คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3469/2547
#112901
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 บัญญัติว่า ในคดีอาญา ที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แต่ถ้าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ และการฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาล ถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โดยศาลเป็นผู้บันทึกใจความไว้เป็นหลักฐาน และให้คู่ความ ลงชื่อไว้ การฟ้องด้วยวาจาอันเป็นวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงจึงมีกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้ศาลเป็นผู้บันทึกคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) เป็นกรณีที่ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสระบุรีอันเป็นท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ จึงย่อมนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดสระบุรี ตามพระราชบัญญัติให้นำ วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจา และศาลได้บันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้ โดยโจทก์และจำเลยได้ลงชื่อไว้แล้ว การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ จำคุก ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง จำคุก ๒ ปี ลดโทษ ให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้อง ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๙ บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แต่ถ้าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ และการฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โดยศาลเป็นผู้บันทึกใจความไว้เป็นหลักฐาน และให้คู่ความลงชื่อไว้ ดังนั้น การฟ้องด้วยวาจาอันเป็น วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงจึงมีกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้ศาลเป็นผู้บันทึกคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) เป็นกรณีที่ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสระบุรีอันเป็นท้องที่ซึ่งยังมิได้มี ศาลแขวงเปิดทำการ จึงย่อมนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและ วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดสระบุรี ตาม พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจา และศาลได้บันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้ โดยโจทก์และจำเลยได้ลงชื่อไว้แล้ว การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย?

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวษณพร พิจิตราศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวเจิดจันทร์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3469/2547
#411163
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แต่ถ้าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ และการฟ้องด้วยวาจานั้น ให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โดยศาลเป็นผู้บันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ ดังนั้น การฟ้องด้วยวาจาอันเป็นวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงจึงมีกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะและให้ศาลเป็นผู้บันทึกคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 157 (7) เป็นกรณีที่ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้องเมื่อคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสระบุรีอันเป็นท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการจึงย่อมนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดสระบุรีตาม พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3 ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจา และศาลได้บันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้ โดยโจทก์และจำเลยได้ลงชื่อไว้แล้ว การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้อง ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติว่า ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แต่ถ้าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ และการฟ้องด้วยวาจานั้นให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โดยศาลเป็นผู้บันทึกใจความไว้เป็นหลักฐาน และให้คู่ความลงชื่อไว้ ดังนั้น การฟ้องด้วยวาจาอันเป็นวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงจึงมีกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้ศาลเป็นผู้บันทึกคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) เป็นกรณีที่ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามสำเนาปรากฏว่าคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดสระบุรีอันเป็นท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ จึงย่อมนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดสระบุรี ตามพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาและศาลได้บันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้ โดยโจทก์และจำเลยได้ลงชื่อไว้แล้ว การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งข้อความและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติที่เป็นผลร้ายให้จำเลยทราบ อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 นั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งผลรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทราบแล้ว และจำเลยไม่คัดค้านตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 25 กันยายน 2545 ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ทรัพย์ของกลางที่ยักยอกตามฟ้องเป็นรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บค 6456 สระบุรี ไม่ใช่ทรัพย์ของกลางในคดีซึ่งเป็นรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บ 6456 สระบุรี ทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยยักยอกรถยนต์หมายเลขทะเบียน บค 6456 สระบุรี ของผู้เสียหายเมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจะฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นมิได้ เพราะต้องถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยได้รับมอบการครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายไว้ใช้งาน แต่กลับเบียดบังยักยอกเอารถยนต์ดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว มิได้คำนึงถึงความเดือนร้อนของผู้อื่น ผิดปกติวิสัยของสุจริตชนและภายหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงนับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ลำพังแต่จำเลยมีคุณงามความดีมาก่อน และให้การรับสารภาพมาโดยตลอดรวมทั้งมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือเหตุผลจำเป็นประการอื่นตามที่กล่าวอ้างในฎีกายังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวษณพร พิจิตราศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3466/2547
#112874
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวน ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุในคดีนี้เกิดในท้องที่ใดแน่ ระหว่างอำเภอบัวใหญ่ กับอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา พนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดดังกล่าวย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ แต่ตามวรรคสาม (ก) ของมาตรา 19 ดังกล่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยถูกจับได้ที่อำเภอแก้งสนามนาง โดยมีสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่อีกหลายนายเป็นผู้ร่วมจับกุม พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นผู้สรุปสำนวนและ ทำความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้ แล้วส่งสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๙๑, ๓๓, ๓๗๑ พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำและมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่าให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุเกิดขึ้นในท้องที่ใดแน่ ระหว่างอำเภอบัวใหญ่ กับอำเภอแก้งสนามนาง ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนในท้องที่สองอำเภอมีอำนาจ ทำการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ โดยพันตำรวจตรี ว. พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยในคดีนี้แล้วก็เท่ากับว่ามีการสอบสวนจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ แล้ว ซึ่งรวมถึงมีอำนาจในการทำความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๐ และ ๑๔๑ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าว พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ ตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง แต่ตามวรรคสาม (ก) ของมาตราดังกล่าวระบุไว้ชัดว่า พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจสำหรับคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยถูกจับกุมได้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านโสกน้ำขุ่น หมู่ที่ ๘ ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพันตำรวจตรี ว. สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่อีกหลายคนเป็นผู้ร่วมจับกุม ฉะนั้นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ เมื่อพันตำรวจตรี ว. ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๐ และ ๑๔๑ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 120 ม. 140 ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายไสย โนนตะสี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ นนทสูติ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3466/2547
#411152
เปิดฉบับเต็ม

กรณีเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้วพนักงานสอบสวนที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีดังกล่าวคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจตามวรรคสาม (ก) ของมาตราดังกล่าว

คดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุเกิดในท้องที่ใดแน่ระหว่างอำเภอบัวใหญ่กับอำเภอแก้งสนามนาง แต่จำเลยถูกจับกุมที่อำเภอแก้งสนามนาง โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่หลายคนเป็นผู้ร่วมจับกุม ดังนั้น พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ เมื่อพันตำรวจตรี ว. สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งไปพร้อมสำนวน เพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91, 33, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำและมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่าให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำและมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้สำหรับความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง และลดโทษให้หนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานพยานยามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุเกิดขึ้นในท้องที่ใดแน่ ระหว่างอำเภอบัวใหญ่กับอำเภอแก้งสนามนาง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนในท้องที่สองอำเภอมีอำนาจทำการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่ โดยพันตำรวจตรีวิจิตร ปัญญาปรุ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยในคดีนี้แล้วก็เท่ากับว่ามีการสอบสวนจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว ซึ่งรวมถึงมีอำนาจในการทำความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามมาตรา 19 วรรคสอง แต่ตามวรรคสาม (ก) ของมาตราดังกล่าวระบุไว้ชัดว่า พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจสำหรับคดีนี้ปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยถูกจับกุมได้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านโสกน้ำขุ่น หมู่ที่ 8 ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมาโดยมีพันตำรวจตรีวิจิตร ปัญญาปรุ สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่อีกหลายคนเป็นผู้ร่วมจับกุม ฉะนั้น พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ คือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก้งสนามนางมิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบัวใหญ่เมื่อพันตำรวจตรีวิจิตรซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้วส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายไสย โนนตะสี
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ นนทสูติ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3454/2547
#112924
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นในคดีก่อนพิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน บก 5451 น่าน คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ป.อ. มาตรา 36 เพียงแต่บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าของแท้จริงของทรัพย์ที่ถูกริบในคดีนั้น ในอันที่ขอคืนทรัพย์โดยเหตุมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด

การที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน บก 5451 น่าน เป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำผิด ย่อมเป็นยุติแล้ว ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีขอคืนของกลางนี้ จะหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีที่ถึงที่สุดแล้วมาวินิจฉัยได้อีก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะวินิจฉัยไปตามประเด็นตามคำร้องที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยในคดีดังกล่าวเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง และริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บก - ๕๔๕๑ น่าน ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บก - ๕๔๕๑ น่าน ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บก - ๕๔๕๑ น่าน ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มีอำนาจหยิบยกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๘๐/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น ขึ้นวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บก - ๕๔๕๑ น่าน ในคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๘๐/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น ได้ถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ป.อ. มาตรา ๓๖ เพียงแต่บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าของแท้จริงของทรัพย์ที่ถูกริบในคดีนั้น ในอันที่ขอคืนทรัพย์โดยเหตุมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด จึงคงมีประเด็นที่ศาลจะต้องไต่สวนและมีคำสั่งเฉพาะเหตุตามคำร้องที่ปรากฏเท่านั้น การที่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บก - ๕๔๕๑ น่าน ถูกริบโดยเหตุที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด ย่อมเป็นยุติแล้ว ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ในคดีขอคืนของกลางนี้ จะหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีที่ถึงที่สุดแล้วมาวินิจฉัยได้อีก ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ชอบที่จะวินิจฉัยไปตามประเด็นตามคำร้องที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยในคดีดังกล่าวเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ผู้ร้อง — นางฉลวย ธนะไพศาล
จำเลย — นายภูวนัย ใยโพธิ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นายปัญญา มั่นคง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3451/2547
#411543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและผู้ตายทะเลาะวิวาทกันเนื่องจากผู้ตายชวน บ. ซึ่งช่วยจำเลยทำสวนไปทำงานที่อื่น เมื่อต่อสู้กันจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้ตายจนล้มลงแล้วฟันผู้ตายหลายครั้ง จนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายเข้าไปจะช่วยผู้ตาย จำเลยใช้มีดฟันหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้ววิ่งหลบหนีไป การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายที่เข้าไปจะช่วยเหลือผู้ตาย เป็นการกระทำต่างกรรมและต่างเจตนากับการฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 91, 33 ริบมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางสังวาลย์ แสงประเสริฐ มารดาของนายสมชาย อยู่ญาติมาก ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามมาตรา 91 (3) ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นพี่ของนายบุญส่ง อยู่ญาติมาก ซึ่งเป็นบิดาของนายสมชาย อยู่ญาติมาก ผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุนายบุญส่งไปช่วยจำเลยทำสวนและอาศัยนอนอยู่ที่เรือนหลังเล็กข้างบ้านจำเลย คืนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านจำเลยเพื่อชวนนายบุญส่งไปทำงานรับจ้างดายหญ้า โดยมีนายธนู มาสุข ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับผู้ตาย ต่อมาปรากฏว่าผู้ตายถูกคนร้ายใช้มีดฟันที่ศีรษะ ลำคอ ไหล่ขวา และข้อมือขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอยู่ที่หน้าบ้านจำเลย ส่วนผู้เสียหายถูกคนร้ายฟันที่บริเวณมุมปากซ้าย ลำคอด้านซ้ายใต้ใบหูลึกถึงกล้ามเนื้อและทะลุเข้าถึงแก้มได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายธนูผู้เสียหายและนายบุญส่งบิดาของผู้ตายมาเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ โดยมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายไปที่บ้านของจำเลยผู้ตายชวนนายบุญส่งไปทำงานรับจ้างดายหญ้า แต่จำเลยไม่ให้นายบุญส่งไปทำงานเพราะผู้ตายไม่บอกว่าจะได้ค่าจ้างเท่าไร จำเลยและผู้ตายจึงทะเลาะวิวาทกันนายบุญส่งเข้าห้ามจนทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกัน ผู้ตายเดินออกจากบ้านตรงไปยังรถจักรยานยนต์ของตน จำเลยถือมีดอีโต้ของกลางตามไปหาผู้ตาย ผู้ตายหยิบท่อนไม้ขึ้นมาต่อสู้กับจำเลยแต่สู้ไม่ได้ ผู้ตายถูกฟันจนล้มลง จำเลยฟันซ้ำอีกหลายครั้งผู้ตายร้องเรียกให้ผู้เสียหายช่วย ผู้เสียหายวิ่งเข้าไปจะช่วยผู้ตาย จำเลยใช้มีดฟันไปที่หน้าผู้ตายแล้ววิ่งหนีไป เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองปากเห็นจำเลยในระยะใกล้และเห็นเป็นเวลานานอีกทั้งมีการโต้เถียงและห้ามปรามกัน นายบุญส่งเป็นน้องของจำเลย ก่อนเกิดเหตุพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เมื่อเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ คำเบิกความดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อส่วนที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยถูกผู้ตายและผู้เสียหายรุมทำร้ายก่อน จำเลยจึงเหวี่ยงมีดเพื่อป้องกันตน และผู้เสียหายเป็นผู้แทงลำคอของผู้ตายนั้น มีเพียงคำเบิกความลอยๆ ของจำเลยและขัดต่อเหตุที่ผู้เสียหายจะแทงลำคอผู้ตาย ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยและผู้ตายทะเลาะวิวาทกันเนื่องจากผู้ตายชวนนายบุญส่งซึ่งช่วยจำเลยทำสวนไปทำงานที่อื่น เมื่อต่อสู้กันจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้ตายจนล้มลง แล้วฟันผู้ตายหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตายผู้เสียหายเข้าไปจะช่วยผู้ตาย จำเลยใช้มีดฟันหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้งแล้ววิ่งหลบหนีไปการกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อที่สองว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวข้างต้น การที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายที่เข้าไปจะช่วยเหลือผู้ตาย เป็นการกระทำต่างกรรมและต่างเจตนากับการฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยหนักเกินไป เห็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตาย ได้ความว่าผู้ตายเป็นหลานของจำเลยดื่มสุราแล้วไปที่บ้านจำเลยซึ่งเป็นลุง มีการโต้เถียงและวิวาทกันในบ้านจำเลย จนกระทั่งจำเลยได้รับบาดเจ็บมีรอยเลือดทั่วบริเวณบ้าน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตนั้น เห็นว่า เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นให้ลงโทษจำคุก 20 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว คงลงโทษจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางสังวาลย์ แสงประเสริฐ
จำเลย — นายวิเชียรหรือเทียน อยู่ญาติมาก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3448/2547
#410987
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะแก้ไขโทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคหนึ่งและมาตรา 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 284 ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 317 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทหนักอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษ แม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 284, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 3 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่ง และมาตรา 279 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ให้จำคุก 3 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ให้จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ให้จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดเพียงตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 284 ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็คงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จึงนับเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทหนักอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษ ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่าก็ต้องถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน ที่โจทก์ฎีกาว่า จากคำให้การพยานโจทก์และพฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยวางแผนและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลย มิใช่ผู้เสียหายสมัครใจไปกับจำเลย และจำเลยได้ดึงตัวผู้เสียหายนอนลงแล้วพยายามปล้ำผู้เสียหาย เป็นการกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั้น เป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยล่วงเกินทางเพศโดยจำเลยไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายบังคับทำอนาจารผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวีรพันธ์ เขียนดี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2547
#112953
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 จำเลยย่อม สิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาอีกต่อไป แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองที่ดินได้ระงับสิ้นไป การจำนองที่ดิน จึงยังคงมีอยู่ แม้จำเลยสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแต่หนี้จำนองตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๐๕๒๔ พร้อมจดทะเบียนถอนจำนอง ที่ดินคืนโจทก์และรับเงินที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินข้างต้นให้โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๕๒๔ และส่งมอบโฉนดที่ดิน ดังกล่าวแก่โจทก์ โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน ๓๙๒,๐๐๐ บาท จากสำนักงานวางทรัพย์กลาง ถ้าจำเลยไม่ถอนจำนองให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเดิมโจทก์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๕๒๔ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ให้ชำระเงินกู้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๖๐/๒๕๒๕ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดิน คืนแก่โจทก์โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน ๓๙๒,๐๐๐ บาท ที่โจทก์วางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดีโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๖๐/๒๕๒๕ และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยมิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี ที่จำเลยจะร้องขอให้บังคับคดีแก่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ จำเลยย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป อย่างไรก็ดี เมื่อไม่ปรากฏว่า การจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป การจำนองที่ดินพิพาทจึงยังคงมีอยู่ ฉะนั้น แม้จำเลยสิ้นสิทธิ ที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้จำนองตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมาย ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๕ บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าไปไม่ได้" ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองจากต้นเงินจำนวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา ๕ ปี เท่านั้น เมื่อโจทก์เสนอขอชำระหนี้ ดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ การที่โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระหนี้จำนองแก่จำเลย จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้จำนองโดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำนอง ที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน ๓๙๒,๐๐๐ บาท ที่โจทก์วางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราโมทย์หรือมาโนชญ์ ตันติปาลกุล
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางผัสสพร วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2547
#411540
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป จำเลยยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนอง แม้หนี้ที่ประกันนั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 เมื่อโจทก์เสนอขอชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้ การที่โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระหนี้จำนองแก่จำเลยจึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำเลยที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์

คดีก่อน จำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองที่ดิน แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินดังกล่าวหลังจากระยะเวลาในการบังคับคดีเดิมได้ล่วงหน้าพ้นไปแล้ว หาเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ไว้แก่จำเลย เป็นเงิน 245,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9104/2525 ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2525 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ได้ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเกินกว่า 10 ปี ต่อมาโจกท์ขอชำระหนี้ตามสัญญาจำนองจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จำนวน 147,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงนำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวพร้อมจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินคืนโจทก์ และรับเงินที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินข้างต้นให้โจทก์ด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน 392,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์กลาง ถ้าจำเลยไม่ถอนจำนองให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ไว้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 245,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2525 คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2542 โจทก์เสนอขอชำระหนี้ตามสัญญาจำนองโดยจะชำระต้นเงินจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 147,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 392,000 บาท จำเลยปฏิเสธที่จะรับชำระหนี้โดยจะให้โจทก์ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงนำเงินจำนวน 392,000 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี และแจ้งให้จำเลยทราบขอให้ไปจดทะเบียนถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน 392,000 บาท ที่โจทก์วางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชนะคดีโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยมิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ที่จำเลยจะร้องขอให้บังคับคดีแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวได้อีกต่อไป อย่างไรก็ดี เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป การจำนองที่ดินพิพาทจึงยังคงมีอยู่ ฉะนั้น แม้จำเลยสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้จำนองตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองจากต้นเงินจำนวน 245,000 บาท กับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา 5 ปี เท่านั้น เมื่อโจทก์เสนอขอชำระหนี้ดังกล่าวแต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้ การที่โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระหนี้จำนองแก่จำเลย จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้จำนองโดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ โดยรับเงินค่าถอนจำนองจำนวน 392,000 บาท ที่โจทก์วางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดชำระหนี้กู้ยืม และบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองที่ดิน ดังกล่าว หลังจากระยะเวลาในการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถือไม่ได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราโมชหรือมาโนชญ์ ตันติปาลกุล
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2547
#411139
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยมีจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ และมี ธ. ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและเขียน โดย ธ. มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ทนายความฯ การที่ ธ. เรียงหรือแต่งฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 158 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 309, 310, 339 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 (ที่ถูก 310 วรรคแรก), 339 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีและใช้อาวุธมีด จำคุก 12 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานข่มขืนใจโดยกำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนัก (ที่ถูก ต้องระบุตามมาตรา 309 วรรคสอง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่พิจารณาลดโทษให้แก่จำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยมีจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ และมีนางสาวธิดาพร ไตรวาสน์ ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและเขียน ซึ่งตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความ หรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อนางสาวธิดาพร ไตรวาสน์ มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ และไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่นางสาวธิดาพรเรียงหรือแต่งฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 158 (7) ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงอุทธรณ์ด้วยตนเองแล้วให้นางสาวธิดาพรเขียนแทน แต่นางสาวธิดาพรกลับลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์โดยสำคัญผิดมิได้เจตนาฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เรื่องลดโทษให้แก่จำเลยยังไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งในข้อดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ เป็นการต้องห้ามหรือไม่ต้องด้วยองค์ประกอบแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 215
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาวอาทิตยา อ่อนสด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2547
#113024
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ผู้ร้อง คดีนี้ไม่มีการทุเลาการบังคับคดีหรืองดการบังคับคดี และผู้คัดค้านยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงมีสิทธิบังคับคดีตามเงื่อนไขในหมายบังคับคดี การที่ผู้ร้องดำเนินการขออายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่วางต่อศาลไว้โดยไม่มีการทำสัญญาค้ำประกัน จึงเป็นวิธีการหนึ่งของการบังคับคดีซึ่งชอบด้วยกฎหมาย ค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมิใช่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่จำเป็นอันจะอยู่ในความรับผิดของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๒ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน ๙,๑๓๑,๗๓๖ โครนนอร์เวย์แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี แต่ศาลฎีกายังมิได้มีคำสั่งเรื่องคำขอทุเลา ต่อมาวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๓ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๔ ผู้คัดค้านได้นำหลักทรัพย์เงินฝากธนาคารออมสิน สาขายุติธรรม ประเภทฝากประจำจำนวน ๗๒,๔๘๗,๕๖๖.๙๗ บาท มาวางเป็นประกัน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี ต่อมา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมา ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ ว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษา ขอให้ศาลอายัดเงินของผู้คัดค้านในบัญชีธนาคารออมสิน สาขายุติธรรม จำนวนเงิน ๗๒,๔๘๗,๕๖๖.๙๗ บาท ที่ผู้คัดค้านนำมาวางศาลเป็นประกันการชำระหนี้เพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดพร้อม และเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๔ ผู้ร้องได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านดังกล่าว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการให้ตามขอ ดังนั้น ในวันนัดพร้อมผู้ร้องจึงแถลงไม่ติดใจขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านอีก ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายทำให้ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่จำเป็น จึงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายในการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๖ มีคำสั่งให้ค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีอยู่ในความรับผิดของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า หน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นของผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน เห็นว่า คดีนี้ไม่มีการทุเลาการบังคับคดีหรืองดการบังคับคดีหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ผู้ร้อง และผู้คัดค้านยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามเงื่อนไขในหมายบังคับคดี ที่ผู้คัดค้านวางสมุดบัญชีเงินฝากไว้ต่อศาลโดยไม่มีการทำสัญญาประกันคงเป็นเพียงประกันเพื่อมิให้ผู้คัดค้านต้องถูกบังคับคดีเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด การที่ผู้ร้องดำเนินการขออายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านจึงเป็นวิธีการหนึ่งของการบังคับคดีซึ่งชอบด้วยกฎหมายที่จะทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินจำนวนดังกล่าว ค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมิใช่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่จำเป็น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ค่าธรรมเนียมการอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีอยู่ในความรับผิดของผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 166
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไมโครดีไซน์ เอ. เอส. เอ. จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2547
#411056
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎหมายแรงงานไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจ่ายเงินโบนัส ว่าเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเมื่อกิจการมีผลกำไรเท่านั้น กรณีจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งระบุว่า "เงินโบนัสปลายปี กรณีถ้าการจ้างของท่านไม่ถูกยกเลิกอันเป็นสาเหตุจากท่าน บริษัทฯ จะจ่ายท่านหนึ่งเดือนหรือตามอัตราส่วนการจ้างแรงงานของท่านระหว่างปีปฏิทินสิ้นสุด 31 ธันวาคม" ข้อความดังกล่าวชัดเจนว่าจำเลยตกลงจะจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์ โดยมีข้อยกเว้นที่จะไม่จ่ายเพียงประการเดียวคือกรณีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุจากโจทก์ ดังนั้น แม้กิจการของจำเลยจะประสบกับภาวะขาดทุน จำเลยก็จะยกมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 110,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนสิงหาคมและกันยายน 2545 เป็นเงิน 13,680 บาท เงินค่าชดเชย 330,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 220,000 บาท รวมเป็นเงิน 673,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัสจากจำเลย เนื่องจากจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ต่อเมื่อโจทก์ได้บริหารงานจนทำให้จำเลยได้รับผลกำไรปรากฏว่านับแต่โจทก์เข้าบริหารกิจการของจำเลยก็ประสบกับภาวะขาดทุนมาโดยตลอด โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัส ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนสิงหาคมและกันยายน 2545 ต้องใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่จริง ซึ่งจากการตรวจสอบของจำเลยพบว่า โจทก์คงมีสิทธิที่จะได้รับเพียง 10,000 บาท เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย ทั้งนี้ เนื่องจากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างตามประสงค์ของโจทก์เอง นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาการบริหารงานของโจทก์ โจทก์ได้บริหารงานผิดพลาดจนเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายหลายประการ อาทิ มีการเพิ่มเงินเดือนพนักงานโดยไม่มีเหตุอันควรเป็นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 650,775.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันที่ 22 พฤษภาคม 2543 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป สาขาประเทศไทย อัตราเงินเดือน 110,000 บาท ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2545 จำเลยประสบกับภาวะขาดทุนจึงแจ้งให้โจทก์ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการลง แต่โจทก์เห็นว่า ไม่อาจใช้วิธีการตามที่จำเลยต้องการได้ พร้อมกับเสนอแนวทางให้จำเลยพิจารณา 2 ประการ คือ 1. ปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานตำแหน่งหลักๆ และ 2. เลิกจ้างโจทก์แล้วหาคนใหม่ที่อาวุโสน้อยด้วยเงินเดือนที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนโจทก์ ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามแนวทางที่โจทก์เสนอดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามกฎหมายแรงงานเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้าง เมื่อกิจการมีผลกำไรเท่านั้น ทั้งจากบันทึกเอกสารมินิทฯ รายละเอียดและเงื่อนไขข้อ 5 และ 6 เอกสารหมาย จ.2 และคำแปลเอกสารหมาย จ.3 ก็มิได้กำหนดว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินโบนัสแม้จำเลยจะขาดทุน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสบกับภาวะขาดทุนถึง 10,000,000 บาท ใกล้จะล้มละลายและไม่สามารถจะประกอบกิจการต่อไปได้เช่นนั้นจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ เห็นว่า ตามกฎหมายแรงงานไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจ่ายเงินโบนัสดังที่จำเลยอ้าง กรณีจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงของโจทก์และจำเลย ซึ่งตามบันทึกเอกสารมินิทฯ เอกสารหมาย จ.2 และคำแปลเอกสารหมาย จ.3 ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าเป็นสัญญาจ้างที่โจทก์และจำเลยทำขึ้นจริง เอกสารดังกล่าวในข้อ 5 มีข้อความเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสว่า "เงินโบนัสปลายปี กรณีถ้าการจ้างของท่านไม่ถูกยกเลิกอันเป็นสาเหตุจากท่าน บริษัทฯ จะจ่ายท่านหนึ่งเดือนหรือตามอัตราส่วนการจ้างงานของท่าน ระหว่างปีปฏิทินสิ้นสุด 31 ธันวาคม" ข้อความดังกล่าวชัดเจนว่าจำเลยตกลงจะจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์โดยมีข้อยกเว้นที่จะไม่จ่ายเพียงประการเดียวคือกรณีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุจากโจทก์ ดังนั้น แม้กิจการของจำเลยจะประสบกับภาวะขาดทุน จำเลยก็จะยกมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์หาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อยกเว้นในข้อตกลงดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสปลายปีให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสปลายปีตามอัตราส่วนการจ้างของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะมีเจตนาที่จะลดค่าใช้จ่ายของจำเลยลง เห็นว่า ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 และคำแปลเอกสารหมาย จ.7 ที่โจทก์มีถึงจำเลยมีข้อความว่า โจทก์เข้าใจและห่วงใยในค่าใช้จ่ายของสำนักงานจำเลยในประเทศไทย แต่โจทก์ไม่สามารถจะลดค่าใช้จ่ายของสำนักงานลงตามจำนวนที่จำเลยต้องการได้ แต่เพื่อให้พนักงานของโจทก์มีงานทำกับจำเลยต่อไป โจทก์จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้แก่จำเลยพิจารณา 2 แนวทาง และแนวทางหนึ่งนั้นก็คือ ให้พิจารณาเลิกจ้างโจทก์ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากิจการของจำเลยสาขาประเทศไทย ประสบภาวะขาดทุนจนถึงระดังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง และโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้บริหารก็ทราบดีและพร้อมที่จะรับผิดชอบร่วมแก้ปัญหาด้วยการยอมให้จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์เองแล้วให้ผู้อื่นที่มีค่าจ้างถูกกว่าเข้ามาทำแทน อันเป็นการที่โจทก์ยอมรับสภาพและผลที่จะได้รับจากการเลิกจ้างหากจำเลยพิจารณาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของจำเลยสาขาประเทศไทย ดังนั้น เมื่อจำเลยพิจารณาใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายโดยเลิกจ้างโจทก์ตามที่โจทก์เสนอจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรและมิได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระพงศ์ รุจิราวรรณ
จำเลย — บริษัทมิสเตอร์ มีนิท (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3369/2547
#411974
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านการขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ยื่นคำร้องและของผู้ยื่นคำคัดค้าน หากผู้ยื่นคำร้องหรือคำคัดค้านไว้แล้ว ต่อมาถึงแก่ความตาย สิทธินั้นไม่ตกไปยังทายาท เมื่อปรากฎว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องและผู้คัดค้านถึงแก่กรรมทั้งคู่ สิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องและสิทธิของผู้คัดค้านในการยื่นคำคัดค้านจึงเป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้ร้องและผู้คัดค้าน ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายฝั่น สีสินธ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ สีสินธ์หรือศิลป์ ผู้ตาย ต่อมานายอำคา สีสินธ์หรือศรีศิลป์ ผู้คัดค้านได้มายื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรผู้ตายมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายคนใหม่แทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งคัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนว่าในวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นางทองไร่ สีสินธ์ ภริยาของผู้คัดค้านมาศาลได้แถลงประกอบกับเสนอหลักฐานมรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านต่อศาลว่า ผู้คัดค้านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 และทนายผู้ร้องแถลงว่า ผู้ร้องถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 เช่นกัน ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณา เห็นว่า สิทธในการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็ดี การคัดค้านการขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็ดี เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ยื่นคำร้องและของผู้ยื่นคำคัดค้าน หากผู้ยื่นคำร้องหรือคำคัดค้านไว้แล้ว ต่อมาถึงความตาย สิทธินั้นไม่ตกไปยังทายาท เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องและผู้คัดค้านถึงแก่กรรมทั้งคู่สิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องและสิทธิของผู้คัดค้านในการยื่นคำคัดค้านจึงเป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้ร้องและผู้คัดค้าน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป"

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายฝั่น สีสินธ์
ผู้คัดค้าน — นายอำคา สีสินธ์หรือศรีศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3368/2547
#411054
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์ได้ผ่อนชำระค่าไถ่ถอนให้จำเลยจำนวน 74,500 บาท ครบถ้วนตามสัญญาขายฝากแล้วและมีคำขอให้บังคับจำเลยทำการเพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายฝากและคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ไถ่ถอนที่ดินภายในกำหนด ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้ว ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดฐานลาภมิควรได้และมีคำขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท ที่ชำระไปแก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนด จึงหมดสิทธิไถ่ถอนที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยเด็ดขาด แต่เห็นว่าเงินไถ่ถอนจำนวน 67,500 บาท จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ แล้วพิพากคืนเงินจำนวน 67,500 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินและคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยจำนวน 100,000 บาท โจทก์จึงได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินแก่จำเลยเป็นเงิน 70,000 บาท โดยอ้างว่าเพื่อลดค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน ส่วนเงินที่โจทก์รับไปอีก 30,000 บาท มิได้ทำหลักฐานการกู้ยืมไว้ โจทก์ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ของต้นเงิน 100,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาหลายเดือน จำเลยทวงถาม โจทก์จึงให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารและนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยได้ 6 งวด เป็นเงิน 67,500 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นการชำระดอกเบี้ยและเงินกู้ มิใช่เงินชำระราคาขายฝาก เงินที่โจทก์ชำระจึงยังไม่ครบ 70,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท แก่โจทก์เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์ได้ผ่อนชำระค่าไถ่ถอนให้จำเลยจำนวน 74,500 บาท ครบถ้วนตามสัญญาขายฝากแล้ว และมีคำขอให้บังคับจำเลยทำการเพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายฝากและคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ไถ่ถอนที่ดินภายในกำหนด ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดฐานลาภมิควรได้และมีคำขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท ที่ชำระไปให้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนด จึงหมดสิทธิไถ่ถอนที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยเด็ดขาด แต่เห็นว่าเงินไถ่ถอนจำนวน 67,500 บาท จำเลยได้รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตัดข้อความที่ว่า "แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 67,500 บาท แก่โจทก์" ออกจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเมทินี จินดาทวีผลหรือวรพันธ์
จำเลย — นางสาวสมศรี นิตกานนธร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336 -ที่ 3337/2547
#265580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ส่งสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงินโดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาลแต่พนักงานสอบสวนรับรอง สำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น ศาลรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 238

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำขอกู้เงินในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่า ช. ถึงแก่ความตายแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมปลอมคำขอกู้และหนังสือกู้เงินและไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินราย ช. หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ชอบแล้ว

บ. เผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ บ. ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่กรณีเป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้ บ. เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๘๘, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๕๒, ๓๕๓

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๘๓ มาตรา ๑๘๘ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอม กับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก ๑ ปี ฐานปลอมและใช้บัญชีเงินกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก ๑ ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๓ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๘๓ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก ๑ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และมาตรา ๑๘๘, ๘๖ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก ๑ ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร จำคุก ๘ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ จำคุก ๑ ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ ๑ และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ ๑ นำส่งศาลเพียงสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน โดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาล จึงไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า สำเนาเอกสารที่ส่งต่อศาลนั้น พนักงานสอบสวนได้รับรองสำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๘

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อสมาชิกสหกรณ์การเกษตรขาณุวรลักษบุรี จำกัด โจทก์ที่ ๒ ขอกู้เงิน พนักงานสินเชื่อ จะสอบถามสมาชิกแล้วกรอกข้อความในคำขอกู้ให้สมาชิกที่ขอกู้ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน จากนั้นเสนอต่อผู้จัดการตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ผู้จัดการจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ส่งคืนให้แก่พนักงานสินเชื่อเพื่อนำเสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ ๒ ต่อไป จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน ดังกล่าวไปในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์แทนผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาลว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ ร่วมปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินและไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง นั้นชอบแล้ว

ส่วนกรณีจำเลยที่ ๑ สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ ๒ จะลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานใดนั้น ป.อ. มาตรา ๘๔ บัญญัติว่า "ผู้ใด ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" และวรรคสองบัญญัติว่า " ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น " หมายความว่าผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้นางบังอรเป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่นางบังอรในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่นางบังอรต้องเผาบัญชีเงินกู้ หากนางบังอรทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นางบังอรก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เนื่องจากนางบังอรอาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่นางบังอรยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา คงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้นางบังอรเผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนางบังอรผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ ๑ ใช้นางบังอรเป็นเครื่องมือของจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ใช้ให้นางบังอรกระทำความผิด แต่ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำฟ้องในสาระสำคัญ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และมาตรา ๑๘๘ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก ๑ ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง ม. 238
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางสุนีย์ ถิ่นเถื่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336 -ที่ 3337/2547
#411138
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 84 หมายความว่า ผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้ บ. เป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่ บ. ในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่ บ. ต้องเผาบัญชีเงินกู้ หาก บ. ทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย บ. ก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจาก บ. อาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่ บ. ยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ บ. ผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้ บ. เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 264, 265, 268, 352, 353

สำนวนหลังศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้บัญชีเงินกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188, 86 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีนายทวีกรรมการดำเนินการโจทก์ที่ 2 นางเจริญศรี โสระมัด ผู้จัดการโจทก์ที่ 2 และนายสงบ ปานเพ็ง ประจำสำนักงานสหกรณ์อำเภอขาณุวรลักษบุรีเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.9 ว่า จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำต่อพยานทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ปลอมบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ 2 โดยกรอกข้อความว่า นายสนิท นายลำใย นายทวี และนายประจบซึ่งเป็นสมาชิกโจทก์ที่ 2 กู้เงินจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 17,000 บาท 16,000 บาท 17,000 บาท และ 15,000 บาท ซึ่งเกินกว่าความเป็นจริงคนละ 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 2 ปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินรายนายเชื่อมสมาชิกโจทก์ที่ 2 เพื่อขอกู้เงินจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือที่อ้างว่าเป็นของนายเชื่อม ทั้งที่รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายไปแล้ว มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองแล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ 2 คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วอนุมัติให้กู้ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้การรับต่อพยานทั้งสามของโจทก์ทั้งสองว่าได้กระทำความผิด ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เป็นผลร้ายต่อจำเลยทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การตามความจริง เมื่อพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 แล้ว มีลักษณะคล้ายลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีนี้ เชื่อว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เป็นของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความโดยไม่ได้อ่านข้อความนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายเชื่อมมีภูมิลำเนาในเขตท้องที่รับผิดชอบของนายลำพอง ซึ่งเป็นทำนองว่านายลำพองอาจเป็นผู้ปลอมเอกสารคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินของนายเชื่อมก็ได้นั้น เห็นว่า เอกสารคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินของนายเชื่อมดังกล่าวมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองโดยไม่ปรากฏว่านายลำพองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวเลย จึงไม่มีเหตุให้สงสัยว่านายลำพองปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ 1 นำส่งศาลเพียงสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน โดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาลจึงไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า สำเนาเอกสารที่ส่งต่อศาลนั้น พนักงานสอบสวนได้รับรองสำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเกี่ยวกับบัญชีเงินกู้รายนายสนิทกับพวก จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมกับปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมรายนายเชื่อม ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินรายนายเชื่อมหรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนางเจริญศรีว่า เมื่อสมาชิกโจทก์ที่ 2 ขอกู้เงิน พนักงานสินเชื่อจะสอบถามสมาชิกแล้วกรอกข้อความในคำขอกู้ให้สมาชิกที่ขอกู้ ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน จากนั้นเสนอต่อผู้จัดการตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ผู้จัดการจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวส่งคืนให้แก่พนักงานสินเชื่อเพื่อนำเสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ 2 ต่อไป จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงินดังกล่าวไปในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์แทนผู้จัดการโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมปลอมคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน และไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสองตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใด โจทก์มีนายทวีเบิกความว่า พยานเรียกนางบังอรนักการภารโรงโจทก์ที่ 2 มาให้ถ้อยคำได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้นางบังอรนำบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงไปเผาไฟทิ้ง โดยมีนางบังอรเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินกู้ที่ไม่ตรงต่อความจริงตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 ถึง 4 ให้พยานนำไปสับเปลี่ยนกับบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 1 ถึง 4 แล้วพยานนำบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงไปเผาไฟทำลายตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำให้การที่เป็นผลร้ายต่อตนเองโดยไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่า นางบังอรเบิกความตามความสัตย์จริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้กระทำผิดเองหรือผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดหรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของผู้อื่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 บัญญัติว่า "ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" หมายความว่า ผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้นางบังอรเป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่นางบังอรในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่นางบังอรต้องเผาบัญชีเงินกู้ หากนางบังอรทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นางบังอรก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากนางบังอรอาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่นางบังอรยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนางบังอรผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้นางบังอรเป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ใช้ให้นางบังอรกระทำความผิด แต่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำฟ้องในสาระสำคัญ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินได้อาศัยอำนาจหน้าที่ทำการทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเอง ทำให้เสียชื่อเสียงและความเชื่อถือของสมาชิกและประชาชนทั่วไป เป็นผลเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อย่างมาก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 188 ม. 264 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นางสุนีย์ ถิ่นเถื่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2547
#411052
เปิดฉบับเต็ม

ทหารกองประจำการไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหารฯ จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการจึงไม่เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กระดาษ และถุงพลาสติกของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 24 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า "ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรก็ตาม การเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 4 (8) ให้หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่าทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 4 (3) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการ และได้รับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการจึงไม่เป็นข้าราชการที่ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้ การที่ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการทหารกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 45 ปี แต่โจทก์มิได้สืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดจริง จึงยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้ยก คงลงโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าว จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นางสมหมายหรือพึ่ง ฟักสังข์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2547
#112986
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่ 18 มกราคม 2544 จำเลยไม่นำตัวผู้ต้องหามาส่งโจทก์ ย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกันตัว โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 53,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยต้องตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 381 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก
จำเลย — นายปฏิภาณ ใจเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2547
#411220
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่หนี้ที่กำหนดระยะเวลาชำระวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยประกันตัวนายชัยยา นุ้ยแนบ ผู้ต้องหาไปจากการควบคุมตัวของโจทก์ในระหว่างสอบสวน โดยจำเลยทำสัญญาประกันจะส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามที่โจทก์กำหนดนัดทุกครั้งที่พนักงานสอบสวนเรียกตัว หรือจนกว่าจะส่งพนักงานอัยการ ถ้าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัด จำเลยยินยอมใช้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งนัดให้จำเลยนำตัวผู้ต้องหาไปส่งให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 18 มกราคม 2544 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยมิได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาประกัน ต้องชดใช้เงินค่าปรับตามสัญญาประกัน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยผิดนัดจึงต้องรับผิดใช้ต้นเงินค่าปรับตามสัญญาประกันจำนวน 50,000 บาท และดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 18 มกราคม 2544 คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 3,246.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 53,246.58 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 53,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง

ตามชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ในวันที่ 18 มกราคม 2544 ต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 เป็นต้นไป ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยต้องตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ป.วิ.อ. ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก
จำเลย — นายปฏิภาณ ใจเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3301/2547
#411049
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ชำระเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง และจำนวน 120,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เงินจำนวน 150,000 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงถือเป็นมัดจำ ส่วนหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยรวม 12 งวด เป็นเงิน 840,000 บาท ย่อมไม่อาจถือเป็นมัดจำ แต่เป็นเพียงการชำระราคาบ้านและที่ดินบางส่วน ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 150,000 บาท ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน เงินที่โจทก์ชำระค่าบ้านและค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าวต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดตกเป็นของจำเลยได้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 990,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านตามฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ตกลงขอเปลี่ยนไปซื้อที่ดินและบ้านแปลงใหม่โดยถือเอาข้อตกลงและเงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขายเดิม แม้จะมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยยกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านฉบับเดิมตามเอกสารหมาย ล.1 แต่ข้อตกลงตามบันทึกแนบท้ายสัญญาเดิมตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งจำเลยรับว่าจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่อาศัยได้ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ต้องผูกพันจำเลยในการก่อสร้างบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย จ.5 ด้วย เมื่อจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านแบบบีบนที่ดินแปลงที่ 18 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า แม้ฎีกาของโจทก์จะมีเหตุผลให้พอรับฟังได้ว่าจำเลยรับว่าจะก่อสร้างบ้านแบบบีบนที่ดินแปลงที่ 18 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า แม้ฎีกาของโจทก์จะมีเหตุผลให้พอรับฟังได้ว่าจำเลยรับว่าจะก่อสร้างบ้านแบบบีบนที่ดินแปลงที่ 18 ให้แล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่อาศัยได้ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 และจำเลยไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ก็ตาม แต่ตามข้อกำหนดในสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.5 หรือบันทึกแนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีข้อตกลงว่า หากจำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 แล้ว โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทั้งโจทก์มิได้แสดงเจตนาให้ปรากฏว่าหากจำเลยไม่สามารถสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเมื่อใด ทั้งโจทก์ยังส่งเงินชำระค่างวดแก่จำเลยในงวดที่ 9 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 งวดที่ 10 วันที่ 18 เมษายน 2540 และงวดที่ 11 วันที่ 7 กรกฎาคม 2540 ตลอดมา และเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 โจทก์ยังลงชื่อในแบบฟอร์มใบรับสภาพบ้าน เอกสารหมาย ล.3 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าโครงการพายเนอรี่ ปาร์ค บีช แปลงที่ 18 บี บ้านเลขที่ 158/31 ได้ทำการตรวจสภาพบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่โจทก์เบิกความว่าที่ลงชื่อในเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวเพราะเข้าใจว่าเป็นการลงชื่อขอมิเตอร์ไฟฟ้านั้น ขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แสดงให้เห็นได้ชัดว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น โดยสภาพหรือโดยเจตนาของโจทก์จำเลย มิได้ถือเอาผลสำเร็จในการสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นสำคัญ กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือเรียกเงินค่าที่ดินและบ้านที่ชำระไปแล้วทั้งหมดคืนจากจำเลยได้ ปัญหาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยมีนางพรรณอร วิลลานนท์ ผู้จัดการโครงการมาเบิกความว่า หลังจากโจทก์ได้ลงชื่อในแบบฟอร์มใบรับสภาพบ้านเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 ตามเอกสารหมาย ล.3 แล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านที่สำนักงานที่ดินระยอง สาขาระยอง ในวันที่ 1 สิงหาคม 2540 เวลา 11 นาฬิกา โดยเตรียมเงินไปชำระค่าที่ดินและบ้านส่วนที่เหลือและค่าธรรมเนียมกับค่าบริการต่างๆ โดยส่งไปถึงโจทก์ยังบ้านเลขที่ 151 ซอยพัฒนาการ 48 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งมีบุคคลชื่อทองปนลงชื่อรับหนังสือไว้แทนเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 ตามหนังสือและใบไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย ล.7 แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด จำเลยจึงมีหนังสือไปถึงโจทก์อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 นัดให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านในวันที่ 10 กันยายน 2540 เวลา 11 นาฬิกา โดยจัดส่งไปให้โจทก์ตามที่อยู่เดิมทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ปรากฏว่ามีบุคคลชื่อทองปนลงชื่อรับแทนโจทก์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ตามหนังสือและใบไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารหมาย ล.6 แต่โจทก์ก็ไม่ไปตามนัดอีก จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.4 ส่งไปยังที่อยู่เดิมทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ มีบุคคลชื่อสายใจลงชื่อรับหนังสือ ระบุความเกี่ยวพันกับโจทก์โดยเป็นคนในบ้านตามเอกสารหมาย ล.5 โจทก์นำสืบรับว่าบ้านเลขที่ 151 ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของบริษัททองหล่ออินเตอร์ไพร์ส จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้จัดการ และนางทองปนก็เป็นลูกจ้างของบริษัท โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 657/114 ถนนพัฒนาการ หมู่บ้านปรีชา 3 แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยมีหนังสือดังกล่าว โจทก์ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานที่บริษัทเนื่องจากป่วยเป็นโรคหัวใจ ต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลโจทก์จึงไม่ได้รับหนังสือดังกล่าวของจำเลยนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีถิ่นที่อยู่ที่บ้านเลขที่ 657/114 ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร อันถือเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ แต่บ้านเลขที่ 151 ซอยพัฒนาการ 48 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งของบริษัททองหล่ออินเตอร์ไพร์ส จำกัด ซึ่งโจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการย่อมถือว่าที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเป็นสำนักทำการงานปกติของโจทก์และจำเลยมีนายพีพัฒน์ รังกุพันธ์ กรรมการบริษัทจำเลย และนางพรรณอร วิลลานนท์ ลูกจ้างบริษัทจำเลยมาเบิกความตรงกันว่าโจทก์ได้แจ้งจำเลยติดต่อกับโจทก์ที่บ้านเลขที่ 151 ซอยพัฒนาการ 48 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้ถือเอาบ้านเลขที่ 151 อันเป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัททองหล่ออินเตอร์ไพร์ส จำกัด เป็นภูมิลำเนาของโจทก์อีกแห่งหนึ่ง เมื่อจำเลยได้ส่งหนังสือบอกกล่าวให้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์และหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยยังที่อยู่ดังกล่าวโดยมีผู้รับแทนโจทก์โดยชอบแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวและหนังสือบอกเลิกสัญญาจากจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าไม่เคยได้รับหนังสือดังกล่าวเลย เพราะไม่ค่อยได้ไปที่บริษัทและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพบาบาลเมื่อโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามกำหนดเวลาที่จำเลยได้บอกกล่าว คือวันที่ 1 สิงหาคมและวันที่ 10 กันยายน 2540 ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้แทนโจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันในวันดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินจำนวน 990,000 บาท ที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมดหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้จะซื้อตกลงจะชำระค่าทรัพย์สินที่จะซื้อจะขายให้แก่ผู้จะขาย ณ สถานที่ซึ่งเป็นที่ทำการของผู้จะขาย โดยชำระเงินดังนี้ ชำระในวันจองจำนวน 30,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 120,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระดังนี้ งวดที่ 1 ชำระภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2538 จำนวน 70,000 บาท งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 14 ชำระภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปทุกเดือน เดือนละ 70,000 บาท งวดที่ 15 ชำระภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 181,000 บาท งวดสุดท้ายชำระส่วนที่เหลือจำนวน 2,963,000 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง และโจทก์ชำระเงินอีกจำนวน 120,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.5 ดังนั้น เงินจำนวน 150,000 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงถือเป็นมัดจำ ส่วนหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยรวม 12 งวด รวมเป็น 840,000 บาท ย่อมไม่อาจถือเป็นมัดจำ แต่เป็นเพียงการชำระราคาบ้านและที่ดินบางส่วน ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.5 จึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 150,000 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนตามสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 12 ที่ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด เมื่อผู้จะขายบอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที และให้บรรดาเงินค่าบ้านพร้อมที่ดินที่ผู้จะซื้อชำระแก่ผู้จะขายไว้แล้วทั้งหมดตกเป็นของผู้จะขายโดยพลัน โดยผู้จะซื้อไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากผู้จะขายทั้งสิ้นนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.5 จึงเป็นอันเลิกกัน เงินที่โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านและที่ดินบางส่วนรวม 12 งวด เป็นเงิน 840,000 บาท ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่โจทก์จำเลยจะตกลงกันว่าถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดตกเป็นของจำเลยได้ตามข้อ 12 แห่งสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ คดีนี้โจทก์ผิดสัญญาหลังจากชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 12 งวด เป็นเงิน 840,000 บาท นอกเหนือจากเงินมัดจำจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่โจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด บ้านและที่ดินตามสัญญายังเป็นของจำเลยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจำเลยสามารถนำไปจำหน่ายแก่ผู้อื่นในสภาพบ้านใหม่ได้เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้จำนวน 440,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยสามารถริบเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมดได้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 378 (2) ม. 379 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลัช พงศ์สิริพรชัย
จำเลย — บริษัทพูนสิน วิฟวิ่ง โฮม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ