คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016/2547
#411121
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทานและรับว่าหากกรมชลประทานจะเอาคืน จำเลยก็จะคืนให้เช่นนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการครอบครองชั่วคราวเท่านั้น มิได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อีกทั้งที่ดินที่บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ต้องเป็นที่ดินซึ่งบุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์อยู่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ซึ่งทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัท ท. ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับเมื่อทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน แต่จำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท ท. ว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริตอย่างเป็นเจ้าของ ต่อมาบริษัท ท. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. จำเลยกลับมีหนังสือขอซื้อที่ดินไปยังบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. พฤติการณ์ของจำเลยจึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลย จึงมีลักษณะเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของผู้อื่น ซึ่งตราบใดที่จำเลยมิได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของที่ดินว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิครอบครอง แม้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาเกินกว่า 10 ปี จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 2 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ปี 2520 โดยมิได้มีผู้ใดโต้แย้ง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 2 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มิถุนายน 2540) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา โดยโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 ตามสารบัญจดทะเบียนสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 และสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 41 ตารางวา ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 2 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ของจำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ จำเลยมีตัวจำเลย นายนรา จันทรชิรัตน์ นายยงยุทธ จันทรชิรัตน์ และนายไสว อยู่เส็ง เบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า จำเลยซื้อบ้านเลขที่ 8 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทจากนายไสวตั้งแต่ปี 2520 จำเลยและครอบครัวอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตลอดมา โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทาน จนกระทั่งปี 2526 จำเลยจดทะเบียนซื้อบ้านดังกล่าวจากนายไสว ซึ่งในการจดทะเบียนซื้อขาย นายไสวมอบหมายให้นายสนม อยู่เส็ง พี่ชายเป็นผู้ดำเนินการแทน เห็นว่า หนังสือสัญญาขายบ้านเลขที่ 8 ระหว่างจำเลยกับนายสนมตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอองครักษ์ ตามบันทึกถ้อยคำฉบับลงวันที่ 6 มกราคม 2526 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 2 ว่า หากมีการใช้ที่ดินหรือเจ้าของที่ดินคือกรมชลประทานจะใช้ประโยชน์หรือให้รื้อถอน จำเลยยินยอมรื้อถอนโดยไม่คิดค่ารื้อถอนจากเจ้าของที่ดิน ดังนั้น การที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทานและรับว่าหากกรมชลประทานจะเอาคืน จำเลยก็จะคืนให้เช่นนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการครอบครองชั่วคราวเท่านั้น มิได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อีกทั้งที่ดินที่บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ต้องเป็นที่ดินซึ่งบุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์อยู่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ซึ่งทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัททอง 16 เมืองใหม่ จำกัด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2530 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับเมื่อทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน แต่จำเลยก็มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัททอง 16 เมืองใหม่ จำกัด เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริตอย่างเป็นเจ้าของ ทั้งต่อมาภายหลังบริษัททอง 16 เมืองใหม่ จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด เป็นรายต่อมา ตามสารบัญจดทะเบียนสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 จำเลยกลับมีหนังสือขอซื้อที่ดินจำนวน 493 ตารางวา ไปยังบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.3 จากนั้นวันที่ 13 มิถุนายน 2539 จำเลยก็ยังคงมีหนังสือขอซื้อที่ดินแปลงเดียวกันนี้ไปยังบริษัทดังกล่าวอีกครั้งตามเอกสารหมาย จ.4 โดยระบุเลขโฉนดที่ดินที่จำเลยขอซื้อว่าเป็นโฉนดเลขที่ 7107 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำนวนเนื้อที่ 1 ไร่ 93 ตารางวา ซึ่งนายประวิทย์ สวัสดิโภชา หัวหน้างานนิติกรรมและสัญญาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด พยานฝ่ายโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยมีหนังสือขอซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 ทั้งแปลง โดยที่ดินพิพาทซึ่งบ้านของจำเลยปลูกสร้างอยู่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 7107 นั่นเอง หาใช่เป็นที่ดินแปลงอื่นใดดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ พฤติการณ์ของจำเลยจึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลย จึงมีลักษณะเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของผู้อื่น ซึ่งตราบใดที่จำเลยมิได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของที่ดินว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จำเลยย่อมไม่มีสิทธิครอบครอง แม้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 10 ปี จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าจำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวน จันทร์แบน กับพวก
จำเลย — นางสาวนฤดี จันทรชิรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2547
#410973
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณีโดยเปิดเป็นร้านอาหารอยู่ด้วย มีสุรา อาหารและเครื่องดื่มบริการขายแก่ลูกค้า และมีหญิงค้าประเวณีกินอยู่หลับนอนกับจำเลยในสถานที่ดังกล่าว แม้พึงคาดหมายได้ว่าจำเลยจะต้องได้รับเงินจากการค้าประเวณีซึ่งมีหญิงโสเภณีเป็นองค์ประกอบในการดำเนินกิจการของจำเลย รายได้ของจำเลยจึงได้จากลูกค้าที่มาเที่ยวมิใช่ได้จากหญิงที่ค้าประเวณีโดยตรง ประกอบกับจำเลยเป็นหญิงมีสามี สามีจำเลยประกอบกิจการขนส่งมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อใช้ในกิจการถึง 3 คัน ซึ่งแม้จำเลยจะไม่มีรายได้จากกิจการค้าประเวณี ก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการอาศัยสามี กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอื่นหรือไม่มีปัจจัยอันเพียงพอสำหรับดำรงชีพ การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยดำรงชีพแม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 11

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการค้าประเวณี แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงค้าประเวณี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณีผู้ดูแล ผู้จัดการสถานการค้าประเวณี จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนความผิดฐานดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยกำหนด 5 ปี 14 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล ผู้จัดการสถานการค้าประเวณีซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารด้วย จำเลยเป็นหญิงมีสามี สามีจำเลยประกอบอาชีพกิจการขนส่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีตามฟ้องโจทก์หรือไม่ สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล ผู้จัดการสถานการณ์ค้าประเวณียุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ความผิดฐานดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณีโดยเปิดเป็นร้านอาหารอยู่ด้วย มีสุรา อาหาร และเครื่องดื่มบริการขายแก่ลูกค้า และมีหญิงค้าประเวณีกินอยู่หลับนอนกับจำเลยในสถานที่ดังกล่าว แม้พึงคาดหมายได้ว่าจำเลยจะต้องได้รับเงินจากการค้าประเวณีซึ่งมีหญิงโสเภณีเป็นองค์ประกอบในการดำเนินกิจการของจำเลย รายได้ของจำเลยจึงได้จากลูกค้าที่มาเที่ยว มิใช่ได้จากหญิงที่ค้าประเวณีโดยตรง ประกอบกับจำเลยเป็นหญิงมีสามี สามีจำเลยประกอบกิจการขนส่งมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อใช้ในกิจการถึง 3 คัน ซึ่งแม้จำเลยจะไม่มีรายได้จากกิจการค้าประเวณี ก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการอาศัยสามี กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอื่นหรือไม่มีปัจจัยอันเพียงพอสำหรับดำรงชีพ การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยดำรงชีพแม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 286
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางติ๋ม อึ้งสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2987/2547
#411198
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจำเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโท ก. ซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธในฐานที่จำเลยเป็นผู้ต้องหา ถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่จะให้การรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ได้ เมื่อกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่จำเลยนำมาแสดงต่อร้อยตำรวจโท ก. จะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จำเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91 ริบของกลางและนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่มีโทษให้นับต่อ ยกคำขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนปลอมด้วย และให้ยกคำขอให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาเพียงประการเดียวว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียนที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมหรือไม่ ในข้อนี้คดีปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ ค. โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียน พล.6/1189 ที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของจำเลย และใช้และอ้างสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ใบอนุญาตเลขที่ 3770/2512 ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่จำเลยทำปลอมขึ้นต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล ช่างสลัก พนักงานสอบสวนเพื่อให้ร้อยตำรวจโทกิตติพลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล นายทะเบียนอาวุธปืน หรือประชาชน และคดีได้ความตามทางพิจารณาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยโดยสารรถยนต์แท็กซี่ไปตามถนนพระราม 2 ถึงจุดตรวจค้นของพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจค้นจำเลยพบอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 11 มม. มีเครื่องหมายทะเบียน พ.ล.6/1189 ซองกระสุน (แม็กกาซีน) บรรจุกระสุนปืน 4 นัด จำเลยไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดอาวุธปืนและซองกระสุนดังกล่าวเป็นของกลางกล่าวหาว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หลังจากนั้นได้นำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทกิตติพลสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนมีทะเบียน จำเลยได้นำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล ต่อมาร้อยตำรวจโทกิตติพลส่งอาวุธปืนและสำเนาใบอนุญาตดังกล่าวไปให้ผู้ชำนาญการตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเครื่องหมายทะเบียนที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของกลางเป็นเครื่องหมายทะเบียนที่ออกให้สำหรับอาวุธปืนลูกซองซึ่งเป็นคนละชนิดกับอาวุธปืนของกลางและออกให้บุคคลอื่นไม่ได้ออกให้แก่จำเลย ส่วนสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุปืนที่มีชื่อนายโกวิท จิรา เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตนั้น ร้อยตำรวจโทกิตติพลได้เรียกนายโกวิทมาสอบปากคำแล้ว นายโกวิทแจ้งว่านายโกวิทไม่เคยขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ร้อยตำรวจโทกิตติพลจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพิ่มเติมว่า จำเลยใช้และอ้างเอกสารราชการปลอม เห็นว่า การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจำเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่จะให้การรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ได้ เมื่อกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่จำเลยนำมาแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลจะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จำเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิชัย อุไรพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2980/2547
#410922
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุดังที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก พนักงานอัยการย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคสี่ ก็ให้ศาลสามารถมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานและอ่านคำเบิกความของพยานให้พยานฟังนั้นฟังได้แม้ผู้ต้องหาจะไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธร อำเภอโกรกพระ ได้นำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 195/1 หมู่ที่ 3 ตำบลโกรกพระของผู้ต้องหา พบมีคนต่างด้าวสัญชาติพม่าอาศัยอยู่ที่ 6 คน จึงจับกุมคนต่างด้าวส่งพนักงานสอบสวน คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนความผิดของผู้ต้องหาและยังมิได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี โดยที่พยานสำคัญในคดีนี้ต้องถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จึงเป็นการยากที่จะนำพยานดังกล่าวมาสืบในภายหน้า ผู้ร้องจึงขอให้ศาลสืบพยานดังกล่าวไว้ก่อนฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ต้องหายังไม่ถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวน กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะสืบพยานก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า การขอสืบพยานไว้ก่อนต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้ต้องหา เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหา กรณียังไม่อาจขอสืบพยานไว้ก่อนได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก บัญญัติว่า "ก่อนฟ้องคดีต่อศาลเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวน จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศาลให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป" จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นได้ว่า กรณีก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก พนักงานอัยการย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ ดังจะเห็นได้จากข้อความที่บัญญัติไว้ในตอนท้ายของวรรคแรกว่า ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า "คำเบิกความของพยานดังกล่าวให้ศาลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วยแล้ว ก็ให้ศาลอ่านคำเบิกความดังกล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา" แสดงว่าแม้ผู้ต้องหาจะไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวอยู่ ศาลก็สามารถมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานและอ่านคำเบิกความของพยานให้พยานนั้นฟังได้ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานของผู้ร้องและดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
ผู้ต้องหา — นายสมปอง นุกูลธรรม
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2975/2547
#411034
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถประกอบรวมเป็นแฟนคอยล์ยูนิตและคอนเดนซิ่งยูนิตได้ในแต่ละส่วน จึงเป็นการขายสินค้าซึ่งมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เห็นได้ว่าเป็นสินค้าครบชุดบริบูรณ์ที่แยกจากกันหรือมิได้ประกอบเข้าด้วยกัน และสามารถจัดเข้าในประเภทที่ว่าด้วยของครบชุดบริบูรณ์เป็นเครื่องปรับอากาศได้ โจทก์จึงเป็นผู้ขายสินค้าเครื่องปรับอากาศ

โจทก์แยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศให้แก่ ศ. และ ท. ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายและอยู่ในเครือข่ายเดียวกับโจทก์ภายในเดือนเดียวกันและสินค้าดังกล่าวสามารถนำมาจัดเป็นเครื่องปรับอากาศครบชุดได้ แสดงให้เห็นว่าการแยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ดังกล่าวในที่สุดแล้วโจทก์มีความประสงค์หรือความมุ่งหมายจะให้เป็นแฟนคอยล์ยูนิตหรือคอนเดนซิ่งยูนิตประกอบรวมเป็นสินค้าเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ โจทก์จึงเป็นผู้ที่ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้า สถานประกอบการของโจทก์ย่อมเป็นสถานที่ผลิตสินค้าและเป็นโรงอุตสาหกรรม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม เมื่อมีการขายและนำสินค้าออกไปจากโรงอุตสาหกรรม โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจประเมินภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นและตรวจสอบสินค้าที่โจทก์ผลิตและจำหน่าย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีในการขายชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศประเภทโครงแฟนคอยล์และมอเตอร์โบลว์ไปยังตัวแทนจำหน่ายรายเดียวกันในระยะเวลาใกล้เคียงกันโดยแยกใบกำกับภาษี ถือเป็นการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ และต้องเสียภาษีสรรพสามิต ต่อมาในวันที่ 5 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินฉบับดังกล่าวและได้แก้ไขการประเมินโดยแจ้งการประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย จำนวน 238,702.89 บาท โจทก์ได้คัดค้านการประเมินเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้วินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์จึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งขอทุเลาการชำระภาษีสรรพสามิต จำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งให้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 239,702.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจค้นและยึดบัญชีเอกสารของโจทก์มาทำการตรวจสอบ เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่าโจทก์หลีกเลี่ยงภาษี จากการตรวจสอบปรากฏว่าโจทก์ประกอบกิจการโรงอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศ เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2542 โจทก์ได้จำหน่ายโครงแฟนคอยล์และมอเตอร์โบลว์ให้แก่ตัวแทนจำหน่ายของโจทก์รายเดียวกันในระยะเวลาใกล้เคียงกันสำหรับเดือนเดียวกันโดยแยกใบกำกับภาษี ซึ่งเมื่อนำชิ้นส่วนที่แยกจำหน่ายดังกล่าวมารวมประกอบเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครื่องปรับอากาศชนิดแฟนคอยล์ครบชุดบริบูรณ์ การที่โจทก์แยกจำหน่ายโครงแฟนคอยล์และมอเตอร์โบลว์เป็นวิธีการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตมิใช่เป็นการขายชิ้นส่วนอะไหล่แต่อย่างใด รวมจำนวนเครื่องปรับอากาศที่โจทก์ขายไปสำหรับปี 2542 ซึ่งยังมิได้ชำระภาษีทั้งสิ้น 329 เครื่อง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ต่อมาโจทก์ได้คัดค้านการประเมิน จำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านเนื่องจากตามหลักฐานถือว่าเป็นการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้าน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โดยให้เหตุผลว่าตามหลักฐานใบกำกับภาษีขายถือว่าเป็นการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศแล้ว การประเมินภาษีสรรพสามิตของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากยายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้ขายสินค้าเครื่องปรับอากาศหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534 ตอนที่ 3 เครื่องไฟฟ้า ประเภทที่ 03.01 กำหนดให้เครื่องปรับอากาศที่ประกอบด้วยพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ และที่ส่วนที่ใช้สำหรับเปลี่ยนอุณหภูมิ ไม่ว่าจะมีส่วนที่ควบคุมความชื้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ที่มีขนาดทำความเย็นไม่เกิน 72,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต และอธิบดีกรมสรรพสามิตได้วินิจฉัยให้สิ่งต่อไปนี้เป็นเครื่องปรับอากาศตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 03.01 คือ (1) COOLING UNIT หรือ FAN COIL UNIT หรือ INDOOR UNIT (ตัวทำความเย็นที่อยู่ในอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงส่งลมเย็น (EVAPORATOR) และพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ (2) CONDENSING UNIT (ส่วนที่อยู่นอกอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงระบายความร้อน (COMPRESSOR) พัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์และคอมเพรสเซอร์ (COMPRESSOR) ตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 41/2535 เรื่อง คำวินิจฉัยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 60 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศซึ่งรวมทั้งโครงแฟนคอยล์ มอเตอร์และโบลว์เวอร์ ตลอดจนโครงคอนเดนซิ่งและคอมเพรสเซอร์ด้วย และชิ้นส่วน อะไหล่ อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถประกอบรวมเป็นแฟนคอยล์ยูนิตและคอนเดนซิ่งยูนิตได้ในแต่ละส่วน จึงเป็นการขายสินค้าซึ่งมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เห็นได้ว่าเป็นสินค้าครบชุดบริบูรณ์ที่แยกจากกันหรือมิได้ประกอบเข้าด้วยกัน และสามารถจัดเข้าในประเภทที่ว่าด้วยของครบชุดบริบูรณ์เป็นเครื่องปรับอากาศได้ตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 22 เมษายน 2528 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 61 ข้อ 3 (เอกสารท้ายคำให้การของจำเลยหมายเลข 2) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โจทก์จึงเป็นผู้ขายสินค้าเครื่องปรับอากาศ ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าสินค้าที่โจทก์ขายมิใช่เครื่องปรับอากาศแต่เป็นอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอะไหล่ของเครื่องปรับอากาศเพราะสินค้าดังกล่าวยังมิได้ประกอบเข้าด้วยกันเป็นเครื่องปรับอากาศลำพังส่วนที่ส่งลมเย็นภายใน (FAN COIL) หรือส่วนที่ระบายความร้อนภายนอก (CONDENSING UNIT) ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่อาจเป็นเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ได้ตามลักษณะสินค้าในพิกัดอัตราสรรพสามิตที่มุ่งถึงการใช้งานเป็นหลักนั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า การประเมินภาษีสรรพสามิตของจำเลยที่ 1 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 7 และ 10 (1) (ก) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4 และ 5 ตามลำดับอันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ได้กำหนดให้เจ้าของหรือผู้จัดการหรือบุคคลอื่นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของสถานที่ที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเป็นผู้เสียภาษีสรรพสามิต เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์แยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศให้แก่บริษัทศักดิ์ศรีอีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัททองอมรอีควิปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายและอยู่ในเครือข่ายเดียวกับโจทก์ภายในเดือนเดียวกันและสินค้าดังกล่าวสามารถนำมาจัดเป็นเครื่องปรับอากาศครบชุดได้ แสดงให้เห็นว่าการแยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ดังกล่าวในที่สุดแล้วโจทก์มีความประสงค์หรือความมุ่งหมายจะให้เป็นแฟนคอยล์ยูนิตหรือคอนเดนซิ่งยูนิตประกอบรวมเป็นสินค้าเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ต่อไปโจทก์จึงเป็นผู้ที่ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าอันเป็นผู้ผลิตสินค้า สถานประกอบการของโจทก์ย่อมเป็นสถานที่ผลิตสินค้าและเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม เมื่อมีการขายและนำสินค้าออกไปจากโรงอุตสาหกรรม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 10 (1) (ก) และมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจประเมินภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ การประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 5
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอมรวรรณอีควิปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2547
#112918
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 88 (เดิม) และมาตรา 87 (3) (เดิม) ซึ่งเกี่ยวกับภาษีการค้าได้กำหนดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้ผู้เสียภาษีทราบโดยระบุให้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินเป็นหนังสือแก่ผู้เสียภาษีว่าจะต้องเสียภาษีประเภทใด เป็นเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งโดยการอุทธรณ์การประเมิน ดังนั้น การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจะสมบูรณ์และเกิดหนี้ที่ผู้เสียภาษีอากรต้องชำระก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือแจ้งการประเมินแก่ผู้เสียภาษีอากรโดยชอบแล้ว การแจ้งการประเมินเป็นหนังสือจึงต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ประเมินให้จำเลยชำระภาษีการค้าเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 แต่มิได้แจ้งการประเมินดังกล่าวแก่จำเลย เพิ่งมีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 4 สิงหาคม 2542 และส่งให้จำเลยทราบได้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2542 จึงเป็นการแจ้งการประเมินเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้า ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) (เดิม) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยสำแดงรุ่นไม่ถูกต้องไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันนำของเข้า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม จำเลยนำรถยนต์คันพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 จึงเกิน 10 ปี นับแต่วันนำเข้า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีศุลกากรจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ จำเลยได้นำเข้ารถยนต์เก่าใช้แล้วยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์ รุ่นปี ๑๙๘๑ และในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่ารถยนต์ที่จำเลยนำเข้ามาเป็นรุ่นที่ผลิตในปี ๑๙๘๖ แต่จำเลยสำแดงเป็นรถรุ่นปีผลิต ๑๙๘๑ เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระอากรจึงประเมินราคารถยนต์ใหม่ เมื่อหักกับเงินภาษีที่จำเลยชำระไว้แล้ว จำเลยต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมรวมเป็นเงิน ๒,๑๑๐,๔๘๖ บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ขาดให้ครบถ้วนแต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงประเมินภาษีอากรและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ เป็นเงินภาษีอากรที่ต้องชำระทั้งสิ้น ๔,๒๗๘,๔๕๖ บาท จำเลยรับทราบการประเมินแล้วไม่ชำระค่าภาษีอากรและไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านหรือโต้แย้งการประเมิน จำนวนเงินภาษีซึ่งประเมินไว้จึงถือเป็นจำนวนเด็ดขาดและถือเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔,๒๗๘,๔๕๖ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า ในการประเมินพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ไม่ได้มีหมายเรียกผู้นำเข้ามาไต่สวนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งให้ไปทำความตกลงและให้ชำระภาษีอากร จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่ผู้นำเข้าได้นำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ การประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ เป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจเริ่มนับอายุความหรือทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียก ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้อง ว. เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายในอายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันนำของเข้าสำเร็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๐๒๖,๕๐๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสอง จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ของจำเลยร่วมยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์คันพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าซึ่งได้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ และชำระค่าภาษีอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ประเมิน กับวางเงินประกันค่าอากรสำหรับเครื่องปรับอากาศไว้เป็นเงิน ๑๐๗,๐๐๐ บาท รถยนต์คันพิพาทนำเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ โดยสำแดงว่าเป็นรถรุ่นปี ๑๙๘๑ หลังนำเข้ามาแล้วจำเลยร่วมขายรถคันพิพาทให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่ารถยนต์คันพิพาทควรเป็นรถรุ่นปี ๑๙๘๖ จึงทำการประเมินราคารถคันพิพาทและค่าอากรใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ไม่อาจติดต่อจำเลยให้มาทำความตกลงชำระค่าอากรที่ขาดและระงับคดีได้ จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดของจำเลยฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอ ครั้นวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงทำการประเมินภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ ๑ ทราบเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การประเมินภาษีอากรที่เรียกเก็บเพิ่มตามฟ้องและการแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ทำการประเมินและแจ้งการประเมินภาษีอากรที่ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๑๐ ปี ที่เจ้าพนักงานประเมินจะมีอำนาจประเมินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๘ ทวิ (๒) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งเรียกเก็บเพิ่มขึ้นของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ชอบ แต่สำหรับการประเมินภาษีศุลกากรนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องมีหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนหรือต้องทำการประเมินภายในกำหนดเวลาใด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีศุลกากรได้ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่าจำเลยสำแดงปีที่ผลิตรถคันพิพาทไม่ถูกต้อง วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการประเมินให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการทำการประเมินภายหลังจากจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเพียง ๑ ปีเศษ จึงเป็นการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๘๘ ทวิ (๒) แห่ง ป.รัษฎากร ที่โจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยนำภาษีอากรมาชำระตามแบบแจ้งการประเมินลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ นั้น เป็นการกระทำคนละขั้นตอนกันกับการประเมิน เพราะเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการกำหนดจำนวนภาษีที่จะต้องชำระให้ครบถ้วนตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ แล้ว การกระทำการประเมินเป็นอันเสร็จการ และเมื่อทำการประเมินเสร็จแล้ว จึงจะถึงขั้นตอนการแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนำเงินภาษีตามจำนวนที่ได้ประเมินนั้นไปชำระต่อเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เกี่ยวกับภาษีการค้านั้น ป.รัษฎากร มาตรา ๘๘ (เดิม) บัญญัติว่า เมื่อประเมินแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ประกอบการค้า ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ เว้นแต่การประเมินตามมาตรา ๘๗ (๓) ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน เมื่อกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้ผู้เสียภาษีทราบโดยระบุให้ทำเป็นหนังสือ จึงแสดงแจ้งชัดว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งแก่ผู้เสียภาษีว่าจะต้องเสียภาษีประเภทใด เป็นเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งโดยการอุทธรณ์การประเมินได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้การประเมินภาษีและการแจ้งการประเมินภาษีจะเป็นการกระทำคนละขั้นตอนกัน แต่การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจะสมบูรณ์และเกิดหนี้ที่ผู้เสียภาษีอากรจะต้องชำระก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือแจ้งการประเมินแก่ผู้จะต้องเสียภาษีอากรโดยชอบแล้ว การแจ้งการประเมินเป็นหนังสือจึงถือเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินและต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ มิใช่เพียงเมื่อเจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรแล้วจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงไปได้ไม่ ดังนั้น หากเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินจึงย่อมเท่ากับไม่มีการประเมิน ข้อเท็จจริงในคดีนี้แม้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ ๑ ได้ทำการประเมินให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ แต่ก็มิได้มีการแจ้งการประเมินดังกล่าวแก่จำเลย เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ และส่งแก่จำเลยทราบได้ในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ อันเป็นเวลาที่พ้นกำหนด ๑๐ ปีที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ ๑ จะมีอำนาจประเมินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๘ ทวิ (๒) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องโจทก์ในส่วนภาษีศุลกากรขาดอายุความแล้วหรือไม่เป็นประการแรก ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ สำแดงรุ่นรถคันพิพาทผิดจากความจริง แสดงว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ เมื่อเป็นกรณีหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินอากรที่ขาดจึงเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ไม่ใช่อายุความ ๑๐ ปี นับจากวันที่นำของเข้า แต่ต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๗ เดิม (มาตรา ๑๙๓/๓๑ ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากร ท่านให้มีอายุความ ๑๐ ปี และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา ๑๖๙ เดิม (มาตรา ๑๙๓/๑๒ ที่แก้ไขใหม่) วันที่โจทก์ที่ ๑ ตรวจพบว่าจำเลยหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นวันที่โจทก์ที่ ๑ อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรเพิ่มในส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนได้ เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ยังไม่เกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนภาษีศุลกากรจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมหลีกเลี่ยงอากรนั้นเป็นการคลาดเคลื่อนเพราะจำเลยและจำเลยร่วมมิได้หลีกเลี่ยงอากรหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ เห็นว่ารถยนต์คันพิพาทควรเป็นรถรุ่นปี ๑๙๘๖ ไม่ใช่รุ่นปี ๑๙๘๑ ที่สำแดงขณะที่นำรถคันดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการสอบสวนจำเลยในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ และ ๙๙ แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเข้ารถยนต์คันพิพาทโดยสำแดงรุ่นไม่ถูกต้องนั้น ไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่ ๑ ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันที่นำของเข้า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคสาม เมื่อจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๒ และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จึงเกิน ๑๐ ปีแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในส่วนภาษีศุลกากรจึงขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในข้ออื่นอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ที่แก้ไขใหม่
ป.รัษฎากร ม. 88 (เดิม) ม. 88 ทวิ (2)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นายธนะภูมิ ชินะโชติ
จำเลยร่วม — นายวิษณุ โรจนประภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2547
#411194
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ป.รัษฎากร มาตรา 88 (เดิม) ได้กำหนดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ประกอบการค้าผู้เสียภาษี จึงแสดงชัดว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งแก่ผู้เสียภาษีว่าจะต้องเสียภาษีประเภทใด เป็นเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งโดยการอุทธรณ์การประเมินได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้การประเมินภาษีและการแจ้งการประเมินภาษีจะเป็นการกระทำคนละขั้นตอนกัน แต่การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจะสมบูรณ์และเกิดหนี้ที่ผู้เสียภาษีจะต้องชำระก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือแจ้งการประเมินแก่ผู้จะต้องเสียภาษีอากรโดยชอบแล้ว การแจ้งการประเมินเป็นหนังสือจึงถือเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินและต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ มิใช่เพียงเมื่อเจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรแล้วจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงไปได้ไม่ ดังนั้น หากเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินจึงย่อมเท่ากับไม่มีการประเมิน ข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ทำการประเมินให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่ม เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 แต่ก็มิได้มีการแจ้งการประเมินดังกล่าวแก่จำเลย เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 4 สิงหาคม 2542 และส่งแก่จำเลยทราบได้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2542 อันเป็นเวลาพ้น 10 ปี ที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 จะมีอำนาจประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในกรณีหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินอากรที่ขาดจะเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคสาม ไม่ใช่อายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้าแต่ต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 167 (เดิม) (มาตรา 193/31 ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากร ท่านให้มีอายุความ 10 ปี และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 169 (เดิม) (มาตรา 193/12 ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งได้แก่วันที่โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยหลีกเลี่ยงอากร แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเข้ารถยนต์คันพิพาทโดยสำแดงรุ่นไม่ถูกต้องนั้น ไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ จึงมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่นำของเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคสาม เมื่อจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเกิน 10 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระจำนวน 4,278,456 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ผู้นำเข้าได้นำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 การประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2533 เป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจเริ่มนับอายุความหรือทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายวิษณุ โรจนประภา เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้องนายวิษณุเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า หัวหน้าพนักงานอัยการกองคดีเศรษฐกิจและทรัพยากรกอง 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้แจ้งคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในคดีอาญาในเรื่องการนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวเพราะพยานหลักฐานไม่พอตามเอกสารท้ายคำให้การจำเลยร่วมหมายเลข 4 ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยให้รับผิดในคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายในอายุความ 10 ปี นับแต่วันนำของเข้าสำเร็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,026,501 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสอง จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ของจำเลยร่วมยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์คันพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 101 ถึง 104 ซึ่งได้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 และชำระค่าภาษีอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมิน กับวางเงินประกันค่าอากรสำหรับเครื่องปรับอากาศไว้เป็นเงิน 107,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 99 และ 100 รถยนต์คันพิพาทนำเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 โดยสำแดงว่าเป็นรถรุ่นปี 1981 หมายเลขเครื่องยนต์ 23 ดี 00832 เอ หมายเลขคัสซี 35849481 เอฟ หลังนำเข้ามาแล้วจำเลยร่วมขายรถคันพิพาทให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2533 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่ารถยนต์คันพิพาทควรเป็นรถรุ่นปี 1986 จึงทำการประเมินราคารถคันพิพาทและค่าอากรใหม่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ไม่อาจติดต่อจำเลยให้มาทำความตกลงชำระค่าอากรที่ขาดและระงับคดีได้ จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดของจำเลยฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอ ครั้นวันที่ 4 สิงหาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงทำการประเมินภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11 ถึง 13 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การประเมินภาษีอากรที่เรียกเก็บเพิ่มตามฟ้องและการแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งการประเมินภาษีอากรที่ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ที่เจ้าพนักงานประเมินจะมีอำนาจประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งเรียกเก็บเพิ่มขึ้นของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบ แต่สำหรับการประเมินภาษีศุลกากรนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินต้องมีหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนหรือต้องทำการประเมินภายในกำหนดเวลาใด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีศุลกากรได้ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2533 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่าจำเลยสำแดงปีที่ผลิตรถคันพิพาทไม่ถูกต้อง วันที่ 29 สิงหาคม 2533 เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการประเมินให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 83 ซึ่งเป็นการทำการประเมินภายหลังจากจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเพียง 1 ปีเศษ จึงเป็นการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยนำภาษีอากรมาชำระตามแบบแจ้งการประเมินลงวันที่ 4 สิงหาคม 2542 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 นั้น เป็นการกระทำคนละขั้นตอนกันกับการประเมิน เพราะเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการกำหนดจำนวนภาษีที่จะต้องชำระให้ครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2533 แล้ว การกระทำการประเมินเป็นอันเสร็จการและเมื่อทำการประเมินเสร็จแล้ว จึงจะถึงขึ้นตอนการแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนำเงินภาษีตามจำนวนที่ได้ประเมินนั้นไปชำระต่อเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เกี่ยวกับภาษีการค้านั้นประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (เดิม) บัญญัติว่า เมื่อประเมินแล้วให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ประกอบการค้า ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ เว้นแต่การประเมินตามมาตรา 78 (3) ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน เมื่อกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้ผู้เสียภาษีทราบโดยระบุให้ทำเป็นหนังสือ จึงแสดงแจ้งชัดว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งแก่ผู้เสียภาษีว่าจะต้องเสียภาษีประเภทใด เป็นเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งโดยการอุทธรณ์การประเมินได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้การประเมินภาษีและการแจ้งการประเมินภาษีจะเป็นการกระทำคนละขั้นตอนกัน แต่การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานจะสมบูรณ์และเกิดหนี้ที่ผู้เสียภาษีอากรจะต้องชำระก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือแจ้งการประเมินแก่ผู้จะต้องเสียภาษีอากรโดยชอบแล้ว การแจ้งการประเมินเป็นหนังสือจึงถือเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินและต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ มิใช่เพียงเมื่อเจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรแล้วจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงไปได้ไม่ ดังนั้น หากเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินจึงย่อมเท่ากับไม่มีการประเมิน ข้อเท็จจริงในคดีนี้แม้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ทำการประเมินให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 แต่ก็มิได้มีการแจ้งการประเมินดังกล่าวแก่จำเลย เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 และส่งแก่จำเลยทราบได้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2542 อันเป็นเวลาที่พ้นกำหนด 10 ปี ที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 จะมีอำนาจประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) การประเมินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องโจทก์ในส่วนภาษีศุลกากรขาดอายุความแล้วหรือไม่เป็นประการแรก ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สำแดงรุ่นรถคันพิพาทผิดจากความจริง แสดงว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2533 เมื่อเป็นกรณีหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินอากรที่ขาดจึงเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม ไม่ใช่อายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า แต่ต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 เดิม (มาตรา 193/31 ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากร ท่านให้มีอายุความ 10 ปี และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12 ที่แก้ไขใหม่) วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่าจำเลยหลีกเลี่ยงอากรจึงเป็นวันที่โจทก์ที่ 1 อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าภาษีอากรเพิ่มในส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนได้ เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนภาษีศุลกากรจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมหลีกเลี่ยงอากรนั้นเป็นการคลาดเคลื่อนเพราะจำเลยและจำเลยร่วมมิได้หลีกเลี่ยงอากรหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เห็นว่ารถยนต์คันพิพาทควรเป็นรถรุ่นปี 1986 ไม่ใช่รุ่นปี 1981 ที่สำแดงขณะที่นำรถคันดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการสอบสวนจำเลยในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ 99 แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 2 ถึง 7 และเอกสารหมาย ล.8 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเข้ารถยนต์คันพิพาทโดยสำแดงรุ่นไม่ถูกต้องนั้นไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม เมื่อจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 จึงเกิน 10 ปีแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในส่วนภาษีศุลกากรจึงขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในข้ออื่นอีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 88 (เดิม) ม. 88 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม ม. 27 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นายธนะภูมิ ชินะโชติ
จำเลยร่วม — นายวิษณุ โรจนประภา
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2965/2547
#410972
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การชั้นสอบสวนของพยานไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น คำให้การของพยานในชั้นสอบสวน ศาลย่อมนำมาฟังประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ทั้งคดีที่โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังคดีที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์เพียงนำสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็เป็นการเพียงพอแล้ว ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองสำหรับคดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.18 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีโทษจำคุกต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ เงินสด 15,000 บาท ของกลางและคืนธนบัตร 1,500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 15,000 บาท ของกลาง คืนธนบัตร 1,500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 ปี ให้ยกฟ้องฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่นางรัชนู เหมมินทร์ ด้วย ไม่ริบธนบัตร 15,000 บาท ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 202 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 7.325 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองและนางรัชนู เหมมินทร์ ได้พร้อมกันในบ้านจำเลยทั้งสอง โดยยึดเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดจากนางรัชนูเป็นของกลาง ซึ่งความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับกระทงหนึ่งนั้นเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองจะรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางรัชนูได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโทธวัช ตันสกุล และสิบตำรวจโทประจักษ์ ทหารไทย เป็นพยานเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า ก่อนเข้าจับกุมสืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุ จึงวางแผนจับกุมโดยขอหมายค้นจากศาลชั้นต้น เมื่อเข้าตรวจค้นภายในบ้านพบนางรัชนูอยู่กับจำเลยทั้งสองด้วยและค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดอยู่ในครอบครองของนางรัชนู ซึ่งนางรัชนูให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดดังกล่าวซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนในฐานะพยานและผู้ต้องหา แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะมิได้นำนางรัชนูเข้าเบิกความ คงมีแต่เฉพาะบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูดังกล่าวก็ตาม แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูดังกล่าวนั้น จำเลยทั้งสองแถลงยอมรับว่านางรัชนูได้ให้การดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวนจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ปรากฏในคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูดังกล่าวว่า นางรัชนูซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง 2 เม็ดมาจากจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยาถูกจับกุมในบ้านเกิดเหตุพร้อมกับเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 202 เม็ด พยานหลักฐานดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดให้แก่นางรัชนู และแม้ว่าบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูนั้นจะเป็นคำให้การซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชนูดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น คำให้การของนางรัชนูในชั้นสอบสวนดังกล่าว ศาลย่อมนำมาฟังประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ทั้งคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังคดีที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์เพียงนำสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็เป็นการเพียงพอแล้ว ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นที่พอใจรับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางรัชนูจริงดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง สำหรับคดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.18 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีโทษจำคุกต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่งด้วย จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมโทษความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว เป็นโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 7 ปี นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสมบูรณ์ วันดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2547
#112911
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลต้องไต่สวนพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงเสียก่อนให้ได้ความว่ามีการกระทำดังกล่าวหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงสอบถามปากคำของ ด. และผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่า ด. ได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 112 ถ้อยคำของ ด. จึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนายเด่นชัยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนางรัชดาผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน โดยนำที่ดินโฉนดที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นหลักประกัน พร้อมยื่นบัญชีทรัพย์ว่ามีราคาประเมิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยอาศัยหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดินว่าที่ดินมีราคาประเมิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ตีราคาค่าประกัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลชั้นต้นตามนัดแทนนายเด่นชัย ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้รับมอบฉันทะจากนายเด่นชัยได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยขอใช้หลักทรัพย์และสัญญาประกันเดิม ศาลชั้นต้นอนุญาต หลังจากนั้นจำเลยหลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งปรับนายเด่นชัยตามสัญญา เมื่อบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานว่าที่ดินมีราคาเพียง ๔๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นมีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานที่ดินได้ความว่า สำนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินให้แก่นายเด่นชัยว่ามีราคาประเมินไร่ละ ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปใช้ในเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินในวันเดียวกันกับวันที่ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่นำมายื่นประกอบคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหารู้เห็นในการร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน โดยแสดงราคาประเมินหลักประกันอันเป็นเท็จ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑ (๑) (ที่ถูกมาตรา ๓๑ (๑) , ๓๓) ลงโทษจำคุก ๖ เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามปากคำนายเด่นชัยและผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่านายเด่นชัยได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๑๒ ดังนี้ ถ้อยคำนายเด่นชัยจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33 ม. 112 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาวนารถตยาหรือประภาศิริ วิมุกตะลพ
จำเลย — นางรัชดา ชูพินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุรชัย คอประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2547
#411183
เปิดฉบับเต็ม

การกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาลและผู้กล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบปากคำ ด. และผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่า ด. ได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 112 ดังนี้ ถ้อยคำ ด. จึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2541 นายเด่นชัย ไพลกลาง ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนางรัชดา ชูพินิจ ผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน โดยนำที่ดินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นหลักประกัน พร้อมยื่นบัญชีทรัพย์ว่ามีราคาประเมิน 600,000 บาท โดยอาศัยหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนสูง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ตีราคาประกัน 500,000 บาท ต่อมาจำเลยหลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งปรับนายเด่นชัยตามสัญญา เมื่อบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานว่าที่ดินมีราคาเพียง 40,000 บาท ศาลชั้นต้นมีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนสูง ได้ความว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนสูง ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินให้แก่นายเด่นชัยว่ามีราคาประเมินไร่ละ 20,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 อันเป็นวันเดียวกันกับวันที่ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่นำมายื่นประกอบคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหารู้เห็นในการร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน โดยแสดงราคาประเมินหลักประกันอันเป็นเท็จ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) (ที่ถูกมาตรา 31 (1), 33) ลงโทษจำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีนี้เป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามปากคำนายเด่นชัย ไพลกลาง และผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่านายเด่นชัยได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 ดังนี้ ถ้อยคำนายเด่นชัยจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ ปัญหาว่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 33 ม. 112 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาวนารถตยาหรือประภาศิริ วิมุกตะลพ
จำเลย — นางรัชดา ชูพินิจ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2954/2547
#411032
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 265 บัญญัติว่า "ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปลอมและใช้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน และระงับซึ่งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อย่างไรบ้าง อันเป็นนิยามของคำว่าเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 คงมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 90, 91 นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5472/2544 ของศาลชั้นต้น และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 นำคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2074/2540 ของศาลชั้นต้น มาบังคับโจทก์

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 5 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมอย่างไร จึงให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 5

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้โจทก์มิได้ระบุในคำฟ้องว่าเป็นเอกสารสิทธิก็ตาม แต่คำว่าปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เป็นคำกฎหมายซึ่งไม่จำเป็นจะต้องระบุลงในคำฟ้อง เพียงแต่การบรรยายฟ้องให้ทราบถึงสถานะของเอกสารว่าเป็นสัญญากู้ ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิก็ย่อมเข้าใจได้อยู่ในตัวว่าเป็นเอกสารสิทธิ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 266 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 บัญญัติว่า "ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปลอมและใช้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อย่างไรบ้าง อันเป็นนิยามของคำว่า เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ส่วนความผิดตามมาตรา 266 โจทก์เพียงแต่ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยฎีกาของโจทก์มิได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 264 วรรคสองและมาตรา 268 วรรคแรก เท่านั้น ซึ่งในความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี จึงเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ จารุธรรมวัฒน์
จำเลย — บริษัทซินสูนกรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2547
#112903
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าที่ดินที่ถูกเวนคืนแปลงใดมีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนหรือไม่เพียงใด ต้องพิจารณาในวันที่กฎหมายกำหนดแนวเขตที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับในกรณีนี้คือวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 1 มกราคม 2535 ในวันดังกล่าวที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนเป็นที่ดินแปลงเดียวมีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 113 ตารางวา และไม่มีด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่า 5 วา ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้ออกเป็นแปลงย่อยอีก 7 แปลง ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผลให้ที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวแต่ละแปลงมีเนื้อที่น้อยกว่า 25 ตารางวา และมีด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่า 5 วานั้น เกิดจากการกระทำของโจทก์เองมิใช่เกิดจากการเวนคืนโดยตรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลืออยู่นั้นได้

อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงให้แก่โจทก์ ส่วนที่มีหนังสือถึงเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ขอให้เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือว่า หากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมเวนคืนหรือจัดซื้อก็ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลืออยู่อันราคาลดลงร้อยละ 60 เป็นการขอให้เจ้าหน้าที่ที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินตามมาตรา 20 มิใช่เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงซึ่งเป็นเงินค่าทดแทนตามมาตรา 21 วรรคสามนี้ ก่อนที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้ได้ ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจะต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีก่อนตามขั้นตอนในมาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้รัฐมนตรีฯ กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ก่อน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้จากจำเลย ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวปรากฏจาก พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบแล้ว แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และไม่ได้ ยกเหตุนี้ขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

ผู้จะมีสิทธิได้เงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนตาม มาตรา 21 วรรคท้าย ต้องเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วในวันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นถูกกำหนดให้เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน ในกรณีนี้คือวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 1 มกราคม 2535 แต่โจทก์ซื้อที่ดินที่ต้องเวนคืน มาภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว ทั้งการสร้างอาคารพาณิชย์แบ่งขายให้แก่บุคคลอื่นก็ไม่ใช่การอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้

โจทก์ผู้ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพียงใดนั้น ต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติไว้ แต่ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้หาได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายที่โจทก์ถูกผู้ซื้อที่ดิน (ที่ถูกเวนคืน) และอาคารพาณิชย์จากโจทก์ฟ้องให้โจทก์รับผิดไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน ๑๗๘,๖๒๔,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๙,๑๘๒,๕๖๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดิน ส่วนที่เหลือด้วย หากจำเลยทั้งสี่ไม่อาจเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ทั้งสองมีราคาลดลง รวมเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงินค่าทดแทน ๑๑๑,๕๑๒,๕๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนจำนวน ๔,๓๘๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐.๕ ต่อปี กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสี่ใช้แทนโจทก์ทั้งสองเท่าที่ชนะคดี

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๒,๔๙๓,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔๕ และ ๑๐๒๓ ถึง ๑๐๒๖ หรือไม่ ในอัตรา ตารางวาละเท่าใด เห็นว่า การพิจารณาว่าที่ดินที่ถูกเวนคืนแปลงใดมีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนหรือไม่เพียงใด ต้องพิจารณาในวันที่กฎหมายกำหนดแนวเขตที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับในกรณีนี้คือวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ คือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ซึ่งได้ความว่า ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔๕ เมื่อหักส่วนที่เป็นทางหลวงแผ่นดินมีที่ดินเหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ ๑๑๓ ตารางวา และไม่มีด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่า ๕ วา จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ จะขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔๕ ออกเป็นแปลงย่อยอีก ๗ แปลงโดยมีการออกโฉนดที่ดินใหม่อีก ๗ ฉบับ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๓ ถึง ๑๐๒๙ ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ อันเป็นผลให้ที่ดินโฉนดฉบับคงเลขที่ ๑๙๒๔๕ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๓ ถึง ๑๐๒๖ แต่ละแปลงมีเนื้อที่น้อยกว่า ๒๕ ตารางวา และมีด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่า ๕ วา นั้น เกิดจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองเอง มิใช่เกิดจากการเวนคืนโดยตรง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินโฉนดฉบับคงเลขที่ ๑๙๒๔๕ และ ๑๐๒๓ ถึง ๑๐๒๖ ที่เหลืออยู่นั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ จำเลยทั้งสี่จัดซื้อที่ดินโฉนดฉบับคงเลขที่ ๑๙๒๔๕ ที่เหลืออยู่เนื้อที่ ๖.๗๐ ตารางวา ตารางวาละ ๙๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๖๐๓,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสอง ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงิน ค่าทดแทนสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๓ ถึง ๑๐๒๖ ที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงหรือไม่เพียงใด เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๔ วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงให้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองมีหนังสือถึง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขอให้เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือด้วย ว่าขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินไปทั้งหมดรวมเป็นเงิน ๓๒,๔๙๙,๒๒๑ บาท หากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือก็ให้เจ้าหน้าที่กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลืออยู่อันราคาลดลง ร้อยละ ๖๐ ของราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๒๔,๘๒๙,๒๒๑ บาท ตามหนังสือขอให้เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือด้วยนั้นเป็นการขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินตามมาตรา ๒๐ เท่านั้น มิใช่เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ฯ ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง เงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงซึ่งเป็นเงินค่าทดแทน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคสาม นี้ ก่อนที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา ๑๘ จะมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้ได้ ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจะต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ฯ ก่อนตามขั้นตอนในมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา ๑๘ ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๔ กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ก่อน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้จากจำเลยทั้งสี่ ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองที่นำเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบแล้ว แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และไม่ได้ยกเหตุนี้ขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ?

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการประกอบการค้าและประกอบการงานอยู่ในที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัย หรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น และบุคคลดังกล่าวได้รับความ เสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย เห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธิได้เงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนตาม มาตรา ๒๑ วรรคท้าย นี้ต้องเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วในวันที่อสังหริมทรัพย์นั้นถูกกำหนดให้เป็น อสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน ในกรณีนี้คือวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ คือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ แต่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินที่ต้องเวนคืนมาภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ แล้ว ทั้งการสร้างอาคารพาณิชย์แบ่งขายให้แก่บุคคลอื่น ก็ไม่ใช่การอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองถูกผู้ซื้อที่ดิน (ที่ถูกเวนคืน) และอาคารพาณิชย์จากโจทก์ทั้งสองฟ้องให้โจทก์ทั้งสองรับผิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสอง ผู้ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองเพียงใดนั้น ต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ บัญญัติไว้ แต่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้หาได้มีบทบัญญัติให้จ่ายค่าทดแทนสำหรับความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองถูกผู้ซื้อที่ดิน (ที่ถูกเวนคืน) และอาคารพาณิชย์จากโจทก์ทั้งสองฟ้องให้โจทก์ทั้งสองรับผิดไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ (จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามลำดับเท่านั้น) ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจากที่จำเลยที่ ๔ วินิจฉัยไว้อีก ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 21 ม. 25 และ 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ รุ่งศุภตานนท์ กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2944/2547
#411031
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะระบุว่า พ. สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ แต่เมื่อไม่มีการนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน และต่อมา พ. ถึงแก่กรรมหนี้เงินกู้จึงยังไม่ระงับ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมได้ การที่โจทก์ไม่นำเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้กู้ยืมไปเรียกเก็บเงินก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 702,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 520,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทของนายพิสุทธิ์ พงศาปรมัตถ์ ลูกหนี้โจทก์ชำระเงินจำนวน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณจนถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 มกราคม 2542) ต้องไม่เกิน 182,000 บาท หากไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์มรดกของนายพิสุทธิ์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่ทั้งนี้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า นายพิสุทธิ์ พงศาปรมัตถ์ สามีจำเลยได้กู้เงินโจทก์จำนวน 520,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2541 นายพิสุทธิ์ถึงแก่กรรม จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายพิสุทธิ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ในวันที่ 20 สิงหาคม 2541 ผู้กู้ได้มอบเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาเชียงใหม่ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2541 จำนวน 520,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินตามสัญญากู้เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามเช็คผู้ให้กู้ต้องนำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินกับธนาคารตามเช็คทันที การที่โจทก์ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามสัญญา โจทก์จึงเสียสิทธิในการฟ้องคดี เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จะระบุว่านายพิสุทธิ์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ แต่เมื่อไม่มีการนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน และต่อมานายพิสุทธิ์ถึงแก่กรรมหนี้เงินกู้จึงยังไม่ระงับ โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิสุทธิ์ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 ได้ ถึงแม้โจทก์จะไม่นำเช็คที่ออกเพื่อชำระเงินกู้ยืมไปเรียกเก็บเงินก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันทนีย์ จันทร
นางวิภา พงศาปรมัตถ์ ในฐานะ
ทายาทและผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายพิสุทธิ์ พงศาปรมัตถ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2940/2547
#112942
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท ฐ. มิใช่เช็คผู้ถือ ดังนั้นบริษัท ฐ. ซึ่งเป็นผู้ทรง เท่านั้นที่จะทำสัญญาขายลดและสลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาขายลดเช็ค เอกสารหมาย จ.3 กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัท ฐ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1270 วรรคสอง อันถือได้ว่า บริษัท ฐ. ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาขายลดเช็คดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งการที่ ธ. และ ส. ลงลายมือชื่อสลักหลังและประทับตราบริษัท ฐ. จำกัด ในเช็คพิพาทให้ แก่โจทก์ ก็เป็นการสลักหลังโอนโดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็นอันใช้ไม่ได้เลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 โจทก์จึงเป็น ผู้ที่ได้รับเช็คพิพาทมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 904, 905 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ ๑,๐๖๕,๗๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๙๑,๔๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า โจทก์ได้เช็คพิพาทมาโดยการสลักหลัง เมื่อบริษัทฐานการตลาด จำกัด ไม่มีสภาพนิติบุคคลก็เท่ากับว่าตัวกรรมการบริษัทคือนายธีระ และนายสมศักดิ์ ได้ขายลดเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวและได้สลักหลังเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยการสลักหลัง ไม่ขาดสาย จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ นั้น เห็นว่า เช็คพิพาทเป็น เช็คขีดคร่อมเฉพาะระบุสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัทฐานการตลาด จำกัด มิใช่เช็คผู้ถือ ดังนั้น บริษัทฐานการตลาด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทรงเท่านั้นที่จะทำสัญญาขายลดและสลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาขายลดเช็ค กระทำขึ้นหลังจากที่บริษัทการตลาด จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการ ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๗๐ วรรคสอง อันถือได้ว่าบริษัทฐานการตลาด จำกัด ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาขายลดเช็คดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งการที่นายธีระและนายสมศักดิ์ลงลายมือชื่อสลักหลังและประทับตราบริษัทการตลาด จำกัด ในเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ก็เป็นการสลักหลังโอนโดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็น อันใช้ไม่ได้เลยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๐๘ โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับเช็คพิพาทมาโดยการสลักหลังที่ขาดสาย โจทก์ย่อม ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔, ๙๐๕ จำเลยทั้งสามในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิด ต่อโจทก์? ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 905 ม. 1008 ม. 1270
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็กเซกคิวทีฟ มีเดีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2927/2547
#411027
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จริง แต่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองและไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองรับว่าได้วางมัดจำไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 100,000 บาท ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ระบุว่าสัญญาจะซื้อจะขายหากมีการวางมัดจำไว้แล้ว แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ดังนั้น การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ที่ได้วางมัดจำไว้แล้วแม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ส. ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 798

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2531 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา ในโครงการ ส. แลนด์แอนด์เฮาส์ พัทยาใต้ หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ของโจทก์กับบริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ทำสัญญากับจำเลยทั้งสองแทนโจทก์ในราคา 3,000,000 บาท วันทำสัญญาจำเลยทั้งสองชำระเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็น 5 งวด งวดที่ 5 จำเลยทั้งสองต้องชำระให้โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท โจทก์จะทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองผิดนัดถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ยอมริบเงินที่ชำระแล้ว โจทก์มีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายกับบุคคลอื่นได้ หลังจากที่จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์แล้ว โจทก์ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วเสร็จ โจทก์ทำการแบ่งแยกที่ดินแปลง เอ.16 และ เอ.17 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32060 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และปลูกสร้างอาคารบนที่ดินเป็นบ้านเลขที่ 273/89 และ 273/90 จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินงวดที่ 5 จำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขอเข้าไปตกแต่งอาคารพาณิชย์ 2 ห้องก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองตกแต่งแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินงวดที่ 5 ให้โจทก์อีก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาริบเงินที่จำเลยทั้งสองชำระให้แก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากอาคารพิพาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์สามารถนำอาคารพิพาท 2 คูหาออกให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 115 เดือน คิดเป็นเงิน 1,725,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 273/89 และ 273/90 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารของโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามสัญญาจะซื้อเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จริง แต่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองและไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นเรื่องการมอบอำนาจให้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ระบุว่า กิจการใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย กิจการใดบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือการตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองรับว่าได้วางมัดจำไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 100,000 บาท ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ระบุว่าสัญญาจะซื้อจะขายหากมีการวางมัดจำไว้แล้ว แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ดังนั้น การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ที่ได้วางมัดจำไว้แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัดทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ อินฉัตร
จำเลย — นายถาวร พิชะยะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2919/2547
#112921
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีฐานะเป็นกรม เป็นนิติบุคคลในสังกัดของกระทรวงจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกระทรวงเจ้าสังกัดจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๑๓,๑๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑๑๓,๑๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ค - ๓๗๗๐ สมุทรปราการ จากบริษัทไทยผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า จำกัด จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงดังกล่าวมีฐานะเป็นกรม เป็นนิติบุคคลสังกัดจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๔ ฌ - ๗๓๘๙ กรุงเทพมหานคร ของสำนักงานปลัดกระทรวงดังกล่าวซึ่งมีชื่อของจำเลยที่ ๒ ติดอยู่ข้างรถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ แล่นไปตามถนนพระรามหก เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม?" และมาตรา ๕ บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ด้วย การที่จำเลยที่ ๑ ขับรถคันเกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ด้วย จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกระทรวงเจ้าสังกัดจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นด้วย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย?

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 66 ม. 76
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ม. 24
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 18 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายบุญรอด บุตรสีพลอย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนิธิมณี ศังขมณี ยงเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2547
#112881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ตำแหน่งพนักงานฝ่ายจัดซื้อได้หลอกลวงโจทก์หลายครั้งว่า ถ้าโจทก์ต้องการขายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าว โจทก์ต้องชำระค่าตอบแทน แก่ผู้บริหารของบริษัทนี้ในอัตราร้อยละ 5 ของราคาสินค้าที่โจทก์ขายได้ในแต่ละงวด มิฉะนั้นบริษัทดังกล่าวจะไม่ตกลงซื้อสินค้าจากโจทก์ อันเป็นข้อความเท็จทำให้โจทก์หลงเชื่อ โจทก์จึงได้จ่ายเงินโดยนำเงินเข้าบัญชีของธนาคารตามที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์หลายครั้ง แม้คำฟ้องไม่มีข้อความว่า โดยทุจริต แต่จากคำบรรยายฟ้องมีความหมายบ่งบอกอยู่ในตัวว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นคำฟ้อง ที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าวโดยเติมคำว่า โดยทุจริต ลงไป เป็นเพียงแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น ซึ่งโจทก์ได้แสดงเหตุอันควรในคำร้องแล้วว่า คำฟ้องของโจทก์ยังมีข้อบกพร่อง และเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ทั้งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะเป็นจำเลย ย่อมไม่ทำให้จำเลย เสียเปรียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องจึงเป็นคำสั่งโดยชอบ หาใช่คำสั่งที่ผิดระเบียบหรือผิดหลงไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 158
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 164 ม. 165
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึงรี แอนด์ ด่านขุนทด โค-ออป จำกัด
จำเลย — นางชมนาถ ภักดีหรือหวังภัทรพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2547
#411181
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะเป็นจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคท้าย ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะศาลชั้นต้นยังมิได้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และจำเลยก็ยังไม่ได้ต่อสู้คดีหรือนำพยานเข้าสืบ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องได้ จึงเป็นคำสั่งโดยชอบหาใช่คำสั่งที่ผิดระเบียบหรือผิดหลงไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องและให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์จำเลยให้สิ้นกระแสความก่อน ย่อมเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องรวม 3 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ 3 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 โจทก์ขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องโดยเพิ่มเติมคำว่า โดยทุจริต ต่อจากข้อความว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในตำแหน่งพนักงานจัดซื้อ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่ากรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ อนุญาตสำเนาให้จำเลย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 และสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้โจทก์แก้และเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 ให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปจนเสร็จ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 และให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้ระบุคำว่า โดยทุจริต ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์เสียไปเพราะเหตุบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดไม่ เนื่องจากโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในตำแหน่งฝ่ายจัดซื้อได้หลอกลวงโจทก์หลายครั้งต่างกรรมต่างวาระว่า ถ้าโจทก์ต้องการขายสินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ต้องชำระค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในอัตราร้อยละ 5 ของราคาขายสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในแต่ละงวด มิฉะนั้นบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จะไม่ตกลงซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งเป็นข้อความเท็จ ความจริงแล้วผู้บริหารของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด มิได้เรียกร้องค่าตอบแทนจากโจทก์ดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด โจทก์หลงเชื่อว่าเป็นความจริงตามคำหลอกลวงของจำเลยและประสงค์จะขายสินค้าให้แก่บริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จ่ายเงินตามคำหลอกลวงของจำเลยโดยการจ่ายเข้าบัญชีเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพระโขนง บัญชีเลขที่ 1574352454 ในชื่อบัญชีว่า "แต๋ว เกตุมาชม" ตามที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์รวม 14 ครั้ง เป็นเงิน 2,711,916 บาท จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวมีความหมายบ่งบอกอยู่ในตัวว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 โดยขอเติมคำว่า โดยทุจริต ต่อจากข้อความว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทอีเกีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในตำแหน่งพนักงานจัดซื้อ จึงเป็นเพียงแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น โดยโจทก์ได้แสดงเหตุอันควรในคำร้องแล้วว่าคำฟ้องของโจทก์ยังมีข้อบกพร่อง และการยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องดังกล่าวก็ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะเป็นจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะศาลชั้นต้นยังมิได้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และจำเลยก็ยังไม่ได้ต่อสู้หรือนำพยานเข้าสืบ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งสั่งตามคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 ที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องได้ จึงเป็นคำสั่งโดยชอบแล้วหาใช่คำสั่งที่ผิดระเบียบหรือผิดหลงไม่ ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2542 และให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้มีการสืบพยานโจทก์จำเลยให้สิ้นกระแสความก่อนย่อมเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึงรี แอนด์ ด่านขุนทด โค-ออป จำกัด
จำเลย — นางชมนาถ ภักดีหรือหวังภัทรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901/2547
#410971
เปิดฉบับเต็ม

พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัท ว. จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะมีผลประโยชน์มาปันให้ให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิก จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกเดิมก็ยังจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจำนวนลดหลั่นไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกนั้น เป็นการประกอบกิจการโดยวิธีชักจูงให้ผู้อื่นส่งเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ตน และให้ผู้นั้นชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กำหนด และแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่าถ้าได้ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะได้รับกำไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ส่งไว้ดังที่บางคนเรียกกันว่าแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเมื่อคำนวณตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกแล้ว จะเห็นได้ว่าหากผู้เป็นสมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถชักจูงบุคคลอื่นมาเข้าร่วมได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกรายต้น ๆ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้หลายเท่า แต่หากการดำเนินการมิได้เป็นไปตามคำชักจูงก็จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเชื่อมาสมัครรายหลัง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกและผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สมาชิกในเงื่อนไขตามตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกดังกล่าว ต้องตามความหมายของบทนิยามคำว่า "กู้ยืมเงิน" และ "ผลประโยชน์ตอบแทน" ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 3 และเมื่อมีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณามีจำนวนมากกว่าตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยมีจำนวนรวม 394 คนตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์

แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียว แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้น มีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 คน ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตาม ป.อ. มาตรา 91

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 มีโทษตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 394 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,135,700 บาท แก่ผู้เสียหายตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้องและริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 394 กระทง ซึ่งแต่ละกระทงดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 394 กระทง เป็นจำคุก 1,970 ปี แต่ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,135,700 บาท แก่ผู้เสียหายตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้อง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน เมื่อระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการใช้ชื่อว่าบริษัทไวท์โฮปกรุ๊ป จำกัด โดยประกาศโฆษณารับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปต่อประชาชนทั่วไปผู้สมัครต้องเสียเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท หากผู้เป็นสมาชิกคนใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ครบ 6 คน จะได้รับเงินค่าดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท และจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาได้อีก สมาชิกเดิมก็จะได้รับเงินตอบแทนลดหลั่นกันไป นอกจากนี้สมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปมีสิทธิให้ทางบริษัทสั่งซื้อสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาต้นทุน และสามารถนำบัตรสมาชิกไปใช้บริการซื้อสินค้าจากร้านค้าจำนวน 8 แห่ง ในท้องที่อำเภอชุมแพจะได้รับส่วนลดในราคาพิเศษตามตารางใบประกาศผลประโยชน์แห่งสมาชิกและใบประกาศโฆษณา เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้เอกสารที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวนมากเป็นของกลาง ปรากฏตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย ป.จ.1 นับถึงวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับ มีผู้สมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปจำนวน 394 คน รวมเป็นเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้น 1,135,700 บาท ปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหายเอกสารหมาย ป.จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางบัวไข วงค์เหม นางจิตรสมร อุ่นใจ นางปัญญา วินไธสง นายวิหาร เจิมขุนทด นางบุญเทียม สงค์คลัง นางซิน ถิ่นฐาน นายสรวง อุปกา นายทองศรี อุทัยสา นางปราณี ปัญญา นายสมบูรณ์ โชคคูณ นายหนูเทียน เชื้อบุญมา นายบุญมี หัสดาลอย นายสม สายทอง นางเต้า แสนสมบัติ นายเขียน เถื่อนช้าง นางวราวรรณ ชาวชุมนุม นายบุญบาล พุทธจันทร์ นางอำนวย ศรีสุทอ นายบุญชู ชำนาญ นายสุวิทย์ พันธ์ศรี นายเคน โคตะรุด นายสมัย คมสันต์ และนายภิรมย์ หงส์วิไล ผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความฟังได้ว่า ผู้เสียหายดังกล่าวได้สมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน เสียค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท และรับแจ้งว่าหากผู้สมัครคนใดชักจูงผู้อื่นมาสมัครสมาชิกใหม่ได้ครบ 6 คน ทางบริษัทจะออกเงินค่าดาวน์รถจักรยานยนต์ให้จำนวน 6,000 บาท หรือให้สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท และไม่ว่าผู้สมัครเดิมจะหาสมาชิกใหม่ได้กี่คนยังจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกได้เพิ่ม สมาชิกเดิมก็จะยังได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นจำนวนเงินลดหลั่นกันไป รายละเอียดปรากฏตามใบประกาศโฆษณาตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกเอกสารหมาย จ.1 โดยเมื่อผู้สมัครชำระค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับเงินจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะส่งมอบบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปให้แก่ผู้สมัครภายหลัง ซึ่งผู้เสียหายที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามเงื่อนไขที่ประกาศมีนางบัวไข วงค์เหม นางจิตรสมร อุ่นใจ และนายบุญมี หัสดาลอย โดยนางบัวไขชักชวนบุคคลอื่นมาสมัครเป็นสมาชิกได้ 6 คน ได้รับเงินจำนวน 6,000 บาท จากทางบริษัทไปชำระค่าดาวน์รถจักรยานยนต์ และได้รับเช็คจ่ายเงินค่าตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่จำนวน 5,690 บาท แต่ยังไม่ได้นำไปเรียกเก็บเงินเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับกุมเสียก่อน นางจิตรสมรชักชวนบุคคลอื่นมาสมัครเป็นสมาชิกได้ครบ 6 คน ได้รับเงินจำนวน 6,000 บาท และได้รับเงินค่าตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่จำนวน 4,500 บาท ด้วย สำหรับนายบุญมีมีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลบ้านใหม่ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ได้ไปสมัครตามคำชักจูงของนายประหยัด วุฒิพันธ์ สารวัตรกำนัน จากนั้นนายบุญมีได้ชักชวนบุคคลอื่นไปสมัครเป็นสมาชิกกับทางบริษัทครบ 6 คน จำเลยที่ 1 ได้พาไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยชำระเงินดาวน์ให้ 6,000 บาท ต่อมานายบุญมีพาคนไปสมัครเป็นสมาชิกอีก 6 คน ครั้งนี้ได้รับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นสิ่งตอบแทน และจำเลยที่ 1 เห็นว่า นายบุญมีกับนายประหยัดสามารถหาสมาชิกได้เร็ว จึงเสนอให้เป็นตัวแทนของบริษัทประจำหมู่บ้านใหม่ จำเลยที่ 1 จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่างหากโดยจำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารและใบเสร็จรับเงินจำนวนหนึ่งไว้ ผู้สมัครจะสมัครเป็นสมาชิกให้สมัครกับนายบุญมีและนายประหยัดได้เลย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสมัครที่บริษัทซึ่งมีชาวบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกกับนายบุญมี 50 ถึง 60 คน หลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับกุมนายบุญมีต้องจ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกคืนให้แก่ชาวบ้านเป็นเงินรวม 100,000 บาทเศษ และโจทก์มีนายบุญมี โชครวมชัย เจ้าของห้างทองโชครวมชัย นายไพบูรณ์ เขตจัตุรัส ผู้จัดการโรงพิมพ์วิทยาการพิมพ์ นายสวัสดิ์ เร่งศิริวัฒนกุล เจ้าของร้านทองชายสากล นางสุจินดา มณีรอด เจ้าของร้านเมืองเฟอร์นิเจอร์ กับนางลออ มั่นคง เจ้าของร้านเสริมสวนแคช จำนวน 5 ใน 8 ตามใบประกาศบริการทองสำหรับบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปเอกสารหมาย จ.3 เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ความจริงแม้จำเลยที่ 1 จะไม่มาติดต่อขอส่วนลดให้แก่ผู้ถือบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป ทางร้านค้าก็มีส่วนลดให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการอยู่แล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงหรือมีนิติสัมพันธ์กับเจ้าของร้านดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสุนันท์ หรรษา กับพันตำรวจโทประจักษ์จินต์ผู้ร่วมจับกุม และพันตำรวจโทสุทธิชัย บุนนาค พนักงานสอบสวนเป็นพยานประกอบ โดยร้อยตำรวจเอกสุนันท์และพันตำรวจโทประจักษ์จินต์เบิกความฟังได้ว่า ในการตรวจค้นสำนักงานที่ทำการของจำเลยที่ 1 นอกจากยึดได้เอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 กับพวกแล้วไม่พบสินค้าหรือหลักฐานที่แสดงว่าบริษัทไวท์โฮปกรุ๊ป จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าใด ๆ แต่มีการปิดประกาศภาพถ่ายสมาชิกผู้ที่บริษัทดาวน์รถจักรยานยนต์ให้แล้วจำนวน 46 ภาพ แผ่นป้ายประกาศรายชื่อสมาชิกที่มีสิทธิรับเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 2 แผ่น เอกสารเสนอราคารถจักรยานยนต์จำนวน 2 แผ่น และแผ่นกระดาษโฆษณาจำนวน 1 แผ่น ปิดประกาศอยู่บริเวณผนังห้องของบริษัทตามบัญชีแนบท้ายบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11 ส่วนพันตำรวจโทสุทธิชัยเบิกความฟังได้ว่า พยานได้ทำบัญชีของกลางคดีนี้ไว้ตามบัญชีของกลาง คดีอาญาเอกสารหมาย ป.จ.1 จากการสอบสวนพบว่ามีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปจำนวน 394 คน เสียค่าสมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,135,700 บาท ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายและวันเวลาจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหายเอกสารหมาย ป.จ.2 ชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.7 และ ป.จ.8 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบรับว่า ได้ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัทไวท์โฮปกรุ๊ป จำกัด มีการประกาศโฆษณาให้บริการสิทธิและผลประโยชน์แก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกและใบประกาศโฆษณาเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 จริง ซึ่งผู้สมัครเป็นสมาชิกจะต้องเสียเงินคนละ 3,000 บาท จากนั้นสามารถนำบัตรสมาชิกไปใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากร้านค้าที่จำเลยที่ 1 ติดต่อไว้จะได้รับส่วนลดและหากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่ได้จำนวน 6 คน จำเลยที่ 1 จะส่งเสริมให้เงินไปดาวน์รถจักรยานยนต์เป็นเงินจำนวน 6,000 บาท เพื่อประโยชน์ในการจะออกไปหาสมาชิกใหม่ต่อ ๆ ไปและยังจะได้รับค่าตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่อีกรายละร้อยละ 25 จากเงินค่าสมัคร โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าเพียงมีเจตนาจะให้สมาชิกหรือชาวบ้านทั่วไปได้ซื้อสินค้าในราคาถูกและมีอำนาจในการต่อรองราคา ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้ไปช่วยทำงานที่บริษัทตามแต่จำเลยที่ 1 จะใช้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน จึงเชื่อว่าได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่รู้เห็นตามความจริง ทั้งในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เจือสมกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณาอ้างว่าสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปมีสิทธิให้ทางบริษัทสั่งซื้อสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาต้นทุน สมาชิกสามารถสั่งซื้อได้โดยไม่จำกัดจำนวนตลอดระยะเวลา 5 ปี และบริษัทสั่งมาจะลดราคาให้สมาชิกอีกร้อยละ 20 ตามใบประกาศบริการทองบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป เอกสารหมาย จ.4 นั้น เห็นได้ว่าเป็นโฆษณาที่เลื่อนลอยไม่มีผลจะปฏิบัติตามประกาศได้จริงและในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมก็ไม่พบสินค้าหรือหลักฐานที่แสดงว่าทางบริษัทจำหน่ายหรือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกคนใดได้ใช้บริการตามประกาศโฆษณาดังกล่าว และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ติดต่อร้านค้าไว้จำนวน 8 แห่ง สำหรับให้ส่วนลดพิเศษแก่ผู้ถือบัตรสมาชิกตามใบประกาศบริการทองสำหรับบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปเอกสารหมาย จ.3 นั้น ก็ไม่มีข้อผูกพันบังคับระหว่างร้านค้ากับจำเลยที่ 1 และโดยปกติร้านค้าก็จะมีส่วนลดให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่สมาชิกผู้ถือบัตรพิเศษแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ผู้เข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาดังกล่าวจะยินยอมสมัครใจเสียค่าสมัครคนละ 3,000 บาท เพื่อจะได้สิทธินำบัตรสมาชิกไปใช้บริการและใช้ซื้อสินค้าเพียงเพื่อจะได้รับส่วนลดตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณารับสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปและเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท โดยมีผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกว่า หากผู้เป็นสมาชิกคนใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินค่าดาวน์รถจักรยานยนต์จากบริษัทจำนวน 6,000 บาท และจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกใหม่มาสมัครได้อีกสมาชิกเดิมก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินมีจำนวนลดหลั่นกันไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็รับว่าทำหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัท จำเลยที่ 2 รับว่าทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและได้ให้การสอดคล้องตรงตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.7 และ ป.จ.8 พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัทไวท์โฮปกรุ๊ป จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้มาสมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะมีผลประโยชน์มาปันให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินไปดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกเดิมก็ยังจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจำนวนลดหลั่นไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกเอกสารหมาย จ.1 นั้น เป็นการประกอบกิจการโดยวิธีชักจูงให้ผู้อื่นส่งเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ตน และให้ผู้นั้นชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กำหนดและแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่าถ้าได้ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะได้รับกำไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ส่งไว้ดังที่บางคนเรียกกันว่าแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเมื่อคำนวณตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จะเห็นได้ว่าหากผู้เป็นสมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถชักจูงบุคคลอื่นมาเข้าร่วมได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกรายต้น ๆ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้หลายเท่า แต่หากการดำเนินการมิได้เป็นไปตามคำชักจูงก็จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเชื่อมาสมัครรายหลัง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกและผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สมาชิกในเงื่อนไขตามตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกดังกล่าวต้องตามความหมายของบทนิยามคำว่า "กู้ยืมเงิน" และ "ผลประโยชน์ตอบแทน" ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 พ.ศ.2534 มาตรา 3 และเมื่อมีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณามีจำนวนมากกว่าตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยมีจำนวนรวม 394 คน ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหายเอกสารหมาย ป.จ.2 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ปัญหาต่อไปที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏแจ้งชัดถึงวันเวลาสถานที่อ้างว่าจำเลยได้กล่าวหลอกลวงผู้เสียหายจำนวน 394 คน เมื่อใดบ้าง เพราะผู้เสียหายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกในระยะเวลาแตกต่างกันและมีผู้ชักชวนหลายคน หากพิจารณาจากใบประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการกระทำครั้งเดียวในคราวเดียวกัน จึงเรียงกระทงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียวแต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้นมีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 บาท ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีโทษตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 394 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 343
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 5 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายวีระ บุตรสิม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เตชะกำธร
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2547
#266546
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ในเบื้องต้นต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อยู่ก่อน โดยโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และผู้เสียหาย คดีนี้โจทก์อ้างสิทธิว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวจากจำเลยที่ 3 ได้ฟ้องขับไล่โจทก์และ ด. กับพวก แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ด. มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวซึ่งเป็นส่วนของทรัพย์มรดกของ ด. ตกได้แก่โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ด. โจทก์จึงมีสิทธิที่จะอาศัยหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินและตึกแถวนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินและตึกแถวที่เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างพี่น้องในส่วนของ ด. เป็นสิทธิในทรัพยสิทธิ มิใช่สิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้อันเป็นบุคคลสิทธิ สิทธิของโจทก์ดังกล่าวมีอยู่อย่างไรย่อมไม่หมดไป เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แม้จำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วได้โอนที่ดินและตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 2 ไป ในราคาต่ำก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้อันเป็นความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350

หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 มาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำลายตึกแถวตามคำฟ้องและทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์จนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบตึกแถวแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินและตึกแถวแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำตึกแถวไปให้จำเลยที่ 3 เช่าทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุบทำลายปรับปรุงดัดแปลงตึกแถวเป็นร้านค้าและหอพักมิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ แต่เป็นการใช้สิทธิตามปรกติโดยเชื่อว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีถูกต้องแล้วซึ่งมีอำนาจทำได้ มิได้มีเจตนาทำลายตึกแถวให้เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 350 และ 358

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 350 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุกคนละ 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี และคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3712, 4133, 4136 และ 4956 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รวม 4 แปลง พร้อมด้วยตึกแถวเลขที่ 73, 318 และ 320 เดิมมีชื่อนายสมบูรณ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ระหว่างที่นายสมบูรณ์มีชีวิตอยู่ได้นำที่ดินและตึกแถวดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ครั้นนายสมบูรณ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมบูรณ์ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินและตึกแถวนั้นจากธนาคาร ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นฟ้องบริษัทเสรีเคมีเกษตร จำกัด บริษัทยูนิโกเคมี จำกัด นายเดชา และโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งขอให้ขับไล่ โจทก์ในคดีนี้ให้การต่อสู้คดี ศาลแพ่งพิพากษาว่า ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ให้ขับไล่โจทก์กับพวก ห้ามโจทก์กับพวกเกี่ยวข้อง โจทก์ในคดีนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 5160/2537 โดยศาลแพ่งงดอ่านคำพิพากษาและให้ถือว่าคู่ความทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2538 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายที่ดินและตึกแถวนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและตึกแถวดังกล่าวไว้ต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันในคดีฟ้องขับไล่ดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6015/2539 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสามประกอบคำแถลงการณ์ของโจทก์ลงวันที่ 11 มีนาคม 2545 แล้วเห็นว่าสำหรับในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษ?" ดังนี้ หมายความว่ากรณีตามมาตรา 350 นี้ในเบื้องต้นต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อยู่ก่อน โดยโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และเป็นผู้เสียหาย คดีนี้โจทก์อ้างสิทธิว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3867/2535 ของศาลแพ่ง แต่ปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ได้ฟ้องขับไล่โจทก์และนายเดชากับพวกต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ 3867/2535 โจทก์และนายเดชากับพวกได้ต่อสู้คดีมาโดยตลอด และนายเดชาได้ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา จนกระทั่งวันที่ 13 มีนาคม 2538 ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามคดีหมายเลขแดงของศาลอุทธรณ์ที่ 5160/2537 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่านายเดชามีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนของทรัพย์มรดกของนายเดชาที่ตกได้แก่โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเดชา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะอาศัยหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินและตึกแถวนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวก็ยังมิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวที่เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างพี่น้องตระกูลสุพรรณธะริดาในส่วนของนายเดชานั้นเป็นสิทธิในทรัพยสิทธิมิใช่สิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้อันเป็นบุคคลสิทธิ สิทธิของโจทก์ดังกล่าวมีอยู่อย่างไร ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์นั้นหมดไป จำเลยที่ 1 จึงมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วได้โอนที่ดินและตึกแถวนั้นให้จำเลยที่ 2 ไปในราคาต่ำและจำเลยที่ 1 นำไปจำนองไว้แก่ธนาคารก็เป็นเรื่องในทางแพ่งที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหรือเพิกถอนการฉ้อฉลเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ได้ดำเนินการดังกล่าวมาแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 11131/2538 ของศาลแพ่ง เมื่อโจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ก่อนดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้อันเป็นความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 350 จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้โอนที่ดินและตึกแถวนั้นให้จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 350 ดังกล่าวด้วย แม้โจทก์จะฟ้องขอเพิกถอนการโอนและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 11131/2538 ของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ก็ไม่ทำให้การกระทำที่แต่เดิมซึ่งไม่เป็นความผิดอาญากลับกลายมาเป็นความผิดขึ้นมาได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาในประการสุดท้ายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 มาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำลายทรัพย์สินตึกแถวตามคำฟ้องและทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์จนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม การที่โจทก์ชนะคดีแพ่งชั้นอุทธรณ์ทำให้การบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นยกเลิกไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3867/2535 ของศาลแพ่งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่โจทก์กับพวกแล้ว จำเลยที่ 1 ได้บังคับคดี แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำพิพากษา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 หรืองดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 ไว้แต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายจนโจทก์และบริวารได้ย้ายออกไปจากตึกแถวดังกล่าว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบตึกแถวนั้นแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำตึกแถวนั้นไปให้จำเลยที่ 3 เช่าทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุบทำลายปรับปรุงดัดแปลงตึกแถวดังกล่าวเป็นร้านค้าและหอพัก มิใช่ว่าจะกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงทุนดัดแปลงต่อเติมตึกแถวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามปรกติเพราะเชื่อว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีถูกต้องแล้วจึงมีอำนาจทำได้ มิได้มีเจตนาทำลายตึกแถวนั้นให้เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 358 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.อ. ม. 350 ม. 358
ชื่อคู่ความ
สุพรรณธะริดา — นางลลนา สุพรรณธะริดา
จำเลย — นายสราวิทย์ กลิ่นสุคนธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุลิต — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา