คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1657/2547
#410836
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยให้ยื่นคำร้องขอนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความฝ่ายอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกับชำระเงินจำนวน 3,236,872.60 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันขนย้ายเรื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ของจำเลยทั้งสามออกไปจากสำนักงานสาขาของโจทก์ โดยใช้ค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามเอง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า จำลยทั้งสามมีที่อยู่และมูลคดีเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร สถานที่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายกันไม่ใช่มีมูลคดีเกิด ศาลจังหวัดราชบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพื่อให้โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขออุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องว่าจะอนุญาตหรือไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด
จำเลย — นายบุญลือ ปรัชญาจุฑา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2547
#55089
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการปฏิเสธว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ตอนท้ายให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11098 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11099 ของนางยี่สุ่นเหล่าไพบูลย์ ปลูกสร้างอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วปรับปรุงสภาพที่ดินให้ดีเหมือนเดิม และให้จำเลยถอนร่นตัวอาคารดังกล่าวลึกเข้าไปอีกไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถึงแนวเขตที่กำหนดหรือตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนหรือว่าจ้างบุคคลอื่นรื้อถอนและจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1914/2543ของศาลชั้นต้นจำเลยปลูกสร้างอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์โดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังเขตที่ดิน และโจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยมีข้อตกลงว่า สิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างลงในที่ดินให้ตกเป็นของโจทก์ ดังนั้นหากสิ่งปลูกสร้างของจำเลยส่วนใดรุกล้ำที่ดินของโจทก์สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาจำเลยจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำก็เป็นการกระทำโดยสุจริต และหากจำเลยต้องรับผิดและรื้อถอนอาคารตามฟ้อง อาคารส่วนที่เหลือก็จะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวอาคารได้ ความรับผิดตามฟ้องจึงเกินขนาด จำเลยจึงขอชดใช้ราคาที่ดินตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานแทน ขอให้ยกฟ้องหรือพิพากษาให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดินจำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรรณี พงศ์ปริตร
จำเลย — บริษัท สีฐานการแพทย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2547
#112933
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดิน จำเลยให้การในตอนแรกปฏิเสธว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังคงเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1312 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วปรับปรุงสภาพที่ดินให้ดีเหมือนเดิม และให้จำเลยถอยร่นตัวอาคารดังกล่าวลึกเข้าไปอีกไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถึงแนวเขตที่กำหนดหรือตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนหรือว่าจ้างบุคคลอื่นรื้อถอนและจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องหรือพิพากษาให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดิน จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1312 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ป.พ.พ. ม. 1312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี พงศ์ปริตร
จำเลย — บริษัทสีฐานการแพทย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยยงค์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2547
#411094
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพาทตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ 25 (4) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายจันทาและนางพาน ก้อนชัยภูมิ เมื่อประมาณ 54 ปีมาแล้ว นายจันทาซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3089 หมู่ที่ 18 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาจากนางครอบ บุญดอนคา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 88 ตารางวา โดยนางครอบได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายจันทา นายจันทาครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นนางพานได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อมา เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว นางพานได้ยกที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องเข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนในกรอบสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องขอจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา โดยการครอบครองตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำค้ดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางครอบ ต่อมานางครอบได้จดทะเบียนยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนางครอบ และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนยกให้ที่ดินบางส่วนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชาย บุตรสาว และบุตรเขยของผู้คัดค้านที่ 1 นางครอบไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจันทา นางครอบเพียงแต่อนุญาตให้นายจันทาซึ่งเป็นหลานของตนเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อนางครอบยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยังคงให้ผู้ร้องอาศัยต่อไป ผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะยึดถือเพื่อตน ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินไร่ละ 40,000 บาท ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ 28,800 บาท

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาทรัพย์สินที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีเป็นเงิน 28,800 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยขอแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงแม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ได้แย่งการครอบครอง ประเด็นแห่งคดียังคงเป็นเช่นเดิมและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่อนุญาตให้ผู้ร้องอยู่อาศัยกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. ประกอบ 25 (4) ม. 18
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวบง ก้อนชัยภูมิ
ผู้คัดค้าน — นายทองศรี ปรีสาลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2547
#410898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็ครวม 3 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 911,959.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 860,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 911,959.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 860,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท โจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์และจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จนถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 911,959.38 บาท ที่จำเลยยื่นคำร้องว่าก่อนฟ้องจำเลยชำระหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 200,000 บาท และเป็นเช็คอีก 1 ฉบับ เป็นเงิน 200,000 บาท คงค้างชำระหนี้โจทก์เพียง 487,400 บาท เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างในชั้นบังคับคดีได้ เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ต้องถือว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นหนี้ที่ถูกต้องแท้จริง แม้ภายหลังจากที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยแล้ว โจทก์ได้รับชำระหนี้จากภริยาจำเลยไปบ้างแล้วเป็นเงิน 440,000 บาท แต่ก็ยังเป็นจำนวนไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 911,959.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยรวม 3 รายการ เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด นางปราณี กิตติเยาวมาลย์ ภริยาจำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 440,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าหนี้ตามฟ้องคดีนี้มีเพียง 687,000 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจำเลยได้ 1 ปาก แล้วมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุให้งดการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็ครวม 3 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 911,959.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 860,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 911,959.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 860,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท โจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์และจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จนถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 911,959.38 บาท ที่จำเลยยื่นคำร้องว่าก่อนฟ้องจำเลยชำระหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 200,000 บาท และเป็นเช็คอีก 1 ฉบับ เป็นเงิน 200,000 บาท คงค้างชำระหนี้โจทก์เพียง 487,400 บาท เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างในชั้นบังคับคดีได้ เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ต้องถือว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นหนี้ที่ถูกต้องแท้จริง แม้ภายหลังจากที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยแล้ว โจทก์ได้รับชำระหนี้จากภริยาจำเลยไปบ้างแล้วเป็นเงิน 440,000 บาท แต่ก็ยังเป็นจำนวนไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนและยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 147 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสาวณี หิรินทรานุกูล
จำเลย — นายอนันต์ กิตติเยาวมาลย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2547
#112858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล ระบุให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ตกลงชำระเงินให้จำเลย 200,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท หากจำเลยผิดนัด จำเลยยินยอมให้โจทก์ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองได้ทันทีและถือเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนี้ วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันด้วยการที่จำเลยจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ก็จะชำระราคาให้แก่จำเลย การกำหนดระยะเวลา 6 เดือนไว้ จึงเป็นกำหนดเวลาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากไม่ปฏิบัติก็บังคับคดีกันไปเพื่อให้สมวัตถุประสงค์แห่งการทำสัญญาที่ต้องการให้ข้อพิพาทระหว่างกันระงับไปด้วยวิธีการดังกล่าว หาใช่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะทำให้ข้อกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นผลไปโดยคู่สัญญาไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากไม่เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามที่โจทก์จำเลยมีเจตนาในการเข้าทำสัญญามาแต่ต้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์วางเงินจำนวน 200,000 บาท ต่อศาลแล้ว แม้จะเกินเวลา 6 เดือน จำเลยจึงต้องรับเงินและมีหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินจำนวนสองแปลงแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลย จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว? ต่อมาภายหลังพ้นกำหนด ๖ เดือน ตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อศาลเพื่อให้จำเลยรับไป กับขอให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์แทน โดยอ้างว่าจำเลยผัดผ่อนและผิดนัดการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์วางเงินดังกล่าวเพื่อชำระแก่จำเลยและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยผิดนัดไม่ไปรับโอนที่ดินภายในกำหนด จำเลยจึงไม่จำต้องโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้วออกใบแทนกับจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยได้ทำกันไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากไม่รับโอนที่ดินภายในกำหนดเวลา ๖ เดือน หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ ระบุให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ตกลงชำระเงินให้จำเลยจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท หากจำเลยผิดนัด จำเลยยินยอมให้โจทก์ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองได้ทันทีและถือเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนี้ วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันด้วยการที่จำเลยจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็จะชำระราคา รวมทั้งภาระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอื่น ๆ ให้แก่จำเลย เมื่อคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีวัตถุประสงค์ดังกล่าว การกำหนดระยะเวลา ๖ เดือนไว้ จึงเป็นกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติก็บังคับคดีกันไปเพื่อให้สมวัตถุประสงค์แห่งการทำสัญญาที่ต้องการให้ข้อพิพาทระหว่างกันระงับไปด้วยวิธีการดังกล่าว หาใช่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะทำให้ข้อกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นผลไป โดยคู่สัญญาไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด เนื่องจากไม่เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามที่โจทก์จำเลยมีเจตนาในการเข้าทำสัญญามาแต่ต้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์วางเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อศาลแล้วแม้จะเกินเวลา ๖ เดือน จำเลยจึงต้องรับเงินและมีหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในข้อนี้ชอบแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุผลตามฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 10 ม. 171 ม. 368 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิจิตร แม่นปืน
จำเลย — นายอาทิตย์ นัยวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2547
#411148
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันด้วยการที่จำเลยจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน ส่วนโจทก์ก็จะชำระราคารวมทั้งภาระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอื่นๆ ให้แก่จำเลย เมื่อคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีวัตถุประสงค์ดังกล่าว การกำหนดระยะเวลา 6 เดือนไว้จึงเป็นการกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติก็บังคับคดีกันไปเพื่อให้สมวัตถุประสงค์แห่งการทำสัญญาที่ต้องการให้ข้อพิพาทระหว่างกันระงับไปด้วยวิธีดังกล่าว หาใช่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะทำให้ข้อกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นผลไปโดยคู่สัญญาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด เนื่องจากไม่เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามที่โจทก์จำเลยมีเจตนาในการเข้าทำสัญญามาตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่อโจทก์วางเงินจำนวน 200,000 บาท ต่อศาลแล้วแม้จะเกินเวลา 6 เดือน จำเลยจึงต้องรับเงินและมีหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินจำนวนสองแปลงแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน โจทก์จะเป็นผู้รับภาระเองทั้งสิ้น หากผิดนัดตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยยินยอมให้โจทก์ถือเอาสัญญาประนีประนอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินแทน ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ภายหลังพ้นกำหนด 6 เดือน ตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงิน 200,000 บาท ต่อศาลเพื่อให้จำเลยรับไป กับขอให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์แทน โดยอ้างว่าจำเลยผัดผ่อนและผิดนัดการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์วางเงินดังกล่าวเพื่อชำระแก่จำเลยและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยผิดนัดไม่ไปรับโอนที่ดินภายในกำหนด จำเลยจึงไม่จำต้องโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้วออกใบแทนกับจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยได้ทำกันไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเนื่องจากไม่รับโอนที่ดินภายในกำหนดเวลา 6 เดือนหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ข้อ 1 ระบุให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ตกลงชำระเงินให้จำเลยจำนวน 200,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหากจำเลยผิดนัด จำเลยยินยอมให้โจทก์ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองได้ทันทีและถือเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนี้ วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันด้วย การที่จำเลยจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ส่วนโจทก์ก็จะชำระราคารวมทั้งภาระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอื่นๆ ให้แก่จำเลย เมื่อคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีวัตถุประสงค์ดังกล่าว การกำหนดระยะเวลา 6 เดือนไว้ จึงเป็นกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติก็บังคับกันไปเพื่อให้สมวัตถุประสงค์แห่งการทำสัญญาที่ต้องการให้ข้อพิพาทระหว่างกันระงับไปด้วยวิธีการดังกล่าว หาใช่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะทำให้ข้อกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นผลไปโดยคู่สัญญาไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด เนื่องจากไม่เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามที่โจทก์จำเลยมีเจตนาในการเข้าทำสัญญามาแต่ต้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์วางเงินจำนวน 200,000 บาท ต่อศาลแล้วแม้จะเกินเวลา 6 เดือน จำเลยจึงต้องรับเงินและมีหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ก็ชอบที่ขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในข้อนี้ชอบแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุผลตามฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
นายวิจิตร แม่นปืน ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายจันทร์ แม่นปืน
จำเลย — นายอาทิตย์ นัยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2547
#112857
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทอ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ และผู้โอนเช็คพิพาทกับโจทก์ผู้รับโอนคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่อ้าง เมื่อจำเลยนำสืบรับฟังไม่ได้ว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้ทรงคนก่อน การที่ผู้ทรงคนก่อนโอนเช็คพิพาทแก่โจทก์ ทั้งเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ การโอนเช็คพิพาททำได้เพียงด้วยส่งมอบให้กัน โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ จำเลยไม่มีข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับผู้ทรงคนก่อนที่จะใช้เป็นข้อต่อสู้โจทก์ ทั้งจำเลยจะอ้างว่าโจทก์และผู้ทรงคนก่อนไม่มีหนี้สินต่อกันหาได้ไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

(ปัญหานี้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สำนักเพลินจิต ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้แก่ผู้มีชื่อและผู้มีชื่อได้นำเช็คฉบับดังกล่าวมาชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขานวนคร เพื่อให้เรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ โดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๕,๐๗๘,๑๒๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕,๐๗๘,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๑) ต้องไม่เกินจำนวน ๗๘,๑๒๕ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้และผู้โอนเช็คพิพาทกับโจทก์ผู้รับโอนคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่อ้าง เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนัก จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง? สำหรับข้อที่จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากนายกนกผู้ทรงคนก่อนโดยโจทก์และนายกนกผู้ทรงคนก่อนไม่มีหนี้สินผูกพันกัน เป็นเพียงการโอนให้โจทก์ฟ้องคดีแทนนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยนำสืบรับฟังไม่ได้ว่า เช็คพิพาทระหว่างจำเลยและนายกนกผู้ทรงคนก่อนไม่มีมูลหนี้ จำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงต้องรับผิดต่อนายกนกผู้ทรงคนก่อน การที่นายกนกผู้ทรงคนก่อนโอนเช็คพิพาทแก่โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ การโอนเช็คพิพาททำได้เพียงด้วยส่งมอบให้กัน โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทไม่มีข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับนายกนกผู้ทรงคนก่อนที่จะใช้เป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์และนายกนกผู้ทรงคนก่อนไม่มีหนี้สินผูกพันกันในการรับโอนเช็คพิพาทมาหาได้ไม่ จำเลยต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ วรรคหนึ่ง , ๙๑๔ , ๙๑๘ , ๙๘๙ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 904 ม. 914 ม. 916 ม. 918 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประภาส นาคสุทธิ์
จำเลย — นางภัทรพร สุชาติวุฒิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2547
#411090
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินและฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งกระทำการต่างๆ ในนามลูกหนี้อีกฐานะหนึ่งจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด ซึ่งหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน และประกาศขายทอดตลาด ไม่ได้กำหนดเวลาไว้โดยแจ้งชัดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงให้ผู้ร้องเมื่อใด แม้ผู้ร้องมีความประสงค์จะนำที่ดินทั้งหกแปลงไปพัตนาทำธุรกิจก็เป็นเหตุผลเฉพาะตัวโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตกลงด้วย จึงไม่อาจนำมาผูกมัดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ อีกทั้งผู้ร้องได้เข้าเป็นคู่ความในการร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เป็นการยอมรับถึงเหตุที่ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องล่าช้าโดยเฉพาะเหตุแห่งความล่าช้านี้เป็นการที่จะต้องดำเนินตามกระบวนพิจารณาที่ ป.วิ.พ. ได้บัญญัติไว้ ยังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผิดสัญญา จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ และเมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดแล้ว โดยศาลยกคำร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ย่อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องได้ การชำระหนี้หาได้ตกเป็นพ้นวิสัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องเลิกสัญญาและขอเงินคืนได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1312 ถึง 1317 ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ของจำเลย รวม 6 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,011 ไร่ จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทนเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2538 ในราคา 302,000,000 บาท โดยวางมัดจำไว้ 75,500,000 บาท แต่มีผู้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดรวม 3 ราย ผู้ร้องจึงขอเงินที่ชำระไปแล้วคืนบางส่วน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินให้ผู้ร้องจำนวน 60,400,000 บาท คงเหลือไว้ร้อยละ 5 เป็นเงิน 15,100,000 บาท แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้เพราะต้องรอจนกว่าคดีที่มีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าวถึงที่สุดผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาซื้อขายและขอรับเงินมัดจำที่วางไว้คืน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับการบอกเลิกสัญญาซื้อขายและคืนเงินมัดจำจำนวน 15,100,000 บาท แก่ผู้ร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินมัดจำจำนวน 15,100,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินจำนวน 15,100,000 บาท แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินและฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งกระทำการต่างๆ ในนามลูกหนี้อีกฐานะหนึ่งจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิเลิกสัญญาและขอรับเงินจำนวน 15,100,000 บาท คืนหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย ค.4 มิได้กำหนดเวลาไว้โดยแจ้งชัดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงให้แก่ผู้ร้องเมื่อใด คงมีข้อกำหนดในข้อ 6 ว่า "เมื่อข้าพเจ้า (ผู้ร้อง) ได้รับหนังสือของศาลแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินหรือนายอำเภอให้โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินไปแล้ว หรือได้รับหมายเรียกของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มารับหนังสือดังกล่าว หากข้าพเจ้า (ผู้ร้อง) ไม่ไปติดต่อดำเนินการหรือไปติดต่อดำเนินการแล้วไม่ได้ผลหรือไม่มารับหนังสือโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือหรือหมายเรียกดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นอันพ้นความรับผิดชอบในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน และข้าพเจ้า (ผู้ร้อง) ยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้แก่โจทก์และผู้มีส่วนได้เสียในคดีรับไป" เท่านั้น และประกาศขายทอดตลาดตามเอกสารหมาย ค.1 ก็หาได้กำหนดเวลาไว้ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดเมื่อใด แม้ผู้ร้องมีความประสงค์จะนำที่ดินทั้งหกแปลงไปทำธุรกิจก็เป็นเหตุผลเฉพาะตัวโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตกลงด้วย จึงไม่อาจนำมาผูกมัดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ อีกทั้งผู้ร้องได้เข้าเป็นคู่ความในการร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามสำเนาคำพิพากษาฎีกาที่ 2248/2541 เอกสารหมาย 3 ท้ายคำคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการยอมรับถึงเหตุที่ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องล่าช้า โดยเฉพาะเหตุแห่งความล่าช้านี้เป็นการที่จะต้องดำเนินตามกระบวนพิจารณาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติไว้ยังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผิดสัญญา จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ และเมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดแล้ว โดยศาลยกคำร้องให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องได้การชำระหนี้หาได้ตกเป็นพ้นวิสัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องเลิกสัญญาและขอเงินจำนวน 15,100,000 บาท คืนได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นนิติกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแต่ใจของฝ่ายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190 นั้น ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นมากล่าวในฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม)"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 388
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนชาติไพบูลย์ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทโฟกัส พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทบ้านและที่ดินไทย (1979) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547
#112939
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อ ลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ ๑/๒๕๔๕ ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ไขคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๕ ของจำเลยโดยให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ๔๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายพูลสุขลูกจ้าง เพิกถอนคำสั่งที่ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม การโยธา การจัดการ ก่อสร้างและอื่น ๆ โจทก์และนายพูลสุข มณฑาทิพย์ ลูกจ้างได้ทำหนังสือสัญญาจ้างงานฉบับแรกเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๗ มีกำหนดการจ้าง ๘ เดือน ครบกำหนดตามสัญญาจ้างงานฉบับแรกดังกล่าว โจทก์กับนายพูลสุขตกลงทำสัญญาจ้างงานฉบับที่ ๒ โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ต่อเนื่องกับสัญญาจ้างฉบับแรก เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ นายพูลสุขมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการโจทก์ขอเกษียณอายุจากการจ้างงานเพื่อขอรับค่าชดเชย ต่อมาวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ กรรมการผู้จัดการโจทก์มีหนังสือถึงนายพูลสุขว่า นายพูลสุขมีอายุงาน ๕ ปี ๙ เดือนเศษ โจทก์จะ จ่ายค่าชดเชย ๖ เท่าของเงินเดือน โดยแบ่งจ่ายเป็นรายเดือนรวม ๑๒ เดือน นายพูลสุขไม่ยอม และได้ไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๕ ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง นายพูลสุขทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งที่ปรึกษา มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการก่อสร้าง งานในหน้าที่ตามสัญญาจ้างฉบับแรกและฉบับที่ ๒ เป็นงานอย่างเดียวกัน ซึ่งเป็นงานธุรกิจประจำของโจทก์ มิใช่งาน ที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวหรืองานโครงการเฉพาะหรืองานตามฤดูกาล นายพูลสุขพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ แม้จะหักวันทำงานช่วงที่โจทก์กับนายพูลสุขตกลงลดลงกึ่งหนึ่งออกแล้ว นายพูลสุขมีระยะเวลาทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ ๖ ปี ๔ เดือนเศษ? มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายพูลสุขสมัครใจทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ต่อไปภายหลังจากที่มีอายุ ๖๐ ปี ซึ่งครบเกษียณอายุแล้ว เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ กำหนดให้พนักงานของโจทก์พ้นจากสภาพพนักงานเมื่อเกษียณอายุ เมื่อพนักงานมีอายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีที่โจทก์อนุมัติต่ออายุการจ้างก่อนการเกษียณอายุและพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยก่อนที่นายพูลสุขจะมีอายุครบ ๖๐ ปี โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างนายพูลสุขเป็นลูกจ้างต่อโดยไม่กำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ขณะที่นายพูลสุขขอพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์เนื่องจากการเกษียณอายุ นายพูลสุขมีอายุ ๖๒ ปี เห็นว่า ขณะที่นายพูลสุขมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ นั้น ตามปกติแล้วนายพูลสุขย่อมต้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ การที่โจทก์อนุมัติให้นายพูลสุขทำงานต่อไปภายหลังจากที่นายพูลสุขมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่นายพูลสุขตามสิทธิของนายพูลสุข ในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้วยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับรายนายพูลสุขต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุตามที่โจทก์อ้างเพราะมิฉะนั้น นายพูลสุขก็คงจะไม่ยอมต่ออายุสัญญาจ้างอีก การที่นายพูลสุขขอใช้สิทธิเกษียณอายุและโจทก์อนุมัติให้สิ้นสุดการจ้างเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงถือว่านายพูลสุขได้พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุ มิใช่เป็นการลาออกจากงาน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาร์เอ็มเจเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวประดาว คำรุ่งรักษ์ธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1613/2547
#410897
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในท้องสำนวนจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ศาลสามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษได้โดยชอบ หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประสงค์ให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย 2 อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาล ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีลักษณะบิดเบือนให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบเจ็ดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาว่าวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกากล่าวอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำเครื่องไดนาโมของผู้เสียหายไปขายเพียงเพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อสุราดื่มกับเพื่อน และจำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนและรับจ้างซื้อเมทแอมเฟตามีนด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 มีลักษณะไม่เกรงกลัวความผิด เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษ เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจและรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏในท้องสำนวนจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษได้โดยชอบ หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ทั้งฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นไปโดยเพื่อประสงค์ให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีลักษณะบิดเบือนให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ด้วยเหตุนี้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้าม ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายวิชัย สิงห์แก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1611/2547
#410896
เปิดฉบับเต็ม

การใช้วิธีการสำหรับเด็กตาม ป.อ. มาตรา 74 (2) เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าบิดามารดาสามารถดูแลเด็กนั้นได้ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีประวัติกระทำความผิดในคดีอื่นฐานร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะอันแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือเกรงกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ไม่น่าจะอยู่ในวิสัยที่บิดามารดาของจำเลยที่ 2 จะสามารถดูแลได้ การที่ศาลใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยที่ 2 เข้ารับการศึกษาและฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กที่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 2 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 335

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง) ประกอบมาตรา 80, 83 จำเลยทั้งสองอายุ 16 ปีเศษ เห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กโดยมอบตัวจำเลยที่ 1 แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครอง และวางข้อกำหนดให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองระวังมิให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายภายในกำหนด 2 ปี มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท เมื่อก่อเหตุร้ายขึ้น สำหรับจำเลยที่ 2 เคยมีประวัติการกระทำผิดมาก่อน จึงเห็นสมควรส่งตัวจำเลยที่ 2 เข้ารับการศึกษาและฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น จนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้มอบตัวให้แก่บิดามารดาของจำเลยที่ 2 โดยวางข้อกำหนดให้ระวังมิให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (2) นั้น เห็นว่า การใช้วิธีการสำหรับเด็กตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าบิดามารดาสามารถดูแลเด็กนั้นได้แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีประวัติกระทำความผิดในคดีอื่นฐานร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ อันแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือเกรงกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ไม่น่าจะอยู่ในวิสัยที่บิดามารดาของจำเลยที่ 2 จะสามารถดูแลได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยที่ 2 เข้ารับการศึกษาและฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กที่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสุระการ ขาวกระจ่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2547
#55088
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้ออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยเป็นที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินได้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารจำเลยที่ถูกฟ้องขับไล่เมื่อที่ดินมีราคา 97,950 บาท และอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยและยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่ผู้ร้องฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยซื้อที่ดินมาจากโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 297 พร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่กรรม นางแก้ว ทองลอง ภริยาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต และพิพากษายืนคดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ1 งาน 60 ตารางวา โดยผู้ร้องซื้อมาจากโจทก์เมื่อปี 2524 แต่มิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือโจทก์ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องครอบครอง ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อปี 2524 โจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องปลูกบ้านและอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของจำเลยเพราะจำเลยขอร้อง โดยผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลย โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิใด ๆ เนื่องจากอาศัยสิทธิของโจทก์ ผู้ร้องมิได้คัดค้านภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนด และใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสืบเนื่องมาจากเดิมโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 297 ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ราคา 97,950 บาทและอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยเป็นที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินได้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารจำเลยที่ถูกฟ้องขับไล่ ที่ดินพิพาทมีราคา 97,950 บาท และอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยและยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่ผู้ร้องฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยซื้อที่ดินมาจากโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสาม ส่วนฎีกาว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นฎีกาในข้อไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กง ทองลองฯ
ผู้ร้อง — นาย สวัสดิ์ บุญจรัส
จำเลย — นาย แสง ทองลอง
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2547
#410895
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยเป็นที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินได้ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารจำเลยที่ถูกฟ้องขับไล่ ที่ดินพิพาทมีราคา 97,950 บาท และอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท โจทก์และจำเลยจึงห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยและยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่ผู้ร้องฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยซื้อที่ดินมาจากโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 297 ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่กรรม นางแก้ว ทองลอง ภริยาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต และพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 60 ตารางวา โดยผู้ร้องซื้อมาจากโจทก์เมื่อปี 2524 แต่มิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องครอบครอง ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อปี 2524 โจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องปลูกบ้านและอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ใกล้กลับบ้านของจำเลย เพราะจำเลยขอร้อง โดยผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลย โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิใด ๆ เนื่องจากอาศัยสิทธิของโจทก์ ผู้ร้องมิได้คัดค้านภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนด และใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสืบเนื่องมาจากเดิมโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 297 ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ราคา 97,950 บาท และอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยเป็นที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินได้ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวารจำเลยที่ถูกฟ้องขับไล่ ที่ดินพิพาทมีราคา 97,950 บาท และอาจให้เช่าได้เดือนละ 2,500 บาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยและยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่ผู้ร้องฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องโดยซื้อที่ดินมาจากโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสาม ส่วนฎีกาว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นฎีกาในข้อไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
นายกง ทองลอง โดยนางแก้ว
โจทก์ — ทองลอง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายสวัสดิ์ บุญจรัส
จำเลย — นายแสง ทองลอง
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2547
#112980
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ยืมและจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยให้การต่อสู้คดี ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่งได้ กรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๖,๐๙๓,๓๕๑.๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๔๑๕,๓๐๖.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของโจทก์ดังกล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่จงใจที่จะไม่มาศาล แต่ทนายโจทก์ป่วยจึงมาศาลไม่ได้ ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นผิดระเบียบแต่อย่างใด ทั้งตามคำร้องของโจทก์ก็ระบุว่าเป็นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงถือได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่การที่โจทก์ทราบคำสั่งให้มาศาลแล้วโจทก์ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอุไรรัตน์ แสงเสรีสถิตย์ หรือนางสุขวสา สุภัทรวณิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1576/2547
#411070
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายโดยการบุกรุกดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายภายหลังจากการกระทำความผิดฐานบุกรุกสำเร็จแล้วหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างอีกด้วย ฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 295

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365 (1) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 สำเร็จแล้ว จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายในภายหลัง จำเลยไม่ต้องรับผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายโดยการบุกรุกดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ ดังนั้น จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายภายหลังจากกระทำความผิดฐานบุกรุกสำเร็จแล้วหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อีกด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า มูลกรณีที่เกิดเป็นคดีนี้เป็นเพราะผู้เสียหายได้สร้างห้องน้ำบริเวณรั้วด้านติดกับที่ดินของจำเลยและทำท่อระบายอากาศหันไปทางที่ดินของจำเลยทำให้จำเลยไม่พอใจ เป็นผลให้เกิดการทะเลาะกัน ดังนี้จะว่าผู้เสียหายไม่มีส่วนก่อให้จำเลยทำผิดคดีนี้เสียเลยยังไม่ถนัด ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยทำร้ายเพียงเป็นแผลที่หัวเข่าทั้งสองข้าง เล็บหัวแม่มือข้างซ้ายฉีกและมีรอยฟกช้ำตามลำตัว เป็นบาดแผลที่ไม่รุนแรง พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก แม้จำเลยจะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ด้วยมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ และปรากฏว่าจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกเพราะคดีดังกล่าวศาลให้รอการลงโทษไว้ จึงสมควรให้โอกาสจำเลยอีกครั้งเพื่อกลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายไชยพร ไชยศรีธรรมคุณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557/2547
#55087
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นคดีแรงงานอันเป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่ง แม้จำเลยจะให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ลักทรัพย์ของจำเลยอันมีมูลความผิดอาญาอยู่ด้วย ก็มิใช่ข้ออ้างที่จะมีผลให้มีการพิจารณาลงโทษโจทก์ในการกระทำผิดอาญาเพียงแต่อ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดในคดีแรงงานเท่านั้น หาทำให้กลายเป็นคดีอาญาไปไม่ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 และ 227 มาใช้บังคับได้การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 จึงชอบแล้ว

โจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2542 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 59,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์กระทำการทุจริตลักทรัพย์ในโรงงานของจำเลย อันเป็นการกระทำความผิดอาญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งไม่เป็นความจริงจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 12เมษายน 2544 และไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตลอดจนค่าชดเชย ทั้งเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2543 จำเลยตัดค่าจ้างโจทก์เนื่องจากลากิจ ซึ่งเป็นการตัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเงิน 14,934 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 96,367 บาท ค่าเสียหายจำนวน 254,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน 38,534 บาทค่าชดเชยจำนวน 177,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้นโจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำผิดต่อกฎหมายอาญาและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง โดยในวันที่ 6 เมษายน 2544 โจทก์ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปในโรงงานของจำเลยและลักเอาวัตถุที่ใช้ผลิตสินค้ารวมทั้งแผนผังการผลิตสินค้าของจำเลยไป ในการลักทรัพย์นั้นโจทก์ทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยและขับรถชนประตูรั้วโรงงานของจำเลยเสียหายเพื่อหลบหนี อีกทั้งระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยด้วยการลักเอาวัตถุดิบในการผลิตสินค้ารวมทั้งแผนผังในการผลิตสินค้าของจำเลยไปหลายครั้ง ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2544 โจทก์ไม่กลับไปทำงานโดยเจตนาออกจากการเป็นลูกจ้าง จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน2544 จำเลยพร้อมจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 6 เมษายน 2544 ให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ตลอดจนค่าเสียหายจากจำเลย ทั้งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างลากิจได้ไม่เกินปีละ 3 วัน ในปี 2543 โจทก์ลากิจเกิน 3 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันลากิจที่เกิน 3 วัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์จำนวน 9,833.33 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การรับว่าเลิกจ้างโจทก์แต่ยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์กระทำผิดอาญาหรือไม่จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังข้อเท็จจริงได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น และโจทก์เป็นผู้กระทำผิดอาญานั้นจึงจะลงโทษโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 174 และ 227 แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยคดีนี้ด้วยการพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 แล้ววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยนั้นเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องให้แก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นคดีแรงงานอันเป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่ง แม้จำเลยจะให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ลักทรัพย์ของจำเลยอันมีมูลความผิดอาญาอยู่ด้วยก็ตาม ก็มิใช่ข้ออ้างที่จะมีผลให้มีการพิจารณาลงโทษโจทก์ในการกระทำผิดอาญาเพียงแต่อ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดในคดีแรงงานเท่านั้น การให้การต่อสู้เช่นนี้ หาทำให้คดีนี้กลับกลายเป็นคดีอาญาไปไม่ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นอย่างอื่น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 และ 227 อันเป็นวิธีพิจารณาคดีอาญามาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 104 นั้น จึงชอบแล้ว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 104
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิทยา ทังคะรัตน์
จำเลย — บริษัท ไทย ที จี เค อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557/2547
#410894
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นคดีแรงงานอันเป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่ง แม้จำเลยจะให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ลักทรัพย์ของจำเลยอันมีมูลความผิดอาญาอยู่ด้วยก็ตาม ก็มิใช่ข้ออ้างที่จะมีผลให้มีการพิจารณาลงโทษโจทก์ในการกระทำผิดอาญา เพียงแต่อ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดในคดีแรงงานเท่านั้น การให้การต่อสู้เช่นนี้หาทำให้คดีนี้กลับกลายเป็นคดีอาญาไปไม่ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ประกอบ ป.วิ.พ. ในกรณีที่มิได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ เป็นอย่างอื่น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174 และ 227 อันเป็นวิธีพิจารณาคดีอาญามาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 นั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 59,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์กระทำการทุจริตลักทรัพย์สินในโรงงานของจำเลย อันเป็นการกระทำความผิดอาญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าไม่จ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 12 เมษายน 2544 และไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตลอดจนค่าชดเชย ทั้งเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2543 จำเลยตัดค่าจ้างโจทก์เนื่องจากลากิจ ซึ่งเป็นการตัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเงิน 14,934 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 96,367 บาท ค่าเสียหายจำนวน 354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน 38,534 บาท ค่าชดเชยจำนวน 177,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์จำนวน 9,833.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การรับว่าเลิกจ้างโจทก์ แต่ยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์กระทำผิดอาญาหรือไม่จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังข้อเท็จจริงได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น และโจทก์เป็นผู้กระทำผิดอาญานั้น จึงจะลงโทษโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 และ 227 แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยคดีนี้ด้วยการพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 แล้ววินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยนั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องให้แก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นคดีแรงงานอันเป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่ง แม้จำเลยจะให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ลักทรัพย์ของจำเลยอันมีมูลความผิดอาญาอยู่ด้วยก็ตาม ก็มิใช่ข้ออ้างที่จะมีผลให้มีการพิจารณาลงโทษโจทก์ในการกระทำผิดอาญาเพียงแต่อ้างเพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดในคดีแรงงานเท่านั้น การให้การต่อสู้เช่นนี้ หาทำให้คดีนี้กลับกลายเป็นคดีอาญาไปไม่ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นอย่างอื่น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 และ 227 อันเป็นวิธีพิจารณาคดีอาญามาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยวิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 นั้น จึงชอบแล้ว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา119 (1) จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ทังคะรัตน์
จำเลย — บริษัทไทย ที จี เค อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1549/2547
#112856
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 มีผลใช้บังคับกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลย การที่โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีได้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้โดยยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒,๗๑๔,๒๔๗.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๖๒๓,๐๕๑.๕๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒,๐๒๕,๔๑๘.๐๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๘๑๘,๘๗๔.๕๕ บาท นับแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ (วันถัดจากวันฟ้อง) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๑๐ และ ๔๑๔๑๑ ตำบลบางปะกอก (บางปะกอกฝั่งเหนือ) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์วงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๑๐ และ ๔๑๔๑๑ ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองชำระหนี้ไม่พอยินยอมให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นจนครบ บัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๐ หักทอนบัญชีแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๑,๙๗๓,๐๑๓.๓๕ บาท โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๕ เพราะมีผลบังคับใช้อยู่ขณะโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกันคือ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๖ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ ไม่มีผลบังคับใช้กับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์กับจำเลยทำกันไว้ก่อน เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ มีผลใช้บังคับกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลย การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ได้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๕ นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมารุตหรือพีรสิญจ์ โตเวโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2547
#411087
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคสาม ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 295, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามฎีกาของจำเลยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ระงับไปแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจ จึงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งอีกต่อไป เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาปรากฏว่ามีคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์และโจทก์ร่วมรับสำเนาฎีกาของจำเลยแล้วมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคสาม ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว คงมีปัญหาเพียงว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อล่วงละเมิดทางเพศจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แต่การที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานนี้อีกต่อไปนับได้ว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด เมื่อจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่พอจะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมื่องดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก โดยให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ และลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278 ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร
จำเลย — นายสมศักดิ์ นาคแสง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ