คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2547
#410846
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปขอเงินและยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลย แต่ผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยจึงใช้อาวุธมีเหน็บปลายแหลมฟันแทงผู้เสียหายที่หัวไหล่ด้านขวาและศีรษะอย่างละหนึ่งครั้ง แล้วแทงที่หลังของผู้เสียหายอีกหนึ่งครั้ง ยังไม่น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาถึงขนาดจะต้องมุ่งประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหาย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการมึนเมาสุรา แม้จะไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์แวดล้อมให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดเหน็บปลายแหลมแทงผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้กระทำโดยแรง โดยจะเห็นชัดเจนว่า เมื่อจำเลยใช้มีดเหน็บปลายแหลมฟันแทงผู้เสียหายแล้ว ส. ผู้เป็นตาของจำเลยก็สามารถเข้าไปแย่งมีดจากจำเลยไว้ได้ จำเลยจึงวิ่งหลบหนีไป ขณะเกิดเหตุ ส. มีอายุถึง 73 ปี จำเลยมีอายุเพียง 24 ปี หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว จำเลยก็น่าจะสามารถขัดขืนมิให้ ส. ผู้สูงอายุกว่าแย่งมีดเหน็ปลายแหลมไปได้ ประกอบลักษณะบาดแผลที่ศีรษะ หัวไหล่ด้านขวาและกลางหลัง แม้จะเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่แพทย์ก็ให้ความเห็นว่าถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะหายภายในสองสัปดาห์ อันแสดงว่าบาดแผลมิได้เกิดจากการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้ถึงแก่ความตาย เมื่อบาดแผลที่ผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลยได้รับเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 296 นอกจากนี้แม้จำเลยจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายผู้เป็นบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพแสดงให้เป็นว่าจำเลยได้รู้สำนึกในความผิดของตน และผู้เสียหายได้เบิกความว่า ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เมื่อจำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเพื่อรักษาสายสัมพันธ์ทางครอบครัว อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยใช้มีดเหน็บปลายแหลมยาว 48 เซนติเมตร ด้ามยาว 16.5 เซนติเมตร ใบมีดยาว 31.5 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร เป็นอาวุธฟันแทงนายอาคม จำเริญทรัพย์ ผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลยจำนวนหลายครั้งโดยถูกบริเวณหัวไหล่ ศีรษะและด้านหลัง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเข้าไปขอเงินและยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลย แต่ผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยจึงใช้อาวุธมีดเหน็บปลายแปลมฟันแทงผู้เสียหายที่หัวไหล่ด้านขวาและศีรษะอย่างละหนึ่งครั้ง แล้วแทงที่หลังของผู้เสียหายอีกหนึ่งครั้งจากนั้นนายสาย จันทดวง ผู้เป็นตาของจำเลยเข้าไปแย่งมีดจากจำเลยในขณะที่กำลังเงื้อจะฟันผู้เสียหายอีกเป็นเหตุให้จำเลยวิ่งหลบหนีไป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่จำเลยเข้าไปขอเงินและยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลย แต่ผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยจึงใช้อาวุธมีดเหน็บปลายแหลมฟันแทงยังไม่น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาถึงขนาดจะต้องมุ่งประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหาย ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการมึนเมาสุรา แม้ความมึนเมาจะไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวว่าขณะกระทำความผิดไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์แวดล้อมให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดเหน็บปลายแหลมฟันแทงผู้เสียหายดังกล่าว จำเลยมิได้กระทำโดยแรงโดยเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อจำเลยใช้มีดเหน็บปลายแหลมฟันแทงผู้เสียหายแล้วนายสายผู้เป็นตาของจำเลยก็สามารถเข้าไปแย่งมีดเหน็บปลายแหลมจากจำเลยไว้ได้ จำเลยจึงวิ่งหลบหนีไป ขณะเกิดเหตุนายสายมีอายุถึง 73 ปี จำเลยมีอายุเพียง 24 ปี หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว จำเลยก็น่าจะสามารถขัดขืนมิให้นายสายผู้สูงอายุกว่าแย่งมีดเหน็บปลายแหลมไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบลักษณะบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง แม้จะมีบาดแผลที่ศีรษะ หัวไหล่ด้านขวาและกลางหลัง อันเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่แพทย์ก็ให้ความเห็นว่าถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะหายภายในสองสัปดาห์ อันแสดงว่าบาดแผลมิได้เกิดจากการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้ถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดเหน็บปลายแหลมฟันแทงผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุเป็นไปโดยมีเจตนาฆ่า คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เมื่อบาดแผลที่ผู้เสียหายผู้เป็นบิดาของจำเลยได้รับเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบมาตรา 80 ตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง นอกจากนี้แม้จำเลยจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายผู้เป็นบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้รู้สำนึกในความผิดของตน และผู้เสียหายได้เบิกความว่า ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เมื่อจำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเพื่อรักษาสายสัมพันธ์ทางครอบครัว อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 วางโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 57 ม. 288 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายณัลทวัฒน์หรือครบ จำเริญทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2547
#112880
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยโดยลงวันที่ก่อนวันที่จำเลยยื่นคำร้อง 1 วัน เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าศาลชั้นต้นลงวันที่ผิดพลาด เพราะเป็นไปไม่ได้ว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งก่อนวันที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นคำร้องนั้นเอง เมื่อมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า จำเลยรอฟังอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบคำสั่งแล้ว พร้อมลงลายมือชื่อทนายจำเลย ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก ๓๐ วัน เป็นครั้งที่สอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ (โดยคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๕) จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย ไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งออกไป ๒๐ วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งล่วงพ้นเวลาตามกำหนด ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๕ ว่าไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ ซึ่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ จะลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๕ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าศาลชั้นต้นได้ลงวันที่ผิดพลาด เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งในวันก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าว ทั้งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ ที่จำเลยยื่นคำร้องนั้นเอง เมื่อตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" พร้อมลงลายมือชื่อทนายจำเลย ดังนี้ จึงถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๕ โดยชอบแล้ว การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๕ จึงพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้แล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลย การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๕ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ และยกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายเอกชัย สามงามวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2547
#411001
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาต ทนายจำเลยจึงยังมีฐานะเป็นคู่ความอยู่ แม้หลังจากนั้น ส. ไม่ได้ติดต่อกับจำเลยอีก ก็ไม่ทำให้ ส. พ้นจากการเป็นทนายความของจำเลย เมื่อเจ้าพนักงานศาลนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปส่งให้ ส. โดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นการส่งหมายนัดโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ถือว่า ส. ทนายจำเลยทราบกำหนดนัดแล้ว แม้จะมีการส่งหมายนัดไปให้จำเลยจะมิชอบ ก็ไม่เป็นผลให้การส่งหมายนัดให้ทนายจำเลยไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ครั้นถึงวันนัดคู่ความไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงได้จดแจ้งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่มีคู่ความมาศาล งดอ่านแต่ถือว่าคู่ความทราบคำพิพากษาแล้ว ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2543 เนื่องจากปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลได้นำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปปิดที่เขตบางพลัดอันเป็นทะเบียนบ้านกลาง ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ความจริงแล้วจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 123/5 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี การส่งหมายนัดดังกล่าวจึงเป็นไปโดยมิชอบ ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการยื่นฎีกา ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยมีทนายความ 2 คน ตามที่ได้มีหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้นายสุพจน์ พุกพบสุข ทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายถือได้ว่าการส่งหมายให้ทนายจำเลยและการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการชอบแล้ว จำเลยจะอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจรับฟังได้ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นางวิไลวรรณ วัฒนสิน ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน นัดที่ 4 วันที่ 8 มิถุนายน 2541 นายสุพจน์ พุกพบสุข ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความ อ้างว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับตัวจำเลย ทนายโจทก์แถลงคัดค้านการขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า พฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยดังกล่าวเป็นการประวิงคดีจึงถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ โดยไม่ได้สั่งอนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตัวจากการเป็นทนายความ แล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ ในการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งหมายนัดไปให้ตัวจำเลยที่บ้านเลขที่ 31/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร อันเป็นทะเบียนบ้านกลาง ตามที่ปรากฏชื่อของจำเลยอยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าว และได้ส่งหมายนัดไปให้นายสุพจน์ทนายจำเลยที่สำนักงานของนายสุพจน์ ซึ่งสามารถส่งหมายนัดทั้ง 2 แห่งได้โดยวิธีปิดหมายโดยเฉพาะการส่งให้นายสุพจน์ เจ้าพนักงานศาลนำหมายนัดไปส่งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ไม่พบนายสุพจน์ แต่พบชายอายุประมาณ 40 ปี แจ้งว่านายสุพจน์ไปธุระ เจ้าพนักงานศาลจึงได้ปิดหมายไว้ ณ สำนักงานของนายสุพจน์ ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นจึงให้งดการอ่านและให้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้อ่านตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายสุพจน์ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความนั้น ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตแต่อย่างใดซึ่งตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนตัว ทนายจำเลยก็ยังมีฐานะเป็นคู่ความอยู่ นอกจากนี้หลังจากจำเลยแต่งตั้งให้นายสุพจน์เข้ามาเป็นทนายความจำเลยก็ไม่เคยแถลงให้ศาลทราบว่าไม่ต้องการให้นายสุพจน์เป็นทนายความของจำเลยต่อไป หรือยื่นคำร้องขอถอนนายสุพจน์จากการเป็นทนายความ ดังนั้น ในขณะที่มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้นายสุพจน์ นายสุพจน์จึงยังเป็นทนายความของจำเลยอยู่ และมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า หลังจากนายสุพจน์ยื่นคำร้องขอถอนตัวแล้ว นายสุพจน์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยอีก และนายสุพจน์ได้แจ้งการถอนตัวให้จำเลยทราบแล้วนั้น ข้ออ้างดังกล่าวไม่ทำให้นายสุพจน์พ้นจากการเป็นทนายความของจำเลยได้ เมื่อเจ้าพนักงานศาลนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปส่งให้นายสุพจน์โดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นส่งหมายนัดโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ถือว่านายสุพจน์ทนายจำเลยได้ทราบกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จะมีการส่งหมายนัดไปให้จำเลยที่ทะเบียนบ้านกลาง ก็ไม่เป็นผลให้การส่งหมายนัดให้ทนายจำเลยดังกล่าวไม่ชอบไปด้วย ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้อ่านตามกฎหมายจึงชอบแล้ว คดีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79
ชื่อคู่ความ
พลตำรวจตรีเชิดชาย วัฒนสิน
โดยนางวิไลวรรณ วัฒนสิน
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายปรีชา พุกประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2547
#411157
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่จะโต้แย้งคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้อื่นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้ จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,204,784.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,534,270.96 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 5,058,585.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,534,270.96 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 5,058,858.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 4,706,294.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100,000 บาท นับถัดจากฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จมิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบกับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 074-2-020-530-8 จำนวน 6,298,261.53 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย. 5328/2542 ระหว่าง บริษัทสหวิริยาโอเอ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไทยเวฟอินเตอร์เนชั่นแนง บรอดคาสติ้ง จำกัด จำเลย เป็นเงิน 83,550,192.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้แต่ละครั้งรวม 45 ครั้ง นับแต่วันกู้แต่ละครั้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ต่อดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2542) รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 29,099,175.14 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้แล้ว ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดของจำเลยที่ 1 เหลือพอที่จะให้ผู้ร้องบังคับคดีชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ถูกบังคับคดี

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ร้อยละ 60 และทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีเงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระรามที่ 3 ตามบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 079-2-020-530-8 จำนวน 9,165,454.52 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ 6,298,261.53 บาท ยังคงเหลือเงินในบัญชี 2,867,192.99 บาท ไม่ติดภาระผูกพันใด และจำเลยที่ 1 มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน หากนำออกขายทอดตลาดจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท หนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องเกิดจากผู้บริหารของผู้ร้องฉ้อฉลให้ผู้แทนจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราในหนังสือสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วนำไปกรอกข้อความโดยไม่แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ภายหลังจากจำเลยที่ 1 หยุดดำเนินกิจการ ทำให้ไม่อาจต่อสู้คดีได้และเป็นคดีสืบพยานฝ่ายเดียว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ การที่โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่จะโต้แย้งคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ผู้ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือไม่จะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่ ซึ่งโจทก์ก็หาได้คัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 เลื่อนการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)
บริษัทไทยเวฟอินเตอร์เนชั่นแนลบรอดคาสติ้ง
จำเลย — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2547
#55093
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 309 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า มิได้มีความหมายว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มาเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยใช้เงินจำนวน5,291,123.06 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน4,319,976.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง(ของจำเลย) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคาแปลงละ 1,000,000 บาท รวม 2 แปลงเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่ขายทอดตลาดมีอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่งปลูกอยู่และมีเนื้อที่ 210 ตารางวา ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย มีสาธารณูปโภคครบถ้วนมีราคาซื้อขายในภาวะปัจจุบัน 3,200,000 บาท ตามสำเนารายงานสำรวจหลักทรัพย์และสำเนาภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างท้ายคำร้อง ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงต่ำเกินไป นอกจากนี้ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งก่อนมีผู้เสนอราคาซื้อไว้2,020,000 บาท โจทก์คัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการขาย ดังนั้นการขายทอดตลาดครั้งนี้ราคาที่เหมาะสมจะต้องไม่น้อยกว่า 2,020,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายไปในราคา 2,000,000 บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้แปลงละ1,000,000 บาท การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในครั้งแรกเมื่อวันที่18 เมษายน 2543 นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดแปลงละ 1,010,000 บาท โจทก์คัดค้านราคาว่าควรขายในราคาแปลงละ 3,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้เลื่อนการขายและให้โจทก์หาผู้มาสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองครั้งต่อไปในวันที่ 15 สิงหาคม 2543 เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์และจำเลยไม่มา นางสาวแคทรีน่าผู้ซื้อทรัพย์ได้เสนอราคาสูงสุดเพียงแปลงละ 1,000,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อในครั้งก่อน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อแรกว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่า ราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควรในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไป หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้าหาได้มีความหมายว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มาเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ หากแปลความบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ก็อาจเกิดข้อขัดข้องในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้ที่ดินมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งถัด ๆ มาจึงอาจไม่มีผู้ใดมาเสนอซื้อทรัพย์รายนี้ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไม่สามารถเคาะไม้ขายทรัพย์รายนี้ได้เลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้านานเท่าใด หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หรือมิฉะนั้นหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องการประวิงการขายทอดตลาดทรัพย์ของตนก็อาจสมคบกับบุคคลภายนอกให้มาเสนอซื้อทรัพย์ไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ แล้วลูกหนี้ตามคำพิพากษาคัดค้านราคาดังกล่าวว่าต่ำเกินสมควรซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไปตามที่มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งถัด ๆ ไป เป็นการยากที่จะมีผู้มาเสนอซื้อทรัพย์ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์ที่มีผู้สร้างราคาซื้อขายไว้ในครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนดซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์และคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสุดท้าย จึงเห็นสมควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ซื้อทรัพย์
โจทก์ — นางสาว แคทรีน่า วรรณศักดา
จำเลย — นาย สุเทพ พูลศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2547
#112838
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนไม่ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๕,๒๙๑,๑๒๓.๐๖ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๔,๓๑๙,๙๗๖.๐๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๙๑ และ ๓๐๗๙๒ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ของจำเลย) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๙๑ และ ๓๐๗๙๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคาแปลงละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ แปลง เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่ขายทอดตลาดมีอาคารพาณิชย์ปลูกอยู่และมีเนื้อที่ ๒๑๐ ตารางวา ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย มีสาธารณูปโภคครบถ้วน มีราคาซื้อขายในภาวะปัจจุบัน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงต่ำเกินไป นอกจากนี้ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งก่อนมีผู้เสนอราคาซื้อไว้ ๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์คัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการขาย ดังนั้น การขายทอดตลาดครั้งนี้ราคาที่เหมาะสมจะต้องไม่น้อยกว่า ๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายไปในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๙๑ และ ๓๐๗๙๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๓๗ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดิน ๒ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้แปลงละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓ นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดแปลงละ ๑,๐๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์คัดค้านราคาว่าควรขายในราคาแปลงละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้เลื่อนการขายและให้โจทก์หาผู้มาสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองครั้งต่อไปในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์และจำเลยไม่มา นางสาวแคทรีน่าผู้ซื้อทรัพย์ได้เสนอราคาสูงสุดเพียงแปลงละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อในครั้งก่อน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๓ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อแรกว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไป หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยไม่ หากแปลความบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย ก็อาจเกิดข้อขัดข้องในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ที่ดินมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งถัด ๆ มา จึงอาจไม่มีผู้ใดมาเสนอซื้อทรัพย์รายนี้ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไม่สามารถเคาะไม้ขายทรัพย์รายนี้ได้เลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้านานเท่าใด หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หรือมิฉะนั้นหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องการประวิงการขายทอดตลาดทรัพย์ของตนก็อาจสมคบกับบุคคลภายนอกให้มาเสนอซื้อทรัพย์ไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ แล้วลูกหนี้ตามคำพิพากษาคัดค้านราคาดังกล่าวว่าต่ำเกินสมควร ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไปตามที่มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งถัด ๆ ไป เป็นการยากที่จะมีผู้มาเสนอซื้อทรัพย์ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์ที่มีผู้สร้างราคาซื้อขายไว้ในครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์และคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสุดท้าย จึงเห็นสมควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วน เห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา
จำเลย — นายสุเทพ พูลศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2547
#411078
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนเท่านั้นไม่ เพราะการขายทอดตลาดในครั้งต่อมา อาจเกิดข้อขัดข้อง เช่น เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมีผลกระทบทำให้ราคาที่ดินตกต่ำอย่างต่อเนื่อง หรือลูกหนี้อาจสมคบกับบุคคลอื่นสร้างราคาซื้อขายในครั้งก่อนไว้สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ จึงยากจะมีผู้มาเสนอราคาที่ไม่น้อยกว่าครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่เสนอครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าครั้งก่อน การขายทอดตลาดก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ตามกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ และเมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสุดท้าย สมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 5,291,123.06 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 4,319,976.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ของจำเลย) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคาแปลงละ 1,000,000 บาท รวม 2 แปลง เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่ขายทอดตลาดมีอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง ปลูกอยู่และมีเนื้อที่ 210 ตารางวา ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย มีสาธารณูปโภคครบถ้วน มีราคาซื้อขายในภาวะปัจจุบัน 3,200,000 บาท ตามสำเนารายงานสำรวจหลักทรัพย์และสำเนาภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างท้ายคำร้อง ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงต่ำเกินไป นอกจากนี้ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งก่อนมีผู้เสนอราคาซื้อไว้ 2,020,000 บาท โจทก์คัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการขาย ดังนั้น การขายทอดตลาดครั้งนี้ราคาที่เหมาะสมจะต้องไม่น้อยกว่า 2,020,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายไปในราคา 2,000,000 บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้ง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้แปลงละ 1,000,000 บาท การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดแปลงละ 1,010,000 บาท โจทก์คัดค้านราคาว่าควรขายในราคาแปลงละ 3,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้เลื่อนการขายและให้โจทก์หาผู้มาสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองครั้งต่อไปในวันที่ 15 สิงหาคม 2543 เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์และจำเลยไม่มา นางสาวแคทรีน่าผู้ซื้อทรัพย์ได้เสนอราคาสูงสุดเพียงแปลงละ 1,000,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อในครั้งก่อน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อแรกว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไปหากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ หากแปลความบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ก็อาจเกิดข้อขัดข้องในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ที่ดินมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งถัด ๆ มาจึงอาจไม่มีผู้ใดมาเสนอซื้อทรัพย์รายนี้ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไม่สามารถเคาะไม้ขายทรัพย์รายนี้ได้เลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้านานเท่าใด หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หรือมิฉะนั้นหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องการประวิงการขายทอดตลาดทรัพย์ของตนก็อาจสมคบกับบุคคลภายนอกให้มาเสนอซื้อทรัพย์ไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ แล้วลูกหนี้ตามคำพิพากษาคัดค้านราคาดังกล่าวว่าต่ำเกินสมควรซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไปตามที่มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งถัด ๆ ไป เป็นการยากที่จะมีผู้มาเสนอซื้อทรัพย์ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์ที่มีผู้สร้างราคาซื้อขายไว้ในครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์และคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสุดท้าย จึงเห็นสมควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วน เห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ประกอบ 247 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา
จำเลย — นายสุเทพ พูลศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1703/2547
#411156
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนสิ้นเชิงก็ตาม แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะขายทอดตลาดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้มีชื่อตามทะเบียนในทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ทราบ เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,334,516.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5035 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15035 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้นายจรูญ ธีรผลิต ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 1,000,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันและเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ ที่ดินข้างเคียงมีราคาสูงถึง 2,000,000 บาท เศษ ขณะโจทก์นำยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา 1,150,000 บาท แต่ขายทอดตลาดในราคาเพียง 1,000,000 บาท และเป็นการขายทอดตลาดครั้งแรกโดยมีผู้ประมูลราคาเพียงรายเดียว เป็นการขายที่รวบรัดและได้ราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทำให้จำเลยที่ 2 จะต้องถูกบังคับคดีในส่วนที่ยังขาดในฐานะลูกหนี้ร่วมกัน ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีในส่วนที่ยังขาดในฐานะลูกหนี้ร่วมกัน ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้ก่อนในระหว่างไต่สวน

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยทราบประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพราะจำเลยที่ 3 แจ้งย้ายออกจากภูมิลำเนาตามฟ้องและไปพักอาศัยอยูที่อื่น การส่งคำคู่ความและการบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในย่านชุมชน ที่ดินข้างเคียงมีราคาซื้อขายสูงถึง 2,000,000 บาท เศษ ขณะโจทก์นำยึดทรัพย์ที่ยึดมีราคาสูงถึง 1,150,000 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายไปเพียง 1,000,000 บาท และเป็นการขายทอดตลาดครั้งแรกโดยมีผู้เข้าประมูลราคาเพียงรายเดียวเป็นการขายที่รวบรัดและได้ราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้ก่อนในระหว่างไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานใหม่ในประเด็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยรวบรัดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ทราบ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นลูกหนี้ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนสิ้นเชิงดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้มีชื่อตามทะเบียนในทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีไม่ได้แจ้งการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ทราบ เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การส่งประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 เป็นการส่งคำคู่ความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานเดินหมายปิดประกาศแจ้งการขายทอดตลาดที่บ้านเลขที่ซึ่งจำเลยที่ 3 แจ้งย้ายออกไปแล้วตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารหมาย ล.4 เห็นว่า ในชั้นไต่สวนคำร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยาน คงมีจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว ตามรายงานการเดินหมายเอกสารหมาย ล.2 ศาลชั้นต้นจึงฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว ตามรายงานการเดินหมายเอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ที่ยื่นรวมกันมากับจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายจรูญ ธีรผลิต
จำเลย — นายวีระชัย ตันติจิรวณิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1702/2547
#112891
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 316 และการจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามมาตรา 318 ซึ่งหากมีเงินสุทธิเหลืออยู่ต้องจ่ายในส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยตามมาตรา 322 วรรคสอง และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในการจ่ายเงินที่เหลือแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย และแจ้งให้ลูกหนี้มารับเงินคืนด้วย หากยังปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไม่เสร็จสิ้น เงินส่วนที่เหลือนั้นก็ยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลส่งหมายแจ้งให้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษามารับเงินโดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2535 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2536 แต่ขณะนั้นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่แล้ว โดยไม่มีใครรู้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จนต่อมาศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคนสาบสูญและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และปรากฏว่าผู้ร้องทราบว่ามีเงินส่วนที่เหลือที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิได้รับคืน เมื่อเดือนตุลาคม 2542 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 จึงยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปี ย่อมมีสิทธิขอรับเงินนี้ได้ เงินจำนวนนี้ยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จึงขอบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๑๓๙ และเลขที่ ๒๒๗๒๐ ถึง ๒๒๗๒๗ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลย และนำออกขาย ทอดตลาดได้เงินทั้งสิ้น ๑,๔๕๔,๐๐๐ บาท ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จแล้ว คงมีเงินเหลือเพื่อ คืนให้จำเลยอีก ๙๘๙,๓๔๙.๕๑ บาท เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำแถลงต่อ เจ้าพนักงานบังคับคดีขอรับเงินดังกล่าวคืน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าผู้ร้องมาขอรับเงินส่วนที่เหลือเกินกว่า ๕ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน เห็นควรนำเงินดังกล่าวส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีหมายแจ้งให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือคืนโดยวิธี ปิดหมายเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๖ ซึ่งเวลาดังกล่าวจำเลยเป็นคนสาบสูญแล้ว เนื่องจากจำเลยไปจากภูมิลำเนาและไม่มีใครรู้แน่ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถือได้ว่าจำเลยมิได้รับหมายและยังไม่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องทราบว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนเมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ย่อมมีอำนาจร้องขอคืนเงิน ดังกล่าวได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๑๓๙ และเลขที่ ๒๒๗๒๐ ถึง ๒๒๗๒๗ ตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ซื้อซึ่งชำระราคาแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย เสร็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๕ เมื่อหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีพร้อมกับชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว มีเงินคงเหลือสุทธิคืนให้แก่จำเลย ๙๘๙,๓๔๙.๕๑ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลส่งบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ดังกล่าวให้จำเลยทราบรวม ๒ ครั้ง ครั้งแรกวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๕ และครั้งที่สองวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖ โดยวิธีปิดหมายทั้งสองครั้ง ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนสาบสูญแล้ว ได้ยื่นคำร้องขอเงินค้างจ่าย ๙๘๙,๓๔๙.๕๑ บาท ให้แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมคืนให้ อ้างว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นระยะเวลาเกิน ๕ ปี เงินค้างจ่ายดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเงินค้างจ่าย ๙๘๙,๓๔๙.๕๑ บาท อยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑๖ กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อจัดสรรหรือแบ่งเฉลี่ยเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ และตามมาตรา ๓๑๘ ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่คนเดียวร้องขอให้บังคับคดี เมื่อได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่ เงินรายได้จำนวนสุทธิจะพอแก่การที่จะจ่ายให้ได้ และหากยังมีเงินเหลืออยู่ภายหลังจากนั้น มาตรา ๓๒๒ วรรคสอง กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้ส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหลังจากมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว คือการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย โดยเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย เสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไป ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติโดยมีคำสั่งหรือดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย เช่น ส่งบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ให้จำเลยทราบแล้ว จึงจะถือว่าเงินส่วนที่เหลือนั้นเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกร้องเอาภายใน ๕ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ การปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวหาใช่เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนสาบสูญว่า จำเลยหายไปจากบ้านตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยซึ่งเป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ ทั้งในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายรายงานผลการส่งหมายในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๔ ว่า จำเลยออกจากบ้านไปนานแล้ว ส่วนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลส่งบัญชีทรัพย์แสดงรายการรับ - จ่าย ให้จำเลยทราบพร้อมทั้งแจ้งให้จำเลยมารับเงิน ส่วนที่เหลือคืน ๒ ครั้ง โดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยอีกแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๕ และวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖ เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายก็รายงานทำนองเดียวกันว่าจำเลยออกจากบ้านไปนานแล้ว ทั้งขณะนั้นก็เป็นระยะเวลาที่จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้เห็นว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่อยู่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือแล้ว เมื่อผู้ร้องในฐานะ ผู้จัดการมรดกของจำเลยเรียกเอาในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ จึงยังไม่พ้นระยะ ๕ ปี นับแต่ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันที่ผู้ร้องทราบว่ามีเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเอาได้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ค้างจ่าย ๙๘๙,๓๔๙.๕๑ บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสามศาลให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 316 ม. 318 ม. 322 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด
จำเลย — นายกิมซง แซ่ตั้งหรือสุสันติราษฎร์ ผู้ร้อง นายภักดี สุสันติราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเทพประสิทธิ์ ตุลากัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทร์มพรรย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1702/2547
#411154
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ มาตรา 316, 318 และ 322 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหลังจากมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว คือการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายโดยเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายการรับ - จ่าย เสร็จแล้วก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายตามบัญชีนั้นต่อไป ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติโดยมีคำสั่งหรือดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย เช่น ส่งบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ให้จำเลยทราบแล้ว จึงจะถือว่าเงินส่วนที่เหลือนั้นเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยร้องขอ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 โดยในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเจ้าพนักงานศาลรายงานผลการส่งหมายว่าจำเลยออกไปจากบ้านนานแล้ว ส่วนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ขอให้ศาลส่งบัญชีทรัพย์แสดงรายการรับ - จ่ายให้จำเลยทราบพร้อมแจ้งให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือคืน 2 ครั้ง โดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยอีกแห่งหนึ่ง เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายก็รายงานว่าจำเลยออกจากบ้านไปนานแล้ว ทั้งในขณะนั้นเป็นระยะเวลาที่จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้เห็นว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่อยู่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือแล้วเมื่อผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยเรียกเอาในวันที่ 30 มิถุนายน 2543 จึงยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปี นับแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้ร้องทราบว่ามีเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องมีสิทธิเรียกเอาได้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จึงขอบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15139 และเลขที่ 22720 ถึง 22727 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลย และนำออกขายทอดตลาดได้เงินทั้งสิ้น 1,454,000 บาท ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จแล้วคงมีเงินเหลือเพื่อคืนให้จำเลยอีก 989,349.50 บาท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2543 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอรับเงินดังกล่าวคืน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมาขอรับเงินส่วนที่เหลือเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน เห็นควรนำเงินดังกล่าวส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีหมายแจ้งให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือคืนโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2536 ซึ่งเวลาดังกล่าวจำเลยเป็นคนสาบสูญแล้ว เนื่องจากจำเลยไปจากภูมิลำเนาและไม่มีใครรู้แน่ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ตั้งแต่ปี 2527 ถือได้ว่าจำเลยมิได้รับหมายและยังไม่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องทราบว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2542 ย่อมมีอำนาจร้องขอคืนเงินดังกล่าวได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเงินค้างจ่าย 989,349.51 บาท อยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 316 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อจัดสรรหรือแบ่งเฉลี่ยเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ และตามมาตรา 318 ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่คนเดียวร้องขอให้บังคับคดี เมื่อได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่รายได้จำนวนสุทธิจะพอแก่การที่จะจ่ายให้ได้ และหากยังมีเงินเหลืออยู่ภายหลังจากนั้น มาตรา 322 วรรคสองกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้ส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหลังจากมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว คือการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย โดยเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายเสร็จแล้วก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไป ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติโดยมีคำสั่งหรือดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย เช่น ส่งบัญชีแสดงรายการรับ -จ่ายให้จำเลยทราบแล้ว จึงจะถือว่าเงินส่วนที่เหลือนั้นเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 การปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวหาใช่เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนสาบสูญ เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 ว่า จำเลยหายไปจากบ้านตั้งแต่ปี 2527 โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคบสาบสูญเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยซึ่งเป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยในวันที่ 2 มิถุนายน 2543 ทั้งในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายรายงานผลการส่งหมายในวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ว่า จำเลยออกจากบ้านไปนานแล้ว ส่วนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลส่งบัญชีทรัพย์แสดงรายการรับ - จ่าย ให้จำเลยทราบพร้อมทั้งแจ้งให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือคืน 2 ครั้ง โดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยอีกแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2534 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2536 เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งหมายก็รายงานทำนองเดียวกันว่าจำเลยออกจากบ้านไปนานแล้ว ทั้งขณะนั้นก็เป็นระยะเวลาที่จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้เห็นว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่อยู่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้จำเลยมารับเงินส่วนที่เหลือแล้ว เมื่อผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยเรียกเอาในวันที่ 30 มิถุนายน 2543 จึงยังไม่พ้นระยะ 5 ปี นับแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้ร้องทราบว่ามีเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนค้างจ่ายอยู่ที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเอาได้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ค้างจ่าย 989,349.51 บาท ให้แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 316 ม. 318 ม. 322 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด
นายกิมซงหรือกิงชงหรือกิมซอ แซ่ตั้งหรือ
สุสันติราษฎร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้อง — นายภักดี สุสันติราษฎร์
จำเลย — นายภักดี สุสันติราษฎร์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701/2547
#112940
เปิดฉบับเต็ม

การที่สหภาพแรงงานฟาร์-อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ต่อโจทก์(นายจ้าง)หลายข้อ แต่ผู้แทนโจทก์ยินยอมตกลงตามข้อเรียกร้องเพียง 2 ข้อ ตามที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์-อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ มิได้ยอมรับ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการเจรจาตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องอื่น ๆ ที่เหลือต่อไปอีก ฉะนั้น การเจรจาตกลงกันในวันที่ 28 มีนาคม 2544 จึงสิ้นสุด โดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ผู้แทนโจทก์ไม่ไปเจรจาตามนัด และไม่มีการเจรจาตกลงกันในวันดังกล่าว การที่ผู้แทนสหภาพแรงงาน ฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ไปลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ได้ตกลงไว้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 นั้น ไม่มีผลทำให้ข้อตกลงที่สิ้นผลไปแล้ว กลับมามีผลได้อีก จึงต้องถือว่าข้อพิพาทแรงงานตามข้อเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นข้อที่ตกลงกันไม่ได้ การใช้สิทธิแจ้งปิดงานงดจ้างของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 34 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ประเวศ ที่ ๓/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานพื้นที่ประเวศ ที่ ๓/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การใช้สิทธิปิดงานใน วันที่ ๓๐ และวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๔ ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ จำนวน ๒ ข้อ ตามที่พนักงานประนอมข้อพิพาท แรงงานได้ไกล่เกลี่ยในครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ นั้น เป็นเพียงการสนองรับข้อเสนออันเป็นข้อเรียกร้องของ สหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ เพียงบางข้อเท่านั้น การยินยอมตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการเสนอ ข้อเรียกร้องใหม่แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการเจรจาตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องอื่น ๆ ที่เหลือต่อไปอีก ฉะนั้นการเจรจาตกลงกันในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ จึงสิ้นสุดโดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ผู้แทนโจทก์ไม่ได้ไปเจรจาตามนัดจึงไม่มีการเจรจาตกลงกันในวันดังกล่าว การที่ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงไว้ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ ในภายหลัง นั้น ก็ไม่มีผลทำให้ข้อตกลงของฝ่ายโจทก์ซึ่งสิ้นผลไปแล้วกลับมามีผลผูกพันฝ่ายโจทก์ได้อีก ฉะนั้นจึงต้องถือว่าข้อพิพาทแรงงานตามข้อเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นที่ตกลงกันไม่ได้ การใช้สิทธิแจ้งปิดงานงดจ้าง ของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๔ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ตามคำสั่งของจำเลย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 34
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟาร์-อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ เทียนหยด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701/2547
#410845
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และสหภาพแรงงาน ฟ. ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ในเรื่องการใช้สิทธิปิดงานพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจึงดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ตกลงกัน การที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ฟ. จำนวน 2 ข้อ ในการไกล่เกลี่ยในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 นั้น เป็นเพียงการสนองรับข้อเสนออันเป็นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ฟ. เพียงบางข้อเท่านั้น การยินยอมตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการเสนอข้อเรียกร้องใหม่แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้แทนสหภาพแรงงาน ฟ. ไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการเจรจาตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องอื่นๆ ที่เหลือต่อไปอีก ฉะนั้นการเจรจาตกลงกันในวันที่ 28 มีนาคม 2544 จึงสิ้นสุดโดยไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ผู้แทนโจทก์ก็ไม่ได้ไปเจรจาตามนัด จึงไม่มีการเจรจาตกลงกันในวันดังกล่าว การที่ผู้แทนสหภาพแรงงาน ฟ. ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงไว้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 ในภายหลังนั้น ก็ไม่มีผลทำให้ข้อตกลงของฝ่ายโจทก์ซึ่งสิ้นผลไปแล้วกลับมามีผลผูกพันฝ่ายโจทก์ได้อีก ฉะนั้น จึงต้องถือว่าข้อพิพาทแรงงานตามข้อเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นข้อที่ตกลงกันไม่ได้ การใช้สิทธิแจ้งปิดงานงดจ้างของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 34 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ประเวศ ที่ 3/2544 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544

จำเลยให้การว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ประเวศ ที่ 3/2544 ของจำเลยได้ระบุถึงข้อเท็จจริง การกระทำของโจทก์ที่ละเมิดต่อกฎหมาย และข้อกฎหมายครบถ้วนถูกต้องแล้ว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2544 สหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ ซึ่งต่อมาได้มีการเจรจากันแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงได้แจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบในวันที่ 23 มีนาคม 2544 พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้เข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ยระหว่างวันที่ 26 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2544 ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งใช้สิทธิปิดงานตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2544 เวลา 7 นาฬิกาเป็นต้นไปในวันที่ 28 มีนาคม 2544 ซึ่งในวันดังกล่าวโจทก์ได้ตกลงปฏิบัติตามข้อเรียกร้องจำนวน 2 ข้อ ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและแบบคำขอจดทะเบียน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2544 แล้ว ข้อพิพาทแรงงานเป็นอันยุติลง การใช้สิทธิปิดงานในวันที่ 30 และวันที่ 31 มีนาคม 2544 ของโจทก์ จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิปิดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 19 และมาตรา 14 คำสั่งของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ประเวศ ที่ 3/2544 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การใช้สิทธิปิดงานในวันที่ 30 และวันที่ 31 มีนาคม 2544 ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าภายหลังจากโจทก์และสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้แล้ว พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้โจทก์และสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ตกลงกัน การไกล่เกลี่ยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 และวันที่ 27 มีนาคม 2544 ไม่สามารถตกลงกันได้ตามสำเนาบันทึกการเจรจาเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 การไกล่เกลี่ยครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 ผู้แทนของโจทก์ยินยอมตกลงกันตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ 2 ข้อคือ ข้อเรียกร้องข้อที่ 5 ที่ให้โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้างทุกงวดให้แก่ลูกจ้างทุกคน และข้อเรียกร้องข้อสุดท้าย (ข้อที่ 7) โจทก์ยินยอมให้สภาพการจ้างอื่นที่มีอยู่แล้วให้คงสภาพเหมือนเดิม แต่ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ไม่ยินยอม พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้นัดไกล่เกลี่ยครั้งต่อไปในวันที่ 29 มีนาคม 2544 และบันทึกการเจรจาครั้งที่ 3 ไว้ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.10 ในการไกล่เกลี่ยครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ทำบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ตกลงยินยอมและให้ผู้แทนโจทก์ลงชื่อไว้ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 ในวันที่ 28 มีนาคมดังกล่าว โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งปิดงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานกับสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ โดยขอปิดงานงดจ้างกรรมการและสมาชิกของสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเจรจาตกลงในข้อเรียกร้องกันได้ตามสำเนาหนังสือแจ้งปิดงานงดจ้างเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ผู้แทนฝ่ายโจทก์ไม่ได้ไปเจรจาตามนัด ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ จึงลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งผู้แทนโจทก์ได้ลงชื่อไว้แล้ว จากนั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้นำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวและคำขอจดทะเบียนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งผู้แทนโจทก์ได้ลงชื่อไว้แล้วเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 ไปดำเนินการจดทะเบียน เห็นว่า การที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ จำนวน 2 ข้อ ตามที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 นั้น เป็นเพียงการสนองรับข้อเสนออันเป็นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ เพียงบางข้อเท่านั้น การยินยอมตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการเสนอข้อเรียกร้องใหม่แต่เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการเจรจาตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องอื่นๆ ที่เหลือต่อไปอีก ฉะนั้นการเจรจาตกลงกันในวันที่ 28 มีนาคม 2544 จึงสิ้นสุดโดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ผู้แทนโจทก์ก็ไม่ได้ไปเจรจาตามนัดจึงไม่มีการเจรจาตกลงกันในวันดังกล่าว การที่ผู้แทนสหภาพแรงงานฟาร์ - อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ได้ยินยอมตกลงไว้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 ในภายหลังนั้น ก็ไม่มีผลทำให้ข้อตกลงของฝ่ายโจทก์ซึ่งสิ้นผลไปแล้วกลับมามีผลผูกพันฝ่ายโจทก์ได้อีก ฉะนั้นจึงต้องถือว่าข้อพิพาทแรงงานตามข้อเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นข้อที่ตกลงกันไม่ได้ การใช้สิทธิแจ้งปิดงานงดจ้างของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.11 จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟาร์-อีสต์ การ์เมนท์ เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ เทียนหยด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2547
#410899
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุสุดวิสัย โดยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และไม่รับอุทธรณ์ด้วย โดยยื่นภายในกำหนดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 9 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน คำขออื่นให้ยก วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ในวันเดียวกันนั้นทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ใหม่อีกครั้งโดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุสุดวิสัย โดยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และไม่รับอุทธรณ์ด้วย โดยยื่นภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสราวุธหรืออาร์ท กิ่งแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2547
#112869
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะใช้อำนาจ ตาม ป.รัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินค่าตอบแทนใหม่ในการขายสินค้าจะต้องได้ความก่อนว่าค่าตอบแทนในการโอนทรัพย์สินนั้นต่ำกว่าราคาในท้องตลาดโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเลยว่าเป็นการขายราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร แต่นำสืบเพียงว่าโจทก์ขายสินค้าในราคาไม่แน่นอน บางครั้งราคาสูง บางครั้งราคาต่ำเท่านั้น การที่โจทก์ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ราคาต่างกันไม่ได้หมายความว่าโจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาในท้องตลาด จำเลยจึงไม่สามารถใช้อำนาจประเมินค่าตอบแทนใหม่ได้

โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าหลายชนิดโดยเปิดเป็นร้านค้าขายให้แก่บุคคลทั่วไปเป็นร้านค้าปลีกเข้าลักษณะร้านค้าปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) โจทก์จึงสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในการขายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไปได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 86/6 วรรคสอง และใบกำกับภาษีอย่างย่อนี้โจทก์ไม่ต้องแสดงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในการขายไว้ในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 79 วรรคสาม (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ โดยแจ้งว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือพิจารณาให้งดหรือลดเงินภาษี รวมทั้งงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้เรียกตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์ ปรากฏว่าการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์จึงต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินค่าตอบแทนใหม่ โดยหาค่าอัตราเฉลี่ย กำไรขั้นต้น นอกจากที่เพิกถอนให้เป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ได้วินิจฉัยไว้ ให้จำเลยใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ว่าโจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องโดยอ้างว่าโจทก์ขายสินค้าชนิดเดียวกันในราคาไม่แน่นอน บางรายการราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร ใบกำกับภาษีของโจทก์บางฉบับมีรายการซื้อขายสินค้าไม่ชัดเจน เจ้าพนักงานของจำเลยไม่อาจตรวจสอบหาปริมาณที่ขายและยอดขายที่แท้จริงได้ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฏากร คำนวณหายอดขายของโจทก์ และกำหนดราคาขายโดยหาราคาเฉลี่ยโดยสุ่มราคาสินค้าที่โจทก์ได้ซื้อและโจทก์ได้ขายในแต่ละชนิดตลอดทั้งปีของสินค้าจำนวน 23 ชนิด จากผู้ขายรายใหญ่ 3 ราย ที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปเนื่องจากมีชื่อและที่อยู่ผู้ซื้อมาเปรียบเทียบกันในการเปรียบเทียบกันเพื่อหาอัตรากำไรขั้นต้น จำเลยจะนำราคาขายเฉพาะที่ปรากฏใบกำกับภาษีเต็มรูปเท่านั้น แต่จะไม่นำราคาขายตามใบกำกับภาษีอย่างย่อมาเปรียบเทียบ วิธีการตรวจสอบเพื่อหาปริมาณสินค้าที่ขายและยอดขายเพื่อหากำไรขั้นต้นของจำเลยดังกล่าวตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) บัญญัติว่า การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้นต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืม จากบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจตามมาตรานี้ประเมินค่าตอบแทนใหม่นั้น จะต้องให้ได้ความเสียก่อนว่า ค่าตอบแทนในการโอนทรัพย์สินนั้นต่ำกว่าราคาในท้องตลาดโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ สำหรับในคดีนี้ จำเลยนำสืบแต่เพียงประการเดียวว่าราคาขายสินค้าของโจทก์ประเภทเดียวกัน โจทก์ขายในราคาไม่แน่นอน บางครั้งขายราคาสูง บางครั้งขายในราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร แต่จำเลยไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าการขายราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร จำเลยเทียบกับราคาอะไร ราคาในท้องตลาดสำหรับสินค้าชนิดนั้นเป็นอย่างไร การที่โจทก์ขายสินค้าประเภทเดียวกันราคาต่างกันก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ขายสินค้าชนิดนั้นต่ำกว่าราคาในท้องตลาด เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับในการโอนทรัพย์สินหรือขายสินค้าต่ำกว่าราคาในท้องตลาด โดยไม่มีเหตุอันควรแล้ว จำเลยย่อมไม่สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร ประเมินค่าตอบแทนใหม่ได้

นอกจากนี้ในกรณีใบกำกับภาษีที่โจทก์ไม่ได้แสดงส่วนลดนั้นได้ความว่าในการขายสินค้าของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้กำหนดราคาขายไว้แน่นอน และผู้ขายสินค้าให้โจทก์นั้นจะกำหนดราคาต้นทุนให้ มิได้กำหนดราคาขายให้แก่โจทก์ ขึ้นอยู่กับโจทก์ว่าจะขายในราคาเท่าใดก็ได้ หากเห็นว่ามีกำไรก็จะขายให้แก่ลูกค้า ดังนั้น ในการขายสินค้าของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่ามีส่วนลดราคา โจทก์จึงไม่มีส่วนลดในการขายสินค้าของโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องแสดงส่วนลดในใบกำกับสินค้าเต็มรูปแบบ สำหรับในกรณีใบกำกับภาษีอย่างย่อ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าหลายชนิดรวมทั้งยางรถยนต์ เปิดเป็นร้านค้าขายให้แก่บุคคลทั่วไป เป็นร้านค้าปลีก เข้าลักษณะเป็นร้านค้าปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) เรื่องกำหนดลักษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ให้เป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่ง ป.รัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน 2535 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในการขายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไปได้ ตามมาตรา 86/6 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากรและใบกำกับภาษีอย่างย่อนี้ โจทก์ก็ไม่ต้องแสดงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในการขายไว้ในใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) ดังนั้น ไม่ว่าใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ไม่ได้แสดงส่วนลดหรือใบกำกับภาษีอย่างย่อที่โจทก์ทำขึ้นต้องถือว่าทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และถือได้เป็นเบื้องต้นว่าราคาในใบกำกับภาษีเป็นราคาขายของโจทก์ หากจำเลยเห็นว่าราคาไม่ถูกต้องต่ำกว่าราคาในท้องตลาดโดยไม่มีเหตุอันควร จำเลยก็สามารถดำเนินการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ได้ แต่ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าราคาตามใบกำกับภาษีต่ำกว่าราคาในท้องตลาดหรือไม่ จึงต้องถือว่าราคาดังกล่าวเป็นตัวกำหนดราคาขายของโจทก์ด้วย การที่จำเลยไม่นำราคาขายตามใบกำกับภาษีนี้ มากำหนดเป็นราคาขายของโจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนวิธีการสุ่มตรวจสินค้าของจำเลยก็ยังมีข้อผิดพลาด โดยโจทก์ได้ทำเอกสารแสดงข้อผิดพลาดในการนำสินค้าแต่ละชนิดมากำหนดราคาโดยถูกต้องของจำเลยมาแสดง ซึ่งข้อผิดพลาดนี้พยานจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าเอกสารของโจทก์ถูกต้อง จึงแสดงให้เห็นว่าวิธีการตรวจสอบโดยการสุ่มราคาขายสินค้าของจำเลยไม่ถูกต้องย่อมทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องตามไปด้วย ดังนั้น นอกจากเจ้าพนักงานประเมินจะไม่มีอำนาจประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) แล้ว วิธีการตรวจสอบเพื่อหาปริมาณสินค้าที่ขายและยอดขายเพื่อหากำไรขั้นต้น จึงไม่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (4) ม. 79 วรรคสาม (1) ม. 86/6 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวนันท์ออโต้ไทร์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2547
#55092
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินคดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุรินทร์ที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุรินทร์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1934 มีชื่อนายผาย ใจกล้า เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายผายถึงแก่กรรม และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2530 ทายาทของนายผายได้ขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ 391 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้องในราคา500 บาท หลังจากนั้นผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลา 15 ปีเศษ ต่อมาที่ดินแปลงนี้ได้เปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 10172 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ร้องครอบครองเนื้อที่ 391 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ดินอีกฉบับหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายผาย นายผายกับมารดาของผู้คัดค้านมิได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 8 คน นายผายให้การรับรองบุตรทุกคนโดยให้ใช้นามสกุลอุปการะเลี้ยงดู ตลอดจนให้การศึกษา ทั้งแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่าบุตรทุกคนเป็นบุตรของตนเอง เมื่อนายผายถึงแก่กรรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกแก่บุตรทุกคนรวมทั้งผู้คัดค้าน ทายาทของนายผายไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า คดีนี้เป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยทุนทรัพย์คดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น(ศาลแขวงสุรินทร์) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่าการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อทุนทรัพย์คดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นแล้วพิพากษายกคำร้องขอมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — จ่าสิบเอก ดำรงศักดิ์ สุกรินทร์
ผู้คัดค้าน — นาง จันทร์ หวังผลหรือจันทร์คำ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2547
#410844
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่คำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อทุนทรัพย์คดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ร้องครอบครองเนื้อที่ 391 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ดินอีกฉบับหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลจังหวัดสุรินทร์ เห็นว่า คดีนี้เป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยทุนทรัพย์คดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุรินทร์) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น พิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคดี จึงเปลี่ยนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อทุนทรัพย์คดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุรินทร์ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นแล้วพิพากษายกคำร้องขอมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — จ่าสิบเอกดำรงศักดิ์ สุกรินทร์
ผู้คัดค้าน — นางจันทร์ หวังผลหรือจันทร์คำ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2547
#410908
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่จะพ้นจากความผิดตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 94 ที่แก้ไขใหม่ จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นสมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลก่อนที่ความผิดจะปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ จำเลยอ้างว่าจำเลยสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลของรัฐในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเลยขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ย่อมทำให้จำเลยไม่พ้นจากความผิด กรณีที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษโดยสรุปว่า จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จำเลยอายุยังน้อย จำเลยสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาและเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ เป็นการฎีกาดุลพินิจในการลงโทษจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โดยปรับบทตามกฎหมายที่แก้ไขเป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ คงรับสารภาพแต่เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางคืนเงิน 2,000 บาท ให้แก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ริบพวงกุญแจของกลาง ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า กฎหมายที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91, 94 มีผลให้จำเลยพ้นจากความผิดหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่จะพ้นจากความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 94 ที่แก้ไขใหม่ จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นสมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลก่อนที่ความผิดจะปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามฎีกาจำเลยอ้างว่าจำเลยสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลของรัฐในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเลยขั้นตอนของกฎหมายแล้วย่อมทำให้จำเลยไม่พ้นจากความผิด ฎีกาของจำเลยในประการนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษโดยสรุปว่า จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจำเลยอายุยังน้อย จำเลยสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา และเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ เห็นว่า เป็นฎีกาดุลพินิจ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โดยปรับบทตามกฎหมายที่แก้ไข เป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาประเด็นนี้ของจำเลย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสรายุทธ นามเดช
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1659/2547
#411150
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการเฝ้าสังเกตและติดตามจำเลยทั้งสี่เป็นเวลาหลายเดือนและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกระยะโดยบันทึกข้อมูลที่รายงานนั้นไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เจ้าพนักงานจึงทราบว่าผู้ที่รับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ใดบ้างและอยู่ที่ใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานสามารถติดตามจับกุมบุคคลหลายคนที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสี่ได้ ประกอบกับบัญชีเงินฝากในธนาคารของจำเลยที่ 2 เคลื่อนไหวด้วยจำนวนเงินสูง การที่จำเลยทั้งสี่นัดส่งมอบเงินและยาเสพติดให้โทษกันที่ร้านอาหารตามวันเวลาที่เกิดเหตุและเจ้าพนักงานติดตามไปตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ที่ร้านอาหารดังกล่าว และจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ที่ด่านเก็บเงินบางปะอิน เจ้าพนักงานค้นพบเงินสดจำนวนมากซึ่งรวมกันเป็นเงิน 26,181,320 บาท ทั้งยังพบเอกสารหลายแผ่นมีข้อความและตัวเลขแสดงถึงการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนจริง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในการรับซื้อเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการร่วมกันสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7, 8, 14, 27, 30, 31 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบอาวุธปืน กระสุนปืน ถุงพลาสติก 1 ปึก กระดาษจดข้อความ 6 แผ่น สมุดเอกสาร 1 เล่ม ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง แต่ปฏิเสธในข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 5 ปี และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคนละหนึ่งในสี่ และลดโทษให้จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 3 ปี 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปี และ 8 เดือน ตามลำดับ เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุก 5 ปี 8 เดือน ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ถุงพลาสติก กระดาษจดข้อความและสมุดของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คำรับของจำเลยทั้งสี่ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคนละหนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุก 3 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ที่บริเวณร้านอาหารหนองโสน ริมถนนสายเอเชีย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-1529 กรุงเทพมหานคร เงินจำนวน 12,970,000 บาท บรรจุในกล่องสีน้ำตาลอยู่ที่ท้ายรถยนต์คันดังกล่าว เงินจำนวน 300,000 บาท ในช่องเก็บของพร้อมด้วยกระดาษ 6 แผ่น ตามเอกสารหมาย จ.14 วิทยุติดตามตัวหมายเลข 477035 และหมายเลข 559236 โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขโทรศัพท์ 01-6171049 ของจำเลยที่ 1 รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 พ-2716 กรุงเทพมหานคร เงินจำนวน 1,500,000 บาท บรรจุในถุงกระดาษสีน้ำตาล เงินจำนวน 945,320 บาท บรรจุในกระเป๋าพลาสติกสีขาวสายสีน้ำเงินในรถยนต์คันดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ที่ด่านเก็บเงินบางปะอิน พร้อมกับยึดรถยนต์ป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ฉ-2143 กรุงเทพมหานคร เงินจำนวน 8,000,000 บาท บรรจุในกระเป๋าสีน้ำเงิน เงินจำนวน 650,000 บาท บรรจุในกระเป๋าเอกสารโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 9873025 กระดาษ 1 แผ่น ตามเอกสารหมาย จ.25 ภายในรถยนต์ดังกล่าวของจำเลยที่ 4 เงินจำนวน 1,170,000 บาท ถุงพลาสติกใสขนาด 2 x 3 นิ้ว จำนวน 1 ปึก อาวุธปืนยาวอัดลม 2 กระบอก กระสุนปืนอัดลม 7 กล่อง และกระสุนปืนลูกกรดจำนวน 1 นัด จากบ้านของจำเลยที่ 4

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ก่อนฟ้องโจทก์ไม่มีเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ซึ่งเป็นสิ่งของที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงซื้อขายจากจำเลยที่ 1 โจทก์กล่าวอ้างลอยๆ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายเกี่ยวกับสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และเป็นยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 ถุง จากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาไว้ในครอบครองของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพื่อขายและจำเลยที่ 1 ตกลงขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ โจทก์ได้บรรยายถึงเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 ถุง ซึ่งเป็นสิ่งของที่จำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องโดยจะซื้อขายกัน เป็นการบรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะเข้าใจคำฟ้องได้แล้ว ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 ถุง ไม่ได้เป็นของกลางในคดีนี้ เป็นเรื่องของการรวบรวมค้นหาพยานหลักฐาน ถึงแม้โจทก์ไม่มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 ถุง เป็นของกลางในคดีก็ตาม ต้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องเรื่องสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนายสุขุม โอภาสนิพัทธ์ นายวิฑูรย์ จำปาทอง นายสิทธิศักดิ์ วัจนะรัตน์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และร้อยตำรวจเอกพรชัย ไข่สนอง เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อปลายปี 2536 นายสุขุมสืบทราบว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางกิมกี่หรือกี แซ่ตั้ง ขายเมทแอมเฟตามีนโดยซื้อจากจำเลยที่ 1 นายสุขุมจึงขออนุมัติจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นในจังหวัดลพบุรีและได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2537 หลังจากนั้นนายสุขุมสั่งการให้นายวิฑูรย์สืบสวนเรื่องนี้ นายวิฑูรย์สืบสวนแล้วรายงานต่อนายสุขุมว่า นางกิมกี่ นายน้อย ทัตสุวรรณ และจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้าเมทแอมเฟตามีน โดยมีนายเทียม อนุจารวัฒน์ สามีจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดหาเมทแอมเฟตามีน และนายประยูรหรือเลี๊ยก อนุจารวัฒน์ น้องนายเทียมเป็นผู้จัดหาเมทแอมเฟตามีนจากพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ส่งเมทแอมเฟตามีนให้ลูกค้า ส่วนจำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องอยู่กับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ โดยเป็นผู้รับผิดชอบขนเมทแอมเฟตามีนและขายให้ลูกค้าในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง นายสุขุมได้รับรายงานแล้วได้ตรวจสอบการเงินของจำเลยที่ 2 พบว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2538 บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 มีจำนวนเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท เมื่อจำเลยเหล่านี้ได้รับเงินมาจะดำเนินการฟอกเงินโดยนำเงินไปซื้อที่ดินต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2538 เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการปราบปราบยาเสพติดสืบทราบว่านายประยูรจะขนเมทแอมเฟตามีนจากกรุงเทพมหานครไปส่งให้ลูกค้าที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงตรวจค้นเพื่อจับกุมแต่นายประยูรรู้ตัวก่อนจึงไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 ทำหน้าที่จัดหาเมทแอมเฟตามีนนำไปส่งให้ลูกค้าและเก็บเงินแทนนายประยูร ต่อมานายวิฑูรย์สืบทราบว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้าที่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในวันที่ 20 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 จะนำเงินไปชำระค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 และจะซื้อเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 2,000 ถุง ประมาณ 400,000 เม็ด จากจำเลยที่ 1 ในจำนวนนั้นจำเลยที่ 4 จะซื้อจำนวน 1,000 ถุง โดยนัดพบกันที่ร้านอาหารหนองโสน ริมถนนสายเอเชีย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงแจ้งให้นายสุขุม นายสิทธิศักดิ์และร้อยตำรวจเอกพรชัยทราบและติดตามดูพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 กับพวก ในวันที่ 20 ธันวาคม 2538 นายสิทธิศักดิ์ไปเฝ้าดูพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ร้อยตำรวจเอกพรชัยเฝ้าติดตามจำเลยที่ 4 เวลา 12.30 นาฬิกา นายสิทธิศักดิ์เห็นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุไปรับจำเลยที่ 3 ที่โรงแรมสุขสำราญ แล้วจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์คันดังกล่าวพาจำเลยที่ 2 ไปที่ร้านอาหารหนองโสน ต่อมาเวลา 14.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน 5 ศ-1529 กรุงเทพมหานคร ไปพบจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ร้านดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พากันไปที่ลานจอดรถ จำเลยที่ 3 ยกกล่องกระดาษสีน้ำตาลจากรถยนต์ของจำเลยที่ 2 มอบให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 นำไปใส่ท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 นายสิทธิศักดิ์กับพวกจึงเข้าตรวจค้นพบเงินสดจำนวน 12,997,000 บาท บรรจุในกล่องกระดาษดังกล่าว เงินสดจำนวน 1,500,000 บาท ในถุงกระดาษสีน้ำตาลและเงินสดจำนวน 945,320 บาท ในถุงพลาสติกสีขาวในรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันร้อยตำรวจเอกพรชัยเฝ้าสังเกตการณ์จำเลยที่ 4 ที่บ้านของจำเลยที่ 4 จนกระทั่งเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์ยี่ห้อซีตรองมุ่งหน้าไปทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร้อยตำรวจเอกพรชัยขับรถยนต์ติดตามไป เมื่อจำเลยที่ 4 ขับรถใกล้จะถึงร้านอาหารหนองโสนได้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาเพื่อจะเลี้ยวเข้าร้านอาหารดังกล่าว แต่ขณะนั้นเจ้าพนักงานกำลังตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ จำเลยที่ 4 จึงขับรถผ่านไป ร้อยตำรวจเอกพรชัยวิทยุแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงสกัดจับจำเลยที่ 4 ได้ที่ด่านเก็บเงินบางปะอิน ตรวจค้นรถยนต์ของจำเลยที่ 4 พบเงินสดจำนวน 8,000,000 บาท อยู่ในกระเป๋าพลาสติก เงินสดจำนวน 619,000 บาท อยู่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 4 เงินสดจำนวน 650,000 บาท ในกระเป๋าเอกสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลข 9873029 และกระดาษบันทึกตัวเลขแสดงการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเอกสารหมาย จ.25 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสรยุทธ เมธีวิสัย เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเบิกความว่า ได้รับคำสั่งจากนายสุขุมให้ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 4 พบกระดาษซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในห้องนอนของจำเลยที่ 4 ในระหว่างนั้นภริยาจำเลยที่ 4 ฉีกกระดาษหลายแผ่นทิ้งลงในถังขยะ นายสรยุทธจึงเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นมาต่อกันจนได้ข้อความครบจำนวน 5 แผ่น ตามเอกสารหมาย จ.14 มีข้อความคล้ายกับเอกสารหมาย จ.25 เห็นว่า นายวิฑูรย์และร้อยตำรวจเอกพรชัยติดตามพฤติการณ์ความเคลื่อนไหวของจำเลยทั้งสี่เป็นเวลานานหลายเดือนต่างก็รายงานข้อมูลของจำเลยที่ 2 กับพวกให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกระยะตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.13 และ จ.40 ถึง จ.43 มีการบันทึกข้อมูลที่รายงานนั้นลงไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นจำนวนมากตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.26 ผลของการเฝ้าสังเกตและติดตามจำเลยทั้งสี่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานทราบว่าผู้ที่รับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ใดบ้างและอยู่ที่ใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานสามารถติดตามไปจับกุมบุคคลหลายคนที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสี่ได้ หากจำเลยทั้งสี่มิได้ติดต่อกับบุคคลต่างๆ ซึ่งอยู่ตามจังหวัดต่างๆ หลายแห่งต่างพื้นที่กันเพื่อค้ายาเสพติดให้โทษ เจ้าพนักงานก็คงไม่สามารถไปติดตามจับกุมบุคคลเหล่านั้นได้ประกอบกับบัญชีเงินฝากในธนาคารของจำเลยที่ 2 เคลื่อนไหวด้วยและจำนวนเงินสูงจึงเป็นการสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น การที่เจ้าพนักงานสืบสวนจนได้ความว่าจำเลยทั้งสี่นัดส่งมอบเงินและยาเสพติดให้โทษกันที่ร้านอาหารหนองโสนตามวันเวลาที่เกิดเหตุ และเจ้าพนักงานติดตามไปตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ที่ร้านอาหารดังกล่าวนั้น และจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ที่ด่านเก็บเงินบางปะอิน และถึงแม้เจ้าพนักงานมิได้ค้นพบยาเสพติดให้โทษอยู่ที่ตัวจำเลยทั้งสี่ก็ตามก็คงเป็นเพราะจำเลยทั้งสี่มีวิธีการซื้อขายและส่งมอบยาเสพติดให้โทษที่มีแผนการและขั้นตอนเพื่อป้องกันตัวเองให้อยู่ห่างจากยาเสพติดให้โทษนั่นเอง เจ้าพนักงานจึงค้นพบเพียงเงินสดจำนวนมากซึ่งรวมกันเป็นเงิน 26,181,320 บาท ทั้งยังพบเอกสารหลายแผ่นมีข้อความและตัวเลขแสดงถึงการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในการรับซื้อเมทแอมเฟตามีน พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จริง ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การจับกุมจำเลยทั้งสี่ไม่ชอบ เพราะไม่มีการขออนุมัติจับกุมตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสี่ นายสุขุมได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อขออนุมัติจับกุมจำเลยทั้งสี่ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้มีคำสั่งอนุมัติให้จับกุมจำเลยทั้งสี่แล้ว ในวันที่ 20 ธันวาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.21 ดังนั้น การจับกุมจำเลยทั้งสี่โดยเจ้าพนักงานดังกล่าวจึงเป็นการจับกุมตามที่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายโดยชอบแล้ว และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับนั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสี่เพราะเจ้าพนักงานได้สืบทราบว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบเงินกันเพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีนที่ค้างอยู่จำนวนหนึ่งและเพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีนที่จะซื้อขายกันใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานเห็นจำเลยที่ 3 ยกกล่องกระดาษไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดและเกิดขึ้นซึ่งหน้าเจ้าพนักงานการจับกุมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากการสอบสวนไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนในคดีนี้มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้นหรือผู้รักษาการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้นหรือผู้รักษาการแทนจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาจะต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้นหรือผู้รักษาการแทนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ได้บัญญัติให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนผู้เกี่ยวข้องให้สอบสวนคดีได้แล้ว นอกจากนั้นพันตำรวจเอกเชาวลิต ชนะโชติ หัวหน้าพนักงานสอบสวนได้ตรวจสำนวนการสอบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมคดีนี้แล้ว การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายประเสริฐหรือแว่นหรือปอ เหล่านภารุ่งเรือง
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2547
#55091
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์จำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้ ส่วนการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วน ก็เป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะมีคำสั่งต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7198 และ 6781 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จำนวน 1,773,958.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน1,300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7198 และ 6781 ตำบลบางเตยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จำนวน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 473,958.33 บาทให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นได้แจ้งให้จำเลยทราบว่า จำเลยต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นรวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 22,985 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีกจำนวน 15,000 บาท จำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลดังกล่าวครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เห็นว่า ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งปรากฏอยู่ในสารบาญลำดับที่ 31 ของสำนวนคดีนี้ระบุว่า จำเลยได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลจำนวน 22,985 บาท เจ้าหน้าที่ได้รับเงินแล้ว จะนำฝากธนาคารตามระเบียบต่อไป จึงถือว่าจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว และชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา ส่วนจำเลยจะวางเงินค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วนตามที่โจทก์แก้ฎีกาหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะพิจารณาสั่งต่อไป ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กฤษณา รุ้งโรจน์
จำเลย — นางสาว จารุณี สุทธิรัตน์เสรีกุล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1657/2547
#55090
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ไม่เป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาซื้อขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,236,872.60 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันขนย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ของจำเลยทั้งสามออกไปจากสำนักงานสาขาของโจทก์เลขที่ 88 หมู่ที่ 2 ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยใช้ค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามเอง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสามมีที่อยู่และมูลคดีเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร สถานที่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายกันไม่ใช่ที่มูลคดีเกิด ศาลจังหวัดราชบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพื่อให้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุดสำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด
จำเลย — นาย บุญลือ ปรัชญาจุฑา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา