คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2547
#267540
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยร่วมที่จะให้จำเลยดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไรก็ได้ หาได้มีบทบัญญัติใดที่จำกัดห้ามมิให้จำเลยร่วมซึ่งถอนคำร้องที่ยื่นต่อจำเลยแล้วยื่นคำร้องใหม่เพื่อให้จำเลยดำเนินการตามมาตรา 123 อีกแต่อย่างใด เมื่อจำเลยร่วมถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 คำร้องฉบับดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป ต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับที่สองลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เพื่อให้จำเลยดำเนินการใหม่ จำเลยทำการสอบสวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ย่อมเป็นการดำเนินการภายในกำหนด 60 วัน ชอบด้วยมาตรา 124 วรรคหนึ่ง แล้วระยะเวลานับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับแรก หาได้นับต่อเนื่องมารวมกับระยะเวลา 60 วันที่จำเลยต้องดำเนินการตามคำร้องฉบับที่สองไม่ คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางนุสรายื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์จ่ายเงินสมทบจำนวน 233,814.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินสมทบ ดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,278 บาท ค่าชดเชย 502,780 บาทให้แก่จำเลยร่วม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับค่าชดเชยและร้อยละ 7.5 ต่อปีสำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วม และพิพากษายกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2542 จำเลยร่วมยื่นคำร้องแก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยดำเนินการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยเห็นว่าจะมีคำสั่งไม่ทันภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่รับคำร้อง จำเลยจึงแนะนำให้จำเลยร่วมถอนคำร้องแล้วยื่นคำร้องใหม่ จำเลยร่วมจึงได้ถอนคำร้องและยื่นคำร้องใหม่ในวันที่ 15 สิงหาคม 2544 จำเลยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 เกินกว่า 60 วันนับแต่วันที่จำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับแรกวันที่ 26 มิถุนายน 2544 โดยจำเลยมิได้ขอขยายเวลาต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ดำเนินการในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยร่วมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิที่จะได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยร่วมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ได้ แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่หาได้มีบทบัญญัติใดที่จำกัดห้ามมิให้จำเลยร่วมซึ่งถอนคำร้องที่ยื่นต่อจำเลยแล้วยื่นคำร้องใหม่เพื่อให้จำเลยดำเนินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 อีกแต่อย่างใด การที่จำเลยร่วมถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 คำร้องฉบับดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เพื่อให้จำเลยดำเนินการใหม่ จำเลยทำการสอบสวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ย่อมเป็นการดำเนินการภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่รับคำร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ระยะเวลานับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับแรกหาได้นับต่อเนื่องนำมารวมกับระยะเวลา 60 วันที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามคำร้องฉบับที่สองดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า ตามพยานหลักฐานไม่ปรากฏคำร้องของจำเลยร่วมฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ก็ดี ไม่มีการออกหนังสือตามระเบียบปฏิบัติเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำต่อพนักงานตรวจแรงงานตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ก็ดี โจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาใด ๆ ที่จะให้นำเอกสารหรือคำให้การใด ๆ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 มาใช้ต่อสู้คดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 และจำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก็ดี คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ล้วนแต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544 และจำเลยร่วมฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายดอกเบี้ยของค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยสั่งให้โจทก์จ่ายแก่จำเลยร่วมเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้จำเลยร่วม จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง เพราะเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีจำเลยร่วมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งของจำเลยอยู่แล้ว กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และ 7.5 ต่อปี ของจำนวนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วม และยกคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยร่วม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธำรง เคจีไอ จำกัด
โจทก์ — (มหาชน)
จำเลย — นายนิยม โภควนิช
จำเลยร่วม — นางนุสรา อมราภิบาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2547
#411046
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์และพนักงานโจทก์จัดให้มี ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์ อ. ตามกฎหมายแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากโจทก์ และจะเป็นผู้ดำเนินกิจการของกองทุนเอง มิใช่เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์หรือพนักงานโจทก์ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบใดๆ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยร่วม หากจำเลยร่วมมีสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบส่วนของโจทก์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับแล้ว จำเลยร่วมก็ชอบที่จะฟ้องร้องบังคับให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์ อ. จ่ายเงินสมทบ ส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมหามีอำนาจที่จะฟ้องโจทก์จ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วมไม่

เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ดำเนินการในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยร่วมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิที่จะได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยร่วมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการต่อไปหรือไม่ก็ได้ แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่หาได้มีบทบัญญัติใดที่จำกัดห้ามมิให้จำเลยร่วมถอนคำร้องที่ยื่นต่อจำเลยแล้วยื่นคำร้องใหม่เพื่อให้จำเลยดำเนินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 อีกแต่อย่างใด การที่จำเลยร่วมถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 คำร้องฉบับดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เพื่อให้จำเลยดำเนินการใหม่ จำเลยทำการสอบสวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ย่อมเป็นการดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ระยะเวลานับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับแรกหาได้นับต่อเนื่องนำมารวมกับระยะเวลา 60 วัน ที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามคำร้องฉบับที่สองไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 และวันที่ 15 สิงหาคม 2544 นางนุสรา อมราภิบาล ลูกจ้างโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานกล่าวหาว่าโจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 จำเลยมีคำสั่งที่ 29/2544 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางนุสรา โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์เลิกจ้างนางนุสราเนื่องจากกระทำความผิดตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ ไม่รีบดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานให้แก่ผู้บริหารชาวต่างประเทศของโจทก์ ในตอนแรกโจทก์มอบให้นางณิยะดา จ่างตระกูล เป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมานางณิยะดาย้ายไปทำงานฝ่ายอื่น จึงได้มอบให้นางนุสราเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2543 แต่นางนุสราจงใจดำเนินการล่าช้า ทำให้ผู้บริหารชาวต่างประเทศของโจทก์ถูกจับกุมในข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต นางนุสราแจ้งความกล่าวหาผู้บริหารชาวต่างชาติของโจทก์ในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง นอกจากนี้นางนุสราไม่ได้คิดค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่การตลาดสำหรับการทำงานเดือนกันยายนและตุลาคม 2543 โจทก์จึงมีคำสั่งพักงานนางนุสราตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 และให้บุคคลอื่นไปช่วยดำเนินการแทน การดำเนินการล่าช้าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นอกจากนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นางนุสราใช้อยู่จะมีรหัสลับซึ่งนางนุสราเป็นผู้ตั้งไว้เอง คนอื่นจะเปิดเข้าไปในโปรแกรมไม่ได้เป็นการทำลายฐานข้อมูล ทำให้เกิดความสับสนผิดพลาด คำวินิจฉัยของจำเลยไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางนุสรา อมราภิบาล ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่า การขอใบอนุญาตทำงานให้แก่ผู้บริหารชาวต่างประเทศไม่ใช่งานปกติของฝ่ายบุคคล แต่เป็นงานที่เกิดขึ้นครั้งคราว โจทก์มอบให้สำนักงานกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้โดยมีพนักงานในฝ่ายบุคคลเป็นผู้ประสานงาน เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอมาจากหลายฝ่ายทั้งเอกสารของบริษัทโจทก์ ซึ่งกระจายอยู่ตามฝ่ายงานต่างๆ รวมทั้งเอกสารส่วนตัวของชาวต่างประเทศผู้ขอใบอนุญาต เป็นเหตุให้เกิดความล่าช้า จำเลยร่วมแจ้งความข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนข้ออ้างที่จำเลยร่วมทำลายฐานข้อมูลต่างๆ ของโจทก์เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ส่วนค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่การตลาดประจำเดือนกันยายน 2543 จำเลยร่วมทำเสร็จและส่งมอบให้แก่นางสาวบีเล็งฮุย ผู้บังคับบัญชาของจำเลยร่วมแล้ว ส่วนเดือนตุลาคม 2543 จำเลยร่วมได้รับข้อมูลจากฝ่ายบริหารข้อมูลการจัดการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ไม่อาจดำเนินการได้ทัน เนื่องจากถูกพักงานและถูกเลิกจ้างในเวลาต่อมา โจทก์และพนักงานได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยร่วมมีสิทธิได้รับเงินสมทบที่โจทก์จ่ายสมทบจำนวน 233,814.12 บาท เงินสมทบดังกล่าวได้โอนกลับไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์จ่ายเงินสมทบจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยของเงินสมทบ ดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทเอกธำรง จำกัด (ที่ถูกบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย การที่จำเลยร่วมไม่ได้รับเงินสมทบในส่วนของโจทก์เป็นไปตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ของกองทุนโจทก์ไม่ต้องรับผิดใช้เงินสมทบส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,278 บาท ค่าชดเชย 502,780 บาท ให้แก่จำเลยร่วม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับค่าชดเชย และร้อยละ 7.5 ต่อปีสำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วม และพิพากษายกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยร่วมมีอำนาจที่จะฟ้องโจทก์ให้จ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยร่วมนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์และพนักงานโจทก์ได้จัดให้มีกองทุนสำร้องเลี้ยงชีพขึ้นและได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด ตามกฎหมายแล้ว ดังนี้ เห็นว่า เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์และพนักงานโจทก์จัดให้มีได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด ตามกฎหมายแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากโจทก์ และจะเป็นผู้ดำเนินกิจการของกองทุนเองหาใช่เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์หรือพนักงานโจทก์ไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบใดๆ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยร่วม หากจำเลยร่วมมีสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบส่วนของโจทก์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อบังคับเอกสารหมาย จ.22 แล้ว ไม่ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด จะจ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยร่วมก็ชอบที่จะฟ้องร้องบังคับให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด จ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมหามีอำนาจที่จะฟ้องให้โจทก์จ่ายเงินสมทบส่วนของโจทก์แก่จำเลยร่วมไม่ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2542 จำเลยร่วมยื่นคำร้องแก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยดำเนินการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยเห็นว่าจะมีคำสั่งไม่ทันภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่รับคำร้อง จำเลยจึงแนะนำให้จำเลยร่วมถอนคำร้องแล้วยื่นคำร้องใหม่ จำเลยร่วมจึงได้ถอนคำร้องและยื่นคำร้องใหม่ในวันที่ 15 สิงหาคม 2544 จำเลยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 เกินกว่า 60 วันนับแต่วันที่จำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับแรกวันที่ 26 มิถุนายน 2544 โดยจำเลยมิได้ขอขยายเวลาต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ดำเนินการในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยร่วมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิที่จะได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยร่วมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไรก็ได้ แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่หาได้มีบทบัญญัติใดที่จำกัดห้ามมิให้จำเลยร่วมถอนคำร้องที่ยื่นต่อจำเลยแล้วยื่นคำร้องใหม่เพื่อให้จำเลยดำเนินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 อีกแต่อย่างใด การที่จำเลยร่วมถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 คำร้องฉบับดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เพื่อให้จำเลยดำเนินการใหม่ จำเลยทำการสอบสวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ย่อมเป็นการดำเนินการภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่รับคำร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ระยะเวลานับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับแรกหาได้นับต่อเนื่องนำมารวมกับระยะเวลา 60 วันที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามคำร้องฉบับที่สองดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า ตามพยานหลักฐานไม่ปรากฏคำร้องของจำเลยร่วมฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ก็ดี ไม่มีการออกหนังสือตามระเบียบปฏิบัติเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำต่อพนักงานตรวจแรงงานตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ก็ดี โจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาใดๆ ที่จะให้นำเอกสารหรือคำให้การใดๆ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 มาใช้ต่อสู้คดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 และจำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก็ดี คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ล้วนแต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2544 และจำเลยร่วมฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายดอกเบี้ยของค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยสั่งให้โจทก์จ่ายแก่จำเลยร่วมเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้จำเลยร่วม จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง เพราะเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีจำเลยร่วมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งของจำเลยอยู่แล้ว กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และ 7.5 ต่อปี ของจำนวนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 29/2544 นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วม และยกคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธำรง เคจีไอ
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิยม โภควนิช
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2547
#411136
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ริบของกลางทั้งหมด แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางดังกล่าวหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองยังไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดและมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 339 วรรคท้าย, 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง), 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11 (ที่ถูก ต้องปรับบทมาตรา 12, 18 ด้วย), 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนทำไว้ เป็นกรรมเดียวต้องด้วยกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมห้ากรรม ให้ประหารชีวิตทุกกระทง ฐานมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนที่มิได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ให้จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุก 1 เดือน ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 1 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม สมควรลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะเหตุจำนนต่อหลักฐาน กรณีไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่ลดโทษให้จำเลย เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วก็ไม่อาจจำคุกได้อีก คงลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมต้องด้วยเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่พึงจะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปดังฎีกาของจำเลยไม่ การที่จำเลยชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนทำไว้ ลักษณะของการกระทำความผิดจึงเป็นไปโดยอุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะมีเหตุบรรเทาโทษตามที่กล่าวอ้างในฎีกาเพียงใด ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะสมควรใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิตจำเลยโดยไม่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 และริบของกลางทั้งหมด แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางดังกล่าวหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองยังไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด มีไว้และพาไปเป็นความผิด จึงให้ริบ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายอะทุยหรือตังโกทุย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3297/2547
#411135
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยถึงแก่กรรมภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา แม้ทนายจำเลยจะมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยจะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยโดยทนายจำเลยมีอำนาจลงนามเป็นฎีกาแทนจำเลยได้ก็ตาม แต่ความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าจำเลยได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ดังนั้น เมื่อครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ที่ปรากฏต่อศาลว่าจำเลยถึงแก่กรรมแล้วไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำ รวม 3 ฉบับ ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 2 ธันวาคม 2541 และวันที่ 2 มกราคม 2542 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 300,000 บาท มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวมาจากการรับชำระหนี้ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 3 ธันวาคม 2541 และวันที่ 12 มกราคม 2542 ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 950,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท จำนวน 300,000 บาท และจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 3 ธันวาคม 2541 และวันที่ 12 มกราคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2542) ต้องไม่เกิน 50,178 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยถึงแก่กรรมภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา แม้ทนายจำเลยคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยจะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลย โดยทนายจำเลยมีอำนาจลงนามเป็นผู้ฎีกาแทนจำเลยได้ก็ตาม แต่ความปรากฏต่อศาลฎีกาตามคำร้องของทนายจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 ว่าจำเลยได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ตามหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจที่แนบมาท้ายคำร้อง ดังนั้น เมื่อครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ที่ปรากฏต่อศาลว่า จำเลยถึงแก่กรรมแล้วไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงเห็นสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไกรสร เตพละกุล
จำเลย — นายสมศักดิ์ ศรีวุฒิชาญ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3293/2547
#112905
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายเยื่อกระดาษ มีสภาพเป็นน้ำเยื่อกระดาษส่งผ่านท่อตลอด 24 ชั่วโมง แต่ขายให้ลูกค้าเพียงรายเดียว มีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวันสามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันได้ชัดเจน โดยสรุปรายการไว้ใน Daily Report เป็นกรณีที่ทราบจำนวนเนื้อเยื่อกระดาษที่ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อแต่ละวันได้แน่นอน ความรับผิดในการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า ตามมาตรา 78 (1) แห่ง ป.รัษฎากร กรณีหาใช่เป็นการขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับการขายกระแสไฟฟ้า ตามมาตรา 78/3 (1) ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เมื่อได้รับชำระราคาสินค้าตามกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ข้อ 1 ไม่

ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เป็นภาษีคนละเดือนภาษี ซึ่งสภาพแห่งข้อหาแต่ละเดือนภาษีไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีหลายข้อหาเป็นรายเดือนภาษี ต้องเสียค่าขึ้นศาล โดยคิดแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเยื่อกระดาษขายให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการขายในสภาพน้ำเยื่อกระดาษซึ่งมีส่วนผสมระหว่างน้ำกับเยื่อกระดาษ โดยส่งผ่านทางท่อเข้าเครื่องผลิตกระดาษของบริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด มีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวัน สรุปรายการไว้ใน Daily Report สามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันไว้ชัดเจน การส่งเยื่อกระดาษดังกล่าวกระทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การขายเยื่อกระดาษของโจทก์แม้จะมีสภาพเป็นน้ำเยื่อกระดาษส่งผ่านทางท่อตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ก็ขายให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด เพียงรายเดียวมีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวัน สามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันได้ชัดเจน โดยสรุปรายการไว้ใน Daily Report เป็นกรณีที่ทราบจำนวนเยื่อกระดาษที่ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในแต่ละวันได้แน่นอน ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้าตามมาตรา ๗๘ (๑) แห่ง ป.รัษฎากร กรณีหาใช่เป็นการขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกับการขายกระแสไฟฟ้าตามมาตรา ๗๘/๓ (๑) แห่ง ป.รัษฎากร ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘๙ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บางกรณี ข้อ ๑ ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เพราะกรณีดังกล่าวต้องเป็นการขายสินค้าที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันเมื่อใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะเกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นการประเมินคนละเดือนภาษี ซึ่งสภาพแห่งข้อหาแต่ละเดือนภาษีไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีหลายข้อหาเป็นรายเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 (1) ม. 78/3 (1)
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัญจพลพัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3293/2547
#411218
เปิดฉบับเต็ม

การขายเยื่อกระดาษของโจทก์แม้จะมีสภาพเป็นน้ำเยื่อกระดาษส่งผ่านทางท่อตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ขายให้แก่บริษัท ป. เพียงรายเดียว มีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวันสามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันได้ชัดเจน โดยสรุปรายการไว้ใน Daily Report เป็นกรณีที่ทราบจำนวนเยื่อกระดาษที่ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในแต่ละวันได้แน่นอน ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้าตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78 (1) กรณีหาใช่เป็นการขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกับการขายกระแสไฟฟ้าตามมาตรา 78/3 (1) ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 189 ฯ ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ข้อ 1 เพราะกรณีดังกล่าวต้องเป็นการขายสินค้าที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันเมื่อใด

แม้คำฟ้องของโจทก์จะเกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นการประเมินคนละเดือนภาษี ซึ่งสภาพแห่งข้อหาแต่ละเดือนภาษีไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีหลายข้อหาเป็นรายเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจากเจ้าพนักงานประเมินรวม 9 ฉบับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ สต 3012042/5/101414 ถึง 101422 ลงวันที่ 30 กันยายน 2542 ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 86,257,303.45 บาท โดยกล่าวหาว่าโจทก์ไม่ได้จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายเยื่อกระดาษให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด ในเดือนภาษีที่ถูกประเมินโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบแล้ว ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.4) ถึง 62/2544 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2544 โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ เจ้าพนักงานประเมินถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบเยื่อกระดาษให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด ตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์เห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้สำหรับการขายสินค้าที่มีรูปร่างโดยทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้าแบบไม่มีรูปร่างเช่นสินค้าของโจทก์ ซึ่งเป็นการขายเยื่อกระดาษในลักษณะและรูปแบบเหมือนการขายกระแสไฟฟ้า น้ำประปา หรือการขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน หรือการขายสินค้าที่ตามลักษณะของสินค้าไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันเมื่อใด ซึ่งตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณีได้กำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีดังกล่าวเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า หรือได้มีการออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาสินค้าแล้วแต่กรณี การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในกรณีดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและนำเข้าเยื่อกระดาษเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและขายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษจะได้เยื่อกระดาษมีลักษณะเป็นน้ำเยื่อกระดาษ ต่อจากนั้นจะส่งไปตามท่อเพื่อขายให้แก่ลูกค้า หากผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่าความต้องการของลูกค้าก็จะอัดเป็นแผ่นเพื่อขายต่อไป สำหรับการขายเยื่อกระดาษชนิดที่ส่งตามท่อจะมีมิเตอร์เป็นเครื่องวัดบันทึกปริมาณการขายตามมิเตอร์เป็นประจำโดยสินค้าเยื่อกระดาษจากไม้จะสรุปรายงานไว้ใน Daily Report เยื่อจากกระดาษจะใช้ Waste Paper ส่วนเยื่อที่เป็นแผ่นจะใช้ใบตราชั่ง (ใบเบิกสินค้า) ซึ่งรายงานทั้งสามประเภทดังกล่าว โจทก์ออกให้ผู้ซื้อเป็นหลักฐานในการขายสินค้าในแต่ละวัน การขายสินค้าเยื่อกระดาษของโจทก์ทั้งชนิดน้ำและเยื่อกระดาษที่ส่งทางท่อและชนิดอัดแผ่นไม่ได้เป็นการขายสินค้าประเภทที่มีลักษณะพิเศษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ข้อ 1 และข้อ 2 แต่อย่างใด การขายสินค้าเยื่อกระดาษของโจทก์โดยมีวิธีส่งผ่านทางท่อเป็นการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า (ผู้ซื้อ) เพียงรายเดียวมีมิเตอร์วัดจำนวนปริมาณสินค้าที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าในแต่ละวันโดยระบุวันเวลาไว้ชัดเจน จึงแตกต่างกับการขายกระแสไฟฟ้า หรือน้ำประปา และไม่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ประกอบกับการขายสินค้าหลายครั้งให้แก่ลูกค้ารายเดียวกันในหนึ่งวันสามารถสรุปออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มได้รวมทุกรายการในหนึ่งวันมาออกเพียงครั้งเดียวได้ และโจทก์สามารถคำนวณค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามจำนวนในมิเตอร์ที่ส่งมอบในแต่ละวัน เจ้าพนักงานประเมินได้ดำเนินการตรวจสอบประเมินภาษี และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเยื่อกระดาษขายให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการขายในสภาพน้ำเยื่อกระดาษซึ่งมีส่วนผสมระหว่างน้ำกับเยื่อกระดาษ โดยส่งผ่านทางท่อเข้าเครื่องผลิตกระดาษของบริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด มีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวัน สรุปรายการไว้ใน Daily Report สามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันได้ชัดเจน การส่งเยื่อกระดาษดังกล่าวกระทำตลอด 24 ชั่วโมง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การขายเยื่อกระดาษของโจทก์แม้จะมีสภาพเป็นน้ำเยื่อกระดาษส่งผ่านทางตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ขายให้แก่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด เพียงรายเดียว มีมิเตอร์วัดปริมาณการขายเป็นรายวัน สามารถทราบปริมาณการขายในแต่ละวันได้ชัดเจน โดยสรุปรายการไว้ใน Daily Report เป็นกรณีที่ทราบจำนวนเยื่อกระดาษที่ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในแต่ละวันได้แน่นอน ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีหาใช่เป็นการขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกับการขายกระแสไฟฟ้าตามมาตรา 78/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากรที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี ข้อ 1 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เพราะกรณีดังกล่าวต้องเป็นการขายสินค้าที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันเมื่อใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะเกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นการประเมินคนละเดือนภาษี ซึ่งสภาพแห่งข้อหาแต่ละเดือนภาษีไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีหลายข้อหาเป็นรายเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดแยกแต่ละข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 (1) ม. 78/3 (1) ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัญจพลพัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3291/2547
#411215
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อหุ้นและที่ดินซึ่งย่อมตกเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ถือเป็นทุนรอนของโจทก์เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการของโจทก์ต่อไป เงินกู้ยืมที่โจทก์จ่ายเป็นค่าซื้อหุ้นและที่ดินนั้น จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) เพราะเป็นรายจ่ายที่ทำให้โจทก์ได้หุ้นและที่ดินมาโดยตรง ดอกเบี้ยอันเกิดจากการกู้ยืมดังกล่าว แม้จะไม่ใช่รายจ่ายที่โจทก์จ่ายเป็นค่าซื้อหุ้นและที่ดินโดยตรง แต่ดอกเบี้ยนั้นก็เกิดจากการกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้นและที่ดินซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อโจทก์ทำการกู้ยืมเงินมาจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จ ดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายอันเป็นผลโดยตรงที่ต่อเนื่องจากการกู้ยืมเงินของโจทก์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อหุ้นและที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่เป็นต้นทุนของโจทก์ ดังนั้น ดอกเบี้ยซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินของโจทก์มาซื้อหุ้นและที่ดิน จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ซึ่งการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลย่อมเป็นไปตามที่ ป.รัษฎากร บัญญัติไว้ โจทก์จะนำมาตรฐานการบัญชีซึ่งเป็นเพียงแนวปฏิบัติสำหรับนักบัญชีในการจัดทำบัญชีมาใช้ให้ขัดกับ ป.รัษฎากร ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับโอน ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ เช่าช่วง ให้เช่าช่วง รับโอนกิจการเช่า โอนสิทธิการเช่า ขายฝาก ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เข้าเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดอื่น การซื้อหุ้นในบริษัทอื่น การซื้อสิทธิการเช่าอาคาร การซื้อขายที่ดิน และการประกอบธุรกิจของโจทก์ โจทก์ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ซึ่งเป็นวิธีการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป เมื่อกิจการที่ไปลงทุนเริ่มดำเนินการตามเชิงพาณิชยกิจแล้ว ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินย่อมไม่ถือเป็นต้นทุนการกู้ยืมของทรัพย์สินอื่น ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (5) ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อ้างว่าดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทสยามไฟน์ไชน่า จำกัด เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน โดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยให้เหตุผลว่า เนื่องจากบริษัทสยามไฟน์ไชน่า จำกัด ยังไม่เคยก่อให้เกิดรายได้และเงินปันผลแต่อย่างใด และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นบริษัทไฟน์ไชน่า จำกัด ของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในหุ้น และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของหุ้นนั้นมีผลต่อกิจการเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี เหตุผลของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและเหตุผลของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เหตุผลทั้งสองดังกล่าวก็ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ นบ 0007/11529 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2541 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 4120061/2/100031 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2541 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ นบ/0024/2544 และ นบ/0043/2544 ลงวันที่ 27 เมษายน 2544

จำเลยให้การว่า แม้ว่าประมวลรัษฎากรมิได้อธิบายความหมายของคำว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนไว้โดยเฉพาะ แต่กรมสรรพากรก็ได้ถือหลักการบัญชีว่ารายจ่ายใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์เกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชีแล้วก็ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน นอกจากนี้ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 949/2509 วินิจฉัยว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) มิใช่หมายถึงรายจ่ายที่บริษัทได้รับประโยชน์จากการจ่ายเท่านั้น แต่ต้องเป็นรายจ่ายที่บังเกิดเป็นทุนรอนของบริษัทขึ้นมา ลักษณะที่จะเป็นทุนรอนของบริษัทขึ้นมาก็คือเป็นทรัพย์สินของบริษัท หลังจากได้มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วมีพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 บัญญัติว่า รายการที่มิได้ถือเป็นรายจ่ายปกติและจำเป็นให้รวมถึงรายจ่ายที่เป็นทุน ซึ่งหมายความว่ารายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมโดยทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นมีผลต่อกิจการเป็นเวลาเกิน 1 รอบระยะเวลาบัญชี บทบัญญัตินี้อาจนำมาตีความได้ตามมาตรา 4 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะที่เป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ดังนั้น รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามหลักการบัญชี คำพิพากษาศาลฎีกา และกฎหมายดังกล่าวจึงพิจารณาได้ 2 หลัก คือหลักการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นและหลักการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน และทั้ง 2 กรณีนั้น โจทก์ต้องได้ใช้ประโยชน์ในการใช้สอยเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชีด้วย กรณีค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นของโจทก์จึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในหุ้นและหุ้นนั้นมีผลต่อกิจการเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนอันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) จึงนำมาหักรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานจึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว มาตรฐานทางบัญชีออกโดยหน่วยงานเอกชนเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน จำเลยเป็นหน่วยราชการต้องถือตามหลักบัญชี ประมวลรัษฎากรและแนวของคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับดอกเบี้ยจ่ายในส่วนของการกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อที่ดินนั้น โจทก์ได้บันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไร และถือว่ารายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธินั้นซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์กู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อที่ดิน ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาด้วยเงินกู้เป็นทรัพย์สินที่เป็นทุนของโจทก์ เงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าซื้อที่ดินย่อมเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) ดอกเบี้ยของเงินกู้ดังกล่าวแม้จะไม่เป็นรายจ่ายที่ทำให้โจทก์ได้ที่ดินมาโดยตรง แต่ก็เป็นรายจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อที่ดิน ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงต่อเนื่องจากการกู้ยืมเงินของโจทก์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อที่ดินอันเป็นต้นทุน ไม่อาจนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 65 ตรี (5) เทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2536 ระหว่างบริษัทสหธร จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2167/2542 ระหว่าง บริษัทวิสาหกิจส่งเสริมอุตสาหกรรม จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ดังนั้น การประเมินและการแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2530 โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทสยามไฟน์ไชน่า จำกัด จำนวน 117,250 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 11,725,000 บาท โดยโจทก์กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด มาเพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าว ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมที่ค้างชำระแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2531 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40322 ตำบลบ้านเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี โดยโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เพื่อนำมาชำระค่าที่ดิน โจทก์บันทึกดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินกู้ยืมดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำเลยว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึง 31 ธันวาคม 2534 โดยมีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) เป็นเงิน 1,323,946.81 บาท เมื่อปรับปรุงให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิ 1,910,148.18 บาท คิดเป็นเงินภาษี 668,551.86 บาท เมื่อหักเงินภาษีที่โจทก์ชำระไว้แล้ว โจทก์ต้องชำระเพิ่มเป็นเงิน 419,938.86 บาท เบี้ยปรับ 419,938.86 บาท และเงินเพิ่ม 419,938.86 บาท รวมเป็นเงินภาษีอากรที่โจทก์ต้องชำระ 1,259,816.58 บาท โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลง 314,954.14 บาท คงเหลือเรียกเก็บภาษีทั้งสิ้น 944,862 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปสำหรับเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นของบริษัทสยามไฟน์ไชน่า จำกัด และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40322 ตำบลบ้านเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อหุ้นและที่ดินดังกล่าวหุ้นและที่ดินที่ซื้อมาย่อมตกเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ถือเป็นทุนรอนของโจทก์เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการของโจทก์ต่อไป เงินกู้ยืมที่โจทก์จ่ายเป็นค่าซื้อหุ้นและที่ดินนั้นจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) เพราะเป็นรายจ่ายที่ทำให้โจทก์ได้หุ้นและที่ดินมาโดยตรง ดอกเบี้ยอันเกิดจากการกู้ยืมดังกล่าว แม้จะไม่ใช่รายจ่ายที่โจทก์จ่ายเป็นค่าซื้อหุ้นและที่ดินโดยตรงแต่ดอกเบี้ยนั้นก็เกิดจากการกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้นและที่ดินซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อโจทก์ทำการกู้ยืมเงินมาจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จ ดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายอันเป็นผลโดยตรงที่ต่อเนื่องจากการกู้ยืมเงินของโจทก์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อหุ้นและที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่เป็นต้นทุนของโจทก์ ดังนั้น ดอกเบี้ยซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินของโจทก์มาซื้อหุ้นและที่ดิน จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ดังนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2167/2542 ระหว่าง บริษัทวิสาหกิจส่งเสริมอุตสาหกรรม จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ประมวลรัษฎากรไม่ได้ให้คำวิเคราะห์ศัพท์ข้อความที่ว่า "รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน" ไว้ จึงต้องพิจารณาตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 15 (ปัจจุบันฉบับที่ 33) อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงนั้น เห็นว่า มาตรฐานการบัญชีเป็นเพียงแนวปฏิบัติสำหรับนักบัญชีในการจัดทำบัญชี ส่วนการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลย่อมเป็นไปตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ โจทก์จะนำมาตรฐานการบัญชีมาใช้ให้ขัดกับประมวลรัษฎากรย่อมไม่ได้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนอร์ฟา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3277/2547
#411133
เปิดฉบับเต็ม

การขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพกับขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ เป็นการแก้ไขคำให้การตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง กำหนดให้สิทธิจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ก่อนศาลพิพากษาเมื่อมีเหตุอันสมควร ถึงแม้ว่าการจะอนุญาตหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศาลก็ตาม แต่สำหรับกรณีนี้จำเลยได้คัดค้านข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งสุรปผลข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต่อจำเลย ถือว่าคดีมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พานายสมโภชน์ พุฒวิเชียร ผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์ อันมิใช่ความผิดลหุโทษหลบหนีการจับกุมของจ่าสิบตำรวจประวิง มิ่งสาทอง กับพวก เหตุเกิดที่ตำบลพรหมโลก อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189, 33 เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด รวมทั้งข้อเท็จจริง รายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ และอ้าง...บทลงโทษ ครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 กำหนดแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพและให้การปฏิเสธนั้น ตามบันทึกคำฟ้องด้วยวาจาพร้อมคำรับสารภาพของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ ประวัติความประพฤติของจำเลย ต่อมาพนักงานคุมประพฤติได้ทำรายงานฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทราบ จำเลยแถลงคัดค้านข้อเท็จจริงจากการสืบเสาะที่ระบุว่า "จำเลยน่าจะทราบถึงการตกเป็นผู้ต้องหาของนายสมโภชน์ พุฒวิเชียร" และขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพกับขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมและพิพากษาลงโทษจำเลยไป เห็นว่า การขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพกับขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธเป็นการแก้ไขคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง กำหนดให้สิทธิจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ก่อนศาลพิพากษาเมื่อมีเหตุอันสมควร ถึงแม้ว่าการจะอนุญาตหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศาลก็ตาม แต่สำหรับกรณีนี้จำเลยได้คัดค้านข้อเท็จจริงรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งสรุปผลข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต่อจำเลย ถือว่าคดีมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้ ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมและยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายจิระศักดิ์ อ่อนจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2547
#411130
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 (2) เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 หรือคดีที่เกี่ยวพันกันหรือควรจะมีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่โจทก์ได้แยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน หรือเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 25 จึงจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 91 (2) แต่การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษต่อทั้ง 15 คดีนั้น ไม่เกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องรวมกันเป็นคดีเดียวกันได้หรือจะรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 แล้วมีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (2)

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 91 (2) หมายถึงโทษจำคุกสุทธิภายหลังจากมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษทุกกระทงความผิดรวมกันทั้งสิ้นแล้วไม่เกินกำหนด 20 ปี คดีนี้โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นวางไว้สำหรับทุกกระทงความผิดเมื่อรวมกันแล้วจะมีกำหนด 21 ปี เมื่อลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว โทษจำคุกสุทธิจะมีกำหนดเพียง 10 ปี 6 เดือน ไม่เกิน 20 ปี จึงไม่จำต้องปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) แต่ศาลชั้นต้นได้ปรับบท ป.อ. มาตรา 91 (2) เสียก่อนและให้จำคุกจำเลยเพียง 20 ปี แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โดยมิได้วินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองสำหรับปัญหานี้จึงไม่ชอบและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 334, 335, 352 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 515/2543, 525/2543, 1104/2543, 1703/2543, 274/2544, 573/2544, 885/2544, 919/2544, 1049/2544, 1266/2544, 1267/2544, 1349/2544, 1407/2544, 1455/2544, 1461/2544 ของศาลชั้นต้น และคืนเงินจำนวน 473,532.51 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 กับคืนหรือใช้เงินจำนวน 15 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และริบสมุดคู่ฝากของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก, 335 (1) (ที่ถูก มาตรา 335 (11)) วรรคแรก, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุก 1 ปี ฐานยักยอกทรัพย์และปลอมเอกสารสิทธิเป็นความผิดกรรมเดียวกันให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใช้และปลอมเอกสารสิทธินั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265) จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265) จำคุก 2 ปี และฐานปลอมเอกสารสิทธิจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี รวมโทษทั้ง 11 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 473,532.51 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 กับใช้เงินจำนวน 15 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ริบสมุดคู่ฝากของกลาง และให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 515/2543, 525/2543, 1104/2543, 1703/2543, 274/2544, 573/2544, 885/2544, 919/2544, 1049/2544, 1266/2544, 1267/2544, 1349/2544, 1407/2544, 1455/2544 และ 1461/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่นติดต่อกันเกิน 20 ปี ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่บัญญัติว่า " เมื่อปรากฏว่า ผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี" เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกในกรณีกระทำความผิดหลายกรรมที่เกี่ยวพันกันและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 หรือคดีที่เกี่ยวพันกันหรือควรจะมีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่โจทก์ได้แยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน หรือเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 จึงจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แต่การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษต่อทั้ง 15 คดี นั้น แม้จะมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายทุกคดี และมีนางเล็ก แซ่หงอ เป็นผู้เสียหายร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1049/2544 กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1349/2544 ทั้งสองคดีก็ตาม แต่บุคคลที่เป็นผู้เสียหายร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอื่นล้วนเป็นผู้เสียหายต่างคนกัน และการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคดีล้วนต่างวันเวลากัน และการกระทำความผิดมิได้เกี่ยวพันกันโดยเฉพาะเอกสารที่ใช้กระทำความผิดแต่ละคดีมิได้เกี่ยวกัน ฉะนั้นพยานหลักฐานแต่ละคดีจึงเป็นคนละส่วนมิได้เกี่ยวกันแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องรวมกันเป็นคดีเดียวกันได้หรือจะรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 แล้ว มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ กรณีเช่นนี้หาได้อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) หมายถึงโทษจำคุกสุทธิภายหลังจากมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษทุกกระทงความผิดรวมกันทั้งสิ้นแล้วไม่เกินกำหนด 20 ปี คดีนี้โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นวางไว้สำหรับทุกกระทงความผิดเมื่อรวมกันแล้วจะมีกำหนด 21 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว โทษจำคุกสุทธิจะมีกำหนดเพียง 10 ปี 6 เดือน ไม่เกิน 20 ปี จึงไม่จำต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แต่ศาลชั้นต้นได้ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เสียก่อน และให้จำคุกจำเลยเพียง 20 ปี แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนโดยมิได้วินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองสำหรับปัญหานี้จึงไม่ชอบและด้วยเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายวิชัย วงศ์ทวีพิทยากุล
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3272/2547
#113023
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายมีหน้าที่บริหารงานขาย จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ของโจทก์ให้ลูกค้า แล้วลูกค้าได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำสัญญาเช่าซื้อเพื่อเป็นประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน ๑๖๔,๗๐๑.๒๙ บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๔ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๒๔,๗๐๑.๒๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายประจำโชว์รูมสาขาบางนา นางสาวกัลยาพนักงานขายประจำสาขาได้ขายรถยนต์คันพิพาทของโจทก์ให้แก่นางสาวสมลักษณ์ แต่นางสาวสมลักษณ์ได้รับรถยนต์ไปแล้วยักยอกรถยนต์คันดังกล่าวไปโดยไม่มาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ในที่สุดโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ผู้ช่วยฝ่ายขายและพนักงานขายร่วมกันรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ เมื่อหักส่วนของผู้ร่วมรับผิดแล้วคงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบผ่อนใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคารถยนต์ที่สูญหายในรูปของสัญญาเช่าซื้อตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เช่าซื้อรถยนต์และไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์สูญหายไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนรถยนต์คันพิพาทหรือใช้ราคารถยนต์ ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ใด ๆ และดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๖๗,๕๕๓.๒๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๑๑๙,๖๔๖.๒๘ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืน แต่ไม่เกิน ๑๐ เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาบางนามีหน้าที่บริหารงานการขาย เมื่อปี ๒๕๓๕ นางสาวกัลยา พนักงานขายประจำสาขาบางนา ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ หลังจากส่งมอบรถยนต์พิพาท นางสาวสมลักษณ์ได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ได้ส่งพนักงานมาสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดให้จำเลยที่ ๑ และนางสาวกัลยาร่วมกันรับผิดในความเสียหายของรถยนต์พิพาทโดยให้นางสาวกัลยารับผิดเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ ๑ รับผิดทั้งหมดโดยให้ทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และผ่อนชำระโดยหักเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ ทุกเดือน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๑๔ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า การทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากการมอบรถยนต์พิพาทให้นางสาวสมลักษณ์ไป แล้วนางสาวสมลักษณ์นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป เป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกจ้างโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังนั้นหนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ ๑ จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ และการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามกลการ จำกัด
จำเลย — นายคงวัฒน์หรือเทพรักข์ ด่านบุญเรือน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสันติ ฉ่ำแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3272/2547
#411149
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคีดแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำว่า "ศาลอื่น" หมายถึง ศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นปัญหาอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชั้นต้นกับอำนาจของศาลชั้นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวต้องยุติในศาลชั้นต้นเพื่อมิให้เป็นช่องทางแก่คู่ความในการประวิงคดี หากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์เนื่องมาจากความผิดพลาดที่เกิดจากการมอบรถยนต์พิพาทให้แก่ ส. แล้ว ส. นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป ซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 164,701.29 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ในต้นเงิน 224,701.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายประจำโชว์รูมสาขาบางนา นางสาวกัลยา พัฒนภักดี พนักงานขายประจำสาขาได้ขายรถยนต์คันพิพาทของโจทก์ให้แก่นางสาวสมลักษณ์ วงศ์ประเสริฐ แต่นางสาวสมลักษณ์ได้รับรถยนต์ไปแล้วยักยอกรถยนต์คันดังกล่าวไปโดยไม่มาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ในที่สุดโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ผู้ช่วยฝ่ายขายและพนักงานขายร่วมกันรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ เมื่อหักส่วนของผู้ร่วมรับผิดแล้วคงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบผ่อนใช่ค่าเสียหายเท่ากับราคารถยนต์ที่สูญหายในรูปของสัญญาเช่าซื้อตามฟ้อง เงินดาวน์จำนวน 97,196.26 บาท เป็นเงินดาวน์ของนางสาวสมลักษณ์และพนักงานขายรถยนต์คนอื่นร่วมกันให้โจทก์ราคาส่วนที่เหลืออีก 229,953.20 บาท ให้จำเลยที่ 1 รับผิดผ่อนชำระเดือนละ 4,800 บาทโดยโจทก์หักจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน จำเลยที่ 1 ไม่ได้เช่าซื้อรถยนต์และไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์สูญหายไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์คันพิพาทหรือใช้ราคารถยนต์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ใดๆ และดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกตกเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 167,553.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 119,646.28 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแต่ไม่เกิน 10 เดือน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่นให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำว่า "ศาลอื่น" หมายถึง ศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นปัญหาอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชั้นต้นกับอำนาจของศาลชั้นเดียวกันปัญหาดังกล่าวต้องยุติในศาลชั้นต้นเพื่อมิให้เป็นช่องทางแก่คู่ความในการประวิงคดีหากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาล และไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้ ในคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อบังคับให้ชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่ได้เช่าซื้อและไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โดยไม่ได้โต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพิ่งยกเป็นประเด็นข้อต่อสู้ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้ แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลาง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ กับศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาบางนา มีหน้าที่บริหารงานการขาย เมื่อปี 2535 นางสาวกัลยา พัฒนภักดี พนักงานขายประจำสาขาบางนา ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ วงศ์ประเสริฐ ในราคา 299,000 บาท โดยนางสาวสมลักษณ์วางเงินดาวน์ไว้ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด หลังจากส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ไปแล้วต่อมาปรากฏว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด ไม่อนุมัติให้นางสาวสมลักษณ์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาท เนื่องจากเอกสารของนางสาวสมลักษณ์เป็นเอกสารปลอมและนางสางสมลักษณ์ได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ได้ส่งพนักงานมาสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดให้จำเลยที่ 1 และนางสาวกัลยาร่วมกันรับผิดในความเสียหายของรถยนต์พิพาทโดยให้นางสาวกัลยารับผิดเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งหมดโดยให้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และผ่อนชำระโดยหักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน เดือนละ 4,800 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 หลังจากโจทก์หักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ได้ 13 เดือนแล้ว โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนระบบการขายใหม่ จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า การทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ 1 แสดงให้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากการมอบรถยนต์พิพาทให้นางสาวสมลักษณ์ไป แล้วนางสาวสมลักษณ์นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป เป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามกลการ จำกัด
จำเลย — นายคงวัฒน์หรือเทพรักข์ ด่านบุญเรือน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2547
#411213
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งให้ยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้ว่าคดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องได้ความว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 เมื่อข้อหาที่ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์มิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน และการที่โจทก์เคยฟ้องคดีและศาลมีคำพิพากษายกฟ้องไปนั้น ก็ไม่เป็นเหตุยกเว้นให้โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งให้ยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้ว่าคดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรุ่งนภา วงศ์ศรีสุชน
จำเลย — นายสมพล ประกอบแสงสวย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2547
#411147
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกัน 5 ครั้งมาเป็นเวลานานเกือบ 1 ปี ไม่ยอมนำสืบพยานหลักฐาน การขอเลื่อนครั้งที่สี่ศาลชั้นต้นกำชับไว้แล้วว่าจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอีกและให้ผู้ร้องเตรียมพยานมาศาลให้พร้อมสืบ ผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้ว ในวันสืบพยานครั้งที่ 5 ผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล ขอเลื่อนคดีอ้างเหตุ ร. ทนายความติดหาเสียงเลือกตั้งทั้งที่ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความไว้สองคนคือ ร. และ ท. เมื่อไม่ปรากฏว่า ท. ติดภาระใดหรือเจ็บป่วยเหตุขอเลื่อนคดีของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอแก่การรับฟัง มีลักษณะเป็นการประวิงคดี

แม้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (3) ไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 228 วรรคสาม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไปและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีโดยไม่ต้องหยุดการพิจารณา เว้นแต่ศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการสมควรและมีคำสั่งให้งดการพิจารณาไว้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหรืองดการวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ จึงชอบด้วยเหตุผลและกระบวนพิจารณาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดที่ดินโฉนดซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับพันโทสุนันท์ อินทรกำแหง และนางสุพรรณี เสมรสุต ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ขอให้ถอนการยึดทรัพย์ข้างต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยด้วยการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับพันโทสุนันท์และนางสุพรรณี จึงเป็นทรัพย์สินที่รวบรวมเพื่อนำมาแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ขยาย ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจึงไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องชอบแล้วให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งนัดที่แล้วศาลได้กำชับไว้แล้ว นัดนี้ทนายผู้ร้องขอเลื่อนคดีอีก ทั้งที่แต่งตั้งทนายความไว้ 2 คน กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบให้ได้ความตามคำร้องขอให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้อง

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์แล้ว กระบวนพิจารณาคงหยุดอยู่เพียงนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เป็นการกระทำให้ศาลผิดหลงว่าต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปขอให้แก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา กฎหมายให้ศาลดำเนินคดีต่อไปและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อถึงวันนัดผู้ร้องไม่มาศาลโดยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี การที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้อง มิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลจะยกเลิกเพิกถอนเสียได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาตามฎีกาผู้ร้องฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2545 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีและสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างพิจารณาผู้ร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกัน 5 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 7 เมษายน 2543 อ้างเหตุเอกสารที่ต้องใช้สืบเป็นพยานหลักฐานไม่พร้อม ครั้งที่สองวันที่ 15 มิถุนายน 2543 อ้างเหตุนางสาวรุ่งสุรีย์ อยู่บุญสุข ทนายผู้ร้องป่วยเจ็บเป็นไข้หวัดใหญ่ ครั้งที่สามวันที่ 29 สิงหาคม 2543 อ้างเหตุนายทรงพล ประภาพิทยาพงษ์ ทนายผู้ร้องคนใหม่ยังไม่ทราบรายละเอียดของคดี ครั้งที่สี่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 อ้างเหตุนางสาวรุ่งสุรีย์ ทนายผู้ร้องต้องไปประชุมพรรคการเมืองที่กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีทั้งสี่ครั้ง แต่ในครั้งที่สี่กำชับไว้ว่าในนัดหน้าให้ผู้ร้องเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบศาลจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอีก แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ผู้ร้องก็ขอเลื่อนคดีอีกเป็นครั้งที่ห้า อ้างเหตุนางสาวรุ่งสุรีย์ทนายผู้ร้องติดหาเสียงเลือกตั้งเนื่องจากลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า ผู้ร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันมาเป็นเวลานานเกือบ 1 ปี ไม่ยอมนำสืบพยานหลักฐาน การขอเลื่อนครั้งที่สี่ศาลชั้นต้นกำชับไว้แล้วว่าจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอีกให้ผู้ร้องเตรียมพยานมาศาลให้พร้อม ผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 แล้ว คดีนี้ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความไว้สองคนคือนางสาวรุ่งสุรีย์และนายทรงพล เมื่อนางสาวรุ่งสุรีย์ติดหาเสียงเลือกตั้ง และไม่ปรากฏว่านายทรงพลติดภาระใดหรือป่วยเจ็บ นายทรงพลย่อมปฏิบัติหน้าที่ทนายผู้ร้องได้ และในวันดังกล่าวผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล เหตุขอเลื่อนคดีของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอแก่การรับฟัง มีลักษณะเป็นการประวิงคดี ที่ผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว ศาลชั้นต้นต้องหยุดกระบวนพิจารณาสืบพยานผู้ร้องไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษา จึงสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีนั้น เห็นว่า แม้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ซึ่งไม่ถือเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาและอุทธรณ์ได้นั้น เมื่อรับอุทธรณ์คำสั่งแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 วรรคสาม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีไม่ต้องหยุดการพิจารณา เว้นแต่ศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการสมควรและมีคำสั่งให้งดการพิจารณาหรืองดการวินิจฉัยคดีไว้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหรืองดการวินิจฉัย ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดี และถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จึงชอบด้วยเหตุผลและกระบวนพิจารณาแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 228
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
ผู้ร้อง — นายสมเกียรติ ทิพย์สุนทรศักดิ์
จำเลย — นายไพโรจน์ เธียรอัจฉริยะ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3251/2547
#266367
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหน้าที่จัดการให้มีการส่งเทปรายการโทรทัศน์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้แก่สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 9 โดยเร็ว เพื่อให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวมีเวลาตรวจสอบและนำออกอากาศได้ทันเวลา โจทก์หลงลืม จัดส่งเทปโทรทัศน์รายการ "แฟชั่นมิวสิค" ของจำเลยจนได้รับแจ้งจากผู้ช่วยผู้จัดการจำเลย โจทก์จึงรีบติดต่อจัดส่งเทป ดังกล่าวไปให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ก่อนกำหนดเวลาออกอากาศประมาณครึ่งชั่วโมง และเทปดังกล่าวถูกนำออกอากาศตามกำหนดเวลา เป็นเหตุให้จำเลยถูกสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวตำหนิและภาคทัณฑ์ด้วยวาจา การตำหนิและภาคทัณฑ์ด้วยวาจาดังกล่าวเป็นเพียงการเตือนเพื่อป้องปรามมิให้เกิดเหตุทำนองนี้อีก และการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของโจทก์เพียงแต่ทำให้การออกอากาศรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ฉุกละหุกบ้างเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าหลังเกิดเหตุสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวก็ยังคงให้รายการ "แฟชั่นมิวสิค" ของจำเลยออกอากาศได้ตามผังรายการตลอดมา ความเสียหาย ที่จำเลยได้รับจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แม้จะมีอยู่บ้างในแง่ของผู้ประกอบธุรกิจแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 97,680 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงิน 1,628 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป กับให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 9,768 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดส่งเทปโทรทัศน์รายการ "แฟชั่นมิวสิค" ให้แก่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ได้ละเลยหน้าที่ไม่จัดส่งเทปรายการดังกล่าวให้แก่สถานีโทรทัศน์ภายในเวลาอันสมควรโดยอ้างว่าหลงลืม เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย แม้จะจัดส่งไปได้ทันเวลาออกอากาศ จำเลยก็ถูกสถานีโทรทัศน์ภาคทัณฑ์ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างใด ๆ แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,768 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 ธันวาคม 2544) ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,628 บาท ค่าชดเชย 97,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่ วันผิดนัด (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544) และค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2536 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ประสานงานเป็นฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานต่าง ๆ รวมทั้งรับผิดชอบการจัดส่งเทปรายการโทรทัศน์ไปให้แก่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 จำเลยมีหนังสือไล่โจทก์ออกจากงาน อ้างว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อลืมส่งเทปรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ให้แก่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่จำเลยมิได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง คดีมีปัญหาวินิจฉัย ตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยถูกสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ตำหนิและภาคทัณฑ์ด้วยวาจาทำให้ชื่อเสียงของจำเลยเสียหายและความไว้วางใจของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ที่มีต่อจำเลยลดน้อยลง ถือเป็นความเสียหายร้ายแรงและอาจถูกนำไปพิจารณาไม่บรรจุรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ไว้ในผังรายการต่อไปนั้น ปัญหาดังกล่าวศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 เวลา 18.18 นาฬิกา โจทก์ได้รับแจ้งว่าการตัดต่อแก้ไขเทปรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ซึ่งจะออกอากาศในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เวลา 23.45 นาฬิกา เสร็จแล้ว โจทก์มีหน้าที่จัดการให้มีการส่งเทปดังกล่าวไปให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 โดยเร็วเพื่อให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 มีเวลาตรวจสอบและนำออกอากาศได้ทันเวลา แต่โจทก์หลงลืมจนเลิกงานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 แล้วกลับบ้านไป จนเวลา 22.40 นาฬิกา ของวันเดียวกัน โจทก์ได้รับแจ้งจากผู้ช่วยผู้จัดการจำเลย จึงรีบติดต่อให้จัดส่งเทปรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ไปให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ในเวลา 23.08 นาฬิกา ก่อนกำหนดเวลาออกอากาศประมาณครึ่งชั่วโมง และเทปดังกล่าวถูกนำออกอากาศตามกำหนดเวลา พฤติการณ์ของโจทก์ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยถูกสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ตำหนิและภาคทัณฑ์ด้วยวาจา เห็นว่า การตำหนิและภาคทัณฑ์ด้วยวาจาดังกล่าวเป็นเพียงการเตือนเพื่อป้องปรามมิให้เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีกและความประมาทเลินเล่อของโจทก์ก็เพียงแต่ทำให้การออกอากาศรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ครั้งนั้นเป็นไปโดยฉุกละหุกบ้างเท่านั้นส่วนที่จำเลยอ้างว่าผลการกระทำของโจทก์อาจจะถูกสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 นำไปพิจารณาเป็นเหตุที่จะไม่บรรจุรายการ "แฟชั่นมิวสิค" ไว้ในผังรายการต่อไปนั้น เห็นว่า เป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยเท่านั้น เพราะรายการโทรทัศน์ของจำเลยรายการใดจะได้รับการพิจารณาบรรจุลงในผังรายการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น รูปแบบของรายการที่จำเลยเสนอไปว่าน่าสนใจหรือไม่ โดยจะต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกัน อีกทั้งปรากฏว่าสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ยังคงให้รายการ "แฟชั่นมิวสิค" ของจำเลยออกอากาศได้ตามผังรายการตลอดมา ดังนี้ ความเสียหายที่จำเลยได้รับจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ดังวินิจฉัย แม้จะนับว่ามีอยู่บ้างในแง่ของผู้ประกอบธุรกิจเช่นจำเลย แต่ไม่ถึงกับจะถือว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้รับ ความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเยาวณี อุ่นพิชัย
จำเลย — บริษัทอาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนุพงษ์ โพร้งประภา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3215/2547
#112888
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนสัญญาจ้างแรงงาน แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้ยอมรับผิดโดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยที่ 1 จะได้ทำงานในตำแหน่งใด และโดยปกติในการทำงานลูกจ้างย่อมมีโอกาสก้าวหน้าเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาค้ำประกัน อีกทั้งสัญญาค้ำประกันมีข้อความชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ มิได้มีข้อความตอนใดระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยช่างเทคนิคและจำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบขณะที่จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น แม้ต่อมาตำแหน่งของจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนเป็นพนักงานขายซึ่งอาจมีผลเป็นการเพิ่มภาระการเสี่ยงภัยให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันมีต่อโจทก์ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 520,519.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 499,176.32 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามฟ้องจริง แต่มีเจตนาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานทั่วไปเท่านั้น ไม่มีเจตนาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานขาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยช่างเทคนิค 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งอันควรเข้าใจได้ว่าไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวการค้าขายตลอดจนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินแต่อย่างใด โดยมีจำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ สัญญาค้ำประกันเป็นข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดผูกพันแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้ประกัน ทั้งการตีความตามสัญญาจะต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องเสียประโยชน์ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกัน เมื่อโจทก์รับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยช่างเทคนิค 1 ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการตลาด การเงินแต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในวาระแรกที่จำเลยที่ 1 เริ่มทำงาน จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มุ่งหมายค้ำประกันความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้ช่วยช่างเทคนิค 1 เท่านั้น ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นพนักงานขายและให้มีหน้าที่เก็บเงินค่าสินค้าที่ขายได้โดยไม่มีการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันใหม่ แม้สัญญาค้ำประกันจะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอะไรไว้ก็ตาม การที่โจทก์ปรับเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายซึ่งเพิ่มการเสี่ยงภัยมากขึ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการเข้าทำงานของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดความเสียหายไม่จำกัดจำนวน และไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น เห็นว่า สัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนสัญญาจ้างแรงงาน ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้ยอมรับผิดโดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยที่ 1 จะได้ทำงานในตำแหน่งใด และโดยปกติในการทำงานลูกจ้างย่อมมีโอกาสจะได้ก้าวหน้าเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาค้ำประกัน เมื่อตามสัญญาค้ำประกันข้อ 2 และข้อ 4 มีข้อความชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ มิได้มีข้อความตอนใดระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยช่างเทคนิค 1 และจำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบขณะที่จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น แม้ต่อมาตำแหน่งของจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนเป็นพนักงานขายซึ่งอาจมีผลเป็นการเพิ่มภาระการเสี่ยงภัยให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันมีต่อโจทก์ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ได้นำผู้ค้ำประกันคนใหม่มาร่วมรับผิดหรือมารับผิดแทนผู้ค้ำประกันคนเดิมเลย จำเลยที่ 2 จึงไม่หลุดพ้นความรับผิด คดีนี้จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ในจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงต้องฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนความเสียหายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินคืนให้โจทก์จำนวน 520,519.67 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 499,176.32 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง จำกัด
จำเลย — นายประดิษฐ์ อ่อนทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายทรงชัย ทิพยผลาผลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2547
#411145
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไปจำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยกับยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษา แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยก่อนดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยจะไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เพราะได้รับการยกเว้นตามมาตรา 157 ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 400,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 417,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี หลังจากโจทก์สืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จำเลยจึงไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไป เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาก่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดียังมิได้มีการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษา จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีการพิจารณาคำสั่งของจำเลยเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีก่อนแล้วจึงให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาภายหลังการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีนั้น เห็นว่า ในกรณีที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย กับจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษา แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยก่อนดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยจะไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 157 แห่งบทบัญญัติดังกล่าว ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรื่องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรา วนิชวัฒนะ
จำเลย — นายสุรพงษ์ สินอัมพรพรรณ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2547
#112995
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าให้จำเลยและโจทก์ตกลงรับจะทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าให้ เมื่อทำการโฆษณาแล้วจำเลยตกลงจะชำระเงินค่าโฆษณาให้แก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีเจตนาให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่จำเลย และจำเลยตกลงจะใช้ราคานั้น ไม่เข้าลักษณะสัญญาซื้อขายตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 1 ว่าด้วยซื้อขาย แต่เป็นเรื่องโจทก์ผู้รับจ้างตกลงจะทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าจนสำเร็จให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง และจำเลยตกลงจะชำระเงินค่าโฆษณาหรือสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น อันเข้าลักษณะของการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์โฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้า หน้ากากกันควัน แพร่ภาพออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องไอทีวี โจทก์ได้โฆษณาแพร่ภาพออกอากาศโฆษณาสินค้าดังกล่าวให้จำเลยตามสัญญาจ้างทั้ง ๒ ครั้งแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างทั้ง ๒ ครั้ง ทำให้โจทก์เสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันครบกำหนดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๔,๑๓๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๑๙,๑๓๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๑๙,๑๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๗๕,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๖๕,๐๐๐ บาท และ ๑๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๑ และ ๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อความในใบสั่งโฆษณาเป็นเรื่องจำเลยเจตนาจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าให้จำเลยและโจทก์ตกลงรับจะทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าดังกล่าวให้จำเลย ซึ่งเมื่อโจทก์ทำการโฆษณาให้จำเลยเสร็จแล้วจำเลยตกลงจะชำระเงินค่าโฆษณาให้แก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่จำเลยและจำเลยตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แก่โจทก์อันจะเข้าลักษณะของสัญญาซื้อขาย ตาม ป.พ.พ. บรรพ ๓ ลักษณะ ๑ ว่าด้วยซื้อขายแต่อย่างใด หากแต่การที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานตามลักษณะงานตามใบสั่งโฆษณาดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องโจทก์ผู้รับจ้างตกลงจะทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าจนสำเร็จให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้างและจำเลยตกลงจะชำระเงินค่าโฆษณาหรือสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น อันเข้าลักษณะของการจ้างทำของ ตามนัยมาตรา ๕๘๗ แห่ง ป.พ.พ. หาใช่เป็นเรื่องการซื้อขายดังที่จำเลยฎีกาไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเจ เอฟ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวขวัญชนก สุขโข
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2547
#112990
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมว่า ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ จึงหาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และ 138 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็ครวม ๗ ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๑,๑๓๑,๒๗๔ บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวน ๒๐,๐๓๙,๔๔๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ อ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่จำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ทำขึ้นโดยถูกโจทก์และทนายโจทก์ฉ้อฉล ดอกเบี้ยดังกล่าวในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้เป็นอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นการพิจารณาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ และขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ (๒) เห็นว่า กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่จำเลยฎีกา ฉะนั้น การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี เกินกว่าอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามคำขอของโจทก์จึงหาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ และขัดต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๘ (๒) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่มีกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ องค์พิเชษฐเมธา
จำเลย — นางวรณัฎฐ์ เกียรติสูงเด่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2547
#411212
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 10 ต่อปี เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์จึงหาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และขัดต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 67 รวม 7 ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,131,274 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวน 20,039,449 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นตนไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ นายสมชาย องค์พิเชษฐเมธา จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ จำเลยสั่งซื้อสินค้าอัญมณีจากโจทก์หลายรายการ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินไว้ แต่จำเลยไม่สามารถชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ย โจทก์ตกลงให้จำเลยเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ออกไปโดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จำเลยสามารถผ่อนชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วน โจทก์จึงนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกับต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราเดียวกันต่อไปอีกหลายคราวต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2529 ถึง 2540 และให้จำเลยออกเช็คไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ เช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากโจทก์นำดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายบัญญัติรวมเป็นยอดหนี้เพื่อให้จำเลยออกเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิด จำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดมีจำนวนไม่เกิน 1,400,000 บาท การที่นำเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มาฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 6,750,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี 3 เดือน เริ่มชำระเงินงวดแรกภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2544 งวดต่อไปชำระสามเดือนต่อครั้งทุกวันที่ 26 ของเดือนที่สาม ครั้งละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ของโจทก์ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที และจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ แก่จำเลยนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542

จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 อ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่จำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ทำขึ้นโดยถูกโจทก์และทนายโจทก์ฉ้อฉล ดอกเบี้ยดังกล่าวในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้เป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยเกิดขึ้นเพราะฝ่ายโจทก์ฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้เรียกร้องดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดขณะที่อยู่ต่อหน้าศาล โดยโจทก์และทนายโจทก์กล่าวอ้างด้วยความฉ้อฉลว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ลดให้เหลือร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยด้วยความไม่รู้เท่าทันโจทก์และทนายโจทก์ จึงเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะกระทำได้ จึงตกลงยินยอมตามที่โจทก์เรียกร้องตามที่โจทก์เรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยจะต้องโต้แย้งคัดค้านและไม่ตกลงยินยอมตามสัญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้ทำขึ้นต่อหน้าศาล โดยโจทก์ยอมผ่อนผันลดหนี้ทั้งหมดตามฟ้องจากจำนวนเงิน 21,131,274 บาท เหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระจำนวนเงิน 6,750,000 บาท ให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นภายใน 6 ปี 3 เดือน และกำหนดให้จำเลยชำระเป็นงวด หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที และจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด และศาลได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ดังนั้น แม้โจทก์และทนายโจทก์ได้กล่าวแก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาจริง ก็หาใช่เป็นเงินที่ฝ่ายโจทก์กระทำการฉ้อฉลจำเลยไม่ เพราะโจทก์มีเหตุอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวที่โจทก์ผ่อนผันลดหนี้ให้จำเลย และหากจำเลยผิดนัดก็ต้องยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายโจทก์ฉ้อฉลดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) เห็นว่า กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะเป็นตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่จำเลยฎีกา ฉะนั้น การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์จึงหาเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ องค์พิเชษฐเมธา
จำเลย — นางวรณัฎฐ์ เกียรติสูงเด่น
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3190/2547
#112922
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของที่ดินทั้งสิบแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไว้ด้วย รวมแล้วมีเนื้อที่ทั้งหมด 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา แต่โจทก์ระบุว่ารวมแล้วเป็นเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มโดยคิดจากจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์รวมผิดพลาดดังกล่าวในฟ้อง ต่อมาในชั้นบังคับคดีทั้งโจทก์และจำเลยแถลงข้อเท็จจริงตรงกันว่า ที่ดินของโจทก์มีจำนวนเนื้อที่ที่แท้จริงเพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นโดยคิดจากจำนวนเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา อันเกิดจากการรวมเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนผิดพลาดไปนั้น จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาดในสาระสำคัญ แม้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เพราะการเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยตามบทกฎหมายดังกล่าวจะกระทำเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรวม ๑๐ แปลง รวมเนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา และขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การโต้เถียงเฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ฟ้องเรียกมานั้นสูงเกินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์อีกพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น สูงเกินไป ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยที่ ๑ นำดอกเบี้ยส่วนที่ยังขาดมาชำระให้แก่โจทก์ เมื่อคำนวณยอดหนี้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินตามคำร้องขอของโจทก์ ครั้นเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำบังคับและงดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ส่วนจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม ศาลฎีกาพิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ จนถึงที่สุดแล้ว ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกามีคำสั่งว่าเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงหรือไม่ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๒,๒๐๘,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม และห้ามมิให้คัดสำเนาคำพิพากษาเดิม เว้นแต่จะได้คัดสำเนาคำสั่งเพิ่มเติมไปด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของที่ดินทั้งสิบแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไว้ด้วย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีเนื้อที่เพียง ๘ ไร่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา ทั้งโจทก์แถลงยอมรับข้อเท็จจริงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรวม ๑๐ แปลง มีจำนวนเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา และตามสำเนาโฉนดที่ดินที่ถูกเวนคืนรวม ๑๐ ฉบับ ท้ายคำแถลงของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์รวมกันแล้วมีจำนวนเนื้อที่ที่แท้จริงเพียง ๘ ไร่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา ไม่ใช่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา ดังที่โจทก์รวมเนื้อที่ดินไว้ในคำฟ้อง ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับผลรวมของจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนและคำขอให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจึงเกิดจากการคำนวณที่ผิดพลาด เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มโดยถือเอาจากจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์รวมผิดพลาดดังกล่าวในฟ้อง จึงมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาดในสาระสำคัญ แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง เพราะการเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยตามบทกฎหมายดังกล่าวจะกระทำเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็ได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชัย รังษีวงศ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา