเป็นหมายเลขทะเบียน 80-0761 สระบุรี กรณีถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษ อายุความจึงต้องขยายออกไปเป็น 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) เห็นว่า แม้ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่การที่ผู้ร้องพิมพ์หมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกของกลางในคำร้องผิดพลาดเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องนั้น เป็นความผิดของผู้ร้องเองไม่อาจถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องได้ ทั้งระยะเวลาการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไม่อาจขยายออกไปเป็น 5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ซึ่งเป็นอายุความล่วงเลยการลงโทษสำหรับจำเลยผู้ที่ยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางใหม่เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทมิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด
จำเลย — นายละออ บ่อแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3925/2547
#113071
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ปี 2547 หลังจากฟ้องคดีแล้วนั้น เป็นการฟ้องขอให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยที่จำเลยยังไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะได้ระบุจำนวนเบี้ยประกันภัยขอให้จำเลยชำระ ก็เป็นจำนวนที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยยังมิได้มีการชำระแทนจำเลยไปจริง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่อาจบังคับให้ได้

ตามสัญญากู้เงินระบุว่า "ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี โดยยอมชำระนับแต่วันได้รับเงินกู้ไป? ในกรณีมีเหตุจำเป็นที่ผู้ให้กู้จะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยแล้ว ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้ข้างต้นได้ตามที่เห็นสมควรเมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า" ความในสัญญาดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ตลอดไป แต่โจทก์มีสิทธิเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ตามหนังสือสัญญากู้ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในสัญญา การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มสูงขึ้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเบี้ยปรับ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญาไม่ได้

ศาลไม่มีหน้าที่ต้องคิดดอกเบี้ยและยอดเงินที่ถูกต้องให้โจทก์ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องคิดยอดมาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เมื่อโจทก์มิได้คิดมา ศาลก็ชอบที่จะยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 205,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่กู้เงินไปแล้วจำเลยผิดนัดผิดสัญญาโดยชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,315,869.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 569,922.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัย 341.96 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยจำนวนต่างกันหลายจำนวน โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประการแรก ตามหนังสือสัญญากู้เงินและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน มีความว่าจำเลยจะเอาประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองตามข้อตกลงนี้ไว้กับบริษัทประกันภัยที่โจทก์เห็นชอบ โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ตามจำนวนเงินที่โจทก์จะแจ้งให้ทราบแต่ละปี โดยจำเลยยินยอมเสียเงินเบี้ยประกันภัยเองตลอดไปทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ถ้าจำเลยไม่จัดการเอาประกันอัคคีภัยดังกล่าว และโจทก์ได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยเอง จำเลยยินยอมนำเงินเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายไปมาชำระจนครบถ้วนภายในหนึ่งเดือน ตามข้อตกลงดังกล่าวหากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปจำเลยก็ต้องชำระคืนแก่โจทก์ ดังนั้นหากโจทก์ยังมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยแทนจำเลย จำเลยก็ยังไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ปี 2547 หลังจากฟ้องคดีแล้วนั้น เป็นการฟ้องขอให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยที่จำเลยยังไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะได้ระบุจำนวนเบี้ยประกันภัยขอให้จำเลยชำระเป็นจำนวน 341.96 บาท ก็เป็นจำนวนที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง โดยยังมิได้มีการชำระแทนจำเลยไปจริง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่อาจบังคับให้ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอส่วนนี้ชอบแล้ว

ประการที่สอง ตามสัญญากู้เงินระบุว่า "ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี โดยยอมชำระนับแต่วันได้รับเงินกู้ไป?

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ผู้ให้กู้จะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยแล้ว ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้ข้างต้นได้ตามที่เห็นสมควรเมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า" ความในสัญญาดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ตลอดไป แต่โจทก์มีสิทธิเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ตามหนังสือสัญญากู้เงินไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในสัญญา การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มสูงขึ้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเบี้ยปรับ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาว่าการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ดีโจทก์ไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญาไม่ได้

ประการสุดท้าย ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยหลังจากนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2528 เป็นต้นมาคำนวณจากต้นเงินที่ไม่ถูกต้อง เป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าสิทธิพึงได้ของโจทก์ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องคิดดอกเบี้ยและยอดเงินดังกล่าวให้โจทก์ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องคิดยอดมาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในฟ้อง ชอบที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายน้อยหรือพิชิต แม้นอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจันทนา ตันไชย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2547
#266288
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าตราประทับของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ใช้ประทับในสัญญาจะมิใช่ตราสำคัญที่บริษัทจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็เป็นตราที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ในการทำธุรกรรมทางการค้ากับโจทก์ตลอดมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้ารับเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว การทำสัญญาดังกล่าวจึงสมประโยชน์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระหนี้ตามคำฟ้องโจทก์ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 75,738,088.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 59,632,472.72 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับคดีและบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองตามคำฟ้องและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งแปดออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,738,088.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 21.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 59,632,472.72 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองไว้และทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งแปดออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน และให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยทั้งแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 5 จำเลยที่ 2 ได้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์และทำสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับกับโจทก์ แต่ตราประทับของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 5 ที่จำเลยที่ 2 ใช้ประทับในสัญญาทั้งหมดนั้นมิใช่ตราสำคัญที่บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 5 ได้จดทะเบียนไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จะทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือคำขออื่นต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จะต้องทำคำขอโดยมีการประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 มาก่อน แล้วจึงนำมาเสนอต่อโจทก์ และตราประทับที่จำเลยที่ 1 ใช้นี้ก็ปรากฏว่าเป็นตราที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ในการทำธุรกรรมทางการค้ากับโจทก์ตลอดมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลานาน โดยจำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าธนาคารโจทก์โดยติดต่อกับโจทก์มานานประมาณ 10 ปี ในกิจการที่เกี่ยวกับการขายตั๋วแลกเงินต่างประเทศ การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต การทำสัญญาทรัสต์รีซีท และการกู้เบิกเงินเกินบัญชีก็ได้ทำต่อเนื่องมาก่อนที่จะมีการฟ้องคดีนี้ด้วย โดยใช้ตราประทับเดียวกันกับที่ให้ไว้แก่ธนาคารโจทก์และเป็นตราประทับเดียวกันกับตราประทับในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้ารับเอาประโยชน์ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องดังกล่าวแล้ว การทำสัญญาดังกล่าวจึงสมประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทุกประการ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาซึ่งต่อเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำฟ้องและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระหนี้โดยคำนวณยอดหนี้ใหม่? นอกจากที่แก้ซึ่งได้แก่การบังคับคดีเอาจากทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นและความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 171
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทพรหมเทพสุทธา ณ รังษี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3916/2547
#113112
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่เช่าเป็นที่ดินเปล่าและเป็นท้องนาลึกประมาณ 1 เมตร จำเลยเช่าที่ดินเพื่อใช้วางอุปกรณ์ก่อสร้างของจำเลย การที่จำเลยถมที่และล้อมรั้วสังกะสีเสาไม้รอบที่ดินที่เช่าตามที่สัญญาเช่ากำหนดไว้ ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยผู้เช่า ส่วนข้อสัญญาเช่าที่กำหนดว่า ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าปลูกสร้างบ้านพักคนงานและสถานประกอบการใดลงบนพื้นที่ซึ่งให้เช่าได้ ก็ไม่ใช่ข้อบังคับให้ผู้เช่าต้องกระทำ แต่เป็นการให้สิทธิผู้เช่าจะปลูกสร้างได้ แม้สัญญาเช่าจะระบุว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วให้สิ่งที่กระทำลงนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทันทีเว้นแต่โครงเหล็กสองชั้นก็ตาม เมื่อการถมที่และสร้างรั้วเป็นการทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าเอง ส่วนบ้านพักคนงานที่จำเลยผู้เช่าปลูกสร้างขึ้นตามสิทธิของจำเลยก็เป็นอาคารชั่วคราว ราคาไม่สูง และเมื่อที่ดินที่เช่าเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลประเวศ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร สามารถให้เช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท การที่สัญญาเช่ากำหนดค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ก็เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาและใช้สิทธิตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่เช่า หากไม่ยอมให้โจทก์มีอำนาจขนย้ายโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าค้างชำระ 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินที่เช่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่เช่า ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าค้างชำระ 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินที่เช่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นางกุหลาบเป็นภริยาโจทก์และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 107523, 107524 และ 107525 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเขตที่ดินติดต่อกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2536 เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาซึ่งโจทก์จะต้องให้จำเลยเช่า มีกำหนด 15 ปี ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินที่จำเลยเช่าเป็นที่ดินเปล่าและเป็นท้องนาลึกประมาณ 1 เมตร จำเลยเช่าที่ดินเพื่อใช้วางอุปกรณ์ก่อสร้างของจำเลย การที่ต้องมีการถมที่ดินจึงเห็นได้ว่าเป็นการกระทำตามวัตถุประสงค์การเช่าที่ดินของจำเลย และที่ต้องล้อมรั้วสังกะสีเสาไม้รอบแนวที่ดินที่เช่านอกจากจะเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่เช่าให้แน่นอนแล้วยังเห็นได้ว่าเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของจำเลยที่นำมาไว้ในที่เช่าด้วย ดังนั้น แม้สัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2536 จะกำหนดหน้าที่ของผู้เช่าว่า "ผู้เช่าต้องทำการปรับถมที่ให้เต็มตามเนื้อที่ซึ่งได้ตกลงตามสัญญาเช่าและต้องดำเนินการล้อมรั้วสังกะสีเสาไม้ตามแนวที่ดินซึ่งตกลงให้เช่าให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาการเช่า" ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการกำหนดเพื่อประโยชน์ของจำเลยผู้เช่านั่นเอง ส่วนในข้อ 5 ที่กำหนดว่า "ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าปลูกสร้างบ้านพักคนงานหรือสถานประกอบการใด ๆ ลงบนพื้นที่ซึ่งให้เช่าได้ แต่ทั้งนี้บ้านพักคนงานและสถานประกอบการดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อระเบียบ ข้อบังคับหรือขัดต่อกฎหมายใด ๆ" นั้น หาใช่บังคับให้ผู้เช่าต้องกระทำไม่ แต่เป็นการให้สิทธิผู้เช่าที่จะปลูกสร้างได้ เพราะไม่เช่นนั้นผู้เช่าย่อมไม่อาจปลูกสร้างสิ่งใดลงในที่ดินที่เช่าได้เนื่องจากเป็นการเช่าที่ดินเพื่อใช้วางสิ่งของมิใช่เช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคาร นอกจากนั้นระยะเวลาการเช่าระบุไว้ในสัญญาเช่าข้อ 1 ว่ามีกำหนด 3 ปี และตามสัญญาเช่าข้อ 11 ก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่า ตามสัญญาเช่าไม่มีข้อใดเลยที่ระบุให้ผู้เช่ามีสิทธิเช่าที่ดินมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี เพื่อตอบแทนการที่ผู้เช่าปฏิบัติตามสัญญาเช่าข้อ 4 และ ข้อ 5 เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่ตามสัญญาเช่าฉบับนี้คิดค่าเช่าจากจำเลยเพียงเดือนละ 5,000 บาท เท่านั้นทั้งที่ที่ดินที่เช่ามีเนื้อที่ถึง 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา แต่เมื่อสัญญาเช่าที่ดินฉบับนี้สิ้นสุดแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ต่ออีก 2 ปี ตามสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2539 ก็ปรากฏว่าตกลงค่าเช่ากันเดือนละ 20,000 บาท สูงกว่าค่าเช่าเดิมถึง 3 เท่า แสดงให้เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวสามารถให้เช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทอยู่แล้ว แต่ที่สัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2536 กำหนดค่าเช่าเพียงเดือนละ 5,000 บาท ก็เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าข้อ 4 และใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 5 อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ให้เช่าด้วยส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจตีความว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่าข้อดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาได้ ที่จำเลยอ้างว่านางกุหลาบผู้ให้เช่าตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนด 15 ปี นั้น จำเลยก็กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ฟังได้คงอ้างแต่ข้อตกลงตามสัญญาเช่าข้อ 4 และ ข้อ 5 ดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งหากนางกุหลาบตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนด 15 ปี จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์อีกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2539 ตามสัญญาเช่าที่ดิน โดยตามสัญญาเช่าฉบับนี้ระบุวันเริ่มต้นสัญญาวันที่ 27 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่า ที่ดินตลอดมาจนถึงเดือนกันยายน 2540 เป็นเวลาประมาณ 10 เดือน จึงผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสัญญาเช่าที่ดินมิใช่สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาตามที่จำเลยอ้าง ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยยกข้อต่อสู้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาขึ้นต่อสู้กับโจทก์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าเหตุที่ต้องทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์อีกเพราะถ้าไม่ยอมทำโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลย จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินและโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกเก็บค่าเช่าค้างชำระกับค่าเสียหายได้ ที่จำเลยอ้างว่าเดิมค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินเดือนละ 5,000 บาท แต่จำเลยชำระค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ตามสัญญาเช่าที่ดินจนถึงเดือนกันยายน 2540 เป็นการชำระค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ล่วงหน้าไปถึงเดือนเมษายน 2543 จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาและไม่ค้างค่าเช่าตามที่โจทก์อ้าง พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวน กิติศรีวรพันธุ์
จำเลย — นายปริญญ์ ธงทองสถิตกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวกุลวดี ฟังเสนาะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3909/2547
#113025
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาคดีเดิมที่จำเลยฟ้องโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนจำเลย ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์

คดีเดิมจำเลยฟ้องโจทก์ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ ประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมและคดีนี้จึงแตกต่างกันมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฉ - 8796 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฉ - 8796 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องโอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีเดิมที่จำเลยฟ้องโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนจำเลย ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิมนั้น เห็นว่า คดีเดิมจำเลยฟ้องโจทก์ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ ประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมและคดีนี้จึงแตกต่างกันมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ จิระประเสริฐศักดิ์
จำเลย — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3907/2547
#112958
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีล้มละลายคดีก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 นับแต่วันดังกล่าว คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันถูกยกเลิกไป การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเป็นคดีนี้ในมูลหนี้ ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้แล้ว จนกระทั่งต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 15 แต่อย่างใด

การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในคดีนี้ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในคดีก่อนทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วในคดีก่อนย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้โดยแจ้งความประสงค์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ทราบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ต่อมาลูกหนี้ผิดนัดตามเงื่อนไขในคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แก่โจทก์ในคดีนี้ได้ทั้งหมด โจทก์ไม่เคยส่งพนักงานของโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้หลังจากจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวแล้วได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังดำเนินกิจการโดยได้ชำระภาษีปีละประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยหลบหนีออกจากเคหสถานที่เคยอยู่ จำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 และเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 นับแต่วันดังกล่าวคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันถูกยกเลิกไป การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้แล้ว จนกระทั่งต่อมาศาลในคดีนี้ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 15 แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจสั่งจำหน่ายคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในคดีนี้นั้นก็มีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 244/2534 ของศาลแพ่งธนบุรีได้ เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วในคดีดังกล่าวย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้โดยแจ้งความประสงค์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ทราบ ?

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวน 300 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 15 ม. 47 ม. 60 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทน่านชินวัฒน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3904/2547
#411980
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 155 บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ และรับผิดในบรรดาค่าธรรมเนียม ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลาย แต่เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแล้ว อำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (1) แม้ไม่มีโจทก์นำยึด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจทำการยึดทรัพย์ได้เองและยึดทรัพย์ของจำเลยได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องพิจารณาถึงจำนวนหนี้ของโจทก์ ดังเช่นคดีแพ่งตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 284 บัญญัติไว้ เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย สาเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ไม่ใช่เพราะโจทก์ขอถอนฟ้องหรือขอถอนการยึดทรัพย์ การที่จะให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 179 (3) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่โจทก์อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายดังกล่าวจึงควรอยู่ในขอบเขตไม่เกินยอดจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 150,413,697.44 บาท และมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยอุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์สินของจำเลย 2 ครั้ง ราคาประเมินรวม 235,564,800 บาท มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 649 ราย เป็นจำนวนหนี้รวม 2,024,200,073.78 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการยึดทรัพย์โดยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 8,303,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องจำนวน 140,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าโจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ และรับผิดในบรรดาค่าธรรมเนียม ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลาย แต่เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแล้ว อำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) แม้ไม่มีโจทก์นำยึด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจทำการยึดทรัพย์ได้เองและยึดทรัพย์ของจำเลยได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องพิจารณาถึงจำนวนหนี้ของโจทก์ดังเช่นคดีแพ่งตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 บัญญัติไว้ เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย สาเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ เนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ไม่ใช่เพราะโจทก์ขอถอนฟ้องหรือขอถอนการยึดทรัพย์ การที่จะให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่โจทก์ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายดังกล่าว จึงควรอยู่ในขอบเขตไม่เกินยอดจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินร้อยละ 3.5 ของยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำนวน 150,413,697.44 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 284
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) ม. 155 ม. 179 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ ชวาลีมาภรณ์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทราชบุรีพัฒนาสิ่งทอ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2547
#112968
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อไปดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งอัยการสูงสุดได้ลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 อันเป็นระยะเวลาภายในกำหนดที่ขอขยาย การที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า เหตุการณ์ตามคำร้องของโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม เป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุทินผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน ๑ เดือน ตรงกับวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ต่อมาในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับแรก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ และเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งรองอัยการสูงสุดรักษาราชการแทนอัยการสูงสุดได้รับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ อันเป็นระยะเวลาภายในกำหนดที่ขอขยาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะสั่งให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนด โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้น เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ตามคำร้องของโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะต้องรับไว้วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้วย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5)
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์
จำเลย — นายบุญชอบ พันธุ์เพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายไพบูลย์ ไพทยะทัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา