คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2547
#411176
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของจำเลยถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา และจำเลยไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนกับโจทก์ในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งหมดแล้วและจำเลยได้ส่งมอบที่ดินที่ถูกเวนคืนให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว แม้โจทก์ใช้เนื้อที่ดินที่เวนคืนมาไม่หมดคงใช้ประโยชน์เพียง 28 ตารางวาก็มิใช่เป็นกรณีที่เกิดจากการรังวัดคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขายกัน กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 42 ตารางวา ย่อมตกเป็นของโจทก์โดยสมบูรณ์ตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และไม่มีกฎหมายใดให้สิทธิหรือให้อำนาจโจทก์คืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่เจ้าของเดิม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวา ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 581,782.61 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 562,257.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวา ได้หรือไม่ เห็นว่า หลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ ประกาศใช้บังคับแล้ว โจทก์มีหน้าที่ดำเนินการสำรวจเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอนให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และต้องเสนอรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สำรวจแล้วเสร็จตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนและจำนวนเงินค่าทดแทนแล้ว โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 8153 ของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 42 ตารางวา ได้รับเงินค่าทดแทน 1,617,000 บาท ตามประกาศของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เอกสารหมาย จ.6 จำเลยกับโจทก์จึงได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา ตารางวาละ 38,500 บาท เป็นเงิน 1,617,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมีเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 4 ให้โจทก์แบ่งจ่ายเงินเป็น 2 งวด งวดที่ 1 จ่ายให้ร้อยละ 35 เป็นเงิน 1,212,750 บาท จะจ่ายให้เมื่อผู้ขายได้นำโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอย่างอื่นไปยื่นขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วงวดที่ 2 จ่ายส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 เป็นเงิน 404,250 บาท ให้ในวันที่ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายได้รื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งทรัพย์สินอื่นๆ ออกไปจากที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งหมดแล้วซึ่งเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 4 ถูกต้องครบถ้วน และโจทก์ได้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินตามสัญญาซื้อขายจำนวน 42 ตารางวา เป็นเงิน 1,617,000 บาท ให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2535 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.7 กับได้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตารางวาละ 1,500 บาท จำนวน 42 ตารางวา เป็นเงิน 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2536 แล้ว ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.10 และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินของจำเลยถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา โจทก์รับมอบที่ดินที่เวนคืนจำนวน 42 ตารางวา จากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ใช้เนื้อที่ดินที่เวนคืนมาไม่หมด คงใช้เพียง 28 ตารางวา จึงเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ถูกเวนคืนเป็นจำนวนเนื้อที่แน่นอน ซึ่งตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันชำระเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดให้แก่เจ้าของโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 42 ตารางวา ของจำเลยที่ถูกเวนคืนไปแล้วตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวาให้จำเลยรับไปก่อน แต่ที่ดินของจำเลยที่ถูกเวนคืนจริงหลังทำการรังวัดมีเนื้อที่เพียง 28 ตารางวา จำเลยจึงรับเงินค่าทดแทนที่ดินเกินไป 14 ตารางวา ซึ่งตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนเอกสารหมาย จ.5 มีเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 8 ว่า ถ้ามีการคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขายผู้ซื้อและผู้ขายตกลงยินยอมให้คิดราคาค่าทดแทนที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ซื้อขายตามความเป็นจริงที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว นั้น เห็นว่า ตามประกาศของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เอกสารหมาย จ.6 ที่ดินของจำเลยถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา และจำเลยไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนกับโจทก์ในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวทั้งหมดแล้วและจำเลยได้ส่งมอบที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตเวนคืนให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว แม้โจทก์ใช้เนื้อที่ดินที่เวนคืนมาไม่หมดคงใช้ประโยชน์เพียง 28 ตารางวาก็ตาม ก็มิใช่เป็นกรณีที่เกิดจากการรังวัดคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขายกัน ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 42 ตารางวา ย่อมตกเป็นของโจทก์โดยสมบูรณ์แล้วตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และไม่มีกฎหมายใดให้สิทธิหรือให้อำนาจโจทก์คืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่เจ้าของเดิม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2541 ที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 11 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อธิบดีกรมโยธาธิการ กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ อินทรรัสมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เตชะกำธร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3649 -ที่ 3650/2547
#112916
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นวัยรุ่นบุกรุกเข้ามาในบริเวณบ้านที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวอยู่อาศัยและปีนหลังคาห้องน้ำแอบดูการอาบน้ำของน้องสาวจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในวัยรุ่นเช่นกันและยังอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการข่มเหงจำเลยที่ 2 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จนก่อให้เกิดโทสะขึ้นถึงขั้นกระทำความผิดลงได้ จำเลยที่ 2 ใช้มีดพร้าฟันผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 จะกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่รุนแรงเกินไป การกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ยังเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงในการกระทำผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 , 80 , 83 , 84 , 90 , 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ที่ 1 แล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสุทิน บิดาเด็กชายสุธน ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง แต่ไม่มีเจตนาฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิด? และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นางจำเนียร ภริยานายสุทินและเป็นมารดาเด็กชายสุธน ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นายสุทินถึงแก่ความตายแล้ว ขอเข้าเป็นผู้ดำเนินคดีแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี คำรับของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น โดยขอชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายทั้งสองแอบดูนางสาวชะบา น้องของจำเลยที่ 2 อาบน้ำ นางสาวชะบาร้องให้คนช่วย จำเลยที่ 2 ได้ใช้มีดพร้าฟันที่ขาของผู้เสียหายทั้งสอง โจทก์ที่ 1 และชาวบ้านได้ช่วยกันนำตัวผู้เสียหายทั้งสองส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลที่น่องทั้งสองข้างยาว 10 เซนติเมตร กล้ามเนื้อและเส้นเลือดขาดลึกถึงกระดูก กระดูกขาทั้งสองข้างหัก แพทย์รักษาโดยตัดขาข้างซ้าย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลที่น่องข้างขวายาว 25 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูก เส้นเลือดแดงขาด กระดูกหัก

ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำผิดเพราะบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพยาน ที่ถูกผู้เสียหายทั้งสองแอบดูการอาบน้ำว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่พยาน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองบุกรุกเข้ามาแอบดูพยานขณะกำลังอาบน้ำ โดยมีการปีนหลังคาห้องน้ำขึ้นไปแอบดูด้วย เมื่อพยานร้องหาจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดา จำเลยที่ 2 ก็ได้ออกมาฟันผู้เสียหายทั้งสอง ขณะเกิดเหตุนั้นผู้เสียหายทั้งสองอยู่ในวัยรุ่นแล้ว โดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อายุ 14 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นวัยรุ่นถึงสองคนบุกรุกเข้ามาในบริเวณบ้านที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวอยู่อาศัยและแอบดูการอาบน้ำน้องสาวจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในวัยรุ่นเช่นกัน และยังอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาของจำเลยที่ 2 ในลักษณะเช่นนั้น ย่อมเป็นการข่มเหงจำเลยที่ 2 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จนก่อให้เกิดโทสะขึ้นถึงขั้นกระทำความผิดลงได้ แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 จะกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่รุนแรงเกินไปก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงในการกระทำผิด?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 72 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
กับพวก — เด็กชายสุธน ขุนรัตน์ โดยนางจำเนียร ขุนรัตน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางหนูพวง จินโรจน์หรืออากาศโชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายพรชัย เหลียวพัฒนาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3642/2547
#411060
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ธนบัตรจำนวน 300 บาท ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งริบนั้นจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนคดีนี้ ดังนั้น ธนบัตรดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดในคดีที่จำเลยถูกฟ้อง ศาลจึงไม่มีอำนาจริบธนบัตรดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาริบธนบัตร 300 บาท ดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 25 เม็ด น้ำหนัก 2.310 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.556 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 100 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายจำนวน 1 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายจำนวน 24 เม็ด กับยึดได้ธนบัตรอื่นๆ จำนวน 300 บาท ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนคดีนี้ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 คืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ และริบของกลางอื่นที่เหลือทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 66 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 200,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ไม่ลงโทษปรับและไม่ริบธนบัตรอื่นๆ จำนวน 300 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบธนบัตรจำนวน 300 บาท ของกลางนั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่าธนบัตรดังกล่าวจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งกระทำในลักษณะต่อเนื่องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งริบได้ และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพราะไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ธนบัตรจำนวน 300 บาท ของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งริบนั้นจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนคดีนี้ ดังนั้น ธนบัตรดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดในคดีที่จำเลยถูกฟ้อง ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะริบธนบัตรดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาริบธนบัตร 300 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบธนบัตรจำนวน 300 บาท ของกลางจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวชมพู โพธิ์สัย
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3636/2547
#411174
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 126,580.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,596.30 บาท นับถัดจากฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท แม้จำเลยจะเสียค่าขึ้นศาลมาในชั้นฎีกาในจำนวนทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น 277,298.06 บาท ก็ตาม แต่ทุนทรัพย์ที่แท้จริงที่พิพาทในชั้นฎีกาเป็นเงินจำนวน 126,580.79 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทสุราต่างประเทศจากโจทก์ 4 ครั้งเมื่อครบกำหนดชำระค่าสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อแต่ละครั้งแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 277,298.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 245,993.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 126,580.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,596.30 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มกราคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 126,580.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,596.30 บาท นับถัดจากฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท แม้จำเลยจะเสียค่าขึ้นศาลมาในชั้นฎีกาในจำนวนทุนทรัพย์ 277,298.06 บาท ก็ตาม แต่ทุนทรัพย์ที่แท้จริงที่พิพาทในชั้นฎีกาเป็นเงินจำนวน 126,580.79 บาท ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีนี้จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าสินค้าพิพาทในคดีนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก เป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์บางส่วนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวน์ แอนด์ สปิริทเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายวีรวัฒน์ ชินเชวงเวช
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2547
#112923
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวางทั้งแปลง แม้โจทก์และจำเลยคดีนี้จะเป็นคนละคนกับโจทก์จำเลยในคดีก่อน แต่โจทก์คดีนี้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ในคดีก่อน โจทก์คดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากโจทก์ในคดีก่อน ส่วนจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและจำเลยคดีนี้ต่างมีหน้าที่ดูแลสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน ทั้งโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนว่าที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ ซึ่งได้ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้โจทก์และจำเลยคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และ 148 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องเป็นว่า ที่ดินโฉนดพิพาทคงเหลือเนื้อที่ 12 5/10 ตารางวา ให้จำเลยแก้ไขแล้วส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์นั้น เมื่อโจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาฎีกาในคดีก่อน ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์คูขวางทั้งแปลง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้และปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหรือแก้ไขที่ดินโฉนดพิพาทบางส่วน คงเหลือเนื้อที่ ๑๒ ๕/๑๐ ตารางวา แล้วส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๘๓ นายเส๊ะ ไพรพฤกษ์ เจ้าของที่ดินคนเดิมเคยมีคดีพิพาทโดยนายเส๊ะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชอ้างว่าที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง และคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเส๊ะแล้วนำมาขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดที่ดินพิพาทออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๔๒๒๘ เนื้อที่ ๓ งาน ๖๙ ๗/๑๐ ตารางวา มอบให้โจทก์ ต่อมาเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชมีหนังสือให้จำเลยสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง จำเลยจึงมีคำสั่งให้เพิกถอน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อน นายเส๊ะเจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทเป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชกับพวกเป็นจำเลยโดยมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินแปลงพิพาทนี้ทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นคนละคนกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนก็ตาม แต่โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ในคดีก่อน โจทก์คดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิมาจากโจทก์ในคดีก่อน ส่วนจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อนและจำเลยคดีนี้ต่างมีหน้าที่ดูแลสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยที่ ๑ คดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนในประเด็นที่ว่าที่ดินแปลงพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ และในคดีก่อนได้ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องเป็นว่าที่ดินโฉนดพิพาทคงเหลือเนื้อที่ ๑๒ ๕/๑๐ ตารางวา ให้จำเลยแก้ไขแล้วส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์นั้น ได้ความว่าในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง คดีนี้โจทก์ได้นำที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๘๓ ซึ่งเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีก่อนมาขอออกโฉนด จึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกันทั้งคดีก่อนและคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์คูขวางทั้งแปลง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวบางส่วนจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้และปัญหาข้อที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผ่องศรี ตันติรถานนท์
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรทิน สาเรือง
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2547
#411173
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ส. เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทเป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชกับพวกเป็นจำเลยโดยมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินแปลงพิพาทนี้ทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นคนละคนกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนก็ตามแต่โจทก์ได้รับที่พิพาทมาจากโจทก์ในคดีก่อนโจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิ์มาจากโจทก์ในคดีก่อน ส่วนจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและจำเลยคดีนี้ต่างมีหน้าที่ดูแลสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนในประเด็นที่ว่าที่ดินแปลงพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง หรือไม่ และคดีก่อนถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้โจทก์และจำเลยคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64228 ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากผู้มีชื่อ ขณะนั้นมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) โจทก์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชให้รังวัดออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์โดยอ้างว่า โฉนดที่ดินออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์คูขวางบางส่วน อันเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายทุกประการโดยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์คูขวางได้แก่เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชและราชพัสดุจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมชี้ระวังแนวเขตรับรองว่าการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์มิได้รุกล้ำหรือทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง การออกโฉนดที่ดินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 64228 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เนื่องจากออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางและถนนพัฒนาการคูขวาง และแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.) เลขที่ 183 หมู่ที่ 4 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่โจทก์นำมาเป็นหลักฐานการขอออกโฉนดที่ดินเป็นฉบับเดียวกับที่นายเส๊ะ ไพรพฤกษ์เจ้าของที่ดินคนเดิมเคยนำมาออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 183 หมู่ที่ 4 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งหนึ่งแล้ว แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวทั้งฉบับเพราะออกทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์นั้นไม่อาจกระทำได้เพราะโจทก์เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินอยู่แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหรือแก้ไขที่ดินโฉนดเลขที่ 64228 ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราชตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.22 บางส่วน คงเหลือเนื้อที่ 12 5/10 ตารางวาแล้วส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เดิมที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 183 หมู่ที่ 4 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช นายเส๊ะ ไพรพฤกษ์ เจ้าของที่ดินคนเดิมเคยมีคดีพิพาทโดยนายเส๊ะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชอ้างว่าที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง และคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483-1487/2528 ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเส๊ะ แล้วนำมาขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดที่ดินพิพาทออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84228 ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชเนื้อที่ 3 งาน 69 7/10 ตารางวา มอบให้โจทก์ ต่อมาเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชมีหนังสือให้จำเลยสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง จำเลยจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนคือคดีของศาลฎีกาที่ 1483-1487/2528 นายเส๊ะเจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทเป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชกับพวกเป็นจำเลยโดยมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินแปลงพิพาทนี้ทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นคนละคนกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนก็ตาม แต่โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ในคดีก่อน โจทก์คดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิมาจากโจทก์ในคดีก่อนส่วนจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและจำเลยคดีนี้ต่างมีหน้าที่ดูแลสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 คดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนในประเด็นที่ว่าที่ดินแปลงพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวางหรือไม่ และในคดีก่อนได้ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องเป็นว่าที่ดินโฉนดพิพาทคงเหลือเนื้อที่ ตารางวา ให้จำเลยแก้ไขแล้วส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์นั้นได้ความว่าในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์คูขวางคดีนี้โจทก์ได้นำที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 183 ซึ่งเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีก่อนมาขอออกโฉนด จึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกันทั้งคดีก่อนและคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์คูขวางทั้งแปลง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวบางส่วนจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้และปัญหาข้อที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผ่องศรี ตันติรถานนท์
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2547
#411059
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 มกราคม 2545 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์และอยู่ในระหว่างนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก (ที่เลื่อนมา) ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 แต่ก่อนถึงวันนัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตแล้ว คดีนี้จึงไม่มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 และแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุอันควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ คดีจึงมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุภาณี ศรีจาดหรือนางสุภานี ปุงคานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2547
#411586
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำที่ผู้ตายที่ 1 ด่าจำเลยว่า "โคตรพ่อโคตรแม่" แม้จะเป็นถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคายเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา 72

ในชั้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 เท่านั้น มิได้ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยสำคัญผิด ส่วนในชั้นสืบพยาน จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้ว่าจำเลยยิงผู้ตายที่ 2 เพื่อป้องกันตัวโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 จะเข้ามาทำรายจำเลย และในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์โดยมิได้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 เป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 ได้นำเครื่องมือทำงานที่เป็นเหล็กแหลมและค้อนติดตัวมาด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดมิให้ผู้ตายกับพวกเข้ามาทำร้ายจำเลยซึ่งมีขาพิการนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง

หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 และหลานชายผู้ตายที่ 2 กรูเข้ามาหาจำเลยโดยวิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดขึ้นไป รวมทั้งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 ด้วย แสดงว่าจำเลยมีเจตนายิงผู้ตายที่ 1 ก่อน ต่อมาเมื่อจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 วิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงเกิดมีเจตนายิงผู้ตายที่ 2 เสียด้วย ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำความผิดในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่อาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน นว.8/7854 จำนวน 1 กระบอก

ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวนหลายนัด ติดตัวไปในบริเวณถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้พาอาวุธปืนติดตัวไปได้ และไม่เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

(ข) จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ได้ใช้อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าว

ในข้อ (ก) ยิงประทุษร้ายนางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 จำนวนหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ 1 ที่บริเวณราวนม ปอด ตับ และกระเพาะอาหารอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย

(ค) หลังจากใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในข้อ (ก) เป็นอาวุธยิงประทุษร้ายนายบุญส่ง พลกลางหรือพรกลาง ผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของผู้ตายที่ 1 จำนวน 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ 2 ที่บริเวณชายโครงทะลุกระเพาะอาหาร ตับและปอด อันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุบันดาลโทสะในข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและให้การปฏิเสธในข้อหาฐานพาอาวุธปืน

ระหว่างพิจารณา นายอุ่น พลกลาง บิดาของนายบุญส่ง พลกลาง ผู้ตายที่ 2 และนายบุญส่ง พันธ์วิเศษศักดิ์ บิดาของนางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกนายอุ่นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนายบุญส่งว่า โจทก์ร่วมที่ 2 (ที่ถูกต้องระบุว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องข้อ (ค) และข้อ (ข) ตามลำดับเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนรวม 2 กระทง ลงโทษประหารชีวิตทั้งสองกระทง ฐานพาอาวุธปืน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมตลอดจนทางนำสืบ (ของจำเลย) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสามกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ในเบื้องต้นว่า นางปรียา พลกลาง ผู้ตายที่ 1 เป็นภริยาของนายบุญส่ง พลกลาง ผู้ตายที่ 2 ผู้ตายทั้งสองและจำเลยต่างก็มีอาชีพเป็นช่างทำทองรูปพรรณ ผู้ตายทั้งสองได้เช่าตึกแถวเลขที่ 14/4 ตรอกหลังตรีเพชรเทรดดิ้ง ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ประกอบกิจการและพักอาศัยโดยผู้ตายทั้งสองได้แบ่งตึกแถวชั้นที่ 4 ให้จำเลยเช่า และยินยอมให้จำเลยตั้งโต๊ะทำงานอยู่ที่ชั้นล่างของตึกแถวดังกล่าวด้วย ตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้องขณะที่ผู้ตายทั้งสองอยู่ที่ตึกแถวดังกล่าวข้างต้น จำเลยได้ใช้อาวุธปืนตามฟ้องยิงผู้ตายที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องข้อ (ก) แต่จำเลยไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ฆ่าผู้ตายที่ 1 นั้น เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้คดีคงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาคัดค้านว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายที่ 1 ได้ด่าว่าบุพการีของจำเลย โดยจำเลยนำสืบว่า ถ้อยคำที่ผู้ตายที่ 1 ด่าจำเลยคือคำว่า "โคตรพ่อโคตรแม่" เห็นว่า คำด่าดังกล่าวแม้จะเป็นถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคายเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้จำเลยจะนำสืบและฎีกาว่า ก่อนด่าว่าบุพการีของจำเลย ผู้ตายที่ 1 ยังได้ผลักอกและพูดจาท้าทายยั่วยุชวนทะเลาะวิวาทและดูหมิ่นเหยียดหยามจำเลยซึ่งหน้าด้วย แต่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ไม่อาจรับฟังได้ คดีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายที่ 1 เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเนื่องจากผู้ตายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 เป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ โดยสำคัญผิดว่า ผู้ตายที่ 2 ได้นำเครื่องมือทำงานที่เป็นเหล็กแหลมและค้อนติดตัวมาด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดมิให้ผู้ตายกับพวกเข้ามาทำร้ายจำเลยซึ่งมีขาพิการ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 และมาตรา 69 นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยคงให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 เท่านั้น มิได้ต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยสำคัญผิด ในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยนำสืบต่อสู้แต่เพียงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 กับหลานผู้ตายที่ 2 วิ่งกรูลงบันไดมา จำเลยจึงยิงสกัดขึ้นไปและนำสืบว่าเท่าที่จำเลยทราบนั้น เครื่องมือการทำงานของผู้ตายที่ 2 จะมีเหล็กแหลมและค้อนไว้ทุบแหวน ตามทางนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยยิงผู้ตายที่ 2 เพื่อป้องกันตัวโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายที่ 2 ถือเหล็กแหลมและค้อนจะเข้ามาทำร้ายจำเลย และในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์ว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายที่ 2 วิ่งลงมาจากชั้นบนพร้อมกับนายสุชิน โดยในมือของผู้ตายที่ 2 ถือไม้ซึ่งเป็นอาวุธโดยสภาพลงมาด้วยโดยมีพฤติการณ์จะทำร้ายจำเลย เนื่องด้วยความแค้นที่เห็นจำเลยยิงผู้ตายที่ 1 เมื่อเข้าประชิดตัวจำเลย ผู้ตายที่ 2 ก็เงื้อไม้จะตีจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 จำนวน 2 นัด โดยจำเลยมิได้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริง จึงเห็นได้ชัดว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การกระทำของจำเลยฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 และฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) จำเลยได้กระทำในวาระกระชั้นชิดเกี่ยวเนื่องให้เหตุการณ์เดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยได้เบิกความยอมรับว่า หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 และหลานชายผู้ตายที่ 2 กรูเข้ามาหาจำเลยโดยวิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดขึ้นไป รวมทั้งจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 2 ด้วย ตามคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมีเจตนายิงผู้ตายที่ 1 ก่อน ต่อมาเมื่อจำเลยเห็นผู้ตายที่ 2 วิ่งลงบันไดมา จำเลยจึงเกิดมีเจตนายิงผู้ตายที่ 2 เสียด้วย ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำความผิดในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่อาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีตามที่คู่ความนำสืบประกอบฎีกาของจำเลยแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 และฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) แต่ละกระทงให้ประหารชีวิตนั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดทั้งสองกระทงนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลย ส่วนที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานั้น ก็ปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองได้นำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะนำเหตุดังกล่าวมาลดโทษให้จำเลยมากกว่านี้อีก และที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุตรผู้ตายทั้งสองเพราะต้องขาดไร้อุปการะและชดใช้ค่าปลงศพผู้ตายทั้งสองรวมเป็นเงิน 880,000 บาท อันสืบเนื่องมาจากจำเลยทำละเมิดใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2029/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และจำเลยได้ถูกบังคับคดียึดทรัพย์แล้วนั้น เห็นว่า เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทของผู้ตายทั้งสองตามกฎหมายอยู่แล้วจำเลยจึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นประโยชน์แก่จำเลยในคดีนี้ได้

สรุปแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยบางส่วน และไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นบางส่วนและฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) ให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 33 ปี 4 เดือน รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุก 66 ปี 8 เดือน รวมกับโทษจำคุกอีก 4 เดือน ในความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว เป็นจำคุก 66 ปี 12 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเกิน 50 ปี จึงต้องลงโทษจำคุกจำเลยเหลือเพียง 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 62 ม. 69 ม. 72 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอุ่น พลกลาง กับพวก
จำเลย — นายหาญ แก้วมาลา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2547
#266453
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 47 จะมิได้กำหนดแบบของหนังสือมอบอำนาจไว้ก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือมอบอำนาจก็ต้องระบุไว้ว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการใดแทนผู้มอบอำนาจได้บ้างอันจะทำให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำแทนผู้มอบอำนาจได้เท่าที่ได้รับมอบอำนาจเท่านั้น เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ ธ. ติดต่อขอรับรถของกลางจากพนักงานสอบสวนและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการติดต่อขอรับรถของกลางคืนเมื่อคดีถึงที่สุดเท่านั้น ผู้มอบอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้ ธ. ยื่นคำร้องต่อศาลหรือดำเนินคดีในชั้นศาล ดังนั้น ธ. ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 43, 135, 154, 155 และขอให้ริบรถขุด (แบ็กโฮ) หมายเลขเครื่อง 6 ดี 31 - 001109 จำนวน 1 คัน ท่อเหล็ก จำนวน 1 ท่อน น้ำมันเชื้อเพลิงโซล่า จำนวน 200 ลิตร และแร่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง ของกลาง กับจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายในท้องถิ่น 2 วันติดต่อกันแล้ว วันที่ 24 เมษายน 2540 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ริบรถขุด (แบ็กโฮ) ท่อเหล็ก และน้ำมันเชื้อเพลิง ของกลางตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154

วันที่ 29 เมษายน 2540 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถขุด (แบ็กโฮ) ของกลาง แก่ผู้คัดค้าน

วันที่ 30 เมษายน 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 43, 135 วรรคหนึ่ง, 154, 155 และริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? แม้ตามบทบัญญัติของกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือมอบอำนาจก็ระบุไว้ว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการใดแทนผู้มอบอำนาจได้บ้างอันจะทำให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนผู้มอบอำนาจได้เท่าที่ได้รับมอบอำนาจเท่านั้น ผู้รับมอบอำนาจย่อมไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้มอบอำนาจในเรื่องที่ผู้มอบอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้กระทำ เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจผู้มอบอำนาจผู้คัดค้านซึ่งเป็น ผู้มอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายธราพงษ์ติดต่อขอรับรถของกลางจากพนักงานสอบสวนและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการติดต่อขอรับรถของกลางคืนเมื่อคดีถึงที่สุดเท่านั้น ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้นายธราพงษ์ยื่นคำร้องต่อศาลหรือดำเนินคดีในชั้นศาล เช่นนี้ นายธราพงษ์ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
ผู้คัดค้าน — บริษัทสุขุมวิทแทรคเตอร์ จำกัด
จำเลย — นายสุพจน์ ท้าวจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายฉัตรชัย ไทรโชต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3614/2547
#113003
เปิดฉบับเต็ม

ช. และ ป. ยกที่ดินพิพาทให้ ภ. มารดาโจทก์ แม้การให้จะไม่สมบูรณ์เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของ ภ. จากบุคคลอื่น ภ. ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตั้งแต่ได้รับการยกให้ตลอดมาจนถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรได้ครอบครองต่อมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ดังนั้น การที่ ป. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของตนเองให้แก่จำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายชุบ ขำเปรมศรี กับนางประพัฒน์ ขำเปรมศรี เป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกันรวม ๔ คน คือ จำเลยที่ ๒ นางภารุณี ขำเปรมศรีหรือเหลืองพยุง ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ นายพนม ขำเปรมศรี และนายชัยยันต์ ขำเปรมศรี เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๖ นางประพัฒน์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ ๑๐๕ ตารางวา และต่อมาปี ๒๕๒๐ นายชุบกับนางประพัฒน์ได้ยกที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ให้แก่มารดาโจทก์แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน มารดาโจทก์ได้ปลูกบ้านในที่ดินที่ยกให้ดังกล่าวจากนั้นมารดาโจทก์และโจทก์ได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวปัจจุบันคือบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โจทก์และมารดาโจทก์ได้ครอบครองที่ดินที่ได้รับการยกให้ โดยสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ มารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย แต่โจทก์ก็ยังอยู่ในบ้านดังกล่าวและครอบครองที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ดังกล่าวมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี นางประพัฒน์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๐ ภายหลังจากนางประพัฒน์ถึงแก่ความตาย นายชัยยันต์ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่านางประพัฒน์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกบ้านที่มารดาโจทก์ปลูกและที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ให้แก่จำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียวและตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกด้วย ซึ่งความจริงแล้วบ้าน ที่นางประพัฒน์ยกให้จำเลยที่ ๒ นั้นไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางประพัฒน์ แต่เป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ ที่ตกแก่โจทก์ ส่วนที่ดินที่ปลูกบ้านเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ตกเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว และให้รังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ที่โจทก์ครอบครองออกจากโฉนดที่ดิน ๓๒๑๐๖ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสอง ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตาม

คำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายชุบและนางประพัฒน์บิดามารดาจำเลยที่ ๒ ไม่เคยยกที่ดินเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่มารดาโจทก์ เพียงแต่อนุญาตให้มารดาโจทก์เข้าไปปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ อยู่อาศัยกับครอบครัวในที่ดินดังกล่าวเท่านั้น บ้านตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง นายชัยยันต์เป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นและปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทจึงตกเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการยกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างนายชุบและนางประพัฒน์มีชีวิตอยู่ได้ร่วมกันซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ ๑๐๕ ตารางวา ใส่ชื่อนางประพัฒน์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๒ โดยอยู่อาศัยร่วมกับบุตรทุกคน ต่อมาปี ๒๕๒๐ นายชุบและนางประพัฒน์ได้ให้นางภารุณีซึ่งเป็นบุตรคนแรกที่แต่งงาน ปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ เป็นเนื้อที่ ๕๒.๕ ตารางวา เพื่ออยู่อาศัยซึ่งเป็นที่ดินพิพาท นางภารุณีกับโจทก์และน้องโจทก์ได้เข้าอยู่อาศัยในบ้าน ดังกล่าวจนกระทั่งนางภารุณีถึงแก่ความตาย นางประพัฒน์จึงเข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวในบ้านดังกล่าวแทนนางภารุณี โดยที่โจทก์และน้องโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๕ นางประพัฒน์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ พร้อมบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ และ ๒๘๖/๑๒ ให้จำเลยที่ ๒ แต่ผู้เดียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี ๒๕๒๐ นายชุบและ นางประพัฒน์ยกที่ดินพิพาทให้นางภารุณี จากนั้นนางภารุณีได้ปลูกบ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๑ เสร็จเมื่อปี ๒๕๒๑ แล้วโจทก์กับน้องและบิดามารดาได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ความข้อนี้โจทก์มีนายพนม ขำเปรมศรี เป็นพยานเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยคงมีตัว จำเลยที่ ๒ เป็นพยานเบิกความว่า นายชุบและนางประพัฒน์ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้นางภารุณี เพียงแต่อนุญาตให้ นางภารุณีปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเพราะนางภารุณีไม่มีที่พักอาศัย เห็นว่า นายพนมเป็นน้าโจทก์และเป็นน้องจำเลยที่ ๒ ทั้งยังพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๒๘๖/๑๒ ซึ่งนายชุบและนางประพัฒน์ปลูกเป็นที่อยู่อาศัยและจำเลยที่ ๒ ก็อยู่บ้านหลังเดียวกันนี้ด้วย จึงเป็นญาติใกล้ชิดกับคู่กรณี โดยที่พยานนี้ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกับฝ่ายใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนัก ในปี ๒๕๒๐ นางภารุณีเป็นบุตรคนแรกของนายชุบและนางประพัฒน์ที่แต่งงานและยังคงอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับทุกคนในครอบครัว จึงน่าเชื่อว่า นายชุบและนางประพัฒน์ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ว่างของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๑๐๖ ให้นางภารุณีกับ ครอบครัวแยกไปปลูกบ้านต่างหาก แม้การยกให้จะไม่สมบูรณ์เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๒๕ แต่โดยที่ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของนางภารุณีจากบุคคลอื่น นางภารุณีจึงครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตั้งแต่ได้รับการยกให้ตลอดมาจนถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนางภารุณีได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนางภารุณีโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็น เจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ดังนั้น การที่นางประพัฒน์ทำพินัยกรรมยกที่ดินซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของตนเองให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนพินัยกรรมดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เสียให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1382 ม. 1646
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานี เหลืองพยุง
จำเลย — นางวนิดา กลิ่นฟุ้ง
กับพวก — ของนางประพัฒน์ ขำเปรมศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2547
#411058
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ เดือนละหลายครั้ง จนจำเลยต้องมีหนังสือตักเตือนโจทก์ และต้องเปลี่ยนเวลาทำงานของโจทก์จากเวลาทำงานเดิม 8.00 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เป็น 9.00 นาฬิกา ถึง 18.00 นาฬิกา ต่อมาโจทก์ขอเปลี่ยนเวลาทำงานกลับไปเป็นเวลาเดิม เห็นได้ว่าจำเลยได้พยายามแก้ไขการมาทำงานสายของโจทก์ตลอดมา แต่โจทก์ไม่ปรับปรุงตัว วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ยังมาทำงานสายถึง 37 นาที และเมื่อปลายปี 2545 ว. ได้ออกแบบงานชิ้นหนึ่งแล้วนำไปให้โจทก์ดำเนินการเขียนแบบตั้งแต่ตอนเช้าโดยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะต้องนำไปให้ลูกค้าในวันรุ่งขึ้นเวลา 10.00 นาฬิกา โจทก์ไม่เขียนแบบเองแต่นำไปมอบให้พนักงานเขียนแบบคนอื่นดำเนินการแทน วันรุ่งขึ้นโจทก์ไปทำงานสายและปรากฏว่าผู้ที่โจทก์มอบให้เขียนแบบแทนเขียนแบบไม่เสร็จ ทำให้ ว. ต้องเสนอผลงานที่ยังไม่เสร็จต่อลูกค้า การที่โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ และการทำงานของโจทก์มีปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานกับฝ่ายออกแบบ เป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และในวันที่ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ยังมาทำงานสาย ย่อมมีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำถือได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างเดือนที่เลิกจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจำนวน 254,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,405,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 188,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 7 ตุลาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ตำแหน่งวิศวกรคอมพิวเตอร์ จำเลยกำหนดให้ลูกจ้างทำงานในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จึงยกเหตุว่าโจทก์มาทำงานสายเป็นประจำและทำงานบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรง และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นเหตุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้ แต่จำเลยสามารถยกเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มาทำงานสายเป็นประจำทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง จนจำเลยต้องมีหนังสือตักเตือนโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.9 และต้องเปลี่ยนเวลาทำงานของโจทก์จากเวลาทำงานเดิม 8.00 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เป็น 9.00 นาฬิกา ถึง 18.00 นาฬิกา ตามเอกสารหมาย ล.10 ต่อมาโจทก์ขอเปลี่ยนเวลาทำงานกลับไปเป็นเวลาเดิม ตามเอกสารหมาย ล.11 อันเห็นได้ว่าจำเลยได้พยายามแก้ไขการมาทำงานสายของโจทก์ตลอดมา แต่โจทก์ไม่ปรับปรุงตัว วันที่ 18 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ยังมาทำงานสายถึง 37 นาที และเมื่อประมาณกลางปี 2545 นางสาววัชรี เจียปิยะสกุล ได้ออกแบบงานชิ้นหนึ่งแล้วนำไปให้โจทก์ดำเนินการเขียนแบบตั้งแต่ตอนเช้าโดยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าจะต้องนำไปให้ลูกค้าในวันรุ่งขึ้นเวลา 10.00 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่เขียนแบบเอง โจทก์นำไปมอบให้พนักงานเขียนแบบคนอื่นดำเนินการแทน วันรุ่งขึ้นโจทก์ไปทำงานสายและปรากฏว่าผู้ที่โจทก์มอบให้เขียนแบบแทนเขียนแบบไม่เสร็จทำให้นางสาววัชรีต้องเสนอผลงานที่ยังไม่เสร็จต่อลูกค้า การที่โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ และการทำงานของโจทก์มีปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานกับฝ่ายออกแบบเป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และในวันที่ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ยังมาทำงานสาย ย่อมมีเหตุควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำถือได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ยังทำงานบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหายโดยจงใจนั้นจำเลยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ว่าโจทก์ทำงานบกพร่องในเรื่องใด อย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็น และจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในเรื่องดังกล่าวไว้ จำเลยจึงไม่อาจนำสืบว่าโจทก์ทำงานบกพร่องขาดการประสานงานกับฝ่ายออกแบบได้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบและวินิจฉัยว่าโจทก์ทำงานมีปัญหากับฝ่ายออกแบบจึงเป็นการวินิจฉัยคดีนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ และโจทก์ทำงานบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรงและเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ดังนี้ เป็นการให้การปฏิเสธว่าโจทก์กระทำความผิดฐานฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรงกับจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายด้วยการมาทำงานสายเป็นประจำและทำงานบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ปฏิเสธความรับผิดตามข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว คดีจึงมีประเด็นว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายด้วยการมาทำงานสายเป็นประจำและทำงานบกพร่องอย่างร้ายแรงหรือไม่ ส่วนโจทก์จะทำงานบกพร่องในเรื่องใดบ้าง อย่างไร เป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยจึงนำสืบว่าโจทก์ทำงานบกพร่องโดยขาดการประสานงานกับฝ่ายออกแบบได้โดยไม่จำต้องถามค้านพยานโจทก์ในเรื่องดังกล่าวไว้ เพราะเป็นการนำสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ ศาลแรงงานกลางย่อมรับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบและวินิจฉัยว่าโจทก์ทำงานบกพร่องมีปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานกับฝ่ายออกแบบจนเป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ขาดการประสานงานกับฝ่ายออกแบบการทำงานไม่เสร็จตามกำหนดไม่ใช่การขาดการประสานงานหน้าที่ในการประสานงานเป็นของฝ่ายบริหาร นางสาววัชรี เจียปิยะสกุล ไม่ใช่นายจ้างไม่มีหน้าที่ดังกล่าว งานที่นางสาววัชรีมอบหมายให้ทำ ต้องใช้เวลานานไม่สามารถจะทำให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 วันได้ และในรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.2 ไม่ได้ระบุว่าโจทก์ทำงานผิดพลาดแต่อย่างไร นั้น เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุผลต่างๆ ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานบกพร่องขาดการประสานงานกับฝ่ายออกแบบจนเป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นับแต่วันที่โจทก์มาทำงานสายตามเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.9 ถึงวันเลิกจ้างเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว เอกสารดังกล่าวจึงสิ้นผลใช้บังคับ ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มาทำงานสายตามเอกสารดังกล่าวได้ กับปรากฏตามเอกสารหมาย ล.12 ว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 มีพนักงานของจำเลยมาทำงานสายกันเป็นประจำ เฉพาะเดือนมกราคม 2545 มีถึง 15 คน ในวันที่ 18 กันยายน 2545 ก็มีถึง 3 คน แต่จำเลยมิได้เลิกจ้างพนักงานดังกล่าวคนใด ทั้งจำเลยตัดสิทธิหักวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์แล้วตามเอกสารหมาย ล.8 และจำเลยย่อมเปลี่ยนแปลงเวลาการทำงานของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 แสดงว่าจำเลยมิได้ถือว่าการมาทำงานสายเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรที่จะเลิกจ้าง เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ และการทำงานของโจทก์บกพร่องมีปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานกับฝ่ายออกแบบจนเป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด วันที่ที่ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ยังมาทำงานสาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่ว่า โจทก์ไม่ได้ทำงานมีข้อบกพร่องขาดการประสานงานกับฝ่ายออกแบบ จนเป็นเหตุให้งานของจำเลยไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามและศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยดังกล่าวมาแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุทธนา มารยาท
บริษัทสติเฟน เจ. ลีช จูเนียร์ แอนด์
จำเลย — แอสโซซิเอทส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3555/2547
#411151
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ด แล้วจะสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มีไว้เพื่อจำหน่ายนั้น ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานอันเป็นผลร้ายกับจำเลยที่ 1 โจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความแจ้งชัดโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง เดิม บัญญัติว่า "การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย" ซึ่งตามฟ้องโจทก์ก็ได้ความว่าเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ดดังกล่าวมีน้ำหนัก 9.019 กรัม เท่านั้น จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบของกลางทั้งหมด บวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 568/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ติดต่อกับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1895/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 568/2542 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ผิดเงื่อนไขคุมประพฤติและศาลนำโทษจำคุกที่รอไว้มาลงแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจบวกโทษดังกล่าวและที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1895/2544 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจการบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควร 20 ชั่วโมง ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎฆมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ อาวุธปืน กระสุนปืน และซองบรรจุกระสุนปืนของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 5 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีก 6 เดือน และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 1 ปี แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) แต่โทษปรับขั้นต่ำให้ใช้ตามมาตรา 91 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .32 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กระสุนปืนออโตเมติกขนาด .32 จำนวน 3 นัด และซองบรรจุกระสุนปืนโดยผิดกฎหมาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิมล ฤทธิสาร และจ่าสิบตำรวจประสงค์ ใจชื้น ผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมพยานทั้งสองได้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงรายงานให้พันตำรวจตรีกิตติ มหารักษิต หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดทราบ พันตำรวจตรีกิตติเรียกประชุมวางแผนจับกุมและขอหมายค้นจากศาล แล้วพยานทั้งสองกับพวกไปที่บ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 จึงแสดงหมายค้น จำเลยที่ 1 ทิ้งสิ่งของเป็นขวดลงพื้นขวดแตกเมทแอมเฟตามีนกระจายอยู่ที่พื้นจำนวน 101 เม็ด ค้นในห้องเก็บของที่จำเลยเดินออกมาพบกระเป๋าสตางค์มีเงินสด 6,500 บาท ค้นตัวจำเลยพบเงินสดอีก 3,120 บาท ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนเองมีไว้เพื่อจำหน่าย เงินสดทั้งหมดได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และโจทก์มีพันตำรวจตรีสมมาตร จันทรัตน์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ใหการรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกวิมลและจ่าสิบตำรวจประสงค์เป็นพยานบอกเล่าที่ได้ฟังมาว่า จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาแล้ว ทำให้คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 101 เม็ด เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยที่ 1 จะใช้เสพเอง ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ด แล้วจะสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มีไว้เพื่อจำหน่ายนั้น ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานอันเป็นผลร้ายกับจำเลยที่ 1 โจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความแจ้งชัดโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง เดิม บัญญัติว่า "การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย" ซึ่งตามฟ้องโจทก์ก็ได้ความว่าเมทแอมเฟตามีน 101 เม็ดดังกล่าวมีน้ำหนัก 9.019 กรัม เท่านั้น จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานโจทก์มีแต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้น จึงไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายสมคิดหรือเปียก นิลมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3545/2547
#411568
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามยอมก่อนที่ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยลูกหนี้ตามพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,949,332.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 29665 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวในครั้งที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นจำนวน 1,700,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยไปโดยไม่รับฟังคำคัดค้านราคาของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีควรจะขายทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ราคามากกว่าที่ขายไป ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสี่ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 แม้จะปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ก่อนที่มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่จะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี (ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท ตามคำพิพากษาตามยอม) ในช่วงเวลาที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนอง คือ นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่โจทก์นำเงินค่าประกาศขายทอดตลาดไปวางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนิ่นช้าออกไปเป็นการกระทำของโจทก์ไม่ใช่ความผิดของจำเลยนั้น ถือได้ว่าเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะฎีกาได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเมฆินทร์ พูลกสิการณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3539/2547
#411206
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดหลอดกาแฟ 10 หลอด เป็นของกลาง และขอให้ริบของกลางด้วยนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษายืน แต่ไม่ริบหลอดกาแฟของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 และริบหลอดกาแฟ 10 หลอด ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน กับให้ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2541 เวลา 14 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกมนัส ฑิตะลำพูน ร้อยตำรวจเอกกำพล จินดาวงษ์ กับพวก จับกุมจำเลยได้ที่บ้านเลขที่ 54/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ของกลาง ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.4 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมนัสและร้อยตำรวจเอกกำพลเบิกความว่า ทราบว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเลขที่ 54/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงวางแผนจับกุมโดยวิธีใช้สายลับไปล่อซื้อ ส่วนร้อยตำรวจเอกมนัสและร้อยตำรวจเอกกำพลได้ไปซุ่มดูการล่อซื้อ โดยร้อยตำรวจเอกมนัสเบิกความว่า เมื่อสายลับจอดรถจักรยานยนต์แล้วสายลับเดินไปหาจำเลยซึ่งนั่งอยู่บนแคร่หน้าบ้าน สายลับมอบธนบัตรแก่จำเลย และจำเลยมอบสิ่งของแก่สายลับแล้วจำเลยเดินเข้าบ้านไป ส่วนร้อยตำรวจเอกกำพลเบิกความว่าเมื่อสายลับจอดรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาสายลับ สายลับมอบธนบัตรแก่จำเลย แล้วจำเลยเดินกลับมาที่แคร่และส่งของแก่สายลับ พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวอ้างว่าซุ่มดูอยู่จุดเดียวกัน แต่เบิกความถึงพฤติการณ์ในการจำหน่ายซึ่งเป็นสาระสำคัญแตกต่างกัน เป็นข้อพิรุธสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองได้ไปซุ่มดูเหตุการณ์ล่อซื้อหรือไม่ ประกอบกับร้อยตำรวจเอกมนัสเบิกความว่า ซุ่มดูการล่อซื้อที่รั้วทางมะพร้าวใกล้บ่อน้ำ ส่วนร้อยตำรวจเอกกำพลเบิกความว่าซุ่มอยู่บริเวณบ่อตะพาบน้ำ โจทก์มิได้อ้างแผนที่เกิดเหตุแสดงจุดที่พยานโจทก์ทั้งสองซุ่มดูเป็นพยาน คงมีเพียงภาพถ่ายหมาย จ.5 ซึ่งถ่ายภาพหลังจับกุมจำเลยแล้ว ภาพถ่ายดังกล่าวมีรั้วทางมะพร้าว แต่ไม่ปรากฏภาพของบ่อน้ำหรือบ่อตะพาบน้ำ จึงไม่ทราบว่าพยานโจทก์ทั้งสองซุ่มอยู่ที่ใด และสามารถมองเห็นเหตุการณ์ล่อซื้อได้หรือไม่ โจทก์จึงมีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีข้อพิรุธสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดหลอดกาแฟ 10 หลอด เป็นของกลาง และขอให้ริบของกลางด้วยนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ไม่ริบหลอดกาแฟของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นางลิบ พุ่มพวง
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2547
#112955
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ที่ 3 คลอดโจทก์ที่ 1 และเกิดเหตุละเมิดจากการทำคลอดของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 ได้พยายามให้โจทก์ที่ 1 ได้รับการรักษาทั้งจากจำเลยทั้งสามและโรงพยาบาลอื่น และได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบกับร้องเรียนต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขแต่ไม่เป็นผล วันที่ 9 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 3 ได้ทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกต่อแพทยสภาย่อมชี้ชัดว่า โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมผู้มีอำนาจทำการแทนผู้เยาว์ และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ได้รู้ถึงการละเมิดกับรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 กันยายน 2537 มิใช่ตั้งแต่วันที่โจทก์ทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากแพทยสภา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องระบุเพียงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยประมาทเพราะจำเลยที่ 2 สามารถทราบขนาดของทารกในครรภ์แต่ไม่เลือกวิธีทำคลอดให้เหมาะสม กับจำเลยที่ 3 ซึ่งดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ประมาทเนื่องจากการถ่ายเลือดด้วยวิธีแยงสายสะดือทำให้โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์บรรยายฟ้องให้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้โจทก์ที่ 3 ตามขั้นตอนปกติ พยายามให้คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ต่อมาใช้วิธีเอาเครื่องมือดูดศีรษะทารกในครรภ์เพื่อดึงออกจนกระทั่งต้องผ่าตัด ส่วนจำเลยที่ 3 ดูแลโจทก์ที่ 1 จนอาการตัวเหลืองหายไป แต่โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อจากการถ่ายเลือด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่กลับอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 กลับบ้าน ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจึงเป็นเพียงการแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติงานบกพร่องเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทที่จะมีมูลความผิดทางอาญาซึ่งจะต้องบังคับใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 ได้คลอดโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำคลอด ซึ่งได้กระทำด้วยความประมาท กล่าวคือ ในชั้นแรกจำเลยที่ 2 ได้ทำคลอดโดยให้โจทก์ที่ 3 คลอดเองตามธรรมชาติ แต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีขนาดตัวโตเกินเกณฑ์ปกติ ประกอบกับโจทก์ที่ 3 เพิ่งมีครรภ์และคลอดบุตรครั้งแรก เมื่อไม่สามารถคลอดเองได้จำเลยที่ 2 จึงใช้เครื่องมือทางการแพทย์ดูดที่บริเวณศีรษะเด็กเพื่อดึงออก แต่ก็ไม่สามารถดึงออกได้ ในที่สุดจึงต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกจากครรภ์ ซึ่งเมื่อแรกคลอดเด็กมีน้ำหนักถึง 4,050 กรัม ในทางการแพทย์เด็กที่มีน้ำหนักถึงขนาดดังกล่าวแพทย์ต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกเท่านั้นจึงจะปลอดภัยต่อแม่และเด็ก หลังจากคลอดออกมาแล้วพบว่าที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 มีก้อนเนื้อช้ำ ๆ ขนาดโตเกือบเท่าศีรษะ ซึ่งก้อนเนื้อดังกล่าวเกิดจากการใช้เครื่องมือดูดที่ศีรษะเพื่อดึงออกจากครรภ์ ต่อมาโรงพยาบาลได้นำโจทก์ที่ 1 ไปดูแลที่ห้องให้อาหารเด็กโดยให้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ต่อมาก้อนเนื้อช้ำ ๆ ที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 ได้ยุบลง แต่โจทก์ที่ 1 กลับมีอาการตัวเหลือง ขึ้นมาแทน ซึ่งอาการดังกล่าวในทางการแพทย์อาจเกิดจากก้อนเลือดที่ท้ายทอยละลายเป็นน้ำดี และหรือโจทก์ที่ 1 ขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด และหรือโจทก์ที่ 1 ติดเชื้อระหว่างทำคลอดนาน สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือรวมกัน ต่อมาจำเลยที่ 3 ให้การรักษาด้วยวิธีถ่ายเลือดทางสายสะดือ ทำให้อาการตัวเหลืองของโจทก์ที่ 1 หายไป แต่จำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาท โดยมิได้ให้ยาปฏิชีวนะ เป็นเหตุทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดการติดเชื้อ ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดหนองเป็นแอ่งใหญ่ที่สะโพกซ้ายและหัวกระดูกสะโพกซ้าย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้นำโจทก์ที่ 1 ไปเจาะหนองออกจนแห้ง ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 อายุได้ปีเศษจึงพบว่าขาของโจทก์ที่ 1 สั้นยาวไม่เท่ากัน จากการเอกซเรย์ปรากฏว่าหัวกระดูกสะโพกซ้ายหายไปและกระดูกหลุดออกจากเบ้า ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันโจทก์ที่ 1 อายุเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ร่างกายไม่ได้พัฒนาเหมือนเด็กโดยทั่วไป แพทย์แนะนำว่าต้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง ต้องใส่เบ้าเทียม ต้องผ่าตัดยึดกระดูกแต่โอกาสรักษาให้หายเป็นปกติมีน้อยมาก การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลต่อไปในอนาคต กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในอนาคต โจทก์ที่ 1 ต้องกลายเป็นคนทุพพลภาพขาพิการ กับต้องเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 1 ได้รับทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจต้องนอนเฉย ๆ ระหว่างรับการผ่าตัดเป็นเวลานานนับเดือนหลายครั้ง และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,600,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ 1 มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ที่มารักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากการรักษาพยาบาลคนไข้แต่ละราย จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แล้ว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดมิได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ อาการผิดปกติของโจทก์ที่ 1 มิได้เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลแห่งอื่น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าการที่โจทก์ที่ 1 ตัวเหลืองนั้นเกิดจากสาเหตุใด จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้พบความผิดปกติทางร่างกายของโจทก์ที่ 1 และได้ยื่นคำร้องกล่าวโทษจำเลยทั้งสามต่อแพทยสภาตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ทั้งจำนวนเงินค่าเสียหายก็สูงเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ที่ 3 คลอดโจทก์ที่ 1 และเกิดเหตุดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ความว่า โจทก์ที่ 3 พยายามให้โจทก์ที่ 1 ได้รับการรักษาทั้งจากจำเลยทั้งสามและโรงพยาบาลอื่น โดยได้ไปพบจำเลยที่ 2 และที่ 3 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อไม่ได้ผล โจทก์ที่ 3 ก็ได้ร้องเรียนต่อนายอาทิตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่บังเกิดผลเช่นเดิม โจทก์ที่ 3 จึงได้ยื่นหนังสือฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2537 ร้องเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายแพทย์สุรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท 1 ต่อแพทยสภา ขอให้สอบสวนให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม โดยระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำคลอด จำเลยที่ 3 เป็นกุมารแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมชี้ชัดว่า โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจทำการแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1569 และในฐานะส่วนตัว ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 กันยายน 2537 มิใช่นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากแพทยสภาดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

ตามคำบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 2 ทำคลอดให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยประมาท เพราะจำเลยที่ 2 สามารถทราบขนาดของทารกในครรภ์ แต่ไม่เลือกวิธีทำคลอดให้เหมาะสมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอดโดยประมาทเนื่องจากการถ่ายเลือดด้วยวิธีแยงสายสะดือโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องในข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้โจทก์ที่ 3 ตามขั้นตอนปกติ เริ่มแต่พยายามให้โจทก์ที่ 3 คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ต่อมาใช้วิธีเอาเครื่องมือดูดศีรษะทารกในครรภ์เพื่อดึงออก จนกระทั่งต้องผ่าตัด ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ดูแลโจทก์ที่ 1 จนอาการตัวเหลืองหายไป แต่โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อจากการถ่ายเลือด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่กลับอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 กลับบ้าน และนัดให้โจทก์ที่ 3 ต้องนำโจทก์ที่ 1 กลับไปทำกายภาพบำบัดอาการแขนและขาด้านซ้ายอ่อนแรง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นนี้ จึงเป็นเพียงการแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติงานบกพร่องทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทที่จะมีมูลความผิดทางอาญาซึ่งจะต้องบังคับใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าดังที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 ม. 1569
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายกฤตบุญ ล้อเสริมวัฒนา โดยนายสัณหกิจ ล้อเสริมวัฒนา
กับพวก — และนางดลพร ล้อเสริมวัฒนา ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3527/2547
#411057
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุตลอดมา หาได้ออกไปแล้วกลับเข้ายึดถือครอบครองใหม่ไม่ แม้จะฟังได้ว่า จำเลยแผ้วถางต้นไม้แล้วปลูกมันสำปะหลังก็เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากการกระทำความผิดในคดีก่อน คือการยึดถือครอบครองที่เกิดเหตุที่ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว การแผ้วถางต้นไม้และขุดดินปลูกมันสำปะหลังเป็นการแสดงออกว่าจำเลยยังคงเป็นผู้ยึดถือครอบครองอยู่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทำลายและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติขึ้นใหม่ การที่โจทก์มิได้บังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่เกิดเหตุในคดีก่อน แต่กลับฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกันนี้อีก ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำต่อเนื่องจากคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 33, 83, 91 ริบของกลาง ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่บุกรุก และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2757/2542 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2757/2542 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก เป็นลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่บุกรุกส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ด้วย กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ส่วนจอบของกลาง 5 เล่ม ให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่าก่อนคดีนี้จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2543/2542 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุก ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2757/2542 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ เอกสารหมาย ล.4 ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในข้อหาเดียวกัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการกระทำความผิดในคดีก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายสมคิด จันทรัตน์ นายจักริน นาสารีย์ นายสมพร คำนึก และนายอำนาจ มุขขระโกษา เจ้าพนักงานป่าไม้ เป็นพยานเบิกความว่าระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จำเลยกับพวกบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยจำเลยกับพวกบุกรุกแผ้วถางเป็นจำนวนเนื้อที่ 11 ไร่ ที่ดินบางส่วนทำร่องไว้สำหรับปลูกมันเทศและมันสำปะหลัง ซึ่งที่ดินที่บุกรุกเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินที่โจทก์ฟ้องจำเลยบุกรุกเมื่อปี 2542 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2757/2542 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ โดยจำเลยและบริวารต้องออกไปจากที่ดินดังกล่าวตามคำพิพากษาของศาล แต่จำเลยไม่ยอมออกจึงถูกจับกุมเป็นคดีนี้ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่า นับตั้งแต่ศาลพิพากษาในคดีก่อนเป็นต้นมา จำเลยยังคงทำกินในที่ดินแปลงเดิมตลอดมา โดยเจ้าพนักงานป่าไม้ไม่เคยบังคับหรือกระทำการใด เพื่อให้จำเลยออกจากที่ดินดังกล่าว เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้สมาชิกสมัชชาเกษตรกรรายย่อยซึ่งจำเลยเป็นสมาชิกอยู่ด้วยทำกินในที่ดินที่เคยทำอยู่ไปก่อน ทั้งนี้นายรณชิต ทุ่มโมง เลขาธิการสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสานได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าทางราชการผ่อนปรนให้จำเลยสามารถทำกินในที่ดินดังกล่าวได้ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันแล้วว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุตลอดมา หาได้ออกไปแล้วกลับเข้ายึดถือครอบครองใหม่ไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยแผ้วถางต้นไม้แล้วปลูกมันสำปะหลังเมื่อระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 10 พฤาภาคม 2543 ก็เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากการกระทำความผิดในคดีก่อน คือการยึดถือครอบครองที่เกิดเหตุที่ศาลได้พิพากษลงโทษจำเลยไปแล้วการแผ้วถางต้นไม่และขุดดินปลูกมันสำปะหลังเป็นการแสดงออกว่าจำเลยยังคงเป็นผู้ยึดถือครอบครองอยู่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทำแผนและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติขึ้นใหม่ การที่โจทก์มิได้บังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่เกิดเหตุในคดีก่อน แต่กลับฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกันนี้อีก ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำต่อเนื่องจากคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ คืนจอบของกลางแก่เจ้าของมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษณ์
จำเลย — นายแสงหรือแสงจันทร์ ชาประวัง
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3526/2547
#112970
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนในครั้งนี้โดยกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะในส่วนของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตารางวาละ 40,000 บาท อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่า ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเท่านั้นยังไม่ชอบเพราะการเวนคืนทำให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงด้วย ซึ่งมีผลเท่ากับการกำหนดเงินค่าทดแทนไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามมาตรา 21 วรรคสาม กรณีนี้มิใช่กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่เป็นกรณีที่ไม่กำหนดเงินค่าทดแทนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอันทำให้โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดซึ่งโจทก์สามารถที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อขอให้รัฐมนตรีวินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงตามขั้นตอนที่มาตรา 25 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ก่อนใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 308,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มจำนวน 5,400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 9.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ตารางวาละ 40,000 บาท หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 ให้กำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนโดยให้คำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ตามบทบัญญัติดังกล่าวการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งในคดีนี้ได้แก่วันที่ 29 สิงหาคม 2535 นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม และมาตรา 24 ห้ามมิให้คิดเงินค่าทดแทนสำหรับราคาที่ดินที่สูงขึ้นเพราะโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้สร้างหรือต่อเติมขึ้นใหม่ การเพาะปลูก การทำให้ที่ดินเจริญขึ้น หรือการเช่า ที่ได้ทำขึ้นภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ดังนั้น สภาพและที่ตั้งของที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ต้องนำมาคำนึง อุทธรณ์ของโจทก์อ้างว่าราคาก่อสร้างตัวตึกพร้อมฐานรากและค่าออกแบบไม่เกินตารางวาละ 20,000 บาท ดังนั้น ราคาค่าก่อสร้างตัวตึกซึ่งมีพื้นที่ 63,615 ตารางเมตร นั้นเป็นเงินไม่เกิน 1,272,300,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาที่ระบุไว้ในสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการของบริษัทนิลุบล จำกัด เอกสารหมาย จ. 44 ว่าอาคารสูง 36 ชั้น ราคา 1,167,570,000 บาท ซึ่งคิดเป็นตารางเมตรละ 18,353.69 บาท หาใช่ตารางเมตรละเกือบ 40,000 บาท ดังที่โจทก์ไม่กล่าวอ้างในฎีกาไม่ เมื่อคำนึงถึงพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่นำสืบถึงราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์และราคาที่ดินแปลงอื่น จำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ สภาพและที่ตั้งของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนโครงการนี้เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นสาธารณูปโภค ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มให้จากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ตารางวาละ 40,000 บาท เป็นตารางวาละ 50,000 บาท คือเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 10,000 บาท นั้นเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วเหตุผลข้ออื่น ๆ ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาเพื่อขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ และที่จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องโจทก์จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไปได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงได้หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์นี้ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ถูกเวนคืนในครั้งนี้โดยกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะในส่วนของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตารางวาละ 40,000 บาท อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเท่านั้นยังไม่ชอบเพราะการเวนคืนทำให้ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงด้วย ซึ่งมีผลเท่ากับการกำหนดเงินค่าทดแทนไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามมาตรา 21 วรรคสาม กรณีนี้มิใช่กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่เป็นกรณีที่ไม่กำหนดเงินค่าทดแทนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอันทำให้โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดซึ่งโจทก์สามารถที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนได้ แต่ตามสำเนาอุทธรณ์ค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เอกสารหมาย จ. 5 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โจทก์ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่ถูกเวนคืนเท่านั้น ทั้งยังกล่าวว่าโจทก์มิได้หวังที่จะเรียกร้องค่าชดเชยจากการที่ที่ดินแปลงหลังถูกเวนคืนอีกกว่า 3 ไร่ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงตามขั้นตอนที่มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ก่อนใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9 ม. 18 ม. 21 ม. 22 ม. 24 ม. 25 และ 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดินสีรุ้ง จำกัด
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3494/2547
#112945
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันกับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเช่นนี้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1522 ที่บัญญัติว่ากรณีหย่าโดยคำพิพากษาให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในอัตราเดือนละคนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2530 มีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คน โดยวิธีผสมเทียม ปัจจุบันบุตรทั้งสองมีอายุ 8 ปีเศษ ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยาในเดือนเมษายน 2537 โจทก์ไปบวชเป็นพระภิกษุ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 โจทก์ลาสิกขามาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและกลับไปบวชอีก ครั้นต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 จำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ ได้เข้าพิธีแต่งงานกันและได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ในขณะที่โจทก์ยังเป็นสามีของจำเลยอยู่ แม้โจทก์จะไปร่วมงานในพิธีแต่งงานด้วย แต่โจทก์ก็อ้างว่าถูกข่มขู่และจำเลยยินยอมที่จะคืนหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับที่ดินทั้งเจ็ดฉบับให้โจทก์ซึ่งเป็นเหตุที่โจทก์ต้องยินยอมไปร่วมพิธีแต่งงานของจำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ พฤติการณ์ที่จำเลยพยายามถ่ายโอนทรัพย์สินหลายรายการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากับสิบตำรวจโทไพบูลย์โดยเปิดเผยในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นภริยาโจทก์ และการที่จำเลยมิได้ดูแลเอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นภิกษุ ล้วนเป็นการทำการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง และมิได้ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ ศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่าบิดาและมารดา มีหน้าที่จักต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของทั้งบิดาและมารดาที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แม้ต่อมาการสมรสระหว่างบิดามารดาในฐานะสามีภริยาจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม ทั้งบิดาและมารดาต่างก็ยังคงมีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อยู่ ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ตามมาตรา 1598/38 นอกจากนี้กรณีที่การสมรสระหว่างบิดามารดาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยการหย่าหรือโดยคำพิพากษาของศาลก็ดี มาตรา 1522 บัญญัติว่า ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอมให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า สามีภริยาทั้งสองฝ่ายหรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด และถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ให้ศาลเป็นผู้กำหนดซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม ทั้งมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบมาว่า โจทก์เป็นผู้มีทรัพย์สินและมีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ส่วนจำเลยมีรายได้จากการค้าขายเพียงเล็กน้อย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 4,000 บาท ต่อคน จึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1522
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม มากประยูร
จำเลย — นางเพลินตา มากประยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุรางคนา กมลละคร
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3492/2547
#112954
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเนื่องจากนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขาย ทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าราคาที่เช่าซื้อหรือราคาท้องตลาด หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสื่อมราคาเนื่องจาก รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมสภาพ จึงไม่มีประเด็นว่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อขาดจำนวนจากการขายทอดตลาดหรือเสื่อมราคาหรือไม่ เพียงใด แม้โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน 380,000 บาท ตามฟ้อง โดยอ้าง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพทรุดโทรม โจทก์ต้องนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปซ่อม เป็นเงิน 149,410 บาท และขายทอดตลาดได้เงินเพียง 60,747.66 บาท ก็เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้น ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลอุทธรณ์ จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยและพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระราคาที่ขาดจำนวนจากการขาย ทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาต่ำเป็นเงิน 109,953 บาท จึงไม่ชอบ ทั้งเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้ กล่าวมาในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาหรือกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกา ให้เป็นประเด็นไว้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๘๐,๐๐๐ บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ๑๖๒,๐๐๐ บาท และค่าภาษี มูลค่าเพิ่ม ๓,๔๙๖.๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมกันชำระเงิน ๑๕๑,๗๐๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๒๖๓ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้รวมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อถึงงวดที่ ๓๐ ประจำวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๑ จึงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ต้องร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน ๓๘๐,๐๐๐ บาทนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคารถยนต์ ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องอีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคารถยนต์ที่ขาดจำนวนจากการขายทอดตลาด เป็นเงิน ๑๐๙,๙๕๓ บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเนื่องจากนำ รถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าราคาที่เช่าซื้อหรือราคาท้องตลาด หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าเสื่อมราคาเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมสภาพ จึงไม่มีประเด็นว่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อขาดจำนวนจากการขายทอดตลาดหรือเสื่อมราคาหรือไม่ เพียงใด แม้โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน ๓๘๐,๐๐๐ บาท ตามฟ้อง โดยอ้างข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพทรุดโทรม โจทก์ต้องนำรถยนต์ ที่เช่าซื้อไปซ่อมเป็นเงิน ๑๔๙,๔๑๐ บาท และขายทอดตลาดได้เงินเพียง ๖๐,๗๔๗.๖๖ บาท ก็เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ชอบที่ ศาลอุทธรณ์จะไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยและพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระราคาที่ขาดจำนวน จากการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาต่ำเป็นเงิน ๑๐๙,๙๕๓ บาท จึงไม่ชอบ ทั้งเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้ กล่าวมาในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาหรือกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาให้เป็นประเด็นไว้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๖๒,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๐,๑๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมใน ศาลล่างทั้งสองแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 142 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอัฉราวรรณ จันทรเนตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชาตรี แตงเลี่ยน
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3491/2547
#266514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุข้อเท็จจริงว่า โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ง. ตามบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์รับเป็นนายหน้าชี้ช่องให้บุคคลภายนอกเข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทดังกล่าว โดยโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าและมีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นคงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อหากผู้เช่าซื้อผิดนัด โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัท ง. ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นการฟ้องโดยอ้างสิทธิว่าเป็นการรับช่วงสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 2 ส่วนที่ 2 ซึ่งการรับช่วงสิทธิจะพึงมีได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้นตามมาตรา 229 ส่วนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาซึ่งเป็นเรื่องของการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติในบรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 306 ฎีกาของโจทก์จึงนอกฟ้องและมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 82,824.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สิโนทัย-เครดิตอะกริโกล จำกัด แต่งตั้งโจทก์เป็นนายหน้าชี้ช่องให้บุคคลภายนอกทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ โจทก์มีหน้าที่เก็บค่าเช่าซื้อในแต่ละงวด หากผู้เช่าซื้อผิดนัด โจทก์จะต้องรับผิดในความเสียหายแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อ ตามบันทึกข้อตกลงโจทก์ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 51,667.14 บาท และฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่ากรณีมิใช่การรับช่วงสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่าโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) โดยชอบ เพราะจำเลยทั้งสามตกลงยินยอม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุข้อเท็จจริงว่า โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ตามบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์รับเป็นนายหน้าชี้ช่องให้บุคคลภายนอกเข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทดังกล่าว โดยโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าและมีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นคงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อหากผู้เช่าซื้อผิดนัด โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นการฟ้องโดยอ้างสิทธิว่าเป็นการรับช่วงสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 2 ส่วนที่ 2 ซึ่งการรับช่วงสิทธิจะพึงมีได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้นตามมาตรา 229 ส่วนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาซึ่งเป็นเรื่องของการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติในบรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 306 ฎีกาของโจทก์จึงนอกฟ้องและมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 306 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดี. เจ. คอมเมอร์เชียล แอนด์ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสมพอ หลวงหล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา