คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3190/2547
#411201
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของที่ดิน 10 แปลง ของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไว้ด้วย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีเนื้อที่เพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ทั้งโจทก์แถลงยอมรับข้อเท็จจริงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรวม 10 แปลง มีจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา เช่นเดียวกับสำเนาโฉนดที่ดินที่ถูกเวนคืนรวม 10 ฉบับ ท้ายคำแถลงของจำเลยที่ 1 ซึ่งปรากฏว่าที่ดิน 10 แปลงของโจทก์รวมกันแล้วมีจำนวนเนื้อที่ที่แท้จริงเพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ไม่ใช่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ดังที่โจทก์รวมเนื้อที่ดินไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับผลรวมของจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนและคำขอให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจึงเกิดจากการคำนวณที่ผิดพลาด เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มโดยถือเอาจากจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์รวมผิดพลาดดังกล่าวในฟ้อง จึงมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาดในสาระสำคัญแม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทรณ์ดังกล่าวจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เพราะการเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยตามบทกฎหมายดังกล่าวจะกระทำเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรวม 10 แปลง รวมเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา และขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 13,608,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 1 ได้เวนคืนที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ศาลให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีกตารางวาละ 3,500 บาท คิดเป็นเงิน 12,208,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2534 จนถึงวันนี้รวมกันแล้วเป็นเงิน 21,787,888.89 บาท จึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า โจทก์เพิ่งได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปจากศาลเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ยังคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ไม่ครบถ้วน เมื่อคิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2541 ยังขาดดอกเบี้ยจำนวน 1,653,167 บาท ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์ เจ้าหนี้ที่ศาลคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงค้างชำระจำนวน 2,530,585.70 บาท ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,653,167 บาท ตามคำร้องขอของโจทก์ ครั้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 3,500 บาท โดยคำนวณจากที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา (3,888 ตารางวา) รวมเป็นเงิน 13,608,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่เพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา หรือ 3,488 ตารางวา เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอบังคับคดีเอาเงินค่าทดแทนที่ดินเกินกว่าที่ดินที่โจทก์ถูกเวนคืนไปจริง และจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นตารางวาละ 3,500 บาท ตามจำนวนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจริงพร้อมดอกเบี้ยไปวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำบังคับและงดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยอ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจากที่ดิน 10 แปลง รวมเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา เป็นเงิน 13,608,000 บาท เกิดจากคำนวณเนื้อที่ดินของโจทก์ที่ไม่ถูกต้อง ที่ดินของโจทก์ที่ถูกต้อง 10 แปลงมีเนื้อที่เพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา หรือ 3,488 ตารางวา เท่านั้น คิดเป็นเงิน 12,208,000 บาท ข้อผิดพลาดดังกล่าวจึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย ขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจาก 13,608,000 บาท เป็น 12,208,000 บาท ศาลฎีกาพิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 จนถึงที่สุดแล้ว ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาอุทธรณ์นั้นศาลฎีกามีคำสั่งว่า เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงหรือไม่ ศาลชั้นต้น จึงส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2538 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2540 เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,208,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม และห้ามมิให้คัดสำเนาคำพิพากษาเดิม เว้นแต่จะได้คัดสำเนาคำสั่งเพิ่มเติมไปด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเนื้อที่ดินแต่ละแปลงของที่ดิน 10 แปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไว้ด้วย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีเนื้อที่เพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ทั้งโจทก์แถลงยอมรับข้อเท็จจริงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ของศาลชั้นต้นว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรวม 10 แปลงมีจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา และตามสำเนาโฉนดที่ดินที่ถูกเวนคืนรวม 10 ฉบับ ท้ายคำแถลงของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 ปรากฏว่าที่ดิน 10 แปลงของโจทก์รวมกันแล้วมีจำนวนเนื้อที่ที่แท้จริงเพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ไม่ใช่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ดังที่โจทก์รวมเนื้อที่ดินไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับผลรวมของจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนและคำขอให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจึงเกิดจากการคำนวณที่ผิดพลาด เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มโดยถือเอาจากจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์รวมผิดพลาดในสาระสำคัญ แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เพราะการเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยตามบทกฎหมายดังกล่าวจะกระทำเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็ได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกเวนคืนได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 จะมาโต้เถียงว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีจำนวนเนื้อที่ดินไม่ถึงตามที่โจทก์ฟ้องอีกไม่ได้นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาตามคำร้องขอฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ยกเลิกคำบังคับและงดการบังคับคดีไว้ก่อนโดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2545 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกเวนคืนจึงหาได้ยุติดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชัย รังษีวงศ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2547
#411196
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 134 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20)ฯ ซึ่งตามมาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พ.ร.บ. ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งจะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในวันที่ 15 กันยายน 2543 แต่พนักงานสอบสวนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งมาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ยังไม่ใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ เป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ เทิดไทย และนายดาบตำรวจธนู ขอสวัสดิ์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ 1 เดือน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์สืบทราบว่าที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันมีการร่วมกันลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้าน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้สืบสวนจับกุม วันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เวลา 8 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกรวม 8 คน มีนายดาบตำรวจธนูรวมอยู่ด้วยร่วมกันวางแผนจับกุมโดยวิธีใช้สายลับล่อซื้อ ได้นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้และตกลงแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 2 ชุด ชุดแรกมี 2 คน คือ นายดาบตำรวจธนูและจ่าสิบตำรวจสาคร จวงทันเที๊ยะ ให้ไปซุ่มห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร ชุดที่ 2 ซึ่งมีร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์รวมอยู่ด้วยรออยู่ปากซอยห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 100 เมตร จากนั้นเดินทางไปบ้านจำเลยที่ 1 ก่อนถึงบ้านจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์มอบเงินที่ใช้ล่อซื้อให้สายลับแล้วไปยังจุดนัดหมาย นายดาบตำรวจธนูและสายลับไปบ้านจำเลยที่ 1 นายดาบตำรวจธนูเข้าจุดซุ่ม ส่วนสายลับไปที่บ้านจำเลยที่ 1 นายดาบตำรวจธนูเห็นสายลับเดินเข้าไปในบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 พูดคุยกันสักครู่ สายลับมอบเงินให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่บ้านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 พบกับจำเลยที่ 2 พูดคุยกันและมอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มอบสิ่งของลักษณะเป็นถุงให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เดินกลับมาที่บ้านมอบสิ่งของให้สายลับ นายดาบตำรวจธนูแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ทราบว่าสายลับซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ส่วนสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกไปที่บ้านจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งขึ้นไปบนบ้าน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกวิ่งไล่ตามทัน สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคนมาซื้อเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่ามีธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่จำเลยที่ 2 จำนวน 600 บาท ส่วนอีก 400 บาท อยู่ที่ตนเอง และตรวจค้นพบที่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนจำเลยที่ 1 เมื่อนำมาตรวจกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 แล้วมีหมายเลขตรงกัน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แล้วนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เห็นว่า การวางแผนจับกุมจำเลยที่ 1 มีการนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและบันทึกหมายเลขในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนั้นมอบธนบัตรดังกล่าวให้สายลับนำไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยนายดาบตำรวจธนูไปซุ่มดูการล่อซื้อห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร ได้ความว่าขณะนายดาบตำรวจธนูซุ่มดูการล่อซื้อเป็นเวลาภายหลังเวลา 8 นาฬิกา เป็นเวลากลางวัน และนายดาบตำรวจธนูอยู่ห่างสายลับและจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร จึงน่าเชื่อว่านายดาบตำรวจธนูสามารถมองเห็นการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 นำธนบัตรฉบับ 100 บาท 4 ฉบับ มามอบให้นายดาบตำรวจธนูและรับว่าได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อนำธนบัตรดังกล่าวมาตรวจเปรียบเทียบกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปใช้ล่อซื้อตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองความข้อนี้ในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 และเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเดียวกันแก่จำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ยังคงให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับนายดาบตำรวจธนูมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษจำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 โดยเข้าใจว่าลงลายมือชื่อรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจนำธนบัตรมาให้ดู และขณะจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ ไม่มีข้อความในเอกสารดังกล่าว พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การโดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่านและไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยที่ 1 ฟัง เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความลอยๆ ทั้งไม่ได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ซึ่งเป็นผู้บันทึกข้อความในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าวและร้อยตำรวจเอกเทียนชัย ศรีธรรม ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้ให้ความชัดเจนว่าเป็นดังเช่นที่จำเลยที่ 1 อ้างหรือไม่ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 จริง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่านายดาบตำรวจธนูซุ่มอยู่ที่บริเวณใด มีสิ่งกีดกั้นสายตาระหว่างบริเวณดังกล่าวกับบ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงใด ไม่มีการทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุส่งเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนู ทั้งในบันทึกการตรวจค้นจับกุมบันทึกว่า จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ คำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูจึงมีน้ำหนักน้อยนั้น เห็นว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูด้วยเหตุผลหลายประการตามที่ได้วินิจฉัยแล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุส่งเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนู จึงไม่ทำให้คำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูมีน้ำหนักลดน้อยลงแต่อย่างใด ส่วนบันทึกการตรวจค้นจับกุมที่บันทึกว่า จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ น่าจะเกิดจากความพลั้งเผลอ เพราะบันทึกฉบับเดียวกันก่อนหน้านั้นบันทึกว่าเจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยที่ 1 รับธนบัตรจากสายลับแล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 2 และนำเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มามอบให้สายลับตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับนายดาบตำรวจธนูเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับการยึดได้ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในสาระสำคัญนั้นเห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับธนบัตรดังกล่าวแล้ว จึงไม่วินิจฉัยซ้ำอีก และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ให้มีทนายความเข้าร่วมสอบสวนด้วยนั้น เห็นว่า มาตรา 134 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ซึ่งตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งจะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในวันที่ 15 กันยายน 2543 แต่พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งมาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ยังไม่ใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.92 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งโทษจำคุกเป็นคุณมากกว่าตามกฎหมายเดิมในมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมและถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และจำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสุชาติ แสนเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2547
#112893
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดพ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึง ห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษ จำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สิน เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑จำนวน ๗๔๐ เม็ด น้ำหนัก ๖๖.๔๗๐ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑๒.๒๕๐ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน ๒๐ เม็ด น้ำหนัก ๑.๘๐ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๔๐๒ กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑,๒๐๐ บาท เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน ๗๔๐ เม็ด ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ (ที่แก้ไขใหม่) , ๖๖ (ที่แก้ไขใหม่), ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๓๓, ๙๑ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒), ๖๖ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๑๘ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๒๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๑ ปี ๖ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๑๕ ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา ๑๐๐/๑ บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า วางโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๑๒ ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๔ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๖ ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๘ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางพัชรินทร์ พิลาภรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางสาวศุภมาศ คุ้มศรีวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2547
#411128
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้าม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (ที่แก้ไขใหม่), 66 (ที่แก้ไขใหม่), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 23 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09-4415782 จำนวน 1 เครื่อง และถุงพลาสติกจำนวน 13 ใบ ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยมีจำนวน 740 เม็ด น้ำหนัก 66,470 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 12.250 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกะรทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า วางโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางพัชรินทร์ พิลาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3137/2547
#411143
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังการยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดหลายครั้งราคาที่ดินซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดทั้งสามแปลงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้ พ. จะเป็นผู้ประมูลได้โดยเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม แต่เมื่อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและผู้คัดค้านไม่ได้มีเจตนาที่จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นรวมกันมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้คัดค้านอนุญาตให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันไปตามคำร้องขอของ พ. ผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้น จึงเป็นเหตุให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ดังนั้นการขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความมุ่งหมายแห่งการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 123

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ต่อมาได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 รวม 3 แปลง โดยขายรวมกันไปในราคา 1,271,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวในราคา 1,271,000 บาท เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงไม่ได้อยู่ติดเป็นผืนเดียวกัน หากแยกขายจะได้ราคาสูงกว่า นอกจากนั้นราคาประเมินที่ดินแตกต่างจากราคาที่ผู้คัดค้านขายเป็นเงินถึง 3,248,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ในการขายทอดตลาดที่ดินครั้งที่ 8 มีผู้สนใจเข้าฟังการขายประมาณ 15 คน และมีเจ้าหนี้รายที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาดูแลการขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ปรากฏว่ามีนายพรชัย สุรเกียรติชัยลงชื่อสู้ราคาเพียงรายเดียวและขอให้ขายที่ดินสามแปลงรวมกันไป โดยเสนอราคา 1,271,000 บาท ผู้คัดค้านสอบถามเจ้าหนี้รายที่ 5 แล้วไม่คัดค้านจึงเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าว ส่วนราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเท่านั้น ราคาที่ดินจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับสภาพที่ดิน ทำเลที่ตั้งและความต้องการอื่นๆ ประกอบกัน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลง ให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเรื่องขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้นี้มีข้อที่จะต้องพิจารณาว่าราคาทรัพย์ที่แท้จริงประมาณเท่าใด และสมควรจะขายได้แล้วหรือไม่ เรื่องราคาทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้ขณะทำการยึดเมื่อปี 2528 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 และเลขที่ 49 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รวม 3 แปลง ราคา 500,000 บาท 50,000 บาท และ 120,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งผู้แทนเจ้าหนี้ที่นำยึดก็เห็นด้วยในราคานี้ แต่ได้ความจากคำนายกิตติ อ้นปัน พยานของจำเลยที่ 2 ว่า จากการไปตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว พบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 มี ราคาประเมินไร่ละ 4,000,000 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 มีราคาประเมินไร่ละ 600,000 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 49 มีราคาประเมินไร่ละ 2,400,000 บาท ตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 และ ร.3 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากยึดทรัพย์และมีการประกาศขายทอดตลาดมาหลายครั้งแล้ว แสดงให้เห็นว่าราคาที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้นายพรชัยจะเป็นผู้ประมูลได้โดยเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่เมื่อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและผู้คัดค้านไม่ได้มีเจตนาที่จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นรวมกันมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้คัดค้านอนุญาตให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันไปตามคำร้องขอของนายพรชัยผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้นจึงเป็นเหตุให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ดังนั้น การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความมุ่งหมายแห่งการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมไทยมอเตอร์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฮงหมงหนึ่งสองท่าเรือบริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3135/2547
#411202
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนยื่นคำขอรับชำระหนี้คดีนี้เจ้าหนี้ได้ฟ้องบริษัท ส. และลูกหนี้เป็นจำเลยในข้อหาผิดสัญญาซื้อขาย รับสภาพหนี้ และใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ โดยฟ้องว่า บริษัท ส. ผิดสัญญาไม่ชำระค่าสินค้าให้เจ้าหนี้ ซึ่งต่อมาบริษัท ส. ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 38,065,534.81 บาท และขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่ก็ผิดนัดชำระหนี้และปรากฏว่าก่อนหน้านี้ลูกหนี้ได้ว่าจ้างบริษัท ส. ดังกล่าว ก่อสร้างและติดตั้งระบบภายในอาคารของลูกหนี้ โดยมีการส่งมอบงานแก่ลูกหนี้ 3 งวด รวมทั้งสิ้น 76 ครั้ง คิดเป็นเงิน 127,000,000 บาท และบริษัท ส. รับสมอ้างว่าได้รับค่าจ้างจำนวนดังกล่าวไปจากลูกหนี้แล้วซึ่งไม่เป็นความจริง เจ้าหนี้จึงแจ้งให้บริษัท ส. ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้ดังกล่าวเพื่อจะได้นำมาชำระหนี้ค่าสินค้าแก่เจ้าหนี้ แต่บริษัท ส. เพิกเฉยทำให้เจ้าหนี้เสียหายและเสียประโยชน์ ขอให้บังคับบริษัท ส. และลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 38,065,534.81 บาท พร้อมดอกเบี้ย บริษัท ส. และลูกหนี้ให้การต่อสู้คดี แต่ระหว่างการพิจารณาคดีลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ชั่วคราว และต่อมาได้พิพากษาให้บริษัท ส. ชำระหนี้ดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ คดีถึงที่สุด ดังนี้ การที่เจ้าหนี้ได้ฟ้องบริษัท ส. และลูกหนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งแทนการขอให้ศาลออกหมายเรียกให้บริษัท ส. เข้ามาในคดีในการใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ ก็ถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 234 ที่มุ่งหมายให้ลูกหนี้เข้ามาในคดีเพื่อรักษาสิทธิของตนแล้ว และการที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในนามตนเองแทนบริษัท ส. เป็นกระบวนการที่สืบเนื่องมาจากการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัท ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้นั่นเอง เมื่อบริษัท ส. ไม่มีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้จะบังคับมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ และบริษัท ส. ก็มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ด้วย จึงเป็นกรณีที่บริษัท ส. เพิกเฉยไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ เจ้าหนี้จึงใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัท ส. ในนามตนเองขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามจำนวนหนี้ที่บริษัท ส. เป็นหนี้เจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 โดยตั้งบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอาร์เธอร์แอนเดอร์เซ่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและติดตั้งระบบภายในอาคารโรงงาน เป็นเงิน 60,333,872.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 38,065,534.81 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้น รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/29 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ โดยผู้ทำแผนโต้แย้งว่ามูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นมูลหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งไม่เกี่ยวกับลูกหนี้ ส่วนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โต้แย้งว่ายอดหนี้ที่ขอรับชำระไม่ถูกต้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (1)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 38,065,534.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,192,725.30 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ได้รับชำระหนี้ในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียม โดยมีค่าทนายความ 300,000 บาท ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3154/2543 ของศาลจังหวัดสงขลา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้และลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในนามของตนเองขอรับชำระหนี้จากลูกหนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ของบริษัทดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เจ้าหนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และลูกหนี้เป็นจำเลย ในข้อหาผิดสัญญาซื้อขาย รับสภาพหนี้ และใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดสงขลาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 868/2541 ซึ่งมีมูลหนี้เดียวกับที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ กล่าวคือ เจ้าหนี้ฟ้องว่าบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้ซื้อสินค้าประเภทเหล็ก อุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเหล็กและออกซิเจนไปจากเจ้าหนี้ รวมเป็นเงิน 34,192,725.30 บาท แต่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2540 บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 38,065,534.81 บาท และขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท แต่ก็ผิดนัดไม่ชำระหนี้อีก และปรากฏว่าเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 ลูกหนี้ได้ว่าจ้างบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ก่อสร้างและติดตั้งระบบภายในอาคารของลูกหนี้ รวมค่าก่อสร้างและแรงงานเป็นเงิน 149,000,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็นงวดรวม 4 งวด ตามผลสำเร็จของงาน บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้ส่งมอบงานแก่ลูกหนี้ 3 งวด รวม 76 ครั้ง คิดเป็นเงิน 127,000,000 บาท และบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด รับสมอ้างว่าได้รับค่าจ้างจำนวนดังกล่าวไปจากลูกหนี้แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะลูกหนี้ยังมิได้ชำระค่าจ้างจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เจ้าหนี้จึงแจ้งให้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าว เพื่อจะได้นำมาชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ แต่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เพิกเฉย ทำให้เจ้าหนี้เสียหายและเสียประโยชน์ ขอให้บังคับบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 38,065,534.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 34,192,725.30 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และลูกหนี้ให้การต่อสู้คดี แต่ในระหว่างพิจารณาคดีลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลจังหวัดสงขลาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ชั่วคราว ต่อมาศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3154/2543 ให้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ชำระเงินจำนวน 38,065,534.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 34,192,725.30 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 มีนาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ และให้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ โดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท คดีถึงที่สุด เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้จากลูกหนี้ในนามของตนเองแทนบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ซึ่งผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งว่าบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด มิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้าง เพียงแต่โต้แย้งว่าเป็นมูลหนี้ระหว่างบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับเจ้าหนี้ซึ่งไม่เกี่ยวกับลูกหนี้ ส่วนปัญหาว่าบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้หรือไม่ ปรากฏว่าในวันที่ 4 ตุลาคม 2543 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดสอบสวนพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ประกอบคำขอรับชำระหนี้ ผู้รับมอบอำนาจผู้ทำแผนและผู้รับมอบอำนาจธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้มาพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมกับผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ และผู้รับมอบอำนาจผู้ทำแผนยอมรับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าลูกหนี้เป็นหนี้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ตามบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้จำนวน 109,628,625.70 บาท โดยแยกเป็นมูลหนี้ค่าทรัพย์สิน คือ ค่าเครื่องจักร ค่าตกแต่งอาคารโรงงาน จำนวน 77,037,891.64 บาท และมูลหนี้อื่น ๆ จำนวน 32,590,734.06 บาท ทั้งยอมรับว่า บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจือสมพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ที่นำสืบในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าลูกหนี้เป็นหนี้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง และติดตั้งระบบภายในอาคารโรงงานเป็นเงิน 149,000,000 บาท และบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้ส่งมอบงานแก่ลูกหนี้แล้วรวม 76 ครั้ง คิดเป็นเงิน 127,000,000 บาท แต่ลูกหนี้ยังไม่ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยเจ้าหนี้ได้ส่งสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและหลักฐานการส่งมอบงานเป็นพยานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยซึ่งตรงกับที่เจ้าหนี้ได้ฟ้องบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับลูกหนี้เป็นจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3154/2543 ของศาลจังหวัดสงขลา แม้จำนวนหนี้ที่ผู้ทำแผนยอมรับว่าลูกหนี้เป็นหนี้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จะไม่ตรงกับเจ้าหนี้อ้าง ก็เป็นเพียงรายละเอียดเพราะข้อสำคัญที่ว่าลูกหนี้เป็นหนี้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ตามที่เจ้าหนี้อ้างจริง และเห็นได้ว่าการที่เจ้าหนี้ได้ฟ้องบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และลูกหนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3154/2543 ของศาลจังหวัดสงขลา ถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีนั้นด้วย" แล้ว เพราะการที่เจ้าหนี้ฟ้องบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้แทนการขอให้ศาลหมายเรียกให้บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ก็ถือได้ว่ามีการเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งประสงค์ให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตนแล้ว และการที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในนามของตนเองแทนบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นกระบวนการสืบเนื่องมาจากที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้นั่นเอง และตามทางนำสืบของเจ้าหนี้ในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ได้ความว่าบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ไม่มีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้จะบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ทั้งผู้ทำแผนก็ยอมรับว่าบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ด้วย จึงเป็นกรณีที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้เพิกเฉยไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุเจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์เพราะหากบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ของลูกหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าหนี้ก็สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้มาจากการขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในนามของตนเองขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้เพียงใด โดยลูกหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยการใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ไม่ว่าจำนวนใด ๆ ส่วนเจ้าหนี้อุทธรณ์เฉพาะดอกเบี้ยว่าตนมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสงขลา มิใช่อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 235 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเงินเต็มจำนวนที่ยังค้างชำระแก่ลูกหนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนก็ได้..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่อย่างไรก็ดี ท่านมิให้เจ้าหนี้ได้รับมากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนนั้นเลย" เช่นนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ขอรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้ตามจำนวนหนี้ที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสงขลารวมถึงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนหนี้ที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ยกเว้นดอกเบี้ยให้ได้รับเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงเท่ากับว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้น้อยกว่าที่บริษัทสตาร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 38,065,534.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 34,192,725.30 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2541 จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 234 ม. 235
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทเอสทีเอ เอ็มดีเอฟ จำกัด
เจ้าหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหล็กใต้
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3108/2547
#411195
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีที่โจทก์เรียกคืนจากจำเลยที่ 1 เกิดจากการที่โจทก์ตรวจสอบการขอคืนภาษีของจำเลยที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายได้จากการขายสินค้าต่ำไป โดยแสดงราคาขายและราคาซื้อไม่เป็นไปตามรายการซื้อขายจริงจึงปรับปรุงเพิ่มต้นทุนและนำมูลค่าสินค้าในแต่ละเดือนภาษีมาคำนวณภาษีขายให้ถูกต้องแล้วหักด้วยภาษีซื้อ พบว่าจำเลยที่ 1 ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระเพิ่มอีกในบางเดือน และบางเดือนมีสิทธิขอคืนได้บางส่วนเท่านั้น เงินภาษีที่จำเลยที่ 1 ขอคืนไปจึงไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ซึ่งเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 เกิดจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินอาจถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงต้องรอฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัย ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องแม้ต่อมาภายหลังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบและเป็นธรรมแล้ว ก็ไม่ทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบมาตั้งแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้าประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายไม้แปรรูปและอื่นๆ ทั้งเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวณภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ โดยแสดงภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ มีภาษีชำระทุกเดือนภาษีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ขอคืนภาษีชำระเกินเป็นเงินสดทุกเดือน เจ้าพนักงานของโจทก์ได้พิจารณาอนุมัติให้คืนภาษีแก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนภาษีก่อนทำการตรวจสอบ โดยมีภาษีที่ขอคืนรวม 1,610,115.79 บาท ภาษีที่ได้รับคืนรวม 1,603,762.79 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ทำการตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายได้จากการขายสินค้าต่ำไป โดยแสดงราคาขายและราคาซื้อไม่เป็นไปตามรายการซื้อขายจริง เจ้าพนักงานของโจทก์จึงปรับปรุงเพิ่มต้นทุนและนำมูลค่าสินค้าในแต่ละเดือนภาษีมาคำนวณภาษีขายที่ถูกต้อง เมื่อนำภาษีขายตามผลการตรวจสอบมาหักด้วยภาษีซื้อแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนไปรวม 1,413,261.11 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนไปโดยไม่มีสิทธิรับคืนหรือรับคืนเกินไปดังกล่าว โดยคืนให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งให้ส่งคืนเงินตามหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนขาดไป (ค.31) ของสำนักงานสรรพากรจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินภาษีที่ต้องส่งคืนในแต่ละเดือนภาษีนับจากวันพ้นกำหนดตามหนังสือแจ้งให้คืนภาษีถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 92,684.64 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระถึงวันฟ้อง 1,505,945.75 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ภาษีอากรที่ต้องคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชำระเงินภาษีอากรและชำระดอกเบี้ยรวมจำนวน 1,505,945.75 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินที่ต้องคืนจำนวน 1,413,261.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเพราะเรียกร้องคืนเงินจากจำเลยที่ 1 เกินกว่า 1 ปี นับตั้งแต่รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 ขอคืนภาษีไปจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิ โจทก์มีอำนาจติดตามและเรียกคืนเงินรายได้ของรัฐจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิได้รับคืน การเรียกคืนดังกล่าวมิใช่เรียกค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามการประเมินของโจทก์ซึ่งยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ภาษีที่โจทก์เรียกคืนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งปรากฏจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองว่าเกิดจากการที่โจทก์ตรวจสอบการขอคืนภาษีของจำเลยที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายได้จากการขายสินค้าต่ำไปโดยแสดงราคาขายและราคาซื้อไม่เป็นไปตามรายการซื้อขายจริงจึงปรับปรุงเพิ่มต้นทุนและนำมูลค่าสินค้าในแต่ละเดือนภาษีมาคำนวณภาษีขายให้ถูกต้องแล้วหักด้วยภาษีซื้อพบว่าจำเลยที่ 1 ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระเพิ่มอีกในบางเดือนและบางเดือนมีสิทธิขอคืนได้บางส่วนเท่านั้น เงินภาษีที่จำเลยที่ 1 ขอคืนไปจึงไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ซึ่งเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 เกิดจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินอาจถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงต้องรอฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน เมื่อได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 คู่ความรับกันว่า ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัย ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง แม้จะปรากฏในอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 ว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบและเป็นธรรมแล้ว และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบมาตั้งแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธาราวู้ด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3102/2547
#266366
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยโดยลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม เมื่อจำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ทั้งที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามนั้น ถือได้ว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จำเลยกับ ช. พวกของจำเลยซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 190 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 190 เม็ด และหมวกนิรภัยจำนวน 1 ใบ ที่จำเลยกับพวกใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10278/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ป.อ. มาตรา 32, 33, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและหมวกนิรภัยของกลาง กับบวกโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน (ที่ถูกจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเท่านั้น) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10278/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและหมวกนิรภัยของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์มิได้ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 6 ปี โดยมิได้ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ทั้งที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามนั้น กรณีถือ ได้ว่าเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งที่โจทก์มิได้อุทธณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น ?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) , 67 (ที่แก้ไขใหม่) ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอธิการ จงจักรพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายประพันธ์ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2547
#411122
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์โจทก์ร่วมในข้อหาทำร้ายร่างกาย โจทก์ร่วมให้การรับสารภาพเนื่องจากโจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยหลังจากจำเลยใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมแล้ว ซึ่งคดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้แยกฟ้องโจทก์ร่วมในข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลมีคำพิพากษาปรับโจทก์ร่วมแล้ว จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยในเหตุการณ์ที่จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมในคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และทำให้ไม่มีอำนาจที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจยื่นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288 และริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณานายพิเชษฐ์ พิรุณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รอการลงโทษตามมาตรา 56 ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน ในระยะเวลา 1 ปีแรก และทุก 3 เดือนในระยะเวลาที่เหลือ กับให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 12 ชั่วโมงในระยะเวลาหนึ่งปีแรก และห้ามเสพหรือเกี่ยวข้องกับสุราและยาเสพติดให้โทษทุกชนิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายพิเชษฐ์ พิรุณ ด้วย

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดปลายแปลงแทงนายพิเชษฐ์ พิรุณ โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมมีส่วนในการกระทำผิดด้วยหรือไม่ พยานโจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในเหตุการณ์เดียวกันกับที่จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมนี้ จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์โจทก์ร่วมในข้อหาทำร้ายร่างกาย โจทก์ร่วมให้การรับสารภาพ เนื่องจากโจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยหลังจากจำเลยใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมแล้ว ซึ่งคดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้แยกฟ้องโจทก์ร่วมในข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลมีคำพิพากษาปรับโจทก์ร่วมเป็นเงิน 500 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำผิดทำร้ายร่างกายจำเลยในเหตุการณ์ที่จำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และทำให้ไม่มีอำนาจที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกา"

พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ร่วม — นายพิเชษฐ์ พิรุณ
จำเลย — นายอ็อด แคนลาด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072/2547
#112896
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2547

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาของนาย อ. จำเลยเป็นมารดาของนางสาว บ. เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ โจทก์จำเลยร่วมกันจัดพิธีแต่งงานให้กับบุตรทั้งสองคนแล้วพักอาศัยอยู่บ้านจำเลย แต่บุตรจำเลยไม่ยอมร่วมหลับนอนกับบุตรโจทก์และหลังแต่งงานเพียง ๓ วัน บุตรจำเลยหนีจากบ้านไปอันเป็นการผิดประเพณีของการสมรส โจทก์จำเลยจึงตกลงกันโดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๗๐,๔๐๐ บาท ภายในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน ๗๐,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีมูลหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๐,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์จำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางสาว บ. เกิดวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ โจทก์และจำเลยจัดพิธีแต่งงานระหว่างนาย อ. กับนางสาว บ. ซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๕ ปีเศษ ก่อนพิธีแต่งงานมีการหมั้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบว่านางสาว บ. อายุยังไม่ครบ ๑๗ ปี ส่วนการหมั้นมีของหมั้นเป็นสร้อยคอทองคำพร้อมจี้และสินสอดเป็นเงินสด นาย อ. กับนางสาว บ. อยู่กินฉันสามีภริยากันได้ ๓ วัน ก็เลิกการอยู่กินด้วยกันและโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยตกลงคืนเงินสินสอดจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท และของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก ๒ บาท พร้อมจี้ทองคำให้แก่โจทก์ภายในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ตามเอกสารหมาย จ. ๑ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๑ มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะแต่งงานนางสาว บ. อายุ ๑๔ ปีเศษ เป็นการขัดต่อกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ เท่ากับว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีผลบังคับได้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ ๑๗ ปี บริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง ๑๕ ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๓๕ วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๔๓๕ วรรคสอง นอกจากนี้ มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ ๑๗ ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๑๒ และ ๔๑๓ โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๐๗ หาได้ไม่ ดังนั้นบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๑ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 407 ม. 412 ม. 413 ม. 1435 ม. 1437 ม. 1463
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสา นาเขียว
จำเลย — นางมาลีหรือนารี แสนวงค์หรือแสนวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายวิทยา วิมลสุรนาถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072/2547
#411045
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่ อ. ทำการหมั้นกับ บ. นั้น บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่า บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและ บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของ อ. และ บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่ อ. กับ บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากันว่าจำเลยตกลงจะคืนสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 70,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบิดาของนายอุทร นาเขียว ส่วนจำเลยเป็นมารดาของนางสาวบัวลอย กันยาประสิทธิ์ นางสาวบัวลอยเกิดวันที่ 11 ธันวาคม 2524 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 โจทก์และจำเลยจัดพิธีแต่งงานมีการหมั้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบว่านางสาวบัวลอยอายุยังไม่ครบ 17 ปี ส่วนการหมั้นมีของหมั้นเป็นสร้อยคอทองคำพร้อมจี้และสินสอดเป็นเงินสด นายอุทรกับนางสาวบัวลอยอยู่กินฉันสามีภริยากันได้ 3 วัน ก็เลิกการอยู่กินด้วยกันและโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยตกลงคืนเงินสินสอดจำนวน 60,000 บาท และของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พร้อมจี้ทองคำให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะแต่งงานนางสาวบัวลอยอายุ 14 ปีเศษ เป็นการขัดต่อกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ เท่ากับว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีผลบังคับได้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ในขณะที่นายอุทรทำการหมั้นกับนางสาวบัวลอยนั้นนางสาวบัวลอยอายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาวบัวลอยอายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาวบัวลอยจึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 จึงมีมูลและใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไป จำเลยมีสิทธิบอกเลิกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้บอกเลิกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินสอดและของหมั้นคืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง เห็นว่า ข้อตกลงหรือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นย่อมผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายให้ต้องปฏิบัติตามสัญญา การเลิกสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฏหมายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 386 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาใช่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยอำเภอใจไม่ เมื่อข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 มิได้ให้สิทธิจำเลยบอกเลิกข้อตกลง และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีสิทธิใดๆ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้บอกเลิกข้อตกลงได้แล้ว แม้จำเลยจะบอกเลิกข้อตกลงก็ไม่มีผลเป็นการบอกเลิก บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ยังมีผลผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะต้องคืนเงินสินสอดจำนวน 60,000 บาท และของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก 2 พร้อมจี้ทองคำให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,400 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าสินสอดและของหมั้นที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 407 ม. 412 ม. 413 ม. 1435
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสา นาเขียว
จำเลย — นางมาลีหรือนารี แสนวงค์หรือแสนวงษ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3071/2547
#112882
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษาทราบอยู่แล้วว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาและมีอาการเหนื่อยง่าย การที่จำเลยที่ 1 สั่งทำโทษผู้ตายซึ่งเป็นนักเรียนโดยให้ผู้ตายทำสก็อตจัมพ์(กระโดดขึ้นลง) จำนวน 100 ครั้ง จึงเป็นการสั่งทำโทษที่เกินกว่าเหตุ ทั้งขณะที่ผู้ตายทำสก็อตจัมพ์จำเลยที่ 1 ก็ไม่สนใจดูแลผู้ตายอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่า ผู้ตายจะรับการลงโทษดังกล่าวได้หรือไม่ และเมื่อผู้ตายทำสก็อตจัมพ์เสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ออกจากห้องเรียนไปโดยไม่สนใจดูแลว่าผู้ตายจะเป็นอย่างไร ผู้ตายมีอาการหายใจไม่ออกและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนี้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย

จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณแผ่นดินอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าสอนในชั้นเรียนของผู้ตายและสั่งลงโทษผู้ตายจึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างหนึ่งและมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อ ความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 แต่ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาลจึงจัดอยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มิใช่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 3,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ ผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา โจทก์ทั้งสองได้ให้พี่ชายผู้ตายนำ ใบรับรองแพทย์ไปแจ้งให้ทางโรงเรียนทราบแล้วและยังบอกด้วยว่าผู้ตายออกกำลังกายไม่ได้จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองแจ้งการป่วยของผู้ตายให้จำเลยที่ 1 และโรงเรียนบางปลาม้าสูงสุมารผดุงวิทย์ได้ทราบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 สั่งทำโทษผู้ตายให้ทำสก็อตจัมพ์ถึง 100 ครั้ง ทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาและมีอาการ เหนื่อยง่ายจึงเป็นการสั่งทำโทษที่เกินกว่าเหตุ ทั้งขณะผู้ตายกับพวกทำสก็อตจัมพ์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่สนใจดูแลผู้ตาย อย่างใกล้ชิดเพื่อดูอาการว่าผู้ตายจะรับการลงโทษดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อผู้ตายทำสก็อตจัมพ์แล้วจำเลยที่ 1 ก็ออกจากห้องเรียนไปโดยไม่ได้สนใจดูแลว่าผู้ตายจะเป็นอย่างไร ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ผู้ตายถึงแก่ความตาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษาได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณของแผ่นดินอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าสอนในชั้นเรียนของผู้ตาย และสั่งลงโทษผู้ตาย จึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งและมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพิ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 2,000 บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 วรรคหนึ่ง ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพยุง นวลศิริวัฒน์ กับพวก
จำเลย — นายมนูญ ศรีคำไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2547
#411193
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิได้ก้าวล่วงเสียได้ และแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนต่อไปอีกจะเสียความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล

จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานติดต่อกันถึง 9 ครั้ง แม้โจทก์จะขอเลื่อนคดีด้วยครั้งหนึ่งและจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เตรียมมาอีก 2 นัด แต่วันนัดสืบพยานจำเลยอีก 4 นัดหลังจากนั้น จำเลยก็ยังคงขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยาน ซึ่งศาลได้กำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาให้พร้อมเกือบทุกนัด จนกระทั่งในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จำเลยยังขอเลื่อนคดีด้วยเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจำเลยอีก ซึ่งเป็นเหตุผลเดิม ทั้งๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลชั้นต้นแล้ว แสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งเหตุที่อ้างขอเลื่อนคดีก็มิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยก็ไม่ได้แสดงให้เป็นที่พอใจว่า ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม อันจะเป็นเหตุให้ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ พฤติการณ์ต่างๆ ส่อแสดงถึงเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี และให้ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,450,321.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,310,083 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,310,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 607,500 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2535 จากต้นเงิน 1,074,834 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 202,500 บาท นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 436,167 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2536 จากต้นเงิน 685,332 บาท นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2536 และจากต้นเงิน 303,750 บาท นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนต่อไปอีกจะเสียความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล พฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกวันที่ 29 กันยายน 2541 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ตัวจำเลยต้องไปพบพนักงานอัยการ และพยานอีกปากหนึ่งคือ นายนรินทร์ รัตนวิจัย ติดประชุม ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ในวันนัด ทนายจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบนายนรินทร์และไม่ได้เตรียมพยานปากอื่นขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตและนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 10 และ 24 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ถึงวันนัดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ทนายจำเลยแถลงว่าพยานป่วยกะทันหันไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนคดีและยกเลิกวันนัดที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้งถึงวันนัดวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ตามที่นัดไว้เดิมทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่เตรียมไว้คือนายจิตตสร ปราโมช ณ อยุธยา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับพยานปากนี้จึงไม่ติดใจสืบขอเลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยที่เหลืออีก 7 ปาก ศาลชั้นต้นอนุญาต นับสืบพยานจำเลยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และ 9 มีนาคม 2542 พร้อมกับกำชับจำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ ซึ่งเมื่อวันนัดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ทนายจำเลยอ้างว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ได้แก่นางสาวพรรณนิภา กฤตวิทย์ และนางสาวมาลี รุจิเวชพงศ์ธร ส่งหมายให้ไม่ได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตและกำชับจำเลยให้ติดตามพยานมาให้พร้อมสืบ ในวันนัดวันที่ 9 มีนาคม 2542 ทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ 8 ปาก คือ นางสาวพรรณนิภาและนางสาวมาลีไม่สามารถติดตามให้มาเบิกความได้ กำลังสืบหาที่อยู่ ส่วนพยานชื่อนางสาวสุภาภรณ์ ทิพยศักดิ์ ไม่ติดใจสืบเหลือพยานที่จะสืบอีก 6 ปาก ขอเลื่อนคดีศาลชั้นอนุญาต นับสืบพยานจำเลยวันที่ 7 และ 25 พฤษภาคม 2542 และกำชับให้จำเลยสืบหาที่อยู่ของพยานและรีบขอหมายเรียกเสียแต่เนิ่นๆ หากส่งหมายไม่ได้ให้แถลงภายใน 5 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยานดังกล่าว เมื่อถึงวันนัดวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ทนายจำเลยแถลงว่ายื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานแล้ว แต่ไปขอรับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ศาล ปรากฏว่าไม่พบจึงไม่สามารถนำหมายเรียกไปส่งให้แก่พยานได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามที่นัดไว้เดิมพร้อมกำชับจำเลยให้ยื่นคำร้องขอหมายเรียกเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อถึงวันนัด ทนายจำเลยแถลงว่า นางสาวพรรณนิภาพยานที่จะมาเบิกความวันนี้ติดธุระที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยแถลงว่าพยานที่ขอหมายเรียกไว้ 2 ปาก คือ นางสาวนิสาลักษณ์ รัชตะอำนวย ไม่สามารถส่งหมายให้แก่พยานได้ ส่วนนางสาวพรรณิภามีธุระต้องพาสามีไปโรงพยาบาล ไม่มีพยานมาศาลขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลย จึงเห็นได้ว่า คดีนี้จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานติดต่อกันถึง 9 ครั้ง แม้โจทก์จะขอเลื่อนคดีด้วยครั้งหนึ่งและจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เตรียมมาอีก 2 นัด แต่วันนัดสืบพยานจำเลยอีก 4 นัด หลังจากนั้นจำเลยก็ยังคงขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยาน ซึ่งศาลก็ได้กำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาให้พร้อมสืบเกือบทุกนัด จนกระทั่งในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จำเลยยังคงขอเลื่อนคดีด้วยเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจำเลยอีก ซึ่งเป็นเหตุผลเดิม ทั้งๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลชั้นต้นแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแม้แต่น้อย มิฉะนั้นแล้วทนายจำเลยน่าจะต้องเตรียมนำพยานอื่นๆ ที่เหลืออยู่รวมทั้งตัวจำเลยมาสืบได้ ทั้งๆ ที่มีพยานจำเลยที่ติดใจสืบเหลืออีกหลายปาก แต่ทนายจำเลยกลับขอเลื่อนคดี ทั้งเหตุที่อ้างขอเลื่อนคดีดังกล่าวก็มิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ นอกจากนี้ทนายจำเลยก็ไม่ได้แสดงให้เป็นที่พอใจว่า ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมอันจะเป็นเหตุให้ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ พฤติการณ์ต่างๆ ดังกล่าวส่อแสดงถึงเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า หุ้นที่พนักงานของโจทก์ 38 คนถือไว้ตามฟ้องไม่ได้เป็นของโจทก์ เป็นการถือแทนจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดหาเงินมาชำระค่าหุ้นและค่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายศุภชัย ใจสมุทร ทนายโจทก์ นางสาวอุบลทิพย์ ยาสมุทร นายสำรอง วาณิชยานนท์ และนางปิยาภรณ์ รัตนจันท ซึ่งต่างเป็นพนักงานของโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ให้พนักงานของโจทก์ 38 คนถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด จำนวน 900,000 หุ้น ไว้แทนโจทก์ โดยให้พนักงานแต่ละคนทำหลักฐานการโอนหุ้นไว้ตามหนังสือรับรองข้อเท็จจริง ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด มีมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2535 ครั้งที่ 2 ให้เงินปันผลครึ่งปีแรกแก่ผู้ถือหุ้นอัตราหุ้นละ 5 บาท นางปิยาภรณ์เป็นผู้รับเช็คค่าเงินปันผลมอบให้แก่พนักงานผู้ถือหุ้นแทนโจทก์เพื่อนำเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินตามเช็ค แล้วให้พนักงานเหล่านั้นถอนเงินมอบให้นางปิยาภรณ์นำไปมอบให้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์แต่จำเลยไม่โอนเงินดังกล่าวให้โจทก์ จากนั้นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ได้เพิ่มทุนหุ้นที่โจทก์ให้พนักงานถือแทนจาก 900,000 หุ้น เพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 หุ้น ต่อมาพนักงานได้โอนหุ้นจำนวน 900,000 หุ้น คืนโจทก์ หุ้นส่วนที่เหลืออีก 600,000 หุ้น จำเลยให้พนักงานนำไปจำนำไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด เป็นประกันการชำระหนี้เงินยืมของนางนงจันทร์ จันทร์ขจร และพนักงานโจทก์ที่ถือหุ้นแทน ได้แก่ นางสาวระพีพรรณ ตีระสกุล นายสาคร อนันตพิพัฒน์กุล นายดนัย กาญจนินทุ นางสาวนงลักษณ์ เสือนาค นายมนตรี เสวกภัย นายเปี่ยมศักดิ์ จงฟุ้งเฟื่อง และนางอรุณี เลิศศิลไพศาล ต่างเบิกความสนับสนุนว่า พยานได้ร่วมกับพนักงานอื่นของโจทก์รวม 38 คนถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด แทนโจทก์ เมื่อมีการจ่ายเงินปันผล นางปิยาภรณ์เป็นผู้นำเช็คมามอบให้พยานและพนักงานซึ่งถือหุ้นแทนโจทก์เพื่อนำเข้าบัญชี และเมื่อเบิกเงินตามเช็คได้แล้วก็ได้มอบคืนให้แก่นางปิยาภรณ์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายยรรยง ลิขิตเจริญ ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ และได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการควบคุมการดำเนินกิจการของโจทก์ให้ทำการตรวจสอบข้อมูลเบิกความยืนยันว่า ตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงดังเช่นที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความ ประกอบกับโจทก์มีพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารได้แก่ เช็คชำระเงินปันผลค่าหุ้น 38 ฉบับ เอกสารหมาย จ.14 หนังสือนำส่งของโจทก์ที่ขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด โอนหุ้นจากที่พนักงาน 38 คนถือไว้แทนโจทก์กลับเป็นชื่อโจทก์ สำเนาบันทึกเรื่องเงินปันผลและการถือหุ้นในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด สำเนาหนังสือขอนำส่งแคชเชียร์เช็ค สำเนาบันทึกเรื่องการจ่ายเงินปันผล หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์โอนหุ้นบริษัทในเครือ หนังสือของโจทก์ขอผ่อนผันการโอนหุ้นบริษัทในเครือ หนังสือขอผ่อนผันการซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัด เป็นต้น ส่วนจำเลยไม่มีพยานนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้ว่าพนักงานของโจทก์ 38 คน ถือหุ้นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ไว้แทนโจทก์ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้รับเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 900,000 หุ้น ดังกล่าวไว้แทนโจทก์ต้องรับผิดคืนเงินปันผลจำนวน 3,310,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3061/2547
#411043
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องโจทก์ ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ว่าน้ำหนักเมทแอมเฟตามีนและปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่และมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มาตรา 22 ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแก่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 19 ที่คณะอนุกรรมการดังกล่าววินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด และให้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานอัยการทราบเพื่อพิจารณามีคำสั่งชะลอการฟ้อง ซึ่งเป็นวิธีการก่อนการฟ้อง แต่คดีนี้พนักงานอัยการยื่นฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้ให้เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งจำนวนน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนและปริมาณน้ำหนักสารบริสุทธิ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 24 เม็ด น้ำหนัก 2.24 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.436 กรัม จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า น้ำหนักเมทแอมเฟตามีนและปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถูกต้องจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ และมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย ชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จะนำพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ซึ่งใช้บังคับในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มาใช้ให้เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 22 ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแก่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 19 ที่คณะอนุกรรมการดังกล่าววินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด และให้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานอัยการทราบเพื่อพิจารณามีคำสั่งชะลอการฟ้อง ซึ่งเป็นวิธีการก่อนการฟ้อง แต่คดีนี้พนักงานอัยการยื่นฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ให้เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่เป็นภัยร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังอาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมหลายประเภท ทั้งผู้เสพที่มีอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายผู้อื่นได้โดยง่าย จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนถึง 24 เม็ด น้ำหนัก 2.24 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 0.436 กรัม ถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว อย่างไรก็ตามการที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายธนาธิป ซื่อภักดี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2547
#411142
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มี

โทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะงดเว้นไม่ลงโทษปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรกำหนดโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประเภท ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันและปราบปรามทั้งยังต้องรับภาระในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งรัฐได้พยายามประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดให้โทษอยู่เสมอ แต่จำเลยก็มิได้นำพาและหาได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวมไม่ กลับมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนถึง 42 เม็ด น้ำหนัก 3.734 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.843 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลักษณะการกระทำความผิดก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษ อันเป็นผลกระทบและสร้างปัญหาแก่สังคมไม่มีที่สิ้นสุด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ขอให้งดเว้นโทษปรับแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ จึงเป็นกรณีกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะงดเว้นไม่ลงโทษปรับได้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นางสำลี สิทธิ์มาก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3039/2547
#411188
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จากการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ผู้ตายมีภาวะปอดบวมแทรกซ้อจนถึงแก่ความตาย เหตุที่ทำให้มีภาวะปอดบวมแทรกซ้อนก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง เห็นได้ว่า แม้ผู้ตายจะตายเนื่องจากมีอาการปอดบวมแทรกซ้อน แต่การแทรกซ้อนดังกล่าวก็สืบเนื่องโดยตรงจากบาดแผลที่ถูกยิง การตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการยิง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จมิใช่เป็นเพียงความพยายามกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 289 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง หลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นจำคุก 8 เดือน ฐานพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและฐานพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมได้อีก คงประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นางจารุวรรณ บุญมี ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์มีเด็กหญิงจันทิรา บุญมี บุตรสาวนั่งซ้อนข้างหน้ามาจอดที่หน้าบ้านของตน ขณะที่ผู้ตายกำลังจะจอดรถนั้น ได้มีคนร้ายเดินมาจากถนนตรงมาที่ด้านข้างของผู้ตายแล้วล้วงอาวุธปืนจากเอวด้านขวาขึ้นมาเล็งที่ศีรษะผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนี คนร้ายยิงผู้ตาย 2 นัด แล้วหลบหนีไป ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพยานเบิกความข้อนี้ 8 ปาก คือ นายเชี่ยว ทองดี นางเจี้ยน ทองดี เด็กหญิงจันทิรา บุญมี สิบเอกผจญ ทองดี นางสุจินต์ ปานสมุทร์ นายสุชาติ บุญมี นายสุคนธ์ ทองสวี และพันตำรวจตรีสัญญา เย็นใส โดยนายเชี่ยวเบิกความว่า นายเชี่ยวเป็นบิดาผู้ตายและเป็นลุงเขยของจำเลย วันเกิดเหตุนายเชี่ยวพูดคุยอยู่กับนางเจี้ยนซึ่งเป็นมาดาของผู้ตาย นางเจิ้นซึ่งเป็นมารดาของจำเลย นางสุจินต์ นายสุคนธ์และนายสุชาติอยู่ที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นนายเชี่ยวเข้าไปดูโทรทัศน์ในบ้านส่วนคนอื่นๆ ยังพูดคุยกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงนายเชี่ยวได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าบ้านแล้วดับเครื่อง หลังจากนั้นมีเสียงปืน 1 นัด นายเชี่ยวลุกมายืนที่ประตูหน้าบ้าน หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนอีก 1 นัด จึงถามว่านี่อะไรกัน แล้วเห็นผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณหน้ารถจักรยานยนต์ นายเชี่ยวเห็นจำเลยทางด้านข้างเดินออกจากที่เกิดเหตุไปยังถนน ขณะนั้นเด็กหญิงจันทิรา บุญมี บุตรสาวของผู้ตายวิ่งรอบผู้ตายพูดว่า อย่ายิงแม่ อย่ายิงแม่ นายเชี่ยวเข้าไปหาผู้ตายและจับมือถามว่าเป็นอย่างไร ผู้ตายบอกจ๋อยยิง จ๋อยเป็นชื่อเล่นของจำเลย นายเชี่ยวเรียกนายสุคนธ์มาช่วยและให้คนในบริเวณนั้นไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ หลังจากมีคนนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุ นายเชี่ยวบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าคนร้ายคือนายจ๋อย ต่อมาผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย นางเจี้ยนเบิกความว่านางเจี้ยนเป็นมารดาผู้ตาย จำเลยเป็นหลานของนางเจี้ยน วันเกิดเหตุขณะนางเจี้ยนนั่งคุยอยู่กับนางเจิ้นซึ่งเป็นมารดาของจำเลย นางสุจินต์ซึ่งเป็นบุตรสาวนางเจี้ยน นายสุคนธ์และนายสุชาติที่บริเวณหน้าบ้าน นางเจี้ยนเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กหญิงจันทิรา ซึ่งเป็นบุตรสาวนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าและมาจอดอยู่หน้าบ้าน ขณะนั้นจำเลยเดินมาจากถนนตรงไปที่ผู้ตายแล้วล้วงปืนเล็งไปที่ผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีแต่จำเลยยิงทัน ผู้ตายล้มคว่ำ จำเลยยิงผู้ตายบริเวณหลังอีก 1 นัด แล้วเดินจากไป ต่อมาผู้ตายถูกนำส่งโรงพยาบาลและขณะอยู่โรงพยาบาล นางเจี้ยนไปเยี่ยมผู้ตาย ผู้ตายบอกว่าไม่รู้ว่าจำเลยยิงตนเรื่องอะไร เด็กหญิงจันทิราเบิกความว่า เด็กหญิงจันทิราเป็นบุตรสาวของผู้ตาย วันเกิดเหตุเด็กหญิงจันทิรานั่งรถจักรยานยนต์มากับผู้ตาย ผู้ตายจอดรถที่หน้าบ้าน เด็กหญิงจันทิราได้ยินเสียงปืน 1 นัด จึงหันไปดู เห็นจำเลยยืนอยู่ด้านหลังผู้ตายจำเลยถืออาวุธปืนสั้นสีขาว ผู้ตายล้มลงจำเลยยิงอีก 1 นัด เด็กหญิงจันทิราวิ่งไปหานางเจี้ยนบอกว่าน้าจ๋อยยิงแม่ สิบเอกผจญเบิกความว่า สิบเอกผจญเป็นญาติจำเลย วันที่ 20 เมษายน 2542 นางสุจินต์และนางสาวบุญเจือ ทองดี ซึ่งเป็นพี่สาวได้ไปหาสิบเอกผจญ นางสุจินต์บอกว่าจำเลยยิงผู้ตาย สิบเอกผจญไปที่โรงพยาบาลชุมพรเห็นผู้ตายออกจากห้องผ่าตัดเพื่อนำไปรักษาที่ห้องฉุกเฉิน ต่อมาผู้ตายถูกย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทักษิณ ระหว่างนั้นผู้ตายบอกสิบเอกผจญว่าจำเลยยิงผู้ตาย และผู้ตายเขียนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 ว่าจำเลยเป็นคนยิง นางสุจินต์เบิกความว่านางสุจินต์เป็นพี่สาวผู้ตาย วันเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์โดยมีบุตรสาวคือ เด็กหญิงจันทิรานั่งซ้อนอยู่ข้างหน้า ขณะนั้นมีมารดาของนางสุจินต์ นายสุชาติ นายสุคนธ์และมารดาจำเลยนั่งอยู่ด้วย ส่วนบิดาของนางสุจินต์อยู่ในบ้านขณะผู้ตายนั่งคร่อมรถอยู่ นางสุจินต์เห็นจำเลยเดินมาที่ด้านข้างผู้ตายแล้วชักปืนสั้นยิงผู้ตาย ผู้ตายส่งเสียงร้อง มีเสียงปืนอีก 1 นัด ผู้ตายล้มลง นางสุจินต์วิ่งไปยกรถจักรยานยนต์ของผู้ตายขับไปที่บ้านนายดำเพื่อให้นายดำนำรถกระบะไปส่งผู้ตายที่โรงพยาบาลและบอกนายดำว่าจำเลยเป็นคนยิง นายสุชาติเบิกความว่า นายสุชาติเป็นญาติกับนายเชี่ยว วันเกิดเหตุนายสุชาตินั่งคุยที่บ้านนายเชี่ยว นายสุชาติเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าบ้านของผู้ตาย ห่างบริเวณที่นายสุชาติกับพวกนั่งอยู่ประมาณ 8 เมตร จากนั้นมีเสียงปืน 1 นัด ได้ยินเสียงผู้ตายร้องจึงหันไปดูเห็นรถจักรยานยนต์ล้มลง นายสุชาติเห็นคนร้ายยืนอยู่มีลักษณะคล้ายจำเลย นายสุคนธ์เบิกความว่า นายสุคนธ์รู้จักนายเชี่ยวผู้ตายและจำเลย วันเกิดเหตุขณะที่นายสุคนธ์นั่งคุยอยู่บริเวณหน้าบ้านนายเชี่ยวมีเสียงปืนดัง 2 นัด นายสุคนธ์หันไปดูเห็นผู้ตายล้มลงและได้ยินเสียงเด็กหญิงจันทิราร้องว่าน้าจ๋อยยิงแม่ทำไม และพันตำรวจตรีสัญญาเบิกความว่าเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสัญญาได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันบริเวณเกิดเหตุพันตำรวจตรีสัญญาไปที่โรงพยาบางสวี เด็กหญิงจันทิราและผู้ตายบอกพันตำรวจตรีสัญญาว่าจำเลยเป็นคนยิงผู้ตาย จำเลยเข้ามอบตัวและให้การปฏิเสธ จากการสืบสวนทราบว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้ตายก็เพราะสามีของผู้ตายได้ยิงน้องชายจำเลยจนน้องชายจำเลยถึงแก่ความตายและกระสุนปืนถูกหลานจำเลยจนพิการ ขณะนี้สามีผู้ตายอยู่ระหว่างหลบหนี ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ทั้ง 8 ปากไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งปากนายเชี่ยว นางเจี้ยน เด็กหญิงจันทิรา สิบเอกผจญ นางสุจินต์ นายสุชาติ เป็นญาติจำเลย จึงไม่น่าจะมีการเบิกความปรักปรำจำเลย อนึ่ง แม้เวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ก็เกิดเหตุที่หน้าบ้านของผู้ตายซึ่งย่อมต้องมีแสงไฟฟ้าสว่าง ประกอบกับจำเลยเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับพยาน อีกทั้งพยานบางปากเช่นเด็กหญิงจันทิราอยู่ในเหตุการณ์และอยู่ประชิดตัวจำเลยขณะเกิดเหตุ ย่อมไม่มีเหตุให้สงสัยว่ามีการจำผิดคนไปได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การนำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ มีข้อที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้ตายมีโรคแทรกซ้อนจนเป็นปอดบวม ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ปากนายแพทย์วิบูลย์ ทองด้วง เบิกความว่า พยานเป็นผู้รักษาและตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย สำหรับสาเหตุของความตายนั้น นายแพทย์วิบูลย์อธิบายว่า จากการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ผู้ตายมีภาวะปอดบวมแทรกซ้อนจนถึงแก่ความตาย และนายแพทย์วิบูลย์อธิบายต่อไปอีกว่า เหตุที่ทำให้มีภาวะปอดบวมแทรกซ้อนก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง คำเบิกความของนายแพทย์วิบูลย์ดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ผู้ตายจะตายเนื่องจากมีอาการปอดบวมแทรกซ้อน แต่การแทรกซ้อนดังกล่าวก็สืบเนื่องโดยตรงจากบาดแผลที่ถูกยิง การตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการยิง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จมิใช่เป็นเพียงความพยายามกระทำความผิดดังที่จำเลยฎีกา จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่า โจทก์สืบไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่จำเลยเดินเข้ามาหาผู้ตายแล้วชักอาวุธปืนขึ้นมายิงผู้ตาย โดยจำเลยและผู้ตายมิได้มีกรณีวิวาทกันแสดงว่าการตัดสินใจของจำเลยที่จะยิงผู้ตายมิใช่เป็นการตัดสินใจแบบทันทีทันใด แต่เป็นการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาช่วงหนึ่งแล้ว การยิงผู้ตายของจำเลยจึงเป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่าจำเลยมอบตัวต่อสู้คดีแสดงว่าลุแก่โทษแล้ว จึงสมควรลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ได้ความจากโจทก์ปากพันตำรวจตรีสัญญาว่าในตอนเช้าของวันหลังวันเกิดเหตุ จำเลยได้เข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเรียกจำเลยมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเป็นว่าฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมทั้งแจ้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนด้วย จำเลยยังให้การปฏิเสธ แสดงว่าจำเลยมิได้หลบหนีทั้งที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แต่จำเลยได้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานตำรวจโดยดีอันเป็นการลุแก่โทษอันเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายธรรมนูญหรือจ้อย จันทร์มณี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3037/2547
#411199
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ (ปัจจุบันเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) และหนังสือยินยอมให้ทำประกันอัคคีภัยระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้คืนเบี้ยประกันอัคคีภัยแก่โจทก์เต็มจำนวนพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ที่กำหนดให้พึงเรียกเก็บได้ (ในปัจจุบันอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 (2) แม้ขณะนั้นโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราร้อยละ 14 ต่อปี มิได้คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ก็ตาม ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมให้ทำประกันอัคคีภัยดังกล่าวก็ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้และหนังสือยินยอมได้ แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้และเบี้ยประกันอัคคีภัยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ ประกอบกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ จึงย่อมจำเป็นต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ประกอบอาชีพค้าขาย โดยสภาพและตามสำนวนไม่ปรากฏเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 จะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยที่ 1 นำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เพราะตนเป็นหนี้แก่โจทก์แล้วโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ประกอบการธนาคารพาณิชย์ อันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชนได้นำเงินไปจัดการหักชำระหนี้ต่าง ๆ ตามจำนวนหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเองนั้น ย่อมมีเหตุที่จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นโดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้จำนวน 915,469.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,555.14 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 599,749.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป และให้ชำระเงิน 805.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 463 (ที่ถูก น.ส.3 ก. เลขที่ 2895 เลขที่ดิน 463) ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 จำนวน 8,000 บาท วันที่ 2 ตุลาคม 2538 จำนวน 8,000 บาท วันที่ 14 ธันวาคม 2538 จำนวน 30,832.87 บาท วันที่ 4 มกราคม 2539 จำนวน 6,912.32 บาท วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 จำนวน 7,500 บาท วันที่ 7 มีนาคม 2539 จำนวน 7,027.11 บาท วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 วันที่ 11 มิถุนายน 2539 วันที่ 4 กรกฎาคม 2539 วันที่ 26 สิงหาคม 2539 วันที่ 25 กันยายน 2539 วันที่ 25 ตุลาคม 2539 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 วันที่ 26 ธันวาคม 2539 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 รวม 10 ครั้งละ 7,500 บาท วันที่ 24 เมษายน 2540 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 จำนวน 7,500 บาท วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 จำนวน 7,500 บาท และวันที่ 8 ตุลาคม 2540 จำนวน 30,000 บาท รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 203,272.30 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงหักชำระต้นเงินต่อไป และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 805.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเบี้ยประกันอัคคีภัยไม่เป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทั้งหมดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 2 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ (ปัจจุบันเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) และตามหนังสือยินยอมให้ทำประกันอัคคีภัยระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมชดใช้คืนเบี้ยประกันอัคคีภัยแก่โจทก์เต็มจำนวนพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ที่กำหนดให้พึงเรียกเก็บได้ (ในปัจจุบันอัตราร้อยละ 19 ต่อปี) แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมให้ทำประกันอัคคีภัยดังกล่าวนั้นปรากฏตามประกาศของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศเรียกเก็บได้ จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) แม้ขณะนั้นโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราร้อยละ 14 ต่อปี มิได้คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมให้ทำประกันอัคคีภัยก็ตาม ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมดังกล่าวก็ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมได้ แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้และเบี้ยประกันอัคคีภัยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีสำหรับการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539 โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นเช่นนี้ ต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539 หาใช่นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2538 ซึ่งโจทก์ยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้ไปในมูลหนี้ที่ไม่ต้องชำระหรือไม่ต้องรับผิด จำเลยทั้งสองหามีสิทธิที่จะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกอบกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ จึงย่อมจำเป็นต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ประกอบอาชีพค้าขาย โดยสภาพและตามสำนวนไม่ปรากฏเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 จะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น ลำพังแต่การที่จำเลยที่ 1 นำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เพราะตนเป็นหนี้แก่โจทก์แล้วโจทก์นำไปจัดการหักชำระหนี้ต่าง ๆ ตามจำนวนหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเองนั้น ประกอบกับโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ประกอบการธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นโดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือเป็นการกระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ เพราะฉะนั้น เมื่อข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2538 จนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2540 รวมเป็นเงิน 203,272.30 บาท ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 600,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. 407 ม. 411
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นางรัตนา โยธาวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2547
#112946
เปิดฉบับเต็ม

นายดาบตำรวจ ป. พบ ส. ผู้ต้องหาซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้ว นายดาบตำรวจ ป. ย่อมมีอำนาจจับกุม ส. ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3)

การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสอง และสอบสวนเพิ่มเติมจากการกระทำที่ได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนและมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเจาะจงให้การกระทำดังกล่าวพนักงานสอบสวนต้องกระทำด้วยตนเอง จึงถือว่าการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 128 (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 140, 191, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก, 191 (ที่ถูก มาตรา 191 วรรคแรกและวรรคสาม), 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักฐานร่วมกันทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 91 (ที่ถูกมาตรา 90) ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า การที่นายดาบตำรวจประสพจับกุมนายสำราญนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายดาบตำรวจประสพพบนายสำราญผู้ต้องหาซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้ว นายดาบตำรวจประสพมีอำนาจจับกุมนายสำราญได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้คือพันตำรวจโทนัฐฐา ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทสมนึกเป็นพนักงานสอบสวนด้วย ดังนั้น การสอบสวนเพิ่มเติมของร้อยตำรวจโทสมนึกซึ่งได้กระทำแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 จึงไม่ชอบเป็นผลให้กระบวนพิจารณาต่อมาไม่ชอบนั้น เห็นว่า การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองจากการกระทำที่ได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพันตำรวจโทนัฐฐา พนักงานสอบสวนและพันตำรวจโทสุชาติหัวหน้าพนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้การกระทำดังกล่าวพนักงานสอบสวนต้องกระทำด้วยตนเอง พันตำรวจโทสุชาติพยานโจทก์เบิกความว่า ได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและไม่ยอมลงลายมือชื่อ เห็นได้ว่า ร้อยตำรวจโทสมนึกซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพันตำรวจโทนัฐฐาและพันตำรวจโทสุชาติได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมแทน ดังนี้ การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 128 (2) แล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 (3) ม. 128 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายนา ยาจามิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายศิริ ดีวงศ์ษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2547
#411137
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อนายดาบตำรวจ ป. พบ ส. ผู้ต้องหาซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้ว นายดาบตำรวจ ป. มีอำนาจจับกุม ส. ได้โดยไม่จำต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารหมาย จ.1 เป็นสำเนาที่ทำขึ้นโดยการพิมพ์ และมีเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งเป็นวิธีการจัดทำสำเนาเอกสารวิธีหนึ่งนอกจากการจัดทำสำเนาเอกสารด้วยการถ่ายจากต้นฉบับ ดังนั้นที่เอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้ถ่ายจากต้นฉบับและผู้ลงลายมือชื่อออกหมายไม่ได้เป็นผู้รับรองนั้นก็ไม่ทำให้เอกสารหมาย จ.1 เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่ชอบ อันจะมีผลทำให้การจับกุม ส. ของนายดาบตำรวจ ป. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ประการใด

การสอบสวนเพิ่มเติมของร้อยตำรวจโท ส. ที่ได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและไม่ยอมลงลายมือชื่อเป็นเพียงการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองจากการกระทำที่ได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพันตำรวจโท น. พนักงานสอบสวนและพันตำรวจโท ช. หัวหน้าพนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้การกระทำดังกล่าวพนักงานสอบสวนต้องกระทำด้วยตนเองร้อยตำรวจโท ส. ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพันตำรวจโท น. และพันตำรวจโท ช. ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมแทน ดังนั้น การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 128 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140, 191, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก, 191 (ที่ถูก มาตรา 191 วรรคแรกและวรรคสาม), 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักฐานร่วมกันทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่นายดาบตำรวจประสพ วงศ์สอน เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ออกตรวจและดูแลความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณงานวัดที่วัดป่าบ้านค้อ ตำบลบ้านฝาง กิ่งอำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ได้พบนายสำราญ บุตรโคตร ผู้ต้องหาในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้วตามเอกสารหมาย จ.1 อยู่ที่ลานวัดดังกล่าว นายดาบตำรวจประสพจึงจับกุมนายสำราญแล้วควบคุมตัวไปขึ้นรถกระบะซึ่งจอดอยู่ในบริเวณวัดเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี มีนายวิเชียร บุตรมาน จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1289/2542 ของศาลชั้นต้น กับพวกร่วมกันต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้ายแย่งชิงนายสำราญเป็นเหตุให้นายสำราญหลุดพ้นไปได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่าการที่นายดาบตำรวจประสพจับกุมนายสำราญนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายดาบตำรวจประสพพบนายสำราญผู้ต้องหาซึ่งมีการออกหมายจับไว้แล้ว นายดาบตำรวจประสพมีอำนาจจับกุมนายสำราญได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารหมาย จ.1 เป็นสำเนาที่ทำขึ้นโดยการพิมพ์ และมีเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งเป็นวิธีการจัดทำสำเนาเอกสารวิธีหนึ่งนอกจากการจัดทำสำเนาเอกสารด้วยการถ่ายจากต้นฉบับ ดังนั้นที่เอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้ถ่ายจากต้นฉบับและผู้ลงลายมือชื่อออกหมายไม่ได้เป็นผู้รับรองนั้นก็ไม่ทำให้เอกสารหมาย จ.1 เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่ชอบอันจะมีผลทำให้การจับกุมนายสำราญของนายดาบตำรวจประสพเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ประการใดไม่

จำเลยทั้งสองฎีกาในประการต่อมาว่า พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้คือพันตำรวจโทนัฐฐา ทราวุธ ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทสมนึกเป็นพนักงานสอบสวนด้วย ดังนั้น การสอบสวนเพิ่มเติมของร้อยตำรวจโทสมนึกซึ่งได้กระทำแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่ชอบเป็นผลให้กระบวนพิจารณาต่อมาไม่ชอบนั้น เห็นว่า การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองจากการกระทำที่ได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้วโดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ถือได้ว่าเป็นสิ่งน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพันตำรวจโทนัฐฐาพนักงานสอบสวนและพันตำรวจโทสุชาติ พลายแสง หัวหน้าพนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้การกระทำดังกล่าวพนักงานสอบสวนต้องกระทำด้วยตนเอง พันตำรวจโทสุชาติพยานโจทก์เบิกความประกอบหนังสือนำส่งคำให้การผู้ต้องหาที่สอบสวนเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.4 ว่า ได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและไม่ยอมลงลายมือชื่อ เห็นได้ว่าร้อยตำรวจโทสมนึกซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพันตำรวจโทนัฐฐาและพันตำรวจโทสุชาติได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมแทน ดังนี้ การสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 128 (2) แล้ว

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับนายวิเชียร บุตรมาน กระทำความผิดตามฟ้องนั้น ปัญหานี้โจทก์มีนายดาบตำรวจประสพเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เดินเข้ามาขอร้องให้พยานปล่อยนายสำราญขณะพยานควบคุมนายสำราญไปที่รถกระบะ เมื่อพยานนำนายสำราญไปนั่งที่เบาะด้านหน้าซึ่งมีนายชูชาติ ฝ้ายเทศ เป็นผู้ขับโดยมีพยานนั่งประกบและล๊อกตัวนายสำราญอยู่ จำเลยที่ 1 ได้เปิดประตูรถแล้วดึงพยานออกจากรถและนายสำราญก็ออกมาด้วย ขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 เข้ามาดึงนายสำราญออกจากมือของพยาน และนายวิเชียรเข้ามาแกะมือพยานออกจนนายสำราญหลุดจากการควบคุมและวิ่งหลบหนีไป โดยมีนายอัศฤกษ์ บ่อทอง นายคณิต สลาพิมพ์ อาสาสมัครและนายชูชาติ ฝ้ายเทศ เป็นพยานเบิกความสนับสนุน เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเหตุการณ์ใกล้ชิดเบิกความสอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผล แม้บางตอนจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ มิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์เหล่านั้นมีข้อพิรุธดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยทั้งสองเบิกความว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.2 โดยที่ยังไม่มีการกรอกข้อความนั้น คงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ และจำเลยทั้งสองมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในเรื่องนี้ไว้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงดังที่กล่าวอ้าง พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายวิเชียรไม่มีการวางแผนหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะต่างคนต่างทำจึงมิได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับนายวิเชียรได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายแย่งตัวนายสำราญให้พ้นจากการควบคุมของนายดาบตำรวจประสพซึ่งเป็นความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นตัวการร่วมกับนายวิเชียรกระทำความผิดตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกาในประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกใช้กำลังประทุษร้ายแย่งชิงตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาให้หลุดพ้นไปจากการคุมขังหลบหนีไปได้ในเวลากลางวันต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเช่นนี้ เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 128 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายนา ยาจามิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3027/2547
#112904
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย โจทก์สั่งสินค้าจากบริษัท อ. จำกัด ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์ การสั่งซื้อสินค้าและจำหน่ายสินค้าของโจทก์แบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรก สินค้า อะไหล่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ขนาดเล็ก โจทก์จะสั่งสินค้าเข้ามาในนามโจทก์ เมื่อมีลูกค้ามาซื้อโจทก์จะขายและส่งมอบสินค้าไป ประเภทที่สอง เป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งมีขนาดใหญ่ โจทก์จะไม่สั่งซื้อสินค้ามาเก็บ เมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อสินค้าโจทก์จะทำสัญญาซื้อขายในนามโจทก์ ออกเอกสารว่าโจทก์เป็นผู้ขาย ลูกค้าเป็นผู้ซื้อระบุรายละเอียดให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ส่งเงินราคาสินค้าไปให้แก่บริษัท อ. จำกัด ที่อยู่ในต่างประเทศโดยตรง สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การรับประกันของโจทก์ต่อลูกค้าระบุว่าโจทก์มีความรับผิดในฐานะผู้ขายสินค้า หลังจากนั้นผู้ขายจะส่งสินค้าให้แก่ ผู้ซื้อโดยตรง ในการทำสัญญาซื้อขายโจทก์จะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าที่ขายเองมีอิสระที่จะขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อทางใดก็ได้ หากสินค้าบกพร่องโจทก์มีหน้าที่รับผิดต่อลูกค้าโดยตรง เงินทุนที่ใช้ประกอบกิจการเป็นของโจทก์ หากมีกำไรหรือขาดทุนโจทก์รับภาระการขาดทุนหรือผลกำไรแต่ผู้เดียว ผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจึงอยู่ในรูปกำไรมิใช่บำเหน็จจากการเป็นตัวแทนหรือนายหน้า โจทก์มิได้เป็นลูกจ้างผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้กับบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ ไม่เข้าลักษณะเป็นกิจการตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศ จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนบริษัท อ. จำกัด ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากเห็นว่าโจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีก็ขอให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ๑๐๔๘/๒/๑๐๐๒๖๗ และที่ ๑๐๔๘/๒/๑๐๐๒๖๘ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๘ กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๑)/๕๗/๒๕๔๔ และเลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๑)/๕๘/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ ให้จำเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย ส่วนบริษัทอัลฟา - ลาวาล เซ้าท์อีสต์เอเชีย จำกัด หรือบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสิงค์โปร์ ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์ โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร สินค้าส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทกลุ่มอัลฟา - ลาวาล ทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่โจทก์จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด โดยบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด ได้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์เป็นตัวแทนหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ขายในต่างประเทศหรือไม่ โจทก์มีนายวรชัย เป็นพยานเบิกความว่าการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด และการจำหน่ายสินค้าของโจทก์จะแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทแรก เป็นสินค้าอะไหล่อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ขนาดเล็ก โจทก์จะสั่งสินค้าเข้ามาในนามโจทก์ เมื่อมีลูกค้ามาซื้อ โจทก์ก็จะขายและส่งมอบสินค้าไป ส่วนประเภทที่สอง เป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งมี ขนาดใหญ่โจทก์จะไม่สั่งซื้อมาเก็บ เมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อสินค้าประเภทนี้ โจทก์จะทำสัญญาซื้อขายในนามโจทก์ โดยออกเอกสารให้แก่ลูกค้าที่มีรายละเอียดว่าโจทก์เป็นผู้ขาย ลูกค้าเป็นผู้ซื้อชนิดและประเภทสินค้า ราคาสินค้า ระยะเวลาการส่งมอบ งวดการชำระเงิน และให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ส่งเงินค่าราคาสินค้าไปให้แก่บริษัท อัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ จำกัด ที่อยู่ในต่างประเทศโดยตรง และสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับลูกค้าจะมีเงื่อนไขการรับประกันของโจทก์ต่อลูกค้า โดยระบุโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มีความรับผิดต่อลูกค้าในฐานะผู้ขายสินค้า หลังจากนั้น ผู้ขายจะส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง ในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อ โจทก์จะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้า ที่ขายเอง โจทก์มีอิสระที่จะขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อทางใดก็ได้ ถ้าสินค้าชำรุดบกพร่องโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อลูกค้าโดยตรง เงินทุนที่ใช้ในการประกอบกิจการดังกล่าวเป็นเงินทุนของโจทก์ หากการประกอบกิจการมีผลกำไรหรือขาดทุน โจทก์ก็รับภาระการขาดทุนหรือได้รับผลกำไรแต่ผู้เดียว หากเป็นสินค้าขนาดเล็กโจทก์จะสั่งสินค้าเข้ามา เมื่อลูกค้ามาซื้อ โจทก์จะส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยตรง ส่วนวิธีที่สอง หากเป็นสินค้าขนาดใหญ่ โจทก์จะไม่สั่งสินค้าเข้ามา แต่เมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อ โจทก์จะทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้า แล้วโจทก์จะสั่งสินค้าจากบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด และให้บริษัทดังกล่าวส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง และผู้ซื้อชำระราคาให้กับบริษัทผู้ขายในต่างประเทศโดยตรง ในการขายโดยวิธีแรกนั้น เห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ขายสินค้าโดยตรง ส่วนในวิธีที่สองแม้ว่าโจทก์เป็นผู้สั่งสินค้าให้ บริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส .อี. เอ. จำกัด ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง และผู้ซื้อจะชำระราคาแก่บริษัทดังกล่าวโดยตรง ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า โจทก์มีสัญญาที่ทำกับบริษัทดังกล่าวว่าโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้า และโจทก์ต้องทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าในประเทศไทย แล้วโจทก์จึงทำใบสั่งสินค้าไปยังบริษัทผู้ขายโดยโจทก์เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเอง โจทก์มีอิสระในการขาย หากสินค้าชำรุดบกพร่องโจทก์ต้องรับผิดต่อลูกค้าผู้ซื้อในประเทศโดยตรง ผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับอยู่ในรูปของกำไร มิใช่ค่าบำเหน็จจากการเป็นตัวแทนหรือนายหน้า โจทก์ประกอบกิจการซื้อขายสินค้าด้วยต้นทุนของโจทก์ มิได้เป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้แก่บริษัทผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ได้กระทำไปในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ซื้อมาขายไป ไม่เข้าลักษณะเป็นกิจการตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทอัลฟา - ลาวาล เอส. อี. เอ. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในต่างประเทศ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนก คดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 66 ม. 76 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอัลฟา - ลาวาล (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา